บทที่ 1240 ยินดีทั่วหน้า
ต้องรู้ไว้ว่า แม้มณฑลหนานไห่จะมีการค้าขายกับจงหยวนแผ่นดินใหญ่อยู่บ้าง
แต่โดยมากเป็นพ่อค้าท้องถิ่นที่เดินทางไปเบิกของจากจงหยวนเสียมากกว่า
หาได้มีพ่อค้าจงหยวนเต็มใจเดินทางมาค้าขายในถิ่นนี้ไม่
สินค้าที่แลกเปลี่ยนกัน ก็มักเป็นผ้าไหม ชา เครื่องเคลือบ
และสิ่งของมีค่าต่าง ๆ น้อยนักที่จะมีผู้หอบหิ้วเครื่องสำอาง เครื่องแป้ง
หรือของเล็กน้อยเหล่านี้มา แม้มีติดมาบ้างก็เพียงเพราะผ่านทางสะดวก และหาได้เทียบเคียงความวิจิตรบรรจงเฉกเช่นในเมืองหลวงไม่
ดังนั้นจึงมีผู้ทนไม่ไหว
เอ่ยปากขอชมเครื่องประดับและเครื่องสำอางที่เหลียนฟางโจวหอบมาจากเมืองหลวงหลังมื้ออาหาร
โดยหลักแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นการเสียมารยาทไม่น้อย ฮูหยินผู้นั้นพอหลุดปากออกไป
ก็พลันรู้สึกตัวว่าพูดผิดไป ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นเป็นสีแดง
รีบลุกขึ้นยืนยิ้มพลางเอ่ยขอโทษอย่างกระอักกระอ่วน
ทว่าเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมา กลับมีผู้คนในที่นั้นเห็นพ้องอยู่มาก
จึงอดไม่ได้ที่จะช่วยพูดเข้าข้างนาง ต่างยิ้มพลางเอ่ยว่า ตนก็มีใจเช่นเดียวกัน
หาได้มีเจตนาล่วงเกินไม่ ก็เพียงเพราะเลื่อมใสอยากเห็น อยากเปิดหูเปิดตาเท่านั้น
ขอให้ฮูหยินหลี่เมตตา แบ่งปันให้ทุกคนได้ชื่นชมเป็นบุญตาเถิด
เหลียนฟางโจวรีบยิ้มพลางเชิญฮูหยินผู้นั้นให้นั่งลง
ก่อนหันไปยิ้มกล่าวกับทุกคนว่า “อะไรกัน จะนับว่าเป็นการล่วงเกินได้อย่างไร? หากบ้านใดมีของดีงาม แล้วนำออกมาให้ผู้อื่นได้ชม
ก็ยิ่งเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีมิใช่หรือ? ที่พวกพี่น้องอยากชม
นั่นเท่ากับมอบหน้าให้แก่ข้าแล้ว
เช่นนั้นข้าจะทำตัวไม่รู้คุณค่าถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเล่า? เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว
หากอยากดูก็จงดูตามใจเถิด!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนยิ้มพรายพร้อมเสียงหัวเราะ ชวนกันชมเชยว่าฮูหยินหลี่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี
จนบรรยากาศยิ่งครึกครื้นเบิกบานยิ่งกว่าเดิม
เหลียนฟางโจวจึงโบกมือเรียกหงอวี้ ให้เข้ามาก้มตัวเอียงหูใกล้ๆ
นางจึงกำชับถ้อยคำเบา ๆ ไปหลายประโยค หงอวี้จึงยิ้มรับคำ
ก้มตัวคำนับแล้วรีบออกไปทันที
แท้จริงแล้ว ที่เหลียนฟางโจวสั่งหงอวี้ต่อหน้าทุกคนนั้น
ก็เพียงเพื่อแสดงท่าทีให้เห็นเท่านั้นเอง ของเหล่านั้น
นางได้เตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่สามวันก่อน โดยพาปี้เถา ชุนซิ่ง และหงอวี้ช่วยกันจัดแจงเสร็จสรรพ
ครั้นทุกคนรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้น
ก็ย้ายไปนั่งพักดื่มชาในห้องโถงดอกไม้ได้เพียงชั่วเวลาจิบชาเท่านั้น
ก็มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งใจร้อน อดกลั้นไม่ไหว พลันเอ่ยขึ้นเตือน
ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะครืน
แต่ในแววตาของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
แสงประกายระยิบระยับสะท้อนอยู่ในดวงตา
เหลียนฟางโจวย่อมไม่ทำลายความคึกคักของทุกคน
จึงยิ้มพลางพาทุกคนไปยังโถงกลางของเรือนชั้นใน
หงอวี้ได้พาบรรดาสาวใช้จัดเตรียมสิ่งของตามที่เหลียนฟางโจวสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อบรรดาสตรีทั้งหลายเห็นหีบใหญ่หลายใบทำด้วยไม้จันทน์แดงและไม้มะเกลือประดับมุกเปล่งประกายวางอยู่บนโต๊ะ
ต่างก็พากันส่งเสียงฮือฮา ก่อนพูดคุยหัวเราะพลางกรูกันเข้ามา
เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนเปิดออกทีละหีบ ให้ทุกคนดูตามใจชอบ
ภายในมีทั้งปิ่นปักผมและเครื่องประดับนานาชนิด
มีกล่องเครื่องสำอางชุดเล็กเคลือบลายสีอ่อนใส่แป้งและน้ำหอม
มีกล่องหนึ่งใส่พัดหลากหลายชนิดทำจากวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งถุงหอมอันงดงาม พู่พัด
ผ้าเช็ดหน้า หยกห้อย และของประณีตเล็กน้อยอีกมากมาย ทำเอาทุกคนดวงตาพร่างพราว
จนมิรู้จะมองสิ่งใดก่อนดี
เอาแค่เพียงถุงหอม นอกจากที่ปักลวดลายด้วยไหมหลากสีแล้ว
ยังมีทำจากหยกขาว หยกเขียวทอง เงิน ทองแดงสีม่วง แก้วผลึก งาช้าง ฯลฯ ซึ่งมีการแกะสลักเป็นทรงกลม
เป็นลวดลายดอกไม้และลายต่าง ๆ ดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวา งดงามเล็กจิ๋ว
น่าทะนุถนอมยิ่งนัก
ส่วนเครื่องสำอางนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง พวกแป้งที่ใช้ผัดหน้า
เมื่อได้ลองก็พบว่าละเอียดนุ่มนวลเป็นพิเศษ ขาวสะอาดละมุน
พร้อมกลิ่นหอมบางเบาของดอกไม้ตามธรรมชาติ เมื่อทาบนผิวหน้าก็เกลี่ยได้เรียบง่าย
เนียนไม่เป็นก้อน ไม่จับตัวแข็ง
ทำให้ผิวเนียนนุ่มราวกับเปลือกไข่ที่เพิ่งลอกออกสดใหม่ ส่วนชาดทาปากนั้นกลับมีเฉดสีมากกว่าสิบชนิดทีเดียว!
ยังมีเครื่องประดับแกะสลักจากหยกจักรพรรดิสีเขียวน้ำงาม
เนื้อใสเปล่งประกาย ทั้งที่เป็นห้อยคอและกำไลแขน รวมถึงไข่มุก อัญมณีหลากชนิด
อำพันและขี้ผึ้งเหลือง นำมาประกอบเข้ากับทองคำ เงิน และงานลงยาปักขนนกกระเต็น อันวิจิตรตระการตา
ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือผู้ชาญฉลาด จนกลายเป็นปิ่นปักผม
ปิ่นเสียบกลางผม ปิ่นทรงสี่เหลี่ยมแบน ต่างหู กำลไลข้อมือ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือชั้นยอดที่หายากและประเมินค่ามิได้
สำหรับเครื่องประดับเหล่านี้
บรรดาสตรีทั้งหลายต่างเป็นผู้รู้ดูเป็นทั้งสิ้น
เพียงชำเลืองก็ทราบดีว่าล้วนมีค่ามหาศาล จึงได้แต่ยกขึ้นจับอย่างระมัดระวัง
ชื่นชมเอ่ยคำสรรเสริญไม่ขาดปาก แม้ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา
แต่กลับไม่มีผู้ใดบังอาจคิดหมายจะครอบครองแม้แต่น้อย
ทว่าพอเป็นพวกแป้งหอม เครื่องประทินผิว พัดงดงามหลากลวดลาย
หรือถุงหอมเล็กละเมียดละไมแล้วนั้น กลับไม่มีใครยับยั้งใจได้สักเท่าไร
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน นางฉีกยิ้มพลางเอ่ยขอแป้งหนึ่งกล่องจากเหลียนฟางโจว
แล้วก็พลันมีคนอื่น ๆ เอ่ยตามทันที โดยส่งเสียงเซ็งแซ่ขอเอาของที่ตนถูกใจ ก่อนจะรีบคว้าสิ่งที่ชอบขึ้นมาชูให้ดู
แล้วขอร้องให้เหลียนฟางโจวมอบให้
เหลียนฟางโจวทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ เอ่ยว่า “หากพวกท่านชอบ
เช่นนั้นภายหน้าข้าจะเขียนจดหมายไปบอกให้พ่อบ้านในเมืองหลวงจัดซื้อส่งมาให้เถิด
ของพวกนี้ส่วนมากข้าใช้แล้ว จะมอบเป็นของขวัญได้อย่างไรเล่า?”
แต่บรรดาสตรีทั้งหลายกลับมิได้ถือสา ต่างพากันหัวเราะเอ่ยว่า
“ไม่เป็นไรหรอก!” “ไม่มีปัญหา!”
มีคนถึงกับหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮูหยินหลี่มอบให้พวกเราครั้งนี้แล้ว
ครั้นเมืองหลวงจัดหาส่งมาคราวหน้า ก็มอบให้พวกเราอีกสักครั้งก็เท่านั้นเอง!”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนพากันหัวเราะครึกครื้น
เหลียนฟางโจวก็หัวเราะจนกลั้นไม่อยู่ เอ่ยว่า “หากพวกท่านไม่รังเกียจ
เช่นนั้นก็เอาไปเถิด!”
เหล่าสตรีต่างปลื้มปริ่ม พากันยิ้มกล่าวขอบคุณ
พลางหยิบของที่ตนได้มาเล่นอย่างรักใคร่ ดวงใจเบิกบานเปี่ยมสุข
แท้จริงแล้ว เมื่อตั้งตาแลเห็นของดีเต็มโต๊ะเช่นนี้
ต่างก็อยากได้ไปเสียทั้งหมด เพียงแต่เกรงใจ จึงไม่กล้าเอ่ยปากเท่านั้นเอง
แล้วทุกคนก็กลับมานั่งสนทนาดื่มชากันต่อ
ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ยิ่งแนบแน่นสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม
ครั้นถึงเวลาแยกย้าย เหลียนฟางโจวยังมอบของขวัญแก่ทุกคนอีกคนละชิ้น
เป็นกล่องไม้มะเกลือประดับมุก ขนาดกว้างเพียงฝ่ามือ ยาวราวหนึ่งศอก
แกะลายดอกไม้กิ่งงาม ภายในบรรจุผ้าไหมประดิษฐ์ดอกใหม่ล่าสุดจากวังหลวงหนึ่งคู่
ผ้าเช็ดหน้าสองผืนเป็นผ้าไหมสีน้ำฟ้าอ่อนหรือผ้าปักลายเมฆมงคล และสร้อยประคำสิบแปดเม็ดทำจากอำพันหรือขี้ผึ้งเหลือง
ประดับหัวพระพุทธรูปด้วยปี้สี่(ทัวร์มาลีน) หรือไข่มุก
แม้มิใช่ของล้ำค่าใหญ่โต
แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและความใส่ใจอย่างแท้จริง
ส่งแขกคนสุดท้ายออกไปแล้ว เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดเอว
พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอก
นางไม่ได้ออกแรงวางกลอุบายต้อนรับผู้ใดหนักหนามาเนิ่นนานแล้ว
ยิ่งวันนี้ต้องรับรองผู้คนเป็นกลุ่มใหญ่ จะไม่เหนื่อยก็เป็นไปไม่ได้!
ปี้เถาเห็นเข้าก็รีบก้าวมาประคอง พลางยิ้มเอ่ยว่า “หลายวันมานี้ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจัดเตรียมไปไม่น้อย
วันนี้ในที่สุดก็เสร็จสิ้นแล้ว กลับไปพักผ่อนกันเถิดเจ้าคะ!” จากนั้นก็หัวเราะต่อ “ดูท่าผลออกมาดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ
ฮิฮิ คนพวกนี้ช่างหลอกง่ายจริง ๆ เพียงฮูหยินใช้กลอุบายตบตาเล็กน้อย ก็หลอกพวกนางให้หลงหมุนวนอยู่รอบตัวแล้ว!”
เหลียนฟางโจวเดินไปด้านในพร้อมปี้เถาและสาวใช้อีกสองสามคน
ฟังคำพูดนั้นแล้วพลันหยุดก้าว หันมาส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า “หลอก? ตบตา? นั่นเจ้าพูดผิดแล้ว!
ข้ามิได้ตบตาพวกนาง ยิ่งไม่เคยมีใจคิดจะหลอกลวง หากจะคิดโกหกแล้วเล่า
เหตุใดต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเช่นนี้? สิ่งที่ข้าทำ
ล้วนด้วยใจจริง อยากผูกไมตรีกับพวกนาง ให้ได้เป็นมิตรสหายแท้จริงต่างหาก!
หนานไห่นี้มิใช่ของสี่ตระกูลใหญ่ แต่เป็นหนานไห่ของทุกผู้ทุกคน!
พวกตระกูลอื่นก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดจะก้าวขึ้นมา หากเราผูกสัมพันธ์กับพวกนาง
เกื้อหนุนให้ตระกูลของนางเจริญเติบโต ก็เท่ากับค่อย ๆ
บั่นทอนอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่ลงไป! หนานไห่ในวันหน้า ควรเป็นแผ่นดินที่แต่ละตระกูลได้เปล่งประกาย
มิใช่เพียงมีผู้เดียวครองอำนาจ! อย่าได้ดูแคลนพวกนางเลย ช่องโหว่นี้แหละ
จะต้องเริ่มเปิดจากพวกนาง! ข้าเองก็เป็นพ่อค้าแม่ขายเช่นกัน
นี่คือการค้าที่ยั่งยืนยาวนาน การผูกมิตรย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู
หากใช้เพียงเล่ห์หลอกล่อ จะมั่นคงได้อย่างไรเล่า?”
ปี้เถาแลบลิ้นพลางตบหน้าผาก แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าค่ะ ปี้เถาซาบซึ้งในคำสอนแล้ว!
ฮูหยินมองการณ์ไกลนัก ปี้เถาจะจดจำใส่ใจไว้ให้มั่น คราวหน้าเจออีก
ก็จะใช้ใจจริงเข้าหาก็แล้วกัน!”
เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ เอ่ยว่า “หน่อไม้ที่งอกงามยังสอนให้เป็นไม้ได้!
ใช้ใจจริงเข้าหากันก็ใช่ แต่ก็ต้องรู้จักระวังตัว อย่าให้ใครมาลวงหลอกได้
มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นคนโง่งมเสียแล้ว!”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน