วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1432 แผนการและการปะทะ

 

บทที่ 1432 แผนการและการปะทะ

ทว่าเมื่อพวกเขาจากไป กลับคล้ายกับว่าได้หอบเอาไออุ่นและความผูกพันที่คุ้นเคยไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงที่พักพิงอันเหน็บหนาวไร้ซึ่งความอาทรใดๆ

ปิงเหมยและปิงลู่ที่มิได้จากไปต่างมองภาพนั้นด้วยความสงสารจับใจ ทั้งคู่รี่เข้าไปหาพร้อมน้ำตา "ฮูหยิน ท่านยังมีพวกเรานะเจ้าคะ! พวกบ่าวจะไม่มีวันทิ้งท่าน จะขออยู่รับใช้เคียงข้างท่านตลอดไปเจ้าค่ะ!"

สวีอี้หยุนรู้สึกอุ่นซ่านในอก นางยิ้มออกมาพลางทอดถอนใจ "ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ ติดตามข้ามาตั้งแต่ยังอยู่บ้านตระกูลสวี ต้องคอยหวาดพะวงและเหนื่อยยากเพื่อข้ามาโดยตลอด ไม่เคยได้เสวยสุขอย่างสงบเลยสักวัน พอชีวิตเริ่มจะมั่นคง นึกว่าจะได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขไปจนแก่เฒ่า กลับต้องมาเจอเหตุพลิกผันเช่นนี้อีก... ข้าละละอายใจต่อพวกเจ้านักที่ต้องมาพลอยรับเคราะห์ เดิมทีข้าตั้งใจจะหาคู่ครองดีๆ ให้พวกเจ้าแต่งงานออกไปเสียหน่อย พอมาเป็นเช่นนี้ก็ต้องประวิงเวลาออกไปอีก"

"ฮูหยิน!" ปิงลู่และปิงเหมยทรุดลงร้องไห้แทบเท้า "พวกบ่าวเป็นเพียงสาวใช้ที่มีหน้าที่ปรนนิบัติท่าน คำว่าลำบากหรืออัปยศพวกบ่าวไม่กล้ารับไว้หรอกเจ้าค่ะ หลายปีมานี้เรานายบ่าวร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ท่านไม่เคยทุบตีหรือดุด่าพวกบ่าวเลย การได้อยู่รับใช้ข้างกายท่านคือวาสนาสูงสุดแล้ว ท่านกล่าวเช่นนี้จะให้พวกบ่าวเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเจ้าคะ!"

"เอาเถิดๆ เลิกพูดเรื่องนี้กันเสีย รีบลุกขึ้นเถอะ" สวีอี้หยุนปาดน้ำตาพลางพยุงทั้งคู่ขึ้น ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นงานเป็นการ "ยามนี้เรายังมีเรื่องต้องทำอีกมาก อย่างแรกคือต้องคุมปากคนในบ้านให้สนิท อีกประเดี๋ยวเจ้าไปตามพ่อบ้านและแม่บ้านที่ไว้ใจได้มาพบข้า ข้ามีเรื่องจะสั่งการ โชคดีที่คนในจวนเหลียนมีไม่มาก คงกำราบได้ไม่ยากนัก จากนั้นเตรียมรถ ข้าจะไปเยี่ยมเยียนพระชายาที่จวนหลิวจวิ้นอ๋อง เมื่อกลับมาเรายังมีงานต้องจัดการกันต่อ... อ้อ แล้วก็เรื่องพี่ซุนหมิง ให้พ่อบ้านแอบไปส่งข่าวให้เขาทราบเป็นการส่วนตัว เขาจะได้เบาใจ"

งานที่นางพูดถึงนั้น ทั้งปิงลู่และปิงเหมยต่างรู้ดี ทั้งคู่พยักหน้าพร้อมกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ทางด้านซุนหมิง เมื่อได้รับข่าวจากพ่อบ้านตระกูลเหลียนว่าพวกเหลียนเจ๋อออกจากเมืองได้สำเร็จ และในเมืองหลวงหลีอ๋องกับเซี่ยนอ๋องยังคงคุมเชิงกันอยู่จนไม่มีเวลามาแยแสพวกเขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ทว่าสวีอี้หยุนหารู้ไม่ว่า ก่อนหน้านี้ซุนหมิงเพิ่งจะเปิดศึกปะทะคารมกับซูซินเอ๋อร์ ภรรยาของเขาอย่างรุนแรง

ซูซินเอ๋อร์เมื่อรู้ว่าซุนหมิงแอบไปเตือนคนตระกูลเหลียนและตระกูลหลี่ให้หลบหนี ความระแวงแค้นก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง นางอาละวาดด้วยความอิจฉาริษยาอย่างไม่ลดละ

นางกล่าวโทษซุนหมิงซ้ำๆ ว่าในใจยังมีแต่เหลียนฟางโจว "นี่มันยามไหนกันแล้ว? คนอื่นเขาหนีกันหัวซุกหัวซุน แต่ท่านกลับถ่อไปหาเขาเองถึงที่! ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าถ้าหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋องรู้เข้า พวกเราจะมอดไหม้กันหมด! หึ พวกเราไม่ใช่ตระกูลหลี่หรือตระกูลเหลียนที่มีค่าพอให้เขาเก็บไว้ข่มขู่ใครนะ ถ้าเขาพาลขึ้นมาเขาก็ฆ่าเราทิ้งเหมือนหมูเหมือนหมานั่นแหละ! แม่เหลียนฟางโจวนั่นดีนักหรือ? ขนาดครอบครัวนาง ท่านยังยอมเสี่ยงตายเพื่อช่วย แล้วข้าล่ะ? ในสายตาท่านข้าเป็นตัวอะไร! ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าเรื่องแดงขึ้นมา ข้าต้องตายน่ะ! ชีวิตข้าในสายตาท่านมันไม่มีค่าเท่าเส้นผมเส้นเดียวของนางเลยใช่ไหม!"

ซุนหมิงไม่ใช่คนชอบทะเลาะ เมื่อเจอการด่าทอแบบสาดเสียเทเสียของภรรยาก็รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด เขาพยายามข่มโทสะแล้วปรามเสียงเข้ม "เบาเสียงหน่อย จะตะโกนไปทำไม กลัวคนเขาไม่ได้ยินหรืออย่างไร!"

คำพูดนั้นกลับเหมือนสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ซูซินเอ๋อร์ยิ่งโกรธจนหน้ามืด ร้องไห้ฟูมฟายไม่เลิก "ซุนหมิง! เจ้าคนเลือดเย็น! ข้าเป็นอะไรในใจเจ้า! ในเมื่อเจ้ากล้าทำ เหตุใดข้าจะพูดไม่ได้! ข้าจะไม่เบาเสียง ข้าจะร้องให้ชาวโลกได้รู้กันทั่ว เจ้าจะทำอะไรข้าได้!"

นางยังคงก่นด่าด้วยความแค้น "เหลียนฟางโจว! ชาตินี้ข้ากับเจ้าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้! ทำไมเจ้าถึงตามหลอกหลอนข้าไม่จบสิ้นเสียที เจ้าน่ะมัน—"

"หุบปาก!" ซุนหมิงเหลืออด เขาพุ่งเข้าไปตะครุบปากซูซินเอ๋อร์ไว้แน่น แววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพลางคำรามต่ำ "เจ้าอาละวาดพอหรือยัง! เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับฟางโจว? พวกเราล้วนมาจากหมู่บ้านต้าฟางเหมือนกัน ช่วยเหลือกันบ้างจะเป็นไรไป? นิสัยคุณหนูเอาแต่ใจของเจ้าเมื่อไหร่จะเลิกเสียทีเจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดไม่ว่าเจ้าจะเพียรพยายามเอาใจชุยเส้าซีเพียงใด เขาก็ไม่เคยรักเจ้า? ก็เพราะนิสัยแบบนี้ของเจ้าไงล่ะ ใครจะไปรักลง!"

"เจ้า... เจ้าว่าอย่างไรนะ!" ซูซินเอ๋อร์เบิกตาโพลงจ้องมองซุนหมิงด้วยความไม่อยากเชื่อ ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ก่อนจะละล่ำละลักถามเสียงสั่น "ซุนหมิง ท่านหมายความว่าอย่างไร?"

ซุนหมิงเห็นท่าทางทุกข์ระทมสิ้นหวังของนางก็แอบใจอ่อนวูบหนึ่ง ทว่าพอนึกถึงความไร้เหตุผลและการอาละวาดของนาง นึกถึงว่าเขานั้นวางมือจากฟางโจวไปนานแล้ว แต่กลับเป็นนางเองที่ยังปักใจอยู่กับชุยเส้าซี ซึ่งเขาก็ไม่เคยว่านางสักคำ แต่นางกลับคอยจ้องจับผิดและพาลใส่เขาตลอดเวลา!

เขาคิดว่าตระกูลซูยิ่งใหญ่นักหรือ? อย่างมากก็แค่เลิกกับภรรยาคนนี้ ลาออกจากราชการเสียก็สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องมาทนรับโทสะไร้สาระแบบนี้อีก!

"หมายความว่าอย่างไรเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ" ซุนหมิงแค่นยิ้มเย็น "เจ้ามันขี้อิจฉา อิจฉาที่ชุยเส้าซีรักฟางโจวแต่ไม่รักเจ้า เจ้าไม่กล้าโทษพี่ชายที่แสนดีของเจ้า และไม่กล้าโทษตัวเอง ก็เลยมาลงที่ฟางโจว! ทุกครั้งที่เจ้าตราหน้าว่าข้าคิดอย่างไรกับนาง นั่นมันก็แค่ข้ออ้าง แท้จริงแล้วมันคือหนามที่ปักอยู่ในใจเจ้าที่เจ้าอยากจะระบายออกมาก็เท่านั้น!"

"ท่าน!" ซูซินเอ๋อร์โกรธจนพูดไม่ออก ในใจนางรู้ดีว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสียทั้งหมด... แต่นางกลับไม่มีคำพูดใดมาโต้แย้งเขาได้เลย!

ซุนหมิงเองก็รู้สึกขมขื่นในอกไม่แพ้กัน ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตคู่กันมา เขารู้ดีว่านางดื้อรั้นและเอาแต่ใจเพียงใด ต่อให้ยามปกติจะดูประนีประนอมเหมือนราบรื่นดี แต่เขาก็รู้ว่าในใจนางยังคงมีพื้นที่ให้ชุยเส้าซีเสมอ

ทันใดนั้น ซุนหมิงรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เขาปล่อยมือจากซูซินเอ๋อร์แล้วเอ่ยเรียบๆ "วันหน้าอย่าสาดโคลนใส่ข้าตามใจชอบ และอย่าทำลายชื่อเสียงผู้อื่นตามอารมณ์อีก ถ้าเจ้ายังไม่เต็มใจจะแต่งกับข้า หรือยังถวิลหาพี่ชายของเจ้าอยู่ ก็เชิญคิดถึงไปเถิด ข้าจะไม่ว่าอะไรสักคำ แต่ขอร้อง... อย่าพาลใส่คนอื่นแบบนี้ เพราะมันทำให้เจ้าดูน่ารังเกียจที่สุด"

ซูซินเอ๋อร์โซเซถอยหลังไปทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ น้ำตาหลั่งไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

นางเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นใจ มีคำปฏิเสธและคำโต้แย้งมากมายที่อยากจะพ่นออกมา แต่กลับไม่มีคำใดหลุดรอดจากลำคอได้เลยสักคำ!

เป็นอย่างที่เขาว่าจริงหรือ? ไม่... ไม่ใช่! นางยังถวิลหาพี่ชายอยู่หรือ? ใช่... นางยังนึกถึงอยู่ แต่มิใช่ในเชิงชู้สาวอย่างที่เขาปรักปรำ นางเพียงแต่อยากรู้ว่าเหตุใดพี่ชายถึงยังไม่แต่งงาน และภรรยาในอนาคตของเขาจะเป็นสตรีเช่นไร... นางแค่อยากรู้เพียงเท่านั้นจริงๆ!

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1431 การตัดสินใจของสวีอี้หยุน

 

บทที่ 1431 การตัดสินใจของสวีอี้หยุน

"เจ้า—" เหลียนเจ๋อรู้สึกหน้ามืดฉับพลัน สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนทีละน้อย เขาพยายามเค้นแรงเฮือกสุดท้ายจ้องมองสวีอี้หยุนแล้วตะโกนถาม "หมายความว่าอย่างไร! เจ้าจะ—"

ยังไม่ทันสิ้นคำ โลกทั้งใบก็ดับวูบลง เขาสิ้นสติล้มพับไปในที่สุด

สวีอี้หยุนลุกขึ้นยืนเงียบๆ น้ำตารื้นขอบตา พึมพำเสียงแผ่ว "ข้าขอโทษ... แต่ข้าจำต้องทำ ในบรรดาคนที่อยู่ในเมืองหลวง ข้าคือผู้ที่มีความสำคัญน้อยที่สุด ดังนั้นคนที่ควรอยู่ต่อคือข้า ขอเพียงข้ายังปรากฏตัว ขอเพียงจวนของเรายังดูปกติสุขดี ก็จะไม่มีใครสงสัย... พวกท่านต้องหนีไปให้พึงปลอดภัยนะ!"

นางเร่งสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวออกจากห้องไป

อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องข้าง หลู่หมอมอ ปิงลู่ และปิงเหมย ต่างรออยู่พร้อมหน้า บนตั่งเตียงเต็มไปด้วยห่อสัมภาระน้อยใหญ่ เมื่อเห็นนางเข้ามา ทั้งสามก็รี่เข้าไปหา "ฮูหยินสอง!" เสียงเรียกนั้นสั่นเครือด้วยหยาดน้ำตา

สวีอี้หยุนยิ้มรับพลางส่ายหน้าเมื่อเห็นกองสัมภาระ "เหตุใดจึงขนไปมากมายนัก? นี่คือการลี้ภัย มิใช่การย้ายบ้าน รีบเปิดออกเถิด สิ่งใดไม่จำเป็นก็ทิ้งไปเสีย! ลวี่เหมย เจ้าไปดูฝั่งคุณชายสามว่าเตรียมการถึงไหนแล้ว แล้วคนที่จะไปรับพี่สะใภ้โจวกับอวิ๋นหานกลับมาหรือยัง?"

ยามนี้เมืองหลวงระส่ำระสาย ไร้ผู้ควบคุมสถานการณ์ กฎอัยการศึกในยามวิกาลจึงหย่อนยานลง

หลู่หมอมอรายงานความเรียบร้อยพลางช่วยปิงเหมยคัดเลือกของในห่อผ้า จนสุดท้ายเหลือเพียงสี่ห่อเท่านั้น

"แม่นม ข้าเชื่อใจท่านที่สุด" สวีอี้หยุนกุมมือหลู่หมอมอไว้แน่น กำชับด้วยเสียงสั่นเครือ "ระว่างทางฝากดูแลอี้เอ๋อร์ให้ดี ตราบใดที่เขาไม่เจ็บป่วย จงเร่งเดินทางอย่าได้หยุดพัก... แม่นม ข้าฝากท่านด้วย"

"ฮูหยิน ท่านจะรั้งอยู่เมืองหลวงจริงๆ หรือเจ้าคะ?" หลู่หมอมอถอนใจด้วยความเวทนา "ทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องมิใช่คนดี หากพวกเขาพาลโกรธลงที่ท่าน—"

สวีอี้หยุนยิ้มบาง "ตราบใดที่พี่เขยและพี่สาวยังมั่นคง พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก อย่างมากก็แค่สิ้นอิสรภาพ แต่กับอาเจ๋อ น้องสาม และอี้เอ๋อร์นั้นต่างออกไป หากพวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋อง ย่อมถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองกับพี่สาวและพี่เขยแน่ ส่วนข้านั้น..."

นางส่ายหน้ายิ้มๆ "สรุปคือ ข้าฝากพวกเขาทุกคนไว้กับท่านด้วย"

"แต่หากหลีอ๋องโทสะแรงกล้า ลงมือกับท่านขึ้นมา จะทำเช่นไร..."

"พวกเขาไม่โง่เขลาเพียงนั้น!" สวีอี้หยุนตัดบทอย่างเด็ดขาด "แม่นม อย่าได้กังวลหน้าพะวงหลัง อาเจ๋อกับอี้เอ๋อร์คือยอดดวงใจของข้า ข้าไม่อาจยอมให้ใครเป็นอันตรายได้ทั้งสิ้น ข้าเชื่อมั่นในตัวอาเจ๋อ เขาไม่มีวันทอดทิ้งข้าแน่ เขาจะต้องกลับมาช่วยข้าอย่างแน่นอน!"

เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของนาง หลู่หมอมอก็ได้แต่ถอนหายใจยาว แอบเบือนหน้าไปซับน้ำตาเงียบๆ

ครู่ต่อมา เหลียนเช่อก็มาถึง

เขาเรียก "พี่สะใภ้" ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและสับสน เห็นได้ชัดว่าเขาทราบการตัดสินใจของนางแล้ว

"น้องสาม" สวีอี้หยุนยิ้ม "เจ้าเตรียมตัวเสร็จหรือยัง? อีกสองวันอาเจ๋อจะฟื้น เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าต้องรั้งเขาไว้ให้ได้ อย่าปล่อยให้เขาทำเรื่องโง่เขลา! บอกเขาว่า... หากข้าต้องเป็นต้นเหตุให้พวกเจ้าเดือดร้อน ข้ายอมตายเสียยังดีกว่า!"

"พี่สะใภ้สอง" เหลียนเช่อเอ่ย "อี้เอ๋อร์จะขาดแม่ไม่ได้ หรือว่าท่านจะ—"

"น้องสาม!" สวีอี้หยุนน้ำเสียงจริงจัง "เจ้ากับอาเจ๋อต่างกันตรงไหน? หากเจ้าอยู่แทนได้ ข้าสู้ให้เขาอยู่เสียยังดีกว่า! ครั้งนี้... เชื่อข้าเถิด"

เหลียนเช่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า รับคำหนักแน่น "พี่สะใภ้สอง ข้าขอให้คำมั่น เมื่อถึงมณฑลหนานไห่ พวกเราจะหาทางช่วยท่านออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ท่านต้องอดทนไว้ อย่าได้ถอดใจเด็ดขาด พี่สองไม่มีวันทิ้งท่าน... พวกเราทุกคนก็เช่นกัน!"

สวีอี้หยุนตาแดงระรื่น พยักหน้าเบาๆ "ข้ารู้ดีว่าอาเจ๋อปฏิบัติต่อข้าเช่นไร วางใจเถิด ข้าจะรอ! ข้ายังอาลัยในตัวเขา อาลัยในตัวอี้เอ๋อร์... และพวกเจ้าทุกคน"

ขณะนั้นเอง โจวซื่อและหลี่อวิ๋นหานก็มาถึง ทั้งหมดจึงยุติการสนทนาลง

สองแม่ลูกตระกูลหลี่ไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นชัดเจนนัก แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เมื่อมีคนจากตระกูลเหลียนไปรับ พวกเขาก็คาดเดาได้ว่าต้องมีเรื่องด่วน จึงรีบตามมาทันที

เมื่อได้ฟังแผนการจากสวีอี้หยุนและเหลียนเช่อ ทั้งสองก็หน้าถอดสี ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์

ด้วยความสามารถและอาณาเขตที่หลี่ฟู่ครอบครองอยู่ ย่อมเป็นที่ยำเกรงของทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋อง เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ศึกต่อไปย่อมเป็นการกำราบหลี่ฟู่ แต่ในเมื่อหลี่ฟู่อยู่ไกลถึงหนานไห่ มือที่เอื้อมไม่ถึงย่อมต้องหันมาเล่นงานญาติมิตรที่อยู่ในเมืองหลวงแทน

"ไม่ควรชักช้า พรุ่งนี้รุ่งสางพวกท่านจงออกจากเมือง มุ่งหน้าสู่มณฑลหนานไห่โดยเร็วที่สุด! ข้าเตรียมการไว้หมดแล้ว เดินทางเรียบง่ายไร้พิธีรีตอง ขอเพียงถึงหนานไห่อย่างปลอดภัย ทุกอย่างย่อมดีเอง" สวีอี้หยุนกล่าว

โจวซื่อและหลี่อวิ๋นหานในตอนแรกก็รับคำพยักหน้าตามน้ำ ทว่าพอยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ โจวซื่อจึงโพล่งถามขึ้นว่า "อี้หยุน... ฟังจากน้ำเสียงเจ้า หรือเจ้าจะไม่ไปกับเราด้วย?"

สวีอี้หยุนยิ้มตอบ "หากไม่มีใครรั้งอยู่ จวนย่อมโกลาหล และอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝัน หากถูกสงสัยจนดึงดูดความสนใจเข้า พวกเราทุกคนย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือกองทหารที่ตามล่าแน่"

ก่อนที่ใครจะโต้แย้ง นางก็รีบอธิบายเหตุผลของการรั้งอยู่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว

โจวซื่อและหลี่อวิ๋นหานต่างสะท้อนใจ เมื่อเห็นเหลียนเช่อมีสีหน้าหม่นหมองและหลู่หมอมอที่ตาแดงก่ำ จึงทำได้เพียงถอนหายใจและเงียบเสียงลง

เช้าตรู่วันถัดมา รถมาพาสามัญสองคันขับเคลื่อนออกจากประตูหลังจวนตระกูลเหลียนอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าออกนอกเมืองไปอย่างเรียบง่าย

ทันทีที่พ้นเขตเมือง รถก็ควบทะยานมุ่งสู่ทิศใต้ด้วยความเร็ว!

เหลียนเช่อสั่งการให้คนขับเปลี่ยนเส้นทาง อ้อมไปยังมณฑลเจียงซีแทน

สองวันต่อมา เหลียนเจ๋อฟื้นขึ้นมา ยามนั้นพวกเขาอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปกว่าสี่ร้อยลี้แล้ว

เหลียนเช่อ โจวซื่อ และหลี่อวิ๋นหาน ต่างกังวลว่าเขาจะอาละวาดหรือแสดงท่าทีรุนแรง แต่ผิดคาด... แววตาของเหลียนเจ๋อเพียงสลดวูบและทอดถอนใจเพียงครั้งเดียว จากนั้นเขาก็ร่วมเดินทางลงใต้กับทุกคนโดยไร้ข้อโต้แย้ง จะมีเพียงยามที่เขาอุ้มบุตรชาย หรือยามที่อี้เอ๋อร์ร้องไห้หาแม่ในตอนกลางคืนเท่านั้น ที่แววตาของเขาจะสั่นไหวด้วยความเจ็บปวด

ทุกคนเห็นเช่นนั้นก็เบาใจลง ทว่าในความเบาใจกลับยิ่งทวีความสงสารจับใจ

หลังจากส่งพวกเขาลับตา สวีอี้หยุนนั่งอยู่ในห้องที่เคยอบอวลด้วยไออุ่น บัดนี้กลับเงียบเหงาจนใจหาย ความอ้างว้างเริ่มกัดกินพื้นที่ในหัวใจ

จากที่เคยมีลูกและสามีอยู่เคียงข้าง กลิ่นอายของ "บ้าน" ที่เคยคุ้นชิน... บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่นางจำต้องเผชิญลำพัง

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1430 ไปหรืออยู่

 

บทที่ 1430 ไปหรืออยู่

เหลียนเจ๋อรีบปลอบโยนภรรยาพลางกล่าวเสียงนุ่ม "เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเลย ใครใช้ให้สกุลเหลียนของเรามั่งคั่ง ทั้งพี่เขยยังเป็นถึงเว่ยหนิงโหวเล่า? ไม่ว่าเซี่ยนอ๋องหรือหลีอ๋องจะจ้องเล่นงานเราก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ใครจะไปคาดคิดว่ายามนี้เมืองหลวงจะวุ่นวายถึงเพียงนี้..."

"ท่านพี่ แล้วอีกสามวันเราจะทำอย่างไรดี? หรงเฟยอวี่ผู้นั้นโฉดชั่วอย่างไร้ยางอาย หากเขาไม่ได้เงินไป... เกรงว่าเขาจะไม่ยอมรามือแน่เจ้าค่ะ!" สวีอี้หยุนมองเขาด้วยสายตาซึ้งใจ ทว่าในใจกลับยิ่งทวีความกังวล

เหลียนเจ๋อรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เขาตริตรองครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "ช่างหัวมันเถิด! อย่างไรเสียก็ยืนกรานไปว่าไม่มี! ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าปล้นชิงซึ่งหน้า หากเขาทำเช่นนั้นข้าจะป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้เซี่ยนอ๋องย่อมไม่ยอมให้ชื่อเสียงตัวเองป่นปี้แน่ เจ้าอย่าได้กังวลนักเลย"

สวีอี้หยุนฝืนยิ้มตอบ ทว่าในใจยังคงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม

หลังจากปลอบโยนภรรยาเสร็จ เหลียนเจ๋อก็เริ่มวางแผนโยกย้ายทรัพย์สินส่วนใหญ่ของสกุลเหลียนออกไปให้เร็วที่สุด ซึ่งเรื่องนี้มิใช่เรื่องยาก เพราะนอกจากกิจการเบื้องหน้าที่ผู้คนรู้จัก สกุลเหลียนยังมีกิจการลับในชื่ออื่นอีกมากมาย เหลียนฟางโจวเคยปลูกฝังแนวคิด "อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน" ให้เขาไว้เป็นอย่างดี และเหลียนเจ๋อก็สืบทอดเจตนารมณ์นั้นได้อย่างไร้ที่ติ

คืนต่อมา เหลียนเจ๋อกลับมาถึงจวนในยามดึกสงัด

เมื่อคิดว่าจัดการทุกอย่างที่ควรทำไว้เรียบร้อยแล้ว และจินตนาการถึงใบหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยความเสียหน้าของไอ้สารเลวหรงเฟยอวี่ในวันมะรืนที่จะไม่ได้เงินแม้แต่ตำลึงเดียว เหลียนเจ๋อก็รู้สึกปลอดโปร่งใจยิ่งนัก

ภายในห้องนอน สวีอี้หยุนยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้แสงตะเกียงเพื่อรอเขากลับมา เช่นเดียวกับทุกคืนที่เขาทำงานดึกดื่น

"ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องรอนอนก่อนได้เลย เหตุใดถึงยังไม่พักผ่อนอีก" เหลียนเจ๋อเดินเข้าไปหาพลางยิ้มละไม

"อย่างไรเสียก็นอนไม่หลับเจ้าค่ะ" นางยิ้มตอบ พลางวางหนังสือในมือลงแล้วลุกขึ้นต้อนรับ "ท่านกลับมาแล้ว"

เหลียนเจ๋อกุมมือนางไว้ "ไปที่ห้องนอนเถิด เดี๋ยวข้าชำระกายเสร็จแล้วจะตามไป"

สวีอี้หยุนยิ้มอย่างอ่อนโยน "ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว วันนี้ให้ข้าได้ปรนนิบัติท่านเถิดเจ้าค่ะ"

ภายใต้แสงตะเกียงอันนวลตา ท่าทางและสีหน้าของนางดูอ่อนหวานราวน้ำนิ่ง ใบหน้าสวยนวลฉายรัศมีบางเบา รับกับดวงตาที่ฉายแววรักใคร่ลึกซึ้ง ทำเอาหัวใจของเหลียนเจ๋อสั่นไหววูบหนึ่ง

"ได้ เช่นนั้นก็ลำบากเจ้าแล้ว" ในใจของเหลียนเจ๋อเปี่ยมไปด้วยความยินดี เขามองนางด้วยสายตาอันเร่าร้อนพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก

สวีอี้หยุนถูกจ้องจนหน้าแดงซ่าน รีบเอ่ยแก้เขิน "ท่านไม่เหนื่อยหรือไร เหตุใดถึงจ้องข้าเช่นนี้!"

เหลียนเจ๋อหลุดขำ "คิก" พลางเย้า "จ้องเจ้าไม่ต้องใช้แรงเสียหน่อย จะเหนื่อยได้อย่างไร?"

"ท่านนี่!" สวีอี้หยุนหลุดหัวเราะออกมาเช่นกันพลางค้อนวงใหญ่ "ข้าคร้านจะสนใจท่านแล้ว!" จากนั้นนางจึงสั่งให้สาวใช้เตรียมน้ำร้อน ผ้าเช็ดตัว และเครื่องหอมต่างๆ

ครั้นชำระกายเสร็จ ทั้งคู่ก็กลับเข้าห้องนอน เหลียนเจ๋อโอบเอวนางไว้ สายตายิ่งดูรักใคร่และโหยหาขึ้นเรื่อยๆ

ทว่ามือเรียวของสวีอี้หยุนกลับยันหน้าอกเขาไว้เบาๆ เป็นเชิงห้ามพลางถามเสียงนุ่ม "วันนี้... ท่านจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ?"

"อื้ม เรียบร้อยหมดแล้ว" เหลียนเจ๋อตอบรับอย่างขอไปทีพลางเริ่มจะอดใจไม่ไหว "หยุนเอ๋อร์ เรื่องสัพเพเหระพวกนั้นเราค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถิดนะ..."

สวีอี้หยุนยิ้มหวานหยดย้อย นางโอบรอบคอเขาพลางปล่อยตัวปล่อยใจให้ซบลงในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งที่โอบรัดแน่นขึ้น...

หลังผ่านพ้นพายุสวาท ทั้งคู่โอบกอดกันอยู่บนเตียง สวีอี้หยุนที่ซบอยู่กับอกเขาพลันเอ่ยขึ้นเบาๆ "อาเจ๋อ ท่านยังจำท่านบัณฑิตซุนหมิงจากบ้านเกิดได้ไหมเจ้าคะ? วันนี้เขามาที่บ้านเรา"

"พี่ซุน?" เหลียนเจ๋อชะงักงัน ความง่วงมลายหายไปสิ้น เขารีบถาม "เขามาทำไม? มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า?"

แม้ช่วงสองสามปีที่เมืองหลวงเขาจะมิได้ติดต่อกับซุนหมิงบ่อยนัก และหากติดต่อก็มักจะเป็นเรื่องลับส่วนตัว ทว่าในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้การมาเยือนของซุนหมิงย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน

สวีอี้หยุนถอนใจเบาๆ "พี่ซุนบอกให้พวกเรา เช่อเอ๋อร์ รวมถึงพี่สะใภ้ใหญ่โจวซื่อและอวิ๋นหาน รีบออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าลงใต้ไปหาพี่สาวและพี่เขยโดยด่วนเจ้าค่ะ! อาเจ๋อ... พวกเรามัวแต่มองอยู่แต่ในกระดานจนตาบอด ถึงขั้นไม่รู้ตัวว่ามหันตภัยกำลังมาจ่อหน้าประตูบ้านอยู่แล้ว!"

