บทที่ 1470 มุ่งหน้าลงใต้
“แต่ว่าชิงเอ๋อร์…” พอวกกลับมาเรื่องนี้ โจวเหยี่ยนก็พลันสลดวูบ
จิตใจจมดิ่งลงสู่ความหม่นหมองอีกครา
เพิ่งจะเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองที่เขากุมมือนางไว้
ให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเหมาะว่าจะแต่งงานรับนางเป็นภรรยา
ชั่วชีวิตนี้จะมีนางเพียงผู้เดียว
เขายังเคยเอ่ยกระทั่งว่า
หากเสด็จแม่ยังคงไม่โปรดปราน ชิงชังในตัวนาง
เขาก็จะรีบขอแยกเรือนออกไปตั้งจวนอยู่กันตามลำพัง รอจนนางให้กำเนิดบุตร
เสด็จแม่ก็คงจะ…
โจวเหยี่ยนสะท้อนใจเจ็บแปลบ…
เขามิมีเสด็จแม่อีกต่อไปแล้ว! ชั่วกัปชั่วกัลป์นี้ไม่มีอีกแล้ว!
เขาอดรำพึงรำพันในอกมิได้
เสด็จแม่ ท่านทอดพระเนตรเห็นหรือไม่ ในยามที่ลูกเจ็บปวดและแหลกสลายที่สุด
เป็นนางที่คอยเคียงข้างลูก มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่อยู่เคียงข้าง…
เสด็จแม่
หากท่านรับรู้ได้ คงจะคลายอคติที่มีต่อนาง และยอมรับนางเป็นสะใภ้ใช่หรือไม่?
ทว่าเสด็จปู่กลับ…
ในใจของโจวเหยี่ยนสับสนปั่นป่วนจนแทบคลั่ง
อดเอ่ยถามด้วยความร้อนรนมิได้ “เสด็จปู่ทวด ไฉนเสด็จปู่จึงตรัสเช่นนั้น
ชิงเอ๋อร์เป็นฮองเฮามิได้ด้วยเหตุใดกัน? พระองค์…
พระองค์มิได้ทรงไว้วางพระทัยท่านแม่ทัพหลี่หรอกหรือ!”
หลายวันมานี้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
มีหรือที่หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจะไม่รู้ซึ้งถึงสายใยผูกพันระหว่างเขากับเหลียนฟางชิง
ชายชราก็นึกเอ็นดูและเอาใจช่วยคู่หนุ่มสาวคู่นี้อยู่เงียบๆ
เพียงแต่ไม่นึกฝันว่าจู่ๆ ฮ่องเต้จะทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาขวางลำเช่นนี้
แล้วจะให้เขาเอ่ยสิ่งใดได้เล่า?
“เรื่องนี้ยังต้องถามข้าอีกหรือ ตัวเจ้าเองคิดไม่ออกเชียวรึ?” หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าทอดถอนใจ
โจวเหยี่ยนหลุบตาลง
นิ่งงันไปไร้วาจา
นั่นสิ
มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจ!
แม้เสด็จปู่จะทรงไว้เนื้อเชื่อใจท่านแม่ทัพหลี่
ทว่าด้วยวิสัยขององค์จักรพรรดิ ย่อมต้องมีความหวาดระแวงเผื่อไว้อยู่แล้ว
พระองค์ทรงเกรงว่าหากชิงเอ๋อร์ได้เป็นฮองเฮา
ขั้วอำนาจของแม่ทัพหลี่จะยิ่งแผ่ขยายไพศาล จนตัวเขาเองมิอาจควบคุมได้อีกต่อไป…
เฮ้อ
ความกังวลของเสด็จปู่ก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล แม้ตัวแม่ทัพหลี่จะไร้ใจมักใหญ่ใฝ่สูง
แต่แล้วเหล่าผู้คนที่เกาะกลุ่มรายล้อมเล่า? ขุนศึกและทหารใต้บังคับบัญชาของเขาล่ะ?
หากมีวันนั้นขึ้นมาจริงๆ
แม่ทัพหลี่เองก็อาจจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่เช่นกัน!
แต่ถึงกระนั้น…
“ข้ามิอาจทำร้ายจิตใจชิงเอ๋อร์ได้ ข้าไม่อยากหักหลังนาง!”
โจวเหยี่ยนพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะช้อนสายตาเว้าวอนมองหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่า
“เสด็จปู่ทวดพ่ะย่ะค่ะ…”
“อย่ามามองข้าเช่นนี้ แล้วก็อย่ามาเรียกข้าแบบนี้ด้วย!” หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าโบกมือปฏิเสธพัลวัน
พลางเอนแผ่นหลังพิงเบาะอย่างไม่ไว้หน้า ทำทีประหนึ่ง ‘เรื่องนี้ข้าไม่ขอยุ่ง’
“เสด็จปู่ทวด!” น้ำเสียงของโจวเหยี่ยนยิ่งทวีความน่าเวทนาขึ้นไปอีก
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ารู้สึกปวดฟันขึ้นมาตุบๆ
อดบ่นพึมพำมิได้ ก่อนจะยิ้มแหยพลางเอ่ย “พักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ!
สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ รอให้ทุกอย่างสงบราบคาบเสียก่อนค่อยว่ากัน
มาพูดตอนนี้จะมีประโยชน์อันใดเล่า?”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จปู่ทวดกล่าวมีเหตุผล!”
โจวเหยี่ยนรีบส่งยิ้มเอาใจแล้วพยักหน้ารับทันควัน “เช่นนั้น…
หลานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสด็จปู่ทวดจะช่วยเก็บงำเรื่องนี้เป็นความลับ
ปิดปากเงียบมิให้ชิงเอ๋อร์ล่วงรู้เป็นอันขาดนะพ่ะย่ะค่ะ”
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าถลึงตาใส่เขาพลางส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ:
เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์คนนี้ ที่แท้ก็ปูทางรอเอ่ยประโยคนี้อยู่นี่เอง!
ครั้นเห็นเด็กหนุ่มยังคงยืนกรานจ้องมองตาแป๋วไม่ยอมรามือ
ชายชราก็จนปัญญา ได้แต่โบกมืออย่างอ่อนใจ “เอาเถอะๆ ข้ารับปากเจ้าแล้วกัน!”
โจวเหยี่ยนคลี่ยิ้มเจื่อนๆ
พลางเอ่ยขอบพระทัย เรื่องนี้จึงเป็นอันยุติลงชั่วคราว
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังลอบเข้าวังครานั้น
โจวเหยี่ยนมิได้แพร่งพรายให้เหลียนฟางชิงระแคะระคายแม้แต่ครึ่งคำ
เดิมทีทั้งสามคนวางแผนไว้ว่าจะรอให้พ้นเทศกาลตรุษจีนไปก่อน
แล้วค่อยออกเดินทางมุ่งหน้าสู่มณฑลหนานไห่
ทว่าไม่คาดคิด
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่านั้นเอง กลับมีข่าวสายฟ้าฟาดว่าฮ่องเต้ชราเสด็จสวรรคตเสียแล้ว!
จากนั้นไม่นาน ทั่วทั้งเมืองหลวงก็ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายอย่างถึงที่สุด
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ารีบนำพาคนทั้งสอง
พร้อมด้วยเสี่ยวเลี่ยวจื่อ
และไต้กงกง—ขันทีคนสนิทข้างพระวรกายของอดีตฮ่องเต้ที่ลอบหนีรอดออกมาได้ในยามชุลมุน—หนีออกจากเมืองหลวง
ไปกบดานเงียบๆ อยู่ที่คฤหาสน์ชานเมือง เพื่อคอยสืบความเคลื่อนไหวในพระนคร
เมื่อเมืองหลวงปั่นป่วนถึงเพียงนั้น
ทั้งหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยนต่างก็วางใจจากไปไม่ลง
หากผลีผลามออกเดินทางแต่แรก ย่อมยากที่จะล่วงรู้ความเป็นไปเบื้องหลัง
และหากไม่กระจ่างแจ้งในสถานการณ์
การเดินหมากย่อมมีโอกาสผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ง่ายดาย
กระทั่งทุกอย่างเริ่มนิ่งสงบลง
พวกเขาก็แอบเดินทางไปยังสุสานหลวงเพื่อกราบไหว้สักการะพระบรมศพอดีตฮ่องเต้อีกคำรบหนึ่ง
จากนั้นจึงหลั่งน้ำตาอำลาเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่แดนใต้
ขบวนเดินทางมีทั้งคนแก่และเด็กน้อย
ต้องระหกระเหินฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ กว่าจะย่างก้าวเข้าสู่เขตมณฑลหนานไห่
กาลเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ปลายเดือนสาม…
ซึ่งเป็นจังหวะประจวบเหมาะกับที่จิ้งหนานอ๋องกำลังจะเปิดศึกปะทะกับหลี่ฟู่พอดิบพอดี!
วกกลับมายังการเดินทาง…
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเห็นเหลียนฟางชิงชะเง้อชะแง้มองออกไปนอกหน้าต่างตาละห้อย
ก็รู้ทันทีว่าแม่หนูคนนี้เริ่มอยู่ไม่สุขเสียแล้ว
จึงถอนหายใจพลางเอ่ยกระเซ้าปนเอ็นดู “ไปเถอะๆ! ระวังตัวหน่อยล่ะ
อย่าไปหลงกลให้ใครเขาหลอกเอาได้!”
ในใต้หล้านี้ยังมีใครกล้าหลอกแม่ตัวดีคนนี้อีกรึ? ทุกคนพลอยหัวเราะร่าขึ้นมา
เหลียนฟางชิงยู่ปาก
กะพริบตาปริบๆ พลางหัวเราะร่วน “ข้าไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ
มีท่านผู้เฒ่าคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ ข้าจะต้องกลัวใครหน้าไหนกัน!”
เอ่ยจบก็ผลุนผลันหมุนตัววิ่งปร๋อออกไปทันที
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ามองตามเงาร่างบอบบางที่ผลุนผลันออกไปพลางหัวเราะหึๆ
ก่อนจะหันกลับมามองโจวเหยี่ยน ทอดถอนใจแผ่วเบาแล้วเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“เป็นอะไรไปรึ? กังวลเรื่องอันใดอยู่?”
โจวเหยี่ยนยิ้มเยาะตัวเอง
ส่ายหน้าพลางฝืนยิ้ม “ไม่มีอะไรขอรับ เพียงแต่ยิ่งใกล้ถึงมณฑลหนานไห่
ในใจก็ยิ่งว้าวุ่นพิกล ท่านผู้เฒ่า…
ท่านว่าแม่ทัพหลี่จะยอมยื่นมือช่วยพวกเราหรือไม่?”
“เจ้าระแวงว่าเขาจะไม่ยอมช่วยรึ?”
“มิใช่ขอรับ” โจวเหยี่ยนส่ายหน้า รีบแก้ต่าง “เสด็จปู่ไม่มีทางมองคนผิด
และข้าเองก็เชื่อมั่นในตัวท่านแม่ทัพหลี่ เพียงแต่…
หากมิได้ก้าวเดินด้วยตัวเองก็คงไม่รู้ หนทางจากมณฑลหนานไห่ไปถึงเมืองหลวงห่างไกลกันนับหลายพันลี้
ขุนเขาสูงตระหง่าน สายน้ำทอดยาว ถนนหนทางคดเคี้ยวขรุขระยากลำบาก
หากคิดจะยกทัพจากที่นี่ตีฝ่าขึ้นไปยังเมืองหลวง…”
เขายิ้มขื่น
“ข้ากลับรู้สึกว่านี่เป็นการบีบคั้นสร้างความลำบากใจให้ท่านแม่ทัพหลี่เกินไปเสียด้วยซ้ำ”
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าอดหัวเราะไม่ได้
“วางใจเถิด! เรื่องราวอาจมิได้ลำบากยากเข็ญอย่างที่เจ้าคิด
แม่ทัพหลี่ย่อมมีหนทางของเขาเอง ไปถึงมณฑลหนานไห่แล้วค่อยว่ากัน! อีกอย่าง
มิใช่ว่ายังมีเสด็จอาสี่ของเจ้าอยู่อีกคนหรอกหรือ เขาย่อมต้องสนับสนุนเจ้าแน่
ไหนจะยังมีติงไท่ฟู่อีกคนเล่า”
โจวเหยี่ยนได้ยินดังนั้นจึงแย้มยิ้มพลางพยักหน้ารับ
ครู่หนึ่ง
เหลียนฟางชิงก็เดินกลับเข้ามา โจวเหยี่ยนเห็นเข้าก็ส่งยิ้มให้ “ดูเจ้าสิ
เหงื่อโซมไปทั้งตัว รีบนั่งพักก่อนเถอะ
เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จพวกเราก็ต้องออกเดินทางกันต่อแล้ว”
พลางรินน้ำชาส่งให้นางอย่างคุ้นเคยและเป็นธรรมชาติ
“ดื่มน้ำให้ชุ่มคอเสียหน่อย”
“ขอบใจนะ!” เหลียนฟางชิงฉีกยิ้มสดใส ยื่นมือรับไปอย่างคุ้นชิน
นางเงยหน้าขึ้นแล้วกระดกน้ำลงคอดังอึกๆ ท่าทางเปิดเผยห้าวหาญเป็นที่สุด
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ามองดูภาพตรงหน้านิ่งๆ
พลางลอบถอนใจในอก
สองคนนี้
คนหนึ่งก็ไร้ซึ่งความสำรวมอย่างว่าที่องค์รัชทายาท
อีกคนก็หาได้มีความเหนียมอายอย่างกุลสตรีไม่ หากทั้งคู่จับคู่กัน
กลายเป็นคู่บุญบารมีที่สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า
ด้วยกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนอันรัดรึงในวังหลวง พวกเขาจะรับมือไหวจริงหรือ!
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าอดส่ายหน้าเบาๆ
มิได้: อนาคตข้างหน้าช่างน่าเป็นห่วงเสียนี่กระไร!
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนชั่วครู่
ขบวนเดินทางก็ออกเดินทางกันต่อ
ครั้นสายัณห์สาดแสงย้อมขอบฟ้าเป็นสีชาด
ดวงตะวันยังคงคล้อยต่ำแตะขอบเนินเขาทางทิศประจิม
ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงใต้ด่านเหยาซาน
ทว่า
ประตูด่านกลับปิดสนิทลงเสียแล้ว!
บริเวณหน้าด่าน
ปรากฏกระโจมผ้ากางระเกะระกะอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้คนเดินเข้าออกขวักไขว่มิขาดสาย
เมื่อเข้าไปสอบถามจึงได้ความว่า
ยามนี้สงครามกำลังจะปะทุขึ้น การตรวจตราการเข้าออกมณฑลหนานไห่จึงเข้มงวดยิ่งนัก
ส่งผลให้การตรวจปล่อยผ่านเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ผู้คนเหล่านี้จำต้องค้างแรมอยู่หน้าด่านหนึ่งคืน
เพื่อรอแก่งแย่งคิวเข้าด่านตั้งแต่เช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็รอเถิด! เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
อย่าได้ไปทำลายกฎเกณฑ์ของเขาเลย” หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น
เหลียนฟางชิงย่อมไม่คิดวางก้ามกร่างอาศัยบารมีพี่สาวและพี่เขย
และโจวเหยี่ยนเองก็เห็นว่าสมควรเป็นเช่นนั้น จึงต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
ทั้งหมดจึงพากันลงจากรถม้าเพื่อเตรียมตัวพักค้างแรม
หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าแอบพยักหน้าในใจ
เด็กทั้งสองคนนี้รู้จักลดตัวลงดิน ไม่ถือยศถือศักดิ์
นิสัยเช่นนี้ภายภาคหน้าคงช่วยลดเรื่องวุ่นวายลงได้มากโขทีเดียว!
แม้การนอนค้างบนรถม้าจะไม่ค่อยสบายตัวนัก
แต่ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาก็ใช่ว่าจะไม่เคยทำ จึงล้วนเคยชินกันหมดแล้ว