เมนู/CONTENT

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1200 หนี

 

บทที่ 1200 หนี

“คุณชายรองหมายความว่ายังไงกัน?” เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะ พลางกล่าวเสียงเย็นว่า “หรือว่าอวี้อี๋เหนียงได้พูดอะไรกับคุณชายรองอย่างนั้นหรือ? คุณชายรองจะลงมือโดยไม่คิดจะถามความจริงก่อนเลยหรือ?”

“เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ!” เหลียงอี้โกรธจัดจนแทบจะระเบิด เขาถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างดูแคลนแล้วชี้มาที่นางพร้อมกับตะโกนด่าอย่างเกรี้ยวกราด

“เจ้าเป็นตัวอะไรกัน! อย่าคิดว่าพี่ชายข้าสนใจเจ้าแล้วเจ้าจะมีค่าอะไรมากมาย! เจ้าน่ะก็เป็นได้แค่ของเล่นที่เขาเอากลับมาเท่านั้น จะโดนเฆี่ยนตี ไล่ออกไปทำงานสกปรก หรือตบเป็นรางวัลให้พวกบ่าวไพร่ก็ไม่ได้มีค่าอะไรเลย! เจ้ากล้าดียังไงถึงยื่นมือไปยุ่งกับผู้หญิงของข้า! คิดว่าเจ้าคือใครกัน?”

พูดจบ เหลียงอี้ก็ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “เข้ามาให้หมด! จับนางแพศยานี่เอาไว้ให้ข้า! วันนี้ถ้าข้าไม่สั่งสอนนางให้สาสม เจ้าคงคิดว่าข้านายท่านรองเหลียงเป็นพวกที่ให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ งั้นสินะ!”

ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ก็มีหญิงวัยกลางคนรูปร่างบึกบึนสี่ห้าคนกรูกันเข้ามาจากด้านนอก ตั้งท่าจะจับเหลียนฟางโจวเอาไว้!

เหลียนฟางโจวรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง หากนางต้องตกไปอยู่ในเงื้อมมือของจูอวี้อิ๋ง แล้วตัวนางจะเหลือหนทางรอดอะไรอีก?

เหลียงอี้นั้นถึงอย่างไรก็เป็นน้องชายร่วมสายเลือดของเหลียงจิ้น แล้วตัวนางล่ะเป็นอะไร? ก็เป็นได้แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เขายังไม่ได้ครอบครองจึงรู้สึกมีความสนใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!

ถึงแม้ว่าเหลียงอี้จะทรมานนางจนตายไปแล้วก็ตาม เหลียงจิ้นจะยอมแตกหักกับน้องชายแท้ ๆ ของตัวเองเพราะนางอย่างนั้นหรือ?

เหลียนฟางโจบกัดฟันแน่นในใจ: จูอวี้อิ๋ง ข้าดูถูกเจ้าเกินไปจริง ๆ!

บ่าวไพร่ในเรือนมากมาย แต่เพราะเกรงกลัวต่ออำนาจของคุณชายรอง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัวช่วยเหลือนาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกล้าออกมาขัดขวางเลย

เมื่อเห็นกลุ่มหญิงวัยกลางคนพวกนั้นขานรับคำสั่งเสียงดังอย่างพร้อมเพรียงกัน ใบหน้าไร้ความรู้สึกพลางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เหลียนฟางโจวจึงรีบก้มลงพูดกับเสี่ยวเชวี่ยด้วยเสียงเบา “ขอโทษด้วย!”

พูดจบนางก็ผลักร่างของเสี่ยวเชวี่ยเข้าไปหากลุ่มหญิงเหล่านั้นอย่างแรง แล้วรีบยกกระโปรงขึ้น ก่อนจะกระโจนขึ้นไปบนเตียงอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงปีนขึ้นไปที่หน้าต่างแล้วกระโดดออกไปด้านนอกอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนจะวิ่งหนีออกไปอย่างสุดกำลัง!

เสี่ยวเชวี่ยเห็นว่าคุณชายรองกรูเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยวและต้องการจะจับตัวคน นางก็ตกใจจนเกือบจะร้องไห้ออกมา! นางไม่กล้าขัดขวางคุณชายรอง แต่ถ้าแม่นางเกิดเป็นอะไรขึ้นมา แล้วเมื่อคุณชายใหญ่กลับมา จะปล่อยนางไปได้อย่างไร?

