วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1214 กลับบ้านยามเที่ยงคืน

  

บทที่ 1214 กลับบ้านยามเที่ยงคืน

 

เมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่ตนเองถูกกักขังอยู่ที่ตระกูลเหลียงเป็นเวลานาน อีกทั้งข่าวลืออันโสมมที่แพร่กระจายไปทั่ว แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวนางอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เหลียนฟางโจวจ้องมองเขาด้วยความหลงใหล ความอบอุ่นในใจของนางช่างเอ่อล้นราวกับสายน้ำที่กำลังจะล้นทะลัก นางอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปซุกในอ้อมอกของเขา พลางพูดเสียงออดอ้อนว่า “ใกล้แล้ว! เรื่องนี้อีกไม่นานก็จะถึงเวลาเก็บกวาดให้เรียบร้อย เมื่อถึงตอนนั้น ท่านก็ไม่ต้องมาหลบอยู่ในค่ายทหารอีกต่อไปแล้ว อืม... เมื่อท่านกลับมา ข้าจะชดเชยให้ท่านอย่างเต็มที่...”

หลี่ฟู่หัวเราะเบา ๆ และอาศัยโอกาสนั้นดันนางให้นอนลงใต้ร่างของเขา พลางโอบกอดร่างอ่อนนุ่มที่เขารักและทะนุถนอมอย่างไม่รู้จักพอ พร้อมกับกระซิบเสียงแผ่วพลางกัดเบา ๆ ที่ติ่งหูของนาง “ชดเชยหรือเช่นนั้นข้าจะรอ ตอนนี้... ขอคิดดอกเบี้ยก่อนก็แล้วกัน...”

ทั้งสองหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งใกล้รุ่งสาง

หลี่ฟู่ไม่กล้าอยู่นานไปกว่านี้ ขณะสวมเสื้อผ้าเขาพูดขึ้นว่า “เมื่อวานนี้—อ้อ เมื่อวานแล้วสินะ—พวกเราไปล่าสัตว์กันที่ตีนเขาทางทิศตะวันตก คุณหนูสามตระกูลเติ้งก็ไปด้วย นางพูดจาไร้สาระมากมายอ้างว่าไม่ยุติธรรมแทนข้า พูดจาเหมือนพยายามจะปกป้องข้าอย่างไรอย่างนั้น ช่างเหลวไหลสิ้นดี! ข้าไม่รู้ว่าตระกูลเติ้งกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ เจ้าเองก็ต้องระวังตัวไว้ให้ดี!”

หลี่ฟู่พูดไปก็หัวเราะเยาะเย็น ๆ ไปด้วย

เหลียนฟางโจวกอดผ้าห่มพลางหัวเราะแล้วพูดว่า “ท่านไม่รู้ว่าตระกูลเติ้งต้องการจะทำอะไร ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ข้ารู้ก็คือ คุณหนูสามตระกูลเติ้งต้องการจะทำอะไร! ฮึ! ถ้าคนในตระกูลเติ้งทุกคนโง่เง่าเหมือนนางก็คงจะดี พวกเราจะได้สบายขึ้นเยอะ!”

ฝ่ายหนึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับอีกฝ่ายเลย แต่หญิงสาวคนนั้นกลับพยายามเข้าไปเกาะติดคนอื่นอย่างกระตือรือร้น แล้วยังพูดจาว่าร้ายภรรยาของเขาอีก นางคงจะหลงผิดจนหน้ามืดตามัวจริง ๆ!

หลี่ฟู่ยิ้มเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าเขาได้บอกเรื่องนี้กับนางแล้ว นางก็จะสามารถรับมือได้ด้วยตัวเอง เขาจึงไม่พูดอะไรอีก รีบแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วหันกลับมาจัดผ้าห่มให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะก้มลงจูบบนหน้าผากของนางเบา ๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ตอนเช้าเจ้าก็นอนต่ออีกสักหน่อย ข้าจะไปแล้ว”

“อืม” เหลียนฟางโจวมองเขาด้วยความอาวรณ์ บีบมือของเขาเบา ๆ อย่างไม่อยากให้ไป แล้วจ้องมองจนเงาร่างของเขาหายไปจากห้อง

ท่ามกลางเหล่าบ่าวรับใช้ มีข่าวลือแพร่สะพัดกันว่า: เพราะฮูหยินไม่ได้รับความโปรดปรานจากใต้เท้าหลี่ นางจึงปล่อยตัวเองจนไม่สนใจอะไรอีก มักจะนอนหลับยาวจนถึงสายโด่งในตอนกลางวัน นี่คงเป็นหลักฐานชัดเจนว่า นางถูกเมินเฉยจนเสียใจจริง ๆ!

เมื่อเหลียนฟางโจวนำคำพูดของหลี่ฟู่มาเปรียบเทียบกับจดหมายที่เต็มไปด้วยเจตนาร้ายฉบับนั้น ความโกรธและความรังเกียจพลันพุ่งขึ้นมาในใจอย่างรุนแรง

เรื่องเก่าของจูอวี้อิ๋งที่ยังไม่ได้สะสางก็ยังค้างอยู่ไม่พอ คราวนี้กลับโผล่มาอีกคนคือคุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้ง

ดีล่ะ! ดูเหมือนว่าสามีของนางจะเปรียบเสมือนขนมแสนอร่อย ที่ไม่ว่าไปที่ใดก็มีคนจ้องจะตักเอาไปอยู่เสมอ!

คราวนี้ ถ้านางไม่จัดการตระกูลเติ้งให้หลาบจำและทำให้ทุกคนได้เห็น ก็คงเป็นการเสียโอกาสที่ถูกส่งมาให้ถึงที่จริง ๆ!

คุณหนูสามตระกูลเติ้งอย่างนั้นหรือจากข้อมูลที่ได้รับมา ดูเหมือนจะเป็นพวกโง่เขลา แต่กลเม็ดของคนโง่นี่แหละที่ยากจะป้องกัน เพราะเจ้าไม่มีทางรู้เลยว่านางจะโง่ได้ถึงขนาดไหน และจะใช้วิธีที่งี่เง่าขนาดไหน บางครั้งอาจกลับกลายเป็นการทำลายตัวเองไปอย่างคาดไม่ถึง...

ในขณะที่เหลียนฟางโจวกำลังโกรธเคืองกับเรื่องของเติ้งเมิ่งหาน ทางด้านเติ้งเมิ่งหานเองก็กำลังวางแผนอย่างตั้งอกตั้งใจเพื่อหาทางทำให้นางอับอายขายหน้าอีกครั้ง เพื่อที่จะบีบให้หลี่ฟู่หย่านางเสีย

ไม่รู้ว่าเติ้งเมิ่งหานไปพูดหว่านล้อมอะไรกับฮูหยินเติ้งได้อย่างไร ถึงทำให้วันนี้ช่วงเย็น เหลียนฟางโจวได้รับเทียบเชิญจากแม่นมคนหนึ่งที่แต่งกายสะอาดสะอ้านและดูคล่องแคล่วจากจวนตระกูลเติ้ง

แม่นมคนนั้นบอกว่า ฮูหยินเติ้งและบรรดาฮูหยินจากหลายตระกูลใหญ่ในเมืองหนานไห่ รวมถึงฮูหยินใหญ่สองคนและฮูหยินสะใภ้อีกคนจากตระกูลเหลียง ต้องการเชิญฮูหยินหลี่ไปเที่ยวชมทิวทัศน์น้ำตกและภูเขาที่อยู่ด้านหลังวัดชิวซิง พร้อมกับลิ้มลองอาหารเจของวัดไปด้วย

ดูเหมือนว่าพวกนางจะเกรงว่าเหลียนฟางโจวจะปฏิเสธ จึงส่งแม่นมที่พูดจาคล่องแคล่วเป็นพิเศษมาอธิบายโน้มน้าวด้วยความสามารถเป็นอย่างดี ความหมายแฝงในคำพูดนั้นชัดเจนว่า ตอนนี้ในเมืองหนานไห่มีข่าวลือไร้สาระมากมายที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน มันช่างไร้สาระสิ้นดี

ตามคำกล่าวที่ว่า “ผู้บริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์อยู่วันยังค่ำ” ฮูหยินหลี่ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้เลย เพียงแค่ไปร่วมงานที่วัดชิวซิงในอีกสองวันข้างหน้า แล้วไปพบปะพูดคุยกับฮูหยินใหญ่และสะใภ้จากตระกูลเหลียงเพียงเท่านั้น ข่าวลือเหล่านั้นก็จะสลายไปเองโดยธรรมชาติ

เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะเย็น ๆ ในใจ การเชิญไปร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้ ทั้งยังเป็นสถานที่อย่างวัดและภูเขาหลังวัด มันช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การวางแผนกลโกงอะไรบางอย่างยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาสลบ ยาปลุกกำหนัด หรือการขังไว้ในห้องมืดเล็ก ๆ ที่ถูกลั่นดาลจากด้านนอก

จากนั้นก็ใส่ร้ายป้ายสีว่านางมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับใครบางคน แน่นอนว่า คนที่วางแผนต้องตั้งใจให้ “บังเอิญ” มีคนมาเจอเข้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นเมื่อเรื่องราวเปิดเผยต่อหน้าผู้คนมากมาย ก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ และชื่อเสียงของนางก็จะถูกทำลายจนย่อยยับ!

หรือว่า... ฮูหยินเติ้งจะโง่เขลาเหมือนกับคุณหนูสามตระกูลเติ้งกันคิดจะวางแผนใส่ร้ายนางเพื่อให้ลูกสาวของนางได้ขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งนี้อย่างนั้นหรือ?

จากคำพูดของแม่นมคนนี้ ดูเหมือนว่าตนเองจะไม่สามารถปฏิเสธที่จะไปได้เสียแล้ว! ถ้านางปฏิเสธ ก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้คนอื่นคิดว่านางมีความผิดจริง และไม่กล้าไปพบกับฮูหยินใหญ่และสะใภ้จากตระกูลเหลียงทั้งสามคน ถ้าเช่นนั้น... ก็ไปสิ!

ในเมื่อพวกมันเตรียมกับดักไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าข้าไม่ไปดูให้เห็นกับตา ก็คงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป

เหลียนฟางโจวทำทีแสดงท่าทีลำบากใจและคิดหนักอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุด เมื่อถูกแม่นมคนนั้นพูดหว่านล้อมด้วยคำพูดอันคล่องแคล่วอย่างไม่ลดละ นางจึงแสร้งทำเป็นยอมตกลงอย่างฝืนใจ พร้อมกับพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก แสดงให้เห็นว่าตนเองจะไปร่วมงานในวันนั้นอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นดังนั้น แม่นมคนนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก รีบกล่าวคำอำลาแล้วจากไปด้วยความพึงพอใจ

แต่สิ่งที่เหลียนฟางโจวไม่รู้ก็คือ แท้จริงแล้ว ฮูหยินเติ้งไม่ได้ล่วงรู้ถึงแผนการเล่ห์เหลี่ยมของลูกสาวตัวเองเลย แต่เพราะฟังการวิเคราะห์ของเติ้งเมิ่งหานแล้วรู้สึกว่า การได้ทำให้นางฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลต้องอับอาย และได้รับการสั่งสอนแบบที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ นับเป็นเรื่องที่น่าปิติยินดีอย่างยิ่ง!

ตั้งแต่ที่ใต้เท้าหลี่เดินทางมาถึงเมืองหนานไห่ แม้เขาจะไม่ได้เล่นงานตระกูลใหญ่ทั้งสี่อย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ได้ตัดตอนผลประโยชน์ต่าง ๆ ของพวกเขาไปไม่น้อย และพวกเขาก็ไม่เคยได้เปรียบจากใต้เท้าหลี่แม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่พวกเขาวางแผนลอบสังหารล้มเหลว ความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งลึกซึ้งจนกลายเป็นศัตรูกันอย่างแท้จริง

ถ้าสามารถทำให้ตระกูลหลี่เกิดความวุ่นวายขึ้นมาได้ แล้วทำไมจะไม่ทำเล่า?

ในวันนั้นเอง เหลียงจิ้นก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหนานไห่ เขากลับมาถึงจวนตระกูลเหลียงด้วยใบหน้ามืดครึ้มตลอดทาง ท่าทีเย็นชาและบรรยากาศอันน่าขนลุกของเขาทำให้เหล่าบ่าวรับใช้ที่พบเห็นต่างพากันหลีกทางให้พร้อมกับก้มศีรษะด้วยความหวาดกลัว ทุกคนต่างยกมือคารวะอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

เหลียงจิ้นไม่สนใจใครทั้งสิ้น เดินตรงกลับไปยังเรือนของตนเอง แล้วสั่งให้คนไปตามเสี่ยวเชวี่ยมาพบ

ข่าวลือที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหนานไห่ ใครบ้างจะไม่เคยได้ยิน?

คนอย่างเสี่ยวเชวี่ย หรือแม้แต่ว่าเว่ยต้าเหนียงที่ปกติมีความสัมพันธ์ดีกับเหลียนฟางโจว ต่างก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินข่าวนี้  แม่นางเหมยกลับกลายเป็นฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลอย่างนั้นหรือ? นี่มันเป็นเรื่องเหลวไหลเกินไปแล้ว! เป็นไปไม่ได้!

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาของทั้งเมืองหนานไห่ แล้วจวนตระกูลเหลียงจะรอดพ้นจากการพูดคุยได้อย่างไรเสี่ยวเชวี่ย เว่ยต้าเหนียง และคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวจนใจไม่เป็นสุข เพราะไม่รู้ว่าหากคุณชายใหญ่กลับมาแล้วจะจัดการกับพวกเขาอย่างไร

ตามหลักแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาเลย แต่ถ้าคุณชายใหญ่หาที่ระบายอารมณ์ไม่ได้ แล้วจะไม่ลงโทษพวกเขาเสียหน่อยหรือ?

เมื่อได้ยินว่าคุณชายใหญ่เรียกพบ เสี่ยวเชวี่ยถึงกับขาอ่อนแทบทรุดลงไปกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ในใจรู้สึกเย็นเยียบไปหมด

หญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อจื่อเหอ ซึ่งปกติก็พอจะสนิทสนมกับนางบ้าง เห็นดังนั้นก็รู้สึกสงสารจึงรีบกระซิบปลอบเบา ๆ ว่า “ตอนที่แม่นางยังอยู่ นางก็ดูแลเจ้าดีที่สุด บางทีคุณชายใหญ่อาจจะเห็นแก่เรื่องนี้แล้วอภัยให้เจ้าก็ได้ ใครจะรู้ล่ะในเมื่อคุณชายใหญ่เรียกเจ้า เจ้าก็รีบไปเถอะ อย่ามัวรั้งรอเลย! ถ้าไปช้าเข้า มีแต่จะทำให้คุณชายใหญ่โกรธเปล่า ๆ นะ”

“พี่จื่อเหอ!” เสี่ยวเชวี่ยพูดทั้งน้ำตาคลอเบ้า “ถ้าหากข้าต้องตายจริง ๆ ได้โปรดช่วยเอาตั๋วเงินที่แม่นางให้ข้าไปส่งให้พ่อแม่ข้าด้วยนะ บอกพวกเขาไม่ต้องเสียใจ ขอเพียงแค่ในช่วงปีใหม่หรือเทศกาลต่าง ๆ เผาเงินกระดาษส่งมาให้ข้าสักสองพวงก็พอแล้ว!”

“พูดบ้าอะไรของเจ้า รีบไปเถอะ รีบไป! คุณชายใหญ่เป็นคนที่ไม่ชอบรอคอยใครนาน ๆ นะ” จื่อเหอเองก็รู้สึกใจหายเช่นกัน นางคิดในใจว่า ยังจะพูดปลอบใจเจ้าอยู่นี่ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโชคชะตาของข้าจะลงเอยเช่นไร!

เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเชวี่ยยังคงมองนางด้วยสายตาอ้อนวอนเต็มไปด้วยน้ำตา จื่อเหอจึงได้แต่พยักหน้า “ข้ารับปากเจ้าแล้ว รีบไปเถอะ!”

เสี่ยวเชวี่ยจึงต้องจำใจเดินจากไป

นางเดินเข้าไปในเรือนด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นไปหมด เมื่อมองเห็นคุณชายใหญ่เหลียงจิ้นนั่งอยู่บนที่นั่งสูงด้วยท่าทางองอาจน่าเกรงขาม เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจน

เพียงแค่เห็นแวบเดียว ขาของเสี่ยวเชวี่ยก็อ่อนแรงจนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น ปากสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ แม้แต่คำว่า “คารวะคุณชายใหญ่” ก็ยังพูดออกมาไม่ได้ เสียงฟันที่กระทบกันดังจนแว่วออกมาอย่างชัดเจน

 

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปถนา-บทที่ 1213 เตือนให้เลิกคิดแผนการ

 

บทที่ 1213 เตือนให้เลิกคิดแผนการ

 

คำพูดนี้ยิ่งทำให้เติ้งเมิ่งหานทนไม่ไหวมากกว่าเดิม นางถึงกับเบิกตากว้างจ้องถังไจ้ซิงอย่างขุ่นเคืองแล้วพูดว่า “นั่นก็เพราะว่าใต้เท้าหลี่เป็นคนใจกว้าง รักความถูกต้องและมีคุณธรรม! ฮึ! ท่านคิดว่าเขาไม่แคร์อะไรเลยอย่างนั้นหรือ? ถ้าเขาไม่แคร์จริง ๆ เขาก็คงกลับบ้านไปตั้งนานแล้ว ไม่ใช่มาหมกตัวอยู่ในค่ายทหารแบบนี้! ข้าบอกได้เลยว่า ใต้เท้าหลี่จะต้องหย่านางในสักวันหนึ่งแน่นอน! เปี่ยวเกอเองก็เป็นผู้ชาย หากว่าท่านพี่สะใภ้ของข้าถูกลือไปทั่วว่าเป็นเช่นนี้ ท่านจะทนได้หรือ?”

“เจ้าเพ้อเจ้ออะไรกัน!” ถังไจ้ซิงได้ยินนางเปรียบเปรยถึงภรรยาของตนเอง ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจัด ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นทันทีแล้วกล่าวเสียงเข้มว่า “เมิ่งหาน เจ้าไม่ควรพูดเช่นนี้!”

เติ้งเมิ่งหานหัวเราะคิกคักพลางตบมือเบา ๆ “ดูสิ ดูสิ! ใช่หรือไม่ล่ะ? แค่ข้าสมมติขึ้นมาเพียงประโยคเดียว ท่านก็ทนไม่ได้เสียแล้ว ใต้เท้าหลี่ที่มีฐานะและตำแหน่งสูงส่งเช่นนั้น จะไม่หยิ่งทะนงยิ่งกว่าท่านหรืออย่างไร!”

ถังไจ้ซิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ทำได้เพียงถอนหายใจแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่เจ้าจะตัดสินใจได้เพียงคนเดียว เจ้าควรไปปรึกษากับท่านน้าและท่านน้าเขยเสียก่อน หากพวกท่านเห็นด้วย ก็ค่อยว่ากันอีกที!”

เติ้งเมิ่งหานเผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจพลางกล่าวว่า “แน่นอน ข้าจะไปปิดบังท่านพ่อท่านแม่ได้อย่างไรเล่า?”

ถังไจ้ซิงถึงกับอึ้งไป ก่อนจะรีบถามว่า “ถ้าอย่างนั้น... การที่เจ้ามาหาข้าวันนี้ หมายความว่า... ท่านน้าเขยกับท่านน้าหญิงเป็นคนบอกให้เจ้ามาอย่างนั้นหรือ?”

เติ้งเมิ่งหานกระพริบตาแล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ แต่ไม่ได้ตอบอะไร

นางย่อมไม่คิดจะบอกความจริงกับเขาอยู่แล้ว! เรื่องที่จะพูดกับท่านพ่อท่านแม่ย่อมต้องบอกแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะนางรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องไม่เห็นด้วยแน่ ๆ ในเวลานี้

เติ้งเมิ่งหานกับไป่เสวี่ยต่างก็ขี่ม้า มุ่งหน้ากลับเข้าเมืองอย่างช้า ๆ ยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

วันนี้ถือว่ามีผลงานไม่น้อย ตลอดทางกลับ ใบหน้าของเติ้งเมิ่งหานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เปล่งประกายสดใสราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานอย่างเต็มที่

“ไป่เสวี่ย เจ้าคิดว่า หากในท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ฮูหยินหลี่คนนั้นกลับต้องอับอายขายหน้าอีกครั้ง และทำเรื่องที่น่ารังเกียจจนเป็นที่เสื่อมเสียชื่อเสียงขึ้นมาอีก ใต้เท้าหลี่จะยังอดทนกับนางได้อยู่อีกหรือ?” เติ้งเมิ่งหานยกมือขึ้นอย่างงดงามเพื่อจัดปอยผมที่ถูกลมพัดปลิวมาปัดแก้มให้เข้าที่ พร้อมกับเอ่ยถามไป่เสวี่ยด้วยรอยยิ้ม

ไป่เสวี่ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะหัวเราะแล้วพูดว่า “คุณหนูสามพูดเล่นใช่ไหมเจ้าคะ! ฮูหยินหลี่คนนั้น ตอนนี้คงอับอายจนแทบอยากตายอยู่แล้ว แม้แต่จะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวก็ยังทำได้ไม่ดีพอ จะไปทำอะไรให้ใต้เท้าหลี่โกรธอีกได้อย่างไรกัน? ยิ่งต่อหน้าผู้คนมากมายยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย!”

“หึหึ!” เติ้งเมิ่งหานยิ้มเยาะ พลางพูดอย่างมีนัยลึกซึ้งว่า “ถ้านางไม่ทำ เราก็ต้องหาทางให้นางทำสิ! ในเมื่อนางเคยทำเรื่องอัปยศไว้แล้ว ต่อให้เกิดเรื่องอัปยศขึ้นอีกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก!”

“คุณหนูสามหมายความว่า... ว่า...” ไป่เสวี่ยเบิกตากว้างอย่างตกใจ แต่ไม่นานก็แสดงท่าทีชื่นชมแผนการของคุณหนูตัวเองพร้อมกับปรบมืออย่างพึงพอใจ แล้วกล่าวว่า “แต่ว่าเราจะทำได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ? จวนที่ทำการของผู้ว่าการมณฑลนั้น ไม่ใช่ที่ที่พวกเราจะเข้าไปได้ง่าย ๆ เลยนะเจ้าคะ!”

เติ้งเมิ่งหานหัวเราะเย็นชาแล้วพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ให้ท่านแม่ส่งเทียบเชิญนางมาเป็นแขกสิ! ไม่ใช่... ไม่ควรเชิญมาที่จวนเรา อืม... ควรจะให้บรรดาฮูหยินหลาย ๆ ตระกูลร่วมมือกันส่งเทียบเชิญนางไปเที่ยวที่วัดชิวซิงดีกว่า! ส่งคนที่พูดจาเก่ง ๆ ไปส่งเทียบเชิญให้ได้ และต้องทำให้นางตอบรับให้ได้เช่นกัน ฮิฮิ เมื่อถึงเวลานั้น...”

เจ้านายกับบ่าวมองหน้ากันแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนาน

กลางดึกยามเที่ยงคืน ดวงจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ ที่เลือนรางเริ่มเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก สีของมันก็ซีดจางลงเช่นกัน รอบด้านมีเพียงความมืดมิดดำทะมึน

ที่จวนของผู้ว่าการมณฑล ด้านหลังเรือนใหญ่ เงาร่างชายผู้หนึ่งในชุดดำสำหรับการลอบเร้นแทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบเชียบ

เขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและคุ้นเคย เดินเข้ามาในตัวเรือนโดยไม่ทำให้ใครสะดุ้งตื่น และสามารถเข้าไปถึงห้องนอนหลักของเรือนใหญ่ได้อย่างราบรื่น

เมื่อมองไปที่เตียงซึ่งมีผ้าม่านห้อยลงต่ำ แววตาของเขาพลันอ่อนโยนขึ้นมา ก่อนจะก้าวเข้าไปเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เขย่าคนที่นอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างแผ่วเบา “ฮูหยิน... ฮูหยิน...”

เหลียนฟางโจวส่งเสียง “อืม?” เบา ๆ พลางขยับศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเป็นเส้นเล็ก ๆ เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่ฟู่ นางก็ขยี้ตาแล้วลืมตาเต็มที่ก่อนจะยิ้มพลางพูดว่า “ท่านมาได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าบอกว่าจะมาพรุ่งนี้หรอกหรือ?”

หลี่ฟู่หัวเราะเบา ๆ และพูดว่า “นอนไม่หลับ ก็เลยมาที่นี่” เมื่อเห็นเรือนผมสีดำขลับของนางกระจายตัวอยู่บนหมอน เสื้อคลุมไหมเนื้อนุ่มสีงาช้างที่ห่อหุ้มร่างบอบบางอรชรของนางไว้ เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าที่งดงามชวนหลงใหล ใบหน้าเล็ก ๆ ที่อ่อนหวานและประณีตของนางที่เพิ่งตื่นนอนยังคงเปี่ยมไปด้วยความง่วงงุนและอ่อนโยน ดูชวนให้รู้สึกทะนุถนอมอย่างยิ่ง

หลี่ฟู่ถอนหายใจเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะประคองนางขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วโอบกอดไว้ในอ้อมอก ให้ร่างของนางเอนพิงอยู่กับตัวเขา พลางกระซิบอย่างอ่อนโยนว่า “ช่วงนี้เจ้าต้องลำบากมากเลยใช่หรือไม่? ยังพอควบคุมตัวเองไหวอยู่หรือ?”

เหลียนฟางโจวยิ้มเยาะ มุมปากยกขึ้นอย่างดูแคลน ก่อนจะเงยหน้ามองหลี่ฟู่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเพียงแค่ต้องคอยปกป้องซู่เอ๋อร์ เรื่องอื่นในตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องควบคุมอะไร พวกอสูรปีศาจที่คอยจ้องจะเล่นงานข้านั้น ดูเหมือนจะยังคงกระตือรือร้นกันดีนัก พวกมันคิดว่าฮูหยินอย่างข้าทั้งไร้ศักดิ์ศรีและเสียความโปรดปรานจากท่านไปแล้ว จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะส่งคนเข้ามาแทรกซึมรอบตัวข้า พยายามหาทางกำจัดหงอวี้กับชุนซิ่งให้ออกไปจากจวน

 

แน่นอนว่า ก็ยังมีพวกที่คิดต่างออกไป พยายามสืบหานิสัยและความชอบของท่านจากปี้เถาและพ่อบ้านเสี่ยวเฉียน ข้ากะแล้วเชียวว่าคงมีพวกที่คิดจะคัดเลือกสตรีที่มีความประพฤติดีและเข้าใจในนิสัยของท่านมาเป็นอนุภรรยาที่เหมาะสมให้กับท่านอย่างแน่นอน!”

“พูดอะไรเหลวไหล เจ้าเองก็รู้ดีว่าในใจของข้ามีเจ้าเพียงคนเดียว จะให้ใครมาแทรกอยู่ในนั้นได้อย่างไรกัน” หลี่ฟู่จับมือนางขึ้นมาจูบเบา ๆ แล้วก้มหน้าซบหน้าผากของนางพร้อมหัวเราะเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยน

เหลียนฟางโจวเผยรอยยิ้มบาง ๆ รู้สึกอุ่นใจและมีความสุขอยู่ลึก ๆ ในใจ

แต่จู่ ๆ นางก็นึกถึงจดหมายแปลก ๆ ที่ได้รับจากหญิงนิรนามคนหนึ่ง นัยน์ตาของเหลียนฟางโจวเป็นประกายขึ้นมา นางเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกของหลี่ฟู่แล้วถามว่า “อาเจี่ยน ช่วงนี้ท่านไปก่อเรื่องอะไรไว้กับสตรีที่ไหนหรือเปล่า?”

หลี่ฟู่ถึงกับสะดุ้งตกใจ รีบพูดว่า “เจ้าถามเช่นนี้ทำไมกัน?”

ที่จริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาเจอเติ้งเมิ่งหานในวันนี้ หลี่ฟู่ก็รู้สึกระแวงอยู่ลึก ๆ เขายังไม่เข้าใจว่าเติ้งเมิ่งหานต้องการจะทำอะไรกันแน่ ด้วยเหตุนี้เอง คืนนี้เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกลับบ้านมา เพื่อหาทางบอกเรื่องนี้กับเหลียนฟางโจว พร้อมกับถามนางด้วยว่า ช่วงนี้ตระกูลเติ้งได้ทำอะไรแปลก ๆ หรือไม่

แต่ใครจะคิดว่า นางกลับเป็นฝ่ายถามคำถามนี้ออกมาก่อนเสียอีก!

หลี่ฟู่ตกใจจนรู้สึกมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย หรือว่านางเองก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากตระกูลเติ้งแล้ว? สัญชาตญาณของนางช่างน่ากลัวเสียจริง โชคดีที่เขาไม่ได้คิดอะไรไม่ดี ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้เลยว่านางจะจัดการกับเขาอย่างไรบ้าง...

แต่เขากลับละเลยที่จะคิดไปว่า หากเขามีความคิดเช่นนั้นจริง ๆ แล้วจะต้องกลัวนางไปทำไมกัน?

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ พลางพูดว่า “ท่านยังกล้าพูดอีกหรือ! ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะท่านก่อเรื่องไว้หรอกหรือ? ข้าก็แค่เคราะห์ร้ายโดนลูกหลงไปด้วยเท่านั้น! มีคนบางคนคิดจะช่วยท่านทวงความยุติธรรมให้เชียวนะ!”

พูดจบนางก็เล่าเรื่องที่นางได้รับจดหมายแปลก ๆ นั้นให้หลี่ฟู่ฟังทั้งหมด

นางไม่ได้บอกหลี่ฟู่ว่า ในจดหมายฉบับนั้นด่าว่านางอย่างโหดร้ายและเจ็บแสบเพียงใด ถึงอย่างนั้นสีหน้าของหลี่ฟู่ก็พลันดูไม่ดีนัก เขาหัวเราะเย็นชาแล้วพูดว่า “จากที่เจ้าพูดมา ข้ากล้าฟันธงได้เลยว่ามันต้องเป็นคุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้ง เติ้งเมิ่งหานแน่! ผู้หญิงคนนี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!”

“คุณหนูสามแห่งตระกูลเติ้งหรือ?” เหลียนฟางโจวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองหลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย “ฟังจากที่ท่านพูดอย่างนี้ ดูท่าว่าจะมีผู้หญิงตามตื๊อท่านอยู่จริง ๆ ใช่หรือไม่?”

เมื่อหลี่ฟู่สบเข้ากับดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสของเหลียนฟางโจวที่มองมาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ปนขุ่นเคืองเล็กน้อย คล้ายกับว่าเพิ่งค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ของเขา ราวกับทั้งโกรธทั้งไม่พอใจ แต่ก็ดูช่างน่ารักอย่างยิ่ง หัวใจของหลี่ฟู่รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา เขากอดนางแน่นขึ้นพลางหัวเราะแล้วพูดว่า “เจ้ากำลังหึงอยู่หรือ? วันนี้ข้ากลับมา ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้ให้เจ้าฟังโดยเฉพาะ ดูสิ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ข้าแทบทนรอจนถึงพรุ่งนี้ไม่ไหว ต้องรีบกลับมาสารภาพกับเจ้าทันทีเลยนะ ฮูหยินที่แสนดีของข้า เจ้าจะยังโกรธข้าอยู่อีกหรือ?”

เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมา “ฮึ! ช่างเป็นเหตุผลที่ฟังดูมั่นอกมั่นใจเสียจริง ข้าถึงกับเถียงอะไรไม่ออกเลยสักคำ แถมยังโกรธไม่ลงอีกต่างหาก!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1212 การล่าสัตว์

 

บทที่ 1212 การล่าสัตว์

 

ทุกคนหัวเราะพลางขยับที่นั่งเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้ เติ้งเมิ่งหานไม่มีทางเลือก จึงต้องนั่งลงและให้ไป่เสวี่ยช่วยย่างเนื้อให้

ในใจนางยังคงรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย จึงเหลือบมองถังไจ้ซิงด้วยสายตาขุ่น ๆ แล้วพูดว่า “ข้ามาเพราะอยากกินอย่างนั้นหรือ? ดูสิว่าเปี่ยวเกอพูดอะไรออกมา!”

ถังไจ้ซิงเพียงยิ้มเล็กน้อย โดยไม่คิดจะโต้เถียงอะไรกับนาง

เนื้อขาแกะนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ เนื้อสดใหม่ที่สุด โรยด้วยพริกไทยป่น พริกป่น และเกลือป่นเพียงเล็กน้อย ย่างไฟจนเป็นสีเหลืองทองหอมกรุ่น มันเยิ้มเป็นเงา ดูแล้วชวนให้อยากลิ้มลองอย่างยิ่ง เมื่อกัดเข้าไปคำหนึ่งก็ได้รสชาติอันแสนอร่อย เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ น้ำเนื้อหวานหอมผสมกับกลิ่นเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมของเนื้อที่ย่างไฟจนสุกได้ที่ ทำให้ใครเห็นก็อดน้ำลายสอไม่ได้

เมื่อกินไปเรื่อย ๆ เติ้งเมิ่งหานก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้น พูดคุยหัวเราะกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และกินเข้าไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ถังไจ้ซิงถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเลิกสนใจนาง หันไปพูดคุยหยอกล้อกับคนอื่น ๆ แทน

ใครจะคิดว่าเติ้งเมิ่งหานจะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ ขนาดนี้ ขณะที่กำลังกินเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาของนางก็ไม่ได้อยู่นิ่งเลย คอยชำเลืองมองไปทางหลี่ฟู่เป็นระยะ ๆ

เมื่อเห็นหลี่ฟู่ลุกขึ้นและดูเหมือนจะเดินไปที่ชายป่าเพื่อดูม้าของเขา เติ้งเมิ่งหานก็รู้สึกยินดีในใจ นางส่งสายตาเป็นนัยให้ไป่เสวี่ยอย่างลับ ๆ และอาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกต รีบลุกขึ้นและตามไปทางที่หลี่ฟู่เดินไป

“ม้าของใต้เท้าหลี่ตัวนี้ช่างงดงามจริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นม้าที่ดีขนาดนี้มาก่อนเลยที่มณฑลหนานไห่ อย่างที่ว่ากันไว้ วีรบุรุษคู่ควรกับม้าพันธุ์ดี ม้าที่สง่างามเช่นนี้ เหมาะสมกับใต้เท้าหลี่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว!” เติ้งเมิ่งหานกล่าวพร้อมรอยยิ้มหวาน

เมื่อหลี่ฟู่ได้ยินเสียงนาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมา และมองนางอย่างประหลาดใจพลางเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ที่แท้ก็คุณหนูเติ้งนี่เอง คุณหนูเติ้งกล่าวเกินจริงไปแล้ว ข้ามิใช่วีรบุรุษอันใดหรอก!”

เมื่อเติ้งเมิ่งหานได้ยินหลี่ฟู่ตอบกลับมา ร่างกายของนางถึงกับอ่อนระทวยไปกว่าครึ่ง ใบหน้าที่งดงามอ่อนหวานของนางเผยให้เห็นรอยแดงระเรื่อดั่งแสงอรุณที่สะท้อนทาบทา ทำให้นางดูงดงามอย่างยิ่ง

นางยิ้มอย่างอ่อนโยนและสดใสยิ่งขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลว่า “ใต้เท้าหลี่ช่างถ่อมตนเสียจริง หากแม้แต่ใต้เท้าหลี่ก็ยังไม่นับว่าเป็นวีรบุรุษ เช่นนั้นบนโลกนี้ก็คงไม่มีผู้ใดคู่ควรกับคำนี้แล้ว! เพียงแต่ว่า... เฮ้อ ท่านรู้หรือไม่ ว่ามีผู้คนมากมายที่รู้สึกไม่ยุติธรรมแทนท่านอยู่?”

“ไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? เพื่อข้าอย่างนั้นหรือ?” คราวนี้หลี่ฟู่รู้สึกประหลาดใจอย่างแท้จริง และอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “คุณหนูเติ้งหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ!”

เติ้งเมิ่งหานอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยสายตาเวทนา ดวงตาของนางฉายแววอ่อนโยนพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ และเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ใต้เท้าหลี่อาจจะไม่ได้ไม่รู้ แต่อาจเป็นเพราะไม่อยากรับรู้ต่างหาก หรือไม่ก็พยายามหลอกตัวเองอยู่กระมัง? ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด ข้าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา หากคำพูดของข้าทำให้ท่านโกรธก็อย่าได้ถือสาเลย! ข้าเองก็รู้สึกไม่ยุติธรรมแทนท่านเช่นกัน! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเรื่องของฮูหยินหลี่...เรื่องของนางตอนนี้แพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมในเมืองหนานไห่ ข้าเกรงว่าอีกไม่นานทั้งมณฑลหนานไห่ก็จะได้ยินข่าวนี้กันหมด ไม่มีใครคาดคิดเลยว่านางจะกล้าทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้น แล้วยังมีหน้ามาเกาะติดท่านไม่ยอมปล่อยอีก ประชาชนทั่วเมืองต่างพากันสบประมาทนาง สาปแช่งว่านางไร้ยางอายเช่นนี้ หากปล่อยให้...”

“คุณหนูเติ้ง!” สีหน้าของหลี่ฟู่พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา น้ำเสียงเย็นเยียบอย่างชัดเจน “คุณหนูเติ้งควรระวังคำพูดของตนเองให้ดี!”

ดวงตาของเติ้งเมิ่งหานแดงเรื่อขึ้น นางเม้มปากพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นท่านต่างหากที่ต้องทนทุกข์อยู่คนเดียว ผู้ใดจะไปตำหนิท่านได้เล่า! แต่เหตุใดท่านถึงต้องทำเช่นนี้ด้วย? แม้ว่าท่านจะแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่หากถามใจตัวเองจริง ๆ แล้ว ท่านจะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดท่านจึงไม่กลับบ้าน แต่กลับมาหมกตัวอยู่ที่ค่ายทหารทุกวันเล่า?”

หลี่ฟู่ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ข้าตรวจตราค่ายทหารอยู่ เรื่องนี้มันแปลกอะไร?”

“ท่านอย่ามาหลอกข้าเลย!” เติ้งเมิ่งหานรวบรวมความกล้า จ้องมองหลี่ฟู่ตรง ๆ แล้วพูดว่า “เมื่อครู่นี้ ข้าเห็นชัดเจนในดวงตาของท่าน ความโกรธเคืองและความอับอายที่ซ่อนอยู่! ใต้เท้าหลี่ ความผิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ท่านเลย เหตุใดท่านจึงต้องเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงเสียเอง? มันช่างไร้เหตุผลโดยแท้! ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนต่างรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนท่าน!”

“หุบปากเสีย!” หลี่ฟู่กล่าวห้ามเติ้งเมิ่งหานด้วยน้ำเสียงเย็นชา คำพูดสองคำนั้นฟังดูไร้พลังสิ้นดี เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของข้า ไม่ใช่เรื่องที่คุณหนูเติ้งจะมาพูดจาวิจารณ์ตามอำเภอใจ!”

เมื่อพูดจบ เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยว่า “คุณหนูเติ้ง เจ้ายังเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาพูดถึงบ่อย ๆ เลย หากมีคนได้ยินเข้า มันจะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของเจ้าเอง”

เมื่อได้ยินว่าเขาเป็นห่วงตนเองเช่นนั้น เติ้งเมิ่งหานก็รู้สึกราวกับดอกไม้ในใจบานสะพรั่ง ความสุขจนตัวเบาราวกับจะลอยขึ้นไปบนฟ้า

ความกล้าของนางเพิ่มขึ้นอย่างมาก นางจ้องมองหลี่ฟู่ด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล ก่อนจะกัดริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อของตนเองเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปนอายว่า “ขอบคุณใต้เท้าหลี่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ! คำพูดเหล่านี้ ข้าเอ่ยต่อหน้าท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น ใครกันจะไปเสียเวลาพูดให้ผู้อื่นฟังเล่า! ในบรรดาผู้คนที่ข้าเคยพบมา ไม่มีผู้ใดจะสง่างามเทียบเท่าท่านได้เลย... ข้า... ชื่นชมท่านอย่างมาก...”

หลี่ฟู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวไปจูงม้าโดยไม่พูดอะไร และเดินจากไปเงียบ ๆ เดินไปหลายก้าวแล้วจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว คุณหนูเติ้งรีบกลับเข้าเมืองเถอะ!”

เติ้งเมิ่งหานยิ่งรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก รีบตอบรับด้วยรอยยิ้มพลางจ้องมองเงาหลังของหลี่ฟู่อย่างหลงใหล ใจเต็มไปด้วยจินตนาการ ใบหน้ายิ้มแย้มจนมุมปากโค้งขึ้นราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอย่างสดใส

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” เสียงของถังไจ้ซิงดังขึ้น เรียกเติ้งเมิ่งหานให้ตื่นจากความฝันอันงดงามกลับสู่ความเป็นจริงในทันที

นางมองเขาอย่างไม่พอใจพร้อมกับกลอกตา ก่อนจะกระทืบเท้าแล้วพูดอย่างขุ่นเคืองว่า “เปี่ยวเกอ ไฉนท่านเดินมาไม่ให้สุ้มให้เสียง? ทำข้าตกใจแทบตาย!”

“ข้าเดินมาไม่ให้เสียงอย่างนั้นหรือ?” ถังไจ้ซิงหัวเราะเพราะความโมโห “ข้าเรียกเจ้ามาตั้งแต่ไกลแล้ว เรียกตั้งหลายครั้งเจ้ายังไม่ได้ยินเลย เหมือนกับวิญญาณของเจ้าล่องลอยไปที่ไหนสักแห่ง!”

เมื่อถูกเขาจับได้เช่นนี้ ใบหน้าของเติ้งเมิ่งหานก็พลันแดงก่ำ นางรู้สึกกระวนกระวายจึงเบือนสายตาหนี พร้อมกับพูดกลบเกลื่อนด้วยท่าทีดื้อรั้นว่า “ท่านพูดเรื่องอะไรไร้สาระ ข้าไม่ได้เหม่อลอยเสียหน่อย!”

“ฮึ!” ถังไจ้ซิงแค่นเสียงหัวเราะเย็น ๆ ทั้งโกรธทั้งร้อนใจพลางพูดว่า “คนพวกนั้นล้วนมีสายตาแหลมคม เจ้าคิดว่าคนอื่นเป็นคนโง่หรืออย่างไร? ข้าถามจริง ๆ นะ น้องสาว เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”

“ข้าเสียสติอย่างนั้นหรือ?” เติ้งเมิ่งหานกลับมีท่าทีสงบลงเมื่อถูกถามเช่นนั้น และย้อนถามกลับไป

“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” ถังไจ้ซิงพูดด้วยความเดือดดาลจนแทบจะคลั่ง “ใต้เท้าหลี่เป็นคนแบบไหนกัน? และเขามาที่มณฑลหนานไห่เพื่ออะไร เจ้าจะไม่รู้จริง ๆ หรือ? แต่เจ้ากลับไปหลงชอบเขาเข้าได้ ช่าง... ช่างน่าขันเสียจริง!”

เติ้งเมิ่งหานไม่ยอมแพ้ ตอบกลับอย่างดื้อดึงว่า “ทำไมข้าจะชอบเขาไม่ได้? อีกอย่าง เมื่อครู่นี้เขายังพูดคุยหยอกล้อกับข้าตั้งนาน นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็มีความรู้สึกที่ดีต่อข้าเหมือนกัน! ฮึ! ต่อให้เขาเคยมาที่นี่เพราะต้องการจัดการพวกสี่ตระกูลใหญ่ของพวกเราแล้วอย่างไร? หากพวกเราตระกูลเติ้งได้เป็นเครือญาติกับเขา เขาก็ย่อมจะไม่เป็นศัตรูกับพวกเราอีก เช่นนี้ไม่ดีหรืออย่างไร?”

“เจ้า!” ถังไจ้ซิงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเหตุผลอันไร้สาระและน่าขันของนาง ความโกรธปะปนกับความรู้สึกขบขันอย่างบอกไม่ถูก “น้องสาว เจ้าคิดเรื่องนี้ง่ายเกินไปแล้ว! ใต้เท้าหลี่ไม่มีทางเป็นคนที่จะละทิ้งราชกิจสำคัญเพียงเพราะเรื่องความรักใคร่เล็ก ๆ น้อย ๆ หรอก ฮึ! แผนการของเจ้าน่ะ ต่อให้คิดมาดีแค่ไหนก็ต้องพลาดอยู่ดี!”

ใบหน้าของเติ้งเมิ่งหานพลันเคร่งเครียดลงเล็กน้อย ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวในใจ เพราะคำพูดของถังไจ้ซิงนั้นกำลังบอกเป็นนัยว่านางไม่มีเสน่ห์พอที่จะทำให้ใต้เท้าหลี่เปลี่ยนใจได้ ผู้หญิงที่กำลังตกหลุมรัก ใยจะรับฟังคำพูดเช่นนี้ได้?

“อีกอย่าง” ถังไจ้ซิงไม่ได้สนใจสีหน้าไม่พอใจของนาง และพูดต่อไปว่า “เรื่องของฮูหยินหลี่ที่กลายเป็นข่าวใหญ่จนทุกคนรู้กันไปทั่ว ใต้เท้าหลี่ถึงขั้นยอมหลบหนีไปเก็บตัวเงียบ ๆ คนเดียวแทนที่จะโกรธหรือทำอะไรกับนาง นั่นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองยังคงดีอยู่ ข้าขอแนะนำว่าเจ้าควรเลิกคิดเรื่องนี้เสียเถอะ!”