วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1353 เชิญท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

 

บทที่ 1353 เชิญท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

เหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะหลุดขำออกมา นางพยักหน้าตอบรับเบาๆ ว่า "อื้ม" ภายใต้สายตาอันแรงกล้าที่จ้องเขม็งกดดันของหลี่ฟู่

นางจะกล่าวอันใดได้อีก? หากเอ่ยมากกว่านี้แม้เพียงคำเดียว บุรุษตรงหน้าคงได้กระโดดตัวลอยด้วยความหึงหวงเป็นแน่!

เหลียงจิ้น... สิ่งที่นางติดค้างเขานั้น ดูท่าคงมิอาจสะสางให้จบสิ้นได้โดยง่าย หากนางและอาเจี่ยนต้องตายด้วยน้ำมือเขา ก็คงมิมีสิ่งใดให้ต้องเอ่ยถึง แต่หากสกุลเหลียงพินาศด้วยน้ำมืออาเจี่ยน และเขาตกอยู่ในกำมือของอาเจี่ยน นางก็เชื่อมั่นว่าอาเจี่ยนย่อมจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้... เพียงหวังว่าหลังจากนั้น เขาจะลืมนางเสีย และกลับไปใช้ชีวิตของตนเองให้ดี!

ทางด้านสกุลเล่อเจิ้ง ไม่นานนักหลินอวี่ฮุ่ยก็ได้นำคำตอบของท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งมาแจ้งนาง ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า เขายังต้องขอเวลาไตร่ตรองดูอีกสักนิด รอให้สมาคมการค้าก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างเสียก่อน ถึงจะให้คำตอบที่แน่นอน!

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็นึกขำในใจ: เจ้าจิ้งจอกเฒ่าเอ๋ย!

ดูท่าท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งจะยังมิค่อยเชื่อมั่นในความสามารถของทางการเท่าใดนัก ว่าจะจัดการเรื่องเส้นทางการค้าให้ลุล่วงได้อย่างไร! ทว่าหากมองจากนิสัยที่ระมัดระวังตัวจนเกินเหตุของสกุลเล่อเจิ้งแล้ว ท่าทีเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ

เอาเถิด!

เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยกับหลินอวี่ฮุ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างใจกว้าง "มิเป็นไร! ข้าเพียงแต่เกริ่นให้ท่านผู้เฒ่าทราบล่วงหน้าไว้ก่อนเท่านั้น เรื่องใหญ่อย่างนี้มิอาจทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้นหรอก รอให้สมาคมการค้าจัดตั้งขึ้นจริงเสียก่อน ถึงตอนนั้นทางการจะส่งเทียบเชิญไปหาท่านผู้เฒ่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นท่านผู้เฒ่าค่อยให้คำตอบก็ยังมิสาย!"

"เจ้าค่ะ ข้าจะนำคำพูดนี้ไปแจ้งให้ท่านปู่ทราบแน่นอน!" หลินอวี่ฮุ่ยพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวด้วยท่าทีเกรงใจ "ฮูหยินหลี่ ข้าต้องขออภัยจริงๆ... ท่านปู่ของข้าเวลาจะทำสิ่งใดต้องคิดให้รอบคอบถึงที่สุด หากมิถึงวินาทีสุดท้ายท่านจะมิยอมตัดสินใจเด็ดขาด ท่านผู้เฒ่าระมัดระวังตัวเช่นนี้มาทั้งชีวิต อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งนัก ท่านปู่... จึงมิกล้าผลีผลามตัดสินใจ หวังว่าฮูหยินหลี่จะโปรดเมตตาเข้าใจด้วย!"

"เรื่องนี้มิเห็นจะต้องขออภัยอันใดเลย มิถึงขั้นนั้นหรอก!" เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว "การที่ท่านผู้เฒ่ามิได้บอกปัดออกมาตรงๆ ข้าก็รู้สึกขอบพระคุณยิ่งนักแล้ว!"

คำพูดนี้ยิ่งทำให้หลินอวี่ฮุ่ยรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก นางทำท่าเหมือนจะเอ่ยสิ่งใดแต่ก็ยั้งไว้ ได้แต่ส่งยิ้มอย่างจนใจให้นาง

เหลียนฟางโจวกุมมือนางไว้พลางบีบเบาๆ "ข้าเข้าใจดี เจ้าอยู่ในฐานะสะใภ้ ท่ามกลางตระกูลใหญ่เช่นนั้น ย่อมมิใช่ที่ที่เจ้าจะออกความเห็นได้ตามใจชอบ อีกอย่าง นี่เป็นเรื่องของราชการ ข้ามิเคยคิดจะใช้ความสนิทสนมส่วนตัวมาบีบบังคับให้เจ้าต้องทำสิ่งใด! การที่ข้าอยู่ที่นี่แล้วมีเพื่อนอย่างพวกเจ้าไว้พบปะสังสรรค์ พูดคุยคลายเหงา ก็นับว่าดีมากแล้ว จะกล้าเรียกร้องสิ่งใดไปมากกว่านี้ได้อีก? เจ้าน่ะ หากคิดมากไป วันหน้าข้าคงมิกล้าเชิญเจ้ามาเป็นแขกที่นี่อีกแล้วนะ!"

คำพูดนี้ทำให้หลินอวี่ฮุ่ยหลุดยิ้มออกมา นางย่อกายลงคารวะอย่างงดงาม "เป็นข้าเองที่เขลาเยี่ยงสตรี ไร้ทัศนวิสัย จนทำให้ฮูหยินต้องขำเสียแล้ว"

"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ดูสิ เจ้าพูดเรื่องนี้อีกแล้ว!" เหลียนฟางโจวค้อนนางอย่างไม่จริงจัง ทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้กัน

เมื่อหลี่ฟู่ได้รับทราบผลลัพธ์นี้ เขาก็มิได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด พลางยิ้มกล่าว "สมกับที่เป็นสกุลเล่อเจิ้งจริงๆ ป้องกันเสียแน่นหนาประดุจกำแพงเหล็ก ( น้ำสาดไม่เข้า) ใครก็อย่าหวังจะมาเอาเปรียบพวกเขาได้แม้เพียงกระผีกริ้น! และอย่าหวังจะมายืมอิทธิพลของพวกเขาได้ง่ายๆ เลย!"

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็อดขำมิได้ "ท่านผู้เฒ่าสกุลเล่อเจิ้งนี่ก็นะ ระมัดระวังตัวจนเกินขอบเขตไปเสียหน่อย! ทำตัวแบบนี้มิยอมล่วงเกินฝ่ายใดเลย คนอื่นน่ะช่างเถิด แต่สกุลเหลียงมีหรือจะไม่ขุ่นเคืองเขา?"

หลี่ฟู่รู้สึกสะกิดใจเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ทว่ากลับวูบหายไปจนนึกไม่ออกในทันที

สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนายท่านเติ้งและบรรดาพ่อค้ากลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่โถงรับรองหลังศาลาว่าการ บรรยากาศกลับดูผ่อนคลายและคุ้นเคยกันมากขึ้น ต่างคนต่างทักทายปราศรัยกันอย่างเป็นกันเอง คำกล่าวที่ว่า "ครั้งแรกแปลกหน้า ครั้งที่สองคุ้นเคย" ช่างเป็นสัจธรรมที่แท้จริง

ผลการลงคะแนนออกมาอย่างรวดเร็ว พ่อค้ามากกว่าสองในสามแสดงเจตจำนงว่า ไม่ต้องการเงินสดชดเชย แต่ขอใช้ "ข้อแลกเปลี่ยนอื่น" เป็นการชดเชยแทน

หลี่ฟู่พร้อมกับใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้จึงตัดสินความตามนั้น ขั้นตอนต่อไปคือการหารือว่า "ข้อแลกเปลี่ยน" นั้นจะเป็นสิ่งใด ซึ่งเรื่องนี้มิมิอาจทำเป็นโจทย์เลือกตอบได้อีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาต่อรองกันจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง

ภายในโถงรับรอง พ่อค้าต่างถกเถียงกันจนอารมณ์พุ่งพล่าน เสียงดังระงมไม่ต่างจากตลาดสด หลี่ฟู่นั้นเป็นพวกแพ้ทางเรื่องการโยนกันไปมาแบบ "เตะลูกหนัง" เช่นนี้ ยิ่งได้ยินเสียงโต้เถียงก็ยิ่งปวดหัว จึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปกลางคันอีกครั้ง

ทว่าครานี้ เขาไม่ได้ตำหนิหรือแสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย ทั้งยังกำชับให้ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้ดูแลต้อนรับทุกคนให้ดี บรรดาพ่อค้าต่างรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ที่แท้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลมิได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับเป็นขุนนางที่ใจดีและเข้าถึงง่ายยิ่งนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้ การถกเถียงจึงยิ่งดุเดือดและไร้ข้อกังวลมากขึ้นไปอีก

ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้เห็นทุกคนถกเถียงกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย โดยมีเพียงขนมไม่กี่ชิ้นรองท้อง แต่ละคนกลับยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือและฮึกเหิมยิ่งนัก พวกเขาทั้งสองก็เริ่มจะปวดขมับขึ้นมาบ้าง จึงอาศัยจังหวะที่พอจะมีช่องว่าง รีบประกาศให้ทุกคนแยกย้ายกันไปก่อน โดยให้กลับไปปรึกษาหารือกันให้ดี แล้วอีกสิบวันค่อยส่ง "ข้อเสนอ" ของตนเองขึ้นมาเพื่อให้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลพิจารณาและเจรจากันต่อ

เหล่าพ่อค้าซึ่งยามนี้เริ่มคุ้นชินกับวิธีการประชุมแบบนี้แล้ว ต่างรับคำและขอตัวลากลับไป

เมื่อหลี่ฟู่กลับมาถึงเรือนหลัง เขามองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสระคนเห็นใจ: ที่แท้ภรรยาของเขาต้องรับมือกับคนพวกนี้ในโลกธุรกิจมาตลอดเลยรึ? ช่างน่าเหลือเกินจริงๆ...

วันต่อมา พ่อบ้านเสี่ยวเฉียน และ ลั่วกว่าง ก็กลับมาจากเขาเหยาซานด้วยท่าทางลิงโลด

พวกเขามิเพียงนำ "หญ้าชำระไขกระดูก" ที่หลี่ฟู่ต้องการกลับมาเท่านั้น แต่ยังนำสมุนไพรหายากที่ผลิตในท้องถิ่นอีกหลายชนิดมามอบให้หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวอีกด้วย

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนหน้าตาสดใส ยิ้มกว้างกล่าวกับเหลียนฟางโจวว่า “ฮูหยินปรีชานัก! ชาวไป๋เหยาเหล่านั้นพอใจกับของขวัญที่ฮูหยินเตรียมไว้ให้มาก ทุกคนต่างบอกว่าฮูหยินมีน้ำใจยิ่งนัก นี่แสดงว่าฮูหยินให้ความสำคัญกับพวกเขาและเห็นพวกเขาเป็นสหายจริงๆ!”

เขาบรรยายภาพตอนที่ชาวไป๋เหยาแบ่งปันของขวัญเหล่านั้นด้วยท่าทางมีชีวิตชีวา จนหงอวี้และชุนซิ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย

เหลียนฟางโจวรับฟังด้วยรอยยิ้มพลางถามว่า “พวกเขาชอบก็ดีแล้ว แล้วพวกเขาต้อนรับพวกเจ้าดีหรือไม่? พวกเจ้าได้เผลอทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินหรือผิดข้อห้ามของเขาให้ลำบากใจบ้างหรือเปล่า?”

หามิได้ขอรับ! มิมีเลย!” พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนตอบอย่างปลาบปลื้ม “คนเหล่านั้นช่างมีน้ำใจและกระตือรือร้นยิ่งนัก บ่าวกับท่านแม่ทัพลั่วต่างระลึกถึงคำสั่งของฮูหยินเสมอ ระวังคำพูดและกิริยายิ่งนัก! มิกล้าเดินไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้า หรือเอ่ยวาจาใดมากความเลย!”

ดีมาก!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างพอใจ “พวกเจ้าทั้งสองทำงานคราวนี้ได้ดีเยี่ยม ต้องมีรางวัลให้อย่างงาม! อื้ม... ให้รางวัลเป็นเงินคนละยี่สิบตำลึงก็แล้วกัน อยากได้สิ่งใดก็ไปหาซื้อเอาเองนะ!”

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณในความเมตตา

เหลียนฟางโจวโบกมือให้เขาลุกขึ้น จากนั้นก็ส่งยิ้มให้หงอวี้และชุนซิ่งเพื่อเป็นสัญญาณให้ถอยออกไปก่อน นางให้พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนนั่งลง แล้วเริ่มซักถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการไปพบชาวไป๋เหยาในครั้งนี้ ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง? มีการสนทนาสิ่งใดกันบ้าง?

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรู้ดีว่านางถามเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์สำคัญ จึงปรับสีหน้าเป็นจริงจังและเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เหลียนฟางโจวตั้งใจฟัง พลางพยักหน้าและยิ้มเป็นระยะ

สุดท้ายนางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนี้ก็ดีมาก! ดูเหมือนว่าท่านผู้เฒ่าชูอู ท่านย่าซื่อเม่ย และเหล่าสมาชิกในเผ่าจะมีภาพจำที่ดีต่อพวกเรา เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว!”

