วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1341 ฉลาดแต่กลับถูกความฉลาดเล่นงาน

 

บทที่ 1341  ฉลาดแต่กลับถูกความฉลาดเล่นงาน

ใครบอกว่าจะปล่อยให้คนมาดูหมิ่นดูแคลนกันเล่า?” หลี่ฟู่แย้มยิ้มพลางโอบนางกลับไปนั่งลง มือประคองไหล่บางไว้อย่างทะนุถนอม “เจ้าพักผ่อนอยู่ในห้องให้ดีเถิด เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องไปเผชิญเรื่องพรรค์นี้ หากเจ้าโมโหจนกระทบกระเทือนถึงครรภ์ มิต้องเสียมากกว่าได้หรือ?”

ท่านน่ะหรือ?” เหลียนฟางโจวย่อมรู้ดีว่าสตรีมีครรภ์ห้ามถูกกระทบจิตใจ นางถอนใจอย่างขัดเสียไม่ได้ “ท่านจะไหวหรือ? อย่างไรท่านก็เป็นเจ้าเมือง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาก็คือภริยาของท่าน ไม่ว่าท่านจะทำเช่นไร ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาว่าเข้าข้างคนของตนเอง ท่านจะหาเรื่องใส่ตัวไปไย!”

วางใจเถอะ ข้ามิเปิดช่องให้ผู้ใดครหาได้หรอก!” หลี่ฟู่ยิ้มกว้างก่อนลุกขึ้นยืน สั่งความให้หงอวี้ดูแลนายหญิงให้ดี ส่วนตนเองนั้นสาวเท้าเดินออกไปอย่างองอาจ

เหลียนฟางโจวทำได้เพียงรอคอยอย่างกังวล

คุณหนูสามสกุลเติ้ง!” น้ำเสียงเย็นเยียบของหลี่ฟู่ดังขึ้นเหนือศีรษะ เติ้งเมิ่งหานสะท้านไปทั้งร่าง เสียงสะอื้นหยุดกะทันหัน นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างรวดเร็ว

พลันนึกขึ้นได้ว่าใบหน้าตนมีรอยแผลเป็น นางจึงรีบก้มหน้าลงด้วยความอัปยศ พยายามซุกงุดใบหน้าไว้กับอก

สองมือเนียนนุ่มกำหมัดแน่น เล็บแหลมคมจิกเข้ากลางฝ่ามือจนแดงฉานแทบกระฉูดเลือด แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย

ในใจนางมีเพียงความแค้น! แค้นเหลือคณา!

นางคือบุตรีสายตรงของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่ เป็นแก้วตาดวงใจของบิดามารดา ตระกูลมั่งคั่งประดุจเชื้อพระวงศ์ เหตุใดเขาจึงไม่ชายตาแลนางแม้เพียงนิด! เหตุใดเพียงตำแหน่งอนุเขายังมิยอมมอบให้นาง!

ขอเพียงได้อยู่เคียงข้าง ต่อให้ต้องเป็นเพียงสาวใช้คอยรับใช้ นางก็ยินยอมพร้อมใจ...

หลี่ฟู่กวาดสายตาคมปราบดุจกระบี่มองไปยังฝูงชน ผู้คนต่างพากันเงียบกริบโดยสัญชาตญาณ

เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

วาจาที่ไร้เยื่อใยนั้นปลุกเติ้งเมิ่งหานให้ตื่นจากภวังค์ความโศกเศร้า ความเย็นเยียบแล่นพล่านเข้าสู่หัวใจ ทำให้นางเริ่มแข็งขืนขึ้นมา

เติ้งเมิ่งหานสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยล่วงเกินฮูหยิน จึงมาขอให้ฮูหยินลงทัณฑ์เจ้าค่ะ!”

โอ้?” หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้น “เจ้าไปล่วงเกินฮูหยินตอนไหน เหตุใดเปิ่นกวน (ข้าผู้เป็นขุนนาง) ถึงมิรู้เรื่อง? ช่างประหลาดแท้! เจ้าล่วงเกินนาง แต่นางมิได้เอาความ เจ้ากลับเสนอหน้ามาถึงประตูบ้านเองเชียวหรือ?”

เติ้งเมิ่งหานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบกล่าว “ฮูหยินมิถือสา ย่อมเป็นวาสนาของข้าน้อย! ทว่า... ฮูหยินกลับกักขังบิดาของข้าน้อยไว้ ยามนี้ที่บ้าน...”

บังอาจ!” สีหน้าหลี่ฟู่พลันมืดครึ้ม ตวาดเสียงดังกึกก้อง “เจ้าว่ากระไร? ลองพูดใหม่อีกทีซิ? เจ้าหาว่าฮูหยินกักขังบิดาของเจ้าอย่างนั้นรึ!”

เสียงตวาดนั้นทำเอาผู้คนรอบข้างใจสั่นขวัญแขวน หลายคนเริ่มลอบหัวเราะเยาะ

ใครบ้างไม่รู้ว่าใต้เท้าและฮูหยินรักใคร่ปานจะกลืนกิน คุณหนูเติ้งผู้นี้คงเสียสติไปแล้วกระมัง ถึงกล้ากล่าวหาว่าฮูหยินกักขังนายท่านเติ้ง? ฮูหยินเป็นสตรีฝ่ายใน จะไปกักขังบุรุษ... แถมยังเป็นบุรุษมีอายุไว้ในเรือนได้อย่างไร เรื่องนี้หากแพร่ออกไปจะกลายเป็นเช่นไร!

คุณหนูเติ้งผู้นี้สมองคงเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ นอกจากจะกล้าพูดเช่นนี้ ยังกล้าพูดต่อหน้าใต้เท้าอีก มิต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย!

เติ้งเมิ่งหานเพิ่งได้สติว่าคำพูดของตนแฝงความนัยที่น่าอัปยศเพียงใด ใบหน้าพลันแดงก่ำ รีบร้อนละล่ำละลัก “ใต้เท้าโปรดเมตตา ข้าน้อย... ข้าน้อยมิได้หมายความเช่นนั้น ข้าน้อย—”

ไม่ต้องพูดแล้ว!” หลี่ฟู่ตัดบทอย่างเย็นชา “เปิ่นกวนก็ได้ยินเรื่องที่นายท่านเติ้งหายตัวไปเช่นกัน แต่คนในตระกูลเจ้ากลับไม่มีใครไปแจ้งความที่ศาลาว่าการ ในเมื่อราษฎรมิร้องเรียน ขุนนางย่อมมิอาจก้าวก่าย! แต่เจ้ากลับมาสาดโคลนใส่ฮูหยิน ใครสั่งสอนเจ้ากัน? อีกอย่าง พี่ชายทั้งสองของเจ้าเล่า? มารดาเจ้าเล่า? ตระกูลเติ้งปล่อยให้แม่นางน้อยที่ยังไม่ออกเรือนและไม่รู้ความเช่นเจ้า มาอาละวาดที่เรือนหลังของข้าได้อย่างไร? ข้าขอเตือนเจ้าไว้ ฮูหยินกำลังตั้งครรภ์และต้องการความสงบ หากนางเป็นอะไรไปแม้เพียงนิด ข้าจะเอาผิดที่เจ้าเพียงผู้เดียว!”

เหล่าจีนมุงเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ซุบซิบ ใช่แล้ว... สกุลเติ้งมิได้ไร้สิ้นผู้คน เหตุใดจึงปล่อยให้ดรุณีแรกรุ่นนางหนึ่งออกมาก่อหวอดสร้างเรื่อง? ช่างขัดต่อหลักเหตุผลยิ่งนัก เห็นทีเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอำพราง!

นางตั้งครรภ์อีกแล้วรึ!” เติ้งเมิ่งหานโพล่งถามออกไป แววตาที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย ผิดหวัง และร้าวรานนั้น ผู้ใดที่มีดวงตาย่อมมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่แถวหน้าเห็นเข้าก็ยิ่งนึกดูแคลน ที่แท้คุณหนูสามสกุลเติ้งผู้นี้จนถึงยามนี้ก็ยังมิตัดใจจากใต้เท้าหลี่! มิน่าเล่าพอได้จังหวะถึงรีบมาหาเรื่องฮูหยินหลี่ ช่าง... ไร้ยางอายสิ้นดี!

เติ้งเมิ่งหานสะกดกลั้นความขมขื่นในใจ เอ่ยตอบว่า “มิเกี่ยวกับท่านแม่และพี่ชายทั้งสอง! เป็นข้า... เป็นข้าที่แอบมาเอง!”

แอบมาอย่างนั้นรึ?” หลี่ฟู่แค่นเสียงเย็น “ต่อให้เป็นเช่นนั้น เจ้าที่เป็นเพียงสตรีในห้องหอ มีสิทธิ์อันใดมาโยนความผิดเรื่องบิดาหายตัวไปให้ฮูหยิน? เจ้าจะไปรู้อันใด หรือใช้เพียงความนึกคิดเพ้อเจ้อของตนเองตัดสิน? เปิ่นกวนคร้านจะถือสาหาความกับเจ้า! ทหาร... ไปสกุลเติ้ง บอกให้พี่ชายสองคนของนางมารับตัวกลับไป!”

พูดจบเขาก็จ้องเขม็งไปที่เติ้งเมิ่งหาน “หากมีคราวหน้า อย่าหาว่าเปิ่นกวนไร้เมตตา!”

หลี่ฟู่สะบัดหน้าจากไปทันที เหล่าเจ้าหน้าที่รีบเข้าสลายฝูงชนที่มามุงดู เหลือเพียงบ่าวสองคนยืนคุมตัวเติ้งเมิ่งหานไว้

เติ้งเมิ่งหานปล่อยโฮออกมา ร่างบางหมอบราบลงกับพื้นพลางร่ำไห้ “ใต้เท้าหลี่! ใต้เท้าหลี่! ผู้น้อยยินดีปรนนิบัติรับใช้เป็นวัวเป็นม้าเพื่อไถ่โทษ ขอใต้เท้าโปรดปล่อยท่านพ่อของข้าไปเถิด! ปล่อยเขาไปเถิด เรื่องนี้มิเกี่ยวข้องกับเขาจริงๆ!”

ทว่าหลี่ฟู่เดินไปไกลสุดกู่แล้ว มีหรือจะได้ยินเสียงคร่ำครวญของนาง บ่าวที่คุมอยู่ข้างๆ กระตุกมุมปากอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะยืนรอคนสกุลเติ้งด้วยท่าทีเฉยเมย

ทางด้านพี่ชายสกุลเติ้ง เมื่อเห็นคนจากศาลาว่าการมาถึงก็ใจหายวาบ พอได้ยินคำสั่งแกมบังคับให้ไปรับตัวเติ้งเมิ่งหาน หัวใจของทั้งคู่ก็เย็นเฉียบไปถึงขั้ว!

น้องสาวทำงานพลาดเสียแล้ว!

ภายใต้ความตื่นตระหนก ความโกรธแค้นก็พุ่งขึ้นมาแทนที่ มิน่าเล่าเขาถึงว่าบุตรสาวคือตัวล้างผลาญ! ยังมีดรุณีบ้านใดล้างผลาญได้เท่าบ้านเขาอีกหรือไม่? นางคงคิดจะผลาญทรัพย์สินสกุลเติ้งจนสิ้นซากถึงจะพอใจ!

ช่างเป็นพวกทำเรื่องดีไม่ได้ ทำเรื่องร้ายมีเหลือล้น! กระทั่งการแบกกิ่งหนามขอขมา นางยังทำเสียเรื่องถึงเพียงนี้!

ทั้งสองมิกล้าชักช้า สั่งเตรียมรถม้าพลางยื้อตัวเจ้าหน้าที่ที่มาแจ้งข่าวไว้ไม่ให้ไปไหน พร้อมลอบยัดเงินสินบนแลกกับการสอบถามความนัย

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้รับนัยมาจากหลี่ฟู่แล้ว จึงเอ่ยบอกอย่างตรงไปตรงมา “นายน้อยสกุลเติ้งทั้งสอง ปกติข้าเห็นพวกท่านออกจะเฉลียวฉลาด เหตุใดครานี้ถึงเลอะเลือนได้เพียงนี้? ปล่อยให้คุณหนูเติ้งไปอาละวาดได้อย่างไร! พวกท่านรู้หรือไม่นางพูดอันใด? พออ้าปากก็ปรักปรำว่าฮูหยินซ่อนตัวนายท่านเติ้งไว้ บีบให้ฮูหยินส่งตัวคนออกมา! ฟังดูซิว่ามันใช่คำพูดคนหรือไม่! หากคำนี้แพร่ออกไปจนคนเชื่อ ชื่อเสียงของฮูหยินมิป่นปี้หรือ? ใต้เท้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด? ที่ท่านมิลงมือลงไม้ในตอนนั้น ก็เพราะเห็นแก่หน้าสกุลเติ้งและเห็นว่านางยังไม่รู้ความดอกนะ! ยามนี้ฮูหยินตั้งครรภ์ได้สองเดือนเศษกำลังพักฟื้น หากนางได้รับความกระทบกระเทือนจนแท้งลูกขึ้นมา สกุลเติ้งเตรียมตัววิบัติได้เลย! ยามนี้คุณหนูสามยังรออยู่ที่นั่น พวกท่านอย่ามัวพูดมาก รีบตามข้าไปรับตัวนางกลับเถิด! แล้วจำไว้ว่าคุมตัวให้นางให้ดี อย่าให้นางแอบหนีออกมาได้อีก คราวหน้าคงมิโชคดีเช่นนี้แล้ว!”

 

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1340 เติ้งเมิ่งหานขอขมา

 

บทที่ 1340 เติ้งเมิ่งหานขอขมา

ฮูหยินเติ้งหน้าซีดเผือด ในที่สุดนางก็มิอาจโต้แย้งคำใดได้อีก

นางทอดถอนใจแผ่วเบาพลางเอ่ยว่า "เอาเถิด! เอาเถิด! แม่ก็คงจัดการเรื่องพวกนี้มิไหวแล้ว สุดแต่พวกเจ้าเถิด พวกเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งใดก็ทำไปเถิด เพียงแต่... อย่าลืมว่านางคือน้องสาวของพวกเจ้า! ในกายของนางมีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกับพวกเจ้าไหลเวียนอยู่!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสบตากัน ทว่าบนใบหน้ากลับหามีแววโล่งอกไม่

"ท่านแม่" เติ้งไป๋อวี๋แข็งใจปั้นยิ้มประจบ "เรื่องนี้พวกข้าออกหน้ามิได้ ผลลัพธ์ย่อมต้องให้ท่านแม่เป็นผู้จัดการจึงจะสำเร็จ! หานเอ๋อร์ต้องเป็นฝ่ายเสนอตัวไป 'แบกหนามขอขมา' ถึงจวนหลี่ด้วยตนเอง จึงจะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของตระกูลเติ้ง และความสำนึกผิดที่นางต้องการกลับตัวกลับใจ! หากพวกข้าเป็นฝ่ายมัดนางไป เรื่องราวมันจะกลายเป็นประการใดกัน!"

"พวกเจ้า!" ฮูหยินเติ้งรู้สึกถึงโทสะที่พุ่งพล่านจนหน้ามืดวิงเวียนไปชั่วขณะ เนิ่นนานกว่าจะรวบรวมสติคืนมาได้ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองรึ!"

ที่แท้... ก็คือจะให้หานเอ๋อร์ยินยอมพร้อมใจเดินไปให้ผู้อื่นเหยียดหยามถึงที่! มิน่าเล่า พวกเขาถึงได้มาพร่ำพรรณนาต่อหน้านางผู้เป็นแม่อยู่นานสองนาน!

ลองคิดดูเถิด หากเพียงแค่การมัดตัวคนส่งไปมันง่ายดายปานนั้น พวกเขาคงทำไปนานแล้ว มิพักต้องมาเสียเวลาเสวนากับนางให้เหนื่อยยากกระมัง?

ฮูหยินเติ้งบังเกิดความโศกเศร้าทับถมในอก พลางคิดว่าหากวันใดนางมิอยู่แล้ว หานเอ๋อร์จะอยู่อย่างไร! นิสัยของเด็กคนนั้น... นางถูกตามใจจนเสียคนไปแล้วจริงๆ!

เอาเถิด! ลองเกลี้ยกล่อมนางดูเสียหน่อย หากนางสามารถแลกตัวใต้เท้ากลับมาได้ ก็นับว่าสร้างความชอบให้ตระกูลเติ้ง วันหน้าบุตรชายนรกสองคนนี้อาจจะยอมดูแลนางเพิ่มขึ้นอีกสักส่วนสองส่วน มิเช่นนั้นแล้ว—

ในปากของฮูหยินเติ้งขมปร่าปนฝาด นางพยุงกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เอ่ยเสียงเรียบว่า "พวกเจ้าไปรอเถิด! แม่จะไปหาหานเอ๋อร์เดี๋ยวนี้!"

มิอาจรู้ได้ว่าฮูหยินเติ้งใช้ถ้อยคำใดเกลี้ยกล่อมเติ้งเมิ่งหาน ในที่สุดนางก็นำตัวบุตรสาวออกมาจนได้

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงมีความละอายใจอยู่บ้าง จึงมิกล้าสบตาน้องสาวตรงๆ ทำได้เพียงปั้นหน้ายิ้มปลอบใจนางอยู่นาน ทั้งยังรับปากว่าวันหน้าจะดูแลนางอย่างดี มิมีทางทอดทิ้งน้องสาวผู้นี้เด็ดขาด

เติ้งเมิ่งหานมิได้ปริปากอันใด เพียงกล่าวว่า "ท่านแม่บอกข้าหมดแล้ว คำสั่งของท่านแม่ ข้าผู้เป็นบุตรสาวจะมิฟังได้อย่างไร? พี่ใหญ่พี่รองโปรดวางใจ ตราบใดที่ท่านพ่อยังอยู่ในจวนผู้ว่าการมณฑล ข้าจะเดิมพันด้วยชีวิตเพื่อช่วยท่านกลับมาให้ได้!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงมิรู้จะเอ่ยคำใดต่อ ได้แต่กล่าววาจาสุภาพตามมารยาทมิกี่คำ ก่อนจะสั่งให้รถม้าไปส่งเติ้งเมิ่งหานและ ไป๋เสวี่ย สาวใช้คนสนิทที่จวนหลี่

การมาขอเข้าพบอย่างกะทันหันของเติ้งเมิ่งหานทำให้เหลียนฟางโจวประหลาดใจมิน้อย ทว่าเมื่อตรองดูครู่หนึ่งก็เข้าใจได้ทันที ตระกูลเติ้งคงสิ้นไร้ไม้ตอกแล้ว จึงต้องโยนตัวการอย่างเติ้งเมิ่งหานออกมาเป็นเบี้ยล่าง!

เหลียนฟางโจวแค่นยิ้มเย็น ยามที่เติ้งเมิ่งหานและจูอวี้อิ๋งร่วมมือกันกระทำการชั่วช้าในตอนนั้น สิ่งที่พวกนางปรารถนาจะเห็นที่สุดมิใช่การที่หลี่ฟู่รังเกียจเดียดฉันท์นางรึ?

ทว่าชะตาช่างเล่นตลก จูอวี้อิ๋งได้รับผลกรรมที่ควรได้รับไปแล้ว ส่วนเติ้งเมิ่งหาน กลับถูกสายเลือดเดียวกันแท้ๆ รังเกียจและทอดทิ้ง!

"ไปบอกนางว่าข้ามิว่าง ไม่พบ! เชิญนางกลับไปเสีย!" เหลียนฟางโจวสั่งการเรียบเฉย

ใครจะคาด เติ้งเมิ่งหานกลับมิยอมจากไป

เมื่อได้ยินคำปฏิเสธ นางมิได้ปริปากแม้แต่คำเดียว เพียงหมุนกายถอยหลังไปมิกี่ก้าว ก่อนจะ คุกเข่าลง ตรงหน้าประตูจวนหลี่อย่างสง่านิ่ง ไป๋เสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงตามนายสาวไปทันที

ใครจะคาด เติ้งเมิ่งหานกลับมิยอมย่างกรายเข้าไป

นางโขกศีรษะให้ทางประตูจวนคราหนึ่ง ก่อนจะตะเบ็งเสียงร้องเรียก "หลี่ฮูหยิน! เป็นข้าที่สมควรตาย ข้ามิควรล่วงเกินท่าน! ใครก่อกรรมผู้นั้นย่อมรับผล ข้าน้อยยินดีชดใช้ด้วยชีวิตตามที่ท่านปรารถนา จะลงทัณฑ์ประการใดข้าน้อยน้อมรับด้วยความเต็มใจ! ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้มิเกี่ยวข้องกับท่านพ่อของข้าน้อยเลยแม้แต่นิด! ขอหลี่ฮูหยินโปรดเมตตาละเว้นท่านพ่อของข้าน้อยด้วยเถิด!"

เสียงของเติ้งเมิ่งหานทั้งแหบพร่าและสั่นเครือไปด้วยหยาดน้ำตา ทว่ากลับดังพอที่จะทำให้ฝูงชนที่ยืนมุงดูอยู่ไม่ไกลได้ยินอย่างชัดแจ้ง

ฝูงชนพลันบังเกิดเสียง "ฮือ" ดังเซ็งแซ่ ราวกับระลอกคลื่นแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ที่โหมกระหน่ำเข้ามา

คนเฝ้าประตูเริ่มลนลาน รีบปราดเข้าไปตวาดว่า "อย่ามาพูดจาส่งเดช! หากยังบังอาจพ่นวาจาเลอะเทอะอยู่ที่นี่อีก อย่าหาว่าพวกเรามิเกรงใจ!"

เติ้งเมิ่งหานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วร่ำไห้สะอึกสะอื้นออกมา

ร่างของนางบอบบางนัก ไหล่ที่ซูบผอมสั่นไหวไปตามแรงสะอื้น ดูน่าเวทนายิ่งนักจนดึงดูดความเห็นอกเห็นใจจากผู้คนที่สัญจรไปมา

ยามนี้คำครหาเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศหน้าจวนวุ่นวายจนเกินขีดจำกัด คนเฝ้าประตูได้แต่กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ สั่งคนให้รีบวิ่งเข้าไปรายงานเหลียนฟางโจวอีกครา

เหลียนฟางโจวบังเกิดโทสะพลุ่งพล่าน นางแค่นยิ้มเย็น "นี่คิดจะบีบคั้นข้าสินะ! มิเจอกันมิกี่วัน ฝีมือร้ายกาจขึ้นจนต้องขยี้ตาดูใหม่เสียแล้ว!"

เรื่องที่นางถูกจูอวี้อิ๋งและเติ้งเมิ่งหานวางแผนชั่วช้านั้นมิอาจป่าวประกาศออกไปได้ เพราะจะกระทบต่อชื่อเสียงของนางเอง เติ้งเมิ่งหานรู้จุดอ่อนข้อนี้ดีจึงจงใจทำลายชื่อเสียงนางด้วยวิธีนี้ หากเหลียนฟางโจวพูดความจริงออกมา นางก็จะกลายเป็นคนใจคอคับแคบ และมิมิวันได้รับความเห็นใจจากผู้คน

ถ้อยคำที่ว่า "สมควรตาย" หรือ "มิควรล่วงเกิน" ฟังดูเหมือนจะสารภาพผิดทุกอย่าง ทว่าความจริงกลับมิมิได้ระบุความผิดใดๆ เลย

เพราะคำว่า "ล่วงเกิน" นั้นกินความหมายกว้างขวางนัก สังหารล้างตระกูลก็เรียกหล่วงเกิน ด่าทอมิกี่คำหรือแม้แต่ค้อนควักใส่ก็เรียกหล่วงเกินได้เช่นกัน สุดแท้แต่คนฟังจะจินตนาการไปถึงขั้นไหน

และในสายตาของชาวบ้าน เด็กสาวท่าทางอ่อนแอเยี่ยงนี้ จะไปล่วงเกินผู้ทรงอำนาจได้อย่างไร? อย่างมากก็คงแค่ปะทะคารม!

ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมนึกไปถึงวีรกรรมเก่าๆ ของคุณหนูเติ้งที่ว่าเคยหลงรักใต้เท้าหลี่จนคิดจะแย่งชิงตำแหน่งฮูหยิน และคิดไปว่าครานี้หลี่ฮูหยินคงกำลัง "คิดบัญชีเก่า" อยู่เป็นแน่...

เมื่อนำไปผนวกกับข่าวการหายสาบสูญของใต้เท้าเติ้งในช่วงนี้ จินตนาการของฝูงชนยิ่งเตลิดไปไกล...

ยังคงเป็นสัจธรรมข้อเดิม: ผู้คนมักจะยืนอยู่ข้างผู้ที่ตนเอง 'คิดว่า' เป็นผู้อ่อนแอเสมอ!

เหลียนฟางโจวสั่งการให้ผลัดเปลี่ยนชุดทันที นางจะออกไปเผชิญหน้ากับเติ้งเมิ่งหานด้วยตนเอง

หงอวี้อดมิได้ที่จะทัดทาน "นายหญิงเจ้าคะ ให้เชิญนางเข้ามาเจรจาข้างในมิดีกว่ารึ? ไฉนต้องออกไปให้เสียเกียรติด้วยตนเองด้วยเล่า? ทำเช่นนี้ก็นับว่าให้หน้านางเกินไปแล้ว!"

เหลียนฟางโจวแค่นยิ้มเย็น "เจ้าคิดว่าข้าอยากไปรึ? แต่เรื่องมันลามปามมาถึงขั้นนี้ หากมิไปคงมิได้! ขืนเรียกนางเข้ามา ลับหลังคนอื่นจะยิ่งพูดกันไปใหญ่ มิแน่คนนอกจะหาว่าฮูหยินของพวกเจ้าใช้อำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่คุกคามแม่นางน้อยผู้อ่อนแอเอาได้!"

หงอวี้อึ้งไปครู่หนึ่ง... จริงดังที่นายหญิงว่า!

นางเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง "คนพวกนั้นจะไปรู้อันใด! ช่างน่าเจ็บใจนัก—"

เหลียนฟางโจวยิ้ม "ช่างเถิด พวกเขาเขลาเบาปัญญา ย่อมมิอาจถือสา! ข้าอยากจะรู้นักว่าวิชาของเติ้งเมิ่งหานจะก้าวหน้าไปถึงเพียงไหน!"

ขณะที่กำลังจะก้าวออกไป หลี่ฟู่พลันเดินเข้ามาจากด้านนอก เขาปราดเข้าไปขวางนางไว้ "เจ้าจะออกไปรึ? อย่าไปเลย! ไปเกลือกกลั้วกับคนประเภทนั้นจะทำให้ดวงตาของเจ้าแปดเปื้อนเปล่าๆ!"

เหลียนฟางโจวเงยหน้าส่งยิ้มบางให้ "พ่อทูลหัวของข้า! ผู้อื่นมาโวยวายถึงหน้าประตูบ้าน ข้าจะปล่อยให้นางแสดงงิ้วให้ชาวบ้านดูเล่นเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?"

 

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1339 หายสาบสูญ

 

บทที่ 1339 หายสาบสูญ

"มีอันใดที่เป็นไปไม่ได้!" ฮูหยินเติ้งแผดเสียงกรีดร้องพลางเอ่ยด้วยความเคียดแค้น "ข้ามิใช่ผัวเมียเจ้าเล่ห์คู่นั้น ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกมันกักตัวพ่อเจ้าไว้ทำไม? แต่ข้ามั่นใจ พ่อของพวกเจ้าถูกพวกมันคุมตัวไว้แน่นอน! มิเช่นนั้นไฉนถึงต้องหาอุบายส่งข้ากลับมาก่อน แล้วยังส่งบ่าวไพร่ที่ตามพ่อเจ้าไปกลับมาจนหมดสิ้น? เรื่องตื้นๆ เพียงนี้ พวกเจ้ายังคิดมิออกอีกรึ!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงต่างสบตากันด้วยความจนใจ

เนิ่นนานเติ้งไป๋อวี๋จึงทอดถอนใจ "ต่อให้เป็นเช่นนั้น แต่เขาทำไปเพื่ออะไร? หากปรารถนาผลประโยชน์ ก็ควรจะเปิดฉากเจรจากับพวกเรามิใช่รึ? เหตุใดถึงมิปริปากบอกสักคำ ทว่ากลับปฏิเสธเสียงแข็งว่ามิได้กุมตัวท่านพ่อไว้? หรือว่า... หรือว่าเขาคิดจะสังหารท่านพ่ออย่างเงียบเชียบ!"

เติ้งไป๋ทงก็ถอนใจสำทับ "อีกอย่าง หากพวกเราจะช่วยท่านพ่อ จะช่วยได้อย่างไร? นั่นมันจวนผู้ว่าการมณฑลเชียวนะ!"

"ข้าไม่รู้!" ฮูหยินเติ้งกล่าวปนน้ำตา "ข้าเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง พวกเจ้าถามข้า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? แต่เขานั่นคือบิดาของพวกเจ้า ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ต้องหาทาง! พวกเจ้าเองก็น่าจะรู้แจ้งแก่ใจยิ่งกว่าข้า ว่าตระกูลเติ้ง... ขาดพ่อของพวกเจ้ามิได้!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสบตากันด้วยแววตาหม่นหมอง หัวใจหนักอึ้งปานขุนเขา

ทว่าทั้งสองก็มิอาจยินยอมพร้อมใจที่จะถอดใจไปง่ายๆ ยังคงสั่งคนออกค้นหาทั่วเมืองหนานไห่ทั้งภายในและภายนอกอย่างละเอียดละอออีกรอบ ทว่าผลลัพธ์นั้นมิต้องเอ่ยถึง ย่อมว่างเปล่าเช่นเดิม

การที่ตระกูลเติ้งประโคมข่าวออกตามหาคนเช่นนี้ ทำให้เรื่องราวแพร่งพรายไปทั่วทั้งเมือง

ผู้คนรับรู้เพียงว่า ใต้เท้าเติ้งหายสาบสูญไปอย่างลึกลับ ส่วนข้อสงสัยที่ว่าถูกหลี่ฟู่กักบริเวณไว้นั้น มีเพียงสามแม่ลูกตระกูลเติ้งเท่านั้นที่ร่ำลือกันเอง ภายนอกยังหามีผู้ใดกล้าคาดเดาไปถึงขั้นนั้นไม่

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ย่อมล่วงรู้ข่าวนี้ดี แต่ทั้งคู่กลับมิได้ใส่ใจแม้เพียงนิด

ช่างน่าขัน! บุตรสาวของมันทำให้นางหายสาบสูญไปตั้งเนิ่นนาน ยามนี้สามีของนางเพียงแค่เชิญตัวมันมาพำนักให้ข้าวน้ำสำราญกักบริเวณไว้เพียงไม่กี่วัน จะนับเป็นอันใดได้? หากจะคำนวณบัญชีกันจริงๆ ก็นับว่าตระกูลเติ้งยังได้กำไรเสียด้วยซ้ำ!

ล่วงเข้าสู่วันที่สอง จวนตระกูลเติ้งก็เริ่มบังเกิดความโกลาหล

แม้เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงจะติดตามบิดาทำมาค้าขายมาค่อนชีวิต ทว่ายามที่มีบิดาอยู่ เรื่องสำคัญระดับชี้เป็นชี้ตายย่อมต้องให้บิดาเป็นผู้ออกหน้า พวกเขามีหน้าที่เพียงจัดการงานในส่วนย่อยตามสั่งเท่านั้น

ยามนี้บิดาหายสาบสูญไปกะทันหัน เรื่องราวมากมายมิได้มีการสั่งเสียหรือส่งมอบงานไว้ล่วงหน้า หลายเรื่องราวความลับและสายสัมพันธ์ทางการค้ามีเพียงบิดาคนเดียวที่ล่วงรู้ เช่นนี้แล้วจะไม่ให้วุ่นวายได้อย่างไร?

มิหนำซ้ำ เหล่าพ่อค้าที่เคยร่วมทำธุรกิจ เมื่อเห็นใต้เท้าเติ้งหายหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ต่างก็เกิดความระแวงสงสัยในใจ เมื่อความเชื่อมั่นสั่นคลอน การเจรจาค้าขายที่เคยรื่นไหลก็สะดุดกึก! สิ่งใดที่เคยรับปากก็เริ่มบ่ายเบี่ยง สิ่งใดที่เคยเร่งรัดก็เริ่มประวิงเวลา!

แม้แต่คนในบ้านเอง ตั้งแต่หลงจู๊ บัญชี ไปจนถึงบ่าวไพร่ ใครเล่าจะมีแก่ใจทำงาน? จิตใจต่างล่องลอยพยายามสืบข่าวกันจ้าละหวั่น บ้างก็ลอบมองหาทางหนีทีไล่ จนทำให้กิจการพังพินาศเป็นแถบๆ

ฝ่ายเติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงนั้นขาดบารมีและทักษะในการควบคุมสถานการณ์ภาพรวม ทำได้เพียงตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือน "กดลูกน้ำพุตรงนี้ ตรงโน้นก็โผล่" หรือ "รื้อกำแพงตะวันออกไปปะกำแพงตะวันตก" วิ่งวุ่นเป็นหน่วยดับเพลิงไปทั่วสารทิศ เหนื่อยแทบขาดใจแต่กลับไร้ผลลัพธ์ เรื่องราวยิ่งวันยิ่งทรุดโทรมลง

เหล่าหลงจู๊และคู่ค้าเมื่อเห็นสภาพ "มังกรไร้หัว" ที่ไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้ ก็ยิ่งเริ่มวางแผนเอาตัวรอด วงจรเลวร้ายนี้ส่งผลให้ตระกูลเติ้งที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด กลับต้องเผชิญกับความเสื่อมถอยและความโกลาหลภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน!

สองพี่น้องตระกูลเติ้งอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายคืน ประกอบกับความเครียดที่รุมเร้า ทำเอาแต่ละคนดูทรุดโทรมจนจำแทบมิได้

เมื่อก่อนเคยแอบคิดว่า หากวันใดสิ้นอำนาจควบคุมของบิดา ได้เป็นใหญ่ตัดสินใจเองทุกอย่างคงจะสง่างามมิน้อย ทว่ายามนี้ถึงได้สำนึกแจ้ง... หากไร้ซึ่งบิดา ตระกูลเติ้งก็พังทลายลงไปกว่าครึ่งแล้ว!

พี่น้องทั้งสองมีความเห็นพ้องเป็นหนึ่งเดียว: ต้องช่วยบิดากลับมาให้ได้! หากช่วยบิดามิได้ ตระกูลเติ้งต้องมลายสิ้นแน่!

ทั้งคู่คิดอุบายหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรุดไปหาฮูหยินเติ้งเพื่อปรึกษา เพราะเรื่องนี้จำเป็นต้องให้มารดาเป็นผู้พยักหน้าอนุญาตเท่านั้น

ฮูหยินเติ้งพอฟังจบก็หน้าถอดสี จ้องมองบุตรชายทั้งสองด้วยแววตาที่มิอยากจะเชื่อ "พวกเจ้าว่ากระไรนะ? จะให้หานเอ๋อร์ไปขอขมาที่จวนหลี่! จะให้นางไปแลกตัวพ่อของพวกเจ้ากลับมาอย่างนั้นรึ!"

เติ้งไป๋ทงถูกมารดาจ้องด้วยสายตาคาดคั้นจนเริ่มเกิดโทสะ จึงเอ่ยสวนไปว่า "ท่านแม่ ยามนี้สถานการณ์บีบคั้นถึงเพียงใด ท่านจะมัวแต่ปกป้องหานเอ๋อร์มิได้! เรื่องทั้งหมดนางเป็นคนก่อ นางมิต้องเป็นคนชดใช้รึอย่างไร! ท่านรู้หรือไม่ว่ากิจการข้างนอกวุ่นวายจนคุมมิอยู่แล้ว! หลงจู๊ระดับกลางและบ่าวไพร่เริ่มแอบหนีไปมิน้อยแล้ว! หลงจู๊ใหญ่บางคนคิดจะคุมแต่ก็ไร้กำลัง บางคนก็ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งปล่อยเลยตามเลย และบางคนก็เริ่มคิดคดทรยศ! หากท่านพ่อยังมิกลับมา เรื่องจะเลวร้ายไปถึงขั้นไหนก็มิอาจคาดเดา! ถึงยามที่ตระกูลเติ้งล่มสลาย ข้าอยากจะรู้นักว่าท่านจะเอาปัญญาที่ไหนมาปกป้องหานเอ๋อร์!"

ฮูหยินเติ้งตกตะลึงจนลืมตำหนิบุตรชาย รีบถามด้วยความตื่นตระหนก "มันเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? นี่... นี่เพิ่งผ่านไปมิกี่วัน ไฉนถึงกลายเป็นเยี่ยงนี้ไปได้!"

เติ้งไป๋ทงแค่นยิ้มหยัน "ภายนอกลือกันให้แซ่ดว่าท่านพ่อสาบสูญ กิจการเราปีที่ผ่านมาก็ถูกหลี่ฮูหยินต้อนจนมุมเสียหายไปมิน้อย จะโทษคนภายนอกที่คิดมากได้อย่างไร!"

ถ้อยคำนี้เป็นการแฝงคำตำหนิไปถึงเติ้งเมิ่งหานอีกครา

ฮูหยินเติ้งทั้งตระหนกทั้งโกรธ ทั้งร้อนรนจนสับสน ยามนี้มิมิแก่ใจจะถือสาบุตรชาย ได้แต่พึมพำเยี่ยงคนเสียสติ "จะเป็นไปได้อย่างไร! จะเป็นไปได้อย่างไร! พวกเจ้าติดตามใต้เท้าทำมาค้าขายมาตั้งกี่ปี กลับมิมีความสามารถเพียงนี้เชียวรึ? ใต้เท้าไม่อยู่ พวกเจ้าก็ขึ้นแทนเสียสิ!"

"ท่านแม่กล่าวได้ง่ายดายนัก!" เติ้งไป๋อวี๋เห็นมารดาเอาแต่พูดจาบ่ายเบี่ยงไปในเรื่องที่นางมิรู้ความ จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า "ท่านพ่อหายตัวไปกะทันหัน พวกเรามิได้เตรียมการอันใดไว้เลย เรื่องมากมายนอกจากท่านพ่อแล้วมิมีใครรู้ ท่านจะให้เราจัดการประการใด? ทันทีที่ข่าวการหายสาบสูญแพร่ออกไป ข่าวลืออัปมงคลต่างๆ ก็ตามมาเป็นพรวน กระทบไปถึงรากเหง้าจนข้างล่างก่อหวอด พวกเราจะไปรับมือไหวได้อย่างไร?"

ฮูหยินเติ้งนั่งนิ่งอึ้งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยปนสะอื้นว่า "แต่ว่า... แต่หานเอ๋อร์นางเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเรือนนะ! พวก... พวกเจ้าจะให้นางไปทำเรื่องเช่นนั้น นางจะยังมีหน้าแต่งงานกับผู้ใดได้อีก! นี่... นี่คือการทำลายชีวิตนางทั้งชีวิตเลยนะ!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสบตากันด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้คำบรรยาย ในใจคิดว่าน้องสาวสภาพเยี่ยงนั้น ยังจะมีคุณชายบ้านไหนปรารถนาในตัวนางอีก? ผู้ที่ยินดีแต่งกับนาง มิใช่หวังอำนาจบารมีของตระกูลเติ้งหรอกรึ? ในเมื่อหวังที่พึ่งพิงจากตระกูลเติ้ง แล้วจะไปใส่ใจว่านางเคยกระทำสิ่งใดมา!

ในทางกลับกัน หากตระกูลเติ้งล้มครืนลงมา ยามนั้นนางย่อมไร้ค่า! มิมิเป็นอันใดเลยสักอย่าง!

ท่านแม่คงถูกความรักบดบังตาจนเสียสติไปแล้ว พูดจาวกวนมิเห็นจุดสำคัญของปัญหา!

"ท่านแม่ ตราบใดที่ตระกูลเติ้งยังอยู่ ท่านพ่อและพวกเรายังอยู่ ท่านยังกังวลว่าน้องสาวจะมิได้แต่งงานอีกรึ?" เติ้งไป๋อวี๋แค่นเสียงฮึพลางเอ่ยอย่างทระนง "ข้าขอพูดตรงๆ เถิด ขอเพียงเป็นธิดาสายหลักของตระกูลเติ้ง ต่อให้หน้าตาอัปลักษณ์ประดุจหญิงกินเมือง หรือนิสัยใจคอจะเลวร้ายเพียงใด ผู้ที่ยินดีแต่งด้วยก็ยังมีถมเถ! หากท่านแม่กลัวว่าน้องเขยจะทำให้นางลำบาก เราก็แค่หาบุรุษจากตระกูลเล็กๆ ที่หน้าตาดี นิสัยดี ขอเพียงตระกูลเติ้งยังคงอำนาจไว้ได้ น้องสาวจะลำบากได้อย่างไร?"

"ท่านแม่! หากท่านยังลังเลอยู่เช่นนี้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับท่านพ่อขึ้นมา ท่านคิดว่ายามตระกูลเติ้งล่มสลาย จะยังมีใครต้องการน้องสาวอีกรึ?" คำพูดของเติ้งไป๋ทงครานี้รุนแรงและมิมิไว้หน้าแม้เพียงนิด

 

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1338 กักขัง

 

บทที่ 1338 กักขัง

ใต้เท้าเติ้งน้ำท่วมปากจนมิอาจเอ่ยคำ มิทันได้สติ ร่างก็ถูกเหล่าบ่าวไพร่ชุดเขียวผลักไสพาตัวออกไปเสียแล้ว

หลี่ฟู่ขานเรียก "คนมา!" ก่อนสั่งการว่า "จงออกไปบอกบ่าวไพร่ของใต้เท้าเติ้ง ว่าข้าจะรั้งตัวนายท่านของพวกมันไว้กินมื้อค่ำ หลังมื้ออาหารย่อมจะส่งคนไปส่งเอง ให้พวกมันกลับไปก่อนเถิด!"

คนของตระกูลเติ้งมิได้ระแวงสงสัยแม้เพียงนิด จึงพากันประสานมือลาจากไป

ทางด้านบุตรชายทั้งสองของใต้เท้าเติ้ง คือเติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทง กำลังรอคอยผลการเจรจาที่จวนผู้ว่าการมณฑลด้วยใจระทึก มินานเห็นฮูหยินเติ้งกลับมาเพียงลำพัง ทั้งสองก็รีบปราดเข้าไปไถ่ถาม

ฮูหยินเติ้งส่ายหน้าพลางกล่าว "หลี่ฮูหยินผู้นั้นพอปริปากก็มีแต่คำเสียดสีถากถาง ดูท่าคงมิยอมจบเรื่องโดยง่าย! ข้าจึงอ้างว่าไม่สบายขอตัวกลับมาก่อน ส่วนพ่อของเจ้ายังรั้งอยู่เจรจากับใต้เท้าหลี่ คงมิเสร็จสิ้นลงโดยเร็วหรอก!"

เห็นบุตรชายทั้งสองหน้าพยักด้วยความกังวล ฮูหยินเติ้งจึงเอ่ยปลอบว่า "อย่าได้วิตกเกินไปนัก! หลี่ฮูหยินผู้นั้นกลับเข้าเรือนหลังไปพักผ่อนแล้ว ข้าเห็นใต้เท้าหลี่ยังคงรักษาท่าทีสุภาพอยู่บ้าง ขอเพียงตระกูลเรายอมเฉือนเนื้อหยิบยื่นผลประโยชน์ให้มิน้อย เรื่องนี้ย่อมต้องสำเร็จผล!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสบตากัน ต่างรู้สึกปวดใจในทรัพย์สินที่จะต้องสูญเสียไปยิ่งนัก

เติ้งไป๋อวี๋เออออรับคำมารดาไปตามแกน ทว่าเติ้งไป๋ทงกลับแค่นเสียงฮึพลางเอ่ยอย่างขมขื่นว่า "ก็นั่นสิเจ้าคะ! ข้ออ้างชิ้นโตถูกส่งถึงมือปานนี้ หากมิขูดรีดให้หนัก มีหรือใครจะยอมรามือง่ายๆ! โธ่... ท่านพ่อ อุตส่าห์ตรากตรำสร้างเนื้อสร้างตัวมาค่อนชีวิต ยามนี้กลับต้องยกทรัพย์สมบัติเกินครึ่งให้ผู้อื่นไปเปล่าๆ เสียแล้ว!"

เติ้งไป๋อวี๋ได้แต่ทอดถอนใจตาม

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองต่างมีความขุ่นเคืองต่อเติ้งเมิ่งหานอยู่เต็มอก เพียงแต่ต่อหน้ามารดา มิกล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งนัก

ฝ่ายฮูหยินเติ้งที่เก็บกดความขุ่นมัวมาจากเหลียนฟางโจวมาเต็มประดา ต่อหน้าผู้อื่นนางมิกล้ากระทำสิ่งใด ทว่าต่อหน้าบุตรชายตนเองนางจะเกรงใจไปไย?

พอได้ยินดังนั้นโทสะก็พลุ่งพล่าน นางจ้องหน้าบุตรทั้งสองพลางแค่นยิ้มเย็น "พวกเจ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? มาพูดจาถดถอยแดกดันต่อหน้าข้าเช่นนี้รึ! หานเอ๋อร์มิใช่ขนิษฐาร่วมอุทร มิใช่บุตรสาวตระกูลเติ้งรึอย่างไร? เกิดเรื่องใหญ่หลวงเช่นนี้ พวกเจ้าที่เป็นพี่ชายมิเพียงมิมีคำปลอบโยน กลับกล่าววาจาเลือดเย็นไร้น้ำใจเช่นนี้ออกมา พวกเจ้าช่างเป็นบุตรที่ 'ดี' ของข้าเสียจริง!"

"ท่านแม่ ท่านช่างลำเอียงยิ่งนัก!" เติ้งไป๋ทงยิ่งเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว เอ่ยสวนว่า "กิจการตระกูลเติ้ง ข้าและพี่ใหญ่ต้องลงแรงร่วมกับท่านพ่อเพียงใด ท่านแม่จะล่วงรู้รึ? แล้วสิ่งที่หานเอ๋อร์กระทำลงไปเล่ามันคืออันใดกัน! ท่านแม่ยังกล้าสั่งให้พวกข้าไปปลอบโยนนางอีกรึ ทรัพย์สินเงินทองมากมายต้องมลายไปเพราะนางยังมิพอปลอบใจอีกหรือ? หรือต้องให้ยกกิจการทั้งหมดของตระกูลเติ้งประเคนให้นางไว้เป็นทุนในการก่อเรื่องครั้งต่อไป ท่านถึงจะถือว่าพวกข้าดีต่อนาง?"

เจ้า!”

เอาเถิดๆ น้องรอง เจ้าก็เพลาๆ ปากลงบ้าง!” เติ้งไป๋อวี๋ทอดถอนใจ “ท่านแม่ ท่านอย่าได้ตำหนิน้องรองเลย เขาเพียงแต่ปวดใจในกิจการของตระกูลเติ้งเรา ท่านแม่ย่อมรู้ดีว่าทุกสิ่งที่ตระกูลเรามีในวันนี้มิได้มาโดยง่าย! การต้องยกให้ผู้อื่นไปเปล่าๆ เช่นนี้ ใจใครเล่าจะทนรับไหว? แม้แต่ท่านแม่เอง ในใจก็คงมิสู้ดีนักกระมัง?”

ฮูหยินเติ้งโกรธจนร่างสั่นเทิ้ม ทว่าลำคอกลับตีบตันจนเอ่ยไม่ออกไปชั่วขณะ

เนิ่นนานนางจึงทอดถอนใจกล่าวว่า “แม่แก่แล้ว แก่จนจัดการเรื่องพวกนี้มิไหวจริงๆ! พวกเจ้าเป็นบุรุษ ติดสอยห้อยตามบิดาออกไปข้างนอกตั้งแต่เยาว์วัย มีเพียงหานเอ๋อร์ที่คอยอยู่ปรนนิบัติกตัญญูข้างกายแม่ มีนางอยู่ด้วย วันคืนของแม่ถึงจะพอผ่านพ้นไปได้บ้าง! แม่... ที่ผ่านมาอาจจะตามใจนางมากไปนิด ทว่านางเป็นสตรี ย่อมมิตัวเหมือนพวกเจ้า! พวกเจ้าวางใจเถิด นี่จะเป็นคราสุดท้าย ต่อไปแม่จะไม่ให้นางก่อเรื่องอีก เงินส่วนตัวที่แม่เก็บหอมรอมริบมาหลายปีก็เพียงพอให้นางอยู่อย่างสุขสบายไปทั้งชาติ พวกเจ้า... ก็อย่าได้ไปแก่งแย่งกับนางเลย!”

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงฟังแล้วใจหายวาบ: นี่มันวาจาอันใดกัน? จนถึงป่านนี้ท่านแม่ยังปกป้องน้องสาวถึงเพียงนี้! มิน่าเล่า! มิน่าเล่านางถึงได้กล้าก่อเรื่องใหญ่โต! มีมารดาคอยให้ท้ายเยี่ยงนี้ นางจะไปรู้จักผิดชอบชั่วดีได้อย่างไร!

ฮูหยินเติ้งเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูประหลาดของบุตรทั้งสอง เห็นชัดว่ามิเห็นด้วยกับคำกล่าวของนางแม้เพียงนิด มิหนำซ้ำในใจอาจจะยังฝังแค้นไว้อยู่ด้วย! นางพลันบังเกิดความโศกเศร้าทับถม ทอดถอนใจกล่าวว่า “แม่เหนื่อยแล้ว พวกเจ้าถอยไปเถิด!”

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงคำนับอย่างเงียบงันแล้วหันหลังเดินจากไป

พี่น้องทั้งสองต่างมีความคิดตรงกัน: หวังจะให้ท่านแม่สั่งสอนน้องสาวรึ? รอชาติหน้าเถิด! รอท่านพ่อกลับมาค่อยปรึกษากับท่านพ่อให้รัดกุม ไม่ว่าอย่างไรต้องรีบแต่งน้องสาวออกไปให้พ้นบ้าน จะรั้งนางไว้ให้เป็นภัยต่อตระกูลเติ้งต่อไปมิได้! ท่านแม่ไฉนถึงมิเข้าใจ? หากตระกูลเติ้งล่มสลาย น้องสาวจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร? ต่อให้มีเงินส่วนตัวของท่านแม่มากมายเพียงใด ก็มิพอกับที่คนเขาจะจ้องรุมทึ้งหรอก!

ทว่า จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ก็ยังไร้แววใต้เท้าเติ้งจะกลับถึงเรือน

สองพี่น้องเริ่มกระวนกระวายใจ เรียกบ่าวไพร่ที่ตามไปส่งใต้เท้าเมื่อตอนกลางวันมาสอบถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าก็มิพบเงื่อนงำอันใด ทั้งสองไร้หนทาง ทำได้เพียงอดทนรอต่อไป

ฝ่ายฮูหยินเติ้งก็มิวางใจ นางลุกนั่งมิเป็นสุข สั่งคนไปเฝ้าดูที่ประตูจวนอย่างเข้มงวด หากมีข่าวคราวของใต้เท้าให้รีบมารายงานทันที!

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ต้นตรอกยังคงเงียบเชียบมิเห็นเงาผู้ใด

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงรอต่อไปมิไหวแล้ว!

เติ้งไป๋ทงรั้งอยู่เฝ้าบ้าน ส่วนเติ้งไป๋อวี๋พาเหล่าพ่อบ้านมุ่งหน้าไปยังจวนผู้ว่าการมณฑลเพื่อสอบถามความจริง

เติ้งไป๋อวี๋มิอาจย่างกรายเข้าไปในจวนได้เลย คนเฝ้าประตูเพียงกล่าวว่าใต้เท้าเติ้งกลับไปนานแล้ว ท่านยืนกรานจะเดินกลับเอง มิยอมให้รถม้าของจวนไปส่ง ใต้เท้าหลี่จึงมิได้บังคับ

เติ้งไป๋อวี๋ลอบคร่ำครวญในใจ รีบปั้นยิ้มถามคนเฝ้าประตูว่าพอจะเห็นบิดามุ่งหน้าไปทางทิศใดหรือไม่?

คนเฝ้าประตูเหลือบมองพลางกล่าวว่า “ข้าส่งท่านพ้นประตูแล้วก็กลับเข้ามา ท่านจะไปที่ใดข้าจะรู้ได้อย่างไร? ข้าว่าพวกท่านก็น่าแปลก ใต้เท้าเติ้งมิใช่เด็กๆ พำนักในเมืองหนานไห่มาตั้งกี่ปี จะหลงทางได้รึ! บางทีอาจจะแวะไปเยี่ยมเยียนสหายที่บ้านใดกระมัง? ไปหาเอาเองเถิด!” กล่าวจบก็หันหลังปิดประตูลงกลอนเสียงดังปัง

เติ้งไป๋อวี๋โกรธจนล้นอก ทว่าทำอันใดมิได้ จำต้องกลับจวนและระดมบ่าวไพร่ทุกนายออกตามหาทั่วทุกสารทิศ

ออกตามหาอยู่ทั้งคืน ทว่าที่ใดเล่าจะพบร่องรอย?

คืนนั้น ทั่วทั้งจวนเติ้งมิมีใครข่มตาหลับได้ เรือนหลักจุดตะเกียงสว่างไสววุ่นวายกันทั้งคืน

เพียงข้ามคืน ฮูหยินเติ้งก็ดูทรุดโทรมลงไปมิน้อย นางเรียกบุตรชายทั้งสองมาหาพลางซับน้ำตาเอ่ยว่า “ข้าว่าพวกเจ้ามิต้องเสียแรงให้คนออกไปตามหาแล้ว! หาไม่เจอหรอก! พ่อของพวกเจ้าเป็นคนเยี่ยงไรพวกเจ้ามิรู้รึ? ที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่โตปานนี้ เขาจะมีอารมณ์ไปเยี่ยมเยียนสหายได้อย่างไร? แม่ว่า... เขาคงยังอยู่ในจวนหลี่ ถูกผู้ว่าการมณฑลผู้นั้นกักบริเวณไว้เสียแล้ว!”

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงอุทานเสียงแผ่ว สีหน้าเปลี่ยนแปรทันที!

ท่านแม่ วาจาเช่นนี้มิอาจกล่าวส่งเดชได้นะเ!” เติ้งไป๋อวี๋เอ่ยเสียงต่ำ

เติ้งไป๋ทงก็สำทับ “นั่นสิท่านแม่ ใต้เท้าหลี่กักตัวท่านพ่อไว้จะได้ประโยชน์อันใด? เขาไม่น่าจะกล้าทำเช่นนั้น!”

พี่น้องทั้งสองมิใช่ว่ามิเชื่อ ทว่า ‘มิปรารถนา’ จะเชื่อมากกว่า เพราะหากเชื่อแล้ว พวกเขาจำต้องหาทางช่วยบิดาออกมา

ทว่า... จะช่วยอย่างไร? และจะมีปัญญาช่วยออกมาได้อย่างไร?