บทที่ 1415 มิล้มเลิกความตั้งใจ
โจวปิ่งหมิงพลันมีความมั่นใจเพิ่มพูนขึ้น
เขาเอ่ยกับหลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้มถ่อมตนแฝงนัย “ใต้เท้าหลี่
ที่ท่านพ่อมีใจคิดการณ์เช่นนี้
ประการแรกเป็นเพราะยามนี้เชื้อพระวงศ์ปั่นป่วนวุ่นวาย
หากมิมีผู้ใดลุกขึ้นมาประคับประคองสถานการณ์ เกรงว่าเรื่องราวจะลุกลามจนเกินเยียวยา
ประการที่สอง ท่านพ่อเปี่ยมด้วยขุมกำลังและปัญญาอันล้ำเลิศ
ยามบ้านเมืองวิกฤตเช่นนี้จึงมควรปฏิเสธหน้าที่!
หากใต้เท้าหลี่ยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยท่านพ่อสักแรง เมื่อการใหญ่สำเร็จผล
แม้จะสถาปนาท่านเป็น 'อ๋องต่างแซ่' ก็ใช่ว่าจะเป็นไปมิได้! แผ่นดินสกุลโจวยังคงมั่นคง
ใต้เท้าหลี่ก็หาได้ชื่อว่าเนรคุณต่ออดีตฮ่องเต้ไม่!
ท่านพ่อกล่าวว่าเรื่องนี้สำคัญนัก มิกล้าบีบคั้นใต้เท้า
ขอให้ท่านโปรดตรึกตรองให้จงหนักและพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย”
เนิ่นนานกว่าหลี่ฟู่จะค่อยๆ เอ่ยปาก “ท่านอ๋องเมตตานัก
ทว่าหลี่ฟู่ผู้นี้หามีความสามารถถึงเพียงนั้นไม่ มิกล้ารับความไว้วางใจนี้จริงๆ!
ซื่อจื่อโปรดกลับไปเถิด เรื่องนี้อย่างไรเสียย่อมต้องให้คนในราชสกุลเป็นผู้ตัดสิน
มีหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและหย่งอ๋องเป็นที่ปรึกษา
หามิใช่เรื่องที่คนนอกอย่างหลี่ฟู่จะบังอาจสอดปาก!”
โจวปิ่งหมิงถึงกับหน้าสลดด้วยความผิดหวัง เขาตั้งท่าจะโน้มน้าวต่อ
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของหลี่ฟู่ที่เรียบเฉยเย็นชาจนเดาอารมณ์มิถูก
ประกอบกับที่นี่คือถิ่นของอีกฝ่าย เขาจึงจำต้องข่มใจฝืนยิ้มกล่าว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะนำความไปแจ้งท่านพ่อ มิรบกวนใต้เท้าหลี่แล้ว!
ทว่าท่านพ่อยังฝากไว้อีกประโยค...
ประตูวังจิ้งหนานอ๋องย่อมเปิดกว้างต้อนรับใต้เท้าหลี่เสมอ ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม!”
หลี่ฟู่มิได้ตอบรับวาจานั้น เพียงผายมือยิ้มละไม “ซื่อจื่อ... เชิญ!”
โจวปิ่งหมิงพยักหน้ายิ้มรับประสานมือลา
ก่อนจะเยื้องกรายจากไปอย่างสง่างาม
ครั้นตกดึกบนเตียงนอน
หลี่ฟู่จึงเล่าเรื่องนี้ให้เหลียนฟางโจวฟังอย่างรวบรัด
เมื่อเห็นนางฟังจนอ้าปากค้าง เขาก็ลอบยิ้มหยันที่มุมปากพลางเอ่ย “เจ้าก็ตกใจรึ? ตอนข้าได้ยินครั้งแรกก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้านี่แหละ!
นึกมิถึงจริงๆ ว่าจิ้งหนานอ๋องจะมีใจทะเยอทะยานถึงเพียงนี้!
อุตส่าห์ได้รับคำชมจากอดีตฮ่องเต้ว่าซื่อสัตย์ถ่อมตน
รัชทายาทเองก็ให้ความเคารพนักหนา พอนึกดูแล้วก็น่าขำสิ้นดี!”
“ก็มิแปลกนักหรอกเจ้าค่ะ!” หลังจากหายตกใจ เหลียนฟางโจวก็เริ่มได้สติ
นางยิ้มกล่าว “ผลประโยชน์มหาศาลวางกองอยู่ตรงหน้าปานนั้น
ในใต้หล้าจะมีสักกี่คนที่ต้านทานไหว? อีกอย่าง เขาก็เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกับอดีตฮ่องเต้
จะว่าไปหากหย่งอ๋องมิรับหน้าที่ ตำแหน่งนี้ก็ย่อมวนมาถึงเขาได้อยู่ดี!
ทว่าข้าว่าเขาออกจะรีบร้อนเกินไปสักหน่อย หากหย่งอ๋องมยอมหลีกทางให้
การที่เขาลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกาเช่นนี้ก็ดูมิชอบธรรม แล้วจะทำอันใดได้เล่า?”
“เจ้าดูแคลนเขาเกินไปแล้ว!” หลี่ฟู่ส่ายหน้าพลางกระซิบ
“เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านความเมตตา วางตัวสุภาพอ่อนน้อมเสมอมา
ผิดกับหย่งอ๋องที่เก็บตัวอยู่แต่ในทุ่งหญ้าตะวันตกเฉียงเหนือ
เหล่าขุนนางในราชสำนักย่อมมีความประทับใจต่ออ๋องผู้นี้น้อยกว่าอวี้อ๋องตัวน้อยเสียอีก!
ซ้ำร้ายหย่งอ๋องนอกจากศึกสงครามแล้วก็หามีฝีมือด้านอื่นไม่ หากเขาขึ้นครองราชย์
ตำแหน่งขุนนางบู๊ย่อมรุ่งเรืองเฟื่องฟู
ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นหวาดกลัวที่สุด เมื่อไร้แรงสนับสนุนจากพวกบัณฑิต
บัลลังก์ของหย่งอ๋องย่อมสั่นคลอน! หากจิ้งหนานอ๋องอาศัยจุดนี้มาเดินหมาก
ยุแยงให้เหล่าขุนนางระแวงสงสัยหนักขึ้น
มิต้องบอกเจ้าก็คงเดาได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร!”
เหลียนฟางโจวฟังแล้วรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าพลางทอดถอนใจ
“เช่นนั้นหย่งอ๋องก็แทบมิมีโอกาสเลยสินะ! ทว่าจิ้งหนานอ๋องผู้นี้
ในเมื่อวันนี้ท่านปฏิเสธเขาไป หากวันหน้าเขาได้ครองบัลลังก์มังกรจริง
เขาจะกลับมาจัดการเราหรือไม่?”
หลี่ฟู่หัวเราะเบาๆ “ยามนี้ยังมิถึงขั้นนั้น
จิ้งหนานอ๋องแม้จะดูได้เปรียบ ทว่าใครจะรู้ว่าจะเกิดเหตุพลิกผันอันใดขึ้นอีก? เนื้อชิ้นโตปานนี้ ใครๆ
ต่างก็น้ำลายสอปรารถนาจะลิ้มรสกันทั้งนั้น! สำหรับจิ้งหนานอ๋อง...
ยังมิแน่ว่าจะตกถึงท้องเขาหรอก”
หลี่ฟู่หาได้บอกเหลียนฟางโจวไม่ว่า
ลำพังจิ้งหนานอ๋องและบุตรชายก็นับว่าจัดการยากแล้ว ทว่า 'จิ้งหนานหวางเฟย' (พระชายา)
ภายนอกดูเป็นกุลสตรีผู้ทรงธรรม แต่แท้จริงกลับเป็นสตรีใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก!
ยามนางลงมือล้างแค้นผู้อื่นหามีคำว่าปราณีไม่! ไหนจะท่านหญิงหรงอัน 'โจวเชี่ยน' ที่ถอดแบบความร้ายกาจจากมารดามาได้ถึงสิบสองส่วน
เรียกได้ว่าศิษย์ล้างครูทีเดียว!
โจวเชี่ยนเคยพ่ายแพ้ป่นปี้ให้แก่เหลียนฟางโจว
แม้เรื่องราวจะจบลงที่นางถูกส่งกลับแดนศักดินาอย่างเสียหน้า
ทว่าใครจะรับประกันได้ว่าเรื่องนี้จบสิ้นลงแล้วจริงๆ?
หากวันหน้ามิมีเรื่องพัวพันกันย่อมแล้วไป!
ทว่าหากโจวเชี่ยนได้เป็นถึงองค์หญิง มีหรือจะยอมปล่อยเหลียนฟางโจวไปโดยง่าย?
หลี่ฟู่มิปรารถนาจะรับมือกับตระกูลที่เหมือนสกุลจูอีกตระกูล...
มันช่างน่ารำคาญนัก!
ดังนั้น เขาจึงไม่เพียงแต่จะไม่สนับสนุนจิ้งหนานอ๋อง
แต่ตราบใดที่มีเขาอยู่ จิ้งหนานอ๋องย่อมมิได้ครองบัลลังก์มังกรได้โดยง่ายแน่นอน
สิ่งที่หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวมิคาดคิดคือ เพียงมี่กี่วันต่อมา
จิ้งหนานหวางเฟยกลับพาโจวเชี่ยนเดินทางมายังเมืองหนานไห่อีกครั้ง
พวกนางอ้างว่าเดินทางมาเพื่อกราบไหว้แก้บน ณ
วัดเจ้าแม่กวนอิมแห่งหนานไห่
ซึ่งเมื่อสามปีก่อนพระชายาก็เคยมาตั้งจิตอธิษฐานไว้ที่นี่จริงๆ
หลี่ฟู่จึงหามีข้ออ้างอันใดจะไปขวางกั้นมิให้พวกนางมาได้
เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ต่างรู้สึกจนใจนัก
ทั้งที่รู้แจ้งว่าพวกนางมาด้วยเจตนาแฝง ทว่านอกจากปฏิเสธมิได้แล้ว
ยังต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านจัดเลี้ยงรับรองเสียอีก ช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก
จิ้งหนานหวางเฟยวางท่าเกรงใจยิ่ง นางฝากความมาว่า
แม้เหลียนฟางโจวจะอยู่ไฟครบเดือนแล้ว
ทว่าสตรีหลังคลอดย่อมเสียพลังลมปราณและโลหิตไปมาก
ควรพักผ่อนให้มากถึงจะเป็นผลดีต่อร่างกาย
ดังนั้นจึงมิพักต้องให้เหลียนฟางโจวไปคำนับนาง
ทว่านางจะเป็นฝ่ายพาลูกสาวไปเยี่ยมเยียนถึงจวน เพื่อดูหน้าคุณชายน้อยทั้งสองเอง
เมื่ออีกฝ่ายแสดงน้ำใจและความห่วงใยถึงเพียงนี้
เหลียนฟางโจวจะหาเหตุผลใดมาปัดตกได้เล่า? จึงจำต้องตอบตกลงไป
ทว่าพอนึกถึงว่าท่านหญิงหรงอันจะมาด้วย นางก็รู้สึกขัดเขินอยู่ลึกๆ
ปี้เถาถึงกับแค่นหัวเราะอย่างมเกรงใจ
“ท่านหญิงจอมหาเรื่องผู้นั้นน่ะรึ? มิรู้ว่าพระชายาจะไม่รู้จริงๆ หรือแสร้งทำเป็นลืมกันแน่
การเดินทางมาครั้งนี้ลำพังตนเองก็แล้วไปเถิด แต่ยังจะหิ้วท่านหญิงมาด้วย
มิเป็นการจงใจมาทำให้ฮูหยินของข้าลำบากใจหรอกรึ!”
เหลียนฟางโจวเห็นพ้องในใจ ทว่าปากกลับต้องเอ่ยปราม
“บางทีเขาอาจจะลืมเลือนเรื่องเก่าไปสิ้นแล้ว เราเองก็อย่าไปจดจำมันนักเลย
มิเช่นนั้นจะดูเหมือนพวกเราใจแคบชอบเก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจเสียเปล่าๆ!
ก็แค่มาเยือน นั่งคุยสักครู่ ทานข้าวสักมื้อแล้วเขาก็กลับแล้ว”
“ก็จริงอย่างท่านว่าเจ้าค่ะ ไม่เห็นต้องไปลดตัวลงไปเทียบเคียงกับแม่นางจอมเอาแต่ใจผู้นั้นเลย!”
ปี้เถาพลอยหัวเราะออกมาบ้าง
ณ ห้องพักในวัดเจ้าแม่กวนอิมอันกว้างขวาง...
จิ้งหนานหวางเฟยสั่งให้ผู้ติดตามถอยออกไปจนหมด
นางกำลังปั้นหน้าเคร่งขรึมสั่งสอนโจวเชี่ยนที่นั่งทำหน้ามุ่ยมิยินยอมพร้อมใจอยู่เบื้องหน้า
“เชี่ยนเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ดื้อรั้นไปนัก! การไปเยือนจวนหลี่ครานี้
เจ้าต้องกราบขอขมาฮูหยินหลี่อย่างดี แสดงความจริงใจให้นางเห็น!
หากเจ้ายังขืนเอาแต่ใจจนเสียการใหญ่ของท่านพ่อ
กลับไปท่านพ่อจะลงทัณฑ์เจ้าอย่างไรข้าจะไม่ขอสอดปาก
และมียังวันช่วยขอความเมตตาให้เจ้าเด็ดขาด!”
“เสด็จแม่!” โจวเชี่ยนสะบัดกายอย่างขัดใจพลางออดอ้อนปนเคือง
“นังเหลียนฟางโจวผู้นั้นทำให้ลูกต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย จนลูกมิกล้าไปพบปะเพื่อนฝูงในเมืองหลวงอีก
แล้วเสด็จแม่ยังจะให้ลูกไปกราบขอขมานางอีกรึเจ้าคะ!”
“หุบปาก!” จิ้งหนานหวางเฟยสีหน้ามืดครึ้มลงทันควัน
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “หากเจ้าอยากถูกนางกดหัวไปชั่วชีวิต ก็จงอย่าฟังแม่!
ทว่าหากเจ้าปรารถนาจะขึ้นไปเหยียบอยู่เหนือหัวนางในอนาคต
เจ้าก็ต้องสะกดกลั้นความดื้อรั้นของเจ้าไว้เสีย!”