วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1212 การล่าสัตว์

 

บทที่ 1212 การล่าสัตว์

 

ทุกคนหัวเราะพลางขยับที่นั่งเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้ เติ้งเมิ่งหานไม่มีทางเลือก จึงต้องนั่งลงและให้ไป่เสวี่ยช่วยย่างเนื้อให้

ในใจนางยังคงรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย จึงเหลือบมองถังไจ้ซิงด้วยสายตาขุ่น ๆ แล้วพูดว่า “ข้ามาเพราะอยากกินอย่างนั้นหรือ? ดูสิว่าเปี่ยวเกอพูดอะไรออกมา!”

ถังไจ้ซิงเพียงยิ้มเล็กน้อย โดยไม่คิดจะโต้เถียงอะไรกับนาง

เนื้อขาแกะนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ เนื้อสดใหม่ที่สุด โรยด้วยพริกไทยป่น พริกป่น และเกลือป่นเพียงเล็กน้อย ย่างไฟจนเป็นสีเหลืองทองหอมกรุ่น มันเยิ้มเป็นเงา ดูแล้วชวนให้อยากลิ้มลองอย่างยิ่ง เมื่อกัดเข้าไปคำหนึ่งก็ได้รสชาติอันแสนอร่อย เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ น้ำเนื้อหวานหอมผสมกับกลิ่นเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมของเนื้อที่ย่างไฟจนสุกได้ที่ ทำให้ใครเห็นก็อดน้ำลายสอไม่ได้

เมื่อกินไปเรื่อย ๆ เติ้งเมิ่งหานก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้น พูดคุยหัวเราะกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และกินเข้าไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ถังไจ้ซิงถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเลิกสนใจนาง หันไปพูดคุยหยอกล้อกับคนอื่น ๆ แทน

ใครจะคิดว่าเติ้งเมิ่งหานจะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ ขนาดนี้ ขณะที่กำลังกินเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาของนางก็ไม่ได้อยู่นิ่งเลย คอยชำเลืองมองไปทางหลี่ฟู่เป็นระยะ ๆ

เมื่อเห็นหลี่ฟู่ลุกขึ้นและดูเหมือนจะเดินไปที่ชายป่าเพื่อดูม้าของเขา เติ้งเมิ่งหานก็รู้สึกยินดีในใจ นางส่งสายตาเป็นนัยให้ไป่เสวี่ยอย่างลับ ๆ และอาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกต รีบลุกขึ้นและตามไปทางที่หลี่ฟู่เดินไป

“ม้าของใต้เท้าหลี่ตัวนี้ช่างงดงามจริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นม้าที่ดีขนาดนี้มาก่อนเลยที่มณฑลหนานไห่ อย่างที่ว่ากันไว้ วีรบุรุษคู่ควรกับม้าพันธุ์ดี ม้าที่สง่างามเช่นนี้ เหมาะสมกับใต้เท้าหลี่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว!” เติ้งเมิ่งหานกล่าวพร้อมรอยยิ้มหวาน

เมื่อหลี่ฟู่ได้ยินเสียงนาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมา และมองนางอย่างประหลาดใจพลางเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ที่แท้ก็คุณหนูเติ้งนี่เอง คุณหนูเติ้งกล่าวเกินจริงไปแล้ว ข้ามิใช่วีรบุรุษอันใดหรอก!”

เมื่อเติ้งเมิ่งหานได้ยินหลี่ฟู่ตอบกลับมา ร่างกายของนางถึงกับอ่อนระทวยไปกว่าครึ่ง ใบหน้าที่งดงามอ่อนหวานของนางเผยให้เห็นรอยแดงระเรื่อดั่งแสงอรุณที่สะท้อนทาบทา ทำให้นางดูงดงามอย่างยิ่ง

นางยิ้มอย่างอ่อนโยนและสดใสยิ่งขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลว่า “ใต้เท้าหลี่ช่างถ่อมตนเสียจริง หากแม้แต่ใต้เท้าหลี่ก็ยังไม่นับว่าเป็นวีรบุรุษ เช่นนั้นบนโลกนี้ก็คงไม่มีผู้ใดคู่ควรกับคำนี้แล้ว! เพียงแต่ว่า... เฮ้อ ท่านรู้หรือไม่ ว่ามีผู้คนมากมายที่รู้สึกไม่ยุติธรรมแทนท่านอยู่?”

“ไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? เพื่อข้าอย่างนั้นหรือ?” คราวนี้หลี่ฟู่รู้สึกประหลาดใจอย่างแท้จริง และอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “คุณหนูเติ้งหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ!”

เติ้งเมิ่งหานอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยสายตาเวทนา ดวงตาของนางฉายแววอ่อนโยนพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ และเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ใต้เท้าหลี่อาจจะไม่ได้ไม่รู้ แต่อาจเป็นเพราะไม่อยากรับรู้ต่างหาก หรือไม่ก็พยายามหลอกตัวเองอยู่กระมัง? ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด ข้าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา หากคำพูดของข้าทำให้ท่านโกรธก็อย่าได้ถือสาเลย! ข้าเองก็รู้สึกไม่ยุติธรรมแทนท่านเช่นกัน! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเรื่องของฮูหยินหลี่...เรื่องของนางตอนนี้แพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมในเมืองหนานไห่ ข้าเกรงว่าอีกไม่นานทั้งมณฑลหนานไห่ก็จะได้ยินข่าวนี้กันหมด ไม่มีใครคาดคิดเลยว่านางจะกล้าทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้น แล้วยังมีหน้ามาเกาะติดท่านไม่ยอมปล่อยอีก ประชาชนทั่วเมืองต่างพากันสบประมาทนาง สาปแช่งว่านางไร้ยางอายเช่นนี้ หากปล่อยให้...”

“คุณหนูเติ้ง!” สีหน้าของหลี่ฟู่พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา น้ำเสียงเย็นเยียบอย่างชัดเจน “คุณหนูเติ้งควรระวังคำพูดของตนเองให้ดี!”

ดวงตาของเติ้งเมิ่งหานแดงเรื่อขึ้น นางเม้มปากพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นท่านต่างหากที่ต้องทนทุกข์อยู่คนเดียว ผู้ใดจะไปตำหนิท่านได้เล่า! แต่เหตุใดท่านถึงต้องทำเช่นนี้ด้วย? แม้ว่าท่านจะแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่หากถามใจตัวเองจริง ๆ แล้ว ท่านจะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดท่านจึงไม่กลับบ้าน แต่กลับมาหมกตัวอยู่ที่ค่ายทหารทุกวันเล่า?”

หลี่ฟู่ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ข้าตรวจตราค่ายทหารอยู่ เรื่องนี้มันแปลกอะไร?”

“ท่านอย่ามาหลอกข้าเลย!” เติ้งเมิ่งหานรวบรวมความกล้า จ้องมองหลี่ฟู่ตรง ๆ แล้วพูดว่า “เมื่อครู่นี้ ข้าเห็นชัดเจนในดวงตาของท่าน ความโกรธเคืองและความอับอายที่ซ่อนอยู่! ใต้เท้าหลี่ ความผิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ท่านเลย เหตุใดท่านจึงต้องเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงเสียเอง? มันช่างไร้เหตุผลโดยแท้! ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนต่างรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนท่าน!”

“หุบปากเสีย!” หลี่ฟู่กล่าวห้ามเติ้งเมิ่งหานด้วยน้ำเสียงเย็นชา คำพูดสองคำนั้นฟังดูไร้พลังสิ้นดี เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของข้า ไม่ใช่เรื่องที่คุณหนูเติ้งจะมาพูดจาวิจารณ์ตามอำเภอใจ!”

เมื่อพูดจบ เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยว่า “คุณหนูเติ้ง เจ้ายังเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาพูดถึงบ่อย ๆ เลย หากมีคนได้ยินเข้า มันจะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของเจ้าเอง”

เมื่อได้ยินว่าเขาเป็นห่วงตนเองเช่นนั้น เติ้งเมิ่งหานก็รู้สึกราวกับดอกไม้ในใจบานสะพรั่ง ความสุขจนตัวเบาราวกับจะลอยขึ้นไปบนฟ้า

ความกล้าของนางเพิ่มขึ้นอย่างมาก นางจ้องมองหลี่ฟู่ด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล ก่อนจะกัดริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อของตนเองเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปนอายว่า “ขอบคุณใต้เท้าหลี่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ! คำพูดเหล่านี้ ข้าเอ่ยต่อหน้าท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น ใครกันจะไปเสียเวลาพูดให้ผู้อื่นฟังเล่า! ในบรรดาผู้คนที่ข้าเคยพบมา ไม่มีผู้ใดจะสง่างามเทียบเท่าท่านได้เลย... ข้า... ชื่นชมท่านอย่างมาก...”

หลี่ฟู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวไปจูงม้าโดยไม่พูดอะไร และเดินจากไปเงียบ ๆ เดินไปหลายก้าวแล้วจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว คุณหนูเติ้งรีบกลับเข้าเมืองเถอะ!”

เติ้งเมิ่งหานยิ่งรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก รีบตอบรับด้วยรอยยิ้มพลางจ้องมองเงาหลังของหลี่ฟู่อย่างหลงใหล ใจเต็มไปด้วยจินตนาการ ใบหน้ายิ้มแย้มจนมุมปากโค้งขึ้นราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอย่างสดใส

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” เสียงของถังไจ้ซิงดังขึ้น เรียกเติ้งเมิ่งหานให้ตื่นจากความฝันอันงดงามกลับสู่ความเป็นจริงในทันที

นางมองเขาอย่างไม่พอใจพร้อมกับกลอกตา ก่อนจะกระทืบเท้าแล้วพูดอย่างขุ่นเคืองว่า “เปี่ยวเกอ ไฉนท่านเดินมาไม่ให้สุ้มให้เสียง? ทำข้าตกใจแทบตาย!”

“ข้าเดินมาไม่ให้เสียงอย่างนั้นหรือ?” ถังไจ้ซิงหัวเราะเพราะความโมโห “ข้าเรียกเจ้ามาตั้งแต่ไกลแล้ว เรียกตั้งหลายครั้งเจ้ายังไม่ได้ยินเลย เหมือนกับวิญญาณของเจ้าล่องลอยไปที่ไหนสักแห่ง!”

เมื่อถูกเขาจับได้เช่นนี้ ใบหน้าของเติ้งเมิ่งหานก็พลันแดงก่ำ นางรู้สึกกระวนกระวายจึงเบือนสายตาหนี พร้อมกับพูดกลบเกลื่อนด้วยท่าทีดื้อรั้นว่า “ท่านพูดเรื่องอะไรไร้สาระ ข้าไม่ได้เหม่อลอยเสียหน่อย!”

“ฮึ!” ถังไจ้ซิงแค่นเสียงหัวเราะเย็น ๆ ทั้งโกรธทั้งร้อนใจพลางพูดว่า “คนพวกนั้นล้วนมีสายตาแหลมคม เจ้าคิดว่าคนอื่นเป็นคนโง่หรืออย่างไร? ข้าถามจริง ๆ นะ น้องสาว เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”

“ข้าเสียสติอย่างนั้นหรือ?” เติ้งเมิ่งหานกลับมีท่าทีสงบลงเมื่อถูกถามเช่นนั้น และย้อนถามกลับไป

“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” ถังไจ้ซิงพูดด้วยความเดือดดาลจนแทบจะคลั่ง “ใต้เท้าหลี่เป็นคนแบบไหนกัน? และเขามาที่มณฑลหนานไห่เพื่ออะไร เจ้าจะไม่รู้จริง ๆ หรือ? แต่เจ้ากลับไปหลงชอบเขาเข้าได้ ช่าง... ช่างน่าขันเสียจริง!”

เติ้งเมิ่งหานไม่ยอมแพ้ ตอบกลับอย่างดื้อดึงว่า “ทำไมข้าจะชอบเขาไม่ได้? อีกอย่าง เมื่อครู่นี้เขายังพูดคุยหยอกล้อกับข้าตั้งนาน นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็มีความรู้สึกที่ดีต่อข้าเหมือนกัน! ฮึ! ต่อให้เขาเคยมาที่นี่เพราะต้องการจัดการพวกสี่ตระกูลใหญ่ของพวกเราแล้วอย่างไร? หากพวกเราตระกูลเติ้งได้เป็นเครือญาติกับเขา เขาก็ย่อมจะไม่เป็นศัตรูกับพวกเราอีก เช่นนี้ไม่ดีหรืออย่างไร?”

“เจ้า!” ถังไจ้ซิงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเหตุผลอันไร้สาระและน่าขันของนาง ความโกรธปะปนกับความรู้สึกขบขันอย่างบอกไม่ถูก “น้องสาว เจ้าคิดเรื่องนี้ง่ายเกินไปแล้ว! ใต้เท้าหลี่ไม่มีทางเป็นคนที่จะละทิ้งราชกิจสำคัญเพียงเพราะเรื่องความรักใคร่เล็ก ๆ น้อย ๆ หรอก ฮึ! แผนการของเจ้าน่ะ ต่อให้คิดมาดีแค่ไหนก็ต้องพลาดอยู่ดี!”

ใบหน้าของเติ้งเมิ่งหานพลันเคร่งเครียดลงเล็กน้อย ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวในใจ เพราะคำพูดของถังไจ้ซิงนั้นกำลังบอกเป็นนัยว่านางไม่มีเสน่ห์พอที่จะทำให้ใต้เท้าหลี่เปลี่ยนใจได้ ผู้หญิงที่กำลังตกหลุมรัก ใยจะรับฟังคำพูดเช่นนี้ได้?

“อีกอย่าง” ถังไจ้ซิงไม่ได้สนใจสีหน้าไม่พอใจของนาง และพูดต่อไปว่า “เรื่องของฮูหยินหลี่ที่กลายเป็นข่าวใหญ่จนทุกคนรู้กันไปทั่ว ใต้เท้าหลี่ถึงขั้นยอมหลบหนีไปเก็บตัวเงียบ ๆ คนเดียวแทนที่จะโกรธหรือทำอะไรกับนาง นั่นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองยังคงดีอยู่ ข้าขอแนะนำว่าเจ้าควรเลิกคิดเรื่องนี้เสียเถอะ!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1211 คุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้ง

 

บทที่ 1211 คุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้ง

 

สาเหตุที่แท้จริง แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่แค่การทำตัวเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมเท่านั้น เช่นนั้นก็หมายความว่า นางกำลังบอกเป็นนัยให้เหลียนฟางโจวหลีกทางให้นางอย่างนั้นหรือ?

คุณหนูบ้านไหนกันที่หมายตาหลี่ฟู่เอาไว้? หญิงผู้นี้ช่างมั่นใจในตัวเองเกินไปหรือไม่ก็ใสซื่อเกินไปกันแน่ ถึงได้คิดว่าหากนางเห็นจดหมายนี้แล้วจะต้องรู้สึกอับอายขายหน้า จนต้องรีบเก็บข้าวของหนีไปอย่างไร้เกียรติ?

ความคิดของผู้หญิงมักจะอ่อนไหวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวพันกับเรื่องของสามีตนเองและหญิงอื่น

สำหรับคำถามที่ว่า ใครกันที่เป็นคนทำเรื่องนี้ขึ้นมา? แน่นอนว่าคุณหนูจากครอบครัวธรรมดาทั่วไปคงไม่มีความกล้าขนาดนี้! ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มีความกล้า ก็คงไม่มีความมั่นใจว่าหากเหลียนฟางโจวจากไปแล้ว ตัวนางจะสามารถขึ้นมาครอบครองตำแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคง

กลับกันแล้ว ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ตระกูล รวมถึงตระกูลชั้นหนึ่งอีกสี่หรือห้าตระกูลในเมืองหนานไห่ต่างหาก ที่จะสามารถมีความมั่นใจในเรื่องนี้ได้!

เมื่อครุ่นคิดพิจารณาในหัวอยู่ครู่หนึ่ง เหลียนฟางโจวก็ค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวจนได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงได่ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว

เติ้งเมิ่งหานรอคอยอยู่ถึงสองวัน แต่กลับไม่มีข่าวคราวอะไรเลย นางเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ พอหันไปมองหน้าไป่เสวี่ย ทั้งสองก็ไม่วายด่าว่าเหลียนฟางโจวด้วยความหงุดหงิด

เมื่อวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล นางก็คิดจะเปลี่ยนไปลงมือจากทางหลี่ฟู่แทน

ตราบใดที่ใต้เท้าหลี่สนใจในตัวนางจริงๆ และต้องการหย่าขาดจากภรรยา ต่อให้ผู้หญิงแซ่เหลียนนั่นจะหน้าด้านหน้าทนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ดี!

เมื่อเติ้งเมิ่งหานคิดถึงแผนการของบิดามารดาที่ตั้งใจจะเจรจาสู่ขอกับตระกูลเหลียงให้สำเร็จ ซึ่งอย่างช้าที่สุดภายในช่วงเทศกาลตรุษจีน นางก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้น เพราะเวลาของนางเหลือน้อยเต็มที!

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่มีข่าวลือระหว่างคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงกับฮูหยินของใต้เท้าหลี่ นางก็ยิ่งไม่อยากแต่งงานกับเขามากขึ้นไปอีก!

เมื่อคิดได้ว่านางมีเปี่ยวเกอ(พี่ชายลูกพี่ลูกน้อง)ฝั่งพี่ชายของมารดาชื่อถังไจ้ซิง ซึ่งบังเอิญทำงานอยู่ที่ค่ายทหารของกรมบัญชาการใหญ่ในฐานะแม่ทัพผู้กล้า เช่นนั้นทำไมนางถึงจะไม่ใช้โอกาสนี้อ้างว่าไปเยี่ยมเปี่ยวเกอ แล้วถือโอกาสแวะไปที่ค่ายทหารด้วยเล่า?

ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็จะมีโอกาสได้พบกับใต้เท้าหลี่ตัวจริง!

คนหนึ่งเป็นหญิงที่เหี่ยวเฉาไร้ค่า ไร้ยางอาย อีกคนเป็นหญิงสาวที่ทั้งงดงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เพียงมีรูปร่างหน้าตางดงาม แต่ยังอายุน้อยกว่า ที่สำคัญที่สุดคือนางมาจากหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่ หากใต้เท้าหลี่ไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมต้องรู้ว่าใครที่คู่ควรกับเขามากกว่า!

ในเรื่องนี้ เติ้งเมิ่งหานมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย!

เมื่อคิดแผนการได้อย่างมั่นคงแล้ว นางจะยังทนนิ่งเฉยได้อย่างไร? ในวันนั้นเอง นางก็พาไป่เสวี่ยออกจากเมืองทันที ขี่ม้ามุ่งหน้าไปยังค่ายทหารอย่างรวดเร็ว

ที่มณฑลหนานไห่ สำหรับหญิงสาวนั้นไม่ได้มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมากนัก ถ้านางอยากจะออกไปเที่ยวเล่นก็สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวมารดาให้รู้เลยด้วยซ้ำ

อย่างไรเสีย ในพื้นที่นี้ ใครจะกล้าทำร้ายคุณหนูตระกูลเติ้งเล่า?

บังเอิญว่าใต้เท้าหลี่กำลังออกล่าสัตว์อยู่บริเวณเชิงเขาซีซาน พร้อมกับหูต้าไห่, ฮั่วชิง และนายทหารทั้งใหญ่เล็กที่มีตำแหน่งตั้งแต่แม่ทัพผู้กล้าไปจนถึงนายกอง โดยมีทหารคุ้มกันส่วนตัวติดตามไปด้วย

เมื่อเติ้งเมิ่งหานได้ยินข่าวนี้ นางก็ยินดีจนแทบจะร้องออกมา “สวรรค์ช่วยข้าแล้ว!” นางคิดอย่างตื่นเต้น

โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางก็พาไป่เสวี่ยมุ่งหน้าไปยังสถานที่ล่าสัตว์ทันที

เมื่อเติ้งเมิ่งหานตามไปถึงกลุ่มของพวกเขา ก็เป็นเวลาช่วงบ่ายยามเซิน (ประมาณ 15.00 - 17.00 น.) แล้ว การล่าสัตว์ในวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย นอกจากจะล่าไก่ป่ากับกระต่ายป่าจำนวนมากได้แล้ว ยังสามารถล่ากวางตัวอ้วนท้วนแข็งแรงได้ถึงห้าตัวอีกด้วย

ในตอนนี้ ทุกคนกำลังจุดไฟอยู่บนลานหญ้าริมลำธารที่อยู่ระหว่างหุบเขา เพื่อก่อกองไฟและตั้งตะแกรงเตรียมย่างเนื้อกัน

เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จึงสะดวกต่อการชำแหละและจัดการกับซากกวางเหลือง (แกะภูเขา) ได้อย่างเหมาะสม

กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั่ว ทำให้มีฝูงอีกาเป็นจำนวนมากบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะ ส่งเสียงร้องกาๆ ดังเซ็งแซ่จนบรรยากาศคึกคักไม่น้อย

เนื่องจากมณฑลหนานไห่มีธรรมเนียมที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เมื่อทุกคนเห็นเติ้งเมิ่งหานมาถึง ก็มีเพียงบางคนที่อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองคุณหนูคนงามจากตระกูลเติ้งด้วยความสนใจ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเลย

เมื่อถังไจ้ซิงเห็นนาง ก็รีบร้องเรียกทันทีว่า “น้องหญิง!” พลางวิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มก่อนจะถามว่า “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”

เติ้งเมิ่งหานไม่ได้มาเพื่อพบเขา เพราะเป้าหมายของนางคือหลี่ฟู่ แน่นอนว่านางไม่คิดจะยืนรออยู่รอบนอกจนกว่าถังไจ้ซิงจะเดินเข้ามาถึง นางควบม้าฝ่าฝูงคนตรงเข้าไป และลงจากม้ากลางกลุ่มคนทันที ก่อนจะหันไปยิ้มให้ถังไจ้ซิงพลางพูดว่า “ท่านแม่ของข้าไม่ได้พบเปี่ยวเกอมานานแล้ว ท่านบอกว่าคิดถึงเปี่ยวเกออยู่ไม่น้อย หากเปี่ยวเกอมีเวลาว่างก็แวะไปที่บ้านเราบ้างนะเจ้าคะ!”

ถังไจ้ซิงชะงักไปเล็กน้อย ใจรู้สึกสงสัยกับคำพูดของเติ้งเมิ่งหานอยู่บ้าง เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหูต้าไห่แวบหนึ่งก่อนจะหัวเราะแห้งๆ แล้วตอบว่า “ถ้ามีโอกาส ข้าจะต้องไปอย่างแน่นอน จะไปคำนับท่านน้าให้ได้! แต่ช่วงนี้ต้องฝึกซ้อมตลอดเวลา เกรงว่าอาจจะยังไม่มีเวลาในเร็วๆ นี้”

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นข้าจะกลับไปบอกท่านแม่ให้ทราบก็แล้วกัน!” เติ้งเมิ่งหานตอบยิ้มๆ แล้วกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนรอบๆ พลางยิ้มพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าการมาครั้งนี้ของข้าจะไม่เสียเปล่าจริงๆ นะ มีของล่าสดใหม่มากมายเต็มไปหมด! เปี่ยวเกอ เนื่องจากคนของพวกเราไม่ควรทำตัวเสียมารยาทกับผู้อื่น ดังนั้นโปรดช่วยแนะนำให้ข้ารู้จักกับเหล่าท่านแม่ทัพทั้งหลายด้วยเถิด!”

เมื่อถังไจ้ซิงได้ยินเช่นนั้น ก็คิดว่าในเมื่อเติ้งเมิ่งหานอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว ถ้าไม่ให้ได้พบปะกับทุกคนก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป จึงยิ้มแล้วพยักหน้ารับ

เขานำทางนางไปแนะนำตัวกับท่านแม่ทัพใหญ่หูต้าไห่ก่อน แล้วจึงพานางมาจนถึงหน้าหลี่ฟู่เพื่อทำการแนะนำตัวต่อเขา

ดวงตาของเติ้งเมิ่งหานที่เคยสงบและเรียบเฉย พลันเปล่งประกายสดใสขึ้นมาในทันที ราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานอย่างงดงามในชั่วพริบตาเดียว นางเชิดใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความขวยเขินอย่างเสแสร้ง พลางส่งยิ้มอันอ่อนหวานและงดงามให้หลี่ฟู่

น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “ท่านก็คือท่านผู้ว่าการคนใหม่ ใต้เท้าเว่ยหนิงโหวหลี่ฟู่ ใช่หรือไม่เจ้าคะ? ข้าได้ยินมานานแล้วว่าท่านผู้ว่าการคนใหม่นั้นทั้งหนุ่มแน่นมากความสามารถ และยังเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่มานับไม่ถ้วน ไม่คิดเลยว่าเรื่องเล่าที่ได้ยินมาจะเป็นความจริง! ท่านช่างดูอ่อนเยาว์จริงๆ! ข้าไม่เคยพบผู้ว่าการเมืองที่อายุน้อยเช่นนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ!”

คำพูดของนางทำให้บรรดานายกองและนายทหารหนุ่มๆ ที่อยู่รอบๆ ต่างพากันเหลือบมองมา ก่อนจะหัวเราะคิกคักเบาๆ อย่างสนุกสนาน

ถังไจ้ซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีบางอย่างไม่ค่อยเหมาะสม จึงรีบพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “น้องหญิง ต่อหน้าท่านผู้ว่าการเมืองไม่ควรทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้!”

ถังไจ้ซิงรีบก้มโค้งคำนับพร้อมประสานมือกล่าวกับหลี่ฟู่ว่า “น้องหญิงของข้าเป็นสตรีที่อยู่ในห้องหอ ไม่คุ้นเคยกับกฎระเบียบมากนัก ขอท่านผู้ว่าการโปรดอภัยด้วยเถิด!”

“เปี่ยวเกอ!” เติ้งเมิ่งหานทำหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจ พลางถลึงตามองเขาด้วยความงอนพร้อมพูดอย่างขุ่นเคืองว่า “ใต้เท้าหลี่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ท่านพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร? หรือว่าในสายตาของเปี่ยวเกอ ข้าผู้นี้เป็นเพียงญาติที่น่าขายหน้า ไม่คู่ควรที่จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นอย่างนั้นหรือ?”

“เจ้า!” ถังไจ้ซิงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย จึงได้แต่หันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้หลี่ฟู่ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะโทษท่านน้าของตนว่า “เหตุใดจึงปล่อยให้น้องหญิงมาหาข้าได้ ทั้งที่ก็ไม่ได้มีเรื่องเร่งด่วนอันใด... ตอนนี้ท่านแม่ทัพหูต้าไห่กับใต้เท้าหลี่กำลังจัดระเบียบค่ายทหารใหม่ ใครๆ ก็รู้ว่าการจัดการครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ที่พวกข้าทั้งหลาย! ตัวข้ายังต้องระมัดระวังตัวอยู่เงียบๆ ไม่กล้าเผยตัวมากเกินไป และแอบอธิษฐานไม่ให้ใต้เท้าหลี่กับท่านหูต้าไห่จับตามอง แต่ทำไมน้องหญิงกลับพยายามหาทางเข้าไปใกล้ใต้เท้าหลี่เช่นนี้...”

หลี่ฟู่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือและยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก”

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าใต้เท้าหลี่เป็นคนใจกว้างมีเมตตา!” เติ้งเมิ่งหานยิ้มหวานออกมา ก่อนจะปรายตามองถังไจ้ซิงอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย

ถังไจ้ซิงได้แต่ยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองอย่างจนปัญญา พูดอะไรไม่ออก จากนั้นก็เลิกสนใจเรื่องข้อควรระวังระหว่างชายหญิง แล้วคว้าแขนของเติ้งเมิ่งหานไว้ทันที “มาเถอะ ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับสหายร่วมงานของข้าอีกสองสามคน!”

ที่จริงแล้ว เติ้งเมิ่งหานไม่ได้อยากรู้จักกับสหายร่วมงานคนอื่นๆ ของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าถ้าปฏิเสธไปก็คงจะดูไม่ดีเกินไป นางจึงได้แต่เดินตามถังไจ้ซิงไปอย่างหงุดหงิดและอารมณ์ไม่ดีนัก

ถังไจ้ซิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกหลายครั้ง ระหว่างทางก็แอบมองนางอยู่หลายครั้งเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดออกมา

ก็เพราะว่านี่คือน้องสาวลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ จึงย่อมมีความแตกต่างกันอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น เติ้งเมิ่งหานเป็นบุตรสาวคนเล็กของท่านน้ากับน้าเขย ผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักและทะนุถนอมอย่างมากมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่ท่านน้ากับน้าเขยก็ยังไม่เคยดุด่านางเลย แล้วนับประสาอะไรกับตัวเขาที่เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้อง จะกล้าไปว่ากล่าวตักเตือนนางได้อย่างไร?

หลังจากได้พบปะกับทุกคนแล้ว สนทนาพูดคุยเล่นหัวกันไปสองสามคำ เติ้งเมิ่งหานก็ถือว่าเริ่มคุ้นเคยกับกลุ่มคนเหล่านั้นพอสมควร

นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ในใจกำลังครุ่นคิดหาข้ออ้างที่จะเดินไปหาทางฝั่งของหลี่ฟู่และหูต้าไห่ เพื่อหาทางสร้างความสนิทสนมกับใต้เท้าหลี่ให้ได้

แต่ก่อนที่นางจะได้คิดอะไรเพิ่มเติม ถังไจ้ซิงก็คว้าแขนนางแล้วดึงให้นั่งลงใกล้ๆ พร้อมพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ที่นี่กำลังย่างขาแกะอยู่นะ ขาแกะอ่อนๆ ย่างจนหอมเนื้อนุ่ม อร่อยที่สุดเลย! แล้วยังมีไก่ป่ากับกระต่ายป่าด้วย มานั่งลงก่อนเถอะ!”

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1210 ความวุ่นวายในใจผู้คน

 

บทที่ 1210 ความวุ่นวายในใจผู้คน

 

พวกนางไม่เคยเห็นเหลียนฟางโจวโกรธมาก่อน พอได้ยินคำถามนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ รีบพูดแก้ตัวทันทีว่า “ฮูหยินโปรดพิจารณาด้วยเถิด! คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกบ่าวสองคนพูดเอง พวกบ่าวก็แค่ได้ยินจากคนอื่นมาเท่านั้น... แล้วก็เลยเผลอพูดวิจารณ์ออกไปสองสามคำ บ่าวไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะเจ้าคะ!”

“คนอื่นงั้นหรือ?” เหลียนฟางโจวแค่นเสียงเยาะเย้ย “ใครกันล่ะ? ไหนลองบอกมาสิ ข้าจะได้ไม่ต้องมาเอาเรื่องพวกเจ้า แต่จะไปจัดการกับคนอื่นแทน!”

บ่าวแก่สองคนนิ่งอึ้งไปทันที คำพูดแบบนี้จะให้บอกออกมาได้อย่างไร? ถ้าพูดออกไปก็เท่ากับสร้างศัตรูชัดๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกคับข้องใจ รู้สึกว่า: ตัวเจ้าก็แค่ใจเสาะไม่กล้าไปหาคนอื่น แล้วกลับมาเอาเรื่องพวกบ่าวสองคนที่ดูท่าทางซื่อๆ แบบนี้แทน...

“พูดไม่ออกหรือ?” เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา ก่อนจะตะโกนเสียงต่ำออกคำสั่ง “ลงโทษมันซะ! ตบปากให้ข้า! ตบให้แรงๆ คนละสิบที! ให้พวกมันรู้ว่าคำพูดไหนควรพูด และคำพูดไหนไม่ควรพูด!”

บ่าวแก่สองคนตกใจจนรีบร้องขอความเมตตา

แต่เหลียนฟางโจวกลับไม่สนใจ นางพาหงอวี้เดินจากไปด้วยความโกรธ

ส่วนอิ๋งชุนกับพั่นเซี่ยที่หน้าตาเย็นชา ก็ก้าวเข้าไปแล้วตบหน้าบ่าวแก่สองคนอย่างแรง เสียงดังสนั่นไปทั่ว ก่อนจะเชิดหน้าเดินจากไปอย่างไม่ใยดี

บ่าวแก่ทั้งสองคนร้องโอดโอยราวกับพ่อแม่ตาย พลางคลานขึ้นจากพื้นด้วยความเจ็บปวดและคับแค้นใจ

การถูกตบหน้าคนละสิบครั้งนั้น ไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำให้พวกนางเกิดความเกรงกลัวจนไม่กล้ากระทำผิดอีก แต่ก็เจ็บปวดพอที่จะทำให้เกิดความอาฆาตแค้น

บ่าวแก่ทั้งสองคนไม่เพียงแต่ไม่มีความสำนึกผิดแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับยิ่งกระซิบกระซาบกันด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและอาฆาตรุนแรง ก่อนจะพากันเดินโซซัดโซเซกลับไปเพื่อหายามาทารักษา

เหล่าบ่าวภายในจวนของผู้ว่าการมณฑล ต่างก็ทำตัวราวกับได้กลิ่นบางอย่างที่ผิดปกติ แม้จะไม่กล้าแสดงความเห็นต่อหน้าเหลียนฟางโจว แต่ลับหลังก็ยิ่งพูดคุยกันอย่างไร้ความยำเกรงมากขึ้น ไม่เพียงแค่ซุบซิบนินทาถึงข่าวลือเหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังเริ่มคิดการใหญ่ พยายามทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่สมควรอย่างลับๆ อีกด้วย...

ทุกคนต่างพากันคิดในใจว่า: “ฮูหยินผู้นี้ช่างไร้ความสามารถจริงๆ โดนคนพูดจาดูหมิ่นต่อหน้า แต่กลับลงโทษแค่ตบหน้าคนละสิบทีเท่านั้น แบบนี้มันนับเป็นอะไรได้...”

——

คฤหาสน์ตระกูลเติ้งใหญ่แห่งเมืองหนานไห่

ภายในศาลาริมน้ำในสวนดอกไม้ด้านหลัง เติ้งเมิ่งหาน คุณหนูสาม กำลังนั่งเอนตัวพิงราวระเบียงอย่างผ่อนคลาย ชุดผ้าไหมสีม่วงควันปักลายผีเสื้อโบยบินท่ามกลางดอกไม้ ขับเน้นให้ใบหน้างดงามโดดเด่น ใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากเป็นทรงแหลมบาง คิ้วตาราวกับภาพวาดที่วิจิตรงดงาม

แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูหนาว แต่สำหรับเมืองหนานไห่ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้แล้ว ฤดูหนาวกลับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดและอบอุ่นที่สุด แสงแดดที่อ่อนโยนสาดส่องลงมา ทำให้รู้สึกอบอุ่นทั่วทั้งร่างกาย ราวกับกำลังอาบไออุ่นจากแสงอาทิตย์ที่แสนสบาย

สวนดอกไม้แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่เติบโตอย่างงดงาม ไม่มีความแห้งแล้งหรือความรกร้างให้เห็นแม้แต่น้อย การอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ทำให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลายและเบิกบานยิ่งนัก

ในขณะนี้ หลังจากได้ฟังรายงานจากไป่เสวี่ย บ่าวคนสนิท เติ้งเมิ่งหานก็ยิ่งรู้สึกอารมณ์ดีมากขึ้นกว่าเดิม

“ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนั่นเป็นความจริงหรือ?” เติ้งเมิ่งหานยิ้มบางๆ พลางถาม

“แน่นอนว่าเป็นความจริงเจ้าค่ะ! ท่านผู้ว่าการมณฑลไม่ได้กลับไปที่จวนที่ว่าการมาหลายวันแล้วนะเจ้าคะ บอกว่ากำลังตรวจตราค่ายทหารอยู่ แต่ใครๆ ก็รู้ว่าที่จริงแล้วมันก็แค่ข้ออ้าง ก็เพราะไม่อยากกลับไปเจอหน้าฮูหยินที่ไร้ยางอายนั่นต่างหาก!” ไป่เสวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามอย่างเต็มที่ “ฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลผู้นั้นช่างหน้าหนาเสียจริง ทำเรื่องน่าอับอายขนาดนั้นแล้วยังกล้ากลับไปอีก! ท่านผู้ว่าการมณฑลช่างน่าสงสารเสียจริงเจ้าค่ะ!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เติ้งเมิ่งหานก็ถอนหายใจเบาๆ ความคิดของนางย้อนกลับไปถึงวันที่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนตระกูลเหลียง และได้พบเห็นท่านผู้ว่าการมณฑลหนุ่มผู้นั้นโดยบังเอิญ บุคลิกสง่างามแฝงด้วยอำนาจ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาที่ดำขลับลุ่มลึกดุจอัญมณีสีดำที่เปล่งประกายเจิดจ้า

ตั้งแต่วันนั้นมา นางก็รู้สึกประทับใจจนแทบตกตะลึง หัวใจคอยคิดถึงแต่เขา ราวกับวิญญาณถูกพันธนาการไว้ จนไม่อาจลืมเลือนเขาได้อีกเลย...

นางกับมารดาและพี่ชายอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเติ้งในเมืองหนานไห่มานานกว่าครึ่งปีแล้ว จุดประสงค์ก็เพื่อเจรจาเรื่องการแต่งงานระหว่างตระกูลเติ้งและตระกูลเหลียง เพราะคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงสูญเสียภรรยาไปเมื่อสามปีก่อน และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงานใหม่

ตระกูลเหลียงถือเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของมณฑลหนานไห่ หากการแต่งงานครั้งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ นางก็ไม่มีปัญหาอะไร ทว่า... หลังจากที่ได้พบกับท่านผู้ว่าการมณฑลผู้นั้นแล้ว นางกลับรู้สึกว่า ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็ไม่ต้องการแต่งงานกับคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงอีกต่อไป

เติ้งเมิ่งหานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น “ก็ใช่น่ะสิ! หน้าหนาจริงๆ ถึงได้กลายเป็นเพียงนางบำเรอของคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียง แต่ยังกล้ากลับไปอยู่เคียงข้างท่านผู้ว่าการหลี่อีก! ชิ! ใต้เท้าหลี่จะมองหญิงที่เหี่ยวเฉาไร้ค่าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? ถ้าเป็นคนที่รู้จักละอายบ้าง ป่านนี้คงใช้เชือกผูกคอตายไปแล้ว! อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะซ่อนตัว ใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยม เป็นเพียงอนุภรรยาของคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงไปเท่านั้น! แต่นางน่ะหรือ... หึ!”

ไป่เสวี่ยหัวเราะคิกคักแล้วพูดว่า “บ่าวคิดว่า นางคงคำนวณไว้แล้วว่าใต้เท้าหลี่เป็นคนจิตใจดี มีเมตตาและยึดมั่นในคุณธรรม นางก็เลยหน้าด้านเข้าไปเกาะเกี่ยวหวังพึ่งพาเขาอย่างไม่อาย! ฮิฮิ ถ้าใต้เท้าหลี่ไม่ใช่คนที่ดีถึงเพียงนี้ คุณหนูสามก็คงไม่มองเขาเป็นพิเศษเช่นกัน ใช่ไหมเจ้าคะ?”

“อา! เจ้าเด็กบ้า กล้าล้อเล่นกับข้ารึ!” เติ้งเมิ่งหานแกล้งทำเป็นโกรธ ตวัดสายตาจ้องไป่เสวี่ยพร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าจะตี นางทั้งสองต่างหัวเราะคิกคักหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

หลังจากหัวเราะเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง เติ้งเมิ่งหานก็จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วนั่งลงอย่างสงบอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง “พูดก็พูดเถอะ ข้ารู้สึกไม่ยุติธรรมแทนใต้เท้าหลี่จริงๆ หญิงเช่นนั้น จะมีคุณค่าอะไรที่จะคู่ควรกับใต้เท้าหลี่? ต่อให้เขาหย่าขาดนางไป ก็ไม่มีใครจะกล่าวโทษเขาแม้แต่ครึ่งคำ แล้วเขาจะต้องทนฝืนอดกลั้นไปทำไมกัน?”

ไป่เสวี่ยเองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น พลางถอนหายใจเบาๆ “ใครจะไม่คิดเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ? ใต้เท้าหลี่ทั้งหล่อเหลาสง่างาม ทั้งยังหนุ่มแน่นมีความสามารถ ตำแหน่งหน้าที่ก็สูงส่ง...”

จู่ๆ ไป่เสวี่ยก็ทำตาเป็นประกายขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก่อนจะรีบพูดอย่างตื่นเต้นว่า “หรือว่า...จะเป็นเพราะเรื่องนี้กันนะ? ข้าได้ยินมาว่าผู้หญิงคนนั้นให้กำเนิดบุตรชายคนโตของใต้เท้าหลี่แล้ว ได้ยินว่าตอนนี้เด็กคนนั้นอายุสองขวบกว่าแล้วนี่นา! หรือว่าจะเป็นเพราะนางอาศัยบารมีจากการมีบุตร? อีกทั้งเด็กยังเล็กเกินไปที่จะอยู่ห่างจากมารดา ใต้เท้าหลี่ถึงได้ยอมทนต่อเรื่องนี้?”

หัวใจของเติ้งเมิ่งหานพลันสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง นางตอบกลับโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “ที่เจ้าพูดมามันมีเหตุผลมาก! ข้าว่าต้องเป็นเพราะเรื่องนี้แน่ๆ! ใต้เท้าหลี่ช่างโง่เขลานัก! ผู้หญิงคนนั้นทั้งประพฤติตัวต่ำทราม ไร้ยางอาย แล้วอย่างนั้นจะให้นางมาสั่งสอนเด็กได้อย่างไรกัน? เด็กคนนั้นยังเล็กอยู่ ถ้าหากใต้เท้าหลี่หย่านางแล้วแต่งใหม่ ภรรยาคนใหม่ย่อมต้องดูแลเด็กคนนั้นอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อเด็กเติบโตขึ้น แน่นอนว่าย่อมต้องซาบซึ้งในบุญคุณของผู้ที่เลี้ยงดูมา กระทั่งอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามารดาที่แท้จริงมีหน้าตาเป็นอย่างไร! แต่ตอนนี้ ใต้เท้าหลี่กลับปล่อยให้หญิงนั่นเป็นคนอบรมสั่งสอนบุตรชายคนโตของเขา นี่มันจะไม่ทำให้เด็กคนนั้นกลายเป็นคนไร้ค่าไปเลยหรืออย่างไร!”

ยิ่งนายบ่าวทั้งสองคนคิดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพูดคุยกันด้วยความโกรธแค้นและไม่พอใจมากขึ้น เติ้งเมิ่งหานยิ่งรู้สึกว่าใต้เท้าหลี่ต้องไม่ควรปล่อยให้นางหญิงผู้นั้นทำลายอนาคตของบุตรชายเขา

เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็เริ่มมีความคิดที่จะ “กำจัดภัยร้ายสำคัญ” ของใต้เท้าหลี่เสียให้สิ้นซาก

หลังจากที่ทั้งสองปรึกษาหารือกัน เติ้งเมิ่งหานก็เขียนจดหมายฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เนื้อความในจดหมายเต็มไปด้วยคำพูดที่เหยียดหยาม ด่าว่าด้วยความโหดร้ายและอาฆาต พร้อมทั้งแสร้งทำเป็น “บอกใบ้” ว่านี่คือความคิดของใต้เท้าหลี่

จากนั้น นางก็จ้างคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่นำจดหมายนั้นไปส่งยังลานหลังจวนที่ว่าการของผู้ว่าการมณฑล เพื่อให้มันตกไปอยู่ในมือของเหลียนฟางโจวให้ได้

ทั้งสองคนคิดว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ดีอยู่ คิดว่าการกระทำนี้จะทำให้เหลียนฟางโจวรู้ตัวและยอมถอนตัวออกไปเองโดยไม่ต้องให้ใครมาไล่

แน่นอนว่า หากนางทั้งโกรธทั้งอับอายจนถึงขั้นฆ่าตัวตายไปได้ ก็คงจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่!

เมื่อเหลียนฟางโจวได้รับจดหมายก็รู้สึกประหลาดใจ นางฉีกจดหมายออกอ่าน แล้วใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมด้วยความโกรธพร้อมกับหัวเราะเยาะเย็นๆ ออกมาหลายครั้ง

ใครกันที่คิดวิธีแบบนี้ขึ้นมา? ช่างน่าขันจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี!

จดหมายฉบับนี้ไม่มีการกล่าวถึงต้นสายปลายเหตุ ไม่มีการลงชื่อกำกับ แต่กระดาษที่ใช้เป็นสีชมพูอ่อน มีลวดลายบางๆ ของดอกไม้ปรากฏอยู่จางๆ และยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลออกมาอย่างแผ่วเบา เห็นได้ชัดว่าเป็นกระดาษที่คุณหนูจากตระกูลใหญ่ใช้กัน

ยิ่งไปกว่านั้น ลายมือที่เขียนจดหมายนั้น ทั้งอ่อนช้อยและบอบบาง ดูอย่างไรก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นลายมือของสตรีแน่นอน

เหลียนฟางโจวเก็บสีหน้าอย่างสงบแล้วจัดการพับจดหมายกลับใส่ซองตามเดิม ก่อนจะนำไปซ่อนไว้ใต้กล่องเครื่องประดับของตน แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา

“ดีนี่ คิดจะมาทำตัวเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมแทนหลี่ฟู่อย่างนั้นหรือ? อืม... แล้วเหตุผลที่แท้จริงล่ะ? แล้วใครกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?”