วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1473 จู่ๆ ก็พลันรู้สึกแปลกหน้า

 

บทที่ 1473 จู่ๆ ก็พลันรู้สึกแปลกหน้า

“มิใช่เจ้าค่ะ! มิใช่เช่นนั้นเลย!” เหลียนฟางชิงร้อนรนจนอยู่ไม่สุข รีบละล่ำละลักบอก “พี่สามมิได้รังแกข้าสักนิด! ข้า… ข้าเพียง…”

ทว่าพอคำพูดแล่นมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก นางกลับรู้สึกกระดากอายจนพูดไม่ออก

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกลับเอ่อท้นขึ้นมาเสียดื้อๆ นางโผเข้าสู่อ้อมกอดของเหลียนฟางโจวอย่างแรง ซบหน้าแนบชิดกับอกของพี่สาวพลางอู้อี้ถาม “พี่ใหญ่ ท่านจะไม่มีวันทอดทิ้งข้าใช่หรือไม่? ท่านจะรักและเอ็นดูข้าเช่นนี้ตลอดไป… ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

เหลียนฟางโจวตกใจกับการแสดงออกของน้องสาว รีบโอบกอดพลางลูบแผ่นหลังบอบบางเบาๆ ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พี่สาวจะหักใจไม่ดีต่อเจ้าได้อย่างไรกัน? ทั้งตัวข้า พี่เขย พี่ชาย และพี่สะใภ้ของเจ้า ล้วนแต่รักและหวังดีต่อเจ้าทั้งสิ้น! ชิงเอ๋อร์คนดีของพี่ เจ้าเป็นอะไรไป เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”

ขอบตาของเหลียนฟางชิงร้อนผ่าว นางกะพริบตาถี่ๆ ส่ายหน้าขณะยังคงซุกหน้าอยู่ในอ้อมอก แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ข้า… ข้าแค่รู้สึกว่า ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย และไม่รู้ว่าบั้นปลายสุดท้าย… ทุกสิ่งจะกลายสภาพไปเป็นเช่นไร… ข้า… ข้า…”

หัวใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ พลันฉุกคิดเข้าใจขึ้นมารำไร

เด็กสาวคนนี้เคยมีอารมณ์ตัดพ้อโศกเศร้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? เคยเปล่งวาจาทอดถอนใจปลงตกปานนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ไม่เคยเลยแม้แต่คราเดียว!

เยาว์วัยไร้เดียงสามิเคยประสีประสาต่อความทุกข์ระทม

ครั้นลิ้มรสความคิดถึง คะนึงหา… ริ้วความกังวลจึงแต้มระบายลงบนหัวคิ้ว

เห็นทีคงจะเผลอใจตกหลุมรักเข้าเสียแล้ว

เมื่อนึกถึงโจวเหยี่ยนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ความมั่นใจในข้อสันนิษฐานของเหลียนฟางโจวก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้น

นางอดลอบทอดถอนใจมิได้ ในคราแรกเพื่อต้องการแยกคนทั้งคู่ออกจากกันและเด็ดดอกรักที่เพิ่งผลิหน่อให้ขาดสะบั้น นางจึงตัดใจส่งตัวน้องสาวกลับไปยังบ้านเดิมโดยไม่ฟังคำทัดทาน

คิดว่าเรื่องราวคงจบลงเพียงเท่านั้น ใครเล่าจะคาดคิดว่าวาสนาผูกพันระหว่างคนเรานั้นแท้จริงแล้วคือสวรรค์ลิขิต ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด!

ในความมืดมิดย่อมมีลิขิตแห่งชะตากรรม ดูเอาเถิด… สวรรค์ก็ยังชักนำให้ทั้งคู่หวนกลับมาพานพบกันอีกจนได้!

ก็เปรียบเหมือนตัวนางกับหลี่ฟู่ คนที่ฐานะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สุดท้ายมิใช่ว่าจับพลัดจับผลูผ่านเหตุการณ์บังเอิญสารพัดจนได้มาครองคู่กันหรอกหรือ?

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เหลียนฟางโจวจึงค่อยๆ คลายความกังวลลง

ทว่า ในเมื่อโจวเหยี่ยนคือโอรสสายตรงขององค์รัชทายาท และหลี่ฟู่ก็เป็นขุนนางสายตรงขององค์รัชทายาทแต่เดิมอยู่แล้ว มิต้องเอ่ยปากก็รู้ว่าหลี่ฟู่ย่อมต้องยกย่องโจวเหยี่ยนเป็นนายเหนือหัวอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว… ชิงเอ๋อร์เล่า?

วันข้างหน้า หากโจวเหยี่ยนก้าวขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ นางจะทำเช่นไร?

หรือหากเขาก่อการล้มเหลวพ่ายแพ้ นางจะต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไรต่อไป?

เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกปวดขมับขึ้นมา อดมิได้ที่จะเวทนาและสงสารน้องสาวจับใจ ปัญหาที่แม่หนูคนนี้ต้องเผชิญนั้น ยิ่งใหญ่และซับซ้อนกว่าเรื่องราวของนางในอดีตมากมายนัก…

มิน่าเล่า นางถึงได้ดูเศร้าสร้อยและเคว้งคว้างถึงเพียงนี้

“ชิงเอ๋อร์ เจ้าเชื่อใจเขาหรือไม่?” เหลียนฟางโจวใคร่ครวญชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามขึ้นแผ่วเบา

ร่างบอบบางในอ้อมกอดสะท้านน้อยๆ เหลียนฟางชิงรู้ทันทีว่าพี่สาวมองทะลุปรุโปร่งถึงความในใจของตนแล้ว นางรู้สึกเก้อเขินจนใบหน้าร้อนผ่าว ส่งเสียงครางอู้อี้อย่างเอียงอาย นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้า… ข้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันสำคัญด้วยหรือเจ้าคะ? หากเขาคิดจะเปลี่ยน ต่อให้ข้าเชื่อหรือไม่ เขาก็เปลี่ยนอยู่ดี หากเขาไม่เปลี่ยน ต่อให้ข้าไม่เชื่อ มันก็ไม่เปลี่ยนเช่นกัน…”

“แต่สำหรับตัวเจ้านั้นต่างกันลิบลับ” เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างอ่อนโยน “หากเจ้าเชื่อใจเขา ในใจเจ้าจะสงบผ่าเผย ปลอดโปร่งเบาสบาย และลดทอนความทุกข์กังวลไปได้มากโข ทว่าหากเจ้าไม่เชื่อใจเขา มิต้องให้พี่บอก เจ้าก็ย่อมรู้ดีว่าควรต้องทำอย่างไร ซึ่งนั่นก็ช่วยตัดความฟุ้งซ่านไปได้มากเช่นกัน”

“ข้า…” ลำคอของเหลียนฟางชิงพลันตีบตัน นางเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก่อนส่ายหน้าช้าๆ “พี่ใหญ่ ข้าไม่รู้เลยเจ้าค่ะ! ข้า… ไม่รู้จริงๆ!”

เชื่อใจงั้นหรือ? ก่อนจะเดินทางมาถึงมณฑลหนานไห่ นางมั่นใจเต็มเปี่ยม นางเชื่อใจเขาหมดหัวใจ! ทว่าหลังจากย่างก้าวเข้าสู่เมืองหนานไห่ โดยเฉพาะหลังเห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้… นางกลับเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว

แม้หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและเขาจะไม่เคยเอ่ยปากบอกกล่าวกับนางตรงๆ แต่นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไรเล่า?

ต่อให้เริ่มแรกจะไม่ประสีประสา แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เฝ้ามองและขบคิดเพียงเท่านี้ นางย่อมตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งหมดแล้ว!

วันข้างหน้า… เขาจะต้องเป็นฮ่องเต้ การที่เขาเดินทางมายังมณฑลหนานไห่ ก็เพื่อก้าวเดินบนบันไดก้าวแรกสู่บัลลังก์มังกร

ถึงตอนนี้เองที่นางเพิ่งเข้าใจ ว่าแท้จริงแล้วในจิตใต้สำนึกของตนมีความต่อต้านเรื่องนี้อยู่ลึกๆ นางจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะคิดและไม่ยอมเผชิญหน้ากับมันมาโดยตลอด!

ทว่าวันที่บีบคั้นให้นางต้องเผชิญความจริง… ในที่สุดก็มาถึงจนได้!

ไม่รู้รึ?

เหลียนฟางโจวขมวดคิ้ว “ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าไม่เชื่อใจแล้วสินะ?”

“มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ!” เหลียนฟางชิงปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณทันควัน พอรู้ตัวว่าตนเองร้อนรนเกินไป ใบหน้าก็พลันแดงซ่าน เอ่ยอย่างเก้อเขิน “ข้า… ข้าแค่… ข้าไม่ควรระแวงเขาเลย แต่ว่า… เฮ้อ!”

นางผละตัวลุกขึ้นจากอ้อมอกของเหลียนฟางโจว เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความกลัดกลุ้ม ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้า พลางพึมพำ “พี่ใหญ่ ข้าเล่าให้ท่านฟังตรงๆ เลยแล้วกันเจ้าค่ะ!”

จากนั้นจึงถ่ายทอดภาพที่ตนได้เห็นและความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้เหลียนฟางโจวฟังอย่างละเอียดละออ

เหลียนฟางโจวฟังแล้วนึกอยากจะหัวเราะ จึงยิ้มพลางเอ่ย “แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เจ้าถึงกับไม่มั่นใจเลยหรือ?”

“แค่นี้ยังไม่พออีกหรือเจ้าคะ!” เหลียนฟางชิงลดมือลงแทบจะกระโดดตัวลอย เอ่ยด้วยความอัดอั้น “ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย มันเหมือน… เหมือนกับว่าข้าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยสักนิด! ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่แม้แต่จะปรายตามามองข้า ราวกับข้าเป็นเพียงคนนอกที่ไร้ตัวตน! วินาทีนั้น จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าเขาอยู่ไกลจากข้าเหลือเกิน และจะยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ…”

เหลียนฟางชิงทอดถอนใจ “พี่ใหญ่ หรือว่าข้าจะละโมบโลภมากเกินไป? ข้ามีชาติตระกูลเช่นไร? แล้วเขามีชาติกำเนิดเช่นไร? คนอย่างข้า… จะคู่ควรกับเขาได้อย่างไรกัน? เมื่อก่อนข้าไม่เคยแยแสเรื่องพวกนี้เลย แต่ตอนนี้… ข้ากลับหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ พี่ใหญ่ ท่านช่วยสอนข้าทีเถิด ข้าควรทำเช่นไรดี!”

“อย่าเพิ่งคิดฟุ้งซ่านไปไกล” เหลียนฟางโจวมองสบตานาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจริงจัง “ชิงเอ๋อร์ ในเมื่อในใจเจ้าตัดเขาไม่ขาดถึงเพียงนี้ ก็จงลองเชื่อใจเขาดูสักคราเถิด! ในสายตาของพี่ เขา… ก็ดูไม่เหมือนคนเนรคุณไร้น้ำใจเช่นนั้น! ทว่า… เจ้าต้องจำคำพี่ไว้ให้มั่น หากวันใดที่เขาเปลี่ยนใจไป เจ้าจงอย่าได้คุกเข่าอ้อนวอนขอร้องเขา และอย่าได้ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองจนสูญเสียตัวตน พี่ไม่มีวันทนเห็นชิงเอ๋อร์ของพี่ กลายเป็นสตรีน่าเวทนาที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีเพียงเพื่อร้องขอความโปรดปราน และยิ่งไม่อยากเห็นชิงเอ๋อร์ของพี่ กลายเป็นหญิงร้ายกาจจิตใจคดโกงเจ้าแผนการเพียงเพื่อแย่งชิงความรักใคร่เด็ดขาด!”

ใบหน้าของเหลียนฟางชิงซีดเผือดลง นางนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวมองดูแล้วรู้สึกสะท้อนใจด้วยความสงสาร จึงดึงนางเข้ามากอดแนบอกอีกครา พลางปลอบ “พี่สาวและพวกพี่ชายจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า! พวกเราคือสายเลือดที่ผูกพันกันแนบแน่นที่สุด!”

“อื้ม!” จิตใจของเหลียนฟางชิงผ่อนคลายลง นางช้อนสายตาขึ้น แย้มยิ้มสดใส “ตราบใดที่เขาไม่เปลี่ยน ข้าก็จะเคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา ไม่ทอดทิ้งกัน แต่หากวันใดเขาเปลี่ยนไป ข้าก็แค่หมุนตัวเดินจากมา ไม่เห็นมีสิ่งใดต้องไปแก่งแย่งชิงดี! อย่างไรเสีย ข้าก็ยังมีพี่ใหญ่ มีพี่รอง และมีพี่สามอยู่ทั้งคน!”

“ถูกต้องแล้ว!” สองพี่น้องสบตากันแล้วยิ้มออกมา

ณ ห้องโถงรับรองของเรือนหน้า หลังจากหลี่ฟู่ โจวเหยี่ยน และเหล่าขุนพลได้ปรึกษาหารือกันอยู่นาน ในที่สุดก็ยังมีมติให้ปิดบังข่าวเรื่องที่โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเดินทางมาถึงมณฑลหนานไห่ไว้เป็นความลับต่อไป

ทุกสิ่งทุกอย่าง ควรรอให้กำราบปราบปรามจิ้งหนานอ๋องให้พ่ายแพ้ราบคาบเสียก่อนค่อยว่ากัน

เหล่าแม่ทัพนายกองได้ยินดังนั้นต่างก็ลอบถอนหายใจโล่งอกพร้อมๆ กัน สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดในยามนี้ คือการที่โจวเหยี่ยนดึงดันจะเปิดเผยฐานะแล้วสั่งให้พวกเขายกทัพกรีธาพลขึ้นเหนือ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน

แม้จะไม่กลัวความตาย ทว่าความสูญเสียอันไร้ความหมายที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไฉนจึงต้องนำชีวิตไปแลกให้แหลกลาญไปด้วยเล่า?

ครั้นเหล่าขุนพลแยกย้ายกันออกไปแล้ว โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจึงได้พบกับหลี่ฟู่ตามลำพัง

ถึงตอนนี้ ทั้งสองจึงนำราชโองการที่อดีตจักรพรรดิทรงมอบไว้ให้หลี่ฟู่ ตลอดจนพระราชโองการแต่งตั้งโจวเหยี่ยนขึ้นเป็นรัชทายาทออกมาแสดง

ขอบตาของหลี่ฟู่พลันรื้นแดงขึ้นมาทันที เขาทรุดกายคุกเข่าหันหน้าไปทางทิศเหนือ โขกศีรษะลงคำนับสามครา จากนั้นจึงหันมาประสานมือค้อมกายทำความเคารพโจวเหยี่ยนอย่างเป็นทางการ “ขอไท่จื่อโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะทุ่มเทกำลังกายใจจนสุดความสามารถ มิกล้าทำให้พระมหากรุณาธิคุณของอดีตจักรพรรดิและความไว้วางพระทัยของไท่จื่อต้องสูญเปล่าพ่ะย่ะค่ะ! เพียงแต่ว่า… ในยามนี้ คงต้องทรงยอมทนลำบากปลอมพระองค์ไปก่อน!”

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1472 ปิดบังฐานะ

 

บทที่ 1472 ปิดบังฐานะ

จริงดังว่า หากหลีอ๋องล่วงรู้ว่าพระราชนัดดามาปรากฏตัวอยู่ที่มณฑลหนานไห่ มีหรือจะยอมนิ่งดูดาย

การต้องระดมพลทั่วทั้งแผ่นดินมาปราบปรามมณฑลหนานไห่ แม้จะมีชัยภูมิอันเป็นปราการธรรมชาติคอยคุ้มกัน ทว่าก็มิใช่ศึกที่รับมือได้โดยง่ายเลย

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น มณฑลหนานไห่มีกำลังคนจำกัด แล้วจะไปหาทหารใหม่มาเสริมทัพจากที่ใดเล่า? จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกรขับเคี่ยวกับราชสำนักทั้งแผ่นดินได้?

“เช่นนั้น… ฐานะของพระราชนัดดาก็ยังมิสมควรเปิดเผยใช่หรือไม่ขอรับ?”

เหล่าขุนศึกต่างพยักหน้าเห็นพ้อง พลางเอ่ยว่า “พวกผู้ใต้บังคับบัญชามิได้กลัวตาย เพียงแต่หากทำเช่นนั้น พวกเราจะตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เสียเปรียบจนเกินไป ไม่คุ้มค่าเลยสักนิด!”

หลี่ฟู่คลี่ยิ้ม “เรื่องนี้มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่จะเอาไข่ไปกระทบหิน! เรื่องข่าวคราวของพระราชนัดดา ขอให้พวกเจ้าช่วยกันปิดปากเงียบไว้ก่อน คอยดูท่าทีไปพลางๆ เรื่องนี้สลักสำคัญยิ่งยวด มิใช่เรื่องที่จะด่วนตัดสินใจได้ภายในวันสองวัน!”

ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง

จากด่านเหยาซานสู่เมืองหนานไห่ พวกเหลียนฟางชิงและเหลียนเช่อใช้เวลาเดินทางสองวันครึ่ง กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สาม ในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย

ม้าเร็วมุ่งหน้าเข้าเมืองไปแจ้งข่าวล่วงหน้านานแล้ว หลี่ฟู่และพวกพ้องจึงได้รับรายงานข่าวแต่แรก

เนื่องจากยังมิได้เปิดเผยฐานะ หลี่ฟู่จึงมิอาจยกขบวนออกไปต้อนรับนอกเมือง

รถม้าปะปนไปกับขบวนสัญจรของพ่อค้าและชาวบ้านทั่วไป ล้อไม้บดแล่นไปตามทางอย่างไร้สุ้มเสียง มิได้ดึงดูดสายตาผู้ใดให้หันมาเหลียวมองแม้แต่น้อย

โจวเหยี่ยนอดไม่ได้ที่จะเลิกม่านหน้าต่างขึ้นชำเลืองมองออกไปภายนอก ร้านรวงตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ ถนนหนทางกว้างขวาง ผู้คนเบียดเสียดขวักไขว่ นอกจากเครื่องแต่งกายและเค้าโครงหน้าตาของราษฎรจะแลดูแตกต่างจากชาวเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว บรรยากาศโดยรวมก็แทบไม่ต่างกันเลย

ทิวทัศน์แปลกตาระหว่างทางที่ผ่านมานั้นมีมากมายนัก โจวเหยี่ยนจึงมิได้ตื่นตะลึงงงงันดั่งเช่นวันวานอีกต่อไป

ทว่าเมืองหนานไห่แห่งนี้กลับต่างออกไป… เพราะที่นี่มีแม่ทัพหลี่

สถานที่แห่งนี้ จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเขาในกาลข้างหน้า ตลอดจนชี้ชะตาวาสนาของแผ่นดินต้าโจวทั้งมวล!

พลันนั้น โจวเหยี่ยนรู้สึกอึดอัดแน่นในอกขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งกดทับจนแทบหายใจไม่ออก จังหวะหัวใจเร่งรัวขึ้นอย่างฉับพลัน

“อาเหยี่ยน พี่เขยของข้าต้องยืนอยู่ข้างท่านอย่างแน่นอน!” มือน้อยอันนุ่มละมุนยื่นเข้ามากุมมือเขาไว้อย่างอ่อนโยน พร้อมกับสุรเสียงหวานใสที่แฝงไว้ด้วยความรักและผูกพันอันลึกซึ้ง

ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นเข้าเกาะกุมจิตใจของโจวเหยี่ยน หินก้อนใหญ่ที่ทับถมในอกประหนึ่งถูกยกออกไป ความรู้สึกโปร่งโล่งแผ่ซ่าน หัวใจที่เต้นรัวค่อยๆ สงบลง เขากุมมือน้อยของเหลียนฟางชิงตอบ พลางยิ้มแล้วพยักหน้า “อืม ข้าก็เชื่อใจเขา เสด็จปู่เอง… ก็ทรงไว้พระทัยเขาเช่นกัน!”

เหลียนฟางชิงแย้มยิ้ม ทั้งสองสบตากันด้วยความเข้าใจ

เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนมาถึงจวนสกุลหลี่ ก็แล่นตรงเข้าสู่เขตเรือนหลังทันที

ณ ลานหน้าห้องโถงใหญ่ของเรือนหน้า คนรับใช้และผู้ไม่เกี่ยวข้องถูกกันตัวออกไปจนหมดสิ้น หลี่ฟู่นำทัพขุนศึกอย่างหูต้าไห่ เซียวมู่ เฝิงชวี่จี๋ และนายทหารคนอื่นๆ แต่งกายเต็มยศตามลำดับขั้น ยืนตระหง่านสงบนิ่งรอคอยอยู่ด้วยความเคารพ

เมื่อโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าก้าวเข้ามาเห็นภาพขบวนต้อนรับอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ก็อดชะงักไปมิได้

หลี่ฟู่รีบนำเหล่าแม่ทัพนายกองคุกเข่าลงกราบกรานเบื้องหน้าโจวเหยี่ยนทันที เปล่งเสียงขานรับดังก้อง “ถวายบังคมพระราชนัดดา!” พลางโขกศีรษะทำความเคารพอย่างเต็มยศตามโบราณราชประเพณี

ท่วงท่าสง่างาม เคร่งขรึม เปี่ยมด้วยบารมีอันน่าเกรงขาม

ชั่วพริบตานั้น ความรู้สึกสะท้านสะเทือนอันแปลกใหม่พลันผุดขึ้นกลางอกของโจวเหยี่ยน สองบ่าพลันรู้สึกหนักอึ้ง ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่กำเนิดขึ้นในจิตวิญญาณ

มิต้องเอ่ยวาจาใด และมิต้องส่งสัญญาณหยั่งเชิง เขาย่อมเข้าใจเจตนาของพวกเขาอย่างแจ่มแจ้ง และพวกเขาก็ล่วงรู้ความมุ่งหมายของเขาเช่นเดียวกัน

“ท่านแม่ทัพหลี่ เหล่าแม่ทัพ และใต้เท้าทุกท่าน รีบลุกขึ้นเถิด!” โจวเหยี่ยนก้าวย่างอย่างสง่าผ่าเผย ก้าวไปข้างหน้าแล้วยื่นมือประคองหลี่ฟู่ขึ้นด้วยตนเอง

“ขอบพระทัยพระราชนัดดา!”

ทุกคนขานรับพร้อมเพรียง หลี่ฟู่ลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะ “พระองค์ทรงลำบากแล้ว กระหม่อมทั้งหลายละอายใจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!”

“มิใช่ความผิดของพวกท่านหรอก วันข้างหน้าข้ายังมีเรื่องต้องพึ่งพาพวกท่านอีกมากโข! ท่านแม่ทัพหลี่ ยามนี้เสด็จปู่เสด็จสวรรคตแล้ว เสด็จพ่อก็จากไปแล้ว… ท่านแม่ทัพหลี่และเหล่าขุนพลทุกท่าน จะยินดีติดตามเปิ่นกงหรือไม่?”

แววตาของโจวเหยี่ยนเป็นประกายเจิดจ้า สายตาคมกริบดั่งคบเพลิง

ริมฝีปากบางเม้มแน่น จับจ้องมองหลี่ฟู่ เด็กหนุ่มที่เมื่อวานยังหยอกล้อหัวเราะร่า ไม่ประสีประสาต่อความทุกข์ระทมในโลกหล้า เพียงชั่วข้ามคืนกลับราวกับลอกคราบเปลี่ยนเนื้อตัวใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!

เหลียนฟางชิงเฝ้ามองเขาพลันรู้สึกใจหายวูบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ในใจนึกยินดีไปกับเขา ทว่าลึกๆ กลับบังเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างประหลาด

ขณะเดียวกัน ความกังวลใจสายหนึ่งก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา…

เขาในท่าทีเช่นนี้ นางไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย

นี่เขาเปลี่ยนไปแล้ว หรือยังมิได้เปลี่ยนกันแน่?

จู่ๆ นางก็รู้สึกไม่มั่นคงในหัวใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน!

“พวกกระหม่อมขอถวายชีวิต ติดตามรับใช้พระราชนัดดาจนตัวตายพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่ฟู่และเหล่าขุนศึกเปล่งเสียงกึกก้องเปี่ยมล้นด้วยความจงรักภักดี เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวาน ยามที่พวกเขาทรุดกายคุกเข่าลงไปอีกครา

“ดี! ดียิ่ง!” ขอบตาของโจวเหยี่ยนรื้นแดงขึ้นเล็กน้อย เขายกมือขึ้นปรามทุกคนพลางเอ่ยอย่างฮึกเหิม “คำสัตย์ของพวกท่าน เปิ่นกงจะสลักไว้ในใจ และเปิ่นกงจะไม่มีวันทอดทิ้งพวกท่านเด็ดขาด! ลุกขึ้นกันเถิด!”

ทุกคนลุกขึ้นยืนตามหลี่ฟู่

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจึงก้าวขึ้นหน้าพลางแย้มยิ้ม “ในที่สุดก็มาถึงเมืองหนานไห่เสียที ไม่เสียแรงที่พวกเราตรากตรำรอนแรมกันมาตลอดทาง! ท่านแม่ทัพหลี่เอ๋ย ภารกิจของตาแก่อย่างข้าถือว่าลุล่วงแล้ว ต่อแต่นี้ไป ขอมอบพระราชนัดดาให้อยู่ในความดูแลของเจ้าแล้วนะ!”

หลี่ฟู่ยิ้มรับ “ท่านอ๋องเฒ่าตรัสหนักเกินไปแล้ว! เรื่องนี้หลี่ฟู่ย่อมมิอาจปฏิเสธ ทว่าหากท่านอ๋องเฒ่าคิดจะแอบอู้งานเห็นทีคงจะยาก นอกเหนือจากการศึกสงครามแล้ว เรื่องอื่นใดล้วนยังต้องพึ่งพาบารมีท่านอ๋องเฒ่าช่วยดูแลอยู่อีกมาก!”

เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่า ทุกคนก็อดที่จะส่งเสียงหัวเราะครืนมิได้

หลี่ฟู่และคนอื่นๆ ยังมีข้อราชการสำคัญต้องหารือกับหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยน จึงเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งสนทนากันในห้องโถงรับรอง

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเห็นเหลียนเจ๋อยืนปะปนอยู่ในหมู่ขุนศึก จึงกวักมือเรียกให้เขาเข้ามาพบหน้าเหลียนฟางชิง ทั้งยังเอ่ยทักทายพูดคุยกับเขาด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี

หลี่ฟู่หันไปยิ้มให้เหลียนฟางชิงอย่างอ่อนโยน “ชิงเอ๋อร์ รีบเข้าไปในเรือนหลังเถิด พี่สาวของเจ้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว!”

เหลียนเช่อยิ้มบางๆ พลางเอ่ย “ข้าไปด้วยดีกว่า! ไปกันเถอะ ชิงเอ๋อร์!”

“พี่สามเหลียนช้าก่อน” โจวเหยี่ยนรีบส่งเสียงรั้งไว้ “หากมิได้มีธุระด่วนอันใด พี่สามเหลียนช่วยอยู่รอก่อนเถิด!”

เหลียนเช่อนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือค้อมรับคำ

เหลียนฟางชิงเห็นว่าโจวเหยี่ยนไม่แม้แต่จะเหลือบมองตนเองแม้แต่น้อย นางแอบยู่ปากเล็กน้อย ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้หลี่ฟู่ เหลียนเจ๋อ และเหลียนเช่อ “พี่เขย พี่สอง พี่สาม… ชิงเอ๋อร์ขอตัวไปหาพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ แล้วก็พวกหลานๆ ก่อนนะเจ้าคะ!”

นางมิได้ปรายตามองโจวเหยี่ยนเช่นกัน แล้วหมุนตัวก้าวเดินจากไปทันที

ทว่ายามหันหลังเดินคล้อยออกมา สีหน้าของเหลียนฟางชิงกลับค่อยๆ สลดลงเล็กน้อย กระทั่งได้พบหน้าเหลียนฟางโจว สวีอี้หยุน ตลอดจนซวี่เอ๋อร์ อี้เอ๋อร์ เสี่ยวตวนอู่ และปี้เถา ใบหน้าของนางจึงพลันสว่างไสว เปล่งประกายความสดใสขึ้นมาอีกครั้ง

ผู้หญิงสามคนรวมกันก็เทียบเท่าโรงงิ้วหนึ่งโรง ยามนี้สตรีหลายนางอยู่รวมกับเด็กเล็กอีกหลายคน บรรยากาศจึงยิ่งทวีความครึกครื้นยิ่งกว่าโรงงิ้วเสียอีก

ยิ่งไปกว่านั้น การกลับมาอย่างปลอดภัยของเหลียนฟางชิง ย่อมหมายความว่าหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวจะหมดสิ้นความกังวลเบื้องหลัง ความยินดีปรีดาและความโล่งอกอย่างแท้จริงเช่นนี้หาสิ่งใดมาเปรียบปานมิได้เลย

หลังจากพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานอยู่นาน สรรพสิ่งจึงค่อยๆ สงบลง

ครั้นให้แม่นมพาเด็กๆ ออกไปพักผ่อน สวีอี้หยุนก็ปลีกตัวเข้าครัวไปจัดเตรียมสำรับอาหาร เหลียนฟางโจวจึงได้โอกาสดึงมือเหลียนฟางชิงเข้ามาพูดคุยความในใจกันตามลำพัง

“เป็นอะไรไปหรือชิงเอ๋อร์? ตอนก้าวเข้ามาทีแรก ข้าเห็นเจ้าดูเหมือนจะซึมๆ อมทุกข์ชอบกล ใครรังแกเจ้ารึ? เช่อเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?” เหลียนฟางโจวกุมมือน้องสาว พลางกวาดสายตามองสำรวจแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ

หากจะบอกว่าระหว่างทางเหลียนเช่อรังแกนาง เหลียนฟางโจวย่อมไม่มีทางปักใจเชื่อ

น้องสาวที่ทุกคนต่างเฝ้าถวิลหา พลัดพรากฟันฝ่าความยากลำบากมาเนิ่นนานจนได้กลับมาสู่อ้อมอก ใครเล่าจะหักใจรังแกนางลง?

ร่างของเหลียนฟางชิงสะท้านน้อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะบ่นพึมพำเสียงแผ่ว “พี่ใหญ่… ท่านดูออกด้วยหรือเจ้าคะ…”

“เช่อเอ๋อร์รังแกเจ้าจริงๆ รึ?” เหลียนฟางโจวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าเด็กคนนี้ นิสัยเสียตั้งแต่เมื่อไรกัน!”

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1471 ได้พบกัน

 

บทที่ 1471 ได้พบกัน

จะมีที่น่าเวทนาก็คงเป็นเจ้าเสี่ยวฮุย เหลียนฟางชิงอาศัยจังหวะที่ผู้คนไม่ทันสังเกตปล่อยมันลงมาจากรถม้า แล้วพากันกับโจวเหยี่ยนจูงมันเข้าไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายในป่าเขา

เช้าตรู่วันถัดมา เสี่ยวเลี่ยวจื่อรับหน้าที่ไปเข้าแถว แม้จะชิงตำแหน่งลำดับที่ห้ามาได้ ทว่าเบื้องหน้ากลับมีกองคาราวานพ่อค้าถึงสามขบวน สินค้านานาชนิดต่อแถวยาวเหยียดเป็นหางมังกร—สงครามจวนจะปะทุ เสบียงกรัง ยารักษาโรค ผ้าพันแผล ตลอดจนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันล้วนกลายเป็นของขาดแคลน พ่อค้าแม่ขายจำนวนมากมองเห็นลู่ทางทำกำไรจึงพากันหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาในการตรวจค้นก่อนเข้าด่านจึงยิ่งเนิ่นนานออกไปเป็นธรรมดา

ล่วงเข้ายามบ่ายคล้อย กว่าจะถึงคิวของพวกเหลียนฟางชิง

คนทั้งกลุ่มกินมื้อเช้าอย่างเรียบง่าย ทั้งยังกินตั้งแต่เช้าตรู่ ยามนี้จึงหิวจนไส้กิ่ว หน้าท้องแทบจะแนบติดแผ่นหลัง พอผ่านเข้าประตูด่านมาเห็นแผงขายของกินตั้งเรียงราย กลิ่นหอมเย้ายวนจนกระเพาะแทบจะงอกมือออกมายื้อแย่ง

มิทันได้สนใจสิ่งอื่นใด ทั้งหมดจึงรีบพุ่งเข้าไปหาของกินประทังหิวกันก่อน

“ชิงเอ๋อร์?”

ขณะกำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างเอาเป็นเอาตาย จู่ๆ ด้านหลังก็มีเสียงเรียกอันลังเลดังแว่วเข้ามา

เหลียนฟางชิงชะงักงันไปทั้งร่าง ตะเกียบในมือร่วงหล่นลงกระทบโต๊ะดัง ‘แป๊ก’ นางหันขวับกลับไปในทันใด รอยยิ้มบนใบหน้าพลันผลิบานสดใสประดุจบุปผาป่าแรกแย้ม

“พี่สาม! พี่สาม!” เหลียนฟางชิงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี โผเข้าไปสวมกอดเหลียนเช่อไว้ทั้งตัว เอาแก้มถูไถกับไหล่ของเขาพลางหัวเราะร่วน “พี่สาม! เป็นท่านจริงๆ ด้วย! ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม!”

เหลียนเช่อตบหลังนางเบาๆ ในอกเปี่ยมล้นด้วยความปลาบปลื้มเช่นกัน สายตาจับจ้องนางด้วยความรักใคร่เอ็นดูพลางส่งยิ้มอ่อนโยน “ย่อมไม่ใช่ความฝันแน่นอน! ดูสิ ข้ามิได้ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าดีๆ หรอกหรือ? ในที่สุดเจ้าก็มาถึงเสียที ขอบคุณสวรรค์แท้ๆ! หากพวกพี่ใหญ่รู้เรื่องนี้เข้า คงจะได้วางใจเสียที!”

“ข้านี่ช่างโชคดีเหลือเกิน! ข้าเองก็คิดถึงพวกท่านมากเหมือนกันนะเจ้าคะ!” เสียงหัวเราะใสกังวานดั่งกระดิ่งเงินดังขึ้น เหลียนฟางชิงดึงแขนเขาไว้พลางแย้มยิ้มถาม “พี่สามไฉนจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่าเจ้าคะ? อย่าบอกนะว่าจงใจมารอรับข้าโดยเฉพาะ?”

“เจ้านี่นะ!” เหลียนเช่อขบขัน ระคนระอาใจ “ด่านเหยาซานแห่งนี้เป็นข้าที่คอยเฝ้าตรวจตราอยู่ พี่เขยเห็นว่าข้าค่อนข้างรอบคอบ จึงมอบหมายให้ข้ามาช่วยดูแลด่าน หากข้ารู้ล่วงหน้าว่าพวกเจ้าจะมาก็คงดีสิ!”

เขาปรายตามองขบวนคาราวานพ่อค้าสายยาวที่เพิ่งผ่านด่านไปได้ไม่นาน พลางยิ้ม “เข้าแถวรอกันค่อนวันเลยสิ? ถ้าอย่างนั้นเมื่อคืนคงค้างแรมอยู่ใต้ด่านใช่ไหม?”

เหลียนเช่ออดนึกเจ็บใจตัวเองมิได้ ทั้งยังปวดใจที่เห็นนางต้องตรากตรำเหน็ดเหนื่อยรอนแรมมาไกล “ถ้ารู้แต่แรกก็คงดี จะได้พบหน้ากันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว!”

“อย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนี่เจ้าคะ!” เหลียนฟางชิงรีบแย้มยิ้มปลอบ “ใต้ด่านคนเยอะแยะออก สนุกดีจะตายไป!”

พูดพลางเหลือบไปเห็นหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ากับโจวเหยี่ยนกำลังเดินตรงเข้ามา นางจึงส่งเสียง “อ๊ะ!” ก่อนรีบเอ่ยยิ้มๆ “พี่สาม รีบมาคารวะท่านผู้เฒ่ากับโจวเหยี่ยนเร็วเข้า!”

เหลียนเช่อยิ้มรับ สายตามองตามทิศที่นางชี้ ทันใดนั้นรอยยิ้มบนริมฝีปากพลันชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างจ้องเขม็งอย่างตะลึงงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงจนหลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจ “พะ… พวกท่าน—”

โจวเหยี่ยนเห็นสองพี่น้องกอดรัดสนิทสนมกันเนิ่นนานก็รู้สึกขัดหูขัดตาอยู่ก่อนแล้ว ยามนี้จึงแย้มยิ้มก้าวขึ้นหน้า เบียดเหลียนฟางชิงให้พ้นจากข้างกายเหลียนเช่ออย่างแนบเนียน แล้วคว้ามือเหลียนเช่อมากุมไว้อย่างสนิทสนมเสียเอง พลางยิ้มเอ่ย “ที่นี่มิใช่ที่เหมาะจะสนทนา มีที่เงียบสงบหรือไม่?”

“มี! เชิญตามข้ามาเร็วเข้า! ทะ… ท่านผู้เฒ่า แล้วก็นี่… เชิญด้านนี้ขอรับ!” เหลียนเช่อรีบเอ่ยปาก หันไปสั่งการนายทหารติดตามไม่กี่ประโยค จากนั้นจึงนำทางพาพวกเหลียนฟางชิงออกไปด้วยตนเอง

เหนือความคาดหมายเกินไปแล้ว!

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าที่ผู้คนตามหาจนพลิกแผ่นดินไม่พบตัว กับพระราชนัดดาที่ทุกคนเข้าใจว่าถูกไฟคลอกจนสิ้นชีพไร้แม้แต่ซากกระดูก… กลับมาปรากฏตัวพร้อมกันที่มณฑลหนานไห่แห่งนี้!

เมื่อพ้นจากความตกตะลึงพรึงเพริด ในใจของเหลียนเช่อก็พลันบังเกิดความปีติยินดีอย่างมหาศาล เขาย่อมรู้ซึ้งดีว่า การมาเยือนของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและพระราชนัดดา ณ แดนหนานไห่แห่งนี้… มีความหมายลึกซึ้งเพียงใด!

เมื่อกลับมาถึงเรือนพักในด่านตรวจ เหลียนเช่อสั่งให้คนสนิทคอยเฝ้าหน้าลานเรือนอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงเชิญหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยนขึ้นนั่งยังตำแหน่งประธาน แล้วค้อมกายทำความเคารพอย่างเป็นทางการ

โจวเหยี่ยนรีบก้าวเข้าไปประคองเขาไว้ ยิ้มพลางเอ่ย “พี่สามเหลียนอย่าได้มากพิธีไปเลย ปฏิบัติต่อกันเหมือนยามพูดคุยสนทนาธรรมดาก็พอ!”

“พระองค์ตรัสเกรงใจเกินไปแล้ว ธรรมเนียมมิอาจละเลย เหลียนเช่อมิกล้าเสียมารยาทต่อพระองค์พ่ะย่ะค่ะ!” เหลียนเช่อยิ้มตอบ แม้มิได้ดึงดันจะคุกเข่าลงไป แต่ก็ยังค้อมกายประสานมือคารวะจนครบถ้วนตามธรรมเนียมจึงยอมหยุด

ปากเอ่ยเจรจา ทว่าหางตากลับอดเหลือบมองหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าที่นั่งยิ้มตาหยีมิได้ ในใจลึกๆ อดประหลาดใจไม่ได้ว่า ศักดิ์และลำดับอาวุโสของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเหนือกว่าพระราชนัดดาตั้งเท่าใด ไฉนท่านอ๋องเฒ่ากลับนิ่งเงียบ ปล่อยให้พระราชนัดดาเป็นผู้ออกหน้ารับหน้าแทนเล่า…

ครั้นได้ซักถามถึงความเป็นมาระหว่างการเดินทาง เหลียนเช่อก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาบ้าง จึงยิ้มกล่าว “กระหม่อมได้ส่งคนควบม้าเร็วรีบไปรายงานพี่เขยแล้ว คาดว่าค่ำคืนนี้พี่เขยที่อยู่ในเมืองหนานไห่ย่อมได้รับข่าวสาร! พวกท่านพักผ่อนคลายเหนื่อยกันก่อนเถิด กระหม่อมจะให้คนจัดเตรียมรถม้าไว้ พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางก็ยังไม่สาย อย่างไรก็ไม่ได้รีบเร่งเพียงแค่วันสองวันนี้อยู่แล้ว”

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยนต่างแย้มยิ้มพยักหน้าเห็นชอบ โจวเหยี่ยนจึงกำชับเสริมว่า “เรื่องฐานะของพวกเรา ขอรบกวนพี่สามเหลียนช่วยเก็บเป็นความลับไว้ก่อน ก่อนจะได้พบหน้าท่านแม่ทัพหลี่ อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไปเป็นดีที่สุด!”

“เรื่องนี้ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว! วางพระทัยเถิด ที่นี่คนของกระหม่อมมีไม่มาก และทุกคนล้วนไว้ใจได้พ่ะย่ะค่ะ” เหลียนเช่อยิ้มรับ

ฐานะของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและพระราชนัดดาสมควรปกปิดไว้เป็นความลับจริงๆ นั่นแหละ ส่วนชิงเอ๋อร์นั้นไม่จำเป็นต้องปิดบัง ต่อให้มีใครพบเห็นเข้า ก็คงคิดเพียงว่าเป็นสหายของนาง มิมีทางระแวงสงสัยอย่างแน่นอน

ณ เมืองหนานไห่ ยามที่ข่าวสารด่วนถูกส่งมาถึง หลี่ฟู่มิได้อยู่ในเมือง แต่กำลังตรวจพลอยู่ที่ค่ายทหารนอกเมือง

เหลียนฟางโจวยินดีปรีดาจนไม่อาจเก็บงำ รีบสั่งให้อารักขาคนสนิทควบม้าออกนอกเมืองไปแจ้งข่าวแก่เขาทันที

หลี่ฟู่เองก็ยินดียิ่งไม่แพ้กัน ในใจพลันฉุกคิดจนวางแผนการคร่าวๆ ได้ วันรุ่งขึ้นจึงเรียกระดมขุนศึกคนสนิท ทั้งหูต้าไห่ เฝิงชวี่จี๋ เซียวมู่ และคนอื่นๆ มาร่วมปรึกษาหารือ

ในเมื่อตำหนักบูรพายังมีทายาทสืบสายเลือด ย่อมต้องยกย่องพระองค์เป็นนายเหนือหัวอย่างมิต้องสงสัย เรื่องนี้เพียงแค่รอฟังการยืนยันจากปากของหลี่ฟู่เท่านั้น ทุกคนต่างไม่มีข้อโต้แย้งอันใด

อีกทั้งในใจทุกคนต่างกระจ่างแจ้ง พระราชนัดดารอดพ้นจากกองเพลิงมาได้ ซ่อนเร้นชื่อเสียงนามกรเดินทางตรงดิ่งมายังมณฑลหนานไห่โดยไม่แวะเวียนไปที่อื่นใด ซ้ำยังมีหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าร่วมติดตามมาด้วยตลอดทาง ความหมายเบื้องหลังนั้นย่อมชัดเจนแจ่มแจ้งจนมิต้องเอ่ยคำใด

เหล่าขุนพลต่างฮึกเหิมตื่นเต้นจนคันไม้คันมือ การสนับสนุนพระราชนัดดาขึ้นครองราชย์เป็นองค์จักรพรรดิ นั่นคือความดีความชอบระดับ ‘ผู้ร่วมสถาปนาราชบัลลังก์’! ในใต้หล้านี้ จะมีบำเหน็จความชอบใดเย้ายวนใจไปกว่านี้อีกเล่า!

“เช่นนี้พวกเราก็มีเหตุผลอันชอบธรรมแล้ว จะต้องไปเกรงกลัวอันใดอีก!”

“ถูกแล้ว! ถูกต้องที่สุด! เหอะ จิ้งหนานอ๋องมันเป็นตัวอะไรกัน? อ้างว่า ‘รับพระราชโองการ’ รึ? ปลอมแปลงราชโองการชัดๆ!”

“ใช่แล้ว!”

“ใต้เท้า พวกเราจะเปิดเผยฐานะของพระราชนัดดาเมื่อใดดีขอรับ? ทางที่ดีเปิดเผยเสียก่อนเปิดศึกกับจิ้งหนานอ๋องเลยดีกว่า จะได้กู้หน้าเชิดชูบารมีให้พวกพี่น้องทหารได้ยืดอกกันเต็มที่!”

ขุนพลนายหนึ่งอดรนทนไม่ไหวจึงรีบเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน

ทว่าในใจของหลี่ฟู่กลับคำนวณไว้ลึกซึ้งกว่านั้น เขานิ่งตรึกตรองชั่วครู่ ก่อนจะแย้มยิ้มบางๆ “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่ว่าจะเปิดเผยฐานะของพระราชนัดดาหรือไม่ อย่างไรพวกเราก็ต้องทำศึกกับจิ้งหนานอ๋องอยู่ดี! รอให้พระราชนัดดาเสด็จมาถึงเสียก่อนค่อยว่ากันเถิด!”

ทุกคนต่างขานรับเห็นพ้อง

หลี่ฟู่ทอดถอนใจแล้วเอ่ยเตือนสติขึ้นอีกครา “แต่พวกเจ้าลองตรองดูให้ดีเถิด ทันทีที่ฐานะของพระราชนัดดาถูกเปิดเผย ย่อมสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้าและสั่นคลอนไปถึงในราชสำนักเมืองหลวง ถึงเวลานั้นหลีอ๋องไม่มีทางปล่อยมณฑลหนานไห่ไปแน่! อีกทั้งมณฑลหนานไห่ยังห่างไกลจากเมืองหลวงนับหมื่นลี้ กำลังพลของพวกเราคิดจะบุกตีเข้าไปถึงเมืองหลวง ต่อให้ระหว่างทางจะมีขุนนางท้องถิ่นที่ภักดีต่ออดีตรัชทายาทแปรพักตร์มาร่วมด้วย แต่มันก็มิใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น เมื่อสงครามปะทุขึ้น ย่อมเกิดกลียุคเลือดนองแผ่นดิน ที่ต้องเข่นฆ่าสังหารกันในสนามรบ… ก็ล้วนแต่เป็นราษฎรแห่งต้าโจวด้วยกันทั้งสิ้น!”

ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคทำเอาเหล่าขุนศึกต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บรรยากาศอันฮึกเหิมเมื่อครู่พลันเงียบสงัดลง จิตใจของแต่ละคนเริ่มหนักอึ้งขึ้นมาในบัดดล