วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 982 ไต่สวนเข่อซิน

 

 บทที่ 982 ไต่สวนเข่อซิน

เหลียนฟางโจวสวมชุดคลุมผ้าไหมตัวนอกที่ปักลายดอกฝูหรงสีส้มแดงพร้อมเกล้ามวยผมหลวมๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในศาลาอุ่น ด้านในนั้น เข่อซินกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว ชุดคลุมตัวนอกของนางเองถูกถอดออกตามคำสั่งของหลี่ฟู่ เหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวเท่านั้น

หลี่ฟู่ต้องรำคาญเสียงร้องไห้ดังของเข่อซินเป็นแน่ จึงสั่งให้คนอุดปากนางไว้

เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเดินเข้ามา เข่อซินก็เงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว น้ำตาคลอหน่วยตาขณะจ้องมองเหลียนฟางโจว พลางร้องสะอึกสะอื้นเบาๆ

เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาเย็นเยียบของเหลียนฟางโจว นางก็เงียบไปครู่หนึ่ง

หลี่ฟู่มีสีหน้าบูดบึ้ง ในใจเต็มไปด้วยโทสะ ยามนี้ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยกับเหลียนฟางโจว "ข้าจะทิ้งเรื่องนี้ไว้ให้เจ้าสะสาง ถามนางด้วยว่า นางไปเอาความกล้าหาญมาจากไหน! หากเจ้าจะโบยนางจนตาย ก็ไม่เป็นไร!"

เมื่อคิดถึงตอนที่เขาเดินเข้าไปกอดเข่อซินในความมืด หลี่ฟู่ก็อยากจะบีบคอผู้หญิงคนนี้ให้ตายนัก หากมีใครมาเล่นงานเขาโดยใช้แผนการเช่นนี้ เขาคงไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว!

เหลียนฟางโจวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม นางจับมือสามีและเอ่ยเสียงนุ่ม "ท่านไปอาบน้ำชำระกาย และพักผ่อนเสีย ข้าจะให้เหลียนจื่อยกน้ำแกงสร่างเมาไปให้ท่าน"

ยามนี้ใบหน้าของหลี่ฟู่ดูดีขึ้นเล็กน้อย เขาพยักหน้าและเอ่ยกับภรรยา "อีกอย่างไม่ต้องซักถามอะไรนางหรอก  จัดการลงโทษโดยเร็วเถอะ!"

 

เหลียนฟางโจวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเฝ้ามองเขาเดินออกไปแล้ว นางจึงหันกลับมาและนั่งลง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เอาของออกจากปากนางเสีย!"

ทันทีที่ปากของเข่อซินเป็นอิสระ นางก็ก้มหน้าลงและเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ยิ่งเหลียนฟางโจวพิศมองเข่อซิน ก็ยิ่งรู้สึกว่ารูปโฉมอีกฝ่ายดูเย้ายวนมีเสน่ห์มากขึ้นเรื่อย ๆ คอระหงและผิวเนียนละเอียดของนางดูบอบบางและน่าสงสารยิ่ง

เหลียนฟางโจวเกือบจะพ่นอาหารมื้อสุดท้ายในวันนี้ออกมา แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา "ถึงจะร้องไห้อย่างน่าเวทนาก็ไม่มีประโยชน์ ข้าเป็นคนไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผา มีแต่จะข่วนหน้าเจ้าเสียมากกว่า!"

เข่อซินอุทานด้วยเสียงต่ำ แน่นอนว่านางไม่กล้าร้องไห้อีกต่อไป

ทว่านางเงยหน้าที่เกลื่อนด้วยน้ำตาจากการร้องไห้ และกล่าวอ้อนวอน "ฮูหยิน บ่าวผู้นี้รักท่านโหวจริงๆ—ว้าย!"

ก่อนที่นางจะพูดจบประโยค ถ้วยชาที่เหลียนฟางโจวเขวี้ยงมา ก็สาดน้ำชาไปทั่วศีรษะและใบหน้านาง หากนางไม่หลบอย่างว่องไว หน้าผากคงมีเลือดออกไปแล้ว

เหลียนฟางโจวด่าทอ "มาพูดแบบนี้ต่อหน้าข้า เจ้าอยากตายจริงๆใช่ไหม! ข้าไม่รังเกียจที่จะให้เจ้าสมปรารถนาหรอกนะ!"

เข่อซินกรีดร้อง หน้าซีดปากสั่นจนเกือบล้มลงกับพื้น

หงอวี้ ไห่ถังและคนอื่นๆต่างก็ยืนตัวลีบ ไม่กล้าหายใจแรง

ปกติฮูหยินมักสุขุมเยือกเย็น แต่ทันทีที่โกรธขึ้นมา ก็ไม่มีใครกล้าขัดใจนางเด็ดขาด

"ฮู ฮูหยิน..."  เป็นนานกว่าเข่อซินจะหาเสียงตัวเองเจอ นางเอ่ยเสียงสั่น "ท่าน ท่านทำไม่ได้...ท่านจะทำเยี่ยงนี้ไม่ได้...บ่าว บ่าวคือของขวัญพระราชทานจากวังหลวง ...มาจากวังหลวง..ท่านต้องให้เกียรติฝ่าบาทด้วย! ท่านจะ... ปฏิบัติกับบ่าวแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ..."

เรื่องมาจนถึงขั้นนี้แล้ว อีกฝ่ายยังกล้าเอาวังหลวงมาข่มขู่ต่อหน้าตน เหลียนฟางโจวจึงอดแค่นหัวเราะไม่ได้ "วังหลวงรึ? ฝ่าบาทรึ? เจ้ากล้าดียังไงเอาฝ่าบาทมาอ้าง? เจ้าได้ทำลายเกียรติของวังหลวงไปแล้ว! พรุ่งนี้เจ้าอยากให้ข้าพาเจ้าเข้าวังแล้วกราบทูลฮองเฮาถึงทุกอย่างที่เจ้าทำในคืนนี้ไหม?”

เข่อซินสั่นสะท้านไปทั้งตัว หน้าเปลี่ยนสีไปทันที

หากเรื่องในคืนนี้ไปถึงพระกรรณของฮองเฮาจริงๆ นับประสาอะไรกับการที่ฮองเฮาจะไม่ตัดสินความช่วยนาง เกรงว่าฮองเฮาจะเป็นคนแรกที่สั่งประหารนางเสียด้วยซ้ำ

เข่อซินรู้สึกเย็นเยียบในใจ เมื่อรู้ว่านางได้ทำให้เหลียนฟางโจวขุ่นเคืองอย่างล้ำลึกเข้าแล้ว จึงกัดฟันตัดสินใจวางความเป็นความตายเอาไว้ก่อน แล้วเงยหน้าอย่างเฉียบขาด พลางจ้องเหลียนฟางโจวโดยไม่หลบ "ฮูหยิน อย่าได้ตำหนิบ่าวที่ต้องเป็นเช่นนี้! พวกเราคือของขวัญพระราชทานจากวังหลวงเพื่อขอบคุณตระกูลหลี่ ในเมื่อท่านโหวพาพวกเรากลับมาที่จวนโหวแล้ว เราย่อมยินดีปรนนิบัติเขา! ทว่าฮูหยิน ท่านไม่เคยเป็นฝ่ายเตรียมการให้พวกเราได้ ปรนนิบัติท่านโหว กระทั่งเมื่อเรื่องนี้ไปถึงพระกรรณของฮองเฮา ท่านสามารถพูดได้หรือไม่ว่าท่านไม่ผิด? ฮูหยิน ท่านไม่มีคุณธรรมเอาเสียเลย!”

หงอวี้, ไห่ถัง และอื่น ๆต่างแอบแลกเปลี่ยนสายตากัน ทุกคนนึกเอ่ยในใจ : ช่างรนหาที่ตายจริงๆ! ตัวเองโง่เอง ใครก็ช่วยไม่ได้ ต่อให้เทพเซียนลงมาก็ช่วยไม่ได้แล้ว!

เหลียนฟางโจวอดหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ เป็นอย่างที่นางคาดไว้จริงๆ หญิงสาวจึงกล่าวขึ้น "เจ้าช่างกล้าจริงๆ! ถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังกล้ามาตั้งคำถามกับข้าอีกเหรอ? หืม? ฮ่องเต้พระราชทานพวกเจ้าเป็นรางวัล แต่ก็ไม่ได้ตรัสว่า จะให้พวกเจ้ามาเป็นอนุหรือฮูหยินรอง ก็อย่างที่เจ้ากล่าว ทั้งหมดก็คือการ 'ปรนนิบัติ' ผู้คน! ข้าเคยขัดขวางไม่ให้เจ้าปรนนิบัติท่านโหวเมื่อใดเหรอ? หากเจ้าเอาชนะหัวใจท่านโหวไม่ได้ มันก็เป็นความผิดของเจ้าเอง! พวกข้ารึ? หึๆ เจ้าพูดถึงแค่ตัวเองก็พอแล้ว อย่าได้ลากคนดีๆคนอื่นมาลงน้ำครำด้วยเลย! พวกนางไม่ได้มีพฤติกรรมต่ำช้าและหยาบคายเช่นเจ้า! และพวกนางก็ไม่เคยทำเรื่องต่ำๆอย่างที่เจ้าทำ! ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่เพราะเรื่องที่เจ้ากล้าพูดจาหยาบคายกับฮูหยินท่านโหว ข้าก็มีความชอบธรรมที่จะสั่งลงโทษโบยเจ้าสามสิบไม้จนเจ้ากลายเป็นคนพิการได้แล้ว  ฮึ่ม เจ้ามันก็แค่นางกำนัลที่ฮ่องเต้พระราชทานมา เพื่อให้ปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่น และข้าก็คือฮูหยินท่านโหวที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เองกับมือ แล้วกลายเป็นเจ้าที่มีสิทธิ์มาวิพากษ์วิจารณ์ข้าได้ตั้งแต่เมื่อใด!”

เข่อซินกัดริมฝีปาก ใบหน้าพลันซีดขาวจนไร้สีเลือด แต่ก็ยังกัดฟันจนตัวสั่น ขณะพยายามฝืนอดทนเอาไว้

เหลียนฟางโจวมีสีหน้าเคร่งขรึมทันที และเอ่ยอย่างเย็นชา "การที่เจ้าพูดจาหยาบคายและดูหมิ่นฮูหยินตราตั้ง ต่อให้ข้าไม่ลงโทษเจ้า แต่เจ้าก็ได้ฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองแล้ว! ตบหน้านางยี่สิบทีให้ข้าเดี๋ยวนี้!"

เรื่องตบคนนี้ หงอวี้ และคนอื่น ๆ ไม่มีประสบการณ์ อีกทั้งไม่มีกำลังกล้าแข็งพอ ทว่าภายในจวนตระกูลหลี่ มีป้าหลินคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเป็นพิเศษเกี่ยวกับกฎระเบียบและการลงโทษคนในจวน และตอนนี้นางมารออยู่ในเขตเรือนนานแล้ว

ครั้นแล้วสาวใช้รุ่นเล็กคนหนึ่งก็ออกไปกวักมือเรียกนางอย่างรู้หน้าที่ และบอกเล่าให้นางฟังอย่างชัดเจน

ป้าหลินเดินตรงเข้ามาคารวะเหลียนฟางโจว และสั่งให้แม่บ้านหญิงแข็งแรงสองคนจับแขนเข่อซินไพล่หลัง และจับไหล่ของนางไว้ให้มั่นเพื่อที่นางจะได้ขยับไม่ได้ ก่อนที่ตัวนางจะใช้มือบีบคางเข่อซินให้เชิดสูงไว้ แล้วเงื้อมืออีกข้างตบหน้าอีกฝ่ายดัง เพี๊ยะ!" ด้วยเสียงที่ดังชัดเจน และแล้วเข่อซินก็กรีดร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือด

เข่อซินไม่อยากเชื่อเลย ถึงแม้ว่าสิ่งที่เหลียนฟางโจวพูดมา จะเป็นความจริงที่นางหักล้างไม่ได้ ทว่านางถูกฝูหย่าล่อลวง และตัวนางก็ถูกความร่ำรวยและเกียรติยศบังตา นางจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าเหลียนฟางโจวจงใจสร้างความลำบากให้นาง และขัดขวางเส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งของนาง นางจะเต็มใจเชื่อและเต็มใจรับฟังเสียที่ไหน?

ตอนนี้เมื่อต้องถูกทุบตี มันก็เป็นคนละเรื่องกัน

นางได้ชื่อว่าเป็นคนที่แต่งตัวเก่งที่สุด และทุกๆวันจะคอยดูแลผิวให้ขาวกระจ่างและอ่อนนุ่มอยู่เสมอ นางจึงเป็นคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย และหลังจากถูกตบไม่กี่ครั้ง นางก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวเสียจนวิญญาณแทบปลิดปลิว ความกล้าหาญก็พลันแหลกสลายไปในทันที เกิดอาการขวัญหนีดีฝ่อ ได้แต่คิดว่าตนจะต้องเสียโฉมหรือไม่!

ท่าทียอมตามใจ ไม่สนใจ และไม่ซักถามให้มากความก่อนหน้านี้ของเหลียนฟางโจว แตกต่างจากท่าทีในขณะนี้อย่างเด่นชัด เมื่อไม่กี่วันก่อนเวลาพวกนางพบกันราวสองถึงสามครั้ง อีกฝ่ายมักยิ้มอย่างมีเมตตา ดังนั้นเข่อซินจึงคิดไปเองว่าเหลียนฟางโจวเป็นคนที่นางจัดการได้ง่าย

เพียงเพราะเรื่องนี้จึงทำให้เข่อซินเข้าใจผิดไป และกล้าที่จะเรียกร้องอย่างใจกล้าไม่กลัวตาย

ตอนนี้พอนางโดนตบหน้าเข้าจริงๆ นางก็รู้ว่า ฮูหยินคือคนที่นางไม่ควรไปมีเรื่องด้วยอย่างยิ่ง

ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วย!” ก่อนที่เข่อซินจะตระหนักได้ นางก็เผลอตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออยู่หลายครั้งโดยไม่รู้ตัว พลางร้องไห้ขอความเมตตา

ตลอดเวลาของการลงโทษ เหลียนฟางโจวเอาแต่มองดูอย่างเย็นชา โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน และไม่เคลื่อนไหวใดๆ จนกระทั่งการตบ 20 ครั้งสิ้นสุดลง นางจึงพยักเพยิดเป็นสัญญาณให้ป้าหลินปล่อยเข่อซิน

เข่อซินร้องครางและทรุดตัวลงบนพื้น แก้มที่ขาวผ่องเนียนนุ่ม เปลี่ยนเป็นบวมแดง มองเห็นเลือดไหลซึม มุมปากของนางมีเลือดไหล หูอื้อตาลาย รู้สึกวิงเวียนมึนงงและจับต้นชนปลายไม่ถูก

...

 

2 ความคิดเห็น: