วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1247 เรื่องประหลาดในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู

 

    บทที่ 1247 เรื่องประหลาดในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู

ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนหนึ่ง เมืองหนานไห่ครึกครื้นทั่วทั้งนคร ขุนนางและราษฎรรื่นเริงร่วมกัน ดื่มด่ำอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความสุข

โคมดอกไม้ตามท้องถนนสุกสกาว รูปทรงหลากหลายมีชีวิตชีวา ความคิดวิลิศมาหลาและฝีมือประณีตชวนให้คนชมทึ่งไม่วางตาไม่อยากจากไป ครั้นดอกไม้ไฟอันเจิดจ้าบานสะพรั่งหลากสีบนฟากฟ้ายามราตรี บรรยากาศก็ถึงจุดสุดยอด ปลุกเสียงโห่ร้องเป็นระลอกจากฝูงชนที่เบียดเสียดแน่นขนัด

ภายในหอหลีฮวา บรรยากาศก็ชื่นบานเช่นกัน…

ทั้งหมดนี้ล้วนประกาศชัดว่ามณฑลหนานไห่เป็นดินแดนที่ขุนนางกับราษฎรอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

ทว่าไกลออกไปยังเฉวียนโจว ภายในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู กำลังเปิดฉากละครชิงอำนาจ ซึ่งภายหลังย่อมทำให้ทุกคนตะลึงงัน!

ในฐานะที่ตระกูลฝูเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ และเป็นตระกูลใหญ่แห่งเฉวียนโจวที่แทบผูกขาดการขนส่งทางทะเล ย่อมอยู่ในรายนามผู้ได้รับเชิญร่วมงานเลี้ยงโคมหยวนเซียวครั้งนี้ด้วย

ขึ้นสิบสามค่ำเดือนหนึ่ง ผู้นำตระกูลฝู ฝูเจียเย่ พาภรรยาสกุลถัง บุตรชายเพียงคนเดียว ฝูเว่ย และหลิวซื่อผู้เป็นสะใภ้ เดินทางไปยังเมืองหนานไห่พร้อมกัน

ครานี้บรรดาบุคคลมีหน้ามีตาทั่วทั้งมณฑลหนานไห่แทบล้วนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นเวทีของผู้ชำนาญคบค้าสมาคม ท่านเจ้าบ้านฝูจึงพาภรรยา บุตรชาย และสะใภ้มาด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ผูกไมตรีเพิ่มพูน

ตระกูลฝูมีคนในสกุลน้อย จึงยิ่งให้ความสำคัญกับการคบหา ท่านเจ้าบ้านฝูในอดีตเพราะเหตุบางประการจึงได้ช่วงชิงอำนาจคุมตระกูลมา น้องชายต่างมารดาสองคนถูกเขาเลี้ยงจนเสียคน กลายเป็นคุณชายรุ่นสองที่เอาแต่กินดื่มเริงสำราญ ญาติสกุลฝูที่เขาพอไว้ใจได้จึงมีน้อยจนน่าเวทนา

พอคนทั้งสี่—คู่สามีภรรยาทั้งพ่อและลูกออกจากคฤหาสน์ไป คฤหาสน์สกุลฝูก็เหลือเพียงฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเป็นนายเพียงคนเดียว

คืนเทศกาลหยวนเซียว ด้วยในคฤหาสน์มีฮูหยินผู้เฒ่าเพียงคนเดียว ที่นั่นจึงไม่มีความครึกครื้น ครั้นย่ำค่ำบรรยากาศก็เงียบเหงากันไปถ้วนหน้า

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูทานมื้อเย็นเสร็จ สนทนาเรื่องหยิบย่อยกับหมอมอเฒ่าสองคนอยู่ในห้อง ไม่นานก็รู้สึกง่วง

กำลังจะสั่งให้เตรียมน้ำร้อนล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน มิคาดว่า สาวใช้ที่ไปเร่งต้มน้ำกลับหายไปพักใหญ่ก็ยังไม่กลับมา

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูอดขุ่นเคืองไม่ได้ คิ้วขมวดแค่นเสียง “ฮึ” ออกมาคำหนึ่ง

หมอมอทั้งสองสบตากัน หมอมอเฒ่าแซ่หลินจึงฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า: “นังหนูชิวหงคนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป ไม่ใช่เพิ่งจะเคยรับใช้ปรนนิบัติท่านต่อหน้าฮูหยินเฒ่าเป็นวันแรกเสียหน่อย เหตุใดถึงได้ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้? เดี๋ยวบ่าวชราจะไปดูเสียหน่อยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่! “

สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูค่อยคลายลงเล็กน้อย แต่ยังแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่ใส่ใจว่า อยู่ในบ้านตัวเอง จะมีเรื่องอะไรได้?”

กระนั้นก็ยังโบกมือไล่ “ไปเถอะ!”

หมอมอเฒ่าแซ่หลินยิ้มประจบ ค้อมตัวรับคำ “เจ้าค่ะ” แล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม

ทว่าใครจะรู้ หลังจากนางไปแล้วก็หายเงียบไปนานสองนานเช่นกัน ราวกับ**วัวดินจมลงสู่ทะเล* **ไร้ซึ่งวี่แววและข่าวคราวใดๆ

สีหน้าของฮูหยินเฒ่าผู้เป็นประมุขพลันย่ำแย่ถึงขีดสุด "เพล้ง!" เสียงถ้วยน้ำชาในมือถูกทุ่มลงพื้นอย่างแรงจนแตกละเอียด นางแผดเสียงด่าทอด้วยความโกรธแค้นว่า "คนหนึ่งก็แล้ว สองคนก็แล้ว วันนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด? เห็นว่านายท่านกับคุณชายไม่อยู่ เลยรวมหัวกันรังแกคนแก่อย่างข้าใช่ไหม!"

ทำเอาหนานหมอมออีกคนและสาวใช้ตัวน้อยอีกสองคนตกใจจนรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที

"ฮูหยินเฒ่าโปรดระงับโทสะ โปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ คาดว่าคงจะเป็น—" หนานหมอมอเอ่ยขออภัยโทษ แต่กระทั่งตนเองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลใดมาอธิบายดี!

เพราะอย่างไรเสีย หลินหมอมอก็ไม่เหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ นางรับใช้ปรนนิบัติอยู่ต่อหน้าฮูหยินเฒ่ามานานหลายสิบปีพร้อมๆ กับตน ไม่มีทางที่จะขี้เกียจจนทำงานบกพร่องอย่างแน่นอนหนานหมอมอจึงได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อน “ไม่รู้ว่าพี่หลินเป็นอะไรเหมือนกันเจ้าค่ะ หรือจะให้บ่าวชราไปดูอีกคนดีเจ้าคะ?”

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกลับขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายตีขึ้นในอกโดยไร้เหตุผล—นางไม่มีวันยอมรับหรอกว่านั่นคือความกลัว

วันนี้ในคฤหาสน์ไม่มีเรื่องอะไรใช่หรือไม่?” นางเอ่ยถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หนานหมอมอชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบส่ายหน้าพร้อมยิ้มกว้าง ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เทศกาลเช่นนี้จะมีเรื่องอะไรได้เล่า ฮูหยินผู้เฒ่าวางใจเถอะเจ้าค่ะ!”

