วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1381 ไส้ศึก

 

        บทที่ 1381 ไส้ศึก

เหลียนฟางโจวยิ้มบางพลางรับคำ "ได้" สั้นๆ

คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ รุ่งเช้าหลี่ฟู่ก็กรีฑาทัพหนึ่งหมื่นนายมุ่งหน้าสู่เมืองเซวียนถงซึ่งอยู่ใกล้กับหลางฉีที่สุด เมืองนี้มีด่านเซวียนถงที่แข็งแกร่ง พอจะใช้สกัดกั้นทัพกบฏมิให้รุกขึ้นเหนือได้

เหล่าขุนนางบริหารต่างระงับงานส่วนตัวทั้งหมด หันมาทุ่มเทให้กับการประสานงานคลังเสบียงและยารักษาโรคเพื่อสนับสนุนแนวหน้า

อีกด้านหนึ่งก็ออกประกาศปลอบขวัญราษฎรและเพิ่มเวรยามลาดตระเวน เพราะตราบใดที่เมืองหนานไห่ยังสงบ หัวเมืองอื่นย่อมไม่กล้าก่อจลาจล!

เหลียนฟางโจวเองก็มิได้นิ่งเฉย นางส่งคนไปแจ้งผู้อาวุโสตระกูลเล่อเจิ้ง ขอให้ท่านในฐานะประธานสมาคมการค้าหนานไห่เรียกประชุมเหล่าพ่อค้า เพื่อกำชับให้ประกอบอาชีพโดยสุจริตในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ห้ามฉวยโอกาสกักตุนสินค้าหรือปล่อยข่าวลือให้ชาวบ้านแตกตื่นเด็ดขาด

เมื่อทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจ เมืองหนานไห่จึงสงบนิ่งไร้ความวุ่นวาย ผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนข่าวการกบฏที่หลางฉีนั้น กลายเป็นเพียงหัวข้อสนทนาฆ่าเวลาในโรงน้ำชาเท่านั้น

ทางด้านเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่คาดการณ์ไม่ผิด การก่อจลาจลครั้งนี้เกี่ยวพันกับเหลียงจิ้นอย่างลึกซึ้ง

 

ย้อนกลับไปในคืนที่เหลียงจิ้นหนีเอาตัวรอดมาเพียงลำพัง เขาพุ่งตรงไปยังเผ่าเฮยหลีที่หลางฉีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

เดิมทีเผ่าเฮยหลีและเผ่าพันธมิตรเตรียมจะยกพวกก่อกบฏในอีกสามวันให้หลัง เพื่อล่อหลี่ฟู่มาสังหารล้างแค้น

แต่เมื่อเหลียงจิ้นมาถึง เขาได้เกลี้ยกล่อมให้พวกนั้นยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน เพื่อวางแผนให้รอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้นก่อนจะเริ่มลงมือ

เขาคาดไม่ถึงเลยว่า หลี่ฟู่จะอาศัย "ส่วนต่างของเวลา" เพียงสามวันนั้น พลิกชะตากรรมของตระกูลเหลียงไปอย่างสิ้นเชิง!

หากหลี่ฟู่ไม่ได้ลงมือกับตระกูลเหลียงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ พอข่าวการกบฏที่หลางฉีแพร่มาถึงหนานไห่ หลี่ฟู่ย่อมต้องพะว้าพะวังกับการศึกจนไม่มีสมาธิมาจัดการตระกูลเหลียง และเมื่อนั้นตระกูลเหลียงต่างหากที่จะเป็นฝ่ายรุมกินโต๊ะเขา!

เพราะเหตุนี้ นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงจึงปักใจเชื่อว่าทางการจะล้อมบ้านไว้ได้ไม่กี่วันก็ต้องถอยไปเอง พวกเขาจึงชะล่าใจจนถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวจนหมดทางสู้!

มิเช่นนั้น ด้วยกำลังของตระกูลเหลียงที่คัดเลือกและฝึกฝนเหล่ายอดฝีมือมาอย่างดี ซึ่งมีเขี้ยวเล็บเหนือกว่าพวกมือปราบทั่วไปหลายขุม (หรือแทบจะทัดเทียมกับทหารเสือของหลี่ฟู่ด้วยซ้ำ) หากเกิดการปะทะกันขึ้นจริงๆ อย่างน้อยก็น่าจะถ่วงเวลาได้นานพอที่คนในตระกูลจะไม่ต้องพ่ายแพ้ยับเยินเช่นนี้...

 

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เหลียงจิ้นก็แค้นจัดจนแทบกระอักเลือด

ทั้งบิดา ท่านอา และตัวเขา... ล้วนแต่พลาดท่าเพราะความประมาท!

หลี่ฟู่จะส่งคนมาล้อมตระกูลเหลียงโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร? ตอนนั้นเขาควรจะเฉลียวใจให้เร็วกว่านี้!

ทว่า... มาตีโพยตีพายเอาตอนนี้จะมีประโยชน์อันใด? เขาทำได้เพียงเฝ้ารอให้หลี่ฟู่เร่งรุดมาที่หลางฉีเพื่อพบจุดจบ!

ยามนี้ที่หลางฉีมิได้มีเพียงนักรบเผ่าเฮยหลีและไป๋อี๋ที่บ้าดีเดือดรอต้อนรับหลี่ฟู่เท่านั้น แต่ยังมีกองกำลังยอดฝีมืออีกหกร้อยนายที่เขาดึงตัวมาจากเหมืองเหล็กอีกแห่งหนึ่งด้วย...

ทัพของหลี่ฟู่ควบตะบึงทั้งวันคืน หยุดเพียงชั่วครู่เพื่อดื่มน้ำและกินเสบียงกรังเท่านั้น หลังผ่านไปหนึ่งคืนกับสองวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองเซวียนถง

กองทัพตั้งค่ายอยู่นอกเมือง หลี่ฟู่สั่งการวางกำลังป้องกันเสร็จสรรพ จึงนำเหล่าขุนพลและหลัวจวี่เซิ่งเข้าเมือง โดยมีนายอำเภอเซวียนถงนามว่าจางยงนำเหล่าบริวารออกมาต้อนรับ

เรือนหลังของที่ว่าการถูกจัดเตรียมไว้เป็นที่พักของหลี่ฟู่ หลังจากชำระล้างร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าพลางจิบชาร้อนเพียงครู่เดียว เขาก็เรียกนายอำเภอจางเข้าพบเพื่อรายงานสถานการณ์ศึก

นายอำเภอจางเมื่อเห็นใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลพากองหนุนมาด้วยตนเอง ภูเขาที่หนักอึ้งอยู่ในอกก็ยกออกไปจนหมดสิ้น รู้สึกตัวเบาหวิวราวกับกระดูกลดน้ำหนักไปหลายชั่ง!

เมื่อถูกถาม เขาจึงรีบประสานมือตอบ "เรียนใต้เท้า ตั้งแต่พวกกบฏยึดอำเภอเฮ้อได้ก็สงบเสงี่ยมลงมาก ข้าน้อยส่งคนไปสืบข่าวดู ดูเหมือนพวกมันกำลังหยุดทัพพักผ่อนอยู่กับที่ขอรับ! ยามนี้เมื่อพวกมันรู้ว่าใต้เท้านำทัพมาเอง เกรงว่าคงขวัญหนีดีฝ่อจนไม่กล้ารุกคืบมามากกว่านี้แล้ว!"

หลี่ฟู่หาได้ใส่ใจในคำเยินยอ เขาซักถามถึงสภาพการณ์ในเมือง ทั้งเรื่องขวัญกำลังใจของราษฎร ความซื่อสัตย์ของเหล่าพ่อค้า รวมถึงการจัดการผู้อพยพที่หนีมาจากอำเภอเฮ้อและฟู่ฉือ เพียงไม่กี่ประโยคนายอำเภอจางก็เริ่มเหงื่อตก

สีหน้าของหลี่ฟู่พลันมืดครึ้ม เขาโบกมือปัดอย่างรำคาญแล้วกล่าวเรียบๆ "กบฏเผ่าคนเถื่อนที่เป็นเพียงเศษเดนรวมตัวกันจะสลักสำคัญอะไรนัก? เจ้าที่เป็นข้าราชการพ่อเมืองกลับลนลานจนเสียกิริยา แม้แต่งานในหน้าที่ตนเองยังหลงลืมว่าควรทำอย่างไร! เรื่องทัพเจ้าไม่ต้องยุ่งอีก ไปจัดการปลอบขวัญราษฎรและดูแลผู้อพยพให้ดี... ถอยไป!"

นายอำเภอจางราวกับยกภูเขาออกจากอก ไม่กล้าเอ่ยปากมากความ รีบรับคำแล้วล่าถอยไปทันที

หลี่ฟู่เร่งกลับไปยังค่ายทหาร นำตัวผู้นำทางสองคนที่หามาเป็นพิเศษมาปรึกษาหารือกับหูต้าไห่และหลัวจวี่เซิ่ง พร้อมทั้งส่งหน่วยสอดแนมออกไปสืบข่าวนอกเมือง ทุกอย่างดำเนินไปท่ามกลางความตึงเครียด

กลางดึกคืนนั้น บนเส้นทางลับสายหนึ่งใกล้ค่ายทหาร เงาร่างหนึ่งย่องแฝงกายมาด้วยท่าทีระแวดระวัง มันมองซ้ายแลขวาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะหยิบนกพิราบสื่อสารที่คลุมด้วยผ้าดำออกมาจากแขนเสื้อกว้างแล้วโยนขึ้นฟ้า นกพิราบกระพือปีกเตรียมโผบินสู่ที่สูง

ทันใดนั้น นกพิราบตัวดังกล่าวกลับคล้ายชนเข้ากับบางอย่างจนส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเพ่งมองดูจึงเห็นตาข่ายขนาดใหญ่ติดลูกตุ้มเหล็กพุ่งมาจากที่ใดมิอาจทราบได้ เข้าคลุมร่างนกพิราบไว้อย่างหนาแน่น!

น้ำหนักของลูกตุ้มเหล็กดึงตาข่ายจมลง เพียงพริบตาเดียวนกพิราบตัวนั้นก็ถูกลากตกลงสู่พื้น ดิ้นรนกระพือปีกส่งเสียงร้องอย่างสิ้นหวัง

หลัวจวี่เซิ่งอุทานแผ่วเบาด้วยความตกใจ หน้าถอดสีจนเป็นสีขาวซีด เมื่อรู้ตัวว่าต้องรีบหนีก็ไม่ทันการเสียแล้ว

ภายในกระโจมแม่ทัพ หลัวจวี่เซิ่งถูกมัดมือไพล่หลังไว้อย่างแน่นหนา เขานอนคุกเข่าต่อหน้าหลี่ฟู่ด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก

หลี่ฟู่อ่านข้อความในกระดาษที่ผูกติดขาพิราบอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นให้หลัวจวี่เซิ่ง "ท่านผู้ช่วยเจ้าเมือง... ท่านยังมีอะไรจะกล่าวอีกหรือไม่?"

หลัวจวี่เซิ่งสั่นสะท้านไปทั้งร่างพลางละล่ำละลัก "ใต้เท้า! ผู้น้อยถูกใส่ร้ายนะขอรับ! ลูกเมียของผู้น้อยถูกพวกมันจับตัวไว้ หากผู้น้อยไม่ทำตาม พวกเขาก็ต้องตาย! ผู้น้อย... ผู้น้อยจำใจจริงๆ ขอรับ!"

"เช่นนั้นรึ!" หลี่ฟู่แค่นหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน "เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กอมมือที่หลอกได้ง่ายๆ งั้นรึ? เหตุผลนี้ช่างดูดีเหลือเกิน! หากข้าไม่เห็นใจเจ้า ก็ดูเหมือนข้าจะเป็นคนไร้น้ำใจสินะ?"

หลัวจวี่เซิ่งใจสั่นวาบ ก้มหน้าลงต่ำ "ผู้น้อย... มิกล้าขอรับ!"

หลี่ฟู่พ่นลมหายใจเบาๆ พลางเลิกคิ้ว "ปากบอกมิกล้า แต่ในใจคงมิได้คิดเช่นนั้น! เอาเถอะ! ในเมื่อเจ้าลำบากใจถึงเพียงนี้ อย่างไรเสียเราก็เคยเป็นเพื่อนข้าราชการด้วยกัน ข้าคงใจจืดใจดำเกินไปไม่ได้! ข้าจะปล่อยเจ้าไปเดี๋ยวนี้ กลับไปที่หลางฉีเพื่อพบหน้าครอบครัวเจ้าเสียเถอะ! ทหาร... แก้มัดให้เขา จัดม้าให้หนึ่งตัว แล้วให้เขาไปได้!"

หลัวจวี่เซิ่งชะงักไป เขาถามอย่างไม่เชื่อหู "ใต้เท้า... นี่ ท่าน—"

เดิมทีเขาคิดว่าเมื่ออยู่ในเงื้อมมือหลี่ฟู่ หากไม่ตายก็คงถูกทรมานเจียนตาย แต่คิดไม่ถึงว่าหลี่ฟู่จะไม่ลงอาญา ซ้ำยังยอมปล่อยตัวไปอีก! เขาไม่เชื่อว่าตนเองจะมีโชคดีถึงเพียงนี้!

 

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1380 ก่อกบฏ

 

บทที่ 1380 ก่อกบฏ

ขณะนั้นหลี่ฟู่ยังคงพักผ่อนอยู่ในเรือนหลัง เมื่อใต้เท้าจานผู้ช่วยเจ้าเมืองเห็นสภาพสะบักสะบอมของหลัวจวี่เซิ่ง ก็นึกโยงไปถึงเหตุการณ์ในวันสารทจีนทันทีจนหน้าถอดสี เขาเร่งพยุงตัวหลัวจวี่เซิ่งขึ้นสอบถามเพียงไม่กี่คำก็ถึงกับเข่าอ่อนเกือบทรุดลงกับพื้น จึงรีบสั่งคนพาหลัวจวี่เซิ่งไปชำระล้างร่างกายพักผ่อน ส่วนตนเองกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปหาหลี่ฟู่ที่เรือนหลังด้วยความลนลาน

“เจ้าว่าอย่างไรนะ! พวกเฮยหลีสมคบคิดกับเผ่าตงซานและไป๋อี๋ก่อกบฏงั้นรึ? ตอนนี้กองโจรยึดเมืองหลางฉีรวมถึงฟู่ฉือและอำเภอเฮ้อไว้ได้หมดแล้ว! แม้แต่ใต้เท้าเจ้าเมืองหลางฉีก็ถูกพวกมันคุมตัวไว้ด้วย!” หลี่ฟู่ใจหายวูบ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง

“ใต้เท้า! ใต้เท้าหลัวผู้ช่วยเจ้าเมืองหลางฉีอุตส่าห์ตีฝ่าวงล้อมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อมาแจ้งข่าว มิผิดตัวแน่ขอรับ! ข้าน้อยให้เขาไปพักผ่อนแล้ว ท่านจะเรียกเขามาสอบถามด้วยตัวเองอีกครั้งหรือไม่” ใต้เท้าจานรีบรายงาน

“ไป! ไปพบเขาเดี๋ยวนี้!” หลี่ฟู่ผุดลุกขึ้นทันที

“ใต้เท้าขอรับ” ใต้เท้าจานท้วงขึ้น “ยามวิกาลเช่นนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใจคนจะวุ่นวาย ต้องระวังพวกฉวยโอกาสปล่อยข่าวลือสร้างความโกลาหล ข้าน้อยเสนอให้แม่ทัพเซียวจัดเวรยามลาดตระเวนให้เข้มงวดขึ้น หากพบใครกุเรื่องก่อความวุ่นวายให้จับตัวมาลงทัณฑ์ทันที!”

“ตกลงตามนั้น!” หลี่ฟู่พยักหน้าเห็นชอบ “เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ แล้วให้เซียวมู่รับหน้าที่คุมสถานการณ์!”

“รับบัญชาขอรับ!” ใต้เท้าจานประสานมือรับคำ

เมื่อหลี่ฟู่สอบถามรายละเอียดจากหลัวจวี่เซิ่งจนครบถ้วน สีหน้าเขาก็ยิ่งทวีความถมึงทึงและเงียบขรึมลงอย่างน่ากลัว

หลัวจวี่เซิ่งสะอื้นไห้พลางตัดพ้อว่า “ใต้เท้า... ท่านต้องหาทางออกโดยเร็วเถิดขอรับ! พวกคนเถื่อนพวกนั้นป่าเถื่อนไร้สัจจะ ราษฎรในหลางฉี ฟู่ฉือ และอำเภอเฮ้อต้องพบกับคราวเคราะห์มหันต์แน่ กองโจรนั่นฮึกเหิมถึงขั้นประกาศว่าจะบุกยึดเมืองหนานไห่ให้ได้ แม้ชั่วครู่ยามจะยังมาไม่ถึงที่นี่ แต่เมืองรายรอบนั้นเล่า— ใต้เท้า โปรดเร่งตัดสินใจด้วยเถิด!”

หลี่ฟู่กลับยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย “เรื่องนี้ไม่เห็นต้องคิดหาทางออกให้ยากความ! โบราณว่าทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินกั้น* กองโจรเพียงหยิบมือกลับกล้าดีนัก หึ! กล้ามาก่อกบฏในเขตปกครองของข้าถึงเพียงนี้ก็ดีเหมือนกัน! เดิมทีข้าก็หาโอกาสจะจัดการพวกมันอยู่แล้ว ถือเสียว่าเป็นจังหวะอันดี ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าพวกคนเถื่อนพวกนี้จะต่างจากพวกตงหูหรือนวี่เจินสักแค่ไหน!”

หลี่ฟู่ลุกขึ้นยืนพลางปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ใต้เท้าหลัว ท่านเดินทางมาเหนื่อยยาก ไปพักผ่อนให้เต็มอิ่มสักตื่นเถิด เรื่องอื่นไม่ต้องกังวล ข้าจะไปจัดทัพเตรียมศึกเอง!”

“ขอบพระคุณใต้เท้าที่เมตตา!” หลัวจวี่เซิ่งประสานมือคำนับ แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ทว่าแผ่นดินเกิดถูกโจรย่ำยี ญาติพี่น้องยังไม่รู้ชะตากรรม ข้าน้อยใจรุ่มร้อนดั่งไฟสุม จะข่มตาหลับลงได้อย่างไร? แม้ข้าน้อยจะไร้ความสามารถ แต่เรื่องชัยภูมิในหลางฉีข้าน้อยย่อมช่ำชองกว่าใคร จึงขอโอกาสใต้เท้าให้ข้าน้อยได้ติดตามไปรับใช้ในศึกนี้ด้วยเถิด!”

หลี่ฟู่ปรายตา มองเขาพลางนิ่งตรึกตรองครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ดี! เจ้ามีใจเช่นนี้ข้าก็เบาใจ เอาตามที่ว่าเถอะ ไปพักผ่อนเสียก่อน หากถึงเวลาที่ต้องใช้เจ้า ข้าจะให้คนไปตาม”

“ขอรับ ขอบพระคุณใต้เท้า!” หลัวจวี่เซิ่งก้มตัวประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

หลี่ฟู่สาวเท้าจากไปทันที เขาเร่งเรียกตัวหูต้าไห่ เสิ่นต้าอี้ ผางอวี้หลง รวมถึงเหล่าที่ปรึกษาและขุนนางกรมการเมืองมาประชุมด่วนเพื่อวางแผนเคลื่อนทัพปราบกบฏ

คืนนั้นกว่าหลี่ฟู่จะกลับถึงเรือนหลังก็ล่วงเข้ายามดึก เหลียนฟางโจวผล็อยหลับไปนานแล้ว นางตื่นขึ้นเพราะเสียงเคลื่อนไหวของเขา จึงขยี้ตาพลางหยัดกายขึ้นพิงหมอนพลางแย้มยิ้ม “ท่านกลับมาเสียที ข้านึกว่าคืนนี้ท่านจะอยู่โยงจนเช้าเสียแล้ว”

“เจ้าตื่นขึ้นมาทำไมกัน” หลี่ฟู่ยิ้มรับพลางประคองนางไว้ มือหนาวางลงบนบ่ามนอย่างทะนุถนอม “ก็แค่ชนเผ่าเล็กๆ ที่รวมตัวกันหลวมๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย”

เหลียนฟางโจวพยักหน้ารับคำเบาๆ นางสังเกตเห็นแววตาของเขาที่วาวโรจน์ดูฮึกเหิมเปี่ยมพลัง สีหน้าท่าทางคล้ายคนกำลังตื่นเต้นที่จะได้ออกศึกจนนางอดขำไม่ได้

หลี่ฟู่เห็นภรรยาหัวเราะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็พลอยยิ้มไปด้วย “หัวเราะอะไรน่ะ บอกข้าบ้างสิ”

“หัวเราะท่านน่ะสิ” นางเม้มปากกลั้นยิ้ม

“หัวเราะข้าหรือ?”

“ใช่!” เหลียนฟางโจวกล่าวกลั้วหัวเราะ “ข้าไม่ได้กังวลเลยสักนิด เพราะข้าย่อมรู้ดีว่าสามีข้าเก่งกาจเพียงใด แต่ท่านดูตัวเองสิ พอรู้ว่าจะได้รบก็เก็บความดีใจไว้ไม่อยู่เสียแล้ว ตอนนี้ท่านมิใช่แม่ทัพใหญ่เหมือนก่อน แต่เป็นถึงผู้ว่าการมณฑลปกครองราษฎร ต่อหน้าพวกใต้เท้าจานท่านห้ามแสดงออกเช่นนี้เชียวนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นจะถูกผู้คนเอาไปนินทาลับหลังได้”

“ข้าแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเชียวรึ?” หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้น ยิ้มแห้งๆ อย่างเขินอาย

“ชัดเจนมาก!”

“ข้าเข้าใจแล้ว” หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ ในใจคิดว่าคงต้องไปกำชับเซียวมู่และเสิ่นต้าอี้ด้วยเช่นกัน เขาจึงกล่าวต่อว่า “เป็นเพราะช่วงนี้บรรยากาศมันเงียบเหงาเกินไป พอจะได้ออกศึกทุกคนเลยตื่นเต้นกันถ้วนหน้า ดีที่เจ้าช่วยเตือนสติข้า”

เหลียนฟางโจวอดหัวเราะอีกคราไม่ได้ “จะว่าไป ไม่ว่าจะเป็นพวกหูหรือนวี่เจิน ต่างก็ป่าเถื่อนไม่แพ้กัน แต่ภูมิประเทศทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือไม่ซับซ้อนเท่าหนานไห่ สภาพอากาศที่นี่ก็พิกลนัก ทั้งสัตว์พิษแมลงร้ายและป่าอาถรรพ์พรรค์นั้น... พวกท่านต้องระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำกระหายน้ำ เอ้อ... เรื่องพวกนี้พวกท่านย่อมมีคนรู้งานอยู่แล้ว ข้าก็แค่เป็นห่วงจนอดบ่นไม่ได้ ท่านห้ามรำคาญข้านะ”

หลี่ฟู่เอ็นดูนางนัก เขาเกุมมือนางไว้พลางเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้าจะรำคาญเจ้าได้อย่างไร? ที่เจ้าเตือนมาข้าล้วนจดจำใส่ใจทั้งสิ้น”

หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันอบอุ่น ทั้งคู่สบตาและยิ้มให้กัน

นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความลังเล “หลังจากท่านกลับมาจากหลางฉีได้ไม่นาน ที่นั่นก็เกิดกบฏขึ้นทันที ส่วนเหลียงจิ้น... เขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าเชื่อว่าท่านเองก็คงคิดได้เหมือนกันว่า กบฏครานี้ส่วนใหญ่ต้องมีเขาอยู่เบื้องหลังแน่...”

“ฟางโจว!” หลี่ฟู่กดเสียงต่ำลง “เจ้าอย่าคิดมากเลย เหลียงจิ้นคนนี้รนหาที่ตายเอง!”

เหลียนฟางโจวนิ่งเงียบไป

หลี่ฟู่ทอดถอนใจเงียบๆ ก่อนจะฝืนยิ้มปลอบ “วางใจเถอะ ข้าเคยบอกแล้วว่าข้าจะไม่ยอมให้เจ้าติดค้างอะไรเขา ดังนั้น... ข้าจะจงใจไว้ชีวิตเขาครั้งหนึ่ง”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “หากเป็นเมื่อก่อน แม้ท่านไม่พูดข้าก็คงขอร้องท่านเช่นนั้น แต่ตอนนี้... เขาปลุกปั่นเผ่าเฮยหลีและไป๋อี๋ให้ก่อกบฏ ก่อสงครามตามใจชอบ ไม่รู้ว่าต้องมีคนตายไปเท่าไหร่ ครอบครัวต้องแตกแยกและบ้านเรือนต้องวอดวายเพียงใด บุญคุณความแค้นส่วนตัวของข้าจะหนักแน่นเท่าความเดือดร้อนของบ้านเมืองได้อย่างไร? หากท่านเผชิญหน้ากับเขา ไม่จำเป็นต้องไว้ไมตรี รีบสังหารเขาให้เร็วที่สุดย่อมเป็นผลดีต่อการปราบกบฏ! คนผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว วรยุทธ์ก็ไม่ธรรมดา หากขาดเขาไป เผ่าต่างๆ อาจจะรวมตัวกันไม่ติด และคงไม่สามารถวางแผนรับมือท่านได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้”

หลี่ฟู่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เห็นความสับสนและจนใจที่ซ่อนอยู่ข้างใน เขาจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “ตกลง ข้าจะทำตามที่เจ้าว่า แต่เจ้าก็ต้องรับปากข้าอย่างหนึ่ง ต่อไปห้ามเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก และห้ามรู้สึกผิดเด็ดขาด!”

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1379เจ็ดทวารเชื่อมวิญญาณ

 

บทที่ 1379เจ็ดทวารเชื่อมวิญญาณ

“คุณชายน้อย!” ม่อเว่ยเห็นสาวใช้ที่เดินตามหลังพากันกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที

โกรธจัดจนเกือบลนลาน “เจ้านี่มันพูดอะไรมั่วซั่ว!”

เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะคิกออกมา “ลูกข้าหรือ? เขาไม่เคยพูดจาเหลวไหล ทุกคำล้วนเป็นข้อเท็จจริง คุณชายม่อ หากท่านมีคำอธิบายต่างออกไป ก็พูดมาเถิด ข้ายินดีฟัง”

ดวงตาของซวี่เอ๋อร์เปล่งประกายขึ้นทันใด เขาโผเข้ากอดมารดาอย่างดีใจ ร้องเสียงใสว่า “ท่านแม่ดีที่สุดเลย! ท่านแม่ไม่เคยสงสัยว่าข้าโกหก!”

“ซวี่เอ๋อร์!” หลี่ฟู่รีบดึงเขากลับมาด้านตัวเอง กลัวว่าลูกจะเผลอไปชนท้องของภรรยาเข้า

“……” ม่อเว่ยอ้าปากจะพูด จะให้พูดยังไงดี? พูดไปก็มีแต่ขายหน้าทั้งนั้น! คนในครอบครัวนี้…ก็สมแล้วกับคำที่ว่า “ไม่ใช่คนในเรือน ย่อมไม่เข้าประตูเดียวกัน” แม้แต่ฮูหยินหลี่ผู้นี้ก็ไม่ใช่หญิงธรรมดา!

“ข้า...ข้าแค่…”

ม่อเว่ยพูดตะกุกตะกัก ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกขายหน้า!

หลี่ฟู่ปรายตามองต้นไม้เจ้าปัญหา

แล้วหันมามองลูกชาย ก่อนจะหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความเข้าใจ

เขาหันไปยิ้มกับเหลียนฟางโจว “เมียรัก ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่า ลูกเรานั้นเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ เจ็ดทวารเชื่อมวิญญาณ หู ตา จมูก ลิ้น ไวกว่าคนทั่วไป เจ้าลองเดาดูสิ?”

ม่อเว่ยขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างสว่างวาบขึ้นมาในหัว อย่างนี้นี่เอง! เขาก็ว่าอยู่แล้ว—วิชาซ่อนตัวของเขาไม่มีทางมีช่องโหว่! ต่อให้มี ก็คงไม่ใช่เด็กตัวแค่นี้ที่หาเจอได้ง่ายๆ แบบนั้น!

ที่แท้...ไม่ใช่เขาผิดพลาด แต่เป็นเพราะเด็กนี่พิเศษเกินไปต่างหาก!

ทันใดนั้น ความมั่นใจของม่อเว่ยกลับคืนมาเต็มเปี่ยม

ความหงุดหงิดหม่นหมองก่อนหน้าก็หายไปหมดสิ้น

แต่ก็อดรู้สึกอับอายไม่ได้ ทำไมข้าถึงไม่ถามให้ชัดก่อนค่อยลงมือเล่า!

ถ้ารู้แต่แรกว่าเด็กนี่ “เจ็ดทวารเชื่อมวิญญาณ”

เขาจะใช้วิธีทดสอบงี่เง่าแบบนั้นหรือ? เสียหน้าเปล่าๆ!

เหลียนฟางโจวอุทาน “โอ๊ะ? งั้นอย่าเพิ่งบอกข้า! ให้ข้าลองเดาก่อน!

 อืม...ข้าจำได้ว่าคราวก่อนเจ้าก็เคยถามซวี่เอ๋อร์เหมือนกัน…”

จู่ๆ นางก็หัวเราะ

“อ้อ! ข้านึกออกแล้ว! หรือว่าท่านหมั่นไส้ที่ลูกข้าเจอท่านได้ในทีเดียว

เลยอยากลองอีกสักรอบเพื่อเอาชนะ?”

“แม่นางของข้ายังฉลาดเหมือนเคย! วาจาเดียวก็แทงใจดำ!” หลี่ฟู่ตบมือหัวเราะร่วน

เห็นสองสามีภรรยาร่วมมือกันล้อเลียนตนเองอย่างเมามัน ม่อเว่ยก็แค่นเสียง “ฮึ!” หนักๆ หนึ่งที ก่อนประสานมือคารวะ

“ขอตัว!”

แล้วหมุนตัวจะจากไปทันที

“เดี๋ยวก่อน!”

เสียงของหลี่ฟู่ดังขึ้น แฝงรอยยิ้ม แต่แฝงความหมายบางอย่าง “ลูกข้าลงแรงเล่นซ่อนหากับท่านตั้งนาน ท่านคิดจะไปดื้อๆ อย่างนี้หรือ?

ท่านม่อก็ใช่ย่อยในดินแดนหนานไห่

ถ้าใครรู้ว่าเล่นตุกติกใส่เด็กที่ยังไม่รู้อะไรเลย มันฟังดูไม่ค่อยดีนักนะ ท่านว่าไหม?”

“เจ้า—” ม่อเว่ยชะงัก ถอนหายใจเย็นชา “ไม่ทราบใต้เท้าหลี่ต้องการอะไร?”

หลี่ฟู่ไม่ตอบ

แต่หันไปถามภรรยาแทน “เมียรัก เจ้าคิดว่าอย่างไรดี?”

เหลียนฟางโจวปรายตามองม่อเว่ย

ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว! งั้นก็ให้คุณชายม่อ

สอนวิชาตัวเบา ของตนให้ลูกข้าเป็นไง?”

นางหัวเราะเบาๆ

“ข้าว่าวิชาตัวเบาของเขาน่าจะยังไม่เก่งเท่าลูกเราหรอกนะ!”

หลี่ฟู่หัวเราะเบาๆ ในใจก็คิดว่า...ภรรยาของเขานั้นไม่เคยยอมเสียเปรียบใครจริงๆ! สำหรับนักฆ่าแล้ว หากวิชาตัวเบาไม่ดี—ก็เท่ากับอยู่ใกล้ความตาย!

และสำหรับม่อเว่ยที่ติดอันดับสามของยอดฝีมือทั่วหล้าในสายนี้ จะไม่ต้องพูดก็รู้ว่าวิชาตัวเบาของเขาร้ายกาจเพียงใด!

ไม่ทันที่หลี่ฟู่จะพูดอะไร ซวี่เอ๋อร์ก็ตาโตขึ้นด้วยความตื่นเต้น “วิชาตัวเบา? ท่านพ่อ คนร้าย—เอ่อ...ท่านลุงคนนี้ วิชาตัวเบาเก่งมากจริงๆ เหรอ? ท่านลุง! ขอให้ท่านสอนข้าด้วยเถอะ!”

ว่าแล้วก็เดินเข้ามายกมือประสานคารวะโค้งตัวอย่างจริงจัง บนใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความหวังและความตั้งใจ

ม่อเว่ยถึงกับชะงัก จู่ๆ ก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดี

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว ยื่นมือออกมาประคองซวี่เอ๋อร์ “ได้ ข้าจะสอนเจ้าเรื่องวิชาตัวเบา แต่ข้าจะสอนแค่ครั้งเดียว เจ้าเรียนได้เท่าไหร่...ก็อยู่ที่สติปัญญาเจ้าแล้ว”

ซวี่เอ๋อร์รีบพยักหน้า ขอบคุณด้วยความดีใจ

เหลียนฟางโจวกับหลี่ฟู่สบตากันแล้วยิ้ม หลี่ฟู่หัวเราะพลางว่า “เช่นนี้ก็ดี ข้าจะไม่ถือสาเรื่องวันนี้อีก

หากวันหลังเจ้าจะเข้าเรือนใน ก็แจ้งหญิงเฝ้าประตูตรงประตูรองไว้ให้เรียบร้อย เข้าออกอย่างเปิดเผยได้เลย แต่อย่าลืม—ห้ามเข้าเวลากลางคืน! และไม่ว่าเมื่อใดก็ห้ามปีนกำแพงเด็ดขาด!”

เหลียนฟางโจบกลั้นหัวเราะไม่ไหว หลุดหัวเราะออกมา

ผ่านไปอีกเจ็ดแปดวัน เรื่องราวของสกุลเหลียงก็จัดการเรียบร้อยแล้วเกือบหมด ทรัพย์สินทั้งหมด ทั้งร้านค้า ร้านเหล้า โรงเตี๊ยม และที่ดิน ต่างก็ถูกตรวจนับและรับช่วงต่อครบถ้วน

ทรัพย์สินที่ถูกยึดก็ไม่มีอะไรต้องพูดมาก โดยทั่วไปแล้วหากไม่ใช่บ้านขุนนาง ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกส่งเข้า “คลังของทางการ” ประจำเมือง

แต่สกุลเหลียงมีสถานะพิเศษในหนานไห่ ทรัพย์จำนวนมากจึงต้องส่งขึ้นไปยังราชสำนัก

หลี่ฟู่จึงสั่งให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และข้าราชการฝ่ายทะเบียน แบ่งประเภทและตรวจสอบทีละชิ้น ของมีค่าก็จัดส่งขึ้นวังหลวงเป็นลำดับ

แน่นอน—งานนี้ไม่ง่าย ต้องดูเองกับตา ทบทวน ตรวจสอบ แล้วค่อยตัดสินใจว่าอะไรควรอยู่ในคลังเมือง อะไรควรถวายขึ้นหลวง

ของจุกจิกมีมาก งานละเอียดวุ่นวาย

ใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งถึงสองเดือนกว่าจะแล้วเสร็จ

ของที่จะส่งขึ้นเมืองหลวง ตอนนี้ได้เพียงส่งบัญชีรายชื่อไปก่อน ส่วนของจริง—คงต้องรอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

ที่ดินและร้านค้าของสกุลเหลียงมากมาย ทางการไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอจะดูแล จึงกันพื้นที่ไว้เพียงสองแปลง:

หนึ่งแปลง 2,000 ไร่ อีกแปลง 3,400 ไร่ มอบให้ค่ายทหารที่ประจำการใกล้ชานเมืองดูแล

ส่วนที่เหลือ—จัดประมูลขายต่อสาธารณะโดยทางการ

เมื่อข่าวแพร่ออกมา เหล่าตระกูลใหญ่ต่างก็แห่มา เพราะรู้ว่าราคาขายจะต่ำกว่าท้องตลาดราว2 ใน10 ส่วน

เหลียนฟางโจวก็อาศัยจังหวะนี้ กว้านซื้อร้านค้าและที่ดินไว้ไม่น้อย

สำหรับบ่าวไพร่ของสกุลเหลียง กลุ่มล่างสุด—พวกใช้สอยในบ้าน—ถูกปลดจ้างพร้อมค่าชดเชย ซึ่งจำนวนนี้มีถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมด

ระดับกลาง—พวกคนงานดูแลร้าน หรือแม่บ้านทั่วไป หากมีผู้เสียหายร้องเรียนว่าพัวพันอาชญากรรม จะอนุญาตให้ไถ่โทษด้วยเงินทอง แต่ถ้าไม่มีผู้ร้อง ทุกคนจะถูกปล่อยตัวโดยไม่มีโทษ

กลุ่มนี้มีจำนวนมากถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด

ที่เหลือ—คือตัวการคนสำคัญ

เช่นหัวหน้าคนงานระดับสูง สาวใช้คนสนิท บ่าวไพร่ที่รับใช้นายโดยตรง

ทุกคนจะต้องได้รับโทษแน่นอน ต่างกันเพียงหนักเบาเท่านั้น

 

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1378 หาคำตอบไม่พบ

 

    บทที่ 1378 หาคำตอบไม่พบ

ในฐานะมือสังหาร “บทเรียนแรก” ไม่ใช่การฆ่าคน แต่คือการ “ล่องหน”

ม่อเว่ยมั่นใจอย่างยิ่งในฝีมือการซ่อนตัว ปิดบังร่องรอยของตนเอง

และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า เขาไม่ได้หลงตัวเอง—เขามีความสามารถเช่นนั้นจริงๆ!

ที่ซ่อนบนต้นไม้แห่งนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมใดใต้ต้นไม้ เขาก็มั่นใจว่าไม่มีทางถูกมองเห็นแน่ แต่เด็กน้อยคนนั้นกลับจ้องมาที่เขาอย่างแม่นยำ

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ น้ำเสียงที่หนักแน่น ไม่ใช่คำโกหกแน่นอน!

ถ้าไม่รู้ว่าตนพลาดตรงไหน เขาก็ไม่มีวันวางใจได้

เด็กชายซวี่เอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย แล้วมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ “ก็เพราะข้าเห็นเจ้ากับตาน่ะสิ!”

“…” ม่อเว่ยถึงกับพูดไม่ออกไปอึดใจหนึ่ง ก่อนถามต่อ “เห็นได้อย่างไร?”

“ก็เห็นด้วยตาน่ะสิ จะอะไรอีกล่ะ!” เด็กชายตอบอย่างไม่สบอารมณ์

“…” ม่อเว่ยกลืนคำพูดแทบไม่ลงอีกครั้ง เขาคิดอยู่นาน แล้วพูดว่า

“ข้า...หมายถึงว่า ข้าซ่อนตัวแนบเนียนขนาดนั้น เจ้าจะเห็นข้าได้อย่างไรกัน?”

“ใครบอกเจ้าว่าเจ้าซ่อนได้แนบเนียนล่ะ? แย่มากต่างหาก! ข้ามองแวบเดียวก็เห็นแล้ว!” เด็กชายยิ่งมองเขาด้วยสายตาดูแคลนกว่าเดิม

ม่อเว่ยได้แต่เบือนหน้าหลบสายตา ยกมือขึ้นกุมขมับ แต่ยังยืนยันหนักแน่นว่า

“เจ้าจะไม่มีทางมองเห็นข้าได้! ไม่มีทาง!”

คำพูดนี้เท่ากับว่า เขากำลังสงสัยว่าเด็กชายโกหก

และสิ่งที่ซวี่เอ๋อร์รับไม่ได้ที่สุดมีอยู่สองอย่าง—คือ "ความสกปรก" และ "ถูกหาว่าโกหก"

ใบหน้าเล็กๆ ของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธ แทบจะกระโดดตัวลอย เขาร้องเสียงหลง “ก็ข้าเห็นจริงๆ นี่นา! ข้าเห็นกับตาชัดๆ! ถ้าเจ้าไม่เชื่อ งั้นเจ้าลองไปแอบอีกครั้งสิ!”

ม่อเว่ยเบิกตาเล็กน้อยด้วยความสนใจ แล้วพยักหน้าช้าๆ “ดี ข้าจะลองซ่อนอีกครั้ง ถ้าเจ้าหาข้าเจอได้ ข้า—”

เขาพูดได้แค่ครึ่งเดียว ก็ติดขัดไป ไม่รู้จะให้รางวัลอะไรถึงจะเหมาะ

“ฮึ!” เด็กชายเชิดหน้าขึ้นอย่างดูแคลน “ถ้าข้าหาเจ้าเจอ ก็แปลว่าข้าไม่ได้โกหก! ต่อไปเจ้าห้ามพูดมั่วอีก!”

ม่อเว่ยอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ ส่ายหัวพลางถอนใจ “เจ้าช่างใสซื่อเสียจริง! คิดดีแล้วหรือ? เอาแค่นั้นจริงๆ ไม่ขออะไรอย่างอื่นเลย? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการมีโอกาสขออะไรจากข้ามันยากแค่ไหน?”

“ข้าไม่ฉวยโอกาสตอนผู้อื่นลำบาก!” ซวี่เอ๋อร์เชิดคางอย่างดื้อรั้น “พ่อข้าบอกไว้ว่า คนจริงไม่ควรฉวยโอกาสยามคนอื่นตกต่ำ! แม่ข้าก็สอนให้ข้าเป็นบุรุษที่องอาจเหมือนพ่อข้า!”

ม่อเว่ยกลั้นหัวเราะไม่ไหวอีกต่อไป พลางหัวเราะลั่น “เจ้าดีกว่าพ่อเจ้าตั้งเยอะ!” พ่อเจ้าหรือ? องอาจ? ไม่ฉวยโอกาส? ข้าไม่เห็นด้วยเลยสักนิด!

หากเขาไม่ลงมือหนักลับหลัง ข้าจะบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้หรือ?

ไอ้พ่อเจ้าก็แค่ทำตัวให้ดูดี แต่จิตใจกลับต่ำช้า!

แต่คิดอีกทาง ในการต่อสู้กันนั้น ต่อให้เขาไม่เพียงแค่ทำให้ข้าบาดเจ็บ หากลงมือเอาชีวิตข้าไปเลย ข้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี...

เพราะสุดท้าย ข้าก็เป็นฝ่ายหมายเอาชีวิตภรรยาเขาก่อน!

แค่คิดว่าหลี่ฟู่ลงมืออย่างลับๆ แล้วเสแสร้งทำเป็นใจกว้าง บีบให้ข้าต้องก้มหน้าขออยู่ในจวนของเขาอย่างอับอาย ม่อเว่ยก็รู้สึกอึดอัดเหมือนมีไฟกดทับในอก!

แต่ซวี่เอ๋อร์จะรู้เรื่องในใจเขาได้อย่างไร เด็กน้อยส่ายหน้าอย่างจริงจัง “เจ้าพูดผิดแล้ว! ข้ายังห่างจากพ่อข้าอีกมาก!

พ่อข้าเก่งที่สุดในใต้หล้า! ข้ายังต้องพยายามอีกมาก กว่าจะไล่ตามเขาทัน!”

“ฮึ!” ม่อเว่ยแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน เขาหงุดหงิดกับคำพูดนี้อย่างบอกไม่ถูก

ถามกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “จริงเหรอ? ใครเป็นคนพูดคำนี้?”

“แม่ข้า!” ซวี่เอ๋อร์ตอบเสียงดังฟังชัด

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

“…”

ม่อเว่ยเริ่มรู้สึกว่า การพูดคุยกับเด็กนี่ไม่ต่างจากคุยกับกำแพง พ่อมันก็จิตใจโหดเหี้ยมเจ้าเล่ห์ ลูกมันก็ดูภายนอกเหมือนใสซื่อไร้เดียงสา แต่ที่จริงก็ช่างเจนโลกจนน่าตกใจ ไม่เสียแรงที่เป็นพ่อลูกกันจริงๆ!

ม่อเว่ยถอนใจหนึ่งเฮือก “หันหลังไปสิ นับถึงสิบ แล้วค่อยหันกลับมา หาให้เจอว่าข้าอยู่ตรงไหน!”

ในเมื่อคุยกันไม่ได้ ในเมื่อพูดมากยิ่งทำให้โมโห จะมัวเสียเวลาทำไม?

ซวี่เอ๋อร์ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม เพียง “อ้อ” เบาๆ แล้วหมุนตัวกลับไปอย่างว่าง่าย จากนั้นก็เริ่มนับ “หนึ่ง สอง สาม...” อย่างซื่อสัตย์

พอนับถึงสิบ เขาก็หันกลับมา สายตาตรงไปยังพุ่มไม้หนาทึบของต้นไม้ใหญ่ เพียงแค่กวาดมองแวบเดียว สายตาก็จับจ้องไปยังจุดหนึ่ง “ข้าเห็นเจ้าแล้ว! ลงมาได้แล้วล่ะ!”

มุมมองจากที่สูงมองลงต่ำ ย่อมเห็นชัดกว่ามาก ม่อเว่ยมองตามสายตาของซวี่เอ๋อร์ ก็พบว่าเขามองมายังทิศที่ตนเองอยู่จริงๆ

เขาทั้งตกใจ ทั้งโกรธ ทั้งหงุดหงิด

คิดว่าเด็กนั่นคงแค่เดาแม่นเข้าเป้า

จึงรีบกลั้นลมหายใจ ซ่อนลมหายใจ แล้วอาศัยจังหวะลมพัดผ่านกิ่งไม้ให้เสียงใบไม้ไหวซ่า รีบขยับเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว—แต่ก็ยังไม่ยอมออกมา

ไม่คิดเลยว่า—พอลมสงบ สายตาของซวี่เอ๋อร์ก็ตามเขาไปเป๊ะ พร้อมกับพูดเสียงไม่พอใจว่า “เจ้านี่ขี้โกงจริงๆ! แอบเปลี่ยนที่อยู่!”

ม่อเว่ยแทบอยากฟาดหน้าผากตัวเอง ผิดหวังจนบรรยายไม่ถูก—เขาฝึกวิชาซ่อนตัวมานานนับปี แต่ต่อหน้าเด็กนี่กลับเหมือนเล่นขายของ! จะไม่ให้เสียหน้าขนาดหนักได้ยังไง!

ม่อเว่ยลอบเหินตัวลงจากต้นไม้ สีหน้าไม่สบอารมณ์ กัดฟันกล่าว “เอาอีกครั้ง! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะมีตาวิเศษจริงๆ!”

“เจ้าช่างเด็กจริงๆ เลยนะ!”

ซวี่เอ๋อร์กลับทำหน้าราวกับไม่อยากเล่นด้วยอีกแล้ว ส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย “การละเล่นแบบนี้ไม่น่าสนใจสักนิด เจ้าน่ะผิดคำพูด! ควรไปได้แล้ว!”

“…” ม่อเว่ยเส้นเลือดปูดกลางหน้าผาก แทบจะสำลักเลือดด้วยความคับแค้น จ้องซวี่เอ๋อร์เขม็ง แต่ก็พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

โมโหจนแทบจะระเบิด!

“ซวี่เอ๋อร์!” เสียงหญิงสาวอ่อนโยนชวนอบอุ่นดังขึ้นจากด้านหลังไม่ไกล ซวี่เอ๋อร์หันไปเรียกเสียงใส

“ท่านแม่! ท่านพ่อ!”

แล้วรีบวิ่งตรงไปหา

เป็นหลี่ฟู่ที่หาเวลาว่างพาภรรยาออกมาเดินเล่นในสวน

ม่อเว่ยเงยหน้าขึ้นมองบุคคลเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือสตรีวัยราวยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อคลุมผ้าระยิบระยับสีเหลืองอ่อนปักดอกอี้หลานสีขาว กับกระโปรงจีบสีส้มอ่อนที่เอว

หน้าท้องของนางนูนเล็กน้อย แสดงว่ากำลังตั้งครรภ์

เรือนผมดำขลับถูกรวบขึ้นม้วนผูกเป็นทรงกระจุก

เสียบปิ่นทองลายผลทับทิมฝังอัญมณีแดงฟ้า ตุ้มหูมุกห้อยแกว่งไกวอยู่สองข้างขับให้ลำคอขาวผ่องดูยิ่งอ่อนช้อย ใบหน้าเป็นทรงรูปไข่ ตาคมดั่งน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ยามยิ้มเผยความอ่อนโยนละมุน

ทว่าเมื่อกระพริบตาเบาๆ กลับแฝงแววเฉียบคมในพริบตาเดียว ชัดเจนในทันใด—สตรีผู้นี้... ไม่ธรรมดา!

ชั่วพริบตานั้น ม่อเว่ยเกิดความรู้สึกประหลาดในใจ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว—เขา...ไม่ควรฆ่านาง!

หรือจะพูดอีกอย่างคือ—สตรีผู้นี้ ไม่ควรตายเช่นนี้!

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดสาวใช้คนนั้นถึงได้ยอมเอาตัวเองเข้าขวางแทน... แม้จะต้องตายก็ตาม

ม่อเว่ยไม่เคยเชื่อว่ามีใครยอมตายเพื่ออีกคนได้อย่างสมัครใจ แต่ในพริบตานั้น เขากลับรู้สึกว่า...มันไม่ใช่เรื่องไม่น่าเชื่ออีกต่อไป

“มีอะไรกันหรือ?” เหลียนฟางโจวจับมือซวี่เอ๋อร์ไว้ เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม พลางปรายตามองม่อเว่ยเล็กน้อย

ม่อเว่ยก้าวเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงซวี่เอ๋อร์กำลังฟ้องบิดามารดาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ทั้งบิดเบือนความจริงไปหมด “ก็เจ้าคนร้ายคนนี้แหละ มารบกวนข้าฝึกกระบี่! ปีนขึ้นต้นไม้ชวนข้าเล่นซ่อนหา

ข้าหาเขาเจอแล้ว เขาก็เปลี่ยนที่ซ่อนอีก!”