บทที่ 1475
เตรียมการศึก
เหลียนฟางโจวมองตามเงาหลังของน้องสาวที่เดินกระฟัดกระเฟียดจากไปด้วยความขบขันระคนอ่อนใจ
อดส่ายหน้าเบาๆ มิได้: แม่เด็กคนนี้ นับวันยิ่งแง่งอนเอาแต่ใจนัก! เห็นๆ
อยู่ว่าตนเองเป็นฝ่ายไม่ยอมแยแสเขาก่อน แล้วยามนี้จะมาเคืองแค้นสิ่งใดกันเล่า?
ช่างเถิด เรื่องราวระหว่างเขาทั้งสอง
ตนเองแสร้งทำเป็นคนตาบอดหูหนวกไปเสียดีที่สุด ในใจกระจ่างแจ้งเงียบๆ
เพียงลำพังก็พอแล้ว
หลี่ฟู่มองเหลียนฟางชิงที
มองเหลียนฟางโจวที แววตาพลันไหววูบ ยามนี้จึงเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ชิงเอ๋อร์… นางกับ…”
“นี่เพิ่งจะดูออกหรือเจ้าคะ!”
เหลียนฟางโจวปรายตาค้อนเขา ยิ้มขื่นพลางเอ่ย
“ชิงเอ๋อร์รอนแรมขึ้นเหนือไปถึงเมืองหลวงก็เพราะเขา
ภายหลังยังร่วมเป็นร่วมตายฟันฝ่าวิกฤตมาด้วยกันตั้งเท่าใด
ซ้ำขากลับยังต้องล่องใต้รอนแรมมาไกลนับพันลี้ ขุนเขาสูงตระหง่าน สายน้ำทอดยาว คนหนุ่มสาววัยไล่เลี่ยกัน
รูปร่างหน้าตาก็เหมาะสมคู่ควร ต่อให้เดิมทีไม่มีสิ่งใด
ก็ย่อมยากจะห้ามมิให้เกิดความรู้สึกพิเศษต่อกันได้ ยิ่งเดิมทีทั้งคู่ก็… เฮ้อ
ข้าเองก็คร้านจะเข้าไปก้าวก่ายแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกเขาก็แล้วกัน!”
หลี่ฟู่ยิ้มขื่นเช่นกัน
“เช่นนี้จะนับว่าเป็นลิขิตสวรรค์ได้หรือไม่?”
เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะ “พรืด”
ออกมา “ข้าว่าก็คงไม่แคล้วหรอกเจ้าค่ะ!”
ทั้งสองหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง
เหลียนฟางโจวพลันชะงักฝีเท้า เอียงคอยิ้มเอ่ย “วางใจเถอะ
คนที่รู้จักตัวตนของท่านดี ย่อมไม่มีทางคิดฟุ้งซ่าน ส่วนคนที่ไม่เข้าใจท่าน
พูดไปก็ไร้ประโยชน์! ชิงเอ๋อร์ก็ส่วนชิงเอ๋อร์ พวกเราก็ส่วนพวกเรา
สองเรื่องนี้มิจำเป็นต้องนำมาปะปนกัน สิ่งใดสมควรทำ
ท่านก็จงมุ่งมั่นทำไปตามนั้นเถิด จังหวะเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
จะโลเลคลุมเครือมิได้เด็ดขาด!”
บางทีหลายตระกูลอาจมองว่าการที่บุตรสาวได้เข้าวังเสวยสุขและนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูลเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่
ทว่าเหลียนฟางโจวย่อมรู้ดี บุรุษผู้มีนิสัยเปิดเผยซื่อตรงอย่างหลี่ฟู่
ที่ไต่เต้าจนได้เป็นแม่ทัพนายกองด้วยผลงานการศึกจากหยาดเหงื่อแรงกายของตนเอง
ย่อมรังเกียจการถูกครหาเรื่องอาศัยบารมีฝ่ายในหรือเส้นสายเครือญาติเป็นที่สุด!
ในสายตาของเขา
สิ่งพรรค์นั้นไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว
ทว่าหากวันหน้าเหลียนฟางชิงได้ลงเอยกับโจวเหยี่ยนจริงๆ
ฐานะของเขาก็ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและละเอียดอ่อนขึ้นมาในทันใด
“ข้ารู้!” หลี่ฟู่ทอดถอนใจพลางยิ้ม
กุมมือภรรยาไว้แน่น “ภรรยาข้ามักจะรู้ใจและเข้าใจข้าเช่นนี้เสมอ
จนทำให้ข้าพลอยรู้สึกละอายใจเสียแล้ว! มีหรือที่ข้าจะหวาดกลัวลมปากผู้อื่น? ชิงเอ๋อร์ชอบพอกับพระราช… อ่า น้องชายโจว ก็ปล่อยให้นางทำตามใจเถิด
เพียงแต่นิสัยใจคอของนางเช่นนั้น วันหน้าเกรงว่า…”
หลี่ฟู่คลี่ยิ้ม
“ดูท่าพวกเราคงต้องสร้างรากฐานให้เข้มแข็งทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว
ภายภาคหน้าจะได้คอยเป็นที่พึ่งหนุนหลังให้นางได้!”
เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะคิกคัก อดรนทนไม่ไหวจนต้องโผเข้ากอดคอหลี่ฟู่ไว้แน่น
จุมพิตลงบนแก้มของเขาฟอดใหญ่ ดวงตาหวานซึ้งจับจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มละมุน
“อาเจี่ยน… ท่านช่างดีต่อข้าเหลือเกิน…”
หลี่ฟู่รวบตัวนางเข้าสู่อ้อมกอด
โน้มศีรษะลงคลอเคลียหน้าผากแนบชิดกับนาง เอ่ยกระซิบกลั้วหัวเราะ
“เจ้าเป็นภรรยาข้านี่นา ภรรยาที่ข้ารักสุดหัวใจ…”
กล่าวจบก็ช้อนร่างอุ้มนางในท่าเจ้าสาว
พาเดินตรงไปยังตั่งเตียงในห้องปีกตะวันออกทันที
เหลียนฟางโจวหัวเราะร่วนพลางผลักอกเขาเบาๆ
“อย่าแกล้งสิเจ้าคะ!” ทว่าหลี่ฟู่กลับยิ่งอยากหยอกเย้า
ทั้งสองหยอกล้อคลอเคลียกันจนกลายเป็นความหวานชื่นระคนเสียงหัวเราะไปทั่วห้อง
หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันหวานซึ้ง
หลี่ฟู่โอบกอดนางไว้แนบอก โน้มตัวซบลงข้างซอกคอพลางเอ่ยกระซิบแผ่วเบา “ฟางโจว
มะรืนนี้ข้าต้องออกจากเมืองหนานไห่แล้วนะ ศึกกับจิ้งหนานอ๋องครานี้
ทอดเวลาต่อไปมิได้อีกแล้ว”
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องส่งเขาออกศึก
ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่กลิ่นอายสงครามจะประชิดใกล้ตัวถึงเพียงนี้
ใกล้จนสัมผัสได้แจ่มชัด หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันเยียบเย็นลงชั่ววูบ
นางซุกตัวเข้าหาอกอุ่นของเขาตามสัญชาตญาณ
กอดเขาไว้แน่น แม้มุมปากจะฝืนยกยิ้ม
ทว่าน้ำเสียงกลับเปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยนและหนักแน่น
“เจ้าค่ะ!
ข้าขออวยพรให้ท่านคว้าชัยชนะตั้งแต่ศึกแรก และรีบนำทัพกรีธากลับมาโดยเร็ว! ข้า
ลูกๆ และทุกคนที่นี่… ล้วนเฝ้ารอท่านกลับมา”
“ดูแลตัวเองและลูกๆ ให้ดี
ลั่วกว่างจะยังคงอยู่คุ้มกันที่นี่เหมือนเดิม”
หลี่ฟู่ประทับจุมพิตลงบนหน้าผากนางพลางยิ้ม “ลำพังจิ้งหนานอ๋องตัวแค่นั้น
หาใช่เรื่องใหญ่อันใดไม่! ข้ามอบเมืองหนานไห่ไว้ในกำมือเจ้าแล้ว
ขอเพียงเมืองหนานไห่ยังสงบสุข ทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ย่อมปลอดภัยไร้กังวล แต่จำไว้…
เจ้าและลูกๆ สำคัญที่สุด ไม่ว่าเมื่อใดพวกเจ้าก็สำคัญที่สุดเสมอ!”
เหลียนฟางโจวยิ้มรับ ส่งเสียง “อืม”
แผ่วเบา ก่อนเอ่ยถาม “ศึกครานี้ ท่านคงพาอาเจ๋อไปด้วยใช่หรือไม่?”
หลี่ฟู่พยักหน้าพลางยิ้ม “วางใจเถอะ!
ฝีมือของเขาข้าเป็นคนเคี่ยวเข็ญมากับมือ ย่อมรู้กำลังดี
ครั้งนี้อวิ๋นหานก็จะไปด้วย ข้าจะให้พวกเขาสองคนร่วมทัพเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
จะได้คอยดูแลซึ่งกันและกัน!”
เหลียนฟางโจวมิได้คัดค้านสิ่งใด
ยิ้มกล่าว “ข้าย่อมวางใจอยู่แล้ว อีกอย่าง ต่อให้ข้าคิดจะห้าม
มีหรือที่เขาจะยอมฟัง”
หลี่ฟู่ยิ้มตอบ
“ต่อให้มองในแง่ของชิงเอ๋อร์
เขาก็จำเป็นต้องรีบออกไปสะสมประสบการณ์สร้างบารมีตั้งแต่วันนี้
จะได้ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนได้”
หัวใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ
พลางยิ้มเย้า “ท่านคิดการณ์ไกลเร็วนักนะเจ้าคะ!”
“ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องถึงวันนั้น!”
หลี่ฟู่หัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงเล่าเรื่องที่หารือกับหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยนก่อนหน้านี้ให้นางฟัง
ให้นางช่วยขบคิดวางแผนการลอบแทรกซึมเข้าสู่เมืองหลวงไว้ล่วงหน้า
รอให้เขานำทัพกำราบศึกกลับมาแล้วค่อยมาตกผลึกร่วมกัน
เมื่อได้ยินว่าเขากล่าวต่อหน้าโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะดึงตนเองเข้าร่วมวางแผน
เหลียนฟางโจวทั้งประหลาดใจ ยินดี และกระดากอายไปพร้อมกัน อดค้อนเขาไม่ได้
“ท่านนี่ช่างเหลวไหลนัก! เรื่องบ้านเมืองใหญ่โตปานนั้น
ข้าจะไปสอดมือยุ่งได้อย่างไรกัน เดี๋ยวผู้อื่นเอาไปนินทาจนท่านต้องเสียหน้าหรอก!”
หลี่ฟู่ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ
“กลัวอันใดเล่า! ทั่วทั้งมณฑลหนานไห่มีผู้ใดบ้างไม่รู้ซึ้งถึงสติปัญญาบารมีของหลี่ฮูหยิน!
ต่อให้ข้าไม่เอ่ยปาก มีเรื่องใดบ้างที่ข้าจะปิดบังเจ้าได้ และเมื่อเจ้าได้ยิน
มีหรือที่จะไม่ช่วยออกอุบายให้ข้า? เรื่องพวกนี้ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือไม่มิดหรอก
สู้เปิดอกพูดกันตรงๆ ไปเลยจะดีกว่า”
เหลียนฟางโจวตรองดูแล้วเห็นว่าที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล
จึงเพียงยิ้มรับและปล่อยผ่านไป
ล่วงพ้นไปอีกหนึ่งวัน หลี่ฟู่
เซียวมู่ หูต้าไห่
และเหล่าแม่ทัพนายกองต่างทยอยนำพากองทัพเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ด่านเหยาซาน
เพื่อตั้งค่ายรับมือศัตรู
โดยทิ้งให้เสิ่นต้าอี้พร้อมด้วยนายทหารระดับกลางอีกสองสามคนอยู่คอยเฝ้ารักษาการณ์
ณ ที่มั่นบัญชาการใหญ่
เมื่อกองทัพใหญ่เริ่มเคลื่อนขบวน
ทั่วทั้งเมืองหนานไห่ตลอดจนทั้งมณฑลต่างตื่นตัวจนร้อนระอุ ไม่ว่าจะตามโรงน้ำชา
ร้านสุรา หรือแม้แต่กลุ่มชาวบ้านที่ยืนสนทนากันริมถนน
หัวข้อที่เอ่ยถึงล้วนหนีไม่พ้นสงครามใหญ่ในครั้งนี้!
นอกเหนือจากการถกเถียงเรื่องศึกสงครามอย่างดุเดือดแล้ว
ผู้คนยังพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของการศึกครานี้อย่างเผ็ดร้อน
ทางฝั่งจิ้งหนานอ๋องป่าวประกาศชูพระราชโองการอย่างเอิกเกริก
ตราหน้าว่าหลี่ฟู่ “ก่อกบฏ” และมี “ความผิดมหันต์มิอาจละเว้น!”
หวังใช้สิ่งนี้เกลี้ยกล่อมให้พวกหูต้าไห่แปรพักตร์กลับใจยอมสวามิภักดิ์
เพื่อยึดครองมณฑลหนานไห่โดยมิต้องหลั่งเลือด
ทว่าฝ่ายหลี่ฟู่หลังหารือกับเฝิงชวี่จี๋และที่ปรึกษาแล้ว
ก็ได้ร่างหนังสือประกาศศึกและส่งคนกระจายแจกจ่ายไปทั่วสารทิศ…
รวมถึงในอาณาเขตของจิ้งหนานอ๋องด้วยเช่นกัน!
เนื้อความในประกาศศึกระบุอย่างเผ็ดร้อนว่า
หลีอ๋องชิงราชบัลลังก์มาโดยมิชอบ
มีมลทินแปดเปื้อนข้อหาสมคบคิดลอบปลงพระชนม์อดีตจักรพรรดิและสังหารรัชทายาท
หาใช่โอรสสวรรค์ที่แท้จริงไม่ ทั้งยังไร้คุณสมบัติที่จะนั่งบัลลังก์มังกร
ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์! แม่ทัพหลี่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นจากอดีตจักรพรรดิ
มีหรือจะยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อคนถ่อยชั่วช้าเช่นนี้? ขอเพียงผู้มีบุญญาธิการตัวจริงปรากฏ ย่อมพร้อมน้อมรับบัญชาทันที!
ซ้ำยังประณามว่าหลีอ๋องไม่แยแสต่อความเป็นความตายของราษฎร
ดึงดันจะจุดไฟสงคราม ไร้ซึ่งหัวใจที่คำนึงถึงแผ่นดินและไพร่ฟ้า
มิคู่ควรแก่การเป็นเจ้าแผ่นดินแม้แต่น้อย!
ขณะเดียวกัน
เรื่องราวต่ำช้าสารพัดที่หลีอ๋องเคยกระทำต่อองค์รัชทายาทในอดีต
ข้อกังขาเรื่องการสวรรคตอันเป็นปริศนาของอดีตจักรพรรดิ เพลิงผลาญตำหนักบูรพา
ตลอดจนการแก่งแย่งอำนาจอย่างเอาเป็นเอาตายไร้ซึ่งคุณธรรมมนุษยธรรมระหว่างฮั่นหยางอ๋องกับหลีอ๋องหลังจากนั้น…
ข่าวลือเหล่านี้ต่างถูกบอกเล่าปากต่อปาก พัดกระหน่ำประดุจพายุร้ายไปทั่วแดนหนานไห่
บดขยี้ชื่อเสียงของหลีอ๋องจนป่นปี้ลงสู่จุดต่ำสุด…
คมดาบยังมิทันได้ปะทะ
คมวาจาและสงครามประสาทของทั้งสองฝ่ายก็ฟาดฟันกันจนดุเดือดเลือดพล่าน
และเห็นได้ชัดเจนยิ่งว่า
ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นเบี้ยล่างอย่างน่าเวทนา…
คือฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ประทับอยู่ไกลถึงเมืองหลวง!