วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1245 ความโกรธของนายบ่าว

 

บทที่ 1245 ความโกรธของนายบ่าว

ไม่มีใครที่ไม่ชอบดูความคึกคัก ยิ่งร้านใหม่แห่งนี้เปิดตัวใหญ่โตโอ่อ่า ยิ่งดึงดูดผู้คนมากมายให้แห่กันมา

ภายในร้านมีสินค้าครบครัน ทั้งราคาถูกและคุณภาพดี จะซื้อของปีใหม่ จะซื้อที่ไหนก็เหมือนกันมิใช่หรือ? แต่หากสามารถซื้อได้ครบในที่เดียว แถมยังมีที่เก็บของให้พร้อม มิใช่ว่าสะดวกยิ่งนักหรือ? จากนั้นเวลาเดินซื้อของที่อื่นก็ไม่ต้องแบกพะรุงพะรังแล้วมิใช่หรือ?

ยิ่งไปกว่านั้น ทางร้านยังจัดงานเลี้ยงฉลองเปิดกิจการสามวันติดต่อกัน ใช้จ่ายครบสองตำลึงเงิน รับคู่กลอนหนึ่งชุด ครบสามตำลึงเงิน รับคู่กลอนพร้อมภาพปีใหม่หนึ่งแผ่น ครบห้าตำลึงเงินยังได้กระดาษฉลุลายดอกสีแดงคู่หนึ่งเพิ่มมาอีกด้วย

หากซื้อครบสองตำลึงเงิน ก็สามารถร่วมจับสลากได้ รางวัลเล็กสุดก็ยังมีคู่กลอนสองชุด ภาพปีใหม่สองแผ่น และกระดาษฉลุหน้าต่างหนึ่งคู่ นอกจากนี้ยังมีรางวัลที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม วางเรียงโชว์อยู่ตรงข้าง ๆ โดยรางวัลที่หนึ่งคือปิ่นทองคำมูลค่าเต็มสามสิบตำลึงเงิน ส่องประกายแวววาว ลวดลายงดงามสะดุดตา! ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินเข้าออกไม่ขาดสาย

กลยุทธ์การค้าขายเช่นนี้ ในดินแดนแผ่นดินใหญ่ตอนกลางยังแทบไม่มีพ่อค้าใดใช้ แล้วนับประสาอะไรกับมณฑลหนานไห่ ประชาชนท้องถิ่นไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ว่าซื้อของยังจะได้ของแถม แถมยังมีสิทธิ์จับสลาก! เพียงชั่วพริบตา ร้านก็คลาคล่ำแน่นขนัด

หากบ้านใดซื้อไม่ถึงสองตำลึงเงิน ก็จับกลุ่มรวมกันสองสามบ้าน เอาของมารวมเป็นยอดเดียวเพื่อให้ได้สิทธิ์จับสลาก — เผื่อฟลุคได้ปิ่นทองขึ้นมาอย่างไรเล่า? แม้แบ่งกันสามบ้าน ก็ยังถือเป็นลาภก้อนใหญ่!

แถมพ่อค้ายังประกาศชัด หากไม่อยากได้ปิ่นทอง ก็สามารถแลกเป็นเงินก้อนขาว ๆ สามสิบตำลึงได้ทันที!

แม้จะไม่ได้รางวัลใหญ่สามสิบตำลึงเงิน รางวัลที่สองมูลค่าสิบตำลึงก็ยังมีถึงสิบรางวัล รางวัลที่สามมูลค่ารางวัลละสามตำลึงก็มีตั้งยี่สิบรางวัลเชียว! อย่างไรเสียก็ไม่ถึงกับกลับบ้านมือเปล่า ไหนจะยังมีคู่กลอน ภาพปีใหม่ และกระดาษฉลุลายอีกมิใช่หรือ?

โดยเฉพาะเมื่อเห็นชาวบ้านคนหนึ่งถูกรางวัลที่สองมูลค่าสิบตำลึง เขาไม่เอาของรางวัล แต่ขอแลกเป็นเงินสดสิบตำลึงแทนพร้อมยิ้มจนตาหยี ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึงอ้าปากค้าง อิจฉาและตื่นเต้นกันถ้วนหน้า บรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก

ทั้งวันขายของลงไป พอตกค่ำ ใต้แสงตะเกียง ห้องบัญชีร่วมกับบรรดาสาวใช้และหมอมอคนสนิทของเหลียนฟางโจว ต่างพากันคิดบัญชี เสียงลูกคิดดังเป๊าะแป๊ะมีมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย ไม่นานยอดรายรับก็ถูกคำนวณจนเสร็จสิ้น

ผลออกมาว่าได้ถึงสองพันหกร้อยกว่าตำลึง! หักต้นทุนและของรางวัลออกไปแล้ว กำไรยังเหลือไม่น้อยกว่าห้าร้อยถึงหกร้อยตำลึงเลยทีเดียว

สำหรับการค้าปลีกสินค้าทั่วไปเช่นนี้ ถือว่าเป็นกำไรที่มากล้นนัก!

หงอวี้พลันยิ้มปลื้ม เอ่ยอย่างร่าเริงว่า ฮูหยินนี่ช่างเก่งเรื่องหาเงินเสียจริง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานพวกเราคงได้ร่ำรวยยิ่งกว่าเดิมแล้วเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะหยันออกมาเสียงหนึ่ง พลางค้อนใส่เอ่ยว่า เจ้าก็เอาแต่คิดเพ้อไปทั้งนั้น! วันนี้เปิดร้านใหม่ ทั้งยังมีงานจับสลาก อีกทั้งใกล้ถึงวันปีใหม่ ธุรกิจย่อมคึกคักเป็นธรรมดา หากเป็นวันปกติแล้วล่ะก็ ได้กำเงินวันละยี่สิบสามสิบตำลึงก็นับว่าดีมากแล้ว!”

ได้ฟังดังนั้น หงอวี้ก็แลบลิ้นออกมาอย่างเขินอาย

แทบจะไม่มีข้อยกเว้น ร้าน “อวี๋ฝูจี้” มักตั้งอยู่ตรงข้ามหรือไม่ก็ใกล้เคียงกับร้านขายของเบ็ดเตล็ดตระกูลเติ้ง ไกลที่สุดก็เพียงต่างกันแค่ถนนสายเดียว ที่นี่ผู้คนแน่นขนัด ครึกครื้นคึกคัก ส่วนทางโน้นเล่า จะเงียบเหงาร้างไร้เพียงใดก็ย่อมเดาออก!

ในวันที่เหลียนฟางโจวกอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำนั้น ร้านค้าตระกูลเติ้งกลับขายไม่ได้แม้แต่ขวดซีอิ๊วเพียงขวดเดียว!

ผู้ดูแลร้านก็ทั้งกลัวว่าวันหน้าเจ้านายจะพาลโกรธมาลงกับตน อีกทั้งตั้งแต่ร้านนี้เปิดมาก็ไม่เคยพบสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จะไม่ให้ขุ่นเคืองใจได้อย่างไร?

คืนนั้นเองจึงรีบไปกราบเรียนต่อท่านเจ้าเติ้ง

ท่านเจ้าเติ้งนั้น ตอนกลางวันก็ได้ตั้งใจนั่งรถผ่านถนนเส้นนั้น เห็นความคึกคักครึกครื้นตรงข้ามร้านของตนมาแล้ว ความโกรธขึ้งก็ผุดขึ้นในใจตั้งแต่บ่าย

บัดนี้เมื่อได้ฟังคำบ่นทุกข์ของผู้จัดการ สีหน้ากลับสงบแน่วแน่ เอ่ยอย่างราบเรียบว่า
นั่นเพราะร้านใหม่เพิ่งเปิด คนย่อมแห่กันไปทำให้คึกคักเป็นธรรมดา! ผู้คนน่ะ ใครบ้างไม่ชอบของแปลกใหม่กับความครื้นเครง? หากพวกเจ้าว่างก็ลองแวะไปดูบ้างสิ ว่าเขามีสิ่งใดที่ทำได้ดีกว่า จะได้เรียนรู้เอามาใช้บ้าง!”

ผู้จัดการร้านได้ฟังดังนั้น ยิ่งนับถือในความใจกว้างและความสงบนิ่งของท่านเจ้าเติ้ง แต่ในใจก็ยิ่งชิงชังร้านใหม่มากขึ้นไปอีก จึงเอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า

ท่านเจ้าเติ้งมีใจกว้าง ไม่คิดเอาเรื่อง ใครที่รู้ก็ย่อมสรรเสริญว่าท่านมีน้ำใจกว้างขวาง แต่คนที่ไม่รู้ กลับอาจคิดว่าท่านเกรงกลัว! ท่านอาจยังไม่ทราบ—ตอนนี้ผู้คนลือกันทั่ว ว่า ‘อวี๋ฝูจี้’ มีส่วนเกี่ยวพันกับฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครอง ฮึ! ข้าว่าบางทีฮูหยินนั่นก็คือเจ้าของร้านที่แท้จริง! มิหนำซ้ำ ร้านใหม่ยังมาเปิดตรงข้ามร้านเราอย่างจงใจ นี่มิใช่หมายจะท้าทายกันตรง ๆ หรือ? ท่านเจ้าเติ้ง เรื่องนี้พวกเราทนมิได้แล้ว!”

ท่านเจ้าเติ้งยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดรำคาญใจ ทว่าบนใบหน้ายังคงสงบเงียบ เอ่ยเสียงเรียบว่า
ทนไม่ได้หรือ? ถ้าทนไม่ได้ แล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

ผู้จัดการร้านนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง คิดแล้วก็หัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า
วิธีน่ะใช่ว่าจะไม่มี! ฮึ หากร้านนั้นขายของปลอม หลอกลวงผู้คน—”

คำที่เหลือถึงมิได้พูด ท่านเจ้าเติ้งก็ย่อมเข้าใจดี เพราะเล่ห์กลเช่นนี้ในอดีตก็เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน แน่นอนว่าอยู่เบื้องหลังคอยชักใย พอลงมือย่อมคล่องแคล่วชำนาญ จนสามารถทำให้ชื่อเสียงของอีกฝ่ายย่อยยับได้ในพริบตา…

ร้านค้าหากเสียชื่อเสียงแล้ว จะยังค้าขายต่อไปได้อย่างไรเล่า?

ท่านเจ้าเติ้งพลันสะท้านในใจ ก่อนจะทอดถอนใจอย่างอ่อนล้า โบกมือพลางกล่าวว่า
อย่าได้คิดเช่นนั้นอีก! เรื่องนี้ต่อไปห้ามเอ่ยอีกเป็นอันขาด! อย่าลืมสิ—เขาเป็นขุนนาง ส่วนเราก็เป็นเพียงราษฎรเท่านั้น!”

การป้ายความผิดเช่นนี้ คนที่ถูกใส่ร้ายย่อมรู้แก่ใจดีว่าตนได้ทำผิดหรือมิได้ทำผิด หากเป็นพ่อค้าทั่วไป ต่อให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็ไม่มีที่พึ่งอันใด นอกจากจำต้องกลืนเลือดฝืนทนไปเอง แต่ “อวี๋ฝูจี้” มีฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครองคอยหนุนหลังอยู่ จะยอมกล้ำกลืนความอัปยศเช่นนี้ง่ายดายกระนั้นหรือ?

เมื่อทางการเข้ามาสืบสวน ความลับทั้งหลายจะปิดบังได้หรือ? ไม่มีวัน! เพียงคิดก็รู้คำตอบแล้ว!

ผู้จัดการร้านได้ยินดังนั้น ก็พลันตระหนักขึ้น สีหน้าถึงกับซีดเผือดไปถนัด เสียงหัวเราะฝืดแห้ง ติดอ่างจนไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกเลย…

รอดูกันไปก่อน ตั้งสติให้มั่น!” ท่านเจ้าเติ้งตบไหล่ผู้จัดการร้านอย่างแรง พลางหัวเราะเย็น “ข้าไม่รีบร้อนแม้แต่น้อย เช่นนั้นพวกเจ้าก็อย่าได้ร้อนรน! ไม่ใช่ว่าอยู่ตรงข้ามเราดอกหรือ? ก็ดีถมไป! จำไว้ เรื่องอื่นจะไม่ทำก็ได้ แต่เจ้าต้องเฝ้าจับตาพวกมันให้แนบแน่น ดูซิว่าพวกมันยังมีเล่ห์กลใดอีก! ฮึ เมืองหนานไห่ไม่ใช่ว่าใครอยากจะยื่นมือเข้ามาก็ทำได้ง่ายดาย ถึงแม้เบื้องหลังจะเป็นฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครอง ก็หาได้ไม่!”

ท่านเจ้าเติ้งไม่เคยเชื่อเลยว่าเหลียนฟางโจวจะมีหัวการค้า ต่อให้เป็นนางจริงที่อยู่เบื้องหลังก็ตาม ก็คงเพียงลงเงินเท่านั้น ที่แท้ต้องมีคนคอยให้คำปรึกษาจากในเงามืดแน่นอน

นางอาจจะรับมือไม่ได้ แต่จะว่าไม่อาจจัดการกับคนพวกนั้นได้กระนั้นหรือ?

เพียงกำจัดพวกที่คอยชี้นำอยู่เบื้องหลัง ต่อให้นางเป็นฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครอง ก็จะทำอะไรได้อีกเล่า? สุดท้ายมิใช่ต้องยอมจำนนอยู่ดีหรือ!

ในใจท่านเจ้าเติ้งพลันให้สัตย์สาบานเงียบงัน — วันหน้านั้น เขาไม่เพียงแต่จะคืนเส้นทางการค้าสามสายกลับมาจากมือนางเท่านั้น แต่ “อวี๋ฝูจี้” แห่งนี้ เขาก็ต้องยึดมาให้ได้!

มิฉะนั้นแล้ว เขาจะระบายความแค้นนี้ได้อย่างไร!

อย่าคิดเลยว่าเพียงใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย แย่งเส้นทางการค้าสามสายไปจากมือเขา แล้วร่วมมือกับตระกูลเล็ก ๆ ไม่กี่บ้าน จะสามารถโค่นล้มตระกูลเติ้งอันยิ่งใหญ่ได้!

เขาจะให้นางได้รับบทเรียน จำจนฝังใจ ไม่กล้ากลับมาก่อกวนตระกูลเติ้งของเขาอีกตลอดกาล!

 

 

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1244 ร้านใหม่เปิดกิจการ

 

   บทที่ 1244 ร้านใหม่เปิดกิจการ

บัดนี้พอเห็นนางถือเส้นทางการค้าที่แย่งชิงไปจากตระกูลตน ออกมาทำการค้าอย่างเอิกเกริก จะให้นางไม่เดือดดาลได้อย่างไร?

เติ้งฮูหยินอดไม่ได้ที่จะด่าทออย่างสาดเสียเทเสียต่อหน้านายท่านเติ้ง ซ้ำยังเร่งให้เขาไปเอาเรื่องกับอีกฝ่าย

นายท่านเติ้งเพียงหัวเราะเย็นพลางว่า เอาเรื่อง? จะเอาเรื่องอย่างไรเล่า? ตอนนี้เส้นทางการค้าสามสายนั้นอยู่ในมือผู้อื่นแล้ว เขาจะทำการค้าก็ชอบธรรมตามครรลอง ข้าจะไปห้ามได้หรือ? เจ้าไม่ต้องร้อนรน…ฮึ่ม! รอดูเถิด รอให้นางล้มเหลวเอง นางก็จะรู้เอง! การค้านี้ไม่ใช่ใครก็ทำได้ หากใครก็ทำได้สำเร็จ แล้วในโลกนี้ยังจะมีคนยากจนอยู่อีกหรือ?”

เติ้งฮูหยินอดไม่ได้ที่จะสบถด่าอีกว่า ข้านี่แหละที่กลืนไม่ลง! ทนเห็นนางได้หน้าไม่ได้! ตระกูลหลัว ตระกูลไป๋ ตระกูลหยาง ตระกูลพวกนั้นก็เหลวแหลก ไม่รู้คุณคนเลย! ถึงกับไปร่วมมือกับนาง ฮึ! ลืมกันแล้วหรืออย่างไร ว่าครั้งก่อนต้องอ้อนวอนตระกูลเติ้งเราเพียงใด กว่าจะได้ความสะดวก!”

นายท่านเติ้งเองก็อัดอั้นในใจไม่น้อย จึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ผู้หญิงยิงเรือ! เรื่องพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า! ปล่อยพวกนั้นไปเถอะ รอให้เงินที่ประเคนลงไปสูญเปล่าเหมือนโยนหินลงน้ำเสียก่อน แล้วพวกนั้นก็จะสำนึกได้เอง! อะไรที่เป็นของเรา ยังไงก็ต้องเป็นของเรา ใครก็แย่งไปไม่ได้!"

เติ้งฮูหยินก็ได้แต่พยักหน้าตาม นึกภาพบรรดาตระกูลเหล่านั้นขาดทุนย่อยยับจนสิ้นเนื้อประดาตัว ใจจึงค่อยคลายลงเล็กน้อย ทว่ากลับยังอดขมขื่นไม่ได้
แล้วตอนนี้ก็ปล่อยให้พวกมันเหิมเกริม ทำเสมือนมิได้เห็นตระกูลเติ้งอยู่ในสายตางั้นหรือ?”

มิเช่นนั้น แล้วจะทำเช่นไร?” นายท่านเติ้งตอบย้อน

เติ้งฮูหยินก็เพียงสะบัดเสียง “ฮึ” ออกมา ไม่พูดอันใดต่อ แต่ในใจกลับยังครุ่นคิดไม่เลิกรา

สุดท้าย นางก็ทนไม่ได้ คอยหาจังหวะจงใจไปพบกับบรรดาฮูหยินตระกูลหยาง ตระกูลไป๋ และตระกูลอื่น ๆ พลางเหน็บแนมเสียดสีด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ จนอีกฝ่ายโกรธจัด: ในโลกนี้ นอกจากตระกูลเติ้งแล้ว คนอื่นมิอาจทำการค้าได้เลยหรือ? พวกเราลงมือทำด้วยตนเอง มิได้ใช้เล่ห์เพทุบายใดมาทำร้ายตระกูลเติ้งของท่าน แล้วคำพูดของท่านนี่มิใช่เกินไปหรือ? อีกอย่าง เส้นทางการค้านั้นอยู่ในมือฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑล หากมีความสามารถจริง ก็ไปกล่าวต่อหน้านางเถิดสิ! ท่านกล้าหรือไม่!”

เติ้งฮูหยินยิ่งเดือดดาล คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายมีเหตุผลแท้ ๆ แต่พอผ่านปากพวกที่บิดเบือนความจริงเหล่านั้น กลับกลายเป็นนางไร้เหตุผล หาเรื่องใส่ร้ายผู้อื่น! ถูกย้อนถามเช่นนี้ นางจะทนได้อย่างไร?

ด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดขีด นางถึงกับหลุดปากด่าทอออกมาอย่างไม่เลือกถ้อยคำ ตรง ๆ ว่า—ในอดีตพวกนั้นประจบเอาใจตระกูลเติ้งเพียงใด ท่าทางประจบสอพลอช่างน่าอดสู ดุจสุนัขตัวหนึ่ง! หากมีความสามารถจริง ก็จงแสดงความแข็งกร้าวเช่นนี้ไปทุกปีทุกเดือน อย่าได้มาง้อขอความสะดวกจากตระกูลเติ้งอีกตลอดชีวิต ถึงอย่างนั้นนางถึงจะยอมรับ!

คำพูดนี้พอหลุดออกมา แม้จะทำให้นางสะใจขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการจงใจฉีกหน้าผู้อื่นต่อหน้าธารกำนัล ขุดเอาความอับอายที่สุดออกมาเปิดโปงให้เห็นกันชัด ๆ

เหล่าฮูหยินทั้งหลายโกรธจนหน้าแดงก่ำ ต่างก็ด่ากลับว่าตระกูลเติ้งใช้อำนาจกดขี่ ข่มเหงชาวมณฑลหนานไห่ อาศัยเส้นทางการค้าเป็นเครื่องมือรีดไถ เอาแต่หากำไรอันโสมมไร้สำนึก…

ทั้งสองฝ่ายถึงขั้นวุ่นวายปั่นป่วน เกือบจะลงไม้ลงมือกันอยู่รอมร่อ!

ภายหลัง นายท่านเติ้งทั้งโกรธทั้งร้อนใจ ด่าทอภรรยาเสียชุดใหญ่ กล่าวหาว่านางโง่งมสิ้นดี เช่นนี้ไม่เท่ากับผลักไสทุกคนไปเข้าข้างฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลดอกหรือ!

แต่ไม่คาดคิดว่าครั้งนี้เติ้งฮูหยินกลับมีไหวพริบอยู่บ้าง นางหัวเราะเย็นพลางว่า ท่านกังวลสิ่งใด? ก่อนหน้านี้ท่านไม่เคยพูดแล้วหรือ ว่าการค้าไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้? ฮึ รอดูก็แล้วกัน เมื่อพวกนางตามฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลไปเล่นสนุกจนขาดทุนย่อยยับ วันหนึ่งก็ต้องหันกลับมาพึ่งพาตระกูลเราอยู่ดี! ข้าจะไปทำให้พวกนางโกรธแล้วจะเป็นอย่างไร? พวกนางจะทนอยู่ห่างจากเงินทองได้กระนั้นหรือ!”

นายท่านเติ้งไม่คาดคิดเลยว่า ความกล้าหาญของนางทั้งหมด กลับมีต้นเหตุมาจากถ้อยคำที่ตนเคยพูดไว้เอง เขาโกรธจนแทบเป็นลม ตบเท้าแน่นด้วยความแค้นพลางด่าว่า โง่เขลาสิ้นดี! เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าสามเส้นทางการค้านั้นสำคัญเพียงใด? หากเป็นก่อนหน้านี้ ข้ามั่นใจว่าสามารถหวนช่วงชิงมันกลับมาได้แน่หากหลี่ฮูหยินเลิกสนใจ! แต่ครานี้เจ้าก่อเรื่องเช่นนี้ หากหลี่ฮูหยินเอาเส้นทางการค้าไปยกให้ผู้อื่น เราจะทำอย่างไรได้อีกเล่า!”

เส้นทางการค้าสามสายนั้น หากมีหลายตระกูลร่วมมือกันถือหุ้เมืองอบครอง ตระกูลเติ้งย่อมไม่มีทางช่วงชิงกลับคืนมาได้! ต่อให้ท้ายที่สุดสามารถเอากลับมาได้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแลกด้วยความพยายามมหาศาลเพียงใด!

เติ้งฮูหยินถึงกับชะงักไป สีหน้าพลันเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ยังคงแข็งใจพูดว่า
เส้นทางการค้าสามสายนั้น เดิมทีเป็นของตระกูลเรา ใครเล่าจะกล้าแตะต้อง? ข้าไม่เชื่อว่ามีใครกล้าขัดตระกูลเติ้งของเรา!”

นายท่านเติ้งหัวเราะเย็นพลางว่า เดิมทีอาจไม่กล้า แต่เพราะเจ้าก่อเรื่องครั้งนี้ ความกล้า-ไม่กล้า ก็ต้องว่ากันใหม่แล้ว! หากเป็นตระกูลเดียวแน่นอนว่ายังไม่กล้า แต่หากหลายตระกูลจับมือร่วมกันเล่า?”

เมื่อเห็นใบหน้าของเติ้งฮูหยินแดงบ้างซีดบ้าง พูดไม่ออกสักคำ นายท่านเติ้งก็ทำหน้าขรึม เอ่ยเสียงเย็นเฉียบว่า ช่วงนี้เจ้าจงอยู่บ้านอย่างสงบ อย่าได้ไปที่ใดอีก! เรื่องการค้า เจ้าห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย! อีกอย่าง หากในเมืองมีงานเลี้ยงสตรีใด ๆ ต่อไป ก็ให้สะใภ้รองเป็นผู้ไปแทน!”

เติ้งฮูหยินแม้คับแค้นใจ แต่ก็ต้องจำใจตอบรับอย่างไม่อาจโต้แย้ง

นายท่านเติ้งรีบเรียกพ่อบ้านและลูกชายคนที่สองที่อยู่ในเมืองหนานไห่มาปรึกษาหารือกันทันที จากนั้นก็จัดเตรียมของขวัญล้ำค่าจำนวนหลายชุด แล้วออกตระเวนไปเยี่ยมเยียนบ้านแต่ละตระกูลเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องในคืนเดียวกัน เพื่อกล่าวขออภัยแทนฮูหยินเติ้ง

 

โดยอ้างว่าช่วงนี้ฮูหยินเติ้งมีอาการจิตใจเหม่อลอย จิตประสาทไม่ค่อยปกติเนื่องจากเรื่องของบุตรสาว หากนางได้พูดอะไรที่ไม่ควรพูดหรือฟังไม่เข้าหูไปบ้าง ก็ขอโปรดอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย และคำแก้ตัวอื่น ๆ อีกสารพัด

บรรดาผู้ถูกเยือนต่างก็ยิ้มรับอย่างสุภาพ เอ่ยว่าไม่ถือโทษ ไม่ใส่ใจ แต่ในใจนั้นหรือ—จะมีใครเล่าไม่เก็บไว้ในอารมณ์?

ของกำนัลที่ตระกูลเติ้งนำไป คนเหล่านั้นไม่อาจปฏิเสธได้จึงต้องรับไว้ แต่รุ่งขึ้นกลับจัดหาของกำนัลชั้นดี ที่มีค่ามากกว่าที่ตระกูลเติ้งส่งไปเล็กน้อย ส่งกลับไปตอบแทน

นายท่านเติ้งพลันขบเขี้ยวในใจ เห็นว่าคนพวกนี้ไม่รู้คุณค่า ทำให้ต่อจากนี้แม้จะรักษาหน้า แต่ในใจก็ไม่อาจเป็นมิตรดังเดิมได้อีก

ละครครั้งใหญ่นี้เพิ่งจะปิดฉากลงไม่ทันไร หลี่ฟู่ก็กลับมา

สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ เหลียนฟางโจวกับหลี่ฟู่ย่อมยินดียิ่ง! กลยุทธ์ “ขับหมาป่าเพื่อต่อสู้กับเสือ” นั้น ใช้ง่าย สะดวก และได้ผลล้ำเลิศ

หลี่ฟู่ยังออกประกาศอีกฉบับ บอกว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ตนได้อยู่เมืองหนานไห่เพื่อฉลองตรุษจีน จึงตัดสินใจว่าค่ำคืนเทศกาลโคมไฟ วันที่สิบห้าเดือนอ้าย จะร่วมสนุกกับราษฎร ทางการจะออกเงินจัดงานดอกไม้ไฟและตลาดโคม สั่งให้บรรดาคหบดีผู้ทรงอิทธิพลทั่วมณฑลหนานไห่ ต้องมารวมตัวกันที่เมืองหนานไห่เพื่อร่วมงานรื่นเริง

นี่คือความเมตตาจากทางการ ทันทีที่คำสั่งนี้ประกาศออกมา ไม่ว่าจะเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่งหรือชาวบ้านธรรมดาสามัญ ครอบครัวไหนเล่าจะไม่ยินดี? ครอบครัวไหนเล่าจะไม่เฝ้าถวิลหา?

ดังนั้นแม้ยังไม่ถึงปีใหม่ ผู้คนทั้งเมืองก็ล้วนรอคอยเทศกาลโคมไฟกันแล้ว!

เพียงแต่มีเพียงหลี่ฟู่กับเหลียนฟางโจวเท่านั้นที่รู้ว่า—ผู้ที่เฝ้ารอคอยเทศกาลโคมไฟมากกว่าผู้ใด ล้วนเป็น “อีกคนหนึ่ง”…

เข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิบสอง บนถนนตลาดก็ยิ่งคึกคักยิ่งนัก สารพัดสินค้าสำหรับปีใหม่วางเรียงรายเต็มสองฝั่งร้านและแผงลอย ให้ผู้คนที่เบียดเสียดพลุกพล่านเลือกซื้อกันไม่ขาดสาย

ในวันที่ยี่สิบเดือนสิบสอง (เดือนสิบสองตามจันทรคติ) ภายในเมืองใหญ่ทั้งเก้าแห่งของมณฑลหนานไห่ ซึ่งรวมถึงตัวเมืองหนานไห่ด้วยนั้น ร้านสรรพสินค้าชื่อว่า 'อวี่ฝูจี้' ที่มีพื้นที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ได้ฤกษ์เปิดกิจการขึ้นพร้อมกันทุกแห่ง

เสียงกลองกังวานธงสีปลิวสะบัด หน้าประตูปูพรมแดงผืนใหญ่ กว้างไกลตระการตา ทั้งสองข้างประตูตั้งกระเช้าดอกไม้ยักษ์สูงเกินหนึ่งจ้าง อัดแน่นด้วยบุปผาเบ่งบานสีสันสดสวย ใต้ชายคาแขวนโคมแดงยักษ์ เส้นผ่านศูนย์กลางเกินหนึ่งหมี่ ประดับด้วยพู่ไหมทองเหลืองอร่าม ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ประตูหน้าร้านสว่างไสว เปี่ยมบรรยากาศมงคล จนผู้คนที่ผ่านไปมาล้วนต้องเหลียวมอง

ข่าวลือสายหนึ่งก็แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว—เจ้าของเบื้องหลังของห้างร้านแห่งนี้ มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑล!

 

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1243 สามเส้นทางการค้า

 

บทที่ 1243 สามเส้นทางการค้า

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางเอ่ยว่า ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า ตระกูลเล่อเจิ้งอบรมสั่งสอนเข้มแข็ง มีกฎบ้านทรงคุณธรรม หนักแน่นมั่นคง วันนี้ได้เห็นก็เป็นเช่นนั้นจริง! ว่าอย่างไรเล่า? ตอนนี้เจ้าอยู่ดีกระมัง? เมื่อครั้งคุณชายสามปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น ย่อมต้องดูแลเจ้าเป็นอย่างดี ข้านี้ก็ถามเสียเปล่า! หญิงเช่นเรา หากได้แต่งกับสามีที่รู้จักทะนุถนอม เคารพให้เกียรติ เอาใจใส่ไม่ให้ขาดถือว่าหาได้ยากนัก ยิ่งไปกว่านั้น สามีผู้นั้นยังเป็นสหายรักในวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกันอีกด้วย เจ้าคงไม่รู้กระมังว่า บรรดาฮูหยินในเมืองหนานไห่ต่างก็พากันอิจฉาเจ้า!”

หลินอวี่ฮุ่ยเห็นนางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยไม่เผยพิรุธ ทำให้นางยิ่งไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายมีความหมายใด แต่ก็ไม่สะดวกจะรื้อฟื้นเรื่องเก่า จึงยิ้มเขินพลางตอบตามน้ำว่า ข้าตอนนี้สบายดีนัก ต้องขอบคุณที่ฮูหยินที่เมตตาใส่ใจ! แต่คำพูดของฮูหยินนี้ทำให้ข้าออกจะอับอายเสียแล้ว ที่แท้แล้ว ทั้งมณฑลหนานไห่นี้ เหล่าฮูหยินทั้งหลายล้วนแต่อิจฉาหลี่ฮูหยินกันต่างหาก! เพราะใต้เท้าหลี่นั้นดูแลภรรยาด้วยความรักความผูกพันอย่างแท้จริง!”

คำพูดนั้นทำเอาเหลียนฟางโจวกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ยกมือปิดปากหัวเราะคิก พลางโบกมือพลางหัวเราะว่า พอเถอะ ๆ! เราคงพูดกันเรื่องนี้ต่อไปมิได้แล้ว หากยังชมกันอยู่เช่นนี้ จะต้องไม่รู้จบสิ้นแน่!”

ขณะทั้งสองกำลังพูดคุยหัวร่อกันอยู่ ปี้เถากับจ้าวเสียนก็กลับมาแล้ว เบื้องหลังมีสาวใช้น้อยอุ้มถาดวางขนมพึ่งอบเสร็จใหม่ ๆ มาด้วย

ทั้งสองฝ่ายจึงเก็บเรื่องสนทนาก่อนหน้า แล้วสี่คนก็นั่งคุยกันต่ออย่างครึกครื้น

ครั้นผ่านมื้อกลางวัน หลินอวี่ฮุ่ยกับจ้าวเสียนก็นั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นลากลับ

อาหารในวันนี้แม้จะเป็นสำรับธรรมดากว่าคราวก่อน แต่รสชาติยังคงเลิศไม่ต่างกัน อีกทั้งมีเพียงสี่คนร่วมวง บรรยากาศกลับยิ่งสนิทสนมอบอุ่น มื้อนั้นทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างก็ชื่นอกชื่นใจ

อีกด้าน ข่าวหลี่ฟู่พาบุตรชายออกเดินทางไปฝูโจวเพื่อ “ตรวจราชการ” แพร่สะพัดออกไป พร้อมกันนั้น เหตุผลแท้จริงของการตรวจราชการครั้งนี้ก็ลับ ๆ แพร่ไปด้วยเช่นกัน เหล่าสาวน้อยฮูหยินใหม่ทั้งหลายในเมือง ต่างพากันเทใจให้ผู้ว่าการมณฑล ที่รักและตามใจภรรยาได้ถึงเพียงนี้ ความอิจฉา เลื่อมใส และชื่นชมต่อโชควาสนาของหลี่ฮูหยินก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่ทุกคนลืมเลือนข้อมูลที่ว่าใตเท้าหลี่คนนี้เติบโตมาจากการผ่านศึกฆ่าฟันผู้คนนับไม่ถ้วนเพื่อสร้างผลงานทางทหารไปเสียสนิท ภาพลักษณ์ที่ดูเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของเขาดูสูงส่งและดูดีขึ้นมาทันที

เหล่าบุรุษทั้งหลายต่อเรื่องนี้ก็ทำเพียงนิ่งเฉย ไม่เอ่ยแย้ง แต่ลับหลังกลับมีไม่น้อยที่แอบเย้ยหยอกหัวเราะท่านผู้ว่าการมณฑลอยู่บ้าง ทว่าขณะเดียวกันก็สั่งกำชับบรรดาอิสตรีในเรือน ให้พยายามคบหากับหลี่ฮูหยินไว้ อย่างน้อยก็อย่าได้ไปขัดเคืองใจหรือทำให้นางไม่สบายใจเป็นอันขาด

ใครเล่าจะรู้ ว่าเมฆก้อนใดบนท้องฟ้าจะกลายเป็นฝน? ลงทุนไว้ก่อนแต่เนิ่น ๆ ย่อมไม่มีโทษ มิฉะนั้นถึงคราวฉุกเฉินจะไปคว้าเอาพุทธองค์มากอดไว้ ก็ย่อมสายเกินการณ์!

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยามนี้ก็คือ—ท่านผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กุมทั้งอำนาจทหารและอำนาจการปกครองไว้ในมือ เดิมยังกล้าเป็นฝ่ายไปกวนตระกูลเหลียง จนบีบให้ตระกูลเหลียงต้องก้มหัวอ่อนลง อีกทั้งยังแย่งชิงเส้นทางการค้าถึงสามสายจากตระกูลเติ้ง มอบให้ภรรยาตนไว้ใช้เป็นเพียงสิ่งเล่นสนุก นอกจากตระกูลเหลียงกับตระกูลเติ้งแล้ว ยังมีตระกูลใดเหนือกว่านี้อีกเล่า?

เมื่อหลี่ฟู่เดินทางถึงฝูโจว เขาก็ออกไปตรวจตราตามสถานที่ต่างๆ โดยมีเหล่าขุนนางท้องถิ่นคอยติดตามดูแลอย่างเป็นงานเป็นการ แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็หาข้ออ้างพักผ่อนอยู่แต่ในที่พักรับรอง

เหล่าขุนนางท้องถิ่นล้วนหูตาไว ต่างก็เข้าใจดีว่า “เป้าหมายแท้จริง” ของการมาที่นี่คือสิ่งใด

เมื่อเขากล่าวว่าจะพักผ่อน ก็เห็นได้ชัดว่าที่แท้ต้องการตรวจดูเส้นทางการค้าจากหนานไห่สู่ฝูโจว เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่อาจเปิดเผยต่อหน้าได้!

ดังนั้นทุกคนจึงรู้กาลเทศะ มิได้มารบกวน กลับทำเป็นเอาใจใส่ ส่งเสียงอวยพรให้ท่านผู้ว่าพักผ่อนให้สบาย

ครั้นเมื่อได้ข่าวว่าหลี่ฟู่ออกไปข้างนอกอย่างลับ ๆ พวกเขาต่างก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพียงสบตาแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างเข้าใจกัน

ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว 'ใต้เท้าหลี่' ที่กำลังออกตรวจเส้นทางการค้านั้น เป็นทหารคนสนิทของหลี่ฟู่ที่ปลอมตัวมา ส่วนซู่เอ๋อร์นั้นได้รับคำสั่งจากท่านพ่อไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้จะยังเยาว์วัยแต่ก็จดจำใส่ใจเป็นอย่างดี จึงไม่มีทางหลุดปากพูดผิดอย่างแน่นอน

ตัวหลี่ฟู่เองนั้น กลับอาศัยคืนเดือนมืดลมแรง ขึ้นรถม้าธรรมดาคันหนึ่ง เดินทางข้ามราตรีตรงสู่เฉวียนโจว!

เขามุ่งหน้าไปเฉวียนโจวเพื่อพบบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ผู้ที่จะมีบทบาทชี้ขาดต่อการรับมือสี่ตระกูลใหญ่—นี่ต่างหากคือเป้าหมายแท้จริงของการมาเยือนฝูโจวครั้งนี้!

ส่วนหลี่ฟู่ได้สนทนาอันใดกับบุคคลนั้น หรือบรรลุข้อตกลงสิ่งใดกันแน่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแต่ตอนเขาออกจากเฉวียนโจว สีหน้าก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจยิ่งนัก!

เมื่อกลับถึงฝูโจวก็เพียงปรากฏกายอยู่อีกสองวัน ก่อนจะเก็บสัมภาระเดินทางกลับสู่หนานไห่

ยามสิ้นปี ขุนนางท้องถิ่น เหล่าคหบดี และเศรษฐีเจ้าที่เจ้าทาง ล้วนมิอาจขาดการ “ถวายของกำนัล” นานาประการ อีกทั้งฝูโจวอุดมด้วยสินค้าหลากหลาย ใกล้เฉวียนโจวซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่แห่งทะเลตะวันออก ทำให้สินค้าจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาอย่างตระการตา หลี่ฟู่ใช้เวลาดื่มด่ำเลือกสรรอยู่เจ็ดแปดวัน ก็กลับออกมาอย่างเต็มพิกัด

ครั้นเมื่อกลับถึงเมืองหนานไห่ ก็เป็นช่วงเวลาเดือนสิบสองล่วงมาเกินครึ่งแล้ว

ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เหลียนฟางโจวสนิทสนมแนบแน่นกับบรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์แห่งนครหนานไห่ แน่นอนว่ายกเว้นตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้ง หลังจากงานเลี้ยงครั้งนั้น บรรดาสะใภ้ของสองตระกูลนี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจของพวกนางเอง หรือเป็นคำสั่งของแม่สามีก็ตามที

สำหรับเหลียนฟางโจวแล้ว กลับเป็นผลดีนัก!

เพราะสิ่งที่นางคิดจะทำ ก็พอดีต้องตัดสองตระกูลนี้ออกไปอยู่แล้ว!

ข่าวที่เหลียนฟางโจวครอบครองเส้นทางการค้าสามเส้นแพร่ไปทั่วทั้งเมือง นางก็แสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่ตั้งใจต่อบรรดาคุณนายทั้งหลายว่า—หากบ้านใดสนใจ ย่อมสามารถเข้ามีหุ้นร่วมได้ ผลกำไรแบ่งตามจำนวนทุน อีกทั้งนางยังคิดจะค้าขายของพื้นเมือง หากบ้านใดมีสินค้าผลิตออกมา ก็สามารถขายให้นางได้ นางยินดีจ่ายเงินซื้อ หรือหากรอจนมีสินค้าจากต่างเมืองขนกลับมาแล้วจะนำมาหักล้างกันเป็นของแลกของก็ย่อมได้…

คำพูดเหล่านี้ ยิ่งปลุกเร้าความสนใจของหลายตระกูลนัก

เดิมที ตระกูลเติ้งครอบครองการค้ากับต่างถิ่นของมณฑลหนานไห่ถึงเจ็ดส่วนจากสิบ ตระกูลรอง ๆ หรือตระกูลชั้นสามที่แม้จะมีเงินทุน ก็ไม่อาจไม่อยากลองเสี่ยงเข้ามาในตลาด ทว่ากลับสู้ตระกูลเติ้งไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องก้มหัวอยู่ใต้อำนาจ พวกเขาเพียงมีสินค้าจะส่งออกหรือรับเข้า ราคาและชนิดของสินค้าล้วนถูกกำหนดโดยตระกูลเติ้งทั้งสิ้น

เพราะเหตุนี้เอง บรรดาผู้ดูแล หลงจู๊ และเสมียนใหญ่ของตระกูลเติ้งต่างก็พากันพองขนชูคอจนจมูกแทบจะชี้ฟ้า ลูกตาวางไว้บนกระหม่อม (ดูถูกคนอื่น) และมักจะเรียกรับผลประโยชน์จากพ่อค้าเจ้าอื่นอยู่ไม่น้อย แต่ละคนวางมาดชี้นิ้วสั่งการ วางอำนาจบาตรใหญ่จนถึงขีดสุด!

ผู้คนทั้งหลายมีแต่โกรธในใจแต่ไม่กล้าเอ่ย เพราะหวั่นเกรงอำนาจของตระกูลเติ้ง สุดท้ายก็ต้องทนกล้ำกลืนไป

แต่ตอนนี้กลับต่างออกไปแล้ว—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลมีเส้นทางการค้าอยู่ในมือถึงสามสาย เส้นทางเหล่านั้นเกือบครอบคลุมทุกสินค้าที่จำเป็น หากสามารถอาศัยฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเปิดให้พวกเขาใช้เส้นทางการค้าเหล่านี้ได้ ก็เท่ากับว่าจะไม่ต้องทนต่ออำนาจบาตรใหญ่ของตระกูลเติ้งอีกต่อไป!

ต่อให้ตระกูลเติ้งจะตามมาหาเรื่อง ก็ยังมีข้ออ้างให้พูดได้ว่า—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้สั่งการ ใครจะกล้าขัดคำ? ยิ่งกว่านั้น หากทำให้เหล่าอิสตรีที่สนิทกับฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้ลงมือแทน ก็ยิ่งมีคำอธิบายง่ายขึ้นไปอีก—ก็แค่พวกผู้หญิงเล่นสนุก หาเงินเครื่องหอมเครื่องแป้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น หาใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวทั้งสิ้น!

ตระกูลเติ้งจะมีปัญญามาค้นสมุดบัญชีของฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลได้อย่างนั้นหรือ!

ดังนั้นทุกอย่างจึงลงตัวในทันที!

เหลียนฟางโจวสามารถดึงพันธมิตรมาร่วมได้ถึงหกเจ็ดตระกูล ส่วนตระกูลอื่น ๆ ก็ล้วนรับปาก หากนางส่งคนไปขอสินค้าถึงบ้าน ก็พร้อมจะยกให้

เหลียนฟางโจวทำทั้งหมดนี้โดยมิได้ปกปิดตระกูลเติ้งแม้แต่น้อย นายท่านเติ้งโกรธจัดจนแทบกระอัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงปั้นปึ่งโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมา

แต่เติ้งฮูหยินกลับไม่ใช่คนมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นนั้น เดิมทีบุตรสาวของนางถูกเหลียนฟางโจว “ทำร้าย” จนตกที่นั่งลำบาก เดิมกำลังจะได้แต่งเข้าสู่ตระกูลเหลียงอยู่รอมร่อ ใครจะคาดคิดว่ากลับเกิดเคราะห์ร้ายไม่คาดฝันจนเสียโฉม!

ในขณะที่นางคร่ำครวญเวทนาชะตาของบุตรสาว ก็มิอาจห้ามโทสะที่ทุ่มโถมลงบนเหลียนฟางโจวได้ เห็นว่าหากมิใช่เพราะนาง บุตรสาวของตนจะต้องไม่โชคร้ายถึงเพียงนี้!

 

 

 

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1242 พบคนรู้จัก

 

บทที่ 1242 พบคนรู้จัก

ตระกูลเล่อเจิ้งคือตระกูลผู้มั่งคั่งแท้จริงแห่งมณฑลหนานไห่ ครอบครองไร่นาและขุนเขานับไม่ถ้วน เล่ากันว่าหากควบม้าเร็ววิ่งติดต่อกันสามวันสามคืน ก็ยังไม่อาจวนรอบที่ดินทั้งหมดของตระกูลนี้ได้ครบ

ในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่ ตระกูลเล่อเจิ้งมีประวัติยาวนานที่สุด และยังคงยึดถือความเป็นดั้งเดิมที่สุด หากพูดตรงไปตรงมา ก็คือพวกเขาเลือกทางสายกลาง ไม่ชอบก่อเรื่องวุ่นวาย หลักการของตระกูลนี้ล้วนยึดเอาประโยชน์ของตระกูลโดยรวมเป็นใหญ่

แม้จะครอบครองบทบาทสำคัญในศึกช่วงชิงอำนาจกับราชสำนัก แต่ก็เป็นเพียงการแต่งแต้มสีสัน หาใช่ผู้ที่จะยอมออกหน้า เมื่อใดที่อำนาจราชสำนักกดทับอำนาจท้องถิ่น พวกเขาก็พร้อมจะพลิกท่าทีในทันที

เพราะเหตุนี้เอง เหลียนฟางโจวกับหลี่ฟู่จึงต่างเห็นว่าตระกูลเล่อเจิ้งเป็นเป้าหมายที่สามารถชักชวนมาร่วมมือได้

แน่นอนว่า ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ เหลียนฟางโจวย่อมไม่โง่เขลาถึงขั้นรีบร้อนแสดงความประสงค์จะดึงตระกูลเล่อเจิ้งมาอยู่ฝ่ายตน ถึงนางจะแสดงออกไป ตระกูลเล่อเจิ้งก็ย่อมไม่รับปากอยู่ดี

ต้องรอโอกาส

รอให้ตระกูลเล่อเจิ้งมองเห็นแนวโน้มของสถานการณ์ รู้จักพลังของนางกับหลี่ฟู่ และมองออกถึงความเด็ดเดี่ยวของราชสำนัก เมื่อนั้นพวกเขาย่อมแสดงท่าทีเอง

เวลานี้ นางเพียงรักษาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนธรรมดากับหลินอวี่ฮุ่ยก็เพียงพอแล้ว ในอนาคตย่อมมีวันที่ได้ใช้ประโยชน์

มีเพื่อนมาก ย่อมมีหนทางมาก ตระกูลเล่อเจิ้งเองก็คงไม่ปฏิเสธการคงไว้ซึ่งสัมพันธ์ที่ไม่ใกล้ไม่ไกล

ในเมื่อสกุลของนางคือครอบครัวขุนนาง ภรรยาของข้าหลวงผู้ครองหนึ่งมณฑลส่งเทียบเชิญออกมา ตระกูลเล่อเจิ้งจะกล้าลบหลู่ได้อย่างไร? เช่นนี้ก็ไม่มีบ้านใดกล้าว่ากล่าวที่คนของตระกูลนั้นคบหากับนาง

เดิมที เหลียนฟางโจวตั้งใจจะเชิญหลินอวี่ฮุ่ยไปร่วมงานเลี้ยงเมื่อวานด้วย

แต่เมื่อลองคิดอีกที การแต่งงานของหลินอวี่ฮุ่ยนั้นช่างแสนอัศจรรย์ กลายเป็นเรื่องเล่าลือไปทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ในรอบหลายปี และยังถูกกล่าวขานเป็นเรื่องราวงดงาม

หากเมื่อวานนางมาด้วย เหล่าคุณนายทั้งหลายเห็นหน้า นางจะไม่ถูกห้อมล้อมซักถามนินทา แถมยังต้องอิจฉาอีกสักรอบหรือ?

เช่นนั้น เหลียนฟางโจวย่อมไม่อาจเป็นจุดสนใจของงานเลี้ยงได้อีก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เพียงผู้เดียวที่เป็นศูนย์กลางสายตา

ผลลัพธ์ของงานเลี้ยงจึงย่อมลดทอนไปมาก

ดังนั้น นางจึงมิได้เชิญหลินอวี่ฮุ่ยมาตั้งแต่แรก

หลินอวี่ฮุ่ยเองก็อ้างว่าเมื่อเข้าสู่เดือนสิบสอง จำต้องเข้าเมืองหนานไห่เพื่อตรวจดูคฤหาสน์และเรือนของตระกูลเล่อเจิ้งในเมือง

เมื่อได้รับเทียบเชิญจากเหลียนฟางโจว นางก็แย้มยิ้มพลางตอบกลับไปยังหลินหมอมอที่มาส่งเทียบและคำนับ ว่าพรุ่งนี้นางจะพาน้องสะใภ้ร่วมไปเยี่ยมด้วยแน่นอน

หลินหมอมอจึงหัวเราะพลางกลับไปรายงานตามหน้าที่

ในใจของหลินอวี่ฮุ่ยอดไม่ได้ที่จะพลันนึกปะปนสารพัดอารมณ์ ใครเลยจะคาดคิดว่า คู่สามีภรรยาที่นางเคยช่วยเหลือโดยบังเอิญในวันนั้น จะกลายเป็นท่านผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กับภรรยาซึ่งออกตรวจการอย่างลับๆ?

นางเป็นคนรู้คุณ แม้จะเป็นเพียงการพบพานไม่นาน แต่ก็มีความรู้สึกดีไม่น้อยต่อหลี่ฟู่กับเหลียนฟางโจว ในมุมมองของนางเองแล้ว นางไม่อยากกลายเป็นศัตรูกับทั้งสองคนเลย

โชคยังดี ที่ตระกูลเล่อเจิ้งยังอยู่ในท่าทีเฝ้าดู มิฉะนั้น ฐานะของนางคงตกอยู่ในความลำบากใจอย่างยิ่ง

การมาเมืองหนานไห่ครั้งนี้ นอกจากเป็นการตอบรับไมตรีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังมีความหมายแฝงจากนายท่านผู้เฒ่าอยู่ด้วย

นายท่านผู้เฒ่ากล่าวชัดเจน หนึ่ง—ให้รักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับภรรยาของท่านผู้ว่าการมณฑลให้อยู่ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก แต่กลับทำให้นางรู้สึกว่าสนิทสนม ในขณะเดียวกัน ก็ไม่กระทบต่อจุดยืนของตระกูลเล่อเจิ้ง หากนางต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถหยิบยื่นให้ได้ตามสมควร

ประการที่สอง—หากนางเอ่ยถึงหรือแสดงท่าทีใด ๆ ในเรื่องนี้ ก็ต้องหาทางให้นางเข้าใจว่า เหตุการณ์ลอบสังหารครั้งก่อน ตระกูลเล่อเจิ้งก็จำใจต้องทำเท่านั้น ที่สุดแล้ว สี่ตระกูลใหญ่ล้วนพันเกี่ยวกัน แต่ทุกการจัดการล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเล่อเจิ้งเลย!

แน่นอน หากนางไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดขึ้นมา ทุกคนล้วนเป็นคนหัวแหลม ย่อมรู้กันดีว่าสี่ตระกูลใหญ่นั้น บ้านใดแข็งกร้าวดุร้ายที่สุด

คิ้วของหลินอวี่ฮุ่ยขมวดเล็กน้อย พลันถอนหายใจเบา ๆ

รุ่งขึ้น หลังมื้อเช้า หลินอวี่ฮุ่ยพาจ้าวเสียน น้องสะใภ้จากบ้านรอง เดินทางไปเยือนเรือนหลังของผู้ว่าการมณฑลที่ทำการปกครอง

เหลียนฟางโจวกับปี้เถาออกมาต้อนรับ ทั้งสองสบตากับหลินอวี่ฮุ่ยอย่างรู้กัน มิได้เผยพิรุธว่าต่างเคยรู้จักกันมาก่อน

หลินอวี่ฮุ่ยยิ้มเอ่ยว่า “คารวะฮูหยินใต้เท้าหลี่!” จากนั้นก็พาจ้าวเสียนคารวะตามพิธี เหลียนฟางโจวจึงยกชายเสื้อขึ้นคำนับตอบเพียงครึ่งหนึ่ง พลางยิ้มเชื้อเชิญทั้งคู่เข้าด้านในโถง

จ้าวเสียนนั้น เมื่อสองวันก่อนก็เคยมาแล้ว คราวนี้กลับยิ่งสนิทสนมกับเหลียนฟางโจวมากขึ้น พลางหัวเราะหยอกเย้า “วันนี้ข้าก็หน้าหนามากับพี่สะใภ้สามอีกหน! อาหารที่พ่อครัวในเรือนหลี่ฮูหยินทำ ข้ากลับไปก็ยังคิดถึงไม่หายเลยนะ!”

คำพูดนั้นทำเอาทุกคนหัวเราะออกมา

เหลียนฟางโจวก็หัวเราะพลางว่า “จริงหรือ? ที่จริง หากเจ้าไม่รังเกียจความลำบาก ก็มากินข้าวที่นี่ทุกวันได้เลย! มีคนมากหน่อยก็ยิ่งครึกครื้น… เพียงแต่—”

นางหรี่ตาแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ กระพริบตาหยอกเย้า “หากตระกูลเล่อเจิ้งถูกนินทาลับหลัง ว่าเลี้ยงดูสะใภ้ไม่ไหว ก็ไม่เกี่ยวกับข้านะ!”

ทันใดนั้น แม้แต่หลินอวี่ฮุ่ยเองก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ เปล่งเสียง “พู่” ออกมาเสียงดัง

หลังจากหัวเราะหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็พากันเข้าไปนั่งในโถงชมดอกไม้ เหลียนฟางโจวยิ้มพลางเอ่ยกับหลินอวี่ฮุ่ยว่า เมื่อวันก่อนที่จวนจัดงานเลี้ยงต้อนรับบรรดาฮูหยินผู้เฒ่าแห่งเมืองหนานไห่ น่าเสียดายเจ้ามาไม่ทัน ไม่เช่นนั้น ก็คงได้มาร่วมครึกครื้นด้วย! อีกไม่กี่วันยังมีงานเลี้ยงตอบแทน เจ้าอยู่ต่ออีกสักหน่อย คงได้สนุกก่อนกลับไปแน่”

หลินอวี่ฮุ่ยหัวเราะตอบว่า ช่างน่าเสียดายจริง! แต่ครานี้ข้ายังมีธุระต้องสะสาง เกรงว่าคงไม่อาจอยู่ต่อได้ อย่างไรก็ตาม ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าข้าจะมาพักอยู่ที่นี่สักระยะ ตอนนั้นหากหลี่ฮูหยินจัดงานเลี้ยงอีก ข้าก็จะหน้าหนามาร่วมด้วยแน่นอน!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ตอบว่า มิกล้าหรอก! แค่ได้มานั่งพูดคุยกัน คลายความเบื่อหน่ายก็ดีแล้ว”

ครู่หนึ่งก็สนทนากันตามอัธยาศัย จากนั้นปี้เถาชวนจ้าวเสียนไปดูว่าในครัวเล็กทำขนมเสร็จหรือยัง จ้าวเสียนตาเป็นประกาย ยิ้มละไมกล่าวลาพี่สะใภ้สามกับเหลียนฟางโจว แล้วเดินคุยหัวเราะไปกับปี้เถา

ทางด้านนี้ เหลียนฟางโจวส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หงอวี้ หงอวี้ก็ยิ้มพลางพาสาวใช้ที่มากับหลินอวี่ฮุ่ยออกไปพักผ่อน เหลือเพียงเหลียนฟางโจวกับหลินอวี่ฮุ่ยอยู่ในห้องเพียงสองคน

บรรยากาศในห้องพลันขึงตึง ทั้งสองสบตากัน ต่างก็เหมือนมีถ้อยคำอยู่ในใจแต่กลับกลืนลงไป ครู่หนึ่งจึงผ่อนคลายลง พลันหันมายิ้มให้กัน

รอยยิ้มนั้น ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย

หลินอวี่ฮุ่ยค่อย ๆ ลุกขึ้น เก็บชายเสื้อแล้วคุกเข่าลงคำนับใหญ่ด้วยท่วงทีกิริยาสง่างาม พลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า ความเป็นไปของโลกช่างไม่แน่นอน ข้าน้อยไม่เคยคาดคิดเลยว่าวันนั้น จะได้รับความกรุณาจากใต้เท้าและฮูหยินช่วยเหลือจนรอดชีวิต! พระคุณช่วยชีวิตนี้ ข้าน้อยไม่มีวันลืมได้ตลอดชีวิต!”

เหลียนฟางโจวยิ้มอ่อน พลันลุกขึ้นประคองให้นางลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง พลางกล่าวว่า อย่ามากพิธีไปเลย! วันนั้นพวกข้าก็แค่บังเอิญผ่านมา หาใช่ตั้งใจจะมาช่วยชีวิตสะใภ้สามโดยเฉพาะ เพียงแค่ยื่นมือเล็กน้อย จะนับเป็นพระคุณใหญ่ได้อย่างไร? ยามออกเดินทางต่างบ้านต่างเมือง ใครจะกล้ารับประกันว่าไม่มีวันต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้างเล่า? หากมีโอกาสช่วยเหลือใครได้บ้าง ก็สมควรทำอยู่แล้ว!”

หลินอวี่ฮุ่ยยิ้มบาง กดริมฝีปากพลางเอ่ยว่า แม้ท่านจะว่าเช่นนั้น แต่สำหรับข้าน้อยย่อมไม่กล้าลืมเลือน! สามีของข้าก็คิดเช่นเดียวกัน พระคุณครั้งนั้น พวกเราสามีภรรยามิเคยลืมเลือนเลย!”

ในใจของเหลียนฟางโจวพลันเข้าใจเลาๆแล้วว่า เล่อเจิ้งซั่นชางซึ่งเป็นตัวแทนของตระกูลเล่อเจิ้ง ในฐานะว่าที่ผู้นำตระกูล ความคิดของเขา ย่อมไม่อาจเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น