วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1291 หว่านล้อมสารพัด

 บทที่ 1291 หว่านล้อมสารพัด

      ฝูเว่ยถูกหมิงซานพยุงกลับที่พัก ในหัวยังคงนึกถึงเสียงก่นด่าของเหลียนฟางโจวที่ไม่หยุดหย่อน อีกทั้งก็ไม่รู้ว่าผางอวี้หลงกับไห่หม่าจะพูดคุยอะไรกัน และจะหว่านล้อมผางอวี้หลงได้อย่างไร

     ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว โดยเฉพาะที่ผางอวี้หลงสั่งต่อหน้าตนกับไห่หม่าให้จิ่วเตาพาเหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีไปขังไว้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรกันแน่ ทุกอย่างช่างสับสนยุ่งเหยิงไปหมด

     หมิงซานเห็นสีหน้าเขาแล้วก็ยิ้มพลางเอ่ย “คุณชายพักก่อนเถอะขอรับ นอนหลับสักตื่น พอตื่นมากระปรี้กระเปร่าขึ้น อาจจะคิดอะไรออกก็ได้ อีกอย่าง รองหัวหน้าไม่มีทางไม่มาหาคุณชายหรอก ถึงเวลานั้น คุณชายแค่ซักถามนิดหน่อย เขาจะไม่บอกหมดก็ให้มันรู้ไป!”

      ฝูเว่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกมีเหตุผล จึงยอมวางใจชั่วคราว

เมื่อจัดการให้ฝูเว่ยหลับลงเรียบร้อย หมิงซานก็ออกจากเรือนไป เดินทอดน่องไร้จุดหมายอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขา ก็รีบเลี้ยวเข้าซอยเล็กสายหนึ่ง เดินวกวนไปตามทางแคบเลี้ยวซ้ายขวาหลายรอบ ไม่นานก็มาถึงถ้ำหินเปลี่ยวแห่งหนึ่ง

    เขาพยักหน้าให้คนรับใช้สองคนในชุดเขียวที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำ จากนั้นก็เร่งฝีเท้าเข้าไปข้างใน

    “คุณชายใหญ่! ข้าน้อยขอคารวะคุณชายใหญ่!” หมิงซานจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วคารวะชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าหยาบสีคราม

    ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นว่าเขาคือ “เหลียงจิ้น”

    หมิงซานดูจะรู้ธรรมชาติของเหลียงจิ้นดีนัก จึงไม่รอให้ฝ่ายนั้นเอ่ยปากถาม รีบร้อนพูดก่อนว่า “คุณชายใหญ่ ฮูหยินหลี่—ไม่สิ! แม่นางเหลียน อยู่ที่นี่จริงๆ! วันนี้...”

    ฟังหมิงซานเล่าจบ เหลียงจิ้นก็ได้รู้ว่าเหลียนฟางโจวยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ถูกจับขังไว้ชั่วคราวโดยไม่มีอันตราย เขาจึงค่อยโล่งอกขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังอดบ่นไม่ได้ “ผู้หญิงคนนี้ดวงจะแย่ไปถึงไหน หนีออกมาได้แล้วยังถูกจับอีก! รีบสืบมาให้ชัดว่าเขาถูกขังไว้ที่ไหน แล้วค่อยกลับมารายงานข้า!”

    “ขอรับ!” หมิงซานก้มตัวรับคำ รู้ทันทีว่าคุณชายใหญ่คิดจะช่วยเหลียนฟางโจว

    เหลียงจิ้นขมวดคิ้ว ถามต่อ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่ามีชายแซ่ชุยอะไรนั่นอยู่กับนาง?”

    หมิงซานชะงัก ก่อนรีบพยักหน้า “ใช่ครับ...”

    เหลียงจิ้นแค่นหัวเราะเย็นชา “ชายผู้นั้นอายุเท่าไร หน้าตาเป็นอย่างไร? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับนาง?”

    หมิงซานฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ถึงกับขนลุกวาบ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แอบชำเลืองมองใบหน้าเหลียงจิ้นก่อนตอบ

    เหลียงจิ้นเริ่มหงุดหงิด ตวาดขึ้น “เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง? รีบพูด! หรืออยากโดนตบ!”

    “ขอรับๆ!” หมิงซานรีบตอบ “ชายคนนั้นดูจะสนิทกับฮูหยินหลี่—เอ่อ...กับแม่นางเหลียนมากทีเดียว เป็นเขาที่ช่วยนางหนีออกจากเรือ เพียงแต่โชคไม่ดี จึงถูกจับอีกครั้ง! เขาน่าจะอายุมากกว่าแม่นางเหลียนสักสามถึงสี่ปี หน้าตา...เอ่อ...หล่อเหลาเลยทีเดียวครับ!”

    เห็นสีหน้าเหลียงจิ้นมืดครึ้มลงทันใด หมิงซานก็รีบเสริม “แต่ร่างกายน่ะผอมบางจนน่าสงสาร แขนขาเรียวเล็ก สู้แม้แต่เจ้าฝูเว่ยขี้แพ้ยังไม่ได้เลย! มองยังไงก็เหมือนพวกหยิบโหย่ง ไม่สมกับเป็นบุรุษเอาเสียเลย!”

    นัยแฝงชัดเจนว่า — เทียบกับคุณชายใหญ่แล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องอิจฉาเลยแม้แต่นิด!

    เหลียงจิ้น “ฮึ” ในลำคอหนึ่งที สีหน้าไม่ใคร่เชื่อถ้อยคำที่หมิงซานพูดกลบเกลื่อนนัก แถมยังเริ่มไม่สบอารมณ์ สายตาเย็นชากวาดมามอง “เหลียนฟางโจวสายตาแย่ขนาดนั้นเลยรึ? ถึงกับไปชอบพวกหยิบโหย่ง?”

    “...” หมิงซานรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ ได้แต่มองเหลียงจิ้นอย่างอึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก — เขาจะกล้าไปชมเจ้าคนแซ่ชุยนั่นได้ยังไง? มีหวังตายเร็วขึ้นแน่!

    ดีที่เหลียงจิ้นเองก็ดูจะรู้ว่าถามแบบนี้ไร้สาระ จึงโบกมือเปลี่ยนเรื่องไปเสียก่อน “แล้วเจ้าหน้าหวานนั่นล่ะ ถูกขังไว้ที่ไหน? อยู่กับเหลียนฟางโจวรึเปล่า?”

    หมิงซานรีบส่ายหัว “เรื่องนี้...ข้ายังไม่แน่ใจเลยขอรับ!”

    “ไม่ว่าจะขังไว้ด้วยกันหรือไม่ก็ตาม” เหลียงจิ้นเอ่ยเสียงเรียบเย็น “หาวิธีเก็บมันซะ!”

    หลี่ฟู่คนหนึ่งก็น่าหมั่นไส้เกินพอแล้ว ยังจะมีอีกคนหน้าใสแซ่ชุยเข้ามาอีก คิดจะไม่ให้เขาเดือดดาลเลยหรืออย่างไร?

    “รับทราบขอรับ คุณชายใหญ่!” หมิงซานรับคำอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

    หลังจากเจ้านายกับข้ารับใช้หารือกันครู่หนึ่ง หมิงซานก็รีบจากไป

    เมื่อกลับมาถึงเรือนของฝูเว่ย บังเอิญเขาได้ยินเสียงสนทนาเล็ดลอดออกมาจากข้างในพอดี เป็นเสียงของไห่หม่ากำลังคุยกับฝูเว่ย หมิงซานจึงรีบตั้งใจฟัง

    ได้ยินเพียงไห่หมาบ่นระบายความอัดอั้นอย่างคับข้องใจ บอกว่าที่เขาทำไปทั้งหมด ก็เพื่ออนาคตของพี่น้องบนเกาะและทางรอดในวันหน้า แต่หัวหน้ากลับไม่เข้าใจซ้ำยังตำหนิเขาเสียยกใหญ่

    จากนั้นก็กล่าวขอโทษฝูเว่ย บอกว่าจากสถานการณ์ตอนนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้จริงๆ เพราะท่าทีของหัวหน้าใหญ่แน่วแน่เกินไป หากยังฝืนพูดต่อ อาจทำให้เรื่องแย่ลงกว่าเดิม จึงขอให้ฝูเว่ยอดทน พักอยู่บนเกาะไปก่อน แล้วรอโอกาสค่อยๆ โน้มน้าวหัวหน้าอีกที

    “เจ้าก็ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?” ฝูเว่ยพูดตัดบทอย่างรำคาญ ก่อนจะถอนใจอย่างหมดอารมณ์ “ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้วล่ะ...ฮึ! รองหัวหน้าพรรคนั่นน่ะ ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรเลย!”

    หมิงซานได้ยินก็พลันคิดขึ้นมาในใจ — คุณชายใหญ่คิดจะฆ่าใต้เท้าหลี่ แต่กลับอยากช่วยฮูหยินหลี่ ถ้าเช่นนั้น...เวลานี้ไม่ใช่โอกาสดีหรอกหรือ?

    เขาจึงยิ้มพลางเอ่ย “ข้ามีวิธีหนึ่ง ไม่รู้ควรพูดดีหรือไม่ควรพูดดี…”

    ฝูเว่ยไม่ได้สนใจคำพูดของเขาสักเท่าไรนัก — ตัวเขาเองคิดแทบตายยังหาทางออกไม่ได้ แล้วไอ้หมอนี่จะมีอะไรดีไปกว่า? จึงเอ่ยตามมารยาท “ว่ามาสิ ข้าฟังเล่นก็ได้!”

    หมิงซานยิ้มแล้วกล่าว “ที่หัวหน้าใหญ่ไม่ยอมตกลง จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ก็แค่ยังกลัวฝังใจจากเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนเท่านั้นเอง! แต่สถานการณ์คราวนี้ มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง! เรื่องนี้...พวกเราเข้าใจดี แต่หัวหน้าใหญ่ไม่รู้! ตอนนี้เรามีฮูหยินหลี่อยู่ในมือ — ฮ่าๆ ใต้เท้าหลี่น่ะ รักใคร่เอ็นดูภรรยาคนนี้มากแค่ไหน ใครๆ ก็เห็นเต็มตา! ใช้นางเป็นเหยื่อล่อ รับรองว่าได้ผลแน่นอน!”

    “คุณชายลองเสนอให้รองหัวหน้าไปพูดกับหัวหน้าใหญ่ ขออนุญาตให้นำคนของตนเองไปจัดการงานนี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับคนของหัวหน้า หรือพี่น้องคนอื่นบนเกาะ แบบนี้...หัวหน้าใหญ่จะมีเหตุผลอะไรจะคัดค้านอีกล่ะขอรับ?”


จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1290 ยุยง

 

บทที่ 1290 ยุยง

สีหน้าของเหลียนฟางโจวเปลี่ยนไป นางพยายามดิ้นรนแต่กลับขยับไม่ได้แม้แต่น้อย พอเห็นว่าผางอวี้หลงนั่งนิ่งมั่นคงอยู่ด้านบนโดยไม่มีทีท่าว่าจะห้ามไห่หม่า นางก็ยิ่งร้อนใจ

ไห่หม่าหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ส่วนฝูเว่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเย็นชาน่าขนลุก

เหลียนฟางโจวร้อนรนสุดขีด ตะโกนว่า เจ้ามิได้สมคบกับฝูเว่ยผู้น่าชัง คิดเล่นงานสามีข้าหรือ? เจ้ากล้าแตะต้องข้า สามีข้าย่อมไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

ไห่หม่ายิ้มเหี้ยม แม้แต่สามีเจ้าข้าก็ไม่ไว้หน้า แล้วนับประสาอะไรกับเจ้า?  จะเอาสามีมาขู่ข้า? ฮ่าๆ สมองเจ้านี่คงมีน้ำแทนเลือดแล้วกระมัง!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะ ด่ากลับ แค่เจ้าสองคนยังกล้าคิดวางแผนเล่นงานสามีข้า? ฝันไปเถอะ! ข้าเตือนให้คิดไว้หน่อย อย่าทำอะไรจนตัดหนทางถอย มิฉะนั้นมีแต่หายนะ! สามีข้าหาใช่ผู้ว่าการมณฑลคนก่อนที่พวกเจ้าหลอกใช้ได้ง่ายๆ หากเขาคิดจะลงมือ แม้แต่เกาะนี่…ฮึ!”

กล้าขู่ข้าเรอะ!” ไห่หม่าโกรธจัด ฟาดหน้านางฉาดหนึ่งแล้วเยาะเย้ย ที่เกาะหุยเฟิงของพวกเรา แม้แต่พญายมยังไม่อาจแตะต้อง แล้วสามีเจ้าจะเป็นอะไร!”

พอเถอะ เจ้าเสิ่น” ผางอวี้หลงที่อยู่ด้านบนเอ่ยขึ้นในที่สุด แล้วหันไปสั่งจิ่วเตา พาฮูหยินหลี่กับคุณชายคนนี้ไปขังไว้ จัดคนเฝ้าให้ดี ข้าไม่อนุญาต ใครก็เข้าไปหาไม่ได้ ห้ามแตะต้องพวกเขา!”

เหลียนฟางโจวกับฉุยเส้าซีต่างก็โล่งใจพร้อมกัน

จิ่วเตาคำนับรับคำ “ขอรับ” จากนั้นเลือกคนสี่นาย เดินขึ้นมา กล่าวกับไห่หม่าพลางยิ้ม รองหัวหน้า ขอรับตัวฮูหยินหลี่ให้ข้าน้อยดูแลเถิด!”

ไห่หม่าทำหน้าไม่พอใจที่ผางอวี้หลงสั่งเช่นนี้ หันไปถามอย่างขุ่นเคือง
พี่ใหญ่!”

ผางอวี้หลงโบกมือพลางยิ้ม ปล่อยให้จิ่วเตาพาไป ข้าย่อมมีเหตุผลของข้าเอง!”

ไห่หม่าจึงผลักเหลียนฟางโจวออกด้วยความแค้นใจ ถือว่าเจ้าดวงดี! แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจไปนัก ที่เกาะหุยเฟิงแห่งนี้ เจ้าหนีไม่พ้นเงื้อมมือข้าหรอก!”

แม้ในสายตาไห่หม่าคำพูดนี้จะเป็นเพียงความจริงตรงไปตรงมา ทว่าพอเข้าหูผางอวี้หลงกลับรู้สึกขัดหูขึ้นมาทันที เขาขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อจิ่วเตาพาตัวเหลียนฟางโจวกับฉุยเส้าซีออกไปแล้ว ผางอวี้หลงก็สั่งให้พวกคนที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไปจากห้อง เหลือเพียงไห่หม่าเพียงคนเดียวไว้พูดคุย

ฝูเว่ยกำลังคิดจะฉวยโอกาสนี้พูดเรื่องเหลียนฟางโจวกับผางอวี้หลงให้คุ้มค่าที่สุด

ตอนนี้เขามีเหลียนฟางโจวอยู่ในมือ เท่ากับได้ไพ่ใบสำคัญขึ้นมาอีกใบ ใช้นางเป็นเหยื่อล่อ รับรองว่าอีกฝ่ายจะต้องหลงกลแน่! เขาเชื่อว่าตนสามารถชักจูงให้ผางอวี้หลงยอมร่วมมือเล่นงานหลี่ฟู่และฝูลี่ได้

ไม่คาดว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังถูกผางอวี้หลงไล่ออกไปเช่นกัน เขาร้อนใจจนเผลอหันไปมองไห่หม่า แววตาเต็มไปด้วยการขอร้อง

ไห่หม่าซึ่งคิดไม่ต่างกัน เห็นท่าทีของเขาก็รีบพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม พี่ใหญ่ ข้าว่าให้น้องฝูอยู่ด้วยเถอะ เรื่องนี้มันก็เกี่ยวกับเขาด้วยนี่นา!”

ผางอวี้หลงหรี่สายตาเยียบเย็น เรื่องนี้? ข้าเคยบอกหรือยังว่าจะคุยเรื่องอะไรกับเจ้า?”

ไห่หม่าชะงักไป เกาหัวแก้เก้อ

ฝูเว่ยเห็นท่าทีเช่นนั้น ไหนเลยจะกล้าหน้าด้านอยู่ต่อ รีบยิ้มแหยๆ แล้วว่า
หัวหน้าใหญ่ รองหัวหน้า ข้าขอตัวกลับก่อน หากมีอะไรจะใช้เมื่อไรก็แค่ส่งคนไปบอกข้า!”

ผางอวี้หลงพยักหน้าเบาๆ เอ่ยรับอย่างขอไปทีว่า “อืม” ฝูเว่ยเห็นเขาไม่มีทีท่าจะรั้งตนไว้ก็ทำได้เพียงกลับไปอย่างจนใจ

ครั้นเห็นฝูเว่ยไปแล้ว ไห่หม่าก็หันมาหัวเราะแหะๆ ถามว่า พี่ใหญ่ ท่านจะคุยเรื่องอะไรกับข้า?”

แววตาของผางอวี้หลงวาบไหวด้วยความเย็นชา เขายิ้มบาง พลางผายมือให้ไห่หม่านั่งลง แล้วถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนักว่า เจ้ากับเจ้าหนูฝูเว่ยนั่น สมคบกันคิดจะเล่นงานผู้ว่าการมณฑลใช่ไหม?”

ไห่หม่าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบพยักหน้าตอบ พี่ใหญ่ ข้าว่าที่เจ้าหนูฝูเว่ยพูดก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย! ตอนนี้พวกเราจับตัวฮูหยินหลี่ไว้ได้แล้ว หากใช้เป็นเหยื่อล่อหลี่ฟู่ เราก็ยิ่งมีโอกาสชนะมากขึ้น! ฆ่าฝูลี่ แล้วช่วยให้เจ้าหนูฝูเว่ยขึ้นแทน เขาจะไม่เชื่อฟังเราทุกอย่างหรือ? นั่นมันตระกูลฝูนะ ไม่ใช่พวกตระกูลเล็กๆ! ฝูเว่ยยังสัญญาอีกว่าถ้าสำเร็จ เขาจะมอบทรัพย์สมบัติตระกูลฝูครึ่งหนึ่งให้พวกเรา!”

ผางอวี้หลงตบโต๊ะดังปัง ดวงตาลุกวาบจ้องเขาเขม็ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เจ้าลืมแล้วหรือว่าน้องรองตายยังไง? คำพูดของสี่ตระกูลใหญ่แบบนั้น เจ้าก็ยังเชื่ออีก? พวกมันยังดูแคลนทางการ แล้วคิดหรือว่าจะมองพวกเราดี? เมื่อสี่ปีก่อน ถ้าไม่ใช่เจ้าและน้องรองดื้อดึง ข้าคงไม่ยอมเสี่ยงอย่างนั้น! ผลลัพธ์เป็นยังไง? น้องรองตาย ส่วนข้ากับเจ้าก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด กลับเกาะมาแทบไม่ถึง เจ้าจะไม่จำไว้บ้างเลยหรือ? ที่ทะเลแห่งนี้ บนเกาะหุยเฟิงแห่งนี้ ไม่มีใครแตะพวกเราได้ แต่หากก้าวออกไปจากที่นี่ เจ้าคิดหรือว่าพวกเราสักกี่คนจะสู้ไหว?”

ไห่หม่าชะงักค้างทันที เมื่อนึกถึงน้องรองผู้ล่วงลับก็อดสะเทือนใจไม่ได้

แต่ครั้งนี้...ไม่เหมือนคราวนั้น” เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมล้มเลิกความคิด เอ่ยขึ้นอีกว่า เจ้าหนูฝูเว่ยเขารู้เรื่องเมืองหนานไห่ดีนัก ตอนนี้เขาไม่มีใครให้พึ่งพาเลยนอกจากพวกเรา หากพวกเราช่วยเขา ก็สามารถส่งคนของเราไปคอยกำกับอยู่ข้างกายเขา ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ข้าว่าเขาไม่คิดทรยศหักหลังพวกเราหรอก!”

ผางอวี้หลงเพียงแค่อมยิ้มเย็นเยียบ เอ่ยเสียงต่ำ ตอนนี้แน่นอนว่าเขายังไม่คิดหักหลัง แต่พอเขาสำเร็จขึ้นมา ใครจะรู้ล่ะ? เจ้าไม่รู้หรือว่าคุณชายใหญ่ตระกูลฝูเป็นคนแบบไหน? ถ้าไม่จนตรอก เขาจะยอมมาพึ่งพาเรารึ? หึ เจ้าคิดว่าเขาคิดดีต่อเราหรือ? เขาก็แค่จะใช้พวกเราไปล้างแค้นให้เขาเท่านั้น!”

ไห่หม่าถูกฝูเว่ยประจบป้อยอมาไม่น้อยในช่วงนี้ ไหนเลยจะเชื่อคำพูดผางอวี้หลงได้ง่ายๆ? แม้ไม่กล้าโต้แย้งตรงๆ ต่อหน้า แต่ก็เพียงยิ้มไม่ใส่ใจ จะใช้หรือไม่ใช้ มองอีกมุมมันก็คือเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ พี่ใหญ่? เจ้าหนูฝูเว่ยเชี่ยวชาญเรื่องคนและสถานการณ์ ส่วนเราก็มีอำนาจในมือ แบบนี้ไม่เข้าขากันพอดีหรอกหรือ!”

เจ้า...!” ผางอวี้หลงถึงกับจนคำพูด

ไห่หม่ายิ่งได้ใจ ใจคอฮึกเหิมขึ้นมาทันที พี่ใหญ่ ข้าว่าครั้งนี้เราต้องลงมือ! หากทำสำเร็จ เราก็จะได้เป็นเจ้าแห่งท้องทะเลหนานไห่ ใครหน้าไหนก็ต้องเชื่อฟังเรา!”

ผางอวี้หลงหน้าเคร่งจนแทบกลายเป็นสีดำ อกกระเพื่อมด้วยความโกรธ

เจ้าฝูเว่ยจอมเจ้าเล่ห์นั่น ไม่รู้มันปั่นหัวอะไรใส่น้องสามถึงได้หลงเชื่อหมดใจ ถึงขั้นไม่ฟังคำของตนอีก!

ยิ่งไปกว่านั้น ผางอวี้หลงก็ใช่ว่าจะเป็นคนพูดจาคมคาย เขารู้ดีว่าไห่หม่าถูกฝูเว่ยหลอก ไม่ต่างอะไรกับเอาตัวไปแลกเปล่า แต่เขากลับไม่สามารถโต้เถียงได้อย่างถึงใจ มีเพียงความโกรธแน่นอกที่เอ่ยออกมาไม่ได้

ข้าบอกว่าไม่เอาก็คือไม่เอา!” เขาเอ่ยเสียงเย็นแฝงความขุ่นเคือง หากในสายตาเจ้ายังเห็นข้าเป็นพี่ใหญ่ ก็จงทำตามคำของข้าอย่างเงียบๆ!”

พี่ใหญ่ แต่ข้านั้น—”

หรือเจ้าคิดจะไม่ยอมรับข้าเป็นพี่อีกแล้ว?”

มะ...ไม่ใช่!” ไห่หม่าเห็นว่าผางอวี้หลงดูท่าจะโกรธจริง ก็รีบส่ายหัวพลางพยักหน้ารัว ข้าฟังพี่ใหญ่! ข้ายอมฟังพี่ใหญ่ทุกอย่าง!”

เจ้าก็จงทำตามจริงเถอะ! ไปได้แล้ว!” ผางอวี้หลงยิ้มเย็นอย่างเยียบเย็น

ไห่หม่ารู้สึกหมดสนุกทันที รับคำเบาๆ ว่า “ขอรับ” แล้วก็คอตกเดินจากไปอย่างหมดอารมณ์

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1289 พาไปพบหัวหน้าใหญ่

 

บทที่ 1289  พาไปพบหัวหน้าใหญ่

ตระกูลฝูทำการค้าทางทะเลมาตลอด เพื่อป้องกันตัว ฝูเว่ยกับบิดาต่างก็ฝึกฝนเพลงหมัดมาบ้าง แม้จะไม่ถึงขั้นยอดฝีมือ แต่หากต้องรับมือกับ “มือสมัครเล่น” อย่างชุยเส้าซีก็ถือว่าเกินพอแล้ว

เหลียนฟางโจวเคยชินกับการเห็นหลี่ฟู่กับเหลียนเจ๋อฝึกวรยุทธ์ แค่เห็นท่วงท่าของฝูเว่ยก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ นางกลัวว่าชุยเส้าซีจะเสียเปรียบ จึงร้อนใจขึ้นมา

นางสบถเสียงเบา แล้วรีบก้มลงคว้าก้อนหินใหญ่ที่พื้น ยกขึ้นแล้วทุ่มใส่หลังเท้าของฝูเว่ยอย่างแรง!

ฝูเว่ยมัวแต่มั่นใจ เหวี่ยงหมัดใส่ ไม่มีทางคิดได้เลยว่า ภรรยาขุนนางใหญ่อย่างฮูหยินหลี่จะกล้าทำตัวห้าวหาญเช่นนี้!

กว่าที่เขาจะรู้ตัว หลังเท้าก็โดนหินทุ่มเข้าเต็มแรงเสียแล้ว เขากรีดร้องเสียงดัง “อ๊ากกก!” เจ็บจนต้องยกเท้าเต้นอยู่กับที่ โซเซไปมา

บ่าวรับใช้ “หมิงซาน” ตกใจสุดขีด ร้องลั่น “คุณชาย!” แล้วรีบพุ่งเข้าไปพยุงไว้ทันที

ชุยเส้าซีถึงกับตบมือหัวเราะลั่น รีบวิ่งมาข้างเหลียนฟางโจว ยกนิ้วโป้งให้นางอย่างชื่นชม หัวเราะร่า “ฟางโจว! เจ้ายังเก่งไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ!”

พวกลูกน้องของไห่หม่าที่อยู่รอบ ๆ เห็นท่าทางของฝูเว่ยแล้วก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ แอบขำกันคิกคัก จนกระทั่งถูกไห่หม่าจ้องเขม็งใส่ ถึงได้รีบหุบหัวเราะกันถ้วนหน้า

ฝูเว่ยโกรธจนหน้าแดงก่ำ พอหายใจได้หน่อยก็จ้องเหลียนฟางโจวเขม็ง ตาแทบจะพ่นไฟ คำรามว่า นังสารเลว! ถึงกับใช้วิธีต่ำช้าแบบนี้รึ! เจ้ายังกล้าทำได้ลงคอ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะ ต่ำช้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่มีตาหรือไร? ข้าลงมืออย่างเปิดเผยต่อหน้า หากจะพูดถึงเล่ห์กลต่ำช้า—ใครจะเทียบเจ้ากับพ่อเจ้าได้? ใส่ร้ายป้ายสี พรากชีวิตผู้คน วางแผนฮุบกิจการ ยึดสมบัติของผู้อื่นไปเสวยสุขอยู่หลายสิบปี พอคนเจ้าของที่แท้จริงมาเอาคืนกลับทำเป็นโกรธ หน้าด้านยิ่งนัก!”

เจ้า!” ฝูเว่ยหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ พลันหันขวับไปตะโกนใส่ไห่หม่า พี่หม่า! จับนังสารเลวนี่ที! จับตัวมันไว้ให้ได้!”

ไห่หม่ามองเหลียนฟางโจว แล้วยิ้มเย็น ปากคมไม่เบาเลยนะฮูหยินหลี่
แต่เสียดาย... ต่อหน้าเรามันใช้ไม่ได้ผลหรอก! ขออภัยด้วยแล้วกัน!”

เหลียนฟางโจวเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหยียด ในเมื่อข้าตกอยู่ในมือพวกเจ้าแล้ว ข้าก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นจะคิดว่าพูดไม่กี่คำแล้วพวกเจ้าจะปล่อยข้า ไม่ต้องยุ่งยาก ข้าเดินเองก็ได้!”

พูดจบ นางก็พาชุยเส้าซีเดินไปข้างหน้าแต่โดยดี

ชุยเส้าซีได้แต่ทอดถอนใจในใจ ยามนี้ไม่มีทางเลือกอื่นใด ได้แต่เดินตามไปอย่างเงียบ ๆ อยู่ข้างกายนาง

ไห่หม่าหัวเราะเยาะอีกครั้ง ไม่ได้ขัดขืนอะไร เพียงสั่งให้ลูกน้องตามประกบทั้งสองไว้

มีเพียงฝูเว่ยเท่านั้นที่ยังแค้นเคืองไม่หาย แววตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ อยากเข้าไปเอาคืนให้หายแค้นเต็มที แต่ไม่รู้หมิงซานกระซิบอะไรกับเขาเบา ๆ เขาจึงกัดฟันทนกลืนโทสะลงไป

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีเพิ่งถูกไห่หม่านำกลับมา ก็เห็น “จิ่วเตา” มือขวาคนสนิทของหัวหน้าใหญ่ “ผางอวี้หลง” รออยู่ตรงทางเข้าแล้ว เมื่อเห็นพวกเขาเดินมา จิ่วเตาก็รีบก้าวออกมาต้อนรับ ยกมือคารวะพลางยิ้มแย้ม ท่านผู้นี้คงเป็นฮูหยินหลี่กระมัง? รองหัวหน้าใหญ่, คุณชายฝู—เชิญพร้อมกันเลย หัวหน้าใหญ่รออยู่แล้ว!”

ไห่หม่าหัวเราะรับคำทันที พลางแลสายตากับฝูเว่ยอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ต่างก็แปลกใจ—หัวหน้าใหญ่รู้ข่าวเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?

ภายในโถงใหญ่ปูพื้นด้วยหนังฉลาม ตกแต่งหยาบกระด้างไม่พิถีพิถัน
ผางอวี้หลง หัวหน้าใหญ่ของเกาะ นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ยาวตรงกลางอย่างสง่างาม โดยรอบยืนรายล้อมด้วยสาวใช้นุ่งน้อยห่มน้อย และเหล่าลูกน้องในชุดฉูดฉาดไม่เป็นระเบียบ

ไห่หม่ารีบเร่งเดินขึ้นหน้า ก้มตัวคารวะพลางยกมือขึ้นยิ้มประจบ ขอแสดงความยินดีพี่ใหญ่! โชคหล่นทับเราจริง ๆ! ดูนี่เถิด—ฮูหยินหลี่อยู่ตรงนี้แล้ว ที่แท้นางถูกไอ้หนุ่มคนนี้ช่วยหนีไป หาใช่พวกคนของเราทำหล่นของขึ้นเรือไม่ครบอย่างที่คิด!”

ผางอวี้หลงมองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่ง แต่สายตากลับหันไปจับจ้องฝูเว่ยที่เดินตามไห่หม่าเข้ามา พลางยิ้มเยาะ น้องฝูเว่ย เจ้าไปโดนอะไรมา? ทำไมถึงเดินกระเผลก?”

ฝูเว่ยหน้าแดง อึกอักตอบ เอ่อ... เมื่อกี้ ข้าพลั้งเผลอ... ข้อเท้าพลิกนิดหน่อย”

โอ้?” ผางอวี้หลงขานรับเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ เหลียนฟางโจวก็หัวเราะเยาะขึ้นเสียงหนึ่ง ฮึ! คุณชายฝู ช่างกล้าโกหกหน้าตาเฉย เจ้าถูกข้าขว้างหินใส่เท้าต่างหาก ยังจะกล้าอ้างว่าแค่พลิกข้อเท้าอีกเรอะ?”

เจ้า!” ฝูเว่ยถูกนางแฉกลางที่ประชุมถึงกับหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออกด้วยความอับอายและโกรธแค้นสุดขีด

ชุยเส้าซีก็หัวเราะลั่นตามไปด้วย นั่นสิ! อย่างเจ้านี่ยังเป็นบุรุษอยู่อีกหรือ? กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ!”

ฝูเว่ยได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างแค้นใจ ไม่กล้าโต้เถียงต่อหน้าผางอวี้หลง

ผางอวี้หลงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มบาง ไม่ได้ใส่ใจนัก

ทว่าในใจของไห่หม่า กลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในบัดดล เขารู้ดีว่า หัวหน้าใหญ่ผู้นี้เป็นคนที่ใฝ่ในอำนาจ คุมทุกอย่างอยู่มือ คำพูดของฝูเว่ยแม้ดูไม่มีอะไร—ก็แค่ชายคนหนึ่งถูกหญิงสาวใช้เล่ห์กลทุบเท้าเข้าให้ ใครเล่าจะกล้ายอมรับต่อหน้าผู้คน?

หัวหน้าใหญ่ก็คงไม่ถือโทษที่เขาปิดบังความอัปยศเล็กน้อยเช่นนี้

แต่ทว่า...นางผู้นี้กลับเปิดโปงกลางที่ประชุมเช่นนี้ หากมองอีกมุม มันก็คือการกล่าวหาฝูเว่ยว่ากล้าโกหกใส่หน้าหัวหน้าใหญ่โดยตรง!

แล้วใจของผางอวี้หลงจะไม่ติดขัดได้อย่างไร?

ไห่หม่าจึงรีบยิ้มประจบ ยกมือคารวะพลางก้าวขึ้นหน้า โน้มตัวเข้าไปกระซิบอธิบายความจริงอย่างละเอียดให้ผางอวี้หลงฟัง

ผางอวี้หลงได้ฟังจบก็หัวเราะลั่น โบกมือสั่งให้คนจัดที่นั่งให้ไห่หม่าและฝูเว่ยทันที

จากนั้นเขาจึงหันไปจ้องมองเหลียนฟางโจว เอ่ยเสียงหัวเราะพลางถาม เจ้าก็คือฮูหยินหลี่นั่นหรือ? ไม่แปลกใจเลยที่ว่ากันว่าใต้เท้าหลี่กลัวเมีย หญิงเช่นเจ้าดูท่าก็มีเขี้ยวเล็บใช่เล่น! ในเมื่อเจ้าตกอยู่ในมือข้าแล้ว คิดบ้างหรือไม่ว่าจะมีชะตาเช่นไร?”

เหลียนฟางโจวลอบสำรวจผางอวี้หลงหลายครั้งแล้ว เมื่อได้ฟังน้ำเสียงไม่เร่งรีบ ไม่แสดงอารมณ์ ในใจก็รู้สึกสับสนขึ้นมา ชายผู้นี้...คิดจะเล่นไม้อะไรกันแน่?”

ปัง!” หมัดใหญ่ของไห่หม่าทุบลงบนโต๊ะน้ำชาดังสนั่น ตะโกนเสียงกร้าว หัวหน้าใหญ่ถามอยู่ ไม่ได้ยินหรือไง? ตอบเร็วเข้า!”

ผางอวี้หลงเพียงปรายตามองไห่หม่านิ่ง ๆ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม สีหน้ายังคงเรียบเฉยดั่งเดิม

เหลียนฟางโจงจึงเงยหน้าขึ้น ยิ้มตอบ คำพูดของหัวหน้าใหญ่ ช่างแปลกดีนัก! เรื่องเช่นนี้ ข้าไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจ จะเกิดอะไรขึ้นก็คงต้องรอฟังคำบัญชาเท่านั้น!”

หัวหน้าใหญ่!” ไห่หม่าพูดเสียงขุ่น นางผู้นี้ปากกล้าจนน่าหงุดหงิดเหลือเกิน! ข้าว่าปล่อยให้ข้าพาไป ‘อบรม’ สักหน่อยเถิด เดี๋ยวก็คงเชื่องขึ้นเอง!”

ผางอวี้หลงกลับไม่แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือขัดข้อง เพียงหันไปมองเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้มคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม เอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า ฮูหยินหลี่ ได้ยินแล้วหรือไม่? เจ้าจะเลือกพูดดี ๆ อย่างเชื่อฟัง หรือจะรอให้รองหัวหน้าสั่งสอนเสียก่อนค่อยยอมพูดดี ๆ กันเล่า?”

ใจของเหลียนฟางโจวเต้นแรงดั่งกลอง เหงื่อเย็นซึมเต็มฝ่ามือ

นางตอบเสียงเรียบเย็น ข้าย่อมไม่มีสิทธิ์เลือกแต่แรกอยู่แล้ว อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคำของหัวหน้าใหญ่ท่านเท่านั้น!”

ไห่หม่าพลันลุกพรวดขึ้น ก้าวเร็ว ๆ มาหาเหลียนฟางโจว ก่อนจะผลักชุยเส้าซีที่พยายามจะเข้ามาขวางจนล้มกระแทกพื้น

แล้วก็มีลูกน้องสองคนตรงเข้ามาจับแขนของชุยเส้าซีไว้ ลากออกไปด้านข้างโดยไม่ปรานี

ชุยเส้าซีตกใจสุดขีด ร้องลั่น ฟางโจว! ฟางโจว!”

ไห่หม่าหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม คว้าต้นแขนของเหลียนฟางโจวไว้แน่น ก้มหน้าลงมากระซิบเสียงเย็นยะเยือก เดี๋ยวพ่อจะ ‘จัดให้’ จนเจ้าหมดแรงแม้แต่จะร้อง ค่อยดูสิ ยังจะกล้าทำท่าทางทรนงเยี่ยงนี้อยู่อีกไหม! ถึงตอนนั้น ข้าจะยอมคารวะเจ้าเลยก็ได้ ฮ่าๆๆ!”

 

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1288 — ถูกพบตัว

 

บทที่ 1288ถูกพบตัว

เหลียนฟางโจวโกรธจนตัวสั่น กำมือแน่น ฟันริมฝีปากอย่างเงียบงัน พร้อมหัวเราะเย็นในใจ

ชุยเส้าซีเห็นนางโมโหจนแทบจะหลุดปากพูดอะไรออกมา รีบเอื้อมมือดึงแขนนางเบา ๆ เป็นสัญญาณให้อดทนไว้ก่อน

เหลียนฟางโจวยิ้มบาง ๆ ตอบกลับอย่างฝืนใจ

ฝ่ายไห่หม่า เมื่อได้ฟังข้อเสนอของฝูเว่ย ก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาไม่น้อย
ไฟในอกเริ่มลุกโชน กระสันอยากลงมือ

ลองคิดดูเถิด—หากสามารถฆ่าขุนนางใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่นั่นได้
แล้วยังควบคุมประมุขตระกูลฝูไว้ในมือ แถมยังได้ทรัพย์สินของตระกูลฝูมาอีกครึ่งหนึ่ง เกาะหุยเฟิงจะรุ่งเรืองถึงเพียงไหน? ทั่วผืนน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ยังจะมีใครกล้าท้าทายอีกเล่า? ถึงตอนนั้น เกาะหุยเฟิงย่อมกลายเป็นเจ้าแห่งท้องทะเลโดยแท้!

ดี!” ไห่หม่าตัดใจในที่สุด กล่าวเสียงหนักแน่น ข้าจะไปพูดกับท่านหัวหน้าใหญ่อีกครั้ง อธิบายให้ชัดถึงผลได้ผลเสีย!”

ฝูเว่ยยินดีอย่างยิ่ง รีบยิ้มขอบคุณ พูดจาสรรเสริญเยินยอไห่หม่าไม่หยุด จนอีกฝ่ายหัวเราะอารมณ์ดี เดินจากไปพร้อมเสียงสนทนาเบิกบาน

ข้างนอกเงียบลงอีกครั้ง

ผ่านไปพักใหญ่ ชุยเส้าซีจึงค่อย ๆ โผล่ศีรษะออกไปดู ไม่พบสิ่งผิดปกติใด จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยิ้มพลางว่า ไม่มีอะไรแล้ว! คราวนี้พวกมันไปจริง ๆ”

เจ้าฝูนั่น… เลวระยำจริง ๆ!” เหลียนฟางโจวโมโหจนต้องเดินออกมานอกถ้ำ เตะหินก้อนเล็กใกล้เท้าให้กระเด็นออกไป

ระวังหน่อย! เดี๋ยวจะเตะเจ็บเท้าเอา!” ชุยเส้าซีรีบเตือน มองหน้านางทีหนึ่ง ในอกอดรู้สึกเจ็บหนึบไม่ได้

เห็นนางขมวดคิ้ว ใบหน้านวลเนียนบึ้งตึง เขาจึงเอ่ยปลอบ เจ้ากำลังกังวลเรื่องอาเจี่ยนสินะ? วางใจเถอะ เขาไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ พวกมันไม่ไปหาก็ดีไป แต่หากไปจริง ๆ... ก็คือเดินเข้าสู่ความตาย! ว่าไปแล้ว เจ้าควรเป็นห่วงสถานการณ์ของพวกเราตอนนี้มากกว่าเถอะ!”

เหลียนฟางโจวถอนหายใจ กล่าวเสียงแผ่วอย่างหดหู่ เจ้าพูดถูก… แค่รักษาตัวเองให้รอดได้ตอนนี้ก็นับว่าดีแล้ว ถึงข้าจะห่วงเขาสักเพียงใด…แต่ในความเป็นจริง ข้าก็ทำอะไรไม่ได้เลย…เพียงแต่ว่า…”

เพียงแต่ว่า—ในยามนี้นางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาจะไม่กระวนกระวายได้อย่างไร?

หากเรื่องบังเอิญจริง ๆ พวกฝูเว่ยดันเลือกลงมือในเวลานี้พอดี ผลที่ตามมา... ไม่อาจคาดเดาได้เลย

หากไม่รู้อะไรเลย ก็คงยังพอวางใจได้ แต่ในเมื่อรู้แล้ว—นางจะทำใจปล่อยวางได้อย่างไร?

เหตุผลเป็นเรื่องหนึ่ง ความรู้สึกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แค่ห่วงมากเกินไปก็จะทำให้สับสนเสียเปล่า ๆ” ชุยเส้าซีถอนใจ พลางยิ้มอ่อนเอ่ยเบา ๆ “อย่าเก็บไว้คนเดียว ถ้าอยากพูดอะไร ก็พูดให้ข้าฟังเถิด ถึงพูดแล้วทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ก็ยังดีกว่าเก็บไว้แล้วทรมานใจ”

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ “ดูเจ้าพูดสิ! ข้าจะอ่อนแอขนาดนั้นเชียวหรือ! อ๊ะ—เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”

น้ำเสียงยังไม่ทันจบ ชุยเส้าซีก็กระชากแขนของนางอย่างแรงจะดึงกลับไป จนเหลียนฟางโจวเสียหลักเกือบล้ม ร้องตกใจออกมา

แต่จังหวะที่เสียงร้องยังไม่ทันสิ้น ทันใดก็มีเสียงกังวานแหลมเฉียบตวาดขึ้นมาเสียงหนึ่งว่า “พวกเจ้าคือใคร! ทำไมถึงมาที่นี่ได้!”

ชุยเส้าซีมือแข็งค้าง ครั้นรู้สึกอีกทีก็ต้องปล่อยแขนเหลียนฟางโจวออก—สายเกินไปแล้ว

เมื่อครู่เขาเห็นชายิวเสื้อสีขาวพลิ้วผ่านสันเขา ถูกลมพัดมา เพียงแวบเดียวก็รู้แจ้งว่ามีคนนั้นกลับมา จึงตกใจจะพาเหลียนฟางโจวหลบ แต่สุดท้ายก็หลีกไม่พ้น

เหลียนฟางโจวเองก็ใจสั่น หันไปมองด้วยความตระหนก สีหน้าเย็นวาบในอก—ฝูเว่ย ไอ้คนเลว นี่มันเจ้าเล่ห์เกินไป จะไปแล้วก็ยังย้อนกลับมาได้อย่างไร!

ทั้งสองไม่รู้ว่าที่ฝูเว่ยหวนกลับมานั้นไม่ใช่เพราะรู้ล่วงหน้า หรือได้กลิ่นอะไรหรอก—เขาทำของตก หยกพกที่คาดไว้หลุดหาย เขาย้อนกลับมาหยิบมันต่างหาก!

ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” ฝูเว่ยหัวเราะสะใจ เงยหน้าหัวเราะลั่น ตาเย็นเป็นไฟจ้องเหลียนฟางโจว รุ่มร้อนประกอบด้วยความโกรธกัดฟันเปล่งทีละคำอย่างเย็นชาว่า “ฮูหยินหลี่ของเรา ได้พบกันอีกแล้ว!”

ชุยเส้าซีรีบดึงตัวเหลียนฟางโจวไว้ข้างหลังทันที คิ้วขมวดแน่น

ฝูเว่ยเอียงคอมองชุยเส้าซี พลางเหยาะยิ้มเอ่ยว่า “คนผู้นี้... ทำไมดูคุ้น ๆ นะ เราเคยพบกันหรือไม่?”

ชุยเส้าซียิ้มขื่น รู้สึกว่าฝูเว่ยคงสายตาตกไปจากหัวแล้ว ถึงไม่รู้จักตนเอง

ข้าแซ่ชุย เมื่อก่อนเคยไปลงเรือกับนายน้อยฝูที่ทะเลใต้ พี่ฝูลืมไปแล้วหรือ?” ชุยเส้าซีพูดอย่างไม่เกรงกลัว

อ้อ เป็นเจ้าเอง!” ฝูเว่ยพลันฉุกคิดแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าให้โอกาสเจ้าหนึ่งครั้ง จงเอานางผู้นี้มามอบให้ข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า มิฉะนั้น—ฮึ!”

ชุยเส้าซีตอบอย่างเย็นชาว่า “มีข้าอยู่ตรงนี้ หากเจ้าจะทำร้ายนาง อย่าได้แม้แต่จะคิด”

ฝูเว่ยหัวเราะฮ่าๆอย่างทะนงตน พลางกล่าวเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า ข้าก็คิดอยู่แล้วล่ะ! ข้าสงสัยอยู่ว่า หลังเรือมีการขนของเสร็จ ทำไมถึงไม่เห็นฮูหยินหลี่อยู่ จนตอนแรกพวกเรายังนึกว่าบังเอิญหีบไม้ยังไม่ได้ถูกยกขึ้นเรือ ซวยที่หัวหน้าพวกนั้นโมโหเลยสังหารพวกลูกหาบไปสองคนเสีย พอย้อนคิดดูแล้ว แท้จริงแล้วนางได้หนีไปแล้ว! ผู้หญิงคนเดียวคงทำอะไรไม่ได้หรอก ส่วนใหญ่ต้องเป็นฝีมือของเจ้าช่วยกันจัดการแน่ ๆ ใช่ไหม?”

ชุยเส้าซีแค่นเสียงขึ้นเบา ๆ แต่ไม่ตอบคำใด

เมื่อเห็นมีเพียงฝูเว่ยกับบ่าวอีกคนสองคนอยู่ตรงนั้น ชุยเส้าซีจึงยืนกระซิบกับเหลียนฟางโจวอย่างรวดเร็วว่า “พอข้าสกัดพวกมันไว้ เจ้าก็รีบหนีไปเลยนะ!”

เหลียนฟางโจวกำลังจะเปิดปาก แต่ก็มีเงาร่างคนกระโดดลงมาจากสันเขามาอีกหลายคน  น้องฝู กลับมาทำไมอีกล่ะ? มีอะไรหรือ? พวกเจ้า—เป็นใครกันแน่!”

ชุยเส้าซีและเหลียนฟางโจวจึงสบตากัน ยิ้มขมปนสิ้นหวัง — ครั้งนี้ ไม่มีใครหนีรอดได้อีกแล้ว

ไห่หม่า!” ฝูเว่ยรีบยิ้มแย้มเข้ามาอธิบายทันทีว่า “ข้าทำหยกพกตกไว้เลยย้อนกลับมาหา ใครจะคิดว่าจะเจอสองคนนั้นที่นี่! ฮ่า ๆ โชคดีจริง ๆ ไห่หม่า เจ้าน่าจะยังไม่รู้ใช่ไหม? หญิงคนนี้แหละคือภริยาของผู้ว่าการมณฑล—ฮูหยินหลี่ที่เราตามหาไงเล่า!”

ไห่หม่าตกใจคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจขึ้นมาทันที สายตาจับจ้องไปที่เหลียนฟางโจว หัวเราะฮ่าๆออกมา แล้วตบไหล่ฝูเว่ยเสียงดังว่า “ดี! ดี! ช่างโชคดีจริง เจ้าช่างเป็นเทพประจำเกาะเราจริง ๆ!”

ฮูหยินหลี่งั้นหรือ? ฮ่า เห็นแล้วไม่ธรรมดาจริง ๆ ยืนหยัดได้แข็งแกร่งเหลือเกิน!” ไห่หม่าดูท่าจะอารมณ์ดีนัก ลอบมองเหลียนฟางโจวไปมาแล้วยิ้มชอบใจ

เมื่อเขาส่งสัญญาณ โดยโบกมือข้างหนึ่ง พวกพี่น้องหลายคนก็โผล่ออกมาเงียบ ๆ จากมุมต่าง ๆ ปิดล้อมไม่ให้เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีมีทางหนี

เหลียนฟางโจวเหยียดยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าวอย่างเย็นชา ในเมื่อตกอยู่ในกำมือพวกท่านแล้ว ก็น่าสงสัยว่ารองหัวหน้าจะปล่อยข้าไปง่าย ๆ ได้หรือ? รองหัวหน้าดูชอบป่าวประกาศความกล้าหาญเป็นนักหนา นับว่าเป็นคนมีความเป็นชายชาตรี แต่ดันไปคบค้ากับคนต่ำช้าผู้หนึ่งเช่นนี้ กลับจะทำให้ชื่อเสียงของรองหัวหน้าเสื่อมเสียโดยไม่จำเป็น!”

พูดจบ หญิงสาวก็ชูมือขาวผ่องชี้ไปยังฝูเว่ยโดยไม่เกรงกลัว

ฝูเว่ยโมโหจนแทบระเบิด พลางตะคอกเสียงกร้าว นังสารเลว! หุบปากไปเสีย! อย่ามาทำเป็นยุแยงให้คนผิดใจกัน! เจ้ากำลังจะตายอยู่แล้วยังกล้าพูดจาเหลวไหล!”

เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มเยาะ ข้าทำให้เจ้าเจ็บใจจนหน้าแดงเพราะพูดแทงใจดำเข้าแล้วสินะ? ก็ไม่แปลกอะไร เพราะเจ้าก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”

หุบปาก!!” ฝูเว่ยโกรธจนหน้าดำก้าวพรวดเข้าไปหมายจะฟาดหน้านาง

ชุยเส้าซีจะปล่อยให้เขาทำร้ายเหลียนฟางโจวต่อหน้าได้อย่างไร รีบพุ่งเข้ามาขวางไว้ ร้องว่า “หยุดนะ!” พร้อมยื่นแขนกันตัวนางไว้

หาเรื่องตายรึ!” ฝูเว่ยกัดฟันหัวเราะเย็น ก่อนจะเหวี่ยงหมัดซัดใส่ชุยเส้าซีเต็มแรง!

 

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1287 ความไม่ยอมแพ้ของคนสกุลฝู

 

บทที่ 1287 ความไม่ยอมแพ้ของคนสกุลฝู

ชุยเส้าซีตกใจจนใจแทบหลุดจากอก รีบคว้าแขนเหลียนฟางโจวหมายจะพาหลบหนีออกไปให้พ้น แต่ยังไม่ทันก้าวเท้า ก็ได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังใกล้เข้ามา ทำได้เพียงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ขบฟันแน่นอย่างเจ็บใจ พลางสบถต่ำ ๆ ว่า สวรรค์ช่างเล่นตลกนัก!”

ใครจะคิดว่าโชคของพวกเขาจะอับโชคถึงเพียงนี้—ดันมาพบพวกโจรออกมาล่าสัตว์เสียได้!

เหลียนฟางโจวเองก็รู้สึกขมขื่นในใจ แต่เมื่อหลีกไม่ได้ ก็ทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในถ้ำกับเขาอย่างเงียบงัน นางกระซิบเบา ๆ พวกเขามาล่าสัตว์ เมื่อได้ของที่ต้องการแล้วก็คงจะไป เราอย่าตื่นตระหนกเกินไปเลย”

ชุยเส้าซีพยักหน้า ยิ้มบางปลอบใจนาง

ไม่นาน เสียงฝีเท้าและเสียงพูดหัวเราะก็ชัดเจนขึ้นทุกขณะ จากเสียงที่ได้ยิน น่าจะมีไม่ต่ำกว่าหรือเจ็ดถึงแปดคน

ฮ่า ๆ ๆ ท่านรองหัวหน้าช่างยิงธนูได้แม่นยำยิ่งนัก! ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”

ไม่หรอก แค่ฝีมือหยาบ ๆ เท่านั้น! หากเทียบกับท่านหัวหน้าใหญ่ของพวกเราแล้ว ยังห่างไกลนัก! ท่านหัวหน้าใหญ่ของเราน่ะสิ—ยิงธนูแต่ละที ไม่เคยพลาดเป้า! คำว่า ‘ร้อยก้าวทะลุหยาง’ ยังถือว่าน้อยไปเสียอีก!”

ฮ่า ๆ ๆ สองท่านหัวหน้าช่างเป็นยอดฝีมือแท้! เก่งกล้าน่าชื่นชมยิ่งนัก!
ข้าเองมันก็แค่กบในกะลา แต่ก่อนยังหลงคิดว่าพวกองครักษ์ของตระกูลฝูเรานับว่าเก่งแล้ว จนได้มาเห็นฝีมือของสองท่านหัวหน้าและเหล่าพี่น้องบนเกาะนี้
จึงได้รู้ว่าฟ้ายังมีฟ้า คนยังมีกว่าคน—นี่แหละของจริง!”

ฮ่า ๆ น้องชายฝูพูดเกินไปแล้ว! พวกเรามันก็แค่พวกหยาบกระด้าง อาศัยเพียงหาที่พึ่งพิงเท่านั้น จะไปเทียบได้กับตระกูลฝูที่ร่ำรวยใหญ่โตเช่นพวกท่านเล่า!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า บรรยากาศภายนอกดูผ่อนคลาย
แต่ภายในถ้ำ — เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีกลับรู้สึกหัวใจจมดิ่ง

ทั้งคู่สบตากันเงียบ ๆ — สีหน้าหนักอึ้ง ชื่อ “สกุลฝูที่ได้ยินจากปากพวกนั้น...ทำให้ความไม่สบายใจในอกยิ่งทวีคูณขึ้นกว่าเดิม

จู่ ๆ ชุยเส้าซีก็นึกขึ้นได้ทันที—เสียงของชายหนุ่มผู้นั้น… ไม่ใช่เสียงของคุณชายใหญ่แห่งตระกูลฝู “ฝูเว่ย” หรอกหรือ?

ตนเองเคยร่วมเดินทางออกทะเลไปกับเรือเดินสมุทรของตระกูลฝู กับคุณชายใหญ่นี้ก็พอรู้จักกันอยู่บ้าง เพียงแต่ว่า… ฝูเว่ยผู้นี้เป็นคนถือดี มองใครไม่ค่อยอยู่ในสายตา ทั้งสองนับว่าเคยรู้จัก แต่ก็ห่างไกลจากคำว่า “สนิทสนม”

ภายหลัง เมื่อได้ยินข่าวตระกูลฝูเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาก็ได้แต่ถอนหายใจอยู่สองสามครั้ง มิได้รู้สึกอะไรมากไปกว่านั้น

ทว่า—ไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าคุณชายใหญ่ของตระกูลฝูผู้นั้น จะหนีรอดจากเงื้อมมือของประมุขคนใหม่แห่งสกุลฝูมาได้ แถมยังมีความกล้าพอจะหนีมาถึงเกาะหุยเฟิงอันเป็นรังโจร!

สติปัญญากับความบ้าบิ่นเช่นนี้…ก็ต้องยอมรับว่าน่าชื่นชมอยู่บ้าง!

ต้องรู้ไว้ว่าตระกูลฝูทำการค้าทางทะเล แต่เกาะหุยเฟิงกลับเป็นแหล่งซ่องสุมของโจรสลัด หากชายผู้นี้คิดร้ายต่อสกุลฝูจริง การค้าทางทะเลของพวกเขานับจากนี้ คงลำบากไม่น้อย…

เหลียนฟางโจวเองก็จำได้ว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงของ “ฝูเว่ย” แม้จะเคยพบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้งในนครหนานไห่ แต่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกเขาว่า “น้องชายฝู” และเอ่ยถึง “ตระกูลฝู” นางก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร

หัวใจพลันสะท้านวูบ—อาเจี่ยน” กับ “ฝูลี่” ไม่มีทางปล่อยให้ฝูเว่ยหนีหลุดออกจากกำมือไปได้ ยิ่งไม่ยอมให้เขามีโอกาสออกทะเลแน่นอน แต่นี่เขากลับมาปรากฏตัวอยู่ในรังโจรเช่นนี้…ตกลงว่า…มันเกิดความผิดพลาดตรงไหนกันแน่?

จากน้ำเสียงพูดคุยอย่างสนิทสนมระหว่างฝูเว่ยกับรองหัวหน้าพวกนั้น เห็นได้ชัดว่าเขามาอยู่บนเกาะหุยเฟิงนี้ไม่ใช่เพียงแค่สองสามวัน แต่คงอยู่มานานแล้วด้วยซ้ำ!

ถ้าเช่นนั้น—หากฝูลี่ไม่อาจควบคุมฝูเว่ยได้ เหตุใดจึงยังไม่รีบแจ้งเรื่องนี้ให้อาเจี่ยนรู้?

เสียงพูดคุยนอกถ้ำค่อย ๆ เบาลงทีละน้อย ดูเหมือนพวกนั้นจะหามซากแพะที่ล่าได้จากไปแล้ว

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีต่างพากันโล่งใจอย่างเงียบ ๆ คิดว่าเคราะห์ดีที่หลบมาได้ แต่ไม่ทันไร—เสียงถอนหายใจเบา ๆ ดังขึ้น ทำเอาทั้งสองตกใจจนสะดุ้ง รีบก้มหลบเงียบแทบไม่กล้าหายใจ ตัวแข็งทื่อไม่กลิ่นไหวแม้แต่น้อย

พี่ไห่หม่า…” เสียงของฝูเว่ยดังขึ้น เต็มไปด้วยความคะนึงและอ้อนวอน ไม่ทราบว่าท่านหัวหน้าใหญ่คิดอย่างไร ท่านพอจะช่วยข้าไปเกลี้ยกล่อมเขาอีกสักครั้งได้ไหม?”

ชายที่ชื่อไห่หม่า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างช้า ๆ ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยพูดแทนเจ้า แต่อาจเป็นเพราะท่านหัวหน้าใหญ่มีเหตุผลของเขา ตอนนี้พวกเรากินอิ่มนอนหลับ ใช้ชีวิตอย่างสบายไร้กังวล แล้วจะไปยุ่งกับเรื่องน้ำขุ่นตมโคลนให้ลำบากตัวไปทำไม?

ฮ่า ๆ ว่ากันตามตรงนะน้องฝู ปล่อยวางเถอะ! เจ้าอยู่ที่เกาะเรานี่ไม่สบายดีอยู่หรือ? ว่าไปแล้ว ตระกูลฝูกับเกาะเราก็มีสัมพันธ์ไม่น้อย พวกเราย่อมไม่คิดรังแกเจ้าหรอก ถ้าหากเจ้าคับแค้นใจตระกูลฝูนัก ก็แค่…ไปปล้นพวกมันอีกสองสามรอบเป็นพอ!”

แต่ข้าจะยอมได้อย่างไร!” ฝูเว่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน น้ำเสียงอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้น ทุกอย่างของตระกูลฝู เดิมทีมันก็ควรเป็นของข้า—เป็นของข้ากับพ่อข้า!

แต่ผลสุดท้ายล่ะ? ฝูลี่ไอ้ปีศาจนั่นไม่รู้โผล่มาจากไหน กลับแย่งทุกอย่างไปจากพวกเรา! ผลักไสพวกเราให้ตกต่ำ กลายเป็นไร้บ้าน ไร้ที่พึ่ง พ่อของข้าถูกเนรเทศไปไกลถึงสามพันลี้ ชาตินี้ไม่มีหวังแม้แต่จะเหยียบเข้าดินแดนหนานไห่อีกแม้ครึ่งก้าว!

ส่วนตัวข้าเอง…ก็ต้องหนีออกจากบ้านเกิด กลับไปไม่ได้อีก!

ถ้าข้าไม่ได้ฆ่ามัน ล้างแค้นนี้ให้สาสม ข้าคงไม่มีวันสบายใจไปตลอดชีวิต!”

ไห่หม่าถอนหายใจออกมาเบา ๆ สองครั้ง ตบไหล่ฝูเว่ยเบา ๆ อย่างปลอบใจ ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว น้องฝู เจ้าก็ทำใจเสียเถอะ ไม่อย่างนั้น... จะให้ทำอย่างไรได้อีกเล่า?

ข้าไม่ได้จะตำหนินะ แต่เจ้ากับท่านอาของเจ้า และพวกตระกูลฝูในเมืองเฉวียนโจว ก็เรียกว่า แค่กระทืบเท้าคราเดียว แผ่นดินก็สะเทือนได้ เหตุใดจึงปล่อยให้เจ้าฝูลี่คนนั้นโค่นลงได้ง่าย ๆ เช่นนั้น?”

แม้ฝูเว่ยจะรู้อยู่เต็มอกว่า ไห่หม่าก็แค่พูดปลอบใจ ไม่มีแม้แต่น้อยของการเยาะเย้ย แต่สีหน้าของเขาก็ยังร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในใจรู้สึกอับอายยิ่งนัก

เขาสะบัดเสียงเย็นชา ขบฟันแน่นแล้วกล่าวอย่างแค้นเคือง พวกมันอยู่ในที่แจ้ง เราอยู่ในที่มืด ใครจะคาดคิดเล่าว่า คนที่ตายไปแล้วกว่า 20 ปี กลับไม่ตายจริง แถมยังโผล่มาเล่นงานแบบไม่ให้ตั้งตัวอีก! อีกอย่าง—ข้าบอกเลยว่าเรื่องทั้งหมดนี่ ต้องมีไอ้หลี่ฟู่ ผู้ว่าการมณฑลหนานไห่คนใหม่นั่น เป็นผู้หนุนหลังอย่างลับ ๆ! ลองมีมันคอยเปิดทางเงียบ ๆ ไอ้ฝูลี่นั่นมันก็ราวกับปลาได้ลงน้ำ! ตอนนั้น… เห็นมันจัดงานเทศกาลโคมไฟวันหยวนเซียว ชักจูงให้ข้ากับท่านพ่อไปยังเมืองหนานไห่ ผลสุดท้าย—เจ้าฝูลี่นั่นก็ฉวยจังหวะก่อเรื่อง มิอย่างนั้น มันจะยึดตระกูลฝูไปได้ง่ายขนาดนั้นหรือ!”

เหลียนฟางโจวถึงกับใจสะท้าน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน

นางคิดในใจอย่างเคร่งเครียด—เขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?

แผนการนี้ อาเจี่ยนวางไว้อย่างรัดกุมยิ่ง ฝูลี่ย่อมรู้ดีว่าเรื่องนี้ละเอียดอ่อนเพียงใด ไม่มีทางเอาเรื่องระหว่างเขากับอาเจี่ยนไปป่าวประกาศแน่ ไม่เช่นนั้น… ตระกูลฝูในหมู่ชนชั้นสูงแห่งหนานไห่ ยังจะรักษาหน้าเอาไว้ได้อย่างไร? จะมีใครกล้าคบค้าด้วยอีก?

แต่ฝูเว่ยผู้นี้—กลับรู้! เขารู้ได้อย่างไร? หรือว่า… มี “หนอนบ่อนไส้” อยู่ในพวกของเราแล้วจริง ๆ?

นี่แหละชะตาฟ้าลิขิต...” ไห่หม่าถอนหายใจอีกครั้ง เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ มันช่างบังเอิญเกินไป…จะไปโทษใครก็ไม่ได้หรอก!”

ฝูเว่ยหัวเราะเย็น กล่าวอย่างเคียดแค้นว่า ถ้าไม่ฆ่าฝูลี่กับหลี่ฟู่ทั้งสองตระกูล ข้าจะไม่มีวันยอม! พี่ไห่หม่า ช่วยข้าไปพูดกับท่านหัวหน้าใหญ่อีกสักครั้งเถอะ พี่น้องพวกเราฝีมือยอดเยี่ยมเช่นนี้ จะกลัวอันใดกัน? พวกเราปลอมตัวเป็นพ่อค้า แยกกันแทรกเข้าเมืองเฉวียนโจว จากนั้นมุ่งหน้าไปเมืองหนานไห่เชือดครอบครัวหลี่ฟู่ให้สิ้น แล้วค่อยวกกลับไปโจมตีเมืองเฉวียนโจวอีกครั้ง!

ตราบใดที่ข้าชิงตระกูลฝูกลับมาได้ ข้ายินดีมอบทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้หัวหน้าใหญ่ทั้งสองทันที! พวกท่านวางใจได้—สี่ตระกูลใหญ่ต่างชังเจ้าหลี่ฟู่ขุนนางใหม่ผู้นั้นถึงกระดูก หากพี่น้องเราฆ่ามันได้ ผู้คนทั่วเมืองย่อมพากันยินดี ไม่มีใครกล้าออกมาขัดขวางแน่!

เมื่อมันตายแล้ว ขุนนางทั้งแคว้นย่อมไร้ผู้นำ จะมีผู้ใดกล้าแตะต้องพวกเราอีกเล่า? นี่มันการค้ากำไรแน่นอนโดยไม่ขาดทุนเลยสักนิด! ท่านหัวหน้าใหญ่ยังมัวเกรงกลัวสิ่งใดกันอยู่?”