วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1377 ความเคลื่อนไหวของสกุลเหลียง

 

บทที่ 1377 ความเคลื่อนไหวของสกุลเหลียง

คำพูดนั้นทำให้ใจของหลี่ฟู่พลันอบอุ่นและเบิกบาน เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า “ก็แน่อยู่แล้ว เป็นเมียของข้า ยังไงก็รู้จักห่วงใยข้า!”

คำพูดนี้ทำเอาเหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นางจูงแขนเขา พินิจดูตามเนื้อตัวเขา แล้วถามว่า

“ข้าได้ยินคนรับใช้รายงานว่า ท่านกับเขาต่อสู้กันในสวนจนวุ่นวายอลหม่าน รุนแรงนัก...ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

“ไม่เลย!” หลี่ฟู่ยิ้ม รีบตอบ “จริงๆ นะ หากข้ามีแผล จะปิดบังเจ้าพ้นได้อย่างไร? ถูกเจ้าจับได้ก็คงถูกดุ สู้สารภาพตรงๆ เสียยังจะได้เห็นเจ้าห่วงใยข้าหน่อย!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะอีกครั้ง แล้วแสร้งค้อนเขาเบาๆ

“จะว่าไป ข้าไม่ได้อยากดุท่านเพราะชอบหรอกนะ! ก็เพราะเป็นห่วงต่างหาก ท่านนี่ก็ช่างมีความเห็น! ในเมื่อไม่เป็นอะไร ก็ดีแล้ว รีบเข้าไปพักในห้องในเสีย!”

หลี่ฟู่ที่วุ่นวายไม่หยุดมาตลอดหลายวันก็เริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไหนจะการต่อสู้ที่กินแรงไปมาก เขาจึงมิได้ขัดข้อง รีบยิ้มรับแล้วตรงเข้าไปพัก

ตกค่ำ อาการไข้สูงของหงอวี้ก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจก็ไม่ร้อนจี๋จนชวนตกใจอีกแล้ว นางยังฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่ง แม้ยังดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง แต่แววตากระจ่างขึ้นอย่างชัดเจน และยังดื่มน้ำอุ่นได้หลายอึก

เหลียนฟางโจวดีใจยิ่งนัก ทุกคนก็พากันโล่งใจไปตามกัน

ปี้เถาผ่อนลมหายใจ ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “คืนนี้ฮูหยินคงได้พักผ่อนอย่างสบายเสียที ข้าบอกแล้วว่าหงอวี้เป็นเด็กมีบุญ ยังไงก็ต้องฟื้นแน่นอน!”

ชุนซิ่งก็ยิ้มเสริม

“ฮูหยินพักให้เต็มที่เถอะเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าบางทีหงอวี้อาจได้มาคารวะท่านแล้วก็ได้!”

เหลียนฟางโจวยิ้มตอบ “ก็ขอให้สมคำพวกเจ้านั่นล่ะ! ใจข้าค่อยสงบลงเสียที!”

เช้าวันถัดมา ได้ข่าวว่าหงอวี้แม้ยังไม่สามารถมาคารวะนางได้ แต่ไข้สูงก็แทบจะหายหมดแล้ว และรู้สึกตัวดีขึ้น ถึงกับร้องหิว กินโจ๊กข้าวกล้องได้ไปหนึ่งชาม แม้ใบหน้ายังซีดเซียวไปบ้างจากการเสียเลือด แต่ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ

เหลียนฟางโจวจึงสั่งคนให้ไปกำชับให้นางพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ต้องรีบร้อน อีกทั้งยังให้ครัวเคี่ยวถ้วยรังนกเลือดให้ทุกวัน พร้อมซุปบำรุงโลหิตและพละกำลัง และจัดให้สาวใช้สองนางผลัดเวรกันดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้านหลี่ฟู่ก็กลับมาตะลุยงานอีกครั้ง เขาต้องพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับสกุลเหลียง ซึ่งบางคดีย้อนกลับไปถึงเจ็ดแปดปีก่อน หลี่ฟู่รำคาญใจนัก จึงโยนให้เสนาบดีและที่ปรึกษาจัดการไปเสียทั้งหมด

เฉพาะแค่คดีลักลอบขุดแร่เหล็กและทองก็ถือเป็นโทษประหารแล้ว เพียงรอจับเหลียงจิ้นได้ก็จะจัดการพร้อมกัน ส่วนคดีอื่นก็แค่เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม

โดยนำทรัพย์สมบัติมหาศาลของสกุลเหลียงมาชดเชยให้บางส่วนเท่านั้น

นอกเหนือจากตัวการและสมาชิกแกนนำแล้ว เหล่าข้ารับใช้ ยาม และคนงาน ยังต้องแยกประเภทลงโทษตามสถานการณ์ บ้างถูกปลด บ้างถูกขาย บ้างถูกส่งไปทำงานหนัก

อีกทั้งยังมีทรัพย์สินมากมายที่ต้องลงบัญชี ทั้งร้านค้า โรงเตี๊ยม โรงสุรา ที่ดิน และเหมืองอีกสองแห่งที่ต้องจัดการตามขั้นตอน

ยังมีเหมืองแร่เหล็กอีกแห่งที่ยังหาไม่เจอ รวมถึงแผนที่ภูมิประเทศ เอกสารรายละเอียด และโกดังที่เก็บทองคำและแร่เหล็กจำนวนมหาศาลก็ยังไม่พบ

แทบทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ทุกครั้งที่เจอปัญหาล้วนต้องรายงานมาขอคำตัดสินจากเขา ทำให้ช่วงนี้หลี่ฟู่แทบไม่มีเวลาหายใจ

ส่วนเบาะแสของแผนที่ เอกสาร และโกดังเหล่านั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของสกุลเหลียง คาดว่าคงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ตำแหน่งแน่ชัด แม้เขาจะสอบปากคำนายท่านอาวุโสใหญ่ของสกุลเหลียงอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้อะไรเลย!

สุดท้ายเขาก็ใจไม่แข็งพอ จะใช้โทษทรมานหรือข่มขู่ด้วยชีวิตของคนรุ่นหลัง เขาทำไม่ลงจริงๆ ทำได้เพียงปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอยู่เช่นนั้น พร้อมกับส่งคนออกไปสืบหา

หากเป็นเรื่องอื่นยังพอถ่วงเวลาได้

แต่โกดังที่เก็บทองและแร่เหล็กมหาศาลนี้ จำเป็นต้องรีบหาตัวให้พบ เพราะของเหล่านี้จะต้องส่งขึ้นเมืองหลวงให้ทัน หากทางราชสำนักมีใครสงสัยว่าเขาคิดจะปิดบังหรือยักยอกเอาไว้เอง แล้วฟ้องกราบทูลขึ้นไป คงหลีกไม่พ้นพายุอีกลูก!

ทางด้านเรือนหลังของจวนตระกูลหลี่ เมื่อเทียบกับความอึกทึกก่อนหน้า บัดนี้กลับสงบราบเรียบลงมาก…

    ลั่วกว่างสั่งคนให้แอบจับตาดูม่อเว่ยอยู่หลายวัน ก็ไม่ได้พบความเคลื่อนไหวใดผิดสังเกต พฤติกรรมของเขาล้วนเปิดเผยไร้การปิดบังลั้วกว่างจึงค่อยวางใจลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่กล้าประมาทเต็มที่

แต่เขาก็เชื่อในคำพูดของแม่ทัพ—ชายผู้นี้บาดเจ็บสาหัส เขาไม่กล้าออกจากจวนหลี่แน่!

อย่างน้อยภายในครึ่งปีนี้ อาการบาดเจ็บของเขาไม่มีทางฟื้นตัวได้

ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ เขาย่อมไม่กล้าก่อเรื่องใดในจวนตระกูลหลี่

มีข้อยืนยันเช่นนี้ คืนๆ ก็หลับได้สบายขึ้น

วันหนึ่ง ม่อเว่ยไม่รู้แอบลอบเข้ามาในเขตประตูชั้นในได้อย่างไร ก่อนจะเดินทอดน่องมาถึงลานฝึกยุทธ์อย่างสบายอารมณ์

แต่ไกลๆ เขาก็เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังฝึกกระบี่ แสงเงินวูบไหวท่ามกลางการร่ายรำ แม้ท่วงท่ายังติดความเยาว์วัยอยู่บ้าง แต่ก็มีระเบียบแบบแผนไม่เลว ร่างกายก็ดูปราดเปรียวคล่องแคล่ว

อีกไม่กี่ปีต่อไป มิแน่ว่าอาจเก่งเกินครูได้

สายตาของม่อเว่ยอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว แม้เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนกำลังเผยสีหน้าที่เรียกว่า “อ่อนโยน” อยู่บนใบหน้า ซึ่งทำให้ความเย็นชาเลือนหายไปบางส่วน

ที่ยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ทันสังเกตเลยว่า—เหมือนตนเอง “ยิ้ม” ออกมาแล้ว รอยยิ้มนั้นแผ่วเบานุ่มนวล ชวนให้คนที่เห็นรู้สึกถึงคำว่า “อบอุ่น” เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยมีมาก่อนเลยในอดีต

ม่อเว่ยก้าวฉับๆ เข้าไป ตั้งใจลงน้ำหนักเท้าให้ดัง ก่อนจะร้องว่า “เฮ้!”

เด็กชายสะบัดกระบี่หยุดท่า หันมามองเขาตาเขม็ง

“อีกแล้วเหรอ? เจ้าจะมาอะไรอีกเล่า!”

ม่อเว่ยเลิกคิ้ว ยิ้มเหย้า “คุณชายน้อย เจ้าดูจริงจังยิ่งกว่าบิดาเจ้าเสียอีก! อายุเท่าไรกันเอง ทำหน้าเข้มขึงขังเช่นนี้ ไม่ดีเลยนะ!”

