วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1412 เหตุใดมิยึดไว้เสียเอง?

 

บทที่ 1412 เหตุใดมิยึดไว้เสียเอง?

เมื่อเห็นหลี่ฟู่นิ่งเงียบไป เฝิงชวี่จี๋รออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ กล่าวต่อ “ใต้เท้า เรื่องนี้มิควรล่าช้า ยามนี้คือกาลอันเหมาะสมที่สุด ทั่วทั้งหนานไห่หามีผู้ใดมิยอมสยบต่อท่าน แม้แต่ราษฎรเมื่อเอ่ยถึงท่านและฮูหยิน ใครบ้างมิได้เคารพรักจากใจจริง? อีกทั้งเหล่านักรบชาวหมานผู้กล้าหาญจากชนเผ่านับสิบในป่าลึกก็นับเป็นกองกำลังที่ยอดเยี่ยมยิ่ง! ใต้เท้า... พวกเราลงมือกันเถิด!”

เนิ่นนานกว่าหลี่ฟู่จะถอนหายใจยาว เขาจ้องมองเฝิงชวี่จี๋ด้วยสายตาลึกซึ้งทว่าสงบนิ่ง พลางกล่าวอย่างช้าๆ “เจ้ามีความกล้าที่จะเอ่ยคำเหล่านี้กับข้า ข้าย่อมเชื่อในความจริงใจของเจ้า แต่ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อนว่า... เรื่องนี้มิอาจเป็นไปได้! หากเป็นเรื่องศึกสงครามก็นับว่าพอไหว ทว่าเรื่องการปกครองและกิจการบ้านเมือง เจ้าย่อมรู้ดีว่าข้าหามีความถนัดไม่! อีกทั้งอดีตฮ่องเต้และรัชทายาททรงมีพระคุณต่อข้า ข้ามิเคยคิดจะอาศัยช่วงเวลาวิกฤตนี้ชิงแผ่นดินต้าโจวมาเป็นของตน! เรื่องนี้... เจ้าจงทำราวกับมิเคยเอ่ย และข้าก็จักทำราวกับมิเคยได้ยิน! พวกเราจงรั้งอยู่ที่หนานไห่แห่งนี้เพื่อเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน หลีอ๋องมิยอมรามือแน่ เขาต้องหาหนทางกำจัดเซี่ยนอ๋องและหย่งอ๋องให้สิ้นซาก อีกทั้งสกุลจูและสกุลหลี (ตระกูลเดิมของซูเฟย) ก็ใช่ว่าจะยอมลดราวาศอกให้แก่กัน! เมื่อพวกเขาก่อเรื่องวุ่นวาย เหล่าเชื้อพระวงศ์ย่อมต้องมีการเคลื่อนไหว อย่างน้อยที่สุด... 'หมิ่นจวิ้นอ๋อง' ผู้เฒ่าก็ยังอยู่! หากว่าด้วยลำดับอาวุโส หามีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งท่านไม่ อดีตฮ่องเต้มิกล้า หลีอ๋องเองก็มิกล้า! หากว่าด้วยสติปัญญา... หึๆ ท่านอ๋องผู้เฒ่าผู้นี้ปกติมักชอบแสร้งเลอะเลือน ทว่าหาได้โง่เขลาจริงไม่!”

เฝิงชวี่จี๋รู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ เขาจึงยิ้มขมขื่น “ใต้เท้า ท่านจะไม่ลองทบทวนข้อเสนอของผู้น้อยดูจริงๆ หรือขอรับ? นี่คือโอกาสทองที่พันปีจะมีสักหน! ใต้เท้า... ต่อให้สุดท้ายหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจะออกมาผดุงความยุติธรรมและผลักดันเชื้อพระวงศ์สักองค์ขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าใต้เท้าอยู่ไกลถึงหนานไห่ มิได้มีส่วนร่วมในผลงานครานี้ ฮ่องเต้องค์ใหม่ย่อมมิเห็นท่านอยู่ในสายตา ดีมิดีอาจจะหวาดระแวงในอำนาจทหารของท่านจนคิดจะยึดอำนาจคืนเสียด้วยซ้ำ! ใต้เท้าจะยินยอมรึ? หากท่านได้ครองแผ่นดิน ใยต้องกังวลว่าจะไร้ซึ่งขุนนางยอดฝีมือมาช่วยบริหาร? สิ่งที่เรียกว่า 'การปกครองโดยมิพักต้องลงแรง'  ก็ควรเป็นเช่นนี้! อีกทั้งตามความเห็นของผู้น้อย ความสามารถของฮูหยินก็นับว่าล้ำเลิศนัก ใต้เท้ายังมีสิ่งใดต้องกังวลอีก!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางกล่าว “เรื่องยังมิถึงขั้นนั้น ยามนี้ยังมิควรเอ่ยถึง! ความสามารถของฮูหยินล้ำเลิศกว่าผู้ใดจริง ทว่ายามนี้ข้าเป็นเพียงผู้ว่าการมณฑล อยู่ในดินแดนห่างไกลเช่นหนานไห่ นางจะทำสิ่งใดตามใจชอบย่อมไม่มีใครว่า ทว่าหากถึงวันที่ข้าต้องครองแผ่นดิน ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไป หากนางบังอาจเข้าก้าวก่ายกิจการบ้านเมือง เหล่าขุนนางมีหรือจะยอมละเว้นนาง? น้ำลายของเหล่าปราชญ์ทั่วใต้หล้าย่อมรุมประณามจนนางแทบจมดิน ข้ามิอาจตัดใจปล่อยให้นางต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนั้นได้!”

เฝิงชวี่จี๋ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มขมขื่น “ดูท่าใต้เท้าจะตัดสินใจแน่วแน่แล้ว!”

เขายังมิยอมแพ้จึงถามต่อ “ทว่าหากจงหยวนยังคงวุ่นวายมิเลิกรา หลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องต่อสู้ยืดเยื้อไปอีกสิบยี่สิบปี ใต้เท้าจะทำอย่างไรขอรับ?”

หลี่ฟู่นิ่งตรองก่อนจะส่ายหน้า “สถานการณ์ที่เจ้าว่ามาย่อมมิเกิดขึ้นแน่! หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและหย่งอ๋องย่อมมิยินยอมให้เป็นเช่นนั้น และหากข้าเดาไม่ผิด เมื่อเห็นว่าทางข้าไม่มีความเคลื่อนไหว พวกเขาต้องหาทางติดต่อมาเพื่อสืบข่าวแน่นอน ถึงเวลานั้นค่อยปรึกษาหารือกันก็ยังไม่สาย! หลีอ๋องผู้นั้นนิสัยดื้อรั้นถือดี ทั้งยังทะเยอทะยานเกินตัว... หึ เขาครองบัลลังก์ได้ไม่นานหรอก! ส่วนเซี่ยนอ๋อง... หากให้เขาแต่งโคลงกลอนวาดภาพก็นับว่าพอไหว แต่จะให้ชิงบัลลังก์รึ?”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางส่ายหน้า “ที่เขาสามารถทำให้หลีอ๋องวุ่นวายได้ขนาดนี้ ก็เพราะอาศัยจังหวะทีเผลอเท่านั้น! ยามนี้เมื่อความลับถูกเปิดเผยแล้ว เจ้าคอยดูเถิด เขาจะไม่สามารถเอาเปรียบหลีอ๋องได้อีก เมื่อหลีอ๋องจัดการเขาเสร็จ ก็คงถึงคราวของหย่งอ๋อง! ถึงยามนั้น ย่อมมีการคิดบัญชีกันอีกครา!”

“ที่แท้ใต้เท้ามีแผนการอยู่ในใจแล้ว” เฝิงชวี่จี๋ฝืนยิ้ม

หลี่ฟู่กล่าว “เดิมทีไม่มีหรอก เพียงได้ฟังวาจาของเจ้าเมื่อครู่ จึงเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง! เพียงแต่ยามนี้ทุกอย่างยังมิอาจยืนยัน พวกเราจงเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อนเถิด!”

“ขอรับ ใต้เท้า” เฝิงชวี่จี๋รับคำเสียงค่อย

หลี่ฟู่ยกมือขึ้นตบบ่าเขาพลางยิ้ม “ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีต่อข้าและหนานไห่จึงได้กล่าววาจาเช่นนี้! แม้ข้าจะมิได้รับปาก ทว่าข้าหาได้ตำหนิเจ้าไม่! อย่าได้คิดมากไปเลย ไม่ว่าอย่างไรหนานไห่จะวุ่นวายมิได้ และหนานไห่จะขาดเจ้าไปมิได้เช่นกัน!”

“ขอบพระคุณใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋ประสานมือโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งพลางกล่าว “ใต้เท้าทำให้ผู้น้อยรู้สึกละอายใจยิ่งนัก!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางโบกมือ “ยามบ้านเมืองผลัดแผ่นดิน เจ้าจะคิดเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องปกติ! เรื่องนี้... นับจากนี้ไปห้ามเอ่ยถึงอีกเป็นอันขาด!”

“ขอรับ ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋รับคำอย่างนอบน้อม สนทนากันอีกมี่กี่คำก็ขอตัวลาไป

คนที่ส่งไปยังหมู่บ้านต้าฟางเพื่อรับตัว 'เหลียนฟางชิง' และ 'อาหญิงสาม' เดินทางกลับมาแล้ว ทว่ากลับไปกี่คนก็กลับมาเท่านั้น!

อาหญิงสามฝากบอกว่านางอายุมากแล้ว มินึกอยากจากหมู่บ้านต้าฟางไปไหน อีกอย่างนางก็เป็นเพียงหญิงชรา เป็นแค่ญาติห่างๆ คงมิมีใครมาหาเรื่องลำบากให้นางหรอก!

เหลียนฟางโจวนิ่งตรองดูก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง หากหลีอ๋องจะจับตัวอาหญิงสามมาข่มขู่หลี่ฟู่ เรื่องนี้คงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปทั่วหล้า! ผู้คนคงจะพากันหัวเราะเยาะว่าเขาสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ เขาคงมิยอมเสียหน้าถึงเพียงนั้นแน่!

ทว่า... เหลียนฟางชิงกลับมิได้อยู่ที่หมู่บ้านต้าฟาง ได้ความว่านางออกเดินทางเข้าเมืองหลวงไปเมื่อมี่กี่วันก่อน!

เหลียนฟางโจวได้ฟังดังนั้นก็โกรธจนแทบจะเป็นลม

เมื่อตั้งสติได้นางก็ทุบตั่งด้วยความแค้นใจ “นังเด็กมิรู้ความคนนี้! นางคิดจะทำอันใดกัน! เข้าเมืองหลวงรึ! ยามนี้มันเวลาไหนกันแล้ว คนอื่นต่างพากันหนีออกจากเมืองหลวงแทบไม่ทัน แต่นางกลับเสนอหน้าเข้าไปหาเรื่องใส่ตัว! นางกะจะให้ข้าอกแตกตายเลยรึไง!”

“เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป!” หลี่ฟู่รีบปลอบ “ข้าว่าตอนที่ชิงเอ๋อร์เข้าเมืองหลวง นางคงยังไม่รู้เรื่องความวุ่นวายที่เกิดขึ้น มิแน่ว่าพอรู้ข่าวระหว่างทาง นางอาจจะเลี้ยวรถกลับแล้วก็ได้? นางเฉลียวฉลาดถึงเพียงนั้น ย่อมมกลับไปที่หมู่บ้านต้าฟางแน่ แต่น่าจะมุ่งหน้ามาหาพวกเราโดยตรง! อีกอย่างอาหญิงสามก็บอกมิใช่รึว่านางพาเจ้า 'เสี่ยวฮุย' ไปด้วย มีมันอยู่ข้างกาย ภยันตรายทั่วไปทำอันใดนางมิได้หรอก ฟางโจว เจ้ากังวลเกินไปแล้ว!”

“ท่านมิรู้จักนางดีพอ!” ใบหน้าของเหลียนฟางโจวซีดเผือด นางส่ายหน้าพลางถอนหายใจเบาๆ “นางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปเยี่ยมลูกชายของอาเจ๋อ หากนางรู้ข่าวความวุ่นวายระหว่างทาง นางมิทันได้หันหัวเรือกลับหรอก ทว่านางจะยิ่งเร่งความเร็วเพื่อเข้าเมืองหลวงให้ไวขึ้น นางก็เหมือนข้า... เป็นห่วงอาเจ๋อและคนอื่นๆ ยิ่งกว่าสิ่งใด นางมิยอมหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแน่...”

หลี่ฟู่ถึงกับชะงักไป มิรู้จะสรรหาคำใดมาปลอบนางดี

เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางคาดการณ์นั้นมิผิดเลย แม้ชิงเอ๋อร์ปกติจะดูร่าเริงเล่นหัวไปวันๆ ทว่าความรักระหว่างพี่น้องของพวกนางนั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด!

เมื่อรู้ว่าเหลียนเจ๋อและคนอื่นๆ ตกอยู่ในอันตราย นางย่อมมิมีวันหันหลังหนีไปแน่นอน

นางอาจจะมิได้โง่เขลาถึงขั้นเดินดุ่มๆ เข้าไปติดกับ ทว่านางต้องหาทางลอบเข้าเมืองหลวงเพื่อสืบข่าว และหากเป็นไปได้... นางคงจะพยายามพาพวกเขาหนีออกมาด้วยกัน——

“เจ้าน่ะ คิดมากไปจริงๆ!” เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฟู่จึงฝืนยิ้มพลางตบบ่านางเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ชิงเอ๋อร์มิมีวันทิ้งอาเจ๋อและคนอื่นๆ แน่ แต่ก็มิใช่คนวู่วามจนไม่ดูหน้าดูหลัง นางจะเข้าเมืองหลวงจริง ทว่าย่อมมิทำเอิกเกริก หลีอ๋องและพวกย่อมคาดมิถึงว่าในยามเช่นนี้จะยังมีคนกล้าลอบเข้าเมืองหลวง ดังนั้นนางต้องปลอดภัยแน่นอน! มิแน่ว่าป่านนี้นางอาจจะสมทบกับพวกอาเจ๋อแล้ว และกำลังพากันมุ่งหน้ามาหาเราที่นี่ก็ได้!”

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1411 เมืองหลวงผลัดแผ่นดิน

 

บทที่ 1411 เมืองหลวงผลัดแผ่นดิน

เซี่ยนอ๋องนำพา "ราชโองการ" และเหล่าผู้ติดตามถอนกำลังออกจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง หลังจากรอนแรมมาหนึ่งวันหนึ่งคืนจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงยอมส่งมอบพระศพของอดีตฮ่องเต้คืนให้

หลีอ๋องจึงได้อัญเชิญพระศพกลับคืนสู่เมืองหลวง และเริ่มจัดการงานพระศพอย่างเร่งรีบ...

แม้ฉากหน้าจะเป็นฝ่ายชนะ ทว่าชัยชนะครั้งนี้ช่างน่าอดสูและเสื่อมเสียเกียรติเพียงใด มิพักต้องให้ผู้ใดกล่าว หลีอ๋องย่อมแจ้งแก่ใจดี

ด้วยเหตุนี้ ภายในใจของหลีอ๋องจึงสุมด้วยเพลิงโทสะ สีหน้ามืดครึ้มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นิสัยใจคอแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายรุนแรง หลงเหลือกลิ่นอายของ "เสียนอ๋อง" (อ๋องผู้ทรงธรรม) ในกาลก่อนอยู่เพียงครึ่งกระผีกก็หามีไม่

เขาออกราชโองการสั่งให้ 'หย่งอ๋อง' เข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมงานพระศพ ทว่าขันทีที่เชิญราชโองการมุ่งหน้าไปยังตะวันตกเฉียงเหนือกลับมิได้พบแม้แต่เงาของหย่งอ๋อง!

กล่าวกันว่า หลายวันก่อนหย่งอ๋องพบร่องรอยการเคลื่อนไหวผิดปกติของพวกหู (ชนเผ่าเร่ร่อน) จึงนำทัพออกนอกด่านไปสืบหาความจริงด้วยตนเอง กำหนดกลับมิแน่ชัด อาจเป็นสิบยี่สิบวัน หรืออาจยาวนานนับเดือน!

เมื่อผู้รับราชโองการมิอยู่ ขันทีผู้เชิญโองการต่อให้คับแค้นใจเพียงใดก็ไร้ที่ระบาย ได้แต่เดินทางกลับด้วยความผิดหวัง

ฝ่าย 'แม่ทัพจ้าว' ที่หลีอ๋องส่งมาเพื่อหวังจะเข้ากุมบังเหียนกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือแทนหย่งอ๋อง ก็ถูกเหล่าขุนพลประสานเสียงต่อต้าน

ทุกคนต่างยืนกรานคำเดียวว่า: "ขุนพลอยู่นอกด่าน มิอาจรับอาญาจากเจ้าชีวิต!" หากท่านต้องการส่งมอบหน้าที่ ย่อมได้... แต่จงไปหาท่านอ๋องเสียก่อน! ตราบใดที่มิได้ส่งมอบจากมือหย่งอ๋อง พวกข้าก็จักยอมสยบต่อท่านอ๋องเพียงผู้เดียว ผู้อื่นนั้น... หามิยอมรับไม่!

แม่ทัพจ้าวผู้นั้นโกรธจนแทบคลั่ง ต่อให้จะงัดเอาบารมีของฮ่องเต้องค์ใหม่หรือราชโองการมาข่มขู่จูงใจเพียงใด ทว่าเหล่าขุนศึกเหล่านั้นเดิมทีก็เป็นพวกนิสัยเถื่อนถ้ำอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งทำตัวมิมีเหตุผลหนักเข้าไปอีก มิเห็นจดหมายสั่งการอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย!

อีกทั้งหลังจากศึกชิงบัลลังก์ระหว่างหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องที่สลับซับซ้อนจนเหนือคาดหมายนั้น แม้ฮ่องเต้ใหม่จะได้ครองบัลลังก์และรั้งตำแหน่งไว้อย่างลักลั่น ทว่าบารมีที่เหลืออยู่จะนับเป็นกระไรได้?

แม่ทัพจ้าวต่อให้ยกอ้างเบื้องบน ทว่าลึกๆ ในใจเขาก็อดรู้สึกขัดเขินประหม่ามิได้!

หากคิดจะใช้กำลัง? นั่นยิ่งเป็นเรื่องตลกขบขัน! ลำพังแม่ทัพที่ถือเพียง "โองการที่มิมีผู้ยอมรับ" เพียงผู้เดียว คิดจะไปหักหาญกับเหล่าขุนพลที่มีทหารในมือรึ? มิแน่ว่าชีวิตอาจจะดับสูญอยู่ที่นี่เสียก่อน!

และต่อให้ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ก็คงเป็นการตายเปล่า เพราะฮ่องเต้ใหม่ย่อมมิคิดจะออกหน้าล้างแค้นให้เขาเป็นแน่

สุดท้าย แม่ทัพจ้าวจึงทำได้เพียงเดินตามรอยจูเหยียน เดินทางกลับเมืองหลวงอย่างอดสู

โชคยังดีที่หย่งอ๋องมิได้กระทำการจนเกินเลย เพียงหาข้ออ้างหลบหน้ามิยอมพบ ทว่ามิได้แสดงท่าทีต่อต้านฮ่องเต้ใหม่อย่างชัดแจ้ง เช่นนี้แม่ทัพจ้าวจึงพอจะกล้อมแกล้มรายงานความได้บ้าง!

และเป็นดังคาด ยามที่หลีอ๋องกำลังวุ่นวายจนหัวหมุน มีหรือจะมีกำลังไปจัดการหย่งอ๋อง? ในเมื่อหย่งอ๋องยังมิได้ก่อเรื่องวุ่นวายและยังรักษากิริยาอยู่ชั่วคราว เช่นนั้นก็แสร้งลืมไปเสียหนึ่งข้าง รอให้สถานการณ์มั่นคงเมื่อใด ค่อยตามคิดบัญชีเรียงตัวก็มิสาย!

ทางด้านเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ ต่างมิคาดคิดเลยว่าเมืองหลวงจะเกิดเหตุพลิกผันที่พิสดารเพียงนี้ เมื่อนึกถึงอดีตฮ่องเต้และรัชทายาท หลี่ฟู่ก็ยิ่งเศร้าซึมและขุ่นเคืองใจนัก!

ฮ่องเต้ผู้ทรงเกริกไกรเช่นนั้น นึกมิถึงว่ายามสวรรคตจะมิดับสนิท ซ้ำร้ายหลังสิ้นพระชนม์ยังถูกบุตรในไส้ป่นปี้เกียรติภูมิถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ราชวงศ์ต้องขายหน้าจนสิ้น!

ยังมีรัชทายาทอีกเล่า——

เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าหลี่ฟู่กำลังสะเทือนใจนัก นางปลอบโยนเขาเพียงไม่กี่คำแล้วปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาสงบสติอารมณ์เพียงลำพัง การที่ผู้ที่เขาถวายความจงรักภักดีต้องจากไปอย่างกะทันหันโดยมิหลงเหลือทายาทไว้แม้เพียงสายเลือดเดียว ความอ้างว้างและสูญสิ้นในใจเขานั้นย่อมมิอาจพรรณนา

ยามนั้นเฝิงชวี่จี๋มาขอเข้าพบ เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนพานำเขาไปยังสวนดอกไม้เพื่อพบหลี่ฟู่

เฝิงชวี่จี๋เห็นหลี่ฟู่ยืนไพล่มืออยู่ริมน้ำ จ้องมองระลอกคลื่นในทะเลสาบอย่างเหม่อลอย เขาจึงยืนสำรวมรออยู่เบื้องหลังอย่างนอบน้อม มิกล้าส่งเสียงรบกวนหรือก้าวเข้าไปใกล้

หลี่ฟู่หาได้รู้ตัวไม่ว่ามีคนมายืนอยู่เบื้องหลัง เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเตรียมจากไป จึงเพิ่งพบเฝิงชวี่จี๋เข้า

เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มทัก “ชวี่จี๋ เป็นเจ้ารึ?”

“ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋จัดระเบียบอาภรณ์ก่อนจะก้าวเข้ามาคำนับ

“มิต้องมากพิธี!” หลี่ฟู่โบกมือพลางถาม “มาหาข้ามีธุระอันใดรึ? ไฉนจึงไม่ส่งเสียงเรียกเล่า?”

เฝิงชวี่จี๋ยิ้มตอบ “ข้าน้อยเห็นใต้เท้ากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องสำคัญ จึงมิกล้าเข้าไปรบกวนขอรับ ข้าน้อยมาหาท่านครานี้ มีเรื่องสำคัญปรารถนาจะสนทนาจริงๆ”

หลี่ฟู่พยักหน้า “มีเรื่องใดก็ว่ามาเถิด มิไม่ต้องเกรงใจ มิต้องอ้อมค้อม”

เฝิงชวี่จี๋รับคำ พลันเงยหน้าสบตาหลี่ฟู่แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใต้เท้า โปรดอภัยที่ข้าน้อยบังอาจล่วงเกิน! ข้าน้อยอยากถามท่านว่า ท่ามกลางสถานการณ์ในยามนี้ ท่านมีแผนการประการใดบ้างขอรับ?”

“แผนการรึ?” หลี่ฟู่จ้องมองเฝิงชวี่จี๋ เขารู้สึกเหมือนจะเข้าใจความหมายนั้น ทว่าในขณะเดียวกันก็มิใคร่จะกระจ่างนัก

ด้วยว่าหากมิมีนัยแอบแฝง เขาหาจำเป็นต้องถามคำถามนี้ไม่ ทว่าหากมีนัย... สิ่งนั้นคือกระไร? หลี่ฟู่รู้สึกราวกับจะฉุกคิดได้ ทว่าความคิดนั้นยังมิแจ้งชัดพอ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

เฝิงชวี่จี๋ยิ้มพลางกล่าว “ใต้เท้าแจ้งแก่ใจดีกว่าข้าน้อยนัก หลังจากเกิดเหตุการณ์ในเมืองหลวงเช่นนั้น เกียรติภูมิของราชวงศ์ก็นับว่าย่อยยับจนสิ้น! รัชทายาทและคนในตำหนักบูรพาสิ้นชีพ อวี้อ๋องก็จากไป ยามนี้แม้หลีอ๋องจะประทับบนบัลลังก์มังกร ทว่าทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋อง หามีผู้ใดควรค่าแก่การสวามิภักดิ์ในฐานะนายเหนือหัวผู้ทรงธรรมไม่! อีกทั้งตามความเห็นของข้า สองคนนี้เกรงว่ามิใช่ผู้ที่จะรักษาใต้หล้าไว้ได้อย่างมั่นคง! ส่วนหย่งอ๋องนั้น หากเป็นเรื่องศึกสงครามก็นับว่ายอดเยี่ยม ทว่าหากจะให้ครองแผ่นดิน... หึๆ!”

“ใต้เท้า ท่านว่าหนานไห่ของเรา ควรจะมุ่งหน้าไปทิศทางใดดีขอรับ?” เฝิงชวี่จี๋ถามอย่างเนิบนาบ วาจานี้คือจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ส่วนคำกล่าวก่อนหน้าเป็นเพียงการปูทาง

หลี่ฟู่ถอนหายใจยาวพลางยิ้มขมขื่น “ชวี่จี๋ เจ้ากล่าวได้แทงใจข้านัก นับตั้งแต่ข่าวจากเมืองหลวงส่งมาถึง ใจข้าก็หามีความสงบสุขมได้แม้เพียงเค่อเดียว การกังวลถึงคนในครอบครัวก็นับเป็นเรื่องหนึ่ง ทว่าหากพวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋องจริง ข้าก็มั่นใจเจ็ดส่วนว่าจะชิงตัวพวกเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย... ทว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงนี่สิที่ทำให้ข้ามิสบายใจ เจ้านั้นกล่าวถูกแล้ว ทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องหาใช่ผู้ที่ควรคบหา และข้าหลี่ฟู่ก็มิคิดจะสวามิภักดิ์ฝ่ายใด ส่วนหย่งอ๋องนั้นเขาไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการเป็นกษัตริย์และมิเคยมีใจทะเยอทะยาน มิเช่นนั้นคงมิยอมไปนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ที่ชายแดนตั้งหลายปีหรอก หรือว่า... เราควรจะเลือกเชื้อพระวงศ์องค์อื่นขึ้นมา...”

“ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋ยิ้มขมขื่น นึกในใจว่าที่พรรณนามาเสียยืดยาวนั้นช่างเสียเปล่าโดยแท้!

เขาจึงตัดสินใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “จะไปสนเรื่องเชื้อพระวงศ์ทำไมกัน! แผ่นดินใต้หล้าควรเป็นของผู้มีความสามารถครอบครอง แผ่นดินต้าโจวมิใช่ชิงมาจากราชวงศ์ก่อนหรอกรึ? เหตุใดใต้เท้าจึงมิสถาปนาตนเองขึ้นแทนที่เสียเล่า!”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!” หลี่ฟู่ใจสั่นสะท้าน แววตาพลันวาวโรจน์ จ้องเขม็งไปที่เฝิงชวี่จี๋ทันควัน

ทว่าท่ามกลางความตระหนกของหลี่ฟู่ ใบหน้าของเฝิงชวี่จี๋กลับสงบนิ่งราวผิวน้ำที่ไร้ระลอก สายตาที่เปี่ยมด้วยความเยือกเย็นสบกับหลี่ฟู่นิ่ง ก่อนจะเอ่ยซ้ำอย่างช้าๆ ว่า “ข้าน้อยหมายความว่า เหตุใดใต้เท้าจึงมิสถาปนาตนขึ้นแทนที่เสียเอง ด้วยความสามารถของท่านย่อมมิใช่เรื่องที่เกินกำลัง! หึ... ต่อให้ทำการมิสำเร็จ การถอยกลับมารักษาหนานไห่ไว้ก็เพียงพอจะตั้งตนเป็นใหญ่งัดข้อกับจงหยวนได้ ใต้เท้าหามีสิ่งใดต้องกังวลเบื้องหลังไม่!”

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1410 ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋องมาเยือน

 

บทที่ 1410 ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋องมาเยือน

“ใต้เท้าหลี่ช่างเป็นยอดบุรุษ วาจาซื่อตรงผ่าเผยยิ่งนัก!” โจวปิ่งหมิงหัวเราะร่าพลางกล่าว “ใต้เท้ามิไม่ต้องระแวง ข้าจะบอกตามตรง เดิมทีท่านพ่อก็ปรารถนาจะสนิทชิดเชื้อกับใต้เท้ามานานแล้ว ทั้งยังกำชับให้ข้าหาโอกาสมาศึกษาเรียนรู้จากท่านมิน้อย แต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้หนานไห่ยังวุ่นวายปั่นป่วน ใต้เท้าต้องตรากตรำสะสางกิจการงานเมือง พวกเราจึงมิกล้าเข้ามาสร้างความลำบากให้ ยามนี้อุปสรรคทั้งปวงถูกขจัดสิ้น ใต้เท้าพอจะมีเวลาว่างบ้าง ข้าจึงบังอาจมาเยือน และถือโอกาสที่นายน้อยจะครบเดือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มาร่วมดื่มสุรามงคลแสดงความยินดีต่อใต้เท้าและฮูหยินด้วย หวังว่าใต้เท้าจะมิรังเกียจ!”

หลี่ฟู่แม้จะรู้สึกว่าวาจานี้มิใคร่จะเป็นความจริงทั้งหมด ทว่ายามนั้นก็มิได้คิดลึกซึ้ง จึงยิ้มตอบ “ท่านอ๋องและซื่อจื่อช่างเกรงใจนัก! ในเมื่อซื่อจื่อเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมต้องอยู่ดื่มสุรามงคลก่อนจากไปแน่นอน! ส่วนเรื่องศึกษาเรียนรู้นั้น ซื่อจื่อทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ในวังอ๋องย่อมมีครูบาอาจารย์ยอดฝีมือมากมาย หลี่ฟู่ผู้นี้มิกล้ารับคำชี้แนะหรอก!”

โจวปิ่งหมิงระเบิดหัวเราะอย่างเบิกบาน “แม่ทัพหลี่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว! การได้คำชี้แนะจากท่านนับเป็นวาสนาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวด้วยใจจริง มิทราบว่าแม่ทัพหลี่จะยินยอมหรือไม่?”

หลี่ฟู่นิ่งตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ในเมื่อซื่อจื่อมิรังเกียจ ย่อมได้เสมอ!”

“เช่นนั้นเป็นอันตกลง! ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณแม่ทัพหลี่ล่วงหน้า!” โจวปิ่งหมิงลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม “ยามที่ข้าพเจ้ามาขอคำชี้แนะ หวังว่าแม่ทัพหลี่จะมิรำคาญใจไปเสียก่อน!”

“ย่อมมิเป็นเช่นนั้นแน่นอน!” หลี่ฟู่ยิ้มรับ

โจวปิ่งหมิงแสดงท่าทีปลื้มปีติและเอ่ยประจบอีกสองสามคำ ก่อนจะขอตัวลาไปพักที่เรือนรับรองใกล้ที่ทำการเมือง

“มาดื่มสุราครบเดือนรึ?” เหลียนฟางโจวได้ฟังจากหลี่ฟู่ก็หลุดหัวเราะออกมา “'เจ้าตวนอู่' ของเรายังเหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบวันถึงจะครบเดือน! พ่อโจวซื่อจื่อผู้นี้ช่างรีบร้อนเกินไปกระมัง!”

หลี่ฟู่หัวเราะ “ใครจะรู้ว่าเขามาตีสนิทด้วยเจตนาแอบแฝงอันใด คงแค่อยากหาเรื่องเที่ยวเล่นในหนานไห่อีกหลายวันกระมัง ปล่อยเขาไปเถิด!”

เหลียนฟางโจวเองก็เดามิออกว่าสองพ่อลูกวังจิ้งหนานอ๋องคิดจะทำสิ่งใด ทว่าเมื่อนึกถึงหนานไห่ในยามนี้ที่เต็มไปด้วยการระแวดระวัง ทั้งหูต้าไห่, เฝิงชวี่จี๋, เซียวมู่ และผางอวี้หลง ต่างก็เป็นคนสนิทของหลี่ฟู่ หากซื่อจื่อผู้นี้คิดจะกระทำการใด เพียงแค่ขยับตัวนิดเดียวความลับย่อมแตกแน่นอน จึงมิเห็นต้องกังวล

คนของหลี่ฟู่ที่ส่งไปสืบข่าวเริ่มทยอยกลับมา แม้เบื้องลึกเบื้องหลังในเมืองหลวงจะยังมิกระจ่างแจ้งนัก แต่พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้หลายส่วน

สิ่งที่หลี่ฟู่คาดมิถึงคือ 'อวี้อ๋อง' ผู้มีนิสัยซื่อตรงและยังเยาว์วัย กลับสิ้นพระชนม์ไปแล้วเช่นกัน! และทรงสิ้นใจก่อนอดีตฮ่องเต้และรัชทายาทเสียอีก

อีกทั้งเรื่องนี้ดูเหมือนจะพัวพันกับความลับในราชวงศ์ที่ค่อนข้างพิสดาร อดีตฮ่องเต้มิได้ประกาศข่าวนี้ต่อใต้หล้า และมิมีการปริปากออกมาภายนอกแม้เพียงคำเดียว!

ตามข่าวที่สืบมาได้ อวี้อ๋องสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุบางประการ ทว่าหลักฐานกลับชี้เป้าไปที่หลีอ๋อง ทำให้อดีตฮ่องเต้พิโรธหนัก คล้ายกับจะทรงมีพระราชโองการถอดหลีอ๋องออกเป็นสามัญชนและกักขังไว้ในกำแพงสูงชั่วชีวิต! ทว่าก่อนจะทันได้ลงพระปรมาภิไธย มิทราบว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น พระราชโองการฉบับนั้นจึงมิได้รับการประกาศออกไป

จากนั้นอดีตฮ่องเต้ก็ทรงประชวรหนัก อาการทรุดรวดเร็วจนมิอาจลุกจากแท่นบรรทมได้...

หลี่ฟู่มิพักต้องตรองก็รู้ดีว่า ในช่วงเวลาวิกฤตที่ฮ่องเต้ทรงประชวรหนักถึงเพียงนี้ สถานการณ์ในเมืองหลวงย่อมต้องตึงเครียดจนมิอาจพรรณนา!

ต่อมามิทราบว่าเกิดเหตุพลิกผันใดขึ้น ในคืนหนึ่งที่เงียบงัน ตำหนักบูรพากลับเกิดเพลิงไหม้อย่างปริศนา!

กว่าเพลิงจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและลุกลามไปทั่วตำหนักจนยากจะดับได้ จึงเพิ่งมีคนพบเห็นและรีบเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัย

ทว่าผลลัพธ์กลับสลดหดหู่ มิมีผู้ใดในตำหนักบูรพารอดพ้นมาได้แม้แต่คนเดียว ทุกชีวิตถูกย่างสดในกองเพลิง!

ครั้นเข้าสู่ปีใหม่ อดีตฮ่องเต้ก็เสด็จสวรรคต!

หลีอ๋องเป็นผู้ได้รับข่าวเป็นคนแรก จึงชิงความได้เปรียบ เข้าควบคุมพระราชวังในทันที พร้อมประกาศว่าตนเองคือผู้สืบทอดราชบัลลังก์ตามพระราชประสงค์ของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ

มิใช่เพียงหลีอ๋อง ทว่าเหล่าขุนนางเกือบทั้งราชสำนักต่างก็เห็นพ้องว่า เมื่อไร้สิ้นรัชทายาทแล้ว หลีอ๋องย่อมเป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่!

หามีผู้ใดเห็น 'เซี่ยนอ๋อง' ผู้สุภาพอ่อนโยนและไร้กำลังทหารอยู่ในสายตาไม่ ส่วน 'หย่งอ๋อง' ผู้กุมกำลังรบก็อยู่ไกลถึงแดนตะวันตกเฉียงเหนือ!

ทว่าเรื่องราวกลับพลิกผันอย่างคาดมิถึง!

เซี่ยนอ๋องกลับลุกขึ้นมาประกาศกร้าว กล่าวโทษหลีอ๋องว่าปลงพระชนม์ฮ่องเต้ สังหารบิดาและพี่ชาย ชั่วช้ามิสมควรสืบสันตติวงศ์!

ยามนั้นทุกคนจึงเพิ่งประจักษ์แจ้งว่า กองกำลังทหารจิ่วเหมิน (ทหารรักษาพระนคร) กว่าสองหมื่นนายล้วนเป็นคนของเซี่ยนอ๋อง! อีกทั้งยังมีมหาเสนาบดีสองท่าน เจ้ากรมพิธีการ รองเจ้ากรมกลาโหมสองท่าน รวมถึงกองกำลังจากอำเภอว่านผิงและต้าซิงใกล้เมืองหลวง ต่างพากันสนับสนุนเซี่ยนอ๋องและตั้งข้อสงสัยในตัวหลีอ๋องเช่นเดียวกัน

หลีอ๋องทั้งตระหนกและเดือดดาล ตอกกลับเซี่ยนอ๋องว่าลอบสังหารอวี้อ๋องแล้วป้ายสีตน จนทำให้อดีตฮ่องเต้ทรงกริ้วจนสิ้นพระชนม์ ทั้งยังอ้างว่าเพลิงไหม้ตำหนักบูรพาก็ต้องเป็นฝีมือของเซี่ยนอ๋องแน่นอน! ช่างเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงที่แฝงกายได้แนบเนียนยิ่งนัก!

หลีอ๋องนั้นเปิดเผยความทะเยอทะยานมาตลอด ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นว่าเซี่ยนอ๋องเองก็มีความทะเยอทะยานมิแพ้กัน เพียงแต่ซ่อนเร้นอยู่ในที่มืดมาเนิ่นนาน!

ทั้งสองฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กันจนผู้คนมิรู้จะเชื่อฝ่ายใด เมืองหลวงจึงตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายปานนรกแตก!

หากเทียบกันแล้ว ขุมกำลังของหลีอ๋องย่อมเหนือกว่าเล็กน้อย อีกทั้งยังชิงความได้เปรียบไว้ก่อน เขาจึงตัดสินใจจัดพิธีขึ้นครองราชย์ในทันทีเพื่อหวังจะสร้างความชอบธรรม หากตำแหน่งฮ่องเต้ถูกกำหนดแน่นอนแล้ว ต่อให้เซี่ยนอ๋องมิยินยอมจะทำสิ่งใดได้?

ทว่าพิธีราชาภิเษกของหลีอ๋องมิเพียงแต่จะรีบร้อนกระชั้นชิด ยังเกิดเหตุอาเพศขึ้นอีก เมื่อคนของเซี่ยนอ๋องลอบเข้ามาทำลายพิธีและส่งมือสังหารเข้าจู่โจม แม้มือสังหารจะถูกปลิดชีพในที่เกิดเหตุ ทว่าการหลั่งเลือดในยามมงคลเช่นนั้น ในสายตาผู้คนย่อมถือเป็นลางร้ายยิ่งนัก

มิเพียงเท่านั้น ตำหนักหลังของพระราชวังเฉียนชิงยังเกิดเพลิงไหม้ตามมา แม้จะดับไฟได้รวดเร็ว ทว่ากลุ่มควันที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าก็ประจักษ์แก่สายตาทุกคน นี่ก็นับเป็นลางร้ายมิแพ้กัน!

หลีอ๋องพิโรธจัดจนแทบจะฉีกเซี่ยนอ๋องเป็นชิ้นๆ! ทันทีที่เสร็จสิ้นพิธีอันลักลั่น ก็สั่งทหารออกจับกุมเซี่ยนอ๋องทันที

ทว่าเซี่ยนอ๋องมีหรือจะยอมจำนน? เขานำพาผู้ติดตามลอบขโมยพระศพของอดีตฮ่องเต้ออกไป แล้วเข้ายึดพระราชวังฤดูร้อนเป่ยย่วนเพื่อตั้งป้อมยันกับหลีอ๋อง!

เหตุการณ์พลิกผันครานี้ทำเอาทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง!

เหล่าขุนนางเก่าแก่และเชื้อพระวงศ์ต่างพากันตบหน้าอกร้องไห้โฮ อดีตฮ่องเต้ทรงมีชื่อเสียงเกริกไกรมาตลอดพระชนม์ชีพ นึกมิถึงว่ายามสวรรคตกลับถูกหมิ่นพระเกียรติถึงเพียงนี้ จะมิให้ผู้คนโกรธแค้นได้อย่างไร?

เหล่าบัณฑิต ผู้นำคำร้อง และนักปราชญ์ทั้งหลายต่างพากันเดือดดาล วาจาประณามพรั่งพรูออกมามิขาดสาย

มิใช่เพียงเซี่ยนอ๋องผู้ริเริ่มเหตุการณ์จะถูกดันขึ้นสู่ยอดคลื่นแห่งคำสาปแช่ง ทว่าแม้แต่ "ฮ่องเต้ใหม่" อย่างหลีอ๋องที่มิยอมประนีประนอมกับน้องชายจนเกิดเรื่องงามหน้า ก็พลอยถูกตำหนิอย่างรุนแรงมิแพ้กัน

ยามนี้ สองพี่น้องต่างก็แบกรับกระแสสังคมมิไหว

หลีอ๋องจำต้องขอให้พระมารดาของตน หรือ 'ซูเฟย' ที่ยามนี้ขึ้นเป็นไทเฮา ไปเชิญอดีตฮองเฮา (ฮองเฮาในรัชกาลก่อน) ที่กำลัง "ประชวร" ให้ออกมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

ในตอนแรกอดีตฮองเฮามิยินยอม ทว่าหลีอ๋องที่จนแต้มแล้วกลับใช้ชีวิตคนในตระกูลเดิมของนางกว่าร้อยชีวิตมาข่มขู่

อดีตฮองเฮาจึงจำต้องกล้ำกลืนความแค้น ออกหน้ามาประสานรอยร้าวครั้งนี้

ผลสรุปสุดท้ายคือ เซี่ยนอ๋องเรียกร้องให้หลีอ๋องสถาปนาตนเป็น 'ฮั่นหยางอ๋อง' โดยขอดินแดนฮั่นหยางอันประกอบด้วย จิงโจว, จิงเหมิน, เจียงเซี่ย และอู่ชาง เป็นที่มั่น และจะออกเดินทางไปรับตำแหน่งในทันที

หลีอ๋องจำใจต้องตอบตกลงเพื่อความสงบ

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1409 มิยอมจำนน

 

บทที่ 1409 มิยอมจำนน

“จะเกรงใจกันเกินไปแล้ว!” มีหรือที่หลี่ฟู่จะยอมปล่อยให้ตัวแปรที่ไม่แน่นอนเช่นนี้รั้งอยู่ในหนานไห่? ใครจะรู้ว่าจูเหยียนจะแอบวางแผนชั่วอันใดลับหลังบ้าง?

หลี่ฟู่กล่าวกลั้วยิ้ม “ข้าเชื่อว่าหลีอ๋องมิใช่คนหูเบาจนมิฟังความ ใต้เท้าจูกลับไปรายงานตามความจริง ทั้งยังมีสกุลจูเป็นร่มไม้ใหญ่หนุนหลัง ท่านจะหวาดกลัวสิ่งใด? หากท่านรั้งอยู่ที่หนานไห่ในฐานะครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้จะดูเป็นระเบียบได้อย่างไร? อย่าได้กล่าววาจาให้มากความอีกเลย... เชิญ!”

“หลี่ฟู่!” จูเหยียนคาดมิถึงว่าหลี่ฟู่จะใจคอคับแคบไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้ ในความตระหนกและโกรธแค้นนั้นเอง เขาก็พลันชักดาบจากข้างกายผู้ติดตามออกมาเสียงดัง “เช้ง!” ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าวแล้วพาดคมดาบลงบนคอของตนเองพลางตวาดลั่น “หลี่ฟู่! เจ้าบีบคั้นกันเกินไปแล้ว คิดจะบีบให้ข้าต้องตายตรงนี้ใช่หรือไม่!”

หลี่ฟู่มองหน้าหูต้าไห่และคนอื่นๆ อย่างนึกขันพลางเอ่ย “ใต้เท้าจูกล่าววาจาใดกัน? หรือว่าสติฟั่นเฟือนไปแล้ว? เขาหาว่าข้าบีบคั้นเขา? ข้าไปบีบคั้นเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

หูต้าไห่ระเบิดหัวเราะเสียงดัง “เห็นชัดว่าเขาเป็นบ้าไปเอง! กลับมาโยนความผิดให้ใต้เท้า ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”

“ข้าน้อยเองก็มิเห็นสิ่งใด เห็นเพียงใต้เท้าจูกำลังข่มขู่ใต้เท้าหลี่อยู่ขอรับ!” เฝิงชวี่จี๋กล่าวเย้า

ทุกคนต่างพากันหัวเราะร่าพลางสอดคำประชดประชันกันไปมา

จูเหยียนใบหน้าซีดเผือด มือที่กุมด้ามดาบสั่นเทาจนข้อนิ้วขาวโพลน เขาโกรธจัดจนแทบจะหมดสติไปตรงนั้น!

นี่เขาจะต้องเสียหน้าจนหาทางลงมิได้เชียวรึ!

ส่วนเรื่องตายนั้น... แน่นอนว่าเขาหาได้ปรารถนาจะตายจริงไม่!

หลี่ฟู่แค่นหัวเราะในใจ เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าหาจูเหยียนอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดวิตกของอีกฝ่าย หลี่ฟู่แย่งดาบออกจากมือเขาอย่างนิ่มนวลแล้วโยนทิ้งลงพื้นพลางเอ่ยเรียบๆ “ใต้เท้าจู เชิญเถิด! เซี่ยกงกง... ดูเหมือนอาการของใต้เท้าจูจะมิสู้ดีนัก รบกวนท่านช่วยดูแลเขาระหว่างทางให้ดีด้วย!”

กล่าวจบเขาก็หันไปสั่งเสียงเข้ม “พี่หู ลำบากท่านช่วยไปส่งพวกเขาสักหน่อย!”

หูต้าไห่แค่นเสียงฮึ “ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าน้อยจะส่งพวกเขาออกไปจากหนานไห่อย่างปลอดภัย... หากว่าพวกเขาไม่อยากหาที่ตายเองเสียก่อนนะ!”

หลี่ฟู่ยิ้มรับแล้วประกาศก้อง “ทุกคนแยกย้ายกันไปเถิด!”

เหล่าขุนนางและทหารต่างรับคำแล้วพากันแยกย้ายจับกลุ่มสนทนาจากไป

จูเหยียนและเซี่ยกงกงได้แต่ยืนเบิกตากว้าง มิกล้าเอ่ยปากแม้เพียงคำเดียว ส่วนทหารรักษาพระองค์ที่ติดตามมาก็ทำเพียงปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อนายไม่สั่งสิ่งใดพวกเขาก็นิ่งเฉยมิขยับเขยื้อน

เมื่อหลี่ฟู่กลับถึงเรือนหลัง เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีต่างเฝ้ารอฟังข่าวอยู่ด้วยใจระทึก

หลี่ฟู่เห็นทั้งสองมองมาด้วยความกังวลก็หลุดยิ้มออกมา “มิมีเรื่องอันใด! ข้าไล่พวกมันไปหมดแล้ว!”

เหลียนฟางโจวลอบถอนหายใจยาว “ในเมื่อพวกมันมิได้ยกเรื่องความปลอดภัยมาข่มขู่ท่าน แสดงว่าอาเจ๋อและคนอื่นๆ คงมิได้ตกอยู่ในมือกองกำลังของหลีอ๋อง!” มิเช่นนั้น พวกมันคงมิปล่อยไพ่ตายใบสำคัญนี้ไปเฉยๆ แน่

ชุยเส้าซีพลอยยิ้มไปด้วย “ครานี้เจ้าคงวางใจได้แล้วกระมัง? ในเมื่อพูดกันให้ชัดเจนเช่นนี้ก็ดีแล้ว เราจะรักษามณฑลหนานไห่ไว้ให้มั่น แล้วคอยดูสถานการณ์อย่างสงบ!”

หลี่ฟู่พยักหน้าเห็นพ้องก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวอย่างนุ่มนวล “การที่อาเจ๋อมิตกอยู่ในน้ำมือหลีอ๋องถือเป็นข่าวดีที่สุด ยามนี้พวกเขาหลุดพ้นจากการควบคุมแล้ว ย่อมต้องหาทางมุ่งหน้ามายังหนานไห่แน่นอน ข้าจะเพิ่มกำลังคนออกไปสืบหาและคอยรับรองระหว่างทาง ยามนี้เจ้ายังอยู่ในช่วงอยู่ไฟ มิควรตรากตรำความคิดมากเกินไป”

“ข้ามิเป็นไร ข้ารู้จักประมาณตนเจ้าค่ะ!” เหลียนฟางโจวยิ้มรับ ก่อนจะถอนใจเบาๆ “มิรู้ว่าในเมืองหลวงเกิดเรื่องราวใหญ่โตเพียงใด! อาเจ๋อกับคนอื่นๆ... เฮ้อ ขอให้พวกเขาปลอดภัยเถิด!”

บรรยากาศพลันหนักอึ้งขึ้นมาวูบหนึ่ง แม้จะว่ากันว่าการมิมีข่าวคือข่าวดี ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ การขาดการติดต่อย่อมมิใช่เรื่องที่วางใจได้เสมอไป!

ฝ่ายหลี่ฟู่กำลังตามหาเหลียนเจ๋อและพวกพ้อง ฝ่ายหลีอ๋องเองก็คงกำลังตามหาเช่นกัน รวมถึงเซี่ยนอ๋องที่มิรู้ชะตากรรมยามนี้ ก็อาจจะกำลังส่งคนออกตามหาอยู่ด้วย! พวกอาเจ๋อมิมีทั้งอำนาจและกำลังทหาร หากหลบซ่อนรอดพ้นไปได้ก็นับว่าโชคดี ทว่าหากโชคร้ายถูกคนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพบเข้า...

“พวกเราต้องบริหารหนานไห่ให้เข้มแข็ง เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับหลีอ๋อง! ฟางโจว เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย!” ชุยเส้าซีกล่าวเสริม

หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ “ถูกต้อง! ตราบใดที่หนานไห่ยังอยู่ในมือเรา หลีอ๋องย่อมมิกล้าแตะต้องพวกเขาโดยง่าย!”

“ยามนี้ก็คงทำได้เพียงเท่านี้!” เหลียนฟางโจวยิ้มเศร้า “ข้าเพียงแต่อดห่วงมิได้ ทว่าในใจข้าเข้าใจเหตุผลทุกประการและยังคุมสติได้ดี พวกท่านมิต้องกังวลเรื่องข้าหรอกเจ้าค่ะ! สิ่งใดควรทำก็จงทำเถิด อันดับแรกต้องรักษาหนานไห่ให้มั่นคง เพราะหากหนานไห่ปลอดภัย ชีวิตของพวกเขาก็จะปลอดภัยไปด้วย!”

หลี่ฟู่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “น้องหญิงรู้ความถึงเพียงนี้ พี่ก็เบาใจ!”

ข่าวคราวต่างๆ เริ่มแพร่สะพัดเข้าสู่หนานไห่ผ่านเส้นทางการค้า บรรดาพ่อค้าแม่ขายและราษฎรต่างได้ยินเรื่องราวมาบ้างไม่มากก็น้อย

เดิมทีหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวกังวลว่าข่าวการผลัดแผ่นดินจะทำให้ราษฎรเสียขวัญจนเกิดความวุ่นวาย ทว่าเหนือความคาดหมาย... ผู้คนทุกหย่อมหญ้ากลับดำเนินชีวิตประหนึ่งมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น ผู้ที่ต้องลงนาทำไร่ก็ทำไป ผู้ที่เปิดร้านค้าขายก็ขายไป จะมีก็เพียงการตั้งวงสนทนาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสและครึกครื้นยามว่างเท่านั้น ราวกับแรงสั่นสะเทือนของอาณาจักรในครานี้มิอาจส่งผลกระทบใดๆ ต่อชาวหนานไห่ได้เลย

เรื่องนี้ทำให้หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวทั้งโล่งใจและฉงนใจไปพร้อมๆ กัน

จนกระทั่งเฝิงชวี่จี๋เป็นผู้มาคลายความสงสัยนี้ให้หลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าอาจยังมิแจ้งใจ ชาวหนานไห่เรานั้นถูกทอดทิ้งมิมีผู้ใดเหลียวแลมานานปี เรียกได้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินไกลของจริง! ต่อให้ท้องฟ้าที่เมืองหลวงจะถล่มลงมา ก็มิอาจหล่นมาทับที่นี่ได้! ทุกคนจึงมิได้ใส่ใจนัก หากจะกล่าววาจาจาบจ้วงไปเสียหน่อย... ฮึๆ สำหรับชาวเมืองที่นี่ การเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงก็เปรียบเสมือนการดูเรื่องสนุกของบ้านอื่นเท่านั้นเองขอรับ แล้วใครจะไปหวาดกลัวหรือกังวลกันเล่า?”

หลี่ฟู่ได้ฟังก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างเข้าใจแจ้ง

เมื่อเขากลับไปเล่าให้เหลียนฟางโจวฟัง นางก็ขำจนหยุดมิได้พลางทอดถอนใจ “นั่นสินะ... ตั้งแต่นายท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งลงมา หามีใครใส่ใจการผลัดแผ่นดินนี้ไม่! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! เฮ้อ... แบบนี้ก็ดี ท่านจะได้เบาแรงลงไปมาก!”

“ถูกต้อง!” หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ “หากใจราษฎรมิแกว่ง หนานไห่ย่อมมิสั่นคลอน!”

ทว่าเพียงสองวันต่อมา 'โจวปิ่งหมิง' ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋อง ก็พลันเดินทางมาขอเข้าพบโดยมิได้นัดหมาย

หลี่ฟู่นึกแปลกใจยิ่งนักจึงออกไปต้อนรับด้วยตนเอง เขาครุ่นคิดมิออกว่าโจวปิ่งหมิงเดินทางมาด้วยธุระอันใด แม้ดินแดนในอาณัติของจิ้งหนานอ๋องจะติดกับหนานไห่ ทว่าหลี่ฟู่ก็นับว่ามิได้มีความสนิทชิดเชื้ออันใดกับวังจิ้งหนานอ๋องเลยแม้แต่น้อย!

หากจะพอมีเรื่องราวเกี่ยวโยงกันอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นคราที่ท่านหญิงหรงอัน 'โจวเชี่ยน' เคยกลั่นแกล้งล่วงเกินเหลียนฟางโจวไว้ครั้งหนึ่งเท่านั้น

เมื่อทั้งสองพบหน้ากัน โจวปิ่งหมิงในชุดคลุมยาวสีขาวนวลปักลายจางๆ ก็รีบก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง เขาประสานมือคารวะหลี่ฟู่อย่างสง่างามพลางหัวเราะ “ใต้เท้าหลี่ มิได้พบกันนานทีเดียว! พอออกจากเมืองหลวงมา ดูเหมือนใต้เท้าจะมีสีหน้าผ่องใสขึ้นมิน้อยเลยนะ!”

“ซื่อจื่อล้อเล่นแล้ว! เชิญด้านใน!” หลี่ฟู่ยิ้มรับตามมารยาท

เมื่อเข้าสู่โถงรับรองและนั่งลงตามตำแหน่งเรียบร้อย สาวใช้ยกน้ำชาแล้วจึงถอยออกไป

หลังจากสนทนาปราศรัยกันเพียงมี่กี่ประโยค หลี่ฟู่ก็เข้าประเด็นด้วยรอยยิ้ม “ซื่อจื่อเดินทางมาครานี้ มิทราบว่ามีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือไม่? หากมีเรื่องใดที่หลี่ฟู่พอจะสอดมือช่วยเหลือได้ ซื่อจื่อโปรดกล่าวมาเถิด มิไม่ต้องเกรงใจ!”