วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1415 มิล้มเลิกความตั้งใจ

 

บทที่ 1415 มิล้มเลิกความตั้งใจ

โจวปิ่งหมิงพลันมีความมั่นใจเพิ่มพูนขึ้น เขาเอ่ยกับหลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้มถ่อมตนแฝงนัย “ใต้เท้าหลี่ ที่ท่านพ่อมีใจคิดการณ์เช่นนี้ ประการแรกเป็นเพราะยามนี้เชื้อพระวงศ์ปั่นป่วนวุ่นวาย หากมิมีผู้ใดลุกขึ้นมาประคับประคองสถานการณ์ เกรงว่าเรื่องราวจะลุกลามจนเกินเยียวยา ประการที่สอง ท่านพ่อเปี่ยมด้วยขุมกำลังและปัญญาอันล้ำเลิศ ยามบ้านเมืองวิกฤตเช่นนี้จึงมควรปฏิเสธหน้าที่! หากใต้เท้าหลี่ยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยท่านพ่อสักแรง เมื่อการใหญ่สำเร็จผล แม้จะสถาปนาท่านเป็น 'อ๋องต่างแซ่' ก็ใช่ว่าจะเป็นไปมิได้! แผ่นดินสกุลโจวยังคงมั่นคง ใต้เท้าหลี่ก็หาได้ชื่อว่าเนรคุณต่ออดีตฮ่องเต้ไม่! ท่านพ่อกล่าวว่าเรื่องนี้สำคัญนัก มิกล้าบีบคั้นใต้เท้า ขอให้ท่านโปรดตรึกตรองให้จงหนักและพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย”

เนิ่นนานกว่าหลี่ฟู่จะค่อยๆ เอ่ยปาก “ท่านอ๋องเมตตานัก ทว่าหลี่ฟู่ผู้นี้หามีความสามารถถึงเพียงนั้นไม่ มิกล้ารับความไว้วางใจนี้จริงๆ! ซื่อจื่อโปรดกลับไปเถิด เรื่องนี้อย่างไรเสียย่อมต้องให้คนในราชสกุลเป็นผู้ตัดสิน มีหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและหย่งอ๋องเป็นที่ปรึกษา หามิใช่เรื่องที่คนนอกอย่างหลี่ฟู่จะบังอาจสอดปาก!”

โจวปิ่งหมิงถึงกับหน้าสลดด้วยความผิดหวัง เขาตั้งท่าจะโน้มน้าวต่อ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของหลี่ฟู่ที่เรียบเฉยเย็นชาจนเดาอารมณ์มิถูก ประกอบกับที่นี่คือถิ่นของอีกฝ่าย เขาจึงจำต้องข่มใจฝืนยิ้มกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะนำความไปแจ้งท่านพ่อ มิรบกวนใต้เท้าหลี่แล้ว! ทว่าท่านพ่อยังฝากไว้อีกประโยค... ประตูวังจิ้งหนานอ๋องย่อมเปิดกว้างต้อนรับใต้เท้าหลี่เสมอ ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม!”

หลี่ฟู่มิได้ตอบรับวาจานั้น เพียงผายมือยิ้มละไม “ซื่อจื่อ... เชิญ!”

โจวปิ่งหมิงพยักหน้ายิ้มรับประสานมือลา ก่อนจะเยื้องกรายจากไปอย่างสง่างาม

ครั้นตกดึกบนเตียงนอน หลี่ฟู่จึงเล่าเรื่องนี้ให้เหลียนฟางโจวฟังอย่างรวบรัด เมื่อเห็นนางฟังจนอ้าปากค้าง เขาก็ลอบยิ้มหยันที่มุมปากพลางเอ่ย “เจ้าก็ตกใจรึ? ตอนข้าได้ยินครั้งแรกก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้านี่แหละ! นึกมิถึงจริงๆ ว่าจิ้งหนานอ๋องจะมีใจทะเยอทะยานถึงเพียงนี้! อุตส่าห์ได้รับคำชมจากอดีตฮ่องเต้ว่าซื่อสัตย์ถ่อมตน รัชทายาทเองก็ให้ความเคารพนักหนา พอนึกดูแล้วก็น่าขำสิ้นดี!”

“ก็มิแปลกนักหรอกเจ้าค่ะ!” หลังจากหายตกใจ เหลียนฟางโจวก็เริ่มได้สติ นางยิ้มกล่าว “ผลประโยชน์มหาศาลวางกองอยู่ตรงหน้าปานนั้น ในใต้หล้าจะมีสักกี่คนที่ต้านทานไหว? อีกอย่าง เขาก็เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกับอดีตฮ่องเต้ จะว่าไปหากหย่งอ๋องมิรับหน้าที่ ตำแหน่งนี้ก็ย่อมวนมาถึงเขาได้อยู่ดี! ทว่าข้าว่าเขาออกจะรีบร้อนเกินไปสักหน่อย หากหย่งอ๋องมยอมหลีกทางให้ การที่เขาลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกาเช่นนี้ก็ดูมิชอบธรรม แล้วจะทำอันใดได้เล่า?”

“เจ้าดูแคลนเขาเกินไปแล้ว!” หลี่ฟู่ส่ายหน้าพลางกระซิบ “เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านความเมตตา วางตัวสุภาพอ่อนน้อมเสมอมา ผิดกับหย่งอ๋องที่เก็บตัวอยู่แต่ในทุ่งหญ้าตะวันตกเฉียงเหนือ เหล่าขุนนางในราชสำนักย่อมมีความประทับใจต่ออ๋องผู้นี้น้อยกว่าอวี้อ๋องตัวน้อยเสียอีก! ซ้ำร้ายหย่งอ๋องนอกจากศึกสงครามแล้วก็หามีฝีมือด้านอื่นไม่ หากเขาขึ้นครองราชย์ ตำแหน่งขุนนางบู๊ย่อมรุ่งเรืองเฟื่องฟู ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นหวาดกลัวที่สุด เมื่อไร้แรงสนับสนุนจากพวกบัณฑิต บัลลังก์ของหย่งอ๋องย่อมสั่นคลอน! หากจิ้งหนานอ๋องอาศัยจุดนี้มาเดินหมาก ยุแยงให้เหล่าขุนนางระแวงสงสัยหนักขึ้น มิต้องบอกเจ้าก็คงเดาได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร!”

เหลียนฟางโจวฟังแล้วรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าพลางทอดถอนใจ “เช่นนั้นหย่งอ๋องก็แทบมิมีโอกาสเลยสินะ! ทว่าจิ้งหนานอ๋องผู้นี้ ในเมื่อวันนี้ท่านปฏิเสธเขาไป หากวันหน้าเขาได้ครองบัลลังก์มังกรจริง เขาจะกลับมาจัดการเราหรือไม่?”

หลี่ฟู่หัวเราะเบาๆ “ยามนี้ยังมิถึงขั้นนั้น จิ้งหนานอ๋องแม้จะดูได้เปรียบ ทว่าใครจะรู้ว่าจะเกิดเหตุพลิกผันอันใดขึ้นอีก? เนื้อชิ้นโตปานนี้ ใครๆ ต่างก็น้ำลายสอปรารถนาจะลิ้มรสกันทั้งนั้น! สำหรับจิ้งหนานอ๋อง... ยังมิแน่ว่าจะตกถึงท้องเขาหรอก”

หลี่ฟู่หาได้บอกเหลียนฟางโจวไม่ว่า ลำพังจิ้งหนานอ๋องและบุตรชายก็นับว่าจัดการยากแล้ว ทว่า 'จิ้งหนานหวางเฟย' (พระชายา) ภายนอกดูเป็นกุลสตรีผู้ทรงธรรม แต่แท้จริงกลับเป็นสตรีใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก! ยามนางลงมือล้างแค้นผู้อื่นหามีคำว่าปราณีไม่! ไหนจะท่านหญิงหรงอัน 'โจวเชี่ยน' ที่ถอดแบบความร้ายกาจจากมารดามาได้ถึงสิบสองส่วน เรียกได้ว่าศิษย์ล้างครูทีเดียว!

โจวเชี่ยนเคยพ่ายแพ้ป่นปี้ให้แก่เหลียนฟางโจว แม้เรื่องราวจะจบลงที่นางถูกส่งกลับแดนศักดินาอย่างเสียหน้า ทว่าใครจะรับประกันได้ว่าเรื่องนี้จบสิ้นลงแล้วจริงๆ?

หากวันหน้ามิมีเรื่องพัวพันกันย่อมแล้วไป! ทว่าหากโจวเชี่ยนได้เป็นถึงองค์หญิง มีหรือจะยอมปล่อยเหลียนฟางโจวไปโดยง่าย?

หลี่ฟู่มิปรารถนาจะรับมือกับตระกูลที่เหมือนสกุลจูอีกตระกูล... มันช่างน่ารำคาญนัก!

ดังนั้น เขาจึงไม่เพียงแต่จะไม่สนับสนุนจิ้งหนานอ๋อง แต่ตราบใดที่มีเขาอยู่ จิ้งหนานอ๋องย่อมมิได้ครองบัลลังก์มังกรได้โดยง่ายแน่นอน

สิ่งที่หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวมิคาดคิดคือ เพียงมี่กี่วันต่อมา จิ้งหนานหวางเฟยกลับพาโจวเชี่ยนเดินทางมายังเมืองหนานไห่อีกครั้ง

พวกนางอ้างว่าเดินทางมาเพื่อกราบไหว้แก้บน ณ วัดเจ้าแม่กวนอิมแห่งหนานไห่ ซึ่งเมื่อสามปีก่อนพระชายาก็เคยมาตั้งจิตอธิษฐานไว้ที่นี่จริงๆ หลี่ฟู่จึงหามีข้ออ้างอันใดจะไปขวางกั้นมิให้พวกนางมาได้

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ต่างรู้สึกจนใจนัก ทั้งที่รู้แจ้งว่าพวกนางมาด้วยเจตนาแฝง ทว่านอกจากปฏิเสธมิได้แล้ว ยังต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านจัดเลี้ยงรับรองเสียอีก ช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก

จิ้งหนานหวางเฟยวางท่าเกรงใจยิ่ง นางฝากความมาว่า แม้เหลียนฟางโจวจะอยู่ไฟครบเดือนแล้ว ทว่าสตรีหลังคลอดย่อมเสียพลังลมปราณและโลหิตไปมาก ควรพักผ่อนให้มากถึงจะเป็นผลดีต่อร่างกาย ดังนั้นจึงมิพักต้องให้เหลียนฟางโจวไปคำนับนาง ทว่านางจะเป็นฝ่ายพาลูกสาวไปเยี่ยมเยียนถึงจวน เพื่อดูหน้าคุณชายน้อยทั้งสองเอง

เมื่ออีกฝ่ายแสดงน้ำใจและความห่วงใยถึงเพียงนี้ เหลียนฟางโจวจะหาเหตุผลใดมาปัดตกได้เล่า? จึงจำต้องตอบตกลงไป

ทว่าพอนึกถึงว่าท่านหญิงหรงอันจะมาด้วย นางก็รู้สึกขัดเขินอยู่ลึกๆ

ปี้เถาถึงกับแค่นหัวเราะอย่างมเกรงใจ “ท่านหญิงจอมหาเรื่องผู้นั้นน่ะรึ? มิรู้ว่าพระชายาจะไม่รู้จริงๆ หรือแสร้งทำเป็นลืมกันแน่ การเดินทางมาครั้งนี้ลำพังตนเองก็แล้วไปเถิด แต่ยังจะหิ้วท่านหญิงมาด้วย มิเป็นการจงใจมาทำให้ฮูหยินของข้าลำบากใจหรอกรึ!”

เหลียนฟางโจวเห็นพ้องในใจ ทว่าปากกลับต้องเอ่ยปราม “บางทีเขาอาจจะลืมเลือนเรื่องเก่าไปสิ้นแล้ว เราเองก็อย่าไปจดจำมันนักเลย มิเช่นนั้นจะดูเหมือนพวกเราใจแคบชอบเก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจเสียเปล่าๆ! ก็แค่มาเยือน นั่งคุยสักครู่ ทานข้าวสักมื้อแล้วเขาก็กลับแล้ว”

“ก็จริงอย่างท่านว่าเจ้าค่ะ ไม่เห็นต้องไปลดตัวลงไปเทียบเคียงกับแม่นางจอมเอาแต่ใจผู้นั้นเลย!” ปี้เถาพลอยหัวเราะออกมาบ้าง

ณ ห้องพักในวัดเจ้าแม่กวนอิมอันกว้างขวาง...

จิ้งหนานหวางเฟยสั่งให้ผู้ติดตามถอยออกไปจนหมด นางกำลังปั้นหน้าเคร่งขรึมสั่งสอนโจวเชี่ยนที่นั่งทำหน้ามุ่ยมิยินยอมพร้อมใจอยู่เบื้องหน้า

“เชี่ยนเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ดื้อรั้นไปนัก! การไปเยือนจวนหลี่ครานี้ เจ้าต้องกราบขอขมาฮูหยินหลี่อย่างดี แสดงความจริงใจให้นางเห็น! หากเจ้ายังขืนเอาแต่ใจจนเสียการใหญ่ของท่านพ่อ กลับไปท่านพ่อจะลงทัณฑ์เจ้าอย่างไรข้าจะไม่ขอสอดปาก และมียังวันช่วยขอความเมตตาให้เจ้าเด็ดขาด!”

“เสด็จแม่!” โจวเชี่ยนสะบัดกายอย่างขัดใจพลางออดอ้อนปนเคือง “นังเหลียนฟางโจวผู้นั้นทำให้ลูกต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย จนลูกมิกล้าไปพบปะเพื่อนฝูงในเมืองหลวงอีก แล้วเสด็จแม่ยังจะให้ลูกไปกราบขอขมานางอีกรึเจ้าคะ!”

“หุบปาก!” จิ้งหนานหวางเฟยสีหน้ามืดครึ้มลงทันควัน น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “หากเจ้าอยากถูกนางกดหัวไปชั่วชีวิต ก็จงอย่าฟังแม่! ทว่าหากเจ้าปรารถนาจะขึ้นไปเหยียบอยู่เหนือหัวนางในอนาคต เจ้าก็ต้องสะกดกลั้นความดื้อรั้นของเจ้าไว้เสีย!”

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1414 ซื่อจื่อหยั่งเชิง

 

บทที่ 1414 ซื่อจื่อหยั่งเชิง

ท่ามกลางช่วงเวลาวิกฤต หลี่ฟู่หาได้ปรารถนาจะให้คนเหล่านี้รั้งอยู่ในหนานไห่นานเกินควรไม่ เมื่อเขาส่งสัญญาณเป็นนัยออกไป ทุกคนย่อมต้องรู้กาลเทศะและชิงเอ่ยปากขอตัวลากลับไปเอง

ทว่าก่อนจะจากไป โจวปิ่งหมิงได้ขอเข้าพบหลี่ฟู่อีกครั้งอย่างเป็นทางการ

“ใต้เท้าหลี่ ข้าน้อยบังอาจขอถามใต้เท้าสักประโยค มิทราบว่าท่านมีความคิดเห็นประการใดต่อเหตุการณ์ผลัดแผ่นดินในเมืองหลวงครานี้หรือ?” โจวปิ่งหมิงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มแฝงนัย

มีความคิดเห็นประการใดรึ? หลี่ฟู่ลอบยิ้มบางๆ ในใจ

คนเหล่านี้... บ้างก็ถามว่าเขามีแผนการอย่างไร บ้างก็ถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไร!

ตั้งแต่เมื่อใดกันที่แผนการและความคิดของเขากลายเป็นเรื่องสลักสำคัญถึงเพียงนี้?

“แล้วซื่อจื่อเล่า มีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือไม่?” หลี่ฟู่ถามกลับกลั้วยิ้ม

“ใต้เท้าหลี่โปรดอย่าได้ล้อข้าน้อยเล่นเลย!” โจวปิ่งหมิงยิ้มขมขื่นพลางทอดถอนใจ “บอกตามตรง ท่านพ่อของข้าเองก็มืดแปดด้านต่อเรื่องนี้ จึงกำชับให้ข้าเดินทางมาขอคำชี้แนะจากท่าน ทว่าข้าก็เกรงใจ มิกล้าเอ่ยถึงเรื่องเคร่งเครียดทันทีที่มาถึง จึงได้รั้งรอจนเวลาล่วงเลยมาถึงเพียงนี้ ยามนี้งานฉลองครบเดือนของนายน้อยก็ผ่านพ้นไปแล้ว ข้าหามีข้ออ้างจะรั้งอยู่ต่อเพื่อผลาญเวลาอีกไม่ จึงจำต้องเอ่ยปากถามใต้เท้า หวังว่าท่านจะมิถือสาหาความ!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางส่ายหน้า “เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ข้าเองก็มิรู้จะจัดการอย่างไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือรักษาหนานไห่ไว้ให้มั่น เพื่อคุ้มครองราษฎรให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขเท่านั้น”

“ใต้เท้าหลี่เป็นผู้ซื่อตรงและจงรักภักดีต่อต้าโจวยิ่งนัก มิพักต้องถามข้าก็เชื่อมั่นว่าใต้เท้าหามีใจคิดจะยึดหนานไห่ตั้งตนเป็นใหญ่ไม่! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างไรเสียหนานไห่ก็ต้องขึ้นตรงต่อราชสำนักและองค์เหนือหัว! ทว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน—”

คิ้วของหลี่ฟู่กระตุกวูบ เขาเอ่ยเรียบๆ “อดีตฮ่องเต้และรัชทายาทจากไปอย่างกะทันหันเพียงนั้น หากบอกว่ามิมีลับลมคมใน ใครเล่าจะเชื่อ? มิว่าจะเป็นหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋อง... เหอะ!”

แววตาที่หลุบต่ำของโจวปิ่งหมิงพาดผ่านด้วยความยินดีวูบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งถอนใจ “ใต้เท้ากล่าวได้แทงใจนัก! หากจะเอ่ยอย่างจาบจ้วง มิว่าหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋อง ต่างก็มิใช่ผู้ที่เหมาะสมจะครองบัลลังก์มังกรแม้แต่น้อย! ช่างน่าเสียดายที่รัชทายาทและพระนัดดาต้องมา... เฮ้อ สวรรค์ประทานหายนะครานี้แก่ต้าโจว ช่างน่าเศร้าและจนใจยิ่งนัก! ใต้เท้าหลี่...”

สีหน้าของโจวปิ่งหมิงแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและเปิดเผยว่า “ข้าจะบอกตามตรง ท่านพ่อคาดการณ์ไว้ว่า หากหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องไม่อาจรักษาบัลลังก์ไว้ได้มั่นคง หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและเหล่าเชื้อพระวงศ์ส่วนใหญ่ย่อมต้องผลักดัน 'หย่งอ๋อง' ขึ้นมาแน่นอน ด้วยว่าหย่งอ๋องเป็นโอรสในอดีตฮ่องเต้ ย่อมมีความชอบธรรมเหนือผู้ใด หากมิใช่เขาแล้วเหล่าอ๋องทั้งหลายมีหรือจะยอมสยบให้แก่กัน? ทว่าหย่งอ๋องหาใช่ผู้มีพรสวรรค์ในการปกครองไม่ หากมอบแผ่นดินต้าโจวไว้ในมือเขา ก็มิต่างจากตกอยู่ในมือหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋องนักหรอก! หากเกิดกลียุคขึ้นมา ผู้ที่ต้องรับเคราะห์ย่อมมิพ้นราษฎรทั่วใต้หล้า!”

สายตาของหลี่ฟู่หม่นแสงลง เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่

วาจาของโจวปิ่งหมิงใช่ว่าจะไร้เหตุผล หย่งอ๋องเป็นสายเลือดมังกรโดยตรง ย่อมมิมีเหตุผลอันใดที่จะมองข้ามเขาไปเลือกเชื้อพระวงศ์องค์อื่น มิเช่นนั้นเหล่าขุนนางเก่าแก่และบัณฑิตหลวงย่อมมิยินยอม ทว่าหากหย่งอ๋องขึ้นครองราชย์จริง...

จากที่เขาคบหาหย่งอ๋องมานานปี เขารู้ดีว่าใจของหย่งอ๋องหามิได้อยู่ที่บัลลังก์มังกรแม้แต่น้อย หย่งอ๋องเป็นคนรักอิสระ ใจร้อนและอารมณ์ดุดัน หากต้องมานั่งฟังขุนนางถกเถียงกันในราชสำนักทุกเมื่อเชื่อวัน มีหรือเขาจะมีใจอดทน? นานเข้าย่อมบันดาลโทสะ และเมื่อกุมอำนาจล้นพ้นไว้ในมือ ใครจะรับประกันได้ว่าเขาจะไม่กลายเป็นทรราชย์...

ในฐานะสหาย หลี่ฟู่มิอยากเห็นเขาต้องพบจุดจบเช่นนั้น

ทว่าก่อนจะได้พบหย่งอ๋อง ทุกอย่างก็เป็นเพียงการคาดคะเน บางทีหย่งอ๋องอาจจะเปลี่ยนไปเมื่อต้องแบกรับภาระของแผ่นดินก็เป็นได้? หากหย่งอ๋องตั้งใจจะเป็นกษัตริย์ที่ดี หลี่ฟู่ย่อมพร้อมจะสนับสนุนสุดกำลัง

เมื่อนึกได้ดังนั้น เขาจึงถามกลับอย่างแยบคาย “ก็น่าคิดนัก... ทว่ามิทราบว่าจิ้งหนานอ๋องและซื่อจื่อ มีแผนการประการใดรึ?”

โจวปิ่งหมิงยิ้มขมขื่น “ในฐานะเชื้อพระวงศ์จะทำสิ่งใดได้เล่า? ท่านพ่อและข้าเพียงหวังให้แผ่นดินมีกษัตริย์ผู้ทรงธรรม เพื่อให้ทุกคนได้อยู่กินอย่างสงบสุข! ท่านพ่อกล่าวว่า...”

เขาลดเสียงลงต่ำพลางกล่าวด้วยท่าทีเคร่งเครียด “ท่านพ่อเห็นว่าหย่งอ๋องมิสมควรครองบัลลังก์ หากสามารถเลือกผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นจากหมู่เชื้อพระวงศ์ขึ้นมาได้ย่อมประเสริฐยิ่ง! ทว่าน่าเสียดายที่ท่านพ่อคำพูดไม่มีน้ำหนักพอที่จะเสนอเรื่องนี้ แต่ใต้เท้าหลี่ต่างออกไป! น้องภรรยาของท่าน 'เหลียนเจ๋อ' เป็นที่โปรดปรานของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ายิ่งนัก ใครๆ ก็ดูออกว่าท่านอ๋องเอ็นดูเขาเพียงใด! หากหมิ่นจวิ้นอ๋องยอมออกหน้า และได้รับแรงสนับสนุนจากใต้เท้าหลี่ เรื่องนี้ย่อมมีความหวังเกินครึ่งแน่นอน...”

เมื่อฟังน้ำเสียงและท่าทีที่กึ่งเปิดกึ่งปิดของโจวปิ่งหมิง หลี่ฟู่เริ่มเห็นความนัยที่ซ่อนอยู่ เขาจึงยิ้มถาม “ดูท่าท่านอ๋องจะมี 'ผู้ที่เหมาะสม' อยู่ในใจแล้วรึ?”

โจวปิ่งหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งยิ้มตอบ “ความจริง... ก็มิเชิงว่ามีผู้ใดเป็นพิเศษ! เพียงแต่ท่านพ่อเห็นว่า ผู้นั้นมิควรเยาว์วัยจนเกินไปจนคุมฝูงชนมิอยู่ และมิควรชราภาพจนเรี่ยวแรงถดถอยจนอาจเกิดความวุ่นวายซ้ำซ้อน อีกทั้งศีลธรรมจรรยาต้องไร้มลทิน ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย และที่สำคัญที่สุด... ควรมีชื่อเสียงขจรไกลและมีประสบการณ์การปกครองบ้านเมืองมาบ้าง เช่นนี้แล้ว—”

ยังมิทันที่เขาจะกล่าวจบ หลี่ฟู่ก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น “ซื่อจื่อ... ข้อกำหนดของท่านอ๋องช่างซับซ้อนนัก ทำเอาข้าสับสนจนตามมิพ้นเสียแล้ว!”

โจวปิ่งหมิงจึงยิ้มรับอย่างมีเลศนัย

เดิมทีเขาตั้งใจจะมิเปิดเผยโจ่งแจ้ง ทว่าเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ และหลี่ฟู่ก็เอ่ยดักทางไว้ หากยังปกปิดไว้อีกครึ่งย่อมมิเป็นผลดี เขาจึงกัดฟันกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ความจริงจะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อน จะว่าง่ายก็ง่าย! เหล่าท่านอ๋องที่ครองแดนศักดินาตามหัวเมืองต่างๆ มิใช่ว่าจะเหมาะสมกว่าเชื้อพระวงศ์ในเมืองหลวงหรอกรึ ใต้เท้าหลี่คิดเห็นประการใด?”

“อ๋องผู้ครองแดนศักดินารึ—” ใจของหลี่ฟู่พลันสั่นระริก แววตาคมกริบประดุจสายฟ้าฟาดจ้องเขม็งไปที่โจวปิ่งหมิงทันที

เขารู้แจ้งเห็นจริงในพริบตา!

โจวปิ่งหมิงเดินทางมาหนานไห่ รั้งอยู่ที่นี่เนิ่นนาน และพรรณนาวาจายืดยาวมาตลอดครึ่งค่อนวัน... ทั้งหมดก็เพื่อประโยคนี้เพียงประโยคเดียว!

มิใช่ท่านอ๋องหัวเมืองที่ไหนหรอก! ทว่าเป็นจิ้งหนานอ๋องเองนั่นแหละที่เริ่มมีใจทะเยอทะยาน! เขาปรารถนาจะชิงบัลลังก์มังกร และต้องการให้หลี่ฟู่เป็นกำลังหนุนให้แก่เขา!

หลี่ฟู่รู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกมิถูก... เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย และมิใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์แม้แต่น้อย!

โจวปิ่งหมิงเฝ้ารอการตอบสนองของหลี่ฟู่อย่างระทึกใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป สีหน้าดูสงบนิ่งทว่าก็แฝงความนัยที่ยากจะคาดเดา เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง: ขอเพียงเขาปฏิเสธมิทันควันก็นับว่ายังมีความหวัง!

เป็นธรรมดาที่ใครได้ฟังข่าวสะเทือนฟ้าดินเช่นนี้ ย่อมต้องตกตะลึงจนตั้งตัวมิติด... มิเป็นไร รอให้เขาได้สติและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน ถึงยามนั้นเขาคงจะได้คำตอบที่ปรารถนาแน่นอน!

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1413 ม่อเว่ยออกตามหาคน

 

บทที่ 1413 ม่อเว่ยออกตามหาคน

เหลียนฟางโจวได้ฟังดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นบ้าง นางยิ้มอย่างขวยเขินพลางเอ่ย “ข้านี่นับวันยิ่งไร้ประโยชน์นัก เอะอะก็ตื่นตูมไปเสียหมด!”

หลี่ฟู่หัวเราะปลอบ “จะโทษเจ้าได้อย่างไร เจ้าห่วงใยพวกเขากลายเป็นนิสัยไปแล้ว ยามสถานการณ์คับขันเช่นนี้ จะมิให้ใจหายใจคว่ำได้อย่างไรเล่า?”

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมา ทว่ามินานก็กลับมาขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความกังวลอีกครั้ง “คนทางหมู่บ้านต้าฟางกลับมาแล้วก็จริง ทว่าคนที่ท่านส่งเข้าเมืองหลวงเหตุใดจึงยังไร้ข่าวคราว? อาเจ๋อกับคนอื่นๆ ยามนี้อยู่ที่ใดกันแน่? พวกผู้ชายอย่างอาเจ๋อ เช่อเอ๋อร์ หรืออวิ๋นหานข้ายังมิห่วงเท่าใด ทว่าพี่สะใภ้กับอี้หยุนล้วนเป็นสตรี ไหนจะลูกๆ ของอาเจ๋อที่ยังเล็กนัก ระหว่างทางที่ต้องหลบซ่อนหนีภัยเช่นนี้ มิรู้ว่าต้องตรากตรำเพียงใด แล้วยังเรื่อง...”

เด็กเล็กนั้นร่างกายอ่อนแอ ยิ่งในยุคสมัยที่การแพทย์มิได้เจริญก้าวหน้าเช่นนี้ เหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มขมขื่น มิกล้าจินตนาการต่อไปให้ใจเสีย

หลี่ฟู่ทำได้เพียงปลอบโยนให้นางวางใจ ยืนยันว่าคนของเขาได้กระจายกำลังค้นหาอย่างละเอียดตลอดเส้นทาง หากมีร่องรอยย่อมมิรอดพ้นสายตาไปได้ ทั้งยังสำทับว่าการมิมีข่าวถือเป็นข่าวดี ขอให้นางสงบใจรอคอยอย่างเยือกเย็น

เขาหาได้กล้าบอกความจริงกับนางไม่... มิใช่ว่าลูกน้องมิได้รายงานกลับมา ทว่ารายงานทุกครั้งกลับมีเพียงคำเดียวคือ "ไร้ร่องรอย"!

หากขืนบอกนางไป ยามที่นางยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟเช่นนี้ มีหวังนางคงอกแตกตายเพราะความร้อนใจแน่นอน

“หากพวกท่านเชื่อใจ ให้ข้าไปช่วยดูให้ดีหรือไม่?” เสียงเรียบเฉยดังขึ้น เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็น 'ม่อเว่ย' เดินเข้ามาพร้อมกับ 'ซวี่เอ๋อร์'

“ท่านแม่!” ซวี่เอ๋อร์วิ่งถลาเข้ามาหาเหลียนฟางโจวด้วยสีหน้ากังวลพลางอ้อนวอน “ท่านแม่เลิกกังวลได้แล้วนะขอรับ? ให้ลูกไปเถิด ลูกจะไปกับท่านอาม่อ จะต้องพาน้องชายและท่านน้ากลับมาหาท่านแม่ให้ได้แน่นอนขอรับ!”

ความจริงซวี่เอ๋อร์จดจำพวกเหลียนเจ๋อได้เพียงเลือนลางเท่านั้น ทว่าความกังวลของมารดานั้นประจักษ์แจ้งอยู่เบื้องหน้า แม้เหลียนฟางโจวจะพยายามเลี่ยงมิเอ่ยถึงเรื่องเคร่งเครียดต่อหน้าเขา ทว่าเด็กน้อยมิใช่คนโง่ มีหรือจะสัมผัสมิได้?

หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวต่างพากันหลุดยิ้มด้วยความเอ็นดู

เหลียนฟางโจวลูบศีรษะลูกชายพลางยิ้มกล่าว “เจ้ายังเล็กนัก คิดจะไปตามหาคนรึ? เพียงเจ้าก้าวพ้นประตูจวนไปก้าวเดียว แม่ก็ห่วงจนนั่งมิติดแล้ว!”

“ได้ยินที่แม่เจ้าบอกหรือไม่? เจ้าเพียงรั้งอยู่ในจวนอย่างว่าง่าย คอยมาอยู่เป็นเพื่อนแม่เจ้าทุกวัน เท่านี้ก็ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด! หากแม้แต่เจ้ายังมิอยู่ข้างกายแม่เจ้า คิดดูสิว่านางจะยิ่งเหงาและอมทุกข์เพียงใด?”

หลี่ฟู่นั้นรู้ซึ้งถึงนิสัยจริงจังและดื้อรั้นของบุตรชายผู้นี้ดีกว่าใคร วาจาที่ว่าอยากไปตามหาคนนั้นมิใช่เพียงพูดเล่นตามประสาเด็ก ทว่าซวี่เอ๋อร์อาจจะคิดการณ์เช่นนั้นจริงๆ เขาจึงต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมในยามที่บ้านเมืองกำลังโกลาหลเช่นนี้!

“ขอรับท่านพ่อ...” ซวี่เอ๋อร์รับคำเสียงอ่อย แอบมองมารดาคราหนึ่งก่อนจะพยักหน้ายินยอม

ม่อเว่ยเอ่ยถามอย่างรำคาญใจ “แล้วข้าเล่า?”

ใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ ม่อเว่ยเป็นยอดนักฆ่า ย่อมต้องเชี่ยวชาญการสะกดรอยและแกะรอยยิ่งกว่าผู้ใด สติปัญญาก็เฉลียวฉลาด หากเขาออกโรงเอง โอกาสที่จะหาคนเจอย่อมมีมากขึ้นมิน้อย

ทั้งสองสามีภรรยาสบตากันเพียงครู่ก็เข้าใจเจตนาของกันและกัน

“เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง!” เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว “หากท่านยินดีช่วยเหลือ ก็นับเป็นวาสนาของพวกเรา ข้าขอกริ่งเกรงและขอบคุณท่านจากใจจริง!”

“ต้องการคนติดตามไปด้วยหรือไม่?” หลี่ฟู่ถามเสริม

ม่อเว่ยส่ายหน้า “มิพ่วงภาระ ข้าไปผู้เดียวคล่องตัวกว่า! ฮูหยินหลี่มิต้องเกรงใจ ซวี่เอ๋อร์บ่นพร่ำรำพันทุกวันจนข้ารำคาญหู สู้ข้าออกไปเสี่ยงดวงดูเสียยังดีกว่า เรื่องเร่งด่วนมิควรรอช้า ข้าจะออกเดินทางเสียวันนี้เลย”

เหลียนฟางโจวยิ้มแย้ม “ประจวบเหมาะนัก ก่อนเดินทางมาที่นี่เราได้ให้คนวาดภาพรูปหน้าของทุกคนไว้ดูต่างหน้า ฝีแปรงช่างสมจริงยิ่ง ข้าจะให้คนรีบคัดลอกให้ท่านหนึ่งชุด อย่างเร็วคงเป็นมะรืนนี้ถึงจะเสร็จสิ้น หรือว่า—”

“มิพักต้องลำบากปานนั้น!” ม่อเว่ยขมวดคิ้ว “ภาพวาดอยู่ที่ใด? ข้าขอดูเพียงแวบเดียวก็พอ!”

เหลียนฟางโจวความจริงมิได้เตรียมคนวาดภาพไว้หรอก ในเวลาอันสั้นเช่นนี้จะไปหาช่างเขียนยอดฝีมือมาจากที่ใดได้? ทว่าขึ้นชื่อว่ายอดนักฆ่า ย่อมต้องมีพรสวรรค์ในการจดจำใบหน้าคนเป็นเลิศ เมื่อเห็นม่อเว่ยยืนกรานเช่นนั้น นางจึงรีบสั่งให้หงอวี้ไปหยิบภาพวาดมาคลี่ให้ม่อเว่ยดูทันที

ม่อเว่ยเพียงกวาดตามองรอบเดียวก็พยักหน้า “ข้าจำได้สิ้นแล้ว! หากพบเจอคนเหล่านี้ ข้าจะพาพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน!”

หากเป็นเขามือสังหารผู้นี้ออกโรงเอง มิว่าจะเป็นการสลัดการตามล่าหรือการอำพรางร่องรอย หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวก็หาได้มีสิ่งใดต้องกังวลอีก

ทั้งสองต่างซาบซึ้งใจยิ่งนักและกล่าวขอบคุณซ้ำๆ

ม่อเว่ยปรายตามองซวี่เอ๋อร์คราหนึ่งก่อนจะสั่งความ “วิชาที่ข้าสอนไป เจ้าจงหมั่นฝึกฝนให้ครบทุกกระบวนท่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่ รอข้ากลับมาแล้วจะสอนวิชาใหม่ให้!”

“ขอรับ!” ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าแข็งขัน “ท่านอาม่อ ท่านต้องรีบกลับมานะขอรับ!”

รีบกลับมา ย่อมหมายถึงการพาคนกลับมาด้วย

ม่อเว่ยพยักหน้ารับคำเพียงนิด ก่อนจะเร้นกายจากไป

จวบจนกระทั่งถึงวันงานฉลองครบเดือนของ 'เจ้าตวนอู่' ทั้งคนของหลี่ฟู่และม่อเว่ยต่างก็ยังมิส่งข่าวคราวใดๆ กลับมา

ทางด้านเมืองหลวงเองก็เงียบเชียบ ไร้ร่องรอยของพวกเหลียนเจ๋อเช่นกัน

หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวเริ่มมั่นใจแล้วว่า พวกเหลียนเจ๋อต้องกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งแน่นอน!

เรื่องนี้ทำให้พวกเขาโล่งใจได้ชั่วครู่ทว่าก็ยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม เพราะการหลบซ่อนย่อมเสี่ยงต่อการถูกค้นพบได้ทุกเมื่อโดยมิอาจรู้ล่วงหน้า

ยามนี้ ทำได้เพียงเดิมพันกับโชคชะตา... ว่าใครจะเป็นฝ่ายหาคนเจอเก่อนกัน!

ทว่างานฉลองครบเดือนของนายน้อยตวนอู่นั้น หาได้ได้รับผลกระทบจากความโกลาหลในเมืองหลวงไม่ เพราะนี่คือบุตรชายคนแรกที่เกิดในแผ่นดินหนานไห่ของใต้เท้าหลี่และฮูหยิน ทั่วทั้งเมืองต่างเคารพรักคนทั้งคู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว งานนี้มิว่าเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่จะเต็มใจจัดหรือไม่ หรือจะมีกะจิตกะใจเพียงใด ทว่าสถานการณ์ก็บังคับให้งานออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการและครึกครื้นยิ่งนัก!

โจวปิ่งหมิงเป็นตัวแทนวังจิ้งหนานอ๋องหอบของขวัญล้ำค่ามามอบให้ถึงที่ บรรดาขุนนางและคหบดีจากเมืองใกล้เคียงต่างตบเท้าเข้ามาร่วมยินดีไม่ขาดสาย แม้แต่หลีอ๋องจากเมืองหลวงยังส่งราชทูตควบม้าเร็วมาประทานของขวัญ ฝ่ายเซี่ยนอ๋องเองก็มิยอมน้อยหน้าเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ งานฉลองครบเดือนจึงกลายเป็นสมรภูมิย่อยๆ ของขั้วอำนาจต่างๆ ที่พยายามเข้ามาชิงไหวชิงพริบกันจนบรรยากาศดูเข้มข้นผิดปกติ

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่แสร้งทำเป็นมิรู้ความ มิว่าฝ่ายใดจะพยายามหยั่งเชิงหรือโน้มน้าวเพียงใด ทั้งสองก็มิยอมรับลูก ทำเพียงกล่าวขอบคุณที่มาร่วมงานมงคลของบุตรชายเท่านั้น

โชคยังดีที่แขกเหรื่อต่างรู้กาลเทศะ การจะมาบีบคั้นเอาความในงานมงคลเช่นนี้ถือเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง ทุกคนจึงมิกล้ากำเริบเสิบสาน เมื่อเห็นหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวบ่ายเบี่ยงอย่างนุ่มนวล ต่างก็พากันสงบปากสงบคำแต่โดยดี

ในที่สุด งานมงคลครานี้ก็จบลงด้วยความชื่นมื่นของทุกฝ่าย!

หลังเสร็จสิ้นพิธี แขกเหรื่อต่างทยอยลาจากเมืองหนานไห่กลับสู่ถิ่นฐานของตน

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1412 เหตุใดมิยึดไว้เสียเอง?

 

บทที่ 1412 เหตุใดมิยึดไว้เสียเอง?

เมื่อเห็นหลี่ฟู่นิ่งเงียบไป เฝิงชวี่จี๋รออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ กล่าวต่อ “ใต้เท้า เรื่องนี้มิควรล่าช้า ยามนี้คือกาลอันเหมาะสมที่สุด ทั่วทั้งหนานไห่หามีผู้ใดมิยอมสยบต่อท่าน แม้แต่ราษฎรเมื่อเอ่ยถึงท่านและฮูหยิน ใครบ้างมิได้เคารพรักจากใจจริง? อีกทั้งเหล่านักรบชาวหมานผู้กล้าหาญจากชนเผ่านับสิบในป่าลึกก็นับเป็นกองกำลังที่ยอดเยี่ยมยิ่ง! ใต้เท้า... พวกเราลงมือกันเถิด!”

เนิ่นนานกว่าหลี่ฟู่จะถอนหายใจยาว เขาจ้องมองเฝิงชวี่จี๋ด้วยสายตาลึกซึ้งทว่าสงบนิ่ง พลางกล่าวอย่างช้าๆ “เจ้ามีความกล้าที่จะเอ่ยคำเหล่านี้กับข้า ข้าย่อมเชื่อในความจริงใจของเจ้า แต่ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อนว่า... เรื่องนี้มิอาจเป็นไปได้! หากเป็นเรื่องศึกสงครามก็นับว่าพอไหว ทว่าเรื่องการปกครองและกิจการบ้านเมือง เจ้าย่อมรู้ดีว่าข้าหามีความถนัดไม่! อีกทั้งอดีตฮ่องเต้และรัชทายาททรงมีพระคุณต่อข้า ข้ามิเคยคิดจะอาศัยช่วงเวลาวิกฤตนี้ชิงแผ่นดินต้าโจวมาเป็นของตน! เรื่องนี้... เจ้าจงทำราวกับมิเคยเอ่ย และข้าก็จักทำราวกับมิเคยได้ยิน! พวกเราจงรั้งอยู่ที่หนานไห่แห่งนี้เพื่อเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน หลีอ๋องมิยอมรามือแน่ เขาต้องหาหนทางกำจัดเซี่ยนอ๋องและหย่งอ๋องให้สิ้นซาก อีกทั้งสกุลจูและสกุลหลี (ตระกูลเดิมของซูเฟย) ก็ใช่ว่าจะยอมลดราวาศอกให้แก่กัน! เมื่อพวกเขาก่อเรื่องวุ่นวาย เหล่าเชื้อพระวงศ์ย่อมต้องมีการเคลื่อนไหว อย่างน้อยที่สุด... 'หมิ่นจวิ้นอ๋อง' ผู้เฒ่าก็ยังอยู่! หากว่าด้วยลำดับอาวุโส หามีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งท่านไม่ อดีตฮ่องเต้มิกล้า หลีอ๋องเองก็มิกล้า! หากว่าด้วยสติปัญญา... หึๆ ท่านอ๋องผู้เฒ่าผู้นี้ปกติมักชอบแสร้งเลอะเลือน ทว่าหาได้โง่เขลาจริงไม่!”

เฝิงชวี่จี๋รู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ เขาจึงยิ้มขมขื่น “ใต้เท้า ท่านจะไม่ลองทบทวนข้อเสนอของผู้น้อยดูจริงๆ หรือขอรับ? นี่คือโอกาสทองที่พันปีจะมีสักหน! ใต้เท้า... ต่อให้สุดท้ายหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจะออกมาผดุงความยุติธรรมและผลักดันเชื้อพระวงศ์สักองค์ขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าใต้เท้าอยู่ไกลถึงหนานไห่ มิได้มีส่วนร่วมในผลงานครานี้ ฮ่องเต้องค์ใหม่ย่อมมิเห็นท่านอยู่ในสายตา ดีมิดีอาจจะหวาดระแวงในอำนาจทหารของท่านจนคิดจะยึดอำนาจคืนเสียด้วยซ้ำ! ใต้เท้าจะยินยอมรึ? หากท่านได้ครองแผ่นดิน ใยต้องกังวลว่าจะไร้ซึ่งขุนนางยอดฝีมือมาช่วยบริหาร? สิ่งที่เรียกว่า 'การปกครองโดยมิพักต้องลงแรง'  ก็ควรเป็นเช่นนี้! อีกทั้งตามความเห็นของผู้น้อย ความสามารถของฮูหยินก็นับว่าล้ำเลิศนัก ใต้เท้ายังมีสิ่งใดต้องกังวลอีก!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางกล่าว “เรื่องยังมิถึงขั้นนั้น ยามนี้ยังมิควรเอ่ยถึง! ความสามารถของฮูหยินล้ำเลิศกว่าผู้ใดจริง ทว่ายามนี้ข้าเป็นเพียงผู้ว่าการมณฑล อยู่ในดินแดนห่างไกลเช่นหนานไห่ นางจะทำสิ่งใดตามใจชอบย่อมไม่มีใครว่า ทว่าหากถึงวันที่ข้าต้องครองแผ่นดิน ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไป หากนางบังอาจเข้าก้าวก่ายกิจการบ้านเมือง เหล่าขุนนางมีหรือจะยอมละเว้นนาง? น้ำลายของเหล่าปราชญ์ทั่วใต้หล้าย่อมรุมประณามจนนางแทบจมดิน ข้ามิอาจตัดใจปล่อยให้นางต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนั้นได้!”

เฝิงชวี่จี๋ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มขมขื่น “ดูท่าใต้เท้าจะตัดสินใจแน่วแน่แล้ว!”

เขายังมิยอมแพ้จึงถามต่อ “ทว่าหากจงหยวนยังคงวุ่นวายมิเลิกรา หลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องต่อสู้ยืดเยื้อไปอีกสิบยี่สิบปี ใต้เท้าจะทำอย่างไรขอรับ?”

หลี่ฟู่นิ่งตรองก่อนจะส่ายหน้า “สถานการณ์ที่เจ้าว่ามาย่อมมิเกิดขึ้นแน่! หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและหย่งอ๋องย่อมมิยินยอมให้เป็นเช่นนั้น และหากข้าเดาไม่ผิด เมื่อเห็นว่าทางข้าไม่มีความเคลื่อนไหว พวกเขาต้องหาทางติดต่อมาเพื่อสืบข่าวแน่นอน ถึงเวลานั้นค่อยปรึกษาหารือกันก็ยังไม่สาย! หลีอ๋องผู้นั้นนิสัยดื้อรั้นถือดี ทั้งยังทะเยอทะยานเกินตัว... หึ เขาครองบัลลังก์ได้ไม่นานหรอก! ส่วนเซี่ยนอ๋อง... หากให้เขาแต่งโคลงกลอนวาดภาพก็นับว่าพอไหว แต่จะให้ชิงบัลลังก์รึ?”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางส่ายหน้า “ที่เขาสามารถทำให้หลีอ๋องวุ่นวายได้ขนาดนี้ ก็เพราะอาศัยจังหวะทีเผลอเท่านั้น! ยามนี้เมื่อความลับถูกเปิดเผยแล้ว เจ้าคอยดูเถิด เขาจะไม่สามารถเอาเปรียบหลีอ๋องได้อีก เมื่อหลีอ๋องจัดการเขาเสร็จ ก็คงถึงคราวของหย่งอ๋อง! ถึงยามนั้น ย่อมมีการคิดบัญชีกันอีกครา!”

“ที่แท้ใต้เท้ามีแผนการอยู่ในใจแล้ว” เฝิงชวี่จี๋ฝืนยิ้ม

หลี่ฟู่กล่าว “เดิมทีไม่มีหรอก เพียงได้ฟังวาจาของเจ้าเมื่อครู่ จึงเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง! เพียงแต่ยามนี้ทุกอย่างยังมิอาจยืนยัน พวกเราจงเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อนเถิด!”

“ขอรับ ใต้เท้า” เฝิงชวี่จี๋รับคำเสียงค่อย

หลี่ฟู่ยกมือขึ้นตบบ่าเขาพลางยิ้ม “ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีต่อข้าและหนานไห่จึงได้กล่าววาจาเช่นนี้! แม้ข้าจะมิได้รับปาก ทว่าข้าหาได้ตำหนิเจ้าไม่! อย่าได้คิดมากไปเลย ไม่ว่าอย่างไรหนานไห่จะวุ่นวายมิได้ และหนานไห่จะขาดเจ้าไปมิได้เช่นกัน!”

“ขอบพระคุณใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋ประสานมือโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งพลางกล่าว “ใต้เท้าทำให้ผู้น้อยรู้สึกละอายใจยิ่งนัก!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางโบกมือ “ยามบ้านเมืองผลัดแผ่นดิน เจ้าจะคิดเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องปกติ! เรื่องนี้... นับจากนี้ไปห้ามเอ่ยถึงอีกเป็นอันขาด!”

“ขอรับ ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋รับคำอย่างนอบน้อม สนทนากันอีกมี่กี่คำก็ขอตัวลาไป

คนที่ส่งไปยังหมู่บ้านต้าฟางเพื่อรับตัว 'เหลียนฟางชิง' และ 'อาหญิงสาม' เดินทางกลับมาแล้ว ทว่ากลับไปกี่คนก็กลับมาเท่านั้น!

อาหญิงสามฝากบอกว่านางอายุมากแล้ว มินึกอยากจากหมู่บ้านต้าฟางไปไหน อีกอย่างนางก็เป็นเพียงหญิงชรา เป็นแค่ญาติห่างๆ คงมิมีใครมาหาเรื่องลำบากให้นางหรอก!

เหลียนฟางโจวนิ่งตรองดูก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง หากหลีอ๋องจะจับตัวอาหญิงสามมาข่มขู่หลี่ฟู่ เรื่องนี้คงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปทั่วหล้า! ผู้คนคงจะพากันหัวเราะเยาะว่าเขาสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ เขาคงมิยอมเสียหน้าถึงเพียงนั้นแน่!

ทว่า... เหลียนฟางชิงกลับมิได้อยู่ที่หมู่บ้านต้าฟาง ได้ความว่านางออกเดินทางเข้าเมืองหลวงไปเมื่อมี่กี่วันก่อน!

เหลียนฟางโจวได้ฟังดังนั้นก็โกรธจนแทบจะเป็นลม

เมื่อตั้งสติได้นางก็ทุบตั่งด้วยความแค้นใจ “นังเด็กมิรู้ความคนนี้! นางคิดจะทำอันใดกัน! เข้าเมืองหลวงรึ! ยามนี้มันเวลาไหนกันแล้ว คนอื่นต่างพากันหนีออกจากเมืองหลวงแทบไม่ทัน แต่นางกลับเสนอหน้าเข้าไปหาเรื่องใส่ตัว! นางกะจะให้ข้าอกแตกตายเลยรึไง!”

“เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป!” หลี่ฟู่รีบปลอบ “ข้าว่าตอนที่ชิงเอ๋อร์เข้าเมืองหลวง นางคงยังไม่รู้เรื่องความวุ่นวายที่เกิดขึ้น มิแน่ว่าพอรู้ข่าวระหว่างทาง นางอาจจะเลี้ยวรถกลับแล้วก็ได้? นางเฉลียวฉลาดถึงเพียงนั้น ย่อมมกลับไปที่หมู่บ้านต้าฟางแน่ แต่น่าจะมุ่งหน้ามาหาพวกเราโดยตรง! อีกอย่างอาหญิงสามก็บอกมิใช่รึว่านางพาเจ้า 'เสี่ยวฮุย' ไปด้วย มีมันอยู่ข้างกาย ภยันตรายทั่วไปทำอันใดนางมิได้หรอก ฟางโจว เจ้ากังวลเกินไปแล้ว!”

“ท่านมิรู้จักนางดีพอ!” ใบหน้าของเหลียนฟางโจวซีดเผือด นางส่ายหน้าพลางถอนหายใจเบาๆ “นางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปเยี่ยมลูกชายของอาเจ๋อ หากนางรู้ข่าวความวุ่นวายระหว่างทาง นางมิทันได้หันหัวเรือกลับหรอก ทว่านางจะยิ่งเร่งความเร็วเพื่อเข้าเมืองหลวงให้ไวขึ้น นางก็เหมือนข้า... เป็นห่วงอาเจ๋อและคนอื่นๆ ยิ่งกว่าสิ่งใด นางมิยอมหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแน่...”

หลี่ฟู่ถึงกับชะงักไป มิรู้จะสรรหาคำใดมาปลอบนางดี

เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางคาดการณ์นั้นมิผิดเลย แม้ชิงเอ๋อร์ปกติจะดูร่าเริงเล่นหัวไปวันๆ ทว่าความรักระหว่างพี่น้องของพวกนางนั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด!

เมื่อรู้ว่าเหลียนเจ๋อและคนอื่นๆ ตกอยู่ในอันตราย นางย่อมมิมีวันหันหลังหนีไปแน่นอน

นางอาจจะมิได้โง่เขลาถึงขั้นเดินดุ่มๆ เข้าไปติดกับ ทว่านางต้องหาทางลอบเข้าเมืองหลวงเพื่อสืบข่าว และหากเป็นไปได้... นางคงจะพยายามพาพวกเขาหนีออกมาด้วยกัน——

“เจ้าน่ะ คิดมากไปจริงๆ!” เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฟู่จึงฝืนยิ้มพลางตบบ่านางเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ชิงเอ๋อร์มิมีวันทิ้งอาเจ๋อและคนอื่นๆ แน่ แต่ก็มิใช่คนวู่วามจนไม่ดูหน้าดูหลัง นางจะเข้าเมืองหลวงจริง ทว่าย่อมมิทำเอิกเกริก หลีอ๋องและพวกย่อมคาดมิถึงว่าในยามเช่นนี้จะยังมีคนกล้าลอบเข้าเมืองหลวง ดังนั้นนางต้องปลอดภัยแน่นอน! มิแน่ว่าป่านนี้นางอาจจะสมทบกับพวกอาเจ๋อแล้ว และกำลังพากันมุ่งหน้ามาหาเราที่นี่ก็ได้!”

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1411 เมืองหลวงผลัดแผ่นดิน

 

บทที่ 1411 เมืองหลวงผลัดแผ่นดิน

เซี่ยนอ๋องนำพา "ราชโองการ" และเหล่าผู้ติดตามถอนกำลังออกจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง หลังจากรอนแรมมาหนึ่งวันหนึ่งคืนจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงยอมส่งมอบพระศพของอดีตฮ่องเต้คืนให้

หลีอ๋องจึงได้อัญเชิญพระศพกลับคืนสู่เมืองหลวง และเริ่มจัดการงานพระศพอย่างเร่งรีบ...

แม้ฉากหน้าจะเป็นฝ่ายชนะ ทว่าชัยชนะครั้งนี้ช่างน่าอดสูและเสื่อมเสียเกียรติเพียงใด มิพักต้องให้ผู้ใดกล่าว หลีอ๋องย่อมแจ้งแก่ใจดี

ด้วยเหตุนี้ ภายในใจของหลีอ๋องจึงสุมด้วยเพลิงโทสะ สีหน้ามืดครึ้มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นิสัยใจคอแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายรุนแรง หลงเหลือกลิ่นอายของ "เสียนอ๋อง" (อ๋องผู้ทรงธรรม) ในกาลก่อนอยู่เพียงครึ่งกระผีกก็หามีไม่

เขาออกราชโองการสั่งให้ 'หย่งอ๋อง' เข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมงานพระศพ ทว่าขันทีที่เชิญราชโองการมุ่งหน้าไปยังตะวันตกเฉียงเหนือกลับมิได้พบแม้แต่เงาของหย่งอ๋อง!

กล่าวกันว่า หลายวันก่อนหย่งอ๋องพบร่องรอยการเคลื่อนไหวผิดปกติของพวกหู (ชนเผ่าเร่ร่อน) จึงนำทัพออกนอกด่านไปสืบหาความจริงด้วยตนเอง กำหนดกลับมิแน่ชัด อาจเป็นสิบยี่สิบวัน หรืออาจยาวนานนับเดือน!

เมื่อผู้รับราชโองการมิอยู่ ขันทีผู้เชิญโองการต่อให้คับแค้นใจเพียงใดก็ไร้ที่ระบาย ได้แต่เดินทางกลับด้วยความผิดหวัง

ฝ่าย 'แม่ทัพจ้าว' ที่หลีอ๋องส่งมาเพื่อหวังจะเข้ากุมบังเหียนกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือแทนหย่งอ๋อง ก็ถูกเหล่าขุนพลประสานเสียงต่อต้าน

ทุกคนต่างยืนกรานคำเดียวว่า: "ขุนพลอยู่นอกด่าน มิอาจรับอาญาจากเจ้าชีวิต!" หากท่านต้องการส่งมอบหน้าที่ ย่อมได้... แต่จงไปหาท่านอ๋องเสียก่อน! ตราบใดที่มิได้ส่งมอบจากมือหย่งอ๋อง พวกข้าก็จักยอมสยบต่อท่านอ๋องเพียงผู้เดียว ผู้อื่นนั้น... หามิยอมรับไม่!

แม่ทัพจ้าวผู้นั้นโกรธจนแทบคลั่ง ต่อให้จะงัดเอาบารมีของฮ่องเต้องค์ใหม่หรือราชโองการมาข่มขู่จูงใจเพียงใด ทว่าเหล่าขุนศึกเหล่านั้นเดิมทีก็เป็นพวกนิสัยเถื่อนถ้ำอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งทำตัวมิมีเหตุผลหนักเข้าไปอีก มิเห็นจดหมายสั่งการอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย!

อีกทั้งหลังจากศึกชิงบัลลังก์ระหว่างหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องที่สลับซับซ้อนจนเหนือคาดหมายนั้น แม้ฮ่องเต้ใหม่จะได้ครองบัลลังก์และรั้งตำแหน่งไว้อย่างลักลั่น ทว่าบารมีที่เหลืออยู่จะนับเป็นกระไรได้?

แม่ทัพจ้าวต่อให้ยกอ้างเบื้องบน ทว่าลึกๆ ในใจเขาก็อดรู้สึกขัดเขินประหม่ามิได้!

หากคิดจะใช้กำลัง? นั่นยิ่งเป็นเรื่องตลกขบขัน! ลำพังแม่ทัพที่ถือเพียง "โองการที่มิมีผู้ยอมรับ" เพียงผู้เดียว คิดจะไปหักหาญกับเหล่าขุนพลที่มีทหารในมือรึ? มิแน่ว่าชีวิตอาจจะดับสูญอยู่ที่นี่เสียก่อน!

และต่อให้ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ก็คงเป็นการตายเปล่า เพราะฮ่องเต้ใหม่ย่อมมิคิดจะออกหน้าล้างแค้นให้เขาเป็นแน่

สุดท้าย แม่ทัพจ้าวจึงทำได้เพียงเดินตามรอยจูเหยียน เดินทางกลับเมืองหลวงอย่างอดสู

โชคยังดีที่หย่งอ๋องมิได้กระทำการจนเกินเลย เพียงหาข้ออ้างหลบหน้ามิยอมพบ ทว่ามิได้แสดงท่าทีต่อต้านฮ่องเต้ใหม่อย่างชัดแจ้ง เช่นนี้แม่ทัพจ้าวจึงพอจะกล้อมแกล้มรายงานความได้บ้าง!

และเป็นดังคาด ยามที่หลีอ๋องกำลังวุ่นวายจนหัวหมุน มีหรือจะมีกำลังไปจัดการหย่งอ๋อง? ในเมื่อหย่งอ๋องยังมิได้ก่อเรื่องวุ่นวายและยังรักษากิริยาอยู่ชั่วคราว เช่นนั้นก็แสร้งลืมไปเสียหนึ่งข้าง รอให้สถานการณ์มั่นคงเมื่อใด ค่อยตามคิดบัญชีเรียงตัวก็มิสาย!

ทางด้านเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ ต่างมิคาดคิดเลยว่าเมืองหลวงจะเกิดเหตุพลิกผันที่พิสดารเพียงนี้ เมื่อนึกถึงอดีตฮ่องเต้และรัชทายาท หลี่ฟู่ก็ยิ่งเศร้าซึมและขุ่นเคืองใจนัก!

ฮ่องเต้ผู้ทรงเกริกไกรเช่นนั้น นึกมิถึงว่ายามสวรรคตจะมิดับสนิท ซ้ำร้ายหลังสิ้นพระชนม์ยังถูกบุตรในไส้ป่นปี้เกียรติภูมิถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ราชวงศ์ต้องขายหน้าจนสิ้น!

ยังมีรัชทายาทอีกเล่า——

เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าหลี่ฟู่กำลังสะเทือนใจนัก นางปลอบโยนเขาเพียงไม่กี่คำแล้วปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาสงบสติอารมณ์เพียงลำพัง การที่ผู้ที่เขาถวายความจงรักภักดีต้องจากไปอย่างกะทันหันโดยมิหลงเหลือทายาทไว้แม้เพียงสายเลือดเดียว ความอ้างว้างและสูญสิ้นในใจเขานั้นย่อมมิอาจพรรณนา

ยามนั้นเฝิงชวี่จี๋มาขอเข้าพบ เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนพานำเขาไปยังสวนดอกไม้เพื่อพบหลี่ฟู่

เฝิงชวี่จี๋เห็นหลี่ฟู่ยืนไพล่มืออยู่ริมน้ำ จ้องมองระลอกคลื่นในทะเลสาบอย่างเหม่อลอย เขาจึงยืนสำรวมรออยู่เบื้องหลังอย่างนอบน้อม มิกล้าส่งเสียงรบกวนหรือก้าวเข้าไปใกล้

หลี่ฟู่หาได้รู้ตัวไม่ว่ามีคนมายืนอยู่เบื้องหลัง เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเตรียมจากไป จึงเพิ่งพบเฝิงชวี่จี๋เข้า

เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มทัก “ชวี่จี๋ เป็นเจ้ารึ?”

“ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋จัดระเบียบอาภรณ์ก่อนจะก้าวเข้ามาคำนับ

“มิต้องมากพิธี!” หลี่ฟู่โบกมือพลางถาม “มาหาข้ามีธุระอันใดรึ? ไฉนจึงไม่ส่งเสียงเรียกเล่า?”

เฝิงชวี่จี๋ยิ้มตอบ “ข้าน้อยเห็นใต้เท้ากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องสำคัญ จึงมิกล้าเข้าไปรบกวนขอรับ ข้าน้อยมาหาท่านครานี้ มีเรื่องสำคัญปรารถนาจะสนทนาจริงๆ”

หลี่ฟู่พยักหน้า “มีเรื่องใดก็ว่ามาเถิด มิไม่ต้องเกรงใจ มิต้องอ้อมค้อม”

เฝิงชวี่จี๋รับคำ พลันเงยหน้าสบตาหลี่ฟู่แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใต้เท้า โปรดอภัยที่ข้าน้อยบังอาจล่วงเกิน! ข้าน้อยอยากถามท่านว่า ท่ามกลางสถานการณ์ในยามนี้ ท่านมีแผนการประการใดบ้างขอรับ?”

“แผนการรึ?” หลี่ฟู่จ้องมองเฝิงชวี่จี๋ เขารู้สึกเหมือนจะเข้าใจความหมายนั้น ทว่าในขณะเดียวกันก็มิใคร่จะกระจ่างนัก

ด้วยว่าหากมิมีนัยแอบแฝง เขาหาจำเป็นต้องถามคำถามนี้ไม่ ทว่าหากมีนัย... สิ่งนั้นคือกระไร? หลี่ฟู่รู้สึกราวกับจะฉุกคิดได้ ทว่าความคิดนั้นยังมิแจ้งชัดพอ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

เฝิงชวี่จี๋ยิ้มพลางกล่าว “ใต้เท้าแจ้งแก่ใจดีกว่าข้าน้อยนัก หลังจากเกิดเหตุการณ์ในเมืองหลวงเช่นนั้น เกียรติภูมิของราชวงศ์ก็นับว่าย่อยยับจนสิ้น! รัชทายาทและคนในตำหนักบูรพาสิ้นชีพ อวี้อ๋องก็จากไป ยามนี้แม้หลีอ๋องจะประทับบนบัลลังก์มังกร ทว่าทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋อง หามีผู้ใดควรค่าแก่การสวามิภักดิ์ในฐานะนายเหนือหัวผู้ทรงธรรมไม่! อีกทั้งตามความเห็นของข้า สองคนนี้เกรงว่ามิใช่ผู้ที่จะรักษาใต้หล้าไว้ได้อย่างมั่นคง! ส่วนหย่งอ๋องนั้น หากเป็นเรื่องศึกสงครามก็นับว่ายอดเยี่ยม ทว่าหากจะให้ครองแผ่นดิน... หึๆ!”

“ใต้เท้า ท่านว่าหนานไห่ของเรา ควรจะมุ่งหน้าไปทิศทางใดดีขอรับ?” เฝิงชวี่จี๋ถามอย่างเนิบนาบ วาจานี้คือจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ส่วนคำกล่าวก่อนหน้าเป็นเพียงการปูทาง

หลี่ฟู่ถอนหายใจยาวพลางยิ้มขมขื่น “ชวี่จี๋ เจ้ากล่าวได้แทงใจข้านัก นับตั้งแต่ข่าวจากเมืองหลวงส่งมาถึง ใจข้าก็หามีความสงบสุขมได้แม้เพียงเค่อเดียว การกังวลถึงคนในครอบครัวก็นับเป็นเรื่องหนึ่ง ทว่าหากพวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋องจริง ข้าก็มั่นใจเจ็ดส่วนว่าจะชิงตัวพวกเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย... ทว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงนี่สิที่ทำให้ข้ามิสบายใจ เจ้านั้นกล่าวถูกแล้ว ทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องหาใช่ผู้ที่ควรคบหา และข้าหลี่ฟู่ก็มิคิดจะสวามิภักดิ์ฝ่ายใด ส่วนหย่งอ๋องนั้นเขาไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการเป็นกษัตริย์และมิเคยมีใจทะเยอทะยาน มิเช่นนั้นคงมิยอมไปนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ที่ชายแดนตั้งหลายปีหรอก หรือว่า... เราควรจะเลือกเชื้อพระวงศ์องค์อื่นขึ้นมา...”

“ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋ยิ้มขมขื่น นึกในใจว่าที่พรรณนามาเสียยืดยาวนั้นช่างเสียเปล่าโดยแท้!

เขาจึงตัดสินใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “จะไปสนเรื่องเชื้อพระวงศ์ทำไมกัน! แผ่นดินใต้หล้าควรเป็นของผู้มีความสามารถครอบครอง แผ่นดินต้าโจวมิใช่ชิงมาจากราชวงศ์ก่อนหรอกรึ? เหตุใดใต้เท้าจึงมิสถาปนาตนเองขึ้นแทนที่เสียเล่า!”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!” หลี่ฟู่ใจสั่นสะท้าน แววตาพลันวาวโรจน์ จ้องเขม็งไปที่เฝิงชวี่จี๋ทันควัน

ทว่าท่ามกลางความตระหนกของหลี่ฟู่ ใบหน้าของเฝิงชวี่จี๋กลับสงบนิ่งราวผิวน้ำที่ไร้ระลอก สายตาที่เปี่ยมด้วยความเยือกเย็นสบกับหลี่ฟู่นิ่ง ก่อนจะเอ่ยซ้ำอย่างช้าๆ ว่า “ข้าน้อยหมายความว่า เหตุใดใต้เท้าจึงมิสถาปนาตนขึ้นแทนที่เสียเอง ด้วยความสามารถของท่านย่อมมิใช่เรื่องที่เกินกำลัง! หึ... ต่อให้ทำการมิสำเร็จ การถอยกลับมารักษาหนานไห่ไว้ก็เพียงพอจะตั้งตนเป็นใหญ่งัดข้อกับจงหยวนได้ ใต้เท้าหามีสิ่งใดต้องกังวลเบื้องหลังไม่!”