วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1402 พัฒนาเมืองหลางฉี

 

บทที่ 1402 พัฒนาเมืองหลางฉี

หลังจากส่งแขกเหรื่อกลับไปจนสิ้น เหลียนฟางโจวก็กลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อน โดยมอบหมายให้ปี้เถาและชุนซิ่งคอยกำกับดูแลบ่าวไพร่ให้เก็บกวาดสถานที่ให้เรียบร้อย

เหลียนฟางโจวสั่งให้คนแกะห่อของขวัญที่ฮูหยินใหญ่สกุลเล่อเจิ้งและคนอื่นๆ นำมามอบให้ ภายในมีทั้งปะการังแดงสูงกว่าสองฉื่อ กิ่งก้านสมมาตรสีสันแดงสดสวยงาม ไข่มุกเม็ดเขื่องขนาดเท่าตาพญามังกรที่กลมมนแวววาวเต็มกล่อง ทั้งยังมีไม้จันทน์หอมเกรดดีเยี่ยมบรรจุมาในกล่องไม้สีแดงเขียนลายทองฝังมุกจนเต็ม

เหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะยิ้มทอดถอนใจ “สมกับเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหนานไห่ ทรัพย์สมบัติช่างมหาศาลนัก ของล้ำค่าเหล่านี้ใช่ว่ามีเงินแล้วจะหาซื้อมาครอบครองได้ง่ายๆ”

เดิมทีนางคิดจะเรียกหงอวี้มาซักถามเรื่องที่เกิดขึ้นให้เร็วหน่อย ทว่าเกรงจะเป็นที่สังเกตเกินไปจึงยับยั้งชั่งใจไว้

มินานหงอวี้ก็เข้ามาสบโอกาสรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางฟังอย่างละเอียด

เหลียนฟางโจวฟังจบก็พยักหน้าพลางถอนใจด้วยความยินดี “ครานี้คู่แม่ลูกคู่นั้นคงมิมีสิ่งใดติดค้างในใจอีกแล้ว พอนึกถึงเรื่องของพวกนางก็น่าเวทนาจริงๆ เฮ่อ!”

หงอวี้ิยิ้มกล่าว “นับเป็นวาสนาที่ได้พบฮูหยินผู้เมตตาเจ้าค่ะ หากมิใช่เพราะท่านมีน้ำใจช่วยเหลือ พวกนางจะมีโอกาสได้พบกันหรือ? คงทำได้เพียงฝันกลางวันเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆ พลางดุอย่างมิจริงจัง “คำพูดนี้เจ้าเอ่ยต่อหน้าข้า ข้าจะถือเสียว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่หากไปกล่าวต่อหน้าผู้อื่น เขาจะหัวเราะเยาะเอาได้ รีบหุบปากเสีย!”

หงอวี้ิหัวเราะร่าพลางทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ “ใครจะกล้าหัวเราะเยาะเจ้าคะ? บ่าวจะไปโต้เถียงด้วยเหตุผลให้ดู! ทุกคำที่บ่าวกล่าวมาล้วนเป็นความจริงแท้ๆ!”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจพลางยิ้มละไม แล้วสั่งให้นางออกไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ผ่านไปมินาน ใต้เท้าจานและผางอวี้หลงก็นำพาครอบครัวและเหล่านายทหารเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองหลางฉีอย่างยิ่งใหญ่ โดยหลี่ฟู่นั้นมิได้ตามไปด้วย

จ้าวซือโจว (เจ้าเมืองจ้าว) นับตั้งแต่ถูกกองทัพของหลี่ฟู่บุกมาช่วยเหลือ ก็รู้ตัวดีว่าวันนี้ต้องมาถึง

เมื่อเห็นเอกสารราชการที่ใต้เท้าจานนำมาแสดง เขาจึงส่งมอบงานให้ทันทีโดยมิอิดออด เพื่อหวังจะผ่อนหนักเป็นเบาให้หลี่ฟู่ช่วยกล่าวคำดีๆ ให้ตนบ้าง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจ้าวซือโจวจึงมิได้หย่อนยาน กลับขยันขันแข็งยิ่งกว่าเดิม จัดการภารกิจในที่ทำการเมืองจนเป็นระเบียบเรียบร้อย

ยามส่งมอบงาน เขายังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สิ่งใดที่ควรชี้แจงก็บอกเล่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน กระทั่งเรื่องลับๆ บางอย่างที่ยากจะเอ่ยปากเขาก็ยังกระซิบเตือนไว้อย่างครบถ้วน

ความร่วมมือนี้ช่วยให้ใต้เท้าจานและผางอวี้หลงที่ตอนแรกยังคลำทางมิถูก ประหยัดแรงไปได้มาก ทั้งสองเริ่มรู้สึกนิยมชมชอบในตัวจ้าวซือโจวผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว

เมื่อส่งตัวจ้าวซือโจวจากไป ภารกิจพัฒนาเมืองหลางฉีก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ทั้งใต้เท้าจานและผางอวี้หลงได้รับคำสั่งจากหลี่ฟู่มาว่า การปกครองของจ้าวซือโจวเดิมนั้นเน้นความสงบสุขทว่าหย่อนยานเกินไป พวกเขาต้องพลิกสถานการณ์นี้เสียใหม่! ต้องอาศัยจังหวะที่เหล่าชนเผ่าต่างๆ บนเกาะกำลังเสียขวัญ รวบรวมกำลังใจสยบพวกเขาให้ราบคาบในคราเดียว!

ผางอวี้หลงรับหน้าที่ใช้กำลังทหารข่มขวัญและควบคุมให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ส่วนใต้เท้าจานดูแลการบริหารจัดการบ้านเมือง

สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการส่งคนจากทุกเผ่ามาเรียนรู้กฎหมายของราชวงศ์ต้าโจวตามแผนของหลี่ฟู่ ผางอวี้หลงยังได้รับคำสั่งให้จับตาเรื่องการทะเลาะวิวาทระหว่างเผ่าเป็นพิเศษ เขาจับกุมพวกหัวแข็งที่กล้าท้าทายกฎหมายเข้าคุกไปหลายราย จนขจัดต้นตอความวุ่นวายที่ทำท่าจะปะทุขึ้นได้สำเร็จ

ส่วนใต้เท้าจานเริ่มดำเนินการตัดถนน ขุดอ่างเก็บน้ำ และวางรากฐานส่งเสริมการบุกเบิกที่ดินทำกิน

ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนได้รับคำแนะนำมาจากเหลียนฟางโจวทั้งสิ้น

นางมองว่าความห่างไกลและการคมนาคมที่ยากลำบาก คือต้นเหตุที่ทำให้ชนเผ่าเหล่านี้แปลกแยกจากโลกภายนอก หากถนนหนทางสะดวก มีการแลกเปลี่ยนค้าขายมากขึ้น ปัญหานี้จะคลี่คลายลงเอง

ส่วนการขุดอ่างเก็บน้ำและบุกเบิกที่ดิน จะช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำไร่เลื่อนลอยมาเป็นการเกษตรที่ยั่งยืน มิเพียงช่วยรักษาป่าไม้ให้ลูกหลาน แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น ลดการพึ่งพิงธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ทว่าการตัดถนนผ่านขุนเขาและภูมิประเทศอันสลับซับซ้อนมิใช่เรื่องง่าย โชคดีที่มีแรงงานจากเจ็ดชนเผ่าที่ถูกลงโทษให้ใช้แรงงาน และกลุ่มคุ้มกันอ่างเก็บน้ำอีกหลายร้อยคน รวมถึงการเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยเสริม นอกจากนี้แม่ทัพเสิ่นต้าอี้ยังได้รับสั่งให้จัดเวรยามเหล่าทหารในค่าย หมุนเวียนกันไปทำงานครั้งละสองร้อยคนเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อเป็นการฝึกฝนทหารมิให้ปล่อยเวลาว่างทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

เมืองและอำเภอใกล้เคียงเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างก็พากันเอาอย่าง เริ่มปรับปรุงและขยายถนนในเขตของตน จนทั่วทั้งเมืองหนานไห่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการพัฒนาอันคึกคัก

ในช่วงฤดูกาลที่อ้อยสุกงอม เทคโนโลยีการผลิตน้ำตาลแบบใหม่ก็แพร่หลายไปทั่วหนานไห่ราวกระแสลมพัด โรงน้ำตาลเกือบทั้งหมดหันมาใช้เครื่องมือและกรรมวิธีใหม่

จะมีเพียงส่วนน้อยที่ยังยึดติดกับของเดิม เพราะเสียดายเงินที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องจักรบ้าง หรือทะนงในฝีมือเดิมของตนบ้าง

ทว่าผลลัพธ์ที่แตกต่างกลับปรากฏให้เห็นในมิช้า

เมื่อเห็นน้ำตาลทรายขาวที่เคี่ยวด้วยกรรมวิธีใหม่มีสีขาวบริสุทธิ์ สิ่งเจือปนน้อยลง และที่สำคัญคือปริมาณน้ำตาลที่ได้นั้นมากกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว! แม้ผู้ที่มีฝีมือมิช่ำชองก็ยังได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่า

เหล่าผู้ประกอบการในสายงานนี้ต่างปรีดาปราโมทย์กันทุกครัวเรือน!

ความเลื่อมใสและความขอบคุณต่อใต้เท้าบุรุษและฮูหยินของเขา พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่

เหลียนฟางโจวจึงปรึกษากับหลี่ฟู่ ให้เขาส่งหนังสือราชการไปยังทุกเมืองและอำเภอ เพื่อประกาศกระจายข่าวสารเป็นทอดๆ โดยกำหนดวันในแต่ละเดือนที่จะเปิดให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้เคล็ดลับการปลูกพืช การดูแลจัดการไร่นา รวมถึงการเลี้ยงไก่ เป็ด และสุกร ณ ตัวเมือง

เหลียนฟางโจวยังจัดพิมพ์เอกสารข้อมูลแจกจ่ายไปยังทุกแห่ง และส่งเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมลงพื้นที่ไปบรรยายความรู้ เพื่อให้กระจายถึงหูชาวบ้านในวงกว้างและรวดเร็วที่สุด

ด้วยรากฐานความเชื่อมั่นจากผลงานที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านรู้ว่าเรื่องนี้ริเริ่มโดยท่านผู้ว่าการมณฑลและฮูหยิน ต่างก็เชื่อถืออย่างสนิทใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ช่วงเวลานี้เหลียนฟางโจวมีความสุขยิ่งนัก ในดินแดนที่ห่างไกลและเปรียบเสมือนอาณาจักรอันสันโดษแห่งนี้ นางปรารถนาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎร

จนกระทั่งสิ้นเดือนสิบ การประมูลเส้นทางการค้าทั้งหมดก็เสร็จสิ้นลง ด้วยความรู้ใจบางอย่างที่แม้แต่เหลียนฟางโจวก็มิอาจอธิบายได้ เหล่าพ่อค้าต่างพร้อมใจกันสละเส้นทางการค้าเดิมสามเส้นทางไว้ให้นางโดยไม่มีใครเข้าร่วมประมูลแข่งขัน เมื่อเหลียนฟางโจวรับรู้ถึงเจตนานั้น นางจึงรับไว้ด้วยความยินดี

แน่นอนว่านางยังคงชำระเงินในราคาที่มิได้ต่ำไปกว่าผู้อื่น เมื่อเหล่าพ่อค้าเห็นเช่นนั้นต่างก็เลื่อมใสศรัทธา แม้แต่ผู้ที่เคยมีความขุ่นเคืองเล็กน้อยหรือมิกล้าเข้าแข่งขัน ก็กลับมารู้สึกสบายใจขึ้นมาก

หลังจากการขับเคี่ยวอันดุเดือดตลอดทั้งวัน เหล่าพ่อค้าได้จัดสรรเส้นทางการค้ากันอย่างลงตัว ฝ่ายราชการเองก็ได้รับรายได้เข้าคลังอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ยิ่งไปกว่านั้น นับจากนี้ไปจะมิมีการหนีภาษีจากสี่ตระกูลใหญ่และพ่อค้าที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขาอีก ภาษีของเมืองหนานไห่จึงมั่งคั่งขึ้นทันตาเห็น

นอกเหนือจากการใช้จ่ายในราชการปกติ หลี่ฟู่ยังจัดสรรงบประมาณไปยังเมืองและอำเภอต่างๆ เพื่อใช้ในการตัดถนนขุดอ่างเก็บน้ำ รวมถึงงบประมาณซ่อมแซมสำนักศึกษาและโรงเรียน เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้รุ่งเรืองต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1401 สองแม่ลูกพบหน้า

 

บทที่ 1401 สองแม่ลูกพบหน้า

หงอวี้อดมิได้ที่จะรู้สึกเวทนานาง จึงรีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินสาม ดูท่าทางท่านจะไม่สู้ดีนัก ให้บ่าวพาท่านไปหาที่พักผ่อนสักครู่เถิดเจ้าค่ะ”

“ข้า...” ฮูหยินสามสกุลเล่อเจิ้งเข้าใจความหมายของหงอวี้ทันที นางพยายามข่มความตระหนกและหัวใจที่เต้นรัวราวกระหน่ำกลอง ก่อนจะพยักหน้าตอบเบาๆ “ตกลง...”

หงอวี้เข้าไปประคองนางพลางกวักมือเรียกเซี่ยหมอมอ

แม้เซี่ยหมอมอจะมิได้ยินบทสนทนา แต่เห็นอาการของนายตนก็อดกังวลมิได้ นางรีบปรี่เข้ามาประคองแขนอีกข้างพลางถามด้วยความห่วงใย “ฮูหยินสาม... ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ?” นางปรายตาไปทางหงอวี้ด้วยแววตาไม่พอใจ หากมิใช่เพราะอยู่ในจวนสกุลหลี่ นางคงเอ่ยปากซักไซ้ไปแล้ว

“ข้ามิเป็นไร” ฮูหยินสามส่ายหน้าด้วยอาการสั่นเทา น้ำเสียงสั่นพร่าทว่าดวงตากลับเป็นประกายเจิดจ้า ลมหายใจติดขัดกระชั้นชี่ บนใบหน้าที่ซีดขาวปรากฏริ้วแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านอย่างหนัก

เซี่ยหมอมอใจหายวาบ นางข่มโทสะพลางเอ่ยถามหงอวี้ด้วยเสียงเย็นชา “แม่นาง ท่านกล่าววาจาใดกับฮูหยินของเรากันแน่?”

“เซี่ยหมอมอ!” ฮูหยินสามรีบขัดขึ้นก่อนหงอวี้จะทันตอบ นางส่งยิ้มอ่อนแรงให้เซี่ยหมอมอ “ข้ามิเป็นไร เพียงแต่จู่ๆ ก็รู้สึกใจคอไม่ดี หายใจติดขัดเล็กน้อย ขอพักสักครู่แล้วค่อยไป มิเกี่ยวกับแม่นางผู้นี้หรอก”

“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” แม้จะเคลือบแคลงใจ แต่เมื่อนายหญิงยืนยันเช่นนั้น เซี่ยหมอมอก็มิอาจซักไซ้ต่อ

“ฮูหยินสาม เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” หงอวี้พานางไปยังหอเล็กๆ ที่ค่อนข้างลับตาคน เมื่อจัดแจงให้นางนั่งเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มกล่าว “ท่านรออยู่ที่นี่สักครู่ บ่าวจะไปเตรียมน้ำชาร้อนๆ มาให้เจ้าค่ะ”

“ลำบากเจ้าแล้ว” ฮูหยินสามพยักหน้าเน้นย้ำ ในใจปรารถนาให้หงอวี้รีบไปเสียเดี๋ยวนี้

ครู่ต่อมา เมื่อได้ยินเสียงผลักประตูเปิดออก ฮูหยินสามก็เงยหน้าขึ้นทันที พลันจ้องมองสตรีในชุดแดงปักลวดลายเกล้าผมอย่างสตรีที่ออกเรือนแล้วซึ่งปรากฏกายเบื้องหน้า ริมฝีปากของนางสั่นระริก ลำคอตีบตัน ในอกราวกับถูกไฟแผดเผา ทว่ากลับมิอาจเค้นวาจาออกมาได้แม้แต่คำเดียว!

น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มในพริบตา...

ผ่านไปเกือบสองเค่อ เสียงเคาะประตูที่ดังกังวานทำให้สองแม่ลูกสะดุ้งสุดตัว ชูเอ๋อร์ได้สติจึงฝืนยิ้มกล่าว “ท่านแม่... ข้า... ข้าคงต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”

“ชูเอ๋อร์!” น้ำตาของฮูหยินสามหลั่งรินออกมาอีกครั้ง มือที่ผอมบางดั่งกิ่งไม้แห้งกำมือชูเอ๋อร์ไว้แน่น มิยอมปล่อยวาง

“ท่านแม่! ท่านอย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ” ชูเอ๋อร์ขอบตาแดงก่ำ นางพยายามกะพริบตาขับไล่น้ำตาพลางฝืนยิ้ม “ท่านแม่ ท่านกลับไปต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดี วันหน้าเราย่อมต้องได้พบกันอีกแน่นอน!”

ฮูหยินสามส่ายหน้าพลางทอดถอนใจด้วยความเศร้า “มันง่ายดายเช่นนั้นที่ไหนกัน... ให้แม่ได้มองเจ้าให้เต็มตาอีกสักนิดเถิด”

“ฮูหยินสาม ฮูหยินผาง” หงอวี้แง้มประตูเข้ามากล่าว “เวลาล่วงเลยมามากแล้ว ฮูหยินสามควรกลับได้แล้วเจ้าค่ะ”

ฮูหยินสามยิ่งอาลัยอาวรณ์ มิยอมคลายมือจากชูเอ๋อร์ แววตาที่เจ็บปวดร้าวรานนั้นยากจะทนมองได้

ชูเอ๋อร์เองก็อาลัยมิแพ้กัน เมื่อเห็นมารดาเป็นเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับถูกมีดกรีดใจ นางโผเข้ากอดมารดาแน่นพลางสะอื้นเบาๆ “ท่านแม่! เป็นลูกที่ไม่ดีเอง ลูกไม่ควรจากไปเช่นนั้น ลูกไม่ควรหลอกลวงท่านเลย!”

ฮูหยินสามกอดบุตรสาวไว้แนบอก แต่เมื่อได้ยินคำนั้นนางกลับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผละออกมองใบหน้าบุตรสาว ส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ไม่! ลูกรัก เรื่องนี้เจ้ามิผิด เจ้าทำได้ดีแล้ว แม่เห็นเจ้ามีชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ในใจก็เปี่ยมด้วยความยินดียิ่งนัก ยินดีจริงๆ!”

นางค่อยๆ คลายมือจากชูเอ๋อร์พลางฝืนยิ้ม “แม่เลอะเลือนไปเอง! ยามนี้แม่รู้แล้วว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่และอยู่อย่างสุขสบาย แม่ก็วางใจแล้ว เจ้าไปเถิด... รีบไปเสียเถิด แม่เองก็ควร... กลับเสียที!”

ชูเอ๋อร์ขอบตาแดงก่ำ เม้มปากพยักหน้า ส่วนเซี่ยหมอมอที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ปาดน้ำตาพลางช่วยเกลี้ยกล่อม

หงอวี้เห็นดังนั้นจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยขึ้น “ฮูหยินสาม ฮูหยินผาง อย่าได้โศกเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ ในเมื่อฮูหยินสามฝักใฝ่ในธรรม หากย้ายไปบำเพ็ญเพลที่อารามชีเพื่อสวดมนต์ให้สกุลเล่อเจิ้ง มิยิ่งแสดงถึงความศรัทธาหรอกหรือเจ้าคะ?”

หากพ้นจากจวนเล่อเจิ้งไปได้ และหาอารามที่อยู่ใกล้กับเมืองหลางฉีเพื่อบำเพ็ญเพียร ย่อมหาโอกาสพบกันได้ไม่ยาก อย่างน้อยปีละครั้งสองครั้งก็ยังดีมิใช่หรือ?

“นั่นสินะ!”

“จริงด้วย! วิเศษแท้!”

ดวงตาของฮูหยินสามและชูเอ๋อร์เป็นประกายด้วยความประหลาดใจและยินดี เห็นได้ชัดว่าพวกนางเข้าใจความหมายที่หงอวี้สื่อสารแล้ว

ความโศกเศร้ายามจากลาพลันจางหายไป ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกมี่กี่ประโยคก่อนจะรีบอำลา หงอวี้หยิบแป้งมาช่วยผลัดผัดหน้าให้ฮูหยินสามเพื่อพรางรอยบวมแดงที่ดวงตาและคราบน้ำตา

ฮูหยินสามยิ้มกล่าว “มิเป็นไรหรอก ปกติข้ามิค่อยพบปะผู้ใด กลับไปก็อยู่แต่ในห้องตนเอง ไม่มีใครสังเกตเห็นแน่ แม่นางหงอวี้ ขอบใจเจ้ามากนะ!”

หงอวี้ิยิ้มตอบ “บ่าวเป็นเพียงคนรับใช้ มิกล้ารับคำขอบคุณนี้หรอกเจ้าค่ะ ฮูหยินสามโปรดขอบคุณนายหญิงของข้าเถิด”

คำกล่าวนั้นทำเอาฮูหยินสามและเซี่ยหมอมอพากันยิ้มออกมา ฮูหยินสามพยักหน้าซ้ำๆ “แน่นอน! ย่อมต้องขอบคุณแน่นอน! หากมิใช่เพราะฮูหยินหลี่ เกรงว่าชาตินี้ข้าคงต้องลงโลงไปพร้อมความเสียใจเป็นแน่ ฝากบอกฮูหยินหลี่ด้วยว่าบุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ข้ามิอาจทดแทนได้หมด ทำได้เพียงสวดมนต์ขอพรให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองให้นางมีอายุยืนยาวร้อยปี!”

“ท่านมิได้ต้องเกรงใจถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ” หงอวี้ิยิ้ม “นายหญิงของข้าเอ็นดูฮูหยินผางมาก การช่วยเหลือนางก็นับเป็นเรื่องธรรมดาเจ้าค่ะ”

ฮูหยินสามทอดถอนใจปนรอยยิ้ม “นี่คือวาสนาของชูเอ๋อร์ และเป็นวาสนาของข้าด้วย!”

จนกระทั่งหลังมื้อเที่ยงที่ขบวนเดินทางจากไป เหลียนฟางโจวมิได้กล่าวสิ่งใดกับฮูหยินใหญ่สกุลเล่อเจิ้งมากนัก ฮูหยินใหญ่แอบสังเกตอยู่นาน สุดท้ายก็เชื่อว่าเหลียนฟางโจวเพียงต้องการผูกมิตรกับคนสกุลเล่อเจิ้งจึงเชิญเหล่าสตรีมาเป็นแขกเท่านั้น นางจึงเลิกติดใจสงสัย

ก่อนมื้อเที่ยง ทุกคนเพิ่งทราบว่าฮูหยินสามรู้สึกไม่สบายจึงขอตัวกลับไปก่อน ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ รีบเอ่ยปากขอโทษแทนฮูหยินสามต่อเหลียนฟางโจว

เหลียนฟางโจวกลับใจกว้าง เพียงยิ้มรับมิได้ว่ากระไร ฮูหยินใหญ่จึงเบาใจและมิคิดสืบหาความจริงต่อ

เมื่อทานมื้อเที่ยงและสนทนากันครู่หนึ่ง ทุกคนก็ขอตัวลากลับ เหลียนฟางโจวมอบของขวัญแรกพบให้แก่เหล่าคุณหนู ส่วนบรรดาอนุและสาวใช้ก็ได้รับรางวัลกันถ้วนหน้า นอกจากนี้ยังมีของกำนัลมากมายเตรียมไว้ให้เหล่าฮูหยินรุ่นสะใภ้และฮูหยินทั้งสามคน รวมถึงของฝากสำหรับฮูหยินผู้เฒ่าที่ฝากฮูหยินใหญ่กลับไป

ของขวัญแต่ละคนถูกบรรจุในกล่องอย่างดี ปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา ฮูหยินสามก็ได้รับหนึ่งส่วนเช่นกัน โดยฮูหยินใหญ่เป็นผู้รับฝากกลับไป

ทว่าของขวัญในส่วนของฮูหยินสามนั้นต่างจากผู้อื่น ของข้างในมิได้เตรียมโดยเหลียนฟางโจว แต่เป็นสิ่งที่ชูเอ๋อร์เตรียมไว้ให้เองกับมือ ผู้อื่นอาจมองไม่ออกถึงความนัย แต่เหลียนฟางโจวมั่นใจว่า ทันทีที่ฮูหยินสามเปิดออกดู ย่อมต้องรู้ความหมายในทันที

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1400 ลาจากโดยมิบอกกล่าว

 

บทที่ 1400 ลาจากโดยมิบอกกล่าว

ไม่ต้อง!” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้ข้าเพียงมาปรากฏตัวให้เห็นพอเป็นพิธี พี่สะใภ้ใหญ่เองก็ทราบดี ยังต้องพูดอะไรอีก?”

เซี่ยหมอมอไม่กล้าทัดทานต่อ ได้แต่รับคำเบาๆ และช่วยประคองนางเดินออกไป

ครั้นเดินพ้นเขตสวนหย่อมมาได้ไม่ไกล ประจวบเหมาะกับที่หงอวี้กำลังนำสาวใช้กลุ่มหนึ่งยกถาดผลไม้และของว่างเดินสวนมาพอดี เมื่อเห็นฮูหยินสามเล่อเจิ้งนางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปย่อกายคารวะพลางส่งยิ้มประจบ “นี่มิใช่ฮูหยินสามเล่อเจิ้งหรอกหรือเจ้าคะ? ท่านกำลังจะ—”

การที่เหลียนฟางโจวจะทำให้แผนการนี้สำเร็จย่อมไม่อาจทำเพียงลำพังได้ สุดท้ายนางจึงตัดสินใจบอกความลับนี้แก่ชุนซิ่งและหงอวี้อย่างระมัดระวัง เพื่อให้ทั้งสองคอยเป็นลูกมือและประสานงานตามสถานการณ์

หงอวี้ในยามนี้เมื่อเห็นฮูหยินสามเดินออกจากสวนมาเพียงลำพัง มีหรือจะไม่ตกใจ!

ไม่ต้องมากพิธี!” ฮูหยินสามยกมือขึ้นปรามพลางยิ้มบางๆ “ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายตัวกะทันหัน เลยตั้งใจจะขอตัวกลับก่อนน่ะ!”

เอ่อ—” หงอวี้ละล่ำละลักพลางฝืนยิ้ม “ฮูหยินของเรา... ทราบเรื่องนี้หรือยังเจ้าคะ?”

ฮูหยินสามมองหงอวี้ด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตอบ “พูดไปแล้วก็นับว่าข้าเสียมารยาทนัก เพียงแต่เห็นฮูหยินหลี่กำลังสนทนาอยู่กับเหล่าฮูหยินท่านอื่น ข้าจึงไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ รบกวนแม่นางช่วยหาจังหวะบอกฮูหยินหลี่ให้ข้าด้วยนะ! ลาก่อน”

นางพยักหน้าให้เล็กน้อยแล้วประคองเซี่ยหมอมอเดินจากไป

หงอวี้ได้แต่อ้าปากค้าง นางรีบซอยเท้าตามไปไม่กี่ก้าวแต่ก็หยุดชะงัก พลันเปลี่ยนทิศทางวิ่งไปยังระเบียงทางเดินใกล้ๆ ดักหน้าม่อเว่ย แล้วกระซิบสั่งเสียงรัว “เจ้าวิชาตัวเบาสูงส่งไม่ใช่รึ? รบกวนไปที่ศาลาอบเชยเดี๋ยวนี้ ไปหาพี่ชุนซิ่ง บอกนางว่าฮูหยินสามเล่อเจิ้งกำลังจะกลับแล้ว! ไหว้ล่ะ... เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้นะ!”

ม่อเว่ยที่กำลังจะไปหาซวี่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ปรายตาขึ้นมองหงอวี้ด้วยสายตาประหลาดๆ แวบหนึ่ง โดยไม่ปริปากพูดสักคำ เขาก็ขยับกายวูบเดียว หงอวี้เพียงแค่กะพริบตา ร่างของเขาก็อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา

คนผู้นี้! นึกว่าเก่งนักหรือไง!” หงอวี้กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ นางเองก็ไม่แน่ใจว่าม่อเว่ยรับคำหรือเปล่า

นางรีบหันไปสั่งสาวใช้คนอื่นๆ ให้รีบยกของไปส่งในสวน ส่วนตัวนางเองรีบวิ่งกะหืดกะหอบไปดักฮูหยินสามเล่อเจิ้งไว้อีกครั้ง

ไม่ว่าจะอย่างไร จะปล่อยให้นางกลับไปตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

หากนางกลับไปเสียตอนนี้ จะไปหาโอกาสเชิญมาอีกครั้งได้จากที่ไหน?

ฮูหยินสามสุขภาพไม่สู้ดี ทั้งยังไม่ได้เดินเหินไกลๆ เช่นนี้มานาน โดยเฉพาะท่ามกลางแสงแดด แม้จะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเริ่มเย็นลง แต่แสงแดดที่สาดส่องลงมาก็ยังแรงพอที่จะทำให้หน้ามืดตาลายได้ นางจึงเดินได้ช้ามาก เพียงครู่เดียวหงอวี้ที่วิ่งหอบซี่โครงบานก็สามารถตามมาดักหน้าไว้ได้ทันก่อนที่นางจะพ้นประตูชั้นใน

ฮู... ฮูหยินสามเจ้าคะ!” หงอวี้ยืนหอบพลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้ฮูหยินสาม

ฮูหยินสามเห็นสาวใช้ผู้นี้วิ่งตามมาอีกรอบก็ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางเอ่ยปนหัวเราะขื่นอย่างจนใจว่า “แม่นางน้อย ข้ารู้สึกไม่สบายจริงๆ หรือว่าการมาเป็นแขกที่จวนสกุลหลี่แห่งนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่อนุญาตให้แขกขอตัวกลับก่อนเชียวรึ?”

ไม่... ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ! ฮูหยินสามเข้าใจผิดแล้ว!” หงอวี้ที่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดีต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะหายใจคล่อง นางรีบใช้ปฏิภาณไหวพริบเอ่ยประจบว่า “ในเมื่อฮูหยินสามไม่สบาย เช่นนั้นมิสู้เข้าไปนั่งพักเหนื่อยสักครู่ก่อนเถิดเจ้าคะ? หากท่านกลับไปในสภาพเช่นนี้แล้วฮูหยินของเราทราบเข้า ย่อมต้องตำหนิพวกบ่าวว่ารับรองแขกไม่ดีเป็นแน่! ขอฮูหยินสามโปรดเห็นใจพวกบ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ พักให้หายเหนื่อยจนดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวบ่าวจะเป็นคนเดินไปส่งท่านที่หน้าประตูเองนะเจ้าคะ ท่านเห็นว่าดีไหมเจ้าคะ?”

นัยน์ตาของฮูหยินสามเล่อเจิ้งหม่นแสงลงเล็กน้อย นางจ้องมองหงอวี้ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นกะทันหัน “เซี่ยหมอมอ เจ้าถอยไปก่อน”

“...” เซี่ยหมอมอเหลือบมองนางทีหนึ่งแล้วหันไปมองหงอวี้ ก่อนจะรับคำ “เจ้าค่ะ” แล้วถอยออกไปยืนในระยะที่มั่นใจว่าจะไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่

ฮูหยินสามเล่อเจิ้งพินิจหงอวี้แวบหนึ่งพลางยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า “ดูจากการแต่งกายของแม่นางแล้ว คงจะเป็นคนสนิทที่ฮูหยินหลี่ไว้เนื้อเชื่อใจกระมัง? เช่นนั้นแม่นางก็พูดมาตามตรงเถิด ที่พยายามดึงดันให้ข้าอยู่ต่อเช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะเหตุใด? ข้าเป็นคนนิสัยตรงไปตรงมา ชิงชังการพูดจาอ้อมค้อม หากแม่นางไม่บอกความจริง ข้าคงต้องขอตัวลา และหวังว่าแม่นางจะไม่เข้ามาขัดขวางอีก!”

บ่าว—” หงอวี้เผยรอยยิ้มขื่น “ฮูหยินของพวกเรามีเรื่องสำคัญจะปรึกษากับท่านจริงๆ เจ้าค่ะ ฮูหยินสามโปรดวางใจ มิใช่เรื่องร้ายแรงอันใด และฮูหยินของพวกเราก็มิเคยทำเรื่องบีบบังคับจิตใจผู้ใด! เพียงแต่... ต้องขอประทานอภัยจากฮูหยินสามด้วยที่บ่าวยังมิอาจพูดออกมาได้ในยามนี้! บ่าวทราบดีว่าฮูหยินสามมิเกรงกลัวสิ่งใด ทว่าหากท่านทำให้เรื่องนี้พังพินาศลงไป หากภายหลังท่านได้รับรู้ความจริง... เกรงว่าท่านจะเสียใจจนแทบกระอักทีเดียวเจ้าค่ะ!”

โอ้?” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งหลุดหัวเราะหึๆ ในลำคอ แววตาแฝงความเย้ยหยันพลางกล่าวอย่างดูแคลน “ฮูหยินของพวกเจ้านี่... มักจะทะนงตนเช่นนี้เสมอเลยรึ?”

เสียใจจนแทบกระอักงั้นหรือ? ฮูหยินสามเล่อเจิ้งไม่มีทางเชื่อ! บนโลกใบนี้ ยังจะมีเรื่องใดที่พลาดไปแล้วจะทำให้นางต้องเสียใจได้อีก? ไม่มี! ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!

นางรู้สึกเพียงว่ามันช่างน่าขำสิ้นดี ไม่รู้ว่าฮูหยินหลี่ผู้นี้ หรือแม้แต่สาวใช้คนสนิทข้างกายของนาง ไปเอาความมั่นใจมหาศาลเช่นนี้มาจากไหนกัน!

หงอวี้มิได้ขุ่นเคืองกับคำพูดนั้น นางยังคงยิ้มและกล่าวตอบว่า “ฮูหยินสามเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินของพวกเรามิได้ทะนงตนแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเป็นคนระมัดระวังรอบคอบอย่างยิ่ง แต่หากจะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ฮูหยินของพวกเรามี ‘ต้นทุน’ มากพอที่จะทะนงตนได้จริงๆ เจ้าค่ะ!”

เจ้า—” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งแววตาเย็นวาบ

ยามที่นางกำลังจะสะบัดหน้าจากไป พลันเห็นสาวใช้ตัวน้อยนามว่าหลิ่วเอ๋อร์วิ่งกระหืดกระหอบมาจากทิศทางของสวนหย่อมพลางร้องเรียก “พี่หงอวี้เจ้าคะ!” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งพลันสงบนิ่งลงทันใด นางแค่นยิ้มเย็นในใจ: ข้าอยากจะรู้นักว่าฮูหยินหลี่ผู้นี้จะเล่นแง่อะไรอีก!

หงอวี้เองก็ลอบถอนใจอย่างโล่งอก คาดว่าหลิ่วเอ๋อร์คงได้รับคำสั่งจากฮูหยินให้เร่งรุดมาที่นี่ แต่เด็กน้อยเพียงเท่านี้จะรั้งฮูหยินสามเล่อเจิ้งไว้ได้อย่างไร? เหตุใดพี่ชุนซิ่งถึงไม่มาด้วยตนเองหนอ?

ทว่าพอนึกดูอีกที หากพี่ชุนซิ่งมาด้วยตนเองในขณะที่นางก็อยู่ที่นี่ มันจะดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตจนเกินไปและสะดุดตาผู้อื่นมากเกินไป

อา... ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!

ฮูหยินยังคงรอบคอบที่สุด...

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฮูหยินย่อมต้องสั่งความบางอย่างผ่านหลิ่วเอ๋อร์มาแน่ นางจึงเบาใจลง

หลิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาทำความเคารพฮูหยินสามเล่อเจิ้ง ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งให้หงอวี้พลางยิ้มกล่าว “ช่างประจวบเหมาะที่มาเจอพี่สาวที่นี่ นี่คือสิ่งที่ฮูหยินสั่งให้บ่าวนำมามอบให้พี่เจ้าค่ะ!”

หงอวี้ยิ้มรับและพยักหน้า “เอาละ เจ้าไปทำงานต่อเถิด!”

เจ้าค่ะ บ่าวขอตัวก่อนนะเจ้าคะ พี่สาวเชิญทำงานต่อเถิด!” หลิ่วเอ๋อร์ยิ้มร่าเริง ย่อตัวคำนับแล้วหมุนตัวจากไป

รอจนหลิ่วเอ๋อร์เดินลับตา หงอวี้จึงคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดูแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

ฮูหยินสามเล่อเจิ้งแค่นยิ้มเย็นพลางถาม “แม่นางน้อย ไม่ทราบว่ายังมีเรื่องใดจะกล่าวอีกหรือไม่?”

หงอวี้เงยหน้าขึ้นสบตานางตรงๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางพลางเอ่ยทีละคำอย่างจริงจัง “ฮูหยินสามเจ้าคะ บ่าวจะไม่ปิดบังท่าน ฮูหยินของพวกเรามีคำพูดประโยคหนึ่งอยากจะบอกท่าน ความจริงมิใช่ฮูหยินของพวกเราที่อยากจะรั้งท่านไว้ แต่มีฮูหยินน้อยท่านหนึ่งปรารถนาจะพบฮูหยินสามสักครั้ง จึงได้ไหว้วานฮูหยินของพวกเราให้ช่วยเป็นสื่อกลางทำบุญคุณในครั้งนี้! ฮูหยินน้อยท่านนี้มีนามว่าชูเอ๋อร์ ได้ยินมาว่านางมีความสัมพันธ์อันเก่าแก่กับฮูหยินสาม น่าเสียดายที่เกิดเหตุ... เพลิงไหม้ ครั้งใหญ่—”

เจ้าว่าอย่างไรนะ!” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ใบหน้าที่เดิมทีก็ขาวซีดจนเกือบโปร่งแสงอยู่แล้ว ยิ่งกลับกลายเป็นขาวราวกับไร้หยดเลือด

นางกำมือทั้งสองข้างแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว เส้นเลือดปูดโปนออกมา ทว่าก็ยังไม่อาจควบคุมร่างกายที่สั่นเทารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ ดวงตาของนางจับจ้องอยู่ที่หงอวี้เขม็งราวกับจะตรึงไว้ พลางเอ่ยถามด้วยเสียงอันสั่นเครือ “เจ้าพูดถึงใครนะ? ชู... ชูเอ๋อร์? เหตุ... เพลิงไหม้ รึ?”

 

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา- บทที่ 1399 เยือนจวนสกุลหลี่

 บทที่ 1399 เยือนจวนสกุลหลี่

น้องสะใภ้รองผู้นี้... ทำสิ่งใดมักไม่คิดหน้าคิดหลัง ชอบวิสาสะจัดการเองอยู่เรื่อย ในเมื่อสั่งความลงไปหมดแล้วยังจะมาบอกนางทำไมอีก? หรือจะให้นางไปเรียกพวกรุ่นลูกรุ่นหลานกลับมาอีกรอบรึอย่างไร?

หลินอวี่ฮุ่ยจึงทำได้เพียงเดินตามปรนนิบัติบรรดาแม่สามีและอาสะใภ้ไปให้การคารวะท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

ฮูหยินสามเล่อเจิ้งไม่ได้พบหน้าพ่อสามีมานานหลายปี ร่างกายของนางจึงสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว ยามนั้นนางเคียดแค้นสามีที่เย็นชาไร้น้ำใจ จนพาลไปโกรธเคืองพ่อสามีด้วย นางถึงขั้นต่อว่าพ่อสามีต่อหน้าผู้คนจนทำให้แม่สามีพิโรธจัด หากมิใช่เพราะท่านผู้เฒ่าออกปากห้ามไว้ แม่สามีคงสั่งให้นางคุกเข่าสำนึกผิดถึงสามวันสามคืนเป็นแน่

ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น ในใจของนางก็ยังคงเต็มไปด้วยความต่อต้านและชิงชังต่อผู้อาวุโสในตระกูลเล่อเจิ้งไม่เสื่อมคลาย

ครั้นเมื่อได้พบกัน ท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งกลับไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจหรือรังเกียจเดียดฉันท์ฮูหยินสามแต่อย่างใด เขายังคงปฏิบัติกับนางเหมือนปกติทั่วไป

ฮูหยินสามเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง นางทำความเคารพตามพี่สะใภ้ทั้งสองคน แล้วถอยไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างอย่างเงียบเชียบ

ท่านผู้เฒ่ากำชับความกับฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งอยู่อีกหลายประโยค ก่อนจะอนุญาตให้ทุกคนถอยออกไป

ส่วนเรื่องของบรรดาอนุภรรยานั้น ท่านผู้เฒ่าก็ออกคำสั่งชัดเจนว่า ให้พวกนางติดตามไปปรนนิบัติอยู่ข้างกายเหล่านายหญิงได้

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งเองก็ตั้งใจไว้เช่นนั้นอยู่แล้ว จึงรีบพยักหน้ารับคำทันที

ทางด้านจวนสกุลหลี่

ปี้เถา, ชุนซิ่ง และหงอวี้ ต่างกำลังกำกับการเตรียมงานอย่างขะมักเขม้น ปี้เถาอดไม่ได้ที่จะบ่นกับเหลียนฟางโจวว่า “ข้าว่าตระกูลเล่อเจิ้งนี่จุดยืนไม่มั่นคงเอาเสียเลย พูดง่ายๆ ก็คือเห็นแก่ตัวนั่นแหละเจ้าค่ะ ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดฮูหยินถึงให้ความสำคัญนัก ถึงกับต้องเตรียมงานต้อนรับสตรีในบ้านนั้นใหญ่โตขนาดนี้!”

เหลียนฟางโจวยิ้มตอบ “ตระกูลใหญ่เขาก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนในตระกูลเป็นหลัก การที่เห็นแก่ตัวบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิด และการที่สามารถรักษาตระกูลให้มั่นคงจนได้ฉายาว่าตุ๊กตาล้มลุกมาได้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ!”

ปี้เถาเบ้ปาก ยังคงยืนกรานความคิดเดิม “อย่างไรเสีย ข้าก็ยังไม่ชอบใจคนบ้านนั้นอยู่ดีเจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวรีบดักคอพลางหัวเราะ “ไม่ชอบน่ะเรื่องหนึ่ง แต่อย่าได้เสียมารยาทหรือละเลยแขกเชียวนะ เจ้าห้ามก่อเรื่องเด็ดขาด!”

“ฮูหยินเจ้าคะ! วางใจเถอะค่ะ ข้าแยกแยะออก!” ปี้เถารีบยิ้มรับคำ

เหลียนฟางโจวจึงเบาใจและยิ้มออกมา... เรื่องตัวตนที่แท้จริงของชูเอ๋อร์นั้น นางกับหลี่ฟู่ไม่ได้แพร่งพรายให้ใครได้รับรู้แม้แต่คนเดียว

พริบตาเดียวก็ถึงวันงาน เหลียนฟางโจวเชิญบรรดาฮูหยินของหูต้าไห่, สวี่ฉุนเหริน รวมถึงฮูหยินของเหล่าขุนนางที่ปรึกษาอีกหลายท่านมาช่วยต้อนรับแขกเหรื่อ

เมื่อเห็นแม่บ้านนำทางฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งและคณะเยื้องกรายเข้ามา อาภรณ์หลากสีสันและเครื่องประดับระยิบระยับดูตระการตาราวกับหมู่เมฆาสีรุ้งที่ลอยละล่องเข้ามา บรรดาฮูหยินขุนนางต่างหันมองหน้ากันพลางลอบอุทานในใจ: สมกับเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งหนานไห่โดยแท้!

เหล่าฮูหยินขุนนางมีบรรดาศักดิ์ติดตัว ย่อมไม่มีธรรมเนียมออกไปต้อนรับถึงหน้าประตู เมื่อเห็นแขกเข้ามาในลานเรือนแล้ว เหลียนฟางโจวจึงพาทุกคนลุกขึ้นยิ้มแย้มเดินไปต้อนรับเพียงไม่กี่ก้าว

หลังจากทักทายปราศรัยตามมารยาทพอเป็นพิธี ทุกคนก็เข้ามานั่งประจำที่ในห้องโถง

ผู้ที่มีที่นั่งต่อหน้าเหลียนฟางโจวมีเพียงสามฮูหยินผู้ใหญ่ของสกุลเล่อเจิ้งเท่านั้น ส่วนเหล่าฮูหยินน้อยและอนุภรรยาต่างยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง บรรดาสาวใช้แม่นมรออยู่ที่ระเบียงด้านนอก ส่วนคุณหนูทั้งหลายยืนรวมกลุ่มกันอยู่ไกลออกไปเล็กน้อย พลางลอบสำรวจเหลียนฟางโจวและสภาพแวดล้อมรอบกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ครั้นฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งสั่งให้เหล่าคุณหนูเข้ามาทำความเคารพ เหลียนฟางโจวและคนอื่นๆ ต่างมอบของขวัญแรกพบและกล่าวคำชมเชยตามมารยาท เมื่อนั่งคุยกันได้ครู่หนึ่ง เหลียนฟางโจวก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า: "ที่นี่ค่อนข้างคับแคบ พวกเราไปคุยกันในสวนดีกว่าเจ้าค่ะ ที่นั่นกว้างขวาง บรรดาคุณหนูและฮูหยินน้อยจะได้ไม่ต้องอึดอัดกันนัก"

ทุกคนต่างยิ้มรับคำเห็นดีเห็นงาม จึงลุกขึ้นเคลื่อนขบวนไปยังสวนหย่อม

ในสวนถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เหลียนฟางโจวและสามฮูหยินสกุลเล่อเจิ้งนั่งสนทนากันที่ ศาลาอบเชย ส่วนเหล่าฮูหยินน้อยและคุณหนูถูกจัดให้นั่งที่ ศาลาสดับหอม ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสามสิบเมตรริมสระน้ำเล็กๆ ที่นั่นโอ่โถงและโปร่งสบายสี่ด้าน แม้ยามนี้จะไม่มีบัวให้ชม แต่ก็สามารถชมปลา ตกปลา เดินหมาก หรือจะเดินเล่นชมสวนก็ทำได้ตามอัธยาศัย

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งเชี่ยวชาญการเข้าสังคมอยู่แล้ว ส่วนฮูหยินรองก็เป็นคนช่างพูดช่างคุย บรรยากาศในศาลาอบเชยจึงครึกครื้นยิ่งนัก

ทว่าในใจฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งเริ่มมีความเคลือบแคลงสงสัย นางเริ่มไม่แน่ใจในเจตนาของฮูหยินผู้ว่าการมณฑลผู้นี้

หรือว่านางจะคิดมากไปเอง? ฮูหยินหลี่เชิญพวกนางมาเพียงเพื่อเป็นแขก และซื้อใจตระกูลเล่อเจิ้งเฉยๆ โดยไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง?

นางคอยสังเกตสีหน้าของเหลียนฟางโจวอยู่ตลอด เห็นอีกฝ่ายพูดคุยหัวเราะกับทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทีว่าจะส่งสัญญาณชวนนางไปคุยเป็นการส่วนตัวแม้แต่น้อย ต่อให้นางจะปราดเปรื่องเพียงใด ยามนี้ในใจก็เริ่มจะไขว้เขว

สำหรับบรรยากาศเช่นนี้ ฮูหยินสามเล่อเจิ้งมักจะทำตัวเป็นคนนอกและไม่ใคร่สนใจนัก หลังจากนั่งร่วมวงได้พักหนึ่ง นางก็ขอตัวไปพักผ่อนที่ห้องข้าง

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งรีบเอ่ยขออภัยแทนด้วยรอยยิ้ม บอกว่าน้องสะใภ้สามสุขภาพไม่ค่อยสู้ดี ทุกคนต่างเข้าใจและยิ้มแย้มให้นางไปพักผ่อนโดยไม่มีใครตำหนิสิ่งใด

เหลียนฟางโจวลอบสังเกตฮูหยินสามแวบหนึ่ง... เสื้อตัวยาวผ้าไหมลายองุ่นสีเขียวเข้มและกระโปรงจีบสีฟ้าจางที่นางสวมใส่นั้นดูหลวมโพลนโคร่งคราด ไม่ต้องดูหน้าก็รู้ว่าซูบผอมเพียงใด! โหนกแก้มทั้งสองข้างปูดโปน ดวงตาลึกโหลและดูโตผิดปกติทว่าไร้แววประหนึ่งน้ำนิ่งในบ่อโบราณ คางแหลมเล็กทำให้ใบหน้าที่ยาวอยู่แล้วดูยาวยิ่งขึ้น สีหน้าขาวซีดจนเกือบโปร่งแสง กลิ่นอายรอบกายดูแปลกแยกจากบรรยากาศรื่นเริงอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ปิ่นทองลายมงคลประดับขนนกกระเต็นบนมวยผมสีดอกเลาก็ยังดูขัดตายิ่งนัก

ทว่าหากพินิจโครงหน้าและดวงตาให้ดี จะเห็นเค้าลางว่ายามสาวนางต้องเป็นโฉมงามสะคราญตาผู้หนึ่งแน่นอน

แววตาของเหลียนฟางโจวไหววูบและหม่นแสงลงเล็กน้อย นางพอจะเข้าใจสาเหตุที่อีกฝ่ายกลายเป็นเช่นนี้

นางลอบคิดในใจ: ด้วยสภาพร่างกายและจิตใจเช่นนี้ หากปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงปีสองปีเท่านั้น! หวังว่าการได้พบลูกสาวที่นางคิดว่าตายไปแล้ว และได้รับรู้ว่าตอนนี้นางมีความสุขดี จะช่วยจุดประกายความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ขึ้นมาใหม่ได้นะ

เหลียนฟางโจวกำลังครุ่นคิดหาข้ออ้างส่งคนพาไปพบชูเอ๋อร์ ทว่าไม่คาดคิดว่าฮูหยินสามจะพักอยู่ในห้องข้างเพียงครู่เดียว ก็เตรียมจะพาเซี่ยหมอมอ บ่าวรับใช้ข้างกายเดินทางกลับเสียแล้ว

สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติน้ำชาเห็นสีหน้าท่าทางของนางดูคล้ายคนเจ็บไข้แต่ก็ไม่ใช่ ทั้งยังดูไม่อยากร่วมงานเลี้ยงแม้แต่น้อย จึงไม่แปลกใจที่นางจะขอตัวกลับก่อน และรับคำว่าจะไปรายงานฮูหยินให้ทราบ

แต่ฮูหยินสามกลับห้ามไว้พลางยิ้มบางๆ: "ฮูหยินหลี่กำลังคุยกับเหล่าฮูหยินท่านอื่นอยู่ เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ อย่าเพิ่งไปกวนนางเลย ไว้รอนางว่างแล้วเจ้าค่อยหาจังหวะบอกนางทีหลังก็ได้ จะไปรบกวนตอนนี้ทำไมกัน?"

สาวใช้คิดตามก็เห็นว่าจริง จึงยิ้มตอบ: "เช่นนั้น บ่าวจะนำทางฮูหยินสามออกไปเองเจ้าค่ะ แล้วประเดี๋ยวบ่าวค่อยไปรายงานฮูหยินของเราอีกที!"

ฮูหยินสามพยักหน้ายิ้มให้นาง ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามออกไป

"ฮูหยินสามเจ้าคะ ทำแบบนี้... จะดีหรือเจ้าคะ? ควรจะบอกฮูหยินใหญ่สักคำก่อนไหมเจ้าคะ?" เซี่ยหมอมอลอบกระตุกชายเสื้อพลางกระซิบถามอย่างกังวล

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1398 ข้าจะไป!

 

บทที่ 1398 ข้าจะไป!

เมื่อฮูหยินสามเล่อเจิ้งได้ฟังคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าที่พี่สะใภ้ใหญ่ถ่ายทอดมา นางโกรธจนใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษ ร่างกายสั่นเทาไปทั้งร่าง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงแค่นยิ้มเย็นออกมา “ดี... ดีเหลือเกิน! ข้าจะไป! ข้าจะไปตามที่พวกท่านต้องการ! ข้านี่มันช่างไร้เดียงสานัก หากจะวัดเรื่องความใจดำอำมหิตกับตระกูลเล่อเจิ้งแล้ว จะมีใครเทียบติด! ข้านี่มันโง่จริงๆ ที่คิดว่าตัวเองมีค่า!”

“น้องสะใภ้สาม!” ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจนัก นางถอนหายใจพลางปลอบว่า “เจ้าอย่าทำเช่นนี้เลย ต่อให้เจ้าตรอมใจตายไปมันก็สูญเปล่า จะทำไปเพื่อสิ่งใดกัน? เชื่อพี่สะใภ้เถอะ เรื่องมันผ่านมาหลายปีแล้ว อะไรที่ควรปล่อยวางก็จงปล่อยวางเสีย หากชูเหยียน (ชูเอ๋อร์) รับรู้ได้บนสรวงสวรรค์—”

“พี่สะใภ้!” ฮูหยินสามเอ่ยขัดขึ้นเรียบๆ นางย่อกายคำนับด้วยท่าทีเย็นชาและเหินห่าง “เรื่องการเตรียมการทั้งหมด คงต้องรบกวนพี่สะใภ้แล้วเจ้าค่ะ!”

ฮูหยินใหญ่ลอบถอนใจในอก นางพยักหน้าพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ้าวางใจเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนส่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับมาให้ เจ้าไม่ต้องกังวลสิ่งใดทั้งนั้น! งานเลี้ยงนี้มีผู้คนมากมายก็แค่ไปร่วมพอเป็นพิธี ไปปรากฏตัวให้คนเห็นเสียหน่อย หากเจ้าไม่อยากอยู่นาน เมื่อถึงเวลาเจ้าค่อยขอตัวกลับก่อนก็ได้”

“ขอบพระคุณพี่สะใภ้เจ้าค่ะ!” ในใจฮูหยินสามนั้นมีความเคารพต่อพี่สะใภ้ผู้นี้อยู่หลายส่วน นางพยักหน้าพลางถอนหายใจด้วยความตื้นตัน “ในบ้านหลังนี้ มีเพียงพี่สะใภ้เท่านั้นที่ยังพอมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง การต้องดูแลบ้านใหญ่โตขนาดนี้ช่างไม่ใช่งานง่ายเลยจริงๆ ข้าเป็นคนรักความสงบ พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลกับข้ามากนักหรอกเจ้าค่ะ จัดหาอะไรที่พอใช้ได้มาก็พอ”

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร จึงทำเพียงยิ้มพลางเอ่ยสั้นๆ ว่า “น้องสะใภ้ไม่ต้องเกรงใจ” จากนั้นจึงปลีกตัวไปจัดการงานต่อ

เช้าวันถัดมา เหล่าสตรีตระกูลเล่อเจิ้งต่างพากันขึ้นรถม้า ทั้งสาวใช้ แม่นม และบรรดาอนุภรรยา ขบวนรถม้าสิบกว่าคันแล่นเรียงรายอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับเหล่าผู้ติดตามและองครักษ์ประตัวขบวนก็ยิ่งดูยิ่งใหญ่ตระการตา ยามที่ขบวนเคลื่อนออกจากเมืองก้งจางจึงดึงดูดสายตาผู้คนนับไม่ถ้วนให้หยุดดูด้วยความอัศจรรย์ใจ

เมื่อผู้คนทราบข่าวว่าฮูหยินหลี่จะจัดงานเลี้ยงรับรองสตรีตระกูลเล่อเจิ้งทุกคนในเมืองหนานไห่ ขบวนสตรีสูงศักดิ์น้อยใหญ่จึงต้องรีบเร่งเดินทางไปร่วมงาน จนเกิดภาพขบวนที่ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้

ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์และถอดถอนใจเป็นเสียงเดียวกันว่า สมแล้วที่ตระกูลเล่อเจิ้งถูกขานนามว่าเป็น "ตระกูลตุ๊กตาล้มลุก" แห่งหนานไห่ที่ไม่ว่าพายุจะแรงแค่ไหนก็ไม่มีวันล้ม!

การชิงอำนาจระหว่างสี่ตระกูลใหญ่กับราชสำนักจบลงที่ตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้งพินาศย่อยยับจนสิ้นซาก ตระกูลฝูแม้จะยังรักษาป้ายชื่อตระกูลไว้ได้ แต่ไส้ในกลับถูกเปลี่ยนใหม่หมดสิ้น ว่ากันว่าประมุขตระกูลฝูคนใหม่นั้นได้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลเป็นคนหนุนหลังให้ขึ้นสู่อำนาจ!

มีเพียงตระกูลเล่อเจิ้งเท่านั้นที่ไม่เพียงแต่จะผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แต่กลับยิ่งได้รับความสำคัญและไมตรีจิตจากท่านผู้ว่าการมณฑลและฮูหยินหลี่อย่างท่วมท้น!

ดูเอาเถิด จะมีตระกูลใดอีกที่มีบารมีและหน้าตาถึงเพียงนี้? มีเพียงตระกูลเล่อเจิ้งเท่านั้น!

หากจะสร้างตระกูลให้มั่นคงเฉกเช่นเล่อเจิ้ง เกรงว่าทั่วหล้าคงมีเพียงที่นี่ที่เดียว!

ภายหลังเมื่อเหลียนฟางโจวได้รับรู้ข่าวคราวเหล่านี้เข้า นางก็ได้แต่ขำไม่ออกบอกไม่ถูก ตระกูลเล่อเจิ้งนี่นะ... ช่างเก่งกาจจนต้องยอมสยบให้จริงๆ!

ขบวนรถม้าเดินทางมาได้หนึ่งวันครึ่ง จวบจนวันถัดมาช่วงก่อนเที่ยง ขบวนยาวเหยียดนั้นก็ปรากฏสู่สายตาผู้คน ณ จุดหลักลี้ที่สิบก่อนถึงเมืองหนานไห่

ด้วยความเป็นตระกูลใหญ่ที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย เหล่าฮูหยินและคุณหนูส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้ออกไปที่ใดไกลบ้านบ่อยนัก การเดินทางไกลด้วยขบวนใหญ่เช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับพวกนาง แม้ในใจจะตื่นเต้นดีใจเจียนคลั่งที่ใกล้จะถึงเมืองหนานไห่แล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงรักษาอาการ นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนรถม้า พลางกระซิบกระซาบคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส โดยไม่มีใครบังอาจแง้มม่านรถม้าออกไปมองข้างนอกให้เสียกิริยาเลยแม้แต่คนเดียว

สำหรับบรรดาอนุภรรยา (อี๋เหนียง) นั้นมักจะมีนิสัยใจกล้ากว่าใครเพื่อน แต่ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว นางจึงส่งแม่นมและหมอมอผู้จัดเจนงานเข้าไปกำชับที่ข้างรถม้าผ่านม่านกั้นอยู่ไม่กี่คำ ก็ไม่มีใครกล้าเสียมารยาทหรือทำตัวนอกลู่นอกทางอีก

ทางด้านเล่อเจิ้งซั่นฉาง ได้นำพ่อบ้านและบ่าวไพร่มาคอยต้อนรับอยู่ที่จุดนัดพบ เมื่อเห็นขบวนรถม้าเคลื่อนเข้ามาจึงรีบนำคนเข้าไปคารวะทำความเคารพท่านแม่และบรรดาอาสะใภ้อย่างพร้อมเพรียง

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งเลิกม่านขึ้นพยักหน้าให้บุตรชายพลางยิ้มละไม “ท่านปู่ของเจ้าสบายดีหรือไม่?”

ท่านปู่สบายดีครับ และยังบ่นคิดถึงทุกคนที่บ้านด้วย” เล่อเจิ้งซั่นฉางตอบด้วยรอยยิ้ม

เด็กดี!” ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งยิ้มอย่างพอใจ “นำทางเถิด พวกเราจะได้เข้าเมืองกันเสียที แล้วที่พักของบรรดาอาสะใภ้และเหล่าน้องสาวเจ้าจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม? รวมถึงที่พักของเหล่าอี๋เหนียงด้วย”

เล่อเจิ้งซั่นฉางยิ้มตอบ “ท่านแม่โปรดวางใจ ทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้วขอรับ!”

ทว่าในใจเขากลับลอบยิ้มขื่น พลางนึกว่าท่านย่ากับท่านแม่คิดอย่างไรกันแน่ ถึงได้พ่วงบรรดาอี๋เหนียงมาด้วยตั้งมากมายขนาดนี้! เดิมทีเขาก็ไม่ได้เตรียมที่พักเผื่อไว้สำหรับเหล่าอนุจริงๆ นั่นแหละ ยังดีที่มีคนเร่งควบม้ามาแจ้งข่าวก่อนล่วงหน้า เขาจึงได้รีบไปจัดการเตรียมการร่วมกับอวี่ฮุ่ยอย่างเร่งด่วน

อวี่ฮุ่ยยังเคยเย้าแหย่เขาเล่นๆ ว่า อย่าว่าแต่บ้านเราเลย แม้แต่ฮูหยินหลี่เองก็คงคาดไม่ถึงเช่นกัน! คนมากันมืดฟ้ามัวดินขนาดนี้ ไม่รู้ว่ามะรืนนี้จะจัดการอย่างไร ที่จวนฮูหยินหลี่คงไม่มีอนุภรรยาที่ไหนออกมาต้อนรับเหล่าอี๋เหนียงหรอกกระมัง หากจะให้ฮูหยินหลี่ลดตัวลงมาต้อนรับพวกนางเองก็คงดูไม่เข้าที!

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งยิ้มรับแล้วไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เล่อเจิ้งซั่นฉางจึงขี่ม้านำขบวนรถม้าที่แล่นเรียงรายเข้าสู่เมือง

ความโกลาหลในคฤหาสน์สกุลเล่อเจิ้ง

ณ หน้าคฤหาสน์ หลินอวี่ฮุ่ยนำบ่าวไพร่และแม่บ้านผู้ดูแลคอยต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว เมื่อรถม้าหยุดลงอย่างช้าๆ นางก็รีบเข้าไปประคองฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งลงมา

ฮูหยินใหญ่ตบหลังมือนางเบาๆ พลางยิ้ม “แม่ไม่เป็นไร เจ้าไปดูอาสะใภ้รองกับอาสะใภ้สามของเจ้าเถิด!”

หลินอวี่ฮุ่ยรับคำพลางสั่งให้แม่บ้านดูแลทางนี้ให้ดี แล้วรีบไปปรนนิบัติฮูหยินรองและฮูหยินสามทันที

เพียงครู่เดียว บรรดาคุณหนูและเหล่าอี๋เหนียงต่างก็ทยอยลงจากรถม้า เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจดังระงมไปทั่วจนดูวุ่นวายและครึกครื้นยิ่งนัก ฮูหยินใหญ่ต้องสั่งให้แม่บ้านตะโกนกำชับอยู่หลายรอบบรรยากาศจึงค่อยสงบลงบ้าง ก่อนที่ทุกคนจะพากันเดินเข้าสู่ภายในคฤหาสน์

โชคดีที่คฤหาสน์ตระกูลเล่อเจิ้งในเมืองหนานไห่นั้นกว้างขวางพอสมควร สามฮูหยินผู้ใหญ่แยกพักกันคนละเรือนเล็ก เหล่าคุณหนูแบ่งพักในเรือนใหญ่สองหลังที่มีเรือนปีกซ้ายขวา ส่วนเหล่าสะใภ้ก็แบ่งตามบ้านแต่ละหลังพำนักในเรือนสองชั้น และเหล่าอี๋เหนียงก็แยกไปพักในเรือนขนาดกลางอีกสามหลัง การเข้ามาของคนกลุ่มใหญ่ทำเอาคฤหาสน์ที่เคยเงียบเหงาพลันคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น

บ่าวไพร่เดินถือข้าวของส่งไปมากันไม่ขาดสาย รายงานเรื่องราวกันวุ่นวายจนเดินสวนกันไปมา

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเอ่ยชมหลินอวี่ฮุ่ยยิ้มๆ “ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ ที่เตรียมการได้ครบถ้วนในเวลาอันสั้นเช่นนี้”

หลินอวี่ฮุ่ยรีบตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่กล่าวหนักไปแล้วค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของลูกสะใภ้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากเวลาที่จำกัด ลูกเกรงว่าอาจจะมีจุดที่คิดไม่รอบคอบอยู่บ้าง หากท่านอาสะใภ้หรือพี่น้องคนใดไม่พอใจ รบกวนท่านแม่ช่วยเอ่ยแก้ต่างให้ลูกด้วยนะเจ้าคะ”

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งหลุดขำ “วางใจเถิด! ใครกล้าตำหนิเจ้า ก็ลองให้มาตำหนิต่อหน้าแม่ดูสิ!”

คำพูดนั้นทำให้หลินอวี่ฮุ่ยหลุดยิ้มออกมาได้เช่นกัน

ขณะนั้น ฮูหยินรองเดินจูงมือฮูหยินสามเข้ามาหาพลางเอ่ยยิ้มๆ “คนมากันมากขนาดนี้ หากแห่กันไปคำนับท่านพ่อพร้อมกันหมด คงจะทำให้ท่านรำคาญใจจนไม่ได้พักผ่อนแน่ๆ ข้าเลยสั่งให้พวกรุ่นลูกรุ่นหลานแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อน แล้วพวกเราสามคนค่อยไปพบท่านพ่อพร้อมกัน พี่สะใภ้ใหญ่เห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

ฮูหยินใหญ่เล่อเจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ายิ้มตอบ “เจ้าสั่งการไปแล้วก็ถือว่าช่วยลดภาระไปได้มาก เช่นนั้นก็เอาตามนี้เถิด ไปกันเถอะ ไปคำนับท่านพ่อเสียหน่อย ดูซิว่าท่านจะมีคำสั่งอะไรเพิ่มเติมหรือไม่!”