บทที่ 1343 บ่ายเบี่ยง
“นายน้อยโปรดสงบใจก่อน” หลงจู๊จางเห็นท่าทีวู่วามของเขาก็ลอบผิดหวังในใจเล็กน้อย
ทว่ายังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
“อดทนต่อโทสะเพียงชั่วคราวหาใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง!
ยามที่กิจการสกุลเติ้งยังมิรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้
นายท่านก็เคยข่มใจอดทนต่อคำดูหมิ่นมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร?
สุดท้ายผู้ชนะก็คือนายท่านมิใช่หรือ! ยามนี้ก็เช่นกัน
วาจาตัดพ้อด้วยความโกรธเคืองเช่นนั้นนายน้อยอย่าได้เอ่ยออกมาอีก
วันหน้าเราค่อยหาทางปลีกตัวจากสกุลฝูได้ ทว่ายามนี้ นอกจากสกุลฝูแล้ว
จะมีผู้ใดรับซื้อสินค้ามหาศาลขนาดนี้ไหว? และจะมีผู้ใดจัดหาพรรณสินค้าที่เราต้องการได้ครบถ้วนเล่า?”
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง!” เติ้งไป๋อวี๋ระบายลมหายใจยาว
สงบสติอารมณ์ลงก่อนจะประสานมือคารวะหลงจู๊จาง “เมื่อครู่ข้าใจร้อนเกินไป
ขออาอาวุโสจางโปรดให้อภัยด้วย!”
การที่จะรั้งตำแหน่งหลงจู๊ใหญ่ในเมืองสำคัญอย่างเฉวียนโจวได้
ย่อมต้องเป็นขุนพลคู่ใจที่ร่วมบุกเบิกกิจการมาพร้อมกับนายท่านเติ้ง
หากนับตามลำดับอาวุโส เติ้งไป๋อวี๋ย่อมถือเป็นรุ่นลูกหลาน
“นายน้อยโปรดอย่าทำเช่นนี้ ผู้น้อยมิกล้ารับ!”
หลงจู๊จางรีบคารวะตอบ
“ท่านรับได้แน่นอน!” เติ้งไป๋อวี๋ฝืนยิ้มพลางถามต่อ
“ตามความเห็นของท่าน เราควรทำอย่างไร? หรือว่า...
ยังต้องไปอ้อนวอนสกุลฝูอีก?”
แม้จะสดับถึงความขัดเคืองและไม่ยินยอมในน้ำเสียงนั้น
ทว่าหลงจู๊จางกลับทอดถอนใจพลางพยักหน้า “นายน้อย ยามนี้เราเหลือเพียงเส้นทางเดียว
คือต้องอ้อนวอนสกุลฝู!”
“แต่ท่าทีของเจ้าบ้านฝูเมื่อวานท่านก็เห็นแล้ว” เติ้งไป๋อวี๋ขมวดคิ้ว
“ในเมื่อเขาจงใจยั่วยุข้าเพื่อตัดบทสนทนา เห็นชัดว่าเขาไม่มีใจจะทำการค้ากับเราต่อ
แม้เราจะยอมลดตัวลงไปอ้อนวอน เขาจะยอมเปลี่ยนใจรึ?”
“อย่างไรก็ต้องลองดู!”
น้ำเสียงหลงจู๊จางหนักแน่นเด็ดขาด “เพียงแต่นายน้อยต้องยอมลำบากใจเสียหน่อย
ลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง เอ่ยวาจาสละสลวยเอาใจเขาให้มากเข้าไว้
อย่างไรเสียสองตระกูลก็ค้าขายกันมานาน... โบราณว่าไว้ 'ผู้มียิ้มละไมย่อมมิถูกตบหน้า'
เขาคงไม่ใจจืดใจดำทำกันถึงที่สุดกระมัง!”
เติ้งไป๋อวี๋ครุ่นคิดจนถ้วนถี่ก็ยังมิต่อเห็นหนทางอื่น
แม้ในใจจะขัดขืนเพียงใดก็ทำได้เพียงพยักหน้าทอดถอนใจยอมรับคำแนะนำนั้น
ทว่าในวันต่อมา เมื่อทั้งคู่เดินทางมาขอเข้าพบ
คนเฝ้าประตูกลับแจ้งว่านายท่านฝูออกไปข้างนอกเสียแล้ว คาดว่าคงกลับดึก
รบกวนให้ทั้งสองมาใหม่ในวันหน้า
เหล่ายอดคนในวงการค้าขาย
หากเชื่อคำพูดเช่นนี้ก็คงกลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา
สีหน้าเติ้งไป๋อวี๋พลันเปลี่ยนสี เตรียมจะอาละวาดอีกครา
ทว่าหลงจู๊จางกลับรั้งแขนเสื้อเขาไว้พลางแย้มยิ้ม “มิเป็นไร ในเมื่อท่านไม่อยู่
พวกเราก็ไม่มีธุระอื่นใด ขอรออยู่ที่นี่สักครู่แล้วกัน!”
เมื่อเห็นหลงจู๊จางยืนกรานเช่นนั้น เติ้งไป๋อวี๋จึงทำได้เพียงยินยอมตามน้ำ
คนเฝ้าประตูคาดไม่ถึงว่าทั้งสองจะไม่ยอมไป
จึงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะประจบยิ้ม “หากนายน้อยทั้งสองมิรังเกียจ
เชิญเข้าไปนั่งรอในห้องพักแขกหน้าประตูเถิด!
อย่างไรก็นับว่าดีกว่ายืนตากแดดตากลมอยู่ข้างนอกนี้!”
หากปล่อยให้บุตรชายตระกูลใหญ่มายืนเฝ้าหน้าประตูเช่นนี้
หากนายท่านฝูรู้เข้า ตนคงมิต้นพ้นถูกลงทัณฑ์
“ให้พวกเราไปรอที่ห้องคนเฝ้าประตูรึ!” เติ้งไป๋อวี๋รู้สึกเลือดลมฉีดพล่านขึ้นถึงสมอง
ทว่าหลงจู๊จางกลับประสานมือยิ้มร่าพลางขอบคุณ “ขอบใจมาก!
น้องชายท่านนี้ช่างเป็นคนมีน้ำใจแท้ๆ!”
กล่าวจบก็ลากตัวเติ้งไป๋อวี๋เข้าไปข้างใน
ตระกูลฝูนั้นมั่งคั่งเหลือคณา
แม้แต่ห้องคนเฝ้าประตูก็ยังกว้างขวางใหญ่โต ภายในยังแบ่งพื้นที่เป็นห้องน้ำชา
มีตั่งยาวและโต๊ะเก้าอี้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะเป็นเครื่องเรือนไม้ธรรมดา
ทว่าก็สะอาดสะอ้านไร้ที่ติ
เติ้งไป๋อวี๋สะบัดชายเสื้อนั่งลง คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความอัดอั้น
ทอดถอนใจพลางเอ่ย "ข้าเป็นถึงนายน้อยใหญ่สกุลเติ้ง
ท่านเองก็เป็นหลงจู๊ใหญ่แห่งสาขาที่หนึ่ง
ยามนี้ต้องบากหน้ามาอ้อนวอนคนอื่นยังไม่พอ
กลับต้องมานั่งรออยู่ในห้องน้ำชาพรรค์นี้ ช่างน่า..."
กาลก่อนเป็นฝ่ายสกุลเติ้งที่เพียรพยายามร้องขอเพื่อขอทำสัญญาการค้า
ยามนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร ฝ่ายนั้นกลับเล่นตัววางท่าเสียจนเกินพอดี
เรื่องนี้จะให้เติ้งไป๋อวี๋ยอมรับได้อย่างไร?
หลงจู๊จางเพียงยิ้มบางๆ รินน้ำชาส่งให้เติ้งไป๋อวี๋พลางกล่าว
"เชิญ" เติ้งไป๋อวี๋รับถ้วยชามาเพียงชำเลืองมองน้ำชาสีเหลืองขุ่นเข้มนั้นคราหนึ่ง
ก็วางลงบนโต๊ะข้างกายด้วยความนึกรังเกียจ
หลงจู๊จางกลับรินน้ำชาให้ตนเองอย่างไม่รีบร้อน
นั่งลงด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น จิบชาสองสามคำแล้วยิ้มกล่าว
"นายน้อยโปรดสงบใจก่อน ท่าทีของคนเฝ้าประตูที่มีต่อเรานับว่าไม่เลวนัก
ข้าคิดว่านายท่านฝูคงมิคิดตัดบัวไม่เหลือใย หากเขามิคิดทำเรื่องให้ถึงที่สุด
พวกเราย่อมมีความหวัง! วันนี้ถือว่าเรามาถูกทางแล้ว"
เติ้งไป๋อวี๋แค่นเสียงฮึในลำคอ ถอนหายใจ "หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น!
หากมิใช่เพราะวิกฤตยามนี้... ช่างเถิด! ในเมื่อมาแล้ว
ต่อให้เขาจะถากถางหรือปั้นปึ่งเพียงใด ข้าจะยอมทนรับไว้เอง!"
"เช่นนั้นถึงจะถูก!"
หลงจู๊จางกลัวที่สุดคือเขาจะบันดาลโทสะเหมือนเมื่อวาน
หากเป็นเช่นนั้นก็มิเหลืออันใดให้เจรจาอีก ขอเพียงเขารู้จักอดกลั้น
เรื่องนี้ย่อมมีความหวังเกินห้าส่วน
"เรื่องเล็กมิตัดใจ เรื่องใหญ่ย่อมพังภินท์
นายน้อยต้องจำคำของข้าให้มั่น!"
หลงจู๊จางย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเคร่งขรึม
เติ้งไป๋อวี๋ใจสั่นสะท้าน รีบพยักหน้า "ข้าขอรับฟังคำชี้แนะ
ท่านอาจาง!"
ทั้งสองเฝ้ารออยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง
จากเที่ยงล่วงเข้าสู่ช่วงยามเซิน (๑๕.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.) ไปถ่ายทุกข์ก็สามสี่หน
ดื่มชาไปหลายกา
ทั้งยังต้องกินหมั่นโถวที่คนเฝ้าประตูส่งมาให้ในยามเที่ยงเพื่อประทังความหิว
ในที่สุดก็ได้ข่าวว่านายท่านฝูกลับถึงจวนแล้ว
หลงจู๊จางระบายลมหายใจยาว: "ในที่สุดก็มิได้รอเสียเปล่า!"
เติ้งไป๋อวี๋เองก็ข่มความเหนื่อยล้าเรียกขวัญกำลังใจคืนมา
นี่หมายความว่านายท่านฝูถูกความจริงใจของพวกเขาทำให้หวั่นไหวแล้วใช่หรือไม่?
ทั้งสองเดินตามบ่าวรับใช้ไปยังห้องหนังสือเพื่อพบหน้าฝูลี่
ทว่าฝูลี่ยังคงมีท่าทีเพิกเฉยเย็นชาดุจเดิม ทั้งห่างเหินและไร้เยื่อใย
วาจาที่เอ่ยออกมาหากมิใช่การพูดอ้อมค้อมไม่เข้าเป้า
ก็เป็นการเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น
หรือกระทั่งแสร้งทำเป็นมิได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดเสียเฉยๆ!
สถานการณ์เช่นนี้จะเจรจาความอันใดได้! เพลิงโทสะพลันลุกโชนในอกเติ้งไป๋อวี๋
สีหน้าขรึมลง เขาตัดสินใจจ้องมองฝูลี่ตรงๆ ก่อนจะประสานมือเอ่ย "นายท่านฝู
ตระกูลเราสองมิใช่เพิ่งจะค้าขายกันเป็นคราแรก
ชื่อเสียงสกุลเติ้งท่านยังมิมั่นใจอีกหรือ? หากมีเรื่องอันใดลำบากใจก็จงเอ่ยมาตรงๆ จะได้ปรึกษาหารือกันได้
ท่านเอาแต่พูดบ่ายเบี่ยงเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกันแน่?"
หลงจู๊จางรีบประสานมือยิ้มประจบเสริมว่า "นั่นสินายท่านฝู
ท่านมีข้อเรียกร้องอันใดก็เสนอมาเถิด เราจะได้หารือกัน ผู้น้อยขอเอ่ยคำล่วงเกิน
กองเรือสกุลฝูคงมิอยากแล่นไปเสียเที่ยวกระมัง? จะมีพ่อค้าสักกี่รายที่จัดหาปริมาณสินค้ามหาศาลได้เท่าสกุลเติ้ง
และจะมีพ่อค้าคนไหนรับช่วงสินค้าต่างแดนได้คราวละมากๆ เช่นเรา? การค้านี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกันโดยแท้ เหตุใดจู่ๆ ถึงได้... หึๆ
พูดตามตรง เราเคยมีสัญญาร่วมกันไว้นะขอรับ!"
เมื่อเห็นฝูลี่เพียงแต่ยิ้มละไมอย่างเนิบช้า เติ้งไป๋อวี๋ยิ่งขุ่นเคือง
น้ำเสียงจึงเริ่มเย็นชาขึ้น "จะเอาอย่างไรก็ขอคำตอบที่ชัดเจนเถิด!
พวกเราจะได้ไม่ต้องมาคอยรบกวนท่านให้รำคาญใจอีก!"
ฝูลี่ทอดถอนใจยาว พลางแบมือยิ้มอย่างอ่อนใจ
"ในเมื่อพวกท่านก็รู้ว่าเป็นเรื่องลำบากใจที่จะเอ่ย แล้วจะถามไปไย? ข้าขอเตือนว่าอย่าถามต่อเลยจะดีกว่า!
ส่วนเรื่องสัญญานั้น... พวกท่านคิดจะยกเรื่องนี้มาบีบคั้นข้าจริงๆ หรือ
ท่านมั่นใจหรือว่าจะชนะความข้าได้?"