วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1283 — อยู่บนเรือลำเดียวกัน

 

บทที่ 1283อยู่บนเรือลำเดียวกัน

ฟางโจวหัวเราะขื่น ๆ ถอนหายใจเบา ๆ ก็เพราะข้าประมาทเกินไปเอง หาได้คาดคิดไม่ว่าอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่ในเขตหนานไห่จะฝังรากลึกถึงเพียงนี้...ส่วนอาเจี่ยน—เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องหรอก”

ขณะกล่าว นางก็ลอบถอนใจในใจ เวลานี้... ชายนั่นคงกำลังโกรธตนเองจนแทบคลั่งแล้วกระมัง? แล้วยังซวี่เอ๋อร์... จะร้องไห้หานางแค่ไหนกันนะ...

แม้หลายปีที่ผ่านมา ชุยเส้าซี จะไม่เคยพบหน้านางอีกเลย แต่เขากลับรู้เรื่องราวของนางอยู่ไม่น้อย และย่อมรู้ดีถึงตัวตนที่แท้จริงของหลี่ฟู่มานานแล้ว

เมื่อได้ยินนางออกหน้าปกป้องหลี่ฟู่ หัวใจเขาก็อดรู้สึกเปรี้ยวฝาดขึ้นมาไม่ได้ แต่พอคิดว่านั่นคือสามีภรรยาที่แต่งกันถูกต้องตามธรรมเนียม นางเองก็เป็นคนที่รักใครรักจริง — ไม่เข้าข้างก็ผิดวิสัยนางเสียแล้ว...

เขาจึงทำเพียง “อืม” ในลำคอ รับคำอย่างขอไปที ในอกกลับยังอึดอัดนัก!

ฟางโจวเองก็ไม่อยากวกวนอยู่กับเรื่องนี้อีก เพราะนางรู้ดี — สถานะของตนในตอนนี้ คือภรรยาของผู้อื่น ไม่ควรมีคำใดอันจะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงระหว่างกันอีก

นางจึงทำเป็นไม่ได้ยินความไม่พอใจในน้ำเสียงของเขา ถอนหายใจเบา ๆ หนึ่งที ก่อนฝืนยิ้ม วันนี้หากมิใช่เพราะเจ้าช่วยไว้ ข้าคงไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีเช่นไรแล้ว! ว่าแต่... เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?”

คำถามนี้ทำให้ชุยเส้าซีเหมือนตื่นจากภวังค์ ปลายคิ้วขยับขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียนยังคงแต้มรอยยิ้มที่อบอุ่น เขากล่าวด้วยน้ำเสียงรื่นหู เจ้ามิจำเป็นต้องเกรงใจข้าเลย เมื่อเห็นว่าเจ้ากำลังลำบาก ข้าจะอยู่เฉยได้อย่างไรเล่า?

เมื่อวานนี้ ข้าได้ยินเสียงคนพูดถึง ‘ฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลหนานไห่’ อยู่หลังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ข้าก็รู้สึกเอะใจ คิดว่าน่าจะเป็นเจ้า แต่ยังไม่ทันคิดหาวิธี พวกมันก็รีบร้อนลากเจ้าไปที่ท่าเรือขึ้นเรือเสียแล้ว ข้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก...ปลอมตัวแฝงขึ้นมาบนเรือลำนี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อเห็นฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองตนด้วยสายตาเป็นห่วง
แววตาของชุยเส้าซีเป็นประกายทันที รีบยิ้มปลอบ เจ้าไม่ต้องกังวลไปดอก ตลอดหลายปีนี้ ข้าออกทะเลมาหลายครา บนเรือใหญ่เช่นนี้ มีที่ให้ซ่อนตัวอยู่มาก มีข้าอยู่ตรงนี้ ทุกอย่างมอบให้ข้าจัดการเอง เจ้าไม่ต้องกลัว!

ข้า... มิได้หมายความเช่นนั้น” ฟางโจวถอนหายใจเบา ๆ เสียงนุ่มนวลแฝงแววกังวล ข้ากลัวว่าจะทำให้เจ้าต้องเดือดร้อนไปด้วยเสียมากกว่า...นี่มัน... ก็เหมือนขึ้นเรือโจรเข้าแล้ว...”

เจ้ากับข้าจะต้องพูดคำเช่นนี้ไปไยกัน!” ชุยเส้าซีสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย น้ำเสียงเคร่งขึ้นทันที ในใจพลันหนักอึ้งขึ้นมาราวถ่วงด้วยตะกั่ว เขาสะบัดชายเสื้อเบา ๆ กล่าวเสียงต่ำ หากเป็นชายแซ่หลี่ผู้นั้น เจ้าคงไม่พูดคำเช่นนี้หรอกกระมัง?

แม้ข้ายังไม่มั่นใจว่าใช่เจ้า ข้าเพียงสงสัยเท่านั้น ข้าก็ยังจะขึ้นเรือลำนี้มาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!

ฟางโจวหันมามองเขา อ้าปากคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ชุยเส้าซีกลับยกมือขึ้นตัดบท ดวงตาฉายแววเจ็บลึก แม้ใจจะเจือรสขมฝาด แต่ก็ยังฝืนยิ้มออกมา พอเถอะ! หากเจ้าคิดว่าข้ายังเป็นสหาย ก็อย่าพูดถ้อยคำเช่นนั้นให้ข้าต้องเจ็บใจอีกเลย

ตอนนี้พวกเรา...ก็อยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว ยิ่งต้องร่วมกันคิดว่าจะหนีออกไปอย่างไรจึงจะรอด!”

เขาเปลี่ยนเรื่องทันที พลางถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย เจ้าหิวหรือยัง? กินอะไรรองท้องหน่อยเถอะ”

หิวหรือไม่งั้นหรือ?

ก่อนหน้านี้นางมัวแต่ตื่นกลัว ลุ้นจนลืมความรู้สึกในท้อง แต่พอได้ยินชุยเส้าซีเอ่ยถึงของกินขึ้นมาเท่านั้น ความหิวกลับถาโถมเข้ามาราวพายุถล่มผา!

นางถึงกับจ้องเขม็งไปที่เขา ตาเป็นประกายราวจะกลืนกินทั้งคนทั้งคำพูดไปเสียให้ได้!

ชุยเส้าซีทั้งขำทั้งสงสาร รีบหยิบหมั่นโถวห่อกระดาษที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมายื่นให้ พลางหัวเราะเบา ๆ ดูเจ้าสิ ดวงตาแทบจะเปล่งแสงออกมาแล้ว! เอ้า มากินเสียก่อน ประทังท้องไว้!”

ฟางโจวรีบกล่าวขอบคุณเสียงหนึ่ง ก่อนจะคว้าหมั่นโถวไปทันที ไม่สนภาพลักษณ์ใด ๆ อีก กัดคำใหญ่ เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย ราวกับว่าหมั่นโถวในมือคือของกินเลิศรสที่สุดในใต้หล้า

ชุยเส้าซีมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มในแววตา ทั้งเอ็นดู ทั้งเวทนา จากนั้นก็ควักกระบอกน้ำใบเล็กจากอกเสื้อออกมาอีก บิดฝาออกแล้วยื่นส่งให้นาง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นี่ ดื่มน้ำหน่อย ระวังอย่ารีบเกินไป เดี๋ยวจะติดคอเอา”

ฟางโจวรับไว้ทั้งที่ปากยังเคี้ยวหมั่นโถวอยู่ ส่งเสียงขอบคุณอย่างไม่ชัดนัก ก่อนจะยกกระบอกขึ้นดื่มอึกใหญ่สองอึก แล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ความรู้สึกปวดแสบในกระเพาะก็ค่อย ๆ คลายลงบ้าง นางจึงหันมายิ้มแหย ๆ อย่างรู้สึกผิด ข้าหิวจนแทบหมดสติแล้วจริง ๆ! คนพวกนี้ช่างใจดำยิ่งนัก จะจับตัวคนก็จับไปเถิด ยังใจแคบไม่ยอมให้แม้แต่อาหาร! คิดจะปล่อยให้ข้าหิวตายแล้วเอาศพไปโยนให้ปลากินหรืออย่างไร!”

คำพูดนั้นทำเอาชุยเส้าซีหลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน

หลายปีมานี้เขาออกทะเลมาแล้วหลายครั้ง เคยได้ยินเรื่องพวกค้าทาสที่หากินนอกชายฝั่ง พฤติกรรมโหดเหี้ยมเช่นนี้... เขาก็ไม่ใช่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

เพื่อความสะดวก และเพื่อประหยัดเสบียงน้ำดื่ม คนพวกนี้มักจะทำให้เหยื่อหมดสติ แล้วเว้นไปถึงสามวันกว่าจะให้กินอะไรสักครั้ง

นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองวัน จะมีของกินให้ได้อย่างไร?

แต่ชุยเส้าซีมิได้เอ่ยความจริงนั้นออกไป เพียงยิ้มบาง เอ่ยเบา ๆ ว่า ตอนนี้วางใจได้แล้ว มีข้าอยู่ตรงนี้ ข้าย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าท้องร้องแน่นอน!”

ฟางโจวกินอิ่มแล้ว รู้สึกอุ่นท้องขึ้น เมื่อท้องอิ่ม ใจย่อมสงบ นางหันมามองชุยเส้าซีแล้วถามอย่างจริงจัง ต่อไปเราจะทำเช่นไรดี? เจ้า...รู้หรือไม่ว่าเรือลำนี้จะมุ่งไปแห่งใด?”

ชุยเส้าซีถอนหายใจ ส่ายหน้าพลางหัวเราะขื่น แค่แฝงตัวขึ้นเรือมาได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว จะกล้าออกปากไถ่ถามเรื่องเส้นทางไปถึงไหนกันเล่า?”

เขาชะงักไปเล็กน้อย พลางกล่าวต่อ แต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่า คนกลุ่มนี้ไม่เหมือนพวกพ่อค้าทั่วไป รูปร่างล่ำใหญ่ ท่าทีหยาบกร้าน ดูแล้วแข็งกร้าวดุดัน
เกรงว่า...จะไม่ใช่พวกที่เราจะต่อรองได้ง่ายนัก เราต้องระวังให้มากทุกฝีก้าว!”

เรื่องนั้น...ไม่ต้องบอกก็รู้อยู่แล้ว” ฟางโจวเบ้ปากเบา ๆ ถ้าเป็นคนดีล่ะก็ คงไม่คิดค้าขายมนุษย์แบบนี้หรอก!”

เจ้าพูดถูก!” ชุยเส้าซีหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว เจ้าก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เรือลำนี้ใหญ่ถึงสามชั้น ทั้งกว้างขวางทั้งสูง โปร่งโล่ง ที่หลบซ่อนมีมากมาย จะให้พวกมันหาเจอไม่ง่ายนักหรอก!

อีกอย่าง—ก่อนถึงจุดหมาย พวกมันจะไม่มาตรวจนับ ‘สินค้า’ สักครู่ เราจะเอาหีบเปล่าที่เจ้าถูกขังไปซ่อนไว้ในมุมใดมุมหนึ่ง หากโชคดี...พวกมันก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเจ้า ‘หายไป’ แล้ว!”

ฟางโจวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เจ้ารู้เส้นทางและสถานที่ดีกว่าข้า เจ้าจัดการเถิด ข้าฟังเจ้า!”

แม้จะเป็นเพียงถ้อยคำเรียบง่ายหนึ่งประโยค แต่กลับทำให้หัวใจของชุยเส้าซีสั่นไหวจนปั่นป่วน รู้สึกปลาบปลื้มปิติราวได้ลิ้มชิมผลโสมสวรรค์ โลหิตไหลเวียนทั่วร่างอย่างผ่อนคลาย ทั่วทั้งตัวเหมือนสว่างสดใสขึ้นในพริบตา

จนใบหน้าหล่อเหลาเปล่งรัศมีนุ่มนวลออกมา หล่อเหลาจนยากจะสบตาโดยตรง

ในความรู้สึกที่พลุ่งพล่านไม่อาจข่มไว้ได้ ชุยเส้าซีก็เผลอหลุดปากออกไปว่า
ฟางโจว ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องตื่นกลัวหรือต้องทนอยู่กับความคับแค้นอีกต่อไป!”

เอ่อ... ขอบใจเจ้ามาก...” ฟางโจวฟังแล้วรู้สึกทั้งแปลกใจและประหม่า ไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงถึงกับปล่อยอารมณ์ออกมาเช่นนั้น นางจึงได้แต่ฝืนยิ้มตอบรับ แม้ในใจกลับรู้สึกหลากรสปนเป ส่วนมากเป็นความรู้สึกผิดเสียมากกว่า

ชุยเส้าซีเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อเห็นแววตากระอักกระอ่วนของนาง เขารีบเก็บสีหน้ากระวนกระวายของตน ยกมือปรับอารมณ์ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังว่า ไม่ว่าเรือลำนี้จะมุ่งหน้าไปยังที่ใด แต่อย่างไรเสียก็ต้องแวะที่ ‘หนานหยาง’ เพื่อเติมเสบียง เราจำต้องคอยสังเกตเส้นทางให้ดี จับตาดูรอบยามเวรยามของพวกมันให้ถี่ถ้วน

พอถึงหนานหยางเมื่อใด เราจะหาทางหลบหนีจากเรือทันที! ข้ามีสหายอยู่ที่หนานหยาง และที่นั่นก็มีเรือสินค้ามากมายแล่นกลับสู่เมืองเฉวียนโจว หากถึงฝั่งแล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับให้ได้ — เส้นทางกลับไปไม่ลำบากนัก”

ฟางโจวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ไม่ต้องรีบร้อนนักก็ได้ เจ้าคงเหนื่อยไม่น้อย พักเสียก่อนเถิด — พักผ่อนให้ดี แล้วค่อยคิดเรื่องแผนการก็ยังไม่สาย”

ชุยเส้าซียิ้มตอบเบา ๆ แล้วหันมามองนางด้วยสายตาเป็นห่วง มือเท้าของเจ้าหายชาหรือยัง? พอจะขยับเดินได้บ้างหรือไม่?”

ฟางโจวรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ที่เขาลูบไล้ขาเธออยู่นั้น แท้จริง... เขากำลังช่วยให้นางคลายเส้นเลือด ไม่ให้ชา

แต่ตนกลับ...

 

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1282 คุณชายชุย

 

บทที่ 1282 คุณชายชุย

ต่อจากนั้น มีเสียงฝีเท้าวุ่นวายสับสนดังขึ้น มีคนเปิดประตูเข้ามา พูดจาเอะอะโวยวายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกไปอีกครั้ง สิ่งที่พูดกันนางก็ฟังไม่ถนัดนัก ได้ยินเพียงแค่บางส่วน พอจับใจความได้ว่ากำลัง… ต่อรองราคากันอยู่!

นางอดขบขันในใจไม่ได้ — ตอนนี้นางกลายเป็น “สินค้า” ไปเสียแล้วหรือ!
แล้วสิ่งที่รออยู่นับจากนี้... จะเป็นเช่นไรกันแน่?

ยังไม่ทันจะตั้งสติได้เต็มที่ หีบไม้ก็ถูกยกขึ้นอีกครั้ง แล้ว—โครม!” เสียงกระแทกหนักแน่นดังขึ้น หีบทั้งใบถูกโยนขึ้นรถม้าอีกหน เสียงล้อไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด แล้วรถม้าก็เคลื่อนตัวไป

ฟางโจวแทบอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา!

คำนวณจากระยะเวลาแล้ว น่าจะออกจากเมืองหนานไห่มาได้พักใหญ่
คนพวกนี้... ไม่ให้หยุดพักแม้แต่น้อย ไม่ให้กินข้าวสักคำ ไม่ให้ดื่มน้ำสักอึก
คิดจะทรมานนางจนตายหรืออย่างไร!

เคราะห์ยังดี ที่เส้นทางครั้งนี้ราบเรียบพอสมควร นอกจากแรงสะเทือนเบา ๆ เป็นครั้งคราวแล้ว ก็ไม่มีแรงกระแทกรุนแรงเหมือนก่อน

หลังจากเคลื่อนตัวมาได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ รถม้าก็หยุดลงอีกครั้ง

หีบไม้ถูกยกลงอีกหน คราวนี้เดินต่อไปอีกพักใหญ่ ก่อนจะถูกวางลง แล้วทุกอย่างก็ตกสู่ความเงียบสงัดอย่างประหลาด

ภายในมืดมิดยิ่งนัก ยื่นมือออกไปก็ยังมองไม่เห็นแม้แต่นิ้ว ฟางโจวไม่อาจประเมินสิ่งใดได้เลย แต่ความรู้สึกไม่สบายใจกลับผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ

ความกังวลเย็นเยียบแผ่ซ่าน ราวกับลางร้ายกำลังคืบคลานมาอย่างช้า ๆ...

ไม่รู้ว่านานเท่าใด ฟางโจวที่จิตใจล่องลอย สับสนเลื่อนลอยอยู่ในความมืด
จู่ ๆ ก็สะดุ้งตื่นจากแรงสะเทือนกะทันหัน ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

นางตั้งสติอย่างยากลำบาก สูดหายใจลึกแล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก่อนที่หัวใจจะเย็นวาบ—หากนางคาดไม่ผิด... นี่มันเป็นแรงสั่นสะเทือนจาก เรือ!

นานเพียงนี้กว่านางจะรู้สึกถึงแรงโยกแผ่วเบา ยิ่งพิสูจน์ว่านี่มิใช่เรือธรรมดา หากแต่เป็น เรือใหญ่ยิ่งนัก!

ยิ่งเมื่อนางนึกถึงลักษณะภูมิประเทศของเขตหนานไห่ หัวใจก็พลันหดเกร็งแน่น—หากมิใช่เพราะผ้าก้อนโตยัดปิดปากไว้ นางคงกรีดร้องออกมาแล้ว

ชะตาข้าเถิด! นางเริ่มตระหนักแล้วว่า — เรือใหญ่เช่นนี้... เกรงว่าอาจเป็น เรือเดินทะเลที่จะออกนอกชายฝั่ง! พวกมันคิดจะพานางไปถึงแห่งหนใดกันแน่!

หัวใจของฟางโจวเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เหงื่อเย็นซึมชุ่มทั่วแผ่นหลัง

ในยุคที่การเดินทางยากลำบากเยี่ยงนี้ การออกทะเลไปยังต่างแดน หมายถึงสิ่งใด นางรู้ดี นั่นเท่ากับว่า... ชั่วชีวิตนี้ นางอาจไม่มีวันได้เหยียบแผ่นดินต้าโจวกลับไปอีก! ไม่มีวันได้พบหน้าสามีหรือบุตรชายของนางอีกเลย!

แม้หลี่ฟู่จะเก่งกล้าสามารถเพียงใด หากยังอยู่ในแผ่นดินต้าโจว นางยังเชื่อว่าเขาจะตามหานางจนพบ แต่หากล่องเรือข้ามมหาสมุทรแล้วเล่า? เขาจะช่วยนางได้อย่างไร?

และในทางกลับกัน... นางก็ช่วยตัวเองมิได้เช่นกัน!

ดวงตาของฟางโจวร้อนผ่าว น้ำตาแทบไหลรินออกมาในความมืดมิด...ไม่! นางจะยอมจำนนต่อชะตาไม่ได้!

ฟางโจวบังคับตนเองให้มีสติ กัดฟันลืมตาโพลงอยู่ในความมืด ยังไม่ถึงเวลาสิ้นหวัง — นางจะยอมแพ้ไม่ได้!

เพื่ออาเจี่ยน... เพื่อซวี่เอ๋อร์ของนาง —นางต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้!

ขณะนั้นเอง เสียงขยับแผ่วเบาดังขึ้นในความมืด ฟางโจวสะดุ้งเฮือก รีบกลั้นหายใจ แล้วตั้งใจฟังอย่างเงียบงัน

ในเรืออันเงียบสงัดไร้สิ้นเสียง เพียงเสียงกระซิบเพียงน้อย ก็สะท้อนก้องอย่างชัดเจนในหู

นั่นคือเสียงฝีเท้า —ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น... ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนแน่ชัดว่า กำลังมุ่งตรงมาทางที่นางถูกขังอยู่!

หัวใจของฟางโจวเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ นางรีบหลับตาแน่น ร่างกายเกร็งแข็งไม่กล้าขยับแม้แต่นิ้วเดียว

แกร๊ก!” เสียงโลหะกระทบเบา ๆ ดังขึ้น — มีคนเปิดกลอนทองแดงบนหีบ ฟางโจวพยายามบังคับตนให้สงบ ราวกับยังคงสลบไสลไร้สติ

ฝากล่องเปิดออก ร่างนางเบาโหวง ถูกใครบางคนยกขึ้น แล้ววางลงกับพื้นอย่างระมัดระวัง

ความโกรธ ความหวาด และความอับอายแล่นขึ้นพร้อมกันในอก
นางสบถในใจ —หรือว่าคนชั่วผู้นั้น... เห็นนางเป็นของเล่นแล้วหรือ!

แต่โชคร้ายที่ทั้งแขนขาถูกมัดแน่น จะขยับตัวสักนิดก็มิอาจทำได้

ทันใดนั้น...ผ้าที่อุดปากอยู่ถูกดึงออก เสียง “ฟุ่บ” เบา ๆ ดังขึ้น
ตามด้วยเสียงเสียดสีกลางความเงียบ — เชือกที่รัดแขนหลังของนางถูกคลายออกทีละน้อย

พอร่างกายเป็นอิสระ เลือดลมที่ไหลเวียนกลับมาอีกครั้ง ทำให้แขนขาที่ชาเจ็บปวดเหมือนเข็มนับพันทิ่มแทง แต่นางก็รู้สึกโล่งอกขึ้นเล็กน้อยในทันที...

ฟางโจวลอบยินดีอยู่ในใจ อย่างน้อย... คนผู้นี้ก็ไม่ใช่พวกบ้าตัณหาคลั่งสตรี!

ดีมาก! ตราบใดที่นางเป็นอิสระจากพันธนาการ นางก็ยังมีโอกาสต่อรอง มีช่องทางเอาตัวรอด!

แต่—ให้ตายเถอะ! นางยังไม่ทันได้ตั้งสติจากความโล่งอก
ก็รู้สึกได้ถึงมือคู่หนึ่งกำลังลูบไล้ลงมาที่น่องของนางอย่างแผ่วเบา

ความโกรธแล่นขึ้นสมองทันที อารมณ์ทั้งขุ่นเคืองทั้งเคียดแค้นระเบิดออกมารวดเดียว!

ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงจากที่ใด ฟางโจวเกร็งขาเต็มแรง ฟาดเท้าเตะออกไปเต็มรัก! พร้อมกับตวาดลั่น เจ้าคนลามก!”

เสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้นตามคาด ฟางโจวฮึดใจขึ้นทันตา ไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว นางตวัดร่างพลิกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว กระโจนเข้าใส่ชายผู้นั้น บีบคอเขาแน่นด้วยมือทั้งสองข้าง!

นางเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองใบหน้าอีกฝ่าย ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าหากบีบคอเช่นนี้ต่อไป... จะเกิดอะไรขึ้น

เพราะหากนางมอง — หากนางคิด —บางที นางอาจจะไม่กล้าลงมืออีก!

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ต่อสู้...แต่มันคือ ฆ่าคน! นาง... จะลงมือฆ่าคนด้วยมือเปล่า! ชีวิตนี้นางเคยทำเรื่องเช่นนี้หรือ?

ชายผู้นั้นดิ้นรนเงียบ ๆ หายใจฟืดฟาดอย่างยากลำบาก มือข้างหนึ่งสั่นเทา ค่อย ๆ ยกขึ้น แล้วดึงชายแขนเสื้อของนางเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณบางอย่าง...แรงที่ใช้ ไม่ได้แฝงความร้ายกาจแม้แต่น้อย

ฟางโจวชะงักไป มือที่บีบแน่นเริ่มอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว แล้วนางก็หันกลับไปมองใบหน้าเขาอย่างระแวดระวัง

ทันใดนั้น...นางเบิกตากว้าง ชะงักงัน ร้องออกมาอย่างตกใจ อ๊ะ!”

รีบปล่อยมืออย่างลนลาน ร่างเอนถอยหลังไปอย่างเสียหลัก แทบล้มลงกับพื้น!

ถัดจากนั้น—ความดีใจอย่างบ้าคลั่งก็พลุ่งขึ้นกลางอก!

ชายผู้นั้นยกมือกุมลำคอ ไอแรงจนตัวงอ ข้างกายมีไข่มุกส่องแสงเย็นดวงหนึ่ง กลิ้งอยู่บนพื้น ส่องแสงจาง ๆ ขนาดเท่าไข่นกพิราบ ในแสงสลัว ใบหน้าของเขาแดงก่ำ สีหน้าดูไม่ดีเอาเสียเลย

ฟางโจวรีบคลานเข้าไปหา สีหน้าตระหนก ทั้งลนลานทั้งละล้าละลัง
รีบถามด้วยเสียงสั่น เป็นเจ้าได้อย่างไร? ข้า…ข้า… เจ้ายังดีอยู่หรือไม่? เจ้า…เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”

บุรุษผู้นั้นไอแรงอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาว เขาหันมายิ้มให้—ยิ้มละมุนราวสายลมพัดไผ่พริ้ว แสงตะวันละลายหิมะ

เขาหัวเราะเบา ๆ เอ่ยอย่างอ่อนใจ เราห่างหายกันไปนาน ข้าก็นึกว่า…เมื่อลืมตาเห็นหน้ากันอีกครั้ง เจ้าคงดีใจจนเนื้อเต้นเสียอีก ใครจะรู้ว่า—เกือบต้องเอาชีวิตมาทิ้งในมือนี่เสียแล้ว!”

คำพูดนั้น ทำเอาฟางโจวหลุดหัวเราะพรืด แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนทำเมื่อครู่ ใบหน้านางก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันใด ได้แต่ยิ้มแหย ๆ อย่างกระดากใจ ข้า… ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเจ้า? ข้ายังนึกว่าเจ้าเป็น… เอ่อ… เฮ้อ!”

ชายหนุ่มมองนางนิ่ง ยิ้มบางประดับที่มุมปาก ในแววตาอ่อนโยนนั้น แฝงด้วยร่องรอยเคืองเล็ก ๆ อย่างหยอกเย้า เจ้าก็แค่หันมาดูสักนิด ไม่ใช่หรือ? แค่หันมาดูหน้านี้สักที ก็คงไม่ลงมือรุนแรงถึงเพียงนั้น”

ฟางโจวหัวเราะขื่นในใจ ข้าจะกล้ามองได้อย่างไรเล่า! หากคนที่มาเป็นพวกชั่วร้าย เห็นข้าฟื้นแล้ว ยังไม่หมดสติ—สิ่งแรกที่พวกมันจะทำก็คือ จับข้ากดให้สลบอีกครั้งแน่!

เป็นความผิดข้าเอง ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ!” ฟางโจวรีบยิ้มแหย เอ่ยเสียงเบา เจ้า...ตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

เอ่อ... นางรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อครู่ลงแรงขนาดไหน ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน พละกำลังที่พุ่งพล่านย่อมยากควบคุม ขืนคิดต่อไป นางก็ยิ่งรู้สึกอับอายจนอยากมุดพื้นหนีเสียให้ได้!

ให้ตายเถอะ! พูดไปก็ยิ่งรู้สึกไม่มีหน้าไปสบตาเขาแล้วจริง ๆ...

ส่วน ชุยเส้าซี นั้น—แม้ลำคอและหลอดเสียงยังร้อนจี๋ปวดแสบ แต่เมื่อเห็นนางแสดงความเป็นห่วง สีหน้าแสนละอาย เขากลับรู้สึกชื่นใจจนอยากจะแกล้งทำเป็นเจ็บหนัก ให้หญิงงามสงสารสักหน่อยคงดี...

ทว่าเมื่อเห็นสีหน้ารู้สึกผิดจนน่าสงสารของนาง ใจเขาก็อ่อนยวบลงอีกครั้ง ไม่อาจลงมือล้อเล่นได้

สุดท้าย... เขาก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ ฝืนทำเป็นไม่ใส่ใจนัก ยิ้มละไมเอ่ยว่า เจ้าจะมีแรงสักแค่ไหนกันเชียว? ข้าไม่เป็นไรหรอก! ข้าแกล้งพูดเล่นต่างหาก!”

เจ้านี่ช่างไม่ระวังเอาเสียเลย!” เขาส่ายหน้า แล้วย่นคิ้วนิด ๆ คล้ายจะตำหนิ หลี่…หลี่ฟู่นั่นน่ะ ไม่ใช่แม่ทัพใหญ่ของแผ่นดินหรอกหรือ? แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้เจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือคนพวกนี้ได้!”

 

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1281 บีบบังคับสารภาพ

 

บทที่ 1281 บีบบังคับสารภาพ

จูอวี้อิ๋งสูดหายใจลึกสองครั้ง ก่อนจะพูดติดอ่างว่า คะ-คุณชายใหญ่กำลังพูดเรื่องอะไร? ข้า-ข้าไม่เข้าใจ... กรี๊ดดด!”

เสียงกรีดร้องของนางดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบของเหลียงจิ้น ไม่เข้าใจงั้นหรือ? งั้นแบบนี้จะช่วยให้เจ้าจำได้ดีขึ้นไหม? หืม? ถ้ายังทำเป็นไม่เข้าใจอีก ข้าก็ไม่ขัดข้องที่จะเหยียบซี่โครงเจ้าให้หักทีละซี่ แล้วฟันนิ้วมือเจ้าทีละนิ้ว ข้าไม่มีความอดทนมากนัก และไม่เคยให้โอกาสใครเกินควร เจ้าคิดให้ดีก่อนจะพูดอีกคำ!”

จูอวี้อิ๋งเจ็บแปลบที่หน้าอก ไอออกมาอย่างรุนแรง หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความแค้น

ทำไม... ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดีนักหนา! ทำไมพวกผู้ชายถึงพากันหลงใหลนางราวกับตาบอด!

คุณชายใหญ่ เรื่องนี้... เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับท่านกัน!” จูอวี้อิ๋งพูดเสียงขาดห้วง แต่ยังไม่ทันจบประโยค ความเจ็บแปลบที่อกก็พุ่งขึ้นอีกครั้งจนต้องกรีดร้องออกมา

เหลียงจิ้นไม่พูดอะไรอีก เพียงมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ราวกับคมมีด ฝ่าหน้ายิ่งเคร่งเครียด

จูอวี้อิ๋งหวาดผวาจนใจแทบหลุดจากร่าง ต่อหน้าชายคนนี้ เล่ห์เหลี่ยมใดๆ ล้วนไร้ความหมาย เขาคือชายเลือดเย็น ไร้ความปรานี และไม่เห็นหัวผู้ใด!

สิ่งที่เขาพูด... ไม่ใช่แค่ขู่แน่

จูอวี้อิ๋งตัวสั่นระริก ในที่สุดก็จำต้องสารภาพทุกอย่างออกมา ในใจยังเคืองแค้น จึงไม่วายลากเติ้งเมิ่งหานลงไปด้วย —ทำด้วยกันแท้ๆ ทำไมต้องมีนางคนเดียวที่รับกรรม?

เหลียงจิ้นรู้ดีว่านางไม่กล้าโกหก จึงซักถามอีกเล็กน้อย ก่อนจะชักเท้ากลับและตะคอกไล่ให้ไปพ้นหน้า

จูอวี้อิ๋งไม่แม้แต่จะสนใจความเจ็บที่หน้าอก รีบคลานหนีออกไปอย่างทุลักทุเล โชคดีนักที่รอดมาได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้

เหลียงจิ้นขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกคนมาสั่งงานสองสามคำ และในคืนนั้น เขาก็ออกจากเมืองหนานไห่ทันที

ส่วนเติ้งเมิ่งหานน่ะหรือ? ที่จูอวี้อิ๋งพูดมาก็เปล่าประโยชน์ทั้งนั้น! เขาไม่มีความสนใจในนางแม้แต่น้อย — ถ้าเติ้งเมิ่งหานสามารถดึงหลี่ฟู่ไปได้ ก็ยิ่งดีเสียอีก!

หนี้ของนาง รอให้ฟางโจวกลับมาเมื่อไร ข้าจะชำระให้หมด!”

ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรีบหาตัวนางให้พบก่อน!

บรรยากาศในเรือนหลังของผู้ว่าการมณฑลหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ผู้คนต่างตื่นตระหนกและหวาดหวั่น

ยามฟ้ามืดสนิท เสียวมู่กับลั่วกว่างผลัดกันกลับมารายงาน แล้วก็รีบออกไปอีกครั้ง — แต่ก็ยังไร้ร่องรอยของฮูหยิน!

อารมณ์ของหลี่ฟู่ในขณะนี้เลวร้ายกว่าครั้งใดที่ผ่านมา

หากครั้งแรกที่ฟางโจวหายตัว เขาเต็มไปด้วยความร้อนใจและโกรธแค้น
ครั้งนี้กลับต่างออกไป — มีแต่ความเสียใจและความสำนึกผิด

เพราะคนที่ทำให้นางตกอยู่ในอันตราย... คือเขาเอง!

เขาประมาทเกินไป! และประเมินอำนาจของตระกูลใหญ่ทั้งสี่ในเขตหนานไห่ต่ำเกินไป!

เขาคิดว่าทุกอย่างกำลังดำเนินตามแผนที่วางไว้ คิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกำมือของพวกเขา คิดว่าเพียงพวกเขาไม่เคลื่อนไหว เหล่าตระกูลใหญ่ก็ไม่กล้าขยับตัว — แต่แท้จริงแล้ว ทุกอย่างก็แค่ “เขาคิดไปเองทั้งนั้น”

นางอยู่ต่อหน้าเขาแท้ๆ อยู่ท่ามกลางแสงแดดกลางวัน ในสถานที่ผู้คนแน่นขนัด เสียงจอแจไม่ขาดสาย แต่กลับมีคนสามารถลักพาตัวนางไป... โดยไร้ร่องรอยแม้แต่น้อย!

เขาถอนหายใจหนัก ๆ พยายามบังคับตัวเองให้ตั้งสติขึ้นมาอีกครั้ง นางจะไม่เป็นอะไร...นางต้องไม่เป็นอะไรแน่!

ที่ผ่านมา นางเคยผ่านเหตุร้ายมาไม่น้อย ทุกครั้งก็รอดพ้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ — ครั้งนี้... ก็คงไม่ต่างกัน!

เมื่อนางกลับมา เขาควรพิจารณาเสียที — ให้นางกับซวี่เอ๋อร์ออกจากที่นี่ กลับไปยังเมืองหลวงเถอะ! อย่างไรเสีย เมืองหลวงก็ปลอดภัยกว่าที่นี่มากนัก

ใช่แล้ว... ซวี่เอ๋อร์! เขาจะประมาทอีกไม่ได้เด็ดขาด ต้องไม่ให้ซวี่เอ๋อร์เกิดอันตรายขึ้นอีก ไม่อย่างนั้น... เมื่อฟางโจวกลับมา เขาจะอธิบายกับนางได้อย่างไร?

ระหว่างที่หลี่ฟู่กำลังคิดฟุ้งซ่านถึงซวี่เอ๋อร์ เด็กน้อยก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี

ร่างเล็ก ๆ ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง เงยหน้ามองเขาแล้วเอ่ยเสียงใสว่า
ท่านพ่อ!”

หลี่ฟู่ถอนใจเบา ๆ มองลูกชายด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนอ้าแขนเข้าไปอุ้มไว้ในอ้อมอก น้ำเสียงนุ่มละมุนเอ่ยถามว่า ดึกป่านนี้ เหตุใดยังไม่เข้านอนอีกล่ะ?”

ในใจเขาเริ่มตึงเครียดขึ้นมา — กลัวว่าเด็กน้อยจะถามถึงมารดา

แต่ผิดคาด... ซวี่เอ๋อร์ไม่ได้เอ่ยถามถึงแม่เลย กลับโอบคอเขาไว้แน่น ดวงตากลมใสวาววับดั่งแก้วมณีดำ จ้องเขาอย่างจริงจัง

ท่านพ่อ สอนข้าฝึกยุทธ์ได้ไหม? พรุ่งนี้ข้าจะฝึกไปพร้อมกับท่าน!”

หลี่ฟู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะขื่นในลำคอ ตั้งแต่คุณชายตัวน้อยยังอยู่ในครรภ์ เขาก็วางแผนไว้แล้วว่าจะสอนวรยุทธ์ให้ และยิ่งเฝ้าดูเขาเติบโต แผนในใจก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน

หากไม่ใช่เพราะฟางโจวคอยห้ามทัพ บอกว่าเด็กยังเล็ก ร่างกายยังอ่อน เขาคงเริ่มฝึกพื้นฐานให้เสียแต่เนิ่น ๆ แล้ว

หากนางอยู่ตรงนี้ ครอบครัวทั้งสามได้อยู่พร้อมหน้าเหมือนเช่นวันก่อน เขาเอ่ยเช่นนี้ นางคงจะยิ้มไม่หุบกระมัง แต่ในยามนี้ เขาจะมีจิตใจที่ไหนมาสอนบุตรฝึกยุทธ์กันเล่า

เจ้ายังเด็กนัก” หลี่ฟู่ลูบศีรษะคุณชายตัวน้อยอย่างอ่อนโยน ยิ้มบางเอ่ยเสียงนุ่ม อีกสักสองสามปี พ่อจะสอนเจ้าเอง ดีหรือไม่?”

ไม่เอา!” ซวี่เอ๋อร์เชิดหน้าดื้อดึง “ข้าอยากเรียนเดี๋ยวนี้! ไม่สิ พรุ่งนี้เลยต่างหาก! ข้าจะปกป้องท่านแม่ ไม่ให้ผู้ใดรังแกนางอีก!”

ดวงตาคู่น้อยคลอด้วยหยาดน้ำใส มือเล็ก ๆ เช็ดน้ำตาอย่างเงอะงะ พร้อมกับเสียงสะอื้นว่า คนเลวพาท่านแม่ไปอีกแล้วใช่หรือไม่? ท่านพ่อ... ข้าคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน!”

หัวใจของหลี่ฟู่เจ็บหน่วง ราวถูกบีบจนแน่นยิ่งกว่าครั้งใด เขากอดบุตรชายแน่น ไม่กล้าให้เห็นดวงตาของตนที่แดงเรื่อ ลูบหลังเบา ๆ เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนเศร้า

ซวี่เอ๋อร์จงว่าง่าย อยู่กับแม่นมและสาวใช้ให้ดี พ่อจะพาท่านแม่เจ้ากลับมาให้ได้ ท่านแม่เจ้านั้นเก่งกล้า ไม่มีผู้ใดทำอะไรนางได้หรอก จริงหรือไม่?
ตราบใดที่เจ้าเชื่อฟัง นางจะกลับมาในไม่ช้านี้แน่นอน”

ซวี่เอ๋อร์กระพริบตาปริบ ๆ ขนตาชื้นน้ำตาสั่นระริก เอ่ยเสียงเบาว่า ท่านพ่อจะพาท่านแม่กลับมาได้เร็วจริงหรือ?”

อืม” หลี่ฟู่พยักหน้า ยิ้มอ่อนเอ่ยเสียงนุ่ม เจ้าล่ะ ไม่เชื่อพ่อหรือ?”

ไม่ใช่! ไม่ใช่นะ!” ซวี่เอ๋อร์รีบส่ายหน้าพัลวัน โอบคอหลี่ฟู่แน่นขึ้นอีก กอดซุกลงบนบ่าพ่อแล้วรีบพูด ซวี่เอ๋อร์เชื่อ! ข้าเชื่อท่านพ่อ! ข้าจะเป็นเด็กดี รอท่านแม่กลับมา!”

เจ้าลูกชายแสนดี...” หลี่ฟู่ถอนหายใจเบา ๆ กล่อมบุตรชายอีกพักใหญ่ จึงพาให้ยอมตามแม่นมกลับไปนอนอย่าสงบ

...เหล่าตระกูลใหญ่ทั้งสี่งั้นหรือ…แววตาของหลี่ฟู่เย็นเยียบลงทันตา แฝงไว้ด้วยรังสีดุดันที่กดข่มอยู่ในอก

— — —

ตอนถูกมือปิดปากปิดจมูกนั้น ฟางโจวแม้เหมือนจะหมดสติ แต่ก็ไม่ได้หมดสติจริง ๆ

นางยังพอมีสติเลือนราง ถูกใส่ลงในหีบไม้แล้วหามขึ้นรถม้า ระหว่างทางแม้สั่นคลอนไปมา แต่ไม่นานนัก สตินางก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างสมบูรณ์

แต่... แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า?

นางขยับเขยื้อนไม่ได้ ร้องเรียกก็ไม่ได้ ทำได้เพียงทนทรมานอย่างมีสติ รับรู้ถึงแรงกระแทกที่โคลงเคลง และอากาศอับชื้นอันน่าขยะแขยงรอบกาย

ความรู้สึกเช่นนั้นชวนให้นางทรมานถึงขีดสุด จนต้องหลับตาแน่น พยายามบังคับตนเองให้หลับไปเสียให้ได้ กลับกลายเป็นว่านางรู้สึกเสียดาย... เสียดายที่ตอนแรกไม่น่าฟื้นขึ้นมาเลย

ไม่นาน ความรู้สึกเหมือนเครื่องในทั้งห้าไส้ทั้งหกจะหลุดลอยออกจากร่าง ก็เริ่มจางหายไปทีละน้อย ฟางโจวจึงรวบรวมสติ ตั้งใจสงบลมหายใจ ฟื้นฟูพลังเงียบ ๆ อยู่ในใจ

ไม่รู้ว่าถูกพามาถึงที่ใดแล้ว — จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงแรงยกที่หยุดลง ก่อนที่หีบไม้จะถูกวางแนบพื้น

สัมผัสได้ถึงผืนดินอันมั่นคงใต้กาย นางก็รู้สึกว่าหัวใจตนที่คล้ายลอยคว้างมาตลอดทาง บัดนี้เริ่มสงบนิ่งลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว