วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1256 เหลียงจิ้นสงสัย

 

บทที่ 1256 เหลียงจิ้นสงสัย

มือปราบหลีแค่นเสียงเฮอะทีหนึ่งแล้วปลีกตัวไปจัดการตามคำสั่ง หลี่ฟู่เพียงมอบหมายให้ใต้เท้าจานคอยดูแลเผื่อมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือ ส่วนตนเองนั้นรุดกลับไปยังเรือนหลัง

เมื่อหลี่ฟู่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เหลียนฟางโจวฟัง นางก็อดมิต้องส่ายหน้าพลางสรวลระรื่นมิได้ "มือปราบหลีผู้นี้ช่างเป็นยอดคนโดยแท้! เรื่องราวเรียบง่ายเพียงนิดกลับเงื่อนปมวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้! ...ท่านว่า ท่านจักต้องเดินทางไปยังเมืองเฉวียนโจวด้วยตนเองเชียวหรือ?"

กล่าวจบ นางก็ชำเลืองมองเขาด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ยิ่ง

หลี่ฟู่เองก็อาลัยมิแพ้กัน เขาประคองยิ้มกล่าวว่า "เดิมข้ายังขบคิดว่าจะหาช่องทางใดผูกสัมพันธ์กับตระกูลฝูแห่งเฉวียนโจว เพื่อมิให้ผู้คนระแวงสงสัยยามไปมาหาสู่กันในภายภาคหน้า ยามนี้มีข้ออ้างอันประเสริฐส่งถึงมือ หากปล่อยให้หลุดลอยไปมิเสียน่าเสียดายแย่หรือ? ยามนี้ตระกูลฝูตกอยู่ในเงื้อมมือของฝูลี่โดยสมบูรณ์แล้ว อย่างมากเพียงสามสี่วันข้าก็คงกลับมา"

เหลียนฟางโจวปรบมือพลางหัวเราะ "ท่านช่างคิดได้รวดเร็วนัก! นับว่าเป็นโอกาสอันดีจริงๆ! อืม... ฝูลี่ในฐานะผู้นำตระกูลคนใหม่ ย่อมต้องขวนขวายสร้างรากฐานและเส้นสาย ยามที่ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลหนานไห่อย่างท่านไปเยือน มีหรือที่เขาจะมิกล้าแสดงน้ำใจอย่างเปิดเผย?"

กล่าวจบทั่งคู่ก็สบตากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน

หลี่ฟู่มองดูภรรยาผู้มีกิริยาแช่มช้อยซุกซนเปี่ยมมีชีวิตชีวา ก็อดใจมิไหวโน้มตัวเข้าไปโอบกอดนางไว้พลางเอ่ยเย้า "ยามนี้อากาศเริ่มอบอุ่นแล้ว หรือเจ้ากับซวี่เอ๋อร์จะร่วมเดินทางไปกับข้าด้วย? มิใช่เจ้าเคยรบเร้าอยากไปเยือนริมทะเลหรอกหรือ? ไปถึงเฉวียนโจวแล้ว มีหรือจะขาดแคลนทัศนียภาพทางทะเลให้ชม"

เหลียนฟางโจวหลุดขำพรืด ค้อนขวับให้เขาทีหนึ่ง "ใครรบเร้ากัน? อีกอย่าง ยามนี้กิ่งหลิวข้างนอกยังมิเห็นเงาสีเขียวเลย แม้มิหนาวเหน็บแต่เช้าค่ำก็ยังมีไอเย็นจัด ลมทะเลพัดแรงออกปานนั้น ใครเขาจะไปกันยามนี้? หากจักไปย่อมต้องรอคิมหันต์ฤดูที่แสงแดดแผดเผา ยามนั้นจึงจักสนุกสนาน!"

หลี่ฟู่ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู ยิ้มละไม "เอาเถิด เจ้ามักมีเหตุผลมากมายเสมอ! มิไปชมทะเล ถือเสียว่าออกไปท่องเที่ยวผ่อนคลายจิตใจมิเหมือนกันหรือ?"

เหลียนฟางโจวส่ายหน้า ยิ้มตอบว่า "ท่านไปทำราชการ ข้ามิขอไปร่วมวงให้วุ่นวายจะดีกว่า!" นางแค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าวต่อ "ยามท่านไม่อยู่ ข้าจักได้ลงมือจัดแจงบางเรื่องเสียที เหอะ... ตาเฒ่าเติ้งนั่นช่างรนหาที่ตายนัก สบโอกาสเป็นต้องหาเรื่องวุ่นวาย เขาคงคิดว่าพวกเราไร้น้ำยา หรือว่าเสวยสุขมานานเกินไปจนสำคัญตนผิดว่าใต้หล้านี้ไม่มีใครทำอะไรเขาได้? ท่านคอยดูเถิดว่าข้าจะจัดการเขาอย่างไร!"

หลี่ฟู่เองก็ขุ่นเคืองตาเฒ่าเติ้งมิน้อย คนผู้นี้รู้จักยืมกำลังผู้อื่นหวังจะสร้างความลำบากใจให้เขา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง นับว่าสมควรแล้ว! ในเมื่อบังอาจทำให้ฮูหยินของเขาโกรธเคือง ก็จงสวดอ้อนวอนขอพรให้ตนเองเถิด!

หลี่ฟู่จึงยิ้มกล่าว "ครานี้ข้าจะทิ้งเซียวมู่กับลั่วกว่างไว้ หากเรื่องใดเจ้ามิสะดวกออกหน้า ก็จงสั่งการให้ทั้งสองไปจัดการ! คนแซ่เติ้งนั่นล่วงเกินเจ้ากับข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้เจ้าจงใจบีบคั้นสั่งสอนเขา ก็ถือว่าชอบธรรมด้วยเหตุผล ย่อมไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาปกป้องมัน!"

เหลียนฟางโจวขานรับ "อืม!" ด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกายวาววับ เห็นได้ชัดว่านางกำลังจดจ่อรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อสนทนากันจนถ้วนถี่ หลี่ฟู่ก็รั้งนางเข้าแนบกาย กระซิบข้างหูด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ "ฮูหยินคนดี พรุ่งนี้ต้องจากกันหลายวัน ยามนี้เราเร่งพักผ่อนกันเถิด!"

ใบหน้าของเหลียนฟางโจวพลันร้อนผ่าว นางค้อนให้เขาทีหนึ่งอย่างเอียงอาย ก่อนจะปล่อยให้เขาโอบอุ้มพากันเข้าสู่หลังม่านไป...

 

วันรุ่งขึ้น ยามแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า หลี่ฟู่ก็ขยับกายลุกจากเตียงอย่างแผ่วเบา

ครั้นเหลียวหน้ากลับไป ก็เห็นเหลียนฟางโจวขยี้ตาด้วยความงัวเงีย นางใช้ศอกยันกายลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน เส้นผมดำสลวยดุจแพรไหมไหลระลงบนหมอน ดูงดงามสะดุดตายิ่งนัก

หลี่ฟู่ยิ้มกริ่ม อดมิได้ที่จะเอื้อมมือไปจัดปอยผมที่มิเป็นระเบียบให้นาง พลางกระซิบเบาๆ "ข้าทำเจ้าตื่นหรือ? ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว เจ้านอนต่อเถิด"

"มิได้ตื่นเพราะท่านหรอก!" เหลียนฟางโจวส่ายหน้ายิ้มๆ "เมื่อวานข้านึกได้ว่ามีเรื่องจะกำชับท่านเสียหน่อย แต่เผลอหลับไปเสียก่อนเลยมิได้กล่าว"

หลี่ฟู่นั่งลงที่ขอบเตียง ถามด้วยรอยยิ้ม "เรื่องอันใดหรือ เจ้าลองว่ามา?"

เหลียนฟางโจวเม้มริมฝีปาก ยิ้มน้อยๆ "หากตระกูลฝูคิดจะมอบของขวัญล้ำค่าให้ท่าน ท่านจงขอสิ่งหนึ่งจากเขาแทนข้า..."

เมื่อหลี่ฟู่ฟังจบก็พยักหน้าพลางหัวเราะ "วางใจเถิด ข้ามิลืมแน่นอน!"

เหลียนฟางโจวพยักหน้าพลางกำชับด้วยรอยยิ้ม "ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ!" จากนั้นจึงเอนกายลงนอนอีกครา

หลี่ฟู่อดมิได้ที่จะคลอเคลียกับนางต่ออีกครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดใจลุกจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์

ในขณะที่หลี่ฟู่ มือปราบหลี และคนตระกูลฝูเร่งรุดออกเดินทาง ทว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เหล่าบุรุษผู้เป็นเสาหลักของตระกูลใหญ่ทั่วเมืองหนานไห่กลับตกอยู่ในภวังค์แห่งความฉงน ต่างเที่ยวสืบข่าวคราวว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับตระกูลฝูแห่งเฉวียนโจว ทว่าน่าเสียดายที่มิมีข่าวคราวระคายหูออกมาแม้แต่น้อย

ตระกูลอื่นอาจจักปล่อยวางได้ ทว่าเหลียงจิ้นกลับยิ่งคิดยิ่งรู้สึกมิชอบมาพากล สังหรณ์ใจว่าจักต้องมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นแน่แท้ จึงเข้าพบผู้เป็นบิดาเพื่อเล่าเรื่องราวเมื่อยามโพล้เพล้ให้ฟังโดยละเอียด

นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงเอ่ยเยาะหยันมือปราบหลีและสองพ่อลูกตระกูลฝูอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งยังคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าเพราะมิอาจหาข้อสรุปได้ จึงเอ่ยอย่างมิใส่ใจว่า "นี่เป็นเรื่องของตระกูลฝู มิได้ข้องเกี่ยวกับตระกูลเหลียงเรา เรื่องราวจะเป็นเช่นไรก็ถือเสียว่าเป็นเรื่องตลกโปกฮาฟังผ่านหูไปเถิด จักไปใส่ใจทำไมกัน?"

กล่าวจบเขาก็ขมวดคิ้ว ตำหนิเหลียงจิ้นว่า "เจ้านี่ก็กระไร รู้ทั้งรู้ว่าใต้เท้าหลี่จงเกลียดจงชังเจ้า ยังจะเสนอหน้าไปร่วมวงกับเขาอีก! หากถูกเขาหาเรื่องจับกุมโยนเข้าคุกตะรางขึ้นมา ยามนั้นคงดูมิจืดทีเดียว!"

เหลียงจิ้นยิ้มหยันอย่างมิสะทกสะท้าน "ท่านพ่อดูแคลนข้าเกินไปแล้ว! จักจับข้าเข้าคุกงั้นหรือ? เหอะ ข้ากล้ารับประกันว่าเขาคงฝันถึงเรื่องนี้ทุกลมหายใจ แต่ข้าก็กล้ารับประกันเช่นกันว่าเขาจะมิมีวันได้รับโอกาสนั้น!"

"ท่านพ่อ ข้ายังคงเห็นว่า..." เหลียงจิ้นวกกลับเข้าเรื่องเดิม "เรื่องตระกูลฝูครานี้เห็นทีจักมิเรียบง่าย! ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ศาลาว่าการเมืองเฉวียนโจวผู้นั้น หากมิใช่คนเขลาหรือคนวิปลาส มีหรือจะกล้าฉีกหน้ากับตระกูลฝูที่เป็นเจ้าถิ่นถึงเพียงนี้! ในเมื่อเขากล้าลงมือ ย่อมต้องมีสาเหตุเบื้องหลังแน่นอน!"

นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าเห็นพ้อง "ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตุผล! เช่นนั้นก็จงรอดูเถิด! ว่าข้างในนั้นมีเล่ห์กลอันใด อีกมิกี่วันย่อมต้องกระจ่างแจ้ง ขึ้นชื่อว่าเรื่องที่ทางการลงมืออย่างเปิดเผย ยากนักที่จะปกปิดผู้คนได้นาน"

"ท่านพ่อ!" เหลียงจิ้นส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ท่านยังมิเข้าใจความหมายของข้า! สถานการณ์ผันผวนเพียงชั่วพริบตา เรื่องราวที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในคืนเดียวนั้นมีให้เห็นถมเถไป! รออีกมิกี่วันงั้นหรือ? ข้าเกรงว่าถึงยามนั้นทุกอย่างคงสายเกินกาลแล้ว!"

แม้นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงจักมิใคร่เห็นด้วยกับคำกล่าวของบุตรชาย พลางนึกในใจว่าสายไปแล้วอย่างไร? ต่อให้สายไปจริงก็นับเป็นคราวเคราะห์ของตระกูลฝู มิจำเป็นต้องมาเดือดร้อนถึงตระกูลเหลียงเสียหน่อย

หากกล่าวตามสัตย์จริง เขาเองก็ปรารถนาจะเห็นตระกูลฝูประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถูกบีบให้กระอักเลือดจนสิ้นเรี่ยวแรงเสียด้วยซ้ำ!

ตระกูลฝูผูกขาดการค้าทางทะเลมานานปี กอบโกยทรัพย์สินจนล้นพ้นคลัง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปิดโอกาสให้ตระกูลอื่นได้ลืมตาอ้าปากบ้าง

เรื่องราวดีงามทั้งใต้หล้า จักรวบยอดไว้เพียงผู้เดียวได้อย่างไร?

"แล้วเจ้าคิดจักทำประการใด?" นายท่านใหญ่ถามเข้าประเด็น

เหลียงจิ้นนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที "ข้าคิดจะออกเดินทางไปเฉวียนโจวในเช้าตรู่วันพรุ่ง! ข้าต้องไปดูด้วยตาตนเองว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น! ใต้เท้าหลี่ผู้นั้นก็กล่าวที่จวนเมื่อวานว่าจะเดินทางไปด้วยตนเองเช่นกัน เหอะ... คนผู้นั้นเจ้าเล่ห์นัก หากไม่มีผลประโยชน์คงมิยอมขยับกาย หากบอกว่าเขาไปเพื่อทวงความยุติธรรมโดยมิมีจุดประสงค์แอบแฝง ต่อให้ตายข้าก็มิเชื่อ! ข้าจักไปดูว่าเขาวางอุบายอันใดไว้ หากเกิดเหตุอันใดขึ้นที่ข้าพอจะสอดมือเข้าไปได้ ข้าก็จักมิยอมพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด!"

 

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1255 การจัดเตรียม

 

บทที่ 1255 การจัดเตรียม

กว่าที่มือปราบหลีจะกล่าวจบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หลี่ฟู่ก็ลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก

พึงรู้ว่าการแสร้งแสดงละครนั้นมิใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องสวมหน้ากากและคอยระวังมิให้แสดงเกินขอบเขต!

ฝ่ายมือปราบหลีเมื่อสิ้นคำใจกลับเต้นรัว แอบชำเลืองมองสีหน้าหลี่ฟู่อย่างประหวั่น พรั่นพรึงว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อถือ หรือมิเช่นนั้นก็อาจขัดแข้งขัดขา...

หลี่ฟู่หลุบตาลงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม "ที่เจ้าว่ามา... เป็นความจริงแท้?"

มือปราบหลีใจชื้น รีบคุกเข่าข้างเดียวประสานมือคำนับ "จริงแท้แน่นอน! ผู้น้อยมิกล้าโป้ปดต่อใต้เท้า! อีกทั้งเรื่องนี้คงเลื่องลือถึงเมืองหนานไห่ในไม่ช้า ต่อให้ผู้น้อยคิดมุสาประการใดก็คงมิอาจปกปิดได้!"

"ลุกขึ้นเถิด!" หลี่ฟู่พยักหน้าพลางกล่าวต่อ "แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เจ้าเห็นสถานการณ์ในวันนี้แล้วหรือไม่? แม้ข้าจะเชื่อเจ้า ทว่าคำกล่าวเหล่านี้ย่อมมิอาจแพร่งพรายแก่พวกนายท่านและคุณชายด้านนอกนั่น คนพวกนี้ขัดแย้งกับทางการมาแต่ไหนแต่ไร ลับหลังข้าไปมิรู้ว่าจะตราหน้าข้าเป็นเช่นไร! แค่กล่าวหาว่าขุนนางปกป้องขุนนางด้วยกันก็นับว่าเบาไปแล้ว!"

มือปราบหลีชะงักไป เมื่อตรองดูก็เห็นจริงตามนั้น ใต้เท้าหลี่ต้องรั้งตำแหน่งที่เมืองหนานไห่อีกนาน มิเหมือนตนที่เสร็จสิ้นภารกิจก็สะบัดก้นจากไป ใครเล่าจะทำอะไรได้!

"ผู้น้อยทำให้ใต้เท้าพลอยลำบาก นับว่าละอายใจยิ่ง! ไม่ทราบว่า... ใต้เท้าพอจะมีอุบายอันใดหรือไม่?" มือปราบหลีรีบถามความเห็น

หลี่ฟู่ยกยิ้มมุมปาก นึกในใจว่าเจ้าเด็กนี่ก็นับว่ารู้ความอยู่บ้าง!

จึงกล่าวว่า "แผนการนั้นพอจะมีอยู่ แต่ออกจะมิมั่นใจนักว่าเหมาะสมหรือไม่ ในเมื่อเหตุการณ์วุ่นวายถึงเพียงนี้ ทั้งยังเกิดในเขตแดนหนานไห่ พวกเจ้าทั้งสองฝ่ายต่างมาร้องเรียนต่อหน้าข้า ต่อให้ข้าคิดจักไม่ขยับก็คงมิได้! เอาเช่นนี้เถิด สองพ่อลูกตระกูลฝูมิต้องพันธนาการให้ลำบาก อย่างไรเสียชื่อพวกเขาก็ถูกจดแจ้งในทำเนียบทางการแล้ว จะหนีไปที่ใดได้? ข้าจะร่วมเดินทางไปยังเมืองเฉวียนโจวพร้อมกับพวกเจ้า เฉวียนโจวอยู่ในอาณัติของมณฑลหนานไห่ เมื่อเกิดเหตุใหญ่ในเขตปกครอง ข้าผู้เป็นผู้ว่าการมณฑลย่อมต้องลงไปดูแลด้วยตนเอง!"

มือปราบหลีตะลึงงัน ก่อนจะฉุกคิดได้ว่าใต้เท้าหลี่คงเล็งเห็นถึงทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลฝู ในยามที่เปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจเก่าใหม่เช่นนี้ย่อมง่ายต่อการชุบมือเปิบ!

นอกจากผู้นำตระกูลคนใหม่จะเป็นท่อนไม้ที่ไร้สมอง มิเช่นนั้นต่อให้ใต้เท้าหลี่มิเอ่ยปาก อีกฝ่ายย่อมต้องขวนขวายส่งสินน้ำใจก้อนโตมาให้เป็นแน่

คนในแวดวงขุนนางย่อมรู้กัน ลาภยศต้องแบ่งปันกันเสพสุข อีกทั้งเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในมณฑลหนานไห่ เรื่องดีงามเช่นนี้จะกีดกันท่านออกได้อย่างไร?

เมื่อคิดได้ดังนั้น มือปราบหลีก็แสร้งทำสีหน้าโล่งอกพลางประจบประแจงด้วยความจริงใจ "ใต้เท้าปราดเปรื่องยิ่งนัก! มีใต้เท้าเคียงข้าง ถือเป็นวาสนาของผู้น้อย ภารกิจครานี้ย่อมลุล่วงแน่นอน! การที่ใต้เท้ายอมร่วมทางด้วยนับว่าประเสริฐยิ่ง เพียงแต่... ต้องลำบากใต้เท้าแล้ว ผู้น้อยละอายใจจริงๆ!"

หลี่ฟู่เผยรอยยิ้มออกมาบ้าง พยักหน้าพลางหัวเราะ "เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้! วันนี้เพลาค่ำแล้ว เจ้ากับพี่น้องอีกสิบกว่าคนรวมถึงสองพ่อลูกตระกูลฝู จงพักที่จวนข้าสักคืน พรุ่งนี้เช้าตรู่เราจะออกเดินทางไปเฉวียนโจว คาดว่าอย่างช้าไม่เกินพลบค่ำวันพรุ่งก็คงถึงจุดหมาย!"

"ขอรับ ทุกอย่างสุดแท้แต่ใต้เท้าจะจัดการ!" มือปราบหลีรีบรับคำ

พลันสีหน้าของเขาแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีอึกอักประจบเอาใจ "เอ่อ... ใต้เท้า ผู้น้อยยังมีอีกเรื่องที่มิทันได้เรียนชี้แจง... คือ ฮูหยินของสองพ่อลูกนั่น ผู้น้อยสั่งให้คนรวบตัวไว้แล้ว ขณะนี้ถูกพันธนาการอยู่ที่บ้านพักตระกูลฝู ใต้เท้าเห็นควรว่า..."

ช่างหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง! หลี่ฟู่ขุ่นเคืองใจมิน้อย นึกสมเพชในความไร้ฝีมือ ตัวการใหญ่ยังมิได้ตัว กลับไปรวบตัวสตรีในเรือนจะมีประโยชน์อันใด? เพียงแค่ส่งคนไปเฝ้าประตูหน้าหลังมิให้ใครเข้าออก รอจนจับตัวการหลักได้แล้ว มีหรือที่พวกนางจะหนีรอดไปได้!

หลี่ฟู่มิคิดข้องแวะกับเรื่องวุ่นวายนี้ จึงกล่าวตัดบท "เรื่องนั้นเจ้าจงจัดการเองเถิด! จะคุมตัวไปไว้ที่ศาลาว่าการก็ตามใจเจ้า!"

"ผู้น้อยขอบพระคุณใต้เท้า!" มือปราบหลีเอ่ยพรางปาดเหงื่อพลางละล่ำละลักขอบคุณ

 

เมื่อทั้งสองก้าวออกมาจากห้องลับ หลี่ฟู่กลับเงียบขรึมลงถนัดตา แม้จะแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉยเพียงใด ทว่าเหล่าเฒ่าหัวหมอด้านนอกนั่นกลับสังเกตเห็นพิรุธได้ไม่ยาก

ความสงสัยรุมเร้าจนคนเหล่านั้นกระวนกระวายใจยิ่งนัก หากมิใช่เพราะเกรงใจในฐานะของเขา คงมีคนหลุดปากซักถามไปนานแล้ว

ในขณะที่คนอื่นเพียงแค่อยากรู้อยากเห็น แต่สองพ่อลูกตระกูลฝูกลับนั่งมิติดที่

เกิดเรื่องราวอันใดขึ้นกันแน่?

หลี่ฟู่มิได้เจตนาเสแสร้ง ทว่าเรื่องราวช้าเร็วต้องเปิดเผย การปิดบังไว้ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น แม้เวลานี้เขามิจำเป็นต้องเกรงใจสองพ่อลูกตระกูลฝูอีกต่อไป แต่ก็มิอาจแสดงท่าทีผ่อนคลายเกินไปนัก มิเช่นนั้นบรรดานายท่านและคุณชายทั้งหลายจะมองเขาเช่นไร?

ฝ่ายมือปราบหลีมิอาจล่วงรู้ถึงสิ่งที่หลี่ฟู่ขบคิด เห็นอีกฝ่ายรับปากหนักแน่นในห้องลับ แต่ยามนี้กลับทำท่าทางลังเลกังวลใจ ก็ให้รู้สึกร้อนรนยิ่งนัก อยากจะเอ่ยปากเตือนอยู่หลายคราแต่ก็มิกล้าล่วงเกิน ได้แต่สะกดกลั้นไว้

ทว่าท่าทีเช่นนี้กลับกลายเป็นการช่วยส่งเสริมการแสดงของหลี่ฟู่โดยมิได้ตั้งใจ ทำให้สีหน้าของเขาดูสมจริงมิเหมือนการเสแสร้งแต่อย่างใด

ชั่วครู่หนึ่ง หลี่ฟู่จึงระบายลมหายใจยาวพลางกล่าวช้าๆ "ข้าจะร่วมเดินทางไปยังเมืองเฉวียนโจวด้วย โดยจะออกเดินทางในเช้าตรู่วันพรุ่ง เรื่องนี้เป็นกิจการภายในท้องที่ ข้ามิสะดวกจะแทรกแซงมากความ ไว้ถึงเมืองเฉวียนโจวแล้วทุกอย่างคงกระจ่างเอง! นายท่านฝู คืนนี้พวกท่านพ่อลูกพักค้างแรมที่จวนนี้เถิด พรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางได้สะดวก... ทุกท่านยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่?"

ผู้คนรอบข้างต่างตระหนกสงสัย ทว่านึกเสียใจที่ถลำลึกเข้ามาในวังวนนี้ เมื่อได้ยินหลี่ฟู่เอ่ยปากเช่นนั้น ต่างก็พากันเก็บงำความอยากรู้อยากเห็น ลุกขึ้นประสานมืออำลา เพียงพริบตาเดียวคนก็หายไปจนสิ้น!

เหลียงจิ้นเหลือบมองหลี่ฟู่ด้วยสายตาลึกล้ำ มุมปากหยักยิ้มเย็นชาไร้เสียง ก่อนจะก้าวเท้าตามฝูงชนออกไป

หัวใจของฝูเจียเยว่พลันดิ่งวูบลงไปกึ่งหนึ่ง ความรู้สึกอัปมงคลผุดขึ้นกลางใจและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเขากลับมืดแปดด้าน นึกมิออกเลยว่าเกิดเรื่องร้ายแรงเพียงใดขึ้นกันแน่?

ด้วยอาศัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิต ย่อมฟังความหมายที่แฝงเร้นออก แม้ใต้เท้าหลี่จะกล่าววาจาสุภาพ และบอกว่าที่ให้พักในจวนเพราะสะดวกต่อการเดินทาง ทว่าแท้จริงแล้วมันคือการกักบริเวณโดยละม่อมชัดๆ!

ฝูเว่ยร้อนใจ รีบเอ่ยหยั่งเชิงพลางปั้นหน้ายิ้ม "ใต้เท้าหลี่ พวกเรามีบ้านพักอยู่ในเมืองหนานไห่ เกรงว่าจะรบกวนใต้เท้าเกินไปขอรับ อีกทั้งท่านแม่และฮูหยินของข้ายังรออยู่ที่นั่น ใต้เท้าโปรดวางใจ เช้าตรู่วันพรุ่งพวกเรามิยอมให้เสียการแน่นอน ให้พวกเรากลับไปพักที่บ้านเถิดขอรับ"

ฝูเจียเยว่มิได้ปริปาก ทว่าลอบสังเกตปฏิกิริยาของหลี่ฟู่อย่างเงียบเชียบ

หลี่ฟู่มิได้เอ่ยคำ เพียงแต่ยิ้มอย่างลำบากใจ ฝ่ายมือปราบหลีกลับสำแดงท่าทีรำคาญใจออกมา "ใต้เท้ามีเมตตาถึงเพียงนี้ นายท่านฝูและคุณชายฝูอย่าได้ปฏิเสธเลย! ส่วนฮูหยินทั้งสองท่านนั้นมิต้องกังวล ข้าจะไปรับพวกนางมาสมทบที่นี่เอง เช่นนี้พวกท่านคงวางใจได้แล้วกระมัง?"

"เจ้า!" ฝูเว่ยโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

ฝูเจียเยว่รีบดึงรั้งบุตรชายไว้ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มสุภาพ "เอาเถิด! เช่นนั้นคงต้องรบกวนมือปราบหลีแล้ว"

ในยามนี้ มีเรื่องน้อยลงย่อมดีกว่ามีเรื่องมาก รอจนถึงเมืองเฉวียนโจวทุกอย่างย่อมกระจ่างแจ้งเอง มิจำเป็นต้องมาทุ่มเถียงกันด้วยอารมณ์เพียงชั่วแล่นในยามนี้!

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1254 จัดหนักคนตระกูลเติ้งอีกระลอก

 

บทที่ 1254 จัดหนักคนตระกูลเติ้งอีกระลอก

ในเมื่อคำพูดของนายท่านเติ้งถูกหลี่ฟู่จับได้คาหนังคาเขา ทุกคนจึงปักใจเชื่อทันทีว่าตนเองต้องมาพลอยรับเคราะห์ถูกหางเลขไปด้วยเพราะนายท่านเติ้งเป็นต้นเหตุ จึงพากันขุ่นเคืองและตำหนิเขาอยู่ในใจ

นายท่านเติ้งเองก็ใจคอไม่ดี เขารู้ดีแก่ใจว่าประโยคที่หลี่ฟู่ถามนั้นตนเป็นคนพูดเอง ในเมื่อเวลาผ่านไปเกือบชั่วยามแล้ว และดูท่าว่าหลี่ฟู่ยังจะดึงเช็งกดดันต่อไปเช่นนี้ หากเขาไม่ยอมรับ จะต้องทนอยู่สภาพนี้ไปถึงเมื่อไหร่?

ในใจเขาทั้งโกรธทั้งไม่พอใจ คนตั้งเยอะแยะก็ด่าเหมือนกัน ไม่ใช่เขาคนเดียวเสียหน่อย หลี่ฟู่มีสิทธิ์อะไรมาจ้องเล่นงานเขาแค่คนเดียว?

แล้วยังมีคนพวกนี้อีก... พวกเขาไม่ได้ด่ากันหรือไง? นอกจากไม่มีใครช่วยพูดให้เขาสักคำแล้ว ยังจะมามองเขาด้วยสายตาแบบนั้นอีก ช่าง... เหลือทนจริงๆ!

นายท่านเติ้งจะไปรู้ได้อย่างไรว่า หลี่ฟู่จงใจทำเช่นนี้แต่แรกแล้ว

เดิมทีความสัมพันธ์กับตระกูลเติ้งก็มีรอยร้าวอยู่แล้ว ในเมื่อยามนี้ต้อง "เชือดไก่ให้ลิงดู" หากไม่เชือดไก่ตัวที่ชื่อตระกูลเติ้งนี้ จะให้เขาไปหาเรื่องหาศัตรูเพิ่มกับตระกูลอื่นไปเพื่ออะไร? เขาไม่ได้โง่ขนาดนั้น!

ในที่สุดนายท่านเติ้งก็ทนไม่ไหว เขาขยับขาที่ปวดจนมึนชาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกไปประสานมือขอขมาหลี่ฟู่ว่า "เมื่อครู่... เป็นเพราะผู้น้อยบันดาลโทสะจนพลั้งปากพูดไปโดยไม่คิด ขอใต้เท้าโปรด... ประทานอภัยด้วย!"

 

"ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!" หลี่ฟู่ปรายหางตามองเขาอย่างเหยียดหยามพลางแค่นยิ้ม "นายท่านเติ้งช่างมีการอบรมสั่งสอนจากตระกูลที่ดีจริงๆ คนในบ้านเจ้าดูเหมือนจะชอบ 'พลั้งปาก' กันไปหมดเลยนะ หือ?"

ทุกคนชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่ เติ้งเมิ่งหาน (ลูกสาวตระกูลเติ้ง) เคยล่วงเกินฮูหยินหลี่ขึ้นมาได้ จึงอดไม่ได้ที่จะแอบขำกันอยู่ในใจ แต่ก็รีบทำหน้าเคร่งขรึมกลบเกลื่อนทันที

นายท่านเติ้งหน้าแดงสลับเขียว ได้แต่กำหมัดแน่นไม่กล้าปริปาก

หลี่ฟู่ตวาดกร้าว "ที่นี่คือที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะมาทำตัวยโสโอหังได้ตามใจชอบ! มายืนด่าทอทางการและราชสำนักในที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ช่างขวัญกล้านัก! ในสายตาเจ้ายังมีราชสำนัก มีข้าคนนี้อยู่หรือไม่? ลากมันออกไป! กลับไปคัด 'กฎหมายอาญาต้าโจว' มาให้ข้าหนึ่งจบ หากมีคราวหน้าอีก ข้าจะสั่งโบยยี่สิบไม้!"

นายท่านเติ้งหน้าซีดเผือด

จานถงรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ตอนนี้เขาเริ่มตาสว่างแล้วว่า ใต้เท้าหลี่จงใจจะเล่นงานตระกูลเติ้งโดยเฉพาะ เขาจะเข้าไปสอดทำไมล่ะ? จึงแกล้งกระแอมเตือนว่า "นายท่านเติ้ง ยังไม่รีบขอบคุณใต้เท้าอีก!"

นายท่านเติ้งแทบจะกระอักเลือดออกมา! คัดกฎหมายต้าโจวเนี่ยนะ? มันคืออะไรกัน!

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินบทลงโทษแบบนี้ มีเพียงสตรีในห้องหอที่ทำผิดถึงจะถูกลงโทษให้คัด 'บัญญัติสตรี' หรือคัมภีร์ธรรมะ การที่หลี่ฟู่สั่งลงโทษเขาเช่นนี้ ไม่เท่ากับเปรียบเขาเป็นสตรีและหยามเกียรติเขาทางอ้อมหรอกหรือ?

นายท่านเติ้งรู้สึกจุกแน่นในอกจนแทบจะหน้ามืดสลบไป อยากจะถ่มน้ำลายใส่หน้าหลี่ฟู่นัก

แต่เขาไม่กล้า!

เพราะหากเทียบกับการคัดกฎหมายแล้ว การถูกโบยยี่สิบไม้นั้นอัปยศยิ่งกว่า และร่างกายแก่ๆ ของเขาคงได้กลายเป็นคนพิการเป็นแน่!

เขารู้ดีว่า หากเขาบังอาจปฏิเสธการคัดกฎหมาย หลี่ฟู่ย่อมจะหาเหตุผลสั่งโบยเขาได้อย่างชอบธรรมทันที

"ผู้น้อย... ขอบพระคุณใต้เท้าหลี่ที่เมตตา!" นายท่านเติ้งกัดฟันพูดออกมาทีละคำจนแทบแหลกคราบ ประสานมือคำนับแล้วรีบหันหลังเดินโซเซออกไปจากห้องทันที

เมื่อทุกคนเห็นสภาพของเขา ต่างก็หน้าถอดสี เงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ

เหลียงจิ้น ในตอนนี้ถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเหตุใดหลี่ฟู่ถึงเลือกจิ้มไปที่นายท่านเติ้งเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู ในใจแอบด่าว่า "ไอ้จิ้งจอกเฒ่า!"

แน่นอนว่าเขารู้ดียิ่งกว่าใครว่าหลี่ฟู่เกลียดเขาเข้าไส้ ดังนั้นวันนี้แม้เขาจะตามน้ำมาด้วย แต่เขาจะไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่คำเดียว เพื่อไม่ให้หลี่ฟู่หาข้ออ้างมาฉีกหน้าเขาได้

หลังจากจัดการนายท่านเติ้งแล้ว หลี่ฟู่จึงอนุญาตให้ทุกคนนั่งลง

คนกลุ่มนี้ยืนจนขาแข็งปวดหลังไปหมด พอได้ยินคำสั่งนี้ก็แทบจะน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง ต่างพากันขอบคุณใต้เท้าหลี่เซ็งแซ่แล้วรีบนั่งลง บ้างก็บิดแขนบิดขา บ้างก็ทุบน่องนวดเอว วุ่นวายอยู่นานกว่าจะสงบนิ่งได้

ยามนี้หลี่ฟู่กลับดูใจดีมีเมตตาขึ้นมามาก เขานั่งยิ้มละไมอยู่บนแท่นประธาน ไม่ตำหนิกิริยาอันไม่สำรวมของใครแม้แต่น้อย เมื่อทุกคนนั่งเข้าที่และเงียบเสียงลงแล้ว เขาจึงเบนสายตาไปยังสองพ่อลูกตระกูลฝูและหัวหน้ามือปราบหลี ก่อนจะเลิกคิ้วถามว่า: "ว่ามาสิ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"

"ใต้เท้า! โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ผู้น้อยด้วยขอรับ!" ฝูเจียเยว่รีบลุกขึ้นประสานมือ "ตระกูลฝูอย่างไรเสียก็เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งหนานไห่ ผู้น้อยแม้จะไร้ความสามารถ แต่ก็เป็นถึงเจ้าบ้านตระกูลฝู ต่อให้ผู้น้อยทำผิดประการใด ทางการส่งคนมาเรียกตัว ผู้น้อยย่อมไปพบ ไม่ควรใช้วิธีฉุดกระชากจับกุมเช่นนี้! อีกทั้งหลายวันมานี้ผู้น้อยก็อยู่ที่เมืองหนานไห่ตลอด จะไปเกี่ยวพันกับเรื่องที่เฉวียนโจวได้อย่างไร? หัวหน้ามือปราบหลีผู้นี้ช่างไร้มารยาท บังอาจจะมาจับกุมพ่อลูกเราอย่างโจ่งแจ้ง! พ่อลูกเราช่างถูกใส่ร้ายจนได้รับความอยุติธรรมยิ่งนัก!"

นายท่านตระกูลหลัวก็ลุกขึ้นสนับสนุน "ที่นายท่านฝูพูดมาถูกต้องแล้ว พวกเรามารวมตัวกันในวันนี้เห็นเหตุการณ์กับตา หัวหน้ามือปราบหลีผู้นี้ทำตัวเหมือนโจร บุกพรวดพราดเข้ามาไม่เห็นหัวใคร! ต่อให้เป็นเจ้าหน้าที่ทางการปฏิบัติหน้าที่ ก็ควรพูดจากันดีๆ อธิบายเหตุผลมิใช่หรือ? นายท่านฝูกับบุตรชายไม่ใช่โจรป่าฆ่าคนเสียหน่อย หัวหน้ามือปราบหลีทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้ ช่างเป็นกากเดนในวงการขุนนาง ทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศของราชสำนักยิ่งนัก!"

เหล่านายท่านและคุณชายคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย

หัวหน้ามือปราบหลีทั้งโกรธทั้งร้อนรน แต่กลับถูกทุกคนแย่งกันพูดจนไม่มีจังหวะให้อ้าปาก แถมเขายังไม่กล้าตะโกนเสียงดังต่อหน้าหลี่ฟู่ ได้แต่ร้อง "ใต้เท้า!" อยู่หลายครั้งแต่ไม่มีใครสนใจ

หลี่ฟู่แอบหัวเราะในใจ คิดว่า สมควรแล้ว ไอ้พวกทำงานไม่ใช้สมอง!

เมื่อเห็นว่าทุกคนพูดไปจนเกือบจะหมดไส้หมดพุงแล้ว หลี่ฟู่จึงพยักหน้า สะบัดมือให้ทุกคนเงียบเสียงลง นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะทอดสายตาเรียบเฉยไปที่หัวหน้ามือปราบหลีแล้วถามว่า: "เจ้าคือหัวหน้ามือปราบหลีรึ? แล้วเจ้าล่ะ มีอะไรจะพูดหรือไม่?"

ในเมื่อหัวหน้ามือปราบหลีกล้าบุกมาจับคน ย่อมไม่มีทางถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของฝูงชนข่มขวัญจนถดถอย เพราะเขามีสิ่งยึดเหนี่ยวที่มั่นใจยิ่งนัก นั่นก็คือ—สองพ่อลูกตระกูลฝูพ่ายแพ้อย่างย่อยยับแล้ว! ตระกูลฝูที่เมืองเฉวียนโจวได้เปลี่ยนตัวเจ้าบ้านแล้วนั่นเอง!

เขาจึงก้าวไปข้างหน้าประสานมือคำนับ ค้อมตัวลงเอ่ยอย่างเฉียบขาดว่า "ใต้เท้า ผู้น้อยกระทำการเช่นนี้ย่อมต้องมีสาเหตุ ส่วนจะเป็นเรื่องใดนั้น ยามนี้ยังมิบังควรเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน! ทว่า ใต้เท้าคือผู้ปกครองสูงสุดแห่งมณฑลหนานไห่ ผู้น้อยมิกล้าปิดบังใต้เท้า! ขอใต้เท้าโปรดประทานอภัย ผู้น้อยขอบังอาจชี้แจงต่อใต้เท้าเป็นการส่วนตัวขอรับ!"

คำพูดของหัวหน้ามือปราบหลีช่างจริงจังและแน่วแน่ ดูไม่เหมือนคนพูดเล่นหรือแสร้งปั้นเรื่องขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เมื่อทุกคนได้เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแอบตระหนกและสงสัยอยู่ในใจ แม้แต่เหลียงจิ้นเองก็ถึงกับใจหายวูบขึ้นมาทันที

ฝูเจียเยว่และบุตรชายสบตากัน ทั้งคู่มีแต่ความฉงนสนเท่ห์และเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงลึกๆ สมองของทั้งสองต่างหมุนวนอย่างรวดเร็วเพื่อทบทวนอย่างละเอียดว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตนได้เผลอทำเรื่องที่ไม่สมควรสิ่งใดลงไปหรือไม่...

ทว่า พวกเขาจะไปคาดคิดได้อย่างไร? เรื่องนี้หาได้เกิดจากว่าพวกเขา "ทำอะไร" ลงไปไม่ แต่มันเกิดจาก "คนอื่น" ได้กระทำการบางอย่างลงไปต่างหาก

หลี่ฟู่นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วลุกขึ้นกล่าวว่า "ตกลง! เจ้าตามข้ามา! หากคำกล่าวของเจ้าไร้เหตุผล ข้าเองก็จะไม่เข้าข้างเช่นกัน! ท่านที่ปรึกษาจาน ช่วยดูแลทุกท่านให้ดีด้วย!"

จานถงรีบประสานมือรับคำ ส่วนคนอื่นๆ ต่างพากันกล่าว "มิกล้าๆ" ฝ่ายหัวหน้ามือปราบหลีลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก ขานรับ "ขอรับ" อย่างนบนอบ แล้วรีบเดินตามหลี่ฟู่อ้อมฉากกั้นขนาดใหญ่ไปยังโถงด้านหลัง

สำหรับต้นสายปลายเหตุนั้น หลี่ฟู่ย่อมรู้อยู่เต็มอก มิหนำซ้ำยังรู้ละเอียดกว่าที่หัวหน้ามือปราบหลีรู้เสียอีก

เพียงแต่เรื่องนี้ยังไม่สะดวกที่จะพูดออกมาในตอนนี้ เขาจึงได้แต่จำต้องอดทนฟังในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วอีกรอบหนึ่ง

 

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1253 ขอใต้เท้าโปรดตัดสินชี้ขาด!

 

บทที่ 1253 ขอใต้เท้าโปรดตัดสินชี้ขาด!

หลังจากรับประทานมื้อค่ำเสร็จ หลี่ฟู่กำลังออดอ้อนหยอกล้อกับภรรยาอยู่ในห้องพัก อารมณ์รักกำลังพลุ่งพล่านและจวนจะสั่งน้ำร้อนมาอาบเพื่อเตรียมเข้าห้องนอนไปจัดการ "เรื่องสมควรของสามีภรรยา" แต่พอได้ยินหงอวี้รายงานว่าชานเจิ้ง - ที่ปรึกษา มีธุระด่วนต้องเข้าพบทันที สีหน้าของหลี่ฟู่ก็มืดตึกลงทันควัน แอบด่าในใจว่าช่างเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะเสียจริง

เหลียนฟางโจวเองก็รู้สึกกร่อยไปบ้าง นางจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย สายตาหวานหยาดเยิ้ม พลางผลักหลี่ฟู่เบาๆ แล้วยิ้มกล่าวว่า "ข้าว่าใต้เท้าจานก็ไม่ใช่คนวู่วามไร้มารยาทขนาดนั้น ในเมื่อเขาร้อนรนมาหาท่านเช่นนี้ บางทีอาจมีเรื่องใหญ่จริงๆ ก็ได้! ท่านรีบไปพบเขาเถอะ... ข้าจะรอ"

คำว่า "ข้าจะรอ" สามคำนี้แฝงความหมายไว้มากมายนัก หลี่ฟู่จำต้องสะกดกลั้นความปรารถนาในใจแล้วยิ้มตอบว่า "อืม... เจ้าต้องรอนะ!" จากนั้นจึงรีบออกไป

จานถงรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจเหมือนถูกไฟลน เมื่อเห็นหลี่ฟู่ออกมาก็รีบขาน "ใต้เท้า!" พลางคำนับอย่างเร่งรีบ โดยไม่รอให้หลี่ฟู่เอ่ยปากถาม เขาก็รายงานเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังทันที

เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า "ยามนี้พ่อลูกตระกูลฝู นายท่านเติ้ง นายท่านหลัว คุณชายทั้งสองแห่งตระกูลเหลียง และบรรดานายท่านคุณชายจากตระกูลใหญ่ รวมถึงหัวหน้ามือปราบหลี ต่างก็รออยู่ที่โถงหลังของที่ทำการขอรับ! ใต้เท้า... เจ้าเมืองเฉวียนโจวช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากจะจับคน รอให้พ่อลูกตระกูลฝูกลับไปก่อนค่อยจับไม่ได้หรืออย่างไร? จำเป็นต้องส่งคนมาอาละวาดที่เมืองหนานไห่จนปั่นป่วนไปหมด! ตอนนี้บรรดากลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นต่างพากันโกรธแค้น หากจัดการไม่ดีแล้วคนเหล่านี้รวมตัวกัน 'ปิดตลาดประท้วง' ขึ้นมาล่ะก็ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะขอรับ ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูเพาะปลูกด้วย—"

หลี่ฟู่ชำเลืองมองจานถงแวบหนึ่งพลางแค่นยิ้มเย็นชา แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า "เจ้าหมายความว่า ให้ข้าไม่ต้องแยกแยะผิดถูก เพียงแค่ทำตามใจพวกเขาก็พออย่างนั้นหรือ? ที่ทำการเฉวียนโจวจะจับคน ย่อมต้องมีเหตุผลของเขา และเขาก็ไม่ได้จับคนพวกนั้นเสียหน่อย แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วย? ข้าเห็นว่ามีคนจงใจฉวยโอกาสก่อเรื่องมากกว่า! ปิดตลาดประท้วงรึ? หึหึ ดีสิ! ใครเก่งพอก็ลองปิดดู! เส้นทางการค้าสามสายในมือฮูหยินจะได้ถือโอกาสนี้ขยายตัวอย่างเต็มรูปแบบไปเลย!"

คำพูดประโยคเดียวทำเอาจานถงถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

หลี่ฟู่สะบัดมือเดินนำออกไป "ไป ดูสถานการณ์กันหน่อย!"

ระหว่างเดิน หลี่ฟู่ก็ขบคิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้ ในใจอดไม่ได้ที่จะเคืองฝูลี่ที่ใจร้อนเกินไป: ช่างอยู่จนแก่เสียเปล่าจริงๆ! อุตส่าห์อดทนมาได้ตั้งหลายปี ใครจะรู้ว่าก้าวสุดท้ายกลับมาวู่วามเสียได้! แต่จะโทษเขาทั้งหมดก็ไม่ได้ ความแค้นใหญ่หลวงได้ชำระ ใจย่อมคลายความระวัง ย่อมต้องมีร่องรอยของการดีใจจนลืมตัวบ้างเป็นธรรมดา

ส่วนไอ้หัวหน้ามือปราบหลีนั่นก็เป็นพวกถังขยะที่เบาปัญญา พ่อลูกตระกูลฝูกำลังกินเลี้ยงกับตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น กลับกล้าบุกพรวดพราดเข้าไปจับคน นี่มันแสดงชัดๆ ว่าไม่ไว้หน้ากัน! อย่าว่าแต่ที่นี่คือหนานไห่เลย ต่อให้เป็นเฉวียนโจว เขาก็ไม่มีทางทำสำเร็จ!

หากตนมีลูกน้องโง่เง่าเช่นนี้ คงเตะส่งไปนานแล้ว! จะจับคนทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้? รอให้ดึกดื่นเที่ยงคืนก่อนไม่ได้หรืออย่างไร?

ระหว่างที่คิดเขาก็เดินพ้นเขตจวนชั้นในมาถึงที่ทำการเบื้องหน้า ทันทีที่เดินผ่านระเบียงโถงหลังเข้าไป ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงจอแจเหมือนนกกระจอกประชุมกันดังไม่หยุด แซมด้วยเสียงด่าทอต่างๆ นานา

หลี่ฟู่สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที พลางชายตามองจานถงแวบหนึ่ง

จานถงค้อมตัวลงไม่กล้าสบตาหลี่ฟู่ ในใจได้แต่ยิ้มขมขื่น: พวกนายท่านคุณชายตระกูลใหญ่เหล่านั้นนิสัยเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ใครเล่าจะห้ามปากพวกเขาได้? ส่วนหัวหน้ามือปราบหลีและลูกน้องก็ไม่ได้สังกัดขึ้นตรงกับที่ทำการผู้ว่าการมณฑลแห่งหนานไห่ การพูดจาทำอะไรย่อมไร้ความเกรงใจเป็นธรรมดา

หลี่ฟู่ลงเท้าหนักๆ เดินผ่านฉากกั้นขนาดใหญ่เข้าสู่โถง แล้วกระแอมไอเสียงดังสนั่น ทุกคนต่างหยุดชะงักและหันมามองตามเสียง ก่อนจะ "กรูกันเข้ามา" รุมล้อมเขาพร้อมประสานมือคำนับอย่างสับสนวุ่นวาย ต่างคนต่างแย่งกันตะโกนฟ้องร้องจนเสียงเซ็งแซ่กลบหลี่ฟู่ไปเหมือนระลอกคลื่น

หลี่ฟู่ไม่เอ่ยคำใด สายตาเย็นชาปรายมองฝูงชน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อผลักทุกคนออกไป (ใช้กำลังภายใน) แล้วเดินตรงไปข้างหน้า นั่งลงบนตำแหน่งประธานอย่างสง่างาม

ทุกคนถูกพลังจากการสะบัดแขนเสื้อนั้นจนรู้สึกถึงแรงมหาศาลปะทะร่าง ถึงกับเสียหลักเซถอยหลังไปตามๆ กัน ในใจพลันตกตะลึง เสียงโต้เถียงฟ้องร้องที่เคยดังกระหึ่มจึงค่อยๆ เงียบเสียงลงอย่างไม่อาจควบคุมได้

เมื่อต้องสบกับสายตาเย็นชาที่จ้องเขม็งมาของหลี่ฟู่ ทุกคนต่างรู้สึกหนาวสันหลังวาบจนไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง

"เมื่อครู่ตอนที่ข้าเดินเข้ามา" หลี่ฟู่กวาดสายตามองทุกคนพลางเอ่ยขึ้นช้าๆ "ข้าได้ยินใครบางคนก่นด่าว่าทางการไร้ยางอายและป่าเถื่อน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ายังจะมาที่นี่ทำไมกันอีก?"

สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป ตวาดลั่นด้วยเสียงต่ำอันทรงพลัง: "ใครเป็นคนพูด ก้าวออกมาหาข้า!"

ทันใดนั้น บรรยากาศก็พลันตึงเครียดขึ้น กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าสายหนึ่งแผ่ซ่านคุกคามเข้ามาจนทำให้ผู้คนขวัญหนีดีฝ่อ

ทุกคนคาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นฝ่ายเปิดฉากเล่นงานก่อนเช่นนี้ ในใจจึงเริ่มไม่มั่นคง เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวย่อมไม่มีใครกล้าปริปาก

"ใต้เท้าหลี่ ผู้น้อยมีเรื่องจะรายงาน ขอให้ใต้เท้าให้ความเป็นธรรมด้วย—" ฝูเว่ยทนรอไม่ไหว อีกทั้งยังไม่อาจทนต่อบรรยากาศอันกดดันที่ปกคลุมอยู่นี้ได้ เขาจึงกระแอมออกมาคำหนึ่งแล้วเอ่ยปากขึ้น

ทว่ากลับถูกสายตาอันเย็นเยียบของหลี่ฟู่จ้องเขม็งเข้าใส่จนรู้สึกจุกที่หน้าอก คำพูดครึ่งหลังที่เหลือกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ไม่อาจเอ่ยออกมาได้อีก

จานถงเห็นดังนั้น หัวสมองก็พลันฉลาดปราดเปรื่องขึ้นมาครั้งหนึ่ง เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วตวาดว่า "บังอาจ! ใต้เท้ากำลังซักถามอยู่ คนนอกห้ามพูดแทรก! ยังไม่รีบขออภัยแล้วถอยไปอีก!"

ฝูเจียเยว่เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว ในใจรู้ดีว่าเรื่องในวันนี้ต้องพึ่งพาหลี่ฟู่ตัดสิน หากทำให้เขาขุ่นเคืองย่อมเป็นผลเสียต่อตนเองอย่างยิ่ง เขาจึงรีบก้าวเข้าไปกระชากลูกชายออกไป แล้วประสานมือค้อมตัวลงทำความเคารพหลี่ฟู่อย่างนบนอบ พลางยิ้มประจบกล่าวว่า "บุตรชายผู้น้อยโง่เขลาไร้มารยาท ขอใต้เท้าโปรดประทานอภัยด้วย!"

เมื่อเห็นหลี่ฟู่ชายตามองแวบหนึ่ง เขาก็รีบถอยไปยืนด้านข้างอย่างรวดเร็ว

หลี่ฟู่ยังคงนิ่งเงียบ

ในใจเขาแอบแค่นยิ้มเย็นชา คิดจะวัดใจกันรึ? ได้สิ! งั้นก็วัดกันไปเลย! เขาอยากจะรู้นักว่าคนเหล่านี้จะทนไปได้ถึงเมื่อไหร่ กว่าจะมีใครสักคนยอมเดินออกมาสารภาพ!

เขาไม่รีบร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว!

คิดจะมาแสดงอำนาจบาตรใหญ่หรือใช้ฝีปากโอ้อวดในที่ทำการผู้ว่าการมณฑลรึ อย่าหวังเลยว่าจะใช้วิธี "คนหมู่มากไม่ผิด"  มาหลอกล่อให้เขาปล่อยผ่านไปได้! หากทำเช่นนั้น คนเหล่านี้จะมองเขาอย่างไร? ตัวเขาที่เป็นถึงใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลจะต่างอะไรกับพวกขุนนางหน้าโง่คนก่อนๆ เล่า?

หนึ่งเค่อผ่านไป... สองเค่อผ่านไป... จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ทุกคนต่างยืนจนขามึนชา ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน ปกติมีใครเคยต้องมาทนรับความลำบากเช่นนี้บ้าง ทุกคนจึงเริ่มจะยันกายไว้ไม่ไหว

หลายคนเริ่มแอบนึกเสียใจอยู่ในใจ รู้ซึ้งแล้วว่าไม่ควรวู่วามตามน้ำมาที่ที่ทำการแห่งนี้เลย!

ทุกคนต่างมาจากตระกูลที่ขาวสะอาดใสซื่อ ในช่วงเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ กลับต้องเอาหัวมามุดเข้าที่ทำการหน่วยงานรัฐ ช่างเป็นเรื่องอัปมงคลแท้ๆ!

หากกลับไปได้เมื่อไหร่ จะต้องเอาใบส้มป่อย (ใบยูซุ) ต้มน้ำอาบเพื่อไล่สิ่งอัปมงคลเสียหน่อยแล้ว!

เมื่อคิดได้ดังนี้ สายตาหลายคู่ก็อดไม่ได้ที่จะปรายไปมอง นายท่านเติ้ง หากไม่ใช่เพราะเขา ตนเองจะวู่วามตามมาด้วยหรือ?

อีกอย่าง คำถามที่ใต้เท้าหลี่ถามเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนว่า... ดูเหมือนประโยคนั้นจะเป็นนายท่านเติ้งที่เป็นคนพูดใช่ไหมนะ?

เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจและโมโหนายท่านเติ้งมากขึ้นไปอีก

มนุษย์เราก็แปลกเช่นนี้เอง แม้ว่าก่อนที่หลี่ฟู่จะมาถึง ทุกคนต่างก็เคยชี้หน้าด่าทอทางการมาด้วยกันทั้งนั้น แต่ในเมื่อหลี่ฟู่ไม่ได้จับได้คาหนังคาเขา พวกเขาจึงถือเสียว่าตนเองไม่ได้ทำไปโดยปริยาย