คำพูดของเหลียนฟางโจวนั้น นางได้ยินอย่างสับสนและยังไม่ทันเข้าใจความหมายก็ถูกผลักออกไปแล้ว

“อ๊า!” เสี่ยวเชวี่ยร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ร่างของนางเซถลาไปชนเข้ากับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งอย่างแรง ก่อนจะโบกมือไปมาพัลวัน ใช้ทั้งผลักทั้งตบตีอย่างไม่รู้ทิศทาง พร้อมกับร้องโอดโอยและส่งเสียงตะโกนลั่น

“ว้าย! ระวัง!”

เหล่าสาวใช้คนอื่น ๆ เมื่อได้สติแล้วก็รีบกรูกันเข้ามาช่วย พยายามดึงตัวเสี่ยวเชวี่ยออกมา และประคองเหล่าหญิงวัยกลางคนที่โดนผลักล้ม ในระหว่างนั้นก็ไม่พลาดที่จะตั้งใจทำให้สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายยิ่งขึ้น

พวกนางไม่กล้าแตะต้องคุณชายรองก็จริง แต่โอกาสดีขนาดนี้จะปล่อยให้หลุดลอยไปได้อย่างไร? ถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้วแค่ยืนดูเฉย ๆ แม้คุณชายใหญ่จะไม่กล้าทำอะไรคุณชายรอง แต่นางก็ต้องหาที่ลงระบายความโกรธอยู่ดี และคนที่ซวยก็คงไม่พ้นพวกนางเอง!

คุณชายใหญ่น่ะหรือ? อุปนิสัยของเขาน่ะ เป็นคนที่ใครจะกล้ามาทำให้โกรธได้ง่าย ๆ กันเล่า?

เหลียงอี้ไม่สนใจความชุลมุนวุ่นวายตรงหน้าที่เกิดจากบ่าวสาวและหญิงวัยกลางคนที่กำลังโวยวาย ตะโกน และต่อสู้กันให้วุ่น แต่กลับหัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง “ฮ่า!” ด้วยความขบขันที่เต็มไปด้วยโทสะ เขากัดฟันแน่นแล้วกล่าวด้วยเสียงเย็นชา “สมแล้วที่เป็นนังผู้หญิงปากกล้า! ดีมาก! ข้าอยากจะดูจริง ๆ ว่าเจ้าจะหนีไปได้ไกลสักแค่ไหน!”

พูดจบ เขาก็ส่งเสียงฮึดฮัดออกมาอย่างไม่พอใจ แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินตามออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่คิดลังเลเลยแม้แต่น้อย

หากเป็นคุณชายตระกูลผู้ดีในแผ่นดินจงหยวน ไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมทำอะไรที่ดูไม่คู่ควรอย่างการวิ่งตามจับผู้หญิงด้วยตัวเองเช่นนี้ ต่อให้เป็นพวกคุณชายสำมะเลเทเมาในเมืองหลวงก็ยังไม่กล้าทำเรื่องที่ดูด้อยค่าจนเสียฐานะเช่นนี้เลย

แต่ในมณฑลหนานไห่ ไม่มีใครสนใจกฎเกณฑ์พวกนั้น! เหลียงอี้ไม่แม้แต่จะคิดไตร่ตรอง รีบวิ่งตามนางออกไปทันที

ในขณะนั้น เหลียนฟางโจวกำลังวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง มุ่งตรงไปยังเรือนหนังสือของเหลียงจิ้น!

