บทที่ 1318 เขาเหยาซาน
เหลียงจิ้นแค่นเสียงเย็นชา ก่อนเอ่ยเสียงแข็งหลังนิ่งไปครู่หนึ่งว่า “เจ้าบอกให้ข้าหนีคนเดียวงั้นหรือ? ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ?”
เหลียนฟางโจวเห็นเขายังผูกใจเจ็บ พูดวกวนไม่จบไม่สิ้น
ใจเริ่มรู้สึกรำคาญ
แต่ก็ยังฝืนข่มความหงุดหงิดในใจ ยิ้มอ่อนเอ่ยว่า “ข้าแค่เห็นเจ้าจะลงมือ เลยตกใจจนพูดผิดไปในตอนนั้น ข้ารู้ดีว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น!
หากเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ ข้ายังดูไม่ออก ก็คงเป็นคนโง่แล้ว! ข้า...ข้าขอโทษ
แบบนี้ใช้ได้หรือยัง?”
เหลียงจิ้นถึงกับลดท่าทีเย็นชาลง หันมามองนางแล้วยิ้ม “ไหน ๆ เจ้าก็ขอโทษแล้ว ข้าก็ไม่ถือสาอะไรอีกก็แล้วกัน เอาเถอะ
ถ้าเจ้าคิดจะฝากความหวังไว้กับหมาป่าพวกนี้ เจ้าก็ลองดู ข้าจะปล่อยให้เจ้ารับมือทั้งหมดเอง
ตราบใดที่ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก ข้าจะไม่ลงมืออีก!”
แม้เหลียนฟางโจวไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับคำรับปากนี้ แต่ยังไงพูดออกมาก็ดีกว่าไม่ได้พูด
นางจึงพยักหน้า ยิ้มรับ “อืม ข้าจะลองดู!”
ชุยเส้าซีเห็นเรื่องวุ่นวายคลี่คลายลง ก็โล่งใจตามไปด้วย เขาเดินเข้ามาใกล้
เอ่ยว่า “ถึงจะพูดอย่างนั้น พวกเราก็ควรวางแผนกันไว้บ้าง ยังไงคนพวกนี้ก็แตกต่างจากที่เราเคยเจอ
ใครจะรู้ว่าเมื่อไรพวกเขาจะหันมาเล่นไม้แข็งใส่เรา?”
เหลียงจิ้นก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที
เหลียนฟางโจวถึงกับพูดไม่ออก...สองคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เห็นพ้องต้องกันจนทิ้งนางไว้ข้างหลังเสียแล้ว? แม้ในใจก่นด่า นางก็ยังต้องจำใจพยักหน้ารับ
แต่ยังไม่ทันไร ประตูไม้หนาหนักก็ถูกเปิดจากด้านนอก ยังเป็นชายคนนำเดิม
พาอีกห้าหกคนเข้ามา เรียกพวกนางทั้งสามให้ออกไป
เหลียนฟางโจวทั้งสามไม่กล้าชักช้า รีบตามไปทันที
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงเรือนยกพื้นไม้ไผ่ขนาดใหญ่บนเนินเขากลางหมู่บ้าน ชายผู้นำพูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาถิ่น
แล้วพาพวกเขาขึ้นไปบนเรือน
เด็กสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ด สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินปักลาย ยิ้มสดใสเดินออกมาต้อนรับ
สนทนากับชายผู้นำอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เขาจะขอตัวจากไป
เหลียนฟางโจวแอบสังเกตเด็กสาวผู้นั้น ใบหน้านางงดงามได้รูป คิ้วตาคม
ปากค่อนข้างหนา แต่ยามยิ้มกลับเผยฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ แม้ผิวคล้ำเล็กน้อย
แต่โครงกระดูกได้สัดส่วน รูปร่างสูงโปร่ง สะท้อนความงามแบบสุขภาพดี ซึ่งแตกต่างจากสาวชาวบ้านทั่วไป
ดวงตากลมโตดำขลับของเด็กสาวกวาดมองทั้งสามคนแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะคิกแล้วกล่าวว่า
“พวกท่านคือคนที่บุกเข้าหมู่บ้านเราสินะ? ตามข้ามาเถอะ! อากง(ท่านปู่)ของข้าไม่อยู่ อาม่า (ย่าของข้า)
รอจะพบพวกเจ้าอยู่!”
แม้น้ำเสียงของนางจะมีสำเนียงท้องถิ่น แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นภาษาราชการ!
ทั้งสามดีใจราวกับได้พบญาติสนิทที่พลัดพราก ชุยเส้าซีถึงกับอุทานยิ้มกว้าง
“เจ้าพูดภาษาราชการได้ด้วยรึ? ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!”
เด็กสาวหัวเราะคิก ก่อนพูดยิ้ม ๆ ว่า “อากงของข้ามักพาคนออกไปขายสมุนไพรกับของป่าข้างนอก
ท่านเคยสอนข้าอยู่นิดหน่อย”
พลางพูดพลางพาทั้งสามเดินผ่านระเบียงไม้ มาหยุดที่หน้าห้องห้องหนึ่ง
แล้วเคาะประตูเบา ๆ
ด้านในดังขึ้นเสียงไอแผ่วเบาของหญิงชรา จากนั้นจึงมีเสียงแหบพร่าเอ่ยว่า
“เข้ามา——”
เด็กสาวขานรับอย่างร่าเริง แล้วนำทั้งสามเข้าไป
ทันทีที่เข้ามา
ทั้งสามก็เห็นกองข้าวของที่วางซ้อนกันบนโต๊ะน้ำชาข้างหญิงชรา สิ่งของเหล่านั้นล้วนเป็นเครื่องประดับและของมีค่าที่พวกเขาเคยมอบให้ชายหัวหน้าก่อนหน้า
เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีถึงกับใจเต้น ใบหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย พวกเขาไม่แน่ใจว่าการที่ข้าวของเหล่านี้มาอยู่ตรงหน้าหญิงชราผู้นี้
ซึ่งสีหน้าเรียบนิ่งอ่านไม่ออกเลยว่าโกรธหรือยินดี—จะหมายความว่าอย่างไร
แม้แต่เหลียนฟางโจวก็รู้สึกใจสั่นอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังสงบกว่าสองคนข้าง
ๆ
เพราะเธอนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า มีคำกล่าวว่า
บางชนเผ่าในถิ่นทุรกันดารนั้นยึดถือระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นพืชผลจากไร่นา
หรือของล่าจากป่า ต่างก็ต้องนำมามอบให้หัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นจึงให้ผู้อาวุโสผู้ทรงคุณธรรมในเผ่าแบ่งปันตามจำนวนสมาชิกแต่ละบ้าน
บางที ที่นี่ก็คงเป็นเช่นนั้น...
“อาม่า ข้าพาคนมาแล้ว! พวกที่พี่จินหวังเจอเมื่อวาน
ก็คือพวกเขานี่แหละ!”
เด็กสาวเดินไปใกล้หญิงชรา ยิ้มระรื่นเอ่ยบอก
เหลียนฟางโจวก้าวขึ้นไปข้างหน้า คุกเข่าเล็กน้อยทำความเคารพ
พลางยิ้มกล่าวว่า “ขออภัยที่เราบุกเข้ามาโดยมิได้ตั้งใจ
หวังว่าอาม่าจะโปรดอภัยให้พวกเราด้วย!”
หญิงชราค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย นางหรี่ตามองเหลียนฟางโจวอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนโบกมือแล้วยิ้มว่า “ช่างเป็นเด็กสาวหน้าตางดงามเสียจริง!
มาแล้วก็ถือเป็นแขก นั่งลงก่อนเถอะ! ซานเฟิ่ง เจ้ายังไม่รีบไปชงชาอีก!”
เหลียนฟางโจวยิ้มรับคำอย่างนอบน้อม ชุยเส้าซีและเหลียงจิ้นก็รีบก้าวมาทักทายหญิงชรา
แล้วนั่งลงด้วยกัน
ครู่หนึ่ง เด็กสาวที่ชื่อซานเฟิ่งก็ยกน้ำชาเข้ามา แล้วส่งให้ทีละคน ชานั้นเย็นเฉียบ
สีเข้มออกน้ำตาลดำ ไร้กลิ่นหอมของชาแม้แต่น้อย พอมองเข้าไปใกล้ ๆ
จะเห็นเศษสิ่งสกปรกลอยอยู่ในน้ำชานั้น
แบบนี้ก็เรียกว่าชางั้นหรือ?
ทั้งเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
โดยเฉพาะเหลียงจิ้น ยิ่งหวาดระแวง เขาหวั่นใจว่าในน้ำชานี้จะมีอะไรปนเปื้อนอยู่
เพราะคนพวกนี้ทำตัวประหลาดนัก เมื่อครู่ยังจับพวกเขาขังไว้เหมือนนักโทษ แต่ตอนนี้กลับอ้างว่าเป็น
“แขกผู้มีเกียรติ” ถ้าจะบอกว่าไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เลย—ใครจะเชื่อ?
ชุยเส้าซีถึงกับดื่มชาในถ้วยไม่ลงทันทีที่เห็น “ชา”
แปลกประหลาดเช่นนี้! ทั้งสองคนถือถ้วยชาไว้ในมือ ลังเลอยู่เนิ่นนาน
ทว่าเหลียนฟางโจวกลับยิ้มขอบคุณ ก่อนจะยกขึ้นจิบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีหน้าถอดสี พยายามจะห้าม—แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว!
เห็นเพียงแววตาเหลียนฟางโจวสว่างวาบขึ้น ก่อนจะดื่มรวดเดียวอีกสองอึกอย่างชื่นใจ
จากนั้นหันไปยิ้มชมหญิงชรา “ชาของอาม่าช่างอร่อยเหลือเกิน!
เย็นชื่นใจ หวานละมุน กลิ่นหอมสดชื่น ดื่มแล้วสดชื่นจนลืมไม่ลง
ข้าไม่เคยดื่มชาที่ไหนแบบนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ!”
หญิงชราหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ พลางว่า “เจ้าชอบก็ดื่มให้เยอะ ๆ เลย! นี่เป็นใบไม้บนเขาที่พวกเราเก็บมาต้ม
ดื่มตอนอากาศร้อนแบบนี้เย็นชื่นใจ คนก็สดชื่นขึ้น! ซานเฟิ่ง
เติมชาให้สาวน้อยนี่อีกถ้วย!”
เหลียนฟางโจวรีบยกถ้วยหมดแล้วส่งคืน พร้อมกล่าวขอบคุณยิ้มแย้ม “ข้าแซ่เหลียน ชื่อฟางโจว อาม่าเรียกข้าว่าฟางโจวก็ได้เจ้าค่ะ”
พลางแนะนำเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีต่อ แน่นอนว่าไม่ได้เอ่ยถึงฐานะของเหลียงจิ้น
เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีต่างก็พยักหน้ารับคำ ก่อนจะยกชาขึ้นดื่มในที่สุด
พอดื่มเข้าไปแล้วก็พบว่าเย็นชื่นใจจริงแท้ ในอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้
ดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกเย็นถึงหัวใจ สดชื่นยิ่งกว่าดื่มน้ำบ๊วยเย็นเสียอีก!
ซานเฟิ่งยกน้ำชามาเติมให้เหลียนฟางโจว หญิงชราจึงยิ้มแย้ม
หันไปพูดกับเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีว่า “คุณชายทั้งสองคงกลัวว่าแก่คนนี้จะวางยาในน้ำชาสินะ? น่าขันนัก! ที่นี่คือเขาเหยาซาน หากพวกข้าจะจับพวกเจ้า
ยังต้องเสียเวลาวางยาด้วยหรือ? เสียของเปล่า!”
คำพูดนี้ทำเอาเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีถึงกับอับอายจนหน้าเสีย
เหลียนฟางโจวรีบยิ้มกลบเกลื่อน “อาม่าอย่าถือโทษพวกเขาเลยนะเจ้าคะ
ผู้ชายเวลาเดินทางมักพบเจอคนร้ายและคนหลอกลวงอยู่บ่อย ๆ เลยกลายเป็นเคยตัว
คิดมากระแวงไปหมด ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกเจ้าค่ะ!” พูดพลางหันไปค้อนสองหนุ่มอย่างไม่พอใจ
แล้วแสร้งทำเสียงฮึดฮัดว่า “สองคุณชายนี้ก็ตาแหลมนัก! อาม่าเป็นคนใจดีขนาดนี้
ยังคิดระแวงอีก ระวังตัวมากเกินไปแล้วจริง ๆ!”