วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1237 การแต่งงานเชื่อมพันธมิตร

 

บทที่ 1237 การแต่งงานเชื่อมพันธมิตร

นายท่านเติ้งถึงกับตื่นเต้นจนใจลอยเล็กน้อย ประกอบกับดื่มเหล้าเกินไปสองจอก ใบหน้าจึงแดงระเรื่อ เขาถูมือพลางหัวเราะกล่าวว่า เรื่องนี้… ฮ่าๆ บุตรีอกตัญญูของข้า จะคู่ควรกับคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเหลียงได้อย่างไรกันเล่า… เฮ้อ!”

นายท่านเติ้งถึงกับอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร แต่พอคิดได้ว่าความจริงเรื่องนี้ชาวเมืองหนานไห่ต่างรู้กันทั่ว จะพูดหรือไม่ก็ไม่ต่างกันนัก จึงถอนหายใจยาวก่อนยิ้มขื่นกล่าวว่า บุตรีอกตัญญูผู้นั้นไม่รู้จักผิดชอบ ชะล่าใจถึงกับทำเรื่องเช่นนั้น เฮ้อ! แม้ต่อหน้าผู้อาวุโสเช่นท่าน ข้าก็ยังเอ่ยปากไม่ลงจริงๆ ท่านพี่คิดจะให้คุณชายใหญ่ไปสู่ขอจริงหรือ? เพียงแต่ว่า บุตรีของข้า… นอกจากครั้งนี้ที่ราวกับถูกปีศาจครอบงำจนเพ้อคลั่งไปเอง แต่ก่อนมาไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย… เฮ้อ!”

นายท่านผู้เฒ่าเหลียงกลับหาได้ใส่ใจไม่ ก่อนยิ้มพลางกล่าวว่า บุตรชายไม่เอาไหนของข้า เพียงแต่งเป็นภรรยารองเท่านั้น หากจะว่าไป คนที่น่าเวทนากลับเป็นคุณหนูเติ้งเสียมากกว่า! ส่วนเรื่องคราวนั้น ฮึ! ใครจะรู้ว่าคุณหนูเติ้งมิได้ถูกผู้ใดล่อลวงเข้าเสียแล้วหรือ? มิฉะนั้น นิสัยใจคอคนเราจะเปลี่ยนไปในชั่วพริบตาได้อย่างไรเล่า? เล่ห์เพทุบายช่างลึกล้ำ ยากป้องกันนัก! พวกเราคนแก่ที่ยังซื่อจนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม จะให้ไม่ถูกล่อลวงก็คงยากแล้ว!”

ท่านพี่พูดได้ถูกต้องแล้ว ถูกต้องยิ่งนัก!” นายท่านเติ้งเฒ่าตบต้นขาฉาดหนึ่ง

สองผู้เฒ่ายิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิม ยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ เรื่องการแต่งงานจึงตกลงกัน ณ ที่นั้น ต่างฝ่ายต่างพอใจ ครั้นจันทร์ขึ้นถึงกลางฟ้า นายท่านเหลียงผู้เฒ่าจึงลุกขึ้นส่งนายท่านเติ้งออกจากจวนด้วยตนเอง พลางเอ่ยว่าจะให้สื่อมาขอไปในเร็ววัน

เมื่อกลับเข้าจวน นายท่านเหลียงผู้เฒ่าก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฮูหยินเหลียงฟัง กำชับให้นางไปบอกแก่บุตรชาย เตรียมจัดการให้เรียบร้อยเสียแต่เนิ่นๆ

ฮูหยินเหลียงกลับรู้สึกประหลาดใจนัก ที่อยู่ดีๆ สามีตัดสินใจขายอนาคตบุตรชายโดยไม่ปรึกษาสักคำ จึงไม่สู้จะยินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… คู่ครองนั้นกลับเป็นคุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้ง ผู้ที่นางปฏิเสธอยู่ในใจมาโดยตลอด!

ฮูหยินเหลียงอดกลั้นไม่ไหว เอ่ยทัดทานขึ้นว่า แม้คุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้งจะเติบโตมาในบ้านหรูตระการ แต่ทั้งสายตาและกิริยามารยาทกลับไม่ถึงขั้น ทำการสิ่งใดก็ขาดความคิด ไร้ชั้นเชิง ดูตื้นเขินเกินไป มิอาจคู่ควรจะเป็นนายหญิงใหญ่แห่งสกุลเหลียงได้ อีกทั้งยังไม่อาจควบคุมลูกชายของเรา แล้วจะมีประโยชน์อันใด?”

นายท่านเหลียงผู้เฒ่ากลับเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า เรื่องนี้ตัดสินแล้ว เจ้าก็ทำตามที่ข้าสั่ง อย่าได้ทำลายเรื่องใหญ่ของข้า! สิ่งอื่นล้วนไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ นางคือคุณหนูสามสายตรงของตระกูลเติ้ง! หากว่านางไม่คู่ควรจะเป็นนายหญิงใหญ่ วันหน้าเราก็หาภรรยาเอกอีกคนให้เจ้าอาจิ้นก็พอ เรื่องนั้นข้าไม่ก้าวก่าย เจ้าเป็นคนเลือกเถอะ!”

ฮูหยินเหลียงชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจคิดว่า หญิงสาวนามเติ้งเมิ่งหานนั้น ความประพฤติบกพร่อง ชื่อเสียงมัวหมอง หากลูกชายตนยอมรับนางก็นับว่าดีเกินพอแล้ว ต่อให้ภายหน้าต้องการหาภรรยาเอกเพิ่ม ตระกูลเติ้งก็คงจำใจยอมอยู่ดี จะกลัวอันใดเล่า?

เมื่อคิดดังนี้ ฮูหยินเหลียงก็พลันอารมณ์เบิกบาน ยอมรับคำของสามีอย่างราบรื่น

ใครเล่าจะรู้ว่า ครั้นถึงวันถัดมาเมื่อเอ่ยเรื่องนี้กับเหลียงจิ้น เขากลับขมวดคิ้วทันที แล้วปฏิเสธโดยไม่ลังเล

ฮูหยินเหลียงนึกว่าบุตรชายคิดเช่นเดียวกับตน คือเห็นว่าเติ้งเมิ่งหานไม่คู่ควร จึงรีบเล่าความตั้งใจของสามีให้ฟังโดยละเอียด พลางหัวเราะกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าจะยังไม่พอใจหรือมีสิ่งใดต้องกังวลอีกเล่า? เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระหว่างสกุลเหลียงกับสกุลเติ้ง การแต่งงานก็เท่ากับการผูกพันธมิตร เหตุผลแค่นี้ยังต้องให้แม่อธิบายอีกหรือ? ผู้หญิงนั้น แต่งเข้ามาแล้วก็จบ หากชอบก็ไปหา นางไม่ถูกใจก็เลี้ยงไว้ในเรือนหลังก็สิ้นเรื่อง ภายหน้าแม่ย่อมหาอีกผู้หนึ่งที่คู่ควรกับเจ้าให้แต่งเข้ามาเป็นนายหญิงใหญ่แน่นอน!”

ใครเล่าจะรู้ ว่าเหลียงจิ้นกลับยังส่ายหน้าเอ่ยว่า “การผูกพันธมิตร เหตุใดจะต้องอาศัยการแต่งงานเล่า? หากมีผลประโยชน์ร่วมกัน ต่อให้ไม่แต่งก็ยังเป็นพันธมิตรได้! ตรงกันข้าม หากผลประโยชน์เปลี่ยนแปร การมีสตรีแต่งเข้าไปคนหนึ่งจะรั้งสองตระกูลไว้ได้หรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี! อีกอย่าง ข้าไม่อยากแต่งกับสตรีไร้สมองผู้นั้น!”

เหลียงจิ้นบังเกิดความขุ่นแค้นต่อเติ้งเมิ่งหาน เห็นนางเป็นเพียงตัวถ่วงไร้ค่า ถึงขนาดจะยั่วยวนบุรุษยังไม่เป็น! หากนางสามารถล่อลวงหลี่ฟู่ไปได้ ต่อให้นางยอมตกเป็นของเขาอย่างสิ้นเชิง เหลียนฟางโจวก็ย่อมทนไม่ได้และต้องละทิ้งหลี่ฟู่ เมื่อนั้นหากตนออกหน้าสักครั้ง นางก็ไม่หนีกลับมาหาตนดอกหรือ?

แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า สตรีไร้สมองผู้นั้นกลับไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้!

ให้ตนแต่งกับนางหรือ? ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี!

ในส่วนลึกของใจ เหลียงจิ้นยังมีความคิดจะท้าประลองกับหลี่ฟู่ให้รู้แพ้ชนะ หลี่ฟู่ไม่มีแม้แต่ฮูหยินรองหรืออนุภรรยา จนทำให้สตรีนางนั้นภักดีต่อเขาอย่างเด็ดเดี่ยว เช่นนั้นแล้ว เหลียงจิ้นก็ย่อมคิดจะเมินเฉยต่อสตรีทั้งปวงเช่นกัน!

สิ่งที่หลี่ฟู่ทำได้ เหตุใดตนจะทำมิได้เล่า?

ครั้นเหลียงจิ้นเผชิญหน้ากับสตรีเหล่านั้น กลับไม่รู้เหตุใด จึงไม่อาจเสพสุขได้เช่นแต่ก่อน มีเพียงความจืดชืดราวเคี้ยวขี้ผึ้ง

ฮูหยินเหลียงถึงกับชะงักไป แต่ยังคงกล่าวว่า ก็แค่แต่งเข้ามาเท่านั้น เป็นเพียงตำแหน่งภรรยา เจ้าก็ยังไม่ยอมอีกหรือ?”

ไม่ยอม!”

สีหน้าของฮูหยินเหลียงพลันมืดลง นางเอ่ยเสียงเย็นว่า เหตุผลเล่า? แต่ก่อนเจ้ามิเคยปฏิเสธเด็ดขาด!”

เหลียงจิ้นตอบอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ไม่ยอมก็คือไม่ยอม เรื่องเมื่อก่อนก็เป็นเรื่องเมื่อก่อน ตอนนี้ก็คือตอนนี้ ก็แค่นั้น!”

ข้าว่า มันมิได้ง่ายดายเช่นนั้น!” ฮูหยินเหลียงกัดฟันแน่น หน้าซีดเผือดด้วยโทสะ พลันเอ่ยเสียงขุ่นว่า หรือว่าเจ้าจะยังไม่ตัดใจ? เจ้าคงยังคิดถึง… คิดถึงแม่นางเหมยผู้นั้นอยู่ละสิ!”

ช่างเหลวไหลสิ้นดี!

เหลียงจิ้นมิได้ตอบ เพียงหัวเราะพลางกล่าวว่า ท่านแม่ จะโกรธไปไยเล่า! ที่ท่านพ่อทำเช่นนี้ก็เพราะเรื่องพันธมิตรไม่ใช่หรือ? วางใจเถอะ ข้าจะจัดการให้เอง ไม่จำเป็นต้องให้ท่านกังวล! สกุลเหลียงของเรายังไม่ถึงกับต้องเอาบุตรชายไปแลกผลประโยชน์กระมัง?”

เจ้า…!” ฮูหยินเหลียงถึงกับแน่นอกด้วยโทสะ เอ่ยเสียงเย็นว่า อย่าได้พูดวกวนให้เสียเวลา! ฟังให้ดีเถิดเหลียงจิ้น คุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้ง จะต้องเป็นสะใภ้ใหญ่ของสกุลเหลียงแน่นอน! เรื่องนี้ข้ากับพ่อเจ้าตัดสินแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะยินยอมหรือไม่ เจ้าก็ต้องแต่ง!”

เหลียงจิ้นก็พลันโกรธขึ้นเช่นกัน เอ่ยเสียงเรียบว่า หรือว่าท่านทั้งสองจะจับข้าไปมัดคานหามเข้าห้องหอ?”

ฮูหยินเหลียงสะท้านด้วยโทสะ เงยหน้าหัวเราะ “ฮ่า!” ลั่น ก่อนกล่าวว่า แน่นอนว่าทำไม่ได้! แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าคิดจะทำให้ผู้อื่น โดยเฉพาะท่านผู้ว่าการมณฑลที่เพิ่งมารับตำแหน่ง ได้เห็นสกุลเหลียงของเรากลายเป็นเรื่องตลกอย่างนั้นหรือ? หากเจ้าคิดว่าหน้าตาของสกุลเหลียงไร้ค่าในสายตาเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ทำตามใจเถอะ!”

สีหน้าของเหลียงจิ้นพลันแปรเปลี่ยน ครานี้เมื่อเผชิญหน้ามารดา เขากลับถึงกับพูดไม่ออกเป็นครั้งแรก

ฮูหยินเหลียงหัวเราะเย็นหนึ่งคำ สะบัดแขนเสื้อพลางคำรามว่า ไสหัวไป! ยังไม่รีบออกไปจากตรงนี้อีก! แค่เห็นหน้าก็ทำให้ข้ารำคาญใจแล้ว!”

เหลียงจิ้นปรายตามองนางเพียงครู่ สีหน้านิ่งเฉียบ ก่อนหันหลังเดินจากไป

ใครเล่าจะคาดคิด—ในวันที่ฮูหยินเหลียงกำลังจะส่งแม่สื่อไปสู่ขอที่จวนตระกูลเติ้งในวันมงคลอีกสามวันถัดมา กลับมีข่าวแพร่สะพัดออกมาเสียก่อน ว่าคุณหนูสามตระกูลเติ้งหกล้ม ถูกก้อนหินคมกริบกรีดหน้าจนเสียโฉม นางยืนกรานไม่ยอมแต่ง ด้านตระกูลเติ้งเองก็เอ่ยคำขอโทษอยู่เนือง ๆ เรื่องการแต่งจึงถูกยกเลิกลงทันที!

นายท่านเหลียงผู้เฒ่าแม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลกลับแน่นแฟ้นกว่าก่อนมากนัก เขาจึงนับว่าพอใจไม่น้อย

ตรงกันข้าม ฮูหยินเหลียงกลับทั้งโกรธทั้งร้อนใจ นางโมโหมิใช่น้อย เพราะไม่ว่าคิดเช่นไร เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่บังเอิญแน่ หากมิใช่ฝีมือของบุตรชายผู้ดื้อรั้นนั้น นางย่อมไม่เชื่อเป็นอันขาด!

ด้วยเหตุนี้ ฮูหยินเหลียงจึงพลันหันไปลงโทษใจต่อเหลียนฟางโจว รู้สึกทั้งโกรธทั้งกังวลอย่างสุดแสน

สตรีผู้นี้ หากไม่กำจัดเสีย ย่อมเป็นภัยเกินไป!

บุตรชายอาจจะชอบนางก็ได้ อาจมีสตรีนับไม่ถ้วนรายล้อมก็ช่าง แต่สิ่งที่ยอมมิได้คือให้เขาหลงใหลจนลุ่มหลง!

นางย่อมรู้ดี — หากบุรุษผู้หนึ่งตกหลุมรักสตรีจนหมดใจ ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร และนางจะไม่มีวันยอมให้บุตรชายตนเองประสบชะตากรรมเช่นนั้นเด็ดขาด!

 

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1236 เสี่ยวเชวี่ย

 

บทที่ 1236 เสี่ยวเชวี่ย

 

เหลียนฟางโจวรีบสั่งคนมาคลายเชือกที่มัดตัวนางไว้ พลางถอนหายใจ "ล้วนเป็นความผิดของข้า ที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก! ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว อย่าร้องไห้อีกเลยนะ!"

แต่เสี่ยวเชวี่ยยังสะเทือนใจอยู่ นางจะหยุดร้องได้อย่างไร? พอได้ยินคำพูดอ่อนโยนของเหลียนฟางโจว ก็ยิ่งสะอึกสะอื้นหนักเข้าไปอีก ร้องไห้ไม่หยุดพลางพร่ำพูดอะไรบางอย่างในลำคอ แต่ไม่มีใครเข้าใจได้ว่านางพูดอะไร

หลี่ฟู่มองแล้วถึงกับขมวดคิ้วแน่น—ยัยเด็กหัวฟู พูดจาวกไปวนมา ไร้ระเบียบไร้หลักการคนนี้นี่น่ะหรือ ที่ภรรยาของเขาเป็นห่วงนักหนา?

ช่างน่ารำคาญจริง ๆ

หรือบางที...แค่ใครก็ตามที่มาจากตระกูลเหลียง เขาก็คงไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

หลี่ฟู่ไม่อาจทนฟังเสียงโวยวายระคายหูได้อีก จึงพยักหน้าให้เหลียนฟางโจวเป็นเชิงลาทีนึง ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปทันที

แล้วเสี่ยวเชวี่ยคนนี้เล่า? เพิ่งได้เจอเหลียนฟางโจวทั้งที ใจทั้งดวงมีแต่อีกฝ่ายเท่านั้น ร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด เสียงดังอื้ออึง ไม่ทันสังเกตเลยแม้แต่น้อยว่าเจ้านายใหม่อย่างหลี่ฟู่ได้เดินจากไปแล้ว แถมไม่ได้แม้แต่จะคำนับลา

เหลียนฟางโจวก็ปลอบเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล

จนในที่สุด ก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก มาวันนี้ยังต้องมาทำให้เจ้าเสียใจอีก วันพรุ่งนี้ข้าจะให้คนพาเจ้าไปเถอะ! เลิกร้องไห้เสียทีเถอะนะ!”

“ไม่! ไม่เอา!” เสี่ยวเชวี่ยถึงกับตกใจ รีบใช้มือปัดเช็ดน้ำตาอย่างลนลาน แล้วร่ำร้องเสียงสั่น “แม่นาง อย่าขับไล่บ่าวเลยนะเจ้าคะ! บ่าวยินดีจะรับใช้อยู่เคียงข้างแม่นาง! บ่าวเต็มใจอยู่รับใช้ไปทั้งชีวิตเลยเจ้าค่ะ! ขอร้องแม่นาง อย่าไล่บ่าวเลย!”

เหลียนฟางโจวจึงถามกลับ “ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะไม่ร้องอีกแล้วหรือ?”

“ไม่ร้องแล้วเจ้าค่ะ! ไม่ร้องแล้ว!” เสี่ยวเชวี่ยส่ายหัวรัว ๆ รีบพูดว่า “บ่าวไม่ได้เสียใจ บ่าวแค่ดีใจ! บ่าวดีใจต่างหากเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวกับหลินหมอมอถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

เหลียนฟางโจวจึงยิ้มพลางพูดว่า “อย่างนั้นก็ดีแล้ว! ถ้าเจ้าร้องไห้อีก ข้าคงคิดว่าเจ้ารู้สึกน้อยใจเสียอีก! ถ้าเช่นนั้นอยู่กับข้าเถอะ! หลินหมอมอ นางชื่อเสี่ยวเชวี่ย เจ้าพาไปล้างหน้าแต่งตัวหน่อย แล้วส่งให้ชุนซิ่งจัดการให้อีกที พรุ่งนี้ให้มาช่วยงานข้าที่นี่เลย!”

หลินหมอมอยิ้มพลางรับคำ

เสี่ยวเชวี่ยดีใจจนแทบลอย รีบคุกเข่ากราบ “บ่าวขอบพระคุณแม่นางสำหรับพระคุณอันใหญ่หลวงเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ แล้วพยักหน้าให้ลุกขึ้น

หลินหมอมอมองนางแวบหนึ่งแล้วยิ้มพูดว่า “ชื่อเสี่ยวเชวี่ยใช่ไหม? ไปกับข้าเถอะ! อีกอย่างนะ ต่อไปนี้ห้ามเรียกว่าแม่นางอีกแล้วนะ สองคำนั้นห้ามพูดเด็ดขาด ต้องเรียกว่า ‘ฮูหยิน’ เท่านั้น เข้าใจไหม?”

เสี่ยวเชวี่ยชะงักไปนิด ก่อนรีบพยักหน้ารับคำ แต่ก็ยังแอบชำเลืองมองเหลียนฟางโจวอย่างไม่แน่ใจนัก

เหลียนฟางโจวเพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดอะไรอีกต่อไป แค่สั่งให้นางตามหลินหมอมอลงไป

ทางตระกูลเหลียงนั้น หลังจากจ่ายเงินห้าพันตำลึงเพื่อไถ่ตัวคน อีกพันตำลึงสำหรับค่ารักษาพยาบาลและพักฟื้น ก็พาพวกคนของตนกลับไป

นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทางการสามารถเอาชนะหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ได้สำเร็จ สร้างความฮึกเหิมแก่ประชาชนที่ทุกข์ทนภายใต้เงาอิทธิพลมาเนิ่นนาน แม้จะไม่กล้าแสดงออกโจ่งแจ้ง แต่ก็มีเสียงซุบซิบพูดคุยกันทั่วเมือง ความยินดีแฝงอยู่ในแววตาทุกคู่จนแทบปิดไม่มิด

หลี่ฟู่ฉวยโอกาสนี้ สั่งให้ที่ปรึกษาราชการและขุนนางท้องถิ่นติดประกาศทั่วเมือง อีกทั้งยังลงนามในเอกสารราชการพร้อมประทับตราหลวง แจกจ่ายไปยังทุกเมืองในเขตปกครอง ให้ติดประกาศเนื้อหาว่าด้วยการเสริมสร้างหลักนิติธรรมท้องถิ่น

หากมีผู้ใดประพฤติผิดกฎหมาย กดขี่รังแกชาวบ้าน หรือฉ้อฉลใด ๆ ประชาชนสามารถไปร้องเรียนต่อที่ว่าการท้องถิ่นได้โดยตรง ทางการจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างยุติธรรม — หรือจะเดินทางมาฟ้องที่เมืองหนานไห่โดยตรงกับเขาก็ได้!

เมื่อคำสั่งนี้ถูกประกาศออกมา ชาวบ้านต่างพากันโห่ร้องยินดี บ้านเมืองคึกคักขึ้นมาทันตา แม้เหล่าตระกูลใหญ่จะรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ แต่ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อบทเรียนจากตระกูลเหลียงได้—ตระกูลเหลียงยังต้องยอมก้มหัว แล้วพวกเขาจะกล้าหือได้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงแอบโกรธตระกูลเหลียงที่ยอมศิโรราบต่อทางการ เพราะการกระทำของเหลียงบ้านั่นเอง ที่ทำให้พวกเขาต้องจำใจทำตามไปด้วย!

เมื่อนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงตระหนักถึงเรื่องนี้เข้า ก็โมโหจนแทบลุกเป็นไฟ ด่าหลี่ฟู่ว่าร้ายกาจแสนเจ้าเล่ห์ ขณะที่เหลียงจิ้นซึ่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยังกล้าพูดจาแดกดัน เสียดสีเป็นระยะ จนเกือบโดนพ่อฟาดเข้าให้สักฉาด

ทว่าเมื่ออารมณ์เย็นลง นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงก็อดขบคิดไม่ได้—ตอนนั้นนอกจากยอม ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วจริงหรือ? จะให้ต่อต้านทางการอย่างเปิดเผยงั้นหรือ? ขุนนางนามหลี่ผู้นี้แตกต่างจากพวกขุนนางก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง หากเปิดศึกกับเขาตรง ๆ ตระกูลเหลียงก็ใช่ว่าจะได้เปรียบ!

ไหนเลยเรื่องนี้เกี่ยวข้องแค่ตระกูลเหลียง ไม่มีตระกูลอื่นยอมเอาตัวมาเกี่ยวแน่นอน หากถึงขั้นสู้จนสองฝ่ายพังกันไปข้างหนึ่ง สุดท้ายก็จะมีแต่คนอื่นที่ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องลงมือ!

และหากเป็นเช่นนั้นจริง เก้าอี้จ่าฝูงของตระกูลเหลียงในมณฑลหนานไห่...ก็คงถึงคราวเปลี่ยนมือ!

สำหรับฝ่ายทางการ ต่อให้ต้องสูญเสียกำลังไปบ้างแล้วอย่างไรเล่า? แค่โยกย้ายคนจากที่อื่นมาทดแทนก็จบเรื่อง แต่ตระกูลเหลียงน่ะสิ ไม่ใช่จะฟื้นกลับมาได้ง่าย ๆ!

ใครจะโกรธแค้นตระกูลเหลียงก็ช่างเถอะ จะมีกี่คนกันที่กล้าพูดต่อหน้าตรง ๆ?

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาทุกคนต่างก็ยังมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ ตราบใดที่ผลประโยชน์ยังเชื่อมโยงกันอยู่ ก็ไม่มีใครกล้าตัดสัมพันธ์กับตระกูลเหลียงแน่นอน ถึงเวลาเจรจา ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหน ก็ต้องจำใจร่วมมืออยู่ดี!

คืนนั้น หลังพระอาทิตย์ลับฟ้า นายท่านผู้เฒ่าเติ้งก็นำพ่อบ้านของตระกูล แอบมาพบนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงอย่างเงียบเชียบ

ทั้งสองล้วนเพิ่งมีเรื่องกับที่ทำการผู้ว่าการมณฑล และต่างก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่ต่างกัน หลังกล่าวคำทักทายกันไม่กี่ประโยคก็เริ่มระบายความคับข้องใจต่อกัน แล้วพากันด่าหลี่ฟู่ไม่ยั้ง

นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงฉวยโอกาสนี้เสนอแผนการรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรลับ หวังจะชิงลงมือก่อนคนอื่น จึงเริ่มเกลี้ยกล่อมนายท่านผู้เฒ่าเติ้ง พร้อมหยั่งเชิงด้วยคำพูดอ้อมค้อมหลายประโยค

นายท่านผู้เฒ่าเติ้งเองที่จริงก็แค่อยากใช้ข้ออ้างว่า "เจ็บเหมือนกัน เข้าใจหัวอกกัน" เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับฝ่ายตระกูลเหลียง เผื่อว่าในอนาคตมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น จะได้มีพันธมิตรคอยหนุนหลัง

ทว่าเมื่อนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงแสดงท่าทีร้อนรนกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน สัญชาตญาณของพ่อค้าในตัวเขาก็กระตุ้นให้รู้สึกระแวงทันที

ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าหรือไม่ คนเราก็เหมือนกันทั้งนั้น—เรื่องใดให้ผลประโยชน์จึงจะลงมือ เรื่องใดไม่มีกำไรใครจะลุกแต่เช้า? นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงผู้นี้ในอดีตไม่เคยมีท่าทีแบบนี้ต่อเขาเลย ไม่เพียงไม่เป็นมิตร ยังเผยท่าทางรังเกียจพวกเศรษฐีหน้าใหม่อย่างตระกูลเติ้งอยู่บ่อยครั้ง

ไม่เช่นนั้น เรื่องแต่งงานระหว่างลูกสาวของเขากับบุตรชายคนโตของตระกูลเหลียง คงไม่ยืดเยือลากยาวมาถึงทุกวันนี้

แต่ตอนนี้จู่ ๆ ท่าทีของอีกฝ่ายกลับเปลี่ยนไปถึงร้อยแปดสิบองศา จะไม่ให้เขาสงสัยว่ามีเบื้องหลังได้อย่างไร?

นายท่านผู้เฒ่าเติ้งแม้ในใจเริ่มรู้สึกระแวดระวัง แต่สีหน้ากลับไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย ยังยิ้มแย้มสุภาพพูดคุยกับนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงเช่นเดิม ใช้กลยุทธ์รับมืออย่างแนบเนียน—ทหารมาก็มีกำแพงรับ น้ำหลากมาก็ถมดินสกัด แต่กลับไม่ปริปากพูดอะไรชัดเจน และยิ่งไม่ยอมรับข้อเสนอใด ๆ โดยง่าย

นี่แหละคือสันดานพื้นฐานของพ่อค้าโดยแท้ นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงก็ไม่ถือสา กลับยิ่งคิดจะผูกสัมพันธ์ไว้ให้แน่นขึ้นเสียด้วยซ้ำ

กิจการของตระกูลเติ้งแผ่ขยายครอบคลุมทั่วมณฑลหนานไห่ แถมยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับแคว้นอื่นมากที่สุด หากได้เป็นพันธมิตรกัน ก็มีแต่ได้ไม่มีเสีย

ดังนั้นนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงจึงตัดสินใจโยน “หมากเด็ด” ออกไป

“ไอ้ลูกไม่เอาไหนของข้า—อาจิ้น—ก็เสียภรรยาไปสามปีแล้วจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้แต่งใหม่ ไม่ทราบว่าบุตรีของท่าน ได้มีใครหมายหมั้นไว้แล้วหรือยัง? บ้านเราทั้งสองฝ่ายถือว่าเหมาะสมกันยิ่งนัก เทียบกันแล้วก็เหมือนสวรรค์ลิขิตเลยทีเดียว!”

แววตานายท่านผู้เฒ่าเติ้งเป็นประกายวาบขึ้นมาในทันที ราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน จนยืนนิ่งอึ้งไปเลย

เพื่อให้การแต่งงานครั้งนี้สำเร็จ ภรรยาของเขาถึงกับพาลูกสาวมาอยู่ในเมืองหนานไห่แทบจะครบปีแล้ว แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น

เขาจะเชื่อได้อย่างไร ว่าตระกูลเหลียงจะเป็นฝ่ายเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนด้วยตนเอง?

หากสามารถสานสัมพันธ์แต่งงานนี้ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ล่ะก็ ผลประโยชน์ที่จะได้รับนั้นช่างมหาศาลนัก!

เพราะอย่าลืมว่า...ตระกูลเหลียงคืออันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานไห่!

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1235 การเจรจา

 

บทที่ 1235 การเจรจา

 

นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงมองเหลียงจิ้นแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อไปว่า “เรื่องนี้ข้ามอบหมายให้เจ้าจัดการ! เจ้าต้องไปที่จวนผู้ว่าการมณฑลด้วยตัวเองอย่างสุภาพเรียบร้อย ถ้าเจ้าไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ก็อย่าคิดจะกลับมา!”

“ข้าไม่ไป!” ใครจะคิดว่าเหลียงจิ้นจะปฏิเสธออกมาอย่างไม่ลังเล และแสดงท่าทีหนักแน่นอย่างยิ่ง

“เจ้าว่าอะไรนะ?” ใบหน้าของนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงแข็งทื่อราวกับน้ำแข็ง เสียงของเขาเย็นยะเยือกพร้อมกับสีหน้าที่มืดมนลงทันที ขณะที่บรรยากาศรอบตัวก็พลันตึงเครียดขึ้น

แต่เหลียงจิ้นกลับไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย เขายังคงแสดงสีหน้าที่เย็นชาและท่าทีที่ไม่แยแสใดๆ พร้อมตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า “ข้าไม่ไป!”

“เจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกหรืออย่างไร?” นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงหัวเราะเยาะเย็นชา พลางกล่าวว่า “ข้าคือผู้นำตระกูล! คำพูดของข้าคือกฎ! หากเจ้าอยากเป็นผู้นำและออกคำสั่ง ก็รอจนกว่าเจ้าจะได้เป็นผู้นำตระกูลเสียก่อนเถอะ!”

“พวกเราก็ล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกันดีๆ เถอะ!” นายท่านผู้เฒ่ารองเหลียงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย พลางยิ้มพร้อมกับกล่าวปลอบว่า “อาจิ้น เจ้าก็เป็นแบบนี้อยู่เสมอ ท่านพี่ไม่เห็นต้องโกรธเลย เรื่องนี้เกิดจากเจ้าก็จริง ดังนั้นเจ้าเองก็ควรจะเป็นคนไปจัดการ ไม่ใช่เพื่ออะไรอื่นหรอก ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝนตนเองก็แล้วกัน! มันมีแต่จะส่งผลดีต่อเจ้า ไม่มีอะไรเสียหายเลย ท่านพี่ของข้าเป็นพ่อแท้ๆ ของเจ้า จะไปคิดร้ายกับเจ้าได้อย่างไรกัน?”

เหลียงจิ้นสีหน้ามืดครึ้ม ในใจรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่เขาเองก็รู้ดีว่าคำสั่งของท่านพ่อนั้นไม่มีทางปฏิเสธได้ สุดท้ายเขาก็ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยท่าทีหงุดหงิด

ฝึกฝนอย่างนั้นหรือ? ชิ! เขาจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนแบบนี้ด้วยหรือ? หากเป็นคนอื่นก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องไป แต่คนที่เขาต้องไปเจอกลับเป็นเจ้า หลี่ฟู่ผู้น่ารังเกียจคนนั้น! เขาไม่มีทางอยากไปเด็ดขาด!

เหลียงจิ้นเดินกลับไปที่ลานเรือนด้วยอารมณ์เดือดดาล พร้อมกับระบายอารมณ์ออกมาอย่างบ้าคลั่ง แล้วตะโกนสั่งออกมาเสียงดัง “พวกเจ้า! มานี่เดี๋ยวนี้!”

จากนั้นก็ออกคำสั่งโดยไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น ให้คนจับตัวเสี่ยวเชวี่ยมัดไว้อย่างแน่นหนา แล้วขังนางไว้ในห้องเก็บฟืนทันที!

ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของแม่นางเหมยอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกคนล้วนแต่ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอความเมตตา และรีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

แม้แต่ตัวของเสี่ยวเชวี่ยเองก็รู้สึกทั้งหวาดกลัวและร้อนรนจนดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยคำขอร้องแม้แต่ครึ่งคำ แถมยังไม่กล้าร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ น้ำตาที่คลออยู่ก็ยังไม่กล้าปล่อยให้ไหลลงมาเลย!

ช่วงบ่าย เหลียงจิ้นก็สั่งให้คนจับตัวเสี่ยวเชวี่ยขึ้นไปบนรถม้า ส่วนตัวเขาขี่ม้า และพาผู้ติดตามอีกสองคน มุ่งหน้าไปยังจวนผู้ว่าการมณฑล ในส่วนหลังจวน

หากต้องอ้อนวอนใครสักคนอย่างนั้นหรือ? เขายอมไปขอร้องเหลียนฟางโจวเสียยังดีกว่าที่จะไปอ้อนวอนเจ้าหลี่ฟู่ตัวสารเลวนั่น!

ในเมื่อหลังจากที่จวนผู้ว่าการมณฑลทำการกวาดล้างสายลับภายในแล้ว ทุกคนก็รู้ดีว่าท่านผู้ว่าการมณฑลผู้นั้นทั้งรักทั้งเอาใจใส่ภรรยาเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่จำเป็นต้องไปขอร้องท่านผู้ว่าการมณฑลโดยตรง ขอเพียงไปขอร้องถึงจวนหลัง จะมีใครกล่าวหาว่าไม่สมเหตุสมผลได้อย่างไร?

หลี่ฟู่กำลังอยู่กับเหลียนฟางโจวที่เขตเรือนหลังของจวน เมื่อได้ยินว่าหลินหมอมอเข้ามารายงานว่า คุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงส่งคนมาขอพบฮูหยิน ใบหน้าของเขาก็พลันมืดมนลงทันที และกล่าวอย่างเย็นชา “ไล่มันออกไป! ฮูหยินของข้าจะให้พวกแมวหมาพเนจรอะไรพวกนั้นเข้าพบได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ?”

เหลียนฟางโจวก็รู้สึกขุ่นเคืองกับเหลียงจิ้นเช่นกัน เขาจะโง่ขนาดคิดว่า นางจะไปพูดขอความเมตตาแทนเขากับหลี่ฟู่ อย่างนั้นหรือ? นางดูโง่ถึงเพียงนั้นเลยหรืออย่างไร?

แต่จู่ๆ ในใจก็พลันนึกถึงเรื่องที่ตนเองเคยรับปากกับเหลียงจิ้นไว้ว่าจะทำตามหนึ่งความปรารถนาของเขา นางจึงรีบเรียกหลินหมอมอไว้แล้วกล่าวว่า “ถ้ามีอะไร ก็ให้ส่งเข้ามาได้เลย! บังเอิญท่านพี่ก็อยู่ที่นี่ด้วย จะได้ฟังพร้อมกันไปเลย!”

หลินหมอมอเห็นหลี่ฟู่ส่งเสียงฮึดเบาๆ อย่างไม่พอใจ แต่ไม่ได้คัดค้านอะไร นางจึงรีบรับคำและออกไปจัดการทันที

เมื่อเหลียนฟางโจวให้คนออกไปแล้ว นางก็ให้บ่าวไพร่คนอื่นๆ ถอยออกไป ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วกล่าวกับหลี่ฟู่ว่า “อย่าเพิ่งโกรธข้าเลยนะท่านพี่ ฟังข้าอธิบายก่อนเถอะ”

จากนั้นนางก็เล่าเรื่องที่ตนเองเคยให้สัญญากับเหลียงจิ้นเอาไว้ให้ฟังจนหมดสิ้น ใบหน้าของหลี่ฟู่จึงค่อยๆ คลายความโกรธลงไปบ้าง แต่ก็ยังอดบ่นอย่างหงุดหงิดไม่ได้ “ตามหลักแล้ว มันก็ควรเป็นเช่นนั้น ต่อให้เขามีเจตนาไม่ดี เราก็ไม่ควรติดค้างบุญคุณของเขาอยู่! แต่เหตุใดเจ้าถึงไม่เคยบอกเรื่องนี้กับข้ามาก่อน?”

เหลียนฟางโจวหัวเราะอย่างขมขื่นก่อนจะกล่าวว่า “ก็เพราะข้าเผลอลืมไปน่ะสิ! อีกอย่าง เรื่องนี้มันจำเป็นต้องบอกด้วยหรือ? ข้าแค่คิดว่ารอให้ถึงวันที่เขาตกอยู่ในกำมือของพวกเรา ค่อยไว้ชีวิตเขาก็พอแล้ว ใครจะคิดว่าเขาจะมาหาเรารวดเร็วขนาดนี้!”

คำพูดนั้นทำให้หลี่ฟู่รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “เจ้าพูดก็ถูก! แต่ยิ่งปลดหนี้บุญคุณนั้นได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น!”

ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้น หลินหมอมอก็กลับเข้ามาพร้อมกับรายงานว่า “คุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงบอกว่า ผู้ดูแลและหัวหน้าคนงานพวกนั้นได้กระทำความผิดทางกฎหมาย จะถูกลงโทษอย่างไรก็ยอมรับแต่โดยดี แต่เขาขอเพียงให้ฮูหยินช่วยพูดกับทางการ เพื่อให้พวกเขาได้รับการตัดสินโทษอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด หากสามารถใช้เงินแทนโทษได้ก็จะเป็นการดีที่สุด เพราะใกล้จะถึงช่วงปีใหม่แล้ว ปล่อยให้เรื่องคาราคาซังแบบนี้คงไม่ดีแน่ เขายังบอกอีกว่า จะไม่ให้ฮูหยินช่วยพูดโดยเปล่าประโยชน์ เพราะหัวหน้าคนงานคนนั้นมีน้องสาวชื่อว่าเสี่ยวเชวี่ย ซึ่งเต็มใจจะมาเป็นทาสรับใช้ข้างกายของฮูหยิน เพื่อชดใช้ความผิดแทนพี่ชายของนาง ขอให้ฮูหยินพิจารณาให้ดีด้วย!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเหลียนฟางโจวก็บิดเบี้ยวไปด้วยความตกใจ นางรีบกล่าวออกมาทันทีว่า “เจ้าว่าอะไรนะ? น้องสาวของเขาชื่อว่าอะไร? เสี่ยวเชวี่ย อย่างนั้นหรือ?”

“ใช่...เจ้าค่ะ!” หลินหมอมอตอบอย่างลังเล นางไม่เข้าใจว่าทำไมเหลียนฟางโจวถึงได้ตื่นตกใจเช่นนี้ จนตัวเองก็พลอยสะดุ้งตกใจไปด้วย

หลี่ฟู่เองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน จึงหันไปมองเหลียนฟางโจวด้วยสายตางุนงง

เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขื่นๆ ออกมา

เมื่อหลินหมอมอเห็นท่าทางเช่นนั้น ก็ทำความเคารพเงียบๆ แล้วถอยออกไปยืนรออยู่ที่หน้าประตู

เหลียนฟางโจวถอนหายใจอย่างหนักใจพลางกล่าวกับหลี่ฟู่ว่า “คนผู้นี้ช่างเลวทรามต่ำช้ายิ่งนัก! เสี่ยวเชวี่ย... ฮึ! เสี่ยวเชวี่ย! เขาคิดจะใช้เสี่ยวเชวี่ยมาเป็นตัวประกันข่มขู่ข้า!”

แล้วนางก็อธิบายให้หลี่ฟู่ฟังว่า “เสี่ยวเชวี่ยคนนี้ เป็นเด็กสาวที่เคยอยู่รับใช้ข้างกายข้าสมัยที่ข้าอยู่กับตระกูลเหลียง! เด็กคนนี้... เฮ้อ... เพราะข้าทำให้ชีวิตนางต้องเป็นเช่นนี้!”

ในตอนนั้น เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเชวี่ย เป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสาและมีจิตใจดีต่อตนเอง นางจึงพานางจากเมืองถงหลิงกลับมายังจวนตระกูลเหลียงด้วยกัน

แต่แท้จริงแล้ว นางมัวแต่สนใจแต่ตัวเอง ไม่เคยคิดถึงความเป็นอยู่ของเสี่ยวเชวี่ยเลยสักครั้ง พอนางหนีออกมาจากจวนตระกูลเหลียง นางก็ไม่รู้เลยว่าเสี่ยวเชวี่ยต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดหวั่นและยากลำบากเพียงใด

ถ้าครั้งนี้นางไม่ยอมรับเสี่ยวเชวี่ยไว้ ด้วยนิสัยของเหลียงจิ้น เกรงว่าเมื่อเสี่ยวเชวี่ยกลับไป ก็ไม่มีทางรอดชีวิตได้อย่างแน่นอน

เมื่อนึกถึงความบริสุทธิ์และความจงรักภักดีของเด็กสาวที่มีต่อตนเอง เหลียนฟางโจวก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจมากขึ้น

หลี่ฟู่เห็นนางเป็นเช่นนั้นก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เจ้าดูเหมือนจะเป็นห่วงเด็กคนนั้นมากเลยสินะ! ช่างเถอะ เก็บเด็กคนนั้นไว้ก็แล้วกัน ส่วนพวกคนอื่นๆ ข้าจะจัดการลงโทษสักหน่อย แล้วให้ตระกูลเหลียงเอาเงินมาไถ่ตัวไปก็พอ!”

“จริงหรือ!” เหลียนฟางโจวอยากจะขอร้องให้ช่วยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่กล้าทำลายแผนการของหลี่ฟู่

เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ นางก็รู้สึกยินดีขึ้นมาทันที แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความลังเลว่า “แต่ว่า... ถ้าทำเช่นนี้จะทำให้ท่านลำบากหรือไม่? ถ้ามันลำบากนักก็ช่างเถอะ ข้าจะหาวิธีอื่นช่วยเสี่ยวเชวี่ยแทน! ถ้าไม่มีทางจริงๆ... นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้...”

หากการช่วยเหลือเด็กสาวคนหนึ่งต้องทำลายแผนการของหลี่ฟู่ เหลียนฟางโจวย่อมรู้สึกผิดมากกว่าเดิม

หลี่ฟู่ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะยิ้มและกล่าวว่า “มันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร ข้าเองก็ยังไม่ได้คิดจะตัดสัมพันธ์กับตระกูลเหลียงอย่างเด็ดขาดเสียหน่อย เพียงแค่อยากจะส่งคำเตือนเล็กๆ ให้พวกเขารู้ว่าข้าหลี่ฟู่ ไม่ใช่คนที่จะถูกรังแกได้ง่ายๆ เท่านั้น! ยังไงเสีย สุดท้ายก็ต้องปล่อยพวกเขาไปอยู่ดี!”

เหลียนฟางโจวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจ แล้วอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อว่า“แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ก็ควรระวังอย่าให้เป็นการตื่นตูมจนเตือนให้งูตื่นตัวเสียก่อน ถ้าเวลายังไม่พร้อมดี แล้วพวกเขารีบลงมือก่อน เราอาจจะเสียโอกาสได้!”

หลี่ฟู่หัวเราะเย็นชาแล้วตอบว่า “พวกเขาอาจจะคิดเช่นนั้นก็จริง แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้หรอก!”

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวอดหัวเราะออกมาไม่ได้

ตอนนี้ใกล้จะถึงช่วงปีใหม่แล้ว ไม่ว่าที่ใดผู้คนก็ล้วนให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้อย่างยิ่ง คงไม่มีใครเลือกที่จะลงมือในช่วงเวลานี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรอถึงปีหน้า

แต่ทว่า... เมื่อล่วงเลยไปถึงปีหน้า ใครจะสามารถคาดเดาได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น?

อีกทั้งตระกูลเหลียงก็ไม่มีทางลงมือเพียงลำพังแน่ ต้องหันไปผูกพันธมิตรกับตระกูลใหญ่หลายตระกูลเพื่อจัดตั้งกองกำลังร่วมกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ

ช่วงเวลานี้ ย่อมมากพอสำหรับตนเองที่จะเตรียมการให้พร้อมอย่างเต็มที่

ไม่นานนัก หลินหมอมอก็พาเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามา นางถูกมัดมือไขว้หลังด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีครามลายดอกไม้เล็กๆ ดูเรียบง่ายและต่ำต้อย

เสี่ยวเชวี่ย จนกระทั่งถึงตอนนี้ เมื่อได้เห็นเหลียนฟางโจว นางถึงได้เข้าใจว่าตนเองถูกพามาที่ไหน หัวใจที่เต็มไปด้วยความกังวลหวาดกลัวจนแทบจะระเบิดออกมา ในที่สุดก็ผ่อนคลายลง นางร้องเรียกเสียงดังอย่างสะอึกสะอื้น

“แม่นาง!” พร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร