วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1395 ปรารถนาแห่งใจ

 

บทที่ 1395 ปรารถนาแห่งใจ

“ฮูหยินล้อข้าเล่นแล้ว! เขา...” ชูเอ๋อร์กะพริบตาที่รื้นด้วยหยาดน้ำตาพลางฝืนยิ้ม ทว่าในใจกลับเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและปรีดา

นางมิใช่คุณหนูตระกูลเล่อเจิ้งอีกต่อไปแล้ว และตระหนักดีว่าชาตินี้คงไร้วาสนาจะได้พบหน้ามารดาอีก ทว่าเมื่อกลับมาถึงหนานไห่ ความถวิลหาอยากพบมารดาสักครั้งกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน! นางไม่เคยเอ่ยปาก ไม่เคยแสดงออกหรือส่งนัยใดๆ ให้เขาเห็น เพราะเกรงว่าเขาจะลำบากใจ จึงพยายามกดข่มความรู้สึกไม่ให้คิดถึงเรื่องนี้ยามอยู่ต่อหน้าเขา

นางคิดไม่ถึงจริงๆ! แม้ไม่ได้เอ่ยปาก แต่เขากลับใส่ใจในความรู้สึกของนางถึงเพียงนี้ ถึงขั้นขอร้องผ่านใต้เท้าหลี่มายังฮูหยินหลี่

เพียงแค่ได้รับรู้ถึงความใส่ใจของเขา แม้สุดท้ายจะไม่ได้พบหน้ามารดาจริงๆ นางก็คงไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจอีกแล้ว

“ฮูหยินเจ้าคะ” ชูเอ๋อร์รีบเอ่ย “ข้าทราบดีว่าเรื่องนี้จัดการได้ยากยิ่งนัก เป็นเขาเองที่... ออกจะทำเรื่องให้ท่านลำบากใจเกินไป หากฮูหยินไม่สะดวกใจ ก็ขอให้ยกเลิกเรื่องนี้เสียเถิดเจ้าค่ะ! ข้ามิได้พูดตามมารยาท แต่มาจากใจจริง ขอฮูหยินโปรดเชื่อข้าด้วย!”

เหลียนฟางโจวมองดูดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำวาวด้วยน้ำตานั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “นิสัยของเจ้าน่ะมักจะรักความสงบและไม่ชอบหาเรื่องใส่ตัว โชคดีเหลือเกินที่แม่ทัพผางรักเจ้าด้วยใจจริง เห็นเจ้าสำคัญที่สุดและมั่นคงต่อเจ้าเพียงผู้เดียว! หากไปเจอผู้ชายประเภทที่มีสามภรรยาสี่อนุ ต่อให้เจ้าได้เป็นภรรยาเอก ก็คงถูกบีบคั้นจนต้องหนีไปอยู่วัดอยู่ห้องพระเป็นแน่!”

“ฮูหยิน!” ชูเอ๋อร์หน้าแดงระเรื่อ ทว่าในใจกลับอบอุ่น นางเอ่ยอย่างเขินอายว่า “ดูท่านพูดเข้าสิเจ้าคะ ข้าเองก็นึกละอายใจ รู้สึกว่าตนเองช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน”

“ไม่ใช่ไร้ประโยชน์ แต่เรียกว่ามีบุญวาสนา!” เหลียนฟางโจวยิ้มแย้ม “เมื่อก่อนข้าไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิต แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วว่าทุกอย่างฟ้ากำหนดไว้จริงๆ อย่างตัวข้าเอง ใครจะคิดว่าชีวิตจะมาถึงจุดนี้ได้? หรืออย่างเจ้า ใครเล่าจะคาดเดาอนาคตได้ถึงเพียงนี้? เจ้าแค่รักษาตัวตนเช่นนี้ไว้ก็พอแล้ว ความรู้สึกที่แม่ทัพผางมีต่อเจ้าน่ะ ใครมองก็รู้ว่าเขาไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน! ทว่ามีอยู่อย่างหนึ่ง...”

เมื่อเห็นชูเอ๋อร์ผู้แสนอ่อนโยนราวกับหยาดน้ำเช่นนี้ เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสารจับใจ “ข้าจะพูดอะไรสักหน่อย เจ้าอย่าได้รังเกียจว่าข้าปากมากก็แล้วกัน ข้าถึงจะกล้าพูด!”

ชูเอ๋อร์หลุดยิ้ม รีบตอบกลับทันควัน “ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้นเจ้าคะ! ในหนานไห่แห่งนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าฮูหยินคือยอดสตรีที่หาได้ยากยิ่ง? การได้รับคำชี้แนะจากท่านนับเป็นวาสนาของข้า และจะติดตัวข้าไปชั่วชีวิต ผู้อื่นคงอิจฉาข้าจะแย่ มีหรือข้าจะรังเกียจท่าน!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “พูดกันตามตรงเถิด ในฐานะผู้หญิง หากเรามีสามีและรักสามีเราจริงๆ ใครบ้างจะเต็มใจแบ่งปันความรักครึ่งหนึ่งไปให้ผู้หญิงคนอื่น? ใครจะยอมให้สามีไปมีลูกกับคนอื่นเพื่อมาแย่งความรักที่ควรเป็นของลูกเราไป? ชื่อเสียงประเภท ‘แม่พระ’ ที่ยอมกลืนเลือดกินเนื้อตัวเองน่ะ ไม่ต้องมีเสียยังจะดีกว่า! แม่ทัพผางกำลังจะไปรับตำแหน่งรองเจ้าเมืองหลางฉี ในภายหน้าเส้นทางขุนนางย่อมสดใส เรื่องอื่นเราไม่ต้องไปยุ่ง แต่เรื่อง ‘ผู้หญิง’ ของเขา เจ้าต้องหนักแน่นเข้าไว้! หากเจ้าถอยให้หนึ่งครั้ง ย่อมมีครั้งที่สอง และตามมาด้วยครั้งที่สาม! บางทีผู้ชายเขาอาจไม่ได้ต้องการเอง แต่พวกคนไม่ดูตาม้าตาเรือมักจะคอยส่งคนมาประเคนให้เสมอ เจ้าต้องจัดการให้เด็ดขาด! อย่าว่าแต่เมียน้อยหรืออนุที่ถูกกฎหมายเลย แม้แต่สาวใช้ข้างห้องหรือนางรำนักร้อง เจ้าก็ต้องคอยระวังไว้!”

ชูเอ๋อร์ถึงกับอึ้งไป นางก้มหน้าเงียบงันครู่ใหญ่ก่อนจะถอนใจอย่างเศร้าสร้อย “คำพูดของฮูหยินช่างแทงใจข้านัก คำว่ากุลสตรีผู้มีเมตตานั้นข้าเลิกใส่ใจมานานแล้ว หากมิใช่เพราะคำนี้ ข้าคงไม่ต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในบ้านไร่หลังเล็กๆ ตั้งหลายปี ข้ารู้ซึ้งดีว่ามันคือสิ่งที่ทำร้ายคนได้มากที่สุด! พี่ผางดีต่อข้าเหลือเกิน... แต่ว่า เขาเป็นผู้ชาย หากเขาต้องการจะรับอนุจริงๆ ข้าจะพูดอะไรได้เล่า! ข้าจะไปบังคับเขาได้อย่างไร! ไม่ปิดบังฮูหยินเลย ในยามที่เขากำลังจะไปรับตำแหน่งรองเจ้าเมือง ในใจข้ามีทั้งความยินดีและความกังวล และสิ่งที่ข้ากังวลที่สุดก็คือเรื่องนี้แหละเจ้าค่ะ ข้ารู้จักนิสัยตัวเองดี ข้ามิใช่นักสู้ที่ไปแก่งแย่งชิงดีกับใครได้ หากวันนั้นมาถึงจริงๆ...”

ชูเอ๋อร์ถึงกับอึ้งงัน สมองพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ

หากวันนั้นมาถึงจริงๆ นางจะทำอย่างไรได้? นางควรจะทำเช่นไร?

ไปรับตำแหน่ง!” ชูเอ๋อร์พลันบังเกิดความตื่นตระหนกอย่างสุดระงับ ร่างกายทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าเหลียนฟางโจว พลางดึงชายเสื้ออ้อนวอน “ฮูหยินเจ้าคะ ท่านช่วยข้าด้วย! ขอท่านโปรดชี้แนะข้าที! ข้า... ข้า—”

ทำอะไรของเจ้าน่ะ! รีบลุกขึ้นเร็ว!” เหลียนฟางโจวคาดไม่ถึงว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำจะสะกิดใจนางจนเตลิดไปไกล นางตกใจรีบลุกขึ้นประคองชูเอ๋อร์ให้กลับมานั่งลงดังเดิมพลางยิ้มปลอบ “มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก อย่าคิดมากไปเลย! แม่ทัพผางใส่ใจเจ้าถึงเพียงนี้ เห็นชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับเจ้ามาก เจ้าควรจะพูดคุยกับเขาให้กระจ่างชัดในเรื่องนี้ ข้าเชื่อว่าเขาคงยินดีรับปากตามคำขอของเจ้า อีกอย่างเพื่อให้เขาเตรียมใจไว้ล่วงหน้า ยามที่ต้องเจอกับพวกประสงค์ร้ายหรือพวกที่พยายามยัดเยียดผู้หญิงให้ เขาจะได้รู้วิธีรับมืออย่างไรเล่า”

จะเป็นเช่นนั้นรึเจ้าคะ?” ชูเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ พลางถอนใจ “จะมีสักกี่คนที่มีวาสนาเหมือนฮูหยินกัน! บุรุษอย่างใต้เท้าหลี่ ในใต้หล้านี้จะมีสักกี่คนกันเชียว!”

ไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไร?” เหลียนฟางโจวเอ่ย “เจ้าก็พูดไปตรงๆ เลยว่า เจ้าไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว หากข้างกายเขามีผู้หญิงคนอื่น เจ้าก็คงไม่มีปัญญาไปจัดการหรือแก่งแย่งกับใครได้ เขาคงไม่ใจดำยอมให้เจ้าต้องทนลำบากใจหรอก! แต่ถ้า... หากวันหน้าเขามีคนอื่นจริงๆ เจ้าก็จงแยกเรือนหลังใหญ่ไว้ต่างหาก สั่งให้อนุทุกคนพำนักอยู่ในนั้นห้ามย่างกรายออกมาแม้แต่ก้าวเดียว ถือเสียว่านัยน์ตาไม่เห็นใจก็ไม่เป็นทุกข์! ทว่าพวกนางคงไม่ยอมสงบเสงี่ยมง่ายๆ เจ้าต้องหนักแน่นเข้าไว้ ไม่ว่าพวกนางจะมีเหตุผลร้อยแปดประการใด หากใครบังอาจก้าวออกมาแม้เพียงครึ่งก้าว ก็จงสั่งโบยให้พิการไปครึ่งตัว แล้วเลี้ยงดูให้อยู่บนเตียงไปตลอดชีวิต! เพียงเท่านี้ก็สยบพวกนางได้อยู่หมัดแล้ว!”

ชูเอ๋อร์ใจสั่นสะท้านพลางพยักหน้าตาม “วิธีของฮูหยินช่างล้ำเลิศนัก ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ!”

นางเอ่ยต่อพร้อมรอยยิ้ม “ฮูหยินโปรดวางใจ แม้ข้าจะมีนิสัยอ่อนแอ แต่ก็มิใช่คนที่ไม่รู้ความ ข้าไม่อยากแก่งแย่งกับใคร หากทำเป็นไม่เห็นได้ย่อมดีที่สุดเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวทราบดีว่านางเลือกใช้วิธีที่สองเสียแล้ว ในใจก็ได้แต่ลอบถอนหายใจพลางยิ้มบางๆ โดยไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ อย่างไรเสียชูเอ๋อร์ก็เป็นคนในยุคสมัยนี้ อีกทั้งยังเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้เคร่งครัดอย่างตระกูลเล่อเจิ้ง หากมิใช่เพราะต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตมาหลายปี นางคงเป็นภรรยาที่ยึดมั่นในหลักสามเชื่อฟังสีคุณธรรมอย่างเคร่งครัด การที่นางยอมรับได้ถึงขั้นนี้ ก็นับว่ายากลำบากมากแล้ว!

ได้แต่หวังว่าสตรีที่งดงามปานกล้วยไม้ในหุบเขาผู้นี้ จะไม่ต้องกลายเป็นคนหยาบช้าหรือโหดเหี้ยมเพราะความริษยาเลย

ฮูหยินเจ้าคะ...” เสียงของชูเอ๋อร์ฉุดเหลียนฟางโจวออกจากภวังค์ นางจึงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้นาง

ชูเอ๋อร์ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้านึกสงสัยนัก จนอดไม่ได้ที่จะขอถามฮูหยินสักประโยค ฮูหยินมีวิธีจัดการใต้เท้าหลี่อย่างไรหรือเจ้าคะ ถึงได้ยอมสยบให้ท่านเช่นนี้? หรือฮูหยินเองก็... ตกลงกับใต้เท้าหลี่ไว้ก่อนแล้วเหมือนกัน?”

 

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1394 ผู้ที่เหมาะสม

 

บทที่ 1394 ผู้ที่เหมาะสม

หลี่ฟู่ทวนชื่อขุนนางในใจอยู่หลายตลบแต่ก็ยังคงส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “ฮูหยิน... เจ้าน่ะสายตาแหลมคมที่สุดในเรื่องการเลือกใช้คน ช่วยข้าคิดหน่อยเถิดว่าใครดี?”

“ท่านก็ว่าไปนั่น!” เหลียนฟางโจวหลุดขำ ทว่าในใจพลันฉุกคิดบางอย่างได้จึงเอ่ยยิ้มๆ “ข้ามีคนหนึ่งอยู่ในใจพอดีเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าจะถูกใจท่านหรือไม่”

หลี่ฟู่ดีใจรีบถามทันทีว่าคือใคร

เหลียนฟางโจวจึงเฉลยว่า “คนผู้นี้อยู่ใกล้เพียงเอื้อมแต่เหมือนไกลสุดขอบฟ้า... ก็ผางอวี้หลงอย่างไรเล่าเจ้าคะ!”

“ใครนะ?” หลี่ฟู่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาเบิกตากว้างถามย้ำ “เจ้าว่าใครนะ?”

เหลียนฟางโจวคาดไม่ถึงว่าเขาจะมีปฏิกิริยารุนแรงเพียงนี้ นางจึงรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง “ผางอวี้หลงอย่างไรเล่า! ก็อดีตหัวหน้าใหญ่แห่งเกาะหุยเฟิงที่เพิ่งมาสวามิภักดิ์ ท่านสามี... ท่านคงไม่ได้ลืมเขาไปแล้วกระมัง!”

“...” หลี่ฟู่ถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก เขาได้แต่ลอบอุทานในใจว่า สมกับเป็นฮูหยินของข้าจริงๆ ช่างขวัญกล้าบ้าบิ่นกล้าเสนออกมาได้!

เหลียนฟางโจวจะไปรู้ได้อย่างไร? วงการขุนนางย่อมมีกฎเกณฑ์ของมัน คนอย่างผางอวี้หลงที่เป็นหัวหน้าโจรสลัดและเพิ่งจะสวามิภักดิ์มาได้ไม่นาน มักจะถูกขุนนางในราชสำนักกีดกันและรังเกียจเป็นธรรมดา หากไม่ถูกลอบแทงข้างหลังหรือโดนกลั่นแกล้งก็นับว่าบุญโขแล้ว ตามปกติหากต้องไต่เต้าไปตามลำดับ ชั่วชีวิตนี้ได้เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ระดับสี่ก็นับว่าเก่งสุดยอดแล้ว แต่นี่นางกลับเสนอให้เขาข้ามขั้นไปเป็น ‘เจ้าเมือง’ (จือโจว) แถมยังเป็นการข้ามสายจากบู๊มาเป็นบุ๋นอีก เรื่องเช่นนี้ถือว่าไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์!

จึงไม่น่าแปลกใจที่หลี่ฟู่ ผู้ซึ่งชินชากับการที่ภรรยามักจะทำอะไรนอกคอกอยู่เสมอ ยังต้องอึ้งกิมกี่ไปขนาดนี้

ทว่าเรื่องเหล่านี้ หลี่ฟู่ก็ยากจะอธิบายให้นางเข้าใจได้ในทันที

“ข้าก็แค่ลองเสนอไปอย่างนั้นเอง หากท่านเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ไม่ต้องใช้สิ” เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างไม่ยี่หระพลางยิ้มบางๆ

นางไม่ได้มีความสนใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองราชการแม้แต่น้อย หากหลี่ฟู่ไม่ถาม นางก็ไม่มีทางปริปากพูดแน่นอน!

“มันก็... ไม่ค่อยเหมาะสมจริงๆ นั่นแหละ...” หลี่ฟู่ยิ้มพลางถอนใจ “อีกอย่าง หากทำเช่นนั้น ผู้อื่นจะยอมสยบได้อย่างไร? ทว่า... เขาช่างเหมาะกับสถานที่แห่งนั้นจริงๆ...”

หากส่งผางอวี้หลงไปที่นั่น ย่อมต้องให้เขาพาพรรคพวกอย่างไห่หม่า จิ่วเตา และพี่น้องจากเกาะหุยเฟิงไปด้วย คนกลุ่มนี้สามารถใช้กำลังสยบพวกชนเผ่าที่ยังคิดจะก่อความวุ่นวายได้อย่างเด็ดขาดแน่นอน!

หากมองในแง่นี้ ไม่มีใครจะเหมาะสมไปกว่าผางอวี้หลงอีกแล้ว

แต่จะให้เขาเป็นเจ้าเมืองนั้นคงไม่เหมาะ

หลี่ฟู่จึงเสนอขึ้นว่า “เช่นนั้นให้ใต้เท้าจานไปเป็นเจ้าเมืองหลางฉี แล้วให้ผางอวี้หลงไปเป็นหัวหน้ามือปราบ (ปู่โถว) ดีหรือไม่? ใต้เท้าจานเป็นคนโอบอ้อมอารี ในบรรดาคนทั้งหมดเขานี่แหละที่ไม่มีอคติกับพวกผางอวี้หลงที่สุด ส่วนผางอวี้หลงก็เป็นคนหนักแน่นมั่นคง ข้าว่าทั้งคู่ทำงานด้วยกันได้ดีแน่!”

“หัวหน้ามือปราบรึเจ้าคะ?” เหลียนฟางโจวกะพริบตาปริบๆ พลางนึกในใจว่า... เอาเถอะ ถ้าเทียบกับสมัยปัจจุบัน ตำแหน่งนี้ก็คงประมาณผู้บัญชาการตำรวจเลยมั้ง? แต่ชื่อเรียกดูไม่ค่อยสง่าผ่าเผยนัก อีกอย่างหากผางอวี้หลงเป็นหัวหน้ามือปราบ พวกไห่หม่าก็ต้องเป็นลูกน้องมือปราบตัวเล็กๆ พวกเขาจะยอมรึ? จะหวังให้พวกเขาไปสืบคดีน่ะหรือ... ข้าว่าเลิกคิดเถอะ!

หลี่ฟู่เองพอนึกดูดีๆ ก็รู้สึกว่าไม่เข้าท่าเช่นกัน เขาเอ่ยอย่างจนใจว่า “ความจริงข้าอยากให้เขาเป็นรองเจ้าเมือง (โจวเฉิง) ด้วยซ้ำไป แต่มันช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางเอ่ย “ท่านน่ะคิดมากไปแล้ว! ก็ยังมีใต้เท้าจานอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือเจ้าคะ? มีเขาคอยคุมสถานการณ์จะกลัวอะไร ใต้เท้าจานก็ใช่ว่าจะมีเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวเสียเมื่อไหร่ ทำไมงานบุ๋นจะต้องฝากไว้ที่รองเจ้าเมืองเพียงคนเดียวเล่า? สถานการณ์ในเมืองหลางฉีนั้นพิเศษนัก หากข้าเป็นคนที่จะไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองที่นั่น ถ้าไม่มีคนดุดันอย่างผางอวี้หลง ไห่หม่า หรือจิ่วเตาคอยคุ้มกันละก็ ข้าว่าหาคนกล้าไปรับตำแหน่งนี้ได้ยากยิ่งกว่าเสียอีกเจ้าค่ะ!”

จริงด้วย!” ดวงตาของหลี่ฟู่พลันเป็นประกาย เขาอดไม่ได้ที่จะคว้ามือเหลียนฟางโจวมากุมไว้แน่นพลางเอ่ยอย่างดีใจ “ฮูหยินของข้า! เจ้าพูดได้ถูกต้องที่สุด! เหตุใดข้าถึงคิดไม่ถึงกันนะ!”

เรื่องนี้จึงถูกตัดสินอย่างรวดเร็ว หลี่ฟู่เพิ่งจะทราบภายหลังว่า ใต้เท้าจานเองก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าตนอาจถูกส่งไปปกครองเมืองหลางฉี ถึงขั้นเตรียมเหตุผลในการปฏิเสธไว้เป็นข้อๆ ทว่าเมื่อได้ยินว่าจะมีผางอวี้หลงนำกำลังไปรับตำแหน่งรองเจ้าเมืองด้วย เขาก็เลิกอิดออดและตกลงรับปากทันที!

ทางด้านผางอวี้หลงเองก็เต็มใจยิ่ง เขาตอบรับคำเป็นมั่นเหมาะว่าเมื่อไปถึงเมืองหลางฉีแล้ว จะเข้มงวดกับพี่น้องทุกคน ให้ความเคารพใต้เท้าจานในฐานะผู้บังคับบัญชา และเชื่อฟังคำสั่งทุกประการ เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองหลางฉีให้รุ่งเรือง!

การต้องรั้งอยู่ในค่ายทหาร แม้เหล่าขุนพลและทหารหาญจะยอมไว้หน้าหลี่ฟู่และหูต้าไห่จนไม่กล้าหาเรื่องพวกเขาซึ่งๆ หน้า ทว่าความโดดเดี่ยวและท่าทีเย็นชา รวมถึงสายตาดูแคลนที่พวกรั้วของชาติมีต่ออดีตโจรสลัดนั้นช่างชัดเจนนัก อย่าว่าแต่ลูกน้องในเผ่าเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

มีพี่น้องไม่น้อยที่ทนแรงกดดันไม่ไหวจนเป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องก่อน และถูกลงโทษไปตามระเบียบไม่น้อยเช่นกัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าทุกคนจะอดทนได้นานเพียงใด! ทว่าหากไม่อดทน... นั่นก็เท่ากับเดินไปสู่ทางตาย!

ในเมื่อตอนนี้มีทางเลือกที่สามหยิบยื่นมาให้ มีหรือที่เขาจะไม่คว้าไว้?

อีกทั้งใต้เท้าจานยังเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีเมตตา ย่อมไม่ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนทหารคนอื่นๆ แน่นอน

กำหนดการเดินทางคืออีกเจ็ดวันข้างหน้า ในช่วงไม่กี่วันนี้ ทั้งใต้เท้าจานและผางอวี้หลงต่างต้องเร่งสะสางงานในมือเพื่อส่งมอบให้เรียบร้อย

ใต้เท้าจานยุ่งจนหัวหมุนแทบจะแยกขวาร่างเป็นสองส่วน ส่วนผางอวี้หลงนั้นใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นและได้แต่นั่งว่างรอเวลา

วันนั้นหลี่ฟู่กลับมายังเรือนหลัง ขณะที่พูดคุยหยอกล้อกับเหลียนฟางโจว เขาก็เล่าขึ้นมายิ้มๆ ว่า “วันนี้ผางอวี้หลงมาขอร้องข้า เขาถามว่าเจ้าจะพอสะดวกจัดงานเลี้ยงเชิญเหล่าฮูหยินตระกูลเล่อเจิ้งมาสักครั้งได้หรือไม่ เจ้าก็รู้... ภรรยาของเขาคือบุตรสาวสายตรงของบ้านสามตระกูลเล่อเจิ้ง...”

เหลียนฟางโจวพลันเข้าใจกระจ่างทันที ผางอวี้หลงกำลังจะไปเมืองหลางฉี  หลังจากนี้หนทางสู่เมืองหนานไห่หรือก้งจางย่อมยาวไกลและยากจะหาโอกาสกลับมาได้บ่อยๆ! ชูเอ๋อร์คงอยากจะพบหน้ามารดาของนางเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางนั่นเอง!

หากพูดตามหลักมนุษยธรรม ยามที่นางยังติดอยู่บนเกาะหุยเฟิงย่อมไม่มีทางกล้าคิดเรื่องนี้ แต่ในเมื่อยามนี้ได้มาถึงเมืองหนานไห่แล้ว มีหรือที่นางจะไม่คะนึงถึงมารดา?

เหลียนฟางโจวจึงยิ้มรับ “ยังมีเวลาอีกหลายวันนี่เจ้าคะ ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้ข้าจะเชิญผางฮูหยินมานั่งเล่นที่นี่ก่อน เพื่อถามไถ่ความตั้งใจของนางดูเจ้าค่ะ”

หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ผางอวี้หลงเองก็รู้ว่าเรื่องนี้อาจจะจัดการลำบาก เขาเพียงแต่ลองเปรยดูเท่านั้น หากไม่สะดวกก็ช่างมันเถิด”

เหลียนฟางโจวมีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าฮูหยินน้อยและคุณหนูตระกูลเล่อเจิ้ง ทว่ากับเหล่าฮูหยินรุ่นใหญ่นั้น นางยังไม่มีความสนิทสนมเท่าใดนัก

โดยเฉพาะฮูหยินสามตระกูลเล่อเจิ้งผู้นั้น นับตั้งแต่บุตรสาวคนโต “สิ้นชีพในกองเพลิง” นางที่เดิมทีก็เป็นคนอมทุกข์อยู่แล้วก็ยิ่งเงียบขรึมและเก็บตัวมากขึ้นไปอีก ได้ข่าวว่านางใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องพระเพื่อสวดมนต์ การจะเชิญนางออกมาเป็นแขกบ้านแขกเรือนย่อมมิใช่เรื่องง่าย

วันถัดมา เมื่อได้พบกับชูเอ๋อร์ เหลียนฟางโจวจึงเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง ชูเอ๋อร์ถึงกับอึ้งงันไปครู่ใหญ่ ท่าทางดูเหมือนคนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยสักนิด จากนั้นนางก็กะพริบตาถี่ๆ ดวงตาเริ่มคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตา จนต้องเบือนหน้าหนีและรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาโดยไว

เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “นี่เจ้าไม่รู้เรื่องเลยหรือนี่? เช่นนั้นคงเป็นความตั้งใจของแม่ทัพผางเองแล้วล่ะ! น้องชู แม่ทัพผางช่างดีต่อเจ้าจนหาที่เปรียบมิได้จริงๆ ใครจะคิดว่าบุรุษที่มีท่าทางหุนหันหยาบกระด้างเช่นเขา จะมีมุมที่ละเอียดอ่อนและใส่ใจถึงเพียงนี้!”

 

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1393 สันดานยากเกินแก้

 

บทที่ 1393 สันดานยากเกินแก้

เหลียนฟางโจวเผยรอยยิ้มขื่นพลางเอ่ย "ท่านวางใจเถิด เมื่อเรื่องราวของสกุลเหลียงคลี่คลายลง ทุกอย่างจะค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ขอเพียงท่านหนีไปให้ไกลและไม่กลับมาขัดหูขัดตาสามีข้าอีก เขาย่อมไม่ตามไปจับท่านแน่นอน!"

เหลียงจิ้นแค่นเสียง "อ้อ" อย่างประชดประชัน ก่อนจะเอ่ยว่า "วางใจเถอะ ข้าไม่ไปตอแยสามีเจ้าอีกแล้ว! ข้าตั้งใจจะลอบติดตามขบวนเนรเทศของคนสกุลเหลียงไปยังเหลียวตง จะให้ข้าทนดูพวกเขาลำบากระหว่างทางโดยไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร?"

เหลียนฟางโจวรู้สึกใจหายครู่หนึ่งจึงเตือนว่า "เช่นนั้นท่านก็ระวังตัวด้วย แต่อย่าได้ทำอะไรเกินขอบเขตนับจากนี้ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นทำร้ายพวกเขาแทน!"

"ข้ารู้แล้ว!" เหลียงจิ้นยิ้มกริ่มพลางเย้าต่อ "นี่เจ้า... กำลังเป็นห่วงข้าหรือ?"

"ใช่!" เหลียนฟางโจวพยักหน้าให้เขาโดยไม่เสียเวลาคิด นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้าเป็นห่วงท่าน! ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไร แต่ในใจข้า... ข้าถือว่าท่านคือมิตรแท้คนหนึ่ง!"

"มิตรแท้รึ?" สีหน้าของเหลียงจิ้นพลันมืดครึ้มลงทันที เขาเกลียดคำนี้ที่สุด! เพราะมันเป็นคำที่ดับสิ้นทุกความเป็นไปได้ลงอย่างราบคาบ แม้รู้ดีว่าเดิมทีมันไม่มีหวัง แต่กระนั้นการปล่อยให้เขามีความหวังลมๆ แล้งๆ เก็บไว้ในใจบ้างก็ยังดีกว่าไม่ใช่หรือ!

"ใช่เจ้าค่ะ" เหลียนฟางโจวถอนใจบาง เอ่ยด้วยวาจาอ่อนโยน "เราสองคนเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา ขนาดนี้แล้วยังไม่คู่ควรกับคำว่าเพื่อนอีกหรือ?"

แววตาของเหลียงจิ้นไหววูบ พลันประกายตาก็สว่างวาบขึ้นมาราวกับกำลังบอกตัวเอง หรือไม่ก็กำลังย้อนถามนาง "พวกเรา... เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา... หึๆ!"

เหลียนฟางโจวงุนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงเปลี่ยนท่าทีรวดเร็วเช่นนี้

รอยยิ้มที่มุมปากของเหลียงจิ้นค่อยๆ กว้างขึ้น เขาตบมือพลางหัวเราะร่า "จริงด้วย! จริงด้วยสิ! ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร! ฮ่าๆ เจ้าพูดถูก เจ้าพูดถูกที่สุด!"

ต่อให้ชาตินี้เขาไม่มีวาสนาได้คู่กับนาง แต่เขาก็ยังมีช่วงเวลาที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายกันโดยไม่มีหลี่ฟู่เข้ามาแทรกแซง! ต่อให้เจ้าคนแซ่หลี่นั่นจะโกรธแค้นจนอยากขย้ำเขาให้ตาย ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้!

เพียงแค่คิดได้เช่นนี้ เหลียงจิ้นก็รู้สึกสำราญใจยิ่งนัก เขาหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจกว่าเดิม!

น่าเสียดายเพียงเรื่องเดียว... คือเจ้าหน้าขาวนั่นดันอยู่ในเหตุการณ์ด้วย... ถ้าไม่มีเจ้าหมอนั่นปนอยู่ด้วย ทุกอย่างคงสมบูรณ์แบบกว่านี้แท้ๆ!

เหลียนฟางโจวเห็นเขาประเดี๋ยวโกรธ ประเดี๋ยวก็หัวเราะอย่างวิปลาส ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ นางพินิจเขาสองสามทีแล้วถามอย่างลังเล "ท่าน... ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?"

"ไม่เป็นไร!" เหลียงจิ้นยิ้มอย่างละมุนพลางเอ่ยเสียงนุ่ม "ฟางโจว... ขอบใจเจ้ามากนะ"

"ข้า..." เหลียนฟางโจวถึงกับน้ำท่วมปาก

"เจ้าออกมานานพอสมควรแล้ว กลับไปเถิด" เหลียงจิ้นยิ้มอีกครั้งพลางสำทับ "ดูแลตัวเองให้ดี! หากวันใดเจ้าใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ข้าจะกลับมารับเจ้า! ถึงตอนนั้นเจ้าก็หนีไปกับข้าเสียเถอะ ข้าสัญญาว่าจะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด!"

"..." เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกจุกในอกอย่างประหลาด นางไม่ได้ขุ่นเคืองหรือโต้กลับวาจาเสียมารยาทของเขาเหมือนทุกทีอย่างที่ควรจะเป็น

"หนทางสู่เหลียวตงนั้นยาวไกล ท่านเองก็ดูแลตัวเองด้วยนะ" นางเอ่ยเสียงแผ่ว "แล้วก็... วันหน้าวันหลัง อย่าทำตัวป่าเถื่อนเอาแต่ใจเช่นนี้อีก"

"อืม ข้าจะดูแลตัวเอง!" เหลียงจิ้นยิ้มรับ ทว่าจงใจเพิกเฉยต่อประโยคสุดท้ายไปเสียสิ้น

เหลียนฟางโจวถอนใจแผ่วเบาแล้วเอ่ย "ข้ากลับล่ะ... ลาก่อน"

"ข้าเองก็ควรไปแล้วเหมือนกัน!" เหลียงจิ้นหัวเราะพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยอกล้ออย่างทีเล่นทีจริง "สามีเจ้าเกลียดข้าเข้าไส้ ใครจะรู้ว่าจะแอบวางค่ายกลตาข่ายฟ้าดินไว้จับข้าตอนนี้หรือเปล่า!"

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวหลุดยิ้มออกมาได้ในที่สุด

เหลียนฟางโจวตัดใจหันหลังกลับในที่สุด นางค่อยๆ เดินมุ่งหน้าไปยังอิ๋งชุนและพั่นเซี่ย

แม้สาวใช้ทั้งสองจะไม่ได้ยินบทสนทนาของคนทั้งคู่ ทว่าดวงตาสี่ข้างกลับจับจ้องไม่วางตา เมื่อเห็นนายสาวเดินกลับมาหาเสียที ทั้งคู่ก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบถลาเข้าไปหาพลางร้องเรียก “ฮูหยิน!” แล้วเข้าประคองซ้ายขวาทันที

ข้าไม่เป็นไร” เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆ พลางเหลียวหลังกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ ทว่าเห็นเพียงยอดหญ้าไหวเอนและเสียงใบไม้เสียดสีตามลม แสงแดดสาดส่องทาทับทั่วขุนเขาจนเขียวขจี ทว่ากลับดูอ้างว้างเงียบเหงา... ไร้ซึ่งวี่แววของใครคนนั้นอีกต่อไป

ราวกับว่าที่ตรงนั้นไม่เคยมีใครปรากฏตัวมาก่อน ทุกอย่างเป็นเพียงภาพมายา

พวกเรากลับกันเถิด” เหลียนฟางโจวถอนใจแผ่ว ในใจพลันรู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา... ชั่วชีวิตนี้ นางก็ไม่ได้พบเจอเหลียงจิ้นอีกเลย

เมื่อกลับถึงเมืองหนานไห่และก้าวเข้าสู่จวน อารมณ์ที่เคยหม่นเศร้าของนางจึงค่อยๆ ทุเลาลง

ภายในจวนนั้นหลี่ฟู่ออกไปจัดการราชการที่ศาลาว่าการยังไม่กลับ เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนนำกระดาษแผ่นนั้นไปส่งให้เขาถึงมือ

การส่งมอบให้ด้วยตนเองย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงเหลียงจิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับคนทั้งคู่ อะไรที่พอจะเลี่ยงได้ นางจึงคิดว่าเลี่ยงเสียจะดีกว่า

ทันทีที่ได้รับของสิ่งนั้น หลี่ฟู่ก็เริ่มเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างบ้าคลั่งทันที!

เขาต้องเข้าควบคุมเหมืองเหล็กแห่งที่สาม ต้องจัดระเบียบกองกำลังคุ้มกันเหมืองหลายร้อยนาย รวมถึงคลังแสงที่เก็บทองคำและเหล็กดิบจำนวนมหาศาล เพื่อป้องกันมิให้ราชสำนักเกิดความระแวง หลี่ฟู่จึงไม่ได้เข้าไปตรวจสอบเพียงลำพัง ทว่าเขากลับดึงตัวหูต้าไห่, สวี่ฉุนเหรินจากกรมอาญา รวมถึงเหล่าขุนนางที่ปรึกษาของหนานไห่ร่วมทางไปด้วย

การทำเช่นนี้แม้จะต้องระวังเรื่องการรักษาความลับมากขึ้น แต่ก็ช่วยลดข้อครหาเรื่องการยักยอกทรัพย์สินราชการไปได้อย่างดีที่สุด

ทุกคนรั้งอยู่ที่นั่นนานถึงสองวันครึ่ง เพื่อตรวจสอบบัญชีหลักให้ตรงกับคลังสินค้า เมื่อไม่พบข้อผิดพลาดจึงทำฎีกาให้ทุกคนลงนามร่วมกัน จากนั้นเขาจึงมอบหมายให้หูต้าไห่นำกำลังทหารเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยมีสวี่ฉุนเหรินและเหล่าเสมียนช่วยกันตรวจนับจำนวนที่แน่นอนและจำแนกคุณภาพของแร่เหล็ก

วันหนึ่ง เมื่อหลี่ฟู่กลับจากศาลาว่าการมายังเรือนหลัง เหลียนฟางโจวก็เอ่ยยิ้มๆ กับเขาว่า “ใต้เท้าจานฝากข้ามาเตือนท่านเจ้าค่ะ ว่าเรื่องการจัดการกับเจ้าเมืองจ้าวแห่งเมืองหลางฉีและเหล่าขุนนางที่นั่น ท่านควรจะมีมาตรการที่ชัดเจนได้แล้วหรือยัง?”

หลี่ฟู่ตบหน้าผากตัวเองพลางหัวเราะ “ถ้าเจ้าไม่พูดข้าเกือบจะลืมไปแล้ว! มิน่าล่ะ ใต้เท้าจานถึงทำท่าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่พูด ข้าเองก็ไม่มีเวลามานั่งเดาปริศนาธรรมกับเขา เลยไม่ได้ใส่ใจ ใครจะรู้ว่าเขาแอบมาฟ้องเจ้าแทน! เรื่องเจ้าเมืองจ้าวนั้น...”

เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจ “กิตติศัพท์ในการทำงานของเขาถือว่าไม่เลว หลายปีมานี้แม้ไม่มีผลงานโดดเด่นแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด แม้ครั้งนี้เขาจะถูกกบฏจับกุมและกักขังจนนับว่าเป็นผู้เสียหายคนหนึ่ง แต่ในฐานะเจ้าเมืองที่ปกป้องดินแดนไม่ได้ ย่อมถือเป็นความผิดมหันต์! การถูกปลดจากตำแหน่งเพื่อไปรับโทษที่เมืองหลวงนั้นเลี่ยงไม่ได้ ข้าจะเขียนฎีกาชี้แจงความจริงแก่ฝ่าบาทอย่างละเอียด อย่างมากฝ่าบาทคงเพียงลดตำแหน่งเขาไปเป็นนายอำเภอในที่ห่างไกล คงไม่ถึงขั้นเอาชีวิตหรอก ส่วนข้าราชการคนอื่นๆ ตราบใดที่ไม่ได้เต็มใจเข้าร่วมกับพวกกบฏ ก็ให้ทำทัณฑ์บนและหักเบี้ยหวัดครึ่งปีเพื่อเป็นการไถ่โทษก็พอ เพราะการจะปกครองเมืองยังต้องอาศัยคนเหล่านี้ หากจับกุมไปหมด เมืองหลางฉีที่เพิ่งจะสงบลงได้ไม่นานคงกลับมาวุ่นวายอีกแน่!”

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็ตบมือหัวเราะ “เดี๋ยวนี้สามีข้าช่างมีสง่าราศีของผู้ว่าการมณฑลเสียจริง! พูดจาเป็นงานเป็นการเชียวเจ้าค่ะ!”

หลี่ฟู่ขำพรืด “นี่เจ้าชมข้าจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย ทำไมข้าฟังแล้วมันรู้สึกแปลกๆ นัก!”

ใครจะไปคิดเช่นนั้น ท่านน่ะแหละที่คิดมากไปเอง!”

ทั้งคู่สบตากันแล้วหัวเราะออกมา ก่อนที่หลี่ฟู่จะถอนหายใจด้วยความหนักใจ “แต่เมืองหลางฉีนั้นต่างจากที่อื่น ชนเผ่าเหล่านั้นเพิ่งจะถูกข้าข่มขวัญไปหยกๆ ดูภายนอกเหมือนจะยอมสยบ แต่พอนานไป ‘แผลหายก็มักลืมเจ็บ’ จำต้องส่งคนที่มีอำนาจเด็ดขาดและจิตใจเด็ดเดี่ยวไปปกครอง ถึงจะกดความพยศของพวกคนเถื่อนเหล่านั้นเอาไว้ได้โดยไม่ให้เกิดการลุกฮือขึ้นมาอีก ซึ่งคนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้...”

 

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1392 พบกันครั้งสุดท้าย

 

บทที่ 1392 พบกันครั้งสุดท้าย

เดินลึกเข้าไปในป่าราวสองสามร้อยเมตร เบื้องหน้าก็ปรากฏพื้นที่โล่งรับแสงแดด เหลียนฟางโจวเหลือบเห็นเหลียงจิ้นยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขากำลังทอดสะพานรอยยิ้มมองมาที่นาง

ผมสีดำขลับรวบสูง สวมชุดตัวยาวสีเขียวแขนกว้าง ลมพัดชายเสื้อพริ้วไหวส่งเสียงซ่าๆ แววตาคู่นั้นยังคงเย็นเยียบและเฉียบคมแฝงไปด้วยนัยลึกซึ้งที่ก้ำกึ่งระหว่างการยิ้มและไม่ยิ้ม แม้จะอยู่ไกลกันพอสมควร แต่นางก็ยังมองเห็นใบหน้าเขาได้ชัดแจ้ง

นางรู้สึกได้ทันทีว่าอิ๋งชุนและพั่นเซี่ยที่อยู่ข้างกายพลันตึงเครียดขึ้นมาทันควัน ร่างกายของพวกนางเกร็งเขม็งไปหมด

เหลียนฟางโจวลอบถอนใจในใจ ก่อนจะสั่งการว่า “พวกเจ้าสองคนรออยู่ตรงนี้ ไม่ต้องตามข้าไป”

“ฮูหยินเจ้าคะ!”

“ไม่ได้นะเจ้าคะ!”

อิ๋งชุนและพั่นเซี่ยร้องประสานเสียงขึ้นมาทันที

“นายท่านกำชับหนักหนาว่าห้ามพวกบ่าวละสายตาจากฮูหยินเด็ดขาดเจ้าค่ะ!” อิ๋งชุนรีบเอ่ยด้วยความร้อนรน พั่นเซี่ยเองก็พยักหน้าสนับสนุนเป็นพัลวัน

“พวกเจ้าคอยดูอยู่ตรงนี้!” น้ำเสียงของเหลียนฟางโจวเด็ดขาดจนไม่อาจโต้แย้ง “ข้าจะไม่ไปไหนไกลจากสายตาพวกเจ้าหรอก อีกอย่างด้านนอกยังมีลั่วกว่างและพวกพ้องอยู่ไม่ใช่รึ? ไกลออกไปก็มีเซียวมู่อีก วางใจเถิด!”

อิ๋งชุนและพั่นเซี่ยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่ยืนมองเหลียนฟางโจวเดินมุ่งหน้าไปหาเหลียงจิ้นตาปริบๆ

เหลียงจิ้นมองดูนางเดินเข้ามาหาเขาทีละก้าวด้วยรอยยิ้มพราย แววตาของเขาดูเลื่อนลอยเล็กน้อยแฝงไปด้วยความอาวรณ์ เขาจ้องมองนางไม่วางตา

สำหรับเขาแล้ว... การได้เห็นหน้าครั้งนี้ คือการเห็นที่ยิ่งเหลือน้อยลงทุกที

เขาสลัดความคิดที่ชวนให้หดหู่นั้นทิ้งไป แล้วคลี่ยิ้มกว้างเดินเข้าหาพลางเอ่ยเย้า “โอ้... บุรุษที่บ้านเจ้ายอมปล่อยให้เจ้ามาหาข้าด้วยรึ? วันนั้นตอนข้าพูดคำนี้ไป เขาทำท่าเหมือนอยากจะขย้ำข้ากินทั้งเป็นเลยเชียวล่ะ!”

เหลียนฟางโจวหลุดขำออกมาจนได้ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดในใจพลันผ่อนคลายลงไม่น้อย นางค้อนขวับใส่เขาพลางเอ่ย “สามีข้าไม่ได้ตะกละขนาดนั้น เขาไม่ขย้ำใครกินทั้งเป็นหรอกเจ้าค่ะ!”

เหลียงจิ้นแค่นยิ้ม “เจ้าพูดผิดแล้วล่ะ กระเพาะของสามีเจ้าน่ะใหญ่โตมโหฬารนัก! ขนาดสกุลเหลียงทั้งตระกูลเขายังกลืนกินไปจนหมดสิ้น แล้วกะอีแค่ข้าคนเดียวจะเหลือรึ?”

เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวอ้าปากจะโต้กลับ เหลียงจิ้นก็โบกมือตัดบทพลางยิ้ม “เรื่องไร้สาระอย่าไปพูดถึงมันเลย! อย่างไรเสียมันก็ต้องมีวันที่ต้องประหัตประหารกันเข้าสักวัน เป็นสกุลเหลียงของข้าที่สะเพร่าเอง จะไปโทษใครได้!”

เหลียนฟางโจวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ที่ข้ามาพบท่าน ไม่ได้มาเพื่อคุยเรื่องนี้ ท่านเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเพราะเหตุใด!”

เหลียงจิ้นชะงักไป เขาเผยรอยยิ้มขื่น “เจ้านี่นะ... ยังคงใจดำและเย็นชาไม่เปลี่ยน หัวใจเจ้าทำด้วยหินหรือน้ำแข็งกันแน่? เหตุใดข้าดีต่อเจ้าตั้งเพียงนี้ เจ้ากลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยล่ะ? ดูสิ ตอนนี้เห็นชัดๆ ว่าเจ้าเป็นฝ่ายมาขอร้องข้าแท้ๆ แต่ยังวางท่าพยศอยู่ได้!”

“...” เหลียนฟางโจวมองเหลียงจิ้นเหมือนมองตัวประหลาด นางรู้สึกขำไม่ออกบอกไม่ถูก จึงถอนหายใจยาว “เหลียงจิ้น... ท่านพูดจาให้เหมือนคนปกติหน่อยได้ไหม!”

“ข้าผิดปกติตรงไหน? ทุกคำที่พูดมาล้วนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ปกติที่สุดแล้ว!” เหลียงจิ้นยืนกรานกระต่ายขาเดียว ทันใดนั้นแววตาของเขาก็หม่นแสงลง เขาถอนใจพลางเอ่ย “ฟางโจว... หลังจากนี้เราอาจจะไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว เจ้าจะปั้นหน้าดีๆ กับข้าหน่อย หรือพูดจาดีๆ กับข้าสักกี่ประโยคไม่ได้เชียวรึ?”

เหลียนฟางโจวถึงกับจุกอกจนพูดไม่ออกอีกครั้ง... ดูเหมือนทุกครั้งจะเป็นเขาเองที่เริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องก่อนไม่ใช่หรือ? ตัวเองหาเรื่องแท้ๆ แต่กลับมาโทษนางเสียอย่างนั้น!

ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูน่าเวทนาของเขาในยามนี้ เห็นความอ้างว้างและโดดเดี่ยวที่พาดผ่านลึกเข้าไปในดวงตา เหลียนฟางโจวกลับใจอ่อนจนดุด่าเขาไม่ลงในชั่วขณะนั้น

ยังคงเป็นคำเดิม... แม้บุรุษผู้นี้จะมีข้อเสียร้อยแปดพันประการ แต่สำหรับนางแล้ว เขากลับดีต่อนางเสมอมา

เหลียงจิ้นยิ้มบางๆ เขาไปลากหินก้อนใหญ่มาวางลงแล้วปัดฝุ่นจนสะอาด ก่อนจะผายมือเชิญเหลียนฟางโจว “เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ยืนนานๆ ไม่เหนื่อยรึ? มานั่งพักตรงนี้เถิด”

เหลียนฟางโจวชะงักไปเล็กน้อย นางคาดไม่ถึงว่าเขาจะมีมุมที่รู้จักเอาใจใส่ผู้อื่นเช่นนี้ และไม่อยากเสียมารยาทจึงพยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้ม “ขอบใจท่านมาก” ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปนั่งลงอย่างระมัดระวัง

เหลียงจิ้นทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นหญ้าฝั่งตรงข้าม ห่างจากนางประมาณหนึ่งหมี่ เขาถามยิ้มๆ “กี่เดือนแล้วล่ะ? อืม... เจ้าดูเจ้าเนื้อขึ้นไม่น้อยเลยนะ”

สี่เดือนกว่าแล้วเจ้าค่ะ” เหลียนฟางโจวตอบพลางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ “ข้าอ้วนขึ้นมากจริงๆ หรือ? เหมือนจะ... ยังไม่ขนาดนั้นมั้ง?”

พวกชุนซิ่งมักบอกว่านางไม่อ้วนเลย แม้แต่หลี่ฟู่เองก็เถอะ ทุกครั้งที่ถามเขาก็มักจะตอบว่า “ไม่อ้วนเลยสักนิด ไม่เห็นจะอ้วนตรงไหน!” วันนี้นางเพิ่งจะได้ยินความจริงก็คราวนี้เอง!

ถึงแม้ความจริงที่ว่านั้นจะระคายหูอยู่บ้างก็เถอะ

เหลียงจิ้นระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “เจ้ากำลังจะเป็นแม่คนแล้ว ยังห่วงเรื่องนี้อีกรึ? ช่วงนี้แหละที่ควรจะอ้วน กลัวอะไร! หรือว่าเจ้าแซ่หลี่นั่นเริ่มรังเกียจเจ้าแล้ว? เช่นนั้นเจ้าเลิกตามมันเถิด มาอยู่กับข้าดีกว่า! เจ้าอยากไปที่ใดข้าจะพาไป อยากทำสิ่งใดข้าจะตามใจเจ้าทุกอย่าง เจ้าปรารถนาสิ่งใด... ต่อให้ต้องไปแย่งชิงมาจากใคร ข้าก็จะไปชิงมาให้เจ้า!”

เหลียนฟางโจวพลันลุกพรวดขึ้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางเอ่ยเสียงเรียบ “คุณชายใหญ่เหลียง!”

เอาล่ะๆ ข้าไม่พูดแล้ว! ไม่พูดแล้วก็ได้ เจ้าได้รับนั่งลงเถิด!” เหลียงจิ้นเห็นนางเริ่มขุ่นเคือง ในใจเขาก็รู้สึกขมขื่นและฝาดเฝื่อนอย่างบอกไม่ถูก จึงแสร้งทำเป็นยิ้มร่าเหมือนไม่ถือสา แต่เมื่อเห็นนางยังคงจ้องมองด้วยสายตาเย็นเยียบไม่ยอมปริปาก เขาจึงเอ่ยต่อว่า “ทำไม? เจ้าไม่อยากรู้ที่ซ่อนของของพวกนั้นแล้วรึ?”

แววตาของเหลียนฟางโจวไหววูบ นางจ้องมองเขาเขม็ง

เหลียงจิ้นเผยรอยยิ้มขื่นพลางถอนใจ “เจ้านั่งลงเถิด ข้าจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ”

เหลียนฟางโจวปรายตามองเขาอีกครั้ง ก่อนจะยอมค่อยๆ นั่งลงตามเดิม

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เหลียงจิ้นก็เอ่ยขึ้นมาอย่างลอยๆ “ฟางโจว... หากข้าลักพาตัวเจ้าไป เจ้าจะเกลียดข้าหรือไม่?”

นี่ยังต้องถามอีกหรือ? แน่นอนว่าต้องเกลียด! และท่านไม่ต้องถามถึงกำหนดเวลา เพราะมันไม่มีวันสิ้นสุด! และไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนความรู้สึกนี้ได้!” เหลียนฟางโจวตอบกลับอย่างเฉียบขาดและหนักแน่น

ดี... ตกลง...” เหลียงจิ้นดูท่าทางเลิ่กลั่กเล็กน้อย เขาหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนความว้าเหว่ในส่วนลึกของดวงตา

จากนั้นเขาจึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อพลางโบกไปมาและยิ้มว่า “ในนี้คือสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ! รับไปเสียสิ!”

เหลียนฟางโจวมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะรับมาคลี่อ่านดู เมื่อเห็นว่าเป็นของจริงนางจึงพับเก็บเข้าในแขนเสื้อแล้วเอ่ยเสียงเบา “ขอบใจท่านมาก! อาเจี่ยนบอกกับข้าแล้ว เรื่องทายาทสกุลเหลียงที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ถูกเนรเทศ ท่านวางใจได้ ข้าจะสั่งคนให้คอยดูแลลับๆ ไม่ให้ผู้ใดมารังแกพวกเขาได้! อีกทั้งข้าจะจัดหาคนมาคอยสั่งสอนพวกเขาให้ดี เพื่อไม่ให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาเป็นเหมือนบรรพบุรุษหรือรุ่นพ่อของเขา! เรื่องที่จะคิดฟื้นฟูอำนาจตระกูลหรือกอบกู้เกียรติยศชื่อเสียงอะไรนั่น ท่านอย่าได้หวังอีกเลย... เมืองหนานไห่จะไม่ยอมให้มี ‘สกุลเหลียง’ เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง! ดังนั้น ทางที่ดีท่านอย่าได้สอดมือเข้ามาวุ่นวายจะดีกว่า!”

“...” เหลียงจิ้นถึงกับจุกอกจนพูดไม่ออก ริมฝีปากเขาขยับทำท่าจะพูดอยู่หลายครา กว่าจะเค้นรอยยิ้มขื่นออกมาได้ในที่สุด “โอ้! ฟางโจว... เจ้าลองบอกข้าทีซิว่า ข้าควรจะขอบคุณเจ้าดี หรือควรจะเกลียดเจ้าดีล่ะ?”

ตามใจท่าน!” เหลียนฟางโจวแค่นเสียงหึ “ท่านอยากจะทำอย่างไรก็เชิญ!”

เหลียงจิ้นหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งพลางถอนใจ “ฟางโจว เหตุใดข้าถึงไม่รู้จักเจ้าให้เร็วกว่านี้สักหน่อยนะ? อย่างน้อยก็น่าจะรู้จักเจ้าก่อนไอ้คนแซ่หลี่นั่น!”

เอาอีกแล้ว! คิ้วของเหลียนฟางโจวขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว นางรีบเปลี่ยนประเด็นทันที “หลังจากนี้ ท่านมีแผนการอย่างไรต่อไป?”

จะมีแผนการอะไรได้อีกล่ะ?” เหลียงจิ้นทอดถอนใจพลางเอ่ยด้วยท่าทางเกียจคร้าน “เมืองหนานไห่แห่งนี้ คงไม่ใช่ที่ที่ข้าจะอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว! อ้อ... ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ หากสามีเจ้าจับข้าเข้าคุก ต่อให้ข้าไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่ล่ะ! ส่วนพวกเด็กๆ ในตระกูล เจ้าก็ไม่ยอมให้ข้าเข้ายุ่งเสียอีก เจ้าลองบอกสิว่า ข้ายังจะไปที่ไหนได้อีก?”