วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1376 – นักฆ่า “ม่อเว่ย”

 

บทที่ 1376 – นักฆ่า “ม่อเว่ย”

หลี่ฟู่ยกมือขึ้น ห้ามลั่วกว่างและคนอื่น ๆ ที่กำลังจะพูด แล้วหันไปทางบุรุษในชุดครามเข้มที่นั่งอยู่บนพื้น กล่าวเสียงเรียบว่า

“หากข้าเดาไม่ผิด ท่านคือ ‘ม่อเว่ย’ มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานใช่หรือไม่?

แม้เจ้าจะเป็นนักฆ่า แต่ชื่อเสียงก็ยังพอมีอยู่บ้าง ครั้งนี้ข้ายอมปล่อยเจ้าไป หวังว่าเจ้าจะรู้จักประพฤติตนให้ดี!”

ลั่วกว่างและคนอื่น ๆ อุทานออกมาเบา ๆ สีหน้าพลันซีดเผือด

ชื่อของม่อเว่ย เขาก็เพิ่งเคยได้ยินหลังจากมาถึงมณฑลหนานไห่ไม่นาน ทว่า หากสามารถรั้งตำแหน่งมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานให่ และอันดับสามของใต้หล้าได้จริง

ก็แสดงว่าฝีมือมิใช่ธรรมดาแน่นอน!

คิดไม่ถึงเลยว่าคนสกุลเหลียงจะลงมือรวดเร็วขนาดนี้ ยังเตรียมแผนรับมือถึงขั้นลอบจ้างนักฆ่าเช่นนี้มาด้วย!

แต่ด้วยสถานะเช่นนี้ ก็ยิ่งไม่ควรปล่อยเขาไปเด็ดขาด! แล้วนายท่านกำลังคิดอะไรกันแน่—

ม่อเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วกล่าว “สายตาท่านแม่ทัพช่างเฉียบแหลมนัก! แต่ว่าข้าแพ้แล้ว ก็จะไม่จากไป ไม่เช่นนั้น จะไม่เท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงที่ท่านแม่ทัพเพิ่งกล่าวชมอย่างนั้นหรือ? ข้าน่ะนะ ยังทำเรื่องขายหน้าต่อวงการตนเองไม่เป็นหรอก!”

ลั่วกว่างและพวกถึงกับตะลึงอีกรอบ

ต่างคนต่างสบตากัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ นักฆ่าคนหนึ่งกับเหยื่อของการลอบสังหาร คนหนึ่งดันจะให้ไป อีกคนกลับยืนกรานจะอยู่

ฟังดูยังไง ๆ มันก็แปลกเกินไปแล้ว!

หลี่ฟู่มองเขาแน่นิ่ง ไม่กล่าวอะไรอีก

ม่อเว่ยกระตุกมุมปากเล็กน้อย แล้วถามว่า “สาวใช้เมื่อคืน เป็นอย่างไรบ้าง?”

หลี่ฟู่แค่นเสียงเย็น “ต้องขอบคุณเจ้านั่นล่ะ ยังไม่ฟื้น!”

ม่อเว่ยล้วงเอาขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ “เด็กคนนั้น คงกำลังมีไข้สูงใช่หรือไม่? ยานี่มีสรรพคุณลดไข้เป็นเลิศ! แน่นอน ถ้าท่านแม่ทัพไม่เชื่อ จะโยนทิ้งก็สุดแล้วแต่!”

หลี่ฟู่ส่งสัญญาณตาให้ทหารข้างกาย ทหารผู้นั้นก็รีบรับขวดกระเบื้องเคลือบมาด้วยความระมัดระวัง แล้วยื่นส่งให้

หลี่ฟู่เหลือบตามองเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบว่า “ดี เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ต่อเถอะ แต่เจ้าต้องให้สัตย์ปฏิญาณ อย่าได้คิดเล่นตุกติกใด ๆ ไม่เช่นนั้น เจ้าจะไม่มีวันเป็นนักฆ่าได้อีกเลย!”

นักฆ่าที่ไม่อาจเป็นนักฆ่าได้อีกต่อไป ย่อมต้องเผชิญการล่าไม่รู้จบ หนีรอดได้ครั้งหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะหนีรอดได้ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม สุดท้าย ย่อมไม่มีทางจบลงด้วยดี!

“ได้ ข้าสาบาน!” ม่อเว่ยกระตุกมุมปากกล่าว

หลี่ฟู่จึงหันไปสั่งลั่วกว่างว่า “ไปเรียกคนสองคน พาเขาไปที่เรือนหน้า จัดที่พักให้ แล้วให้ พ่อบ้านเสี่ยวเฉียน’ เป็นผู้ดูแล ให้เขาจัดอาหารสามมื้อและดูแลความเป็นอยู่ทั่วไปก็พอ”

“รับทราบ นายท่าน!” ลั่วกว่างคารวะ รับคำ แล้วชี้สองคนออกไปนำทางม่อเว่ยทันที

ม่อเว่ยมองหลี่ฟู่อย่างครุ่นคิด ก่อนจะกระตุกมุมปากอีกครั้ง แล้วเดินตามออกไป

ลั่วกว่างมองส่งเขาจนลับตาแล้วจึงกล่าวกับหลี่ฟู่ว่า

“นายท่าน ข้าจะจัดคนฝีมือดีเฝ้าติดตามเขาเงียบ ๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน

เพียงแต่ว่าคนเช่นนี้ ให้อยู่ในจวน นับว่าอันตรายไม่น้อย

เหตุใดท่านถึง...”

หลี่ฟู่หัวเราะเบา ๆ โบกมือไล่คนอื่นถอยห่าง แล้วกล่าวกับลั่วกว่างด้วยแววตาเย็นเฉียบ

“ไม่เสียแรงเป็นนักฆ่า ยังรู้จักประเมินสถานการณ์ดี ข้าแม้ไม่สังหารเขา แต่ก็ฟาดจนเจ็บสาหัส เจ้าคิดว่าฝีมืออย่างเขาตอนนี้ ยังสามารถลอบเข้าเรือนเราได้อีกหรือ?

แค่ข้าปล่อยข่าวว่าเขาบาดเจ็บหนัก ก็มีคนมากมายอยากได้หัวเขา เจ้าเองก็น่าจะเข้าใจดีว่า...ตอนนี้ เขายังจะมีที่ให้ไปอีกหรือไม่?”

“……” ลั่วกว่างถึงกับอึ้งไปทันที

เมื่อหลี่ฟู่กลับถึงเรือนใน ซวี่เอ๋อร์ก็รีบวิ่งมาหาเขาด้วยแววตาสดใส ร้องเรียกเสียงดัง “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! คนร้ายล่ะ? ท่านจับเขาได้หรือเปล่า!”

หลี่ฟู่ลูบศีรษะเขาเบา ๆ ยิ้มแล้วจูงมือเดินเข้าไป “พ่อจัดการเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าและแม่ของเจ้าได้อีก!”

“ข้ารู้อยู่แล้ว! ท่านพ่อเก่งที่สุด!”

ซวี่เอ๋อร์ร้องดีใจ ดวงตาเปล่งประกายวิบวับราวกับมีดาวน้อย ๆ อยู่ข้างใน

เหลียนฟางโจวเองก็ถอนหายใจโล่งอก เดินเข้ามาใกล้หลี่ฟู่ มองเขาแล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า

“ไม่คิดเลยว่า เขาจะเก่งกาจถึงเพียงนี้!”

หลี่ฟู่จูงมือภรรยานั่งลงที่ข้างเตียง ข้างหนึ่งจูงลูก อีกข้างกุมมือภรรยา กล่าวว่า “เขาคือ ‘ม่อเว่ย’ นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานให่ ย่อมไม่ธรรมดา!”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้! เช่นนั้นก็ไม่แปลกแล้วล่ะ!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าเข้าใจ แล้วหันไปยิ้มพูดกับอิ๋งชุนที่อยู่ด้านข้างว่า

“ชุนซิ่ง เจ้าก็ได้ยินแล้วใช่ไหม? เรื่องครั้งนี้ มิอาจโทษลั่วกว่างได้ เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดแทนเขาอีก กลับไปก็อย่าไปต่อว่าเขา เข้าใจหรือเปล่า?”

ชุนซิ่งหน้าแดง รีบคุกเข่าคำนั พลางหลบตาแย้มยิ้ม “เจ้าค่ะ บ่าวจะจำคำของฮูหยินไว้… แต่ยังไงเขาก็ผิดหน้าที่อยู่ดี…”

หลี่ฟู่มองเธอแล้วยิ้ม “คราวนี้จะโทษเขาก็ไม่ถูกนัก เขาเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยอยู่แล้ว เจ้ายังจะพูดให้เขาเจ็บใจอีกหรือ?”

เขาพูดพลางหันไปแกล้งโวยวายใส่เหลียนฟางโจว “ฮูหยิน ช่วยดูแลคนของท่านด้วย อย่ารังแกหัวหน้าทหารของข้าบ่อยนัก!”

เหลียนฟางโจวกับชุนซิ่งหัวเราะออกมาพร้อมกัน

เหลียนฟางโจวหัวเราะ “เจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะจำไว้เอง! ชุนซิ่ง เจ้าก็ช่วยรักษาหน้าหัวหน้าทหารของเจ้าไว้หน่อย อย่าทำให้เขาต้องตบปากตัวเองเพราะอายอีกล่ะ!”

ชุนซิ่งฟังทั้งสองสามีภรรยาแหย่กันก็อดเขินไม่ได้ หัวเราะตอบเบา ๆ “จริง ๆ แล้วบ่าวก็ไม่ได้ว่าอะไรเขามากนักหรอกเจ้าค่ะ เขาน่ะ โทษตัวเองยิ่งกว่าบ่าวเสียอีก…”

หลี่ฟู่ส่งขวดยาให้เหลียนฟางโจว

“ยานี้ช่วยลดไข้ได้ดีมาก ลองให้คนเอาไปให้หงอวี้ดู”

“จริงหรือ? ดีเหลือเกิน!” เหลียนฟางโจวดีใจ รีบสั่งชุนซิ่งให้นำยาไปให้

ชุนซิ่งจึงพูดขึ้น

“ให้บ่าวไปส่งเองจะดีกว่าเจ้าค่ะ ตอนเช้าบ่าวเห็นว่าอาการของนางดีขึ้นหน่อยหนึ่งแล้ว

ไข้ก็ดูไม่สูงเหมือนก่อน ถ้าได้ยานี้ อาจจะได้สติเร็วขึ้นก็ได้!”

เหลียนฟางโจวยิ้มพยักหน้า “ข้าก็หวังให้นางฟื้นเร็ว ๆ เช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ไปเองเถอะ พอยาไปถึงแล้วก็ไม่ต้องกลับมารับใช้ข้าอีกนะ

กลับบ้านไปเยี่ยมดูบ้างเถอะ!”

ชุนซิ่งเข้าใจความหมายของฮูหยินดี หน้าแดงเล็กน้อย ก่อนคุกเข่ารับคำแล้วยิ้มเดินออกไป

ด้านซวี่เอ๋อร์ยังคงเกาะติดถามหลี่ฟู่ว่าเขาจัดการเจ้าคนร้ายได้อย่างไร

หลี่ฟู่ขัดไม่ได้ จึงยิ้มเล่าให้ลูกฟังอย่างอดทน กว่าจะชวนแม่นมพาซวี่เอ๋อร์ออกไปได้ เขาจึงหันมาบอกเหลียนฟางโจวเรื่องที่ให้ม่อเว่ยอยู่ในจวน

เหลียนฟางโจวสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ชัดเจนว่านางตกใจไม่น้อย แต่ก็นับถือในการตัดสินใจของหลี่ฟู่ “ตราบใดที่ไม่มีอันตราย ข้าไม่ขัดข้อง แต่เขา… จะไม่ทำร้ายซวี่เอ๋อร์ใช่ไหม?”

“ไม่มีทาง” หลี่ฟู่ยิ้ม “ม่อเว่ยคนนี้ ข้าสืบประวัติมาแล้ว แม้เขาเป็นนักฆ่า แต่เป็นนักฆ่าที่มีหลักการ เป้าหมายของเขาคือเจ้า เขาจึงไม่คิดทำร้ายคนอื่นในจวน ไม่อย่างนั้น วันนี้ซวี่เอ๋อร์คงไม่รอดง่าย ๆ เช่นนี้หรอก เจ้าจึงไม่ต้องห่วงซวี่เอ๋อร์ แต่คนที่ข้าห่วง… คือตัวเจ้าเองต่างหาก!”

คิ้วของหลี่ฟู่ขมวดเข้าหากัน “ฟางโจว เจ้าต้องจำไว้ ต้องมีคนที่มีฝีมืออย่างน้อยสามคนติดตามเจ้าเสมอ ห้ามเกิดเรื่องขึ้นอีกเด็ดขาด!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับ “ตามที่เจ้าพูดมา ตอนนี้เขาก็เหมือนหมาจนตรอก หนีมาอาศัยอยู่ในจวนเรา หากเขาเป็นคนมีหลักการจริง ในสภาพบาดเจ็บเช่นนี้ ไม่น่ากล้าลงมือกับข้าอีก ไหนจะยังมีอิ๋งชุน พ่านเซี่ย และคนอื่น ๆ อยู่ด้วย

แม้จะไม่กล้าพูดว่าไม่มีทางผิดพลาด

แต่ก็น่าจะปลอดภัยพอสมควร เจ้าก็วางใจไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ แม้ตระกูลเหลียงจะล่มแล้ว แต่คนที่ต้องจับก็ยังจับได้ไม่หมด เรื่องเบื้องหลังยังยุ่งเหยิงอีกมาก อย่าให้ต้องเป็นห่วงข้าอีกเลย”

 

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1375 เดิมพัน

 

บทที่ 1375 เดิมพัน

คุณชายน้อยดื้อรั้นนัก ถึงกับไล่พวกอิ๋งชุนออกไปหมด อ้างว่าไม่ชินเวลามีคนอื่นนอกจากท่านพ่อคอยดูเขาเวลาฝึกกระบี่...ใครจะรู้ว่า—

“แม่นม!” ซวี่เอ๋อร์หันไปเรียกเสียงดัง กำลังจะวิ่งไปหา ทว่าเท้าเพิ่งยกได้ไม่กี่ก้าว ก็รู้สึกวูบเบา ๆ ใต้ฝ่าเท้า—

ม่อเว่ยไม่รู้มายืนตรงหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไร มือหนึ่งยกคอเสื้อเขาขึ้นเบา ๆ เหมือนยกแมวตัวหนึ่งลอยจากพื้น

“ปล่อยข้า! ปล่อยเดี๋ยวนี้!” ซวี่เอ๋อร์ทั้งดิ้นทั้งตะโกน

ม่อเว่ยไม่ตอบ หันไปยิ้มเย็นใส่แม่นม “อยากช่วยคุณชายเจ้าหรือ? ไม่ยากนัก—ตายซะต่อหน้าข้า! เจ้าตาย ข้าก็ปล่อยเขา หากไม่...ข้าก็จะฆ่าเขาแทน!”

“อย่า! แม่นม อย่าทำ!” ซวี่เอ๋อร์ตกใจสุดขีด ร้องลั่นเสียงแหบ

แม่นมตาแดง สั่นเทาไปทั้งตัว แต่จ้องเขาแน่วแน่ “เจ้าพูดจริงหรือ?”

“แน่นอน” ม่อเว่ยหัวเราะเย็น ชักคิ้วขึ้น เผยแววโหดเหี้ยม “อย่าคิดถ่วงเวลา—รีบลงมือ!”

“ได้! ได้! ข้าจะตาย! ข้าตายเอง!” แม่นมเสียงสั่น พยักหน้าแรง ๆ ก่อนหันขวับไปมองเสาไม้ใกล้ ๆ แล้วพุ่งตัวชนเต็มแรง

“แม่นม! แม่นมมม!” ซวี่เอ๋อร์เบิกตากว้าง กรีดร้องสุดเสียง

ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด แต่มีหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งลอยมาเฉียดฟ้า

กระแทกเข้าเป้าที่ข้อพับเข่าของแม่นมพอดีเป๊ะ!

นางชาวาบไปทั้งขา แรงหายไปในชั่วพริบตา ร่างที่พุ่งไปจึงเสียหลัก สะดุดล้มโครมลงกับพื้น

“แม่นม! แม่นม!” ซวี่เอ๋อร์ร้องลั่น พยายามดิ้นให้หลุดจากมืออีกฝ่าย

“ปล่อยเขา”

เสียงหนึ่งดังจากด้านหลังต้นทับทิม

หลี่ฟู่ก้าวออกมา สายตาเย็นเยียบ หยุดตรงหน้าม่อเว่ย “ปล่อยลูกข้า”

ม่อเว่ยหัวเราะหึหลายครั้ง

“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! เขาคือคนที่รังแกท่านแม่ รังแกพี่สาวหงอวี้ และแม่นมด้วย! ท่านพ่อ ลงโทษเขาเลย!” ซวี่เอ๋อร์ทั้งตกใจทั้งดีใจ ตะโกนสุดเสียง

หลี่ฟู่มองลูกชายแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาจ้องม่อเว่ย

“ต่อให้เขาอยู่ในมือเจ้า แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เจ้าก็ทำอะไรเขาไม่ได้”

ม่อเว่ยหัวเราะเย้ยเสียงดัง “จริงหรือ? ท่านแม่ทัพไม่คิดว่ามั่นใจตัวเองเกินไปหรือไร? ท่านเห็นหรือไม่? เด็กนี่อยู่ในมือข้า ข้าแค่กระดิกนิ้วเดียวก็สามารถเอาชีวิตเขาได้แล้ว”

“เจ้าไม่กล้าหรอก” หลี่ฟู่ตอบเสียงเรียบ

ม่อเว่ยหรี่ตา หัวเราะเย็น

หลี่ฟู่กล่าวต่อ

“เพราะเจ้าเป็นมือสังหาร มือสังหารย่อมกลัวตาย หากเจ้าฆ่าเขา ข้าก็จะเอาชีวิตเจ้า…ไม่สิ ข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานจนอยากตายเสียเอง

แต่หากเจ้าปล่อยเขา แล้วชนะข้าได้ เจ้าก็ไปได้”

ม่อเว่ยเริ่มลังเล ตั้งแต่ถูกซวี่เอ๋อร์พบเข้า ก็รู้แล้วว่างานครั้งนี้ล้มเหลวอีกครั้ง จริง ๆ เขาควรรีบถอยตั้งแต่แรก ทว่ากลับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ถึงยังยืนอยู่นี่ พูดโน่นพูดนี่กับเด็กนั่นอีก

ยิ่งอยู่นาน ก็ยิ่งแย่ ต่อให้ยังไม่เห็นใคร แต่เขารู้—ต่อจากนี้ คงไม่มีทางออกง่าย ๆ แล้ว

เรือนหลังของจวนผู้ว่าการมณฑลแห่งนี้ ป้องกันแน่นหนาราวกับถังเหล็ก บนโลกนี้มีไม่ถึงห้าคนที่สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ—รวมถึงเขาด้วย

ข้อเสนอของหลี่ฟู่ นับว่าเย้ายวนใจอย่างยิ่ง

“ใต้เท้าหลี่พูดจริงหรือไม่? อย่าคิดลวงข้านะ!” ม่อเว่ยเอ่ยเสียงเย็น

หลี่ฟู่หัวเราะหึเยาะ หยิ่งผยองกล่าวว่า “ข้าจะโกหกเจ้ารึ? เจ้าหรือ…ยังไม่คู่ควรให้ข้าต้องพูดโกหกด้วย!”

ยกเว้นแกล้งพูดเอาใจภรรยาแล้ว หลี่ฟู่ไม่เคยเอ่ยถ้อยคำที่ไม่ตรงความจริงแม้สักครั้ง

ม่อเว่ยขบฟันแน่น กลืนความอัดอั้นลงคอ ก่อนกัดฟันพยักหน้า “ได้! ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง!” พูดจบก็ปล่อยซวี่เอ๋อร์ลงกับพื้น

“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!” ซวี่เอ๋อร์รีบวิ่งไปหาหลี่ฟู่ คว้าชายแขนเสื้อไว้แน่น เม้มปากเล็ก ๆ แน่นแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ต้องสั่งสอนคนเลวผู้นั้นให้สาสมเลยนะ!”

หลี่ฟู่ลูบศีรษะเล็กเบา ๆ แล้วพาเขาถอยไปอีกด้าน

ซวี่เอ๋อร์หันไปเห็นแม่นมที่เพิ่งลุกขึ้นได้ก็รีบร้องเรียกแล้ววิ่งไปหา

ในพริบตา อิ๋งชุนและสาวใช้อื่น ๆ ก็มาถึง พอเห็นเหตุการณ์ก็หน้าซีดตกใจ รีบประคองแม่นมกลับเข้าเรือน

ส่วนอิ๋งชุนและคนอื่น ๆ พากันล้อมซวี่เอ๋อร์ไว้ คอยเฝ้ามองการประลองอยู่ห่าง ๆ

ลั่วกว่างได้รับข่าวก็รีบพาคนกระจายกำลังไปประจำตามจุดโดยรอบ สีหน้าเคร่งเครียดดุดัน

ม่อเว่ยจ้องหลี่ฟู่ยิ้มเย้ย แววตาเต็มไปด้วยการดูแคลน

หลี่ฟู่กล่าวเสียงเรียบ “ข้าเคยพูดไว้แล้ว หากเจ้าชนะข้า เจ้าจะไปได้”

“ดี!” ม่อเว่ยตะโกนเสียงดัง มือสะบัดกระบี่ยาว พริบตานั้นร่างพุ่งออกดุจสายลมพายุ แทงไปที่หลี่ฟู่อย่างดุดัน

หลี่ฟู่เอนตัวหลบเพียงนิดเดียว กระบี่วาบเป็นประกาย ปลายชายเสื้อสะบัดวูบ แค่ชั่วลมหายใจ ม่อเว่ยก็ฟาดกระบี่ออกมาเจ็ดแปดกระบวนท่า ทั้งคู่ประชันกันแนบชิด เคลื่อนไหวรวดเร็วจนดูเหมือนเงาเคลื่อนพลิ้ว

หลี่ฟู่ถอยหนึ่งก้าว พลิกกายกระโดดเข้าสู่ลานฝึก ฝ่ายหนึ่งมือคว้ากระบี่ยาวจากชั้นอาวุธอย่างแม่นยำ ปลายกระบี่ของม่อเว่ยตามมาไม่หยุด ตรงเข้าหลังเขา—แต่หลี่ฟู่ราวกับมีตาอยู่ด้านหลัง ก้าวและท่วงท่าของเขาล้วนกลมกลืนแนบสนิทไร้ที่ติ ปลายกระบี่ของม่อเว่ยจึงพลาดเป้าทุกครั้ง แม้จะเฉียดฉิวก็ไม่อาจแตะต้องปลายชายเสื้อเขาได้เลย

หลี่ฟู่สะบัดกระบี่กลับ กระบี่วาบวับราวเส้นไหมเงินพุ่งฟาดตรงลงมา ม่อเว่ยจำต้องชักกระบี่กลับ ปัดขึ้นแนวเฉียงชี้ตรงดวงหน้าอีกฝ่ายราวหนามแหลมพุ่งสวน!

ผู้ชมรอบข้างล้วนตาไม่กะพริบ หัวใจเต้นโครมคราม ลั่วกว่างกับบ่าวผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ถึงกับขมวดคิ้วแน่น หายใจติดขัด ร่างเกร็งแน่นไปหมด ส่วนพวกที่ฝีมือด้อยกว่าก็ได้แต่รู้สึกว่ากระบวนท่ารุนแรงปานพายุพัดพร่างพราย ตาแทบมองไม่ทัน!

ทั้งสองโรมรันจากลานฝึกสู่สวนหลังบ้าน แล้วต่อสู้เลยจากสวนออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ

ทุกคนกำลังจะตามไป แต่ลั่วกว่างตะโกนเสียงกร้าว

“หยุด! รีบพาคุณชายน้อยกลับเรือนหลัก ไปคุ้มกันฮูหยิน!”

ทุกคนสะดุ้ง รับคำพร้อมกัน รีบพาซวี่เอ๋อร์จากไป

เหลือเพียงห้าหกคนตามลั่วกว่างไปเฝ้าติดตามทั้งคู่

เดิมทีซวี่เอ๋อร์ไม่ยอมไป แต่ลั่วกว่างเพียงกล่าวว่า “คุณชายน้อยไม่อยากกลับไปคุ้มกันฮูหยินหรือ?”

ซวี่เอ๋อร์ร้อง “อ๊ะ!” แล้วหันหลังวิ่งกลับ ไปทันที

กลางสวนดอกไม้ บรรยากาศเละเทะเกลื่อนกลาด ทั้งไม้ดอกไม้ประดับล้มระเนระนาดยุ่งเหยิงกระจัดกระจาย

ท่ามกลางความโกลาหล แสงกระบี่วูบวาบสว่างวาบ พร่างพรายขึ้นลงรวดเร็ว สองร่างเงาสีครามเข้มและน้ำเงินหมึกพัวพันตีกันแน่นหนึบ มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจนแม้แต่น้อย

ลั่วกว่างและพวกยืนล้อมอย่างเคร่งเครียด จ้องไม่วางตา

“อ๊าค!” เสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้น ทำเอาทุกคนใจหายวาบ รีบเบิ่งตาเพ่งมองพื้น เห็นชายในชุดครามเข้มทรุดตัวลงกับพื้น มือกุมอก พยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทุกคนจึงพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เจ้าขโมยชั่ว!” ลั่วกว่างพุ่งขึ้นหน้า กำลังจะลงมือ จับกุมมือสังหารเจ้าเล่ห์ที่แสนโอหังผู้นี้ด้วยตัวเอง แต่หลี่ฟู่กลับกล่าวเย็นชาว่า “ปล่อยเขาไป!”

“ท่านแม่ทัพ!”

“ท่านผู้ว่าการมณฑล!”

เสียงสูดลมหายใจเฮือกต่ำดังขึ้นถ้วนทั่ว

“ไม่ได้เด็ดขาดนะท่านแม่ทัพ!” ลั่วกว่างตาแดงก่ำ จ้องมือสังหารที่ทำให้เขาอับอายขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้อย่างไร้ความปรานี เขาแทบอยากจะตัดแขนขามันให้หมด จะได้ดูเสียทีว่ายังจะอวดเก่งได้อยู่อีกหรือไม่ เจ้าคนนี้บังอาจลอบเข้ามาในจวนกลางวันแสก ๆ ไม่เพียงไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ยังกล้าจับตัวคุณชายน้อยอีก!

ครั้งก่อนคือฮูหยิน ครั้งนี้คือคุณชายน้อย

ลั่วกว่างรู้สึกว่าตนเองสมควรตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด เขาโทษตัวเองจนแทบไม่อาจให้อภัย

ความแค้นที่มีต่อคนผู้นี้จึงฝังลึกถึงกระดูก

“ท่านแม่ทัพ หากปล่อยเสือกลับป่า ย่อมมีภัยตามมาอีกมิรู้จบ! ขอท่านแม่ทัพตรองให้ดี!”

 

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1374 มือสังหาร

 

บทที่ 1374 มือสังหาร

ว่ากันถึงซวี่เอ๋อร์ เขาได้ฟังถ้อยคำจากบิดาเข้า ก็ยึดถือดั่งราชโองการ ตั้งใจแน่วแน่ ตั้งหน้าตั้งตาติดตามอยู่ข้างกายเหลียนฟางโจวทั้งวันทั้งคืนเพื่อปกป้องนาง

เมื่อคืนที่ผ่านมา เพียงครู่เดียวที่มารดาต้องการพักผ่อนเงียบ ๆ จึงให้อิ๋งชุนกับคนอื่น ๆ เฝ้าอยู่ด้านนอก

ชุนซิ่งออกไปสั่งงานกับสาวใช้รุ่นเล็ก เหลือเพียงหงอวี้กับซวี่เอ๋อร์เฝ้าอยู่ข้างกาย

ใครจะคาดคิด—เพียงชั่วพริบตา เงาร่างหนึ่งพลันโฉบลงจากคานห้องราวสายฟ้า

ปลายดาบวาววับแสบตายามสะท้อนแสง—ภาพนั้น ยังชัดเจนอยู่ในหัวซวี่เอ๋อร์ไม่จางหาย

เขาเผลอยืนอึ้งไปเสี้ยววินาที พอรู้สึกตัวก็รีบดึงดาบสั้นที่คล้องไว้ข้างเอวออกมาฟาดสวน ทว่าหงอวี้กลับร้องเสียงหลง “ฮูหยินระวัง!” แล้วโผเข้าขวางแทน!

เสียงกรีดร้องปนเสียงเนื้อถูกฟันดังขึ้นในวินาทีนั้น

มือสังหารเห็นพลาดเป้าก็ทะยานทะลุหน้าต่างหนีไปทันที อีกชั่วขณะเดียว อิ๋งชุนกับอีกสามคนก็กรูกันเข้ามา…

ขณะนั้น—

หงอวี้นอนจมกองเลือด หายใจรวยริน ส่วนมารดา ใบหน้าซีดเผือด เปล่งเสียงคร่ำครวญเรียก “หงอวี้! หงอวี้!” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำตาท่วมหน้า

ปัจจุบัน ซวี่เอ๋อร์ฝึกดาบอยู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล

เหวี่ยงดาบสั้นในมืออย่างแรง กระทืบเท้า “ฮึ่ม!” อย่างขัดเคือง

หากเขามีฝีมือเก่งกาจเช่นบิดา…หากเขาแข็งแกร่งพอ แม้แต่มือสังหารจะเก่งกล้าเพียงใด ก็ไม่มีทางทำร้ายมารดาได้ ไม่มีทางทำร้ายคนข้างกายมารดาได้เด็ดขาด!

เขาโมโหตัวเองนัก ทั้งที่สัญญากับบิดาเอาไว้ว่าจะปกป้องมารดา จะปกป้องน้องน้อยในครรภ์…

แต่ผลลัพธ์คืออะไร? เขาเห็นมือสังหารโผล่มาต่อหน้าต่อตา กลับไร้หนทางรับมือ! หากไม่มีพี่สาวหงอวี้… ป่านนี้มารดาคง—

เด็กน้อยขบกรามแน่น ก้มมองดาบในมือตนเอง มองเงาร่างเล็ก ๆ บนพื้น

แล้วถอนหายใจอย่างหมดแรง ก่อนทรุดตัวนั่งดังตึงกับพื้น

เขายังเด็กนัก… เมื่อไหร่จะโตเสียที? เขาต้องโตเร็ว ๆ โตให้ไว

เพื่อจะได้ปกป้องมารดา… ปกป้องเจ้าตัวน้อย…แม้กระทั่ง—ปกป้องภรรยาในอนาคต

(ท่านป้าเยว่บอกเขาไว้ว่าโตไปต้องปกป้องภรรยาให้ดีด้วย)

เด็กชายเหยียดขาตรง ยันมือกับพื้นเอนไปด้านหลัง

แหงนหน้ามองฟ้าอย่างเหม่อลอย

ทันใดนั้น เขาก็เพ่งสายตาไปยังต้นไม้ใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลานฝึก

ต้นไม้สองต้นที่กิ่งพันเกี่ยวกันแน่น ใบไม้แน่นราวเมฆครึ้ม เขาเพ่งมองนิ่ง สายตาไม่กระพริบ

ริมฝีปากน้อย ๆ เม้มแน่นคล้ายสงสัยและลังเล

ซวี่เอ๋อร์ลุกขึ้น หยิบดาบ แล้วเดินฉับ ๆ ไปยังต้นไม้

ห่างราวสามจั้ง ชูดาบขึ้น แหงนหน้ามองยอดไม้แล้วร้องตะโกนขึ้นว่า:

“นี่! เจ้าเป็นใคร? มาทำอะไรในสวนของข้า? ข้าเห็นเจ้าแล้วนะ! รีบลงมาเดี๋ยวนี้!”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากเบื้องบน

กิ่งไม้ไหวสะท้าน ใบไม้เสียดสีพลิ้วไหว ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบแปดหรือยี่สิบเก้าปี ในชุดสีครามเข้ม พลันโผนทะยานลงจากยอดไม้ ก่อนร่อนกายเบา ๆ ราวใบไม้ร่วง

เขาใบหน้าเยียบเย็น คิ้วยาวพาดขมับ ดวงตาเรียวยาวดั่งหงส์ ริมฝีปากบางเม้มแน่น แม้ยิ้มก็ยังมิแลดูอบอุ่น กลับยิ่งเผยความเฉยชาไร้ความรู้สึก

เขายืนเฉยอยู่ตรงนั้น ท่าทางดูสบาย ๆ แต่ทั่วร่างกลับแผ่กลิ่นอายสังหารอันเยียบเย็นออกมา ถึงแม้จะเป็นคนซื่อหรือเชื่องช้าปานใด ก็ย่อมรู้สึกได้ทันทีว่า—“อย่าเข้าไปใกล้”

ทว่าซวี่เอ๋อร์กลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตใสแจ๋วข้างนั้นยังคงจ้องมองเขาไม่กระพริบ พลางถามย้ำอีกประโยค “เจ้าเป็นใคร?”

บุรุษชุดครามหัวเราะเสียงดัง “ไม่เสียแรงที่เป็นลูกชายของแม่ทัพใหญ่ อายุเพียงเท่านี้ ใจกล้าดีนี่! เจ้าไม่กลัวข้าหรือ?”

ซวี่เอ๋อร์สะบัดหน้าฮึดฮัด “ที่นี่คือบ้านข้า! ข้าจะกลัวเจ้าทำไม? ต่อให้เจ้าเก่งแค่ไหน… ก็ไม่เก่งเท่าท่านพ่อของข้าหรอก!”

“แต่หากตอนนี้ข้าจะฆ่าเจ้า ท่านพ่อเจ้าก็คงช่วยไม่ทันแล้วล่ะ” บุรุษชุดครามแสยะยิ้ม ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อย

แต่แววตาเย็นเฉียบไร้ความเมตตา

“ฆ่าข้า?” ซวี่เอ๋อร์ชะงักเล็กน้อย ดวงตาเบิกโพลง สีหน้ากลายเป็นจริงจังและโกรธขึ้งทันที “เจ้า… เจ้านี่มัน—มือสังหารคนนั้น!”

ชายชุดครามเลิกคิ้วยาวขึ้นเล็กน้อย “ในที่สุดเจ้าก็รู้…”

ซวี่เอ๋อร์โกรธจนตัวสั่น ชี้ดาบในมือใส่เขาแล้วตวาดลั่น “เราทั้งจวนกำลังตามล่าเจ้า! ไม่คิดว่าเจ้าจะโผล่มาเอง! มีปัญญาก็อย่าหนี! ท่านพ่อข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้แน่!”

คำพูดของเด็กชายทำให้ชายชุดครามหลุดหัวเราะอีกครั้ง แต่เขาไม่ใช่คนที่ถนัดจะแสดงสีหน้าเช่นนี้

พอหัวเราะก็แค่กระตุกกล้ามเนื้อแก้มเล็กน้อย ท่าทางแข็งทื่อเสียจนดูไม่ออกว่ากำลังขำหรือกำลังอาฆาต

เหตุผลบอกเขาว่า—เขาไม่ควรเสียเวลาพูดกับเด็กนี่ แค่ฟาดสลบแล้วโยนทิ้งไปเสียก็ดี

ยังมีภารกิจสำคัญกว่ารออยู่

เขาเป็นมือสังหารที่มีหลักการ มีเกียรติ มีเป้าหมายที่นายท่านใหญ่แห่งสกุลเหลียงว่าจ้างให้ฆ่าก็คือ

"ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑล – เหลียนฟางโจว" เท่านั้น

ส่วนคนอื่นในจวน… เขาไม่แตะต้อง

แน่นอน หากเกิดการต่อสู้แล้วต้องฆ่าเพื่อเปิดทาง เขาก็ไม่ลังเล

แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด—เมื่อต้องเผชิญกับเจ้าหนูนี่

เขากลับรู้สึก “ลังเล” ขึ้นมาชั่วขณะ ถึงกับ... ยังไม่อาจลงมือได้

เขาไม่เคยพบเด็กแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต

เมื่อคืน เด็กนี่ไม่ได้ตะลึงหรือร้องไห้ กลับสามารถควบคุมตัวเอง ตอบสนองได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น

ในพริบตาที่เขาจู่โจม พอเด็กนี่รู้ตัว

ก็กระชากดาบแทงใส่หลังเขาทันที!

ในวินาทีนั้น เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบพุ่งวาบจากกลางอก  สัญชาตญาณของมือสังหารที่ผ่านสนามฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน—

บอกเขาว่านั่นไม่ใช่การแทงลวก ๆ แต่คือ “ภัยคุกคามที่แท้จริง!”

ไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กน้อยนี่จะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศอันใด—ทว่าเหตุการณ์นั้นมันเกินคาดคิดและเหลือเชื่อเกินไป!

 เขาเคยคิดหรือว่าต้องระวังหลังเพราะเด็กอายุเพียงสามขวบกว่า? จึงไม่ได้ตั้งท่าป้องกันเลยสักนิด ทว่ากลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นจริง ทำให้เขาซึ่งเดิมทีมีโอกาสผลักสาวใช้ออกไปแล้วสังหารฮูหยินหลี่ซ้ำอีกดาบ ต้องพลิกกายถอยหนีอย่างลนลาน

เพียงพริบตานั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงประตูถูกกระแทกเปิด—หมดโอกาสทันที!

ม่อเว่ยยิ่งคิดยิ่งเคียดเเค้น เขา—มือสังหารผู้ไม่เคยพลาด เปี่ยมชื่อเสียงติดอันดับสามแห่งวงการ กลับเสียทีให้เด็กตัวเท่าลูกแมว กับสาวใช้คนหนึ่งที่แม้ดวงตาจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังยืนขวางอยู่หน้าฮูหยินหลี่โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!

นี่มันเรียกว่า “พลาดท่าในร่องน้ำคูตื้น” โดยแท้! หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป หน้าไหนจะเอาไปพบใครได้อีก ต่อให้มีงานว่าจ้างมาก็ไม่อาจเชิดหน้ารับได้!

และวันนี้ เจ้าเด็กนี่เห็นเขาอีกครั้ง กลับยังไม่รู้จักความกลัว!

จะว่าไป...ตั้งแต่เมื่อไร เขาถึงได้ไร้ราศีเคร่งขรึม จนเด็กยังไม่สะทกสะท้าน?

ม่อเว่ยจ้องซวี่เอ๋อร์ตาขวาง สีหน้าเข้มข้นเย็นเยียบ กดเสียงต่ำขู่ว่า “เงียบซะ! หากยังพูดอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเชื่อหรือไม่!”

ซวี่เอ๋อร์ไม่ยอมลดราวาศอก สวนกลับทันที “เจ้ามันก็แค่ผู้ใหญ่ที่รังแกผู้หญิงกับเด็กเท่านั้น จะนับเป็นวีรบุรุษได้อย่างไร! ตอนนี้ข้าอาจสู้เจ้าไม่ได้ แต่เมื่อข้าโตขึ้น เจ้าจะไม่มีทางเป็นคู่มือข้า! ฮึ! หากเจ้าจะฆ่าข้าจริง ป่านนี้เจ้าคงลงมือไปนานแล้ว จะรออะไรอีก!”

ม่อเว่ยชะงักไปชั่วขณะ กำลังจะขู่ย้ำให้หนักกว่าเดิม ทันใดนั้นเอง—

เสียงหญิงสาวแหลมสูงปานหัวใจหยุดเต้นดังลั่นมาจากไกล ๆ “คุณชายน้อย! คุณชายน้อยเจ้าคะ รีบมาทางนี้เร็ว!”

เป็นเสียงแม่นมของเด็ก!

แม่นมยืนแข้งขาอ่อน ใบหน้าขาวซีดอย่างกับยังไม่สร่างจากฝันร้าย ร่างสั่นเทิ้มไปทั้งตัว แค่ห่างไปชั่วครู่เดียวแท้ ๆ…กลับเกิดเหตุขึ้นอีกแล้ว!