ฝีเท้าของเหลียงอี้ก็ไม่ใช่ช้าเลย หากไม่ใช่เพราะเรือนหนังสืออยู่ไม่ไกลจากที่นั่นนัก เกรงว่าเหลียนฟางโจวคงจะถูกเขาจับตัวไว้ได้แล้ว

ยามที่เหลียนฟางโจววิ่งพรวดพราดเข้าไปที่หน้าประตูใหญ่ เหล่าเทพผู้เฝ้าประตูเห็นนางวิ่งมาด้วยท่าทางราวกับกำลังหนีตาย พวกเขายังไม่ทันจะเอ่ยปากถาม นางก็พุ่งตัวเข้าไปด้านในแล้ว

เหลียนฟางโจวยืนหยุดอย่างกะทันหัน ไม่กล้าวิ่งต่อ นางพิงกำแพงข้างประตูหอบหายใจอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขาดเป็นช่วง ๆ

“คุณชายรอง... คุณชายรองจะฆ่าข้า! ข้าขอร้องพวกท่าน... ขอร้องให้ช่วยข้าสักครั้งเถอะ! ข้าไม่ได้ต้องการให้พวกท่านลำบากใจ เพียงแค่ช่วยเกลี้ยกล่อมคุณชายรอง ให้รอจนกว่าคุณชายใหญ่จะกลับมาแล้วค่อยสะสางเรื่องนี้ก็พอ!”

สองเทพเฝ้าประตูได้ยินดังนั้นก็ถึงกับสะดุ้งไปตาม ๆ กัน ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันจะตอบโต้หรือพูดคุยอะไรกับเหลียนฟางโจว เหลียงอี้ก็พุ่งตามมาถึงที่นั่นด้วยความโกรธ “นังแพศยา! เจ้าก็ลองวิ่งต่อสิ! ข้าอยากจะดูจริง ๆ ว่าเจ้าจะหนีไปได้ไกลแค่ไหน!” เหลียงอี้ส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน สายตาเย็นเยียบแต่กลับเปล่งประกายความตื่นเต้นออกมาอย่างชัดเจน

“ในเมื่อคุณชายรองไม่คิดจะฟังคำอธิบายของข้า เช่นนั้นก็ควรรอให้คุณชายใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยพูดคุยกันจะดีกว่า! เหตุใดคุณชายรองต้องบีบคั้นข้าให้ถึงเพียงนี้?” เหลียนฟางโจวกล่าวด้วยรอยยิ้มขื่นขม

นางยังพูดไม่ทันจบ เหลียงอี้ก็ถ่มน้ำลายลงพื้นพร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เจ้าเป็นตัวอะไรถึงกล้ามาพูดแบบนี้? ไร้ชื่อไร้ฐานะ พูดง่าย ๆ ก็คือแค่บ่าวคนหนึ่งเท่านั้น! ข้าจะจัดการกับบ่าวสักคนหนึ่ง จะต้องรอให้พี่ชายข้ากลับมาเพื่อขออนุญาตอย่างนั้นหรือ? ถ้ารู้ตัวก็รีบคลานมาที่นี่ซะ! ก้มหัวขอโทษข้า ยอมรับความผิด แล้วข้าจะให้เจ้าตายอย่างง่ายดาย! ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็...” เหลียงอี้ยิ้มเย็นชาพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ อย่างต่อเนื่อง

ดวงตาคู่นั้นจ้องมองไปทั่วร่างของเหลียนฟางโจวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย ความคิดอันต่ำช้าผุดขึ้นในจิตใจของเขา เจ้านี่ช่างร้ายกาจจริง ๆ! ทั้งดื้อรั้นและแข็งกร้าว! ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่ชายถึงได้โปรดปรานเจ้านัก ถ้าได้ลากขึ้นเตียงเมื่อไร ข้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่ามันจะสนุกแค่ไหน...

ในสายตาของเหลียงอี้ นางก็เป็นได้แค่เมียเก็บของพี่ชายเท่านั้น มีค่าอะไรนักกัน? หากตนอยากได้ ก็แค่จับตัวนางไปเสีย พอพี่ชายกลับมา ค่อยพูดคุยเจรจากันก็ยังไม่สาย!

แต่กระนั้น ผู้หญิงที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้กลับกล้ามารังแกอวี้เอ๋อร์ หากตนเล่นสนุกจนเบื่อแล้ว ก็จะส่งนางไปให้พวกบ่าวไพร่ด้านล่างรุมทึ้งเสียให้หนำใจ แล้วเช่นนั้นถึงจะช่วยให้อวี้เอ๋อร์คลายแค้นได้!

