วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1319 ปรับตัวตามท้องถิ่น

 

บทที่ 1319 ปรับตัวตามท้องถิ่น

ชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้น ย่อมเข้าใจดีว่า เหลียนฟางโจวกำลังช่วยพูดแทนตนทั้งสอง จึงยิ้มแหย ๆ ตอบรับ

ชุยเส้าซีรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “เคยชินแล้ว! เคยชินจริง ๆ! เอ่อ...ทำให้ อาม่าต้องขบขันแล้ว!”

ใช่ ๆ เคยชินแล้วจริง ๆ!” เหลียงจิ้นก็หัวเราะฝืด ๆ สมทบ

อาม่าฟังแล้วไม่รู้ว่านางเชื่อจริงหรือไม่ เพียงหัวเราะเสียงดังสองครา แล้วเปลี่ยนเรื่อง พูดพลางหัวเราะว่า “นิสัยเช่นนี้ไม่ดีเลยนะ! แต่จะว่าไปก็โทษพวกเจ้าก็ไม่ได้นัก มิใช่แค่พวกเจ้าหรอก! แม้แต่คนในเผ่าของพวกเราก็เป็นเช่นกัน ออกไปนอกเขาโดนกดขี่ข่มเหงกลับมา ก็ไม่ไว้ใจคนนอก หากไม่เป็นเช่นนั้น คงไม่พาพวกเจ้ามาถึงที่นี่หรอก!”

พูดจบ อาม่าก็เริ่มสอบถามว่าพวกเขามาจากที่ใด และพบเจอคนในเผ่าได้อย่างไร

เหลียนฟางโจวเตรียมใจรอคำถามนี้มานานแล้ว จึงรีบพยักหน้ารับ เล่าความทั้งหมดด้วยท่าทีจริงจัง เพียงตัดเรื่องเกาะหุยเฟิงออกไป บอกแค่ว่า หลังออกจากท่าเรือเฉวียนโจว ก็หลงทางกลางทะเลเสียกลางคัน

อาม่าซักถามอย่างละเอียดอีกครู่หนึ่ง แม้บริเวณทะเลส่วนนั้นจะห่างไกลผู้คน แต่นางดูเหมือนจะรู้จักดี จึงไม่ได้แสดงความเคลือบแคลงในคำพูดของเหลียนฟางโจว เพราะถ้าไม่ใช่เช่นนี้ ก็ยากจะอธิบายได้อย่างลงตัว

ไม่รู้ว่ากี่คนต่อกี่คนในโลกภายนอกที่หมายตายาและสมุนไพรล้ำค่าหายากของเขาเหยาซานเหล่านี้ไว้ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่เคยได้อยู่อย่างสงบ ทั้งกลอุบายร้ายและดีต่างถาโถมเข้ามาไม่หยุด หลังจากคนในเผ่าถูกหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเกิดความรู้สึกต่อต้านคนนอก ยามหัวหน้าเผ่าออกไปขายยาข้างนอก แม้จะมีบางคนร่วมเดินทางไปด้วย แต่ก็ไม่มีวันต้อนรับคนภายนอกให้ขึ้นเขาโดยเด็ดขาด

เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกลอบเข้ามา ระหว่างทางจึงเต็มไปด้วยกับดักและด่านตรวจนับไม่ถ้วน หากเหลียนฟางโจวพวกเขาเข้ามาจากนอกเขาจริง คงไม่มีทางรอดพ้นสายตาไปได้แน่

ส่วนเรื่องทะเลส่วนนั้น อาม่าเพียงยิ้มบาง ไม่ได้กล่าวอันใดอีก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะบังเอิญโชคช่วยจริง ๆ ทั้งหมดอาศัยโชควาสนา เพราะตลอดทั้งปี จะมีเพียงช่วงเวลาครึ่งเดือนนี้เท่านั้นที่กระแสลมพัดมาทางนี้ หากเป็นช่วงอื่น ลมทะเลจะพัดพาเรือไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยโขดหินใต้น้ำและกระแสน้ำวน ไม่เคยมีเรือลำใดรอดกลับมาได้เลย…

หากสิ่งที่นางพูดเป็นความจริง ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล แต่หากไม่ใช่ เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อสำรวจเส้นทาง แล้วหวนกลับมาอีกเมื่อใด…สวรรค์ย่อมมีวิธีลงทัณฑ์เอง นางไม่ต้องลงมือให้เปลืองแรงเลยแม้แต่น้อย!

เหลียนฟางโจวเห็นอาม่าถอนหายใจเบา ๆ แม้สีหน้ายังไม่ผ่อนคลายเต็มที่ แต่ก็ดูอ่อนลงมากแล้ว จึงรีบเอ่ยอย่างจริงใจว่า อาม่า ท่านพอจะเมตตาส่งคนพาเราลงจากเขาได้หรือไม่? พวกเรามิได้ตั้งใจบุกรุก ขอได้โปรดให้อภัยเถิดเจ้าค่ะ”

อาม่ายิ้มพลางกล่าว ไม่ต้องรีบร้อน ในเมื่อพวกเจ้ามาถึงนี่แล้ว ก็นับว่ามีวาสนา จะอยู่พักต่ออีกสักสองสามวันก็ไม่เป็นไรหรอก!”

เหลียนฟางโจวมองไปยังเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีด้วยสายตาขอความเห็น ทั้งสามจึงจำต้องพยักหน้ารับคำ

เหลียงจิ้นในใจกลับรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พวกคนเผ่าไป๋เหยาเปลี่ยนไปกลายเป็นคนมีน้ำใจขนาดนี้ ถึงขั้นเชื้อเชิญแขกให้อยู่พักด้วย? หากเป็นเมื่อก่อน คงได้ดีใจจนออกนอกหน้า ทว่าตอนนี้กลับยินดีไม่ลง

อาม่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางกล่าว อากงของพวกเราจะกลับมาวันนี้ พรุ่งนี้ทั้งหมู่บ้านจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ พวกเจ้าร่วมโต๊ะด้วยเถิด รุ่งขึ้นข้าค่อยให้คนไปส่ง ไม่ต้องกังวล! ข้าพูดแล้วว่าพวกเจ้าเป็นแขก ก็ต้องเป็นแขก ไม่มีใครกล้าล่วงเกินแน่นอน!”

เหลียนฟางโจวทั้งสามจึงกล่าวคำขอบคุณและตอบรับอย่างสุภาพ

อาม่าพยักเพยิดไปยังของที่วางอยู่ข้างกาย เป็นสัญญาณให้ซานเฟิ่งนำกลับไปคืนพวกเขา พลางหัวเราะกล่าว ในเมื่อเป็นสหายกันแล้ว พวกเผ่าไป๋เหยาเราไม่มีทางเอาทรัพย์สินของสหายไว้เป็นของตนเองได้ แม้ข้าจะดูไม่ออกนัก แต่ก็รู้ว่าสิ่งของเหล่านี้ล้วนล้ำค่า พวกเจ้าเก็บกลับไปเถิด!”

ทั้งสามสบตากันเลิ่กลั่ก ชุยเส้าซีจึงกล่าวว่า อาม่าช่างเกรงใจเกินไปแล้ว ของที่มอบไปแล้ว จะให้เอากลับคืนได้อย่างไร?”

แต่อาม่ากลับโบกมือปฏิเสธ ซานเฟิ่งก็หอบของทั้งหมดมายื่นคืนให้เรียบร้อย ทั้งสามจึงทำได้เพียงขอบคุณและเก็บของกลับมา

เหลียนฟางโจวหยิบต่างหูทองประดับไข่มุกขนาดเท่าหัวแม่มือขึ้นมา แล้วจับมือซานเฟิ่งวางลงบนฝ่ามือของนาง กล่าวยิ้ม ๆ ว่า ต่างหูคู่นี้ ขอมอบเป็นของขวัญพบหน้ากันครั้งแรกแก่น้องสาวซานเฟิ่ง ขอให้รับไว้เถิด หากปฏิเสธอีก เราคงรู้สึกละอายใจจนไม่มีหน้าสู้หน้าแล้ว”

ซานเฟิ่งกำลังจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินดังนั้น ก็เหลือบมองอาม่า

อาม่าหัวเราะน้อย ๆ แล้วกล่าว ในเมื่อแม่นางเหลียนมอบให้เป็นของขวัญพบหน้า เจ้าก็รับไว้เถอะ”

คำพูดเพียงคำเดียวไม่เข้าหูก็อาจถูกจับขังได้ง่าย ๆ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ร้องเรียกฟ้าหรือวิงวอนแผ่นดิน ก็คงไม่มีใครช่วยได้!

ชุยเส้าซีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เรื่องนี้ไม่ยาก อาม่าก็ว่าอยู่ไม่ใช่หรือ ว่าอากงที่ออกไปขายสมุนไพรจะกลับมาวันนี้ งั้นเราคอยหาจังหวะลองหยั่งเชิงเขาดูก่อนก็แล้วกัน”

ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางพยักหน้า

ชุยเส้าซีโน้มตัวมากระซิบเสียงต่ำอีกครั้ง แล้วยังต้องระวังเจ้าคนแซ่เหลียงนั่นด้วย ข้าเกรงว่าเขาเองก็คงคิดไม่ต่างจากเรา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลใหญ่พวกนั้นจะไม่โลภ!”

เหลียนฟางโจวถึงกับชะงัก สีหน้าเคร่งขึ้นในทันที ไม่ว่าอย่างไร ก็ห้ามให้เขาสำเร็จเป็นอันขาด! ต่อให้ข้าทำไม่สำเร็จ ก็จะไม่มีวันให้เขาทำได้!”

ไม่อย่างนั้น ตระกูลเหลียงจะได้ลอยหน้าลอยตาไปถึงไหนกันเล่า!

ชุยเส้าซีหัวเราะเบา ๆ ข้าเพียงอยากเตือนเจ้า ให้ระวังเล่ห์กลของเขาไว้ให้ดี! เอาเข้าจริง อาม่าดูจะชอบเจ้ามากกว่าเขาเสียอีก ถ้าพวกเจ้าเกิดมีใจตรงกันจริง ๆ ล่ะก็ อาม่าต้องเอนเอียงมาทางเจ้ามากกว่าแน่! ส่วนเขา…ฮึ! แค่มองก็รู้แล้วว่าเจ้าเล่ห์ใส่หน้ากาก ใครจะไปชอบได้ลง!”

 

 

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1318 เขาเหยาซาน

 

บทที่ 1318 เขาเหยาซาน

เหลียงจิ้นแค่นเสียงเย็นชา ก่อนเอ่ยเสียงแข็งหลังนิ่งไปครู่หนึ่งว่า เจ้าบอกให้ข้าหนีคนเดียวงั้นหรือ? ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ?”

เหลียนฟางโจวเห็นเขายังผูกใจเจ็บ พูดวกวนไม่จบไม่สิ้น ใจเริ่มรู้สึกรำคาญ
แต่ก็ยังฝืนข่มความหงุดหงิดในใจ ยิ้มอ่อนเอ่ยว่า ข้าแค่เห็นเจ้าจะลงมือ เลยตกใจจนพูดผิดไปในตอนนั้น ข้ารู้ดีว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น! หากเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ ข้ายังดูไม่ออก ก็คงเป็นคนโง่แล้ว! ข้า...ข้าขอโทษ แบบนี้ใช้ได้หรือยัง?”

เหลียงจิ้นถึงกับลดท่าทีเย็นชาลง หันมามองนางแล้วยิ้ม ไหน ๆ เจ้าก็ขอโทษแล้ว ข้าก็ไม่ถือสาอะไรอีกก็แล้วกัน เอาเถอะ ถ้าเจ้าคิดจะฝากความหวังไว้กับหมาป่าพวกนี้ เจ้าก็ลองดู ข้าจะปล่อยให้เจ้ารับมือทั้งหมดเอง ตราบใดที่ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก ข้าจะไม่ลงมืออีก!”

แม้เหลียนฟางโจวไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับคำรับปากนี้ แต่ยังไงพูดออกมาก็ดีกว่าไม่ได้พูด นางจึงพยักหน้า ยิ้มรับ อืม ข้าจะลองดู!”

ชุยเส้าซีเห็นเรื่องวุ่นวายคลี่คลายลง ก็โล่งใจตามไปด้วย เขาเดินเข้ามาใกล้ เอ่ยว่า ถึงจะพูดอย่างนั้น พวกเราก็ควรวางแผนกันไว้บ้าง ยังไงคนพวกนี้ก็แตกต่างจากที่เราเคยเจอ ใครจะรู้ว่าเมื่อไรพวกเขาจะหันมาเล่นไม้แข็งใส่เรา?”

เหลียงจิ้นก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที

เหลียนฟางโจวถึงกับพูดไม่ออก...สองคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เห็นพ้องต้องกันจนทิ้งนางไว้ข้างหลังเสียแล้ว? แม้ในใจก่นด่า นางก็ยังต้องจำใจพยักหน้ารับ

แต่ยังไม่ทันไร ประตูไม้หนาหนักก็ถูกเปิดจากด้านนอก ยังเป็นชายคนนำเดิม พาอีกห้าหกคนเข้ามา เรียกพวกนางทั้งสามให้ออกไป

เหลียนฟางโจวทั้งสามไม่กล้าชักช้า รีบตามไปทันที

ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงเรือนยกพื้นไม้ไผ่ขนาดใหญ่บนเนินเขากลางหมู่บ้าน ชายผู้นำพูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาถิ่น แล้วพาพวกเขาขึ้นไปบนเรือน

เด็กสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ด สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินปักลาย ยิ้มสดใสเดินออกมาต้อนรับ สนทนากับชายผู้นำอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เขาจะขอตัวจากไป

เหลียนฟางโจวแอบสังเกตเด็กสาวผู้นั้น ใบหน้านางงดงามได้รูป คิ้วตาคม ปากค่อนข้างหนา แต่ยามยิ้มกลับเผยฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ แม้ผิวคล้ำเล็กน้อย แต่โครงกระดูกได้สัดส่วน รูปร่างสูงโปร่ง สะท้อนความงามแบบสุขภาพดี ซึ่งแตกต่างจากสาวชาวบ้านทั่วไป

ดวงตากลมโตดำขลับของเด็กสาวกวาดมองทั้งสามคนแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะคิกแล้วกล่าวว่า พวกท่านคือคนที่บุกเข้าหมู่บ้านเราสินะ? ตามข้ามาเถอะ! อากง(ท่านปู่)ของข้าไม่อยู่ อาม่า (ย่าของข้า) รอจะพบพวกเจ้าอยู่!”

แม้น้ำเสียงของนางจะมีสำเนียงท้องถิ่น แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นภาษาราชการ!

ทั้งสามดีใจราวกับได้พบญาติสนิทที่พลัดพราก ชุยเส้าซีถึงกับอุทานยิ้มกว้าง เจ้าพูดภาษาราชการได้ด้วยรึ? ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!”

เด็กสาวหัวเราะคิก ก่อนพูดยิ้ม ๆ ว่า อากงของข้ามักพาคนออกไปขายสมุนไพรกับของป่าข้างนอก ท่านเคยสอนข้าอยู่นิดหน่อย”

พลางพูดพลางพาทั้งสามเดินผ่านระเบียงไม้ มาหยุดที่หน้าห้องห้องหนึ่ง
แล้วเคาะประตูเบา ๆ

ด้านในดังขึ้นเสียงไอแผ่วเบาของหญิงชรา จากนั้นจึงมีเสียงแหบพร่าเอ่ยว่า เข้ามา——”

เด็กสาวขานรับอย่างร่าเริง แล้วนำทั้งสามเข้าไป

ทันทีที่เข้ามา ทั้งสามก็เห็นกองข้าวของที่วางซ้อนกันบนโต๊ะน้ำชาข้างหญิงชรา สิ่งของเหล่านั้นล้วนเป็นเครื่องประดับและของมีค่าที่พวกเขาเคยมอบให้ชายหัวหน้าก่อนหน้า

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีถึงกับใจเต้น ใบหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย พวกเขาไม่แน่ใจว่าการที่ข้าวของเหล่านี้มาอยู่ตรงหน้าหญิงชราผู้นี้ ซึ่งสีหน้าเรียบนิ่งอ่านไม่ออกเลยว่าโกรธหรือยินดี—จะหมายความว่าอย่างไร

แม้แต่เหลียนฟางโจวก็รู้สึกใจสั่นอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังสงบกว่าสองคนข้าง ๆ

เพราะเธอนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า มีคำกล่าวว่า บางชนเผ่าในถิ่นทุรกันดารนั้นยึดถือระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นพืชผลจากไร่นา หรือของล่าจากป่า ต่างก็ต้องนำมามอบให้หัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นจึงให้ผู้อาวุโสผู้ทรงคุณธรรมในเผ่าแบ่งปันตามจำนวนสมาชิกแต่ละบ้าน บางที ที่นี่ก็คงเป็นเช่นนั้น...

อาม่า ข้าพาคนมาแล้ว! พวกที่พี่จินหวังเจอเมื่อวาน ก็คือพวกเขานี่แหละ!”
เด็กสาวเดินไปใกล้หญิงชรา ยิ้มระรื่นเอ่ยบอก

เหลียนฟางโจวก้าวขึ้นไปข้างหน้า คุกเข่าเล็กน้อยทำความเคารพ
พลางยิ้มกล่าวว่า ขออภัยที่เราบุกเข้ามาโดยมิได้ตั้งใจ หวังว่าอาม่าจะโปรดอภัยให้พวกเราด้วย!”

หญิงชราค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย นางหรี่ตามองเหลียนฟางโจวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมือแล้วยิ้มว่า ช่างเป็นเด็กสาวหน้าตางดงามเสียจริง! มาแล้วก็ถือเป็นแขก นั่งลงก่อนเถอะ! ซานเฟิ่ง เจ้ายังไม่รีบไปชงชาอีก!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับคำอย่างนอบน้อม ชุยเส้าซีและเหลียงจิ้นก็รีบก้าวมาทักทายหญิงชรา แล้วนั่งลงด้วยกัน

ครู่หนึ่ง เด็กสาวที่ชื่อซานเฟิ่งก็ยกน้ำชาเข้ามา แล้วส่งให้ทีละคน ชานั้นเย็นเฉียบ สีเข้มออกน้ำตาลดำ ไร้กลิ่นหอมของชาแม้แต่น้อย พอมองเข้าไปใกล้ ๆ จะเห็นเศษสิ่งสกปรกลอยอยู่ในน้ำชานั้น

แบบนี้ก็เรียกว่าชางั้นหรือ? ทั้งเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย

โดยเฉพาะเหลียงจิ้น ยิ่งหวาดระแวง เขาหวั่นใจว่าในน้ำชานี้จะมีอะไรปนเปื้อนอยู่ เพราะคนพวกนี้ทำตัวประหลาดนัก เมื่อครู่ยังจับพวกเขาขังไว้เหมือนนักโทษ แต่ตอนนี้กลับอ้างว่าเป็น “แขกผู้มีเกียรติ” ถ้าจะบอกว่าไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เลย—ใครจะเชื่อ?

ชุยเส้าซีถึงกับดื่มชาในถ้วยไม่ลงทันทีที่เห็น “ชา” แปลกประหลาดเช่นนี้! ทั้งสองคนถือถ้วยชาไว้ในมือ ลังเลอยู่เนิ่นนาน

ทว่าเหลียนฟางโจวกลับยิ้มขอบคุณ ก่อนจะยกขึ้นจิบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีหน้าถอดสี พยายามจะห้าม—แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว!

เห็นเพียงแววตาเหลียนฟางโจวสว่างวาบขึ้น ก่อนจะดื่มรวดเดียวอีกสองอึกอย่างชื่นใจ จากนั้นหันไปยิ้มชมหญิงชรา ชาของอาม่าช่างอร่อยเหลือเกิน! เย็นชื่นใจ หวานละมุน กลิ่นหอมสดชื่น ดื่มแล้วสดชื่นจนลืมไม่ลง ข้าไม่เคยดื่มชาที่ไหนแบบนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ!”

หญิงชราหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ พลางว่า เจ้าชอบก็ดื่มให้เยอะ ๆ เลย! นี่เป็นใบไม้บนเขาที่พวกเราเก็บมาต้ม ดื่มตอนอากาศร้อนแบบนี้เย็นชื่นใจ คนก็สดชื่นขึ้น! ซานเฟิ่ง เติมชาให้สาวน้อยนี่อีกถ้วย!”

เหลียนฟางโจวรีบยกถ้วยหมดแล้วส่งคืน พร้อมกล่าวขอบคุณยิ้มแย้ม ข้าแซ่เหลียน ชื่อฟางโจว อาม่าเรียกข้าว่าฟางโจวก็ได้เจ้าค่ะ” พลางแนะนำเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีต่อ แน่นอนว่าไม่ได้เอ่ยถึงฐานะของเหลียงจิ้น

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีต่างก็พยักหน้ารับคำ ก่อนจะยกชาขึ้นดื่มในที่สุด

พอดื่มเข้าไปแล้วก็พบว่าเย็นชื่นใจจริงแท้ ในอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกเย็นถึงหัวใจ สดชื่นยิ่งกว่าดื่มน้ำบ๊วยเย็นเสียอีก!

ซานเฟิ่งยกน้ำชามาเติมให้เหลียนฟางโจว หญิงชราจึงยิ้มแย้ม หันไปพูดกับเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีว่า คุณชายทั้งสองคงกลัวว่าแก่คนนี้จะวางยาในน้ำชาสินะ? น่าขันนัก! ที่นี่คือเขาเหยาซาน หากพวกข้าจะจับพวกเจ้า ยังต้องเสียเวลาวางยาด้วยหรือ? เสียของเปล่า!”

คำพูดนี้ทำเอาเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีถึงกับอับอายจนหน้าเสีย

เหลียนฟางโจวรีบยิ้มกลบเกลื่อน อาม่าอย่าถือโทษพวกเขาเลยนะเจ้าคะ ผู้ชายเวลาเดินทางมักพบเจอคนร้ายและคนหลอกลวงอยู่บ่อย ๆ เลยกลายเป็นเคยตัว คิดมากระแวงไปหมด ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกเจ้าค่ะ!” พูดพลางหันไปค้อนสองหนุ่มอย่างไม่พอใจ แล้วแสร้งทำเสียงฮึดฮัดว่า สองคุณชายนี้ก็ตาแหลมนัก! อาม่าเป็นคนใจดีขนาดนี้ ยังคิดระแวงอีก ระวังตัวมากเกินไปแล้วจริง ๆ!”

 

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1317 นักโทษใต้เท้า

 

บทที่ 1317  นักโทษใต้เท้า

เหลียงจิ้นอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว สบถเสียงต่ำ  ไอ้พวกหมาเนรคุณ!”

แต่ชุยเส้าซีกลับพอเดาได้อยู่บ้าง จึงหัวเราะหยันในใจ ชาวเผ่าลึกในหุบเขาถูกคนอย่างพวกเจ้าหลอกใช้มาไม่รู้กี่ครั้ง จะให้ไว้ใจง่าย ๆ คงยากเป็นธรรมดา”

เขาพึมพำเสียงต่ำ รอดูเถอะ ฟางโจวอาจมีวิธี!”

จริง ๆ แล้วเขาอยากจะพูดต่ออีกว่า อย่าไปถ่วงนางจะดีกว่า”

เหลียงจิ้นฮึดฮัดเบา ๆ ไม่ต้องเจ้ามาบอกหรอก!”

ชายแปลกหน้าคนนั้นยังคงจับจ้องเหลียนฟางโจว แล้วพรั่งพรูคำพูดอีกชุดยาวเหยียด เหลียนฟางโจวฝืนยิ้ม พยายามฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว ได้แต่ใช้มือออกท่าทาง ชี้ไปทางทะเล ชี้มาทางพวกตน
พยายามบอกซ้ำ ๆ ว่า เราหลงทางมา เราไม่มีเจตนาร้าย”

แต่ดูเหมือนชายผู้นั้นจะเข้าใจผิด หรือไม่ก็ไม่เข้าใจเลย เขาพูดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ

เหลียนฟางโจวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พลันนึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านเจอในชาติก่อนว่า คำว่า “แม่” (มามา) เป็นคำที่คล้ายกันในแทบทุกภาษา นางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก รีบร้องออกไป อาม่า! อาม่า!” พูดซ้ำ ๆ กันสามสี่ครั้งติด

ผลลัพธ์เหนือความคาดหมาย ชายผู้นั้นถึงกับชะงักไปทันที สีหน้าแปลกใจ
อาม่า?”

เหลียนฟางโจวดีใจแทบร้องไห้ เมื่อได้ยินคำที่คุ้นเคยจากปากเขา
รีบพยักหน้า อาม่า! ใช่ อาม่า!”

ชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้นถึงกับตะลึง สบตากันตาค้าง ตกใจจนพูดอะไรไม่ออกอยู่พักใหญ่

นี่—นางกำลังทำอะไรอยู่?” เหลียงจิ้นอดถามออกมาไม่ได้

ข้าก็ไม่รู้!” ชุยเส้าซีส่ายหน้าอย่างมึนงง

ชายคนนั้นพูดต่ออีกชุดใหญ่ แต่คราวนี้ น้ำเสียงดูอ่อนลงกว่าเดิมมาก
จากนั้นก็โบกมือแล้วหันหลังเดินจากไป

พอเดินได้ไม่กี่ก้าว เห็นทั้งสามยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาก็หันกลับมามอง แล้วหันไปพูดกับเหลียนฟางโจวอีกหลายคำ

เหลียนฟางโจวยิ้มเล็กน้อย ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับสองหนุ่ม
เราไปกับพวกเขาเถอะ ข้าว่าน่าจะหมายความแบบนั้น”

ฟางโจว!” เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีสีหน้าถอดสี รีบเข้ามาหา

เหลียงจิ้นพูดเสียงต่ำ จะไปกับพวกเขาได้ยังไง!? ใครจะรู้ว่าพวกมันจะพาเราไปไหน? คนพวกนี้ป่าเถื่อน หยาบกร้าน ใครจะเดาเจตนาพวกมันได้!”

เกินคาด — ชุยเส้าซีกลับพยักหน้าเห็นด้วยกับเหลียงจิ้น จริง! ถ้าเดินตามพวกเขาไป ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะเดินเข้าปากเสือ! ข้าคิดว่าเราน่าจะลองพูดกับพวกเขาดู บอกว่าเราจะเดินของเรา ไม่รบกวนอะไรพวกเขาก็แล้วกัน!”

เหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มขื่น พวกเจ้าหยุดพูดเถอะ จะเป็นลูกแกะหรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้...เราก็ไม่มีทางเลือกอยู่ดี ข้าว่าพวกเราน่าจะเดินเข้ามาในเขตพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่แล้ว จะให้ปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก!”

เหลียงจิ้นขมวดคิ้ว ถ้าพวกเขาคิดร้ายจริง ๆ นั่นยิ่งแสดงว่าเราไม่ควรเดินตามไป!”

เหลียนฟางโจวรีบขัดขึ้น อย่าพูดมากไปกว่านี้เลย! ถ้าพูดไม่เข้าหู แล้วพวกเขาเปลี่ยนใจอยากฆ่าเรา ยังไงพวกเราก็หนีไม่พ้นอยู่ดี! ไปก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง!”

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีจำต้องยอม กลั้นความลังเลเอาไว้ในใจ เห็นหัวหน้ากลุ่มเริ่มแสดงอาการหงุดหงิด ก็รีบเดินตามไป แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แต่ทั้งสองก็ลอบระวังภัยรอบด้าน พร้อมจะลงมือทันทีหากมีสิ่งผิดปกติ

โดยเฉพาะเหลียงจิ้น เขาไม่วางตาจากหัวหน้ากลุ่มแม้แต่น้อย คิดในใจไว้แล้วว่า ถ้าเกิดเรื่อง จะเล่นงานผู้นำก่อนเป็นอันดับแรก!

กลุ่มคนพาเดินลัดเลาะในป่าราวหนึ่งชั่วยามครึ่ง ในที่สุด เส้นทางก็เริ่มโล่งขึ้น ทางเดินราบเรียบกว่าเดิม สองข้างทางเริ่มมีไร่นาปลูกพืชพรรณปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ดูเหมือนใกล้ถึงหมู่บ้านแล้ว

เป็นดังคาด พอเลี้ยวผ่านแนวเนินเขา เบื้องหน้าคือแนวลาดเขาที่ไล่ระดับขึ้นไป มีบ้านหลังคามุงหญ้า สร้างด้วยไม้ไผ่และไม้ท้องถิ่น เรียงตัวลดหลั่นไปตามไหล่เขา แทรกอยู่ท่ามกลางแมกไม้ใหญ่ ทั้งต้นกล้วยป่า ต้นไผ่ และพืชใบกว้างอื่น ๆ หนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นชัดนัก

หัวหน้ากลุ่มหันมาพูดกับเหลียนฟางโจวอีกรอบด้วยภาษาท้องถิ่น เหลียนฟางโจวทำได้แค่ยิ้มรับอย่างสุภาพ นอกจากยิ้มอ่อนโยน ก็ไม่มีคำตอบอื่นให้เลย

ชายคนนั้นก็ไม่ได้ถือสาอะไร ยังคงนำทางไปอย่างมั่นใจ

ตลอดทาง มีชาวบ้านเดินสวนมาบ้างประปราย ทุกสายตาที่มองมายังทั้งสาม ล้วนเต็มไปด้วยความระแวงและศัตรูที่ซ่อนอยู่ ราวกับทุกก้าวที่พวกเขาเดินเข้าไป ยิ่งถูกจ้องมองราวกับนักโทษที่เดินเข้าสู่แดนประหาร

บรรยากาศชวนให้รู้สึกอึดอัดใจ และไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

หากไม่ใช่เพราะเหลียนฟางโจวย้ำกำชับไว้ล่วงหน้า เหลียงจิ้นคงระเบิดอารมณ์ไปนานแล้ว —คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเหลียงอย่างเขา ในเมืองหนานไห่ต้องการฟ้าย่อมได้ฟ้า ต้องการฝนก็ได้ฝน เคยมีหรือที่ต้องมาทนสายตาเช่นนี้จากใคร?

ถ้าเป็นในภาวะปกติ คนแบบนี้ป่านนี้คงไม่มีโอกาสได้กลับไปเจอครอบครัวแล้วด้วยซ้ำ!

หัวหน้ากลุ่มพาพวกเขาทั้งสามมาถึงเรือนไม้ที่ก่อขึ้นด้วยหิน ลักษณะเรียบง่ายอย่างยิ่ง แต่แข็งแรงมั่นคง เว้นเพียงไม่กี่ช่องเล็ก ๆ เท่ากำปั้นที่เจาะไว้บนหลังคาให้แสงลอดเข้ามาได้บ้าง ภายในเรือนมืดทึบจนเหมือนคุกคุมขังดี ๆ นี่เอง

หัวหน้าชี้มือให้ออกคำสั่งให้พวกเขาเข้าไป

เหลียงจิ้นเริ่มระแวดระวัง สีหน้าเย็นชา ที่นี่คือที่ไหน?”

ชุยเส้าซีก็เริ่มตึงเครียดทั้งร่าง

หัวหน้าเผ่าขมวดคิ้วทันที ตวาดเสียงเข้มใส่

เหลียงจิ้นกำหมัดแน่น กำลังจะขยับคิ้วอย่างท้าทาย แต่ยังไม่ทันลงมือ เหลียนฟางโจวตกใจ รีบดึงแขนเขาไว้แน่น แล้วลากเขากับชุยเส้าซีเข้าไปในกระท่อมหินทันที

ปัง!” ประตูไม้หนาหนักถูกกระแทกปิดอย่างแรงจากด้านนอก เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ

นี่มันอะไรกัน!?” เหลียงจิ้นโมโหจนแทบกระโจนไปถีบประตู เขารีบวิ่งไปเขย่าประตูเต็มแรง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้

เขาหันกลับมา พูดด้วยความเดือดดาล เมื่อกี้เจ้าจะห้ามข้าทำไม!? ทีนี้ล่ะดีเลย กลายเป็นนักโทษจริง ๆ แล้ว! กับพวกอันธพาลไม่รู้จักบุญคุณอย่างพวกนี้ จะมัวแต่พูดจาดี ๆ ไปทำไม!? เมื่อครู่นี้ถ้าข้าจับมันไว้ได้ บังคับให้มันพาเราหนีออกไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามันไม่กลัวตาย!”

เจ้าอย่าลืมว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน!” เหลียนฟางโจวเองก็เริ่มโกรธขึ้นมาบ้าง ใบหน้าเย็นเฉียบ คนพวกนี้เดิมทีก็ระแวงคนจากโลกภายนอกอยู่แล้ว เรากว่าจะทำให้พวกเขาไว้ใจได้นิดหนึ่งก็ยากลำบากแค่ไหน เจ้ายังจะมาทำให้แผนพังหมดอีกน่ะหรือ? ถ้ากลัวตาย—รอพวกเขาเปิดประตูเมื่อไร เจ้าก็หาทางแอบหนีเอาเองแล้วกัน!”

เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร!?” เหลียงจิ้นแทบจะกระทืบเท้าด้วยความโมโห เขาจ้องเหลียนฟางโจวเขม็ง ร้องเสียงดัง เจ้าว่าข้ากลัวตายหรือ? ถ้ากลัว ข้าจะเสี่ยงชีวิตไปที่เกาะหุยเฟิงเพื่อตามหาเจ้าหรือ!?”

เหลียงจิ้นไม่คาดคิดว่าเหลียนฟางโจวจะพูดกับเขาเช่นนั้น ในใจพลันเย็นวาบราวถูกน้ำเย็นราดทั้งร่าง จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าพูดอะไรต่อไปก็ไร้ความหมาย
เขาแค่นใบหน้าเย็นชา หันหลังเดินไปนั่งพิงผนังอยู่อีกด้าน โดยไม่พูดกับใครอีก

ชุยเส้าซีก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ฝืนยิ้มให้เหลียนฟางโจว เสียงอ่อนโยนเอ่ยขึ้นว่า ช่างเถอะ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ พักก่อนเถอะ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะเล่นไม้ไหนกับเราอีก!”

เหลียนฟางโจวพยักหน้ารับเบา ๆ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกเดินไปหาเหลียงจิ้น นั่งลงห่างจากเขาไม่ใกล้ไม่ไกล แล้วพูดเสียงเบา

ข้า...ข้าไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ข้าแค่คิดว่า พวกเขาไม่รู้จักเรา เราเองก็บุกเข้ามาในเขตของพวกเขาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง จะให้เขาไม่ระวังหรือไม่มองเราเป็นภัยก็ยาก แต่อาจจะยังมีคนในหมู่บ้านนี้ที่พูดภาษาราชการได้ก็ได้นะ ถ้าเราใจเย็นรอหน่อย เดี๋ยวความเข้าใจก็จะคลี่คลายเอง แต่ถ้าเราดันก่อเรื่องขึ้นมาเสียก่อน พวกเขาที่เดิมทีก็อารมณ์ร้อนอยู่แล้ว คงยิ่งควบคุมไม่ได้ ถึงเจ้าจะจับหัวหน้าพวกเขาไว้ได้ ก็เถอะ...แต่จะหนีไปไกลแค่ไหนล่ะ? อย่าลืมว่า ที่นี่คือถิ่นของพวกเขา เราเหมือนคนตาบอดในความมืดเลยนะ!”

 

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนาบทที่ 1316 การสื่อสารมีอุปสรรค

บทที่ 1316  การสื่อสารมีอุปสรรค

เขาหันไปมองเหลียนฟางโจวอย่างตะลึงงัน แววตาเย็นชาดุดันค่อย ๆ จางหาย กลายเป็นความอ่อนโยนบางเบาที่ตัวเขาเองก็อาจไม่ทันรู้ตัว

นาง...ถึงกับยื่นมือมาจับเขาเอง! ถ้าเป็นเมื่อก่อน ต่อให้เขาเคยช่วยชีวิตนางไว้ก็เถอะ เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด!

ทว่ายามนี้ นางกลับทำเช่นนั้น—เป็นเพราะซาบซึ้งในใจที่เขาเสียสละกระนั้นหรือ? แต่...นางไม่จำเป็นต้องรู้สึกเช่นนั้นก็ได้!

ถึงกระนั้น เขาก็ยังดีใจ...และรู้สึกว่า—มัน “คุ้มค่า” แล้ว!

มุมปากของเหลียงจิ้นยกขึ้นเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยถ้อยคำหวานลึกซึ้ง  เพื่อให้นางจดจำความดีของเขาไปชั่วชีวิต ใครจะคิดว่า เหลียนฟางโจวกลับใช้ดวงตากลมดำชื้นวาวใส จ้องมองเขาด้วยความจริงใจ แล้วส่ายหน้าเอ่ยอย่างอ้อนวอน อย่าใช้กำลังเลย...ขอร้องเถอะ อย่าลงมือได้ไหม?”

เหลียงจิ้นถึงกับตะลึง ความอ่อนโยนและความหวังทั้งหมดที่ก่อตัวขึ้นเมื่อครู่พลันพังทลายลง แววตาเขาเศร้าลงฉับพลัน

ทว่าภายใต้สายตาของนางที่เป็นครั้งแรก...ที่ขอร้องเขาอย่างจริงจังถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่อาจทำใจแข็งปฏิเสธได้

ในใจคิดเพียงว่า—ช่างมันเถอะ! ในเมื่อจะหนีก็หนีไม่พ้น งั้นก็ตายด้วยกันเสียเลยก็แล้วกัน เจ้าหน้าขาวนั่นก็ดูไม่น่าไว้วางใจนัก จะเอาอะไรไปพานางหนีได้ไกล? อาจมีแต่จะพานางไปลำบากเปล่า ๆ!

หากพวกมันคิดร้ายกับนางจริง อย่างน้อย...เขาก็ยังมีโอกาส ให้นางหลุดพ้นจากความทรมานอย่างรวดเร็ว!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าเหลียงจิ้นก็ค่อยผ่อนคลายลง ยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ได้ ข้าจะไม่ลงมือ ข้าจะฟังเจ้าทุกอย่าง!”

เหลียนฟางโจวถอนหายใจโล่งอก ยิ้มตอบ อืม เจ้าต้องจำไว้นะ ว่าจะต้องฟังข้า!”

เหลียงจิ้นพยักหน้า

ชุยเส้าซีรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็มีไหวพริบพอไม่พูดอะไรออกมา
หลังได้ยินบทสนทนาระหว่างสองคน เขาก็เข้าใจโดยไม่ต้องถาม—จากนี้ เขาก็จะทำตามเหลียนฟางโจวเช่นกัน

เหลียนฟางโจวยิ้ม พลางคลายมือออกจากข้อมือของเหลียงจิ้น สูดลมหายใจลึก แล้วหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มแปลกหน้าเหล่านั้นอย่างอ่อนโยน

เสียงตวาดอันเกรี้ยวกราดของเหลียงจิ้นก่อนหน้านี้ไม่มีผลต่อคนเหล่านั้นเลย แต่รอยยิ้มของเหลียนฟางโจวเพียงครั้งเดียว กลับทำให้พวกเขาชะงักงัน

สีหน้าเย็นชาแฝงศัตรูจางลงเล็กน้อย กลายเป็นความฉงนสงสัย พวกเขามองหน้ากันและกัน ราวกับไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ชุยเส้าซีแอบโล่งใจ มองเหลียงจิ้นอย่างลอบเย้ยในใจ "อ่อนชนะแข็ง...ไม่ผิดเลยจริง ๆ!"

เหลียนฟางโจวยิ้มจนรู้สึกเมื่อยไปทั้งหน้า แต่ก็ไม่กล้าหยุด ยังคงรักษารอยยิ้มที่อบอุ่นไว้ พลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน พวกข้าเดินหลงทาง เดินตามชายฝั่งเรื่อยมา มาจนถึงที่นี่ หากรบกวนพวกท่าน ต้องขออภัยจริง ๆ ไม่ทราบว่านี่คือที่ใดหรือ?”

ไม่มีใครตอบคำถามของเหลียนฟางโจว

มีชายหนุ่มคนหนึ่งเบิกตากว้าง จ้องนางเขม็งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด โต้ตอบออกมารวดเดียวเป็นภาษาประหลาดที่ไม่มีใครเข้าใจ

เหลียนฟางโจวทั้งสามถึงกับตะลึงงัน — พูดภาษาอะไรกันเนี่ย!?

เหลียนฟางโจวได้สติ พลันหันมามองเหลียงจิ้นอย่างมีความหวัง ความหมายในแววตาชัดเจนยิ่ง — เจ้าไม่ใช่คนเมืองหนานไห่หรือ?

เหลียงจิ้นโดนนางมองเช่นนั้นก็อดรู้สึกขายหน้าไม่ได้ พูดออกมาอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ข้าเป็นคนเมืองหนานไห่ก็จริง แต่ที่นี่มันกันดารเกินไป ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร! อีกอย่าง ดูจากการแต่งตัวของพวกเขา...เราเจอเข้ากับพวก ‘ไป๋เหยา’ ชนเผ่าลึกลับทางใต้เข้าแล้ว!”

สีหน้าของเหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีพลันแปรเปลี่ยน

ชายที่พูดกับพวกเขาเมื่อครู่พอเห็นไม่มีใครตอบ สีหน้าก็พลันแข็งกร้าว พูดออกมาอีกชุดยาวเหยียด รัวเร็วอย่างกับกลัวไม่ทัน ฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว—แต่จากน้ำเสียง ก็บอกได้ว่า ไม่ใช่คำต้อนรับแน่นอน!

พวกชายหนุ่มชุดครามที่เหลือก็เผยสีหน้าเย็นชาเด็ดขาด ก้าวเท้าเข้ามาใกล้อย่างมีแรงกดดัน

เดี๋ยวก่อน! ฟังข้าก่อน!” เหลียนฟางโจวรีบยกมือชี้ไปทางทะเล ชี้มาทางพวกตน แล้วก็ส่ายหัว ค้อมตัวคารวะ พลางพูดด้วยท่าทางทั้งโบกมือทั้งแสดงไมตรี พวกเราหลงทาง! ล่องลอยมาตามชายฝั่งจากทางโน้น ไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินพวกท่านเลย! ขอโทษจริง ๆ! พวกท่านในเผ่ามีใครที่พูดภาษาราชการได้ไหม? ขอความกรุณาให้เราได้พบหน่อยได้หรือ? ได้โปรดเถอะ!”

พูดพลาง นางก็รีบถอดปิ่นทองจากมวยผม ตุ้มหู กำไลหยกจากข้อมือ ยื่นออกไปพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่สุด นี่เป็นของเล็กน้อย แสดงความขออภัยจริงใจ ขอรับไว้เถอะ!”

พวกชายชุดครามชะงักกันไปอีกครั้ง

ชายที่พูดเมื่อครู่ เห็นของในมือเหลียนฟางโจวก็ถึงกับตาวาว เขาชี้มาที่ตัวเองพลางพูดภาษาต่างถิ่นขึ้นมาอีกคำ คล้ายกับกำลังถามอะไรบางอย่าง

เหลียนฟางโจวกลัวจะตีความผิด จึงไม่กล้าพยักหน้า ไม่กล้าส่ายหน้า
ได้แต่ยิ้ม — ยิ้มอย่างเป็นมิตรที่สุด มือที่ยื่นของก็ยื่นเข้าไปใกล้เขาอีกนิด

ในที่สุดชายคนนั้นก็เข้าใจ เจอแบบนี้ถึงกับหัวเราะกว้าง ดีใจจนปากแทบฉีก รีบรับของจากมือนางไปหมดทุกชิ้น

ชายคนอื่นก็พลอยยิ้มแย้มด้วย มีบางคนกรูกันมามุงดูเครื่องประดับ ยกขึ้นพินิจพิเคราะห์ไปมา พูดคุยกันอึกทึกด้วยภาษาที่ฟังไม่ออก

เหลียนฟางโจว ชุยเส้าซี และเหลียงจิ้น ต่างก็รู้สึกเหมือนได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พวกเขายิ้มได้...อย่างน้อยก็ถือเป็นสัญญาณดี!

ชุยเส้าซีลอบยกนิ้วโป้งให้เหลียนฟางโจว มือหนึ่งยกขึ้นข้างลำตัว ใบหน้ายิ้มบาง

เหลียนฟางโจวก็ยิ้มตอบ แล้วรีบบอก ของดีพอมีติดตัวกันบ้างใช่ไหม? รีบเอาออกมาเถอะ!”

ชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้นเพิ่งรู้สึกตัว รีบล้วงของติดตัวออกมา ทั้งจี้หยก ถุงหอม และเครื่องตกแต่งต่าง ๆ

เหลียนฟางโจวรับมาทั้งหมด แล้วยิ้มพลางพูด หนแรกก็วางมาด หนที่สองต้องคุ้นมือ ข้ายังเป็นคนยื่นจะดีกว่า!”

แล้วก็ยื่นของทั้งหมดส่งให้พวกชายชุดครามอีกครั้ง

หัวหน้ากลุ่มชายชุดครามรับของไป มองดูสลับกับชายอีกสองคน สายตาลอบมองชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้น

ชุยเส้าซีรีบฝืนยิ้มตอบ ส่วนเหลียงจิ้นนั้น ใบหน้าเกร็งจนกล้ามเนื้อกระตุก จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออกเสียแล้ว

หัวหน้ากลุ่มชายชุดครามไม่แม้แต่จะเหลือบตามองชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้น
เขารับของทั้งหมดจากมือเหลียนฟางโจวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พูดอะไรอีกยืดยาวเป็นภาษาต่างถิ่น พลางหยิบจับของเหล่านั้นพลิกดูอย่างตื่นเต้นราวกับสมบัติล้ำค่า

เหลียนฟางโจวยืนอยู่ตรงนั้น ยิ้มอย่างเป็นมิตรต่อไป พยายามส่งมอบความรู้สึก "ไม่เป็นภัย" ให้พวกเขารับรู้

แม้นางจะไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่น แต่ก็พอมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง —ชนเผ่าที่ปิดตัวและอยู่ห่างไกลเช่นนี้ แทบไม่ต่างจากกลุ่มคนในยุคโบราณ ย่อมเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจต่อคนนอก ถ้าหากแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกไปก่อน เท่ากับตอกย้ำว่า "พวกข้าเป็นภัย" แล้วคนเผ่าจะยอมปล่อยไปได้อย่างไร?

แค่ดูจากที่อีกฝ่ายสามารถล้อมพวกตนไว้ได้โดยไม่มีใครรู้ตัว ก็พอจะจินตนาการได้ว่า หากเกิดสู้รบขึ้นจริง ต่อให้พวกตนทั้งสามจะหนีรอดมาได้ในช่วงแรก ท้ายที่สุดก็ไม่มีทางหนีพ้นจากคนที่ชำนาญภูเขาป่าดิบเหล่านี้อยู่ดี

บุกฝ่าวงล้อม...นั่นก็ไม่ต่างจากเดินเข้าทางตาย!

เหลียนฟางโจวจึงทำได้เพียงกัดฟันใช้ไม้นุ่ม หวังจะประคองสถานการณ์ให้ราบรื่น อย่างน้อย — ตอนนี้บรรยากาศก็ผ่อนคลายลงได้บ้าง

สถานการณ์เปลี่ยนได้ ก็เท่ากับยังมี “ความหวัง”

หลังจากพวกชายชุดครามวนเวียนดูของอยู่พักหนึ่ง หัวหน้ากลุ่มก็พูดอะไรอีกบางอย่าง ชายที่เหลือทั้งหมดพลันเงียบลงทันที

แม้บรรยากาศดูไม่ตึงเครียดเท่าเดิม แต่สายตาทุกคู่ยังคงจับจ้องมาทางทั้งสามคนอย่างระแวดระวัง ในดวงตาเหล่านั้น แม้จะลดความดุกร้าวลงบ้าง แต่ความ “ไม่ไว้ใจ” ก็ยังคงแน่นหนาไม่เปลี่ยน