วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1207 ในที่สุดก็กลับบ้าน

 

บทที่ 1207 ในที่สุดก็กลับบ้าน

คำพูดของหลี่ฟู่แม้จะฟังดูเหมือนชมเชย แต่เมื่อฟังอย่างตั้งใจแล้วกลับรู้สึกว่ามันมีความหมายแฝงอยู่ เหลียนฟางโจวจึงอดยิ้มขื่นไม่ได้

เขาโกรธจริง ๆ สินะ! สามีของนางโกรธนางจริง ๆ แล้ว! ความรู้สึกผิดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเหลียนฟางโจว นางรู้ดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น หลี่ฟู่ต้องทนทุกข์ทรมานใจมากเพียงใด และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็มาจากตัวนางเอง...

แต่นางก็อดน้อยใจไม่ได้เช่นกัน เพราะในสถานการณ์เช่นนั้น ใครจะคิดว่าจะสามารถหลุดรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย? หลี่ฟู่ไม่เข้าใจนางก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมเขาถึงต้องตำหนินางด้วยเล่า?

“อาเจี่ยน!” เหลียนฟางโจวทนไม่ไหว จึงยกมือขึ้นหมายจะจับมือหลี่ฟู่ เพื่ออธิบายและปลอบโยนเขา

“อย่าขยับ” หลี่ฟู่เอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น ดวงตามองมาที่นางขมวดคิ้วมุ่น “ยังพันแผลไม่เสร็จ อย่าขยับไปมา”

เหลียนฟางโจวที่อ้าปากหมายจะพูดอะไรบางอย่างก็ได้แต่กลืนคำพูดกลับลงไป นางได้แต่ตอบกลับเสียงแผ่ว “อืม...” แล้วก็นั่งนิ่งอย่างเชื่อฟัง ปล่อยให้หลี่ฟู่ค่อย ๆ ทำแผลให้อย่างช้า ๆ และตั้งใจ

เขายังคงทำแผลอย่างระมัดระวังและอ่อนโยน แม้ว่าคำพูดของเขาจะแฝงความโกรธอยู่ก็ตาม...

หลังจากผ่านไปพักใหญ่ หลี่ฟู่ก็ทำแผลและพันแผลให้กับทั้งสองมือของเหลียนฟางโจวจนเสร็จเรียบร้อย

เหลียนฟางโจวกุมมือชายหนุ่มไว้แน่น พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและรู้สึกผิด “อาเจี่ยน ท่านอาจจะพูดว่าไม่โกรธข้า แต่ในใจท่านยังโกรธข้าอยู่ใช่ไหม?”

หลี่ฟู่เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างอ่อนโยน มือเขาลูบลงบนมือที่ถูกพันแผลหนาจนดูเหมือนอุ้งเท้าหมีของนางอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “ข้าไม่ได้โกรธเจ้า ข้าโกรธตัวข้าเองต่างหาก ข้ามาที่นี่ด้วยความมั่นใจ คิดว่าทุกอย่างจะสามารถควบคุมไว้ได้ในกำมือข้า แต่ข้ากลับปล่อยให้เจ้าต้องประสบกับสถานการณ์ที่เลวร้ายถึงเพียงนี้!

ข้าเป็นผู้ชาย แต่กลับปกป้องภรรยาของตัวเองไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้สึกเสียใจบ้างหรือ?”

เหลียนฟางโจวรีบพูดขึ้นมาทันทีด้วยความร้อนใจ “ท่านอย่าพูดแบบนั้นสิ เรื่องนี้มันเป็นความผิดของข้า! ความผิดทั้งหมดเป็นของข้าเอง! ถ้าไม่ใช่เพราะข้า... แต่... แต่ว่า... ข้า...”

“แต่ว่าอะไร?” หลี่ฟู่พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความโกรธเจืออยู่ “เจ้ากลัวข้าจะช่วยเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ทั้งที่ยังไม่ถึงทางตัน เจ้าก็คิดแต่จะหาทางตายหนีปัญหา? ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นึกถึงข้า ก็ยังมีซู่เอ๋อร์อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? เจ้าคิดจะทิ้งลูกของเจ้าไปจริง ๆ หรือ? ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ไว้นะ! ถ้าซู่เอ๋อร์ไม่มีแม่ ข้าจะหาผู้หญิงคนใหม่มาเป็นแม่เลี้ยงให้เขาทันที!”

คำพูดสุดท้ายของหลี่ฟู่ทำให้เหลียนฟางโจวถึงกับชะงักค้าง ใบหน้านางซีดเผือดราวกับเลือดในร่างกายหยุดไหล นางจ้องมองเขาอย่างตกตะลึงและเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด...

"ไม่ได้!" เหลียนฟางโจวตอบกลับทันทีโดยไม่ทันได้คิด ก่อนจะรู้สึกตัวว่า ตัวเองกำลังทำอะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

นางอึ้งไปชั่วครู่ และอดไม่ได้ที่จะคิดขึ้นมาในใจว่า ทำไมกันนะ? ทั้งที่สิ่งที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อเขา เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่ทำไมเมื่อพูดออกมาจากปากของเขามันกลับกลายเป็นความผิดร้ายแรงไปได้ล่ะ?

เมื่อคิดเช่นนั้น ความรู้สึกน้อยใจและอัดอั้นก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นางเอ่ยเสียงเบากึ่งอ้อนวอนหน่อยๆ "อาเจี่ยน ท่านอย่าตำหนิข้าอีกเลยได้ไหม? ข้าก็ทำไปเพื่อท่านทั้งนั้น... จากนี้ไปข้าจะไม่ทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว ตกลงไหม?" เมื่อเห็นสายตาที่เขาจ้องมองมาราวกับไม่พอใจ เหลียนฟางโจวจึงรีบพูดแก้คำพูดของตัวเองอย่างรู้ตัว

หลี่ฟู่เห็นดวงตาของนางที่ยังคงบวมแดงจากการร้องไห้ และคลอด้วยน้ำตา  ก็อดใจอ่อนขึ้นมาไม่ได้

เขาดึงนางเข้ามากอด พร้อมกับก้มหน้าซุกซอกคอนาง พลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า “ที่รัก... เจ้ารู้ไหมว่าตลอดที่ผ่านมา ข้ากินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยสักวันเดียว? ส่วนซู่เอ๋อร์เองก็ดีกว่าข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น! ข้าเคยคิดว่า ถ้าเจ้าต้องเป็นอะไรไปจริง ๆ ข้าก็จะไม่มัวมาเล่นอ้อมคอมกับพวกคนชั่วพวกนั้นอีกต่อไป แต่จะส่งซู่เอ๋อร์ไปในที่ปลอดภัยก่อน แล้วข้าจะกลับมาสู้ตายกับพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”

คำพูดของหลี่ฟู่ทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกถึงความรัก ความห่วงใย และความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญมาตลอดเวลาที่ผ่านมา นางสัมผัสได้ว่าความโกรธของเขานั้นไม่ได้เกิดจากการตำหนินางจริง ๆ แต่มาจากความกลัวที่จะสูญเสียนางไปต่างหาก...

เหลียนฟางโจวรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบาๆ “ขอโทษ... ข้าขอโทษ...”

หลี่ฟู่ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเพียงแค่กอดนางไว้แน่นในอ้อมแขน ทั้งสองคนโอบกอดกันและกัน ร่างกายของพวกเขาแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆซึ่งพันเกี่ยวกันไปมา ความรู้สึกสับสนและหวาดกลัวที่เคยมีเริ่มคลายลง  ขณะที่จิตใจคนทั้งสองค่อย ๆ สงบลงอย่างช้า ๆ

หลี่ฟู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ที่ผ่านมา เจ้าต้องทนลำบากมากจริง ๆ ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ เรื่องนี้เราจะเก็บมันไว้ก่อน แล้วข้าจะไปทวงคืนทั้งต้นทั้งดอกแทนเจ้าเอง!”

เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับใด ๆ จากนาง หลี่ฟู่ค่อย ๆ เอนตัวออกเล็กน้อยเพื่อมองดูนาง

เขามองใบหน้าเหลียนฟางโจวอย่างอ่อนโยน แต่เมื่อเห็นว่าดวงตานางปิดสนิท พร้อมใบหน้าที่ซีดเซียวอ่อนล้า ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้พร้อมกับส่ายหัวเบา ๆ

แต่เมื่อได้มองดูใบหน้าที่อิดโรยและทรุดโทรมของนาง หัวใจของหลี่ฟู่ก็เจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง นางต้องทนทุกข์ทรมานและหวาดกลัวมาโดยตลอดระยะเวลาที่พวกเขาแยกจากกัน ไม่ได้ต่างจากที่เขารู้สึกเลย

ชายหนุ่มค่อย ๆ อุ้มนางขึ้นอย่างเบามือ และวางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าจะทำให้นางได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง

หลี่ฟู่ค่อย ๆ นั่งลงที่ขอบเตียง มองดูนางอยู่ชั่วครู่ด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ...

เหลียนฟางโจวนอนหลับอย่างสงบสุขสบายใจ ในที่สุดนางก็สามารถผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง นางหลับลึกจนแทบไม่รับรู้สิ่งใดเลย และนอนหลับยาวไปจนถึงตอนเที่ยงโดยไม่ได้ตื่นขึ้นมากินอาหารกลางวันเลยด้วยซ้ำ

ชุนซิ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบ ๆ และเมื่อเห็นว่าเหลียนฟางโจวยังคงหลับสนิท จึงไม่กล้าปลุกเรียก และปล่อยให้นางนอนหลับต่อไป

เมื่อซู่เอ๋อร์ตื่นขึ้นมาและไม่เห็นมารดาอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ พลันซีดเผือด ปากเล็ก ๆ เริ่มเบะและทำท่าจะร้องไห้โฮทันที

แม่นมและบ่าวรับใช้ต่างพากันรีบเข้ามาปลอบโยนเขาอย่างลนลาน ต่างพูดปลอบประโลมกันเสียงเจื้อยแจ้ว พร้อมกับสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าแม่ของเขายังอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปไหนเลย

แต่ซู่เอ๋อร์ที่ยังคงหวาดกลัวและไม่เชื่อใจใคร ก็ยังคงไม่ยอมเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูด จนกระทั่งแม่นมต้องอุ้มเขาไปดูด้วยตาตัวเองในห้องของเหลียนฟางโจว

เมื่อเห็นมารดากำลังหลับอยู่บนเตียงอย่างสงบ เขาจึงยอมเช็ดน้ำตาออกไปเอง แล้วก็ยอมไปเล่นอย่างว่าง่าย

ปี้เถาที่คอยดูแลอยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดนางก็ไม่ต้องแสร้งทำเป็นป่วยอีกต่อไป แถมพวกบ่าวรับใช้ที่เคยอยู่ที่นี่ก็ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น!

เพื่อความปลอดภัย ปี้เถากับเซียวมู่ตัดสินใจว่าจะไม่ไปหาที่พักที่อื่นอีกแล้ว และเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเรือนฝั่งตะวันตกของจวนผู้ว่าการมณฑล

พวกเขาคิดว่าเมื่อเหลียนฟางโจวตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ค่อยจัดการเก็บข้าวของแล้วไปอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการ...

เมื่อเหลียนฟางโจวตื่นขึ้นมา ก็พบว่าเวลานั้นเป็นยามค่ำคืนไปแล้ว นางมองไปยังแสงไฟที่ส่องสว่างเพียงเล็กน้อย และสำรวจดูรอบ ๆ ห้องที่ดูแปลกตา

ความรู้สึกตกใจพุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งตัวตรงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อนางระลึกได้ว่านี่คือจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล และเมื่อนึกถึงว่าเมื่อตอนสายวันนี้ นางยังได้พบกับหลี่ฟู่ด้วยตัวเอง ความตึงเครียดในใจก็เริ่มคลายลงอย่างช้า ๆ

เหลียนฟางโจวถอนหายใจอย่างโล่งอก นางลุกขึ้นจากเตียงและสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก

ที่ด้านนอกนั้น หงอวี้และชิงเหอกำลังนั่งคุยกันด้วยเสียงเบา ๆ และหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเดินออกมา ทั้งคู่ก็รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและยิ้มเข้ามาต้อนรับนาง

“ฮูหยิน! ท่านนอนเต็มอิ่มแล้วใช่ไหมเจ้าคะ! ท่านไม่ได้ทานอะไรเลยมาตลอดทั้งวัน คงจะหิวมากแล้วใช่ไหมเจ้าคะ? ตอนนี้ที่ห้องครัวเล็กได้เตรียมอาหารเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ ล้วนแต่เป็นอาหารที่ฮูหยินชอบทั้งนั้น! ท่านไปล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วก็ดื่มน้ำชาร้อน ๆ เพื่อให้รู้สึกสดชื่นขึ้นนะเจ้าคะ บ่าวจะไปบอกห้องครัวให้เตรียมอาหารมาให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางพยักหน้าอย่างพอใจ “อยู่ที่บ้านตัวเองนี่มันดีจริง ๆ! หงอวี้ เจ้าชักจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ!”

คำชมของนางทำให้หงอวี้ยิ้มออกมาอย่างปลื้มปิติ นางรีบทำความเคารพพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ! บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!”

หงอวี้ยิ้มเล็กน้อยแล้วส่งชิงเหอไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับล้างหน้า ในขณะที่นางเองก็รินชาใส่ถ้วยแล้วยื่นให้เหลียนฟางโจว

“ท่านโหวกับนายน้อยล่ะ? ทั้งสองได้ทานอะไรกันแล้วหรือยัง?” เหลียนฟางโจวถามขึ้นขณะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม

ชาที่นางดื่มคือ “หวงซานหยุนอู่” ซึ่งเป็นชาที่นางโปรดปราน รสชาติของมันช่างนุ่มนวลและหอมละมุนอย่างเป็นเอกลักษณ์ เมื่อดื่มเข้าไป รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายอย่างยิ่ง

ตอนนี้เองที่เหลียนฟางโจวเริ่มมีอารมณ์ที่จะมองสำรวจรอบ ๆ ตัว ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่บ้านที่คุ้นเคยในเมืองหลวง แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย เพราะมีคนที่คุ้นเคยอยู่รอบตัว นั่นทำให้ความรู้สึกของ “บ้าน” เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

หงอวี้ยิ้มและพูดขึ้น “ท่านโหวกำลังทำงานอยู่ที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ คิดว่าตอนนี้ก็น่าจะยังอยู่ที่นั่น ส่วนนายน้อยได้ทานกุ้งนึ่งกับเนื้อไก่ผัดเห็ดหอมอ่อน ๆ แล้วก็ดื่มน้ำแกงนกพิราบไปเล็กน้อยเจ้าค่ะ”

เสียงของหงอวี้ฟังดูแจ่มใสและมีความสุข เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างโล่งใจและดีใจที่ฮูหยินของพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย...

เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวมองสำรวจรอบ ๆ ห้อง หงอวี้ก็รีบยิ้มและพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น “การจัดตกแต่งในห้องนี้ ตอนที่พวกเรามาถึงเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ ไม่มีใครกล้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะพวกเรารอให้ฮูหยินกลับมาเพื่อจัดห้องใหม่ด้วยตัวเอง! เฮ้อ... ฮูหยินกลับมาได้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ! ท่านคงไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ท่านไม่อยู่ บ่าวทั้งหลายรู้สึกเหมือนหัวใจมันว่างเปล่าไปหมด ทำอะไรก็เหมือนกับไม่มีหลัก ไม่มีที่พึ่งพาเลยเจ้าค่ะ!” น้ำเสียงของหงอวี้เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและโล่งอก

เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ นางพูดติดตลกพร้อมรอยยิ้ม “ดูสิ! ตอนนี้ปากของเจ้านี่พูดจาเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเลยนะ รู้จักพูดให้ข้ารู้สึกดีอยู่เสมอ! จริง ๆ แล้วนะ ในโลกนี้ ใครจะขาดใครไปไม่ได้กันล่ะ...”

คำพูดประโยคสุดท้ายของเหลียนฟางโจวนั้นเบาและคลุมเครือจนฟังแทบไม่ออก หงอวี้พยายามตั้งใจฟังแต่ก็จับใจความไม่ได้ นางจึงตัดสินใจไม่ใส่ใจต่อและไม่พูดถึงอีก

ในขณะนั้นเอง ชิงเหอก็ถืออ่างน้ำร้อนเข้ามาในห้อง นางจึงรีบเข้าไปช่วยรับและเตรียมตัวปรนิบัติอย่างแข็งขัน

บรรยากาศภายในห้องค่อย ๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เหมือนกับว่าความสงบสุขได้คืนกลับมาสู่ทุกคนในจวนแล้ว...

หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อาหารที่อุ่นไว้ในห้องครัวเล็กก็ถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะเล็ก ๆ เหลียนฟางโจวนั่งลงที่โต๊ะและเริ่มรับประทานอาหาร ขณะเดียวกันก็ฟังหงอวี้และชุนซิ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ในเรือนหลังของจวนนี้อย่างตั้งใจ

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ปี้เถาก็เดินเข้ามาหานาง เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนไปตามหลินหมอมอให้เข้ามาด้วย

นางนั่งลงพร้อมกับบ่าวรับใช้ทั้งหมดในห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นพวกเขาก็เริ่มสนทนากันอย่างจริงจัง...

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมือนกับการรวมตัวกันของคนในครอบครัวที่ห่างหายไปนาน...

 

 

 

 

 

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1206 คนรู้จักเก่าอีกคน

 

บทที่ 1206 คนรู้จักเก่าอีกคน

“เจ้าตาบอดหรือไง!” เหลียนฟางโจวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะโกนเสียงดุดัน “ข้าต้องรีบไปเรียกคนมาช่วยดับไฟ เจ้าจะมัวยืนเฉยอะไรอยู่อีก! รีบไปสิ!” นางพูดพร้อมกับตั้งท่าจะวิ่งต่อไปทันที

แต่ใครจะคิดว่าชายคนนั้นกลับพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างลนลาน แล้วคว้าแขนเสื้อของนางเอาไว้แน่น แม้เหลียนฟางโจวจะพยายามดึงแขนกลับก็ไม่สามารถทำได้ นางกำลังจะตะโกนด่าเขา แต่ชายคนนั้นกลับพูดออกมาอย่างเร่งรีบด้วยเสียงแผ่วเบา

“แม่นางเหลียน! แม่นางเหลียน! ข้าเอง... ข้าเอง!”

เหลียนฟางโจวชะงักค้าง การเคลื่อนไหวของนางหยุดลงอย่างสิ้นเชิง นางก้มลงมองชายคนนั้นอย่างงุนงง “เจ้าเป็นใคร... เจ้าเป็น...” นางมองดูชายคนนั้นภายใต้แสงจันทร์อันเลือนราง ใบหน้าของเขาดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เหมือนกับคนที่นางเคยรู้จักมาก่อน แต่ก็ยังไม่อาจจำได้ชัดเจนในทันที

ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ พลางยื่นมือมาคว้าแขนเสื้อของนางไว้แน่นอีกครั้ง แล้วพูดอย่างร้อนรน “ตามข้ามาเถอะ!”

เขาพูดพร้อมกับลากเหลียนฟางโจวเข้าไปในพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ด้านข้าง ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างรกทึบ แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีความดีใจและตื่นเต้น “แม่นางเหลียน ข้าคือไล่จื่อไง! ไล่จื่อจากหมู่บ้านต้าฟาง! มองให้ดีสิ ท่านจำข้าไม่ได้หรือ?”

เหลียนฟางโจวถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น นางมองดูชายคนนั้นอย่างตั้งใจ พลางพยายามเรียกความทรงจำขึ้นมา...

“ไล่จื่อ?” เหลียนฟางโจวกะพริบตาสองสามครั้ง ก่อนจะนึกขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ความยินดีเกิดขึ้นในใจอย่างไม่อาจห้ามได้ นางยิ้มออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ “เป็นเจ้าเองจริง ๆ! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

ไล่จื่อถอนหายใจแล้วพูดออกมาอย่างปลง ๆ “ข้ากับเอ้อโกว และพวกเราคนอื่น ๆ ต่างก็มาอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว ตอนนี้พวกเราทำงานอยู่ในจวนตระกูลเหลียงนะ! เฮ้อ เรื่องมันยาวมากเลย! แต่แม่นางเหลียน ทำไมท่านถึงแต่งตัวแบบนี้? แล้วกำลังจะไปที่ไหนกัน?”

เหลียนฟางโจวสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบพูดออกมาด้วยความกระวนกระวาย“ไล่จื่อ! ข้าต้องหนีออกไปจากที่นี่ เจ้าช่วยข้าได้ไหม?”

ไล่จื่อพยักหน้าโดยไม่ต้องคิดอะไรให้มาก พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเมื่อก่อนแม่นางเหลียนไม่ได้ปล่อยพวกเราไป แล้วยังให้เงินค่าเดินทางให้พวกเราหนีออกจากบ้านเกิดได้ ป่านนี้พวกเราก็คงไม่รู้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า! ตอนนี้กำลังเกิดความโกลาหลอยู่พอดี ท่านตามข้ามาเถอะ!”

เหลียนฟางโจวรู้สึกดีใจอย่างมาก นางยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าช่วยข้าได้ ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณของเจ้าเลย!”

จากนั้นนางก็รีบเดินตามไล่จื่อไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนเดินผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวซับซ้อนหลายสาย จนในที่สุดก็มาถึงประตูเล็ก ๆ บานหนึ่งที่อยู่มุมกำแพง

ไล่จื่อค่อย ๆ เปิดประตูเล็ก ๆ นั้นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับพูดเบา ๆ “ออกไปทางนี้จะเป็นถนนเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังจวนตระกูลเหลียง เดินไปตามตรอกนี้เรื่อย ๆ ทางด้านตะวันออกจนสุดทาง มันจะเชื่อมต่อกับถนนใหญ่ ตรอกแถวนี้มีทางเดินเชื่อมกันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ไปได้หมด ไม่มีทางที่พวกเขาจะตามหาท่านเจอได้ง่าย ๆ หรอก แม่นางเหลียนจะไปที่ไหนต่อหรือ?”

เหลียนฟางโจวยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ข้าจะไปที่จวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ในอนาคตถ้าเจ้ามีเรื่องอะไร ก็ไปหาข้าที่นั่นได้เลย! ข้าหวังจริง ๆ ว่าสักวันเจ้าจะไปหาข้า เพราะข้าอาจจะมีเรื่องต้องขอให้เจ้าช่วยเหลืออยู่ก็ได้!”

“จวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล?” ไล่จื่อชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดออกมาด้วยความตกใจ “แม่นางเหลียน คิดจะไปฟ้องร้องจวนตระกูลเหลียงหรือ? ข้าไม่รู้หรอกว่าท่านมีความแค้นอะไรกันกับจวนตระกูลเหลียง แต่ข้าขอเตือนท่านไว้สักหน่อยนะ จวนตระกูลเหลียนเป็นผู้มีอำนาจครอบครองมณฑลหนานไห่ (ทะเลใต้) ไม่ต่างจากพยัคฆ์ที่ครองถิ่น ไม่มีใครกล้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย!

ได้ยินมาว่าผู้ว่าการคนใหม่ที่มารับตำแหน่งนี้ เป็นท่านโหวที่เก่งกาจในการทำศึก ร่ำลือกันว่าแข็งแกร่งและน่าเกรงขามเพียงใด แต่ตั้งแต่มารับตำแหน่งนี้ก็มีแต่ทำเสียงดังข่มขู่ไปอย่างนั้นเอง จัดการได้แค่พวกกระจอก ๆ ไม่กี่คนเท่านั้น ไม่มีทางกล้าทำอะไรกับจวนตระกูลเหลียงได้แน่ ๆ! ข้าขอแนะนำให้แม่นางเหลียนรีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า ปล่อยจวนตระกูลเหลียงไปเสียเถอะ ต่อให้พวกมันมีอำนาจมากแค่ไหน จะทำอะไรท่านได้อย่างไรล่ะ?”

คำพูดของไล่จื่อเต็มไปด้วยความหวังดีและความห่วงใยอย่างจริงใจ ทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกอบอุ่นในใจ นางยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้ไปที่จวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑลเพื่อฟ้องร้องจวนตระกูลเหลียงหรอก ข้าแค่จะไปพบกับคนรู้จักเก่าเท่านั้นเอง! ฮึ ๆ ส่วนจวนตระกูลเหลียงน่ะ ข้าจะต้องจัดการพวกมันให้สิ้นซากในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน เพียงแค่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของนางหนักแน่น มั่นคง และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่หวั่นเกรงใด ๆ!

ไล่จื่อรู้ดีว่าตัวเองคงไม่สามารถทำให้เหลียนฟางโจวเปลี่ยนใจได้ เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ และถอนหายใจออกมาพร้อมกับพูดว่า “แม่นางเหลียนยังคงกล้าหาญเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน! แต่นี่คือมณฑลหนานไห่ (ทะเลใต้) ขอให้แม่นางเหลียนทำอะไรอย่างระมัดระวังด้วยเถอะ! ข้าคงไม่พูดอะไรให้มากไปกว่านี้แล้ว เชิญท่านรีบไปเถิด!”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าให้ พลางพูดด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น“ไว้เจอกันใหม่!”

“ไว้เจอกันใหม่!” ไล่จื่อประนมมือทำความเคารพพร้อมกับยิ้มให้ นางหันหลังแล้วรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

แต่ทันใดนั้นเอง ราวกับว่าไล่จื่อนึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบตะโกนถามเหลียนฟางโจวที่วิ่งออกไปแล้วว่า “แม่นางเหลียน! ทำไมท่านถึงมาเพียงลำพัง? แล้วอาเจี่ยนไปอยู่ที่ไหนล่ะ?”

เหลียนฟางโจวชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันมายิ้มบางๆให้เขา พร้อมกับพูดอย่างใจเย็นว่า “ผู้ว่าการมณฑลคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง... ท่านเว่ยหนิงโหว หลี่ฟู่นั่น ก็คืออาเจี่ยน... สามีของข้า!”

พูดจบ นางก็หันหลังกลับแล้วรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย!

ไล่จื่อยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้างเหมือนคนที่เพิ่งได้ยินอะไรที่เหนือความคาดหมาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ ราวกับเป็นคนโง่ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง

ในขณะเดียวกัน เหลียนฟางโจววิ่งพรวดพราดออกจากตรอกแคบ ๆ ไป เมื่อมาถึงถนนใหญ่ นางก็เห็นเส้นทางที่แยกออกไปหลายสาย บ่งบอกว่านางได้หลุดออกจากเขตจวนตระกูลเหลียงมาได้สำเร็จ นางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น วิ่งไปในทิศทางที่ทำให้ตัวเองห่างจากจวนตระกูลเหลียงมากขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากวิ่งอย่างไม่หยุดพัก นางก็มุดตัวเข้าไปหลบในมุมอับของซอกหลืบที่ซ่อนเร้นแห่งหนึ่ง นางนั่งหมอบอยู่ในนั้นอย่างอดทนเป็นเวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยาม จนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาอ่อนของรุ่งเช้า

เมื่อฟ้าเริ่มสว่างขึ้น เหลียนฟางโจวจึงออกมาจากที่ซ่อน และเริ่มถามไถ่คนขายอาหารเช้าในละแวกนั้นเกี่ยวกับเส้นทางไปยังจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ในที่สุด นางก็ได้รู้ทิศทางที่ต้องไป นางรีบเดินไปตามเส้นทางนั้นทันที

อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้รีบร้อนเดินเข้าไปในจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑลโดยตรง เพราะนางยังไม่แน่ใจว่าคนที่เฝ้าประตูอยู่นั้นเป็นคนของหลี่ฟู่จริง ๆ หรืออาจจะเป็นคนของสี่ตระกูลใหญ่ที่คิดร้ายกับนางก็เป็นได้ การเข้าไปโดยไม่ระวังอาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้

จนกระทั่งนางเห็นกลุ่มทหารคุ้มกันที่ติดตามมาจากเมืองหลวงออกมา นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมความกล้า แล้วเดินเข้าไปหาพวกเขาอย่างแน่วแน่…

ที่ลานด้านหลังของจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล บรรยากาศเต็มไปด้วยความปิติยินดีที่ยากจะอธิบาย หลังจากที่ทุกคนได้พบกันอีกครั้ง น้ำตาแห่งความสุข การพูดคุยอย่างสับสน และเสียงหัวเราะผสมกับเสียงร้องไห้ก็ดังก้องไปทั่ว

ตอนนี้ ซู่เอ๋อร์ที่กอดเหลียนฟางโจวไว้แน่นขณะร้องไห้จนหมดแรง ตอนนี้ก็นอนหลับไปอย่างสงบแล้ว

เหลียนฟางโจวค่อย ๆ อุ้มซู่เอ๋อร์ไปวางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง มือของเด็กน้อยที่ยังคงกำเสื้อของนางไว้อย่างแน่นหนา นางจึงค่อย ๆ แกะมือเล็ก ๆ นั้นออกอย่างเบามือ พร้อมกับใช้ผ้าเช็ดรอยคราบน้ำตาบนใบหน้าของเขา นางก้มหน้าลงมองลูกชายที่กำลังหลับอย่างสงบพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ

เด็กคนนี้... แม้จะยังเด็กนัก แต่ปกติก็เป็นเด็กที่เข้าใจอะไรง่าย ๆ และไม่ค่อยร้องไห้งอแงเท่าไหร่ แต่นี่... นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโผเข้ามากอดคอนางแน่น และร้องไห้อย่างหนักจนแทบจะหายใจไม่ทัน ราวกับว่าเขาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

น้ำตาหยดใหญ่ ๆ ไหลออกมาจากดวงตาของเขาไม่หยุด ทั้งที่เด็กคนนี้เป็นคนรักความสะอาด แต่กลับไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาตัวเอง

เมื่อมองดูขนตาของเขาที่ยังคงเปียกชื้นและปิดสนิทอยู่บนเปลือกตา พร้อมกับรอยน้ำตาที่ประทับอยู่บนแก้มอันเล็ก ๆ ของเขา หัวใจของเหลียนฟางโจวก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างไม่อาจทนได้ ความรู้สึกสงสารและเสียใจที่เต็มอยู่ในใจของนาง ทำให้นางคิดว่า ถ้าเขาอยากได้ดวงจันทร์จากท้องฟ้า นางก็พร้อมจะเก็บมันมาให้เขาได้โดยไม่ลังเลเลย!

มือข้างหนึ่งวางลงบนบ่านางอย่างแผ่วเบา ฝ่ามือนั้นกว้างใหญ่และอบอุ่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือนั้นทำให้เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ นางหันศีรษะไปทางเขาและยิ้มให้กับหลี่ฟู่

เสียงทุ้มนุ่มนวลของหลี่ฟู่ดังขึ้นอย่างอ่อนโยน “ปล่อยให้ซู่เอ๋อร์หลับให้สนิทเถอะ มือของเจ้ายังไม่ได้รับการรักษา ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทำแผล”

เหลียนฟางโจวส่งเสียงตอบเบา ๆ “อืม...” นางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะยอมให้เขาจูงมือนางออกไปจากห้อง

ในที่สุดหัวใจของเหลียนฟางโจวก็รู้สึกสงบลงอย่างแท้จริง นางได้หลุดพ้นจากสถานที่อันน่าหวาดกลัวนั้นแล้ว สถานที่ที่ทำให้นางต้องวางแผนอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังจนแทบหายใจไม่ออก

ตอนนี้... ที่อยู่เคียงข้างนางคือซู่เอ๋อร์ ลูกชายสุดที่รัก สามีที่คอยปกป้องดูแล และคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์อย่างปี้เถาและชุนซิ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้คือเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป!

หลี่ฟู่จูงมือเหลียนฟางโจวเข้าไปในห้อง จากนั้นเขากดให้นางนั่งลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบยากับผ้าพันแผลออกมา แล้วนั่งลงข้าง ๆ นาง

เขาจับมือนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอม แล้วค่อย ๆ ทายาลงบนบาดแผลทีละจุด ๆ อย่างเงียบ ๆ จนทั่วทุกนิ้วมือ จากนั้นก็ค่อย ๆ ใช้ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันนิ้วมือของนางทีละนิ้ว ๆ อย่างพิถีพิถัน จนดูเหมือนอุ้งเท้าหมีใหญ่ที่ห่อหุ้มไว้

แต่แล้ว เหลียนฟางโจวที่เพิ่งได้สติจากความตื่นเต้นดีใจที่ได้กลับมาพบกับหลี่ฟู่และลูกชาย ก็เริ่มรู้สึกได้ว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขามีบางอย่างที่แปลกไป

นางอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหลี่ฟู่ด้วยความสงสัย ก่อนจะพูดขึ้นอย่างลังเล “อาเจี่ยน ท่าน... ท่านดูเหมือนจะไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่นะ! ข้ากลับมาแล้ว แต่ท่านดูไม่ค่อยดีใจเลยหรือ?”

มือของหลี่ฟู่ที่กำลังพันแผลหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาทำต่ออย่างช้า ๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อย่าคิดมากไปเลย เจ้ากลับมาแล้ว หินก้อนใหญ่ที่กดทับหัวใจข้ามาตลอดก็หลุดออกไปแล้ว จะให้ข้าไม่ดีใจได้อย่างไร?”

เขาเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายแฝงอยู่ “ภรรยาของข้านี่ช่างเก่งกาจนัก มีทั้งไหวพริบ มีทั้งความกล้าหาญ และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วน ไม่มีช่องโหว่ใด ๆ ข้ารู้สึกชื่นชมและยินดีมากเลยทีเดียว!”

คำพูดนั้น แม้จะฟังดูเหมือนคำชื่นชม แต่กลับแฝงไว้ด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1205 เพลิงไหม้กลางดึก

 

บทที่ 1205 เพลิงไหม้กลางดึก

เหลียงอี้รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมากเมื่อเห็นจูอวี้อิ๋งร้องไห้อย่างโศกเศร้าราวกับดอกสาลี่ต้องฝน การที่เห็นนางทุกข์ทรมานเช่นนี้ทำให้เขาไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ ได้

เขาพูดอย่างเคียดแค้น “แบบนั้นก็ไม่ได้ แบบนี้ก็ไม่ได้ จะให้ปล่อยนังผู้หญิงคนนั้นไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ? ข้าไม่มีทางยอมเด็ดขาด!”

จูอวี้อิ๋งรีบปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนจะพูดออกมาอย่างระแวงระวัง “อันที่จริงก็มีวิธีอยู่หรอกเจ้าค่ะ... เพียงแต่บ่าวกลัวว่าคุณชายรองจะไม่เห็นด้วย...”

เหลียงอี้จะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร? ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น เขาก็มีสีหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง รีบพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ถ้ามีวิธีจริง ๆ เจ้าก็รีบบอกมาสิ อวี้อิ๋ง! ขอแค่สามารถแก้แค้นแทนเจ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ข้าก็ยอมทั้งนั้น!”

จูอวี้อิ๋งทำท่าทางซาบซึ้งใจ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา พลางแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ ก่อนที่รอยยิ้มเย็นชาจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง แล้วกล่าวเสียงเบา ๆ อย่างมีเลศนัย “เรื่องอื่น ๆ ก็ยังพอจะป้องกันได้อยู่ แต่... ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุนั้น ใครเล่าจะสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างไรเล่า? ห้องข้างเรือนบูชาพระนั้นมีการจุดธูปไหว้อยู่ทุกคืน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเพลิงลุกไหม้ขึ้นมา ใครจะไปตำหนิอะไรได้ล่ะเจ้าคะ?”

ดวงตาของเหลียงอี้เป็นประกาย เขาตบมือหัวเราะเสียงดังด้วยความพึงพอใจ “ดี! ดี! ความคิดนี้ดีมาก! เอาอย่างนี้แหละ เราจะทำตามแผนนี้!”

เหลียงอี้หัวเราะอย่างเย็นชาและน่าขนลุก “อย่ารอช้าไปเลย ยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดเรื่องผิดพลาด คืนนี้ข้าจะให้คนลงมือทันที!”

จู่ ๆ เขาก็นึกถึงท่าทางที่ดุดันและแฝงไปด้วยความท้าทายของเหลียนฟางโจว ความดื้อรั้นที่แสดงออกผ่านแววตานั้นทำให้จิตใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย

เมื่อถึงเวลานั้น ก็แค่จับนางทำให้สลบแล้วพาออกไปจากจวนตระกูลเหลียงนี้เสีย จากนั้นก็หาที่ซ่อนตัวไว้ในคฤหาสน์ร้างสักแห่ง พอเวลาผ่านไปจนทุกอย่างสงบลง ฮึ! ทีนี้ก็จะเป็นไปตามที่ข้าต้องการ... อยากจะทำอย่างไรก็ทำได้ทั้งนั้น!

ในขณะเดียวกัน ที่ห้องข้างเรือนบูชาพระที่แสนจะมืดมัวและอับชื้น อากาศหนาวเย็นของเดือนสิบเอ็ดก็ทำให้สถานที่นี้ยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีก

เหลียนฟางโจวถูกกักขังไว้ในห้องแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยความชื้นและกลิ่นอับของห้องที่ไม่เคยได้รับแสงแดด ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่กระดูก ในเวลาเพียงแค่พูดออกมาไม่กี่ประโยค ร่างกายของนางก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านมาจากปลายนิ้วทั้งสิบที่ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสนั้น ราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงอย่างต่อเนื่อง เหลียนฟางโจวมองดูมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลและเลือดซึมอย่างสิ้นหวัง พลางยิ้มขื่น ๆ ให้กับตัวเอง

คิดจะได้ยามารักษาแผลหรือพันแผลไว้ให้... ก็คงได้แค่ฝันเท่านั้นแหละ!

เหลียนฟางโจวทำได้แค่รู้สึกโชคดีอยู่บ้าง อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ใช่ฤดูร้อน มิฉะนั้นแผลพวกนี้คงอักเสบและเป็นหนองได้ง่ายกว่านี้...

นางนั่งพิงกำแพงอย่างหมดเรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเซียวพลางถอนหายใจเบา ๆ ทำไมถึงได้ตกต่ำลงมาถึงขนาดนี้กันนะ?

เมื่อคิดถึงนิสัยบ้าคลั่งของจูอวี้อิ๋ง เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอีกครั้ง จูอวี้อิ๋งไม่มีทางนั่งรออย่างสงบจนกว่าเหลียงจิ้นจะกลับมาอย่างแน่นอน นางต้องวางแผนอะไรที่ชั่วร้ายอีกเป็นแน่

แล้วถ้าหากว่า... แม้แต่เหลียงจิ้นกลับมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะได้รับการช่วยเหลืออะไร บางทีการที่เขากลับมาอาจเป็นการพาตัวนางไปสู่หายนะที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ!

เหลียนฟางโจวไม่จำเป็นต้องคิดมากก็พอจะเดาได้ว่า ถ้าเหลียงจิ้นรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของนาง ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร...

เขาจะต้องทำให้นางอับอายขายหน้า ทำลายเกียรติยศของนาง และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการดูหมิ่นเหยียดหยามหลี่ฟู่อย่างไร้ความปรานี

เหลียนฟางโจวหัวเราะขื่น ๆ ออกมาอย่างหมดหวัง มือที่สั่นเทาของนางยื่นเข้าไปในเสื้อเพื่อหยิบเอาห่อกระดาษเล็ก ๆ ออกมา พลางจ้องมองมันด้วยสายตาที่เลื่อนลอยและสิ้นหวัง

สิ่งนี้คือสิ่งที่เหลียนฟางโจวเตรียมเอาไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก่อนที่นางจะไปพบฮูหยินใหญ่ นางแอบซ่อนไว้ในตัวอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น แม้ว่ามันจะไม่ได้มีฤทธิ์รุนแรงเท่ากับครั้งที่เคยใช้ในหุบเขา แต่มันก็ยังคงเป็นพิษร้ายที่ไม่มีใครสามารถสัมผัสได้อย่างปลอดภัย หรือว่า... นางจะเหลือเพียงแค่หนทางนี้เท่านั้นจริง ๆ ?

เหลียนฟางโจวนั่งอยู่อย่างเงียบงัน ราวกับถูกทิ้งให้ลืมเลือนอยู่ในความมืดมิด สายตาของนางมองผ่านช่องเล็ก ๆ ออกไปเห็นเพียงท้องฟ้าที่มืดสนิท ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัด ไม่มีเสียงคนเดินผ่านมา ไม่มีใครจำได้ว่านางยังคงอยู่ที่นี่

ภายในเรือนบูชาพระ ในห้องโถงใหญ่ที่บูชาเจ้าแม่กวนอิมอยู่บนโต๊ะบูชานั้น มีเพียงแสงจากตะเกียงยาวที่จุดเอาไว้ให้ส่องสว่างอยู่ตลอดเวลา แต่ในห้องข้างที่นางถูกกักขังไว้ กลับมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นแม้แต่น้อย

บรรยากาศรอบตัวนั้นเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกและเงียบงัน ราวกับว่าความหนาวเย็นนั้นแทรกซึมไปถึงกระดูก และความเงียบที่หนักอึ้งก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก

แม้ว่าเหลียนฟางโจวจะเป็นคนใจกล้า แต่ความมืดและความหนาวที่เงียบงันเช่นนี้ก็ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวอย่างห้ามไม่ได้ สุดท้ายนางจึงเลือกที่จะหลับตาลงเพื่อไม่ให้จิตใจว้าวุ่นเกินไป

ทันใดนั้นเอง นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังมาจากด้านนอก เหลียนฟางโจวรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง นางรีบลืมตาขึ้นทันที

แต่ว่าภาพตรงหน้ายังคงมืดสนิทเหมือนเดิม นางหยุดนิ่งไปชั่วครู่ รู้สึกผิดหวังอย่างมาก แต่ก็รีบปรับจิตใจให้สงบ แล้วตั้งใจเงี่ยหูฟังเสียงจากด้านนอกอย่างระมัดระวัง

ความเงียบที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้เกือบทำให้เหลียนฟางโจวบ้าคลั่งไปแล้ว แต่การที่มีคนมา อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการไม่มีใครมาเลย!

หรือว่า... จะเป็นคนที่เอาอาหารมาให้? ฮูหยินใหญ่ไม่ได้พูดว่าจะปล่อยให้นางอดตายเสียหน่อยนี่นา?

เสียงฝีเท้าที่ได้ยินนั้นค่อย ๆ เบาลงและชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นางสามารถบอกได้ว่ามันกำลังมุ่งหน้ามายังประตูเรือนนี้ แต่แล้ว... เสียงนั้นก็หยุดลงอย่างกะทันหัน

เหลียนฟางโจวรู้สึกระแวงขึ้นมาทันที นี่มันต้องไม่ใช่คนที่เอาอาหารมาให้แน่ ๆ! นางกำหมัดแน่น ความเย็นจากฝ่ามือที่เปียกชื้นทำให้รู้สึกเสียววาบ แต่ก็ยังคงนอนนิ่ง ๆ และแสร้งทำเป็นหลับไปแล้ว

“แอ๊ด...” เสียงประตูถูกผลักเปิดออกเบา ๆ และแสงจันทร์อันอ่อนโยนก็เล็ดลอดเข้ามาในห้อง

เรือนนี้มืดสนิทอย่างมาก แต่เมื่อแสงจันทร์ส่องเข้ามา แม้จะเป็นเพียงแสงสลัว ๆ แต่มันก็ดูเหมือนสว่างมากเมื่อเทียบกับความมืดก่อนหน้านี้

“ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องระวังอะไรมาก นี่เจ้าก็ไม่เชื่อ! นังโง่นั่นมันจะรู้อะไรได้? ยังกล้านอนหลับสบายอยู่อีก!” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและดูถูกอย่างยิ่ง

อีกคนส่งเสียงหึในลำคอ ก่อนจะพูดอย่างเบื่อหน่าย “เลิกพูดมากได้แล้ว รีบลงมือเถอะ!”

เหลียนฟางโจวที่แสร้งทำเป็นหลับ ได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจน หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง พลางคิดอย่างร้อนรนว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้!

เหลียนฟางโจวลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งเสียงร้องเบา ๆ ออกมา “อ๊ะ!” นางตั้งใจจะร้องตะโกนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ชายคนหนึ่งกลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กระโจนเข้ามาอย่างกับลูกธนูแล้วใช้มือกดปิดปากและจมูกของนางเอาไว้แน่น

เหลียนฟางโจวดิ้นรนพยายามจะหลุดจากการจับกุมนั้น แต่ในที่สุด ร่างของนางก็แข็งเกร็งอย่างแรง ก่อนที่หัวจะตกลงมาอย่างหมดเรี่ยวแรง นางได้หมดสติไปแล้ว

ชายคนนั้นปล่อยมือออกแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก “รีบลงมือเถอะ เดี๋ยวข้าจะอุ้มนางออกไป ส่วนเจ้าไปจุดไฟ”

อีกคนหนึ่งขานรับอย่างรวดเร็ว และเริ่มทำอะไรบางอย่างที่ส่งเสียงดังแผ่วเบา และจากสิ่งที่เหลียนฟางโจวแอบได้ยินมาก่อนหน้านี้ พวกมันคงกำลังเตรียมจะจุดไฟเผาเรือนนี้แน่ ๆ

พวกเขาทั้งสองคนใช้เวลาจัดการไม่นาน ก่อนจะนำถุงผ้าขนาดใหญ่ที่ทำจากป่านมาใช้งาน พวกมันวางถุงผ้าไว้บนพื้นแล้วดึงร่างของเหลียนฟางโจวใส่เข้าไปในถุงอย่างรวดเร็ว

เหลียนฟางโจวที่แกล้งทำเป็นหมดสติไป รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังในใจ พวกมันคิดจะพานางไปที่ไหนกันแน่? ถ้าพวกมันมัดปากถุงไว้แล้ว นางก็คงจบเห่แน่ ๆ!

นางไม่รอช้าอีกต่อไป ในมือของนางได้เตรียมผงยาพิษไว้แล้ว นางแอบล้วงมือเข้าไปในเสื้อของตัวเองอย่างเงียบ ๆ และในจังหวะที่พวกมันไม่ทันได้ตั้งตัว นางก็กระชากมือออกมาอย่างรวดเร็ว

นางกลั้นหายใจ แล้วสะบัดผงยาพิษในมือไปยังชายทั้งสองอย่างเต็มแรง!

ทันทีที่เหลียนฟางโจวสะบัดผงยาพิษออกไป หมอกควันสีแดงอ่อนก็ลอยฟุ้งขึ้นมาในอากาศ ชายทั้งสองจ้องมองนางด้วยความตกใจอย่างสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

มือที่พวกเขายกขึ้นมาพยายามจะจับนางกลับตกลงไปอย่างหมดเรี่ยวแรง ร่างกายโงนเงนก่อนที่ทั้งคู่จะล้มลงไปนอนนิ่งบนพื้นอย่างรวดเร็ว

เหลียนฟางโจวรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกและปากของตัวเอง แล้วพุ่งตรงไปยังประตู เร่งมือเปิดประตูออกแล้ววิ่งออกไปด้านนอก ทันทีที่เจออากาศบริสุทธิ์ นางก็สูดลมหายใจเข้าอย่างลึกหลายครั้งเพื่อขจัดกลิ่นผงยาที่อาจจะตกค้าง

เมื่อนางคิดถึงเรื่องที่ชายทั้งสองพูดเกี่ยวกับการจุดไฟเผาเรือน นางก็หัวเราะเยาะให้กับโชคชะตา

ถ้าพวกมันคิดจะจุดไฟงั้นหรือ? ก็ดี! ข้าจะเป็นคนจุดมันเอง!

อย่างไรก็ตาม นางก็นึกถึงสิ่งหนึ่งก่อนจะหันกลับเข้าไปในเรือน นางรีบดึงเสื้อคลุมจากร่างของหนึ่งในชายที่นอนหมดสติอยู่ แล้วสวมทับลงบนตัวของนางเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปล่อยผมลงมาให้ยุ่งเหยิง ก่อนจะรวบขึ้นและมัดให้ดูคล้ายกับทรงผมของชายหนุ่ม นางพยายามปลอมตัวให้ดูเหมือนผู้ชายเพื่อป้องกันการถูกจับได้

เมื่อจัดการกับการปลอมตัวเรียบร้อยแล้ว นางก็รีบไปยังห้องโถงใหญ่ของเรือนบูชาพระ ที่นั่นมีการจุดธูปและตะเกียงน้ำมันไว้ตลอดเวลาเพื่อสักการะและถวายเครื่องบูชา

สำหรับความสะดวกสบายในการใช้งาน ที่ห้องข้างเรือนบูชาพระนั้นมีน้ำมันสำหรับจุดตะเกียงเก็บไว้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว สิ่งนี้ช่วยให้นางสามารถจุดไฟได้โดยง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น!

ในเมื่อทุกอย่างพังทลายมาจนถึงขนาดนี้แล้ว นางจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า? หากเกิดไฟไหม้ขึ้น นางอาจจะสามารถหนีออกไปได้ท่ามกลางความโกลาหลนั้น!

เหลียนฟางโจวราดน้ำมันลงไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว ไม้แห้งที่เตรียมไว้สำหรับจุดไฟบูชาในโถงนั้นติดไฟได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ ไม่นานนัก เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นอย่างรุนแรง ส่งเสียงแตกเปรี๊ยะ ๆ พร้อมกับแสงสว่างที่กระจายไปทั่วทั้งห้อง

ภายใต้แสงเพลิงที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง เหลียนฟางโจวสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันหลังวิ่งหนีออกไปทันที

แสงไฟจากด้านหลังยิ่งทวีความสว่างขึ้นเรื่อย ๆ เสียงร้องตกใจและเสียงตะโกนอย่างโกลาหลเริ่มดังขึ้นเป็นระลอก เสียงคนจำนวนมากวิ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง เพื่อมุ่งไปยังสถานที่ที่ไฟกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง

หัวใจของเหลียนฟางโจวเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ แต่นางก็ยังคงกัดฟันวิ่งต่อไปอย่างไม่หยุดพัก มุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามจากที่เกิดเหตุไฟไหม้ เพื่อหลบหนีออกจากที่แห่งนี้ให้ได้

ถ้าหากนางสามารถหลุดพ้นจากลานด้านหลังของจวนนี้ได้ โอกาสที่จะหนีรอดก็จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง!

เสียงลมที่พัดผ่านหูดังอื้ออึง นางรู้ดีว่าต้องรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุด! บริเวณด้านในของเรือนนี้มีเพียงพวกบ่าวสาวและหญิงรับใช้จำนวนมากที่อาศัยอยู่ ส่วนการตรวจตราหรือการลาดตระเวนจะมีเพียงยามที่คอยเดินตรวจเป็นเวลาตามที่กำหนดเท่านั้น

เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในเรือนบูชาพระ การดับไฟต้องอาศัยกำลังคนจำนวนมากจากเรือนด้านนอก นั่นหมายความว่า... ในเวลานี้ จะมีช่องว่างให้หลบหนีอยู่ และนี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่นางจะหลุดพ้นไปได้! หากพลาดโอกาสนี้ไป นางก็ไม่มีทางรอดอีกแล้ว!

ทันใดนั้นเอง โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ก็มีใครบางคนโผล่ออกมาจากด้านข้างอย่างกะทันหัน แล้วพุ่งเข้ามาชนกับเหลียนฟางโจวอย่างจัง ทั้งสองฝ่ายต่างร้องออกมาพร้อมกันว่า “โอ๊ย!” แรงปะทะนั้นรุนแรงมากจนทำให้ทั้งสองคนกระเด็นล้มลงไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมได้