วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1475 เตรียมการศึก

 

บทที่ 1475 เตรียมการศึก

 

เหลียนฟางโจวมองตามเงาหลังของน้องสาวที่เดินกระฟัดกระเฟียดจากไปด้วยความขบขันระคนอ่อนใจ อดส่ายหน้าเบาๆ มิได้: แม่เด็กคนนี้ นับวันยิ่งแง่งอนเอาแต่ใจนัก! เห็นๆ อยู่ว่าตนเองเป็นฝ่ายไม่ยอมแยแสเขาก่อน แล้วยามนี้จะมาเคืองแค้นสิ่งใดกันเล่า?

ช่างเถิด เรื่องราวระหว่างเขาทั้งสอง ตนเองแสร้งทำเป็นคนตาบอดหูหนวกไปเสียดีที่สุด ในใจกระจ่างแจ้งเงียบๆ เพียงลำพังก็พอแล้ว

 

หลี่ฟู่มองเหลียนฟางชิงที มองเหลียนฟางโจวที แววตาพลันไหววูบ ยามนี้จึงเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ชิงเอ๋อร์… นางกับ…”

“นี่เพิ่งจะดูออกหรือเจ้าคะ!” เหลียนฟางโจวปรายตาค้อนเขา ยิ้มขื่นพลางเอ่ย “ชิงเอ๋อร์รอนแรมขึ้นเหนือไปถึงเมืองหลวงก็เพราะเขา ภายหลังยังร่วมเป็นร่วมตายฟันฝ่าวิกฤตมาด้วยกันตั้งเท่าใด ซ้ำขากลับยังต้องล่องใต้รอนแรมมาไกลนับพันลี้ ขุนเขาสูงตระหง่าน สายน้ำทอดยาว คนหนุ่มสาววัยไล่เลี่ยกัน รูปร่างหน้าตาก็เหมาะสมคู่ควร ต่อให้เดิมทีไม่มีสิ่งใด ก็ย่อมยากจะห้ามมิให้เกิดความรู้สึกพิเศษต่อกันได้ ยิ่งเดิมทีทั้งคู่ก็… เฮ้อ ข้าเองก็คร้านจะเข้าไปก้าวก่ายแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกเขาก็แล้วกัน!”

หลี่ฟู่ยิ้มขื่นเช่นกัน “เช่นนี้จะนับว่าเป็นลิขิตสวรรค์ได้หรือไม่?”

เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะ “พรืด” ออกมา “ข้าว่าก็คงไม่แคล้วหรอกเจ้าค่ะ!”

ทั้งสองหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง เหลียนฟางโจวพลันชะงักฝีเท้า เอียงคอยิ้มเอ่ย “วางใจเถอะ คนที่รู้จักตัวตนของท่านดี ย่อมไม่มีทางคิดฟุ้งซ่าน ส่วนคนที่ไม่เข้าใจท่าน พูดไปก็ไร้ประโยชน์! ชิงเอ๋อร์ก็ส่วนชิงเอ๋อร์ พวกเราก็ส่วนพวกเรา สองเรื่องนี้มิจำเป็นต้องนำมาปะปนกัน สิ่งใดสมควรทำ ท่านก็จงมุ่งมั่นทำไปตามนั้นเถิด จังหวะเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จะโลเลคลุมเครือมิได้เด็ดขาด!”

บางทีหลายตระกูลอาจมองว่าการที่บุตรสาวได้เข้าวังเสวยสุขและนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูลเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ ทว่าเหลียนฟางโจวย่อมรู้ดี บุรุษผู้มีนิสัยเปิดเผยซื่อตรงอย่างหลี่ฟู่ ที่ไต่เต้าจนได้เป็นแม่ทัพนายกองด้วยผลงานการศึกจากหยาดเหงื่อแรงกายของตนเอง ย่อมรังเกียจการถูกครหาเรื่องอาศัยบารมีฝ่ายในหรือเส้นสายเครือญาติเป็นที่สุด!

ในสายตาของเขา สิ่งพรรค์นั้นไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

ทว่าหากวันหน้าเหลียนฟางชิงได้ลงเอยกับโจวเหยี่ยนจริงๆ ฐานะของเขาก็ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและละเอียดอ่อนขึ้นมาในทันใด

“ข้ารู้!” หลี่ฟู่ทอดถอนใจพลางยิ้ม กุมมือภรรยาไว้แน่น “ภรรยาข้ามักจะรู้ใจและเข้าใจข้าเช่นนี้เสมอ จนทำให้ข้าพลอยรู้สึกละอายใจเสียแล้ว! มีหรือที่ข้าจะหวาดกลัวลมปากผู้อื่น? ชิงเอ๋อร์ชอบพอกับพระราช… อ่า น้องชายโจว ก็ปล่อยให้นางทำตามใจเถิด เพียงแต่นิสัยใจคอของนางเช่นนั้น วันหน้าเกรงว่า…”

หลี่ฟู่คลี่ยิ้ม “ดูท่าพวกเราคงต้องสร้างรากฐานให้เข้มแข็งทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว ภายภาคหน้าจะได้คอยเป็นที่พึ่งหนุนหลังให้นางได้!”

เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะคิกคัก อดรนทนไม่ไหวจนต้องโผเข้ากอดคอหลี่ฟู่ไว้แน่น จุมพิตลงบนแก้มของเขาฟอดใหญ่ ดวงตาหวานซึ้งจับจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มละมุน “อาเจี่ยน… ท่านช่างดีต่อข้าเหลือเกิน…”

หลี่ฟู่รวบตัวนางเข้าสู่อ้อมกอด โน้มศีรษะลงคลอเคลียหน้าผากแนบชิดกับนาง เอ่ยกระซิบกลั้วหัวเราะ “เจ้าเป็นภรรยาข้านี่นา ภรรยาที่ข้ารักสุดหัวใจ…” กล่าวจบก็ช้อนร่างอุ้มนางในท่าเจ้าสาว พาเดินตรงไปยังตั่งเตียงในห้องปีกตะวันออกทันที

เหลียนฟางโจวหัวเราะร่วนพลางผลักอกเขาเบาๆ “อย่าแกล้งสิเจ้าคะ!” ทว่าหลี่ฟู่กลับยิ่งอยากหยอกเย้า ทั้งสองหยอกล้อคลอเคลียกันจนกลายเป็นความหวานชื่นระคนเสียงหัวเราะไปทั่วห้อง

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันหวานซึ้ง หลี่ฟู่โอบกอดนางไว้แนบอก โน้มตัวซบลงข้างซอกคอพลางเอ่ยกระซิบแผ่วเบา “ฟางโจว มะรืนนี้ข้าต้องออกจากเมืองหนานไห่แล้วนะ ศึกกับจิ้งหนานอ๋องครานี้ ทอดเวลาต่อไปมิได้อีกแล้ว”

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องส่งเขาออกศึก ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่กลิ่นอายสงครามจะประชิดใกล้ตัวถึงเพียงนี้ ใกล้จนสัมผัสได้แจ่มชัด หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันเยียบเย็นลงชั่ววูบ

นางซุกตัวเข้าหาอกอุ่นของเขาตามสัญชาตญาณ กอดเขาไว้แน่น แม้มุมปากจะฝืนยกยิ้ม ทว่าน้ำเสียงกลับเปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยนและหนักแน่น

“เจ้าค่ะ! ข้าขออวยพรให้ท่านคว้าชัยชนะตั้งแต่ศึกแรก และรีบนำทัพกรีธากลับมาโดยเร็ว! ข้า ลูกๆ และทุกคนที่นี่… ล้วนเฝ้ารอท่านกลับมา”

“ดูแลตัวเองและลูกๆ ให้ดี ลั่วกว่างจะยังคงอยู่คุ้มกันที่นี่เหมือนเดิม” หลี่ฟู่ประทับจุมพิตลงบนหน้าผากนางพลางยิ้ม “ลำพังจิ้งหนานอ๋องตัวแค่นั้น หาใช่เรื่องใหญ่อันใดไม่! ข้ามอบเมืองหนานไห่ไว้ในกำมือเจ้าแล้ว ขอเพียงเมืองหนานไห่ยังสงบสุข ทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ย่อมปลอดภัยไร้กังวล แต่จำไว้… เจ้าและลูกๆ สำคัญที่สุด ไม่ว่าเมื่อใดพวกเจ้าก็สำคัญที่สุดเสมอ!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับ ส่งเสียง “อืม” แผ่วเบา ก่อนเอ่ยถาม “ศึกครานี้ ท่านคงพาอาเจ๋อไปด้วยใช่หรือไม่?”

หลี่ฟู่พยักหน้าพลางยิ้ม “วางใจเถอะ! ฝีมือของเขาข้าเป็นคนเคี่ยวเข็ญมากับมือ ย่อมรู้กำลังดี ครั้งนี้อวิ๋นหานก็จะไปด้วย ข้าจะให้พวกเขาสองคนร่วมทัพเคียงบ่าเคียงไหล่กัน จะได้คอยดูแลซึ่งกันและกัน!”

เหลียนฟางโจวมิได้คัดค้านสิ่งใด ยิ้มกล่าว “ข้าย่อมวางใจอยู่แล้ว อีกอย่าง ต่อให้ข้าคิดจะห้าม มีหรือที่เขาจะยอมฟัง”

หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ต่อให้มองในแง่ของชิงเอ๋อร์ เขาก็จำเป็นต้องรีบออกไปสะสมประสบการณ์สร้างบารมีตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนได้”

หัวใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ พลางยิ้มเย้า “ท่านคิดการณ์ไกลเร็วนักนะเจ้าคะ!”

“ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องถึงวันนั้น!” หลี่ฟู่หัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงเล่าเรื่องที่หารือกับหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยนก่อนหน้านี้ให้นางฟัง ให้นางช่วยขบคิดวางแผนการลอบแทรกซึมเข้าสู่เมืองหลวงไว้ล่วงหน้า รอให้เขานำทัพกำราบศึกกลับมาแล้วค่อยมาตกผลึกร่วมกัน

เมื่อได้ยินว่าเขากล่าวต่อหน้าโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะดึงตนเองเข้าร่วมวางแผน เหลียนฟางโจวทั้งประหลาดใจ ยินดี และกระดากอายไปพร้อมกัน อดค้อนเขาไม่ได้ “ท่านนี่ช่างเหลวไหลนัก! เรื่องบ้านเมืองใหญ่โตปานนั้น ข้าจะไปสอดมือยุ่งได้อย่างไรกัน เดี๋ยวผู้อื่นเอาไปนินทาจนท่านต้องเสียหน้าหรอก!”

หลี่ฟู่ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “กลัวอันใดเล่า! ทั่วทั้งมณฑลหนานไห่มีผู้ใดบ้างไม่รู้ซึ้งถึงสติปัญญาบารมีของหลี่ฮูหยิน! ต่อให้ข้าไม่เอ่ยปาก มีเรื่องใดบ้างที่ข้าจะปิดบังเจ้าได้ และเมื่อเจ้าได้ยิน มีหรือที่จะไม่ช่วยออกอุบายให้ข้า? เรื่องพวกนี้ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือไม่มิดหรอก สู้เปิดอกพูดกันตรงๆ ไปเลยจะดีกว่า”

เหลียนฟางโจวตรองดูแล้วเห็นว่าที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล จึงเพียงยิ้มรับและปล่อยผ่านไป

ล่วงพ้นไปอีกหนึ่งวัน หลี่ฟู่ เซียวมู่ หูต้าไห่ และเหล่าแม่ทัพนายกองต่างทยอยนำพากองทัพเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ด่านเหยาซาน เพื่อตั้งค่ายรับมือศัตรู

โดยทิ้งให้เสิ่นต้าอี้พร้อมด้วยนายทหารระดับกลางอีกสองสามคนอยู่คอยเฝ้ารักษาการณ์ ณ ที่มั่นบัญชาการใหญ่

เมื่อกองทัพใหญ่เริ่มเคลื่อนขบวน ทั่วทั้งเมืองหนานไห่ตลอดจนทั้งมณฑลต่างตื่นตัวจนร้อนระอุ ไม่ว่าจะตามโรงน้ำชา ร้านสุรา หรือแม้แต่กลุ่มชาวบ้านที่ยืนสนทนากันริมถนน หัวข้อที่เอ่ยถึงล้วนหนีไม่พ้นสงครามใหญ่ในครั้งนี้!

นอกเหนือจากการถกเถียงเรื่องศึกสงครามอย่างดุเดือดแล้ว ผู้คนยังพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของการศึกครานี้อย่างเผ็ดร้อน

ทางฝั่งจิ้งหนานอ๋องป่าวประกาศชูพระราชโองการอย่างเอิกเกริก ตราหน้าว่าหลี่ฟู่ “ก่อกบฏ” และมี “ความผิดมหันต์มิอาจละเว้น!” หวังใช้สิ่งนี้เกลี้ยกล่อมให้พวกหูต้าไห่แปรพักตร์กลับใจยอมสวามิภักดิ์ เพื่อยึดครองมณฑลหนานไห่โดยมิต้องหลั่งเลือด

ทว่าฝ่ายหลี่ฟู่หลังหารือกับเฝิงชวี่จี๋และที่ปรึกษาแล้ว ก็ได้ร่างหนังสือประกาศศึกและส่งคนกระจายแจกจ่ายไปทั่วสารทิศ… รวมถึงในอาณาเขตของจิ้งหนานอ๋องด้วยเช่นกัน!

เนื้อความในประกาศศึกระบุอย่างเผ็ดร้อนว่า หลีอ๋องชิงราชบัลลังก์มาโดยมิชอบ มีมลทินแปดเปื้อนข้อหาสมคบคิดลอบปลงพระชนม์อดีตจักรพรรดิและสังหารรัชทายาท หาใช่โอรสสวรรค์ที่แท้จริงไม่ ทั้งยังไร้คุณสมบัติที่จะนั่งบัลลังก์มังกร ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์! แม่ทัพหลี่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นจากอดีตจักรพรรดิ มีหรือจะยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อคนถ่อยชั่วช้าเช่นนี้? ขอเพียงผู้มีบุญญาธิการตัวจริงปรากฏ ย่อมพร้อมน้อมรับบัญชาทันที!

ซ้ำยังประณามว่าหลีอ๋องไม่แยแสต่อความเป็นความตายของราษฎร ดึงดันจะจุดไฟสงคราม ไร้ซึ่งหัวใจที่คำนึงถึงแผ่นดินและไพร่ฟ้า มิคู่ควรแก่การเป็นเจ้าแผ่นดินแม้แต่น้อย!

ขณะเดียวกัน เรื่องราวต่ำช้าสารพัดที่หลีอ๋องเคยกระทำต่อองค์รัชทายาทในอดีต ข้อกังขาเรื่องการสวรรคตอันเป็นปริศนาของอดีตจักรพรรดิ เพลิงผลาญตำหนักบูรพา ตลอดจนการแก่งแย่งอำนาจอย่างเอาเป็นเอาตายไร้ซึ่งคุณธรรมมนุษยธรรมระหว่างฮั่นหยางอ๋องกับหลีอ๋องหลังจากนั้น… ข่าวลือเหล่านี้ต่างถูกบอกเล่าปากต่อปาก พัดกระหน่ำประดุจพายุร้ายไปทั่วแดนหนานไห่ บดขยี้ชื่อเสียงของหลีอ๋องจนป่นปี้ลงสู่จุดต่ำสุด…

คมดาบยังมิทันได้ปะทะ คมวาจาและสงครามประสาทของทั้งสองฝ่ายก็ฟาดฟันกันจนดุเดือดเลือดพล่าน

และเห็นได้ชัดเจนยิ่งว่า ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นเบี้ยล่างอย่างน่าเวทนา… คือฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ประทับอยู่ไกลถึงเมืองหลวง!

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1474 หนทาง

 

บทที่ 1474 หนทาง

 

“ท่านแม่ทัพหลี่รีบลุกขึ้นเถิด!” โจวเหยี่ยนรีบเข้าประคองพลางเอ่ย “เสด็จปู่ไม่มีทางมองคนผิด ข้าขอฝากฝังทุกสิ่งไว้กับท่านแม่ทัพหลี่แล้ว! อยู่ที่นี่หาได้ลำบากอันใดไม่ ดีกว่ายามรอนแรมกรำศึกตลอดเส้นทางตั้งเท่าใด ท่านแม่ทัพหลี่สมควรจัดแจงสิ่งใดก็ทำไปตามนั้นเถิด มิต้องกังวลสิ่งใดให้มากความ!”

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าสำทับขึ้นเช่นกัน “นั่นสิ ท่านแม่ทัพหลี่ ตาแก่อย่างข้าขอถือวิสาสะเอ่ยสักคำ ที่มณฑลหนานไห่แห่งนี้ เจ้าตัดสินใจได้แต่ผู้เดียวเลย! กฎเกณฑ์ราชประเพณีอันใดนั้น รอให้ถึงเวลาอันควรเปิดเผยฐานะขององค์รัชทายาทแล้วค่อยว่ากันเถิด เฮ้อ แต่สถานการณ์เบื้องหน้ายามนี้… ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีความเห็นเช่นไรบ้าง?”

นี่คือสิ่งที่โจวเหยี่ยนให้ความสำคัญยิ่งยวดเช่นกัน เขาจึงพยักหน้า สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นยามหันไปกล่าวกับหลี่ฟู่ “เสด็จปู่ทวดกล่าวได้ถูกต้อง ท่านแม่ทัพหลี่ ยามนี้ฮั่นหยางอ๋องมิใช่เรื่องน่าวิตกอันใด ทว่าหลีอ๋องเข้ายึดครองบัลลังก์มังกรในเมืองหลวงไว้ได้แล้ว ยิ่งทอดเวลาเนิ่นนานออกไป ย่อมหวนกลับมาเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อพวกเรา! แต่หากคิดจะยกทัพบุกตีกลับขึ้นไปเมืองหลวง มีหรือจะทำได้โดยง่าย การศึกย่อมนำพามาซึ่งความพินาศฉิบหาย คนล้มตายบาดเจ็บล้วนเป็นราษฎรแห่งต้าโจวทั้งสิ้น ข้าไม่อาจทนเห็นได้ และเชื่อมั่นว่าเสด็จปู่กับเสด็จพ่อก็คงมิปรารถนาจะเห็นภาพเช่นนั้นแน่!”

“องค์รัชทายาททรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของราษฎรต้าโจวและเป็นโชคของแผ่นดินโดยแท้! หากเบื้องบนรับรู้ ย่อมต้องทรงเข้าข้างพระองค์เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ!” หลี่ฟู่ทอดถอนใจ “มิปิดบังองค์รัชทายาทและท่านอ๋องผู้เฒ่า ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่กระหม่อมกังวลใจอยู่เช่นกัน ท่านอ๋องผู้เฒ่าผ่านโลกมามากสายตากว้างไกล ไม่ทราบว่ามีข้อชี้แนะอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าขมวดคิ้วมุ่น “หนทางน่ะ… พอจะมีอยู่ทางหนึ่ง เพียงแต่มันเสี่ยงอันตรายจนเกินไป หากพลาดพลั้งขึ้นมา เกรงว่าพวกเราทุกคนคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น!”

ทั้งหลี่ฟู่และโจวเหยี่ยนต่างสะท้านวาบในอก

หลี่ฟู่จึงเอ่ยขึ้นทันควัน “ท่านอ๋องผู้เฒ่าลองกล่าวมาเถิด หากคุ้มค่าพอ กระหม่อมก็ไม่เกี่ยงที่จะเสี่ยง!”

“ข้าก็เช่นกัน!” โจวเหยี่ยนพยักหน้ารับอย่างแน่วแน่

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าปรายตามองทั้งสองแล้วทอดถอนใจ “ตลอดการเดินทางลงใต้ ข้าเฝ้าขบคิดปัญหานี้มาโดยตลอด หากคิดจะไม่ให้เกิดสงครามเข่นฆ่าและมิให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น… นั่นคือลอบแทรกซึมเข้าสู่เมืองหลวง แล้วจับตัวหลีอ๋องให้จงได้! จากนั้นจึงอ่านพระราชโองการของอดีตจักรพรรดิต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก!”

หลี่ฟู่และโจวเหยี่ยนชะงักงันไป ทว่าในใจกลับสว่างวาบขึ้นมาในทันใด

หลี่ฟู่กล่าวว่า “แม้แผนการนี้จะเสี่ยงไปสักหน่อย ทว่าหากวางแผนจัดแจงให้รัดกุม ก็ใช่ว่าจะไร้ทางสำเร็จ! เพียงแต่… หากเป็นเช่นนี้ องค์รัชทายาทก็จำต้องเสด็จร่วมขบวนเข้าเมืองหลวงไปด้วย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา กระหม่อมจะเอาหน้าไปพบอดีตฮ่องเต้และอดีตรัชทายาทได้อย่างไร!”

“ท่านแม่ทัพหลี่!” โจวเหยี่ยนหัวเราะร่วน “ท่านแม่ทัพไปได้ ไฉนข้าจะไปมิได้เล่า! ถึงป่านนี้แล้ว ยังมีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีก หากเรื่องนี้ทำการไม่สำเร็จ ข้าเองก็ไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว!”

หลี่ฟู่จึงกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กระหม่อมก็ไม่มีสิ่งใดจะคัดค้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าพยักหน้า ถอนหายใจยาว “พวกเจ้าเห็นพ้องต้องกัน ก็เอาตามนี้เถอะ! เพียงแต่เรื่องนี้ยังต้องวางแผนให้รอบคอบถี่ถ้วน ห้ามวู่วามเด็ดขาด ต้องตระเตรียมการทุกอย่างให้รัดกุมที่สุด!”

หลี่ฟู่และโจวเหยี่ยนต่างขานรับ

หลี่ฟู่นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ย “เอ่ยตามตรง เรื่องลึกซึ้งพรรค์นี้กระหม่อมมิค่อยสันทัดเท่าใดนัก ฮูหยินของกระหม่อมเป็นคนละเอียดรอบคอบ มิกลัวองค์รัชทายาทและท่านอ๋องผู้เฒ่าจะหัวเราะเยาะ การที่มณฑลหนานไห่สงบราบคาบลงได้และสามารถถอนรากถอนโคนสี่ตระกูลใหญ่ได้สำเร็จ ฮูหยินของกระหม่อมลงแรงออกความคิดไปมิใช่น้อย เรื่องนี้จะสามารถ…”

โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าสบตากัน ก่อนจะแย้มยิ้ม “ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่าหลี่ฮูหยินสติปัญญาเฉียบแหลม หากได้นางมาช่วยออกอุบายย่อมดียิ่งขึ้นไปอีก! อีกประการ เรื่องใหญ่โตปานนี้เดิมทีก็มิใช่สิ่งที่พวกเราเพียงสามคนจะวางแผนได้ครอบคลุมรอบด้าน เพียงแต่พวกเราไม่คุ้นเคยกับคนในมณฑลหนานไห่ ผู้ใดสมควรดึงเข้ามาร่วมการศึกนี้ได้บ้าง คงต้องรบกวนท่านแม่ทัพหลี่ช่วยเหน็ดเหนื่อยคัดสรรแล้ว!”

หลี่ฟู่ยินดียิ่ง รีบเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะยิ้มแย้ม “แบ่งเบาพระราชภาระขององค์รัชทายาท ย่อมเป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อปรึกษากันต่ออีกครู่หนึ่ง หลี่ฟู่จึงเตรียมจะนำพาคนทั้งสองไปพักผ่อน

โจวเหยี่ยนหัวเราะพลางห้ามไว้ “อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย! ข้ามิได้อ่อนแออย่างที่ท่านแม่ทัพคิดหรอก สองวันนี้เดินทางเอื่อยๆ พักผ่อนจนเรี่ยวแรงฟื้นคืนมาเกือบหมดแล้ว! เพื่อมิให้เป็นที่สงสัย วันหน้าท่านแม่ทัพปฏิบัติต่อพวกเราสองคนตามสบายเถิด มิต้องเกรงใจหรือยกย่องเป็นพิเศษ คิดเสียว่า… อืม คิดเสียว่าเป็นสหายของชิงเอ๋อร์ก็แล้วกัน! ให้ท่านแม่ทัพเรียกเสด็จปู่ทวดว่าผู้เฒ่าจวง และเรียกข้าว่าน้องชายจวงก็พอ! ส่วนความเป็นอยู่หลับนอน ก็ต้อนรับขับสู้ดั่งแขกเหรื่อธรรมดาทั่วไปเถอะ!”

“ถูกต้องแล้ว! แม้ที่นี่จะเป็นมณฑลหนานไห่ แต่ระวังตัวไว้ก่อนย่อมปลอดภัยที่สุด!” หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าพยักหน้าเห็นชอบ

หลี่ฟู่จึงยิ้มรับ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอน้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ คงต้องให้องค์รัชทายาทและท่านอ๋องผู้เฒ่าทนลำบากแล้ว!”

โจวเหยี่ยนหัวเราะหึๆ “ไม่มีสิ่งใดต้องลำบาก ท่านแม่ทัพหลี่อย่าได้เอ่ยวาจานี้อีกเลย! แล้วก็… ท่านแม่ทัพควรเปลี่ยนคำเรียกขานได้แล้วนะ!”

พลางยิ้มเสริมขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราที่เป็นแขกเหรื่อย่อมต้องไปคารวะเจ้าบ้านฝ่ายหญิงเสียหน่อยจึงจะถูกธรรมเนียม! ท่านแม่ทัพหลี่ ช่วยนำทางพวกเราไปสักเที่ยวเถิด!”

หลี่ฟู่ยิ้มกว้าง ผายมือเชื้อเชิญ “องค์รัช… กระแอม น้องชายจวง ท่านผู้เฒ่า เชิญ!”

ทั้งโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าต่างระเบิดเสียงหัวเราะร่า แล้วพากันก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังพร้อมกัน

ฝ่ายเหลียนฟางโจวครั้นได้ยินคนของหลี่ฟู่มาส่งข่าว ว่ากำลังพาสหายสองคนของน้องสาวเข้ามาทักทาย ก็รู้ทันทีว่าเป็นหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยน นางสะดุ้งตกใจ รีบลุกขึ้นเตรียมตัวออกไปต้อนรับ

แม้คำพูดของหลี่ฟู่จะสื่อว่าให้ปิดบังฐานะของทั้งสองไว้ก่อน ทว่านั่นคือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ของแท้ที่เสด็จมาเยือนถึงเรือน!

ต่อให้ไม่ต้องคุกเข่ากราบไหว้เต็มยศ ทว่าก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติต่อกันตามอำเภอใจได้เด็ดขาด

เหลียนฟางชิงที่กำลังนั่งคุยอยู่ด้วย พอได้ยินว่าโจวเหยี่ยนมา ก็ผุดลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ “พี่ใหญ่ ข้าขอตัวหลบออกไปก่อนนะเจ้าคะ!”

เหลียนฟางโจวปรายตามองนางอย่างอ่อนใจ ยิ้มพลางปราม “เจ้าจะหลบไปที่ใดกัน? ไม่ได้ยินที่พี่เขยเจ้าบอกหรอกหรือ ว่าพาสหายของเจ้ามาเยี่ยมเยียน ตัวเจ้าก็นั่งอยู่นี่ ได้ยินแจ่มชัดเต็มสองหู จู่ๆ จะลุกหนีไป มันน่าดูที่ไหนกัน? อยู่ข้างกายพี่นี่แหละ ใครก็กลืนเจ้าลงท้องไม่ได้หรอก!”

เหลียนฟางชิงยู่ปาก จำต้องเอ่ยเสียงอู้อี้อย่างขัดใจ “ก็ได้เจ้าค่ะ! ข้าจะนั่งติดกับพี่ใหญ่ และจะไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น!”

เหลียนฟางโจวขบขัน ละความพยายามที่จะโต้เถียงกับนาง จึงจูงมือน้องสาวเดินออกไปต้อนรับ

เมื่อพบหน้ากัน เหลียนฟางโจวยอบกายคำนับหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่า ก่อนจะเอ่ยทักทายถามไถ่โจวเหยี่ยนตามสมควร

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบสามัญชน กิริยาท่าทางจึงมิได้ยึดติดธรรมเนียมราชสำนัก ส่วนโจวเหยี่ยนนั้นยิ่งมีใจอยากเอาอกเอาใจว่าที่พี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้อยู่แล้ว ใบหน้าจึงประดับรอยยิ้มประจบประแจงเสียจนเหลียนฟางโจวแทบจะทนดูไม่ได้!

ครั้นพากันเข้ามานั่งในห้องโถง เหลียนฟางโจวสั่งให้คนยกน้ำชาขึ้นมาต้อนรับ แล้วสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

โจวเหยี่ยนแอบชำเลืองมองเหลียนฟางชิงที่นั่งอยู่ข้างกายพี่สาวเป็นระยะ ทว่าแม่ตัวดีกลับทำราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด หลุบเปลือกตาลงนิ่งสงบ ไม่ยอมปริปากเอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว

ท่าทีเช่นนั้นทำเอาโจวเหยี่ยนร้อนรนกระวนกระวายใจยิ่งนัก ทว่าติดที่อยู่ต่อหน้าหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจว จึงมิอาจทำสิ่งใดตามใจได้

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ากระตุกวูบอย่างแรง ในใจได้แต่กรีดร้องว่าช่างน่าขายหน้านัก! ขณะที่เหลียนฟางโจวนั้นกลั้นขำจนแทบแย่อยู่รอมร่อ!

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าทนดูต่อไปไม่ไหว จึงหาข้ออ้างแย้มยิ้มเอ่ยขอตัว แล้วรีบลากตัวโจวเหยี่ยนออกไปทันที

เหลียนฟางโจวลุกขึ้นเดินไปส่ง พลางยิ้มกล่าว “จะว่าไปพวกท่านเดินทางตรากตรำมาตลอดทาง สมควรไปพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน! มื้อค่ำข้าจะให้คนไปเชิญนะเจ้าคะ มาถึงที่นี่แล้ว หากต้องการสิ่งใดก็บอกกล่าวได้ทันที อย่าได้เกรงใจเป็นอันขาด!”

“ขอบใจหลี่ฮูหยินมาก! ในเมื่อพวกเราหน้าหนาบากหน้ามาถึงนี่แล้ว ย่อมไม่มีทางเกรงใจอยู่แล้วล่ะ!” หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าหัวเราะร่วน ทุกคนต่างยิ้มรับแล้วมองส่งทั้งสองเดินจากไป

ครั้นเห็นโจวเหยี่ยนเดินคล้อยหลังลับตาไปเช่นนั้น ใบหน้าน้อยๆ ของเหลียนฟางชิงก็พลันสลดลงทันควัน นางถลึงตาใส่แผ่นหลังของเขาอย่างเคียดแค้น ฮึดฮัดส่งเสียง ‘เฮอะ’ ในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขอตัวกลับไปพักผ่อนเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1473 จู่ๆ ก็พลันรู้สึกแปลกหน้า

 

บทที่ 1473 จู่ๆ ก็พลันรู้สึกแปลกหน้า

“มิใช่เจ้าค่ะ! มิใช่เช่นนั้นเลย!” เหลียนฟางชิงร้อนรนจนอยู่ไม่สุข รีบละล่ำละลักบอก “พี่สามมิได้รังแกข้าสักนิด! ข้า… ข้าเพียง…”

ทว่าพอคำพูดแล่นมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก นางกลับรู้สึกกระดากอายจนพูดไม่ออก

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกลับเอ่อท้นขึ้นมาเสียดื้อๆ นางโผเข้าสู่อ้อมกอดของเหลียนฟางโจวอย่างแรง ซบหน้าแนบชิดกับอกของพี่สาวพลางอู้อี้ถาม “พี่ใหญ่ ท่านจะไม่มีวันทอดทิ้งข้าใช่หรือไม่? ท่านจะรักและเอ็นดูข้าเช่นนี้ตลอดไป… ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

เหลียนฟางโจวตกใจกับการแสดงออกของน้องสาว รีบโอบกอดพลางลูบแผ่นหลังบอบบางเบาๆ ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พี่สาวจะหักใจไม่ดีต่อเจ้าได้อย่างไรกัน? ทั้งตัวข้า พี่เขย พี่ชาย และพี่สะใภ้ของเจ้า ล้วนแต่รักและหวังดีต่อเจ้าทั้งสิ้น! ชิงเอ๋อร์คนดีของพี่ เจ้าเป็นอะไรไป เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”

ขอบตาของเหลียนฟางชิงร้อนผ่าว นางกะพริบตาถี่ๆ ส่ายหน้าขณะยังคงซุกหน้าอยู่ในอ้อมอก แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ข้า… ข้าแค่รู้สึกว่า ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย และไม่รู้ว่าบั้นปลายสุดท้าย… ทุกสิ่งจะกลายสภาพไปเป็นเช่นไร… ข้า… ข้า…”

หัวใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ พลันฉุกคิดเข้าใจขึ้นมารำไร

เด็กสาวคนนี้เคยมีอารมณ์ตัดพ้อโศกเศร้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? เคยเปล่งวาจาทอดถอนใจปลงตกปานนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ไม่เคยเลยแม้แต่คราเดียว!

เยาว์วัยไร้เดียงสามิเคยประสีประสาต่อความทุกข์ระทม

ครั้นลิ้มรสความคิดถึง คะนึงหา… ริ้วความกังวลจึงแต้มระบายลงบนหัวคิ้ว

เห็นทีคงจะเผลอใจตกหลุมรักเข้าเสียแล้ว

เมื่อนึกถึงโจวเหยี่ยนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ความมั่นใจในข้อสันนิษฐานของเหลียนฟางโจวก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้น

นางอดลอบทอดถอนใจมิได้ ในคราแรกเพื่อต้องการแยกคนทั้งคู่ออกจากกันและเด็ดดอกรักที่เพิ่งผลิหน่อให้ขาดสะบั้น นางจึงตัดใจส่งตัวน้องสาวกลับไปยังบ้านเดิมโดยไม่ฟังคำทัดทาน

คิดว่าเรื่องราวคงจบลงเพียงเท่านั้น ใครเล่าจะคาดคิดว่าวาสนาผูกพันระหว่างคนเรานั้นแท้จริงแล้วคือสวรรค์ลิขิต ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด!

ในความมืดมิดย่อมมีลิขิตแห่งชะตากรรม ดูเอาเถิด… สวรรค์ก็ยังชักนำให้ทั้งคู่หวนกลับมาพานพบกันอีกจนได้!

ก็เปรียบเหมือนตัวนางกับหลี่ฟู่ คนที่ฐานะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สุดท้ายมิใช่ว่าจับพลัดจับผลูผ่านเหตุการณ์บังเอิญสารพัดจนได้มาครองคู่กันหรอกหรือ?

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เหลียนฟางโจวจึงค่อยๆ คลายความกังวลลง

ทว่า ในเมื่อโจวเหยี่ยนคือโอรสสายตรงขององค์รัชทายาท และหลี่ฟู่ก็เป็นขุนนางสายตรงขององค์รัชทายาทแต่เดิมอยู่แล้ว มิต้องเอ่ยปากก็รู้ว่าหลี่ฟู่ย่อมต้องยกย่องโจวเหยี่ยนเป็นนายเหนือหัวอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว… ชิงเอ๋อร์เล่า?

วันข้างหน้า หากโจวเหยี่ยนก้าวขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ นางจะทำเช่นไร?

หรือหากเขาก่อการล้มเหลวพ่ายแพ้ นางจะต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไรต่อไป?

เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกปวดขมับขึ้นมา อดมิได้ที่จะเวทนาและสงสารน้องสาวจับใจ ปัญหาที่แม่หนูคนนี้ต้องเผชิญนั้น ยิ่งใหญ่และซับซ้อนกว่าเรื่องราวของนางในอดีตมากมายนัก…

มิน่าเล่า นางถึงได้ดูเศร้าสร้อยและเคว้งคว้างถึงเพียงนี้

“ชิงเอ๋อร์ เจ้าเชื่อใจเขาหรือไม่?” เหลียนฟางโจวใคร่ครวญชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามขึ้นแผ่วเบา

ร่างบอบบางในอ้อมกอดสะท้านน้อยๆ เหลียนฟางชิงรู้ทันทีว่าพี่สาวมองทะลุปรุโปร่งถึงความในใจของตนแล้ว นางรู้สึกเก้อเขินจนใบหน้าร้อนผ่าว ส่งเสียงครางอู้อี้อย่างเอียงอาย นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้า… ข้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันสำคัญด้วยหรือเจ้าคะ? หากเขาคิดจะเปลี่ยน ต่อให้ข้าเชื่อหรือไม่ เขาก็เปลี่ยนอยู่ดี หากเขาไม่เปลี่ยน ต่อให้ข้าไม่เชื่อ มันก็ไม่เปลี่ยนเช่นกัน…”

“แต่สำหรับตัวเจ้านั้นต่างกันลิบลับ” เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างอ่อนโยน “หากเจ้าเชื่อใจเขา ในใจเจ้าจะสงบผ่าเผย ปลอดโปร่งเบาสบาย และลดทอนความทุกข์กังวลไปได้มากโข ทว่าหากเจ้าไม่เชื่อใจเขา มิต้องให้พี่บอก เจ้าก็ย่อมรู้ดีว่าควรต้องทำอย่างไร ซึ่งนั่นก็ช่วยตัดความฟุ้งซ่านไปได้มากเช่นกัน”

“ข้า…” ลำคอของเหลียนฟางชิงพลันตีบตัน นางเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก่อนส่ายหน้าช้าๆ “พี่ใหญ่ ข้าไม่รู้เลยเจ้าค่ะ! ข้า… ไม่รู้จริงๆ!”

เชื่อใจงั้นหรือ? ก่อนจะเดินทางมาถึงมณฑลหนานไห่ นางมั่นใจเต็มเปี่ยม นางเชื่อใจเขาหมดหัวใจ! ทว่าหลังจากย่างก้าวเข้าสู่เมืองหนานไห่ โดยเฉพาะหลังเห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้… นางกลับเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว

แม้หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและเขาจะไม่เคยเอ่ยปากบอกกล่าวกับนางตรงๆ แต่นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไรเล่า?

ต่อให้เริ่มแรกจะไม่ประสีประสา แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เฝ้ามองและขบคิดเพียงเท่านี้ นางย่อมตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งหมดแล้ว!

วันข้างหน้า… เขาจะต้องเป็นฮ่องเต้ การที่เขาเดินทางมายังมณฑลหนานไห่ ก็เพื่อก้าวเดินบนบันไดก้าวแรกสู่บัลลังก์มังกร

ถึงตอนนี้เองที่นางเพิ่งเข้าใจ ว่าแท้จริงแล้วในจิตใต้สำนึกของตนมีความต่อต้านเรื่องนี้อยู่ลึกๆ นางจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะคิดและไม่ยอมเผชิญหน้ากับมันมาโดยตลอด!

ทว่าวันที่บีบคั้นให้นางต้องเผชิญความจริง… ในที่สุดก็มาถึงจนได้!

ไม่รู้รึ?

เหลียนฟางโจวขมวดคิ้ว “ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าไม่เชื่อใจแล้วสินะ?”

“มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ!” เหลียนฟางชิงปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณทันควัน พอรู้ตัวว่าตนเองร้อนรนเกินไป ใบหน้าก็พลันแดงซ่าน เอ่ยอย่างเก้อเขิน “ข้า… ข้าแค่… ข้าไม่ควรระแวงเขาเลย แต่ว่า… เฮ้อ!”

นางผละตัวลุกขึ้นจากอ้อมอกของเหลียนฟางโจว เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความกลัดกลุ้ม ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้า พลางพึมพำ “พี่ใหญ่ ข้าเล่าให้ท่านฟังตรงๆ เลยแล้วกันเจ้าค่ะ!”

จากนั้นจึงถ่ายทอดภาพที่ตนได้เห็นและความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้เหลียนฟางโจวฟังอย่างละเอียดละออ

เหลียนฟางโจวฟังแล้วนึกอยากจะหัวเราะ จึงยิ้มพลางเอ่ย “แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เจ้าถึงกับไม่มั่นใจเลยหรือ?”

“แค่นี้ยังไม่พออีกหรือเจ้าคะ!” เหลียนฟางชิงลดมือลงแทบจะกระโดดตัวลอย เอ่ยด้วยความอัดอั้น “ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย มันเหมือน… เหมือนกับว่าข้าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยสักนิด! ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่แม้แต่จะปรายตามามองข้า ราวกับข้าเป็นเพียงคนนอกที่ไร้ตัวตน! วินาทีนั้น จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าเขาอยู่ไกลจากข้าเหลือเกิน และจะยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ…”

เหลียนฟางชิงทอดถอนใจ “พี่ใหญ่ หรือว่าข้าจะละโมบโลภมากเกินไป? ข้ามีชาติตระกูลเช่นไร? แล้วเขามีชาติกำเนิดเช่นไร? คนอย่างข้า… จะคู่ควรกับเขาได้อย่างไรกัน? เมื่อก่อนข้าไม่เคยแยแสเรื่องพวกนี้เลย แต่ตอนนี้… ข้ากลับหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ พี่ใหญ่ ท่านช่วยสอนข้าทีเถิด ข้าควรทำเช่นไรดี!”

“อย่าเพิ่งคิดฟุ้งซ่านไปไกล” เหลียนฟางโจวมองสบตานาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจริงจัง “ชิงเอ๋อร์ ในเมื่อในใจเจ้าตัดเขาไม่ขาดถึงเพียงนี้ ก็จงลองเชื่อใจเขาดูสักคราเถิด! ในสายตาของพี่ เขา… ก็ดูไม่เหมือนคนเนรคุณไร้น้ำใจเช่นนั้น! ทว่า… เจ้าต้องจำคำพี่ไว้ให้มั่น หากวันใดที่เขาเปลี่ยนใจไป เจ้าจงอย่าได้คุกเข่าอ้อนวอนขอร้องเขา และอย่าได้ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองจนสูญเสียตัวตน พี่ไม่มีวันทนเห็นชิงเอ๋อร์ของพี่ กลายเป็นสตรีน่าเวทนาที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีเพียงเพื่อร้องขอความโปรดปราน และยิ่งไม่อยากเห็นชิงเอ๋อร์ของพี่ กลายเป็นหญิงร้ายกาจจิตใจคดโกงเจ้าแผนการเพียงเพื่อแย่งชิงความรักใคร่เด็ดขาด!”

ใบหน้าของเหลียนฟางชิงซีดเผือดลง นางนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวมองดูแล้วรู้สึกสะท้อนใจด้วยความสงสาร จึงดึงนางเข้ามากอดแนบอกอีกครา พลางปลอบ “พี่สาวและพวกพี่ชายจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า! พวกเราคือสายเลือดที่ผูกพันกันแนบแน่นที่สุด!”

“อื้ม!” จิตใจของเหลียนฟางชิงผ่อนคลายลง นางช้อนสายตาขึ้น แย้มยิ้มสดใส “ตราบใดที่เขาไม่เปลี่ยน ข้าก็จะเคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา ไม่ทอดทิ้งกัน แต่หากวันใดเขาเปลี่ยนไป ข้าก็แค่หมุนตัวเดินจากมา ไม่เห็นมีสิ่งใดต้องไปแก่งแย่งชิงดี! อย่างไรเสีย ข้าก็ยังมีพี่ใหญ่ มีพี่รอง และมีพี่สามอยู่ทั้งคน!”

“ถูกต้องแล้ว!” สองพี่น้องสบตากันแล้วยิ้มออกมา

ณ ห้องโถงรับรองของเรือนหน้า หลังจากหลี่ฟู่ โจวเหยี่ยน และเหล่าขุนพลได้ปรึกษาหารือกันอยู่นาน ในที่สุดก็ยังมีมติให้ปิดบังข่าวเรื่องที่โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเดินทางมาถึงมณฑลหนานไห่ไว้เป็นความลับต่อไป

ทุกสิ่งทุกอย่าง ควรรอให้กำราบปราบปรามจิ้งหนานอ๋องให้พ่ายแพ้ราบคาบเสียก่อนค่อยว่ากัน

เหล่าแม่ทัพนายกองได้ยินดังนั้นต่างก็ลอบถอนหายใจโล่งอกพร้อมๆ กัน สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดในยามนี้ คือการที่โจวเหยี่ยนดึงดันจะเปิดเผยฐานะแล้วสั่งให้พวกเขายกทัพกรีธาพลขึ้นเหนือ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน

แม้จะไม่กลัวความตาย ทว่าความสูญเสียอันไร้ความหมายที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไฉนจึงต้องนำชีวิตไปแลกให้แหลกลาญไปด้วยเล่า?

ครั้นเหล่าขุนพลแยกย้ายกันออกไปแล้ว โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจึงได้พบกับหลี่ฟู่ตามลำพัง

ถึงตอนนี้ ทั้งสองจึงนำราชโองการที่อดีตจักรพรรดิทรงมอบไว้ให้หลี่ฟู่ ตลอดจนพระราชโองการแต่งตั้งโจวเหยี่ยนขึ้นเป็นรัชทายาทออกมาแสดง

ขอบตาของหลี่ฟู่พลันรื้นแดงขึ้นมาทันที เขาทรุดกายคุกเข่าหันหน้าไปทางทิศเหนือ โขกศีรษะลงคำนับสามครา จากนั้นจึงหันมาประสานมือค้อมกายทำความเคารพโจวเหยี่ยนอย่างเป็นทางการ “ขอไท่จื่อโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะทุ่มเทกำลังกายใจจนสุดความสามารถ มิกล้าทำให้พระมหากรุณาธิคุณของอดีตจักรพรรดิและความไว้วางพระทัยของไท่จื่อต้องสูญเปล่าพ่ะย่ะค่ะ! เพียงแต่ว่า… ในยามนี้ คงต้องทรงยอมทนลำบากปลอมพระองค์ไปก่อน!”

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1472 ปิดบังฐานะ

 

บทที่ 1472 ปิดบังฐานะ

จริงดังว่า หากหลีอ๋องล่วงรู้ว่าพระราชนัดดามาปรากฏตัวอยู่ที่มณฑลหนานไห่ มีหรือจะยอมนิ่งดูดาย

การต้องระดมพลทั่วทั้งแผ่นดินมาปราบปรามมณฑลหนานไห่ แม้จะมีชัยภูมิอันเป็นปราการธรรมชาติคอยคุ้มกัน ทว่าก็มิใช่ศึกที่รับมือได้โดยง่ายเลย

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น มณฑลหนานไห่มีกำลังคนจำกัด แล้วจะไปหาทหารใหม่มาเสริมทัพจากที่ใดเล่า? จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกรขับเคี่ยวกับราชสำนักทั้งแผ่นดินได้?

“เช่นนั้น… ฐานะของพระราชนัดดาก็ยังมิสมควรเปิดเผยใช่หรือไม่ขอรับ?”

เหล่าขุนศึกต่างพยักหน้าเห็นพ้อง พลางเอ่ยว่า “พวกผู้ใต้บังคับบัญชามิได้กลัวตาย เพียงแต่หากทำเช่นนั้น พวกเราจะตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เสียเปรียบจนเกินไป ไม่คุ้มค่าเลยสักนิด!”

หลี่ฟู่คลี่ยิ้ม “เรื่องนี้มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่จะเอาไข่ไปกระทบหิน! เรื่องข่าวคราวของพระราชนัดดา ขอให้พวกเจ้าช่วยกันปิดปากเงียบไว้ก่อน คอยดูท่าทีไปพลางๆ เรื่องนี้สลักสำคัญยิ่งยวด มิใช่เรื่องที่จะด่วนตัดสินใจได้ภายในวันสองวัน!”

ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง

จากด่านเหยาซานสู่เมืองหนานไห่ พวกเหลียนฟางชิงและเหลียนเช่อใช้เวลาเดินทางสองวันครึ่ง กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สาม ในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย

ม้าเร็วมุ่งหน้าเข้าเมืองไปแจ้งข่าวล่วงหน้านานแล้ว หลี่ฟู่และพวกพ้องจึงได้รับรายงานข่าวแต่แรก

เนื่องจากยังมิได้เปิดเผยฐานะ หลี่ฟู่จึงมิอาจยกขบวนออกไปต้อนรับนอกเมือง

รถม้าปะปนไปกับขบวนสัญจรของพ่อค้าและชาวบ้านทั่วไป ล้อไม้บดแล่นไปตามทางอย่างไร้สุ้มเสียง มิได้ดึงดูดสายตาผู้ใดให้หันมาเหลียวมองแม้แต่น้อย

โจวเหยี่ยนอดไม่ได้ที่จะเลิกม่านหน้าต่างขึ้นชำเลืองมองออกไปภายนอก ร้านรวงตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ ถนนหนทางกว้างขวาง ผู้คนเบียดเสียดขวักไขว่ นอกจากเครื่องแต่งกายและเค้าโครงหน้าตาของราษฎรจะแลดูแตกต่างจากชาวเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว บรรยากาศโดยรวมก็แทบไม่ต่างกันเลย

ทิวทัศน์แปลกตาระหว่างทางที่ผ่านมานั้นมีมากมายนัก โจวเหยี่ยนจึงมิได้ตื่นตะลึงงงงันดั่งเช่นวันวานอีกต่อไป

ทว่าเมืองหนานไห่แห่งนี้กลับต่างออกไป… เพราะที่นี่มีแม่ทัพหลี่

สถานที่แห่งนี้ จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเขาในกาลข้างหน้า ตลอดจนชี้ชะตาวาสนาของแผ่นดินต้าโจวทั้งมวล!

พลันนั้น โจวเหยี่ยนรู้สึกอึดอัดแน่นในอกขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งกดทับจนแทบหายใจไม่ออก จังหวะหัวใจเร่งรัวขึ้นอย่างฉับพลัน

“อาเหยี่ยน พี่เขยของข้าต้องยืนอยู่ข้างท่านอย่างแน่นอน!” มือน้อยอันนุ่มละมุนยื่นเข้ามากุมมือเขาไว้อย่างอ่อนโยน พร้อมกับสุรเสียงหวานใสที่แฝงไว้ด้วยความรักและผูกพันอันลึกซึ้ง

ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นเข้าเกาะกุมจิตใจของโจวเหยี่ยน หินก้อนใหญ่ที่ทับถมในอกประหนึ่งถูกยกออกไป ความรู้สึกโปร่งโล่งแผ่ซ่าน หัวใจที่เต้นรัวค่อยๆ สงบลง เขากุมมือน้อยของเหลียนฟางชิงตอบ พลางยิ้มแล้วพยักหน้า “อืม ข้าก็เชื่อใจเขา เสด็จปู่เอง… ก็ทรงไว้พระทัยเขาเช่นกัน!”

เหลียนฟางชิงแย้มยิ้ม ทั้งสองสบตากันด้วยความเข้าใจ

เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนมาถึงจวนสกุลหลี่ ก็แล่นตรงเข้าสู่เขตเรือนหลังทันที

ณ ลานหน้าห้องโถงใหญ่ของเรือนหน้า คนรับใช้และผู้ไม่เกี่ยวข้องถูกกันตัวออกไปจนหมดสิ้น หลี่ฟู่นำทัพขุนศึกอย่างหูต้าไห่ เซียวมู่ เฝิงชวี่จี๋ และนายทหารคนอื่นๆ แต่งกายเต็มยศตามลำดับขั้น ยืนตระหง่านสงบนิ่งรอคอยอยู่ด้วยความเคารพ

เมื่อโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าก้าวเข้ามาเห็นภาพขบวนต้อนรับอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ก็อดชะงักไปมิได้

หลี่ฟู่รีบนำเหล่าแม่ทัพนายกองคุกเข่าลงกราบกรานเบื้องหน้าโจวเหยี่ยนทันที เปล่งเสียงขานรับดังก้อง “ถวายบังคมพระราชนัดดา!” พลางโขกศีรษะทำความเคารพอย่างเต็มยศตามโบราณราชประเพณี

ท่วงท่าสง่างาม เคร่งขรึม เปี่ยมด้วยบารมีอันน่าเกรงขาม

ชั่วพริบตานั้น ความรู้สึกสะท้านสะเทือนอันแปลกใหม่พลันผุดขึ้นกลางอกของโจวเหยี่ยน สองบ่าพลันรู้สึกหนักอึ้ง ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่กำเนิดขึ้นในจิตวิญญาณ

มิต้องเอ่ยวาจาใด และมิต้องส่งสัญญาณหยั่งเชิง เขาย่อมเข้าใจเจตนาของพวกเขาอย่างแจ่มแจ้ง และพวกเขาก็ล่วงรู้ความมุ่งหมายของเขาเช่นเดียวกัน

“ท่านแม่ทัพหลี่ เหล่าแม่ทัพ และใต้เท้าทุกท่าน รีบลุกขึ้นเถิด!” โจวเหยี่ยนก้าวย่างอย่างสง่าผ่าเผย ก้าวไปข้างหน้าแล้วยื่นมือประคองหลี่ฟู่ขึ้นด้วยตนเอง

“ขอบพระทัยพระราชนัดดา!”

ทุกคนขานรับพร้อมเพรียง หลี่ฟู่ลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะ “พระองค์ทรงลำบากแล้ว กระหม่อมทั้งหลายละอายใจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!”

“มิใช่ความผิดของพวกท่านหรอก วันข้างหน้าข้ายังมีเรื่องต้องพึ่งพาพวกท่านอีกมากโข! ท่านแม่ทัพหลี่ ยามนี้เสด็จปู่เสด็จสวรรคตแล้ว เสด็จพ่อก็จากไปแล้ว… ท่านแม่ทัพหลี่และเหล่าขุนพลทุกท่าน จะยินดีติดตามเปิ่นกงหรือไม่?”

แววตาของโจวเหยี่ยนเป็นประกายเจิดจ้า สายตาคมกริบดั่งคบเพลิง

ริมฝีปากบางเม้มแน่น จับจ้องมองหลี่ฟู่ เด็กหนุ่มที่เมื่อวานยังหยอกล้อหัวเราะร่า ไม่ประสีประสาต่อความทุกข์ระทมในโลกหล้า เพียงชั่วข้ามคืนกลับราวกับลอกคราบเปลี่ยนเนื้อตัวใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!

เหลียนฟางชิงเฝ้ามองเขาพลันรู้สึกใจหายวูบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ในใจนึกยินดีไปกับเขา ทว่าลึกๆ กลับบังเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างประหลาด

ขณะเดียวกัน ความกังวลใจสายหนึ่งก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา…

เขาในท่าทีเช่นนี้ นางไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย

นี่เขาเปลี่ยนไปแล้ว หรือยังมิได้เปลี่ยนกันแน่?

จู่ๆ นางก็รู้สึกไม่มั่นคงในหัวใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน!

“พวกกระหม่อมขอถวายชีวิต ติดตามรับใช้พระราชนัดดาจนตัวตายพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่ฟู่และเหล่าขุนศึกเปล่งเสียงกึกก้องเปี่ยมล้นด้วยความจงรักภักดี เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวาน ยามที่พวกเขาทรุดกายคุกเข่าลงไปอีกครา

“ดี! ดียิ่ง!” ขอบตาของโจวเหยี่ยนรื้นแดงขึ้นเล็กน้อย เขายกมือขึ้นปรามทุกคนพลางเอ่ยอย่างฮึกเหิม “คำสัตย์ของพวกท่าน เปิ่นกงจะสลักไว้ในใจ และเปิ่นกงจะไม่มีวันทอดทิ้งพวกท่านเด็ดขาด! ลุกขึ้นกันเถิด!”

ทุกคนลุกขึ้นยืนตามหลี่ฟู่

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจึงก้าวขึ้นหน้าพลางแย้มยิ้ม “ในที่สุดก็มาถึงเมืองหนานไห่เสียที ไม่เสียแรงที่พวกเราตรากตรำรอนแรมกันมาตลอดทาง! ท่านแม่ทัพหลี่เอ๋ย ภารกิจของตาแก่อย่างข้าถือว่าลุล่วงแล้ว ต่อแต่นี้ไป ขอมอบพระราชนัดดาให้อยู่ในความดูแลของเจ้าแล้วนะ!”

หลี่ฟู่ยิ้มรับ “ท่านอ๋องเฒ่าตรัสหนักเกินไปแล้ว! เรื่องนี้หลี่ฟู่ย่อมมิอาจปฏิเสธ ทว่าหากท่านอ๋องเฒ่าคิดจะแอบอู้งานเห็นทีคงจะยาก นอกเหนือจากการศึกสงครามแล้ว เรื่องอื่นใดล้วนยังต้องพึ่งพาบารมีท่านอ๋องเฒ่าช่วยดูแลอยู่อีกมาก!”

เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่า ทุกคนก็อดที่จะส่งเสียงหัวเราะครืนมิได้

หลี่ฟู่และคนอื่นๆ ยังมีข้อราชการสำคัญต้องหารือกับหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยน จึงเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งสนทนากันในห้องโถงรับรอง

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเห็นเหลียนเจ๋อยืนปะปนอยู่ในหมู่ขุนศึก จึงกวักมือเรียกให้เขาเข้ามาพบหน้าเหลียนฟางชิง ทั้งยังเอ่ยทักทายพูดคุยกับเขาด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี

หลี่ฟู่หันไปยิ้มให้เหลียนฟางชิงอย่างอ่อนโยน “ชิงเอ๋อร์ รีบเข้าไปในเรือนหลังเถิด พี่สาวของเจ้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว!”

เหลียนเช่อยิ้มบางๆ พลางเอ่ย “ข้าไปด้วยดีกว่า! ไปกันเถอะ ชิงเอ๋อร์!”

“พี่สามเหลียนช้าก่อน” โจวเหยี่ยนรีบส่งเสียงรั้งไว้ “หากมิได้มีธุระด่วนอันใด พี่สามเหลียนช่วยอยู่รอก่อนเถิด!”

เหลียนเช่อนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือค้อมรับคำ

เหลียนฟางชิงเห็นว่าโจวเหยี่ยนไม่แม้แต่จะเหลือบมองตนเองแม้แต่น้อย นางแอบยู่ปากเล็กน้อย ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้หลี่ฟู่ เหลียนเจ๋อ และเหลียนเช่อ “พี่เขย พี่สอง พี่สาม… ชิงเอ๋อร์ขอตัวไปหาพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ แล้วก็พวกหลานๆ ก่อนนะเจ้าคะ!”

นางมิได้ปรายตามองโจวเหยี่ยนเช่นกัน แล้วหมุนตัวก้าวเดินจากไปทันที

ทว่ายามหันหลังเดินคล้อยออกมา สีหน้าของเหลียนฟางชิงกลับค่อยๆ สลดลงเล็กน้อย กระทั่งได้พบหน้าเหลียนฟางโจว สวีอี้หยุน ตลอดจนซวี่เอ๋อร์ อี้เอ๋อร์ เสี่ยวตวนอู่ และปี้เถา ใบหน้าของนางจึงพลันสว่างไสว เปล่งประกายความสดใสขึ้นมาอีกครั้ง

ผู้หญิงสามคนรวมกันก็เทียบเท่าโรงงิ้วหนึ่งโรง ยามนี้สตรีหลายนางอยู่รวมกับเด็กเล็กอีกหลายคน บรรยากาศจึงยิ่งทวีความครึกครื้นยิ่งกว่าโรงงิ้วเสียอีก

ยิ่งไปกว่านั้น การกลับมาอย่างปลอดภัยของเหลียนฟางชิง ย่อมหมายความว่าหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวจะหมดสิ้นความกังวลเบื้องหลัง ความยินดีปรีดาและความโล่งอกอย่างแท้จริงเช่นนี้หาสิ่งใดมาเปรียบปานมิได้เลย

หลังจากพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานอยู่นาน สรรพสิ่งจึงค่อยๆ สงบลง

ครั้นให้แม่นมพาเด็กๆ ออกไปพักผ่อน สวีอี้หยุนก็ปลีกตัวเข้าครัวไปจัดเตรียมสำรับอาหาร เหลียนฟางโจวจึงได้โอกาสดึงมือเหลียนฟางชิงเข้ามาพูดคุยความในใจกันตามลำพัง

“เป็นอะไรไปหรือชิงเอ๋อร์? ตอนก้าวเข้ามาทีแรก ข้าเห็นเจ้าดูเหมือนจะซึมๆ อมทุกข์ชอบกล ใครรังแกเจ้ารึ? เช่อเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?” เหลียนฟางโจวกุมมือน้องสาว พลางกวาดสายตามองสำรวจแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ

หากจะบอกว่าระหว่างทางเหลียนเช่อรังแกนาง เหลียนฟางโจวย่อมไม่มีทางปักใจเชื่อ

น้องสาวที่ทุกคนต่างเฝ้าถวิลหา พลัดพรากฟันฝ่าความยากลำบากมาเนิ่นนานจนได้กลับมาสู่อ้อมอก ใครเล่าจะหักใจรังแกนางลง?

ร่างของเหลียนฟางชิงสะท้านน้อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะบ่นพึมพำเสียงแผ่ว “พี่ใหญ่… ท่านดูออกด้วยหรือเจ้าคะ…”

“เช่อเอ๋อร์รังแกเจ้าจริงๆ รึ?” เหลียนฟางโจวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าเด็กคนนี้ นิสัยเสียตั้งแต่เมื่อไรกัน!”