บทที่ 1404
ข่าวสะเทือนฟ้าจากชุยเส้าซี
เหลียนฟางโจวยิ่งรู้สึกเกรงใจ
นางหลุบตามองครรภ์ที่แก่จัดของตนเองพลางเอ่ยกลั้วยิ้ม
“ถึงกระนั้นก็มิเห็นต้องรีบเร่งปานนี้เลย
หากมาถึงช้าไปสักหน่อยจะมิได้เห็นหน้าหลานเชียวรึ? แต่เจ้าก็นับว่าคำนวณได้แม่นยำนัก
ท่านหมอบอกว่าคงจะเป็นช่วงไม่กี่วันนี้แหละ!”
“จริงรึ? ยินดีด้วย
ยินดีด้วย!” ชุยเส้าซีหัวเราะร่า “เช่นนั้นก็นับว่าข้าดวงดีมิน้อย!”
ครู่ต่อมา ชุยเส้าซีขอตัวไปพักผ่อนที่ห้องรับรอง
โดยมีหลี่ฟู่เดินไปส่งด้วยตนเอง
ทว่าทั้งคู่มิได้ตรงไปยังห้องพัก
กลับมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือของหลี่ฟู่แทน
หลี่ฟู่เชิญเขาให้นั่งลง
สั่งบ่าวไพร่ให้ถวายน้ำชาร้อนแล้วให้ออกไปให้พ้นบริเวณ
สายตาคมกริบจ้องมองชุยเส้าซีพลางเอ่ยเสียงหนัก “มีสิ่งใดจะกล่าว ก็เชิญพูดมาเถิด!”
ท่าทางของชุยเส้าซีผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
เขาตั้งใจปกปิดมิให้เหลียนฟางโจวรู้ แต่กลับจงใจให้หลี่ฟู่สังเกตเห็น
แน่นอนว่าเขามีความลับสำคัญจะบอก
และไอ้เรื่องที่ว่ารีบเร่งเดินทางมาเพื่อดูหน้าหลานนั้นย่อมเป็นเพียงข้ออ้าง
แล้วเรื่องใดกันเล่า... ที่ทำให้เขาดูตระหนกและรีบร้อนถึงเพียงนี้?
ชุยเส้าซีถอนหายใจยาวราวกำลังปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง
พิงหลังลงกับเก้าอี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะเอ่ยพึมพำ “ฝ่าบาท...
เสด็จสวรรคตแล้ว!”
ภายในห้องหนังสือพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาด
หลี่ฟู่เบิกตาจ้องมองเขาอย่างมิอยากเชื่อ สายตาพร่าเลือนพลางเอ่ยเสียงต่ำ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? เป็นไปได้อย่างไร!”
ฮ่องเต้มิได้ทรงชราภาพถึงเพียงนั้น อีกทั้งพระพลานามัยยังแข็งแรงดี
อย่างน้อยที่สุด... ก็มิควรจะสวรรคตในช่วงปีสองปีนี้เด็ดขาด!
“เป็นความจริงแท้แน่นอน!” ชุยเส้าซีทอดถอนใจ “ข้าเชื่อว่ามินาน
ข่าวคงจะส่งมาถึงมือเจ้า!”
รูม่านตาของหลี่ฟู่หดตัววูบ หัวใจดิ่งวูบลงสู่เบื้องล่าง
แม้จะยังมิได้ซักไซ้สิ่งใดเพิ่ม แต่จากน้ำเสียงและสีหน้าของชุยเส้าซี
เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง!
และต้องมิใช่เรื่องดีแน่!
เขาพยายามฝืนทำน้ำเสียงให้มั่นคงพลางเอ่ยถามด้วยความหวังอันน้อยนิด
“เช่นนั้น... รัชทายาททรงขึ้นครองราชย์แล้วรึ?”
“หากเป็นเช่นนั้นก็ดีน่ะสิ!” ชุยเส้าซีหัวเราะอย่างขมขื่น
“เพลิงพิโรธขุมหนึ่งเผาผลาญตำหนักบูรพาจนสิ้นซาก ทั้งรัชทายาท พระชายา
พระนัดดาทั้งสอง พระธิดาตัวน้อย รวมถึงพระสนมและข้าราชบริพารในตำหนัก...
ล้วนสิ้นชีพในกองเพลิงทั้งสิ้น!”
“เป็นไปมิได้!” หลี่ฟู่ผุดลุกขึ้นทันควัน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
“นี่มันเป็นไปมิได้! หากเรื่องนี้เป็นจริง
เพลิงไหม้ครานี้ต้องมีแผนชั่วอยู่เบื้องหลัง! เป็นใครกัน? ใครมันบังอาจอำมหิตผิดมนุษย์ถึงเพียงนี้!
แล้วผู้ที่สืบราชบัลลังก์คือใคร?”
หลี่ฟู่มิเคยคาดฝันมาก่อนเลยว่า
อุตส่าห์รักษาอาการประชวรของรัชทายาทจนหายดีแล้ว
พระองค์กลับต้องมาจบพระชนม์ชีพท่ามกลางหายนะเช่นนี้
จะมิให้เขารู้สึกเคียดแค้นได้อย่างไร! ยามนี้ใจเขาปั่นป่วนวุ่นวายจนหาทางออกมิเจอ
มีเพียงความตกตะลึงพรึงเพริดมิจบสิ้น
ข่าวที่ชุยเส้าซีนำมาแจ้งนั้น... มันเหนือความคาดหมายเกินไปจริงๆ!
ชุยเส้าซีแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นหลี่ฟู่มีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้
แต่ก็มิได้ติดใจอันใด เพราะเรื่องราวครานี้มันพิสดารเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้
เขาจึงกล่าวต่อ “ผู้ที่ขึ้นครองราชย์คือ 'หลีอ๋อง'! บางทีเจ้าอาจเดาถูก
แต่มันหามีหลักฐานไม่ อีกทั้งผู้คนในตำหนักบูรพาก็ตายตกตามกันไปจนหมดสิ้น
ต่อให้มีหลักฐานแล้วจะทำอันใดได้? ทว่า 'เซี่ยนอ๋อง' ทรงมิยินยอม
ทรงกริ้วและสงสัยในตัวหลีอ๋องเช่นเดียวกับเจ้า
ว่าทรงปลงพระชนม์ฝ่าบาทและสังหารรัชทายาท ยามนี้ในเมืองหลวงกำลังโกลาหลยิ่งนัก
แม้หลีอ๋องจะรีบเร่งขึ้นครองราชย์
แต่เซี่ยนอ๋องกลับรวบรวมไพร่พลตั้งป้อมท้าตีท้าต่อยอยู่!
ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันนัวเนียจนมิอาจประนีประนอมได้
อย่างน้อยนั่นคือข่าวสุดท้ายที่ข้าได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน! เฮอะ...
ช่างนึกมิถึงจริงๆ! เซี่ยนอ๋องผู้ที่ดูสุภาพอ่อนโยน วันๆ
เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกวีและภาพวาด กลับซ่อนเขี้ยวเล็บไว้มิดชิดถึงเพียงนี้
มีกำลังกล้าแข็งพอจะงัดข้อกับหลีอ๋องได้
เห็นทีแม้แต่หลีอ๋องเองก็คงนึกมิถึงเป็นแน่!”
ใจของหลี่ฟู่สั่นไหว ราวกับฉุกคิดสิ่งใดขึ้นมาได้
แต่ยามนี้เขามิมีเวลาตรองให้ละเอียด จึงถามเสียงเครียด “แล้ว 'หย่งอ๋อง' กับ 'อวี้อ๋อง' เล่า?”
ชุยเส้าซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“ข้ามิรู้! มิได้ยินข่าวคราวของพวกเขาสักนิด ทันทีที่ข้าได้ยินข่าวใหญ่ครานี้
และสังเกตเห็นว่าทางเมืองหลวงมีเจตนาปิดบังข่าวสาร
ข้าก็รีบเร่งเดินทางมาหาเจ้าทันที! เจ้ามีคนในมือมากมาย ลองส่งคนออกไปสืบดูให้แน่ชัดเถิด!”
หลี่ฟู่พยักหน้า อวี้อ๋องนั้นช่างเถิด
แต่หย่งอ๋องผู้กุมอำนาจทหารนั้นสำคัญยิ่ง
จุดยืนของเขาจะเป็นตัวชี้ขาดสถานการณ์ครานี้
โทสะพลุ่งพล่านอยู่ในอกหลี่ฟู่
รัชทายาทต้องมาถูกพวกมันเข่นฆ่าเช่นนี้เชียวรึ!
เขาเคยรู้สึกมาตลอดว่ารัชทายาททรงมีพระทัยเมตตาและอ่อนโยนเกินไป
ทว่าการที่เขาเป็นขุนนางคอยช่วยเหลือรัชทายาทนั้นนับเป็นหน้าที่
การจะไปเอ่ยปากยุแยงให้พี่น้องแตกแยกย่อมมิบังควร... แต่นึกมิถึงเลยว่าสุดท้ายจะเกิดเรื่องสลดเช่นนี้ขึ้นจริงๆ!
หลี่ฟู่กัดฟันกรอด หลีอ๋อง เซี่ยนอ๋อง... สองคนนี้
ใครก็มิมีสิทธิ์เป็นฮ่องเต้ทั้งนั้น!
รัชทายาทและคนในตำหนักบูรพาจะตายเปล่ามิได้เด็ดขาด!
"ปัง!"
เสียงประตูถูกผลักออกอย่างแรง หลี่ฟู่กำลังจะบันดาลโทสะ
ทว่าพอเงยหน้าขึ้นเห็นใบหน้าซีดขาวของเหลียนฟางโจวที่ยืนอยู่ตรงนั้น
เขาก็ถึงกับใจหาย รีบถลาเข้าไปประคองนางไว้พลางฝืนยิ้มปลอบ “เจ้ามาได้อย่างไร? มาเถิด... รีบนั่งลงก่อน”
“ข้า... ข้าได้ยินว่าท่านอยู่ในห้องหนังสือ จู่ๆ
ก็นึกได้ว่ามีธุระจะคุยด้วย...” เหลียนฟางโจวฝืนยิ้มตอบ
ทว่านางรู้สึกใจสั่นหายใจขัดจนต้องรีบนั่งลงทันที
“ฟางโจว...” ชุยเส้าซีลุกขึ้นยืนด้วยอาการทำตัวไม่ถูก
เขาทำท่าจะอธิบายสิ่งใดแต่สุดท้ายก็มิได้เอ่ยออกมา
เหลียนฟางโจวพยักหน้ายิ้มให้น้อยๆ มีหรือนางจะมิเข้าใจเจตนาดีของเขา
เขาเพียงมิอยากให้นางต้องกังวลยามใกล้คลอดเท่านั้นเอง!
ทว่า... นางจะมิห่วงได้อย่างไร?
“เมื่อครู่พวกท่านบอกว่า หลีอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แล้วรึ?” ใจของเหลียนฟางโจวปั่นป่วนวุ่นวายด้วยความกังวล
“สกุลจูกับเรานั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน! เมื่อหลีอ๋องได้เป็นฮ่องเต้ อาเจี่ยน...
เขาไม่มีวันละเว้นเราแน่! แล้วยังมีอาเจ๋อ มีเช่อเอ๋อร์อีกล่ะ—”
หัวใจของเหลียนฟางโจวบีบคั้นรุนแรงจนรู้สึกหน้ามืดใจสั่น
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “หลีอ๋องมิมีวันปล่อยพวกเขาไปแน่! อาเจี่ยน...
เราจะทำอย่างไรดี! จะทำอย่างไรดี!”
“ฟางโจว!”
หลี่ฟู่และชุยเส้าซีเห็นอาการนางก็หน้าถอดสีพร้อมกัน
“เจ้าอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป
เมื่อหลีอ๋องเป็นฮ่องเต้เขาย่อมต้องมีเรื่องให้พะวงมากมาย
ยามนี้เขามิกล้าแตะต้องอาเจ๋อกับเช่อเอ๋อร์หรอก!” หลี่ฟู่กุมมือนางไว้แน่น
“ใช่แล้วๆ!” ชุยเส้าซีรีบสำทับ “แม่ทัพหลี่เป็นขุนนางใหญ่คุมชายแดน
ทั้งยังมีอำนาจทหารในมือ ตราบใดที่พวกเจ้ายังมั่นคง
เขามิกล้าลงมือกับอาเจ๋อแน่นอน!”
เขาแอบนึกตำหนิตนเอง เดิมทีตั้งใจจะเลี่ยงมิให้นางรู้เรื่องนี้
ใครจะคิดว่านางกลับล่วงรู้เข้าจนได้!
“พวกท่านมิไม่ต้องมาปลอบใจข้าหรอก!”
อารมณ์ของเหลียนฟางโจวเริ่มสงบลงบ้าง นางยิ้มขมขื่น
“ข้ามิใช่สตรีในห้องหอที่มิรู้ความ หลีอ๋องย่อมมิกล้าฆ่าพวกเขาในทันทีก็จริง
แต่เขาต้องกักขังและควบคุมตัวพวกเขาไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองจัดการกับเรา!
เรากับสกุลจูมีหนี้แค้นฝังรากลึก คนสกุลจูมิได้ใจคอกว้างขวางปานนั้น
และต่อให้พวกเขามีน้ำใจ หลีอ๋องคนประเภทนั้น อาเจี่ยนย่อมไม่มีวันยอมศิโรราบให้แน่
และเมื่อถึงตอนนั้น—”
“ฟางโจว!” สายตาของหลี่ฟู่แน่วแน่
เขากุมมือนางไว้มั่นพลางเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เจ้าอย่าได้กังวล! เชื่อใจพี่เถิด
พี่สัญญาว่าจะปกป้องอาเจ๋อและเช่อเอ๋อร์ให้ปลอดภัย!
ต่อให้หลีอ๋องจะควบคุมตัวพวกเขาไว้
พี่ก็ต้องชิงตัวพวกเขากลับมาจากน้ำมือหลีอ๋องให้ได้! เจ้าต้องเชื่อพี่นะ!”