บทที่ 1260 เหยียบลงสู่ธุลีดิน
ฝูเว่ยสะท้านไปทั้งสรรพางค์กาย
ในอกเต็มไปด้วยความอาดูรและคั่งแค้นจนอยากจักแผดร้อง "ไม่เอา! ไม่ใช่เช่นนี้!"
ทว่ากลับต้องกล้ำกลืนฝืนทนมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ
ใต้เท้าไป๋กระแอมไอทีหนึ่ง พลันปรับน้ำเสียงให้เข้มงวดและเย็นชา
"ฝูเเจียเยว่... เจ้าจักยอมรับผิดหรือไม่?"
ฝูเเจียเยว่หัวเราะ "หึๆ" ในลำคอ ก่อนจะเอ่ยอย่างเด็ดขาด
"ใต้เท้า... ผู้น้อย... ยอมรับผิด!"
"ท่านพ่อ!" ฝูเว่ยตระหนกสุดขีด
จ้องมองบิดาด้วยสายตาที่สิ้นหวัง
แม้จะแจ้งแก่ใจว่าสถานการณ์บีบคั้นเพียงใด
ทว่าหากมิถึงที่สุดแล้วใครเล่าจะยอมจำนนโดยง่าย? คำว่า "ยอมรับผิด" จากปากบิดานั้น
คือการตัดรอนทุกความหวังและจินตนาการอันน้อยนิดของเขาลงจนหมดสิ้น!
จากคุณชายใหญ่ตระกูลฝูผู้เสวยสุขและเป็นที่อิจฉาของคนทั้งเมือง
บัดนี้เขากลับกลายเป็นคนอนาถาไร้สมบัติ!
ทุกอย่างมลายหายไปสิ้น!
ทว่าเรื่องราวเหล่านี้เกี่ยวข้องอันใดกับเขา? เหตุใดเขาต้องมารับกรรมเช่นนี้!
ไม่ยุติธรรม! เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมต่อเขาแม้เพียงนิด!
"ใต้เท้า..." ฝูเเจียเยว่ทำราวกับมิได้ยินเสียงของบุตรชาย
เขาเงยหน้ามองใต้เท้าไป๋พลางกล่าวช้าๆ "ยามเมื่อเกิดเรื่องเหล่านั้น
เว่ยเอ๋อร์ยังมิได้ลืมตาดูโลก ทุกสิ่งอย่างมิมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา! เขา...
ยังคงเป็นลูกหลานตระกูลฝู!"
"จริงสิ... ข้าเกือบลืมบอกเจ้าไป!"
ใต้เท้าไป๋ทำทีเป็นนึกขึ้นได้ ทอดสายตามองเขาด้วยความเวทนาอาทร
"เนื่องด้วยการกระทำอันโฉดช้าของเจ้าและมารดา
หัวหน้าตระกูลและเหล่าอาวุโสจึงมีมติเอกฉันท์ ให้คัดชื่อพวกเจ้าออกจากผังตระกูล
พวกเจ้ามิใช่คนของตระกูลฝูอีกต่อไป แน่นอนว่าฝูเว่ยย่อมมิต่างกัน! ยามนี้...
เขามิมีความเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลฝูแม้แต่น้อย!"
"เป็นไปไม่ได้!"
ฝูเว่ยถลึงตาจ้องฝูลี่พลางคำรามเสียงพร่า
"เจ้าคิดจะฆ่าแกงกันให้สิ้นซากเชียวหรือ!
เหตุใดจึงใจแคบต่อพวกเราพ่อลูกถึงเพียงนี้! ยามนี้ทุกอย่างในตระกูลฝูตกอยู่ในมือของเจ้าแล้ว
เหตุใดจึงต้องเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันถึงเพียงนี้ด้วย!"
ฝูเเจียเยว่หลับตาลงด้วยความปวดร้าว
มิได้ห้ามปรามคำพูดของบุตรชายอีกต่อไป
เดิมทีที่เขาอดทนอดกลั้นและมิยอมให้บุตรชายสอดมือเข้ามา
ก็เพื่อรักษาที่ทางของบุตรชายในตระกูลฝูเอาไว้
ด้วยเห็นว่าฝูลี่จากตระกูลไปนานปี
ส่วนบุตรชายติดตามเขาดูแลกิจการตระกูลมาเนิ่นนาน หากยังรักษาสถานะไว้ได้
วันหน้าใครจะอยู่ใครจะไปก็ยังมิแน่!
ทว่ามิคาดคิดว่าฝูลี่จะอำมหิตไร้น้ำใจถึงเพียงนี้
แผนการครานี้ช่างร้ายกาจยิ่งกว่าการถอนรากถอนโคนเสียอีก!
"สวรรค์บัญชา! สวรรค์บัญชาแท้ๆ!" ฝูเเจียเยว่ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
เป็นเสียงหัวเราะที่โหยหวนและเปี่ยมด้วยความอัดอั้น
จนผู้ที่ได้ยินต่างรู้สึกสะท้านใจยิ่งนัก
ฝ่ายฝูลี่สีหน้ามิเปลี่ยนแปร
แววตาเรียบเฉยจ้องมองอีกฝ่ายพลางกล่าวสืบไป
"ตาข่ายฟ้ากว้างขวางทว่าหละหลวมมิมิดชิด คำนี้จริงแท้แน่นอน!
ทุกสิ่งที่พวกเจ้าเคยเสพสุข เดิมทีก็มิใช่ของพวกเจ้าแต่ต้น...
พวกเจ้ามิขาดทุนหรอก!"
"แต่พวกเราคือคนตระกูลฝู!"
ฝูเว่ยดวงตาแดงฉานดุจอาบโลหิต จ้องมองฝูลี่ด้วยความอาฆาต
"เจ้าจงตายอย่างอนาถ! พวกเจ้าทุกคนจงตายอย่างอนาถ!
พวกขุนนางกังฉินหน้าเลือดพวกนี้ด้วย รับลาภผลจากตระกูลฝูไปมิตั้งเท่าไหร่
กลับมาร่วมวงลงหินทุ่มใส่เท้าพวกเรา! พวกเจ้ามันสุนัขลืมเจ้าของ! ฮ่าๆ...
ที่แท้ใครให้ประโยขน์ก็ไปสอพลอผู้นั้น พวกเจ้ามัน—"
"หุบปาก! ลากมันออกไปขึงพืดแล้วโบยให้หนัก!"
ใต้เท้าไป๋คำรามลั่นด้วยความขุ่นเคืองรันทดใจ
ฝูเเจียเยว่ตระหนกวูบ คิดจักอ้อนวอนขอความเมตตาทว่ากลับสะกดกลั้นไว้
ยามนี้เขาจะเอาศักดิ์ศรีอันใดไปวอนขอ? ต่อให้ขอไปจะมีประโยชน์อันใด!
เหล่าขุนนางโดยรอบต่างหน้าถอดสี อับอายขายหน้าจนดูไม่จืด
บางคนที่เคยนึกเวทนา
ตั้งใจว่าลับหลังจักส่งเงินทองให้ฝูเว่ยพามารดาและภรรยาหนีไปให้ไกลเมืองเฉวียนโจว
ยามนี้ต่างพากันถอนใจสลัดความคิดทิ้งสิ้น ลอบด่าทอฝูเว่ยในใจว่า
"ช่างมิเจียมตัว!"
เสียงไม้โบยกระทบเนื้อ "ปัง ปัง" ดังแว่วมาจากลานกว้าง
พร้อมเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของฝูเว่ย
ฝูเเจียเยว่สุดจักกลั้น โขกศีรษะวอนขอ "ใต้เท้า
เว่ยเอ๋อร์ยังเยาว์นักมิเคยลำบาก ตลอดชีวิตราบรื่นมาโดยตลอด
ยามนี้ขาดสติจึงปากพล่อยจาบจ้วง ขอใต้เท้าโปรดเมตตาละเว้นโทษเขาด้วยเถิด!"
ฝ่ายฝูลี่กลับหัวเราะเบาๆ เอ่ยกับใต้เท้าไป๋ด้วยท่าทีผ่อนคลาย
"ใต้เท้า เด็กน้อยมิประสาหยั่งรู้ความ! คนหนุ่มมักมีจิตใจสุดโต่ง
ยามประสบเคราะห์กลับมิรู้จักพิจารณาตน เอาแต่พาลพาโลโทษผู้อื่น
ช่างน่าขันทิ้งยิ่งนัก! จักไปถือสาหาความกับเขาก็ใช่ที่!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างลอบระบายลมหายใจยาว
พยักหน้าเห็นพ้องโดยพร้อมเพรียง
ใต้เท้าไป๋สีหน้าผ่อนคลายลงมิใช่น้อย พยักหน้ากล่าวว่า "เอาเถิด
ข้าเห็นแก่ที่เขายังหนุ่มแน่นใจร้อนและเพิ่งกระทำผิดเป็นคราแรก
จักละเว้นโทษตายให้สักครั้ง!"
กล่าวจบก็หันไปสั่งกุนซือ "ออกไปบอกให้พวกเขาหยุดมือ! แล้วโยนเขาออกไปนอกศาลาว่าการ!
กำชับเขาว่าครานี้ข้าจักมิเอาความ ทว่าหากวันหน้ายังกล้าเที่ยวไปพูดจาเหลวไหลหมิ่นประมาทขุนนางราชสำนัก
ข้าจับตัวได้เมื่อใด จักมิมีทางละเว้นเด็ดขาด!"
กุนซือรับคำแล้วรุดออกไปสั่งการทันที
ใต้เท้าไป๋สั่งให้ฝูเเจียเยว่ประทับลายนิ้วมือรับสารภาพก่อนจะสั่งคุมตัวเข้าคุกหลวง
ฝูงชนจึงแยกย้ายกันไป ฝูลี่เองก็กล่าวลาปลีกตัวออกมา
ถึงยามนี้
เรื่องราวที่เคยสั่นสะเทือนเมืองเฉวียนโจวก็ได้ปิดม่านลงอย่างเป็นทางการ
สองพ่อลูกตระกูลฝูที่เคยเรืองอำนาจขจรขจาย
กลับกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวและนักโทษในพริบตา!
แม้ตระกูลฝูยังคงชื่อเดิม ป้ายทองคำยังคงอยู่
ทว่าไส้ในกลับผลัดเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง!
สี่ตระกูลใหญ่ที่เคยเป็นประดุจแผ่นเหล็กอันแข็งแกร่ง
บัดนี้กลับปริร้าวสูญเสียไปหนึ่งส่วนเสียแล้ว!
เมื่อฝูลี่ก้าวพ้นประตูศาลาว่าการ
เขาอาศัยความมืดพรางกายเร้นลับเข้าไปในตรอกอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง
บ้านพักขนาดกลางแห่งนี้คือจุดนัดพบระหว่างเขากับคนของหลี่ฟู่
เขาได้รับแจ้งว่าหลี่ฟู่มาถึงที่นี่แล้ว
และต้องการพบเขาเป็นการส่วนตัวในคืนนี้
ครั้นเข้าสู่ห้องโถงพบหน้าหลี่ฟู่
ฝูลี่รีบคุกเข่าข้างเดียวประสานมือคำนับ "ผู้น้อยฝูลี่
คารวะใต้เท้าหลี่!"
"วันหน้ายังต้องพบกันอีกมาก มิต้องมากพิธีทุกคราไป
ลุกขึ้นเถิด!" หลี่ฟู่ยิ้มบางๆ พลางโบกมือให้ลุกขึ้น
เมื่อเชิญให้นั่งลงแล้ว หลี่ฟู่จึงถามว่า
"ยามนี้ตระกูลฝูตกอยู่ในกำมือเจ้าโดยสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่?"
ฝูลี่พยักหน้าโดยมิลังเล "ผู้น้อยมิกล้าโอ้อวดต่อหน้าใต้เท้า
ทว่ายามนี้ตระกูลฝูอยู่ในความควบคุมของผู้น้อยโดยสิ้นเชิงแล้ว!
มิตราบว่าใต้เท้ามีสิ่งใดจะสั่งการ?"
หลี่ฟู่ส่ายหน้าพลางหัวเราะ "เจ้ามิต้องระแวงถึงเพียงนั้น
ตระกูลฝูคือตระกูลฝูของเจ้า มิใช่ของข้า
ข้ามิเคยคิดจะใช้อำนาจควบคุมตระกูลฝูผ่านมือเจ้า ข้อนี้เจ้าจงแจ้งแก่ใจไว้!
เจ้าเป็นคนหนุ่มแห่งมณฑลหนานไห่ ย่อมรู้ดีว่าข้าปรารถนาสิ่งใด! มณฑลหนานไห่คือส่วนหนึ่งของแคว้นต้าโจว
การมิสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักและคิดทำตัวเป็นเจ้าถิ่นผู้ยิ่งใหญ่นั้น
เป็นสิ่งที่ราชสำนักและองค์เหนือหัวมิอาจยอมรับได้! ส่วนการค้าขายโดยสุจริต
ทางการย่อมมิเข้าไปก้าวก่าย!"
ฝูลี่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก รีบกล่าวว่า
"ผู้น้อยเข้าใจความหมายของใต้เท้าแล้ว วางใจเถิด
ตระกูลฝูยินดีสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก มิกล้ามีความคิดกำเริบเสิบสาน
ภาษีอากรในปีนี้จะส่งมอบมิให้ขาดแม้แต่แดงเดียว!
อีกทั้งตระกูลฝูมิกล้าเป็นปฏิปักษ์กับทางการเด็ดขาดขอรับ!"
"ยามนี้ยังมิจำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้น"
หลี่ฟู่ส่ายหน้าพลางยิ้ม "หากเจ้าทำเช่นนั้น ตระกูลที่เหลือจะละเว้นเจ้าหรือ?
จงนิ่งสงบรอคอยคำสั่งก็พอ! เมื่อเจ้าจัดการธุระในมือเสร็จสิ้น
ก็ควรไปผูกสัมพันธ์กับตระกูลอื่นๆ เสียบ้าง... อย่างไรก็ตาม
ฮูหยินของข้าอยากจะลองทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ดูเล่นๆ
เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าควรจักจัดการเช่นไร?"
ฝูลี่ยิ้มอย่างรู้ความ "หากฮูหยินมีคำสั่ง ผู้น้อยมิกล้าขัดขืน!
ผู้น้อยมิเหมือนฝูเเจียเยว่ รากฐานของผู้น้อยยังอ่อนด้อย มิกล้าล่วงเกินผู้ใด
ยิ่งเป็นคำขอของฮูหยิน ผู้น้อยย่อมมิกล้าปฏิเสธแน่นอน!"