วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1467 เคราะห์ร้ายจากฟากฟ้า

 

บทที่ 1467 เคราะห์ร้ายจากฟากฟ้า

เขาพูดพลางหัวเราะพลางวิ่งไล่ตามนางไป

เสียงหัวเราะของทั้งสองดั่งท่วงทำนองที่ร่าเริง ดั่งเสียงสายน้ำใสไหลรินจากภูผา ก้องกังวานอยู่เหนือหุบเขา

โลกใบนี้ช่างเรียบง่าย ความสุข...ก็ช่างเรียบง่ายเช่นกัน!

ดูราวกับว่าความสุขเช่นนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป!

หลังจากทั้งสองเล่นสนุกกันอยู่พักหนึ่ง กินอาหารที่นำมาตามลำดับจนหมดเกลี้ยงร่วมกับเจ้าเสี่ยวฮุย เมื่อเห็นว่าเลยเที่ยงไปแล้ว ควรกลับเข้าเมืองได้แล้ว โจวเหยี่ยนจึงหันไปยิ้มพูดกับเหลียนฟางชิงว่า “ตอนนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายแล้ว เจ้าก็อย่าอยู่ทนหนาวในชนบทอีกเลย รีบกลับไปหาพี่ชายเจ้าเถอะ! สองสามวันนี้ข้าคงยุ่งมาก...หลังปีใหม่—เจ้าอย่าเพิ่งรีบออกจากเมืองหลวง ข้าจะหาโอกาสไปหาเจ้าอีก”

เหลียนฟางชิงใบหน้าแดงระเรื่อ พยักหน้าเบา ๆ “อืม”

ตั้งแต่พบกันครั้งแรก โจวเหยี่ยนก็ถูกเสี่ยวฮุยที่นางออกคำสั่งอย่างดุดันไล่ตามจนหนีหัวซุกหัวซุน แต่ละครั้งที่พบกันก็มีแต่นางที่ออกคำสั่งนั่นนี่ ยุให้เขาทำเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ

วันนี้นางกลับเผยท่าทีขวยเขินแบบเด็กสาว อารมณ์ของโจวเหยี่ยนพลันพุ่งสูง ใจเต้นแรงจนแทบระงับไม่อยู่ อยากจะโอบนางไว้ในอ้อมแขนไม่ปล่อยอีกเลย เขาจ้องนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งมองยิ่งรู้สึกไม่เพียงพอ พลันพูดขึ้นเพื่อหาเรื่องคุยต่อ “เจ้าห้ามหนีออกจากเมืองหลวงเชียวนะ! หากเจ้ากล้าหายไปโดยไม่บอก ข้าจะตามไปถึงหมู่บ้านต้าฟางที่เมืองยู่เหอ! ไม่สนแล้วว่าจะเกิดผลอะไรตามมา!”

“รู้แล้วน่า!” เหลียนฟางชิงช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างเคือง ๆ แล้วว่า “เจ้าพูดมากจริง! รีบกลับไปได้แล้ว! ฮิ ๆ ไม่รู้ว่าเสี่ยวซงจื่อจะทำผิดพลาดหรือเปล่านะ ถ้าเกิดแผนถูกเปิดโปงขึ้นมา มารดาเจ้าคงลงโทษเจ้าแน่!”

โจวเหยี่ยนแสร้งทำหน้าขึงขัง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคืองขุ่น มองนางอย่างตัดพ้อ แล้วดัดเสียงออดอ้อนเอ่ยว่า “ใจร้ายจริง ๆ ข้าทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจ้านะ เจ้ากลับภาวนาให้ข้าโดนลงโทษ ใจข้าแตกสลายหมดแล้ว!”

เหลียนฟางชิงถึงกับตัวสั่นสะท้านอย่างอดไม่อยู่ มองเขาตาเขียวแล้วว่า “พูดให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม? ต่อให้ดัดเสียงยังไง เจ้าก็ไม่กลายเป็นสาวงามหรอกนะ!”

โจวเหยี่ยนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดขำออกมาดังลั่น จากนั้นก็แกล้งทำหน้าทะเล้น ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วว่า “ก็ใครให้เจ้าทำข้าเสียใจนี่นา! ถ้าข้าโดนเสด็จแม่ลงโทษ เจ้าจะไม่สงสารข้าบ้างเลยหรือ? ไหนบอกว่าชอบข้ามาก ใส่ใจข้ามากไงล่ะ!”

เหลียนฟางชิงหัวเราะคิกคัก เอามือปิดปากหัวเราะสองสามที พลันยกเท้าขึ้นเตะใส่เขา โจวเหยี่ยนหลบได้อย่างคล่องแคล่ว นางจึงหัวเราะด่ากึ่งล้อว่า “เฮ้! หลบอะไรของเจ้า! ไม่รู้หรือไงว่า ‘ตีคือรัก ด่าคือห่วง’!”

โจวเหยี่ยนยิ้ม ก่อนเอาหน้าเข้าไปใกล้แล้วว่า “งั้นเปลี่ยนจากเท้าเจ้า เป็นปากเจ้าดีไหม?”

เหลียนฟางชิงใบหน้าแดงซ่าน ดวงตาขุ่นเคืองแต่แฝงความขัดเขิน เตรียมจะเอ่ยอะไรสักอย่าง โจวเหยี่ยนเห็นว่าวันนี้นางดูเขินอายเป็นพิเศษ กลัวว่านางจะโกรธจริง จึงรีบเก็บมุกหยอกล้อ ก่อนหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้าส่งข้ากลับหน่อย ได้ไหม?”

พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้น หัวใจของเหลียนฟางชิงก็พลันรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาเล็กน้อย นางพยักหน้าเบา ๆ “อืม” แล้วกล่าวยิ้มละไม “เช่นนั้นเราไปกันเถอะ!”

พูดพลางก็ไล่ให้เสี่ยวฮุยกลับไป เสี่ยวเลี่ยวจื่อเดินตามหลังมาในระยะพอเหมาะ

โจวเหยี่ยนอดพูดขึ้นอีกไม่ได้ “หรือเจ้าจะเข้าเมืองไปพร้อมกับข้าเสียเลยวันนี้ดีไหม?”

เหลียนฟางชิงก็เริ่มลังเล แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าแล้วยิ้มว่า “เจ้ากลับไปเองเถอะ ข้ายังไม่อยากให้ใครเห็นเราสองคนอยู่ด้วยกัน หากมีใครเอาไปพูดคงไม่ค่อยดีนัก”

โจวเหยี่ยนได้ฟังก็ถอนหายใจ “เจ้าพูดก็ถูก! จะคุมฟ้าคุมดินอย่างไร ก็ห้ามปากคนไม่ได้ ข้าก็คร้านจะฟังคำซุบซิบนินทานัก!”

เหลียนฟางชิงเดินไปส่งเขาถึงทางเข้าหมู่บ้าน กำลังจะกล่าวลา ก็พอดีสะใภ้อาเฉียวแห่งบ้านที่นางพักอยู่เดินกลับมาจากข้างนอกพอดี

สะใภ้อาเฉียวนั้นชื่อเหมือนคน ปากคอจัดจ้าน ชอบพูดชอบฟังเรื่องชาวบ้าน ไม่นานนักก็สนิทสนมกับเหลียนฟางชิงเป็นอย่างดี

พอเห็นนางก็ยิ้มแป้นร้องเรียก “ชิงเอ๋อร์!” จากนั้นก็ร้อนรนพูดออกมาทันที “เจ้ารู้หรือไม่! เมื่อคืนในเมืองหลวงเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นเรื่องหนึ่ง!  โอ๊ยตายแล้ว เรื่องใหญ่มากจริง ๆ รับรองว่าเจ้าจะเดายังไงก็ไม่มีทางเดาถูก!” พูดจบก็ทำหน้าท่าทางภูมิใจนักหนา จ้องนางตาเป็นมันเหมือนรอให้ถาม

เหลียนฟางชิงแอบหัวเราะในใจ รู้ว่าโรคเดิมของสะใภ้อาเฉียวกำเริบอีกแล้ว นางจึงถือโอกาสนี้ชวนคุยให้โจวเหยี่ยนไปได้เสียที จะได้ไม่มามัวอ้อยอิ่งอยู่แบบนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะลากตัวเองกลับไปได้

หญิงสาวจึงเออออตามคำพูดของอาเฉียว ก่อนหัวเราะถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “อ๋อ? เรื่องใหญ่ที่ว่านั่นคืออะไรหรือ?”

สะใภ้อาเฉียวหัวเราะคิกคัก ก่อนแสร้งทำหน้าลึกลับ ลดเสียงลงแล้วกระซิบว่า “ตำหนักบูรพาเกิดไฟไหม้น่ะสิ! เพลิงโหมขนาดหนัก เผามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ได้ยินว่าข้างในไม่มีใครหนีรอดออกมาได้เลยสักคน!”

“อะไรนะ!”

เหลียนฟางชิงกับโจวเหยี่ยนต่างก็หน้าถอดสี ร้องอุทานขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของเสี่ยวเลี่ยวจื่อซีดเผือดจนแทบทรุดลงกับพื้น

“เจ้าพูดเหลวไหลอะไรน่ะ!” โจวเหยี่ยนตวัดสายตามองด้วยโทสะ

เหลียนฟางชิงรีบคว้าแขนเขาไว้ แล้วหันไปถามสะใภ้อาเฉียวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ “ตะ...ตำหนักบูรพา? ตำหนักบูรพาไหน?”

สะใภ้อาเฉียวตบอกเบา ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์แล้วตอบ “ก็จะตำหนักไหนเสียล่ะ ก็ตำหนักบูรพาที่องค์รัชทายาทประทับอยู่น่ะสิ!”

พูดจบก็เหล่มองโจวเหยี่ยนทีหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงหึแล้วกล่าว “เจ้าคนนี้นี่ไม่รู้อะไรบ้างเลย! ข้าพูดผิดตรงไหน? ข้าสะใภ้อาเฉียวน่ะหรือจะเป็นคนพูดจากเหลวไหล? ไม่ใช่ข้าคนเดียวนะที่พูดเรื่องนี้ ข้าได้ยินมาจากโรงน้ำชาที่ตัวเมือง เขาเล่าลือกันให้ทั่วแล้ว!”

ยังไม่ทันฟังนางพูดจบ โจวเหยี่ยนก็พุ่งตัวออกไปทันที เสี่ยวเลี่ยวจื่อกับเหลียนฟางชิงเห็นเข้าก็ร้องเรียกแล้วรีบตามเขาไป

สะใภ้อาเฉียว “นี่ นี่!” เรียกสองเสียงแต่เหลียนฟางชิงกลับไม่หันกลับมา ซ้ำยังยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว นางได้แต่บ่นพึมพำอย่างงงงวย พลางยังไม่วายพูดด้วยความคับข้องใจ “ข้าสะใภ้อาเฉียวน่ะ ไม่ใช่พวกพูดจาเหลวไหลนะ เจ้าต่างหากที่พูดจาเหลวไหล! วิ่งกันไปเร็วขนาดนั้นเชียว? จะไปถามที่เมืองก็สู้ถามข้าไม่ได้หรอก!”

นางบ่นพึมพำพลางเดินกลับเข้าหมู่บ้านไปด้วย จิตใจครุ่นคิดว่า ข่าวนี้เกรงว่ายังไม่แพร่ถึงที่นี่ ตนคงเป็นคนแรกที่รู้เข้า จึงพลันรู้สึกตื่นเต้นดีใจ รีบเร่งฝีเท้ากลับไป เพื่อจะได้บอกข่าวนี้ให้คนอื่นฟัง

“โจวเหยี่ยน! โจวเหยี่ยน! รอข้าด้วย! เจ้ารอข้าก่อนสิ!” เหลียนฟางชิงร้องเรียกพลางวิ่งตามไป แต่โจวเหยี่ยนกลับไม่หยุด ร่างของเขายิ่งวิ่งยิ่งไกลออกไปทุกที

เหลียนฟางชิงร้อง “โอ๊ย!” แล้วล้มลงกับพื้น

ร่างที่วิ่งอยู่ข้างหน้าพลันชะงัก หันกลับมามอง เหม่อมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งย้อนกลับมาคุกเข่าลงประคองนาง “ชิงเอ๋อร์!”

พอเห็นว่าเหลียนฟางชิงไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่น้อย ที่แท้นางเพียงแกล้งล้มเพื่อให้เขาหันกลับมา ใบหน้าของโจวเหยี่ยนพลันหม่นลง เขาปล่อยมือจากนางตั้งท่าจะลุกขึ้น

แต่ข้อมือกลับถูกเหลียนฟางชิงจับไว้แน่น

“ใจเย็นก่อน โจวเหยี่ยน!” เหลียนฟางชิงรั้งมือเขาไว้แน่น กลัวว่าเขาจะวิ่งหนีอีก น้ำเสียงอ่อนโยนทว่าจริงจัง “ได้โปรดใจเย็นก่อน!”

โจวเหยี่ยนร้องขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าจะเย็นได้อย่างไร! ที่นั่นคือบ้านของข้า ที่นั่นมีคนที่ข้ารักที่สุด! ข้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้! ข้าต้องดูให้เห็นกับตา ว่ามันเกิดอะไรขึ้น! ไม่…ไม่ใช่เรื่องจริงแน่ ๆ นางโกหกแน่ ๆ ต้องเป็นนางที่โกหก!”

ร่างของโจวเหยี่ยนสั่นเทิ้ม ควบคุมตัวเองไม่ได้ หัวเข่าทรุดฮวบลง นั่งทรุดอยู่บนพื้นทั้งร่างเย็นเยียบราวตกสู่หลุมน้ำแข็ง

เขาเพียงแอบหนีออกมาเพียงคืนเดียวเท่านั้นเอง เพียงคืนเดียว…เหตุใดจึงอาจเกิดเรื่องโหดร้ายถึงเพียงนี้ ช่วงชิงทุกสิ่งไปจากเขาได้อย่างนั้นหรือ!

ท่านพ่อ…ท่านแม่…พี่ใหญ่…

เมื่อวานยังหัวเราะพูดคุยกันอยู่แท้ ๆ แต่วันนี้กลับ—กลับไม่มีพวกเขาอีกแล้ว…

หน้าอกของโจวเหยี่ยนพลันปวดร้าว เขายกมือกุมอก เผลอครางต่ำออกมาด้วยความเจ็บปวด

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2569

่จับแม่ทัพไปไถนา- บทที่ 1466 พานพบ

 

 บทที่ 1466 พานพบ

เหลียนฟางชิงใคร่ครวญดูแล้ว ตัดสินใจไม่ไปหาพี่สอง พี่สะใภ้สอง และพี่สามให้เสียเวลา—โผล่หน้ามาเมืองหลวงในยามนี้ มีแต่จะรนหาที่โดนด่าเสียเปล่าๆ

รอไปอีกสองสามวันดีกว่า!

รอให้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่แล้วค่อยไปเคาะประตูบ้าน ถึงตอนนั้น พวกเขาคงไม่ใจร้ายถึงขั้นด่าทอนางหรอกกระมัง?

นางจึงหาบ้านชาวบ้านในหมู่บ้านชานเมืองเพื่อขอพักอาศัยชั่วคราว กลางวันปล่อยเจ้าเสี่ยวฮุยขึ้นเขาไปเที่ยวเล่นตามใจ ส่วนตัวเองก็ลอบเข้าเมืองเพื่อหาจังหวะพบโจวเหยี่ยน

ทว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงตึงเครียดนัก ด่านตรวจคนเข้าออกเข้มงวดเป็นพิเศษ เด็กสาวตัวคนเดียวเช่นนางหากเดินดุ่มๆ เข้าไปย่อมสะดุดตาเกินไป เหลียนฟางชิงจึงต้องรอสบโอกาส แฝงตัวปะปนไปกับกลุ่มคนจนลอบเข้าเมืองได้สำเร็จ

ครั้นสืบข่าวดูถึงได้รู้ว่า ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ!

เหลียนฟางชิงพลันรู้สึกเคว้งคว้าง คิดถึงโจวเหยี่ยนขึ้นมา ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใด

นับแต่นางออกจากเมืองหลวงไป พระชายารัชทายาทก็มิได้กวดขันโจวเหยี่ยนเข้มงวดเหมือนก่อน เหลียนฟางชิงจึงติดต่อกับเขาได้โดยไม่ยากเย็นนัก

เมื่อได้พบหน้า สีหน้าท่าทางของโจวเหยี่ยนดูซูบเซียวอิดโรยไปจริงๆ แต่ทันทีที่เห็นนาง เขากลับทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจจนปิดไม่มิด

เหลียนฟางชิงพลอยเบิกบานใจไปด้วย ทั้งสองคุยจ้อกันอยู่นาน นางเล่าเรื่องที่บังเอิญได้ยินในจวนติงไท่ฟู่ให้เขาฟัง พร้อมเตือนให้ระวังหลีอ๋องที่อาจลอบเล่นลูกไม้ลับหลัง

แววตาของโจวเหยี่ยนพลันเคร่งขรึมลง เขารับคำและกล่าวขอบคุณนาง ในใจเริ่มรู้สึกหวั่นวิตกขึ้นมาเงียบๆ

เรื่องที่เขาเสเพลเอาแต่ใจนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่การที่เติบโตมาในตำหนักบูรพาแต่เล็กแต่น้อย มีแผนการชั่วร้ายหรือเล่ห์เหลี่ยมสกปรกใดบ้างที่เขาไม่เคยเห็น?

เพียงแต่เขาคร้านจะใช้วิธีพรรค์นั้นรับมือ สู้ทำตัวขวานผ่าซากยอมผิดใจกับคนอื่นไปตรงๆ เสียยังดีกว่า นานวันเข้าจึงไม่มีใครกล้ามาตอแยเขาง่ายๆ

เขาไม่สนเรื่องชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ต้องการมันอยู่แล้ว แต่คนอื่นเขาสนกันนี่!

โจวเหยี่ยนรู้ดีว่าในสายตาเสด็จพ่อนั้น ตนเป็นได้แค่อันธพาลเจ้าสำราญที่ไม่เอาถ่าน วันๆ ดีแต่ขี่ม้าล่อแมว หากมีเรื่องสลักสำคัญขึ้นมาจริงๆ เสด็จพ่อจะยอมเชื่อเขาก็แปลกแล้ว!

ขืนทะเล่อทะล่าวิ่งไปบอกให้ระวังเสด็จอาหลีอ๋อง หากไม่โดนเสด็จพ่อสั่งสอนจนหลังลายก็บุญโขแล้ว

คิดไปคิดมาก็จนปัญญา โจวเหยี่ยนนึกขึ้นได้ว่าเหลียนฟางชิงมักมีเล่ห์เหลี่ยมร้อยแปด จึงหมายมั่นว่าพรุ่งนี้จะออกนอกเมืองไปหานาง ให้ช่วยคิดหาทางออกสักหน่อย

ทว่าช่วงใกล้สิ้นปีมีเรื่องวุ่นวายถมทับ โจวเหยี่ยนจะปลีกตัวออกจากตำหนักบูรพาไม่ใช่เรื่องง่าย เผลอประเดี๋ยวเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปครึ่งค่อนวัน

เขาจำต้องเปลี่ยนแผนเป็นลอบออกนอกเมืองตอนค่ำ แล้วค่อยกลับมาในอีกสองวันให้หลัง

พอกินมื้อเย็นเสร็จแต่หัวค่ำ จึงสั่งให้เสี่ยวซงจื่อแกล้งนอนคลุมโปงบนเตียงแทน ส่วนตนเองพาเสี่ยวเลี่ยวจื่อลอบหนีออกจากวัง แฝงตัวออกนอกเมืองไปก่อนที่ประตูเมืองจะปิดลง

เหลียนฟางชิงไม่นึกว่าเขาจะบุกบั่นมาไกลถึงเพียงนี้ ย่อมดีใจเป็นธรรมดา ทั้งสองไม่นึกกลัวลมหนาว นั่งผิงไฟคุยกันในครัวเล็กๆ ของบ้านชาวบ้านค่อนคืน เจ้าเสี่ยวฮุยนอนหมอบหลับตาสงบนิ่งอยู่ข้างๆ ส่วนเสี่ยวเลี่ยวจื่อซุกมือเข้าแขนเสื้อ หดคอพิงมุมห้องหลับปุ๋ยอย่างเป็นสุข...

ช่วงเวลาที่อบอวลด้วยไออุ่นเรียบง่ายช่างสงบและเป็นสุขยิ่งนัก

สำหรับเรื่องที่โจวเหยี่ยนกลัดกลุ้ม เหลียนฟางชิงเอ่ยขึ้นเพียงประโยคเดียวว่า "เสด็จพ่อไม่เชื่อท่าน แล้วท่านจะรั้นไปพูดต่อหน้าทำไมเล่า? เขียนจดหมายนิรนามแอบไปวางไว้บนโต๊ะทรงอักษรก็สิ้นเรื่องแล้ว ช่างโง่เง่าจริงเชียว!"

คำพูดนั้นทำเอาโจวเหยี่ยนตาค้าง เถียงไม่ออก

นั่นสินะ! เขียนจดหมายไม่ลงชื่อ แล้วหาทางนำไปวางไว้บนโต๊ะในห้องหนังสือส่วนพระองค์ที่คุ้มกันแน่นหนาที่สุด—ต่อให้ห้องหนังสือจะมีการคุ้มกันแน่นหนาปานใด ย่อมไม่คณามือเขาอยู่แล้ว!

เมื่อเสด็จพ่อเห็นเข้า ย่อมต้องตื่นตระหนกและระแวดระวังอย่างแน่นอน!

เมื่อหาทางออกได้แล้ว ทั้งยังเป็นช่วงใกล้ปีใหม่ที่หาโอกาสออกจากเมืองได้ยากยิ่ง จะได้ออกมารอบหน้าเมื่อใดก็สุดรู้ วันรุ่งขึ้นโจวเหยี่ยนจึงตัดใจกลับไม่ลง เขาจึงชวนเหลียนฟางชิงและเจ้าเสี่ยวฮุยขึ้นเขาไปย่างเนื้อกินกัน

แม้ฤดูกาลนี้ลมบนเขาจะหนาวเหน็บจนตัวสั่น ทว่าหิมะยังไม่ตก การจะล่าไก่ป่าหรือกระต่ายป่าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

เวลาของทั้งสองมีจำกัด จึงยอมควักเงินซื้อไก่จากชาวบ้านมาตัวหนึ่ง พร้อมมันเทศ หัวมัน และเกาลัด นำไปก่อไฟย่างตรงซอกเขาที่ลมพัดไม่ถึง

ควันไฟลอยกรุ่น แสงแดดฤดูหนาวสาดทออบอุ่น มีเจ้าเสี่ยวฮุยนอนหมอบน้ำลายสอ ตาเป็นประกายอยู่ด้านข้าง...

บรรยากาศคล้ายย้อนกลับไปสู่วันแรกที่ได้พบกัน เมื่อสายตาสบประสาน หัวใจของทั้งคู่พลันไหวสะท้าน ต่างมองเห็นบางสิ่งในแววตาของกันและกันที่ไม่เหมือนวันวาน

พวงแก้มของเหลียนฟางชิงซับสีระเรื่อ นางรีบเบือนสายตาหลบด้วยความประหม่า

หัวใจของโจวเหยี่ยนพลันอุ่นวาบ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วร่างจนปลายมือปลายเท้าชาดิก หัวใจเต้นระรัวลิงโลดแทบโบยบิน อยากกู่ร้องออกมาด้วยความยินดี

เขาระบายยิ้มบางๆ สายตาทอดมองหญิงสาวตรงหน้า ร่างระหงสะโอดสะอง ชุดกระโปรงสีชมพูบัวเรียบง่ายขับเน้นทรวดทรงงดงาม ผิวพรรณเนียนผุดผ่องเจือสีเลือดฝาด คิ้วตาหวานซึ้งประดุจสายน้ำสารทฤดู เครื่องหน้าประณีตหมดจดราวกับภาพวาด

เด็กสาวตัวน้อยผู้สดใสร่าเริงดั่งยอดหลิวผลิใบเขียวอ่อนในต้นวสันต์วันวาน ยามนี้ผ่านกาลเวลาขัดเกลา จนเติบใหญ่เป็นดรุณีแรกรุ่นที่งามสะพรั่งดั่งกุหลาบป่าโดยไม่รู้ตัว

ดวงหน้า แววตา ทุกรอยยิ้มและกิริยา แม้กระทั่งเส้นผมที่ปลิวกระจัดกระจายหรือปลายนิ้วเรียวบาง ในสายตาของเขาล้วนไม่มีสิ่งใดที่ไม่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ชวนให้หวั่นไหว

แต่ก่อนเขาก็ชอบนางอยู่แล้ว มาบัดนี้ยิ่งทวีความรักใคร่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก!

"ชิงเอ๋อร์!" โจวเหยี่ยนห้ามใจไม่ไหว ยื่นมือไปกุมมือนางไว้แน่น ปลายนิ้วของนางนุ่มนิ่มไร้กระดูกและเย็นเยียบเล็กน้อย เขาประคองมือนุ่มลื่นนั้นไว้ในอุ้งมือพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานลึกซึ้ง "รอให้พ้นปีใหม่ รอให้เสด็จปู่หายประชวร ข้าจะทูลขอให้พระองค์พระราชทานสมรสให้พวกเรา ดีหรือไม่?"

"ว้าย!" เหลียนฟางชิงสะดุ้งตกใจจนหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นรัวเป็นกลองศึก นางสะบัดมือออกตามสัญชาตญาณ พลางเอี้ยวตัวหลบแล้วค้อนขวับ "ไม่ดี! ใครจะไปยอมกัน!"

เมื่อโจวเหยี่ยนเห็นใบหูนางแดงลามไปถึงติ่งหูขาวเนียนดั่งหยก ท่าทีเอียงอายจนไม่กล้าแม้แต่จะสบตานั้น ทำให้เขาอดกระหยิ่มใจไม่ได้จนระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น

เขาไม่สนใจหรอกว่าปากนางจะตอบตกลงหรือไม่ ในเมื่อสายตาของนางบอกความในใจออกมาชัดเจนแล้ว!

"เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้นะ!" โจวเหยี่ยนยิ้มหน้าระรื่น สายตาพราวระยับด้วยความตื่นเต้น "ชิงเอ๋อร์ เจ้ารอข้านะ! ข้าต้องแต่งเจ้าเป็นชายาเอกให้ได้! ถึงอย่างไรข้าก็เป็นแค่เชื้อพระวงศ์ว่างงาน เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ไม่กล้าลงโทษข้าหนักหนาหรอก ข้าจะมีแค่เจ้าคนเดียว เหมือนที่แม่ทัพหลี่ปฏิบัติต่อพี่สาวเจ้า! หากเสด็จแม่หาเรื่องเจ้า ข้าก็จะรีบขอแยกจวนออกไปอยู่ต่างหากเสียก็หมดเรื่อง พอนานไปเจ้าคลอดลูกตัวน้อยๆ น่ารักออกมา เสด็จแม่ย่อมต้องหลงจนโงหัวไม่ขึ้น ถึงตอนนั้นคงไม่มีแก่ใจมารังแกพวกเราแล้ว!"

หัวใจของเหลียนฟางชิงล่องลอยเคลิบเคลิ้มราวกับอยู่บนปุยเมฆ ยิ่งฟังใบหน้าก็ยิ่งร้อนผ่าว ในใจหวานล้ำ ทว่าพอได้ยินสองประโยคสุดท้าย นางก็อายจนแทบแทรกแผ่นดิน จึงถ่มน้ำลายเบาๆ ใส่เขา "ลูกบ้าอะไรกัน! ใคร... ใครจะไปคลอดลูกให้ท่านกันเล่า!" นางกระทืบเท้าแก้เขินแล้วหมุนตัววิ่งหนีไปทันที

ทำเป็นพูดว่า 'น่ารัก' เสียยกใหญ่ พูดราวกับตาเห็นอย่างนั้นแหละ!

โจวเหยี่ยนหัวเราะร่า วิ่งไล่ตามไปพลางตะโกนหยอกเย้า "ก็ต้องเป็นเจ้าสิ จะเป็นใครไปได้อีก! โธ่ ชิงเอ๋อร์อย่าอายไปเลย ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่นะ! ชิงเอ๋อร์! รอข้าด้วยสิ!"

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1465 เรื่องในหนหลังของชิงเอ๋อร์

 

บทที่ 1465 เรื่องในหนหลังของชิงเอ๋อร์

ในใจหลี่ฟู่พลันอบอุ่นอ่อนโยนขึ้นมา เขาโอบนางเข้ามาในอ้อมแขน พลางหัวเราะเบา ๆ ว่า: “ดี! ครอบครัวของเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่ทอดทิ้งกัน! หากเจ้าจะสบายใจได้ก็เมื่อมีทางถอยไว้ล่วงหน้า เจ้าก็จัดการไปเถอะ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะคิกอย่างขบขัน “ความคิดในใจข้า…ท่านก็ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง!”

หลี่ฟู่หัวเราะร่า: “ก็เพราะเจ้าก็ไม่เคยคิดจะปิดข้าเลยมิใช่หรือ?”

ทั้งสองสบตากันแล้วหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

เมฆครึ้มแห่งสงครามปกคลุมทั่วผืนแผ่นดิน  กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงตามร้านน้ำชา โรงเตี๊ยม และตรอกซอกซอย แม้ในยามว่างหลังอาหาร…ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้คนกล่าวขานถึงมากที่สุด

พวกสินค้าเสบียง ยา เหล็ก ม้า วัว ล่อ ต่างถูกควบคุมโดยความร่วมมือของทางการกับสมาคมพาณิชย์ การตรวจตราคนเข้าออกมณฑลหนานไห่ ก็เข้มงวดกว่าก่อนมากนัก

แต่กระนั้น…ราคาสินค้ากลับไม่ขยับขึ้นเลย ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จะมีก็เพียงบรรดาวัยรุ่นที่เริ่มฮึกเหิม พูดคุยถึงเรื่องการเกณฑ์ทหารอย่างคึกคัก สร้างบรรยากาศผิดแผกจากวันปกติอยู่บ้าง

ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าราชสำนั เมื่อก่อนยังจัดการกับมณฑลหนานไห่ไม่ได้ ครั้งนี้มีแค่เจิ้งหนานอ๋องผู้เดียว…จะน่ากลัวอะไรได้อีก?

แม้แต่สี่ตระกูลใหญ่ยังถูกใต้เท้าหลี่ ปราบจนราบคาบ แล้วทัพหลวงที่ยังสู้สี่ตระกูลไม่ได้ จะนับเป็นอะไร?

ทั้งหมดก็แค่เพิ่มเรื่องให้ได้ดูเป็นขวัญตาอีกสักรอบเท่านั้น!

ณ ชิงซานเจิ้น ตำบลเล็ก ๆ ที่ห่างจากจุดผ่านด่านเข้าสู่มณฑลหนานไห่จากฝั่งจงหยวนแผ่นดินใหญ่ราว 20 ลี้ มีรถม้าสองคันแล่นเข้ามาจอดยังลานหลังของโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

รถม้าจอดลงแล้ว คันหนึ่งมีชายชราเคราผมขาวโพลนลงมาพร้อมเด็กหนุ่มรับใช้หนึ่งคน และชายวัยราวสามสิบหน้าตาขาวสะอาดอีกหนึ่ง

ส่วนอีกคันมีเด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดลงมาสองคน แม้ทั้งสองจะสวมเพียงเสื้อผ้าสีน้ำเงินครามแบบเรียบง่าย ดูกลางเก่ากลางใหม่ ผมรวบขึ้นมวยเรียบร้อย ผิวพรรณออกเหลืองเล็กน้อย ใบหน้าโดยรวมดูไม่โดดเด่น หากสังเกตใกล้ ๆ กลับพบว่ามีเค้าความหล่อเหลาแฝงอยู่

โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ยามก้มหน้านิ่ง ๆ ก็ไม่สะดุดตา แต่พอเงยหน้าขึ้นสบตาใครเข้าแล้ว— กลับแจ่มกระจ่างดั่งน้ำใสฤดูใบไม้ร่วง เปล่งประกายชัดเจน มีชีวิตชีวา ชวนให้ลืมเลือนรูปหน้าไปโดยสิ้นเชิงเพราะต้องมนต์ในดวงตาคู่นั้นแทน

หนึ่งในเด็กหนุ่มที่ตัวเตี้ยกว่านิดหน่อย พอลงจากรถมาก็หมุนตัวปิดประตูรถแน่นหนา ยังไม่ลืมปล่อยม่านลงปิดมิดชิด

มองดี ๆ จะเห็นว่า รถม้าคันนี้ดูประหลาดกว่าปกติ ทั้งหน้าต่างและประตู ล้วนทำด้วยไม้ทึบ สองหนุ่มลงมาแล้วก็รีบปิดไว้ทันที ไม่เปิดโอกาสให้ใครภายนอกแม้แต่จะชะเง้อมองเข้าไป

เด็กหนุ่มตัวเตี้ยกว่าขยับแขนขาเล็กน้อย ก่อนจะวิ่งไปพยุงชายชรานั้น พร้อมหัวเราะร่า “ท่านปู่ วันนี้พวกเราก็จะถึงมณฑลหนานไห่แล้วนะ! ฮิฮิ~ ตลอดทางที่เดินทางลงใต้มา วิวทิวทัศน์นี่ดีจริง ๆ เลย! ไม่รู้ว่าในมณฑลหนานไห่จะมีที่เที่ยวสนุก ๆ บ้างหรือเปล่า!”

ชายชรามองเขาด้วยสายตาจำยอม ก่อนถอนหายใจ พึมพำว่า “จะมีที่เที่ยวหรือไม่…ก็ยังไม่รู้ล่ะนะ ที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องมีของกินดี ๆ สิ!”

“ก็สมกับเป็นท่านปู่ ท่านนี่ช่างมีรสนิยมกว่าข้าซะอีก!” เด็กหนุ่มปรบมือหัวเราะคิกคัก เสียงหัวเราะใสกังวานดุจระฆังเงิน

ทุกคนพลอยหัวเราะตาม แม้แต่เด็กหนุ่มร่างสูงก็อดยิ้มไม่ได้ เขาก้าวเข้ามา กล่าวว่า: “ท่านปู่, น้องเหลียน, พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ!”

ขณะเดินเข้าสู่โรงเตี๊ยมด้วยบรรยากาศชื่นมื่น ชายชรากลับเอื้อมมือดึงแขนเสื้อของเด็กหนุ่มร่างเตี้ยเบา ๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงระอา: “อย่าชำเลืองไปทั่วนัก เจ้านี่…ดวงตาคู่นั้นสะดุดตามากเกินไป!”

ดวงตาคู่นั้น…ใสกระจ่างดุจธาราในหุบเขา ยามหมุนมองไปมาก็เปล่งประกายปราดเปรื่อง ไม่ว่าใครเห็นก็อดเหลียวมองซ้ำไม่ได้

เด็กหนุ่มแลบลิ้นออกเล็กน้อย แล้วหัวเราะพลางว่า: “ข้าเองก็ห้ามมันไม่ค่อยได้…เอาล่ะ ไม่มองมั่วก็ได้!”

โรงเตี๊ยมในเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้มิได้พิถีพิถันนัก โถงใหญ่เชื่อมต่อถึงกันหมด ไร้ห้องส่วนตัว

พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะมุมลับตาที่สุด สั่งอาหารขึ้นชื่อสองสามอย่าง แล้วก็นั่งรอ

ส่วนสารถีสองคนไปนั่งอีกโต๊ะ ต่างสวมเสื้อผ้าสีเทาหม่นเก่า ๆ ผิวคล้ำ ดูคล้ายคนขับรถม้าธรรมดาอายุราวสี่สิบที่เคยผ่านแดดลมฝนมาโชกโชน

แต่หากพินิจดี ๆ จะเห็นว่ามือใหญ่กระดูกเด่น ชัดเจน แววตาคมกริบ ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอกแน่นอน

“ท่านปู่…จะให้ข้าออกไปลองสืบข่าวดีไหม?” เด็กหนุ่มร่างเตี้ยเหลียวมองรอบด้าน ก่อนพูดเบา ๆ “อยู่ดี ๆ ทำไมแถวนี้ถึงวุ่นวายขึ้นมาได้? หรือว่าจะมีศึกสงคราม?”

ในใจกลับนึกขุ่นข้องเล็กน้อย:“พี่เขยข้าทั้งเก่งขนาดนั้น พวกนี้จะกล้าทำสงครามกับเขาได้ยังไง? อยากหาที่ตายชัด ๆ!”

แท้จริงแล้ว พวกเขา…คือคณะของเหลียนฟางชิงนั่นเอง

ชายชรานั้นก็คือหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าผู้ที่หลี่ฟู่ตามหาแทบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแต่ยังไร้เงา ส่วนสารถีทั้งสองคือองครักษ์ฝีมือเยี่ยมของเขา และข้ารับใช้สองคน—หนึ่งวัยกลางคน หนึ่งวัยรุ่น แท้จริงแล้วคือขันทีในวัง คือท่านไต้กงกงกับเสี่ยวเลี่ยวจื่อ

เด็กหนุ่มอีกคน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า—คือ โจวเหยี่ยน พระราชนัดดาที่เหลียนฟางชิงเป็นคนขึ้นไปตามหา!

ทุกคนล้วนเชื่อว่ารัชทายาทพร้อมครอบครัวได้สิ้นชีพในกองเพลิงเมื่อคราวนั้น ทว่าโจวเหยี่ยน…ในตอนนั้นกลับไม่ได้อยู่ในวังบูรพา!

ย้อนกลับไปที่เมืองยู่เหอ ด้วยสายสัมพันธ์ของเหลียนเช่อและภายหลังคือหลี่ฟู่ ตระกูลเหลียนกับตระกูลของท่านราชครู..ติงไท่ฟู่จึงผูกมิตรแน่นแฟ้น

เหลียนฟางชิงมักไปเยี่ยมบุตรสาวของตระกูลติงเสมอ ท่านราชครู่เองก็เอ็นดูเด็กสาวเฉลียวฉลาดผู้นี้เป็นอย่างมาก คนทั้งเรือนก็ต้อนรับนางเป็นอย่างดี

กระทั่งวันหนึ่ง ขณะเหลียนฟางชิงไปหาเพื่อนสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เดินผ่านหน้าห้องหนังสือของท่านราชครูเข้า…

บังเอิญได้ยินบทสนทนาในห้องนั้น แม้จะฟังได้ไม่ครบถ้วนทุกคำ แต่คำว่า “หลีอ๋อง”, “ขอร้อง”, และ “รัชทายาท” รวมถึงน้ำเสียงไม่พอใจของท่านราชครู ล้วนได้ยินชัดเจน…

หัวใจของเหลียนฟางชิงสะท้านวูบ! นางไม่กล้าฟังต่อ รีบเดินจากไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ในใจ…กลับไม่อาจสงบได้อีกต่อไป

นางรู้ดีว่าท่านติงไท่ฟู่มีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับบรรดาองค์ชาย ไม่เว้นแม้แต่รัชทายาท การที่ท่านหลีกเร้นกลับบ้านเกิด นั่นเพราะไม่ต้องการเข้าข้างฝ่ายใด ซึ่งแน่นอนว่าองค์รัชทายาท หลีอ๋องและผู้เกี่ยวข้องย่อมรู้ดี

ทว่าสุดท้ายหลีอ๋องก็ยังส่งคนมา ‘ขอร้อง’ ท่านราชครู แสดงว่า…ต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเมืองหลวง และต้องไม่เป็นผลดีต่อหลีอ๋องอย่างยิ่ง ถึงขั้นต้องหน้าด้านหน้าทน ยอมกัดฟันมาหาด้วยวิธีการต่างๆนานา!

หากพูดกันตามหลักการแล้ว ควรจะเป็นหลีอ๋องที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ ขณะที่ตำแหน่งขององค์รัชทายาทนั้นมั่นคงดั่งหินผา

แต่เหลียนฟางชิง กลับอดคิดไม่ได้ว่า:ตระกูลบ้านเดิมของหลีอ๋องกับพระชายาของเขานั้น…เลวร้ายถึงเพียงนั้น! คนที่ร้ายขนาดนั้น มีหรือจะยอมรอถูกลงโทษเฉย ๆ? ในเมื่อท่านราชครูไม่ยอมช่วย…นางกลัวว่าไอ้พวกตระกูลเลวพวกนั้นคงคิดแผนร้ายอะไรไว้แน่!

คิดไปคิดมา พอหวนนึกถึงโจวเหยี่ยน เหลียนฟางชิงก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ ท้ายที่สุด นางจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งทิ้งไว้ให้อาหญิงสาม แล้วในยามดึกสงัด คืนนั้นเอง—เหลียนฟางชิงจึงแอบพาเจ้าเสี่ยวฮุย หนีออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงโดยไม่บอกกล่าวผู้ใด!

เวลานั้น…ก็เข้าสู่เดือนสิบสองแล้ว คลองใหญ่ถูกแช่แข็ง ปิดเส้นทางเดินเรือไปหมด เหลียนฟางชิงจึงไม่มีทางเลือกอื่น ต้องว่าจ้างรถม้าลัดเลาะไปตามเส้นทางบกแทน

การพาเสี่ยวฮุยเดินทางไกลเป็นการเด่นสะดุดตาเกินไป นางพยายามตัดเสื้อคลุมให้มันใส่เพื่อพรางสายตาคน แต่เจ้านี่ดื้อรั้นถึงขีดสุด ไม่ยอมใส่แม้แต่น้อย! สุดท้ายนางเลยต้องใช้วิธีเอาผ้าคลุมคลุมโปงทั้งคู่ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ

เมื่อเดินทางถึงเมืองหลวง ก็ปาเข้าไปวันที่ยี่สิบหก เดือนสิบสองแล้ว!

 

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1464 หมาป่าทะเยอทะยาน

 

บทที่ 1464 หมาป่าทะเยอทะยาน

เมื่อข่าวว่าฮั่นหยางอ๋องนำเพียงองครักษ์ร้อยคนออกจากหนานไห่ ก็ถูก คุณชายสามจูจงใจแต่งเติมก่อนนำขึ้นกราบทูลหลีอ๋องที่ตำหนัก ในใจของหลีอ๋องมีทั้งยินดีและกังวล

ยินดี—เพราะหลี่ฟู่ มิได้สนับสนุนฮั่นหยางอ๋องจริง ไม่เช่นนั้นจะผลักไสเขาให้ออกไปอย่างทุลักทุเลได้อย่างไร?

แต่ที่น่าวิตก—ก็เพราะหลี่ฟู่นั้นชัดเจนว่าเป็นพวกหมาป่าทะเยอทะยาน! —หากไม่คิดแอบรวบอำนาจไว้ในมือ จะกล้าฮุบเอาทหารนับหมื่นของฮั่นหยางอ๋องมาไว้กับตัวได้อย่างไร?

หลีอ๋องฟาดโต๊ะอย่างโกรธเกรี้ยว “เป็นดังคำของท่านเป๊ะ! คนผู้นี้… หากไม่กำจัดเสีย ข้าคงนอนไม่หลับ!”

คุณชายสามจูดีใจจนแทบกลั้นไม่อยู่ นี่แหละ! วันที่เขารอคอยมานาน!

เขารีบเสนอแผนการณ์ทันที “ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ยากเลย! —ฝ่าบาทคงยังจำได้กระมังว่า ‘เขตของเจิ้งหนานอ๋อง’ อยู่ติดกับหนานไห่มิใช่หรือ? เพียงแค่มีพระราชโองการให้เจิ้งหนานอ๋องยกทัพปราบโจร… มิใช่เรื่องง่ายดายดอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

เรื่องที่เจิ้งหนานอ๋องสมคบคิดกับฮั่นหยางอ๋องหวังช่วงชิงมณฑลหนานไห่ แต่กลับถูกหลี่ฟู่วางกลศึกจัดการจนพ่ายแพ้ยับเยิน แผนนี้คุณชายสามจูรู้ดี แต่กลับจงใจปิดเงียบ ไม่ยอมให้ถึงพระเนตรพระกรรณหลีอ๋อง

ในยามนี้เจิ้งหนานอ๋องย่อมหวาดผวาสุดขีด หากได้รับพระราชโองการจากราชสำนัก ย่อมถือเป็นโอกาสไถ่โทษ กลับใจแสดงความจงรักภักดี —เขาย่อมทุ่มสุดกำลัง! และหากเจิ้งหนานอ๋องยอมทุ่มเต็มที่จริง ก็ไม่แน่ว่าจะไม่สามารถสร้างบาดแผลให้หลี่ฟู่ได้บ้าง …ถึงแม้กระต่ายจนตรอกก็ยังกัดคน!

เมื่อต่างฝ่ายต่างบอบช้ำ —ก็แค่หาเหตุ แล้วจัดการกวาดล้างเจิ้งหนานอ๋อง พร้อมกันเสียเลย!

หลีอ๋องตบเข่าฉาด “ใช่! ใช่แล้ว! เจิ้นร้อนใจจนเลอะเลือน ถึงลืมเรื่องนี้ไปได้!”

พระองค์สนทนากับคุณชายสามจูอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เร่งร่างราชโองการ และส่งราชทูตพิเศษเร่งรุดไปยังจวนเจิ้งหนานอ๋องในยามค่ำคืน

ด้านเจิ้งหนานอ๋อง นับแต่แผนยึดครองมณฑลหนานไห่ล้มเหลว ลูกชายลูกสาวต่างก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของหลี่ฟู่ —นับแต่นั้นเขาก็ไม่อาจหลับสนิทอีกเลยสักคืน!

เขารู้ดีว่า หลี่ฟู่ไม่มีทางปล่อยเขาไปง่าย ๆ แล้วราชสำนักล่ะ? ฮ่องเต้องค์ใหม่ หากรู้ความจริงเข้า จะไว้ชีวิตเขาหรือ?

เขา… เป็นเพียงคนอ่อนแอ หากถูกโจมตีจากทั้งสองทาง จุดจบจะเป็นเช่นไรยังไม่กล้าคิด!

พอรู้ข่าวว่าราชสำนักมีพระราชโองการจะส่งมาถึงในวันรุ่งขึ้น ให้เขาเตรียมตัวรับราชโองการ

เจิ้งหนานอ๋องก็รู้สึกเหมือนฟ้ามืดลงตรงหน้า ขาสั่น ไหล่ทรุด หวาดผวาจนอยากตายให้รู้แล้วรู้รอด—ในที่สุด… ก็มาแล้วจริง ๆ ฮ่องเต้ ส่งราชทูตมาแล้ว! จะเป็นพระราชโองการให้ถอดถอนฐานันดรและกักบริเวณ? หรือจะสั่งให้คุมตัวขึ้นเมืองหลวงรอรับโทษ? ไม่ว่าจะแบบไหน …ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเผชิญ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้! ในยามนี้ เจิ้งหนานอ๋องหมดแม้แต่แรงใจจะต่อต้าน

ต่อต้านไปเพื่ออะไร? ด้วยกำลังของเขาในตอนนี้ ก็แค่ดิ้นรนไปวัน ๆ อย่างไร้ความหวังเท่านั้น!

เขาอดรู้สึกเสียใจไม่ได้—หากรู้เช่นนี้แต่แรก ก็ควรละทิ้งความทะเยอทะยานที่ไม่สมควรมีเสียแต่ต้น

หากตั้งใจอยู่ในตำแหน่งเจิ้งหนานอ๋องอย่างสงบสุข บนผืนดินเล็ก ๆ ของตน จะเรียกลมก็ได้ จะสั่งฝนก็ไม่มีใครขวาง อยากทำอะไรก็ทำได้ดั่งใจ ชีวิตเช่นนั้น…สุขสบายเพียงใด! —แต่บัดนี้ ทุกอย่าง… ล้วนสลาย ทุกอย่าง…ล้วนถูกมือเขาเองทำลายจนย่อยยับ!

ทั่วทั้งวังอ๋องปกคลุมด้วยหมอกแห่งความเศร้าหมอง ผู้คนต่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

หลังจากตกใจจนจิตใจสั่นคลอนไปครู่หนึ่ง เจิ้งหนานอ๋องกลับตั้งสติขึ้นมาได้

เขานึกในใจว่า: ในที่สุดทุกอย่างก็สิ้นสุดลงแล้ว…ไม่ต้องระแวง ไม่ต้องวิตกอีกต่อไป อย่างน้อยคืนนี้ คงจะได้นอนหลับสนิทเสียที

เขาสั่งให้หัวหน้าพ่อบ้าน ไปจัดการเตรียมการในเรือนหน้า ให้คนรับใช้กวาดถูจนสะอาดเอี่ยม ตั้งโต๊ะตั้งเครื่องหอม จุดธูปเตรียมพร้อมรับพระราชโองการ

ทว่าเรื่องกลับพลิกผันดั่งสายน้ำวน! ขณะที่ใจสงบนิ่งเตรียมตัวจำนนแต่โดยดี …เจิ้งหนานอ๋องกลับเบิกตาโพลงทันทีที่ได้ฟังพระราชโองการจากปากราชทูต! ทั้งร่างราวกับได้คืนชีพ ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า!

“กระหม่อมขอรับพระราชโองการ!” เขารู้สึกคล้ายเลือดในอกพลุ่งพล่าน มือชูขึ้นสูงรับราชโองการด้วยความฮึกเหิม

หลุดปากกล่าวออกมาทันทีว่า: “ขอให้ท่านราชทูตกราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท—กระหม่อมจักทุ่มสุดกำลังตามล่าหลี่ฟู่ผู้ทรยศ ขอยอมพลีชีพจนลมหายใจสุดท้าย!”

ราชทูตที่ถือราชโองการมายังรู้สึกแปลกใจนัก ได้แต่ยิ้มพลางกล่าวว่า: “ความภักดีของท่านอ๋อง กระหม่อมจะนำความไปกราบทูลแน่นอน! พระองค์ทรงสดับคำนี้เข้า ย่อมทรงปลาบปลื้มยิ่งนัก!”

เจิ้งหนานอ๋องหัวเราะร่า ยกมือกล่าวด้วยมารยาทเต็มเปี่ยม “ต้องขอพึ่งพาท่านราชทูตแล้ว! เปิ่นหวางเตรียมสุราเล็กน้อยไว้แสดงน้ำใจ หวังว่าท่านจะกรุณาให้เกียรติ!”

“โอ๊ะ! เช่นนี้กระหม่อมเกรงใจแล้ว!” ทั้งสองหัวเราะอย่างรื่นเริง ท่ามกลางเหล่าขุนนางที่รายล้อมเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน

เมื่อส่งราชทูตกลับไปแล้ว เจิ้งหนานอ๋องก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที! เขาสั่งรวบรวมไพร่พลอย่างไม่รอช้า

ฮ่องเต้องค์ใหม่ได้ตรัสไว้ชัดเจน —นอกจากทัพในเขตศักดินาของตนแล้ว เขายังมีสิทธิ์บัญชาทหารทั่วทั้งมณฑลหูหนานได้ตามต้องการ!

เขาไม่เชื่อว่า…ด้วยกำลังเช่นนี้ จะยังเอาชนะหลี่ฟู่ที่ซุกตัวอยู่ในมณฑลหนานไห่ไม่ได้!

ส่วนลูกชายลูกสาวที่ยังอยู่ในเงื้อมมือของหลี่ฟู่…เขาไม่มีเวลาคิดถึงพวกนั้นอีกแล้ว!

เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า—แบบนี้กลับดีเสียอีก! กลับยิ่งแสดงให้เห็นว่า หลี่ฟู่ คือคนทะเยอทะยานกระหายอำนาจ ส่วนเขาเองนั้น กลับ “สละบุตรเพื่อราชการ” — เมื่อถึงคราวต้องกราบทูลขออภัยโทษต่อราชสำนัก ก็ย่อมมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย เมื่อคิดได้เช่นนี้ ใจจึงสงบนิ่งลงกว่าเดิม

เมื่อข่าวแพร่มาถึงมณฑลหนานไห่ บรรดาขุนพลอย่างหูต้าไห่และเสิ่นต้าอี้ ไม่เพียงไม่รู้สึกหวาหวั่น กลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแทน

แม้แต่ผางอวี้หลงที่อยู่ ณ เมืองหลางฉีโจวก็ส่งจดหมายกลับมาด้วยท่าทีกระตือรือร้นเช่นกัน

หลี่ฟู่เพียงยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ยี่หระ สั่งให้ทุกคนเริ่มเตรียมการไว้ล่วงหน้า

เหลียนเจ๋อก็มอบภรรยาและบุตรให้เหลียนฟางโจวช่วยดูแลชั่วคราว ก่อนจะมาช่วยเหลือเคียงข้างหลี่ฟู่

“ข้ากำลังคิดไม่ตกว่าจะหาเหตุเปิดศึกกับมันได้อย่างไร ใครจะรู้… กลับเป็นมันที่ยื่นหน้าเข้ามาให้ข้าลงมือ!” หลี่ฟู่เอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น

เหลียนฟางโจวพลันอดรู้สึกกังวลไม่ได้ กล่าวอย่างห่วงใยว่า: “เจิ้งหนานอ๋องอาจมิใช่คู่ต่อสู้ของท่านพี่ก็จริง อีกทั้งมณฑลหนานไห่ของเราก็ปิดแน่นราวถังเหล็ก ไม่มีวันหวั่นเกรงการบุกรุกของพวกเขา! แต่…เขาอ้างพระราชโองการของราชสำนักเช่นนี้ ในทางสถานะ…เราไม่กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือ?”

หลี่ฟู่ถอนหายใจ “แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า? ข้าส่งคนไปติดต่อกับหย่งอ๋องที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือจนถึงตอนนี้ก็ยังไร้ข่าวตอบกลับ

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเองก็ราวกับเหือดหายไปในชั่วข้ามคืน ไม่ว่าในแผ่นดินใดก็หาตัวไม่เจอ —แต่ก็นั่นแหละ เรื่องนี้กลับยืนยันได้ชัดว่า ทั้งสองคนคงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่อยู่ฝ่ายเดียวกับหลีอ๋อง

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พระราชโองการหรือราชสำนักอะไรก็ช่างเถิด—ในสายตาข้า มันล้วนแต่ ‘ไร้ความชอบธรรม’ ทั้งสิ้น! มาถึงจุดนี้แล้ว ข้าจะไม่ลงมือก็ไม่ได้แล้ว!”

เหลียนฟางโจว หัวใจไหววูบหนึ่ง ถามยิ้ม ๆ ว่า: “ท่านตัดสินใจแน่วแน่แล้วหรือ? จะถือหย่งอ๋องเป็นผู้นำ?”

หลี่ฟู่ตอบหนักแน่น:“ข้ายังมีทางเลือกอีกหรือ? ในสายพระโลหิตของอดีตฮ่องเต้ ก็มีเพียงหย่งอ๋องเท่านั้นที่สะอาดบริสุทธิ์! แต่เขาก็ยังไม่ตอบจดหมายของข้า คาดว่าในใจก็คงลังเลอยู่เช่นกัน! แต่ช้าหรือเร็ว เขาจะต้องมองเห็นความจริงแน่! หลีอ๋องไม่มีทางปล่อยให้เขาลังเลได้นานนักหรอก!”

เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะเม้มปากเบา ๆ ที่แท้บนโลกนี้ก็มีเชื้อพระวงศ์ที่ไม่อยากเป็นฮ่องเต้จริง ๆ ด้วย!

หญิงสาวยิ้มละไม ดวงตาเปล่งประกายอ่อนโยน “ไม่ว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร ข้าก็จะเดินตามท่านเสมอ! แม้จะพ่ายแพ้…พวกเรายังมีมณฑลหนานไห่ให้ปักหลัก หากแม้แต่มณฑลหนานไห่ยังไม่เหลือ พวกเราก็ยังมีเรือ—จะลงเรือไปยังน่านน้ำทางใต้หรือแม้แต่แดนตะวันตก โลกภายนอกกว้างใหญ่ไพศาล ด้วยความสามารถของพวกเรา ไปที่ใดก็มีชีวิตที่ดีได้ทั้งนั้น! ตราบใดที่ครอบครัวของเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ข้าก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว!”