วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1378 หาคำตอบไม่พบ

 

    บทที่ 1378 หาคำตอบไม่พบ

ในฐานะมือสังหาร “บทเรียนแรก” ไม่ใช่การฆ่าคน แต่คือการ “ล่องหน”

ม่อเว่ยมั่นใจอย่างยิ่งในฝีมือการซ่อนตัว ปิดบังร่องรอยของตนเอง

และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า เขาไม่ได้หลงตัวเอง—เขามีความสามารถเช่นนั้นจริงๆ!

ที่ซ่อนบนต้นไม้แห่งนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมใดใต้ต้นไม้ เขาก็มั่นใจว่าไม่มีทางถูกมองเห็นแน่ แต่เด็กน้อยคนนั้นกลับจ้องมาที่เขาอย่างแม่นยำ

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ น้ำเสียงที่หนักแน่น ไม่ใช่คำโกหกแน่นอน!

ถ้าไม่รู้ว่าตนพลาดตรงไหน เขาก็ไม่มีวันวางใจได้

เด็กชายซวี่เอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย แล้วมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ “ก็เพราะข้าเห็นเจ้ากับตาน่ะสิ!”

“…” ม่อเว่ยถึงกับพูดไม่ออกไปอึดใจหนึ่ง ก่อนถามต่อ “เห็นได้อย่างไร?”

“ก็เห็นด้วยตาน่ะสิ จะอะไรอีกล่ะ!” เด็กชายตอบอย่างไม่สบอารมณ์

“…” ม่อเว่ยกลืนคำพูดแทบไม่ลงอีกครั้ง เขาคิดอยู่นาน แล้วพูดว่า

“ข้า...หมายถึงว่า ข้าซ่อนตัวแนบเนียนขนาดนั้น เจ้าจะเห็นข้าได้อย่างไรกัน?”

“ใครบอกเจ้าว่าเจ้าซ่อนได้แนบเนียนล่ะ? แย่มากต่างหาก! ข้ามองแวบเดียวก็เห็นแล้ว!” เด็กชายยิ่งมองเขาด้วยสายตาดูแคลนกว่าเดิม

ม่อเว่ยได้แต่เบือนหน้าหลบสายตา ยกมือขึ้นกุมขมับ แต่ยังยืนยันหนักแน่นว่า

“เจ้าจะไม่มีทางมองเห็นข้าได้! ไม่มีทาง!”

คำพูดนี้เท่ากับว่า เขากำลังสงสัยว่าเด็กชายโกหก

และสิ่งที่ซวี่เอ๋อร์รับไม่ได้ที่สุดมีอยู่สองอย่าง—คือ "ความสกปรก" และ "ถูกหาว่าโกหก"

ใบหน้าเล็กๆ ของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธ แทบจะกระโดดตัวลอย เขาร้องเสียงหลง “ก็ข้าเห็นจริงๆ นี่นา! ข้าเห็นกับตาชัดๆ! ถ้าเจ้าไม่เชื่อ งั้นเจ้าลองไปแอบอีกครั้งสิ!”

ม่อเว่ยเบิกตาเล็กน้อยด้วยความสนใจ แล้วพยักหน้าช้าๆ “ดี ข้าจะลองซ่อนอีกครั้ง ถ้าเจ้าหาข้าเจอได้ ข้า—”

เขาพูดได้แค่ครึ่งเดียว ก็ติดขัดไป ไม่รู้จะให้รางวัลอะไรถึงจะเหมาะ

“ฮึ!” เด็กชายเชิดหน้าขึ้นอย่างดูแคลน “ถ้าข้าหาเจ้าเจอ ก็แปลว่าข้าไม่ได้โกหก! ต่อไปเจ้าห้ามพูดมั่วอีก!”

ม่อเว่ยอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ ส่ายหัวพลางถอนใจ “เจ้าช่างใสซื่อเสียจริง! คิดดีแล้วหรือ? เอาแค่นั้นจริงๆ ไม่ขออะไรอย่างอื่นเลย? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการมีโอกาสขออะไรจากข้ามันยากแค่ไหน?”

“ข้าไม่ฉวยโอกาสตอนผู้อื่นลำบาก!” ซวี่เอ๋อร์เชิดคางอย่างดื้อรั้น “พ่อข้าบอกไว้ว่า คนจริงไม่ควรฉวยโอกาสยามคนอื่นตกต่ำ! แม่ข้าก็สอนให้ข้าเป็นบุรุษที่องอาจเหมือนพ่อข้า!”

ม่อเว่ยกลั้นหัวเราะไม่ไหวอีกต่อไป พลางหัวเราะลั่น “เจ้าดีกว่าพ่อเจ้าตั้งเยอะ!” พ่อเจ้าหรือ? องอาจ? ไม่ฉวยโอกาส? ข้าไม่เห็นด้วยเลยสักนิด!

หากเขาไม่ลงมือหนักลับหลัง ข้าจะบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้หรือ?

ไอ้พ่อเจ้าก็แค่ทำตัวให้ดูดี แต่จิตใจกลับต่ำช้า!

แต่คิดอีกทาง ในการต่อสู้กันนั้น ต่อให้เขาไม่เพียงแค่ทำให้ข้าบาดเจ็บ หากลงมือเอาชีวิตข้าไปเลย ข้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี...

เพราะสุดท้าย ข้าก็เป็นฝ่ายหมายเอาชีวิตภรรยาเขาก่อน!

แค่คิดว่าหลี่ฟู่ลงมืออย่างลับๆ แล้วเสแสร้งทำเป็นใจกว้าง บีบให้ข้าต้องก้มหน้าขออยู่ในจวนของเขาอย่างอับอาย ม่อเว่ยก็รู้สึกอึดอัดเหมือนมีไฟกดทับในอก!

แต่ซวี่เอ๋อร์จะรู้เรื่องในใจเขาได้อย่างไร เด็กน้อยส่ายหน้าอย่างจริงจัง “เจ้าพูดผิดแล้ว! ข้ายังห่างจากพ่อข้าอีกมาก!

พ่อข้าเก่งที่สุดในใต้หล้า! ข้ายังต้องพยายามอีกมาก กว่าจะไล่ตามเขาทัน!”

“ฮึ!” ม่อเว่ยแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน เขาหงุดหงิดกับคำพูดนี้อย่างบอกไม่ถูก

ถามกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “จริงเหรอ? ใครเป็นคนพูดคำนี้?”

“แม่ข้า!” ซวี่เอ๋อร์ตอบเสียงดังฟังชัด

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

“…”

ม่อเว่ยเริ่มรู้สึกว่า การพูดคุยกับเด็กนี่ไม่ต่างจากคุยกับกำแพง พ่อมันก็จิตใจโหดเหี้ยมเจ้าเล่ห์ ลูกมันก็ดูภายนอกเหมือนใสซื่อไร้เดียงสา แต่ที่จริงก็ช่างเจนโลกจนน่าตกใจ ไม่เสียแรงที่เป็นพ่อลูกกันจริงๆ!

ม่อเว่ยถอนใจหนึ่งเฮือก “หันหลังไปสิ นับถึงสิบ แล้วค่อยหันกลับมา หาให้เจอว่าข้าอยู่ตรงไหน!”

ในเมื่อคุยกันไม่ได้ ในเมื่อพูดมากยิ่งทำให้โมโห จะมัวเสียเวลาทำไม?

ซวี่เอ๋อร์ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม เพียง “อ้อ” เบาๆ แล้วหมุนตัวกลับไปอย่างว่าง่าย จากนั้นก็เริ่มนับ “หนึ่ง สอง สาม...” อย่างซื่อสัตย์

พอนับถึงสิบ เขาก็หันกลับมา สายตาตรงไปยังพุ่มไม้หนาทึบของต้นไม้ใหญ่ เพียงแค่กวาดมองแวบเดียว สายตาก็จับจ้องไปยังจุดหนึ่ง “ข้าเห็นเจ้าแล้ว! ลงมาได้แล้วล่ะ!”

มุมมองจากที่สูงมองลงต่ำ ย่อมเห็นชัดกว่ามาก ม่อเว่ยมองตามสายตาของซวี่เอ๋อร์ ก็พบว่าเขามองมายังทิศที่ตนเองอยู่จริงๆ

เขาทั้งตกใจ ทั้งโกรธ ทั้งหงุดหงิด

คิดว่าเด็กนั่นคงแค่เดาแม่นเข้าเป้า

จึงรีบกลั้นลมหายใจ ซ่อนลมหายใจ แล้วอาศัยจังหวะลมพัดผ่านกิ่งไม้ให้เสียงใบไม้ไหวซ่า รีบขยับเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว—แต่ก็ยังไม่ยอมออกมา

ไม่คิดเลยว่า—พอลมสงบ สายตาของซวี่เอ๋อร์ก็ตามเขาไปเป๊ะ พร้อมกับพูดเสียงไม่พอใจว่า “เจ้านี่ขี้โกงจริงๆ! แอบเปลี่ยนที่อยู่!”

ม่อเว่ยแทบอยากฟาดหน้าผากตัวเอง ผิดหวังจนบรรยายไม่ถูก—เขาฝึกวิชาซ่อนตัวมานานนับปี แต่ต่อหน้าเด็กนี่กลับเหมือนเล่นขายของ! จะไม่ให้เสียหน้าขนาดหนักได้ยังไง!

ม่อเว่ยลอบเหินตัวลงจากต้นไม้ สีหน้าไม่สบอารมณ์ กัดฟันกล่าว “เอาอีกครั้ง! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะมีตาวิเศษจริงๆ!”

“เจ้าช่างเด็กจริงๆ เลยนะ!”

ซวี่เอ๋อร์กลับทำหน้าราวกับไม่อยากเล่นด้วยอีกแล้ว ส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย “การละเล่นแบบนี้ไม่น่าสนใจสักนิด เจ้าน่ะผิดคำพูด! ควรไปได้แล้ว!”

“…” ม่อเว่ยเส้นเลือดปูดกลางหน้าผาก แทบจะสำลักเลือดด้วยความคับแค้น จ้องซวี่เอ๋อร์เขม็ง แต่ก็พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

โมโหจนแทบจะระเบิด!

“ซวี่เอ๋อร์!” เสียงหญิงสาวอ่อนโยนชวนอบอุ่นดังขึ้นจากด้านหลังไม่ไกล ซวี่เอ๋อร์หันไปเรียกเสียงใส

“ท่านแม่! ท่านพ่อ!”

แล้วรีบวิ่งตรงไปหา

เป็นหลี่ฟู่ที่หาเวลาว่างพาภรรยาออกมาเดินเล่นในสวน

ม่อเว่ยเงยหน้าขึ้นมองบุคคลเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือสตรีวัยราวยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อคลุมผ้าระยิบระยับสีเหลืองอ่อนปักดอกอี้หลานสีขาว กับกระโปรงจีบสีส้มอ่อนที่เอว

หน้าท้องของนางนูนเล็กน้อย แสดงว่ากำลังตั้งครรภ์

เรือนผมดำขลับถูกรวบขึ้นม้วนผูกเป็นทรงกระจุก

เสียบปิ่นทองลายผลทับทิมฝังอัญมณีแดงฟ้า ตุ้มหูมุกห้อยแกว่งไกวอยู่สองข้างขับให้ลำคอขาวผ่องดูยิ่งอ่อนช้อย ใบหน้าเป็นทรงรูปไข่ ตาคมดั่งน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ยามยิ้มเผยความอ่อนโยนละมุน

ทว่าเมื่อกระพริบตาเบาๆ กลับแฝงแววเฉียบคมในพริบตาเดียว ชัดเจนในทันใด—สตรีผู้นี้... ไม่ธรรมดา!

ชั่วพริบตานั้น ม่อเว่ยเกิดความรู้สึกประหลาดในใจ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว—เขา...ไม่ควรฆ่านาง!

หรือจะพูดอีกอย่างคือ—สตรีผู้นี้ ไม่ควรตายเช่นนี้!

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดสาวใช้คนนั้นถึงได้ยอมเอาตัวเองเข้าขวางแทน... แม้จะต้องตายก็ตาม

ม่อเว่ยไม่เคยเชื่อว่ามีใครยอมตายเพื่ออีกคนได้อย่างสมัครใจ แต่ในพริบตานั้น เขากลับรู้สึกว่า...มันไม่ใช่เรื่องไม่น่าเชื่ออีกต่อไป

“มีอะไรกันหรือ?” เหลียนฟางโจวจับมือซวี่เอ๋อร์ไว้ เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม พลางปรายตามองม่อเว่ยเล็กน้อย

ม่อเว่ยก้าวเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงซวี่เอ๋อร์กำลังฟ้องบิดามารดาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ทั้งบิดเบือนความจริงไปหมด “ก็เจ้าคนร้ายคนนี้แหละ มารบกวนข้าฝึกกระบี่! ปีนขึ้นต้นไม้ชวนข้าเล่นซ่อนหา

ข้าหาเขาเจอแล้ว เขาก็เปลี่ยนที่ซ่อนอีก!”

 

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1377 ความเคลื่อนไหวของสกุลเหลียง

 

บทที่ 1377 ความเคลื่อนไหวของสกุลเหลียง

คำพูดนั้นทำให้ใจของหลี่ฟู่พลันอบอุ่นและเบิกบาน เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า “ก็แน่อยู่แล้ว เป็นเมียของข้า ยังไงก็รู้จักห่วงใยข้า!”

คำพูดนี้ทำเอาเหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นางจูงแขนเขา พินิจดูตามเนื้อตัวเขา แล้วถามว่า

“ข้าได้ยินคนรับใช้รายงานว่า ท่านกับเขาต่อสู้กันในสวนจนวุ่นวายอลหม่าน รุนแรงนัก...ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

“ไม่เลย!” หลี่ฟู่ยิ้ม รีบตอบ “จริงๆ นะ หากข้ามีแผล จะปิดบังเจ้าพ้นได้อย่างไร? ถูกเจ้าจับได้ก็คงถูกดุ สู้สารภาพตรงๆ เสียยังจะได้เห็นเจ้าห่วงใยข้าหน่อย!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะอีกครั้ง แล้วแสร้งค้อนเขาเบาๆ

“จะว่าไป ข้าไม่ได้อยากดุท่านเพราะชอบหรอกนะ! ก็เพราะเป็นห่วงต่างหาก ท่านนี่ก็ช่างมีความเห็น! ในเมื่อไม่เป็นอะไร ก็ดีแล้ว รีบเข้าไปพักในห้องในเสีย!”

หลี่ฟู่ที่วุ่นวายไม่หยุดมาตลอดหลายวันก็เริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไหนจะการต่อสู้ที่กินแรงไปมาก เขาจึงมิได้ขัดข้อง รีบยิ้มรับแล้วตรงเข้าไปพัก

ตกค่ำ อาการไข้สูงของหงอวี้ก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจก็ไม่ร้อนจี๋จนชวนตกใจอีกแล้ว นางยังฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่ง แม้ยังดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง แต่แววตากระจ่างขึ้นอย่างชัดเจน และยังดื่มน้ำอุ่นได้หลายอึก

เหลียนฟางโจวดีใจยิ่งนัก ทุกคนก็พากันโล่งใจไปตามกัน

ปี้เถาผ่อนลมหายใจ ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “คืนนี้ฮูหยินคงได้พักผ่อนอย่างสบายเสียที ข้าบอกแล้วว่าหงอวี้เป็นเด็กมีบุญ ยังไงก็ต้องฟื้นแน่นอน!”

ชุนซิ่งก็ยิ้มเสริม

“ฮูหยินพักให้เต็มที่เถอะเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าบางทีหงอวี้อาจได้มาคารวะท่านแล้วก็ได้!”

เหลียนฟางโจวยิ้มตอบ “ก็ขอให้สมคำพวกเจ้านั่นล่ะ! ใจข้าค่อยสงบลงเสียที!”

เช้าวันถัดมา ได้ข่าวว่าหงอวี้แม้ยังไม่สามารถมาคารวะนางได้ แต่ไข้สูงก็แทบจะหายหมดแล้ว และรู้สึกตัวดีขึ้น ถึงกับร้องหิว กินโจ๊กข้าวกล้องได้ไปหนึ่งชาม แม้ใบหน้ายังซีดเซียวไปบ้างจากการเสียเลือด แต่ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ

เหลียนฟางโจวจึงสั่งคนให้ไปกำชับให้นางพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ต้องรีบร้อน อีกทั้งยังให้ครัวเคี่ยวถ้วยรังนกเลือดให้ทุกวัน พร้อมซุปบำรุงโลหิตและพละกำลัง และจัดให้สาวใช้สองนางผลัดเวรกันดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้านหลี่ฟู่ก็กลับมาตะลุยงานอีกครั้ง เขาต้องพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับสกุลเหลียง ซึ่งบางคดีย้อนกลับไปถึงเจ็ดแปดปีก่อน หลี่ฟู่รำคาญใจนัก จึงโยนให้เสนาบดีและที่ปรึกษาจัดการไปเสียทั้งหมด

เฉพาะแค่คดีลักลอบขุดแร่เหล็กและทองก็ถือเป็นโทษประหารแล้ว เพียงรอจับเหลียงจิ้นได้ก็จะจัดการพร้อมกัน ส่วนคดีอื่นก็แค่เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม

โดยนำทรัพย์สมบัติมหาศาลของสกุลเหลียงมาชดเชยให้บางส่วนเท่านั้น

นอกเหนือจากตัวการและสมาชิกแกนนำแล้ว เหล่าข้ารับใช้ ยาม และคนงาน ยังต้องแยกประเภทลงโทษตามสถานการณ์ บ้างถูกปลด บ้างถูกขาย บ้างถูกส่งไปทำงานหนัก

อีกทั้งยังมีทรัพย์สินมากมายที่ต้องลงบัญชี ทั้งร้านค้า โรงเตี๊ยม โรงสุรา ที่ดิน และเหมืองอีกสองแห่งที่ต้องจัดการตามขั้นตอน

ยังมีเหมืองแร่เหล็กอีกแห่งที่ยังหาไม่เจอ รวมถึงแผนที่ภูมิประเทศ เอกสารรายละเอียด และโกดังที่เก็บทองคำและแร่เหล็กจำนวนมหาศาลก็ยังไม่พบ

แทบทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ทุกครั้งที่เจอปัญหาล้วนต้องรายงานมาขอคำตัดสินจากเขา ทำให้ช่วงนี้หลี่ฟู่แทบไม่มีเวลาหายใจ

ส่วนเบาะแสของแผนที่ เอกสาร และโกดังเหล่านั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของสกุลเหลียง คาดว่าคงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ตำแหน่งแน่ชัด แม้เขาจะสอบปากคำนายท่านอาวุโสใหญ่ของสกุลเหลียงอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้อะไรเลย!

สุดท้ายเขาก็ใจไม่แข็งพอ จะใช้โทษทรมานหรือข่มขู่ด้วยชีวิตของคนรุ่นหลัง เขาทำไม่ลงจริงๆ ทำได้เพียงปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอยู่เช่นนั้น พร้อมกับส่งคนออกไปสืบหา

หากเป็นเรื่องอื่นยังพอถ่วงเวลาได้

แต่โกดังที่เก็บทองและแร่เหล็กมหาศาลนี้ จำเป็นต้องรีบหาตัวให้พบ เพราะของเหล่านี้จะต้องส่งขึ้นเมืองหลวงให้ทัน หากทางราชสำนักมีใครสงสัยว่าเขาคิดจะปิดบังหรือยักยอกเอาไว้เอง แล้วฟ้องกราบทูลขึ้นไป คงหลีกไม่พ้นพายุอีกลูก!

ทางด้านเรือนหลังของจวนตระกูลหลี่ เมื่อเทียบกับความอึกทึกก่อนหน้า บัดนี้กลับสงบราบเรียบลงมาก…

    ลั่วกว่างสั่งคนให้แอบจับตาดูม่อเว่ยอยู่หลายวัน ก็ไม่ได้พบความเคลื่อนไหวใดผิดสังเกต พฤติกรรมของเขาล้วนเปิดเผยไร้การปิดบังลั้วกว่างจึงค่อยวางใจลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่กล้าประมาทเต็มที่

แต่เขาก็เชื่อในคำพูดของแม่ทัพ—ชายผู้นี้บาดเจ็บสาหัส เขาไม่กล้าออกจากจวนหลี่แน่!

อย่างน้อยภายในครึ่งปีนี้ อาการบาดเจ็บของเขาไม่มีทางฟื้นตัวได้

ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ เขาย่อมไม่กล้าก่อเรื่องใดในจวนตระกูลหลี่

มีข้อยืนยันเช่นนี้ คืนๆ ก็หลับได้สบายขึ้น

วันหนึ่ง ม่อเว่ยไม่รู้แอบลอบเข้ามาในเขตประตูชั้นในได้อย่างไร ก่อนจะเดินทอดน่องมาถึงลานฝึกยุทธ์อย่างสบายอารมณ์

แต่ไกลๆ เขาก็เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังฝึกกระบี่ แสงเงินวูบไหวท่ามกลางการร่ายรำ แม้ท่วงท่ายังติดความเยาว์วัยอยู่บ้าง แต่ก็มีระเบียบแบบแผนไม่เลว ร่างกายก็ดูปราดเปรียวคล่องแคล่ว

อีกไม่กี่ปีต่อไป มิแน่ว่าอาจเก่งเกินครูได้

สายตาของม่อเว่ยอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว แม้เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนกำลังเผยสีหน้าที่เรียกว่า “อ่อนโยน” อยู่บนใบหน้า ซึ่งทำให้ความเย็นชาเลือนหายไปบางส่วน

ที่ยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ทันสังเกตเลยว่า—เหมือนตนเอง “ยิ้ม” ออกมาแล้ว รอยยิ้มนั้นแผ่วเบานุ่มนวล ชวนให้คนที่เห็นรู้สึกถึงคำว่า “อบอุ่น” เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยมีมาก่อนเลยในอดีต

ม่อเว่ยก้าวฉับๆ เข้าไป ตั้งใจลงน้ำหนักเท้าให้ดัง ก่อนจะร้องว่า “เฮ้!”

เด็กชายสะบัดกระบี่หยุดท่า หันมามองเขาตาเขม็ง

“อีกแล้วเหรอ? เจ้าจะมาอะไรอีกเล่า!”

ม่อเว่ยเลิกคิ้ว ยิ้มเหย้า “คุณชายน้อย เจ้าดูจริงจังยิ่งกว่าบิดาเจ้าเสียอีก! อายุเท่าไรกันเอง ทำหน้าเข้มขึงขังเช่นนี้ ไม่ดีเลยนะ!”

เด็กชายจ้องเขาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะฮึดฮัด “ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า! พ่อข้าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เจ้าอยู่หน้าเรือน แล้วมาทำไมถึงที่นี่!”

เขาสะบัดกระบี่ในมือ พลางกล่าวอย่างมุ่งมั่น “ข้าต้องฝึกกระบี่อย่างหนัก! พอข้าโตขึ้น ข้าจะต้องเอาชนะเจ้าให้ได้!”

“ดี ข้าจะรอดู!” ม่อเว่ยเลิกคิ้ว พูดขึ้นเสียงราบเรียบ

ฟังดูไม่ได้จริงจังนัก คล้ายตอบส่งๆ กับเด็กดื้อคนหนึ่ง

เด็กชายรู้สึกเหมือนถูกดูแคลน ยิ่งฮึดขึ้น “อืม! งั้นเจ้าก็รอให้ดี! ข้าทำได้แน่!”

ม่อเว่ยเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อย ยืนนิ่งไม่พูด

เด็กชายจึงว่า

“ไปได้แล้ว! ข้าจะฝึกกระบี่ต่อ!”

ม่อเว่ยแปลกใจ

“เจ้าฝึกของเจ้าไปสิ ข้าไม่รบกวนหรอก”

เด็กชายส่ายหน้า “นอกจากพ่อข้า ข้าไม่ชอบให้ใครดูตอนข้าฝึกกระบี่!”

คำพูดนี้ทำเอาม่อเว่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “งั้นข้าถามเจ้าหนึ่งคำ เจ้าตอบมา ข้าก็จะไม่รบกวนอีกแล้ว”

“วันนั้น เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้นั้น?”

ม่อเว่ยชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่สองต้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

กิ่งก้านแน่นหนาใบไม้หนาทึบ พันเกี่ยวกันราวกับเป็นผืนเดียว

เขาอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว และคำถามนี้ก็ติดคาใจเขามาตลอดหลายวันเช่นกัน

ที่เขาไม่ยอมจากไป ยังอยู่ที่นี่ แม้จะถูกหลี่ฟู่คนนั้นเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนหนึ่งก็เพราะคำถามนี้เช่นกัน…

 

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1376 – นักฆ่า “ม่อเว่ย”

 

บทที่ 1376 – นักฆ่า “ม่อเว่ย”

หลี่ฟู่ยกมือขึ้น ห้ามลั่วกว่างและคนอื่น ๆ ที่กำลังจะพูด แล้วหันไปทางบุรุษในชุดครามเข้มที่นั่งอยู่บนพื้น กล่าวเสียงเรียบว่า

“หากข้าเดาไม่ผิด ท่านคือ ‘ม่อเว่ย’ มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานใช่หรือไม่?

แม้เจ้าจะเป็นนักฆ่า แต่ชื่อเสียงก็ยังพอมีอยู่บ้าง ครั้งนี้ข้ายอมปล่อยเจ้าไป หวังว่าเจ้าจะรู้จักประพฤติตนให้ดี!”

ลั่วกว่างและคนอื่น ๆ อุทานออกมาเบา ๆ สีหน้าพลันซีดเผือด

ชื่อของม่อเว่ย เขาก็เพิ่งเคยได้ยินหลังจากมาถึงมณฑลหนานไห่ไม่นาน ทว่า หากสามารถรั้งตำแหน่งมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานให่ และอันดับสามของใต้หล้าได้จริง

ก็แสดงว่าฝีมือมิใช่ธรรมดาแน่นอน!

คิดไม่ถึงเลยว่าคนสกุลเหลียงจะลงมือรวดเร็วขนาดนี้ ยังเตรียมแผนรับมือถึงขั้นลอบจ้างนักฆ่าเช่นนี้มาด้วย!

แต่ด้วยสถานะเช่นนี้ ก็ยิ่งไม่ควรปล่อยเขาไปเด็ดขาด! แล้วนายท่านกำลังคิดอะไรกันแน่—

ม่อเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วกล่าว “สายตาท่านแม่ทัพช่างเฉียบแหลมนัก! แต่ว่าข้าแพ้แล้ว ก็จะไม่จากไป ไม่เช่นนั้น จะไม่เท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงที่ท่านแม่ทัพเพิ่งกล่าวชมอย่างนั้นหรือ? ข้าน่ะนะ ยังทำเรื่องขายหน้าต่อวงการตนเองไม่เป็นหรอก!”

ลั่วกว่างและพวกถึงกับตะลึงอีกรอบ

ต่างคนต่างสบตากัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ นักฆ่าคนหนึ่งกับเหยื่อของการลอบสังหาร คนหนึ่งดันจะให้ไป อีกคนกลับยืนกรานจะอยู่

ฟังดูยังไง ๆ มันก็แปลกเกินไปแล้ว!

หลี่ฟู่มองเขาแน่นิ่ง ไม่กล่าวอะไรอีก

ม่อเว่ยกระตุกมุมปากเล็กน้อย แล้วถามว่า “สาวใช้เมื่อคืน เป็นอย่างไรบ้าง?”

หลี่ฟู่แค่นเสียงเย็น “ต้องขอบคุณเจ้านั่นล่ะ ยังไม่ฟื้น!”

ม่อเว่ยล้วงเอาขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ “เด็กคนนั้น คงกำลังมีไข้สูงใช่หรือไม่? ยานี่มีสรรพคุณลดไข้เป็นเลิศ! แน่นอน ถ้าท่านแม่ทัพไม่เชื่อ จะโยนทิ้งก็สุดแล้วแต่!”

หลี่ฟู่ส่งสัญญาณตาให้ทหารข้างกาย ทหารผู้นั้นก็รีบรับขวดกระเบื้องเคลือบมาด้วยความระมัดระวัง แล้วยื่นส่งให้

หลี่ฟู่เหลือบตามองเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบว่า “ดี เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ต่อเถอะ แต่เจ้าต้องให้สัตย์ปฏิญาณ อย่าได้คิดเล่นตุกติกใด ๆ ไม่เช่นนั้น เจ้าจะไม่มีวันเป็นนักฆ่าได้อีกเลย!”

นักฆ่าที่ไม่อาจเป็นนักฆ่าได้อีกต่อไป ย่อมต้องเผชิญการล่าไม่รู้จบ หนีรอดได้ครั้งหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะหนีรอดได้ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม สุดท้าย ย่อมไม่มีทางจบลงด้วยดี!

“ได้ ข้าสาบาน!” ม่อเว่ยกระตุกมุมปากกล่าว

หลี่ฟู่จึงหันไปสั่งลั่วกว่างว่า “ไปเรียกคนสองคน พาเขาไปที่เรือนหน้า จัดที่พักให้ แล้วให้ พ่อบ้านเสี่ยวเฉียน’ เป็นผู้ดูแล ให้เขาจัดอาหารสามมื้อและดูแลความเป็นอยู่ทั่วไปก็พอ”

“รับทราบ นายท่าน!” ลั่วกว่างคารวะ รับคำ แล้วชี้สองคนออกไปนำทางม่อเว่ยทันที

ม่อเว่ยมองหลี่ฟู่อย่างครุ่นคิด ก่อนจะกระตุกมุมปากอีกครั้ง แล้วเดินตามออกไป

ลั่วกว่างมองส่งเขาจนลับตาแล้วจึงกล่าวกับหลี่ฟู่ว่า

“นายท่าน ข้าจะจัดคนฝีมือดีเฝ้าติดตามเขาเงียบ ๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน

เพียงแต่ว่าคนเช่นนี้ ให้อยู่ในจวน นับว่าอันตรายไม่น้อย

เหตุใดท่านถึง...”

หลี่ฟู่หัวเราะเบา ๆ โบกมือไล่คนอื่นถอยห่าง แล้วกล่าวกับลั่วกว่างด้วยแววตาเย็นเฉียบ

“ไม่เสียแรงเป็นนักฆ่า ยังรู้จักประเมินสถานการณ์ดี ข้าแม้ไม่สังหารเขา แต่ก็ฟาดจนเจ็บสาหัส เจ้าคิดว่าฝีมืออย่างเขาตอนนี้ ยังสามารถลอบเข้าเรือนเราได้อีกหรือ?

แค่ข้าปล่อยข่าวว่าเขาบาดเจ็บหนัก ก็มีคนมากมายอยากได้หัวเขา เจ้าเองก็น่าจะเข้าใจดีว่า...ตอนนี้ เขายังจะมีที่ให้ไปอีกหรือไม่?”

“……” ลั่วกว่างถึงกับอึ้งไปทันที

เมื่อหลี่ฟู่กลับถึงเรือนใน ซวี่เอ๋อร์ก็รีบวิ่งมาหาเขาด้วยแววตาสดใส ร้องเรียกเสียงดัง “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! คนร้ายล่ะ? ท่านจับเขาได้หรือเปล่า!”

หลี่ฟู่ลูบศีรษะเขาเบา ๆ ยิ้มแล้วจูงมือเดินเข้าไป “พ่อจัดการเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าและแม่ของเจ้าได้อีก!”

“ข้ารู้อยู่แล้ว! ท่านพ่อเก่งที่สุด!”

ซวี่เอ๋อร์ร้องดีใจ ดวงตาเปล่งประกายวิบวับราวกับมีดาวน้อย ๆ อยู่ข้างใน

เหลียนฟางโจวเองก็ถอนหายใจโล่งอก เดินเข้ามาใกล้หลี่ฟู่ มองเขาแล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า

“ไม่คิดเลยว่า เขาจะเก่งกาจถึงเพียงนี้!”

หลี่ฟู่จูงมือภรรยานั่งลงที่ข้างเตียง ข้างหนึ่งจูงลูก อีกข้างกุมมือภรรยา กล่าวว่า “เขาคือ ‘ม่อเว่ย’ นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานให่ ย่อมไม่ธรรมดา!”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้! เช่นนั้นก็ไม่แปลกแล้วล่ะ!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าเข้าใจ แล้วหันไปยิ้มพูดกับอิ๋งชุนที่อยู่ด้านข้างว่า

“ชุนซิ่ง เจ้าก็ได้ยินแล้วใช่ไหม? เรื่องครั้งนี้ มิอาจโทษลั่วกว่างได้ เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดแทนเขาอีก กลับไปก็อย่าไปต่อว่าเขา เข้าใจหรือเปล่า?”

ชุนซิ่งหน้าแดง รีบคุกเข่าคำนั พลางหลบตาแย้มยิ้ม “เจ้าค่ะ บ่าวจะจำคำของฮูหยินไว้… แต่ยังไงเขาก็ผิดหน้าที่อยู่ดี…”

หลี่ฟู่มองเธอแล้วยิ้ม “คราวนี้จะโทษเขาก็ไม่ถูกนัก เขาเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยอยู่แล้ว เจ้ายังจะพูดให้เขาเจ็บใจอีกหรือ?”

เขาพูดพลางหันไปแกล้งโวยวายใส่เหลียนฟางโจว “ฮูหยิน ช่วยดูแลคนของท่านด้วย อย่ารังแกหัวหน้าทหารของข้าบ่อยนัก!”

เหลียนฟางโจวกับชุนซิ่งหัวเราะออกมาพร้อมกัน

เหลียนฟางโจวหัวเราะ “เจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะจำไว้เอง! ชุนซิ่ง เจ้าก็ช่วยรักษาหน้าหัวหน้าทหารของเจ้าไว้หน่อย อย่าทำให้เขาต้องตบปากตัวเองเพราะอายอีกล่ะ!”

ชุนซิ่งฟังทั้งสองสามีภรรยาแหย่กันก็อดเขินไม่ได้ หัวเราะตอบเบา ๆ “จริง ๆ แล้วบ่าวก็ไม่ได้ว่าอะไรเขามากนักหรอกเจ้าค่ะ เขาน่ะ โทษตัวเองยิ่งกว่าบ่าวเสียอีก…”

หลี่ฟู่ส่งขวดยาให้เหลียนฟางโจว

“ยานี้ช่วยลดไข้ได้ดีมาก ลองให้คนเอาไปให้หงอวี้ดู”

“จริงหรือ? ดีเหลือเกิน!” เหลียนฟางโจวดีใจ รีบสั่งชุนซิ่งให้นำยาไปให้

ชุนซิ่งจึงพูดขึ้น

“ให้บ่าวไปส่งเองจะดีกว่าเจ้าค่ะ ตอนเช้าบ่าวเห็นว่าอาการของนางดีขึ้นหน่อยหนึ่งแล้ว

ไข้ก็ดูไม่สูงเหมือนก่อน ถ้าได้ยานี้ อาจจะได้สติเร็วขึ้นก็ได้!”

เหลียนฟางโจวยิ้มพยักหน้า “ข้าก็หวังให้นางฟื้นเร็ว ๆ เช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ไปเองเถอะ พอยาไปถึงแล้วก็ไม่ต้องกลับมารับใช้ข้าอีกนะ

กลับบ้านไปเยี่ยมดูบ้างเถอะ!”

ชุนซิ่งเข้าใจความหมายของฮูหยินดี หน้าแดงเล็กน้อย ก่อนคุกเข่ารับคำแล้วยิ้มเดินออกไป

ด้านซวี่เอ๋อร์ยังคงเกาะติดถามหลี่ฟู่ว่าเขาจัดการเจ้าคนร้ายได้อย่างไร

หลี่ฟู่ขัดไม่ได้ จึงยิ้มเล่าให้ลูกฟังอย่างอดทน กว่าจะชวนแม่นมพาซวี่เอ๋อร์ออกไปได้ เขาจึงหันมาบอกเหลียนฟางโจวเรื่องที่ให้ม่อเว่ยอยู่ในจวน

เหลียนฟางโจวสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ชัดเจนว่านางตกใจไม่น้อย แต่ก็นับถือในการตัดสินใจของหลี่ฟู่ “ตราบใดที่ไม่มีอันตราย ข้าไม่ขัดข้อง แต่เขา… จะไม่ทำร้ายซวี่เอ๋อร์ใช่ไหม?”

“ไม่มีทาง” หลี่ฟู่ยิ้ม “ม่อเว่ยคนนี้ ข้าสืบประวัติมาแล้ว แม้เขาเป็นนักฆ่า แต่เป็นนักฆ่าที่มีหลักการ เป้าหมายของเขาคือเจ้า เขาจึงไม่คิดทำร้ายคนอื่นในจวน ไม่อย่างนั้น วันนี้ซวี่เอ๋อร์คงไม่รอดง่าย ๆ เช่นนี้หรอก เจ้าจึงไม่ต้องห่วงซวี่เอ๋อร์ แต่คนที่ข้าห่วง… คือตัวเจ้าเองต่างหาก!”

คิ้วของหลี่ฟู่ขมวดเข้าหากัน “ฟางโจว เจ้าต้องจำไว้ ต้องมีคนที่มีฝีมืออย่างน้อยสามคนติดตามเจ้าเสมอ ห้ามเกิดเรื่องขึ้นอีกเด็ดขาด!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับ “ตามที่เจ้าพูดมา ตอนนี้เขาก็เหมือนหมาจนตรอก หนีมาอาศัยอยู่ในจวนเรา หากเขาเป็นคนมีหลักการจริง ในสภาพบาดเจ็บเช่นนี้ ไม่น่ากล้าลงมือกับข้าอีก ไหนจะยังมีอิ๋งชุน พ่านเซี่ย และคนอื่น ๆ อยู่ด้วย

แม้จะไม่กล้าพูดว่าไม่มีทางผิดพลาด

แต่ก็น่าจะปลอดภัยพอสมควร เจ้าก็วางใจไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ แม้ตระกูลเหลียงจะล่มแล้ว แต่คนที่ต้องจับก็ยังจับได้ไม่หมด เรื่องเบื้องหลังยังยุ่งเหยิงอีกมาก อย่าให้ต้องเป็นห่วงข้าอีกเลย”