วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1255 การจัดเตรียม

 

บทที่ 1255 การจัดเตรียม

กว่าที่มือปราบหลีจะกล่าวจบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หลี่ฟู่ก็ลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก

พึงรู้ว่าการแสร้งแสดงละครนั้นมิใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องสวมหน้ากากและคอยระวังมิให้แสดงเกินขอบเขต!

ฝ่ายมือปราบหลีเมื่อสิ้นคำใจกลับเต้นรัว แอบชำเลืองมองสีหน้าหลี่ฟู่อย่างประหวั่น พรั่นพรึงว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อถือ หรือมิเช่นนั้นก็อาจขัดแข้งขัดขา...

หลี่ฟู่หลุบตาลงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม "ที่เจ้าว่ามา... เป็นความจริงแท้?"

มือปราบหลีใจชื้น รีบคุกเข่าข้างเดียวประสานมือคำนับ "จริงแท้แน่นอน! ผู้น้อยมิกล้าโป้ปดต่อใต้เท้า! อีกทั้งเรื่องนี้คงเลื่องลือถึงเมืองหนานไห่ในไม่ช้า ต่อให้ผู้น้อยคิดมุสาประการใดก็คงมิอาจปกปิดได้!"

"ลุกขึ้นเถิด!" หลี่ฟู่พยักหน้าพลางกล่าวต่อ "แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เจ้าเห็นสถานการณ์ในวันนี้แล้วหรือไม่? แม้ข้าจะเชื่อเจ้า ทว่าคำกล่าวเหล่านี้ย่อมมิอาจแพร่งพรายแก่พวกนายท่านและคุณชายด้านนอกนั่น คนพวกนี้ขัดแย้งกับทางการมาแต่ไหนแต่ไร ลับหลังข้าไปมิรู้ว่าจะตราหน้าข้าเป็นเช่นไร! แค่กล่าวหาว่าขุนนางปกป้องขุนนางด้วยกันก็นับว่าเบาไปแล้ว!"

มือปราบหลีชะงักไป เมื่อตรองดูก็เห็นจริงตามนั้น ใต้เท้าหลี่ต้องรั้งตำแหน่งที่เมืองหนานไห่อีกนาน มิเหมือนตนที่เสร็จสิ้นภารกิจก็สะบัดก้นจากไป ใครเล่าจะทำอะไรได้!

"ผู้น้อยทำให้ใต้เท้าพลอยลำบาก นับว่าละอายใจยิ่ง! ไม่ทราบว่า... ใต้เท้าพอจะมีอุบายอันใดหรือไม่?" มือปราบหลีรีบถามความเห็น

หลี่ฟู่ยกยิ้มมุมปาก นึกในใจว่าเจ้าเด็กนี่ก็นับว่ารู้ความอยู่บ้าง!

จึงกล่าวว่า "แผนการนั้นพอจะมีอยู่ แต่ออกจะมิมั่นใจนักว่าเหมาะสมหรือไม่ ในเมื่อเหตุการณ์วุ่นวายถึงเพียงนี้ ทั้งยังเกิดในเขตแดนหนานไห่ พวกเจ้าทั้งสองฝ่ายต่างมาร้องเรียนต่อหน้าข้า ต่อให้ข้าคิดจักไม่ขยับก็คงมิได้! เอาเช่นนี้เถิด สองพ่อลูกตระกูลฝูมิต้องพันธนาการให้ลำบาก อย่างไรเสียชื่อพวกเขาก็ถูกจดแจ้งในทำเนียบทางการแล้ว จะหนีไปที่ใดได้? ข้าจะร่วมเดินทางไปยังเมืองเฉวียนโจวพร้อมกับพวกเจ้า เฉวียนโจวอยู่ในอาณัติของมณฑลหนานไห่ เมื่อเกิดเหตุใหญ่ในเขตปกครอง ข้าผู้เป็นผู้ว่าการมณฑลย่อมต้องลงไปดูแลด้วยตนเอง!"

มือปราบหลีตะลึงงัน ก่อนจะฉุกคิดได้ว่าใต้เท้าหลี่คงเล็งเห็นถึงทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลฝู ในยามที่เปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจเก่าใหม่เช่นนี้ย่อมง่ายต่อการชุบมือเปิบ!

นอกจากผู้นำตระกูลคนใหม่จะเป็นท่อนไม้ที่ไร้สมอง มิเช่นนั้นต่อให้ใต้เท้าหลี่มิเอ่ยปาก อีกฝ่ายย่อมต้องขวนขวายส่งสินน้ำใจก้อนโตมาให้เป็นแน่

คนในแวดวงขุนนางย่อมรู้กัน ลาภยศต้องแบ่งปันกันเสพสุข อีกทั้งเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในมณฑลหนานไห่ เรื่องดีงามเช่นนี้จะกีดกันท่านออกได้อย่างไร?

เมื่อคิดได้ดังนั้น มือปราบหลีก็แสร้งทำสีหน้าโล่งอกพลางประจบประแจงด้วยความจริงใจ "ใต้เท้าปราดเปรื่องยิ่งนัก! มีใต้เท้าเคียงข้าง ถือเป็นวาสนาของผู้น้อย ภารกิจครานี้ย่อมลุล่วงแน่นอน! การที่ใต้เท้ายอมร่วมทางด้วยนับว่าประเสริฐยิ่ง เพียงแต่... ต้องลำบากใต้เท้าแล้ว ผู้น้อยละอายใจจริงๆ!"

หลี่ฟู่เผยรอยยิ้มออกมาบ้าง พยักหน้าพลางหัวเราะ "เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้! วันนี้เพลาค่ำแล้ว เจ้ากับพี่น้องอีกสิบกว่าคนรวมถึงสองพ่อลูกตระกูลฝู จงพักที่จวนข้าสักคืน พรุ่งนี้เช้าตรู่เราจะออกเดินทางไปเฉวียนโจว คาดว่าอย่างช้าไม่เกินพลบค่ำวันพรุ่งก็คงถึงจุดหมาย!"

"ขอรับ ทุกอย่างสุดแท้แต่ใต้เท้าจะจัดการ!" มือปราบหลีรีบรับคำ

พลันสีหน้าของเขาแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีอึกอักประจบเอาใจ "เอ่อ... ใต้เท้า ผู้น้อยยังมีอีกเรื่องที่มิทันได้เรียนชี้แจง... คือ ฮูหยินของสองพ่อลูกนั่น ผู้น้อยสั่งให้คนรวบตัวไว้แล้ว ขณะนี้ถูกพันธนาการอยู่ที่บ้านพักตระกูลฝู ใต้เท้าเห็นควรว่า..."

ช่างหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง! หลี่ฟู่ขุ่นเคืองใจมิน้อย นึกสมเพชในความไร้ฝีมือ ตัวการใหญ่ยังมิได้ตัว กลับไปรวบตัวสตรีในเรือนจะมีประโยชน์อันใด? เพียงแค่ส่งคนไปเฝ้าประตูหน้าหลังมิให้ใครเข้าออก รอจนจับตัวการหลักได้แล้ว มีหรือที่พวกนางจะหนีรอดไปได้!

หลี่ฟู่มิคิดข้องแวะกับเรื่องวุ่นวายนี้ จึงกล่าวตัดบท "เรื่องนั้นเจ้าจงจัดการเองเถิด! จะคุมตัวไปไว้ที่ศาลาว่าการก็ตามใจเจ้า!"

"ผู้น้อยขอบพระคุณใต้เท้า!" มือปราบหลีเอ่ยพรางปาดเหงื่อพลางละล่ำละลักขอบคุณ

 

เมื่อทั้งสองก้าวออกมาจากห้องลับ หลี่ฟู่กลับเงียบขรึมลงถนัดตา แม้จะแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉยเพียงใด ทว่าเหล่าเฒ่าหัวหมอด้านนอกนั่นกลับสังเกตเห็นพิรุธได้ไม่ยาก

ความสงสัยรุมเร้าจนคนเหล่านั้นกระวนกระวายใจยิ่งนัก หากมิใช่เพราะเกรงใจในฐานะของเขา คงมีคนหลุดปากซักถามไปนานแล้ว

ในขณะที่คนอื่นเพียงแค่อยากรู้อยากเห็น แต่สองพ่อลูกตระกูลฝูกลับนั่งมิติดที่

เกิดเรื่องราวอันใดขึ้นกันแน่?

หลี่ฟู่มิได้เจตนาเสแสร้ง ทว่าเรื่องราวช้าเร็วต้องเปิดเผย การปิดบังไว้ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น แม้เวลานี้เขามิจำเป็นต้องเกรงใจสองพ่อลูกตระกูลฝูอีกต่อไป แต่ก็มิอาจแสดงท่าทีผ่อนคลายเกินไปนัก มิเช่นนั้นบรรดานายท่านและคุณชายทั้งหลายจะมองเขาเช่นไร?

ฝ่ายมือปราบหลีมิอาจล่วงรู้ถึงสิ่งที่หลี่ฟู่ขบคิด เห็นอีกฝ่ายรับปากหนักแน่นในห้องลับ แต่ยามนี้กลับทำท่าทางลังเลกังวลใจ ก็ให้รู้สึกร้อนรนยิ่งนัก อยากจะเอ่ยปากเตือนอยู่หลายคราแต่ก็มิกล้าล่วงเกิน ได้แต่สะกดกลั้นไว้

ทว่าท่าทีเช่นนี้กลับกลายเป็นการช่วยส่งเสริมการแสดงของหลี่ฟู่โดยมิได้ตั้งใจ ทำให้สีหน้าของเขาดูสมจริงมิเหมือนการเสแสร้งแต่อย่างใด

ชั่วครู่หนึ่ง หลี่ฟู่จึงระบายลมหายใจยาวพลางกล่าวช้าๆ "ข้าจะร่วมเดินทางไปยังเมืองเฉวียนโจวด้วย โดยจะออกเดินทางในเช้าตรู่วันพรุ่ง เรื่องนี้เป็นกิจการภายในท้องที่ ข้ามิสะดวกจะแทรกแซงมากความ ไว้ถึงเมืองเฉวียนโจวแล้วทุกอย่างคงกระจ่างเอง! นายท่านฝู คืนนี้พวกท่านพ่อลูกพักค้างแรมที่จวนนี้เถิด พรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางได้สะดวก... ทุกท่านยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่?"

ผู้คนรอบข้างต่างตระหนกสงสัย ทว่านึกเสียใจที่ถลำลึกเข้ามาในวังวนนี้ เมื่อได้ยินหลี่ฟู่เอ่ยปากเช่นนั้น ต่างก็พากันเก็บงำความอยากรู้อยากเห็น ลุกขึ้นประสานมืออำลา เพียงพริบตาเดียวคนก็หายไปจนสิ้น!

เหลียงจิ้นเหลือบมองหลี่ฟู่ด้วยสายตาลึกล้ำ มุมปากหยักยิ้มเย็นชาไร้เสียง ก่อนจะก้าวเท้าตามฝูงชนออกไป

หัวใจของฝูเจียเยว่พลันดิ่งวูบลงไปกึ่งหนึ่ง ความรู้สึกอัปมงคลผุดขึ้นกลางใจและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเขากลับมืดแปดด้าน นึกมิออกเลยว่าเกิดเรื่องร้ายแรงเพียงใดขึ้นกันแน่?

ด้วยอาศัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิต ย่อมฟังความหมายที่แฝงเร้นออก แม้ใต้เท้าหลี่จะกล่าววาจาสุภาพ และบอกว่าที่ให้พักในจวนเพราะสะดวกต่อการเดินทาง ทว่าแท้จริงแล้วมันคือการกักบริเวณโดยละม่อมชัดๆ!

ฝูเว่ยร้อนใจ รีบเอ่ยหยั่งเชิงพลางปั้นหน้ายิ้ม "ใต้เท้าหลี่ พวกเรามีบ้านพักอยู่ในเมืองหนานไห่ เกรงว่าจะรบกวนใต้เท้าเกินไปขอรับ อีกทั้งท่านแม่และฮูหยินของข้ายังรออยู่ที่นั่น ใต้เท้าโปรดวางใจ เช้าตรู่วันพรุ่งพวกเรามิยอมให้เสียการแน่นอน ให้พวกเรากลับไปพักที่บ้านเถิดขอรับ"

ฝูเจียเยว่มิได้ปริปาก ทว่าลอบสังเกตปฏิกิริยาของหลี่ฟู่อย่างเงียบเชียบ

หลี่ฟู่มิได้เอ่ยคำ เพียงแต่ยิ้มอย่างลำบากใจ ฝ่ายมือปราบหลีกลับสำแดงท่าทีรำคาญใจออกมา "ใต้เท้ามีเมตตาถึงเพียงนี้ นายท่านฝูและคุณชายฝูอย่าได้ปฏิเสธเลย! ส่วนฮูหยินทั้งสองท่านนั้นมิต้องกังวล ข้าจะไปรับพวกนางมาสมทบที่นี่เอง เช่นนี้พวกท่านคงวางใจได้แล้วกระมัง?"

"เจ้า!" ฝูเว่ยโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

ฝูเจียเยว่รีบดึงรั้งบุตรชายไว้ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มสุภาพ "เอาเถิด! เช่นนั้นคงต้องรบกวนมือปราบหลีแล้ว"

ในยามนี้ มีเรื่องน้อยลงย่อมดีกว่ามีเรื่องมาก รอจนถึงเมืองเฉวียนโจวทุกอย่างย่อมกระจ่างแจ้งเอง มิจำเป็นต้องมาทุ่มเถียงกันด้วยอารมณ์เพียงชั่วแล่นในยามนี้!

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1254 จัดหนักคนตระกูลเติ้งอีกระลอก

 

บทที่ 1254 จัดหนักคนตระกูลเติ้งอีกระลอก

ในเมื่อคำพูดของนายท่านเติ้งถูกหลี่ฟู่จับได้คาหนังคาเขา ทุกคนจึงปักใจเชื่อทันทีว่าตนเองต้องมาพลอยรับเคราะห์ถูกหางเลขไปด้วยเพราะนายท่านเติ้งเป็นต้นเหตุ จึงพากันขุ่นเคืองและตำหนิเขาอยู่ในใจ

นายท่านเติ้งเองก็ใจคอไม่ดี เขารู้ดีแก่ใจว่าประโยคที่หลี่ฟู่ถามนั้นตนเป็นคนพูดเอง ในเมื่อเวลาผ่านไปเกือบชั่วยามแล้ว และดูท่าว่าหลี่ฟู่ยังจะดึงเช็งกดดันต่อไปเช่นนี้ หากเขาไม่ยอมรับ จะต้องทนอยู่สภาพนี้ไปถึงเมื่อไหร่?

ในใจเขาทั้งโกรธทั้งไม่พอใจ คนตั้งเยอะแยะก็ด่าเหมือนกัน ไม่ใช่เขาคนเดียวเสียหน่อย หลี่ฟู่มีสิทธิ์อะไรมาจ้องเล่นงานเขาแค่คนเดียว?

แล้วยังมีคนพวกนี้อีก... พวกเขาไม่ได้ด่ากันหรือไง? นอกจากไม่มีใครช่วยพูดให้เขาสักคำแล้ว ยังจะมามองเขาด้วยสายตาแบบนั้นอีก ช่าง... เหลือทนจริงๆ!

นายท่านเติ้งจะไปรู้ได้อย่างไรว่า หลี่ฟู่จงใจทำเช่นนี้แต่แรกแล้ว

เดิมทีความสัมพันธ์กับตระกูลเติ้งก็มีรอยร้าวอยู่แล้ว ในเมื่อยามนี้ต้อง "เชือดไก่ให้ลิงดู" หากไม่เชือดไก่ตัวที่ชื่อตระกูลเติ้งนี้ จะให้เขาไปหาเรื่องหาศัตรูเพิ่มกับตระกูลอื่นไปเพื่ออะไร? เขาไม่ได้โง่ขนาดนั้น!

ในที่สุดนายท่านเติ้งก็ทนไม่ไหว เขาขยับขาที่ปวดจนมึนชาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกไปประสานมือขอขมาหลี่ฟู่ว่า "เมื่อครู่... เป็นเพราะผู้น้อยบันดาลโทสะจนพลั้งปากพูดไปโดยไม่คิด ขอใต้เท้าโปรด... ประทานอภัยด้วย!"

 

"ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!" หลี่ฟู่ปรายหางตามองเขาอย่างเหยียดหยามพลางแค่นยิ้ม "นายท่านเติ้งช่างมีการอบรมสั่งสอนจากตระกูลที่ดีจริงๆ คนในบ้านเจ้าดูเหมือนจะชอบ 'พลั้งปาก' กันไปหมดเลยนะ หือ?"

ทุกคนชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่ เติ้งเมิ่งหาน (ลูกสาวตระกูลเติ้ง) เคยล่วงเกินฮูหยินหลี่ขึ้นมาได้ จึงอดไม่ได้ที่จะแอบขำกันอยู่ในใจ แต่ก็รีบทำหน้าเคร่งขรึมกลบเกลื่อนทันที

นายท่านเติ้งหน้าแดงสลับเขียว ได้แต่กำหมัดแน่นไม่กล้าปริปาก

หลี่ฟู่ตวาดกร้าว "ที่นี่คือที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะมาทำตัวยโสโอหังได้ตามใจชอบ! มายืนด่าทอทางการและราชสำนักในที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ช่างขวัญกล้านัก! ในสายตาเจ้ายังมีราชสำนัก มีข้าคนนี้อยู่หรือไม่? ลากมันออกไป! กลับไปคัด 'กฎหมายอาญาต้าโจว' มาให้ข้าหนึ่งจบ หากมีคราวหน้าอีก ข้าจะสั่งโบยยี่สิบไม้!"

นายท่านเติ้งหน้าซีดเผือด

จานถงรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ตอนนี้เขาเริ่มตาสว่างแล้วว่า ใต้เท้าหลี่จงใจจะเล่นงานตระกูลเติ้งโดยเฉพาะ เขาจะเข้าไปสอดทำไมล่ะ? จึงแกล้งกระแอมเตือนว่า "นายท่านเติ้ง ยังไม่รีบขอบคุณใต้เท้าอีก!"

นายท่านเติ้งแทบจะกระอักเลือดออกมา! คัดกฎหมายต้าโจวเนี่ยนะ? มันคืออะไรกัน!

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินบทลงโทษแบบนี้ มีเพียงสตรีในห้องหอที่ทำผิดถึงจะถูกลงโทษให้คัด 'บัญญัติสตรี' หรือคัมภีร์ธรรมะ การที่หลี่ฟู่สั่งลงโทษเขาเช่นนี้ ไม่เท่ากับเปรียบเขาเป็นสตรีและหยามเกียรติเขาทางอ้อมหรอกหรือ?

นายท่านเติ้งรู้สึกจุกแน่นในอกจนแทบจะหน้ามืดสลบไป อยากจะถ่มน้ำลายใส่หน้าหลี่ฟู่นัก

แต่เขาไม่กล้า!

เพราะหากเทียบกับการคัดกฎหมายแล้ว การถูกโบยยี่สิบไม้นั้นอัปยศยิ่งกว่า และร่างกายแก่ๆ ของเขาคงได้กลายเป็นคนพิการเป็นแน่!

เขารู้ดีว่า หากเขาบังอาจปฏิเสธการคัดกฎหมาย หลี่ฟู่ย่อมจะหาเหตุผลสั่งโบยเขาได้อย่างชอบธรรมทันที

"ผู้น้อย... ขอบพระคุณใต้เท้าหลี่ที่เมตตา!" นายท่านเติ้งกัดฟันพูดออกมาทีละคำจนแทบแหลกคราบ ประสานมือคำนับแล้วรีบหันหลังเดินโซเซออกไปจากห้องทันที

เมื่อทุกคนเห็นสภาพของเขา ต่างก็หน้าถอดสี เงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ

เหลียงจิ้น ในตอนนี้ถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเหตุใดหลี่ฟู่ถึงเลือกจิ้มไปที่นายท่านเติ้งเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู ในใจแอบด่าว่า "ไอ้จิ้งจอกเฒ่า!"

แน่นอนว่าเขารู้ดียิ่งกว่าใครว่าหลี่ฟู่เกลียดเขาเข้าไส้ ดังนั้นวันนี้แม้เขาจะตามน้ำมาด้วย แต่เขาจะไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่คำเดียว เพื่อไม่ให้หลี่ฟู่หาข้ออ้างมาฉีกหน้าเขาได้

หลังจากจัดการนายท่านเติ้งแล้ว หลี่ฟู่จึงอนุญาตให้ทุกคนนั่งลง

คนกลุ่มนี้ยืนจนขาแข็งปวดหลังไปหมด พอได้ยินคำสั่งนี้ก็แทบจะน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง ต่างพากันขอบคุณใต้เท้าหลี่เซ็งแซ่แล้วรีบนั่งลง บ้างก็บิดแขนบิดขา บ้างก็ทุบน่องนวดเอว วุ่นวายอยู่นานกว่าจะสงบนิ่งได้

ยามนี้หลี่ฟู่กลับดูใจดีมีเมตตาขึ้นมามาก เขานั่งยิ้มละไมอยู่บนแท่นประธาน ไม่ตำหนิกิริยาอันไม่สำรวมของใครแม้แต่น้อย เมื่อทุกคนนั่งเข้าที่และเงียบเสียงลงแล้ว เขาจึงเบนสายตาไปยังสองพ่อลูกตระกูลฝูและหัวหน้ามือปราบหลี ก่อนจะเลิกคิ้วถามว่า: "ว่ามาสิ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"

"ใต้เท้า! โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ผู้น้อยด้วยขอรับ!" ฝูเจียเยว่รีบลุกขึ้นประสานมือ "ตระกูลฝูอย่างไรเสียก็เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งหนานไห่ ผู้น้อยแม้จะไร้ความสามารถ แต่ก็เป็นถึงเจ้าบ้านตระกูลฝู ต่อให้ผู้น้อยทำผิดประการใด ทางการส่งคนมาเรียกตัว ผู้น้อยย่อมไปพบ ไม่ควรใช้วิธีฉุดกระชากจับกุมเช่นนี้! อีกทั้งหลายวันมานี้ผู้น้อยก็อยู่ที่เมืองหนานไห่ตลอด จะไปเกี่ยวพันกับเรื่องที่เฉวียนโจวได้อย่างไร? หัวหน้ามือปราบหลีผู้นี้ช่างไร้มารยาท บังอาจจะมาจับกุมพ่อลูกเราอย่างโจ่งแจ้ง! พ่อลูกเราช่างถูกใส่ร้ายจนได้รับความอยุติธรรมยิ่งนัก!"

นายท่านตระกูลหลัวก็ลุกขึ้นสนับสนุน "ที่นายท่านฝูพูดมาถูกต้องแล้ว พวกเรามารวมตัวกันในวันนี้เห็นเหตุการณ์กับตา หัวหน้ามือปราบหลีผู้นี้ทำตัวเหมือนโจร บุกพรวดพราดเข้ามาไม่เห็นหัวใคร! ต่อให้เป็นเจ้าหน้าที่ทางการปฏิบัติหน้าที่ ก็ควรพูดจากันดีๆ อธิบายเหตุผลมิใช่หรือ? นายท่านฝูกับบุตรชายไม่ใช่โจรป่าฆ่าคนเสียหน่อย หัวหน้ามือปราบหลีทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้ ช่างเป็นกากเดนในวงการขุนนาง ทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศของราชสำนักยิ่งนัก!"

เหล่านายท่านและคุณชายคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย

หัวหน้ามือปราบหลีทั้งโกรธทั้งร้อนรน แต่กลับถูกทุกคนแย่งกันพูดจนไม่มีจังหวะให้อ้าปาก แถมเขายังไม่กล้าตะโกนเสียงดังต่อหน้าหลี่ฟู่ ได้แต่ร้อง "ใต้เท้า!" อยู่หลายครั้งแต่ไม่มีใครสนใจ

หลี่ฟู่แอบหัวเราะในใจ คิดว่า สมควรแล้ว ไอ้พวกทำงานไม่ใช้สมอง!

เมื่อเห็นว่าทุกคนพูดไปจนเกือบจะหมดไส้หมดพุงแล้ว หลี่ฟู่จึงพยักหน้า สะบัดมือให้ทุกคนเงียบเสียงลง นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะทอดสายตาเรียบเฉยไปที่หัวหน้ามือปราบหลีแล้วถามว่า: "เจ้าคือหัวหน้ามือปราบหลีรึ? แล้วเจ้าล่ะ มีอะไรจะพูดหรือไม่?"

ในเมื่อหัวหน้ามือปราบหลีกล้าบุกมาจับคน ย่อมไม่มีทางถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของฝูงชนข่มขวัญจนถดถอย เพราะเขามีสิ่งยึดเหนี่ยวที่มั่นใจยิ่งนัก นั่นก็คือ—สองพ่อลูกตระกูลฝูพ่ายแพ้อย่างย่อยยับแล้ว! ตระกูลฝูที่เมืองเฉวียนโจวได้เปลี่ยนตัวเจ้าบ้านแล้วนั่นเอง!

เขาจึงก้าวไปข้างหน้าประสานมือคำนับ ค้อมตัวลงเอ่ยอย่างเฉียบขาดว่า "ใต้เท้า ผู้น้อยกระทำการเช่นนี้ย่อมต้องมีสาเหตุ ส่วนจะเป็นเรื่องใดนั้น ยามนี้ยังมิบังควรเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน! ทว่า ใต้เท้าคือผู้ปกครองสูงสุดแห่งมณฑลหนานไห่ ผู้น้อยมิกล้าปิดบังใต้เท้า! ขอใต้เท้าโปรดประทานอภัย ผู้น้อยขอบังอาจชี้แจงต่อใต้เท้าเป็นการส่วนตัวขอรับ!"

คำพูดของหัวหน้ามือปราบหลีช่างจริงจังและแน่วแน่ ดูไม่เหมือนคนพูดเล่นหรือแสร้งปั้นเรื่องขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เมื่อทุกคนได้เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแอบตระหนกและสงสัยอยู่ในใจ แม้แต่เหลียงจิ้นเองก็ถึงกับใจหายวูบขึ้นมาทันที

ฝูเจียเยว่และบุตรชายสบตากัน ทั้งคู่มีแต่ความฉงนสนเท่ห์และเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงลึกๆ สมองของทั้งสองต่างหมุนวนอย่างรวดเร็วเพื่อทบทวนอย่างละเอียดว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตนได้เผลอทำเรื่องที่ไม่สมควรสิ่งใดลงไปหรือไม่...

ทว่า พวกเขาจะไปคาดคิดได้อย่างไร? เรื่องนี้หาได้เกิดจากว่าพวกเขา "ทำอะไร" ลงไปไม่ แต่มันเกิดจาก "คนอื่น" ได้กระทำการบางอย่างลงไปต่างหาก

หลี่ฟู่นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วลุกขึ้นกล่าวว่า "ตกลง! เจ้าตามข้ามา! หากคำกล่าวของเจ้าไร้เหตุผล ข้าเองก็จะไม่เข้าข้างเช่นกัน! ท่านที่ปรึกษาจาน ช่วยดูแลทุกท่านให้ดีด้วย!"

จานถงรีบประสานมือรับคำ ส่วนคนอื่นๆ ต่างพากันกล่าว "มิกล้าๆ" ฝ่ายหัวหน้ามือปราบหลีลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก ขานรับ "ขอรับ" อย่างนบนอบ แล้วรีบเดินตามหลี่ฟู่อ้อมฉากกั้นขนาดใหญ่ไปยังโถงด้านหลัง

สำหรับต้นสายปลายเหตุนั้น หลี่ฟู่ย่อมรู้อยู่เต็มอก มิหนำซ้ำยังรู้ละเอียดกว่าที่หัวหน้ามือปราบหลีรู้เสียอีก

เพียงแต่เรื่องนี้ยังไม่สะดวกที่จะพูดออกมาในตอนนี้ เขาจึงได้แต่จำต้องอดทนฟังในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วอีกรอบหนึ่ง

 

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1253 ขอใต้เท้าโปรดตัดสินชี้ขาด!

 

บทที่ 1253 ขอใต้เท้าโปรดตัดสินชี้ขาด!

หลังจากรับประทานมื้อค่ำเสร็จ หลี่ฟู่กำลังออดอ้อนหยอกล้อกับภรรยาอยู่ในห้องพัก อารมณ์รักกำลังพลุ่งพล่านและจวนจะสั่งน้ำร้อนมาอาบเพื่อเตรียมเข้าห้องนอนไปจัดการ "เรื่องสมควรของสามีภรรยา" แต่พอได้ยินหงอวี้รายงานว่าชานเจิ้ง - ที่ปรึกษา มีธุระด่วนต้องเข้าพบทันที สีหน้าของหลี่ฟู่ก็มืดตึกลงทันควัน แอบด่าในใจว่าช่างเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะเสียจริง

เหลียนฟางโจวเองก็รู้สึกกร่อยไปบ้าง นางจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย สายตาหวานหยาดเยิ้ม พลางผลักหลี่ฟู่เบาๆ แล้วยิ้มกล่าวว่า "ข้าว่าใต้เท้าจานก็ไม่ใช่คนวู่วามไร้มารยาทขนาดนั้น ในเมื่อเขาร้อนรนมาหาท่านเช่นนี้ บางทีอาจมีเรื่องใหญ่จริงๆ ก็ได้! ท่านรีบไปพบเขาเถอะ... ข้าจะรอ"

คำว่า "ข้าจะรอ" สามคำนี้แฝงความหมายไว้มากมายนัก หลี่ฟู่จำต้องสะกดกลั้นความปรารถนาในใจแล้วยิ้มตอบว่า "อืม... เจ้าต้องรอนะ!" จากนั้นจึงรีบออกไป

จานถงรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจเหมือนถูกไฟลน เมื่อเห็นหลี่ฟู่ออกมาก็รีบขาน "ใต้เท้า!" พลางคำนับอย่างเร่งรีบ โดยไม่รอให้หลี่ฟู่เอ่ยปากถาม เขาก็รายงานเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังทันที

เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า "ยามนี้พ่อลูกตระกูลฝู นายท่านเติ้ง นายท่านหลัว คุณชายทั้งสองแห่งตระกูลเหลียง และบรรดานายท่านคุณชายจากตระกูลใหญ่ รวมถึงหัวหน้ามือปราบหลี ต่างก็รออยู่ที่โถงหลังของที่ทำการขอรับ! ใต้เท้า... เจ้าเมืองเฉวียนโจวช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากจะจับคน รอให้พ่อลูกตระกูลฝูกลับไปก่อนค่อยจับไม่ได้หรืออย่างไร? จำเป็นต้องส่งคนมาอาละวาดที่เมืองหนานไห่จนปั่นป่วนไปหมด! ตอนนี้บรรดากลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นต่างพากันโกรธแค้น หากจัดการไม่ดีแล้วคนเหล่านี้รวมตัวกัน 'ปิดตลาดประท้วง' ขึ้นมาล่ะก็ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะขอรับ ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูเพาะปลูกด้วย—"

หลี่ฟู่ชำเลืองมองจานถงแวบหนึ่งพลางแค่นยิ้มเย็นชา แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า "เจ้าหมายความว่า ให้ข้าไม่ต้องแยกแยะผิดถูก เพียงแค่ทำตามใจพวกเขาก็พออย่างนั้นหรือ? ที่ทำการเฉวียนโจวจะจับคน ย่อมต้องมีเหตุผลของเขา และเขาก็ไม่ได้จับคนพวกนั้นเสียหน่อย แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วย? ข้าเห็นว่ามีคนจงใจฉวยโอกาสก่อเรื่องมากกว่า! ปิดตลาดประท้วงรึ? หึหึ ดีสิ! ใครเก่งพอก็ลองปิดดู! เส้นทางการค้าสามสายในมือฮูหยินจะได้ถือโอกาสนี้ขยายตัวอย่างเต็มรูปแบบไปเลย!"

คำพูดประโยคเดียวทำเอาจานถงถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

หลี่ฟู่สะบัดมือเดินนำออกไป "ไป ดูสถานการณ์กันหน่อย!"

ระหว่างเดิน หลี่ฟู่ก็ขบคิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้ ในใจอดไม่ได้ที่จะเคืองฝูลี่ที่ใจร้อนเกินไป: ช่างอยู่จนแก่เสียเปล่าจริงๆ! อุตส่าห์อดทนมาได้ตั้งหลายปี ใครจะรู้ว่าก้าวสุดท้ายกลับมาวู่วามเสียได้! แต่จะโทษเขาทั้งหมดก็ไม่ได้ ความแค้นใหญ่หลวงได้ชำระ ใจย่อมคลายความระวัง ย่อมต้องมีร่องรอยของการดีใจจนลืมตัวบ้างเป็นธรรมดา

ส่วนไอ้หัวหน้ามือปราบหลีนั่นก็เป็นพวกถังขยะที่เบาปัญญา พ่อลูกตระกูลฝูกำลังกินเลี้ยงกับตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น กลับกล้าบุกพรวดพราดเข้าไปจับคน นี่มันแสดงชัดๆ ว่าไม่ไว้หน้ากัน! อย่าว่าแต่ที่นี่คือหนานไห่เลย ต่อให้เป็นเฉวียนโจว เขาก็ไม่มีทางทำสำเร็จ!

หากตนมีลูกน้องโง่เง่าเช่นนี้ คงเตะส่งไปนานแล้ว! จะจับคนทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้? รอให้ดึกดื่นเที่ยงคืนก่อนไม่ได้หรืออย่างไร?

ระหว่างที่คิดเขาก็เดินพ้นเขตจวนชั้นในมาถึงที่ทำการเบื้องหน้า ทันทีที่เดินผ่านระเบียงโถงหลังเข้าไป ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงจอแจเหมือนนกกระจอกประชุมกันดังไม่หยุด แซมด้วยเสียงด่าทอต่างๆ นานา

หลี่ฟู่สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที พลางชายตามองจานถงแวบหนึ่ง

จานถงค้อมตัวลงไม่กล้าสบตาหลี่ฟู่ ในใจได้แต่ยิ้มขมขื่น: พวกนายท่านคุณชายตระกูลใหญ่เหล่านั้นนิสัยเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ใครเล่าจะห้ามปากพวกเขาได้? ส่วนหัวหน้ามือปราบหลีและลูกน้องก็ไม่ได้สังกัดขึ้นตรงกับที่ทำการผู้ว่าการมณฑลแห่งหนานไห่ การพูดจาทำอะไรย่อมไร้ความเกรงใจเป็นธรรมดา

หลี่ฟู่ลงเท้าหนักๆ เดินผ่านฉากกั้นขนาดใหญ่เข้าสู่โถง แล้วกระแอมไอเสียงดังสนั่น ทุกคนต่างหยุดชะงักและหันมามองตามเสียง ก่อนจะ "กรูกันเข้ามา" รุมล้อมเขาพร้อมประสานมือคำนับอย่างสับสนวุ่นวาย ต่างคนต่างแย่งกันตะโกนฟ้องร้องจนเสียงเซ็งแซ่กลบหลี่ฟู่ไปเหมือนระลอกคลื่น

หลี่ฟู่ไม่เอ่ยคำใด สายตาเย็นชาปรายมองฝูงชน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อผลักทุกคนออกไป (ใช้กำลังภายใน) แล้วเดินตรงไปข้างหน้า นั่งลงบนตำแหน่งประธานอย่างสง่างาม

ทุกคนถูกพลังจากการสะบัดแขนเสื้อนั้นจนรู้สึกถึงแรงมหาศาลปะทะร่าง ถึงกับเสียหลักเซถอยหลังไปตามๆ กัน ในใจพลันตกตะลึง เสียงโต้เถียงฟ้องร้องที่เคยดังกระหึ่มจึงค่อยๆ เงียบเสียงลงอย่างไม่อาจควบคุมได้

เมื่อต้องสบกับสายตาเย็นชาที่จ้องเขม็งมาของหลี่ฟู่ ทุกคนต่างรู้สึกหนาวสันหลังวาบจนไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง

"เมื่อครู่ตอนที่ข้าเดินเข้ามา" หลี่ฟู่กวาดสายตามองทุกคนพลางเอ่ยขึ้นช้าๆ "ข้าได้ยินใครบางคนก่นด่าว่าทางการไร้ยางอายและป่าเถื่อน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ายังจะมาที่นี่ทำไมกันอีก?"

สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป ตวาดลั่นด้วยเสียงต่ำอันทรงพลัง: "ใครเป็นคนพูด ก้าวออกมาหาข้า!"

ทันใดนั้น บรรยากาศก็พลันตึงเครียดขึ้น กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าสายหนึ่งแผ่ซ่านคุกคามเข้ามาจนทำให้ผู้คนขวัญหนีดีฝ่อ

ทุกคนคาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นฝ่ายเปิดฉากเล่นงานก่อนเช่นนี้ ในใจจึงเริ่มไม่มั่นคง เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวย่อมไม่มีใครกล้าปริปาก

"ใต้เท้าหลี่ ผู้น้อยมีเรื่องจะรายงาน ขอให้ใต้เท้าให้ความเป็นธรรมด้วย—" ฝูเว่ยทนรอไม่ไหว อีกทั้งยังไม่อาจทนต่อบรรยากาศอันกดดันที่ปกคลุมอยู่นี้ได้ เขาจึงกระแอมออกมาคำหนึ่งแล้วเอ่ยปากขึ้น

ทว่ากลับถูกสายตาอันเย็นเยียบของหลี่ฟู่จ้องเขม็งเข้าใส่จนรู้สึกจุกที่หน้าอก คำพูดครึ่งหลังที่เหลือกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ไม่อาจเอ่ยออกมาได้อีก

จานถงเห็นดังนั้น หัวสมองก็พลันฉลาดปราดเปรื่องขึ้นมาครั้งหนึ่ง เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วตวาดว่า "บังอาจ! ใต้เท้ากำลังซักถามอยู่ คนนอกห้ามพูดแทรก! ยังไม่รีบขออภัยแล้วถอยไปอีก!"

ฝูเจียเยว่เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว ในใจรู้ดีว่าเรื่องในวันนี้ต้องพึ่งพาหลี่ฟู่ตัดสิน หากทำให้เขาขุ่นเคืองย่อมเป็นผลเสียต่อตนเองอย่างยิ่ง เขาจึงรีบก้าวเข้าไปกระชากลูกชายออกไป แล้วประสานมือค้อมตัวลงทำความเคารพหลี่ฟู่อย่างนบนอบ พลางยิ้มประจบกล่าวว่า "บุตรชายผู้น้อยโง่เขลาไร้มารยาท ขอใต้เท้าโปรดประทานอภัยด้วย!"

เมื่อเห็นหลี่ฟู่ชายตามองแวบหนึ่ง เขาก็รีบถอยไปยืนด้านข้างอย่างรวดเร็ว

หลี่ฟู่ยังคงนิ่งเงียบ

ในใจเขาแอบแค่นยิ้มเย็นชา คิดจะวัดใจกันรึ? ได้สิ! งั้นก็วัดกันไปเลย! เขาอยากจะรู้นักว่าคนเหล่านี้จะทนไปได้ถึงเมื่อไหร่ กว่าจะมีใครสักคนยอมเดินออกมาสารภาพ!

เขาไม่รีบร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว!

คิดจะมาแสดงอำนาจบาตรใหญ่หรือใช้ฝีปากโอ้อวดในที่ทำการผู้ว่าการมณฑลรึ อย่าหวังเลยว่าจะใช้วิธี "คนหมู่มากไม่ผิด"  มาหลอกล่อให้เขาปล่อยผ่านไปได้! หากทำเช่นนั้น คนเหล่านี้จะมองเขาอย่างไร? ตัวเขาที่เป็นถึงใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลจะต่างอะไรกับพวกขุนนางหน้าโง่คนก่อนๆ เล่า?

หนึ่งเค่อผ่านไป... สองเค่อผ่านไป... จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ทุกคนต่างยืนจนขามึนชา ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน ปกติมีใครเคยต้องมาทนรับความลำบากเช่นนี้บ้าง ทุกคนจึงเริ่มจะยันกายไว้ไม่ไหว

หลายคนเริ่มแอบนึกเสียใจอยู่ในใจ รู้ซึ้งแล้วว่าไม่ควรวู่วามตามน้ำมาที่ที่ทำการแห่งนี้เลย!

ทุกคนต่างมาจากตระกูลที่ขาวสะอาดใสซื่อ ในช่วงเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ กลับต้องเอาหัวมามุดเข้าที่ทำการหน่วยงานรัฐ ช่างเป็นเรื่องอัปมงคลแท้ๆ!

หากกลับไปได้เมื่อไหร่ จะต้องเอาใบส้มป่อย (ใบยูซุ) ต้มน้ำอาบเพื่อไล่สิ่งอัปมงคลเสียหน่อยแล้ว!

เมื่อคิดได้ดังนี้ สายตาหลายคู่ก็อดไม่ได้ที่จะปรายไปมอง นายท่านเติ้ง หากไม่ใช่เพราะเขา ตนเองจะวู่วามตามมาด้วยหรือ?

อีกอย่าง คำถามที่ใต้เท้าหลี่ถามเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนว่า... ดูเหมือนประโยคนั้นจะเป็นนายท่านเติ้งที่เป็นคนพูดใช่ไหมนะ?

เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจและโมโหนายท่านเติ้งมากขึ้นไปอีก

มนุษย์เราก็แปลกเช่นนี้เอง แม้ว่าก่อนที่หลี่ฟู่จะมาถึง ทุกคนต่างก็เคยชี้หน้าด่าทอทางการมาด้วยกันทั้งนั้น แต่ในเมื่อหลี่ฟู่ไม่ได้จับได้คาหนังคาเขา พวกเขาจึงถือเสียว่าตนเองไม่ได้ทำไปโดยปริยาย

 

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1252 คลื่นใต้น้ำ

 

    บทที่ 1252 คลื่นใต้น้ำ

และเพราะเหตุนี้เอง ทุกคนจึงยิ่งเดาใจไม่ถูกว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร หรือกำลังวางแผนการใดอยู่ ในใจจึงยิ่งรู้สึกไม่มั่นคงและกังวลใจมากขึ้น

ครั้นเมื่อเห็นว่าที่ทำการเจ้าเมืองเฉวียนโจวส่งคนบุกมาถึงเมืองหนานไห่เพื่อจับกุมสองพ่อลูกตระกูลฝู มีหรือที่ทุกคนจะไม่ตระหนกตกใจ?

ตระกูลฝูนั้นเป็นใครกัน? คือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่ และเป็นตระกูลเก่าแก่อันดับหนึ่งของเมืองเฉวียนโจว!

ดูจากท่าทีดุดันในครั้งนี้ เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนสองครั้งก่อนที่จัดการตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้งเสียแล้ว แต่นี่คือการพุ่งเป้ามาที่ตัวเจ้าบ้านโดยตรง!

ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกเลือดร้อนขยับกายเข้าหากันด้วยความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พากันก้าวออกมาขัดขวางและรุมชี้หน้าด่าทอ ทำท่าทีราวกับจะปกป้องสองพ่อลูกตระกูลฝู และไม่ยอมให้หัวหน้ามือปราบหลีจับกุมตัวไปได้

หัวหน้ามือปราบหลีเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ แต่ในเมื่อตกที่นั่ง "ขี่หลังเสือแล้วยากจะลง" จะให้เขายอมถอยในตอนนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้!

เขาจึงฝืนทำใจดีสู้เสือและแค่นยิ้มเย็นชาว่า "อะไรกัน? พวกท่านเหล่านายท่านและคุณชายทั้งหลายคิดจะให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหาพ่อลูกตระกูลฝู และประกาศตัวเป็นศัตรูกับทางการอย่างนั้นหรือ?"

"พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก!" นายท่านเติ้งผู้มีความแค้นลึกล้ำต่อหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจว จนพาลโกรธแค้นไปถึงวงการขุนนางทั้งหมดในมณฑลหนานไห่ภายใต้การปกครองของหลี่ฟู่ ก้าวออกมากล่าวด้วยน้ำเสียงยุติธรรมว่า "พี่ฝูและหลานชายฝูล้วนเป็นผู้มีหน้ามีตาในหนานไห่ อยู่ๆ นึกจะจับก็จับได้ตามใจชอบอย่างนั้นรึ มันดูจะเป็นเรื่องตลกเกินไปแล้ว! ต่อให้เป็นทางการก็ไม่ควรจะรังแกกันเช่นนี้! หากมีเรื่องอันใดก็ควรส่งคนมาเชิญตัวไปสอบถามด้วยท่าทีที่ดี พี่ฝูหรือหลานชาย หรือแม้แต่พวกเราที่อยู่ที่นี่คนใดเล่าจะกล้าขัดขืน? แต่นี่เอะอะก็ส่งคนมาฉุดกระชากจับกุม เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามกันเกินไป หากเรื่องนี้แพร่ออกไป พวกเราตระกูลใหญ่ผู้ดีมีสกุลจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"

คำพูดนี้ยิ่งกระตุ้นอารมณ์โกรธเคืองของคนรอบข้างจนยากจะระงับ ทุกคนต่างพากันร้องตะโกนว่า "ใช่! ถูกต้อง! ทางการจะมาดูหมิ่นคนตามอำเภอใจไม่ได้! เจ้าต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อน!"

"วันนี้กระทำต่อพี่ฝูและหลานชายฝูเช่นนี้ ใครจะรู้ว่าวันหน้าเรื่องนี้จะไม่ตกมาถึงพวกเรา! ทางการเริ่มทำตัวอันธพาลไร้เหตุผลตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!"

"ช่างน่าขันนัก! พี่ฝูและหลานชายฝูอยู่ที่เมืองหนานไห่มาโดยตลอด ไม่ว่าเมืองเฉวียนโจวจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น มันจะไปเกี่ยวอะไรกับพวกเขา? ต่อให้เกี่ยวข้องกับตระกูลฝูจริง อยากถามความก็เรียกไปถามความสิ จะมาไม่เห็นหัวคนเช่นนี้ได้อย่างไร!"

"ใช่! ถ้าเก่งจริงก็จับพวกเราไปให้หมดเลยสิ! ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวไป!"

ทุกคนต่างจ้องเขม็งด้วยความโกรธแค้น และพร้อมใจกันตวาดลั่น "ไสหัวไป! ไสหัวออกไปให้หมด!"

เหล่ามือปราบต่างรู้ดีว่านายท่านตระกูลใหญ่เหล่านี้มีอิทธิพลเพียงใด เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ก็เริ่มเสียขวัญ ต่างพากันหันไปมองหัวหน้ามือปราบหลีเป็นตาเดียว

เดิมทีหัวหน้ามือปราบหลียังมีความลังเลและคิดจะผ่อนปรนอยู่บ้าง ทว่าใครจะรู้ว่านายท่านเติ้งกลับยุยงปลุกปั่นหนักเกินไปจนไม่เหลือทางถอยให้เขาเลยแม้แต่น้อย

หัวหน้ามือปราบหลีทั้งโกรธทั้งแค้น ในเวลาเช่นนี้ต่อหน้าพี่น้องมือปราบทั้งหลาย เขาจะถอยได้อย่างไร? หากเขายอมสยบและยอมแพ้ในตอนนี้ หน้าตาของเขาที่เป็นถึงหัวหน้ามือปราบจะเอาไปไว้ที่ไหน? และลูกน้องเหล่านี้จะมองเขาอย่างไร?

ในใจเขาพลันเริ่มโหดเหี้ยมขึ้นมา เขาทำหน้าบึ้งตึงแล้วกล่าวเสียงเย็นว่า "พวกท่านนายท่านและคุณชายพูดกับข้าจะมีประโยชน์อันใด? ผู้น้อยเป็นเพียงหัวหน้ามือปราบตัวเล็กๆ ที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น! หากทุกท่านมีความไม่พอใจ ก็เชิญไปโต้แย้งกับท่านเจ้าเมืองที่ศาลาว่าการเฉวียนโจวเอาเองเถิด! ต้องขออภัย ผู้น้อยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ล่วงเกินแล้ว! ขอให้พวกท่านทุกท่านหลีกทางให้ด้วย มิเช่นนั้นหากเกิดการลงไม้ลงมือแล้วพลาดพลั้งไปโดนพวกท่านเข้า จะมาหาว่าข้าไม่เตือนไม่ได้นะ!"

หัวหน้ามือปราบหลีพูดจบก็เบิกตาโตด้วยความดุร้าย แล้วตวาดก้อง "จับคน!"

"ข้าดูซิว่าใครจะกล้า!" เหลียงจิ้น ที่นิ่งเงียบมาตลอดพลันตบโต๊ะดัง "ปัง!" เสียงแตกร้าวของจานชามกระเบื้องเคลือบดังสนั่นอยู่แทบเท้าของหัวหน้ามือปราบหลี ทำเอาทุกคนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

เดิมทีคนอื่นๆ ที่โดนหัวหน้ามือปราบหลีดุด่าอย่างไม่ไว้หน้าเริ่มรู้สึกทั้งโกรธทั้งกลัวอยู่ในใจ—เพราะหากมีการลงมือกันจริงๆ พวกเขาต้องเสียเปรียบแน่นอน ใครจะไปสู้มือปราบที่ฝึกวิชาและดุร้ายปานเสือปานสิงห์พวกนี้ได้?

ทว่าเมื่อเห็นเหลียงจิ้นก้าวออกมา ทุกคนต่างรู้ดีว่าเหลียงจิ้นนั้นมีวรยุทธเก่งกล้า จึงพากันขวัญมาเป็นปลิดทิ้ง ความลังเลหวาดกลัวก่อนหน้ามลายหายไปสิ้น ต่างจ้องเขม็งแค่นยิ้มเย็นชา และพร้อมใจกันยืนล้อมเพื่อปกป้องสองพ่อลูกตระกูลฝูไว้ตรงกลาง

หัวหน้ามือปราบหลีก้มลงมองเศษกระเบื้องเคลือบบนพื้น เศษแต่ละชิ้นมีขนาดเท่าหัวแม่มือพอดีและกระจัดกระจายอยู่แทบเท้าของเขาโดยไม่มีการกระเด็นออกไปไกล แสดงให้เห็นว่าฝีมือของผู้ลงมือนั้นไม่ธรรมดาเลย ตัวเขามองว่าตนเองคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย ในใจจึงแอบตระหนกขึ้นมา

เมื่อได้ยินคนเรียกขานอีกฝ่ายว่า "คุณชายใหญ่ตระกูลเหลียง" หัวหน้ามือปราบหลีก็พลันฉุกคิดถึงฐานะที่แท้จริงของเหลียงจิ้นได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคง เขาปรายมองเหลียงจิ้นแวบหนึ่งโดยไม่เอ่ยคำใด

เหลียงจิ้นรู้ตัวว่าสามารถข่มขวัญอีกฝ่ายได้แล้ว จึงหัวเราะ "หึหึ" แล้วกล่าวว่า "เรื่องผิดถูกอย่างไรก็ควรพูดจาให้แจ้งชัดมิใช่หรือ! ท่านหัวหน้ามือปราบเอะอะก็จะจับคน ก็ควรคิดเผื่อไว้บ้างว่าหากจับผิดตัวแล้วจะปล่อยตัวออกมานั้นมันไม่ได้ง่ายดายนัก! ท่านว่าจริงไหม? ท่านอาฝู น้องชายฝู ในเมื่อยามนี้อยู่ที่เมืองหนานไห่ หากมีเรื่องคับข้องใจก็จัดการได้ง่ายยิ่ง ที่ทำการผู้ว่าการมณฑล ก็ตั้งอยู่สุดถนนป่ายยี่สายเหนือ! เหตุใดพวกท่านทั้งสองไม่ไปขอให้ ใต้เท้าหลี่ ช่วยทวงความเป็นธรรมเล่า!"

คำพูดนี้ทำให้สองพ่อลูกตระกูลฝูตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ฝูเจียเยว่พยักหน้าอย่างเห็นพ้องพลางประสานมือคารวะเหลียงจิ้น "ถูกต้อง! ผู้เฒ่าอย่างข้าจะไปที่ที่ทำการผู้ตรวจการเพื่อขอให้ใต้เท้าหลี่ให้ความเป็นธรรมเดี๋ยวนี้! ขอบใจหลานชายมากที่เตือนสติ!"

พูดจบเขาก็พาลูกชายบุกฝ่าวงล้อมออกไปทันทีโดยไม่ฟังคำทัดทาน นายท่านเติ้งและคนอื่นๆ ต่างก็กรูตามไปเป็นพรวน หัวหน้ามือปราบหลีทำหน้าบึ้งตึงพลางกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดมือสั่งลูกน้องตามไปเช่นกัน

ฝ่ายหลี่ฟู่นั้นได้รับข่าวดีที่ส่งม้าเร็วมาจากเมืองเฉวียนโจวตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่า ฝูลี่ประสบความสำเร็จในการยึดคืนตระกูลฝู และตอนนี้ตระกูลฝูทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโดยสมบูรณ์ หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวต่างพากันโล่งอกและร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างยินดี

ด้วยเหตุนี้ แม้ "สี่ตระกูลใหญ่" จะยังมีเปลือกนอกเหมือนเดิม แต่ภายในกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!

เมื่อสองพ่อลูกฝูเจียเยว่ได้รับข่าวและกลับไปถึงเฉวียนโจว ทุกอย่างก็คงสายเกินแก้ พวกเขาจะไม่มีวันสร้างคลื่นลมใดๆ ได้อีก!

การมีตระกูลฝูมาเป็นพวกเดียวกัน จากนี้ไปไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็จะมีแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นและมีความกังวลน้อยลง

ใครจะรู้ว่าฝูลี่ที่มีความแค้นฝังลึกต่อฝูเจียเยว่กลับรอคอยไม่ได้แม้แต่เสี้ยวนาที เขาถึงขั้นติดสินบนเจ้าเมืองเฉวียนโจวให้รีบส่งคนมาจับตัวสองพ่อลูกถึงเมืองหนานไห่ด้วยความรวดเร็ว

เจตนาของฝูลี่คือ หนึ่ง เพื่อจัดการให้จบสิ้นในรวดเดียวเพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายหลัง แม้เขาจะวางกำลังดักรออยู่ตามเส้นทางไปหนานไห่เพื่อสกัดกั้นคนที่จะไปส่งข่าวให้พ่อลูกตระกูลฝู แต่พ่อลูกคู่นี้บริหารงานมานานปี ใครจะรับรองได้ว่าจะสกัดข่าวได้ทั้งหมด สอง คือต้องการให้พ่อลูกตระกูลฝูต้องอับอายขายหน้าอย่างหนักในเมืองหนานไห่

ตามความคาดหมายของฝูลี่ หัวหน้ามือปราบหลีพากำลังมาเพียงพอ ประกอบกับหนานไห่เป็นถิ่นของหลี่ฟู่ ต่อให้หลี่ฟู่ไม่ช่วยอย่างเปิดเผย แต่ก็ไม่มีทางช่วยฝูเจียเยว่แน่นอน ขอเพียงหัวหน้ามือปราบหลีมีท่าทีเด็ดขาด การจะจับพ่อลูกเพียงสองคนต่อให้พวกเขามีฐานะร่ำรวยหรือตระกูลใหญ่โตเพียงใด จะกล้าเป็นศัตรูกับทางการอย่างเปิดเผยเชียวหรือ?

ต่อให้กล้า ในยามนี้พวกเขาก็ไม่เหลือต้นทุนให้พึ่งพาอีกแล้ว!

แต่ผิดคาด หัวหน้ามือปราบหลีกลับไปเตะเข้ากับ "ตอเหล็ก" อย่างเหลียงจิ้นเข้าเสียได้ และสองพ่อลูกตระกูลฝูเมื่อได้รับคำแนะนำจากเหลียงจิ้น กลับมุ่งตรงไปยังที่ทำการผู้ว่าการมณฑลเสียอย่างนั้น

เมื่อพ้นช่วงปีใหม่ก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ชาวนา ชาวค้าขาย ต่างก็ยุ่งกับการทำมาหากิน คดีความต่างๆ จึงมีน้อยมาก งานกสิกรรมทั่วไปก็มีเหลียนฟางโจวคอยชี้แนะ ส่วนรายละเอียดงานก็มีข้าราชการตำแหน่งต่างๆ จัดการไป หลี่ฟู่ผู้ไม่ถนัดงานด้านนี้จึงค่อนข้างว่าง

ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานี้โคมไฟตามบ้านเรือนก็เริ่มถูกจุดขึ้นแล้ว (เริ่มเข้าสู่ช่วงค่ำ)