เมนู/CONTENT

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1342 เมืองเฉวียนโจว

 

บทที่ 1342 เมืองเฉวียนโจว

คำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ทำเอาเติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงทั้งอับอายทั้งเดือดดาล พลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ: นางพูดเช่นนั้นได้อย่างไร! นี่มิใช่การไปขอขมา แต่นี่คือการไปหยามน้ำหน้าผู้คนชัดๆ!

เมื่อมาถึงหน้าจวนสกุลหลี่ เติ้งไป๋อวี๋สั่งให้คนคุมตัวเติ้งเมิ่งหานและสาวใช้ขึ้นรถม้า ก่อนจะรีบประสานมือแย้มยิ้มให้คนเฝ้าประตู “น้องสาวข้าไร้มารยาท ช่างน่าละอายนัก! พวกข้าพี่น้องปรารถนาจะขอเข้าพบใต้เท้าหลี่เพื่อแสดงความขอขมา รบกวนท่านช่วยไปแจ้งความให้ทีเถิด!”

เติ้งไป๋ทงนัยน์ตาเป็นประกาย รีบสำทับว่า “ใช่ๆ! เรื่องนี้เป็นเพราะพวกข้าพี่น้องเลินเล่อ สมควรอย่างยิ่งที่จะมาขอขมาใต้เท้าหลี่ รบกวนพี่ชายท่านนี้ช่วยเป็นธุระแจ้งให้ทราบด้วย”

กล่าวจบ เขาก็ถอดแหวนไพฑูรย์ (ตาแมว) จากนิ้วกลางส่งให้ด้วยรอยยิ้มประจบ

ทว่าคนเฝ้าประตูกลับก้าวถอยหลังพลางเบี่ยงตัวหลบ พลางหัวเราะแห้งๆ “คุณชายเติ้ง ท่านอย่าได้หาเรื่องให้ข้าน้อยเลย ยามนี้ใต้เท้ากำลังโมโหสุดขีด ข้าน้อยมิกล้าไปขวางทางปืนหรอก! ต่อให้มีเงินทองมากมายเพียงใด ก็ต้องมีชีวิตอยู่ใช้ถึงจะนับว่าดี ท่านว่าจริงหรือไม่?”

เติ้งไป๋ทงถึงกับชะงักงัน ยามถอดแหวนวงนี้เขายังนึกเสียดายใจแทบขาด ทว่ายามนี้กลับรู้สึกเหมือนถือถ่านร้อนไว้ในมือ

เอ่อ... ที่ท่านว่ามาก็มีเหตุผล!” เติ้งไป๋อวี๋รีบดึงมือพี่ชายไว้พลางฝืนยิ้ม “เช่นนั้นอีกสองวันพวกเราค่อยมาเยี่ยมเยียนใหม่ ลาก่อน! รบกวนแจ้งใต้เท้าให้วางใจ เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นเป็นคราวที่สองอย่างแน่นอน!”

เมื่อคนสกุลเติ้งจากไปอย่างอัปยศ เหลียนฟางโจวก็ลอบถอนใจยาว นางฟังหงอวี้เล่าความอย่างละเอียดพลางนึกขัน “ข้าก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าใต้เท้าของเราจะมีฝีปากคมคายถึงเพียงนี้! อืม... วันหน้าหากเจอเรื่องเช่นนี้อีก ให้ใต้เท้าออกหน้าจัดการก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้เบาแรงลงบ้าง!”

หงอวี้หัวเราะพลางว่า “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฮูหยิน ต่อให้ยากเย็นเพียงใดใต้เท้าย่อมต้องรุดหน้าจัดการเองเจ้าค่ะ! สกุลเติ้งรนหาที่ตายแท้ๆ ถึงกล้ามาหาเรื่องฮูหยิน ที่สำคัญ... คนที่มาดันเป็นแม่นางเติ้งเมิ่งหานผู้นั้นเสียได้!”

ทางด้านเติ้งฮูหยิน เมื่อเห็นบุตรสาวก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางเหม่อลอยวิญญาณหลุดลอยก็นึกสงสาร นางเรียก “หานเอ๋อร์!” คำหนึ่ง น้ำตาก็ไหลพรากออกมา

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสีหน้ามืดครึ้ม ทั้งสองไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว เดินปั้นปึ่งจากไป ทิ้งให้สองแม่ลูกยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

เติ้งเมิ่งหานปล่อยโฮออกมาดังสนั่น พลางคร่ำครวญ “ท่านแม่! ท่านแม่! พี่ใหญ่กับพี่รองต้องโกรธข้าแน่ๆ ข้าช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้เลย!”