เมื่อได้ยินหนานหมอมอยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใจของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูก็สงบลงเล็กน้อย แต่แล้วสายตากลับหันไปจ้องเขม็งที่สาวใช้น้อยสองคน

พวกเจ้าไปดูที่ครัว ไปดูให้รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น! ดูเสร็จรีบกลับมารายงาน! หากชักช้าแม้แต่นิด พรุ่งนี้จะเฆี่ยนพวเจ้าจนตาย! ไปเดี๋ยวนี้!”

สาวใช้น้อยทั้งสองหน้าซีดเผือด รีบตอบรับเสียงสั่น แล้วลุกจากพื้นวิ่งออกไปอย่างตื่นตระหนก

รินชาร้อนให้ข้าสักถ้วย” ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปสั่งหนานหมอมอ

ในห้องตอนนี้เหลือเพียงนางกับหนานหมอมอสองคน บรรยากาศพลันดูว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด แสงโคมที่เคยสว่างไสวกลับคล้ายอ่อนแสงลง ลมยามค่ำพัดผ่านมาแผ่วเบาแต่ส่งเสียงครางวู้วคล้ายเสียงสะอื้น เหมือนมีเงาลาง ๆ ของวิญญาณที่ซ่อนตัวเฝ้าจ้องอยู่ในมุมมืด รอจังหวะโถมเข้ามาคร่าชีวิตอย่างไรอย่างนั้น ทำให้จิตใจคนหนาวสะท้านโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกไม่สบายใจ หวาดระแวง เสียวสันหลังเริ่มทวีขึ้นทุกขณะ ตัวฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเองก็กำลังใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ที่เอ่ยขอน้ำชาไปก็เพื่อแสร้งทำเป็นสงบนิ่งเท่านั้นเอง

หนานหมอมอเองก็พลอยรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะไม่หนักหนาเท่าฮูหยินผู้เฒ่า แต่ในใจกลับกระสับกระส่ายไม่เป็นสุข ขณะยกน้ำชามาถวายมือยังสั่นเผลอทำน้ำชาร้อน ๆ หกใส่หลังมือของฮูหยินผู้เฒ่าเข้า

โอ้ย!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูร้องออกมาด้วยความเจ็บ รีบสะบัดแขนเสื้อปัดอย่างแรง ถ้วยชาถูกปัดกระเด็นตกกระแทกพื้นแตกกระจาย หนานหมอมอตกใจแทบสิ้นสติ รีบคุกเข่าลงขอรับโทษทันที

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับโกรธจัด ตบที่วางแขนของเก้าอี้พลางตะโกนลั่น คนอยู่ไหนกัน! ใครก็ได้! มานี่!”

นางตะโกนเรียกติดกันห้าหกครั้ง แต่กลับไร้แม้เสียงตอบรับสักแอะ!

ราวกับว่าทั้งคฤหาสน์เหลือเพียงนางกับหนานหมอมอสองคนเท่านั้น

ประหนึ่งว่าคฤหาสน์ใหญ่อันโอ่อ่าของตระกูลฝู บัดนี้ได้กลายเป็นบึงน้ำตายที่ไร้ชีวิตไปแล้ว…

แม้จะเชื่องช้าเพียงใด แต่ถึงตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกับหนานหมอมอก็รู้แน่ชัดแล้ว—ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่พวกนางไม่รู้!

หนานหมอมอทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านเพราะความหวาดกลัวจนควบคุมไม่ได้ เสียงฟันกระทบกันดังกรอด ๆ

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเองก็รู้สึกได้ว่าลมเย็นเฉียบกำลังไล่ขึ้นตามแนวสันหลัง ทว่าอย่างไรเสีย นางก็เป็นผู้หญิงที่ผ่านโลกมานาน ใจเด็ดไม่ใช่น้อย จึงหัวเราะเย็นเยียบก่อนตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

ใครกันซ่อนตัวลอบทำชั่วอยู่ในเงามืด? ออกมาเดี๋ยวนี้! รู้ไหมว่าที่นี่คือที่ใด? นี่คือคฤหาสน์ตระกูลฝู! ไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาทำอุกอาจได้ตามใจ! ถ้ายังไม่ออกมา—พอสามีหลานชายข้ากลับมา เจ้าทั้งหลายจะไม่มีทางได้ตายดี!”

ทันใดนั้น นอกประตูก็มีเสียงหัวเราะก้องกังวานของบุรุษวัยกลางคนดังขึ้น แรง กล้า ทุ้มลึก

แต่ในเสียงหัวเราะนั้นกลับมีความเศร้าหมองแผ่ซ่านมากกว่าอารมณ์สะใจจนชวนขนลุกซู่!

หนานหมอมอหน้ามืดวูบ แทบสิ้นสติล้มลงสิ้นใจตรงนั้น!

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกำมือแน่น ก่อนตะโกนกร้าว ออกมา! ข้าสั่งให้ออกมาเดี๋ยวนี้!”

สิ้นเสียงตวาด เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นราวภูตผี—สูงใหญ่สง่างาม เอวสอบไหล่กว้าง สวมชุดยาวสีคร่ำ ดวงหน้าคมคาย จมูกโด่ง ปากบางเม้มแน่น คางมีเคราสั้นราวสามสี่นิ้ว

ดวงตาเรียวยาวเป็นประกายจ้า เพียงกะพริบหนึ่งก็สะท้อนแววเฉียบคมจนแทงทะลุหัวใจคน

ชายผู้นั้นยืนหันหลังให้แสงโคม ใบหน้าเขาถูกเงามืดบดบัง ทำให้มองเห็นไม่ชัดนัก

แต่กลับให้ความรู้สึกประหลาด—ทั้งที่ok’ไม่เคยรู้จักชายคนนี้มาก่อน กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูแอบรู้สึกแปลกใจ แต่กลับรู้สึกใจเย็นลง—ยังไงเสีย เขาก็เป็น “คน” มิใช่ผี!

ตราบใดที่ยังเป็นคน แล้วนางจะกลัวอะไร?

ตระกูลฝูในเฉวียนโจวคือหนึ่งในผู้มีอำนาจสูงสุด! จะมีใครกล้าทำอุกอาจถึงเพียงนี้กันเล่า?

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1246 ร่วมสนุกกับราษฎร

 

     บทที่ 1246 ร่วมสนุกกับราษฎร

หลงจู๊ร้านได้ฟังดังนั้น ใจก็สงบลงเล็กน้อย จึงพยักหน้าพร้อมหัวเราะกล่าวว่า เมื่อนายท่านเติ้งมีแผนอยู่แล้ว ข้าน้อยก็วางใจได้! โปรดวางใจเถิด ข้าน้อยจะจับตาร้านอวี๋ฝูจี้ไว้อย่างใกล้ชิด แม้แต่แมลงวันบินเข้าร้าน ก็อย่าหวังเล็ดรอดพ้นสายตาข้าน้อยไปได้ขอรับ!”

นายท่านเติ้งพยักหน้าด้วยความพอใจ ทั้งสองปรึกษาหารือกันอีกครู่หนึ่ง จึงปล่อยให้เขากลับไป

แต่พอหลงจู๊จะลาจาก ก็อดลองหยั่งเชิงเอ่ยขึ้นมิได้ว่า นายท่านเติ้ง แต่ก็ว่าไม่ได้ พวกเขาใช้กลยุทธ์แจกของแถมบ้าง จับสลากบ้าง มันก็ได้ผลจริง ๆ นะขอรับ! วันนี้ผู้คนล้นหลามแทบทั้งเมืองต่างแห่กันไปที่นั่น—มิสู้เราจะลอง…ลองทำดูบ้างหรือไม่?”

"เหลวไหล!" นายท่านเติ้งพลันโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง เขาจ้องเขม็งไปที่หลงจู๊คนนั้นพร้อมกับคำรามเสียงต่ำอย่างเคียดแค้นว่า "พวกมันจะไปรู้อะไร? แล้วเจ้าจะไปรู้อะไร? ไม่เลวงั้นรึ? เหอะ! วิธีที่ฆ่าศัตรูหนึ่งพันแต่ตัวเองต้องสูญเสียถึงแปดร้อยแบบนั้นมันจะไปเรียกว่ายอดเยี่ยมตรงไหน! พวกเราเป็นตระกูลที่ทำมาค้าขายอย่างซื่อสัตย์ อย่าไปริเริ่มเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมพรรค์นั้น!"

หลงจู๊รู้ซึ้งดีว่านายท่านของตนนั้นมีความทะนงตนและยึดมั่นในศักดิ์ศรีด้านการค้าขายเป็นอย่างยิ่ง คำพูดของเขาเมื่อครู่จึงเป็นการล่วงเกินสิ่งที่นายท่านถือสาอย่างชัดเจน! ทันทีที่พูดออกไปเขาก็รู้สึกเสียใจภายหลัง เมื่อโดนตำหนิยกใหญ่เช่นนี้จึงได้แต่โทษตัวเองว่าสมควรแล้ว เขาละล่ำละลักน้อมรับคำสั่งและขอขมาซ้ำ ๆ ก่อนจะรีบถอยฉากจากไปอย่างรวดเร็ว

แต่เพราะประโยคท้ายสุดของเขา ทำให้นายท่านเติ้งขุ่นข้องหมองใจอยู่หลายวัน ไม่อาจวางลงได้จริง ๆ

ในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสอง (เดือนล่าถิง) มีขบวนรถขบวนหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง รถบรรทุกสินค้าคันใหญ่ยี่สิบคันเคลื่อนขบวนเข้าสู่จวนพักส่วนหลังของที่ทำการผู้ว่าการมณฑลอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

สิ่งเหล่านี้คือของขวัญปีใหม่ที่เหลียนเจ๋อและภรรยาจากเมืองหลวง, พ่อบ้านเฉียนจากจวนเวยหนิงโหว รวมถึงพระชายาหลิวจวิ้นอ๋องและพระสวามี ส่งมาให้เหลียนฟางโจวกับหลี่ฟู่

นอกจากของใช้สำหรับครอบครัวสามคนของนาง และของรางวัลสำหรับแจกจ่ายพวกบ่าวไพร่ในบ้านแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นสารพัดข้าวของเครื่องใช้ที่ทันสมัยและแปลกใหม่ ซึ่งเหลียนฟางโจวได้เขียนจดหมายกลับไปไหว้วานให้พ่อบ้านเฉียนช่วยจัดเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ เพื่อเตรียมไว้สำหรับมอบเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น

หลียวจ่วนซื่อ (ผู้ดูแลหลียว) ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวน ได้หยิบกล่องสีแดงชาดฝังเปลือกหอยมุกที่มีความยาวกว่าสองฉื่อและสูงกว่าครึ่งฉื่อออกมาจากสัมภาระติดตัวอย่างระมัดระวัง พร้อมกับยิ้มประจบพลางกล่าวกับเหลียนฟางโจวว่า "นี่คือของที่พระชายาหลิวจวิ้นอ๋องกำชับให้บ่าวดูแลรักษาให้ดีเป็นพิเศษ เพื่อมอบให้แก่ท่านเขยของพระองค์ หรือก็คือคุณชายน้อยของบ้านเราขอรับ!"

"..." เหลียนฟางโจวรับของมาอย่างทำตัวไม่ถูก ทั้งขำไม่ออก นางสั่งให้แม่นมนำของไปให้ซวี่เอ๋อร์โดยที่ไม่ได้เปิดดูว่าข้างในคืออะไร

แต่กลับเป็นซวี่เอ๋อร์ที่เดินออกไปข้างหน้าแล้วพูดขึ้นมาอย่างเป็นงานเป็นการว่า "ขอบพระคุณท่านแม่ยายมากขอรับ!" ทำเอาเหลียนฟางโจวถึงกับรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางใจ

เมื่อจัดแจงแยกข้าวของเหล่านี้เป็นส่วน ๆ เรียบร้อยและแจกจ่ายออกไป รวมถึงส่งของขวัญไปตามบ้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ย่างเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้วปีนี้แม้จะต้องฉลองปีใหม่ในต่างถิ่น แต่สำหรับหลี่ฟู่นั้น บิดามารดาล่วงลับไปนาน อีกทั้งผ่านการฝึกฝนกรำศึกที่ชายแดนมานับปี ก็แทบไม่เหลือความหมายของคำว่า “บ้าน” อีกต่อไป บัดนี้เขามีภรรยา มีบุตรชาย สำหรับเขาแล้ว ภรรยาและบุตรอยู่ที่ใด ที่นั่นก็คือบ้าน; สำหรับเหลียนฟางโจว—ดวงวิญญาณเดียวดายในต่างภพ—ก็ยิ่งไม่ต่างกัน ส่วนซวี่เอ๋อร์ยังเล็กนัก เพียงแค่มีทั้งบิดามารดาอยู่เคียงข้าง ก็เพียงพอแล้ว!

ดังนั้นเมื่อถึงวันปีใหม่ สามนายบ่าวกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวความโศกเศร้าโหยหาบ้านเกิด เหลียนฟางโจวยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น คอยสั่งการให้คนทั้งหลายแช่ข้าวเหนียว ตำแป้ง บดข้าวเป็นน้ำแป้ง ทำ “ฉือปา” ขนมพื้นถิ่นขึ้นอย่างสนุกสนาน ดวงหน้าเปี่ยมรอยยิ้มแห่งความสุข

บรรดาบ่าวไพร่ที่ติดตามมาจากเมืองหลวง เห็นดังนั้นก็อดยิ้มตามมิได้ แต่ละคนพลันสดใสขึ้นหลายส่วน ความหม่นหมองที่ติดอยู่ในใจคลายหายไปไม่น้อย

ช่วงตรุษจีน ที่นี่ก็ไม่ต่างจากเมืองหลวงเท่าใดนัก บ้านเรือนต่างก็วุ่นวายกับการไปมาหาสู่ญาติมิตร เลี้ยงสุรา จัดงานชมการแสดงงิ้ว ความครึกครื้นแทบจะลั่นฟ้าสะเทือนดิน!

ยิ่งเข้าใกล้เทศกาลโคมไฟ ความคึกคักก็ยิ่งทวีคูณ งานโคมไฟครั้งแรกที่ทางการประกาศว่าจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งยังมีดอกไม้ไฟด้วยนั้น ทำให้ชาวเมืองทั้งเมืองต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ

แม้แต่ผู้คนจากถิ่นอื่นในมณฑลหนานไห่ ก็อาศัยโอกาสมาเยี่ยมญาติมิตรเพื่อเข้าพักและชมงาน หลายคนถึงกับเช่าพักตามโรงเตี๊ยมกันเลยทีเดียว!

ตระกูลใหญ่ทั้งสี่และบรรดาตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น ต่างก็ได้รับเชิญจากใต้เท้าผู้ว่าการมณฑล ตั้งแต่วันที่สิบเดือนอ้ายก็ทยอยกันเดินทางเข้าสู่เมืองหนานไห่

ชั่วพริบตา เมืองหนานไห่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน คึกคักยิ่งกว่าช่วงปลายปีที่ซื้อขายของปีใหม่เสียอีก!

ในวันที่สิบสองเดือนอ้าย (เดือนหนึ่ง) ทางการได้ส่งขบวนเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการกลุ่มใหญ่มาทำความสะอาดและจัดเตรียมพื้นที่บริเวณลานกว้างทางทิศใต้ของเมือง เพื่อใช้เป็นที่ตั้งแสดงโคมยักษ์รูปทรงต่าง ๆ ที่สวยงามตระการตาในงานครั้งนี้

ด้านเหนือของลานกว้าง ได้สร้างเวทีสูงขึ้นมาอีกหนึ่ง เวทีนั้นมีโครงค้ำยันตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง คลุมด้วยผ้าม่านสีแดงเข้ม ครั้นถึงเวลา ก็จะมีการเล่นทายปริศนาโคมไฟ ต่อกลอน และกิจกรรมร่วมสนุกต่าง ๆ ส่วนการจุดพลุดอกไม้ไฟก็จะทำบนเวทีสูงแห่งนี้เอง

ซึ่งตำแหน่งที่เลือกไว้นี้ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะฝั่งตรงข้ามคือภัตตาคารหรูที่มีชื่อว่า ‘หอหลีฮวา’ (หอพรรณสาลี่) เมื่อถึงเวลา ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑล พร้อมด้วยใต้เท้าหู ใต้เท้าสวี่ และท่านอื่นๆ จะจัดงานเลี้ยงรับรองเหล่าตระกูลใหญ่และผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่นขึ้นที่นี่ ส่วนเหลียนฟางโจวกับภริยาของใต้เท้าทั้งสอง รวมถึงฮูหยินของเหล่าขุนนางตำแหน่งฉานเจิ้งและฉานอี้ ก็จะครองพื้นที่อีกด้านหนึ่งเพื่อจัดงานเลี้ยงรับรองฝ่ายหญิง พร้อมทั้งถือโอกาสนี้ชมการแสดงพลุดอกไม้ไฟไปด้วยในตัว

นอกจากนี้ ถนนสายหลักสองสายที่ทอดตัวยาวในแนวเหนือใต้ซึ่งเชื่อมต่อกับลานกว้าง ก็เริ่มมีการทำความสะอาดเช่นกัน โดยเมื่อถึงวันงาน ทั้งสองฟากฝั่งถนนจะประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากสีสันให้ผู้คนได้เดินเที่ยวชมอย่างเพลิดเพลิน

ยิ่งการทำความสะอาดถนนหนทางและการตั้งปะรำพิธีรุดหน้าไปมากเพียงใด ผู้คนทั้งเมืองต่างก็เฝ้ารอคอยและสนทนาถึงเรื่องนี้ด้วยความตื่นเต้นกันถ้วนหน้า

แม้แต่ในหมู่บ่าวไพร่ของจวนตระกูลหลี่ เมื่อมีเวลาว่างต่างก็หยิบยกงานรื่นเริงครั้งใหญ่นี้มาพูดคุยกันอย่างออกรส

จะโทษใครได้เล่า ในเมื่อความบันเทิงในยุคโบราณนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน งานเทศกาลโคมไฟที่คึกคักเช่นนี้ คาดว่าคงจะกลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนนำมาเล่าขานกันได้อย่างสนุกปากไปนานร่วมครึ่งปี!

ทว่าในจวนตระกูลหลี่ หลายวันมานี้หลี่ฟู่กลับมักจะเผลอแสดงท่าทีร้อนรนและไม่เป็นสุขออกมาโดยไม่รู้ตัว

เรื่องนี้ทำให้เหลียนฟางโจวที่พบเห็นเข้าถึงกับลอบถอนหายใจด้วยความเอ็นดู นางค้อนพลางเอ่ยเย้าเขาว่า "ท่านทำตัวแบบนี้จะดีหรือ? แม้ช่วงนี้เราจะอยู่อย่างสบายกายสบายใจมาพักหนึ่ง แต่ข้าก็ไม่กล้ารับประกันหรอกนะว่าในจวนจะไม่มีสายลับซ่อนตัวอยู่ลึก ๆ น่ะ! หากบังเอิญใครมาเห็นเข้าจนเกิดความสงสัยขึ้นมา ท่านอย่ามาตัดพ้อว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน!"

หลี่ฟู่ดึงนางเข้าไปกอดแล้วก้มหน้าลงมาถูไถออดอ้อน ก่อนจะหอมแก้มนาอย่างแรงทีหนึ่งแล้วยิ้มกล่าวว่า "ข้าก็เป็นแบบนี้เฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าเจ้าเท่านั้นแหละ ออกไปข้างนอกข้าจะกล้าได้อย่างไร?"

พูดจบเขาก็ลอบถอนหายใจเบา ๆ "เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก หากไม่สำเร็จล่ะก็—"

หากไม่สำเร็จ แผนการทั้งหมดที่ทั้งสองวางไว้จะต้องถูกเปลี่ยนแปลง และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มนับหนึ่งวางแผนกันใหม่ทั้งหมด!

เหลียนฟางโจวฟังแล้ว ใจพลันหนักอึ้งลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นหลังเงียบไปครู่หนึ่งว่า อาเจี่ยน เราก็ทำเต็มกำลังแล้วมิใช่หรือ? ยิ่งกว่านั้น ท่านก็เคยไปที่เฉวียนโจว พบเจอเขามาแล้วมิใช่หรือ? หากเขาเป็นเพียงคนไร้ความสามารถ ป่านนี้คงสิ้นชีพไปนานแล้ว ไหนเลยจะยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ได้? ไม่เพียงรอดมาได้ ยังสร้างกิจการกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่! การที่เขามาร่วมมือกับเราในครานี้ ก็เพื่อเป็นโอกาสที่ดีที่สุด—หรืออาจจะเป็นโอกาสเดียว—ในการล้างแค้น เขาย่อมต้องทุ่มเทสุดกำลัง อีกทั้งคนของเราที่อยู่ช่วยเขาที่นั่นก็ล้วนเป็นยอดฝีมือ คัดสรรมาอย่างดี ท่านยังจะกังวลอันใดอีกเล่า? หากสุดท้ายไม่สำเร็จ ก็เพียงหันไปหาหนทางอื่นเท่านั้นเอง!”

เมื่อหลี่ฟู่ได้ฟังประโยคสุดท้าย ใจที่หนักอึ้งก็ผ่อนคลายลงทันตา จึงยิ้มพลางกล่าวว่า เจ้าว่าถูกต้องนัก หากไม่สำเร็จ เราก็วางแผนใหม่ก็เท่านั้น ย่อมมิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เสียเมื่อใด!”

รู้อย่างนี้ก็ดีแล้ว!” เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางค้อนใส่ “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าทำหน้าขรึมอีกเลย ยิ้มสักหน่อยเถอะ!”

เจ้านะเจ้า!” หลี่ฟู่กลั้นยิ้มไม่อยู่ บีบแก้มของนางเบา ๆ แล้วโอบกอดพลางหัวเราะกล่าวว่า พอเถิด! เรื่องนี้ก็พักไว้ก่อนเถอะ พวกเราก็ควรเตรียมงานเลี้ยงชมโคมในเทศกาลหยวนเซียวกันได้แล้ว!”

**

-ตั้งแต่บทนี้เป็นต้นไป ขอเปลี่ยนชื่อลูกชายเหลียนฟางโจว จากซู่เอ๋อร์ เป็น ซวี่เอ๋อร์ค่ะ

 

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1245 ความโกรธของนายบ่าว

 

บทที่ 1245 ความโกรธของนายบ่าว

ไม่มีใครที่ไม่ชอบดูความคึกคัก ยิ่งร้านใหม่แห่งนี้เปิดตัวใหญ่โตโอ่อ่า ยิ่งดึงดูดผู้คนมากมายให้แห่กันมา

ภายในร้านมีสินค้าครบครัน ทั้งราคาถูกและคุณภาพดี จะซื้อของปีใหม่ จะซื้อที่ไหนก็เหมือนกันมิใช่หรือ? แต่หากสามารถซื้อได้ครบในที่เดียว แถมยังมีที่เก็บของให้พร้อม มิใช่ว่าสะดวกยิ่งนักหรือ? จากนั้นเวลาเดินซื้อของที่อื่นก็ไม่ต้องแบกพะรุงพะรังแล้วมิใช่หรือ?

ยิ่งไปกว่านั้น ทางร้านยังจัดงานเลี้ยงฉลองเปิดกิจการสามวันติดต่อกัน ใช้จ่ายครบสองตำลึงเงิน รับคู่กลอนหนึ่งชุด ครบสามตำลึงเงิน รับคู่กลอนพร้อมภาพปีใหม่หนึ่งแผ่น ครบห้าตำลึงเงินยังได้กระดาษฉลุลายดอกสีแดงคู่หนึ่งเพิ่มมาอีกด้วย

หากซื้อครบสองตำลึงเงิน ก็สามารถร่วมจับสลากได้ รางวัลเล็กสุดก็ยังมีคู่กลอนสองชุด ภาพปีใหม่สองแผ่น และกระดาษฉลุหน้าต่างหนึ่งคู่ นอกจากนี้ยังมีรางวัลที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม วางเรียงโชว์อยู่ตรงข้าง ๆ โดยรางวัลที่หนึ่งคือปิ่นทองคำมูลค่าเต็มสามสิบตำลึงเงิน ส่องประกายแวววาว ลวดลายงดงามสะดุดตา! ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินเข้าออกไม่ขาดสาย

กลยุทธ์การค้าขายเช่นนี้ ในดินแดนแผ่นดินใหญ่ตอนกลางยังแทบไม่มีพ่อค้าใดใช้ แล้วนับประสาอะไรกับมณฑลหนานไห่ ประชาชนท้องถิ่นไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ว่าซื้อของยังจะได้ของแถม แถมยังมีสิทธิ์จับสลาก! เพียงชั่วพริบตา ร้านก็คลาคล่ำแน่นขนัด

หากบ้านใดซื้อไม่ถึงสองตำลึงเงิน ก็จับกลุ่มรวมกันสองสามบ้าน เอาของมารวมเป็นยอดเดียวเพื่อให้ได้สิทธิ์จับสลาก — เผื่อฟลุคได้ปิ่นทองขึ้นมาอย่างไรเล่า? แม้แบ่งกันสามบ้าน ก็ยังถือเป็นลาภก้อนใหญ่!

แถมพ่อค้ายังประกาศชัด หากไม่อยากได้ปิ่นทอง ก็สามารถแลกเป็นเงินก้อนขาว ๆ สามสิบตำลึงได้ทันที!

แม้จะไม่ได้รางวัลใหญ่สามสิบตำลึงเงิน รางวัลที่สองมูลค่าสิบตำลึงก็ยังมีถึงสิบรางวัล รางวัลที่สามมูลค่ารางวัลละสามตำลึงก็มีตั้งยี่สิบรางวัลเชียว! อย่างไรเสียก็ไม่ถึงกับกลับบ้านมือเปล่า ไหนจะยังมีคู่กลอน ภาพปีใหม่ และกระดาษฉลุลายอีกมิใช่หรือ?

โดยเฉพาะเมื่อเห็นชาวบ้านคนหนึ่งถูกรางวัลที่สองมูลค่าสิบตำลึง เขาไม่เอาของรางวัล แต่ขอแลกเป็นเงินสดสิบตำลึงแทนพร้อมยิ้มจนตาหยี ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึงอ้าปากค้าง อิจฉาและตื่นเต้นกันถ้วนหน้า บรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก

ทั้งวันขายของลงไป พอตกค่ำ ใต้แสงตะเกียง ห้องบัญชีร่วมกับบรรดาสาวใช้และหมอมอคนสนิทของเหลียนฟางโจว ต่างพากันคิดบัญชี เสียงลูกคิดดังเป๊าะแป๊ะมีมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย ไม่นานยอดรายรับก็ถูกคำนวณจนเสร็จสิ้น

ผลออกมาว่าได้ถึงสองพันหกร้อยกว่าตำลึง! หักต้นทุนและของรางวัลออกไปแล้ว กำไรยังเหลือไม่น้อยกว่าห้าร้อยถึงหกร้อยตำลึงเลยทีเดียว

สำหรับการค้าปลีกสินค้าทั่วไปเช่นนี้ ถือว่าเป็นกำไรที่มากล้นนัก!

หงอวี้พลันยิ้มปลื้ม เอ่ยอย่างร่าเริงว่า ฮูหยินนี่ช่างเก่งเรื่องหาเงินเสียจริง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานพวกเราคงได้ร่ำรวยยิ่งกว่าเดิมแล้วเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะหยันออกมาเสียงหนึ่ง พลางค้อนใส่เอ่ยว่า เจ้าก็เอาแต่คิดเพ้อไปทั้งนั้น! วันนี้เปิดร้านใหม่ ทั้งยังมีงานจับสลาก อีกทั้งใกล้ถึงวันปีใหม่ ธุรกิจย่อมคึกคักเป็นธรรมดา หากเป็นวันปกติแล้วล่ะก็ ได้กำเงินวันละยี่สิบสามสิบตำลึงก็นับว่าดีมากแล้ว!”

ได้ฟังดังนั้น หงอวี้ก็แลบลิ้นออกมาอย่างเขินอาย

แทบจะไม่มีข้อยกเว้น ร้าน “อวี๋ฝูจี้” มักตั้งอยู่ตรงข้ามหรือไม่ก็ใกล้เคียงกับร้านขายของเบ็ดเตล็ดตระกูลเติ้ง ไกลที่สุดก็เพียงต่างกันแค่ถนนสายเดียว ที่นี่ผู้คนแน่นขนัด ครึกครื้นคึกคัก ส่วนทางโน้นเล่า จะเงียบเหงาร้างไร้เพียงใดก็ย่อมเดาออก!

ในวันที่เหลียนฟางโจวกอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำนั้น ร้านค้าตระกูลเติ้งกลับขายไม่ได้แม้แต่ขวดซีอิ๊วเพียงขวดเดียว!

ผู้ดูแลร้านก็ทั้งกลัวว่าวันหน้าเจ้านายจะพาลโกรธมาลงกับตน อีกทั้งตั้งแต่ร้านนี้เปิดมาก็ไม่เคยพบสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จะไม่ให้ขุ่นเคืองใจได้อย่างไร?

คืนนั้นเองจึงรีบไปกราบเรียนต่อท่านเจ้าเติ้ง

ท่านเจ้าเติ้งนั้น ตอนกลางวันก็ได้ตั้งใจนั่งรถผ่านถนนเส้นนั้น เห็นความคึกคักครึกครื้นตรงข้ามร้านของตนมาแล้ว ความโกรธขึ้งก็ผุดขึ้นในใจตั้งแต่บ่าย

บัดนี้เมื่อได้ฟังคำบ่นทุกข์ของผู้จัดการ สีหน้ากลับสงบแน่วแน่ เอ่ยอย่างราบเรียบว่า
นั่นเพราะร้านใหม่เพิ่งเปิด คนย่อมแห่กันไปทำให้คึกคักเป็นธรรมดา! ผู้คนน่ะ ใครบ้างไม่ชอบของแปลกใหม่กับความครื้นเครง? หากพวกเจ้าว่างก็ลองแวะไปดูบ้างสิ ว่าเขามีสิ่งใดที่ทำได้ดีกว่า จะได้เรียนรู้เอามาใช้บ้าง!”

ผู้จัดการร้านได้ฟังดังนั้น ยิ่งนับถือในความใจกว้างและความสงบนิ่งของท่านเจ้าเติ้ง แต่ในใจก็ยิ่งชิงชังร้านใหม่มากขึ้นไปอีก จึงเอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า

ท่านเจ้าเติ้งมีใจกว้าง ไม่คิดเอาเรื่อง ใครที่รู้ก็ย่อมสรรเสริญว่าท่านมีน้ำใจกว้างขวาง แต่คนที่ไม่รู้ กลับอาจคิดว่าท่านเกรงกลัว! ท่านอาจยังไม่ทราบ—ตอนนี้ผู้คนลือกันทั่ว ว่า ‘อวี๋ฝูจี้’ มีส่วนเกี่ยวพันกับฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครอง ฮึ! ข้าว่าบางทีฮูหยินนั่นก็คือเจ้าของร้านที่แท้จริง! มิหนำซ้ำ ร้านใหม่ยังมาเปิดตรงข้ามร้านเราอย่างจงใจ นี่มิใช่หมายจะท้าทายกันตรง ๆ หรือ? ท่านเจ้าเติ้ง เรื่องนี้พวกเราทนมิได้แล้ว!”

ท่านเจ้าเติ้งยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดรำคาญใจ ทว่าบนใบหน้ายังคงสงบเงียบ เอ่ยเสียงเรียบว่า
ทนไม่ได้หรือ? ถ้าทนไม่ได้ แล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

ผู้จัดการร้านนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง คิดแล้วก็หัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า
วิธีน่ะใช่ว่าจะไม่มี! ฮึ หากร้านนั้นขายของปลอม หลอกลวงผู้คน—”

คำที่เหลือถึงมิได้พูด ท่านเจ้าเติ้งก็ย่อมเข้าใจดี เพราะเล่ห์กลเช่นนี้ในอดีตก็เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน แน่นอนว่าอยู่เบื้องหลังคอยชักใย พอลงมือย่อมคล่องแคล่วชำนาญ จนสามารถทำให้ชื่อเสียงของอีกฝ่ายย่อยยับได้ในพริบตา…

ร้านค้าหากเสียชื่อเสียงแล้ว จะยังค้าขายต่อไปได้อย่างไรเล่า?

ท่านเจ้าเติ้งพลันสะท้านในใจ ก่อนจะทอดถอนใจอย่างอ่อนล้า โบกมือพลางกล่าวว่า
อย่าได้คิดเช่นนั้นอีก! เรื่องนี้ต่อไปห้ามเอ่ยอีกเป็นอันขาด! อย่าลืมสิ—เขาเป็นขุนนาง ส่วนเราก็เป็นเพียงราษฎรเท่านั้น!”

การป้ายความผิดเช่นนี้ คนที่ถูกใส่ร้ายย่อมรู้แก่ใจดีว่าตนได้ทำผิดหรือมิได้ทำผิด หากเป็นพ่อค้าทั่วไป ต่อให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็ไม่มีที่พึ่งอันใด นอกจากจำต้องกลืนเลือดฝืนทนไปเอง แต่ “อวี๋ฝูจี้” มีฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครองคอยหนุนหลังอยู่ จะยอมกล้ำกลืนความอัปยศเช่นนี้ง่ายดายกระนั้นหรือ?

เมื่อทางการเข้ามาสืบสวน ความลับทั้งหลายจะปิดบังได้หรือ? ไม่มีวัน! เพียงคิดก็รู้คำตอบแล้ว!

ผู้จัดการร้านได้ยินดังนั้น ก็พลันตระหนักขึ้น สีหน้าถึงกับซีดเผือดไปถนัด เสียงหัวเราะฝืดแห้ง ติดอ่างจนไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกเลย…

รอดูกันไปก่อน ตั้งสติให้มั่น!” ท่านเจ้าเติ้งตบไหล่ผู้จัดการร้านอย่างแรง พลางหัวเราะเย็น “ข้าไม่รีบร้อนแม้แต่น้อย เช่นนั้นพวกเจ้าก็อย่าได้ร้อนรน! ไม่ใช่ว่าอยู่ตรงข้ามเราดอกหรือ? ก็ดีถมไป! จำไว้ เรื่องอื่นจะไม่ทำก็ได้ แต่เจ้าต้องเฝ้าจับตาพวกมันให้แนบแน่น ดูซิว่าพวกมันยังมีเล่ห์กลใดอีก! ฮึ เมืองหนานไห่ไม่ใช่ว่าใครอยากจะยื่นมือเข้ามาก็ทำได้ง่ายดาย ถึงแม้เบื้องหลังจะเป็นฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครอง ก็หาได้ไม่!”

ท่านเจ้าเติ้งไม่เคยเชื่อเลยว่าเหลียนฟางโจวจะมีหัวการค้า ต่อให้เป็นนางจริงที่อยู่เบื้องหลังก็ตาม ก็คงเพียงลงเงินเท่านั้น ที่แท้ต้องมีคนคอยให้คำปรึกษาจากในเงามืดแน่นอน

นางอาจจะรับมือไม่ได้ แต่จะว่าไม่อาจจัดการกับคนพวกนั้นได้กระนั้นหรือ?

เพียงกำจัดพวกที่คอยชี้นำอยู่เบื้องหลัง ต่อให้นางเป็นฮูหยินแม่ทัพฝ่ายปกครอง ก็จะทำอะไรได้อีกเล่า? สุดท้ายมิใช่ต้องยอมจำนนอยู่ดีหรือ!

ในใจท่านเจ้าเติ้งพลันให้สัตย์สาบานเงียบงัน — วันหน้านั้น เขาไม่เพียงแต่จะคืนเส้นทางการค้าสามสายกลับมาจากมือนางเท่านั้น แต่ “อวี๋ฝูจี้” แห่งนี้ เขาก็ต้องยึดมาให้ได้!

มิฉะนั้นแล้ว เขาจะระบายความแค้นนี้ได้อย่างไร!

อย่าคิดเลยว่าเพียงใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย แย่งเส้นทางการค้าสามสายไปจากมือเขา แล้วร่วมมือกับตระกูลเล็ก ๆ ไม่กี่บ้าน จะสามารถโค่นล้มตระกูลเติ้งอันยิ่งใหญ่ได้!

เขาจะให้นางได้รับบทเรียน จำจนฝังใจ ไม่กล้ากลับมาก่อกวนตระกูลเติ้งของเขาอีกตลอดกาล!

 

 

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1244 ร้านใหม่เปิดกิจการ

 

   บทที่ 1244 ร้านใหม่เปิดกิจการ

บัดนี้พอเห็นนางถือเส้นทางการค้าที่แย่งชิงไปจากตระกูลตน ออกมาทำการค้าอย่างเอิกเกริก จะให้นางไม่เดือดดาลได้อย่างไร?

เติ้งฮูหยินอดไม่ได้ที่จะด่าทออย่างสาดเสียเทเสียต่อหน้านายท่านเติ้ง ซ้ำยังเร่งให้เขาไปเอาเรื่องกับอีกฝ่าย

นายท่านเติ้งเพียงหัวเราะเย็นพลางว่า เอาเรื่อง? จะเอาเรื่องอย่างไรเล่า? ตอนนี้เส้นทางการค้าสามสายนั้นอยู่ในมือผู้อื่นแล้ว เขาจะทำการค้าก็ชอบธรรมตามครรลอง ข้าจะไปห้ามได้หรือ? เจ้าไม่ต้องร้อนรน…ฮึ่ม! รอดูเถิด รอให้นางล้มเหลวเอง นางก็จะรู้เอง! การค้านี้ไม่ใช่ใครก็ทำได้ หากใครก็ทำได้สำเร็จ แล้วในโลกนี้ยังจะมีคนยากจนอยู่อีกหรือ?”

เติ้งฮูหยินอดไม่ได้ที่จะสบถด่าอีกว่า ข้านี่แหละที่กลืนไม่ลง! ทนเห็นนางได้หน้าไม่ได้! ตระกูลหลัว ตระกูลไป๋ ตระกูลหยาง ตระกูลพวกนั้นก็เหลวแหลก ไม่รู้คุณคนเลย! ถึงกับไปร่วมมือกับนาง ฮึ! ลืมกันแล้วหรืออย่างไร ว่าครั้งก่อนต้องอ้อนวอนตระกูลเติ้งเราเพียงใด กว่าจะได้ความสะดวก!”

นายท่านเติ้งเองก็อัดอั้นในใจไม่น้อย จึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ผู้หญิงยิงเรือ! เรื่องพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า! ปล่อยพวกนั้นไปเถอะ รอให้เงินที่ประเคนลงไปสูญเปล่าเหมือนโยนหินลงน้ำเสียก่อน แล้วพวกนั้นก็จะสำนึกได้เอง! อะไรที่เป็นของเรา ยังไงก็ต้องเป็นของเรา ใครก็แย่งไปไม่ได้!"

เติ้งฮูหยินก็ได้แต่พยักหน้าตาม นึกภาพบรรดาตระกูลเหล่านั้นขาดทุนย่อยยับจนสิ้นเนื้อประดาตัว ใจจึงค่อยคลายลงเล็กน้อย ทว่ากลับยังอดขมขื่นไม่ได้
แล้วตอนนี้ก็ปล่อยให้พวกมันเหิมเกริม ทำเสมือนมิได้เห็นตระกูลเติ้งอยู่ในสายตางั้นหรือ?”

มิเช่นนั้น แล้วจะทำเช่นไร?” นายท่านเติ้งตอบย้อน

เติ้งฮูหยินก็เพียงสะบัดเสียง “ฮึ” ออกมา ไม่พูดอันใดต่อ แต่ในใจกลับยังครุ่นคิดไม่เลิกรา

สุดท้าย นางก็ทนไม่ได้ คอยหาจังหวะจงใจไปพบกับบรรดาฮูหยินตระกูลหยาง ตระกูลไป๋ และตระกูลอื่น ๆ พลางเหน็บแนมเสียดสีด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ จนอีกฝ่ายโกรธจัด: ในโลกนี้ นอกจากตระกูลเติ้งแล้ว คนอื่นมิอาจทำการค้าได้เลยหรือ? พวกเราลงมือทำด้วยตนเอง มิได้ใช้เล่ห์เพทุบายใดมาทำร้ายตระกูลเติ้งของท่าน แล้วคำพูดของท่านนี่มิใช่เกินไปหรือ? อีกอย่าง เส้นทางการค้านั้นอยู่ในมือฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑล หากมีความสามารถจริง ก็ไปกล่าวต่อหน้านางเถิดสิ! ท่านกล้าหรือไม่!”

เติ้งฮูหยินยิ่งเดือดดาล คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายมีเหตุผลแท้ ๆ แต่พอผ่านปากพวกที่บิดเบือนความจริงเหล่านั้น กลับกลายเป็นนางไร้เหตุผล หาเรื่องใส่ร้ายผู้อื่น! ถูกย้อนถามเช่นนี้ นางจะทนได้อย่างไร?

ด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดขีด นางถึงกับหลุดปากด่าทอออกมาอย่างไม่เลือกถ้อยคำ ตรง ๆ ว่า—ในอดีตพวกนั้นประจบเอาใจตระกูลเติ้งเพียงใด ท่าทางประจบสอพลอช่างน่าอดสู ดุจสุนัขตัวหนึ่ง! หากมีความสามารถจริง ก็จงแสดงความแข็งกร้าวเช่นนี้ไปทุกปีทุกเดือน อย่าได้มาง้อขอความสะดวกจากตระกูลเติ้งอีกตลอดชีวิต ถึงอย่างนั้นนางถึงจะยอมรับ!

คำพูดนี้พอหลุดออกมา แม้จะทำให้นางสะใจขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการจงใจฉีกหน้าผู้อื่นต่อหน้าธารกำนัล ขุดเอาความอับอายที่สุดออกมาเปิดโปงให้เห็นกันชัด ๆ

เหล่าฮูหยินทั้งหลายโกรธจนหน้าแดงก่ำ ต่างก็ด่ากลับว่าตระกูลเติ้งใช้อำนาจกดขี่ ข่มเหงชาวมณฑลหนานไห่ อาศัยเส้นทางการค้าเป็นเครื่องมือรีดไถ เอาแต่หากำไรอันโสมมไร้สำนึก…

ทั้งสองฝ่ายถึงขั้นวุ่นวายปั่นป่วน เกือบจะลงไม้ลงมือกันอยู่รอมร่อ!

ภายหลัง นายท่านเติ้งทั้งโกรธทั้งร้อนใจ ด่าทอภรรยาเสียชุดใหญ่ กล่าวหาว่านางโง่งมสิ้นดี เช่นนี้ไม่เท่ากับผลักไสทุกคนไปเข้าข้างฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลดอกหรือ!

แต่ไม่คาดคิดว่าครั้งนี้เติ้งฮูหยินกลับมีไหวพริบอยู่บ้าง นางหัวเราะเย็นพลางว่า ท่านกังวลสิ่งใด? ก่อนหน้านี้ท่านไม่เคยพูดแล้วหรือ ว่าการค้าไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้? ฮึ รอดูก็แล้วกัน เมื่อพวกนางตามฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลไปเล่นสนุกจนขาดทุนย่อยยับ วันหนึ่งก็ต้องหันกลับมาพึ่งพาตระกูลเราอยู่ดี! ข้าจะไปทำให้พวกนางโกรธแล้วจะเป็นอย่างไร? พวกนางจะทนอยู่ห่างจากเงินทองได้กระนั้นหรือ!”

นายท่านเติ้งไม่คาดคิดเลยว่า ความกล้าหาญของนางทั้งหมด กลับมีต้นเหตุมาจากถ้อยคำที่ตนเคยพูดไว้เอง เขาโกรธจนแทบเป็นลม ตบเท้าแน่นด้วยความแค้นพลางด่าว่า โง่เขลาสิ้นดี! เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าสามเส้นทางการค้านั้นสำคัญเพียงใด? หากเป็นก่อนหน้านี้ ข้ามั่นใจว่าสามารถหวนช่วงชิงมันกลับมาได้แน่หากหลี่ฮูหยินเลิกสนใจ! แต่ครานี้เจ้าก่อเรื่องเช่นนี้ หากหลี่ฮูหยินเอาเส้นทางการค้าไปยกให้ผู้อื่น เราจะทำอย่างไรได้อีกเล่า!”

เส้นทางการค้าสามสายนั้น หากมีหลายตระกูลร่วมมือกันถือหุ้เมืองอบครอง ตระกูลเติ้งย่อมไม่มีทางช่วงชิงกลับคืนมาได้! ต่อให้ท้ายที่สุดสามารถเอากลับมาได้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแลกด้วยความพยายามมหาศาลเพียงใด!

เติ้งฮูหยินถึงกับชะงักไป สีหน้าพลันเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ยังคงแข็งใจพูดว่า
เส้นทางการค้าสามสายนั้น เดิมทีเป็นของตระกูลเรา ใครเล่าจะกล้าแตะต้อง? ข้าไม่เชื่อว่ามีใครกล้าขัดตระกูลเติ้งของเรา!”

นายท่านเติ้งหัวเราะเย็นพลางว่า เดิมทีอาจไม่กล้า แต่เพราะเจ้าก่อเรื่องครั้งนี้ ความกล้า-ไม่กล้า ก็ต้องว่ากันใหม่แล้ว! หากเป็นตระกูลเดียวแน่นอนว่ายังไม่กล้า แต่หากหลายตระกูลจับมือร่วมกันเล่า?”

เมื่อเห็นใบหน้าของเติ้งฮูหยินแดงบ้างซีดบ้าง พูดไม่ออกสักคำ นายท่านเติ้งก็ทำหน้าขรึม เอ่ยเสียงเย็นเฉียบว่า ช่วงนี้เจ้าจงอยู่บ้านอย่างสงบ อย่าได้ไปที่ใดอีก! เรื่องการค้า เจ้าห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย! อีกอย่าง หากในเมืองมีงานเลี้ยงสตรีใด ๆ ต่อไป ก็ให้สะใภ้รองเป็นผู้ไปแทน!”

เติ้งฮูหยินแม้คับแค้นใจ แต่ก็ต้องจำใจตอบรับอย่างไม่อาจโต้แย้ง

นายท่านเติ้งรีบเรียกพ่อบ้านและลูกชายคนที่สองที่อยู่ในเมืองหนานไห่มาปรึกษาหารือกันทันที จากนั้นก็จัดเตรียมของขวัญล้ำค่าจำนวนหลายชุด แล้วออกตระเวนไปเยี่ยมเยียนบ้านแต่ละตระกูลเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องในคืนเดียวกัน เพื่อกล่าวขออภัยแทนฮูหยินเติ้ง

 

โดยอ้างว่าช่วงนี้ฮูหยินเติ้งมีอาการจิตใจเหม่อลอย จิตประสาทไม่ค่อยปกติเนื่องจากเรื่องของบุตรสาว หากนางได้พูดอะไรที่ไม่ควรพูดหรือฟังไม่เข้าหูไปบ้าง ก็ขอโปรดอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย และคำแก้ตัวอื่น ๆ อีกสารพัด

บรรดาผู้ถูกเยือนต่างก็ยิ้มรับอย่างสุภาพ เอ่ยว่าไม่ถือโทษ ไม่ใส่ใจ แต่ในใจนั้นหรือ—จะมีใครเล่าไม่เก็บไว้ในอารมณ์?

ของกำนัลที่ตระกูลเติ้งนำไป คนเหล่านั้นไม่อาจปฏิเสธได้จึงต้องรับไว้ แต่รุ่งขึ้นกลับจัดหาของกำนัลชั้นดี ที่มีค่ามากกว่าที่ตระกูลเติ้งส่งไปเล็กน้อย ส่งกลับไปตอบแทน

นายท่านเติ้งพลันขบเขี้ยวในใจ เห็นว่าคนพวกนี้ไม่รู้คุณค่า ทำให้ต่อจากนี้แม้จะรักษาหน้า แต่ในใจก็ไม่อาจเป็นมิตรดังเดิมได้อีก

ละครครั้งใหญ่นี้เพิ่งจะปิดฉากลงไม่ทันไร หลี่ฟู่ก็กลับมา

สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ เหลียนฟางโจวกับหลี่ฟู่ย่อมยินดียิ่ง! กลยุทธ์ “ขับหมาป่าเพื่อต่อสู้กับเสือ” นั้น ใช้ง่าย สะดวก และได้ผลล้ำเลิศ

หลี่ฟู่ยังออกประกาศอีกฉบับ บอกว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ตนได้อยู่เมืองหนานไห่เพื่อฉลองตรุษจีน จึงตัดสินใจว่าค่ำคืนเทศกาลโคมไฟ วันที่สิบห้าเดือนอ้าย จะร่วมสนุกกับราษฎร ทางการจะออกเงินจัดงานดอกไม้ไฟและตลาดโคม สั่งให้บรรดาคหบดีผู้ทรงอิทธิพลทั่วมณฑลหนานไห่ ต้องมารวมตัวกันที่เมืองหนานไห่เพื่อร่วมงานรื่นเริง

นี่คือความเมตตาจากทางการ ทันทีที่คำสั่งนี้ประกาศออกมา ไม่ว่าจะเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่งหรือชาวบ้านธรรมดาสามัญ ครอบครัวไหนเล่าจะไม่ยินดี? ครอบครัวไหนเล่าจะไม่เฝ้าถวิลหา?

ดังนั้นแม้ยังไม่ถึงปีใหม่ ผู้คนทั้งเมืองก็ล้วนรอคอยเทศกาลโคมไฟกันแล้ว!

เพียงแต่มีเพียงหลี่ฟู่กับเหลียนฟางโจวเท่านั้นที่รู้ว่า—ผู้ที่เฝ้ารอคอยเทศกาลโคมไฟมากกว่าผู้ใด ล้วนเป็น “อีกคนหนึ่ง”…

เข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิบสอง บนถนนตลาดก็ยิ่งคึกคักยิ่งนัก สารพัดสินค้าสำหรับปีใหม่วางเรียงรายเต็มสองฝั่งร้านและแผงลอย ให้ผู้คนที่เบียดเสียดพลุกพล่านเลือกซื้อกันไม่ขาดสาย

ในวันที่ยี่สิบเดือนสิบสอง (เดือนสิบสองตามจันทรคติ) ภายในเมืองใหญ่ทั้งเก้าแห่งของมณฑลหนานไห่ ซึ่งรวมถึงตัวเมืองหนานไห่ด้วยนั้น ร้านสรรพสินค้าชื่อว่า 'อวี่ฝูจี้' ที่มีพื้นที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ได้ฤกษ์เปิดกิจการขึ้นพร้อมกันทุกแห่ง

เสียงกลองกังวานธงสีปลิวสะบัด หน้าประตูปูพรมแดงผืนใหญ่ กว้างไกลตระการตา ทั้งสองข้างประตูตั้งกระเช้าดอกไม้ยักษ์สูงเกินหนึ่งจ้าง อัดแน่นด้วยบุปผาเบ่งบานสีสันสดสวย ใต้ชายคาแขวนโคมแดงยักษ์ เส้นผ่านศูนย์กลางเกินหนึ่งหมี่ ประดับด้วยพู่ไหมทองเหลืองอร่าม ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ประตูหน้าร้านสว่างไสว เปี่ยมบรรยากาศมงคล จนผู้คนที่ผ่านไปมาล้วนต้องเหลียวมอง

ข่าวลือสายหนึ่งก็แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว—เจ้าของเบื้องหลังของห้างร้านแห่งนี้ มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑล!