วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1328 แผนรับคืนเกาะหุยเฟิง

 

บทที่ 1328 แผนรับคืนเกาะหุยเฟิง

ในที่สุดวันนี้คนที่รอคอยก็มาถึง เซียวมู่เป็นผู้นำคณะมาขอพบด้วยตนเอง บอกว่า “ฮูหยินหลี่กลับมาแล้ว!” ทั้งผางอวี้หลงและคนทั้งสามต่างก็โล่งใจไปตามๆกัน

เมื่อมาถึงห้องโถงเรือนหลังของที่ว่าการผู้ว่าการมณฑล  เหลียนฟางโจวในยามนี้สวมกระโปรงยาวทำจากผ้าเนื้อลื่นปักลายกุหลาบพุ่มสีส้มแดง ท่อนบนสวมเสื้อแขนแคบคอปิดสีเขียวอ่อนแต่งลายใบไผ่ละเอียด มัดสายคาดเอวสีม่วงหมอกจางไว้รอบเอว ทรงผมมวยสูงปักปิ่นทองระยิบระยับ กำลังยืนยิ้มมองมาที่พวกเขา

ชูเอ๋อร์เห็นดังนั้น ดวงตาก็พลันแดงก่ำ รีบก้าวขึ้นไปข้างหน้า คุกเข่าคำนับกล่าวเสียงสะอื้น ฮูหยินหลี่...”

อย่าได้มากพิธี!” เหลียนฟางโจวรีบรุดเข้าไปพยุง พร้อมกล่าวยิ้ม ๆ ทำให้พวกเจ้าต้องรอนาน อย่าเก็บใส่ใจเลยนะ!”

ชูเอ๋อร์ส่ายหน้าแล้วยิ้มตอบ ใต้เท้าหลี่มีใจมั่นคงหนักแน่น แต่ฮูหยินกลับหายสาบสูญไป ย่อมถือเป็นความผิดของพวกเราที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ ใต้เท้าหลี่ไม่ตำหนิพวกเรา พวกเราก็ซาบซึ้งใจยิ่งแล้ว ยังจะเก็บมาใส่ใจอีกได้อย่างไร? ตอนนี้ฮูหยินกลับมาอย่างปลอดภัย เราก็เบาใจเสียที!”

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก็ใช่น่ะสิ น่าตกใจแต่ก็ไร้เคราะห์ ได้กลับมาอย่างปลอดภัยเสียที!”

ว่าจบ ผางอวี้หลงกับไห่หม่าก็ขึ้นมาทำความเคารพ หลี่ฟู่ยกมือเป็นเชิงให้ลุกขึ้น แล้วเชิญให้นั่งลงอย่างยิ้มแย้ม

เมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อย พูดคุยถามไถ่กันได้ครู่หนึ่ง ก็วกเข้าหาเรื่องราวในอดีต

เหลียนฟางโจวจึงกล่าวกับหลี่ฟู่ต่อหน้าทุกคน เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงที่เคยทำไว้กับผางอวี้หลงและชูเอ๋อร์ว่า ทั้งสองมีใจจริงที่จะสวามิภักดิ์ต่อทางการ ไม่ใช่แค่จนตรอกแล้วจึงมาแสร้งกล่าว

แม้ว่าเหลียนฟางโจวจะเคยบอกเรื่องนี้กับหลี่ฟู่มาก่อนแล้ว แต่การกล่าวอีกครั้งในตอนนี้ก็เพื่อให้ผางอวี้หลงและชูเอ๋อร์วางใจ หลี่ฟู่ย่อมเชื่อทันทีโดยไม่ต้องมีคำใดเพิ่มเติม

ผางอวี้หลงเห็นดังนั้น ใจที่หวั่นไหวมาตลอดจึงสงบลงในที่สุด รีบลุกขึ้นคารวะพร้อมกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น ข้าน้อยขอสวามิภักดิ์ต่อใต้เท้าหลี่ด้วยใจแท้จริง ขอใช้ความดีชดเชยความผิด หากท่านมีคำสั่งใด ข้าน้อยยินดีปฏิบัติไม่หวั่นแม้ต้องสละชีพ!”

หลี่ฟู่ได้วางแผนเกี่ยวกับการจัดการพวกเขาร่วมกับหูต้าไห่และเซียวมู่ไว้นานแล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นก็โบกมือยิ้ม ไม่ต้องถึงขนาดยอมสละชีวิตอะไรนั่นหรอก หากพวกเจ้ามีใจจริง เชื่อฟังคำสั่งของทางราชสำนัก ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองของทางการ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

กล่าวจบ เขาหันไปมองเหลียนฟางโจวแล้วยิ้ม ได้ยินมาว่าภรรยาของท่านผางเองก็ตั้งครรภ์อยู่ เช่นนั้นพวกเจ้าสองคนเข้าไปคุยกันตามประสาคนท้องต่อในห้องด้านในเถอะ ไม่ต้องนั่งเกร็งอยู่ตรงนี้หรอก!”

ชูเอ๋อร์ตาเป็นประกาย ทั้งตกใจทั้งยินดี กล่าวพร้อมรอยยิ้ม ฮูหยินหลี่ก็ตั้งครรภ์ด้วยหรือเจ้าคะ? ขอแสดงความยินดีด้วย!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับคำอวยพร แล้วหัวเราะเบา ๆ สองเดือนแล้ว ยังน้อยกว่าเจ้าสักหน่อย ไหน ๆ ก็แบบนี้แล้ว พวกเราอย่าเสียเวลากวนพวกเขาอยู่ตรงนี้เลย เชิญทางนี้ ข้าเตรียมห้องไว้คุยสบาย ๆ แล้ว”

ชูเอ๋อร์ย่อมไม่มีข้อขัดข้อง ยิ้มละไมลุกขึ้นขอตัวแล้วออกไปพร้อมเหลียนฟางโจว

ไม่นานนัก หูต้าไห่และเซียวมู่ก็มาถึง หลี่ฟู่จึงเริ่มเข้าสู่เรื่องสำคัญ

เขาได้หารือกับหูต้าไห่ เซียวมู่ และคนอื่น ๆ แล้ว สรุปว่าช่วงนี้ให้โยกย้ายพวกผางอวี้หลงทั้งกลุ่มจากเกาะหุยเฟิงเข้ามาอยู่ที่เมืองหนานไห่ก่อน แล้วบรรจุเข้าเป็นกองกำลังหนึ่งของกองทัพของมณฑลหนานไห่ โดยให้มีฐานะเป็นหน่วยแยกต่างหาก ผางอวี้หลงดำรงตำแหน่ง “โจ่วเจียง” (ผู้ช่วยแม่ทัพ) ส่วนไห่หม่ารับตำแหน่ง “เซี่ยวเว่ย” (นายทหารควบคุมทหารราบ)

ช่วงแรกจะจัดการฝึกระเบียบวินัยเป็นพิเศษ เพื่อขจัดนิสัยดิบเถื่อนแบบโจรสลัดออกให้หมด จากนั้นจึงจะประเมินแต่ละคนเพื่อจัดวางตำแหน่งตามความเหมาะสม

ผางอวี้หลงกับไห่หม่าเหลือบมองกัน แววตาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

ถ้อยคำที่ได้ยิน พวกเขาฟังออกอย่างชัดเจน — หากพูดให้ดูดีคือ “ฝึกปรับนิสัย” แต่หากพูดตรง ๆ ก็คือ “ลงอาญาข่มให้เชื่อง”

แต่พวกเขาก็ไม่อาจโทษหลี่ฟู่หรือหูต้าไห่ได้

พวกพ้องของตนมีนิสัยอย่างไร ตัวเองย่อมรู้ดีที่สุด — เคยเป็นใหญ่ในเกาะ ชินกับการปล้นฆ่าไม่เกรงฟ้าดิน ใช้ชีวิตตามใจตนเองมาตลอด พอจะ กลายเป็นทหารราชการ ย่อมต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมด การจะถูก “เคี่ยวเข็ญ” สักพักก็ถือเป็นเรื่องสมควร

ทว่าพวกพ้องแต่ละคนมีนิสัยต่างกัน การฝึกหนักย่อมมีบางคนทนได้ บางคนก็อาจทนไม่ได้

และหากตามความตั้งใจของใต้เท้าหลี่แล้ว ใครที่ทนไม่ได้จนก่อเรื่องขึ้นมา ก็ต้องถูกนำตัวส่งศาลทหารตามกฎ

ตามความคิดของผางอวี้หลง คนประเภทนั้นในหมู่พวกเขาคงมีไม่น้อยเลยทีเดียว...เขารู้สึกใจหายอยู่บ้าง พวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย ติดตามเขามานานปี

จึงลุกขึ้น คารวะแล้วกล่าวเสียงขอร้อง กฎหมายแผ่นดิน กฎทหารย่อมมาก่อน ข้าน้อยหาได้มีข้อโต้แย้งไม่ เพียงแต่พี่น้องของข้าน้อยเคยชินกับความอิสระเสรี จู่ ๆ จะให้มาอยู่ในระเบียบอาจจะยากลำบากนัก หากมีผู้ใดพลาดพลั้งกระทำผิด ขอท่านได้โปรดเมตตา ให้อภัยพวกเขาสักครั้งเถิด!”

เซียวมู่ขมวดคิ้วแล้วกล่าวเสียงเข้ม พูดเช่นนี้ได้อย่างไร! เมื่อลงทะเบียนเข้ากองทัพแล้ว ยังจะหวังพิเศษเหนือคนอื่นอีกหรือ? แล้วจะให้เป็นธรรมกับทหารกองอื่นได้อย่างไร? อย่าลืมว่าทหารหน่วยอื่นล้วนแต่เป็นพลเรือนดี ๆ ที่ไม่เคยฆ่าปล้นมาก่อนทั้งนั้น!”

ไห่หม่าฟังถ้อยคำนั้นเข้าหู ก็ถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ตวาดกลับทันที
ในเมื่อแม่ทัพเซียวคิดเช่นนี้ เช่นนั้นก็สลายกองกำลังของพวกพี่น้องข้าทั้งหมดไปเสียจะดีกว่า! ทั้งท่านก็ไม่ต้องลำบาก เราก็ไม่ต้องฝืน!”

คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของหลี่ฟู่กับหูต้าไห่เปลี่ยนไปในทันใด

ส่วนเซียวมู่ถึงกับแหงนหน้าหัวเราะฮ่า ๆ แล้วแค่นเสียงเยาะ สลายกองกำลัง? เจ้ากล้าพูดออกมาได้อย่างไร! อย่าลืมเสียล่ะว่าตัวพวกเจ้าเป็นใคร!”

กลุ่มโจรสลัดที่ถูกทางการจับตัวมา แทนที่จะถูกตัดหัว กลับได้รับโอกาสอันใหญ่หลวงให้เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงและรับเข้ากองทัพอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้กระทั่งพวกแม่ทัพอย่างพวกเขายังต้องลงแรงโน้มน้าวผู้ใต้บังคับบัญชา ยังต้องหาคำอธิบายให้เหล่าทหารทั้งกอง แต่เจ้ากลับกล้าพูดเรื่อง “สลายกอง” ออกมา? เว้นเสียแต่ขุนนางผู้ใดจะเสียสติเท่านั้น ถึงจะยอมปล่อยกลุ่มโจรที่จับมาได้ให้เป็นอิสระ!

ผางอวี้หลงในใจพลันรู้สึกว่าไม่ดี รีบอ้าปากจะเอ่ยกลบเกลื่อน แต่ไม่ทันไร ไห่หม่ากลับยังไม่สิ้นโมโห แค่นเสียงขึ้นอีก หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นเกาะเรากำลังเกิดเรื่องวุ่นวาย พวกเจ้าก็ใช่ว่าจะบุกยึดหุยเฟิงได้ง่ายดายนักหรอก!”

นี่คือบาดแผลในใจของเขาที่ไม่มีวันลบเลือน พอเอ่ยถึงก็เผลอเผยความขมขื่นออกมาโดยไม่รู้ตัว

เซียวมู่หัวเราะเยาะเย้ย ข้าขอบอกความจริงให้นะ สมัยก่อนที่ผู้ว่าการมณฑลคนเก่ายังประจำการอยู่ เห็นพวกเจ้าป่วนเฉพาะในทะเล ไม่ขึ้นฝั่ง ก็เลยทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งให้ แต่พวกเจ้าคงหลงตัวเองว่าครองเกาะรกร้างได้แล้วจะไม่เห็นราชสำนักในสายตาเลยกระมัง?”

พูดให้ชัด — คืนนั้นหากพวกเจ้ามิใช่รบราฆ่าฟันกันเอง หากเปิดศึกกับกองทัพตรง ๆ ป่านนี้ศพพวกเจ้าคงไปรวมตัวกันอยู่ใต้ยมโลกหมดแล้ว!”

คิดให้ดีเถอะ ที่พวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ ก็เพราะโชควาสนาเข้าข้างแล้วต่างหาก!”

ถ้อยคำนี้ ไห่หม่าจะยอมเชื่อได้อย่างไร? เขาตวาดออกมาทันที เหรอ! แม่ทัพเซียวปากกล้าดีจริง! ข้าไม่เก่งก็จริง แต่ก็อยากลองดูฝีมือของแม่ทัพสักครั้ง!”

เซียวมู่เหลือบตามองเขา “เชอะ” ขึ้นหนึ่งเสียง ก่อนเยาะหยัน คิดจะท้าทายข้ารึ? เจ้ายังไม่คู่ควร! แต่ไม่ต้องห่วง—เมื่อเข้าเป็นทหารในค่ายแล้ว วันหน้าจะมีโอกาสให้ลองมืออีกมาก ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่! ส่วนตอนนี้…เจ้าคิดว่าข้าจะสู้กับเจ้าไปเพื่ออะไร?”

เจ้า—!” ไห่หม่าถึงกับพูดไม่ออก หน้าแดงด้วยความอับอาย หันหน้าหนีด้วยความโกรธจัด

ผางอวี้หลงถอนหายใจ ลุกขึ้นคุกเข่าต่อหน้าหลี่ฟู่ ประสานมือก้มหัวลงอย่างนอบน้อม ขออภัยด้วยขอรับ แม่ทัพลี่! น้องไห่หม่าเพียงแค่เลือดร้อนไปชั่วขณะ เขาเป็นคนแบบนี้ ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด ขอท่านได้โปรดอภัยให้เขาด้วย! ขอแม่ทัพเซียวจงเมตตาด้วยเถอะ!”

พี่ใหญ่!” ไห่หม่าทั้งตกใจทั้งเดือดดาล ลุกพรวดขึ้น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดนูน กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วลั่นดังกรอบแกรบ

หลี่ฟู่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย ไม่เอ่ยคำใด เซียวมู่ก็ยังคงหัวเราะเย้ยหยันไม่หยุด ส่วนหูต้าไห่—แม้จะดูเป็นคนร่างใหญ่เสียงดัง—แต่ในความเป็นจริงแล้วเขากลับเป็นคนที่ไม่ชอบขัดใจผู้อื่นที่สุด จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่กล่าวอะไรเช่นกัน

 

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1327 พบสมุนไพรชั้นเลิศ

 

บทที่ 1327 พบสมุนไพรชั้นเลิศ

ทว่าเรื่องที่หลี่ฟู่ตระหนักแจ้งมีหรือที่ตระกูลเหลียงจะไม่ล่วงรู้? เหมืองแร่ทั้งสามแห่งที่เดิมทีก็ลึกลับซับซ้อนอยู่แล้ว ยามนี้หากคิดจะเสาะหา ย่อมยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสรวงสวรรค์!

"น้ำแข็งหนาสามฉื่อมิได้ก่อตัวเพียงวันเดียว ท่านอย่าได้วู่วามเกินไปนัก หากร้อนรนกระบวนยุทธย่อมปั่นป่วน และเมื่อนั้นศัตรูจะฉวยโอกาสจู่โจมเอาได้! อย่างไรเสีย พวกเราก็ยังมีเวลาเหลืออยู่... จริงสิ," เหลียนฟางโจวดวงตาเป็นประกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข "ยามอยู่ที่บ้านอากงในเขาเหยาซาน ข้าได้พบ 'หญ้าชำระไขกระดูก' (สี่สุยเฉ่า) เข้าแล้ว! เพียงแต่ยามนั้นเหลียงจิ้นอยู่ด้วย คนผู้นั้นเจ้าเล่ห์แสนกลนัก ข้าจึงมิอาจแสดงอาการสนใจให้ผิดสังเกตได้ ทว่ารูปลักษณ์ของมันช่างเหมือนกับภาพวาดของลั่วเอ๋อร์มิมืดเพี้ยน ข้าไม่มีทางจำผิดแน่!"

หลี่ฟู่ยินดีจนล้นพ้น หัวเราะร่ากล่าวว่า "ประเสริฐยิ่ง! ฮูหยิน... เจ้าช่างเป็นดาวนำโชคของข้าโดยแท้!"

ขอเพียงส่งสิ่งนี้กลับไปยังนครหลวง รักษาพระอาการประชวรของรัชทายาทให้หายขาดได้ จิตใจของเขาก็จะสงบราบรื่นไร้กังวล สิ่งใดก็มิอาจเทียบเทียมได้!

"อีกสองวันข้าจะส่งคนไปจัดการ! ถึงเวลานั้นคงต้องให้เจ้าช่วยชี้แนะหนทางสักเล็กน้อย" หลี่ฟู่ยิ้มกล่าว

"เรื่องนี้ท่านมิเห็นต้องบอกข้าเลย" เหลียนฟางโจวค้อนให้เขาหนึ่งวงพลางยิ้ม "แท้จริงแล้วมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด ชาวไป๋เหยามิได้ป่าเถื่อนดุร้ายดังเช่นข่าวลือภายนอก เพียงแต่พวกเขามิมีไมตรีต่อคนนอกและมีความอคติฝังรากลึก ขอเพียงเราปฏิบัติต่อเขาด้วยใจจริง ทุกอย่างย่อมคลี่คลาย!"

"วาจาฮูหยินมิมีผิดเพี้ยน! เมื่อข้าคัดเลือกคนได้แล้ว เจ้าช่วยอบรมพวกเขาสักนิด ตั้งเป้าว่าภายในสองเดือนต้องส่งของสิ่งนี้ไปให้ถึงเมืองหลวงให้จงได้!" หลี่ฟู่สำทับ

เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม "ข้าคิดว่ามิใช่เรื่องยาก หากทางการเป็นผู้ดำเนินการ ขอเพียงมิข่มเหงรังแกชาวบ้าน ชาวไป๋เหย่าย่อมมิปฏิเสธแน่นอน!"

นางลุกขึ้นยืนพลางกล่าวต่อ "เราไปหาคุณชายชุยกับซวี่เอ๋อร์กันเถิด คุณชายชุยเป็นแขกผู้มาเยือน มิควรปล่อยให้เขาเงียบเหงา"

"อืม," หลี่ฟู่พยักหน้า "เขาช่วยชีวิตเจ้าไว้ ข้าย่อมมิควรละเลย... ประเดี๋ยวเจ้าพาซวี่เอ๋อร์กลับไปพักผ่อนเถิด หลายวันที่ผ่านมาเร่งรุดเดินทางคงมิได้หลับนอนให้เต็มตื่น ข้าจะให้คนไปเชิญท่านหมอมาตรวจชีพจรให้ละเอียด ส่วนเรื่องการบำรุงครรภ์นั้น ชุนซิ่งกับหงอวี้เคยปรนนิบัติเจ้ามา ย่อมรู้ดีว่าควรเตรียมสิ่งใดบ้าง"

เหลียนฟางโจวรู้สึกหวานล้ำในใจ พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม

คนทั้งสองเดินเคียงคู่กันออกไป หลี่ฟู่ประกาศข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ของเหลียนฟางโจวให้ทุกคนทราบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมสั่งปูนบำเหน็จรางวัลแก่บ่าวไพร่ทั้งคฤหาสน์เป็นเบี้ยหวัดคนละสองเดือน บรรดาข้าทาสบริวารต่างยินดีปรีดาพากันเข้ามาหมอบกราบอวยพรไม่ขาดสาย เหลียนฟางโจวก็แย้มยิ้มรับด้วยความเมตตา

ชุยเส้าซีและซวี่เอ๋อร์เพิ่งกลับมาพอดี เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ซวี่เอ๋อร์ก็เบิกตากว้างด้วยความฉงนสงสัย

ชุยเส้าซีจึงหัวเราะพลางเอ่ยว่า "ซวี่เอ๋อร์ ในท้องของท่านแม่เจ้ามีน้องน้อยแล้วนะ อีกมินานเจ้าก็จะมีน้องชายหรือน้องสาวมาเล่นเป็นเพื่อนแล้ว เจ้าดีใจหรือไม่?" “จริงหรือ?” ซวีเอ๋อร์ชะงักไป ดวงตากลมใสเปล่งประกาย มองไปยังเหลียนฟางโจว ก่อนเดินเข้าไปลูบเบา ๆ บนหน้าท้องของนางซึ่งยังไม่เผยเค้าร่างใด ๆ เขาหัวเราะคิกคักด้วยความประหลาดใจ ถามเสียงใสอย่างไร้เดียงสา
ในท้องของท่านแม่ มีน้องอยู่จริง ๆ หรือขอรับ?”

จริงสิจ๊ะ” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางโอบไหล่เขาไว้ ถามด้วยรอยยิ้ม
แล้วซวี่เอ๋อร์ของแม่ อยากได้น้องชายหรือน้องสาวล่ะ?”

ซวี่เอ๋อร์เอียงศีรษะ มองท้องของนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ อะไรก็ได้ ขอแค่เล่นกับข้าได้ก็พอ! แต่ในท้องของท่านแม่ยังเล็กขนาดนี้ แบบนี้จะมาเล่นกับข้าได้จริงหรือ?”

ท่าทางงุนงงนั่น ราวกับว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเด็กน้อยตัวเท่าฝ่ามือจะเล่นกับเขาได้อย่างไร! คำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะจากเหลียนฟางโจวและคนรอบข้างทันที

หลี่ฟู่หัวเราะพลางกล่าวว่า ทำไมจะไม่ได้? เจ้าเองก็เคยอยู่ในท้องแม่เจ้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

จริงหรือ!?” ซวี่เอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ก่อนส่ายหน้าทันที ท่านพ่อหลอกข้าเล่นแน่ ๆ! ข้าไม่เชื่อหรอก! ข้าตัวโตออกอย่างนี้ จะไปอยู่ในท้องท่านแม่ได้อย่างไร!”

คราวนี้เสียงหัวเราะของทุกคนยิ่งดังขึ้นไปอีก

พอเห็นซวี่เอ๋อร์เม้มปากทำหน้ามุ่ย เหลียนฟางโจวจึงรีบปลอบเสียงนุ่ม ท่านพ่อแหย่เจ้าขำ ๆ น่ะลูก ซวี่เอ๋อร์คนดี มา ไปกับแม่ กลับห้องกันเถอะ”

ซวี่เอ๋อร์ลืมเรื่องชวนสงสัยนั้นในทันใด พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินตามนางไป

เหลียนฟางโจวจูงมือซวีเอ๋อร์ หันไปยิ้มพูดกับชุยเส้าซี ข้าขอตัวกลับห้องไปพักก่อนนะเจ้าคะ คุณชายชุยพักอยู่กับเราสักหลายวันเถิด พวกเราสามคนไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว”

ชุยเส้าซีเห็นนางใบหน้าเปล่งปลั่ง ดวงตาเจือความเขินอาย ริมฝีปากเล็ก ๆ สีแดงอมชมพูชุ่มชื้นยังเผยร่องรอยบวมแดง ดูก็รู้ว่าเพิ่งถูกจุมพิตอย่างรุนแรง  ความรู้สึกหวงแหนในใจก็พวยพุ่งขึ้นมา เขาหลบตาไปทางอื่น ยิ้มตอบเบา ๆ เช่นนั้นข้าก็ขออยู่ต่ออย่างไม่เกรงใจแล้วกัน ข้าชอบซวี่เอ๋อร์อยู่ไม่น้อย จะอยู่เล่นกับเขาสักหน่อย”

เหลียนฟางโจวยิ้มพยักหน้ารับ

หลี่ฟู่จึงหัวเราะชวนเขาไปคุยที่ห้องหนังสือ ทั้งสองจึงเดินออกไปด้วยกัน

เหลียนฟางโจวพาซวี่เอ๋อร์นั่งลง แล้วสั่งให้คนยกผลไม้สดใหม่ตามฤดูกาล และขนมขบเคี้ยวมาให้เขากิน พลางถามว่าเขาอยู่ที่บ้านเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อกวนร้องไห้งอแงใส่ท่านพ่อหรือเปล่า ซวี่เอ๋อร์ก็ตอบคำถามของนางทีละข้ออย่างร่าเริง

สองแม่ลูกคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่แม่นมจะเข้ามาพาซวี่เอ๋อร์กลับไป เหลียนฟางโจวยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็เข้าห้องด้านตะวันออกไปพักผ่อน พอนางหลับตาลง ใจจึงรู้สึกสงบอย่างแท้จริง — นางได้กลับบ้านแล้วจริง ๆ!

มื้อเย็นทั้งสามคนนั่งทานอาหารร่วมกัน คุยถึงเรื่องราวในอดีต เล่าถึงชีวิตหลังจากจากกัน ไม่รู้ตัวเลยว่าค่ำคืนล่วงเลยจนเข้าสู่ยามดึก

ชุยเส้าซีรู้สึกเกรงใจนัก ยิ้มกล่าวว่า “เจ้าตั้งครรภ์อยู่ ข้ากลับพูดไม่หยุด ทำให้เจ้าต้องนั่งฟังอยู่จนดึกดื่น!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้ข้ากลับถึงบ้านแล้ว เวลาไหนจะพักผ่อนก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเจ้าจะพูดจาเกรงใจอีก ข้าคงต้องคิดเสียแล้วว่าเราที่รู้จักกันมาหลายปีนั้นเปล่าประโยชน์เสียจริง!”

หลี่ฟู่ก็หัวเราะเห็นด้วย แล้วสั่งให้คนไปส่งชุยเส้าซีพักที่เรือนรับรองอย่างดี

รุ่งเช้าวันถัดมา หลี่ฟู่ก็สั่งให้คนไปเชิญผางอวี้หลง, ชูเอ๋อร์ และไห่หม่าให้มาพบ

หลังถูกจับตัวมา ไห่หม่าได้รับฟังคำชี้แจงหลายประการ จึงเริ่มเข้าใจว่าตนเข้าใจผิดไปใหญ่โต ใจจึงเต็มไปด้วยความสำนึกผิด

หากมิใช่เพราะตนไปเชื่อคำยุยงของฝูเว่ยแล้วกลับหันไปต่อต้านหัวหน้าของตน เรื่องคงไม่บานปลายถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำยังเปิดช่องให้ทางการเข้าโจมตีเกาะหุยเฟิงได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย!

สำหรับคำพูดของหัวหน้าเกี่ยวกับการสวามิภักดิ์ต่อทางการนั้น ไห่หม่ายังเชื่อไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ในหมู่ขุนนางจะมีใครที่ไว้ใจได้จริงหรือ? หัวหน้าของเขาต้องถูกลวงให้หลงทางไปแล้วแน่แท้!

หากว่าทางราชสำนักมีความจริงใจจริง เหตุใดจึงปล่อยให้พวกตนถูกกักขังอยู่ครึ่งเดือนโดยไม่มีใครออกมาสอบถามสักคำ? เห็นได้ชัดว่าทางการกำลังใช้ “ยุทธศาสตร์ถ่วงเวลา” เพื่อให้พวกเขาย่อยยับไปเองต่างหาก!

ผางอวี้หลงเห็นว่าเขาไม่ยอมเชื่อ ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรจึงได้แต่รอ รอให้ฮูหยินของใต้เท้าลี่กลับมา รอให้ใต้เท้าลี่เรียกพวกเขาเข้าพบ — เมื่อนั้นไห่หม่าเองก็จะเข้าใจทุกอย่างได้เอง

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ภรรยาของเขาท้องเริ่มโตขึ้นทีละน้อย แต่ก็ยังไร้ข่าวคราวของเหลียนฟางโจว ผางอวี้หลงเองก็เริ่มร้อนใจตามไปด้วย

แม้จะถูกกักบริเวณไว้เช่นนี้ แต่ก็ไม่ลำบากเรื่องกินอยู่ ไม่มีผู้ใดกลั่นแกล้งหรือหาเรื่อง ทว่าผู้ที่เคยเป็นถึงเจ้าของเกาะใหญ่เช่นเขา สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ชีวิตราวกับนกในกรงเช่นนี้แน่นอน!

หากไม่ใช่เพราะชูเอ๋อร์คอยปลอบโยนด้วยถ้อยคำอ่อนหวานอยู่เสมอ เกรงว่า ผางอวี้หลงคงระเบิดอารมณ์ขึ้นมานานแล้ว

ทว่าเมื่อวันคืนผ่านไปเรื่อย ๆ แม้แต่ชูเอ๋อร์เอง แม้จะไม่รู้สึกถึงความคับแคบกดดันของการถูกจองจำโดยตรง แต่ในใจก็ใช่ว่าจะเป็นสุขได้ลง...

 

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1326 เล่าเรื่องราวอย่างละเอียด

 

บทที่ 1326 เล่าเรื่องราวอย่างละเอียด

ใครจะรู้…ว่าเขารออยู่จนฟ้ามืดสนิท รอจนดวงดาวสว่างเต็มฟ้า แต่เหนือผืนน้ำกว้างนั้น ก็ยังไร้เงาของเหลียนฟางโจวและพวกพ้องแม้แต่น้อย

โชคยังดีที่คืนนั้นทะเลเรียบสงบ หากเกิดพายุหรือคลื่นลมแรงขึ้นมาอีกละก็…เขาคงแทบบ้าไปแล้วจริง ๆ!

แค่นี้ก็ทำให้เขาใจคอไม่ดีแทบขาดแล้ว!

เขายังไม่หมดหวัง ขึ้นเรือด้วยตนเอง สั่งให้เรืออีกห้าหกลำจุดโคมไฟแล่นออกจากท่า แยกย้ายกันออกตรวจดูทั่วผืนทะเล หวังจะพบเบาะแสแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

แต่คืนทั้งคืนก็ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในที่สุดเขาก็ต้องผิดหวัง

เขายังรออีกหนึ่งวันในเมืองเฉวียนโจว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้เงาของเหลียนฟางโจวและคณะ เซียวมู่, หูต้าไห่ และคนอื่น ๆ ต่างพากันเกลี้ยกล่อม หลี่ฟู่เองก็รู้ดีว่า ตนไม่อาจละทิ้งเมืองหนานไห่ได้นานเกินไป ไม่เช่นนั้น ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้คนฉวยช่องได้โดยง่าย

สุดท้ายจึงจำใจฝากให้ลั่วกว่างอยู่ดูแลต่อ ให้ช่วยทั้งตามหาและสืบข่าวควบคู่กัน ส่วนตนก็เดินทางกลับหนานไห่พร้อมหูต้าไห่และเซียวมู่ก่อน

ยามถอนกำลังกลับ ทรงนำตัวผังอวี้หลงและภรรยา พร้อมทั้งไห่หม่าและเหล่าแกนนำโจรสลัดแห่งเกาะหุยเฟิงกลับสู่เมืองหนานไห่ด้วย โดยทิ้งให้จิ่วเตา หูซา และเหล่ายอดฝีมือคนสนิทของผังอวี้หลงคอยควบคุมดูแลกลุ่มโจรสลัดที่ยอมสวามิภักดิ์เหล่านั้น โดยให้เข้าพำนักชั่วคราว ณ โรงนอนทหารที่ว่างเว้นอยู่ในเขตชานเมืองเฉวียนโจว รอจนกว่าจะตามหาตัวเหลียนฟางโจวพบ จึงค่อยวางแผนจัดการขั้นต่อไป

หลี่ฟู่พูดพลางหัวเราะ ก้มลงจูบนางอีกครั้ง แล้วถอนหายใจ ช่วงที่ผ่านมา ข้าใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยแม้แต่คืนเดียว กลัวอย่างที่สุด…กลัวว่าเจ้าจะเป็นอะไรไป! ทะเลมันไม่เหมือนที่อื่น—หากเกิดพายุขึ้นมา แม้แต่แผ่นดินให้ยืนยังไม่มี! ถ้าพลัดตกลงไปในทะเล…ก็คือหนทางแห่งความตาย!”

เขาหยุดเล็กน้อย แล้วน้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นลง แววตาก็พลันมืดหม่น ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าดันมีทั้งเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีอยู่ข้างกาย…ชุยเส้าซีน่ะ ข้าพอวางใจได้บ้าง แต่เหลียงจิ้น—ฮึ!”

เขาตวัดสายตาเย็นเยียบ จับมือนางแน่น กดเสียงต่ำลง เจ้าคนสารเลวนั่น—มันทำอะไรเจ้าหรือเปล่า?”

ก็…มีเสียวสันหลังนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้รับอันตราย” เหลียนฟางโจวยิ้มแล้วผุดกายขึ้นเล็กน้อย เงยหน้ามองเขาพลางกระพริบตาสองสามครั้ง ยิ้มขำ ๆ พลางแกล้งว่า ที่เจ้าพูดว่า ‘ทำอะไร’ น่ะ…ตกลงหมายความว่าอย่างไรหรือ? ข้าเองก็กลัวจะเข้าใจผิดนะ…ท่านสามี จะกรุณาอธิบายให้แจ่มแจ้งหน่อยดีไหม?”

หลี่ฟู่ถึงกับชะงัก ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา เขายื่นมือไปหยิกจมูกนางเบา ๆ พลางส่ายหัวหัวเราะ เจ้าพูดอะไรออกมาเนี่ย! ข้ายังไม่ทันระแวง เจ้ากลับเป็นฝ่ายคิดลึกเสียเองแล้ว!”

เหลียนฟางโจวเองก็ยิ้มตาม แต่แล้วสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นจริงจัง น้ำเสียงอ่อนโยนแต่มั่นคง เจ้าควรจะระแวงบ้างก็ไม่ผิดนะ แม้ว่าเจ้าจะไม่สงสัยในตอนนี้ แต่ถ้าวันข้างหน้าเกิดมีเรื่องบังเอิญ หรือมีใครมาปั่นหัวเจ้าสักสองสามคำ ใครจะรู้ว่ามันจะจบอย่างไร ข้าไม่อยากเจ็บตัวเพราะเข้าใจผิดภายหลัง สู้บอกกันให้ชัดเจนเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า เจ้าล่ะ—เชื่อข้าไหม?”

หลี่ฟู่กุมมือนางแน่น ดวงตาส่องประกายแน่วแน่ เหมือนจะจ้องทะลุเข้าไปในใจของนาง ฟางโจว…หากข้ายังไม่อาจเชื่อเจ้า ข้าจะไปเชื่อใครได้อีก? อย่าว่าแต่ใจเจ้ามีข้าเพียงผู้เดียว ถึงแม้ใจเจ้าจะไม่มีข้าเลย ตราบใดที่เจ้าคือภรรยาของข้า ข้าก็ยังเชื่อมั่นว่าเจ้าจะไม่มีวันทำสิ่งใดที่ทรยศต่อข้า!

ใครก็ตามที่คิดจะใช้เรื่องนี้มาปั่นหัวระหว่างเรา ก็คงได้แค่เปลืองแรงเท่านั้นแหละ!”

อาเจี่ยนของข้า…” เหลียนฟางโจวทั้งตื้นตัน ทั้งยินดี อดไม่ได้ที่จะโอบศีรษะเขาไว้ แล้วจูบเขาที่ริมฝีปากอย่างอ่อนโยน เสียงกระซิบแผ่วเบาแทบไม่เป็นคำ อาเจี่ยนของข้า…ข้ารู้อยู่แล้ว…ว่าเจ้าดีกับข้าที่สุด…”

หลี่ฟู่จะทานทนต่อการยั่วยุเช่นนี้ได้อย่างไร เขาครางต่ำในลำคอ แล้วพลิกตัวขึ้นเป็นฝ่ายรุก โอบกอดนางไว้แน่น จูบตอบอย่างลึกซึ้งจนแทบหลอมรวมวิญญาณเข้าด้วยกัน

จูบแสนเนิ่นนาน รสสัมผัสดั่งไฟลุกไหม้ เมื่อแยกจากกันได้ ทั้งคู่ต่างหอบหายใจแรง

เหลียนฟางโจวอ่อนแรงซบอยู่ในอ้อมอกของหลี่ฟู่ เสียงหวานอ่อนละมุน ข้าไม่เคยทรยศต่อเจ้าเลย…ตลอดทางที่ผ่านมาก็แค่ตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่โชคดีที่ปลอดภัย”

หลี่ฟู่ใช้นิ้วยาวเรียว ลูบเส้นผมนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา ก้มลงจูบหน้าผากนางเป็นระยะ เสียงหัวเราะแฝงความรักลึกซึ้ง เมียของข้านี่แหละ เฉลียวฉลาดที่สุดในโลก ข้ารู้อยู่แล้วตั้งนาน!”

เหลียนฟางโจวได้ยินก็หัวเราะคิกอย่างมีความสุข

ทั้งสองคลอเคลียหยอกล้อกันอีกพักหนึ่ง ก่อนที่เหลียนฟางโจวจะเริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันที่ถูกลักพาตัวอย่างคร่าว ๆ ให้เขาฟัง

หลี่ฟู่ฟังไปก็ถอนหายใจไม่หยุด ในใจเต็มไปด้วยทั้งความเสียดายและโทษตัวเอง

แต่พอได้ยินว่ามี “เติ้งเมิ่งหาน” เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย สีหน้าเขาก็เย็นชาลงทันตา หัวเราะในลำคออย่างเย็นเยียบ เติ้งเมิ่งหาน? ฮึ…เติ้งเมิ่งหาน!”

เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มเหี้ยม เจ้าเพิ่งจับตัวจูอวี้อิ๋งมาแล้วมิใช่หรือ? ส่วนเติ้งเมิ่งหาน…ปล่อยให้นางเป็นของข้าก็แล้วกัน! คราวนี้ ข้าจะทำให้ตระกูลเติ้งหายไปจากรายชื่อสี่ตระกูลใหญ่ให้ได้!”

ดี!” หลี่ฟู่พยักหน้าอย่างไม่ลังเล ตระกูลเติ้ง ข้ายกให้เจ้าเต็มที่! คนของข้า—เจ้าใช้ได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจใคร ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเผชิญกับอันตรายอีกแม้แต่นิดเดียว”

เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจเบา ๆ เดิมที…ข้าคิดว่า เมื่อเจ้าเดินทางกลับมาแล้ว จะหาโอกาสเหมาะ ๆ ส่งเจ้ากับซวี่เอ๋อร์กลับเมืองหลวง—”

ไม่เอา!” เหลียนฟางโจวยังไม่รอให้เขาพูดจบ ก็โผเข้ากอดเอวเขาแน่น น้ำเสียงทั้งดื้อ ทั้งเอาแต่ใจ ข้าไม่ยอมกลับเมืองหลวงกับลูก โดยทิ้งเจ้าไว้ที่นี่คนเดียวหรอก! เจ้าคิดหรือว่าข้าจะวางใจได้? แล้วถ้าดันมีนังจิ้งจอกหน้าไม่อายมาคอยเกาะแกะเจ้าอีก ข้าจะตามไปตบหน้ากลางเมืองหนานไห่ก็ไม่ได้สิ!”

ข้ายังพูดไม่ทันจบเลย…” หลี่ฟู่ทั้งขำทั้งจนใจ มองใบหน้างดงามของนางที่เต็มไปด้วยความหึงหวงปนแง่งอน ฟังน้ำเสียงที่เอาแต่ใจอย่างน่ารักของนาง เขารู้สึกว่า—นี่แหละชีวิตที่แท้จริง ทั้งอบอุ่น ทั้งเปี่ยมสุข

เขาลูบแก้มของนางอย่างแผ่วเบา ยิ้มแล้วกล่าว แต่พอได้เห็นหน้าเจ้า ข้าก็เปลี่ยนใจทันที ยิ่งเจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่เช่นนี้ จะให้เดินทางไกลอีกได้อย่างไร?

ไม่มีเจ้าและซวี่เอ๋อร์อยู่เคียงข้าง วันคืนของข้าจะน่าเบื่อแค่ไหนกันเชียว?

ต่อจากนี้ไป ข้าจะจัดองค์รักษ์เงาคอยคุ้มกันเจ้าและซวี่เอ๋อร์ตลอด เจ้าเองก็ต้องระวังให้มาก หากจะออกไปงานเลี้ยง ไปเที่ยว หรือไปรวมตัวกับใคร ห้ามไม่มีคนคอยติดตามเด็ดขาด เข้าใจไหม?”

เหลียนฟางโจวพยักหน้า กล่าวว่า บทเรียนครั้งนี้…หนักหนาพอแล้ว ข้าไม่กล้าประมาทอีกแน่นอน พวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง!”

พูดจบ นางก็อดสั่นสะท้านใจไม่ได้ โชคดี…โชคดีที่เป็นข้า ถ้าเกิดเป็นซวี่เอ๋อร์ล่ะก็…ข้าคงคลั่งไปแล้วจริง ๆ!”

หลี่ฟู่ถึงกับตัวแข็งเล็กน้อย ความเย็นเยียบพลันไต่ขึ้นตามแนวสันหลัง

หากเป็นซวี่เอ๋อร์…จะเกิดอะไรขึ้น—เขาไม่กล้าคิดแม้แต่นิดเดียว!

เขาโอบรัดเหลียนฟางโจวแน่นขึ้นอีก น้ำเสียงต่ำหนักแน่น จะไม่มี ‘อีกครั้ง’! ถ้าเกิดขึ้นอีก ข้าก็ไม่สมควรมีหน้าเรียกตัวเองว่า ‘บุรุษ’ แล้ว!”

เหลียนฟางโจวได้ยินเช่นนั้น กลับหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงอ่อนโยนปลอบประโลม การโจมตีตรง ๆ ยังพอหลบหลีกได้ แต่การลอบกัดนั้นต่างหากที่หลบยาก เราอยู่ในที่ลับ ส่วนพวกเขาอยู่ในที่แจ้ง ถ้าเป็นสิ่งที่ป้องกันได้…ก็คงไม่เรียกว่า ‘เหตุไม่คาดฝัน’ แล้วล่ะ!”

หลี่ฟู่เอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว เรื่องของสี่ตระกูลใหญ่…ต้องรีบสะสางให้เร็วที่สุด ข้าจะเร่งมือจัดการเรื่องนี้!”

ใครจะเถียงเล่า…” เหลียนฟางโจวถอนหายใจเบา ๆ เรื่องนี้แหละ—คือรากเหง้าที่แท้จริง! และหากต้องเปิดฉาก ตัดขาดสัมพันธ์อย่างแท้จริง มันต้องเริ่มจาก ‘ตระกูลเหลียง’ ที่แข็งแกร่งที่สุดก่อน!

หากสามารถ เคี้ยวก้อนกระดูกแข็งอย่างตระกูลเหลียงได้สำเร็จในคราวเดียว ก็จะสามารถใช้แรงผลักดันเดียวกัน กวาดล้างตระกูลอื่นต่อได้อย่างง่ายดาย

แต่หากไปเคลื่อนไหวกับตระกูลอื่นก่อน แล้วตระกูลเหลียงล่วงรู้ถึงขุมกำลังที่แท้จริงของพวกตน หรืออาจฉวยโอกาสลงมือแบบ “จับปลาในน้ำขุ่น” เมื่อนั้น…จะย้อนกลับมาจัดการพวกเขาก็ยากเย็นแล้ว!

ตระกูลเหลียง…มิใช่พวกเดียวกับตระกูลเติ้ง ตระกูลฝู และตระกูลอื่น จะจัดการให้เด็ดขาดได้ ก็ต้อง ใช้วิธีที่เปิดเผยและเด็ดขาด เท่านั้น! และนั่น…ต้องมี “หลักฐาน” ที่เปิดเผยและหนักแน่นเพียงพอด้วย!

เหมืองแร่เหล็กสองแห่ง กับเหมืองทองคำอีกหนึ่งแห่ง คือหลักฐานที่ดีที่สุด!

ตราบใดที่ตามหาแหล่งเหมืองทั้งสามนี้พบ ก็สามารถใส่ความตระกูลเหลียงว่า มีใจคิดร้ายต่อราชสำนัก มีจิตคิดกบฏ!” ได้โดยชอบธรรม!

 

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1325 กลับมาพบกันอีกครั้ง

 

บทที่ 1325 กลับมาพบกันอีกครั้ง

ชุยเส้าซีรู้ดีว่า สามีภรรยาคู่นี้ต้องมีถ้อยคำมากมายจะพูดคุยกันหลังจากพลัดพรากกันไปนาน หลี่ฟู่ย่อมไม่อยากให้เขาอยู่ตรงนี้ให้เกะกะสายตาแน่นอน จึงยิ้มกล่าว ตลอดทางที่ผ่านมาก็เดินทางเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งรีบ ก็เลยไม่เหนื่อยนัก ซวี่เอ๋อร์ พาอาชุยไปเดินเล่นในสวนดีไหม?”

ซวี่เอ๋อร์หันไปมองพ่อแม่ เห็นแม่พยักหน้ายิ้มให้ ก็รับคำว่า “ดีขอรับ!” จากนั้นล่ำลาทั้งสอง แล้วจูงมือชุยเส้าซีออกไป

หลี่ฟู่กับเหลียนฟางโจวเดินไปส่งถึงหน้าประตู พลันหลี่ฟู่ก็ขมวดคิ้ว แววตาไม่พอใจนักในใจบ่นขึ้นว่า บอกว่าไม่เหนื่อยก็แล้วไปเถอะ แล้วคำว่า ‘ไม่ได้เร่งรีบ’ คืออะไร? ในเมื่อฟางโจวก้าวกลับมาเหยียบแผ่นดินเมืองหนานไห่ได้แล้ว ไหนเลยจะไม่รู้ว่าข้ากับลูกเป็นห่วงและคิดถึงนางแค่ไหน? ถ้าเป็นข้า—ต้องรีบร้อนกลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้สิ! …อ้อ เขาจงใจพูดให้ได้ยินสินะ!”

หลี่ฟู่หันมามองภรรยา แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้ม ก่อนจะช้อนตัวนางขึ้นอุ้มข้ามแขนอย่างไม่ให้ตั้งตัว พาเหวี่ยงเข้าเรือนตะวันออกไปในพริบตา ท่ามกลางเสียงร้องตกใจของเหลียนฟางโจว

สาวใช้ทั้งหลายหน้าแดง รีบเบี่ยงตัวหลบ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

ภายในห้อง หลี่ฟู่นั่งลงบนตั่งนุ่ม แต่ยังคงกอดเหลียนฟางโจวไว้แนบแน่น
อุ้มให้นั่งลงบนตักตนเอง ไม่ยอมปล่อย เขาโน้มใบหน้าเข้าไป หอมแก้มนางเบา ๆ แล้วโอบแน่นขึ้นอีก ก้มหน้าซบลงที่ซอกคออุ่นของนาง ถูไถเบา ๆ พลางกระซิบเสียงต่ำ เมียรักของข้า…ฟางโจวของข้า คิดถึงข้าบ้างไหม?”

กลิ่นกายอันคุ้นเคยและอบอุ่นโอบล้อมเข้ามาอย่างรุนแรง จนเหลียนฟางโจวถึงกับใจสั่นระรัว นางโอบคอเขาไว้แน่น ซบหน้าลงที่อกเขาอย่างอ่อนแรง เสียงเอ่ยแผ่วเบาเหมือนถอนใจ จะไม่คิดถึงได้อย่างไร? เจ้าคือสามีของข้านี่นา…ข้าเองก็ประมาทเกินไป ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงอีกแล้ว…”

น้ำเสียงแผ่วหวานเจือด้วยความรู้สึกผิดแผ่วเบา ยิ่งฟังยิ่งน่าเอ็นดู ยิ่งทำให้ใจของเขาอ่อนยวบลงทันใด

อ้อมกอดนี้—คนในอ้อมแขนนี้ กลิ่นหอมที่คุ้นเคยนี้…ไม่ใช่ฝันอีกต่อไป!

นางกลับมาแล้ว—จริง ๆ!

หลี่ฟู่ยิ่งกอดแน่นขึ้นอีก ราวอยากหลอมรวมนางไว้ในเลือดเนื้อของตน ได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ เอ่ยว่า ข้ากังวลแทบบ้า เจ้าไม่ผิดหรอก…เป็นข้าต่างหากที่ผิด! เรื่องทั้งหมด ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง…ตอนนี้ ข้าแค่อยากได้เจ้า อยู่กับเจ้า เท่านั้น…”

น้ำเสียงของหลี่ฟู่เปลี่ยนเป็นเข้มกระด้าง เขายกมือประคองใบหน้าของนางขึ้น แล้วก้มหน้าลงจูบอย่างรุนแรง จูบที่เร่าร้อนราวกับเพลิง ลึกล้ำจนราวจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งคน

เหลียนฟางโจวเองก็ถูกปลุกอารมณ์ขึ้นมา จึงโอบรอบคอเขาแน่น พลางจูบตอบอย่างไม่ปิดกั้น ด้วยตาแวววาวด้วยความรักและปรารถนา ร่างทั้งร่างอ่อนระทวยในอ้อมแขนเขาราวกับหยาดน้ำ

ทว่าอยู่ดี ๆ เหลียนฟางโจวก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมา สมองเหมือนถูกไฟช็อตหนึ่งวูบ สะดุ้งตกใจจนแทบเหงื่อเย็นไหลทั่วหลัง ร้อง “อ๊า!” ออกมาเบา ๆ สีหน้าถอดสี แล้วไม่รู้เอาแรงจากที่ไหน ผลักหลี่ฟู่ออกอย่างแรงทันที

ทั้งสองกำลังแนบชิดแน่นแฟ้น คลอเคลียด้วยความรัก หลี่ฟู่ไม่ทันคาดคิด ว่าภรรยาผู้แสนหวานที่กำลังหน้าแดงซ่านเย้ายวนในอ้อมกอด จะพลิกอารมณ์กลับอย่างกะทันหันเช่นนี้ เขาเกือบถูกนางผลักจนล้มกลิ้งลงกับพื้น

ภรรยา...เจ้า!” น้ำเสียงหลี่ฟู่พลันต่ำลงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง จ้องนางด้วยแววตาไม่พอใจอย่างยิ่ง ใบหน้าแสดงออกชัดว่าไม่เข้าใจ

โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงว่า—นางเพิ่งเดินทางกลับมาพร้อมกับชุยเส้าซี ท่าทีปฏิเสธเมื่อครู่นั้น ก็อดไม่ได้ที่จะโยงเข้ากับอีกฝ่ายในทันที ความขุ่นเคืองผสมความหึงหวงพลันปะทุ เขายกมือฟาดฝ่ามือฉาดหนึ่งลงบนสะโพกนุ่มของนางแล้วเอ็ดเสียงต่ำ เจ้าชักจะกำแหงเกินไปแล้ว! คิดว่าข้าจะไม่กล้าจัดการเจ้ารึ? หืม?”

เจ้า! เจ้า!” เหลียนฟางโจวทั้งอายทั้งโมโห ใบหน้าแดงก่ำ ไม่กล้ามองสบตาเขา รีบเบี่ยงตัวหลบแล้วพยายามยันตัวลุกขึ้นจากตักเขาอย่างลนลาน

นางกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ยังไม่ทันพูด เขาก็โอบเอวจะโถมตัวลงมาหาอีกครั้ง เหลียนฟางโจวถึงกับตกใจสุดขีด รีบร้องออกมาเสียงดัง ข้าตั้งครรภ์แล้ว!”

การเคลื่อนไหวของหลี่ฟู่หยุดชะงักทันที ทั้งร่างราวกับกลายเป็นหินไปในพริบตา เขาอึ้งงัน ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว เจ้าว่าอะไรนะ? พูดอีกทีสิ…”

เหลียนฟางโจวจึงได้ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก สงบจิตใจลงได้ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา กุมมือเขาไว้แน่น แล้วยิ้มอ่อนโยนกล่าวเบา ๆ ข้าตั้งครรภ์แล้ว เกือบสองเดือนแล้วล่ะ”

“……” หลี่ฟู่อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สายตาแข็งค้างอยู่กับที่
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ประหลาดใจ และ—ความคับอกคับใจ!

อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่ เหมือนถูกน้ำเย็นราดรดจนหมดสิ้นในพริบตา

เหลียนฟางโจว “พู่” หัวเราะออกมา ยื่นมือไปหยิกแก้มเขาเบา ๆ พลางถลึงตาใส่ด้วยท่าทีขบขัน สีหน้าเจ้าคืออะไรเนี่ย! หรือว่า... ข้าตั้งครรภ์แล้ว เจ้ากลับไม่พอใจ?”

เปล่านะ! ข้าดีใจ!” หลี่ฟู่ตอบเสียงอู้อี้

จริงรึ? แต่ข้าดูแล้วเจ้าช่างไม่เหมือนคนดีใจเลยสักนิด! ถ้าดีใจจริง—ยิ้มให้ข้าดูหน่อยสิ!” เหลียนฟางโจวเชิดปากใส่

เมียรักของข้า!” หลี่ฟู่ถึงกับคันฟันไปทั้งปาก เขาครางในใจอย่างหงุดหงิด เจ้าจะให้ข้ายิ้มออกได้ยังไงเล่า?”

เห็นนางทำท่าจะไม่พอใจ เขารีบเปลี่ยนคำพูด ก็ได้ ๆ ข้ายิ้มก็ได้!” ว่าแล้วก็ฝืนยิ้มออกมา แต่ยิ่งยิ้มก็ยิ่งหุบไม่อยู่ สุดท้ายก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างไม่อายฟ้าอายดิน โอบกอดนางไว้ แล้วก้มลงจูบริมฝีปากสีระเรื่อที่ยังบวมเจ่ออย่างแรง เลิกคิ้วหัวเราะเสียงดัง ข้ากำลังจะได้เป็นพ่ออีกครั้ง! ฮ่า ๆ ๆ ข้ากำลังจะได้เป็นพ่ออีกครั้งแล้ว!”

เหลียนฟางโจวมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น หัวใจอบอวลด้วยความสุข อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่าอย่างมีความสุขเช่นกัน

เขายื่นมือใหญ่มาลูบหน้าท้องนูนเล็ก ๆ ของนางอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ เขายิ้ม ข้าได้ลูกชายเพิ่มอีกคนแล้ว! เมียรัก…เจ้าลำบากแล้ว!”

เหลียนฟางโจวยิ้มหวานเต็มใบหน้า หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและความสุข ริมฝีปากยกยิ้มสูง ดวงตาชุ่มชื้นระยับเปล่งประกาย

เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเป็นลูกชาย? ถ้าเป็นลูกสาวขึ้นมาจะไม่เสียใจรึ?” นางก้มหน้ามองหน้าท้อง มือหนึ่งลูบเบา ๆ อย่างทะนุถนอม

หลี่ฟู่หัวเราะ ซวี่เอ๋อร์เป็นลูกชายคนเดียวก็ดูเหงาอยู่ไม่น้อย ถ้าอีกคนเป็นชายด้วยก็จะดีมาก! แต่ถ้าเป็นลูกสาว ข้าก็รักไม่ต่างกันหรอก! เพราะยังไงก็เป็นลูกของเรา เป็นลูกของเมียรักของข้าอย่างไรเล่า!”

เหลียนฟางโจวได้ยินแล้วก็หัวเราะคิกไม่หยุด

เมียรักของข้า…” หลี่ฟู่กุมมือของนางไว้ จูบเบา ๆ ที่แก้มและมุมปาก เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ปนเคืองน้อย ๆ เอ่ยอย่างน้อยใจ เจ้าอย่ามัวแต่รักแต่ลูก จนลืมพ่อของเด็กเสียล่ะ…”

คำพูดของเขาทำเอาเหลียนฟางโจวถึงกับรู้สึกผิดขึ้นมาทันที ใช่สิ…ทั้งสองห่างกันไปนาน ผ่านอะไรมามาก ไม่ใช่แค่เขาคิดถึงนาง—นางเอง…ก็คิดถึงเขาไม่แพ้กันเลย...

หลี่ฟู่มองเห็นความลังเลและความอ่อนโยนของนางอย่างแจ่มชัดในสายตา
เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วโน้มตัวไปกระซิบบางสิ่งข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงต่ำ

เหลียนฟางโจวถึงกับหน้าแดงซ่าน รีบโบกมือพลางหัวเราะพลางปฏิเสธเสียงเบา ไม่ได้นะ! ไม่ได้เด็ดขาด!”

แต่หลี่ฟู่จะยอมง่าย ๆ ที่ไหน? เขาตื๊อไม่ปล่อย ตื๊ออยู่นาน ในที่สุดเหลียนฟางโจวก็ยอมจำนน หน้าร้อนผ่าวช่วยเขาอย่างเขินอาย

แม้จะไม่ได้กินเนื้อ…แค่ได้น้ำแกงก็ยังพอแก้ความอยากได้บ้าง!

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นและเช็ดล้างเรียบร้อย ความปรารถนาอันแรงกล้าในดวงตาของหลี่ฟู่จึงค่อย ๆ จางลงไปบ้าง เขากอดนางไว้ในอ้อมแขน พูดคุยเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากต้องจากกัน

พอได้ยินว่าในคืนวันนั้น…พวกเขาแทบจะสวนทางกัน เหลียนฟางโจวถึงกับเจ็บใจแทบขาด มือทุบลงบนตั่งด้วยความเสียใจ

หลี่ฟู่ได้แต่ยิ้มขื่นแล้วกล่าว ตอนนี้เรากลับมาเจอกันแล้ว เจ้ารู้สึกเสียใจถึงเพียงนี้ แล้วเจ้ารู้ไหม ว่าข้า—ซึ่งรู้แน่ชัดว่าเจ้าพึ่งจะจากไปไม่นาน แต่กลับรอแล้วรอเล่า รอจนไม่ได้เห็นเจ้าแม้แต่นิดเดียว…มันเป็นความรู้สึกแบบไหน?” หลี่ฟู่ถอนหายใจหนึ่งเฮือก…ไม่อาจเอ่ยคำได้อีก

วันนั้นเขารีบร้อนกลับมาถึงท่าเรือเมืองเฉวียนโจว รีบให้คนไปสืบข่าว ก็ได้รู้ว่าเหลียนฟางโจวยังไม่เดินทางมาถึง เขาจึงเฝ้ารออยู่ที่ท่าเรือด้วยตนเอง

เขายังให้คนพายเรือเล็กล่องตรวจไปตามแนวชายฝั่ง หากมีเบาะแสใด ๆ ก็ให้รีบรายงานโดยทันที

ใครจะรู้…ว่าเขารออยู่จนท้องฟ้ามืดสนิท รอจนหมู่ดาวประดับเต็มฟ้า แต่เหนือผิวน้ำกลับไร้วี่แววของเหลียนฟางโจวกับพรรคพวกแม้แต่น้อย…