 

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1352 พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขา!

 

บทที่ 1352 พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขา!

เหลียนฟางโจวทอดถอนใจพลางยิ้ม “สิ่งที่ท่านพ่อเจ้าพูด... ก็มิได้ผิดอันใด! อื้ม เจ้าเชื่อฟังท่านพ่อเถิด เพียงแต่ยามนี้เจ้ายังเล็กนัก อย่าได้หักโหมจนเกินไป มิเช่นนั้นแม่จะ 'ปวดใจ'

ซวี่เอ๋อร์พอได้ยินคำว่า "ปวด" ก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ประจวบเหมาะกับเห็นเงาร่างของบิดาเดินเข้ามาพอดี จึงรีบตะโกนเรียก “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านแม่บอกว่านางปวด นาง... ปวดใจ!”

หลี่ฟู่ได้ยินเพียงคำว่า "ปวด" ก็ใจหายวาบ รีบทะยานกายเข้ามาประคองแขนเหลียนฟางโจวไว้พลางถามด้วยความลนลาน “เจ้าเป็นอะไรไป? ปวดที่ไหน?”

สายตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าท้องของนางทันที คิดว่านางคงกระทบกระเทือนถึงครรภ์ และมิต้องสงสัยเลยว่าย่อมต้องเป็นเพราะโทสะที่เขาเพิ่งก่อไว้เป็นแน่! เขาพลันรู้สึกเสียใจและผิดหวังในตนเองยิ่งนัก รีบละล่ำละลักบอก “ขอโทษนะฟางโจว! ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรว่าเจ้าเช่นนั้น เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะ ดีกันเถิด?”

ก่อนจะหันไปตวาดหงอวี้ “ฮูหยินไม่สบาย เหตุใดเจ้ายังมาชักช้าอยู่ที่นี่? ยังไม่รีบไปตามหมอมาอีก!”

หงอวี้กลั้นขำจนหน้าแดง ก้มหน้าต่ำมิกล้าปริปากเอ่ยคำใด

เหลียนฟางโจวเพิ่งจะมีโอกาสได้เอ่ยปาก นางทั้งขำทั้งโมโห “ท่านพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน! ข้าก็อยู่ดีๆ มิได้ไม่สบายที่ไหนเสียหน่อย!”

หลี่ฟู่ชะงักไป เมื่อพิจารณาสีหน้านางแล้วก็ดูเหมือนมิได้เป็นอะไรจริงๆ อีกทั้งเขาย่อมรู้จักนิสัยภรรยาตนเองดี นางมิใช่สตรีโง่เขลาที่จะเอาลูกในท้องมาล้อเล่นเพื่อประชดสามีเด็ดขาด เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเล็กๆ ของซวี่เอ๋อร์พลางดุอย่างไม่จริงจังว่า “เจ้าเด็กคนนี้นี่ บังอาจรายงานข่าวทหารเท็จรึ!”

ก็ท่านแม่เป็นคนพูดเองชัดๆ!” ซวี่เอ๋อร์โวยวายอย่างไม่ยอมแพ้พลางหันไปหาที่พึ่ง “ท่านแม่!”

“...” เหลียนฟางโจวรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เมื่อเห็นบุตรชายยืนจ้องนางตาแป๋วเขม็ง มิยอมกะพริบเพื่อรอคำชี้แจง ความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที

ในเมื่ออธิบายลำบาก ก็ได้แต่ยอมรับผิดขอโทษไปเสีย

เหลียนฟางโจวทอดถอนใจ “เรื่องนี้... เมื่อครู่แม่พูดผิดไปเอง! อันที่จริงแม่... มิได้เจ็บปวดตรงไหนเลย...”

สิ้นคำนี้ หงอวี้ก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก นางกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบมองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่ง ในใจเขาคิดไปว่านางคงแกล้งพูดเพื่อให้เขาเป็นห่วงและมาง้อ จึงรู้สึกขำอยู่ในใจ แต่ทว่าความกังวลก็สลายไปจนสิ้น เขาคิดว่าในเมื่อนางยอมใช้แผนการเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ แสดงว่ามิได้โกรธเคืองตนเองแล้ว...

ทว่าซวี่เอ๋อร์กลับเคืองจริงจัง เขาทำหน้ามุ่ยพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ทำเช่นนี้ได้อย่างไร เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ยังพูดผิดได้อีก! มิล่วงรู้หรือว่าท่านพ่อกับข้าจะเป็นห่วงเพียงใด!”

หลี่ฟู่หลุดหัวเราะ “ชิ” ออกมา ก่อนจะทำสีหน้าจริงจังพยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่แล้วฮูหยิน วันหน้าห้ามล้อเล่นเช่นนี้อีกนะ ข้ากับซวี่เอ๋อร์ใจคอไม่ดีเลย!”

“...” เหลียนฟางโจวถลึงตาใส่หลี่ฟู่ด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อจนใจจึงได้แต่พึมพำเสียงค่อย “จ้ะ แม่ผิดไปแล้ว วันหน้าแม่จะไม่ทำเช่นนี้อีก ดีหรือไม่?”

ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ท่านแม่รู้ตัวก็ดีแล้ว!”

เอาล่ะซวี่เอ๋อร์ เช้านี้ฝึกเท่านี้พอ หงอวี้ พานายน้อยกลับไปพักผ่อนเสีย” หลี่ฟู่ออกคำสั่งเสียงนุ่ม

เขาคิดในใจว่าควรจะหยุดเพียงเท่านี้ หากขืนล้อเล่นจนฮูหยินโกรธจนอายขึ้นมา ลูกชายย่อมปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แต่ตัวเขานี่แหละที่จะกลายเป็น "ปลาในสระที่โดนลูกหลง" ให้ต้องซวยไปด้วย จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม?

หงอวี้รู้ดีว่านายท่านคงมีเรื่องสำคัญจะสนทนากับฮูหยินเพียงลำพัง จึงรีบรับคำและจูงมือซวี่เอ๋อร์เดินจากไป

หากเป็นเมื่อก่อน ซวี่เอ๋อร์คงต้องพัวพันออดอ้อนเหลียนฟางโจวอีกนานกว่าจะยอมไป ทว่ายามนี้เขากลับทำความเคารพอย่างสำรวมและเดินออกไปแต่โดยดี ทั้งยังไม่ลืมที่จะเก็บกระบี่ของตนเองไปด้วย

เหลียนฟางโจวกำชับหงอวี้ให้ดูแลนายน้อยให้ดีอย่าให้หกล้ม นางมองส่งแผ่นหลังของพวกเขาเดินลับตาไปพลางทอดถอนใจด้วยความห่วงใยเบาๆ แล้วหันไปกล่าวกับหลี่ฟู่ “ซวี่เอ๋อร์ยิ่งนับวันยิ่งฟังคำท่าน! เริ่มจะไม่สนิทสนมกับแม่คนนี้เสียแล้ว!”

มีข้าสนิทกับเจ้าก็พอแล้ว อย่างไรเสียในอนาคตเขาก็มิได้เป็นของเจ้าคนเดียวหรอก!” หลี่ฟู่ยิ้มพลางขยับเข้าไปนั่งเบียดและโอบไหล่นางไว้

เหลียนฟางโจวหัวเราะพรืด ค้อนขวับใส่ “พูดเช่นนี้หมายความว่าข้าเลี้ยงเขาเสียเปล่างั้นรึ? ข้าจะบอกท่านให้ ลูกชายข้ายังไงก็เป็นของแม่คนนี้ตลอดไป! ต่อให้แต่งงานมีภรรยา เขาก็ไม่มีวันลืมแม่คนนี้หรอก!”

ใช่ๆๆ ลูกชายของเจ้า ใครจะมาแย่งไปได้เล่า!” หลี่ฟู่ขำในท่าทีของนาง “ข้าแค่เย้าเล่นเท่านั้น! ซวี่เอ๋อร์เป็นเด็กผู้ชาย ข้าเพียงแค่สอนให้เขาเติบโตเป็นบุรุษที่แท้จริง จะให้เขามาคอยออดอ้อนเจ้าเป็นเด็กๆ ทุกวันได้อย่างไร? อย่าลืมสิว่าเขาคือบุตรชายคนโตสายตรงของพวกเรา!”

เหลียนฟางโจวเบิกตาโพลงจ้องหลี่ฟู่เขม็ง ครู่ใหญ่กว่าจะระบายลมหายใจที่อั้นอยู่ในอกออกมาได้ นางแหวใส่ด้วยความหงุดหงิด “ท่านพูดจาอันใดกัน! เหมือนเด็กๆ งั้นรึ? ซวี่เอ๋อร์ยังไม่เต็มสี่ขวบเลยนะ เขาเป็นเด็กจริงๆ! ท่านเคี่ยวเข็ญเขาหนักเกินไปแล้ว!”

สี่ขวบก็ไม่เล็กแล้วนะ” หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ดูสิ เจ้าเริ่มใจอ่อนสงสารลูกอีกแล้วใช่ไหม? วางใจเถิด ข้าเองก็รักเขา ย่อมมิทำอันใดที่เป็นการ 'ดึงต้นกล้าให้โต' (เร่งรัดเกินควร) หรือบังคับให้เขาเรียนในสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาแน่นอน หลักการค่อยเป็นค่อยไปข้าย่อมเข้าใจดี!”

เหลียนฟางโจวผายมืออย่างจนใจพลางยิ้มขื่น “ช่างเถิด ท่านไม่ต้องมาอธิบายเรื่องพวกนี้กับข้าหรอก! ข้าดูออกแล้วว่าพวกท่านพ่อลูกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ข้าจะทำอย่างไรได้? เจ้าเด็กนั่นก็ไม่รู้ว่าได้นิสัยใครมา ดื้อรั้นจนฉุดไม่อยู่จริงๆ!”

เขากังวลเรื่องของเจ้า” น้ำเสียงของหลี่ฟู่ทุ้มต่ำลงเล็กน้อย เขาถอนใจเบาๆ “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ? เจ้าหนูนั่นเป็นห่วงเจ้า! เขาบอกว่าต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อจะได้ปกป้องเจ้า ไม่ยอมให้คนเลวที่ไหนมามารังแกเจ้าได้อีก!”

เหลียนฟางโจวรู้สึกจุกในลำคอ นางมองหน้าหลี่ฟู่แล้วเอ่ยถาม “อาเจี่ยน... ข้าช่างไร้ประโยชน์นักใช่ไหม ที่ทำให้พวกท่านพ่อลูกต้องคอยเป็นห่วงเสมอ?”

เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใด” หลี่ฟู่กุมมือนางไว้พลางยิ้มละมุน “ไม่มีสตรีนางใดจะยอดเยี่ยมไปกว่าฮูหยินของข้าอีกแล้ว!”

เหลียนฟางโจวหลับตาลงพลางทอดถอนใจ “เรื่องของสกุลเหลียง... ข้ากับท่านล้วนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยน! มีเพียงการถอนรากถอนโคนอิทธิพลของสกุลเหลียง กระจายตระกูลที่หยั่งรากลึกไปทุกหัวระแหงนั้นออกไปเสีย มณฑลหนานไห่ถึงจะกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักอย่างแท้จริง ท่านคิดว่าข้าเป็นคนไม่รู้ความ ไม่แยกแยะดีชั่ว จนเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานหรืออย่างไร?”

หลี่ฟู่พยักหน้า “ข้ารู้... เมื่อครู่ข้าเพียงแต่อารมณ์ชั่ววูบจึงเผลอระเบิดใส่เจ้า เจ้าเหลียงจิ้นนั่นมันน่าแค้นนัก!”

เมื่อเอ่ยถึงบุรุษผู้นี้ หลี่ฟู่ก็อดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ช่างน่ารังเกียจกว่าชุยเส้าซีเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!

เหลียนฟางโจวลังเลเล็กน้อย นางรู้สึกว่าหากไม่ใช้โอกาสนี้เอ่ยให้กระจ่าง วันหน้าคงยากที่จะหาจังหวะพูดอีก

นางจึงกล่าวว่า “อาเจี่ยน ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าไม่เคยทำสิ่งที่ละอายต่อท่าน! เพียงแต่เหลียงจิ้น... เขาช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าติดค้างชีวิตเขาถึงสองชีวิต!”

หลี่ฟู่บีบข้อมือนางเบาๆ แต่หนักแน่น “เจ้าคือภรรยาของข้า สิ่งที่เจ้าติดค้างเขา ข้าจะเป็นคนชดใช้ให้เอง! สองชีวิตงั้นรึ? อย่างมากที่สุด ในวันหน้าข้าจะละเว้นชีวิตเขาสักครั้ง และละเว้นบุตรชายเขาอีกสักชีวิตก็แล้วกัน! แต่หลังจากละเว้นให้แล้ว หากพวกเขายังกล้าก่อเรื่องจนมาตกอยู่ในมือนายข้าอีก ข้าจะมิลดราวาศอกให้เด็ดขาด!”

อาเจี่ยน!” เหลียนฟางโจวรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก นางโผเข้ากอดเขาด้วยความตื้นตัน “ขอบคุณท่านมาก!”

หลี่ฟู่กระซิบยิ้มที่ข้างหูนาง “เราสามีภรรยา เหตุใดต้องเกรงใจกัน? ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องรู้สึกติดค้างหรือรู้สึกผิดต่อเขา... พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขาทั้งสิ้น!

 

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1351 สวนดอกไม้

 

บทที่ 1351 สวนดอกไม้
แม้ใจจะอ่อนลง แต่เหลียนฟางโจวก็ยังยิ้มพลางพยักหน้า “ก็ได้ ไปสวนดอกไม้กันเถอะ! ข้าต้องไปดูซวี่เอ๋อร์เสียหน่อย เขายังเด็กนัก ฝึกมากไปจะไม่ดีต่อร่างกาย!”

หงอวี้หัวเราะคิก “บ่าวเคยได้ยินแต่ว่าคนฝึกยุทธต้องเริ่มตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้ยินว่าฝึกแล้วจะทำร้ายร่างกายเลยนะเจ้าคะ ฮูหยินนี่ก็ ใส่ใจมากจนกลายเป็นกังวลไปแล้ว!”

พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก!” เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ร่างเด็กกำลังเติบโต หากใช้กำลังเกินควรจะรับไม่ไหว มีแต่จะได้ผลตรงกันข้าม

บ่าวก็ต้องไม่เข้าใจอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” หงอวี้ยิ้ม “แต่ฮูหยินก็ไม่ต้องเป็นห่วงเกินไปนัก นายท่านของเราก็เชี่ยวชาญ เขาย่อมไม่ปล่อยให้คุณชายตัวน้อยเจ็บตัวหรอกเจ้าค่ะ!”

รอยยิ้มบนหน้าเหลียนฟางโจวจางลงทันที นางแค่นเสียงเบา ๆ หงอวี้เห็นสีหน้าแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เมื่อครู่ตอนสองคนทะเลาะกัน นางอยู่ไม่ไกลนัก จึงได้ยินอยู่ไม่น้อย

เหลียนฟางโจวเองก็รู้ว่านางได้ยิน จึงอดไม่ได้ที่จะหยุดยืนใต้ต้นไม้หลิว หันมาถามว่า “นายท่าน...เจ้าว่า ที่เขาพูดเมื่อครู่นั้นเกินไปหรือไม่? เขาพูดแบบนั้น...ฮึ เขากำลังสงสัยข้าอยู่ชัด ๆ! ปากบอกว่าไม่ใส่ใจ บอกว่าเชื่อใจข้า แต่ในใจก็ยังมีหนามแทงอยู่ดี! แต่เรื่องที่เกิดขึ้น ข้าผิดตรงไหน? หรือว่าเป็นข้าที่เต็มใจ?”

หงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชำเลืองมองสีหน้านางแล้วตอบอย่างระมัดระวังพร้อมรอยยิ้ม “ฮูหยินอย่าได้โกรธเลยนะเจ้าคะ อย่าคิดมาก เพื่อคุณชายน้อยในท้องด้วย! นายท่านก็เพราะห่วงฮูหยินนั่นแหละถึงได้เป็นแบบนี้! ฮูหยินคิดมากไปเองแล้ว หากนายท่านไม่เชื่อใจ จะเอ็นดูฮูหยินขนาดนี้ได้อย่างไรกันล่ะเจ้าคะ? นายท่านรักฮูหยินยิ่งกว่าก่อนเสียอีกนะเจ้าคะ!”

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะดุหงอวี้ “ตกลงเจ้ารับใช้นายใดกันแน่? เข้าข้างเขาหรือ? หรือว่าเจ้าชอบเขาเข้าแล้ว? อย่างนั้นเจ้าก็ไปอยู่ข้างกายเขาเสียเลยเป็นไง?”

หงอวี้หัวเราะคิก “ฮูหยินพูดอะไรกันนี่! พูดไปก็ไม่สนุก บ่าวฟังแล้วยิ่งไม่สนุกใหญ่! ถ้าบ่าวไปอยู่ข้างกายนายท่านจริง ๆ คนแรกที่ไม่ยอมก็คงเป็นฮูหยินนั่นแหละเจ้าค่ะ! บ่าวก็แค่พูดตามเหตุผลเท่านั้น!”

เหลียนฟางโจวก็รู้ตัวว่าพูดไม่เข้าท่านัก จึงไม่ต่อความยาวอีก เพียงแต่หัวเราะ “พูดตามเหตุผล? ถ้าอย่างนั้นเจ้าว่ามาตามตรงสิ เหตุผลคืออะไร?”

หงอวี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮูหยินน่ะ ปกติก็คิดเพื่อนายท่านที่สุดอยู่แล้ว ไฉนคราวนี้ถึงดูเลอะเลือนไปได้? แม้แต่บ่าวที่ตามรับใช้ฮูหยินทุกวันยังพอรู้เรื่องราวอยู่บ้าง ตระกูลเหลียงนั่นน่ะ เป็นกระดูกแข็งที่แทะยากที่สุด นายท่านทุ่มเททั้งสติปัญญาและแรงใจไปมากเพียงใด แต่กลับถูกคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงเมินเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิหนำซ้ำยังปฏิบัติต่อฮูหยิน... นายท่านเป็นผู้ชาย จะไม่โกรธได้อย่างไร? แล้วยิ่งตอนที่ฮูหยินพูดถึงเขา กลับเหม่อลอยอีก! แค่นี้นายท่านก็ยังถือว่าอดทนแล้วนะเจ้าคะ ถ้าเป็นพวกอารมณ์ร้อนล่ะก็ ป่านนี้ไม่รู้จะระเบิดอารมณ์ไปถึงไหนแล้ว!”

เหลียนฟางโจวทั้งขำทั้งเคือง หัวเราะพลางว่า “นี่มันตรรกะอะไรกัน? เหม่อลอยแล้วไง? รู้หรือเปล่าว่าข้าเหม่อคิดถึงอะไร? พวกเจ้าไม่รู้ ก็อย่าเอาความเข้าใจของตัวเองมายัดเยียดใส่ข้า! ยังจะกล้ามาขึ้นเสียงกับข้าอีก ช่างเหลวไหลเสียจริง!”

หงอวี้ชะงักไป ไม่รู้จะเถียงอย่างไร ได้แต่เม้มปากแล้วพูดเบา ๆ ว่า “บ่าวไม่เคยเถียงชนะฮูหยินได้สักที! ก็แค่รู้สึกว่าฮูหยินโมโหเกินเหตุไปหน่อยเท่านั้นเอง”

นางอดไม่ได้จะพูดเสริม “นายท่านทรงดีกับฮูหยินมากถึงเพียงนี้ ฮูหยินก็อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์เล็กน้อยทำให้เสียเรื่องใหญ่เลยนะเจ้าคะ!”

พอเถอะน่า!” เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ถ้าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังทำให้เสียเรื่องใหญ่ได้ คนเช่นนั้นข้าก็ไม่อยากได้ไว้หรอก!”

ทันใดนั้นก็เห็นในลานฝึกหัดด้านหน้าไม่ไกล เด็กชายในชุดผ้าฝ้ายสีขาวอมฟ้า คาดเข็มขัดสีเดียวกัน กำลังรำกระบี่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แสงแดดสะท้อนกับคมกระบี่เป็นประกายแวววาว เส้นผมดำขลับพลิ้วไหวในสายลม ร่างน้อยที่บริสุทธิ์ราวหิมะ ขยับกายพลิ้วไหวดั่งภาพวาด งดงามจนละสายตาไม่ลง

สายตาเหลียนฟางโจวจ้องมองร่างเล็กนั้นอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว

ดี! ช่างดีจริง ๆ!” นางปรบมือพลางหัวเราะชื่นชมออกมาเสียงดัง

แม้ซวี่เอ๋อร์จะได้ยินเสียงของนางชัดเจน แต่กลับไม่หันไปมองแม้แต่น้อย ยังตั้งใจรำจนจบกระบวนท่า แล้วค่อยเก็บกระบี่เข้าที่ เดินยิ้มเข้ามาเรียกเสียงใส “ท่านแม่! ท่านแม่!”

คุณชายน้อย!” หงอวี้เห็นเขาวิ่งถือกระบี่ที่แสงสะท้อนวาววับมา รู้สึกแสบตาจนขาแทบอ่อน รีบเร่งฝีเท้าเข้าไปขวาง ยิ้มประจบ “คุณชายเจ้าขา ส่งกระบี่ให้บ่าวถือเถอะเจ้าค่ะ!”

ซวี่เอ๋อร์ชะงักฝีเท้า พลิกข้อมือหลบไปข้าง ๆ สีหน้าขุ่นเคือง “นี่ของข้า”

หงอวี้ยิ้มทั้งที่น้ำตาแทบไหล ฝืนหัวเราะ “บ่าวก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นของคุณชาย! แค่ขอช่วยถือไว้ก่อน แล้วจะคืนให้ทันทีเลยนะเจ้าคะ?”

ไม่ต้อง! กระบี่ของข้า ห้ามให้ใครจับ!” แม้ยังเล็ก แต่ซวี่เอ๋อร์ก็เป็นเด็กดื้อรั้นที่ขึ้นชื่อ ส่ายหน้าปฏิเสธทันที

คุณชายน้อยเจ้าคะ!” หงอวี้ถึงกับน้ำตาจะไหลก็ไม่ใช่ จะหัวเราะก็ไม่กล้า รีบพูดกล่อม “ฮูหยินตั้งครรภ์อยู่นะเจ้าคะ ของอันตรายเช่นนี้อย่าได้เข้าใกล้เลย หาก...หากทำให้คุณหนูในท้องตกใจเข้า จะทำอย่างไรดีเล่า?”

ซวี่เอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า แต่แทนที่จะยื่นกระบี่ให้หงอวี้ เขากลับโน้มตัววางมันไว้กับพื้น แล้ววิ่งเข้าไปหาเหลียนฟางโจวแทน

“……” หงอวี้ถึงกับไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี!

เหลียนฟางโจวอดหัวเราะไม่อยู่ ตั้งแต่เขาวิ่งเข้ามาใกล้ก็คว้ามือไว้แล้วหัวเราะเบา ๆ “ดูสิ เหงื่อท่วมไปหมด เหนื่อยหรือเปล่า?”

ไม่เหนื่อยขอรับ ท่านแม่!” ซวี่เอ๋อร์ส่ายหน้า พลางจูงนางเดินไปยังม้านั่งไม่ไกล “ท่านแม่ รีบนั่งพักเถอะ ท่านพ่อบอกว่าห้ามให้ท่านแม่เหนื่อย!”

เหลียนฟางโจวชะงักในใจ แล้วหัวเราะเบา ๆ “เดี๋ยวนี้เจ้าฟังคำพ่อเจ้าเสียจริงเชียว!”

ตั้งแต่เขาเริ่มฝึกกับหลี่ฟู่ ความชื่นชมและศรัทธาต่อบิดาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน แถมเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ไม่ว่าเรื่องใดก็มักขึ้นต้นว่า “ท่านพ่อบอกว่า...” จนเหลียนฟางโจวอดรู้สึกเปรี้ยวปากไม่ได้ทุกครั้ง

ซวี่เอ๋อร์เงยหน้ามองนางแล้วพูดอย่างจริงจัง “ท่านพ่อบอกว่า ต้องปกป้องท่านแม่!”

หัวใจเหลียนฟางโจวนุ่มนวลขึ้นทันที พลันถอนหายใจแผ่วเบา

นางจูงมือเขานั่งลง รับถ้วยน้ำชาจากหงอวี้มายื่นให้ พลางเหลือบมองเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปื้อนฝุ่น แล้วหัวเราะล้อ “ดูสิ เสื้อผ้ารองเท้าของเจ้าสกปรกหมดแล้ว ไป เปลี่ยนชุดกัน!”

หงอวี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ใคร ๆ ในจวนล้วนรู้ว่าคุณชายน้อยรักความสะอาดที่สุด

ไม่คาดว่าซวี่เอ๋อร์กลับว่า “ท่านพ่อบอกว่า เปื้อนเพราะฝึกยุทธ ไม่นับว่าสกปรก ผู้ชายไม่ใส่ใจเรื่องแค่นี้หรอก!”

เหลียนฟางโจวถึงกับนิ่งอึ้ง ขณะที่หงอวี้หัวเราะจนเกือบกลั้นไม่อยู่ น้ำตาแทบไหล

ซวี่เอ๋อร์ทำหน้ามึนงง กะพริบตาถี่ ๆ มองเหลียนฟางโจว แล้วรีบถามอย่างร้อนใจ “ท่านแม่! ท่านหัวเราะอะไร? หรือว่าท่านพ่อพูดผิด?”

 

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1350 ทะเลาะ

 

บทที่ 1350 ทะเลาะ

ข้า—” หลี่ฟู่ถึงกับสำลักคำพูดตนเอง เมื่อเห็นยัยตัวดีตรงหน้าฉายแววหยอกเย้าในดวงตา ทั้งยังส่งยิ้มกึ่งล้อเลียนมาให้จนเขานึกหมั่นเขี้ยวอดมิได้ที่จะฟาดก้นนางไปทีหนึ่งพลางหัวเราะด่า “เจ้าเอ๋ยเจ้าฮูหยิน บังอาจมาล้อเลียนสามีเสียแล้ว! พวกเจ้าเหล่านักธุรกิจนี่ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงในท้องเยอะเสียนี่กะไร! เฮ้อ... แต่เจ้าพูดถูก ยามนี้ข้าปวดหัวจริงๆ ความกดดันมันมหาศาลนัก!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะกิ๊กกั๊กพลางเบี่ยงตัวหลบ แกล้งลากเสียงยาว “อ้อ...” นางเอียงคอมองเขาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม “ใช่สิคะ พวกเรามันพวกเล่ห์เหลี่ยมเยอะ ใต้เท้าท่านเป็นชายชาติบุรุษผู้เที่ยงธรรมและอาจหาญ ย่อมควรอยู่ห่างจากพวกที่มีแผนการซับซ้อนอย่างเราไว้จะดีกว่า! มิเช่นนั้น วันดีคืนดีหากข้าจับท่านไปขาย ท่านยังจะมาช่วยข้านั่งนับเงินอยู่อีกนะ!”

หลี่ฟู่ชะงักไป พลันนึกขึ้นได้ว่าคำบ่นเมื่อครู่ดันเหมารวมเอาฮูหยินตนเองเข้าไปด้วย เขาจึงรีบคว้านางมากอดไว้เต็มอ้อมอกพลางหัวเราะเอาใจ “พวกเขาต่างหาก! พวกเขา! ฮูหยินเจ้าฟังผิดไปแล้ว ภรรยาข้าคือสตรีที่ดีที่สุดในใต้หล้า คนพวกนั้นจะมาเทียบเคียงได้อย่างไร! อีกอย่าง... หากเจ้าจะขายข้าลงคอ เจ้ายอมตัดใจได้รึ?”

เหลียนฟางโจวค้อนขวับ ทั้งสองสบตาแล้วระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

หลังจากหยอกล้อกันครู่หนึ่ง หลี่ฟู่ก็ประคองนางนั่งลง เหลียนฟางโจวทอดถอนใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “อย่างไรเสีย กว่าจะถึงเดือนสิบเดือนสิบเอ็ดก็ยังพอมีเวลา ท่านมิต้องรีบร้อนเกินไป ทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวกระพันกับผลประโยชน์ แถมยังมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากมายเช่นนี้ มีหรือจะจัดการให้สำเร็จเสร็จสิ้นได้ในคราวเดียว!”

หลี่ฟู่พยักหน้าพลางแค่นยิ้มเย็น เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเหลียนฟางโจว “ทว่า... ข้าเห็นควรจะทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปกับเรื่องนี้ให้มากหน่อย แสร้งทำเรื่องนี้ให้ดูโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม! อย่างน้อย... ก็ต้องทำให้คนสกุลเหลียงเชื่อเช่นนั้น!”

เหลียนฟางโจวใจเต้นวาบพลางยิ้มตอบ “ใช่! ต้องอย่างนั้นแหละ! ทำให้คนสกุลเหลียงคิดว่าท่านกำลังหัวหมุนกับเรื่องนี้จนมิอาจปลีกตัวไปสนใจเรื่องอื่นได้ สกุลเหลียง... คงมิยอมปล่อยโอกาสทองเช่นนี้ให้หลุดมือไปแน่”

หลี่ฟู่เลิกคิ้วแค่นเสียงเหี้ยม “มิใช่แค่ 'คงมิยอม' แต่ 'ต้องลงมือแน่นอน'! ข้ารับรองว่าภายในสองสามเดือนนี้ สกุลเหลียงต้องมีความเคลื่อนไหวแน่ สกุลเติ้งพังพินาศไปแล้ว สกุลฝูและสกุลเล่อเจิ้งก็พึ่งพาไม่ได้ หากสมาคมการค้าและเส้นทางการค้าใหม่นี้สำเร็จ สกุลเหลียงจะเหลือใครให้เป็นพันธมิตรได้อีก?”

เมื่อนึกถึงเหลียงจิ้น ในใจของเหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย บุรุษผู้นั้นจะปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างไรหรือทำเรื่องเลวร้ายมามากเพียงใดมิต้องเอ่ยถึง แต่สำหรับนาง... เขาแฝงไว้ด้วยความจริงใจอยู่หลายส่วน! มิเช่นนั้น เขาคงมิเสี่ยงอันตรายแฝงตัวเข้าไปยังเกาะหุยเฟิงเพื่อช่วยนางออกมา...

ทว่าสุดท้ายก็เลี่ยงมิได้ที่ต้องเผชิญหน้ากันในฐานะศัตรู นึกไม่ถึงเลยว่า วันนั้นจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้!

พลันข้อมือรู้สึกเจ็บขึ้นมา เหลียนฟางโจวสะดุ้ง “ซี้ด!” นางได้สติกลับมาพลางขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่พอใจ “ท่านทำให้ข้าเจ็บนะ!”

ดวงตาของหลี่ฟู่เปี่ยมไปด้วยความหึงหวงอย่างรุนแรง เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “รึ? หากมิเจ็บเจ้าคงมิยอมได้สติกลับมาสินะ? คิดเรื่องอะไรอยู่ถึงได้เหม่อลอยปานนั้น ขนาดข้าเรียกเจ้ายังมิได้ยินเลย?”

ข้า—” เหลียนฟางโจวชะงักกึก สะบัดมือตนเองกลับมา เห็นรอยแดงเป็นวงชัดเจนบนข้อมือขาวนวล นางลูบข้อมือพลางเบือนหน้าหนีมิยอมสบตา แค่นเสียงฮึ “ท่านยังจะมาแกล้งถามอะไรอีก!”

หลี่ฟู่เห็นรอยแดงบนข้อมือนางในใจก็พลันรู้สึกเจ็บปวดวูบหนึ่ง แต่เมื่อเห็นนางโกรธเคืองตน เขาก็ยิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจจึงสวนกลับไปว่า “ข้าแกล้งถามรึ? ทั้งที่เจ้ารู้ว่าข้าต้องถาม แต่เจ้าก็ยังจะคิดถึงมันอีกรึ?”

คิด...” เหลียนฟางโจวข่มโทสะเอ่ยออกมา “ท่านช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!”

ใบหน้าหลี่ฟู่มืดครึ้มลง เขาจ้องมองนางด้วยความโกรธกริ้ว “ข้าไร้เหตุผลรึ? ฟางโจว เจ้าควรจะรู้ดีว่าข้ามิมีวันปล่อยสกุลเหลียงไปเด็ดขาด!”

แล้วข้าเคยบอกให้ท่านปล่อยพวกเขาเมื่อไหร่กัน!” เหลียนฟางโจวเองก็เริ่มเดือดดาลขึ้นมาบ้าง นางจ้องตากลับพลางสวนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

หลี่ฟู่ชะงักกึก ก่อนจะแค่นเสียงเหี้ยม “เดิมทีข้ายังสงสัยอยู่บ้าง ยามนี้กลับกระจ่างแจ้งขึ้นอีกหลายส่วน! เหลียงจิ้นที่เป็นคนอำมหิต ต่ำช้า และบ้าอำนาจถึงเพียงนั้น เหตุใดจู่ๆ ถึงเปลี่ยนเป็นคนละคนกับเจ้า—เหอะ คนสกุลเหลียงช่างมีเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึกนัก เจ้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นคนใจอ่อนและมิชอบติดค้างบุญคุณผู้ใด พวกเขากำลังฝังตะปูไว้ในใจเจ้า (เพื่อรอวันใช้งาน) และยามนี้พวกเขาทำสำเร็จแล้ว!”

ท่าน!” เหลียนฟางโจวโกรธจนหน้าซีดเผือด นางลุกพรวดขึ้นทันที ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้ฟังวาจานี้ของหลี่ฟู่ นางกลับรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง คำพูดนี้ประดุจเข็มแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจนางจนเหวอะหวะ!

แม้เหลียงจิ้นจะมีข้อเสียเป็นพันเป็นหมื่นประการ ทว่าอย่างน้อยในเรื่องนี้ เหลียนฟางโจวเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่าเขาไม่ได้วางแผนหลอกใช้นาง หรือใช้ความช่วยเหลือนี้เป็นการลงทุนล่วงหน้าแน่นอน

เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเย็น “วาจาของท่านครานี้ มิเพียงดูหมิ่นตัวข้า แต่ยังดูหมิ่นตัวท่านเองด้วย!” พูดจบก็นางสะบัดหน้าเดินจากไปทันที

หลี่ฟู่มิเอ่ยคำใด เขานิ่งเงียบพลางจ้องมองแผ่นหลังของนางที่ค่อยๆ ลับสายตาไป ก่อนจะทอดถอนใจยาว ยืนไพล่หลังอยู่กลางลานอเนกประสงค์ด้วยความเงียบงัน

เขารู้ดีว่ากับสกุลเหลียงต้องมีศึกหนักที่เลี่ยงมิได้ และกับเหลียงจิ้นก็ต้องเผชิญหน้ากันในสักวัน ทว่าท่าทีของฟางโจวในยามนี้...

หลี่ฟู่อดมิได้ที่จะรู้สึกริษยาแกมโทสะขึ้นมาอีกระลอก: ข้ายังมิทันได้ทำอันใดเหลียงจิ้นเลย นางก็สะบัดหน้าใส่ข้าเสียแล้ว? หากวันใดข้าจับเหลียงจิ้นเข้าคุกใต้ดิน นางมิแอบไปปล่อยตัวเขาตอนกลางคืนเลยรึ!

ใต้เท้าหลี่!” เสียงเรียกอย่างร้อนรนจากด้านหลังขัดจังหวะความคิด หลี่ฟู่ขุ่นเคืองยิ่งนัก เขาหันกลับมาถามเสียงต่ำ “มีเรื่องอันใด?”

ผู้ที่มาคือใต้เท้าชานเจิ้ง เมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาหน้าดำคร่ำเครียดแววตาเย็นชาประหนึ่งอยากจะฉีกร่างตนเป็นชิ้นๆ เขาก็ชะงักกึก รีบถอยหลังไปสองก้าว โค้งกายประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “เรียนใต้เท้า บรรดาเจ้าของร้านค้าด้านนอกเถียงกันรุนแรงยิ่งนัก ผ่านไปชั่วยามกว่าแล้วก็ยังมิได้ข้อสรุป ท่านเห็นว่า—”

ยามนี้หลี่ฟู่จะมีกะจิตกะใจไปสนใจเรื่องที่ไม่มีทางได้ข้อสรุปในเร็ววันเช่นนั้นได้อย่างไร?

เขาสะบัดมืออย่างรำคาญ “ป่านนี้แล้วยังเถียงกันมิเสร็จอีกรึ? ให้พวกเขาสลายตัวไปเสีย! ให้กลับไปปรึกษากันเอง อีกสามวันค่อยมาใหม่—”

หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ “ก่อนหน้านี้ฮูหยินสั่งการไว้ว่าอย่างไร?”

ใต้เท้าชานเจิ้งเหลือบมองหลี่ฟู่ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ยามนี้เขาเพิ่งสังเกตว่าฮูหยินมิได้อยู่ที่นี่ มีเพียงใต้เท้าอยู่ลำพัง

สัญชาตญาณบอกเขาว่า อารมณ์ของใต้เท้าต้องเกี่ยวกับฮูหยินแน่นอน เขาจึงมิกล้าสืบสาวราวเรื่อง ทำเพียงรายงานด้วยน้ำเสียงสงบว่า “เรียนใต้เท้า ฮูหยินสั่งไว้ว่า อีกสามวันให้พวกเขามาลงคะแนนลับเพื่อตัดสิน ไม่ว่าจะสนับสนุนรูปแบบใด หากคะแนนเห็นชอบถึงสองในสาม ก็ให้ดำเนินการตามผลการลงคะแนนนั้นทันที ห้ามผู้ใดคัดค้านเด็ดขาด!”

สั่งการไปตามนั้นแหละ ไปได้!” หลี่ฟู่สะบัดมือไล่อย่างมินำพา ก่อนจะก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ขอรับ ใต้เท้า!” ใต้เท้าชานเจิ้งมองตามแผ่นหลังของผู้เป็นนายที่เดินจากไปไกลแล้วพลางลอบถอนใจ ในใจคิดว่าใต้เท้าช่างมิถนัดงานบริหารบ้านเมืองเอาเสียเลย สมกับที่เป็นแม่ทัพผู้นิยมการรบราฆ่าฟันจริงๆ! โชคดีที่ยังมีฮูหยินอยู่ มิเช่นนั้น เกรงว่าท่านคงจะบริหารงานได้แย่ยิ่งกว่าผู้ว่าการมณฑลคนก่อนเสียอีก...

ทางด้านเหลียนฟางโจวที่เดินจากมาด้วยโทสะ หงอวี้เห็นนายหญิงเดินเร็วประดุจติดปีกและไม่มีทีท่าจะช้าลงเลยก็นึกหวาดเสียวแทน นางเรียก “ฮูหยิน!” สองสามครา ก่อนจะรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปประคองไว้พลางยิ้มประจบ

ฮูหยิน ท่านเดินช้าลงสักนิดเถิดเจ้าค่ะ! จะรีบร้อนไปใย! หรือว่าพวกเราไปเดินเล่นในสวนบุปผาดีไหมเจ้าคะ? นายน้อยกำลังฝึกกระบี่อยู่ที่นั่น มิแน่ว่ายามนี้ก็ยังอยู่นะเจ้าคะ!”

ภาพลักษณ์บุตรชายตัวน้อยที่ฝึกวิชาอย่างจริงจังเกินวัยพลันผุดขึ้นในมโนภาพของนาง เหลียนฟางโจวนึกถึงความรั้นที่ถอดแบบบิดามาไม่มีผิดเพี้ยนของลูกชายแล้ว นางก็ได้แต่ถอนใจออกมาอย่างอ่อนใจ