เด็กชายจ้องเขาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะฮึดฮัด “ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า! พ่อข้าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เจ้าอยู่หน้าเรือน แล้วมาทำไมถึงที่นี่!”

เขาสะบัดกระบี่ในมือ พลางกล่าวอย่างมุ่งมั่น “ข้าต้องฝึกกระบี่อย่างหนัก! พอข้าโตขึ้น ข้าจะต้องเอาชนะเจ้าให้ได้!”

“ดี ข้าจะรอดู!” ม่อเว่ยเลิกคิ้ว พูดขึ้นเสียงราบเรียบ

ฟังดูไม่ได้จริงจังนัก คล้ายตอบส่งๆ กับเด็กดื้อคนหนึ่ง

เด็กชายรู้สึกเหมือนถูกดูแคลน ยิ่งฮึดขึ้น “อืม! งั้นเจ้าก็รอให้ดี! ข้าทำได้แน่!”

ม่อเว่ยเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อย ยืนนิ่งไม่พูด

เด็กชายจึงว่า

“ไปได้แล้ว! ข้าจะฝึกกระบี่ต่อ!”

ม่อเว่ยแปลกใจ

“เจ้าฝึกของเจ้าไปสิ ข้าไม่รบกวนหรอก”

เด็กชายส่ายหน้า “นอกจากพ่อข้า ข้าไม่ชอบให้ใครดูตอนข้าฝึกกระบี่!”

คำพูดนี้ทำเอาม่อเว่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “งั้นข้าถามเจ้าหนึ่งคำ เจ้าตอบมา ข้าก็จะไม่รบกวนอีกแล้ว”

“วันนั้น เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้นั้น?”

ม่อเว่ยชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่สองต้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

กิ่งก้านแน่นหนาใบไม้หนาทึบ พันเกี่ยวกันราวกับเป็นผืนเดียว

เขาอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว และคำถามนี้ก็ติดคาใจเขามาตลอดหลายวันเช่นกัน

ที่เขาไม่ยอมจากไป ยังอยู่ที่นี่ แม้จะถูกหลี่ฟู่คนนั้นเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนหนึ่งก็เพราะคำถามนี้เช่นกัน…

 

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1376 – นักฆ่า “ม่อเว่ย”

 

บทที่ 1376 – นักฆ่า “ม่อเว่ย”

หลี่ฟู่ยกมือขึ้น ห้ามลั่วกว่างและคนอื่น ๆ ที่กำลังจะพูด แล้วหันไปทางบุรุษในชุดครามเข้มที่นั่งอยู่บนพื้น กล่าวเสียงเรียบว่า

“หากข้าเดาไม่ผิด ท่านคือ ‘ม่อเว่ย’ มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานใช่หรือไม่?

แม้เจ้าจะเป็นนักฆ่า แต่ชื่อเสียงก็ยังพอมีอยู่บ้าง ครั้งนี้ข้ายอมปล่อยเจ้าไป หวังว่าเจ้าจะรู้จักประพฤติตนให้ดี!”

ลั่วกว่างและคนอื่น ๆ อุทานออกมาเบา ๆ สีหน้าพลันซีดเผือด

ชื่อของม่อเว่ย เขาก็เพิ่งเคยได้ยินหลังจากมาถึงมณฑลหนานไห่ไม่นาน ทว่า หากสามารถรั้งตำแหน่งมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานให่ และอันดับสามของใต้หล้าได้จริง

ก็แสดงว่าฝีมือมิใช่ธรรมดาแน่นอน!

คิดไม่ถึงเลยว่าคนสกุลเหลียงจะลงมือรวดเร็วขนาดนี้ ยังเตรียมแผนรับมือถึงขั้นลอบจ้างนักฆ่าเช่นนี้มาด้วย!

แต่ด้วยสถานะเช่นนี้ ก็ยิ่งไม่ควรปล่อยเขาไปเด็ดขาด! แล้วนายท่านกำลังคิดอะไรกันแน่—

ม่อเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วกล่าว “สายตาท่านแม่ทัพช่างเฉียบแหลมนัก! แต่ว่าข้าแพ้แล้ว ก็จะไม่จากไป ไม่เช่นนั้น จะไม่เท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงที่ท่านแม่ทัพเพิ่งกล่าวชมอย่างนั้นหรือ? ข้าน่ะนะ ยังทำเรื่องขายหน้าต่อวงการตนเองไม่เป็นหรอก!”

ลั่วกว่างและพวกถึงกับตะลึงอีกรอบ

ต่างคนต่างสบตากัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ นักฆ่าคนหนึ่งกับเหยื่อของการลอบสังหาร คนหนึ่งดันจะให้ไป อีกคนกลับยืนกรานจะอยู่

ฟังดูยังไง ๆ มันก็แปลกเกินไปแล้ว!

หลี่ฟู่มองเขาแน่นิ่ง ไม่กล่าวอะไรอีก

ม่อเว่ยกระตุกมุมปากเล็กน้อย แล้วถามว่า “สาวใช้เมื่อคืน เป็นอย่างไรบ้าง?”

หลี่ฟู่แค่นเสียงเย็น “ต้องขอบคุณเจ้านั่นล่ะ ยังไม่ฟื้น!”

ม่อเว่ยล้วงเอาขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ “เด็กคนนั้น คงกำลังมีไข้สูงใช่หรือไม่? ยานี่มีสรรพคุณลดไข้เป็นเลิศ! แน่นอน ถ้าท่านแม่ทัพไม่เชื่อ จะโยนทิ้งก็สุดแล้วแต่!”

หลี่ฟู่ส่งสัญญาณตาให้ทหารข้างกาย ทหารผู้นั้นก็รีบรับขวดกระเบื้องเคลือบมาด้วยความระมัดระวัง แล้วยื่นส่งให้

หลี่ฟู่เหลือบตามองเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบว่า “ดี เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ต่อเถอะ แต่เจ้าต้องให้สัตย์ปฏิญาณ อย่าได้คิดเล่นตุกติกใด ๆ ไม่เช่นนั้น เจ้าจะไม่มีวันเป็นนักฆ่าได้อีกเลย!”

นักฆ่าที่ไม่อาจเป็นนักฆ่าได้อีกต่อไป ย่อมต้องเผชิญการล่าไม่รู้จบ หนีรอดได้ครั้งหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะหนีรอดได้ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม สุดท้าย ย่อมไม่มีทางจบลงด้วยดี!

“ได้ ข้าสาบาน!” ม่อเว่ยกระตุกมุมปากกล่าว

หลี่ฟู่จึงหันไปสั่งลั่วกว่างว่า “ไปเรียกคนสองคน พาเขาไปที่เรือนหน้า จัดที่พักให้ แล้วให้ พ่อบ้านเสี่ยวเฉียน’ เป็นผู้ดูแล ให้เขาจัดอาหารสามมื้อและดูแลความเป็นอยู่ทั่วไปก็พอ”

“รับทราบ นายท่าน!” ลั่วกว่างคารวะ รับคำ แล้วชี้สองคนออกไปนำทางม่อเว่ยทันที

ม่อเว่ยมองหลี่ฟู่อย่างครุ่นคิด ก่อนจะกระตุกมุมปากอีกครั้ง แล้วเดินตามออกไป

ลั่วกว่างมองส่งเขาจนลับตาแล้วจึงกล่าวกับหลี่ฟู่ว่า

“นายท่าน ข้าจะจัดคนฝีมือดีเฝ้าติดตามเขาเงียบ ๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน

เพียงแต่ว่าคนเช่นนี้ ให้อยู่ในจวน นับว่าอันตรายไม่น้อย

เหตุใดท่านถึง...”

หลี่ฟู่หัวเราะเบา ๆ โบกมือไล่คนอื่นถอยห่าง แล้วกล่าวกับลั่วกว่างด้วยแววตาเย็นเฉียบ

“ไม่เสียแรงเป็นนักฆ่า ยังรู้จักประเมินสถานการณ์ดี ข้าแม้ไม่สังหารเขา แต่ก็ฟาดจนเจ็บสาหัส เจ้าคิดว่าฝีมืออย่างเขาตอนนี้ ยังสามารถลอบเข้าเรือนเราได้อีกหรือ?

แค่ข้าปล่อยข่าวว่าเขาบาดเจ็บหนัก ก็มีคนมากมายอยากได้หัวเขา เจ้าเองก็น่าจะเข้าใจดีว่า...ตอนนี้ เขายังจะมีที่ให้ไปอีกหรือไม่?”

“……” ลั่วกว่างถึงกับอึ้งไปทันที

เมื่อหลี่ฟู่กลับถึงเรือนใน ซวี่เอ๋อร์ก็รีบวิ่งมาหาเขาด้วยแววตาสดใส ร้องเรียกเสียงดัง “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! คนร้ายล่ะ? ท่านจับเขาได้หรือเปล่า!”

หลี่ฟู่ลูบศีรษะเขาเบา ๆ ยิ้มแล้วจูงมือเดินเข้าไป “พ่อจัดการเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าและแม่ของเจ้าได้อีก!”

“ข้ารู้อยู่แล้ว! ท่านพ่อเก่งที่สุด!”

ซวี่เอ๋อร์ร้องดีใจ ดวงตาเปล่งประกายวิบวับราวกับมีดาวน้อย ๆ อยู่ข้างใน

เหลียนฟางโจวเองก็ถอนหายใจโล่งอก เดินเข้ามาใกล้หลี่ฟู่ มองเขาแล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า

“ไม่คิดเลยว่า เขาจะเก่งกาจถึงเพียงนี้!”

หลี่ฟู่จูงมือภรรยานั่งลงที่ข้างเตียง ข้างหนึ่งจูงลูก อีกข้างกุมมือภรรยา กล่าวว่า “เขาคือ ‘ม่อเว่ย’ นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานให่ ย่อมไม่ธรรมดา!”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้! เช่นนั้นก็ไม่แปลกแล้วล่ะ!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าเข้าใจ แล้วหันไปยิ้มพูดกับอิ๋งชุนที่อยู่ด้านข้างว่า

“ชุนซิ่ง เจ้าก็ได้ยินแล้วใช่ไหม? เรื่องครั้งนี้ มิอาจโทษลั่วกว่างได้ เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดแทนเขาอีก กลับไปก็อย่าไปต่อว่าเขา เข้าใจหรือเปล่า?”

ชุนซิ่งหน้าแดง รีบคุกเข่าคำนั พลางหลบตาแย้มยิ้ม “เจ้าค่ะ บ่าวจะจำคำของฮูหยินไว้… แต่ยังไงเขาก็ผิดหน้าที่อยู่ดี…”

หลี่ฟู่มองเธอแล้วยิ้ม “คราวนี้จะโทษเขาก็ไม่ถูกนัก เขาเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยอยู่แล้ว เจ้ายังจะพูดให้เขาเจ็บใจอีกหรือ?”

เขาพูดพลางหันไปแกล้งโวยวายใส่เหลียนฟางโจว “ฮูหยิน ช่วยดูแลคนของท่านด้วย อย่ารังแกหัวหน้าทหารของข้าบ่อยนัก!”

เหลียนฟางโจวกับชุนซิ่งหัวเราะออกมาพร้อมกัน

เหลียนฟางโจวหัวเราะ “เจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะจำไว้เอง! ชุนซิ่ง เจ้าก็ช่วยรักษาหน้าหัวหน้าทหารของเจ้าไว้หน่อย อย่าทำให้เขาต้องตบปากตัวเองเพราะอายอีกล่ะ!”

ชุนซิ่งฟังทั้งสองสามีภรรยาแหย่กันก็อดเขินไม่ได้ หัวเราะตอบเบา ๆ “จริง ๆ แล้วบ่าวก็ไม่ได้ว่าอะไรเขามากนักหรอกเจ้าค่ะ เขาน่ะ โทษตัวเองยิ่งกว่าบ่าวเสียอีก…”

หลี่ฟู่ส่งขวดยาให้เหลียนฟางโจว

“ยานี้ช่วยลดไข้ได้ดีมาก ลองให้คนเอาไปให้หงอวี้ดู”

“จริงหรือ? ดีเหลือเกิน!” เหลียนฟางโจวดีใจ รีบสั่งชุนซิ่งให้นำยาไปให้

ชุนซิ่งจึงพูดขึ้น

“ให้บ่าวไปส่งเองจะดีกว่าเจ้าค่ะ ตอนเช้าบ่าวเห็นว่าอาการของนางดีขึ้นหน่อยหนึ่งแล้ว

ไข้ก็ดูไม่สูงเหมือนก่อน ถ้าได้ยานี้ อาจจะได้สติเร็วขึ้นก็ได้!”

เหลียนฟางโจวยิ้มพยักหน้า “ข้าก็หวังให้นางฟื้นเร็ว ๆ เช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ไปเองเถอะ พอยาไปถึงแล้วก็ไม่ต้องกลับมารับใช้ข้าอีกนะ

กลับบ้านไปเยี่ยมดูบ้างเถอะ!”

ชุนซิ่งเข้าใจความหมายของฮูหยินดี หน้าแดงเล็กน้อย ก่อนคุกเข่ารับคำแล้วยิ้มเดินออกไป

ด้านซวี่เอ๋อร์ยังคงเกาะติดถามหลี่ฟู่ว่าเขาจัดการเจ้าคนร้ายได้อย่างไร

หลี่ฟู่ขัดไม่ได้ จึงยิ้มเล่าให้ลูกฟังอย่างอดทน กว่าจะชวนแม่นมพาซวี่เอ๋อร์ออกไปได้ เขาจึงหันมาบอกเหลียนฟางโจวเรื่องที่ให้ม่อเว่ยอยู่ในจวน

เหลียนฟางโจวสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ชัดเจนว่านางตกใจไม่น้อย แต่ก็นับถือในการตัดสินใจของหลี่ฟู่ “ตราบใดที่ไม่มีอันตราย ข้าไม่ขัดข้อง แต่เขา… จะไม่ทำร้ายซวี่เอ๋อร์ใช่ไหม?”

“ไม่มีทาง” หลี่ฟู่ยิ้ม “ม่อเว่ยคนนี้ ข้าสืบประวัติมาแล้ว แม้เขาเป็นนักฆ่า แต่เป็นนักฆ่าที่มีหลักการ เป้าหมายของเขาคือเจ้า เขาจึงไม่คิดทำร้ายคนอื่นในจวน ไม่อย่างนั้น วันนี้ซวี่เอ๋อร์คงไม่รอดง่าย ๆ เช่นนี้หรอก เจ้าจึงไม่ต้องห่วงซวี่เอ๋อร์ แต่คนที่ข้าห่วง… คือตัวเจ้าเองต่างหาก!”

คิ้วของหลี่ฟู่ขมวดเข้าหากัน “ฟางโจว เจ้าต้องจำไว้ ต้องมีคนที่มีฝีมืออย่างน้อยสามคนติดตามเจ้าเสมอ ห้ามเกิดเรื่องขึ้นอีกเด็ดขาด!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับ “ตามที่เจ้าพูดมา ตอนนี้เขาก็เหมือนหมาจนตรอก หนีมาอาศัยอยู่ในจวนเรา หากเขาเป็นคนมีหลักการจริง ในสภาพบาดเจ็บเช่นนี้ ไม่น่ากล้าลงมือกับข้าอีก ไหนจะยังมีอิ๋งชุน พ่านเซี่ย และคนอื่น ๆ อยู่ด้วย

แม้จะไม่กล้าพูดว่าไม่มีทางผิดพลาด

แต่ก็น่าจะปลอดภัยพอสมควร เจ้าก็วางใจไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ แม้ตระกูลเหลียงจะล่มแล้ว แต่คนที่ต้องจับก็ยังจับได้ไม่หมด เรื่องเบื้องหลังยังยุ่งเหยิงอีกมาก อย่าให้ต้องเป็นห่วงข้าอีกเลย”

 

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1375 เดิมพัน

 

บทที่ 1375 เดิมพัน

คุณชายน้อยดื้อรั้นนัก ถึงกับไล่พวกอิ๋งชุนออกไปหมด อ้างว่าไม่ชินเวลามีคนอื่นนอกจากท่านพ่อคอยดูเขาเวลาฝึกกระบี่...ใครจะรู้ว่า—

“แม่นม!” ซวี่เอ๋อร์หันไปเรียกเสียงดัง กำลังจะวิ่งไปหา ทว่าเท้าเพิ่งยกได้ไม่กี่ก้าว ก็รู้สึกวูบเบา ๆ ใต้ฝ่าเท้า—

ม่อเว่ยไม่รู้มายืนตรงหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไร มือหนึ่งยกคอเสื้อเขาขึ้นเบา ๆ เหมือนยกแมวตัวหนึ่งลอยจากพื้น

“ปล่อยข้า! ปล่อยเดี๋ยวนี้!” ซวี่เอ๋อร์ทั้งดิ้นทั้งตะโกน

ม่อเว่ยไม่ตอบ หันไปยิ้มเย็นใส่แม่นม “อยากช่วยคุณชายเจ้าหรือ? ไม่ยากนัก—ตายซะต่อหน้าข้า! เจ้าตาย ข้าก็ปล่อยเขา หากไม่...ข้าก็จะฆ่าเขาแทน!”

“อย่า! แม่นม อย่าทำ!” ซวี่เอ๋อร์ตกใจสุดขีด ร้องลั่นเสียงแหบ

แม่นมตาแดง สั่นเทาไปทั้งตัว แต่จ้องเขาแน่วแน่ “เจ้าพูดจริงหรือ?”

“แน่นอน” ม่อเว่ยหัวเราะเย็น ชักคิ้วขึ้น เผยแววโหดเหี้ยม “อย่าคิดถ่วงเวลา—รีบลงมือ!”

“ได้! ได้! ข้าจะตาย! ข้าตายเอง!” แม่นมเสียงสั่น พยักหน้าแรง ๆ ก่อนหันขวับไปมองเสาไม้ใกล้ ๆ แล้วพุ่งตัวชนเต็มแรง

“แม่นม! แม่นมมม!” ซวี่เอ๋อร์เบิกตากว้าง กรีดร้องสุดเสียง

ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด แต่มีหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งลอยมาเฉียดฟ้า

กระแทกเข้าเป้าที่ข้อพับเข่าของแม่นมพอดีเป๊ะ!

นางชาวาบไปทั้งขา แรงหายไปในชั่วพริบตา ร่างที่พุ่งไปจึงเสียหลัก สะดุดล้มโครมลงกับพื้น

“แม่นม! แม่นม!” ซวี่เอ๋อร์ร้องลั่น พยายามดิ้นให้หลุดจากมืออีกฝ่าย

“ปล่อยเขา”

เสียงหนึ่งดังจากด้านหลังต้นทับทิม

หลี่ฟู่ก้าวออกมา สายตาเย็นเยียบ หยุดตรงหน้าม่อเว่ย “ปล่อยลูกข้า”

ม่อเว่ยหัวเราะหึหลายครั้ง

“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! เขาคือคนที่รังแกท่านแม่ รังแกพี่สาวหงอวี้ และแม่นมด้วย! ท่านพ่อ ลงโทษเขาเลย!” ซวี่เอ๋อร์ทั้งตกใจทั้งดีใจ ตะโกนสุดเสียง

หลี่ฟู่มองลูกชายแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาจ้องม่อเว่ย

“ต่อให้เขาอยู่ในมือเจ้า แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เจ้าก็ทำอะไรเขาไม่ได้”

ม่อเว่ยหัวเราะเย้ยเสียงดัง “จริงหรือ? ท่านแม่ทัพไม่คิดว่ามั่นใจตัวเองเกินไปหรือไร? ท่านเห็นหรือไม่? เด็กนี่อยู่ในมือข้า ข้าแค่กระดิกนิ้วเดียวก็สามารถเอาชีวิตเขาได้แล้ว”

“เจ้าไม่กล้าหรอก” หลี่ฟู่ตอบเสียงเรียบ

ม่อเว่ยหรี่ตา หัวเราะเย็น

หลี่ฟู่กล่าวต่อ

“เพราะเจ้าเป็นมือสังหาร มือสังหารย่อมกลัวตาย หากเจ้าฆ่าเขา ข้าก็จะเอาชีวิตเจ้า…ไม่สิ ข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานจนอยากตายเสียเอง

แต่หากเจ้าปล่อยเขา แล้วชนะข้าได้ เจ้าก็ไปได้”

ม่อเว่ยเริ่มลังเล ตั้งแต่ถูกซวี่เอ๋อร์พบเข้า ก็รู้แล้วว่างานครั้งนี้ล้มเหลวอีกครั้ง จริง ๆ เขาควรรีบถอยตั้งแต่แรก ทว่ากลับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ถึงยังยืนอยู่นี่ พูดโน่นพูดนี่กับเด็กนั่นอีก

ยิ่งอยู่นาน ก็ยิ่งแย่ ต่อให้ยังไม่เห็นใคร แต่เขารู้—ต่อจากนี้ คงไม่มีทางออกง่าย ๆ แล้ว

เรือนหลังของจวนผู้ว่าการมณฑลแห่งนี้ ป้องกันแน่นหนาราวกับถังเหล็ก บนโลกนี้มีไม่ถึงห้าคนที่สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ—รวมถึงเขาด้วย

ข้อเสนอของหลี่ฟู่ นับว่าเย้ายวนใจอย่างยิ่ง

“ใต้เท้าหลี่พูดจริงหรือไม่? อย่าคิดลวงข้านะ!” ม่อเว่ยเอ่ยเสียงเย็น

หลี่ฟู่หัวเราะหึเยาะ หยิ่งผยองกล่าวว่า “ข้าจะโกหกเจ้ารึ? เจ้าหรือ…ยังไม่คู่ควรให้ข้าต้องพูดโกหกด้วย!”

ยกเว้นแกล้งพูดเอาใจภรรยาแล้ว หลี่ฟู่ไม่เคยเอ่ยถ้อยคำที่ไม่ตรงความจริงแม้สักครั้ง

ม่อเว่ยขบฟันแน่น กลืนความอัดอั้นลงคอ ก่อนกัดฟันพยักหน้า “ได้! ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง!” พูดจบก็ปล่อยซวี่เอ๋อร์ลงกับพื้น

“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!” ซวี่เอ๋อร์รีบวิ่งไปหาหลี่ฟู่ คว้าชายแขนเสื้อไว้แน่น เม้มปากเล็ก ๆ แน่นแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ต้องสั่งสอนคนเลวผู้นั้นให้สาสมเลยนะ!”

หลี่ฟู่ลูบศีรษะเล็กเบา ๆ แล้วพาเขาถอยไปอีกด้าน

ซวี่เอ๋อร์หันไปเห็นแม่นมที่เพิ่งลุกขึ้นได้ก็รีบร้องเรียกแล้ววิ่งไปหา

ในพริบตา อิ๋งชุนและสาวใช้อื่น ๆ ก็มาถึง พอเห็นเหตุการณ์ก็หน้าซีดตกใจ รีบประคองแม่นมกลับเข้าเรือน

ส่วนอิ๋งชุนและคนอื่น ๆ พากันล้อมซวี่เอ๋อร์ไว้ คอยเฝ้ามองการประลองอยู่ห่าง ๆ

ลั่วกว่างได้รับข่าวก็รีบพาคนกระจายกำลังไปประจำตามจุดโดยรอบ สีหน้าเคร่งเครียดดุดัน

ม่อเว่ยจ้องหลี่ฟู่ยิ้มเย้ย แววตาเต็มไปด้วยการดูแคลน

หลี่ฟู่กล่าวเสียงเรียบ “ข้าเคยพูดไว้แล้ว หากเจ้าชนะข้า เจ้าจะไปได้”

“ดี!” ม่อเว่ยตะโกนเสียงดัง มือสะบัดกระบี่ยาว พริบตานั้นร่างพุ่งออกดุจสายลมพายุ แทงไปที่หลี่ฟู่อย่างดุดัน

หลี่ฟู่เอนตัวหลบเพียงนิดเดียว กระบี่วาบเป็นประกาย ปลายชายเสื้อสะบัดวูบ แค่ชั่วลมหายใจ ม่อเว่ยก็ฟาดกระบี่ออกมาเจ็ดแปดกระบวนท่า ทั้งคู่ประชันกันแนบชิด เคลื่อนไหวรวดเร็วจนดูเหมือนเงาเคลื่อนพลิ้ว

หลี่ฟู่ถอยหนึ่งก้าว พลิกกายกระโดดเข้าสู่ลานฝึก ฝ่ายหนึ่งมือคว้ากระบี่ยาวจากชั้นอาวุธอย่างแม่นยำ ปลายกระบี่ของม่อเว่ยตามมาไม่หยุด ตรงเข้าหลังเขา—แต่หลี่ฟู่ราวกับมีตาอยู่ด้านหลัง ก้าวและท่วงท่าของเขาล้วนกลมกลืนแนบสนิทไร้ที่ติ ปลายกระบี่ของม่อเว่ยจึงพลาดเป้าทุกครั้ง แม้จะเฉียดฉิวก็ไม่อาจแตะต้องปลายชายเสื้อเขาได้เลย

หลี่ฟู่สะบัดกระบี่กลับ กระบี่วาบวับราวเส้นไหมเงินพุ่งฟาดตรงลงมา ม่อเว่ยจำต้องชักกระบี่กลับ ปัดขึ้นแนวเฉียงชี้ตรงดวงหน้าอีกฝ่ายราวหนามแหลมพุ่งสวน!

ผู้ชมรอบข้างล้วนตาไม่กะพริบ หัวใจเต้นโครมคราม ลั่วกว่างกับบ่าวผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ถึงกับขมวดคิ้วแน่น หายใจติดขัด ร่างเกร็งแน่นไปหมด ส่วนพวกที่ฝีมือด้อยกว่าก็ได้แต่รู้สึกว่ากระบวนท่ารุนแรงปานพายุพัดพร่างพราย ตาแทบมองไม่ทัน!

ทั้งสองโรมรันจากลานฝึกสู่สวนหลังบ้าน แล้วต่อสู้เลยจากสวนออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ

ทุกคนกำลังจะตามไป แต่ลั่วกว่างตะโกนเสียงกร้าว

“หยุด! รีบพาคุณชายน้อยกลับเรือนหลัก ไปคุ้มกันฮูหยิน!”

ทุกคนสะดุ้ง รับคำพร้อมกัน รีบพาซวี่เอ๋อร์จากไป

เหลือเพียงห้าหกคนตามลั่วกว่างไปเฝ้าติดตามทั้งคู่

เดิมทีซวี่เอ๋อร์ไม่ยอมไป แต่ลั่วกว่างเพียงกล่าวว่า “คุณชายน้อยไม่อยากกลับไปคุ้มกันฮูหยินหรือ?”

ซวี่เอ๋อร์ร้อง “อ๊ะ!” แล้วหันหลังวิ่งกลับ ไปทันที

กลางสวนดอกไม้ บรรยากาศเละเทะเกลื่อนกลาด ทั้งไม้ดอกไม้ประดับล้มระเนระนาดยุ่งเหยิงกระจัดกระจาย

ท่ามกลางความโกลาหล แสงกระบี่วูบวาบสว่างวาบ พร่างพรายขึ้นลงรวดเร็ว สองร่างเงาสีครามเข้มและน้ำเงินหมึกพัวพันตีกันแน่นหนึบ มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจนแม้แต่น้อย

ลั่วกว่างและพวกยืนล้อมอย่างเคร่งเครียด จ้องไม่วางตา

“อ๊าค!” เสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้น ทำเอาทุกคนใจหายวาบ รีบเบิ่งตาเพ่งมองพื้น เห็นชายในชุดครามเข้มทรุดตัวลงกับพื้น มือกุมอก พยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทุกคนจึงพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เจ้าขโมยชั่ว!” ลั่วกว่างพุ่งขึ้นหน้า กำลังจะลงมือ จับกุมมือสังหารเจ้าเล่ห์ที่แสนโอหังผู้นี้ด้วยตัวเอง แต่หลี่ฟู่กลับกล่าวเย็นชาว่า “ปล่อยเขาไป!”

“ท่านแม่ทัพ!”

“ท่านผู้ว่าการมณฑล!”

เสียงสูดลมหายใจเฮือกต่ำดังขึ้นถ้วนทั่ว

“ไม่ได้เด็ดขาดนะท่านแม่ทัพ!” ลั่วกว่างตาแดงก่ำ จ้องมือสังหารที่ทำให้เขาอับอายขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้อย่างไร้ความปรานี เขาแทบอยากจะตัดแขนขามันให้หมด จะได้ดูเสียทีว่ายังจะอวดเก่งได้อยู่อีกหรือไม่ เจ้าคนนี้บังอาจลอบเข้ามาในจวนกลางวันแสก ๆ ไม่เพียงไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ยังกล้าจับตัวคุณชายน้อยอีก!

ครั้งก่อนคือฮูหยิน ครั้งนี้คือคุณชายน้อย

ลั่วกว่างรู้สึกว่าตนเองสมควรตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด เขาโทษตัวเองจนแทบไม่อาจให้อภัย

ความแค้นที่มีต่อคนผู้นี้จึงฝังลึกถึงกระดูก

“ท่านแม่ทัพ หากปล่อยเสือกลับป่า ย่อมมีภัยตามมาอีกมิรู้จบ! ขอท่านแม่ทัพตรองให้ดี!”