บทที่ 1407
ราชทูตจากเมืองหลวง
ใต้เท้าจานกลับสังเกตเห็นความนัยนั้น
ใจพลันสั่นไหวและเริ่มครุ่นคิดด้วยความทะเยอทะยานที่พุ่งพล่าน:
หากใต้เท้าหลี่คิดจะช่วงชิงใต้หล้าขึ้นมาจริงๆ จะมิได้เชียวรึ? ถึงเวลานั้น
ตัวเขาเองมิใช่จะพลอยรุ่งเรืองเฟื่องฟูไปด้วยหรอกหรือ...
คำสั่งถูกถ่ายทอดลงไปตามลำดับชั้นถึงทุกเมืองและอำเภอ
กำชับให้ทุกแห่งหน "เข้มงวดภายใน ผ่อนปรนภายนอก"
สั่งห้ามมิให้เกิดเหตุจลาจลหรือข่าวลืออันมิเป็นมงคลเด็ดขาด
เพื่อสร้างความมั่นใจให้ราษฎรใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข
ส่วนเซียวมู่นั้นนำกำลังคนไปยังเฉวียนโจวด้วยตนเอง
เพื่อควบคุมการป้องกันชายฝั่งแถบนั้นทั้งหมด
ห้าวันต่อมา
ราชทูตจากเมืองหลวงภายใต้การอารักขาของทหารรักษาพระองค์ร้อยนาย
ก็ควบม้าฝ่าธุลีเข้ามายังเมืองหนานไห่
พร้อมประกาศข่าวการสวรรคตของจักรพรรดิเจี้ยนเต๋อ
และแจ้งราชโองการการขึ้นครองราชย์ของหลีอ๋อง โดยเปลี่ยนศกใหม่เป็นรัชศกซินหยวน
หลี่ฟู่และคนอื่นๆ จึงได้ประจักษ์ว่า
เซี่ยนอ๋องพ่ายแพ้ในการชิงอำนาจครั้งนี้
และในที่สุดหลีอ๋องก็สามารถประทับลงบนบัลลังก์มังกรในตำหนักจินลวนได้อย่างมั่นคง
เมื่อโอรสสวรรค์มีพระราชโองการ หลี่ฟู่ย่อมต้องน้อมรับ
'เซี่ยกงกง' ขันทีผู้เชิญราชโองการ
เมื่อเห็นหลี่ฟู่นำพาเหล่าขุนนางคุกเข่ารับพระราชโองการอย่างนอบน้อมก็บังเกิดความลำพองใจ
เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ไปมิถึงดวงตาว่า “ใต้เท้าหลี่รีบเชิญลุกขึ้นเถิด!
ยามที่ข้าน้อยจะออกจากเมืองหลวง ฝ่าบาททรงกำชับนักหนาว่าต้องปฏิบัติต่อใต้เท้าหลี่อย่างดี
ห้ามเสียมารยาทแม้เพียงกระผีก! ใต้เท้าหลี่มีความชอบต่อแผ่นดินยิ่งใหญ่
ฝ่าบาททรงจดจำมิลืมเลือน
ทั้งยังตรัสว่าจะทรงใช้งานใต้เท้าในหน้าที่สำคัญด้วยนะขอรับ!”
หลี่ฟู่เพียงยิ้มบางๆ แล้วตอบอย่างเรียบเฉย “ฝ่าบาททรงกล่าวเกินไปแล้ว
กระหม่อมช่างละอายใจนัก”
เซี่ยกงกงเห็นตนเองเป็นตัวแทนองค์จักรพรรดิใหม่
แสดงไมตรีอย่างชัดแจ้งเพียงนี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับหามีท่าทีตื่นเต้นสงบเสงี่ยม
หรือซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพรากเพื่อแสดงความจงรักภักดีไม่!
ปฏิกิริยาช่างเย็นชาเหลือเกิน!
วางท่าใหญ่โตนักรึ! อย่าลืมว่าผลัดแผ่นดินใหม่ก็ต้องผลัดขุนนางใหม่!
ความชอบในรัชกาลก่อนจะนับเป็นกระไรได้ต่อเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน?
หรือเขาจะลืมไปแล้ว? ฮูหยินคนเก่งของเขาเคยล่วงเกินตระกูลเดิมของฮองเฮาองค์ใหม่ไว้จนถึงขั้นมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้!
ยามนี้จักรพรรดิใหม่หยิบยื่นไมตรีให้ แทนที่จะกตัญญูรู้คุณ
กลับมาวางมาดเสียอย่างนั้น!
เหอะ วางท่าไปเถิด! อีกมินานคงได้ลิ้มรสความลำบาก
ถึงตอนนั้นอย่าได้มาคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตก็แล้วกัน!
สีหน้าของเซี่ยกงกงพลันเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง
เขาแค่นเสียงฮึคราหนึ่งก่อนจะกระแอมไอ แล้วแผดเสียงแหลมเล็กตะโกนก้อง
“ฝ่าบาทมีพระราชโองการอีกฉบับ หลี่ฟู่ ผู้ว่าการมณฑลหนานไห่ รับราชโองการ!”
หัวใจของหลี่ฟู่กระตุกวูบ เขาคุกเข่าลงอีกคราพลางกล่าว
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!”
เซี่ยกงกงรับม้วนราชโองการสีเหลืองทองมาจากขันทีน้อยที่ประคองส่งให้อย่างนอบน้อม
แล้วคลี่ออกอ่านด้วยเสียงอันดัง...
หากตัดถ้อยคำสำนวนที่สละสลวยออก ใจความสำคัญก็คือ
จักรพรรดิใหม่ทรงระลึกถึงแม่ทัพหลี่อย่างยิ่ง
และราชสำนักในเมืองหลวงมิอาจขาดเขาได้
ดังนั้นจึงสั่งให้แม่ทัพหลี่ส่งมอบตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลหนานไห่ให้แก่ 'จูเหยียน' ที่เดินทางมารับตำแหน่งแทน
และให้แม่ทัพหลี่พาสมาชิกในครอบครัวเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมเซี่ยกงกงทันทีเพื่อรายงานตัวต่อพระพักตร์
โดยฝ่าบาทจะมีตำแหน่งสำคัญมอบให้!
สิ้นเสียงราชโองการ หูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ต่างก็หน้าเปลี่ยนสี
พวกเขาลอบสบตากันด้วยความนัยที่ตรงกัน หัวใจจึงเริ่มมั่นคงขึ้น
ทุกคนต่างนิ่งสงบ คอยดูว่าสถานการณ์จะดำเนินไปทิศทางใด
สำหรับหลี่ฟู่ เขาหาได้รู้สึกประหลาดใจกับราชโองการฉบับนี้ไม่
หากหลีอ๋องมิส่งคนมาก็แล้วไปเถิด แต่ถ้าส่งมา
ย่อมมิใช่เพียงเพื่อแจ้งข่าวการสวรรคตเพียงอย่างเดียวแน่นอน!
อีกทั้งความแค้นกับสกุลจูนั้นผูกเป็นเงื่อนตายมิอาจแก้ได้
ครานี้สกุลจูรุ่งเรืองถึงขีดสุด
มีหรือจะมิหาทางหลอกล่อเขาและเหลียนฟางโจวกลับไปเพื่อบดขยี้ให้สาสม?
หลีอ๋องเพิ่งจะผ่านศึกชิงบัลลังก์กับเซี่ยนอ๋องมาหยกๆ ย่อมมิมีทาง
และมิมีความสามารถพอที่จะขัดใจสกุลจูในเรื่องนี้ได้แน่นอน!
ทว่า... เห็นข้าเป็นคนโง่รึ? ข้าจะยอมกลับเมืองหลวงไปรอความตายอย่างว่าง่ายได้อย่างไร? ลำพังทหารรักษาพระองค์ร้อยนายนี้ คิดจะมาจับกุมข้าเชียวรึ?
“แม่ทัพหลี่ รีบรับราชโองการและเตรียมตัวเถิด
พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกันทันที!”
เซี่ยกงกงม้วนราชโองการเก็บแล้วส่งให้หลี่ฟู่พลางเอ่ยอย่างเนิบนาบ
หลี่ฟู่นิ่งเงียบ
เซี่ยกงกงสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน แผดเสียงแหลมว่า “หลี่ฟู่!
หรือเจ้าคิดจะขัดราชโองการ! บังอาจนัก!”
หลี่ฟู่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
จ้องเขม็งไปที่เซี่ยกงกงแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“จักรพรรดิรัชกาลก่อนพระพลานามัยแข็งแรงเสมอมา ไฉนจึงเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน? อีกทั้งตำหนักบูรพา
เหตุใดจึงเกิดเพลิงไหม้ใหญ่โตจนรัชทายาทและทุกคนสิ้นชีพในคืนเดียว? ทั้งอดีตจักรพรรดิสวรรคต รัชทายาทและพระนัดดาทั้งสองสิ้นพระชนม์
ทว่าหลีอ๋องกลับรีบเร่งขึ้นครองราชย์และได้รับผลประโยชน์สูงสุด!
เรื่องนี้มีเงื่อนงำน่าสงสัยยิ่งนัก!
หลีอ๋องมิคิดว่าควรให้คำอธิบายต่อเหล่าขุนนางและราษฎรทั่วใต้หล้าบ้างหรือ!”
เซี่ยกงกงหน้าถอดสี ข่าวสารในเมืองหลวงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดแท้ๆ
นึกมิถึงเลยว่าเมืองหนานไห่ที่ห่างไกลเพียงนี้จะล่วงรู้รายละเอียดได้ชัดเจนถึงเพียงนี้!
ยังมิทันที่เซี่ยกงกงจะทันได้อธิบายหรือตวาดด่า
หูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ต่างก็พากันลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนซักไซ้เสียงดัง!
“ถูกต้อง! เซี่ยนอ๋องทรงเป็นขุนนางผู้ทรงธรรม
หากหลีอ๋องได้บัลลังก์มาอย่างชอบธรรม
เหตุใดเซี่ยนอ๋องจึงต้องทรงกริ้วและกางกั้นเช่นนี้!”
“ได้ยินว่าหลีอ๋องขึ้นครองราชย์อย่างรีบร้อน
ยามนั้นหย่งอ๋องก็ยังมิได้กลับถึงเมืองหลวง หากเรื่องนี้มิมีลับลมคมใน
จะไปหลอกเด็กที่ไหนได้!”
“คนถ่อยที่ลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิสังหารบิดา
ผิดทำนองคลองธรรมเยี่ยงนี้ สมควรถูกผู้คนทั่วใต้หล้าตราหน้าและกำจัด!”
“รัชทายาทสิ้นพระชนม์อย่างอยุติธรรมนัก! ตำหนักบูรพาช่างน่าเวทนา!
คนชั่วช้าช้าเร็วต้องได้รับผลกรรม!”
“หยุดปาก! พวกเจ้าจงหยุดปากให้หมด!” ท่ามกลางความโกลาหล
ขุนนางผู้หนึ่งในชุดคลุมสีม่วง คาดสายรัดเอวหยกขาว อายุราวสามสิบห้าสามสิบหกปี
ใบหน้ากลมจมูกกว้าง แววตาแข็งกร้าว ก้าวออกมาจากกลุ่มชนแล้วตวาดใส่ทุกคนด้วยโทสะ
เซี่ยกงกงที่กำลังลนลานทำตัวไม่ถูกเริ่มได้สติ
เขาร้องด่าด้วยเสียงแหลมอย่างเดือดดาล “ขบถ! พวกเจ้าจะก่อขบถกันหมดแล้วรึ!
บังอาจกำเริบเสิบสาน วิพากษ์วิจารณ์องค์เหนือหัวใหม่ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก!”
เขาชี้หน้าทุกคนพลางตวาด “พวกเจ้าทุกคน...
คิดจะก่อการกบฏอย่างนั้นรึ!”
ธรรมดาของขุนนางย่อมมิเห็นหัวขันทีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ยิ่งยามที่มีโทสะเห็นเซี่ยกงกงมาวางท่าโอหังชี้นิ้วสั่งการเช่นนี้ก็ยิ่งขวางหูขวางตา
มีหรือจะเกรงกลัววาจานั้น?
พริบตาเดียว เสียงด่าทอว่า “ขันทีสารเลว!” “เฒ่าตอนสุนัขรับใช้!”
“ขี้ข้าอาศัยบารมีนาย!” ก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ
เซี่ยกงกงโกรธจนหน้าสลับสีแดงขาวแผดเสียงด่าตอบโต้จนคอแห้งผาก
ทว่าเสียงเพียงหนึ่งเดียวจะไปสู้นับสิบเสียงได้อย่างไร
หลี่ฟู่ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ทุกคนจึงสงบปากสงบคำลง
หลี่ฟู่มิได้สนใจเซี่ยกงกงที่กำลังโกรธจัดจนเสียงพร่าเลือนแม้แต่น้อย
เขาจับจ้องไปที่ขุนนางชุดม่วงสายรัดเอวหยกผู้นั้น เลิกคิ้วถามนิ่งๆ
“ใต้เท้าท่านนี้... มิทราบว่าควรเรียกขานอย่างไร?”
ขุนนางผู้นั้นแค่นหัวเราะเยาะ เอ่ยอย่างผยองว่า “ข้าคือจูเหยียน
ผู้ว่าการมณฑลหนานไห่คนต่อไป! ใต้เท้าหลี่ ท่านเป็นคนฉลาด
ยามนี้สถานการณ์ใต้หล้าถูกกำหนดไว้หมดแล้ว หลีอ๋องทรงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ
ประทับบนบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง ผู้รู้กาลเทศะย่อมเป็นยอดคน
ใต้เท้าหลี่คงมิคิดจะทำเรื่องทรยศเนรคุณมิเห็นหัวเจ้าชีวิตหรอกกระมัง? ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับใต้เท้าหลี่ยิ่งนัก!
ทรงตรัสว่าความแค้นในอดีตให้เลิกราต่อกัน ขอเพียงใต้เท้าหลี่กลับเมืองหลวง
จะทรงปูนบำเหน็จเป็นถึงกั๋วกง ได้รับเบี้ยหวัดสองทาง
สถาปนาบุตรชายคนโตเป็นซื่อจื่อ พระราชทานยศแม่ทัพฉีเชอ (แม่ทัพรถศึก) ขั้นสี่!
ทั้งยังประทานมงกุฎห้าวิหคและชุดคลุมเมฆาให้แก่หลี่ฮูหยินด้วย! ใต้เท้าหลี่
ฝ่าบาททรงปล่อยวางอดีตไปสิ้นแล้ว หรือท่านยังมิยินยอมปล่อยวางอีก? มิทราบว่าใต้เท้าหลี่มีเจตนาแอบแฝงอันใดกันแน่?”