วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1344 มิอาจเอ่ย

 

บทที่ 1344 มิอาจเอ่ย

เมื่อทั้งสองฝ่ายงัดเอาเรื่องสัญญาขึ้นมาข่มขู่กัน ย่อมเหลือเพียงเส้นทางเดียวคือการฟ้องร้องต่อศาลาว่าการ เพื่อให้ทางการเป็นผู้ตัดสินและบังคับใช้กฎหมาย

หากมิถึงขั้นสุดท้ายจริงๆ ย่อมไม่มีผู้ใดปรารถนาจะเดินบนเส้นทางนี้

เพราะการขึ้นโรงขึ้นศาลนั้น นอกจากจะสิ้นเปลืองทั้งเวลาและหยาดเหงื่อแรงงานแล้ว ยังผลาญเงินทองมหาศาล และที่สำคัญที่สุดคือการทำลายชื่อเสียงให้ย่อยยับ

ทว่าเมื่อหลงจู๊จางได้ฟังวาจานั้น ใจเขาก็พลันสั่นสะท้าน เอ่ยว่า “นายท่านฝู ยามนี้ที่นี่มีเพียงเราสามคน ขอท่านโปรดเอ่ยความจริงออกมาเถิด ต่อให้ต้องม้วยพินาศ ก็ขอให้พวกเราได้ตายอย่างตาสว่าง!”

ในเมื่อฝูลี่มั่นใจถึงเพียงนั้นว่าหากขึ้นศาลฝ่ายตนต้องพ่ายแพ้ ย่อมมีความเป็นไปได้เพียงประการเดียวเท่านั้น...

ฝูลี่ยิ้มขื่นพลางชำเลืองมองหลงจู๊จางอย่างลึกซึ้ง ทอดถอนใจว่า “วาจาของท่านอาจางช่างน่าขันนัก ท่านย่อมเดาออกอยู่เต็มอกว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดต้องถามซ้ำ? เรื่องบางเรื่อง... มิเอ่ยให้กระจ่างแจ้งย่อมดีกว่า รู้จักปล่อยวางทำเป็นเลอะเลือนเสียบ้างเถิด!”

หัวใจของหลงจู๊จางพลันเย็นเฉียบประดุจตกลงไปในบ่อก้อนน้ำแข็ง เขาตั้งสติพยายามฝืนยิ้มเอ่ยว่า “เป็น... เป็นใต้เท้าปู้เจิ้งสื่อ (ผู้ว่าการมณฑล) ที่มาหาท่านใช่หรือไม่?”

สีหน้าของเติ้งไป๋อวี๋พลันเปลี่ยนสี อุทาน “อา!” ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เหตุใดข้าถึงคิดมิถึง! ใช่แล้ว! ต้องเป็นเขาแน่ๆ!”

ฝูลี่ถอนหายใจอีกครา แววตาแฝงความเวทนาที่ปิดไม่มิด “ข้ามิได้เอ่ยสิ่งใดเลยนะ เป็นพวกท่านพูดออกมาเองทั้งสิ้น! ข้าล่ะสงสัยนัก พวกท่านอยู่ดีไม่ว่าดี เหตุใดถึงไปล่วงเกินใต้เท้าท่านนั้นเข้าเล่า!”

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น ทั้งเติ้งไป๋อวี๋และหลงจู๊จางต่างมิสงสัยแม้แต่น้อยว่า ฝูลี่คือหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดที่ลงมืออย่างเต็มใจ ในใจยามนี้จึงวุ่นวายสับสนประดุจใยแมงมุม

หลงจู๊จางทอดถอนใจ “นายท่านฝู โปรดช่วยเหลือพวกเราสักคราเถิด! อย่างไรเสียเราต่างก็เป็นสี่ตระกูลใหญ่ ท่านตัดใจลงคอเชียวหรือ? หากจะเอ่ยคำไม่รื่นหู วันนี้เขาใช้วิธีต่ำช้าสามานย์เล่นงานสกุลเติ้งได้ วันหน้าเขาก็อาจเล่นงานสกุลฝูได้เช่นกัน! เพื่อแผนการระยะยาว ท่านจะนิ่งดูดายมิช่วยมิได้นะขอรับ!”

ฝูลี่เอ่ยว่า “การกระทำต้องดูจังหวะและเวลา ยามนี้รากฐานข้ายังตื้นเขิน จะไปเปรียบกับพวกท่านได้อย่างไร? ข้ามีใจจะช่วยแต่ไร้ซึ่งกำลัง... อะแฮ่ม ข้ามิได้พูดอะไรนะ เมื่อครู่ล้วนเป็นวาจาเพ้อเจ้อทั้งสิ้น!”

เติ้งไป๋อวี๋และหลงจู๊จางเห็นฝูลี่หวาดเกรงทางการถึงเพียงนี้ ต่างก็ได้แต่มองหน้ากันนิ่งอึ้งไปนานแสนนาน

ในใจเติ้งไป๋อวี๋อดมิได้ที่จะนึกดูแคลน: คนขี้ขลาดเช่นนี้ คู่ควรกับตำแหน่งประมุขตระกูลฝูรึ! ช่างน่าเสียดาย... น่าเสียดายที่สองพ่อลูกสกุลฝูเว่ยต้องจบสิ้นลงไป—

ความอัดอั้นตันใจของเติ้งไป๋อวี๋ยากจะพรรณนา หากสองพ่อลูกฝูเว่ยยังอยู่ มีหรือจะเกรงกลัวหลี่ฟู่? มือของทางการจะยาวเพียงใด ก็มิอาจเอื้อมมาบิดเบือนการค้าได้โดยไร้สาเหตุ!

ทุกท่าน... อะแฮ่ม ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำแล้ว หากพวกท่านมิมีธุระอันใดแล้วละก็...” ฝูลี่ยิ้มพลางกล่าว “พวกท่านคงมีงานต้องจัดการ ข้ามิขอรั้งไว้แล้ว!”

เติ้งไป๋อวี๋และหลงจู๊จางจะเอ่ยอันใดได้อีก? ทั้งคู่ทำได้เพียงลากสังขารอันหดหู่ออกมา

พลันนั้นหลงจู๊จางหยุดฝีเท้า หันไปถามฝูลี่ว่า “นายท่านฝู มิทราบว่าพ่อค้าเจ้าใดที่มีความสามารถมหาศาลพอจะรับช่วงการค้าแทนสกุลเติ้ง ท่านพอจะแจ้งให้ทราบได้หรือไม่?”

ฝูลี่หัวเราะเบาๆ “ท่านอาจางเอ๋ย บางคราท่านก็ฉลาดนัก แต่บางครากลับเลอะเลือนเหลือเกิน! เรื่องนี้... ยังต้องให้ข้าตอบอีกรึ?”

พลันนึกถึงชื่อ เหลียนฟางโจว ขึ้นมาได้ หลงจู๊จางก็ได้แต่ยิ้มขื่น สุดท้ายก็มิมีวาจาใดจะเอ่ยอีก เขาประสานมือคารวะลาพร้อมกับเติ้งไป๋อวี๋

ท่านอาจาง ยามนี้เราควรทำอย่างไร!” เติ้งไป๋อวี๋ร้อนรนถึงที่สุดแล้ว ฝั่งหนึ่งคือใบชา ผ้าไหม และเครื่องปั้นดินเผาที่กองพะเนินอยู่ในคลัง อีกฝั่งคือพ่อค้าที่รอรับสินค้าต่างแดน สินค้าออกไม่ได้ สินค้าใหม่เข้าไม่ได้ ช่างน่ากระวนกระวายใจยิ่งนัก!

หลงจู๊จางยิ้มขื่น พลางทอดถอนใจ “หากผู้น้อยเดามิผิด อีกไม่นานย่อมมีคนมาหาท่านถึงที่ด้วยตนเอง นายน้อยควรจะ... เฮ้อ!”

จริงรึ?” เติ้งไป๋อวี๋ดีใจจนเนื้อเต้น “ใครกัน? ใครจะมา?”

หลงจู๊จางยิ้มขื่นอย่างเวทนา “อย่าเพิ่งรีบดีใจไปเลย ข้าเกรงว่านายน้อยอาจจะมิอยากเห็นหน้าฝ่ายตรงข้ามเสียมากกว่า!”

ในขณะที่เติ้งไป๋อวี๋ยังคงยืนนิ่งอึ้งประดุจวิญญาณหลุดลอย หลงจู๊จางก็เดินจากไปอย่างท้อแท้สิ้นหวังเสียแล้ว

เป็นไปตามคาด... วันรุ่งขึ้น หลงจู๊จี้ ยอดคนใต้บังคับบัญชาของเหลียนฟางโจวก็รุดมาหาถึงที่ แจ้งเจตจำนงว่ายินดีรับช่วงสินค้าทั้งหมดในโกดังของสกุลเติ้งไว้เอง ส่วนเรื่องราคานั้น... จะรับซื้อตามราคาทุนจากแหล่งผลิต! ส่วนค่าขนส่ง ค่าแรงงานคนขับรถ รวมถึงค่าจัดการต่างๆ ระหว่างทางนั้น สกุลเติ้งต้องเป็นผู้แบกรับเอาเอง

เติ้งไป๋อวี๋ระเบิดโทสะออกมาทันที!

เคยเห็นคนรังแกกันมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นใครรังแกกันหน้าด้านๆ เช่นนี้! เขาไม่รอช้า สั่งคนให้ไล่หลงจู๊จี้ออกไปให้พ้นหน้า

หลงจู๊จี้มิได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย กลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีพลางกล่าวเนิบๆ ว่า "ยามนี้นายน้อยเติ้งกำลังอยู่ในโทสะ ข้าผู้เฒ่าก็มิลำบากใจจะเอ่ยสิ่งใดต่อ! ข้าขอตัวลาก่อน หากนายน้อยคิดตกเมื่อใดก็ไปหาข้าได้ที่เดิม ขอบอกไว้ก่อน... ข้าให้เวลาเพียงสองวันเท่านั้น หากพ้นสองวันข้ายังมิเห็นนายน้อย ข้าผู้เฒ่ามีธุระด่วนต้องลาจากเมืองเฉวียนโจวชั่วคราว! นายน้อยเติ้งเอ๋ย ทำการค้าต้องเน้นความปรองดองถึงจะมั่งคั่ง ข้าเชื่อว่านายน้อยย่อมคิดตกในที่สุด!"

"รังแกกันเกินไปแล้ว!" เติ้งไป๋อวี๋บันดาลโทสะ สะบัดแขนเสื้อปัดพู่กัน แท่นหมึก กระดาษ และสมุดบัญชีบนโต๊ะจนร่วงกราวลงพื้น ทั้งยังทุบทำลายข้าวของอีกหลายชิ้น กว่าอารมณ์จะค่อยๆ สงบลงก็ล่วงเข้ายามค่ำคืน

ยามค่ำ... หลงจู๊จางจึงค่อยๆ ก้าวเข้ามาพบเติ้งไป๋อวี๋

เติ้งไป๋อวี๋ย่อมรู้ดีว่าเขามาด้วยเหตุใด หลังจากระบายโทสะไปค่อนวันจนยามนี้สงบจิตใจลงได้ ความขัดแย้งในอกกลับยิ่งรัดรึงแน่นหนา แต่มิมีความวู่วามประดุจเปลวไฟที่โพล่งออกมาในคราแรกอีกแล้ว

และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงยิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งกว่าเก่า

"ท่านอาจาง ครานี้... สกุลเติ้งของเราต้องจบสิ้นลงแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่!" เติ้งไป๋อวี๋ยิ้มขื่นพลางทอดถอนใจ แววตาหม่นแสงของเขานั้นช่างน่าเวทนาจนมิอาจมองตรงๆ

วาจาของหลงจู๊จี้นั้น แม้มิได้หวังดีและจงใจจะขูดเลือดขูดเนื้อสกุลเติ้งอย่างหนัก ทว่า... หากเทียบกับการต้องสูญเสียจนหมดตัวสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ก็นับว่ายังดีกว่ามาก!

เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่า นอกจากหลงจู๊จี้แล้ว ย่อมมิมีใครมีกำลังพอจะรับซื้อสินค้ามหาศาลนี้ได้ในคราวเดียว และเขายังรู้อีกว่า ทันทีที่หลงจู๊จี้ได้สินค้าไป ก็คงจะหันหลังกลับไปขายต่อให้สกุลฝูทันที!

ต้องมาลงแรงเป็นคนใช้ตัดชุดเจ้าสาวให้ผู้อื่น เรื่องนี้มิใช่เพียงแค่กำไรหรือขาดทุน แต่มันคือศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่! และนี่คือสิ่งที่เติ้งไป๋อวี๋ไม่อาจยอมรับได้มากที่สุด!

หากยอมทำสัญญากับหลงจู๊จี้จริงๆ ต่อไปร้านค้าของสกุลเติ้งในเฉวียนโจวจะยังมีหน้าชูคออยู่ได้อย่างไร?

ทว่าหากมิทำ สินค้าเหล่านี้มีมูลค่าสูงถึงสามแสนกว่าตำลึง! ทั้งยังต้องรีบแปรเป็นเงินสดเพื่อไปชำระหนี้สินที่ค้างคาไว้อีก!

ในยามที่สกุลเติ้งระส่ำระสายจนต้อง "รื้อกำแพงตะวันออกไปอุดกำแพงตะวันตก" - การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบพัลวัน) เช่นนี้ เงินสดสามแสนตำลึงมิใช่จำนวนน้อยๆ เลย

หลงจู๊จางมองเขาด้วยความเวทนาพลางถอนใจ "นายน้อย ผู้น้อยรู้ว่าท่านย่อมปวดใจยิ่งนัก ทว่า... ในฐานะพ่อค้า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีสติเยือกเย็น ยอมรับความจริง และตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ยามที่นายท่านไม่อยู่ ท่านคือเจ้าบ้าน ท่านต้องเป็นผู้กำหนดชะตากรรมนี้เอง"

เรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ เขาทำได้เพียงคอยเตือนสติอยู่ข้างๆ มิอาจสอดมือเข้าไปตัดสินใจแทนได้

เติ้งไป๋อวี๋ตกอยู่ในความเงียบงัน... ระหว่าง "หน้าตา" กับ "ความอยู่รอด" เขาเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทว่าหน้าตาของเขานั้นถูกเหยียบย่ำจนยับเยินไปนานแล้ว จะเหลือรอยแผลเพิ่มอีกสักแห่งจะเป็นไรไป

เมื่อเขาตัดสินใจเอ่ยปากยอมรับความอัปยศนี้ในที่สุด ในใจของหลงจู๊จางเองก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเช่นกัน

 

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1343 บ่ายเบี่ยง

 

บทที่ 1343 บ่ายเบี่ยง

นายน้อยโปรดสงบใจก่อน” หลงจู๊จางเห็นท่าทีวู่วามของเขาก็ลอบผิดหวังในใจเล็กน้อย ทว่ายังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง “อดทนต่อโทสะเพียงชั่วคราวหาใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง! ยามที่กิจการสกุลเติ้งยังมิรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ นายท่านก็เคยข่มใจอดทนต่อคำดูหมิ่นมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร? สุดท้ายผู้ชนะก็คือนายท่านมิใช่หรือ! ยามนี้ก็เช่นกัน วาจาตัดพ้อด้วยความโกรธเคืองเช่นนั้นนายน้อยอย่าได้เอ่ยออกมาอีก วันหน้าเราค่อยหาทางปลีกตัวจากสกุลฝูได้ ทว่ายามนี้ นอกจากสกุลฝูแล้ว จะมีผู้ใดรับซื้อสินค้ามหาศาลขนาดนี้ไหว? และจะมีผู้ใดจัดหาพรรณสินค้าที่เราต้องการได้ครบถ้วนเล่า?”

ท่านกล่าวได้ถูกต้อง!” เติ้งไป๋อวี๋ระบายลมหายใจยาว สงบสติอารมณ์ลงก่อนจะประสานมือคารวะหลงจู๊จาง “เมื่อครู่ข้าใจร้อนเกินไป ขออาอาวุโสจางโปรดให้อภัยด้วย!”

การที่จะรั้งตำแหน่งหลงจู๊ใหญ่ในเมืองสำคัญอย่างเฉวียนโจวได้ ย่อมต้องเป็นขุนพลคู่ใจที่ร่วมบุกเบิกกิจการมาพร้อมกับนายท่านเติ้ง หากนับตามลำดับอาวุโส เติ้งไป๋อวี๋ย่อมถือเป็นรุ่นลูกหลาน

นายน้อยโปรดอย่าทำเช่นนี้ ผู้น้อยมิกล้ารับ!” หลงจู๊จางรีบคารวะตอบ

ท่านรับได้แน่นอน!” เติ้งไป๋อวี๋ฝืนยิ้มพลางถามต่อ “ตามความเห็นของท่าน เราควรทำอย่างไร? หรือว่า... ยังต้องไปอ้อนวอนสกุลฝูอีก?”

แม้จะสดับถึงความขัดเคืองและไม่ยินยอมในน้ำเสียงนั้น ทว่าหลงจู๊จางกลับทอดถอนใจพลางพยักหน้า “นายน้อย ยามนี้เราเหลือเพียงเส้นทางเดียว คือต้องอ้อนวอนสกุลฝู!”

แต่ท่าทีของเจ้าบ้านฝูเมื่อวานท่านก็เห็นแล้ว” เติ้งไป๋อวี๋ขมวดคิ้ว “ในเมื่อเขาจงใจยั่วยุข้าเพื่อตัดบทสนทนา เห็นชัดว่าเขาไม่มีใจจะทำการค้ากับเราต่อ แม้เราจะยอมลดตัวลงไปอ้อนวอน เขาจะยอมเปลี่ยนใจรึ?”

อย่างไรก็ต้องลองดู!” น้ำเสียงหลงจู๊จางหนักแน่นเด็ดขาด “เพียงแต่นายน้อยต้องยอมลำบากใจเสียหน่อย ลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง เอ่ยวาจาสละสลวยเอาใจเขาให้มากเข้าไว้ อย่างไรเสียสองตระกูลก็ค้าขายกันมานาน... โบราณว่าไว้ 'ผู้มียิ้มละไมย่อมมิถูกตบหน้า' เขาคงไม่ใจจืดใจดำทำกันถึงที่สุดกระมัง!”

เติ้งไป๋อวี๋ครุ่นคิดจนถ้วนถี่ก็ยังมิต่อเห็นหนทางอื่น แม้ในใจจะขัดขืนเพียงใดก็ทำได้เพียงพยักหน้าทอดถอนใจยอมรับคำแนะนำนั้น

ทว่าในวันต่อมา เมื่อทั้งคู่เดินทางมาขอเข้าพบ คนเฝ้าประตูกลับแจ้งว่านายท่านฝูออกไปข้างนอกเสียแล้ว คาดว่าคงกลับดึก รบกวนให้ทั้งสองมาใหม่ในวันหน้า

เหล่ายอดคนในวงการค้าขาย หากเชื่อคำพูดเช่นนี้ก็คงกลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา

สีหน้าเติ้งไป๋อวี๋พลันเปลี่ยนสี เตรียมจะอาละวาดอีกครา ทว่าหลงจู๊จางกลับรั้งแขนเสื้อเขาไว้พลางแย้มยิ้ม “มิเป็นไร ในเมื่อท่านไม่อยู่ พวกเราก็ไม่มีธุระอื่นใด ขอรออยู่ที่นี่สักครู่แล้วกัน!”

เมื่อเห็นหลงจู๊จางยืนกรานเช่นนั้น เติ้งไป๋อวี๋จึงทำได้เพียงยินยอมตามน้ำ

คนเฝ้าประตูคาดไม่ถึงว่าทั้งสองจะไม่ยอมไป จึงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะประจบยิ้ม “หากนายน้อยทั้งสองมิรังเกียจ เชิญเข้าไปนั่งรอในห้องพักแขกหน้าประตูเถิด! อย่างไรก็นับว่าดีกว่ายืนตากแดดตากลมอยู่ข้างนอกนี้!”

หากปล่อยให้บุตรชายตระกูลใหญ่มายืนเฝ้าหน้าประตูเช่นนี้ หากนายท่านฝูรู้เข้า ตนคงมิต้นพ้นถูกลงทัณฑ์

ให้พวกเราไปรอที่ห้องคนเฝ้าประตูรึ!” เติ้งไป๋อวี๋รู้สึกเลือดลมฉีดพล่านขึ้นถึงสมอง ทว่าหลงจู๊จางกลับประสานมือยิ้มร่าพลางขอบคุณ “ขอบใจมาก! น้องชายท่านนี้ช่างเป็นคนมีน้ำใจแท้ๆ!”

กล่าวจบก็ลากตัวเติ้งไป๋อวี๋เข้าไปข้างใน

ตระกูลฝูนั้นมั่งคั่งเหลือคณา แม้แต่ห้องคนเฝ้าประตูก็ยังกว้างขวางใหญ่โต ภายในยังแบ่งพื้นที่เป็นห้องน้ำชา มีตั่งยาวและโต๊ะเก้าอี้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะเป็นเครื่องเรือนไม้ธรรมดา ทว่าก็สะอาดสะอ้านไร้ที่ติ

เติ้งไป๋อวี๋สะบัดชายเสื้อนั่งลง คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความอัดอั้น ทอดถอนใจพลางเอ่ย "ข้าเป็นถึงนายน้อยใหญ่สกุลเติ้ง ท่านเองก็เป็นหลงจู๊ใหญ่แห่งสาขาที่หนึ่ง ยามนี้ต้องบากหน้ามาอ้อนวอนคนอื่นยังไม่พอ กลับต้องมานั่งรออยู่ในห้องน้ำชาพรรค์นี้ ช่างน่า..."

กาลก่อนเป็นฝ่ายสกุลเติ้งที่เพียรพยายามร้องขอเพื่อขอทำสัญญาการค้า ยามนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร ฝ่ายนั้นกลับเล่นตัววางท่าเสียจนเกินพอดี

เรื่องนี้จะให้เติ้งไป๋อวี๋ยอมรับได้อย่างไร?

หลงจู๊จางเพียงยิ้มบางๆ รินน้ำชาส่งให้เติ้งไป๋อวี๋พลางกล่าว "เชิญ" เติ้งไป๋อวี๋รับถ้วยชามาเพียงชำเลืองมองน้ำชาสีเหลืองขุ่นเข้มนั้นคราหนึ่ง ก็วางลงบนโต๊ะข้างกายด้วยความนึกรังเกียจ

หลงจู๊จางกลับรินน้ำชาให้ตนเองอย่างไม่รีบร้อน นั่งลงด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น จิบชาสองสามคำแล้วยิ้มกล่าว "นายน้อยโปรดสงบใจก่อน ท่าทีของคนเฝ้าประตูที่มีต่อเรานับว่าไม่เลวนัก ข้าคิดว่านายท่านฝูคงมิคิดตัดบัวไม่เหลือใย หากเขามิคิดทำเรื่องให้ถึงที่สุด พวกเราย่อมมีความหวัง! วันนี้ถือว่าเรามาถูกทางแล้ว"

เติ้งไป๋อวี๋แค่นเสียงฮึในลำคอ ถอนหายใจ "หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น! หากมิใช่เพราะวิกฤตยามนี้... ช่างเถิด! ในเมื่อมาแล้ว ต่อให้เขาจะถากถางหรือปั้นปึ่งเพียงใด ข้าจะยอมทนรับไว้เอง!"

"เช่นนั้นถึงจะถูก!" หลงจู๊จางกลัวที่สุดคือเขาจะบันดาลโทสะเหมือนเมื่อวาน หากเป็นเช่นนั้นก็มิเหลืออันใดให้เจรจาอีก ขอเพียงเขารู้จักอดกลั้น เรื่องนี้ย่อมมีความหวังเกินห้าส่วน

"เรื่องเล็กมิตัดใจ เรื่องใหญ่ย่อมพังภินท์ นายน้อยต้องจำคำของข้าให้มั่น!" หลงจู๊จางย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเคร่งขรึม

เติ้งไป๋อวี๋ใจสั่นสะท้าน รีบพยักหน้า "ข้าขอรับฟังคำชี้แนะ ท่านอาจาง!"

ทั้งสองเฝ้ารออยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง จากเที่ยงล่วงเข้าสู่ช่วงยามเซิน (๑๕.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.) ไปถ่ายทุกข์ก็สามสี่หน ดื่มชาไปหลายกา ทั้งยังต้องกินหมั่นโถวที่คนเฝ้าประตูส่งมาให้ในยามเที่ยงเพื่อประทังความหิว ในที่สุดก็ได้ข่าวว่านายท่านฝูกลับถึงจวนแล้ว

หลงจู๊จางระบายลมหายใจยาว: "ในที่สุดก็มิได้รอเสียเปล่า!"

เติ้งไป๋อวี๋เองก็ข่มความเหนื่อยล้าเรียกขวัญกำลังใจคืนมา นี่หมายความว่านายท่านฝูถูกความจริงใจของพวกเขาทำให้หวั่นไหวแล้วใช่หรือไม่?

ทั้งสองเดินตามบ่าวรับใช้ไปยังห้องหนังสือเพื่อพบหน้าฝูลี่

ทว่าฝูลี่ยังคงมีท่าทีเพิกเฉยเย็นชาดุจเดิม ทั้งห่างเหินและไร้เยื่อใย วาจาที่เอ่ยออกมาหากมิใช่การพูดอ้อมค้อมไม่เข้าเป้า ก็เป็นการเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น หรือกระทั่งแสร้งทำเป็นมิได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดเสียเฉยๆ!

สถานการณ์เช่นนี้จะเจรจาความอันใดได้! เพลิงโทสะพลันลุกโชนในอกเติ้งไป๋อวี๋ สีหน้าขรึมลง เขาตัดสินใจจ้องมองฝูลี่ตรงๆ ก่อนจะประสานมือเอ่ย "นายท่านฝู ตระกูลเราสองมิใช่เพิ่งจะค้าขายกันเป็นคราแรก ชื่อเสียงสกุลเติ้งท่านยังมิมั่นใจอีกหรือ? หากมีเรื่องอันใดลำบากใจก็จงเอ่ยมาตรงๆ จะได้ปรึกษาหารือกันได้ ท่านเอาแต่พูดบ่ายเบี่ยงเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกันแน่?"

หลงจู๊จางรีบประสานมือยิ้มประจบเสริมว่า "นั่นสินายท่านฝู ท่านมีข้อเรียกร้องอันใดก็เสนอมาเถิด เราจะได้หารือกัน ผู้น้อยขอเอ่ยคำล่วงเกิน กองเรือสกุลฝูคงมิอยากแล่นไปเสียเที่ยวกระมัง? จะมีพ่อค้าสักกี่รายที่จัดหาปริมาณสินค้ามหาศาลได้เท่าสกุลเติ้ง และจะมีพ่อค้าคนไหนรับช่วงสินค้าต่างแดนได้คราวละมากๆ เช่นเรา? การค้านี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกันโดยแท้ เหตุใดจู่ๆ ถึงได้... หึๆ พูดตามตรง เราเคยมีสัญญาร่วมกันไว้นะขอรับ!"

เมื่อเห็นฝูลี่เพียงแต่ยิ้มละไมอย่างเนิบช้า เติ้งไป๋อวี๋ยิ่งขุ่นเคือง น้ำเสียงจึงเริ่มเย็นชาขึ้น "จะเอาอย่างไรก็ขอคำตอบที่ชัดเจนเถิด! พวกเราจะได้ไม่ต้องมาคอยรบกวนท่านให้รำคาญใจอีก!"

ฝูลี่ทอดถอนใจยาว พลางแบมือยิ้มอย่างอ่อนใจ "ในเมื่อพวกท่านก็รู้ว่าเป็นเรื่องลำบากใจที่จะเอ่ย แล้วจะถามไปไย? ข้าขอเตือนว่าอย่าถามต่อเลยจะดีกว่า! ส่วนเรื่องสัญญานั้น... พวกท่านคิดจะยกเรื่องนี้มาบีบคั้นข้าจริงๆ หรือ ท่านมั่นใจหรือว่าจะชนะความข้าได้?"

 

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1342 เมืองเฉวียนโจว

 

บทที่ 1342 เมืองเฉวียนโจว

คำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ทำเอาเติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงทั้งอับอายทั้งเดือดดาล พลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ: นางพูดเช่นนั้นได้อย่างไร! นี่มิใช่การไปขอขมา แต่นี่คือการไปหยามน้ำหน้าผู้คนชัดๆ!

เมื่อมาถึงหน้าจวนสกุลหลี่ เติ้งไป๋อวี๋สั่งให้คนคุมตัวเติ้งเมิ่งหานและสาวใช้ขึ้นรถม้า ก่อนจะรีบประสานมือแย้มยิ้มให้คนเฝ้าประตู “น้องสาวข้าไร้มารยาท ช่างน่าละอายนัก! พวกข้าพี่น้องปรารถนาจะขอเข้าพบใต้เท้าหลี่เพื่อแสดงความขอขมา รบกวนท่านช่วยไปแจ้งความให้ทีเถิด!”

เติ้งไป๋ทงนัยน์ตาเป็นประกาย รีบสำทับว่า “ใช่ๆ! เรื่องนี้เป็นเพราะพวกข้าพี่น้องเลินเล่อ สมควรอย่างยิ่งที่จะมาขอขมาใต้เท้าหลี่ รบกวนพี่ชายท่านนี้ช่วยเป็นธุระแจ้งให้ทราบด้วย”

กล่าวจบ เขาก็ถอดแหวนไพฑูรย์ (ตาแมว) จากนิ้วกลางส่งให้ด้วยรอยยิ้มประจบ

ทว่าคนเฝ้าประตูกลับก้าวถอยหลังพลางเบี่ยงตัวหลบ พลางหัวเราะแห้งๆ “คุณชายเติ้ง ท่านอย่าได้หาเรื่องให้ข้าน้อยเลย ยามนี้ใต้เท้ากำลังโมโหสุดขีด ข้าน้อยมิกล้าไปขวางทางปืนหรอก! ต่อให้มีเงินทองมากมายเพียงใด ก็ต้องมีชีวิตอยู่ใช้ถึงจะนับว่าดี ท่านว่าจริงหรือไม่?”

เติ้งไป๋ทงถึงกับชะงักงัน ยามถอดแหวนวงนี้เขายังนึกเสียดายใจแทบขาด ทว่ายามนี้กลับรู้สึกเหมือนถือถ่านร้อนไว้ในมือ

เอ่อ... ที่ท่านว่ามาก็มีเหตุผล!” เติ้งไป๋อวี๋รีบดึงมือพี่ชายไว้พลางฝืนยิ้ม “เช่นนั้นอีกสองวันพวกเราค่อยมาเยี่ยมเยียนใหม่ ลาก่อน! รบกวนแจ้งใต้เท้าให้วางใจ เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นเป็นคราวที่สองอย่างแน่นอน!”

เมื่อคนสกุลเติ้งจากไปอย่างอัปยศ เหลียนฟางโจวก็ลอบถอนใจยาว นางฟังหงอวี้เล่าความอย่างละเอียดพลางนึกขัน “ข้าก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าใต้เท้าของเราจะมีฝีปากคมคายถึงเพียงนี้! อืม... วันหน้าหากเจอเรื่องเช่นนี้อีก ให้ใต้เท้าออกหน้าจัดการก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้เบาแรงลงบ้าง!”

หงอวี้หัวเราะพลางว่า “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฮูหยิน ต่อให้ยากเย็นเพียงใดใต้เท้าย่อมต้องรุดหน้าจัดการเองเจ้าค่ะ! สกุลเติ้งรนหาที่ตายแท้ๆ ถึงกล้ามาหาเรื่องฮูหยิน ที่สำคัญ... คนที่มาดันเป็นแม่นางเติ้งเมิ่งหานผู้นั้นเสียได้!”

ทางด้านเติ้งฮูหยิน เมื่อเห็นบุตรสาวก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางเหม่อลอยวิญญาณหลุดลอยก็นึกสงสาร นางเรียก “หานเอ๋อร์!” คำหนึ่ง น้ำตาก็ไหลพรากออกมา

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสีหน้ามืดครึ้ม ทั้งสองไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว เดินปั้นปึ่งจากไป ทิ้งให้สองแม่ลูกยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

เติ้งเมิ่งหานปล่อยโฮออกมาดังสนั่น พลางคร่ำครวญ “ท่านแม่! ท่านแม่! พี่ใหญ่กับพี่รองต้องโกรธข้าแน่ๆ ข้าช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้เลย!”

โธ่ลูกเอ๋ย เจ้าทำเต็มที่แล้ว! เจ้าทำดีที่สุดแล้ว!” เติ้งฮูหยินลูบไหล่บุตรสาวเบาๆ ปลอบประโลมทั้งน้ำตา

เติ้งฮูหยินโอบกอดบุตรสาวไว้พลางสะอื้นไห้ "แม่จะไม่ยอมให้เจ้าต้องทำเช่นนี้อีก! จะไม่มีคราวหน้าเป็นอันขาด! พี่ชายของเจ้าน่ะหรือ ช่าง..."

นางทอดถอนใจยาว "เจ้าก็อย่าได้ผูกใจเจ็บพวกเขานักเลย พวกเขาก็ไร้ซึ่งหนทางแล้วจริงๆ!"

เติ้งเมิ่งหานโศกเศร้าจนสุดจะกลั้น "ท่านแม่! ท่านพ่อถูกกุมตัวไว้ที่ศาลาว่าการจริงหรือเจ้าคะ? ใต้เท้าหลี่คิดจะทำอย่างไรกับท่านพ่อกันแน่ เมื่อใดท่านพ่อถึงจะได้กลับมา?"

เติ้งฮูหยินส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ "หากแม่รู้ก็คงดีหรอกลูกเอ๋ย! นี่เป็นเรื่องของบุรุษ แต่คนซวยกลับกลายเป็นพวกเราสตรีฝ่ายใน!"

นางคงลืมไปเสียสิ้นว่าหากมิใช่เพราะบุตรสาวนาง เรื่องราวมิต้องลุกลามถึงเพียงนี้ หากคำนี้เข้าหูเติ้งไป๋อวี๋หรือเติ้งไป๋ทง ทั้งสองคงกระอักเลือดตายด้วยความขุ่นเคือง!

ก่อนหน้านี้ สองพี่น้องเพียรขอเข้าพบหลี่ฟู่หลายคราแต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย มาวันนี้แม้จะใช้อุบายเดิมก็ยังไร้ผล

ทั้งสองย่อมตระหนักดีว่าหลี่ฟู่มิได้มีเจตนาจะปรองดองกับสกุลเติ้ง และมิคิดจะพบหน้าพวกตนแม้แต่น้อย

ยามนี้ทำได้เพียงลอบสืบข่าว หากพบร่องรอยว่าบิดาถูกกักขังอยู่ในจวนหลี่จริง ย่อมมีหนทางบีบให้เขาปล่อยคน

อีกทางหนึ่งคือต้องกัดฟันประคองกิจการ ทำได้เท่าใดก็ต้องทำ กอบกู้มาได้เท่าใดก็ต้องเอา จะนิ่งดูดายปล่อยให้สกุลเติ้งล่มสลายไปต่อหน้ามิได้

ส่วนเรื่องเติ้งเมิ่งหานนั้น ทั้งคู่ไม่อยากจะเอ่ยถึงอีก!

จะโทษนางรึ? โทษนางแล้วจะมีประโยชน์อันใด?

มารดาแสดงท่าทีปกป้องนางอย่างชัดเจน ยามนี้คงกำลังโอ๋นางและบ่นพ้อแทนความน้อยเนื้อต่ำใจของนางอยู่ พวกเขาจะไปทำอะไรนางได้?

หากก่อเรื่องวุ่นวายจนในบ้านไม่สงบ จะมิยิ่งโกลาหลไปกว่าเดิมหรือ? ยามนี้พวกเขามีเรี่ยวแรงที่ไหนไปรับมือ และหากชื่อเสียงเรื่องเป็นบุตรอกตัญญูต่อมารดาแพร่ออกไป ย่อมมิต่างกับการเติมน้ำแข็งลงบนหิมะ (ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้าย)

เมื่อคำนวณจากกำหนดการเดินทาง ขบวนสินค้าขนาดใหญ่ทั้งใบชา เครื่องปั้นดินเผา และงานปักอันประณีต กำลังจะถูกส่งไปยังเมืองเฉวียนโจวเพื่อขายให้ตระกูลฝู ขณะเดียวกันก็จะรับเครื่องเทศจากต่างแดน เช่น กานพลู อบเชย พริกไทย รวมถึงพลอยแดงพลอยน้ำเงิน น้ำหอม และกระจกเงาจากตะวันตกกลับมากระจายสินค้า

แต่เดิมเรื่องเหล่านี้มิต้องถึงมือพ่อลูกสกุลเติ้ง เพียงตรวจตราปีละสองคราในยามที่มีการค้าใหญ่ก็พอ เนื่องจากบรรดาหลงจู๊ (ผู้จัดการ) ต่างชำนาญงานดีอยู่แล้ว

ทว่ายามนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป สองพี่น้องปรึกษากันแล้วเห็นควรให้เติ้งไป๋อวี๋คุมขบวนไปด้วยตนเอง เพื่อถือโอกาสผูกมิตรกับ 'ฝูลี่' ประมุขตระกูลฝูไว้ หากบิดามิอาจกลับมาได้จริง ความสัมพันธ์กับตระกูลฝูจะได้ไม่ขาดสะบั้น

ทว่าเมื่อเติ้งไป๋อวี๋เดินทางไปถึงเฉวียนโจวและเข้าพบฝูลี่ ฝ่ายนั้นแม้จะยอมให้พบแต่กลับอึกอักยามเอ่ยถึงเรื่องการซื้อขายสินค้า

เติ้งไป๋อวี๋ลางสังหรณ์ใจไม่ดี จึงยิ่งเร่งรัดขอคำตอบที่ชัดเจน หวังจะลงนามในสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว

แต่ฝูลี่กลับลื่นไหลประดุจปลาไหล เอ่ยเรื่องอื่นกลบเกลื่อน มิยอมรับปากเรื่องการค้าแม้แต่น้อย

เติ้งไป๋อวี๋วู่วามจนคุมอารมณ์ไม่อยู่ พลั้งปากเอ่ยวาจาล่วงเกิน สีหน้าฝูลี่พลันมืดครึ้ม สะบัดชายเสื้อลุกขึ้นอ้างว่า "มีธุระด่วน" แล้วสั่งบ่าวให้ส่งแขกทันที มิสนใจเสียงเรียกอย่างร้อนรนของเติ้งไป๋อวี๋แม้แต่นิด

เติ้งไป๋อวี๋คิดจะตามไปแต่ถูกบ่าวสกุลฝูขวางไว้ แล้วเชิญตัวออกไปอย่างสุภาพแต่หนักแน่น เขาจึงทำได้เพียงเดินจากมาพร้อมกับหลงจู๊จางด้วยความหดหู่

เมื่อพ้นจากจวนสกุลฝู หลงจู๊จางถอนใจพลางเตือนว่า "นายน้อยไม่ควรวู่วามเช่นนั้นเลย ผู้น้อยขอเอ่ยคำล่วงเกิน สถานการณ์ยามนี้มิเหมือนเก่า การที่ท่านทำเช่นนี้ มิต่างจากการยื่นข้ออ้างให้ใต้เท้าฝูถึงมือหรอกหรือ?"

ที่แท้ข่าวเรื่องบิดาหายตัวไปก็แพร่มาถึงเฉวียนโจวแล้ว! เติ้งไป๋อวี๋ได้แต่ยิ้มขื่น พลางนวดขมับด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า "ข้าเองก็ร้อนรนจนเลอะเลือนจึงปากไวไปหน่อย! ทว่าตาเฒ่าฝูนั่นก็ดูถูกคนเกินไปนัก! จะมิให้ข้าโมโหได้อย่างไร! เหอะ หากมิใช่เพราะวันนี้สกุลเติ้งประสบภัย ข้าผู้นี้มีหรือจะมาอ้อนวอนเขา!"

หลงจู๊จางมองเติ้งไป๋อวี๋ด้วยสายตาราบเรียบ ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง "ในเมื่อนายน้อยรู้ตัวว่ามาเพื่ออ้อนวอนเขา แล้วเหตุใดถึงยังวางใจไม่ลง? ผู้น้อยมองดูอยู่ด้านข้างเห็นชัดแจ้งว่า ใต้เท้าฝูจงใจยั่วยุให้ท่านโกรธ เพื่อหาจังหวะปฏิเสธการค้าครานี้! ผู้น้อยส่งสายตาให้ท่านตั้งหลายครา แต่น่าเสียดายที่ท่านมิสังเกตเห็นเลย... เฮ้อ!"

"ท่านว่ากระไรนะ?" เติ้งไป๋อวี๋ชะงักงัน ไม่อยากจะเชื่อหู "ท่านจะบอกว่า... เขาตั้งใจยั่วยุข้า เพื่อที่จะได้ปฏิเสธข้าอย่างนั้นรึ!"

"ขอรับ!"

"ช่างสามหาวนัก!" เติ้งไป๋อวี๋รู้สึกเหมือนมีไฟสุมทรวง ความอัดอั้นตันใจ ความโกรธแค้น ความเหนื่อยล้า และความสิ้นหวังที่สะสมมาหลายวันพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกัน เขาแผดเสียงด่าทอด้วยความอัปยศ "พวกสุนัขมองคนต่ำต้อย! คิดจริงๆ หรือว่าหากขาดพวกมันไปแล้ว สกุลเติ้งของข้าจะสิ้นชื่ออยู่ต่อมิได้!"

 

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1341 ฉลาดแต่กลับถูกความฉลาดเล่นงาน

 

บทที่ 1341  ฉลาดแต่กลับถูกความฉลาดเล่นงาน

ใครบอกว่าจะปล่อยให้คนมาดูหมิ่นดูแคลนกันเล่า?” หลี่ฟู่แย้มยิ้มพลางโอบนางกลับไปนั่งลง มือประคองไหล่บางไว้อย่างทะนุถนอม “เจ้าพักผ่อนอยู่ในห้องให้ดีเถิด เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องไปเผชิญเรื่องพรรค์นี้ หากเจ้าโมโหจนกระทบกระเทือนถึงครรภ์ มิต้องเสียมากกว่าได้หรือ?”

ท่านน่ะหรือ?” เหลียนฟางโจวย่อมรู้ดีว่าสตรีมีครรภ์ห้ามถูกกระทบจิตใจ นางถอนใจอย่างขัดเสียไม่ได้ “ท่านจะไหวหรือ? อย่างไรท่านก็เป็นเจ้าเมือง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาก็คือภริยาของท่าน ไม่ว่าท่านจะทำเช่นไร ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาว่าเข้าข้างคนของตนเอง ท่านจะหาเรื่องใส่ตัวไปไย!”

วางใจเถอะ ข้ามิเปิดช่องให้ผู้ใดครหาได้หรอก!” หลี่ฟู่ยิ้มกว้างก่อนลุกขึ้นยืน สั่งความให้หงอวี้ดูแลนายหญิงให้ดี ส่วนตนเองนั้นสาวเท้าเดินออกไปอย่างองอาจ

เหลียนฟางโจวทำได้เพียงรอคอยอย่างกังวล

คุณหนูสามสกุลเติ้ง!” น้ำเสียงเย็นเยียบของหลี่ฟู่ดังขึ้นเหนือศีรษะ เติ้งเมิ่งหานสะท้านไปทั้งร่าง เสียงสะอื้นหยุดกะทันหัน นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างรวดเร็ว

พลันนึกขึ้นได้ว่าใบหน้าตนมีรอยแผลเป็น นางจึงรีบก้มหน้าลงด้วยความอัปยศ พยายามซุกงุดใบหน้าไว้กับอก

สองมือเนียนนุ่มกำหมัดแน่น เล็บแหลมคมจิกเข้ากลางฝ่ามือจนแดงฉานแทบกระฉูดเลือด แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย

ในใจนางมีเพียงความแค้น! แค้นเหลือคณา!

นางคือบุตรีสายตรงของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่ เป็นแก้วตาดวงใจของบิดามารดา ตระกูลมั่งคั่งประดุจเชื้อพระวงศ์ เหตุใดเขาจึงไม่ชายตาแลนางแม้เพียงนิด! เหตุใดเพียงตำแหน่งอนุเขายังมิยอมมอบให้นาง!

ขอเพียงได้อยู่เคียงข้าง ต่อให้ต้องเป็นเพียงสาวใช้คอยรับใช้ นางก็ยินยอมพร้อมใจ...

หลี่ฟู่กวาดสายตาคมปราบดุจกระบี่มองไปยังฝูงชน ผู้คนต่างพากันเงียบกริบโดยสัญชาตญาณ

เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

วาจาที่ไร้เยื่อใยนั้นปลุกเติ้งเมิ่งหานให้ตื่นจากภวังค์ความโศกเศร้า ความเย็นเยียบแล่นพล่านเข้าสู่หัวใจ ทำให้นางเริ่มแข็งขืนขึ้นมา

เติ้งเมิ่งหานสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยล่วงเกินฮูหยิน จึงมาขอให้ฮูหยินลงทัณฑ์เจ้าค่ะ!”

โอ้?” หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้น “เจ้าไปล่วงเกินฮูหยินตอนไหน เหตุใดเปิ่นกวน (ข้าผู้เป็นขุนนาง) ถึงมิรู้เรื่อง? ช่างประหลาดแท้! เจ้าล่วงเกินนาง แต่นางมิได้เอาความ เจ้ากลับเสนอหน้ามาถึงประตูบ้านเองเชียวหรือ?”

เติ้งเมิ่งหานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบกล่าว “ฮูหยินมิถือสา ย่อมเป็นวาสนาของข้าน้อย! ทว่า... ฮูหยินกลับกักขังบิดาของข้าน้อยไว้ ยามนี้ที่บ้าน...”

บังอาจ!” สีหน้าหลี่ฟู่พลันมืดครึ้ม ตวาดเสียงดังกึกก้อง “เจ้าว่ากระไร? ลองพูดใหม่อีกทีซิ? เจ้าหาว่าฮูหยินกักขังบิดาของเจ้าอย่างนั้นรึ!”

เสียงตวาดนั้นทำเอาผู้คนรอบข้างใจสั่นขวัญแขวน หลายคนเริ่มลอบหัวเราะเยาะ

ใครบ้างไม่รู้ว่าใต้เท้าและฮูหยินรักใคร่ปานจะกลืนกิน คุณหนูเติ้งผู้นี้คงเสียสติไปแล้วกระมัง ถึงกล้ากล่าวหาว่าฮูหยินกักขังนายท่านเติ้ง? ฮูหยินเป็นสตรีฝ่ายใน จะไปกักขังบุรุษ... แถมยังเป็นบุรุษมีอายุไว้ในเรือนได้อย่างไร เรื่องนี้หากแพร่ออกไปจะกลายเป็นเช่นไร!

คุณหนูเติ้งผู้นี้สมองคงเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ นอกจากจะกล้าพูดเช่นนี้ ยังกล้าพูดต่อหน้าใต้เท้าอีก มิต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย!

เติ้งเมิ่งหานเพิ่งได้สติว่าคำพูดของตนแฝงความนัยที่น่าอัปยศเพียงใด ใบหน้าพลันแดงก่ำ รีบร้อนละล่ำละลัก “ใต้เท้าโปรดเมตตา ข้าน้อย... ข้าน้อยมิได้หมายความเช่นนั้น ข้าน้อย—”

ไม่ต้องพูดแล้ว!” หลี่ฟู่ตัดบทอย่างเย็นชา “เปิ่นกวนก็ได้ยินเรื่องที่นายท่านเติ้งหายตัวไปเช่นกัน แต่คนในตระกูลเจ้ากลับไม่มีใครไปแจ้งความที่ศาลาว่าการ ในเมื่อราษฎรมิร้องเรียน ขุนนางย่อมมิอาจก้าวก่าย! แต่เจ้ากลับมาสาดโคลนใส่ฮูหยิน ใครสั่งสอนเจ้ากัน? อีกอย่าง พี่ชายทั้งสองของเจ้าเล่า? มารดาเจ้าเล่า? ตระกูลเติ้งปล่อยให้แม่นางน้อยที่ยังไม่ออกเรือนและไม่รู้ความเช่นเจ้า มาอาละวาดที่เรือนหลังของข้าได้อย่างไร? ข้าขอเตือนเจ้าไว้ ฮูหยินกำลังตั้งครรภ์และต้องการความสงบ หากนางเป็นอะไรไปแม้เพียงนิด ข้าจะเอาผิดที่เจ้าเพียงผู้เดียว!”

เหล่าจีนมุงเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ซุบซิบ ใช่แล้ว... สกุลเติ้งมิได้ไร้สิ้นผู้คน เหตุใดจึงปล่อยให้ดรุณีแรกรุ่นนางหนึ่งออกมาก่อหวอดสร้างเรื่อง? ช่างขัดต่อหลักเหตุผลยิ่งนัก เห็นทีเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอำพราง!

นางตั้งครรภ์อีกแล้วรึ!” เติ้งเมิ่งหานโพล่งถามออกไป แววตาที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย ผิดหวัง และร้าวรานนั้น ผู้ใดที่มีดวงตาย่อมมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่แถวหน้าเห็นเข้าก็ยิ่งนึกดูแคลน ที่แท้คุณหนูสามสกุลเติ้งผู้นี้จนถึงยามนี้ก็ยังมิตัดใจจากใต้เท้าหลี่! มิน่าเล่าพอได้จังหวะถึงรีบมาหาเรื่องฮูหยินหลี่ ช่าง... ไร้ยางอายสิ้นดี!

เติ้งเมิ่งหานสะกดกลั้นความขมขื่นในใจ เอ่ยตอบว่า “มิเกี่ยวกับท่านแม่และพี่ชายทั้งสอง! เป็นข้า... เป็นข้าที่แอบมาเอง!”

แอบมาอย่างนั้นรึ?” หลี่ฟู่แค่นเสียงเย็น “ต่อให้เป็นเช่นนั้น เจ้าที่เป็นเพียงสตรีในห้องหอ มีสิทธิ์อันใดมาโยนความผิดเรื่องบิดาหายตัวไปให้ฮูหยิน? เจ้าจะไปรู้อันใด หรือใช้เพียงความนึกคิดเพ้อเจ้อของตนเองตัดสิน? เปิ่นกวนคร้านจะถือสาหาความกับเจ้า! ทหาร... ไปสกุลเติ้ง บอกให้พี่ชายสองคนของนางมารับตัวกลับไป!”

พูดจบเขาก็จ้องเขม็งไปที่เติ้งเมิ่งหาน “หากมีคราวหน้า อย่าหาว่าเปิ่นกวนไร้เมตตา!”

หลี่ฟู่สะบัดหน้าจากไปทันที เหล่าเจ้าหน้าที่รีบเข้าสลายฝูงชนที่มามุงดู เหลือเพียงบ่าวสองคนยืนคุมตัวเติ้งเมิ่งหานไว้

เติ้งเมิ่งหานปล่อยโฮออกมา ร่างบางหมอบราบลงกับพื้นพลางร่ำไห้ “ใต้เท้าหลี่! ใต้เท้าหลี่! ผู้น้อยยินดีปรนนิบัติรับใช้เป็นวัวเป็นม้าเพื่อไถ่โทษ ขอใต้เท้าโปรดปล่อยท่านพ่อของข้าไปเถิด! ปล่อยเขาไปเถิด เรื่องนี้มิเกี่ยวข้องกับเขาจริงๆ!”

ทว่าหลี่ฟู่เดินไปไกลสุดกู่แล้ว มีหรือจะได้ยินเสียงคร่ำครวญของนาง บ่าวที่คุมอยู่ข้างๆ กระตุกมุมปากอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะยืนรอคนสกุลเติ้งด้วยท่าทีเฉยเมย

ทางด้านพี่ชายสกุลเติ้ง เมื่อเห็นคนจากศาลาว่าการมาถึงก็ใจหายวาบ พอได้ยินคำสั่งแกมบังคับให้ไปรับตัวเติ้งเมิ่งหาน หัวใจของทั้งคู่ก็เย็นเฉียบไปถึงขั้ว!

น้องสาวทำงานพลาดเสียแล้ว!

ภายใต้ความตื่นตระหนก ความโกรธแค้นก็พุ่งขึ้นมาแทนที่ มิน่าเล่าเขาถึงว่าบุตรสาวคือตัวล้างผลาญ! ยังมีดรุณีบ้านใดล้างผลาญได้เท่าบ้านเขาอีกหรือไม่? นางคงคิดจะผลาญทรัพย์สินสกุลเติ้งจนสิ้นซากถึงจะพอใจ!

ช่างเป็นพวกทำเรื่องดีไม่ได้ ทำเรื่องร้ายมีเหลือล้น! กระทั่งการแบกกิ่งหนามขอขมา นางยังทำเสียเรื่องถึงเพียงนี้!

ทั้งสองมิกล้าชักช้า สั่งเตรียมรถม้าพลางยื้อตัวเจ้าหน้าที่ที่มาแจ้งข่าวไว้ไม่ให้ไปไหน พร้อมลอบยัดเงินสินบนแลกกับการสอบถามความนัย

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้รับนัยมาจากหลี่ฟู่แล้ว จึงเอ่ยบอกอย่างตรงไปตรงมา “นายน้อยสกุลเติ้งทั้งสอง ปกติข้าเห็นพวกท่านออกจะเฉลียวฉลาด เหตุใดครานี้ถึงเลอะเลือนได้เพียงนี้? ปล่อยให้คุณหนูเติ้งไปอาละวาดได้อย่างไร! พวกท่านรู้หรือไม่นางพูดอันใด? พออ้าปากก็ปรักปรำว่าฮูหยินซ่อนตัวนายท่านเติ้งไว้ บีบให้ฮูหยินส่งตัวคนออกมา! ฟังดูซิว่ามันใช่คำพูดคนหรือไม่! หากคำนี้แพร่ออกไปจนคนเชื่อ ชื่อเสียงของฮูหยินมิป่นปี้หรือ? ใต้เท้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด? ที่ท่านมิลงมือลงไม้ในตอนนั้น ก็เพราะเห็นแก่หน้าสกุลเติ้งและเห็นว่านางยังไม่รู้ความดอกนะ! ยามนี้ฮูหยินตั้งครรภ์ได้สองเดือนเศษกำลังพักฟื้น หากนางได้รับความกระทบกระเทือนจนแท้งลูกขึ้นมา สกุลเติ้งเตรียมตัววิบัติได้เลย! ยามนี้คุณหนูสามยังรออยู่ที่นั่น พวกท่านอย่ามัวพูดมาก รีบตามข้าไปรับตัวนางกลับเถิด! แล้วจำไว้ว่าคุมตัวให้นางให้ดี อย่าให้นางแอบหนีออกมาได้อีก คราวหน้าคงมิโชคดีเช่นนี้แล้ว!”