วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1477 ยอมรับโดยดุษณี

 

บทที่ 1477 ยอมรับโดยดุษณี

นี่มันข้ออ้างหาเรื่องใส่ความ ยัดเยียดความผิดกันชัดๆ! จิ้งหนานอ๋องโกรธจนร่างสั่นเทิ้ม

เขาจนด้วยถ้อยคำจะแก้ต่าง อีกทั้งในใจยังหวาดระแวง แม้จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแต่ก็ไม่กล้าลงไม้ลงมือ ทว่าเหล่าขุนพลใต้บังคับบัญชาของเขากลับชิงชังขุนศึกต่างถิ่นที่เอาแต่ลอยตัวพูดจาไม่รับผิดชอบพวกนี้เข้ากระดูกดำ จึงเปิดฉากโต้เถียงตอกกลับอย่างดุเดือดทันที

จากข้อพิพาทลุกลามกลายเป็นการวิวาทใหญ่โต จากวิวาทใหญ่โตแปรเปลี่ยนเป็นการก่นด่าสาดโคลนใส่กัน หากมิใช่เพราะจิ้งหนานอ๋องตวาดสั่งห้ามไว้ มีหวังคงได้ชักดาบเข้าห้ำหั่นกันเองเป็นแน่!

ผู้บัญชาการทัพหยางทิ้งวาจาเย็นชาไว้ประโยคหนึ่ง: หากคนของท่านอ๋องคิดจะล่าถอยกลับไปลู่โจว เช่นนั้นก็อย่าหาว่าพวกตนไม่ร่วมทางด้วย พวกตนก็จะยกทัพกลับเช่นกัน!

จิ้งหนานอ๋องโกรธจนแทบหงายหลัง

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้แก่กัน มีเพียงเขาที่ต้องกลืนเลือดทนรองรับอารมณ์อยู่ตรงกลาง

ใครเล่าจะคาดคิด เรื่องนี้ยังสะสางไม่ทันลุล่วง เสบียงกรังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดกลับถูกคนของหลี่ฟู่ลอบวางเพลิงเผาผลาญจนวอดวายเกลี้ยงเกลา!

ซ้ำร้าย ในค่ายทหารกลับมีโรคระบาดลุกลามขึ้นมาอย่างเงียบเชียบตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้…

คราวนี้มิใช่เพียงจิ้งหนานอ๋อง แม้แต่กองกำลังต่างถิ่นก็ขวัญหนีดีฝ่อกันหมดสิ้น ต่างพากันบีบคั้นให้เขาออกคำสั่งบุกตีค่ายด่านเหยาซาน—มิใช่เพื่อหวังผลชนะจริงๆ หากแต่เพื่อแสร้งพ่ายแพ้ จะได้มีข้ออ้างอันชอบธรรมในการขอกำลังเสริมจากราชสำนัก หรือไม่ก็ถอนทัพหนีไปเสียให้พ้นๆ

แม้วิธีนี้จะไร้เกียรติ ทว่าก็ยังดีกว่าต้องทิ้งชีวิตเน่าตายอยู่ที่นี่จนหมดสิ้น!

จิ้งหนานอ๋องถูกบีบหน้าหลัง ทั้งศึกนอกศึกในรุมเร้า ความตระหนกและโทสะแล่นพล่านจนล้มป่วยลงอีกครา… ครานี้ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว!

ยังมิทันที่คนสนิทซึ่งควบม้าเร็วกลับไปรายงานข่าวที่เมืองหลวงจะเดินทางกลับมา กองทัพใหญ่ของหลี่ฟู่ก็พรั่งพรูดั่งคลื่นซัด ถล่มทัพจิ้งหนานอ๋องจนแตกพ่าย ทิ้งเกราะสลัดทวนหนีตายกันอลหม่าน

ทว่าหลี่ฟู่กลับมิได้ไล่ล่าซ้ำเติม เมื่อตีจนกองทัพผสมแตกพ่ายกระจัดกระจายจนไม่อาจรวมพลได้อีก ก็สั่งถอนทัพกลับเข้าด่านไป

ม้าเร็วหกร้อยลี้ส่งสารด่วนถึงเมืองหลวง คุณชายสามสกุลจูเคียดแค้นจนสุดระงับ ยืนกรานหนักแน่นให้ระดมพลใหญ่อีกคำรบ ส่งแม่ทัพผู้เก่งกล้าสามารถคนใหม่เป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพออกศึก

เขาไม่เชื่อน้ำหน้า ลำพังหลี่ฟู่คนเดียว กับการยึดครองดินแดนเพียงมณฑลหนานไห่ จะสามารถต้านทานการบดขยี้จากกำลังพลทั่วทั้งแผ่นดินได้เชียวรึ!

ทว่าแววตาของหลีอ๋องกลับไหววูบ สีหน้าครุ่นคิดลึกซึ้ง

ครั้นซักไซ้ไล่เลียงผู้ส่งสารที่รุดกลับมารายงานอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครา แววตาของเขาก็ยิ่งทวีความเคร่งขรึมมืดมนลง

“ช่างเถอะ พอแค่นี้!” หลีอ๋องทอดถอนใจ “มณฑลหนานไห่อยู่ไกลห่างจากเมืองหลวงนัก เดิมทีก็เป็นแดนเถื่อนทุรกันดารที่อำนาจราชสำนักเอื้อมไปไม่ถึง เจิ้นเป็นถึงประมุขแห่งแผ่นดิน เป็นโอรสสวรรค์ที่แท้จริง ไฉนต้องไปเปิดศึกอันไร้ความหมายเช่นนี้กับหลี่ฟู่ด้วย! หลี่ฟู่หาได้ไล่ล่าเข่นฆ่าจนถึงที่สุด ทั้งยังมิได้ฉวยโอกาสฮุบเมืองเพิ่มแม้แต่เมืองเดียว หรือยึดครองแผ่นดินเพิ่มแม้แต่ชุ่นเดียว ดูท่าแล้ว… สิ่งที่มันต้องการก็มีเพียงแค่ปักหลักเฝ้าเศษดินแดนซอมซ่ออย่างมณฑลหนานไห่เท่านั้น! ในเมื่อมันอยากได้… ก็ยกให้มันไปเสีย!”

“ฝ่าบาท!” คุณชายสามสกุลจูร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติด

ทว่าคราวนี้หลีอ๋องกลับไม่ยอมฟังเขาอีกต่อไป โบกมือตัดบท “เจิ้นรู้ว่าเจ้าแค้นสองสามีภรรยาตระกูลหลี่ แต่เจ้าต้องเข้าใจด้วยว่า สุภาพชนแก้แค้น สิบปียังไม่สาย ไฉนต้องรีบร้อนเอาในเวลานี้เล่า? มณฑลหนานไห่มีชัยภูมิหน้าด่านอันเป็นปราการธรรมชาติคอยคุ้มกัน ท่าเรือเฉวียนโจวยังเปิดทางออกสู่หนานหยางและตงหยาง เสบียงกรังยุทธปัจจัยหลั่งไหลเข้ามามิขาดสาย คิดจะหักหาญตีให้แตกในเวลาอันสั้นมีหรือจะทำได้โดยง่าย! เจิ้นเพิ่งขึ้นครองราชย์ ยังมิทันได้ปูนบำเหน็จสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ราษฎร กลับจะไปจุดไฟสงครามให้ลุกโชนขึ้นมาอีก แล้วจะให้เหล่าขุนนางและไพร่ฟ้าทั่วหล้ามองเจิ้นเช่นไร?”

อุตส่าห์ได้ครอบครองใต้หล้า กลายเป็นนายเหนือหัวของผืนแผ่นดินทั้งปวง ไฉนจึงไม่หาความสุขใส่ตัว เสวยสุขในอำนาจบารมี ใช้ชีวิตสูงส่งไร้สิ่งผูกมัด อยากทำสิ่งใดก็ได้ทำตามใจปรารถนา เหตุใดต้องไปลดตัวแก่งแย่งกับคนที่เอาแต่หดหัวอยู่ในกระดองอย่างหลี่ฟู่ด้วย?

ที่มันยึดครองไปก็แค่มณฑลหนานไห่อันซอมซ่อเพียงเท่านั้น จะมีค่าอันใดให้ต้องใส่ใจ!

แม้คุณชายสามสกุลจูจะไม่ยินยอมพร้อมใจ ทว่าหลีอ๋องเอ่ยปากถึงเพียงนี้ ซ้ำยังหยิบยกเรื่องความแค้นส่วนตัวระหว่างสกุลจูกับสามีภรรยาหลี่ฟู่ขึ้นมาพูดตรงๆ แล้วเขาจะยังเอ่ยสิ่งใดได้อีก?

หากยังดึงดันต่อไป ก็เท่ากับเอาอำนาจรัฐมาใช้ล้างแค้นส่วนตัวชัดๆ!

“ฝ่าบาททรงพระปรีชา” คุณชายสามสกุลจูจำต้องประสานมือก้มคำนับอย่างจำนน ก่อนเอ่ยเสริม “เพียงแต่ว่า การยกทัพไปตีมณฑลหนานไห่ครานี้จะหาทางลงเอยเช่นไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ? พ่ายแพ้ยับเยินกลับมาเช่นนี้ หากแพร่งพรายออกไป ย่อมกระทบต่อเกียรติภูมิของราชสำนักและพระพักตร์ของฝ่าบาทเป็นแน่!”

เรื่องนี้หลีอ๋องกลับวางแผนเตรียมไว้แต่แรกแล้ว ครั้นได้ยินจึงแค่นยิ้มเย็นชา “จิ้งหนานอ๋องมีใจคิดคดทรยศเสียเองแท้ๆ กลับมาป้ายสีใส่ร้ายหลี่ฟู่ ซ้ำยังบังอาจดึงเจิ้นเข้าไปเป็นเครื่องมือ ช่างสมควรตายนัก! จงมีราชโองการให้คุมตัวคนทั้งตระกูลจิ้งหนานอ๋องเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อรอรับทัณฑ์ทันที! ส่วนบุตรชายและบุตรสาวคู่นั้นของมัน เจิ้นจะส่งคนไปถ่ายทอดราชโองการแก่หลี่ฟู่ มอบให้มันเป็นผู้จัดการลงทัณฑ์ตามแต่ใจ!”

แม้คุณชายสามสกุลจูจะพอเดาออกรำไรว่าจิ้งหนานอ๋องคงต้องตกเป็นแพะรับบาปในเรื่องนี้ ทว่าครั้นได้ยินว่าหลีอ๋องจงใจหาทางลงให้หลี่ฟู่ ซ้ำยังแสร้งทำเป็นตบรางวัลมอบตัวโจวปิ่งหมิงกับโจวเชี่ยนให้เป็นของกำนัล ในใจก็พลันจุกแน่นด้วยความขุ่นเคืองสุดระงับ!

ทว่าสุดท้าย เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันเอ่ยออกไปคำเดียว “ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องพ่ะย่ะค่ะ!”

บนใบหน้าของหลีอ๋องปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ นึกกระหยิ่มในความคิดอันแยบคายของตนเอง เช่นนี้ราชสำนักก็มีบันไดให้ก้าวลงอย่างสง่างาม ซ้ำยังสามารถใช้โอกาสนี้หยั่งเชิงดูท่าทีของหลี่ฟู่ได้อีกขั้น

หากหลี่ฟู่ต้องการเพียงแค่มณฑลหนานไห่จริงๆ ย่อมต้องยอมคุกเข่ารับราชโองการและน้อมรับไมตรีของตนแต่โดยดี

ตัวเขาเองไม่จำเป็นต้องบีบให้อีกฝ่ายก้มหัวสวามิภักดิ์อย่างเป็นทางการ ขอเพียงหลี่ฟู่อยู่เงียบๆ ไม่แอบเล่นตุกติกเบื้องหลังก็เป็นพอ!

เมื่อข่าวเรื่องคนทั้งจวนจิ้งหนานอ๋องถูกจองจำส่งตัวเข้าเมืองหลวงแว่วมาถึงมณฑลหนานไห่ หลี่ฟู่อดมิได้ที่จะแค่นยิ้มเย้ยหยัน: ไม่นึกเลยว่าข่าวลือเหล่านั้นจะมีอานุภาพสั่นประสาทได้ถึงเพียงนี้! หรือจะบอกว่า หลีอ๋องมีความหวาดระแวงเป็นชนักติดหลังอยู่ก่อนแล้ว พอถูกสะกิดเข้าหน่อย จึงเกิดโทสะจนกลบเกลื่อนความละอายใจเสียเอง!

ทว่าไม่รู้ว่า เมื่อจับกุมตัวจิ้งหนานอ๋องไปแล้ว จะส่งแม่ทัพคนใดมารับช่วงต่อกันแน่?

หลี่ฟู่คิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อย ว่าสิ่งที่ตนเฝ้ารอ มิใช่แม่ทัพนายกองคนใหม่ที่จะมารับหน้าที่แทนจิ้งหนานอ๋อง… หากแต่เป็น “พระราชโองการ” ฉบับหนึ่งจากหลีอ๋อง!

ครั้นได้กวาดสายตาอ่านเนื้อความในราชโองการ หลี่ฟู่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เซวอีชิงระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้อง “นี่มันส่งไมตรีมาขอสงบศึกชัดๆ! ท่านแม่ทัพใหญ่ ขอเพียงมณฑลหนานไห่ของท่านสงบเสงี่ยมเจียมตัว อยู่ในร่องในรอย ยินดีด้วยเถิด… ต่อแต่นี้ท่านนอนหลับฝันดีได้โดยไร้กังวลแล้ว! จะว่าไปก็จริงของมัน ดินแดนทุรกันดารซอมซ่อแห่งนี้ ห่างไกลจากเมืองหลวงตั้งสิบหมื่นแปดพันลี้ ซ้ำยังมิใช่แดนอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ เมื่อเทียบกับแผ่นดินต้าโจวทั้งมวลแล้วก็เป็นแค่ขนหน้าแข้งเส้นเดียว มีเพียงท่านเท่านั้นแหละที่เห็นมันเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่า คนอื่นเขาหาได้แยแสมิได้อยากได้สักนิด!”

หลี่ฟู่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง มิได้ถือสากล่าวโทษ เพียงแต่รำพึงขึ้นว่า “ดูท่า… มันคงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ!”

เหล่าขุนพลต่างพากันหัวเราะร่วนไปทั้งห้อง

หลังจากจัดแจงการป้องกันและกำลังพลเฝ้ารักษาการณ์ ณ ด่านเหยาซานเรียบร้อยแล้ว หลี่ฟู่และพรรคพวกจึงทยอยเดินทางกลับสู่เมืองหนานไห่

เหลียนฟางโจว โจวเหยี่ยน และหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าต่างออกมาต้อนรับ ครั้นเห็นว่าสองสามีภรรยาเซวอีชิงเดินทางร่วมขบวนมาด้วย ก็ยิ่งทวีความปีติยินดี

เพียงแต่เมื่อกวาดสายตามองไม่เห็นเงาร่างของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ เหลียนฟางโจวจึงอดแปลกใจมิได้

ภายหลังจึงได้ความว่า อวิ๋นลั่วเอ๋อร์เดินทางกลับคืนสู่หุบเขาไปแล้ว อีกสามปีให้หลังจึงจะหวนกลับมาพบกันใหม่

ครั้นหันไปมองท่าทีเหม่อลอยซึมเซาและแววตาหม่นหมองของเหลียนเช่อ เหลียนฟางโจวก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะหัวเราะหรือทอดถอนใจดี: ในที่สุดเขาก็รู้ความจริงแล้วสินะ ว่าแท้จริงแล้วอวิ๋นลั่วเอ๋อร์เป็นสตรี?

ตระกูลอวิ๋นนี้ก็เหลือเกิน ไฉนเวลาจะออกเรือนลูกสาว ถึงชอบแขวนหัวใจคนอื่นให้รอนานปานนี้กันนะ? คราวอวิ๋นฉยงหัวก็เป็นเช่นนี้ มาคราวนี้อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก็ยังเป็นเช่นนี้อีก!

แต่ก็นับว่าสองอาหลานคู่นี้วาสนาดีนักหนา ที่ได้มาพานพบกับบุรุษอย่างเซวอีชิงและเหลียนเช่อ

ลองตรองดูเถิด ในใต้หล้านี้จะมีบุรุษสักกี่คนที่ยอมเฝ้ารอสตรีคนหนึ่งได้เนิ่นนานนับหลายปี?

โจวเหยี่ยนครั้นเห็นหน้าเซวอีชิง จมูกก็พลันแสบข้นขึ้นมา พอนึกถึงพระบิดา น้ำตาก็แทบจะร่วงหล่นเผาะ

เซวอีชิงเองก็สะท้อนใจจนพูดไม่ออก ในบรรดาคนเหล่านี้ หากนับความผูกพันแล้ว ย่อมเป็นตัวเขาที่สนิทชิดเชื้อกับตำหนักบูรพามากที่สุด!

ทว่าต่อหน้าผู้คนมากมายมิด้านเอ่ยวาจาอันใด ได้แต่ทอดถอนใจแผ่วเบา ส่งยิ้มปลอบประโลมและพยักหน้าให้เขาอย่างอ่อนโยน

หลังจากกราบทูลรายงานต่อโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าแล้ว หลี่ฟู่ก็น้อมรับไมตรีของหลีอ๋องอย่างเปิดเผย มณฑลหนานไห่จึงสงบราบคาบลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ทุกคนเริ่มตระเตรียมการเพื่อภารกิจลอบแทรกซึมเข้าสู่เมืองหลวง

ฮั่นหยางอ๋องกลายเป็นคนไร้ค่าตกกระป๋องไปแล้ว เชื่อว่าหลีอ๋องคงได้รับข่าวสารเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ส่วนหลีอ๋องจะยอมเปิดทางรอดให้ฮั่นหยางอ๋องใช้ชีวิตหลบซ่อนซ่อนเร้นชื่อเสียงท่ามกลางราษฎร หรือจะส่งคนไปตามไล่ล่าถอนรากถอนโคน… นั่นมิใช่เรื่องที่พวกหลี่ฟู่จะต้องใส่ใจอีกต่อไปแล้ว

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1476 เปิดศึก

 

บทที่ 1476 เปิดศึก

จิ้งหนานอ๋องเดือดดาลจนสุดจะทน จึงไม่อาจอดรนทนได้อีกต่อไป สั่งเคลื่อนทัพใหญ่รุกประชิดกดดันเข้าสู่เขตมณฑลหนานไห่ทันที

ครั้นกองทัพของหลี่ฟู่เคลื่อนพลมาปักหลักตั้งรับ ณ ด่านเหยาซาน การประจันหน้าของทั้งสองฝ่ายจึงยกระดับจากสงครามน้ำลายสู่การปะทะด้วยดาบจริงทวนจริง บรรยากาศตึงเครียดดั่งคันธนูที่โก่งจนสุดสาย พร้อมจะขาดผึงได้ทุกขณะ…

กระทั่งสานส์รายงานชัยชนะศึกแรกถูกส่งกลับมาถึงเมืองหนานไห่ ก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของเหลียนฟางโจวจึงได้คลายตัวลงเป็นส่วนใหญ่

จิ้งหนานอ๋องปราชัยยับเยินตั้งแต่ศึกแรก หลี่ฟู่ไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาลืมตาอ้าปากได้แน่!

ทหารองครักษ์ที่ควบม้าเร็วกลับมารายงานข่าวยังนำข่าวดีอีกเรื่องหนึ่งมาแจ้งด้วย นั่นคือหมอเทวดาเซว พาภรรยาอย่างอวิ๋นฉยงหัวและอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ผู้เป็นหลานสาวเดินทางรอนแรมมาถึงแล้วเช่นกัน

ว่ากันว่า ช่างประจวบเหมาะพอดิบพอดีที่เหลียนเช่อไปบังเอิญพบพวกเขาเข้า เมื่อส่งเสียงทักทายด้วยความปีติยินดี คนทั้งสามจึงตัดสินใจรั้งตัวอยู่ช่วยการศึก ณ แนวหน้าเสียเลย

เดิมทีพวกเขากะว่าจะเดินทางตรงดิ่งมายังเมืองหนานไห่แต่แรกแล้ว

หลังเสร็จสิ้นการปะทะศึกแรก หลี่ฟู่ก็ปิดประตูด่านแน่นหนา มิยอมยกทัพออกไปประจันหน้าอีก

ทว่าในยามนั้นเอง ข่าวลือระลอกใหญ่กลับผุดพรายขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะแผ่สะพัดราวกับติดปีก พัดกระหน่ำด้วยความเร็วประดุจพายุหมุน มุ่งหน้าสู่พื้นที่โดยรอบ… และพัดตรงดิ่งไปยังเมืองหลวง!

มีเสียงเล่าลือกันว่า แท้จริงแล้วจิ้งหนานอ๋องหาได้ต้องการทำศึกรบรากับใต้เท้าหลี่ไม่ สิ่งที่เขาปรารถนาแท้จริงคือการกรีธาทัพบุกขึ้นเมืองหลวงเพื่อตั้งตนเป็นฮ่องเต้ต่างหาก! แม้ภายนอกจะจำต้องยกทัพตีมณฑลหนานไห่เพราะไม่อาจขัดพระบัญชาของหลีอ๋อง ทว่าเจตนาแท้จริงคือการฉวยโอกาสฮุบดินแดนมาเพิ่มเป็นฐานอำนาจของตนเอง!

ซ้ำยังมีข่าวลืออีกระลอกว่า แท้จริงแล้วจิ้งหนานอ๋องเคยลอบส่งคนมาเจรจากับแม่ทัพหลี่ หวังเกลี้ยกล่อมให้แม่ทัพหลี่ร่วมมือกับตน ทว่าเมื่อถูกแม่ทัพหลี่ปฏิเสธกลับไปอย่างไร้เยื่อใย จึงผูกใจเจ็บ แค้นเคืองถึงขั้นสั่งให้บุตรชายและบุตรสาวลอบนำคนแฝงตัวเข้าสู่เมืองหนานไห่เพื่อลอบสังหารสองสามีภรรยาแม่ทัพหลี่ หวังฉวยโอกาสกลืนกินมณฑลหนานไห่ ใครเล่าจะคาดคิดว่าแม่ทัพหลี่จะมองทะลุสันดานมักใหญ่ใฝ่สูงนั้นได้แต่แรก บุตรชายบุตรสาวคู่นั้นจึงกลับกลายเป็นฝ่ายถูกแม่ทัพหลี่รวบตัวกุมไว้ในกำมือเสียเอง…

เรื่องราวที่โจวปิ่งหมิง ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋อง เคยเดินทางมาพำนัก ณ มณฑลหนานไห่เป็นเวลานานก่อนงานเลี้ยงฉลองครบเดือนของบุตรชายคนรองของหลี่ฟู่ เที่ยวผูกสัมพันธ์กับข้าราชสำนักในมณฑลหนานไห่อย่างออกหน้าออกตา ตลอดจนถ้อยคำที่สนทนากับหลี่ฟู่และแผนการร้ายที่คิดฮุบเมือง… ล้วนถูกถ่ายทอดเล่าลือต่อๆ กันเป็นตุเป็นตะ มีเค้าโครงและรายละเอียดชัดเจนเสียจนผู้คนไม่อาจปักใจว่าแต่งขึ้นมาลอยๆ

หากเป็นเพียงข่าวลือคลุมเครือกว้างๆ ทั่วไป ผู้คนก็อาจจะก้ำกึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทว่าข่าวลืออันใดเล่าจะสามารถปั้นแต่งรายละเอียดปลีกย่อยได้สมจริงและสอดรับกันถึงเพียงนี้?

เมื่อลองตรองดูให้ดี นับแต่หลี่ฟู่เดินทางมารับตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลหนานไห่ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจิ้งหนานอ๋องก็แทบจะไร้การติดต่อข้องแวะ แล้วไฉนพอสถานการณ์ในเมืองหลวงพลิกผันปั่นป่วน จิ้งหนานอ๋องซื่อจื่อกลับทำตัวผิดแผกไปจากปกติ เดินทางมาอวยพรงานครบเดือนบุตรชายของหลี่ฟู่ถึงที่นี่เล่า?

แล้วหลังจากนั้น จิ้งหนานอ๋องเฟยยังพาลูกสาวเดินทางมาจุดธูปแก้บนที่วัดเจ้าแม่กวนอิมในแดนหนานไห่อีกรึ?

หึๆ! ช่างเป็นข้ออ้าง ‘จุดธูปแก้บน’ ที่เหมาะเจาะเสียจริง! ทำไมไม่ช้าไม่เร็ว แต่ต้องเป็นเวลานี้พอดีเล่า?

จริงสิ! ยังได้ยินมาอีกว่า หรงอันจวิ้นจู่ บุตรสาวของจิ้งหนานอ๋องผู้นั้น ถึงกับเคยเข้าไปพักอาศัยอยู่ในจวนสกุลหลี่อยู่หลายวันมิใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้กันเล่า? ดูเหมือนว่าจวิ้นจู่ผู้นี้หวังช่วย ‘การใหญ่’ ของพระบิดา ถึงขนาดยอมพลีกายทอดสะพานหมายเกลี้ยกล่อมแม่ทัพหลี่ หวังผูกสัมพันธ์เป็นพ่อตาแม่ยายครอบครัวเดียวกัน ทว่ากลับถูกสองสามีภรรยาตระกูลหลี่รังเกียจเดียดฉันท์และขับไล่ไสส่งออกมา แม่ทัพหลี่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียอัปยศ จึงสั่งห้ามมิให้ผู้ใดนำเรื่องนี้ไปซุบซิบนินทาภายนอก…

เมื่อกระแสข่าวลือกระพือโหมเช่นนี้ กองกำลังทหารจากหัวเมืองต่างๆ ที่เดิมทียอมอยู่ใต้การบังคับบัญชาชั่วคราวของจิ้งหนานอ๋องจึงเริ่มบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัย แม้จะไม่กล้าแข็งข้อต่อหน้า ทว่าแทบทุกคนต่างเริ่มระแวดระวังตัว เอาแต่จับกลุ่มกระซิบกระซาบลับหลัง ครั้นจิ้งหนานอ๋องออกคำสั่งอันใดลงมา ต่างก็พากันบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอน ไม่ยอมทุ่มเทกำลังให้อย่างสุดใจอีกต่อไป!

จิ้งหนานอ๋องทั้งกระวนกระวาย ทั้งตกใจและเดือดดาลจนแทบคลั่ง นำทหารตรงไปยังใต้ด่านเหยาซาน ร้องด่าท้าทายให้ออกมารบ ทว่าบนกำแพงด่านกลับมีเพียงเหล่าทหารในชุดเกราะสะท้อนแสงแวววาว ทวนยาวตั้งตระหง่านดั่งป่าไม้ ปลายเกาทัณฑ์นับพันเล็งตรงลงมาราวกับตาข่ายเหล็กเพื่อคุ้มกันด่านอย่างแน่นหนา ทว่าทุกคนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย เย็นชาต่อเสียงก่นด่าท้าทาย ราวกับมิได้ยินสรรพสำเนียงใดๆ ทั้งสิ้น

จิ้งหนานอ๋องโกรธจนกระอักเลือดลมแทบพุ่งออกจากปาก!

ด่านเหยาซานมีหลี่ฟู่ปักหลักคุมเชิงด้วยตนเอง ชั่วเวลาสั้นๆ ย่อมไม่มีทางบุกตีแตกได้แน่! สิ่งที่จิ้งหนานอ๋องหวาดหวั่นยิ่งกว่า คือหากข่าวลือระยำเหล่านี้ลอยเข้าหูคนในเมืองหลวง มีหรือที่หลีอ๋องจะไม่ระแวงว่าเขามีใจคิดคดทรยศ?

เรื่องคบคิดก่อกบฏเช่นนี้ โบราณว่าไว้ ปักใจเชื่อว่ามีไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่าเชื่อว่าไม่มี ยิ่งหลีอ๋องเพิ่งจะปีนขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรได้ไม่มั่นคงนัก ซ้ำที่มาของตำแหน่งก็หาได้ขาวสะอาดโปร่งใสไม่ มีหรือที่คนพรรค์นั้นจะทนเห็นผู้ใดแอบจ้องตาเป็นมันหมายตาบัลลังก์ของตนได้?

ยามที่ไฟลนก้นจนหน้ามืดตามัว จิ้งหนานอ๋องจึงบันดาลโทสะ สั่งลงทัณฑ์ตามกฎอัยการศึกแก่เหล่าขุนศึกนายกองจากหัวเมืองต่างๆ ที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาชั่วคราว หวังจะใช้อำนาจบาตรใหญ่บีบบังคับให้ทุกคนยอมสยบเชื่อฟัง

ทว่ากลับกลายเป็นการเติมฟืนเข้ากองไฟ ยิ่งจุดประกายความเคียดแค้นต่อต้านให้ลุกฮือขึ้น ซ้ำยังมีสายลับที่หลี่ฟู่แฝงตัวเข้ามาคอยยุแยงตะแคงรั่ว ป้ายสีความผิดและตลบหลังสารพัด ส่งผลให้ค่ายทหารของจิ้งหนานอ๋องระส่ำระสายจนเละเทะ จิตใจผู้คนแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย!

จิ้งหนานอ๋องกดหัวเรื่องนี้ หางเรื่องนั้นก็โผล่ ปะหน้าปะหลังจนเหนื่อยล้าแทบกระอัก! ศึกภายในยังสางไม่ทันสะเด็ดน้ำ แล้วจะมีกะจิตกะใจไปหาญสู้กับหลี่ฟู่ได้อย่างไร?

ทว่าในจังหวะนั้นเอง ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ม้าเร็วจากลู่โจวซึ่งเป็นฐานที่มั่นและที่ตั้งวังเดิมในเขตศักดินาของจิ้งหนานอ๋อง กลับควบตะบึงมาแจ้งข่าวร้ายด้วยสภาพกระเซอะกระเซิง: เมืองลู่โจวถูกกองกำลังที่หลี่ฟู่ลอบส่งไปลอบจู่โจมตีแตกแล้ว! วังอ๋องล่มสลาย ทั้งพระชายา เหล่าเชื้อพระวงศ์ ตลอดจนกุนซือที่ปรึกษาทั้งหมดในจวน ต่างตกเป็นเชลยอยู่ในเงื้อมมือของหลี่ฟู่จนสิ้น!

จิ้งหนานอ๋องพลันสายตาพร่ามัว ทั่วร่างซวนเซ หน้ามืดตาลายจนหมดสติล้มพับไปจริงๆ!

ทั่วทั้งค่ายทหารพลันระส่ำระสายแตกตื่นโกลาหล!

หลี่ฟู่ตั้งรับปิดด่านเหยาซานไม่ยอมออกรบ ใครเล่าจะคาดคิดว่าเขาแอบส่งกองทัพม้าเร็วอ้อมไปลอบตีตลบหลังตั้งแต่เมื่อใด!

จิ้งหนานอ๋องคิดจะฉวยโอกาสกอบโกยประโยชน์จากราชสำนัก เสบียงกรังและยุทธปัจจัยทั้งหมดจึงถูกลำเลียงไปกักตุนไว้ที่เมืองลู่โจว เมื่อถูกหลี่ฟู่กวาดต้อนยึดไปจนเกลี้ยงยุ้งฉาน สายส่งกำลังบำรุงย่อมขาดสะบั้นลงทันตา!

แม้แต่องค์จักรพรรดิยังไม่กล้าสั่งทหารที่หิวโซออกรบ! เมื่อไร้สิ้นซึ่งเสบียงอาหาร ศึกครานี้จะรบต่อไปได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวลูกเมียของเหล่าแม่ทัพนายกองสายตรงของจิ้งหนานอ๋องต่างก็พำนักอยู่ในเมืองลู่โจวเช่นกัน เมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ มีหรือที่ใครจะยังมีแก่ใจจับดาบออกศึก?

ส่วนกองกำลังจากหัวเมืองต่างๆ ที่จำใจยกทัพมาตามพระราชโองการ ยิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน ต่างพากันกอดอกรอดูความพินาศอย่างสบายอารมณ์

หลังได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วนจากหมอทหาร จิ้งหนานอ๋องก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมา ทว่าในใจเขากลับนึกภาวนาให้ตนเองหลับใหลไปตลอดกาลเสียยังจะดีกว่า

แม้เรี่ยวแรงจะหดหาย จิตใจมึนงงเลื่อนลอย ทว่าสองหูยังคงแว่วได้ยินเสียงก่นด่าปรับทุกข์และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความร้อนรนของเหล่าขุนศึกหน้ากระโจมใหญ่ดังระงม แล้วจะให้เขาเอาหน้าไปสู้สายตาผู้คนได้อย่างไร?

จิ้งหนานอ๋องทอดถอนใจยาว ฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงสั่งให้คนรับใช้เข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นจึงสั่งให้เรียกขุนศึกทั้งหมดเข้ามาพบในกระโจม

“ท่านอ๋อง! คราวนี้จะทำเช่นไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ!”

“ขอท่านอ๋องโปรดรีบตัดสินใจเถิด ลูกเมียของพวกเราตกไปอยู่ในมือของหลี่ฟู่เช่นนี้ พวกเขาจะ…”

“ท่านอ๋อง!”

เสียงร้องเรียก “ท่านอ๋อง” ดังเซ็งแซ่จนหัวของจิ้งหนานอ๋องแทบจะระเบิด

หลังการโต้เถียงกันอย่างชุลมุนวุ่นวายท่ามกลางความตระหนกตกใจ จิ้งหนานอ๋องจำต้องยอมคล้อยตามความเห็นพ้องของคนส่วนใหญ่: แบ่งทัพใหญ่ยกพลกลับไปช่วยเมืองลู่โจว

ทว่า กองกำลังจากหัวเมืองต่างๆ ที่ถูกเกณฑ์มารวมกันกลับไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย

ผู้บัญชาการกองพันหยางผู้รักษาเมืองหย่งอัน และรองแม่ทัพจ้าวแห่งเส้าหยาง ถึงกับบุกเข้ามาร้องเรียนถึงหน้าโต๊ะบัญชาการของจิ้งหนานอ๋องโดยตรง

พวกเขากัดไม่ปล่อย ชี้หน้ากล่าวหาว่าจิ้งหนานอ๋องคิดฉวยโอกาสส่งทหารสายตรงของตนเองหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้กองกำลังต่างถิ่นอย่างพวกตนต้องรับศึก เผชิญหน้ากับทัพใหญ่แห่งมณฑลหนานไห่ตามลำพัง เจตนาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ซ้ำยังกล่าวอีกว่า ในเมื่อเมืองลู่โจวตกอยู่ในกำมือของหลี่ฟู่ไปแล้ว คิดจะแย่งชิงคืนมาย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย หากระหว่างทางถูกหลี่ฟู่วางกำลังดักซุ่มโจมตี มิกลายเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีกหรือ?

เรื่องเร่งด่วนที่สุดในยามนี้ คือการรวมกำลังโหมบุกตีค่ายด่านเหยาซานให้แตก ขอเพียงตีฝ่าด่านเหยาซานเข้าไปยึดเมืองหนานไห่ได้ จะต้องกลัวว่าจะชิงลู่โจวกลับคืนมาไม่ได้อีกรึ?

อีกประการ ต่อให้หลี่ฟู่จะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใด ก็ไม่มีทางกล้าลงมือทำร้ายเชื้อพระวงศ์ในวังอ๋อง ตลอดจนครอบครัวของเหล่าแม่ทัพนายกองมากมายถึงเพียงนี้ได้โดยง่าย เรื่องราวยังพอมีช่องว่างให้ต่อรองเจรจาได้อีกมากโข!

ยิ่งไปกว่านั้น แม้เมืองลู่โจวจะเป็นเขตศักดินาของท่านอ๋อง ทว่าใต้หล้านี้ผืนดินทุกตารางนิ้วล้วนเป็นขององค์จักรพรรดิ ที่นั่นย่อมเป็นแผ่นดินของฝ่าบาท เป็นอาณาเขตแห่งแคว้นต้าโจวเช่นกัน ท่านอ๋องจะร้อนรนกระวนกระวายไปไย?

หรือว่า… ในใจของท่านอ๋อง บังเกิดความคิดมิบังควรที่มิสมควรมีเข้าแล้วจริงๆ—

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1475 เตรียมการศึก

 

บทที่ 1475 เตรียมการศึก

 

เหลียนฟางโจวมองตามเงาหลังของน้องสาวที่เดินกระฟัดกระเฟียดจากไปด้วยความขบขันระคนอ่อนใจ อดส่ายหน้าเบาๆ มิได้: แม่เด็กคนนี้ นับวันยิ่งแง่งอนเอาแต่ใจนัก! เห็นๆ อยู่ว่าตนเองเป็นฝ่ายไม่ยอมแยแสเขาก่อน แล้วยามนี้จะมาเคืองแค้นสิ่งใดกันเล่า?

ช่างเถิด เรื่องราวระหว่างเขาทั้งสอง ตนเองแสร้งทำเป็นคนตาบอดหูหนวกไปเสียดีที่สุด ในใจกระจ่างแจ้งเงียบๆ เพียงลำพังก็พอแล้ว

 

หลี่ฟู่มองเหลียนฟางชิงที มองเหลียนฟางโจวที แววตาพลันไหววูบ ยามนี้จึงเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ชิงเอ๋อร์… นางกับ…”

“นี่เพิ่งจะดูออกหรือเจ้าคะ!” เหลียนฟางโจวปรายตาค้อนเขา ยิ้มขื่นพลางเอ่ย “ชิงเอ๋อร์รอนแรมขึ้นเหนือไปถึงเมืองหลวงก็เพราะเขา ภายหลังยังร่วมเป็นร่วมตายฟันฝ่าวิกฤตมาด้วยกันตั้งเท่าใด ซ้ำขากลับยังต้องล่องใต้รอนแรมมาไกลนับพันลี้ ขุนเขาสูงตระหง่าน สายน้ำทอดยาว คนหนุ่มสาววัยไล่เลี่ยกัน รูปร่างหน้าตาก็เหมาะสมคู่ควร ต่อให้เดิมทีไม่มีสิ่งใด ก็ย่อมยากจะห้ามมิให้เกิดความรู้สึกพิเศษต่อกันได้ ยิ่งเดิมทีทั้งคู่ก็… เฮ้อ ข้าเองก็คร้านจะเข้าไปก้าวก่ายแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกเขาก็แล้วกัน!”

หลี่ฟู่ยิ้มขื่นเช่นกัน “เช่นนี้จะนับว่าเป็นลิขิตสวรรค์ได้หรือไม่?”

เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะ “พรืด” ออกมา “ข้าว่าก็คงไม่แคล้วหรอกเจ้าค่ะ!”

ทั้งสองหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง เหลียนฟางโจวพลันชะงักฝีเท้า เอียงคอยิ้มเอ่ย “วางใจเถอะ คนที่รู้จักตัวตนของท่านดี ย่อมไม่มีทางคิดฟุ้งซ่าน ส่วนคนที่ไม่เข้าใจท่าน พูดไปก็ไร้ประโยชน์! ชิงเอ๋อร์ก็ส่วนชิงเอ๋อร์ พวกเราก็ส่วนพวกเรา สองเรื่องนี้มิจำเป็นต้องนำมาปะปนกัน สิ่งใดสมควรทำ ท่านก็จงมุ่งมั่นทำไปตามนั้นเถิด จังหวะเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จะโลเลคลุมเครือมิได้เด็ดขาด!”

บางทีหลายตระกูลอาจมองว่าการที่บุตรสาวได้เข้าวังเสวยสุขและนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูลเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ ทว่าเหลียนฟางโจวย่อมรู้ดี บุรุษผู้มีนิสัยเปิดเผยซื่อตรงอย่างหลี่ฟู่ ที่ไต่เต้าจนได้เป็นแม่ทัพนายกองด้วยผลงานการศึกจากหยาดเหงื่อแรงกายของตนเอง ย่อมรังเกียจการถูกครหาเรื่องอาศัยบารมีฝ่ายในหรือเส้นสายเครือญาติเป็นที่สุด!

ในสายตาของเขา สิ่งพรรค์นั้นไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

ทว่าหากวันหน้าเหลียนฟางชิงได้ลงเอยกับโจวเหยี่ยนจริงๆ ฐานะของเขาก็ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและละเอียดอ่อนขึ้นมาในทันใด

“ข้ารู้!” หลี่ฟู่ทอดถอนใจพลางยิ้ม กุมมือภรรยาไว้แน่น “ภรรยาข้ามักจะรู้ใจและเข้าใจข้าเช่นนี้เสมอ จนทำให้ข้าพลอยรู้สึกละอายใจเสียแล้ว! มีหรือที่ข้าจะหวาดกลัวลมปากผู้อื่น? ชิงเอ๋อร์ชอบพอกับพระราช… อ่า น้องชายโจว ก็ปล่อยให้นางทำตามใจเถิด เพียงแต่นิสัยใจคอของนางเช่นนั้น วันหน้าเกรงว่า…”

หลี่ฟู่คลี่ยิ้ม “ดูท่าพวกเราคงต้องสร้างรากฐานให้เข้มแข็งทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว ภายภาคหน้าจะได้คอยเป็นที่พึ่งหนุนหลังให้นางได้!”

เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะคิกคัก อดรนทนไม่ไหวจนต้องโผเข้ากอดคอหลี่ฟู่ไว้แน่น จุมพิตลงบนแก้มของเขาฟอดใหญ่ ดวงตาหวานซึ้งจับจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มละมุน “อาเจี่ยน… ท่านช่างดีต่อข้าเหลือเกิน…”

หลี่ฟู่รวบตัวนางเข้าสู่อ้อมกอด โน้มศีรษะลงคลอเคลียหน้าผากแนบชิดกับนาง เอ่ยกระซิบกลั้วหัวเราะ “เจ้าเป็นภรรยาข้านี่นา ภรรยาที่ข้ารักสุดหัวใจ…” กล่าวจบก็ช้อนร่างอุ้มนางในท่าเจ้าสาว พาเดินตรงไปยังตั่งเตียงในห้องปีกตะวันออกทันที

เหลียนฟางโจวหัวเราะร่วนพลางผลักอกเขาเบาๆ “อย่าแกล้งสิเจ้าคะ!” ทว่าหลี่ฟู่กลับยิ่งอยากหยอกเย้า ทั้งสองหยอกล้อคลอเคลียกันจนกลายเป็นความหวานชื่นระคนเสียงหัวเราะไปทั่วห้อง

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันหวานซึ้ง หลี่ฟู่โอบกอดนางไว้แนบอก โน้มตัวซบลงข้างซอกคอพลางเอ่ยกระซิบแผ่วเบา “ฟางโจว มะรืนนี้ข้าต้องออกจากเมืองหนานไห่แล้วนะ ศึกกับจิ้งหนานอ๋องครานี้ ทอดเวลาต่อไปมิได้อีกแล้ว”

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องส่งเขาออกศึก ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่กลิ่นอายสงครามจะประชิดใกล้ตัวถึงเพียงนี้ ใกล้จนสัมผัสได้แจ่มชัด หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันเยียบเย็นลงชั่ววูบ

นางซุกตัวเข้าหาอกอุ่นของเขาตามสัญชาตญาณ กอดเขาไว้แน่น แม้มุมปากจะฝืนยกยิ้ม ทว่าน้ำเสียงกลับเปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยนและหนักแน่น

“เจ้าค่ะ! ข้าขออวยพรให้ท่านคว้าชัยชนะตั้งแต่ศึกแรก และรีบนำทัพกรีธากลับมาโดยเร็ว! ข้า ลูกๆ และทุกคนที่นี่… ล้วนเฝ้ารอท่านกลับมา”

“ดูแลตัวเองและลูกๆ ให้ดี ลั่วกว่างจะยังคงอยู่คุ้มกันที่นี่เหมือนเดิม” หลี่ฟู่ประทับจุมพิตลงบนหน้าผากนางพลางยิ้ม “ลำพังจิ้งหนานอ๋องตัวแค่นั้น หาใช่เรื่องใหญ่อันใดไม่! ข้ามอบเมืองหนานไห่ไว้ในกำมือเจ้าแล้ว ขอเพียงเมืองหนานไห่ยังสงบสุข ทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ย่อมปลอดภัยไร้กังวล แต่จำไว้… เจ้าและลูกๆ สำคัญที่สุด ไม่ว่าเมื่อใดพวกเจ้าก็สำคัญที่สุดเสมอ!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับ ส่งเสียง “อืม” แผ่วเบา ก่อนเอ่ยถาม “ศึกครานี้ ท่านคงพาอาเจ๋อไปด้วยใช่หรือไม่?”

หลี่ฟู่พยักหน้าพลางยิ้ม “วางใจเถอะ! ฝีมือของเขาข้าเป็นคนเคี่ยวเข็ญมากับมือ ย่อมรู้กำลังดี ครั้งนี้อวิ๋นหานก็จะไปด้วย ข้าจะให้พวกเขาสองคนร่วมทัพเคียงบ่าเคียงไหล่กัน จะได้คอยดูแลซึ่งกันและกัน!”

เหลียนฟางโจวมิได้คัดค้านสิ่งใด ยิ้มกล่าว “ข้าย่อมวางใจอยู่แล้ว อีกอย่าง ต่อให้ข้าคิดจะห้าม มีหรือที่เขาจะยอมฟัง”

หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ต่อให้มองในแง่ของชิงเอ๋อร์ เขาก็จำเป็นต้องรีบออกไปสะสมประสบการณ์สร้างบารมีตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนได้”

หัวใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ พลางยิ้มเย้า “ท่านคิดการณ์ไกลเร็วนักนะเจ้าคะ!”

“ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องถึงวันนั้น!” หลี่ฟู่หัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงเล่าเรื่องที่หารือกับหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยนก่อนหน้านี้ให้นางฟัง ให้นางช่วยขบคิดวางแผนการลอบแทรกซึมเข้าสู่เมืองหลวงไว้ล่วงหน้า รอให้เขานำทัพกำราบศึกกลับมาแล้วค่อยมาตกผลึกร่วมกัน

เมื่อได้ยินว่าเขากล่าวต่อหน้าโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะดึงตนเองเข้าร่วมวางแผน เหลียนฟางโจวทั้งประหลาดใจ ยินดี และกระดากอายไปพร้อมกัน อดค้อนเขาไม่ได้ “ท่านนี่ช่างเหลวไหลนัก! เรื่องบ้านเมืองใหญ่โตปานนั้น ข้าจะไปสอดมือยุ่งได้อย่างไรกัน เดี๋ยวผู้อื่นเอาไปนินทาจนท่านต้องเสียหน้าหรอก!”

หลี่ฟู่ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “กลัวอันใดเล่า! ทั่วทั้งมณฑลหนานไห่มีผู้ใดบ้างไม่รู้ซึ้งถึงสติปัญญาบารมีของหลี่ฮูหยิน! ต่อให้ข้าไม่เอ่ยปาก มีเรื่องใดบ้างที่ข้าจะปิดบังเจ้าได้ และเมื่อเจ้าได้ยิน มีหรือที่จะไม่ช่วยออกอุบายให้ข้า? เรื่องพวกนี้ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือไม่มิดหรอก สู้เปิดอกพูดกันตรงๆ ไปเลยจะดีกว่า”

เหลียนฟางโจวตรองดูแล้วเห็นว่าที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล จึงเพียงยิ้มรับและปล่อยผ่านไป

ล่วงพ้นไปอีกหนึ่งวัน หลี่ฟู่ เซียวมู่ หูต้าไห่ และเหล่าแม่ทัพนายกองต่างทยอยนำพากองทัพเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ด่านเหยาซาน เพื่อตั้งค่ายรับมือศัตรู

โดยทิ้งให้เสิ่นต้าอี้พร้อมด้วยนายทหารระดับกลางอีกสองสามคนอยู่คอยเฝ้ารักษาการณ์ ณ ที่มั่นบัญชาการใหญ่

เมื่อกองทัพใหญ่เริ่มเคลื่อนขบวน ทั่วทั้งเมืองหนานไห่ตลอดจนทั้งมณฑลต่างตื่นตัวจนร้อนระอุ ไม่ว่าจะตามโรงน้ำชา ร้านสุรา หรือแม้แต่กลุ่มชาวบ้านที่ยืนสนทนากันริมถนน หัวข้อที่เอ่ยถึงล้วนหนีไม่พ้นสงครามใหญ่ในครั้งนี้!

นอกเหนือจากการถกเถียงเรื่องศึกสงครามอย่างดุเดือดแล้ว ผู้คนยังพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของการศึกครานี้อย่างเผ็ดร้อน

ทางฝั่งจิ้งหนานอ๋องป่าวประกาศชูพระราชโองการอย่างเอิกเกริก ตราหน้าว่าหลี่ฟู่ “ก่อกบฏ” และมี “ความผิดมหันต์มิอาจละเว้น!” หวังใช้สิ่งนี้เกลี้ยกล่อมให้พวกหูต้าไห่แปรพักตร์กลับใจยอมสวามิภักดิ์ เพื่อยึดครองมณฑลหนานไห่โดยมิต้องหลั่งเลือด

ทว่าฝ่ายหลี่ฟู่หลังหารือกับเฝิงชวี่จี๋และที่ปรึกษาแล้ว ก็ได้ร่างหนังสือประกาศศึกและส่งคนกระจายแจกจ่ายไปทั่วสารทิศ… รวมถึงในอาณาเขตของจิ้งหนานอ๋องด้วยเช่นกัน!

เนื้อความในประกาศศึกระบุอย่างเผ็ดร้อนว่า หลีอ๋องชิงราชบัลลังก์มาโดยมิชอบ มีมลทินแปดเปื้อนข้อหาสมคบคิดลอบปลงพระชนม์อดีตจักรพรรดิและสังหารรัชทายาท หาใช่โอรสสวรรค์ที่แท้จริงไม่ ทั้งยังไร้คุณสมบัติที่จะนั่งบัลลังก์มังกร ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์! แม่ทัพหลี่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นจากอดีตจักรพรรดิ มีหรือจะยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อคนถ่อยชั่วช้าเช่นนี้? ขอเพียงผู้มีบุญญาธิการตัวจริงปรากฏ ย่อมพร้อมน้อมรับบัญชาทันที!

ซ้ำยังประณามว่าหลีอ๋องไม่แยแสต่อความเป็นความตายของราษฎร ดึงดันจะจุดไฟสงคราม ไร้ซึ่งหัวใจที่คำนึงถึงแผ่นดินและไพร่ฟ้า มิคู่ควรแก่การเป็นเจ้าแผ่นดินแม้แต่น้อย!

ขณะเดียวกัน เรื่องราวต่ำช้าสารพัดที่หลีอ๋องเคยกระทำต่อองค์รัชทายาทในอดีต ข้อกังขาเรื่องการสวรรคตอันเป็นปริศนาของอดีตจักรพรรดิ เพลิงผลาญตำหนักบูรพา ตลอดจนการแก่งแย่งอำนาจอย่างเอาเป็นเอาตายไร้ซึ่งคุณธรรมมนุษยธรรมระหว่างฮั่นหยางอ๋องกับหลีอ๋องหลังจากนั้น… ข่าวลือเหล่านี้ต่างถูกบอกเล่าปากต่อปาก พัดกระหน่ำประดุจพายุร้ายไปทั่วแดนหนานไห่ บดขยี้ชื่อเสียงของหลีอ๋องจนป่นปี้ลงสู่จุดต่ำสุด…

คมดาบยังมิทันได้ปะทะ คมวาจาและสงครามประสาทของทั้งสองฝ่ายก็ฟาดฟันกันจนดุเดือดเลือดพล่าน

และเห็นได้ชัดเจนยิ่งว่า ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นเบี้ยล่างอย่างน่าเวทนา… คือฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ประทับอยู่ไกลถึงเมืองหลวง!

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1474 หนทาง

 

บทที่ 1474 หนทาง

 

“ท่านแม่ทัพหลี่รีบลุกขึ้นเถิด!” โจวเหยี่ยนรีบเข้าประคองพลางเอ่ย “เสด็จปู่ไม่มีทางมองคนผิด ข้าขอฝากฝังทุกสิ่งไว้กับท่านแม่ทัพหลี่แล้ว! อยู่ที่นี่หาได้ลำบากอันใดไม่ ดีกว่ายามรอนแรมกรำศึกตลอดเส้นทางตั้งเท่าใด ท่านแม่ทัพหลี่สมควรจัดแจงสิ่งใดก็ทำไปตามนั้นเถิด มิต้องกังวลสิ่งใดให้มากความ!”

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าสำทับขึ้นเช่นกัน “นั่นสิ ท่านแม่ทัพหลี่ ตาแก่อย่างข้าขอถือวิสาสะเอ่ยสักคำ ที่มณฑลหนานไห่แห่งนี้ เจ้าตัดสินใจได้แต่ผู้เดียวเลย! กฎเกณฑ์ราชประเพณีอันใดนั้น รอให้ถึงเวลาอันควรเปิดเผยฐานะขององค์รัชทายาทแล้วค่อยว่ากันเถิด เฮ้อ แต่สถานการณ์เบื้องหน้ายามนี้… ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีความเห็นเช่นไรบ้าง?”

นี่คือสิ่งที่โจวเหยี่ยนให้ความสำคัญยิ่งยวดเช่นกัน เขาจึงพยักหน้า สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นยามหันไปกล่าวกับหลี่ฟู่ “เสด็จปู่ทวดกล่าวได้ถูกต้อง ท่านแม่ทัพหลี่ ยามนี้ฮั่นหยางอ๋องมิใช่เรื่องน่าวิตกอันใด ทว่าหลีอ๋องเข้ายึดครองบัลลังก์มังกรในเมืองหลวงไว้ได้แล้ว ยิ่งทอดเวลาเนิ่นนานออกไป ย่อมหวนกลับมาเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อพวกเรา! แต่หากคิดจะยกทัพบุกตีกลับขึ้นไปเมืองหลวง มีหรือจะทำได้โดยง่าย การศึกย่อมนำพามาซึ่งความพินาศฉิบหาย คนล้มตายบาดเจ็บล้วนเป็นราษฎรแห่งต้าโจวทั้งสิ้น ข้าไม่อาจทนเห็นได้ และเชื่อมั่นว่าเสด็จปู่กับเสด็จพ่อก็คงมิปรารถนาจะเห็นภาพเช่นนั้นแน่!”

“องค์รัชทายาททรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของราษฎรต้าโจวและเป็นโชคของแผ่นดินโดยแท้! หากเบื้องบนรับรู้ ย่อมต้องทรงเข้าข้างพระองค์เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ!” หลี่ฟู่ทอดถอนใจ “มิปิดบังองค์รัชทายาทและท่านอ๋องผู้เฒ่า ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่กระหม่อมกังวลใจอยู่เช่นกัน ท่านอ๋องผู้เฒ่าผ่านโลกมามากสายตากว้างไกล ไม่ทราบว่ามีข้อชี้แนะอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าขมวดคิ้วมุ่น “หนทางน่ะ… พอจะมีอยู่ทางหนึ่ง เพียงแต่มันเสี่ยงอันตรายจนเกินไป หากพลาดพลั้งขึ้นมา เกรงว่าพวกเราทุกคนคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น!”

ทั้งหลี่ฟู่และโจวเหยี่ยนต่างสะท้านวาบในอก

หลี่ฟู่จึงเอ่ยขึ้นทันควัน “ท่านอ๋องผู้เฒ่าลองกล่าวมาเถิด หากคุ้มค่าพอ กระหม่อมก็ไม่เกี่ยงที่จะเสี่ยง!”

“ข้าก็เช่นกัน!” โจวเหยี่ยนพยักหน้ารับอย่างแน่วแน่

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าปรายตามองทั้งสองแล้วทอดถอนใจ “ตลอดการเดินทางลงใต้ ข้าเฝ้าขบคิดปัญหานี้มาโดยตลอด หากคิดจะไม่ให้เกิดสงครามเข่นฆ่าและมิให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น… นั่นคือลอบแทรกซึมเข้าสู่เมืองหลวง แล้วจับตัวหลีอ๋องให้จงได้! จากนั้นจึงอ่านพระราชโองการของอดีตจักรพรรดิต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก!”

หลี่ฟู่และโจวเหยี่ยนชะงักงันไป ทว่าในใจกลับสว่างวาบขึ้นมาในทันใด

หลี่ฟู่กล่าวว่า “แม้แผนการนี้จะเสี่ยงไปสักหน่อย ทว่าหากวางแผนจัดแจงให้รัดกุม ก็ใช่ว่าจะไร้ทางสำเร็จ! เพียงแต่… หากเป็นเช่นนี้ องค์รัชทายาทก็จำต้องเสด็จร่วมขบวนเข้าเมืองหลวงไปด้วย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา กระหม่อมจะเอาหน้าไปพบอดีตฮ่องเต้และอดีตรัชทายาทได้อย่างไร!”

“ท่านแม่ทัพหลี่!” โจวเหยี่ยนหัวเราะร่วน “ท่านแม่ทัพไปได้ ไฉนข้าจะไปมิได้เล่า! ถึงป่านนี้แล้ว ยังมีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีก หากเรื่องนี้ทำการไม่สำเร็จ ข้าเองก็ไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว!”

หลี่ฟู่จึงกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กระหม่อมก็ไม่มีสิ่งใดจะคัดค้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าพยักหน้า ถอนหายใจยาว “พวกเจ้าเห็นพ้องต้องกัน ก็เอาตามนี้เถอะ! เพียงแต่เรื่องนี้ยังต้องวางแผนให้รอบคอบถี่ถ้วน ห้ามวู่วามเด็ดขาด ต้องตระเตรียมการทุกอย่างให้รัดกุมที่สุด!”

หลี่ฟู่และโจวเหยี่ยนต่างขานรับ

หลี่ฟู่นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ย “เอ่ยตามตรง เรื่องลึกซึ้งพรรค์นี้กระหม่อมมิค่อยสันทัดเท่าใดนัก ฮูหยินของกระหม่อมเป็นคนละเอียดรอบคอบ มิกลัวองค์รัชทายาทและท่านอ๋องผู้เฒ่าจะหัวเราะเยาะ การที่มณฑลหนานไห่สงบราบคาบลงได้และสามารถถอนรากถอนโคนสี่ตระกูลใหญ่ได้สำเร็จ ฮูหยินของกระหม่อมลงแรงออกความคิดไปมิใช่น้อย เรื่องนี้จะสามารถ…”

โจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าสบตากัน ก่อนจะแย้มยิ้ม “ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่าหลี่ฮูหยินสติปัญญาเฉียบแหลม หากได้นางมาช่วยออกอุบายย่อมดียิ่งขึ้นไปอีก! อีกประการ เรื่องใหญ่โตปานนี้เดิมทีก็มิใช่สิ่งที่พวกเราเพียงสามคนจะวางแผนได้ครอบคลุมรอบด้าน เพียงแต่พวกเราไม่คุ้นเคยกับคนในมณฑลหนานไห่ ผู้ใดสมควรดึงเข้ามาร่วมการศึกนี้ได้บ้าง คงต้องรบกวนท่านแม่ทัพหลี่ช่วยเหน็ดเหนื่อยคัดสรรแล้ว!”

หลี่ฟู่ยินดียิ่ง รีบเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะยิ้มแย้ม “แบ่งเบาพระราชภาระขององค์รัชทายาท ย่อมเป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อปรึกษากันต่ออีกครู่หนึ่ง หลี่ฟู่จึงเตรียมจะนำพาคนทั้งสองไปพักผ่อน

โจวเหยี่ยนหัวเราะพลางห้ามไว้ “อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย! ข้ามิได้อ่อนแออย่างที่ท่านแม่ทัพคิดหรอก สองวันนี้เดินทางเอื่อยๆ พักผ่อนจนเรี่ยวแรงฟื้นคืนมาเกือบหมดแล้ว! เพื่อมิให้เป็นที่สงสัย วันหน้าท่านแม่ทัพปฏิบัติต่อพวกเราสองคนตามสบายเถิด มิต้องเกรงใจหรือยกย่องเป็นพิเศษ คิดเสียว่า… อืม คิดเสียว่าเป็นสหายของชิงเอ๋อร์ก็แล้วกัน! ให้ท่านแม่ทัพเรียกเสด็จปู่ทวดว่าผู้เฒ่าจวง และเรียกข้าว่าน้องชายจวงก็พอ! ส่วนความเป็นอยู่หลับนอน ก็ต้อนรับขับสู้ดั่งแขกเหรื่อธรรมดาทั่วไปเถอะ!”

“ถูกต้องแล้ว! แม้ที่นี่จะเป็นมณฑลหนานไห่ แต่ระวังตัวไว้ก่อนย่อมปลอดภัยที่สุด!” หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าพยักหน้าเห็นชอบ

หลี่ฟู่จึงยิ้มรับ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอน้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ คงต้องให้องค์รัชทายาทและท่านอ๋องผู้เฒ่าทนลำบากแล้ว!”

โจวเหยี่ยนหัวเราะหึๆ “ไม่มีสิ่งใดต้องลำบาก ท่านแม่ทัพหลี่อย่าได้เอ่ยวาจานี้อีกเลย! แล้วก็… ท่านแม่ทัพควรเปลี่ยนคำเรียกขานได้แล้วนะ!”

พลางยิ้มเสริมขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราที่เป็นแขกเหรื่อย่อมต้องไปคารวะเจ้าบ้านฝ่ายหญิงเสียหน่อยจึงจะถูกธรรมเนียม! ท่านแม่ทัพหลี่ ช่วยนำทางพวกเราไปสักเที่ยวเถิด!”

หลี่ฟู่ยิ้มกว้าง ผายมือเชื้อเชิญ “องค์รัช… กระแอม น้องชายจวง ท่านผู้เฒ่า เชิญ!”

ทั้งโจวเหยี่ยนและหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าต่างระเบิดเสียงหัวเราะร่า แล้วพากันก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังพร้อมกัน

ฝ่ายเหลียนฟางโจวครั้นได้ยินคนของหลี่ฟู่มาส่งข่าว ว่ากำลังพาสหายสองคนของน้องสาวเข้ามาทักทาย ก็รู้ทันทีว่าเป็นหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและโจวเหยี่ยน นางสะดุ้งตกใจ รีบลุกขึ้นเตรียมตัวออกไปต้อนรับ

แม้คำพูดของหลี่ฟู่จะสื่อว่าให้ปิดบังฐานะของทั้งสองไว้ก่อน ทว่านั่นคือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ของแท้ที่เสด็จมาเยือนถึงเรือน!

ต่อให้ไม่ต้องคุกเข่ากราบไหว้เต็มยศ ทว่าก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติต่อกันตามอำเภอใจได้เด็ดขาด

เหลียนฟางชิงที่กำลังนั่งคุยอยู่ด้วย พอได้ยินว่าโจวเหยี่ยนมา ก็ผุดลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ “พี่ใหญ่ ข้าขอตัวหลบออกไปก่อนนะเจ้าคะ!”

เหลียนฟางโจวปรายตามองนางอย่างอ่อนใจ ยิ้มพลางปราม “เจ้าจะหลบไปที่ใดกัน? ไม่ได้ยินที่พี่เขยเจ้าบอกหรอกหรือ ว่าพาสหายของเจ้ามาเยี่ยมเยียน ตัวเจ้าก็นั่งอยู่นี่ ได้ยินแจ่มชัดเต็มสองหู จู่ๆ จะลุกหนีไป มันน่าดูที่ไหนกัน? อยู่ข้างกายพี่นี่แหละ ใครก็กลืนเจ้าลงท้องไม่ได้หรอก!”

เหลียนฟางชิงยู่ปาก จำต้องเอ่ยเสียงอู้อี้อย่างขัดใจ “ก็ได้เจ้าค่ะ! ข้าจะนั่งติดกับพี่ใหญ่ และจะไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น!”

เหลียนฟางโจวขบขัน ละความพยายามที่จะโต้เถียงกับนาง จึงจูงมือน้องสาวเดินออกไปต้อนรับ

เมื่อพบหน้ากัน เหลียนฟางโจวยอบกายคำนับหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่า ก่อนจะเอ่ยทักทายถามไถ่โจวเหยี่ยนตามสมควร

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบสามัญชน กิริยาท่าทางจึงมิได้ยึดติดธรรมเนียมราชสำนัก ส่วนโจวเหยี่ยนนั้นยิ่งมีใจอยากเอาอกเอาใจว่าที่พี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้อยู่แล้ว ใบหน้าจึงประดับรอยยิ้มประจบประแจงเสียจนเหลียนฟางโจวแทบจะทนดูไม่ได้!

ครั้นพากันเข้ามานั่งในห้องโถง เหลียนฟางโจวสั่งให้คนยกน้ำชาขึ้นมาต้อนรับ แล้วสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

โจวเหยี่ยนแอบชำเลืองมองเหลียนฟางชิงที่นั่งอยู่ข้างกายพี่สาวเป็นระยะ ทว่าแม่ตัวดีกลับทำราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด หลุบเปลือกตาลงนิ่งสงบ ไม่ยอมปริปากเอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว

ท่าทีเช่นนั้นทำเอาโจวเหยี่ยนร้อนรนกระวนกระวายใจยิ่งนัก ทว่าติดที่อยู่ต่อหน้าหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจว จึงมิอาจทำสิ่งใดตามใจได้

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ากระตุกวูบอย่างแรง ในใจได้แต่กรีดร้องว่าช่างน่าขายหน้านัก! ขณะที่เหลียนฟางโจวนั้นกลั้นขำจนแทบแย่อยู่รอมร่อ!

หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าทนดูต่อไปไม่ไหว จึงหาข้ออ้างแย้มยิ้มเอ่ยขอตัว แล้วรีบลากตัวโจวเหยี่ยนออกไปทันที

เหลียนฟางโจวลุกขึ้นเดินไปส่ง พลางยิ้มกล่าว “จะว่าไปพวกท่านเดินทางตรากตรำมาตลอดทาง สมควรไปพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน! มื้อค่ำข้าจะให้คนไปเชิญนะเจ้าคะ มาถึงที่นี่แล้ว หากต้องการสิ่งใดก็บอกกล่าวได้ทันที อย่าได้เกรงใจเป็นอันขาด!”

“ขอบใจหลี่ฮูหยินมาก! ในเมื่อพวกเราหน้าหนาบากหน้ามาถึงนี่แล้ว ย่อมไม่มีทางเกรงใจอยู่แล้วล่ะ!” หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าหัวเราะร่วน ทุกคนต่างยิ้มรับแล้วมองส่งทั้งสองเดินจากไป

ครั้นเห็นโจวเหยี่ยนเดินคล้อยหลังลับตาไปเช่นนั้น ใบหน้าน้อยๆ ของเหลียนฟางชิงก็พลันสลดลงทันควัน นางถลึงตาใส่แผ่นหลังของเขาอย่างเคียดแค้น ฮึดฮัดส่งเสียง ‘เฮอะ’ ในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขอตัวกลับไปพักผ่อนเช่นกัน