เหลียนเจ๋อนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตระหนกจนหลั่งเหงื่อเย็นออกมาซึมแผ่นหลัง เขาพึมพำ "จริงด้วย... จริงด้วย มัวแต่มองอยู่ในกระดานจนตาบอด... ภัยพิบัติอยู่ตรงหน้านี่เอง..."

อดีตฮ่องเต้เสด็จสวรรคต ราชสำนักผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เดิมทีเขานึกว่าเรื่องนี้มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับตนเอง!

ทว่าตระกูลจูมีแค้นกับเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ หลี่ฟู่เองก็เคยปฏิเสธน้ำใจของหลีอ๋อง ยามนี้หลีอ๋องขึ้นครองราชย์ มีหรือจะละเว้นพวกเขา? อีกทั้งเซี่ยนอ๋องเองก็ดูท่าทางมิใช่คนใจบุญสุนทานอะไรเลย!

ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อรวมเข้ากับความมั่งคั่งของสกุลเหลียน และหลี่ฟู่ที่กุมกำลังทหารจนเปรียบเสมือน "พญามังกรครองแดนใต้" ที่หนานไห่ ไม่ว่าหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋องย่อมไม่มีวันปล่อยพวกเขาไปแน่!

ซุนหมิงคงจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง จึงยอมเสี่ยงภัยมาเตือนพวกเขาในเวลาเช่นนี้

เหลียนเจ๋อยิ่งคิดยิ่งร้อนรน เขาจึงกล่าวทันที "พี่ซุนพูดถูกที่สุด หยุนเอ๋อร์ พรุ่งนี้เช้าเจ้าพาเช่อเอ๋อร์และอี้เอ๋อร์ไป ข้าจะส่งคนไปแจ้งพี่สะใภ้โจวและอวิ๋นหาน ให้พวกเจ้าออกจากเมืองหลวงทันที! พอพ้นเขตเมืองหลวงแล้วให้ปลอมตัว ตลอดทางต้องระวังให้มาก! ขอเพียงถึงหนานไห่พวกเจ้าก็จะปลอดภัย พี่สาวกับพี่เขยคุมหนานไห่ไว้ทั้งหมด ที่นั่นไม่มีใครกล้าหาเรื่องพวกเจ้าแน่นอน!"

สวีอี้หยุนเงยหน้าจ้องมองเขาเขม็ง พลางถามเสียงเรียบ "พวกเราไปกันหมด... แล้วท่านล่ะ?"

"ข้าต้องอยู่ต่อ" เหลียนเจ๋อบรรจงจุมพิตที่หน้าผากนาง ความรู้สึกไม่อยากพลัดพรากอันรุนแรงถาโถมเข้ามาในใจ เขามองนางด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ประหนึ่งอยากจะสลักภาพนางไว้ในกระดูกและหลอมรวมไว้ในกระแสเลือด

"ข้าจำเป็นต้องอยู่ต่อ" เหลียนเจ๋อยิ้มบางๆ พลางอธิบาย "ตราบใดที่ข้ายังปรากฏตัว ย่อมไม่มีใครสงสัยว่าพวกเจ้าหนีออกจากเมืองหลวงไปแล้ว จะถ่วงเวลาได้วันหนึ่งก็ยังดี! พวกเจ้าลำบากหน่อยนะ เร่งเดินทางให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงหนานไห่ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง!"

เมื่อเห็นสวีอี้หยุนยังคงจ้องมองตนด้วยสายตาที่นิ่งสงบ เหลียนเจ๋อได้แต่ลอบถอนใจพลางปลอบนุ่มนวล "หยุนเอ๋อร์ อย่าได้กังวล! ข้าเป็นบุรุษ อยู่ในเมืองหลวงย่อมจัดการอะไรได้ง่ายกว่า ต่อให้พวกเขารู้ว่าถูกหลอกแล้วอย่างไร? เหอะ ตราบใดที่พี่สาวกับพี่เขยยังปลอดภัยดี พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรข้าเด็ดขาด! ต่อให้ข้าตกอยู่ในมือใคร เขาก็ต้องเลี้ยงดูข้าอย่างดี พี่สาวกับพี่เขยต้องมาช่วยข้าแน่นอน!"

สวีอี้หยุนเอ่ยขึ้นเบาๆ "แต่พวกเขาจะใช้ท่านมาข่มขู่พี่สาวกับพี่เขยนะเจ้าคะ"

เหลียนเจ๋อยิ้ม "ลำพังข้าคนเดียวมีน้ำหนักไม่พอหรอก! เพราะฉะนั้นพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องดูแลข้าให้ดี! แต่ถ้าหากพวกเราทั้งหมดตกอยู่ในมือพวกเขา เรื่องราวมันคงต่างออกไป เพราะฉะนั้นหยุนเอ๋อร์... พวกเจ้าต้องไป และต้องไปอย่างปลอดภัย!"

ดวงตาของสวีอี้หยุนร้อนผ่าว นางอดใจไม่ได้ที่จะจุมพิตเขาอย่างลึกซึ้ง หลังจากผ่านพ้นบทรักอันแสนเศร้าและอาลัยรัก นางก็กระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ "อาเจ๋อ ข้าสัญญากับท่าน ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี! ท่านเองก็เช่นกัน พาอี้เอ๋อร์ไปด้วย และดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะเจ้าคะ! ครอบครัวของเรา... จะต้องได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้งแน่นอน!"

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1429 รำลึกความหลัง ณ เมืองหลวง

 

บทที่ 1429 รำลึกความหลัง ณ เมืองหลวง

เช้าวันต่อมา ทั่วทั้งเมืองหลวงต้องสั่นสะเทือนด้วยข่าวลืออันน่าสะพรึงกลัว: เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำเพียงชั่วข้ามคืนได้เปลี่ยนตำหนักบูรพา (ตงกง) ให้กลายเป็นทะเลเพลิง ทั้งองค์รัชทายาท, พระชายาเอก, พระนัดดา, พระนัดดารอง, ท่านหญิงน้อย รวมไปถึงเหล่านางสนม กำนัล และขันทีรับใช้ทั้งหมด ต่างสิ้นชีพในกองเพลิงอย่างไร้ทางหนีรอด!

เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป เหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวงตกอยู่ในความตื่นตระหนกและหวาดผวา ทว่าในความกลัวนั้นกลับมีความกระหายใคร่รู้อย่างบ้าคลั่งแฝงอยู่!

การผลัดแผ่นดินอยู่ตรงหน้าแล้ว... บ้างยินดี บ้างโศกเศร้า!

ครั้นอดีตฮ่องเต้ (เซียนตี้) ทรงทราบข่าว ก็ถึงกับประชวรหมดสติไปทันที

เมื่อฟื้นคืนสติ ทรงเรียกหาหลีอ๋องให้เข้าเฝ้าข้างแท่นบรรทม ว่ากันว่าหลังจากนั้นมีราชทูตพิเศษรุดออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ตะวันตกเฉียงเหนือโดยด่วน...

ทว่าราชทูตผู้นั้นจะไปถึงตะวันตกเฉียงเหนือหรือไม่ กลับไม่มีใครล่วงรู้ อย่างน้อยทางฝั่งหย่งอ๋อง ก็ไม่มีทีท่าว่าได้รับพระราชโองการใด ๆ เลย

หรือจะกล่าวว่า... มีราชทูตผู้นั้นจริงหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องยากจะยืนยัน

หลังจากหลีอ๋องเข้าวังได้เพียงสองวัน อดีตฮ่องเต้ก็เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน ในตอนนั้นเอง เซี่ยนอ๋องก็นำกำลังพลบุกเข้าวัง พร้อมป่าวประกาศก้องว่าหลีอ๋องคือผู้วางยาพิษปลงพระชนม์!

หากมิใช่เพราะหลีอ๋องเจ้าเล่ห์เพทุบายและมีซูเฟยคอยหนุนหลังอยู่ในวัง หรือหากขุมกำลังของเซี่ยนอ๋องกล้าแกร่งกว่านี้อีกนิด หลีอ๋องคงติดกับดักของเซี่ยนอ๋องจนสิ้นชื่อไปแล้ว!

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ฟังถึงตรงนี้ก็ลอบสบตากัน ทั้งคู่เคยคิดว่าหลีอ๋องเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อนเพื่อขึ้นครองราชย์ นึกไม่ถึงว่าเบื้องหลังจะมีเหตุการณ์ซับซ้อนเพียงนี้

หลีอ๋องเองก็เพิ่งตระหนักในตอนนั้นว่า น้องสามผู้ดูสุภาพเรียบร้อยและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กลับมีความทะเยอทะยานซ่อนไว้อย่างล้ำลึก! ถึงตอนนี้เขาย่อมกระจ่างแจ้งแล้วว่า... เรื่องของอวี้อ๋อง แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของใคร!

ทว่าตัวเขาเองก็มิได้มือสะอาด เพราะแม้เพลิงไหม้ตำหนักบูรพาเขาจะมิได้เป็นคนสั่งการโดยตรง แต่กลับเป็นฝีมือของน้องเมียอย่าง คุณชายสามตระกูลจู ที่เป็นผู้วางแผนทั้งหมด!

หลังจากคุณชายสามจูถูกเหลียนฟางโจวซ้อนแผนจนต้องอัปยศขายหน้า ณ คฤหาสน์หมื่นเหมย เขาได้กลับไปกบดานที่บ้านเกิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลอบกลับเข้าเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ แม้ไม่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน แต่ความเคลื่อนไหวทุกอย่างในเมืองหลวงกลับมิอาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้

ยามที่อดีตฮ่องเต้ประชวรหนัก ความคิดอันบ้าคลั่งและหาญกล้าก็ผุดขึ้นในใจของคุณชายสามจู!

เขารู้ดีว่า ตราบใดที่อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ และหลีอ๋องยังมิได้ขึ้นครองราชย์ เขาจะไม่มีวันชำระแค้นกับเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ได้เลย! และหากแค้นนี้มิได้ชำระ เขาก็ยอมตายเสียยังดีกว่า

ดังนั้น เขาจึงลอบเข้าพบหลีอ๋องในช่วงที่พระอาการของฮ่องเต้ทรุดหนัก พร้อมเปรยเป็นนัยให้กำจัดตำหนักบูรพาเสียเพื่อชิงบัลลังก์!

แม้หลีอ๋องจะใจคอเหี้ยมโหด แต่เมื่อเทียบกับคุณชายสามจูที่ถูกความแค้นบังตาแล้ว เขากลับมีความกล้าน้อยกว่ามาก จึงลังเลใจและมิได้ตอบตกลงในตอนแรก

เรื่องนี้ทำให้คุณชายสามจูนึกดูแคลนในใจ: 'ในเมื่อมีใจปรารถนาแล้ว จะลังเลไปใย? ลาภลอยมิได้ตกจากสวรรค์ หากไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะได้ลูกเสือได้อย่างไร?'

คุณชายสามจูจึงวางแผนอย่างประณีตและลงมือเปลี่ยนแผนการให้กลายเป็นความจริง จนตำหนักบูรพามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านเพียงชั่วข้ามคืน!

เมื่อตำหนักบูรพาสิ้นซาก หลีอ๋องก็ไม่มีทางถอยอีกต่อไป!

จวบจนหลีอ๋องถูกเรียกตัวเข้าวังเพื่อปรนนิบัติอาการประชวร สำหรับคุณชายสามจูนี่คือโอกาสทองที่ต้องลงมือ

ส่วนความสงสัยของผู้คนน่ะหรือ? จะมีความหมายอะไร! ขอเพียงนั่งบนบัลลังก์ให้มั่น อำนาจเด็ดขาดในการตัดสินความถูกผิดย่อมอยู่ในมือ!

ทว่าหลีอ๋องยังคงลังเล! เขาคิดว่าในเมื่อตำหนักบูรพาสิ้นชื่อไปแล้ว การจะไปตำหนิคุณชายสามจูย่อมไร้ประโยชน์ แต่เขาอยากให้เรื่องจบลงเพียงเท่านี้

ในเมื่อเสด็จพ่อเรียกเขาเข้าวังในเวลาเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าทรงมีใจเอนเอียงมาทางเขาแล้ว เหตุใดเขาไม่รอให้เสด็จพ่อเสด็จสวรรคตตามธรรมชาติเล่า?

อย่างไรเสีย นั่นก็คือเสด็จพ่อของเขา! ตั้งแต่เล็กจนโต นอกจากตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เสด็จพ่อทรงรักใคร่เขาเสมอมา เขาจะลงมือทำร้ายได้อย่างไร? อีกทั้งภายใต้รัศมีบารมีของเสด็จพ่อ... พูดตามตรงคือเขาเองก็มิกล้าพอ...

ครั้งนี้คุณชายสามจูมิได้ลงมือเอง แต่กลับลอบส่งจดหมายนิรนามไปถึงเซี่ยนอ๋อง หลีอ๋องไม่เคยระแวงเซี่ยนอ๋องผู้แสนอ่อนโยนและไร้จริตทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากอวี้อ๋องสิ้นชีพอย่างปริศนา คุณชายสามจูกลับพุ่งเป้าไปที่เซี่ยนอ๋องทันที

เมื่อถูกเพ่งเล็ง ร่องรอยย่อมปรากฏ การสืบสาวราวเรื่องจากปลายด้ายไปหาความจริงนั้นมิใช่เรื่องยาก

ยิ่งกว่านั้น เซี่ยนอ๋องพยายามรักษาภาพลักษณ์อันบริสุทธิ์เพื่อสั่งสมอำนาจอย่างลับ ๆ ทำให้เขามีปัญหาเรื่องงบประมาณ กิจการหลายอย่างของเขาเปรียบเสมือนมีเพียงกระดาษบาง ๆ บังหน้าไว้ เพียงแค่สะกิดนิดเดียวก็ขาดสะบั้น มิอาจทนทานต่อการสืบสวนได้เลย!

เซี่ยนอ๋องแม้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งจดหมาย แต่เขาก็ถูกถ้อยคำในจดหมายล่อลวงอย่างเลี่ยงไม่ได้

หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียเขาก็ตัดสินใจในที่สุด!

ต่อให้ผู้ส่งสารจะประสงค์ร้าย เขาก็ต้องยอมเสี่ยง!

เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่า หลังจากอวี้อ๋องตาย เสด็จพ่อที่เคยพิโรธจัดกลับเปลี่ยนพระทัยไม่สั่งถอดถอนหลีอ๋องเป็นสามัญชน นั่นเพราะทรงเริ่มสงสัยในตัวเขา! บัดนี้ยังทรงเรียกหลีอ๋องเข้าวังไปเฝ้าไข้ แสดงชัดแจ้งว่าบัลลังก์นี้ไม่มีวันตกถึงมือเขาแน่นอน!

อดทนมานานปี จะให้ยอมแพ้ง่าย ๆ ได้อย่างไร! ต่อให้ต้องตาย เขาก็ต้องสู้สักตั้ง

ความลับไม่มีในโลก ในเมื่อเสด็จพ่อสงสัยเขาได้ สักวันหลีอ๋องก็ต้องสงสัยเขาเช่นกัน หากวันใดหลีอ๋องได้เป็นฮ่องเต้ มีหรือจะปล่อยเขาไว้? ไม่มีวัน!

เซี่ยนอ๋องจึงตัดสินใจเสี่ยงลงมือใช้สายลับในวัง วางยาพิษปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ แล้วนำกำลังเข้าปรากฏตัวทันทีเพื่อป้ายความผิดให้หลีอ๋อง

อีกเพียงนิดเดียว... เขาก็จะสำเร็จแล้ว!

ทว่าเขาหารู้ไม่ว่า "อีกเพียงนิดเดียว" นั้น คือระยะห่างที่เขาไม่มีวันก้าวข้ามไปได้

เพราะทุกอย่าง... ล้วนอยู่ในกำมือของคุณชายสามจูมาตั้งแต่ต้น...

เรื่องราวเหล่านี้ บางส่วนเหลียนเจ๋อได้รับรู้มา และบางส่วนเขาก็เพิ่งจะมาประติดประต่อได้ในภายหลัง หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวที่นั่งฟังอยู่ต่างก็รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก

ใครจะคาดคิดว่าในเวลาเพียงไม่นาน เมืองหลวงจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ถึงเพียงนี้!

เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เป็นไปตามที่เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่เคยได้ยินมา หลีอ๋องที่ขึ้นครองราชย์อย่างรีบร้อนเกิดศึกภายในกับเซี่ยนอ๋อง เมืองหลวงกลายเป็นสนามรบที่วุ่นวายโกลาหล

ในตอนนั้นเอง คุณชายหรงแห่งจวนซิ่งหยางโหวที่เคยนอนสลบไสลมานานก็ "ฟื้นคืนสติ" ขึ้นมา และเขาก็คือคนของเซี่ยนอ๋องนั่นเอง

ในขณะเดียวกัน คุณชายสามจูก็กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้งด้วยท่วงท่าสง่างามและภูมิฐาน!

ทว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว คุณชายหรงอาศัยอำนาจของเซี่ยนอ๋อง ในฐานะคนสนิทที่ทรงอิทธิพล เขาถึงขั้นพากำลังคนบุกไปหาถึงจวนสกุลเหลียน

เขากล่าวอย่างโอหัง บังคับให้เหลียนเจ๋อ "หยิบยืม" เงินให้เซี่ยนอ๋องเป็นจำนวนสามล้านตำลึง พร้อมทิ้งคำขาดว่า อีกสามวันจะส่งคนมาเอาเงิน!

เงินสามล้านตำลึงใช่ว่าเหลียนเจ๋อจะหามาให้ไม่ได้ ทว่าเขามีหรือจะยอมมอบเงินให้คุณชายหรง?

นอกจากความแค้นที่คุณชายหรงเคยทำไว้กับเขาและสวีอวี้หยุน ที่ชาตินี้ไม่มีวันสมานฉันท์กันได้แล้ว หากเขามอบเงินนี้ให้เซี่ยนอ๋อง มิเท่ากับเป็นการประกาศว่าสกุลเหลียนเลือกเข้าข้างเซี่ยนอ๋องหรอกหรือ?

สกุลเหลียนผูกพันกับหลี่ฟู่ การทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวให้หลี่ฟู่ชัด ๆ!

สวีอวี้หยุนรู้สึกเจ็บปวดและละอายใจอย่างยิ่ง นางโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด หากไม่ใช่เพราะนาง หรงเฟยอวี่คงไม่จองล้างจองผลาญสกุลเหลียน และสกุลเหลียนคงไม่ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้!