วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1404 ข่าวสะเทือนฟ้าจากชุยเส้าซี

 

บทที่ 1404 ข่าวสะเทือนฟ้าจากชุยเส้าซี

เหลียนฟางโจวยิ่งรู้สึกเกรงใจ นางหลุบตามองครรภ์ที่แก่จัดของตนเองพลางเอ่ยกลั้วยิ้ม “ถึงกระนั้นก็มิเห็นต้องรีบเร่งปานนี้เลย หากมาถึงช้าไปสักหน่อยจะมิได้เห็นหน้าหลานเชียวรึ? แต่เจ้าก็นับว่าคำนวณได้แม่นยำนัก ท่านหมอบอกว่าคงจะเป็นช่วงไม่กี่วันนี้แหละ!”

“จริงรึ? ยินดีด้วย ยินดีด้วย!” ชุยเส้าซีหัวเราะร่า “เช่นนั้นก็นับว่าข้าดวงดีมิน้อย!”

ครู่ต่อมา ชุยเส้าซีขอตัวไปพักผ่อนที่ห้องรับรอง โดยมีหลี่ฟู่เดินไปส่งด้วยตนเอง

ทว่าทั้งคู่มิได้ตรงไปยังห้องพัก กลับมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือของหลี่ฟู่แทน

หลี่ฟู่เชิญเขาให้นั่งลง สั่งบ่าวไพร่ให้ถวายน้ำชาร้อนแล้วให้ออกไปให้พ้นบริเวณ สายตาคมกริบจ้องมองชุยเส้าซีพลางเอ่ยเสียงหนัก “มีสิ่งใดจะกล่าว ก็เชิญพูดมาเถิด!”

ท่าทางของชุยเส้าซีผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เขาตั้งใจปกปิดมิให้เหลียนฟางโจวรู้ แต่กลับจงใจให้หลี่ฟู่สังเกตเห็น แน่นอนว่าเขามีความลับสำคัญจะบอก และไอ้เรื่องที่ว่ารีบเร่งเดินทางมาเพื่อดูหน้าหลานนั้นย่อมเป็นเพียงข้ออ้าง แล้วเรื่องใดกันเล่า... ที่ทำให้เขาดูตระหนกและรีบร้อนถึงเพียงนี้?

ชุยเส้าซีถอนหายใจยาวราวกำลังปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง พิงหลังลงกับเก้าอี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะเอ่ยพึมพำ “ฝ่าบาท... เสด็จสวรรคตแล้ว!”

ภายในห้องหนังสือพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาด หลี่ฟู่เบิกตาจ้องมองเขาอย่างมิอยากเชื่อ สายตาพร่าเลือนพลางเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าว่าอย่างไรนะ? เป็นไปได้อย่างไร!”

ฮ่องเต้มิได้ทรงชราภาพถึงเพียงนั้น อีกทั้งพระพลานามัยยังแข็งแรงดี อย่างน้อยที่สุด... ก็มิควรจะสวรรคตในช่วงปีสองปีนี้เด็ดขาด!

“เป็นความจริงแท้แน่นอน!” ชุยเส้าซีทอดถอนใจ “ข้าเชื่อว่ามินาน ข่าวคงจะส่งมาถึงมือเจ้า!”

รูม่านตาของหลี่ฟู่หดตัววูบ หัวใจดิ่งวูบลงสู่เบื้องล่าง แม้จะยังมิได้ซักไซ้สิ่งใดเพิ่ม แต่จากน้ำเสียงและสีหน้าของชุยเส้าซี เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง! และต้องมิใช่เรื่องดีแน่!

เขาพยายามฝืนทำน้ำเสียงให้มั่นคงพลางเอ่ยถามด้วยความหวังอันน้อยนิด “เช่นนั้น... รัชทายาททรงขึ้นครองราชย์แล้วรึ?”

“หากเป็นเช่นนั้นก็ดีน่ะสิ!” ชุยเส้าซีหัวเราะอย่างขมขื่น “เพลิงพิโรธขุมหนึ่งเผาผลาญตำหนักบูรพาจนสิ้นซาก ทั้งรัชทายาท พระชายา พระนัดดาทั้งสอง พระธิดาตัวน้อย รวมถึงพระสนมและข้าราชบริพารในตำหนัก... ล้วนสิ้นชีพในกองเพลิงทั้งสิ้น!”

“เป็นไปมิได้!” หลี่ฟู่ผุดลุกขึ้นทันควัน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด “นี่มันเป็นไปมิได้! หากเรื่องนี้เป็นจริง เพลิงไหม้ครานี้ต้องมีแผนชั่วอยู่เบื้องหลัง! เป็นใครกัน? ใครมันบังอาจอำมหิตผิดมนุษย์ถึงเพียงนี้! แล้วผู้ที่สืบราชบัลลังก์คือใคร?”

หลี่ฟู่มิเคยคาดฝันมาก่อนเลยว่า อุตส่าห์รักษาอาการประชวรของรัชทายาทจนหายดีแล้ว พระองค์กลับต้องมาจบพระชนม์ชีพท่ามกลางหายนะเช่นนี้ จะมิให้เขารู้สึกเคียดแค้นได้อย่างไร! ยามนี้ใจเขาปั่นป่วนวุ่นวายจนหาทางออกมิเจอ มีเพียงความตกตะลึงพรึงเพริดมิจบสิ้น

ข่าวที่ชุยเส้าซีนำมาแจ้งนั้น... มันเหนือความคาดหมายเกินไปจริงๆ!

ชุยเส้าซีแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นหลี่ฟู่มีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ แต่ก็มิได้ติดใจอันใด เพราะเรื่องราวครานี้มันพิสดารเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

เขาจึงกล่าวต่อ “ผู้ที่ขึ้นครองราชย์คือ 'หลีอ๋อง'! บางทีเจ้าอาจเดาถูก แต่มันหามีหลักฐานไม่ อีกทั้งผู้คนในตำหนักบูรพาก็ตายตกตามกันไปจนหมดสิ้น ต่อให้มีหลักฐานแล้วจะทำอันใดได้? ทว่า 'เซี่ยนอ๋อง' ทรงมิยินยอม ทรงกริ้วและสงสัยในตัวหลีอ๋องเช่นเดียวกับเจ้า ว่าทรงปลงพระชนม์ฝ่าบาทและสังหารรัชทายาท ยามนี้ในเมืองหลวงกำลังโกลาหลยิ่งนัก แม้หลีอ๋องจะรีบเร่งขึ้นครองราชย์ แต่เซี่ยนอ๋องกลับรวบรวมไพร่พลตั้งป้อมท้าตีท้าต่อยอยู่! ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันนัวเนียจนมิอาจประนีประนอมได้ อย่างน้อยนั่นคือข่าวสุดท้ายที่ข้าได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน! เฮอะ... ช่างนึกมิถึงจริงๆ! เซี่ยนอ๋องผู้ที่ดูสุภาพอ่อนโยน วันๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกวีและภาพวาด กลับซ่อนเขี้ยวเล็บไว้มิดชิดถึงเพียงนี้ มีกำลังกล้าแข็งพอจะงัดข้อกับหลีอ๋องได้ เห็นทีแม้แต่หลีอ๋องเองก็คงนึกมิถึงเป็นแน่!”

ใจของหลี่ฟู่สั่นไหว ราวกับฉุกคิดสิ่งใดขึ้นมาได้ แต่ยามนี้เขามิมีเวลาตรองให้ละเอียด จึงถามเสียงเครียด “แล้ว 'หย่งอ๋อง' กับ 'อวี้อ๋อง' เล่า?”

 

ชุยเส้าซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ข้ามิรู้! มิได้ยินข่าวคราวของพวกเขาสักนิด ทันทีที่ข้าได้ยินข่าวใหญ่ครานี้ และสังเกตเห็นว่าทางเมืองหลวงมีเจตนาปิดบังข่าวสาร ข้าก็รีบเร่งเดินทางมาหาเจ้าทันที! เจ้ามีคนในมือมากมาย ลองส่งคนออกไปสืบดูให้แน่ชัดเถิด!”

หลี่ฟู่พยักหน้า อวี้อ๋องนั้นช่างเถิด แต่หย่งอ๋องผู้กุมอำนาจทหารนั้นสำคัญยิ่ง จุดยืนของเขาจะเป็นตัวชี้ขาดสถานการณ์ครานี้

โทสะพลุ่งพล่านอยู่ในอกหลี่ฟู่ รัชทายาทต้องมาถูกพวกมันเข่นฆ่าเช่นนี้เชียวรึ! เขาเคยรู้สึกมาตลอดว่ารัชทายาททรงมีพระทัยเมตตาและอ่อนโยนเกินไป ทว่าการที่เขาเป็นขุนนางคอยช่วยเหลือรัชทายาทนั้นนับเป็นหน้าที่ การจะไปเอ่ยปากยุแยงให้พี่น้องแตกแยกย่อมมิบังควร... แต่นึกมิถึงเลยว่าสุดท้ายจะเกิดเรื่องสลดเช่นนี้ขึ้นจริงๆ!

หลี่ฟู่กัดฟันกรอด หลีอ๋อง เซี่ยนอ๋อง... สองคนนี้ ใครก็มิมีสิทธิ์เป็นฮ่องเต้ทั้งนั้น! รัชทายาทและคนในตำหนักบูรพาจะตายเปล่ามิได้เด็ดขาด!

"ปัง!"

เสียงประตูถูกผลักออกอย่างแรง หลี่ฟู่กำลังจะบันดาลโทสะ ทว่าพอเงยหน้าขึ้นเห็นใบหน้าซีดขาวของเหลียนฟางโจวที่ยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็ถึงกับใจหาย รีบถลาเข้าไปประคองนางไว้พลางฝืนยิ้มปลอบ “เจ้ามาได้อย่างไร? มาเถิด... รีบนั่งลงก่อน”

“ข้า... ข้าได้ยินว่าท่านอยู่ในห้องหนังสือ จู่ๆ ก็นึกได้ว่ามีธุระจะคุยด้วย...” เหลียนฟางโจวฝืนยิ้มตอบ ทว่านางรู้สึกใจสั่นหายใจขัดจนต้องรีบนั่งลงทันที

“ฟางโจว...” ชุยเส้าซีลุกขึ้นยืนด้วยอาการทำตัวไม่ถูก เขาทำท่าจะอธิบายสิ่งใดแต่สุดท้ายก็มิได้เอ่ยออกมา

เหลียนฟางโจวพยักหน้ายิ้มให้น้อยๆ มีหรือนางจะมิเข้าใจเจตนาดีของเขา เขาเพียงมิอยากให้นางต้องกังวลยามใกล้คลอดเท่านั้นเอง!

ทว่า... นางจะมิห่วงได้อย่างไร?

“เมื่อครู่พวกท่านบอกว่า หลีอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แล้วรึ?” ใจของเหลียนฟางโจวปั่นป่วนวุ่นวายด้วยความกังวล “สกุลจูกับเรานั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน! เมื่อหลีอ๋องได้เป็นฮ่องเต้ อาเจี่ยน... เขาไม่มีวันละเว้นเราแน่! แล้วยังมีอาเจ๋อ มีเช่อเอ๋อร์อีกล่ะ—”

หัวใจของเหลียนฟางโจวบีบคั้นรุนแรงจนรู้สึกหน้ามืดใจสั่น นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “หลีอ๋องมิมีวันปล่อยพวกเขาไปแน่! อาเจี่ยน... เราจะทำอย่างไรดี! จะทำอย่างไรดี!”

“ฟางโจว!”

หลี่ฟู่และชุยเส้าซีเห็นอาการนางก็หน้าถอดสีพร้อมกัน

“เจ้าอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เมื่อหลีอ๋องเป็นฮ่องเต้เขาย่อมต้องมีเรื่องให้พะวงมากมาย ยามนี้เขามิกล้าแตะต้องอาเจ๋อกับเช่อเอ๋อร์หรอก!” หลี่ฟู่กุมมือนางไว้แน่น

“ใช่แล้วๆ!” ชุยเส้าซีรีบสำทับ “แม่ทัพหลี่เป็นขุนนางใหญ่คุมชายแดน ทั้งยังมีอำนาจทหารในมือ ตราบใดที่พวกเจ้ายังมั่นคง เขามิกล้าลงมือกับอาเจ๋อแน่นอน!”

เขาแอบนึกตำหนิตนเอง เดิมทีตั้งใจจะเลี่ยงมิให้นางรู้เรื่องนี้ ใครจะคิดว่านางกลับล่วงรู้เข้าจนได้!

“พวกท่านมิไม่ต้องมาปลอบใจข้าหรอก!” อารมณ์ของเหลียนฟางโจวเริ่มสงบลงบ้าง นางยิ้มขมขื่น “ข้ามิใช่สตรีในห้องหอที่มิรู้ความ หลีอ๋องย่อมมิกล้าฆ่าพวกเขาในทันทีก็จริง แต่เขาต้องกักขังและควบคุมตัวพวกเขาไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองจัดการกับเรา! เรากับสกุลจูมีหนี้แค้นฝังรากลึก คนสกุลจูมิได้ใจคอกว้างขวางปานนั้น และต่อให้พวกเขามีน้ำใจ หลีอ๋องคนประเภทนั้น อาเจี่ยนย่อมไม่มีวันยอมศิโรราบให้แน่ และเมื่อถึงตอนนั้น—”

“ฟางโจว!” สายตาของหลี่ฟู่แน่วแน่ เขากุมมือนางไว้มั่นพลางเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เจ้าอย่าได้กังวล! เชื่อใจพี่เถิด พี่สัญญาว่าจะปกป้องอาเจ๋อและเช่อเอ๋อร์ให้ปลอดภัย! ต่อให้หลีอ๋องจะควบคุมตัวพวกเขาไว้ พี่ก็ต้องชิงตัวพวกเขากลับมาจากน้ำมือหลีอ๋องให้ได้! เจ้าต้องเชื่อพี่นะ!”

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1403 แขกผู้มิได้รับเชิญ

 

บทที่ 1403 แขกผู้มิได้รับเชิญ

ราษฎรต่างพากันซาบซึ้งในพระคุณเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน

ทว่าเรื่องราวบริหารจัดการเหล่านี้หลี่ฟู่มิได้เชี่ยวชาญนัก เขาจึงมอบหมายให้ 'เฝิงชวี่จี๋' ผู้ช่วยเจ้าเมืองคนใหม่เป็นผู้จัดการทั้งหมด

เดิมทีเฝิงชวี่จี๋ผู้นี้เป็นเพียงนายอำเภอตัวเล็กๆ ในเมืองห่างไกล ทว่ากลับเข้าตาหลี่ฟู่ด้วยความบังเอิญจนได้รับความดีความชอบ เขาเป็นผู้รอบรู้ในศาสตร์ทั้งหก (หกศิลปวิทยา) แตกฉานในคัมภีร์ร้อยสำนัก ทั้งยังมีวิสัยทัศน์และมาตรการในการจัดการกิจการบ้านเมืองที่ยอดเยี่ยม แม้หลี่ฟู่จะมิสันทัดในสายงานนี้ แต่ก็พอดูออกว่าเฝิงชวี่จี๋เปี่ยมด้วยความสามารถ จึงดึงตัวมายังเมืองหนานไห่ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนผู้ช่วยเจ้าเมือง รอเพียงให้สร้างผลงานเชิงประจักษ์ก็จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการทันที

เมื่อภาระหนักอึ้งถูกยกออกจากอก ชีวิตของหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวก็ผ่อนคลายลงมาก จนบางครากลับรู้สึกว่างเปล่าในใจขึ้นมาบ้าง

ทางด้าน 'ม่อเว่ย' ยังคงพักอาศัยอยู่ในจวนมิได้มีทีท่าว่าจะจากไป เมื่อเขาไม่เอ่ยปาก หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวก็ย่อมมิคิดจะขับไล่

บุรุษผู้นี้ก็น่าสนใจนัก พำนักอยู่ในจวนหลี่แท้ๆ แต่กลับมิใคร่จะเสวนากับหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจว วันทั้งวันเอาแต่ขลุกอยู่กับ 'ซวี่เอ๋อร์' คอยดูเจ้าตัวน้อยฝึกยุทธ์ บ่อยครั้งก็ช่วยสอนวิชาตัวเบาหรือกระบวนท่าต่างๆ ให้ พอซวี่เอ๋อร์ไปเรียนหนังสือ เขาก็กลับไปนอน

บางคราเขานั่งร่ำสุรา ซวี่เอ๋อร์ก็คอยนั่งเคียงข้าง กินถั่วลิสงเป็นเพื่อน ฟังเขาพรรณนาวาจาที่เจ้าตัวน้อยมิอาจเข้าใจได้เลยแม้แต่น้อย

หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวทำราวกับมองมิเห็นเรื่องเหล่านี้ และมิเคยเข้าไปก้าวก่าย

จะมีก็เพียงหงอวี้ที่ยังจดจำความโหดเหี้ยมของดาบนั้นได้มิลืมเลือน เมื่อเห็นนายท่านและฮูหยินนิ่งเฉย นางก็มิกล้าเอ่ยปากสอด แต่มักจะหาเวลาแวบไปยังสวนดอกไม้เพื่อดูนายน้อยอยู่บ่อยครั้ง พลางลอบมองม่อเว่ยด้วยสายตาระแวดระวังและเปี่ยมด้วยความเป็นอริ

ม่อเว่ยเห็นแล้วก็ได้แต่เหยียดหยามในใจ: หากเขาคิดจะลงมือจริงๆ ลำพังแม่นางตัวน้อยผู้นี้จะขวางอันใดเขาได้?

ฝ่ายเหลียนฟางโจวเริ่มวางแผนการอย่างกระตือรือร้น นางตั้งใจว่าปีหน้าจะเที่ยวชมมณฑลหนานไห่ให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ดินแดนหนานไห่นี้กว้างขวางนัก อุดมไปด้วยผลไม้และอาหารพื้นเมืองเลิศรสที่หาไม่ได้ในแถบจงหยวน(ภาคกลาง) อีกทั้งภูมิประเทศและขนบธรรมเนียมที่แตกต่างกันในแต่ละท้องที่ ล้วนควรค่าแก่การไปเยือนยิ่ง! นอกจากนี้ยังอยากไปเยือนภูเขาเหยาอีกสักครา เพราะเรื่องการค้าขายสมุนไพรยังมิได้ข้อสรุปที่แน่นอนเสียทีเดียว!

พลันใจนึกอยากสนุก นางจึงเซ้าซี้หลี่ฟู่ด้วยความตื่นเต้นว่า ปีหน้าอยากจะลองติดสอยห้อยตามเรือสำเภาของสกุลฝูออกทะเลดูบ้าง

หลี่ฟู่ได้ยินเข้าถึงกับหน้าถอดสี ปฏิเสธทันควันโดยมิเสียเวลาคิด “ไม่ได้! เด็ดขาดก็ไม่ได้! ทะเลนั้นอันตรายเพียงใด? ข้ามิอาจตามไปดูแลเจ้าได้เพราะต้องรั้งอยู่หนานไห่ หากเกิดเหตุอันใดขึ้นแม้แต่โอกาสจะแก้ไขก็ยังไม่มี แล้วข้าจะไปช่วยเจ้าได้อย่างไร! เรื่องนี้เจ้าจงเลิกคิดเสียเถิด!”

เท้ามิได้เหยียบแผ่นดินดินแน่น จะมิให้คนเป็นห่วงได้อย่างไร?

เหลียนฟางโจวถูกสาดน้ำเย็นเข้าใส่ยามกำลังฮึกเหิมก็นึกเคืองยิ่งนัก ใบหน้าพริ้มเพราพลันบึ้งตึงพลางแค่นเสียงฮึ “มันจะอันตรายอย่างที่ท่านว่าเชียวรึ? เรือสำเภาของสกุลฝูออกเดินเรือทุกปีก็เห็นราบรื่นดี ผู้อื่นไปได้ไฉนข้าจะไปมิได้? อีกอย่าง ข้ามิได้ไปเพียงเพื่อเที่ยวเล่น แต่อาจจะนำพาการค้าต่างแดนจำนวนมหาศาลหรือนำของแปลกใหม่กลับมาได้ด้วยนะเจ้าคะ!”

ยามนี้เกาะหุยเฟิงกำลังก่อสร้างประภาคารและปรับปรุงพื้นที่เพื่อใช้เป็นฐานทัพเรือ รวมถึงขยายท่าเรือเดิมให้กว้างขวางขึ้นเพื่อรองรับเรือพาณิชย์ให้แวะพักเติมเสบียง อีกทั้งภัยคุกคามจากโจรสลัดชายฝั่งก็ถูกกวาดล้างไปสิ้นแล้ว

“ก็มีสกุลฝูอยู่แล้วมิใช่หรือ เรื่องพวกนี้เหตุใดต้องให้เจ้าลำบาก?” หลี่ฟู่ยังคงยืนกรานคำเดิม ทว่าเมื่อเห็นสีหน้านางไม่สู้ดีก็เริ่มเสียใจที่ตนใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวเกินไป เขาจึงดึงนางเข้ามากอดพลางเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เจ้าอยากได้สิ่งใด ก็เพียงสั่งให้คนสกุลฝูนำกลับมาให้ก็สิ้นเรื่อง! ยอดรัก เราเพิ่งจะได้ใช้ชีวิตสงบสุขกันเพียงมิต้องกี่วัน เจ้าคงมิใจร้ายพอที่จะให้พี่ต้องคอยเป็นห่วงและใจหายใจคว่ำเพราะเจ้าหรอกนะ? พี่สัญญา ปีหน้าจะพาน้องไปเที่ยวชมหนานไห่ให้ทั่วจนสำราญใจเลยดีไหม?”

เหลียนฟางโจวแค่นเสียงฮึเบาๆ เบือนหน้าหนีมิยอมพูดจา

ในยามคับขัน หลี่ฟู่พลันเกิดหัวใสคิดหาข้ออ้างในการปฏิเสธที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาได้ เขาส่งสายตาไปยังหน้าท้องที่นูนเด่นของนาง พลางยิ้มอย่างพึงใจ “เอาละยอดรัก อย่าดื้อดึงไปเลย! ต้นปีหน้าเจ้าก็จะคลอดแล้ว ลูกคนที่สองของเรายังเล็กนัก เจ้าทำใจทิ้งเขาไปออกทะเลได้ลงคอรึ? อีกอย่าง ร่างกายเจ้าก็ต้องได้รับการบำรุงและดูแลอยู่อีกพักใหญ่มิใช่หรือ?”

“...” เหลียนฟางโจวชะงักงันไปในพริบตา จริงด้วย! นางตื่นเต้นจนลืมเลือน "ก้อนเนื้อ" ในท้องไปเสียสนิท!

ทว่ารอยยิ้มของตาบ้าผู้นี้ช่างขัดตานัก!

เหลียนฟางโจวถลึงตาใส่เขาด้วยความเคือง “ข้าไปมิได้แล้ว ท่านดูจะพึงพอใจเหลือเกินนะเจ้าคะ?”

“...” หลี่ฟู่ลูบจมูกพลางหัวเราะแก้เก้อ “หามิได้! พี่เพียงแต่... เป็นห่วงเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น จะเกี่ยวอันใดกับความพึงพอใจเล่า?”

เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วมองอย่างจับผิด “จริงรึ?”

“จริงสิ!”

“ข้ามิเชื่อ!” นางเม้มปาก “นอกจากท่านจะสัญญาว่าวันหน้าท่านจะพาข้าไปด้วยตนเอง ข้าจึงจะเชื่อท่าน!”

หลี่ฟู่ตรองดูแล้วเห็นว่าควรรับปากเพื่อผ่านพ้นสถานการณ์ตรงหน้านี้ไปก่อน ส่วนเรื่อง "วันหน้า" นั้นก็ให้เป็นเรื่องของวันหน้า ค่อยว่ากันยามนั้นเถิด!

การจะมาขัดแย้งกับคนตรงหน้าเพื่อเรื่องที่ไม่แน่นอนในอนาคต ช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลานัก

“ได้! พี่จะพาเจ้าไป!” หลี่ฟู่พยักหน้าตกลงโดยมิลังเล

เหลียนฟางโจวจึงเริ่มอารมณ์ดีขึ้นบ้าง นางยิ้มกล่าว “ท่านเป็นผู้ว่าการมณฑลหนานไห่ครบวาระนี้ องค์จักรพรรดิคงจะเรียกตัวท่านกลับเมืองหลวงเป็นแน่ ยามนี้ก็หามิมีศึกสงครามอันใด ท่านก็ถือโอกาสพักผ่อนยาวๆ เสียเถิดเจ้าค่ะ!”

โดยปกติขุนนางจะมีวาระสามปีต่อหนึ่งรอบ จากนั้นกรมขุนนางจะทำการประเมินผลงานของนายอำเภอขึ้นไปทั่วแผ่นดิน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเลื่อนขั้นหรือลดตำแหน่ง

ทว่าขุนนางที่มีภารกิจพิเศษเช่นหลี่ฟู่ เมื่อเสร็จสิ้นวาระย่อมต้องถูกเรียกตัวกลับเข้าสู่เมืองหลวงอย่างแน่นอน

“ได้ พี่จะเชื่อฟังเจ้ายอดรักทุกอย่าง!” หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ ทว่าในใจกลับคิดว่า: มิแน่ว่าถึงตอนนั้นในท้องของเจ้าอาจจะมีเจ้าตัวเล็กอีกคนแล้วก็ได้...

วันเวลาผันผ่านจนพ้นปีใหม่และเทศกาลหยวนเซียว เมืองหนานไห่ซึ่งมีภูมิอากาศอบอุ่นก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่มวลบุปผาเริ่มผลิบาน ทั่วทุกแห่งหนเปี่ยมไปด้วยไออุ่นแห่งชีวิต

ในฐานะบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดในหนานไห่ ช่วงเดือนแรกของปีหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวต่างยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน

เหลียนฟางโจวนึกขอบคุณครรภ์ที่โตขึ้นทุกวันที่ช่วยให้นางเลี่ยงภาระการต้อนรับขับสู้ไปได้มาก

ในวันที่สิบแปดเดือนหนึ่ง จวนหลี่ก็ได้ต้อนรับแขกผู้มิได้รับเชิญ... นั่นคือ 'ชุยเส้าซี'

เมื่อเทียบกับคราวที่แล้ว ใบหน้าของชุยเส้าซีดูซีดเซียวลงไปบ้าง ท่าทางดูอ่อนล้า เห็นได้ชัดว่ารีบเร่งเดินทางจนมิได้หยุดพักผ่อนให้เพียงพอ

เหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะยิ้มทักทาย “มิเห็นมีใครกำหนดเส้นตายให้เสียหน่อย เหตุใดจึงต้องรีบร้อนปานนั้น! ดูสิ สภาพช่างดูมิได้เลย เอาละ มิไม่ต้องพูดสิ่งใดแล้ว รีบไปพักผ่อนเสีย ข้าจะสั่งคนเตรียมน้ำร้อนและอาหารส่งไปให้ คราวนี้ก็อยู่พักให้นานหน่อยเถิด!”

ชุยเส้าซีหัวเราะกล่าว “ข้าเพียงอยากจะมาให้ทันร่วมงานฉลองครบเดือนของหลานตัวน้อยน่ะสิ พอดีลืมไปว่าเจ้าจะคลอดเมื่อใด คิดเพียงว่ามาถึงก่อนย่อมดีกว่า จึงรีบเร่งเดินทางมาเช่นนี้แหละ!”

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1402 พัฒนาเมืองหลางฉี

 

บทที่ 1402 พัฒนาเมืองหลางฉี

หลังจากส่งแขกเหรื่อกลับไปจนสิ้น เหลียนฟางโจวก็กลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อน โดยมอบหมายให้ปี้เถาและชุนซิ่งคอยกำกับดูแลบ่าวไพร่ให้เก็บกวาดสถานที่ให้เรียบร้อย

เหลียนฟางโจวสั่งให้คนแกะห่อของขวัญที่ฮูหยินใหญ่สกุลเล่อเจิ้งและคนอื่นๆ นำมามอบให้ ภายในมีทั้งปะการังแดงสูงกว่าสองฉื่อ กิ่งก้านสมมาตรสีสันแดงสดสวยงาม ไข่มุกเม็ดเขื่องขนาดเท่าตาพญามังกรที่กลมมนแวววาวเต็มกล่อง ทั้งยังมีไม้จันทน์หอมเกรดดีเยี่ยมบรรจุมาในกล่องไม้สีแดงเขียนลายทองฝังมุกจนเต็ม

เหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะยิ้มทอดถอนใจ “สมกับเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหนานไห่ ทรัพย์สมบัติช่างมหาศาลนัก ของล้ำค่าเหล่านี้ใช่ว่ามีเงินแล้วจะหาซื้อมาครอบครองได้ง่ายๆ”

เดิมทีนางคิดจะเรียกหงอวี้มาซักถามเรื่องที่เกิดขึ้นให้เร็วหน่อย ทว่าเกรงจะเป็นที่สังเกตเกินไปจึงยับยั้งชั่งใจไว้

มินานหงอวี้ก็เข้ามาสบโอกาสรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางฟังอย่างละเอียด

เหลียนฟางโจวฟังจบก็พยักหน้าพลางถอนใจด้วยความยินดี “ครานี้คู่แม่ลูกคู่นั้นคงมิมีสิ่งใดติดค้างในใจอีกแล้ว พอนึกถึงเรื่องของพวกนางก็น่าเวทนาจริงๆ เฮ่อ!”

หงอวี้ิยิ้มกล่าว “นับเป็นวาสนาที่ได้พบฮูหยินผู้เมตตาเจ้าค่ะ หากมิใช่เพราะท่านมีน้ำใจช่วยเหลือ พวกนางจะมีโอกาสได้พบกันหรือ? คงทำได้เพียงฝันกลางวันเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆ พลางดุอย่างมิจริงจัง “คำพูดนี้เจ้าเอ่ยต่อหน้าข้า ข้าจะถือเสียว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่หากไปกล่าวต่อหน้าผู้อื่น เขาจะหัวเราะเยาะเอาได้ รีบหุบปากเสีย!”

หงอวี้ิหัวเราะร่าพลางทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ “ใครจะกล้าหัวเราะเยาะเจ้าคะ? บ่าวจะไปโต้เถียงด้วยเหตุผลให้ดู! ทุกคำที่บ่าวกล่าวมาล้วนเป็นความจริงแท้ๆ!”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจพลางยิ้มละไม แล้วสั่งให้นางออกไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ผ่านไปมินาน ใต้เท้าจานและผางอวี้หลงก็นำพาครอบครัวและเหล่านายทหารเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองหลางฉีอย่างยิ่งใหญ่ โดยหลี่ฟู่นั้นมิได้ตามไปด้วย

จ้าวซือโจว (เจ้าเมืองจ้าว) นับตั้งแต่ถูกกองทัพของหลี่ฟู่บุกมาช่วยเหลือ ก็รู้ตัวดีว่าวันนี้ต้องมาถึง

เมื่อเห็นเอกสารราชการที่ใต้เท้าจานนำมาแสดง เขาจึงส่งมอบงานให้ทันทีโดยมิอิดออด เพื่อหวังจะผ่อนหนักเป็นเบาให้หลี่ฟู่ช่วยกล่าวคำดีๆ ให้ตนบ้าง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจ้าวซือโจวจึงมิได้หย่อนยาน กลับขยันขันแข็งยิ่งกว่าเดิม จัดการภารกิจในที่ทำการเมืองจนเป็นระเบียบเรียบร้อย

ยามส่งมอบงาน เขายังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สิ่งใดที่ควรชี้แจงก็บอกเล่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน กระทั่งเรื่องลับๆ บางอย่างที่ยากจะเอ่ยปากเขาก็ยังกระซิบเตือนไว้อย่างครบถ้วน

ความร่วมมือนี้ช่วยให้ใต้เท้าจานและผางอวี้หลงที่ตอนแรกยังคลำทางมิถูก ประหยัดแรงไปได้มาก ทั้งสองเริ่มรู้สึกนิยมชมชอบในตัวจ้าวซือโจวผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว

เมื่อส่งตัวจ้าวซือโจวจากไป ภารกิจพัฒนาเมืองหลางฉีก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ทั้งใต้เท้าจานและผางอวี้หลงได้รับคำสั่งจากหลี่ฟู่มาว่า การปกครองของจ้าวซือโจวเดิมนั้นเน้นความสงบสุขทว่าหย่อนยานเกินไป พวกเขาต้องพลิกสถานการณ์นี้เสียใหม่! ต้องอาศัยจังหวะที่เหล่าชนเผ่าต่างๆ บนเกาะกำลังเสียขวัญ รวบรวมกำลังใจสยบพวกเขาให้ราบคาบในคราเดียว!

ผางอวี้หลงรับหน้าที่ใช้กำลังทหารข่มขวัญและควบคุมให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ส่วนใต้เท้าจานดูแลการบริหารจัดการบ้านเมือง

สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการส่งคนจากทุกเผ่ามาเรียนรู้กฎหมายของราชวงศ์ต้าโจวตามแผนของหลี่ฟู่ ผางอวี้หลงยังได้รับคำสั่งให้จับตาเรื่องการทะเลาะวิวาทระหว่างเผ่าเป็นพิเศษ เขาจับกุมพวกหัวแข็งที่กล้าท้าทายกฎหมายเข้าคุกไปหลายราย จนขจัดต้นตอความวุ่นวายที่ทำท่าจะปะทุขึ้นได้สำเร็จ

ส่วนใต้เท้าจานเริ่มดำเนินการตัดถนน ขุดอ่างเก็บน้ำ และวางรากฐานส่งเสริมการบุกเบิกที่ดินทำกิน

ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนได้รับคำแนะนำมาจากเหลียนฟางโจวทั้งสิ้น

นางมองว่าความห่างไกลและการคมนาคมที่ยากลำบาก คือต้นเหตุที่ทำให้ชนเผ่าเหล่านี้แปลกแยกจากโลกภายนอก หากถนนหนทางสะดวก มีการแลกเปลี่ยนค้าขายมากขึ้น ปัญหานี้จะคลี่คลายลงเอง

ส่วนการขุดอ่างเก็บน้ำและบุกเบิกที่ดิน จะช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำไร่เลื่อนลอยมาเป็นการเกษตรที่ยั่งยืน มิเพียงช่วยรักษาป่าไม้ให้ลูกหลาน แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น ลดการพึ่งพิงธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ทว่าการตัดถนนผ่านขุนเขาและภูมิประเทศอันสลับซับซ้อนมิใช่เรื่องง่าย โชคดีที่มีแรงงานจากเจ็ดชนเผ่าที่ถูกลงโทษให้ใช้แรงงาน และกลุ่มคุ้มกันอ่างเก็บน้ำอีกหลายร้อยคน รวมถึงการเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยเสริม นอกจากนี้แม่ทัพเสิ่นต้าอี้ยังได้รับสั่งให้จัดเวรยามเหล่าทหารในค่าย หมุนเวียนกันไปทำงานครั้งละสองร้อยคนเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อเป็นการฝึกฝนทหารมิให้ปล่อยเวลาว่างทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

เมืองและอำเภอใกล้เคียงเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างก็พากันเอาอย่าง เริ่มปรับปรุงและขยายถนนในเขตของตน จนทั่วทั้งเมืองหนานไห่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการพัฒนาอันคึกคัก

ในช่วงฤดูกาลที่อ้อยสุกงอม เทคโนโลยีการผลิตน้ำตาลแบบใหม่ก็แพร่หลายไปทั่วหนานไห่ราวกระแสลมพัด โรงน้ำตาลเกือบทั้งหมดหันมาใช้เครื่องมือและกรรมวิธีใหม่

จะมีเพียงส่วนน้อยที่ยังยึดติดกับของเดิม เพราะเสียดายเงินที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องจักรบ้าง หรือทะนงในฝีมือเดิมของตนบ้าง

ทว่าผลลัพธ์ที่แตกต่างกลับปรากฏให้เห็นในมิช้า

เมื่อเห็นน้ำตาลทรายขาวที่เคี่ยวด้วยกรรมวิธีใหม่มีสีขาวบริสุทธิ์ สิ่งเจือปนน้อยลง และที่สำคัญคือปริมาณน้ำตาลที่ได้นั้นมากกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว! แม้ผู้ที่มีฝีมือมิช่ำชองก็ยังได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่า

เหล่าผู้ประกอบการในสายงานนี้ต่างปรีดาปราโมทย์กันทุกครัวเรือน!

ความเลื่อมใสและความขอบคุณต่อใต้เท้าบุรุษและฮูหยินของเขา พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่

เหลียนฟางโจวจึงปรึกษากับหลี่ฟู่ ให้เขาส่งหนังสือราชการไปยังทุกเมืองและอำเภอ เพื่อประกาศกระจายข่าวสารเป็นทอดๆ โดยกำหนดวันในแต่ละเดือนที่จะเปิดให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้เคล็ดลับการปลูกพืช การดูแลจัดการไร่นา รวมถึงการเลี้ยงไก่ เป็ด และสุกร ณ ตัวเมือง

เหลียนฟางโจวยังจัดพิมพ์เอกสารข้อมูลแจกจ่ายไปยังทุกแห่ง และส่งเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมลงพื้นที่ไปบรรยายความรู้ เพื่อให้กระจายถึงหูชาวบ้านในวงกว้างและรวดเร็วที่สุด

ด้วยรากฐานความเชื่อมั่นจากผลงานที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านรู้ว่าเรื่องนี้ริเริ่มโดยท่านผู้ว่าการมณฑลและฮูหยิน ต่างก็เชื่อถืออย่างสนิทใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ช่วงเวลานี้เหลียนฟางโจวมีความสุขยิ่งนัก ในดินแดนที่ห่างไกลและเปรียบเสมือนอาณาจักรอันสันโดษแห่งนี้ นางปรารถนาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎร

จนกระทั่งสิ้นเดือนสิบ การประมูลเส้นทางการค้าทั้งหมดก็เสร็จสิ้นลง ด้วยความรู้ใจบางอย่างที่แม้แต่เหลียนฟางโจวก็มิอาจอธิบายได้ เหล่าพ่อค้าต่างพร้อมใจกันสละเส้นทางการค้าเดิมสามเส้นทางไว้ให้นางโดยไม่มีใครเข้าร่วมประมูลแข่งขัน เมื่อเหลียนฟางโจวรับรู้ถึงเจตนานั้น นางจึงรับไว้ด้วยความยินดี

แน่นอนว่านางยังคงชำระเงินในราคาที่มิได้ต่ำไปกว่าผู้อื่น เมื่อเหล่าพ่อค้าเห็นเช่นนั้นต่างก็เลื่อมใสศรัทธา แม้แต่ผู้ที่เคยมีความขุ่นเคืองเล็กน้อยหรือมิกล้าเข้าแข่งขัน ก็กลับมารู้สึกสบายใจขึ้นมาก

หลังจากการขับเคี่ยวอันดุเดือดตลอดทั้งวัน เหล่าพ่อค้าได้จัดสรรเส้นทางการค้ากันอย่างลงตัว ฝ่ายราชการเองก็ได้รับรายได้เข้าคลังอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ยิ่งไปกว่านั้น นับจากนี้ไปจะมิมีการหนีภาษีจากสี่ตระกูลใหญ่และพ่อค้าที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขาอีก ภาษีของเมืองหนานไห่จึงมั่งคั่งขึ้นทันตาเห็น

นอกเหนือจากการใช้จ่ายในราชการปกติ หลี่ฟู่ยังจัดสรรงบประมาณไปยังเมืองและอำเภอต่างๆ เพื่อใช้ในการตัดถนนขุดอ่างเก็บน้ำ รวมถึงงบประมาณซ่อมแซมสำนักศึกษาและโรงเรียน เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้รุ่งเรืองต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1401 สองแม่ลูกพบหน้า

 

บทที่ 1401 สองแม่ลูกพบหน้า

หงอวี้อดมิได้ที่จะรู้สึกเวทนานาง จึงรีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินสาม ดูท่าทางท่านจะไม่สู้ดีนัก ให้บ่าวพาท่านไปหาที่พักผ่อนสักครู่เถิดเจ้าค่ะ”

“ข้า...” ฮูหยินสามสกุลเล่อเจิ้งเข้าใจความหมายของหงอวี้ทันที นางพยายามข่มความตระหนกและหัวใจที่เต้นรัวราวกระหน่ำกลอง ก่อนจะพยักหน้าตอบเบาๆ “ตกลง...”

หงอวี้เข้าไปประคองนางพลางกวักมือเรียกเซี่ยหมอมอ

แม้เซี่ยหมอมอจะมิได้ยินบทสนทนา แต่เห็นอาการของนายตนก็อดกังวลมิได้ นางรีบปรี่เข้ามาประคองแขนอีกข้างพลางถามด้วยความห่วงใย “ฮูหยินสาม... ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ?” นางปรายตาไปทางหงอวี้ด้วยแววตาไม่พอใจ หากมิใช่เพราะอยู่ในจวนสกุลหลี่ นางคงเอ่ยปากซักไซ้ไปแล้ว

“ข้ามิเป็นไร” ฮูหยินสามส่ายหน้าด้วยอาการสั่นเทา น้ำเสียงสั่นพร่าทว่าดวงตากลับเป็นประกายเจิดจ้า ลมหายใจติดขัดกระชั้นชี่ บนใบหน้าที่ซีดขาวปรากฏริ้วแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านอย่างหนัก

เซี่ยหมอมอใจหายวาบ นางข่มโทสะพลางเอ่ยถามหงอวี้ด้วยเสียงเย็นชา “แม่นาง ท่านกล่าววาจาใดกับฮูหยินของเรากันแน่?”

“เซี่ยหมอมอ!” ฮูหยินสามรีบขัดขึ้นก่อนหงอวี้จะทันตอบ นางส่งยิ้มอ่อนแรงให้เซี่ยหมอมอ “ข้ามิเป็นไร เพียงแต่จู่ๆ ก็รู้สึกใจคอไม่ดี หายใจติดขัดเล็กน้อย ขอพักสักครู่แล้วค่อยไป มิเกี่ยวกับแม่นางผู้นี้หรอก”

“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” แม้จะเคลือบแคลงใจ แต่เมื่อนายหญิงยืนยันเช่นนั้น เซี่ยหมอมอก็มิอาจซักไซ้ต่อ

“ฮูหยินสาม เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” หงอวี้พานางไปยังหอเล็กๆ ที่ค่อนข้างลับตาคน เมื่อจัดแจงให้นางนั่งเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มกล่าว “ท่านรออยู่ที่นี่สักครู่ บ่าวจะไปเตรียมน้ำชาร้อนๆ มาให้เจ้าค่ะ”

“ลำบากเจ้าแล้ว” ฮูหยินสามพยักหน้าเน้นย้ำ ในใจปรารถนาให้หงอวี้รีบไปเสียเดี๋ยวนี้

ครู่ต่อมา เมื่อได้ยินเสียงผลักประตูเปิดออก ฮูหยินสามก็เงยหน้าขึ้นทันที พลันจ้องมองสตรีในชุดแดงปักลวดลายเกล้าผมอย่างสตรีที่ออกเรือนแล้วซึ่งปรากฏกายเบื้องหน้า ริมฝีปากของนางสั่นระริก ลำคอตีบตัน ในอกราวกับถูกไฟแผดเผา ทว่ากลับมิอาจเค้นวาจาออกมาได้แม้แต่คำเดียว!

น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มในพริบตา...

ผ่านไปเกือบสองเค่อ เสียงเคาะประตูที่ดังกังวานทำให้สองแม่ลูกสะดุ้งสุดตัว ชูเอ๋อร์ได้สติจึงฝืนยิ้มกล่าว “ท่านแม่... ข้า... ข้าคงต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”

“ชูเอ๋อร์!” น้ำตาของฮูหยินสามหลั่งรินออกมาอีกครั้ง มือที่ผอมบางดั่งกิ่งไม้แห้งกำมือชูเอ๋อร์ไว้แน่น มิยอมปล่อยวาง

“ท่านแม่! ท่านอย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ” ชูเอ๋อร์ขอบตาแดงก่ำ นางพยายามกะพริบตาขับไล่น้ำตาพลางฝืนยิ้ม “ท่านแม่ ท่านกลับไปต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดี วันหน้าเราย่อมต้องได้พบกันอีกแน่นอน!”

ฮูหยินสามส่ายหน้าพลางทอดถอนใจด้วยความเศร้า “มันง่ายดายเช่นนั้นที่ไหนกัน... ให้แม่ได้มองเจ้าให้เต็มตาอีกสักนิดเถิด”

“ฮูหยินสาม ฮูหยินผาง” หงอวี้แง้มประตูเข้ามากล่าว “เวลาล่วงเลยมามากแล้ว ฮูหยินสามควรกลับได้แล้วเจ้าค่ะ”

ฮูหยินสามยิ่งอาลัยอาวรณ์ มิยอมคลายมือจากชูเอ๋อร์ แววตาที่เจ็บปวดร้าวรานนั้นยากจะทนมองได้

ชูเอ๋อร์เองก็อาลัยมิแพ้กัน เมื่อเห็นมารดาเป็นเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับถูกมีดกรีดใจ นางโผเข้ากอดมารดาแน่นพลางสะอื้นเบาๆ “ท่านแม่! เป็นลูกที่ไม่ดีเอง ลูกไม่ควรจากไปเช่นนั้น ลูกไม่ควรหลอกลวงท่านเลย!”

ฮูหยินสามกอดบุตรสาวไว้แนบอก แต่เมื่อได้ยินคำนั้นนางกลับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผละออกมองใบหน้าบุตรสาว ส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ไม่! ลูกรัก เรื่องนี้เจ้ามิผิด เจ้าทำได้ดีแล้ว แม่เห็นเจ้ามีชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ในใจก็เปี่ยมด้วยความยินดียิ่งนัก ยินดีจริงๆ!”

นางค่อยๆ คลายมือจากชูเอ๋อร์พลางฝืนยิ้ม “แม่เลอะเลือนไปเอง! ยามนี้แม่รู้แล้วว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่และอยู่อย่างสุขสบาย แม่ก็วางใจแล้ว เจ้าไปเถิด... รีบไปเสียเถิด แม่เองก็ควร... กลับเสียที!”

ชูเอ๋อร์ขอบตาแดงก่ำ เม้มปากพยักหน้า ส่วนเซี่ยหมอมอที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ปาดน้ำตาพลางช่วยเกลี้ยกล่อม

หงอวี้เห็นดังนั้นจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยขึ้น “ฮูหยินสาม ฮูหยินผาง อย่าได้โศกเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ ในเมื่อฮูหยินสามฝักใฝ่ในธรรม หากย้ายไปบำเพ็ญเพลที่อารามชีเพื่อสวดมนต์ให้สกุลเล่อเจิ้ง มิยิ่งแสดงถึงความศรัทธาหรอกหรือเจ้าคะ?”

หากพ้นจากจวนเล่อเจิ้งไปได้ และหาอารามที่อยู่ใกล้กับเมืองหลางฉีเพื่อบำเพ็ญเพียร ย่อมหาโอกาสพบกันได้ไม่ยาก อย่างน้อยปีละครั้งสองครั้งก็ยังดีมิใช่หรือ?

“นั่นสินะ!”

“จริงด้วย! วิเศษแท้!”

ดวงตาของฮูหยินสามและชูเอ๋อร์เป็นประกายด้วยความประหลาดใจและยินดี เห็นได้ชัดว่าพวกนางเข้าใจความหมายที่หงอวี้สื่อสารแล้ว

ความโศกเศร้ายามจากลาพลันจางหายไป ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกมี่กี่ประโยคก่อนจะรีบอำลา หงอวี้หยิบแป้งมาช่วยผลัดผัดหน้าให้ฮูหยินสามเพื่อพรางรอยบวมแดงที่ดวงตาและคราบน้ำตา

ฮูหยินสามยิ้มกล่าว “มิเป็นไรหรอก ปกติข้ามิค่อยพบปะผู้ใด กลับไปก็อยู่แต่ในห้องตนเอง ไม่มีใครสังเกตเห็นแน่ แม่นางหงอวี้ ขอบใจเจ้ามากนะ!”

หงอวี้ิยิ้มตอบ “บ่าวเป็นเพียงคนรับใช้ มิกล้ารับคำขอบคุณนี้หรอกเจ้าค่ะ ฮูหยินสามโปรดขอบคุณนายหญิงของข้าเถิด”

คำกล่าวนั้นทำเอาฮูหยินสามและเซี่ยหมอมอพากันยิ้มออกมา ฮูหยินสามพยักหน้าซ้ำๆ “แน่นอน! ย่อมต้องขอบคุณแน่นอน! หากมิใช่เพราะฮูหยินหลี่ เกรงว่าชาตินี้ข้าคงต้องลงโลงไปพร้อมความเสียใจเป็นแน่ ฝากบอกฮูหยินหลี่ด้วยว่าบุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ข้ามิอาจทดแทนได้หมด ทำได้เพียงสวดมนต์ขอพรให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองให้นางมีอายุยืนยาวร้อยปี!”

“ท่านมิได้ต้องเกรงใจถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ” หงอวี้ิยิ้ม “นายหญิงของข้าเอ็นดูฮูหยินผางมาก การช่วยเหลือนางก็นับเป็นเรื่องธรรมดาเจ้าค่ะ”

ฮูหยินสามทอดถอนใจปนรอยยิ้ม “นี่คือวาสนาของชูเอ๋อร์ และเป็นวาสนาของข้าด้วย!”

จนกระทั่งหลังมื้อเที่ยงที่ขบวนเดินทางจากไป เหลียนฟางโจวมิได้กล่าวสิ่งใดกับฮูหยินใหญ่สกุลเล่อเจิ้งมากนัก ฮูหยินใหญ่แอบสังเกตอยู่นาน สุดท้ายก็เชื่อว่าเหลียนฟางโจวเพียงต้องการผูกมิตรกับคนสกุลเล่อเจิ้งจึงเชิญเหล่าสตรีมาเป็นแขกเท่านั้น นางจึงเลิกติดใจสงสัย

ก่อนมื้อเที่ยง ทุกคนเพิ่งทราบว่าฮูหยินสามรู้สึกไม่สบายจึงขอตัวกลับไปก่อน ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ รีบเอ่ยปากขอโทษแทนฮูหยินสามต่อเหลียนฟางโจว

เหลียนฟางโจวกลับใจกว้าง เพียงยิ้มรับมิได้ว่ากระไร ฮูหยินใหญ่จึงเบาใจและมิคิดสืบหาความจริงต่อ

เมื่อทานมื้อเที่ยงและสนทนากันครู่หนึ่ง ทุกคนก็ขอตัวลากลับ เหลียนฟางโจวมอบของขวัญแรกพบให้แก่เหล่าคุณหนู ส่วนบรรดาอนุและสาวใช้ก็ได้รับรางวัลกันถ้วนหน้า นอกจากนี้ยังมีของกำนัลมากมายเตรียมไว้ให้เหล่าฮูหยินรุ่นสะใภ้และฮูหยินทั้งสามคน รวมถึงของฝากสำหรับฮูหยินผู้เฒ่าที่ฝากฮูหยินใหญ่กลับไป

ของขวัญแต่ละคนถูกบรรจุในกล่องอย่างดี ปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา ฮูหยินสามก็ได้รับหนึ่งส่วนเช่นกัน โดยฮูหยินใหญ่เป็นผู้รับฝากกลับไป

ทว่าของขวัญในส่วนของฮูหยินสามนั้นต่างจากผู้อื่น ของข้างในมิได้เตรียมโดยเหลียนฟางโจว แต่เป็นสิ่งที่ชูเอ๋อร์เตรียมไว้ให้เองกับมือ ผู้อื่นอาจมองไม่ออกถึงความนัย แต่เหลียนฟางโจวมั่นใจว่า ทันทีที่ฮูหยินสามเปิดออกดู ย่อมต้องรู้ความหมายในทันที