เหลียนฟางโจวเม้มริมฝีปากแน่น ไม่พูดอะไรออกมา และไม่แม้แต่จะขยับตัว “สุราคารวะไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์สินะ!” เหลียงอี้ตะโกนอย่างเดือดดาล ก่อนจะก้าวพรวดเข้ามาหมายจะจับตัวนาง

แต่เทพเฝ้าประตูทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงนั้นเพียงแค่มองสีหน้าของคุณชายรอง ก็พอจะเดาได้ว่าเขาคิดจะทำอะไร พวกเขาเห็นกับตาว่าแม่นางเหมยฟางคนนี้  มีความสำคัญต่อคุณชายใหญ่เพียงใด มีหรือจะปล่อยให้เหลียงอี้พาตัวนางออกไปต่อหน้าต่อตาได้?

“คุณชายรอง” ทั้งสองกล่าวพร้อมเพรียงกัน เดินเข้ามาขวางเหลียงอี้อย่างแน่วแน่พร้อมกับโค้งคำนับอย่างเคารพ “หากมีเรื่องใด ขอให้รอคุณชายใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยพูดคุยกันเถิด! โปรดอภัยให้พวกเราด้วย พวกบ่าวมิอาจขัดคำสั่งของคุณชายใหญ่ได้ คุณชายรองไม่สามารถพาตัวแม่นางเหมยไปได้จริง ๆ ขอท่านโปรดเข้าใจด้วยขอรับ”

พวกเขายืนขวางอย่างมั่นคง และแม้จะพูดจาอย่างสุภาพ แต่ก็เต็มไปด้วยความหนักแน่นที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้เหลียงอี้พาตัวเหลียนฟางโจวไปโดยเด็ดขาด!

“พวกเจ้ากล้าดีนักหรือ ถึงกับกล้าช่วยนังแพศยานี่แล้วมาขัดขวางข้า?” เหลียงอี้เอ่ยด่าทอด้วยใบหน้าเย็นชา

ถ้าไม่ใช่เพราะสองคนนี้เป็นคนสนิทของพี่ชาย และเขาไม่กล้าหาเรื่องกับพวกมัน อีกทั้งถึงจะลงมือก็ใช่ว่าจะสู้พวกมันได้ เหลียงอี้คงไม่พูดมากให้เสียเวลาแบบนี้

“บ่าวไม่กล้าขอรับ!” ชายคนหนึ่งกล่าวอย่างสุภาพ แต่ท่าทีไม่ยอมอ่อนข้อ “ถึงอย่างไร แม่นางเหมยก็เป็นคนของคุณชายใหญ่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณชายรองไม่รอให้คุณชายใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากันล่ะขอรับ? คุณชายใหญ่น่ะให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเสมอ หากแม่นางเหมยล่วงเกินคุณชายรองจริง ๆ คุณชายใหญ่ย่อมต้องให้ความยุติธรรมกับท่านแน่นอน! ขอร้องเถอะขอรับ อย่าให้พวกบ่าวลำบากใจเลย!”

เหลียงอี้โกรธจัด มองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาเกลียดชังพร้อมกับตะโกนอย่างโมโห “นังแพศยา! ถ้าเจ้ามีปัญญาก็จงหลบอยู่ที่นี่แล้วอย่าได้ก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว! ถ้าเจ้าทำได้ ข้าก็จะยอมรับนับถือเจ้า!”

เหลียนฟางโจวย่อมไม่อาจซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป

เรือนหนังสือของเหลียงจิ้น ต่อให้เป็นผู้เฒ่าประจำตระกูลเหลียงเอง ก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปได้โดยไม่รับอนุญาตจากเขา เช่นนั้นแล้ว เหลียนฟางโจวก็ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นได้ คนที่อยู่ข้างในย่อมไม่มีทางให้ที่พักพิงแก่นาง

นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกล่าวอย่างเย้ยหยัน “คุณชายรองเรียกข้าว่านังแพศยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าข้าไปล่วงเกินท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? หรือว่าท่านจะตัดสินโทษข้าเพียงเพราะฟังคำพูดข้างเดียวจากอวี้อี๋เหนียงเท่านั้น?”

 

 

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น