โธ่ลูกเอ๋ย เจ้าทำเต็มที่แล้ว! เจ้าทำดีที่สุดแล้ว!” เติ้งฮูหยินลูบไหล่บุตรสาวเบาๆ ปลอบประโลมทั้งน้ำตา

เติ้งฮูหยินโอบกอดบุตรสาวไว้พลางสะอื้นไห้ "แม่จะไม่ยอมให้เจ้าต้องทำเช่นนี้อีก! จะไม่มีคราวหน้าเป็นอันขาด! พี่ชายของเจ้าน่ะหรือ ช่าง..."

นางทอดถอนใจยาว "เจ้าก็อย่าได้ผูกใจเจ็บพวกเขานักเลย พวกเขาก็ไร้ซึ่งหนทางแล้วจริงๆ!"

เติ้งเมิ่งหานโศกเศร้าจนสุดจะกลั้น "ท่านแม่! ท่านพ่อถูกกุมตัวไว้ที่ศาลาว่าการจริงหรือเจ้าคะ? ใต้เท้าหลี่คิดจะทำอย่างไรกับท่านพ่อกันแน่ เมื่อใดท่านพ่อถึงจะได้กลับมา?"

เติ้งฮูหยินส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ "หากแม่รู้ก็คงดีหรอกลูกเอ๋ย! นี่เป็นเรื่องของบุรุษ แต่คนซวยกลับกลายเป็นพวกเราสตรีฝ่ายใน!"

นางคงลืมไปเสียสิ้นว่าหากมิใช่เพราะบุตรสาวนาง เรื่องราวมิต้องลุกลามถึงเพียงนี้ หากคำนี้เข้าหูเติ้งไป๋อวี๋หรือเติ้งไป๋ทง ทั้งสองคงกระอักเลือดตายด้วยความขุ่นเคือง!

ก่อนหน้านี้ สองพี่น้องเพียรขอเข้าพบหลี่ฟู่หลายคราแต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย มาวันนี้แม้จะใช้อุบายเดิมก็ยังไร้ผล

ทั้งสองย่อมตระหนักดีว่าหลี่ฟู่มิได้มีเจตนาจะปรองดองกับสกุลเติ้ง และมิคิดจะพบหน้าพวกตนแม้แต่น้อย

ยามนี้ทำได้เพียงลอบสืบข่าว หากพบร่องรอยว่าบิดาถูกกักขังอยู่ในจวนหลี่จริง ย่อมมีหนทางบีบให้เขาปล่อยคน

อีกทางหนึ่งคือต้องกัดฟันประคองกิจการ ทำได้เท่าใดก็ต้องทำ กอบกู้มาได้เท่าใดก็ต้องเอา จะนิ่งดูดายปล่อยให้สกุลเติ้งล่มสลายไปต่อหน้ามิได้

ส่วนเรื่องเติ้งเมิ่งหานนั้น ทั้งคู่ไม่อยากจะเอ่ยถึงอีก!

จะโทษนางรึ? โทษนางแล้วจะมีประโยชน์อันใด?

มารดาแสดงท่าทีปกป้องนางอย่างชัดเจน ยามนี้คงกำลังโอ๋นางและบ่นพ้อแทนความน้อยเนื้อต่ำใจของนางอยู่ พวกเขาจะไปทำอะไรนางได้?

หากก่อเรื่องวุ่นวายจนในบ้านไม่สงบ จะมิยิ่งโกลาหลไปกว่าเดิมหรือ? ยามนี้พวกเขามีเรี่ยวแรงที่ไหนไปรับมือ และหากชื่อเสียงเรื่องเป็นบุตรอกตัญญูต่อมารดาแพร่ออกไป ย่อมมิต่างกับการเติมน้ำแข็งลงบนหิมะ (ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้าย)

เมื่อคำนวณจากกำหนดการเดินทาง ขบวนสินค้าขนาดใหญ่ทั้งใบชา เครื่องปั้นดินเผา และงานปักอันประณีต กำลังจะถูกส่งไปยังเมืองเฉวียนโจวเพื่อขายให้ตระกูลฝู ขณะเดียวกันก็จะรับเครื่องเทศจากต่างแดน เช่น กานพลู อบเชย พริกไทย รวมถึงพลอยแดงพลอยน้ำเงิน น้ำหอม และกระจกเงาจากตะวันตกกลับมากระจายสินค้า

แต่เดิมเรื่องเหล่านี้มิต้องถึงมือพ่อลูกสกุลเติ้ง เพียงตรวจตราปีละสองคราในยามที่มีการค้าใหญ่ก็พอ เนื่องจากบรรดาหลงจู๊ (ผู้จัดการ) ต่างชำนาญงานดีอยู่แล้ว

ทว่ายามนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป สองพี่น้องปรึกษากันแล้วเห็นควรให้เติ้งไป๋อวี๋คุมขบวนไปด้วยตนเอง เพื่อถือโอกาสผูกมิตรกับ 'ฝูลี่' ประมุขตระกูลฝูไว้ หากบิดามิอาจกลับมาได้จริง ความสัมพันธ์กับตระกูลฝูจะได้ไม่ขาดสะบั้น

ทว่าเมื่อเติ้งไป๋อวี๋เดินทางไปถึงเฉวียนโจวและเข้าพบฝูลี่ ฝ่ายนั้นแม้จะยอมให้พบแต่กลับอึกอักยามเอ่ยถึงเรื่องการซื้อขายสินค้า

เติ้งไป๋อวี๋ลางสังหรณ์ใจไม่ดี จึงยิ่งเร่งรัดขอคำตอบที่ชัดเจน หวังจะลงนามในสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว

แต่ฝูลี่กลับลื่นไหลประดุจปลาไหล เอ่ยเรื่องอื่นกลบเกลื่อน มิยอมรับปากเรื่องการค้าแม้แต่น้อย

เติ้งไป๋อวี๋วู่วามจนคุมอารมณ์ไม่อยู่ พลั้งปากเอ่ยวาจาล่วงเกิน สีหน้าฝูลี่พลันมืดครึ้ม สะบัดชายเสื้อลุกขึ้นอ้างว่า "มีธุระด่วน" แล้วสั่งบ่าวให้ส่งแขกทันที มิสนใจเสียงเรียกอย่างร้อนรนของเติ้งไป๋อวี๋แม้แต่นิด

เติ้งไป๋อวี๋คิดจะตามไปแต่ถูกบ่าวสกุลฝูขวางไว้ แล้วเชิญตัวออกไปอย่างสุภาพแต่หนักแน่น เขาจึงทำได้เพียงเดินจากมาพร้อมกับหลงจู๊จางด้วยความหดหู่

เมื่อพ้นจากจวนสกุลฝู หลงจู๊จางถอนใจพลางเตือนว่า "นายน้อยไม่ควรวู่วามเช่นนั้นเลย ผู้น้อยขอเอ่ยคำล่วงเกิน สถานการณ์ยามนี้มิเหมือนเก่า การที่ท่านทำเช่นนี้ มิต่างจากการยื่นข้ออ้างให้ใต้เท้าฝูถึงมือหรอกหรือ?"

ที่แท้ข่าวเรื่องบิดาหายตัวไปก็แพร่มาถึงเฉวียนโจวแล้ว! เติ้งไป๋อวี๋ได้แต่ยิ้มขื่น พลางนวดขมับด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า "ข้าเองก็ร้อนรนจนเลอะเลือนจึงปากไวไปหน่อย! ทว่าตาเฒ่าฝูนั่นก็ดูถูกคนเกินไปนัก! จะมิให้ข้าโมโหได้อย่างไร! เหอะ หากมิใช่เพราะวันนี้สกุลเติ้งประสบภัย ข้าผู้นี้มีหรือจะมาอ้อนวอนเขา!"

หลงจู๊จางมองเติ้งไป๋อวี๋ด้วยสายตาราบเรียบ ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง "ในเมื่อนายน้อยรู้ตัวว่ามาเพื่ออ้อนวอนเขา แล้วเหตุใดถึงยังวางใจไม่ลง? ผู้น้อยมองดูอยู่ด้านข้างเห็นชัดแจ้งว่า ใต้เท้าฝูจงใจยั่วยุให้ท่านโกรธ เพื่อหาจังหวะปฏิเสธการค้าครานี้! ผู้น้อยส่งสายตาให้ท่านตั้งหลายครา แต่น่าเสียดายที่ท่านมิสังเกตเห็นเลย... เฮ้อ!"

"ท่านว่ากระไรนะ?" เติ้งไป๋อวี๋ชะงักงัน ไม่อยากจะเชื่อหู "ท่านจะบอกว่า... เขาตั้งใจยั่วยุข้า เพื่อที่จะได้ปฏิเสธข้าอย่างนั้นรึ!"

"ขอรับ!"

"ช่างสามหาวนัก!" เติ้งไป๋อวี๋รู้สึกเหมือนมีไฟสุมทรวง ความอัดอั้นตันใจ ความโกรธแค้น ความเหนื่อยล้า และความสิ้นหวังที่สะสมมาหลายวันพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกัน เขาแผดเสียงด่าทอด้วยความอัปยศ "พวกสุนัขมองคนต่ำต้อย! คิดจริงๆ หรือว่าหากขาดพวกมันไปแล้ว สกุลเติ้งของข้าจะสิ้นชื่ออยู่ต่อมิได้!"

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น