วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1361 ถึงคราวตาย?

 

     บทที่ 1361 ถึงคราวตาย?

    “ใต้เท้า พวกข้าน้อยถูกใส่ร้าย!”

    “พวกผู้ติดตามอย่างข้าน้อยไม่ได้เพิ่งติดตามใต้เท้าเป็นวันแรก จะกล้าละเมิดข้อห้ามของใต้เท้าได้อย่างไร!”

    “ใช่แล้วๆ ต่อให้เอาความกล้ามาให้สิบเท่าก็ไม่กล้าหรอกขอรับ!”

    “มีคนมารังแกพวกเราก่อนต่างหาก!”

    ทุกคนต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน ส่งเสียงร้องเรียนความลำบากและปฏิเสธกันระงม

    หลี่ฟู่ฟังด้วยความรำคาญใจ สะบัดมือตัดบทเสียงอันวุ่นวายนั้น จ้องไปที่หมิงเจี่ยแล้วกล่าวเสียงเย็นว่า “เกิดอะไรขึ้น เล่ามาให้ชัดเจน หากมีคำลวงแม้เพียงครึ่งคำ เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนอย่างไร!”

    “ขอรับ ข้าน้อยมิกล้าปิดบังใต้เท้า!” หมิงเจี่ยรีบโขกศีรษะแล้วกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จยังหัวค่ำอยู่นัก พี่น้องนอนไม่ค่อยหลับ เลย... เลยชวนกันออกไปเดินเล่น หาที่ดื่มสุรา ใต้เท้าโปรดพิจารณา พวกเรามิกล้าก่อเรื่อง เพราะรู้ว่านี่ไม่ใช่ถิ่นของเรา และไม่ได้ไปที่อื่นไกล ไปเพียงเหลาอาหารปกติในย่านชุมชนที่ไม่ไกลจากที่ทำการนัก ชื่อว่าเหลาจุ้ยเฟิงขอรับ”

    หลี่ฟู่หน้าคล้ำลง กล่าวอย่างเย็นชา “แล้วอย่างไร? ดื่มมากไปจนไปลงไม้ลงมือกับคนอื่นงั้นรึ?”

    “พวกข้าน้อยจะกล้าได้อย่างไร!” หมิงเจี่ยรีบกล่าว คนอื่นๆ ก็รีบพยักหน้ายืนยัน หมิงเจี่ยจึงเล่าต่อ “พวกข้าน้อยกำลังดื่มกันอย่างสำราญ ไม่นานนักก็มีพวกคนเถื่อนประมาณสิบกว่าคนเข้ามา ผิวคล้ำ ร่างเตี้ยกำยำ แต่งกายประหลาด ท่าทางดุร้ายดูไม่ใช่คนดีเลย ใครจะรู้ว่าพวกคนเถื่อนเหล่านั้นกลับเดินอาดๆ เข้ามาสั่งให้พี่น้องเราสละโต๊ะให้ พวกพี่น้องกำลังดื่มกันอยู่ดีๆ และไม่ได้ไปยั่วยุพวกเขา ย่อมไม่ยินยอมจะสละให้ จากนั้น... จากนั้นเมื่อพูดจาไม่เข้าหูเลยเกิดการปะทะกันขึ้น...”

    หมิงเจี่ยกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้อีกว่า “หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นพี่น้องเราไปกันแค่หกคน และหากไม่ใช่เพราะพวกมันลอบกัดลงมือก่อน อีกทั้งพวกเรายังมีความเกรงใจและยั้งมือไว้บ้าง มีหรือที่พวกเราจะพ่ายแพ้พวกลูกสุนัขพวกนั้น? ความอัปยศครั้งนี้มันช่างน่าเหลืออดจริงๆ!”

    “หุบปาก! เจ้ายังกล้าพูดอีก!” หลี่ฟู่โมโหยิ่งนัก ตวาดเสียงเย็น “พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเรามาที่เมืองหลางฉีเพื่ออะไร? ไม่ต้องถามก็รู้ว่าคนที่พวกเจ้าเจอต้องเป็นคนจากเผ่าใดเผ่าหนึ่งที่มาร่วมงานเลี้ยงในคืนพรุ่งนี้แน่! พวกเจ้าไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา กลับไปโต้เถียงจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ! สำหรับข้าแล้ว เคราะห์ดีที่พวกเจ้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จะได้จำใส่กะลาหัวไว้ หากพวกเจ้าไปตีคนอื่นจนบาดเจ็บสาหัส พรุ่งนี้มิต้องให้ข้าส่งตัวพวกเจ้าไปขอขมาเขาหรอกรึ!”

    คำพูดนี้ทำให้หมิงเจี่ยและคนอื่นๆ เงียบกริบ ก้มหน้าลงไม่กล้าส่งเสียง

    จริงอย่างที่หลี่ฟู่ว่า เขาเป็นถึงปูเจิ้งสื่อ เป็นผู้ปกครองมณฑล ต่อหน้าคนหมู่มากเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางเข้าข้างผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างออกนอกหน้าได้

    ช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีที่มาอยู่ที่มณฑลหนานไห่ พวกเขาพอจะเข้าใจคนแถวนี้อยู่บ้าง ว่าเป็นพวกไร้เหตุผลและดุร้ายอย่างยิ่ง!

    หากคืนนี้ฝ่ายพวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ คนพวกนั้นคงไม่สนเรื่องกาลเทศะหรือหน้าตา พรุ่งนี้คงวิ่งโร่มาฟ้องร้องขอความเป็นธรรมต่อหน้าหลี่ฟู่แน่ และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะฟ้องต่อหน้าทุกคนในงาน

    ถึงตอนนั้น นอกจากส่งตัวพวกเขาออกไปแล้ว หลี่ฟู่จะทำอย่างไรได้อีก?

    แล้วคนพวกนั้นจะปรานีใครที่ไหนเล่า? หากตกไปอยู่ในมือพวกมัน ไม่ตายก็ต้องปางตาย!

    เมื่อหมิงเจี่ยและคนอื่นๆ คิดได้ดังนี้ ก็เหงื่อกาฬไหลพราก นึกกลัวย้อนหลังและนึกโชคดีอยู่ในใจ

    “ใต้เท้า” หมิงเจี่ยยิ้มขื่นแล้วกล่าวต่อ “ท่านเข้าใจพวกข้าน้อยผิดแล้ว! ราษฎรหนานไห่นั้นดุร้าย ท่านและแม่ทัพเซียว แม่ทัพเสิ่น ต่างกำชับพวกเราเสียดิบดี พวกเราจะกล้าลืมได้อย่างไร? พวกเราไม่มีเจตนาจะหาเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว แต่คนพวกนั้นมารังแกถึงหัว พวกพี่น้องจึงอดรั้นไว้ไม่ไหวชั่วขณะ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะทำอะไร เห็นพวกมันพูดจาสุนัขไม่รับประทาน จึงสำแดงตัวตนออกไปเพื่อให้พวกมันถอยไปเสีย หรือหุบปากให้สำรวมบ้าง ใครจะรู้ว่านอกจากจะไม่ถอย พอระบุฐานะไปแล้ว พวกนั้นกลับหัวเราะเยาะอย่างยโส พ่นคำสามหาวออกมามากกว่าเดิม อาศัยจังหวะที่พี่น้องไม่ทันระวังลงมือก่อน แถมยังบอกว่าพวกเราถึงคราวตายแล้วยังจะมาทำยโสอีก!”

    เว่ยเฟิง หลิวซู่ และคนอื่นๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น ต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง ช่วยกันพ่นคำเรียกร้องความเป็นธรรมระงม

    “ใต้เท้า หมิงเจี่ยพูดถูกขอรับ เป็นเช่นนั้นจริงๆ!”

    “ไอ้พวกหมาหมู่นั่น ไม่รู้ใครให้ความกล้าสุนัขๆ กับพวกมัน! ไม่เพียงแต่ด่าพวกพี่น้อง แม้แต่ใต้เท้าท่านพวกมันก็ด่า!”

    “ใช่ขอรับ ใต้เท้าไม่ได้เห็นกับตา หากท่านเห็นเข้าท่านต้องโกรธแน่! พวกสารเลวนั่น! ถึงกับด่าว่าพี่น้องเราถึงคราวตายแล้วยังปากแข็งบ้างละ หาที่ตายบ้างละ ส่งตัวเองมาตายบ้างละ พูดจาดูถูกเหยียดหยามสุดจะบรรยาย!”

    “เพราะเหตุนี้ พี่น้องเราถึงได้ทนไม่ไหวชั่วขณะ...”

     เมื่อฟังเสียงตัดพ้อด้วยความโกรธแค้นของทุกคน ในใจของหลี่ฟู่พลันวูบไหว ราวกับมีบางสิ่งแล่นผ่านเข้ามา แต่ชั่วขณะนั้นเขายังไม่สามารถคว้าจับมันไว้ได้

    เขาขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ถึงกระนั้น พวกเจ้าก็ควรหลีกเลี่ยงเสีย การมาลงไม้ลงมือกับคนที่เมืองหลางฉีแห่งนี้ ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็ไม่ใช่เรื่องที่มีหน้ามีตาอะไร พวกเขาไม่ใช่พวกหู หรือพวกหนี่เจิน (แมนจู) พวกเจ้าไม่เข้าใจหลักการตื้นๆ แค่นี้รึ?”

    พูดจบเขาก็โบกมือหยุดเสียงเซ็งแซ่ของทุกคน แล้วหันไปทางประตูสั่งว่า “ไปเชิญใต้เท้าจานมาพบข้าเดี๋ยวนี้!”

    ทหารนายหนึ่งรับคำสั่งแล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปทันที

    ใต้เท้าจานที่หลับสนิทจนเข้าสู่ห้วงนิทรา เมื่อถูกปลุกให้ตื่นตอนแรกก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินว่าใต้เท้าหลี่เชิญพบ ก็นึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้น ความง่วงพลันหายเป็นปลิดทิ้ง รีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วตามทหารคนสนิทมา

    หลี่ฟู่พยักหน้าให้เขาและเชิญให้นั่งลง พลางยิ้มกล่าวว่า “รบกวนฝันหวานของใต้เท้าจานเสียแล้ว! เป็นเพราะเจ้าพวกไม่เอาถ่านพวกนี้แท้ๆ ที่ก่อเรื่องให้ข้า!”

    จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆ แล้วกล่าวแก่ใต้เท้าจานว่า “ใต้เท้าจานรู้จักเผ่าต่างๆ ในหนานไห่ดีกว่าข้า พอจะสันนิษฐานได้หรือไม่ว่าคนพวกนั้นคือใครกันแน่?”

    ใต้เท้าจานตกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าคืนแรกที่มาถึงจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนดูไม่ค่อยดี จึงรู้ว่าคงถูกใต้เท้าหลี่ตำหนิมาอย่างหนัก

    เขาพยักหน้าแล้วประสานมือยิ้มให้หลี่ฟู่ “ให้หมิงเจี่ยและคนอื่นๆ อธิบายลักษณะให้ละเอียดหน่อย บางทีผู้น้อยอาจจะเดาออกบ้าง! แต่ก็ไม่รับประกันนะขอรับ! เพราะเผ่าใหญ่น้อยในหนานไห่มีมากเกินไป ผู้น้อยเองก็ไม่กล้าการันตีว่าจะรู้จักทั้งหมด! อีกอย่างหนึ่งผู้น้อยขออนุญาตพูดสอดสอดหน่อยนะขอรับใต้เท้า คนพวกนั้นส่วนใหญ่ป่าเถื่อนไร้เหตุผล จริงๆ แล้วไม่อาจโทษพวกหมิงเจี่ยได้หรอกขอรับ ขอใต้เท้าอย่าได้ตำหนิพวกเขาอีกเลย!”

    หมิงเจี่ยและคนอื่นๆ ต่างมองเขาด้วยความซาบซึ้ง

    หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “ตีกันไปแล้ว ตอนนี้มาสืบสาวราวเรื่องจะมีประโยชน์อันใด? เรื่องนั้นช่างมันก่อน! พวกนั้นมีลักษณะเด่นอย่างไร พวกเจ้ายังไม่รีบบอกมาอีก!”

    ทุกคนรีบรับคำและช่วยกันพรรณนาคนละประโยคสองประโยค โดยมีใต้เท้าจานตั้งใจฟังอย่างละเอียด

    ฟังอยู่ครู่หนึ่ง ใต้เท้าจานก็บอกให้ทุกคนหยุด แล้วกล่าวว่า “ใต้เท้า ผู้น้อยเข้าใจแล้ว คนที่พวกหมิงเจี่ยเจอนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนจากเผ่าที่เรียกว่า ‘เฮยหลี’ (หลีดำ) ขอรับ”

    เขาพยักหน้าพลางยิ้มขื่น “จะว่าไปก็ช่างบังเอิญนัก เผ่าเฮยหลีนี้เป็นเผ่าใหญ่อันดับสามของเมืองหลางฉี แต่กลับป่าเถื่อนดุร้ายและบ้าดีเดือดที่สุด! แม้ขนาดของเผ่าจะอยู่อันดับสาม แต่หากพูดถึงเรื่องความมุทะลุและชอบใช้กำลังละก็ ไม่มีใครเทียบได้ และไม่มีใครกล้าตอแยด้วย! เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องนักเลงเจ้าถิ่นของเกาะหลางฉีเลยทีเดียว หากใต้เท้าไม่เชื่อลองถามใต้เท้าจ้าวดูได้ขอรับ สิ่งที่ใต้เท้าจ้าวปวดหัวที่สุดก็คือพวกเขานี่แหละ!”

 

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา- บทที่ 1360 เกิดเรื่องวุ่นวายที่เหลาอาหารในเมืองหลางฉี

 

     บทที่ 1360 เกิดเรื่องวุ่นวายที่เหลาอาหารในเมืองหลางฉี

    เพียงพริบตาเดียว ก็ถึงช่วงก่อนวันเทศกาลอวี้หลานเผิง

    ไม่ใช่แค่เมืองหลางฉี แต่ในมณฑลหนานไห่ทั้งมณฑล นี่คือเทศกาลใหญ่ที่ได้รับความสำคัญอย่างยิ่ง

    ในช่วงไม่กี่วันก่อนถึงเทศกาล ทั่วทั้งเมืองสามารถพบเห็นการจำหน่ายสิ่งของต่างๆ เช่น เครื่องหอม เทียนหอม กระดาษเงินกระดาษทอง โคมดอกบัว กระดาษเงินกระดาษทอง ดอกไม้กระดาษหลากสีสัน และประทัด เป็นต้น

    ในวันเทศกาลอวี้หลานเผิง ทุกครัวเรือนต้องกราบไหว้บรรพบุรุษ ไปที่สุสาน และยังต้องเผากองกระดาษเงินกระดาษทองกองมหึมาที่หน้าประตูบ้าน ปักเทียนหอมและธูปกำใหญ่ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการให้ทานแก่เหล่าวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีที่ไป ซึ่งเรียกกันว่าการสะสมกุศลทางจิตวิญญาณ

    เมื่อถึงยามค่ำคืน ยังต้องไปที่ริมแม่น้ำเพื่อจุดโคมดอกบัว โคมดอกบัวที่บานสะพรั่งสีชมพูหรือสีขาวขนาดประมาณหนึ่งกำมือ ตรงเกสรทำเป็นแท่นเล็กๆ บุด้วยกระดาษสีเขียว จุดเทียนเล่มเล็กๆ แล้วปล่อยลงสู่แม่น้ำ มองดูมันลอยละล่องห่างออกไป เพื่อนำทางให้วิญญาณนับหมื่นหาทางกลับบ้านได้ถูก

    เมื่อถึงเวลานั้น ผู้คนนับไม่ถ้วนจะหลั่งไหลไปยังริมแม่น้ำ โคมดอกบัวนับพันนับหมื่นดวงถูกปล่อยลงสู่น้ำ ลอยไปตามกระแสคลื่น ผิวน้ำประกายระยิบระยับราวกับแสงดาวพร่างพราย งดงามตระการตาและยิ่งใหญ่อย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ในวันพิเศษเช่นนี้ อากาศกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นเขม่าควันของกระดาษเงินกระดาษทองที่เผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน และกลิ่นธูปควันเทียนที่พวยพุ่ง ผสมปนเปกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่แว่วมาตามลมจากที่ใดสักแห่งเป็นระยะ ทำให้ผู้คนไม่อาจชื่นชมทัศนียภาพอันตระการตานี้เป็นดั่งสิ่งมหัศจรรย์ได้ กลับให้ความรู้สึกเหมือนมีเงาวิญญาณวูบวาบไปมาเสียมากกว่า

    เหลียนฟางโจวเนื่องจากกำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานางจึงไม่ได้ออกไปไหนเลย

    แน่นอนว่าพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ โดยสั่งการให้คนรับใช้เผากระดาษเงินกระดาษทองและปักธูปเทียนที่หน้าจวน และยังส่งคนไปจุดโคมดอกบัวที่ริมแม่น้ำด้วย

    หลี่ฟู่เดินทางออกจากเมืองด้วยม้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลางฉีตั้งแต่เช้าตรู่ของวันก่อนเทศกาลอวี้หลานเผิงหนึ่งวัน ลั่วกว่างยังคงรับผิดชอบความปลอดภัยของเหลียนฟางโจวและซวี่เอ๋อร์จึงไม่อาจจากไปได้ ส่วนเซียวมู่และคนอื่นๆ ต่างก็มีภารกิจของตน หลี่ฟู่จึงพาชานเจิ้ง (ที่ปรึกษา) และคัดเลือกทหารคนสนิทสิบสองนายร่วมเดินทางไปด้วย

    ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนควบม้าห่อตะบึงไปตลอดทาง และเข้าสู่เมืองหลางฉีก่อนดวงอาทิตย์ตกดินในตอนบ่าย

    เจ้าเมืองจ้าวที่ดูแลเมืองหลางฉีนำคณะมาต้อนรับที่ประตูเมือง หลังจากทักทายปราศรัยตามมารยาท ทุกคนก็พูดคุยหัวเราะพลางเข้าสู่จวนไปพร้อมกัน

    ห้องพักแขกด้านหลังที่ว่าการเจ้าเมืองถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว คณะของหลี่ฟู่ได้ครองเรือนหลังเล็กหนึ่งหลัง และมีคนรับใช้คอยปรนนิบัติเตรียมไว้เสร็จสรรพ

    เจ้าเมืองจ้าวพาหลี่ฟู่เข้าสู่เรือน เมื่อมาถึงที่ห้องโถงเขาก็รับถาดน้ำชาจากสาวใช้มาส่งให้หลี่ฟู่ด้วยตนเอง พลางยิ้มประจบว่า "วันนี้ใต้เท้าเร่งเดินทางมาคงจะเหนื่อยล้าแล้ว ใต้เท้าโปรดพักผ่อนแต่หัวค่ำเถิด ผู้น้อยจะไม่รบกวนใต้เท้าแล้ว ผู้น้อยได้สั่งการลงไปแล้ว เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำห้องครัวจะจัดส่งอาหารมาให้ใต้เท้าเชิญตามสบายครับ! เพื่อให้ใต้เท้ามีความเป็นส่วนตัวด้วย! พรุ่งนี้ค่ำต้องจัดเลี้ยงหัวหน้าชนเผ่าและหัวหน้าหมู่บ้านยี่สิบกว่ากลุ่ม ยังต้องอาศัยบารมีของใต้เท้ามานั่งเป็นประธานอยู่นะครับ! เฮ้อ ผู้น้อยช่างไร้ความสามารถจริงๆ หลายปีมานี้ที่อยู่ที่นี่ อารมณ์ความขัดแย้งต่างๆ ถูกบดบังจนแทบไม่มีเหลือแล้ว!"

    สิ้นคำพูดนี้ หลี่ฟู่กลับรู้สึกพึงพอใจต่อเจ้าเมืองจ้าวผู้นี้ขึ้นมาบ้าง จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ท่านทำได้ดีมากแล้ว เมืองหลางฉีไม่เหมือนที่อื่น องค์ประกอบของราษฎรซับซ้อน การที่ไม่เกิดภัยพิบัติใหญ่หรือเรื่องวุ่นวายร้ายแรงก็นับว่าดีแล้ว! คาดว่าช่วงนี้เพื่อเตรียมการเรื่องของวันพรุ่งนี้ท่านคงเหนื่อยไม่น้อย เอาละ ข้าไม่รั้งท่านไว้แล้ว กลับไปเถิด! ท่านกลับไปจะได้พักผ่อนตามสบายเช่นกัน!"

    เจ้าเมืองจ้าวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสองจะมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

    "ครับ ผู้น้อยขอตัวลาไปก่อน" เจ้าเมืองจ้าวยิ้มพลางประสานมือคำนับ เดินถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อถึงประตูจึงหันหลังเดินจากไป

    ชานเจิ้ง ใต้เท้าจาน อดไม่ได้ที่จะก้าวขึ้นมาแล้วยิ้มกล่าวว่า "เจ้าเมืองจ้าวผู้นี้เป็นคนเก่งเรื่องการเข้าสังคมมาแต่ไหนแต่ไร ใต้เท้าเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"

    หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้ม "เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ!"

    คำพูดนั้นทำให้ใต้เท้าจานหัวเราะตามไปด้วย

    หลี่ฟู่ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ในที่แห่งนี้ จำเป็นต้องมีคนที่มีวาทศิลป์และการเจรจาพริ้วไหวอย่างเขาถึงจะอยู่รอดได้ พรุ่งนี้พวกเราค่อยหาโอกาสคุยกับเขาอีกที งานเลี้ยงพรุ่งนี้ค่ำทุกอย่างให้เป็นไปตามความต้องการของเขา เขาต้องการให้พวกเราทำอะไร เราก็ทำสิ่งนั้น ไม่ควรจะเอาแต่ทำตัวเป็นขุนนางผู้วางอำนาจให้คนเขาขุ่นเคืองใจกัน พอถึงเวลาเราจากไปน่ะง่าย แต่เจ้าเมืองจ้าวอาจจะต้องลำบากรับเคราะห์แทน เมืองหลางฉี... ทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ที่ที่เป็นเช่นนี้คงมีไม่น้อย รอให้แก้ปัญหาเรื่องสี่ตระกูลใหญ่เสร็จสิ้น มณฑลหนานไห่สงบลงเป็นส่วนใหญ่แล้ว ค่อยมาค่อยๆ แก้ปัญหาท้องถิ่นเหล่านี้!"

    ใต้เท้าจานใจสั่นสะท้านด้วยความเลื่อมใส รีบประสานมือกล่าวต่อเหลียนฟางโจว (ในบทนี้หมายถึงหลี่ฟู่) ว่า "ใต้เท้าปรีชายิ่ง! ผู้น้อยยินดีติดตามใต้เท้าขอรับ!"

    หลี่ฟู่เหลือบมองเขา พลางโบกมือยิ้ม "อย่าพูดเรื่องติดตามไม่ติดตามเลย ตราบใดที่ข้ายังเป็นผู้ว่าการมฑลวันหนึ่ง ย่อมต้องแบกรับหน้าที่วันหนึ่ง!"

    หลังจากพูดคุยกันครู่หนึ่ง ใต้เท้าจานไม่กล้ารบกวนการพักผ่อนของหลี่ฟู่ และตัวเขาเองก็สะบักสะบอมจากการขี่ม้ามาทั้งวัน จึงขอตัวกลับไปพักผ่อน

    ครู่ต่อมามีสาวใช้ยกน้ำอุ่นมาให้ หลี่ฟู่ล้างหน้าล้างตาแล้วเข้าห้องข้างไปพักผ่อนบนตั่ง

    ยามฟ้าเริ่มมืด พ่อบ้านตระกูลจ้าวแห่งจวนเจ้าเมืองก็นำคนรับใช้จากห้องครัวมาส่งสุราอาหารให้กลุ่มของหลี่ฟู่ พลางยิ้มประจบเอาใจตามมารยาท

    หลี่ฟู่ไม่ได้พิถีพิถันเรื่องเหล่านี้และไม่มีข้อตำหนิ จึงสั่งให้คนมอบเงินรางวัลและส่งพวกเขากลับไป แล้วจึงร่วมรับประทานอาหารกับใต้เท้าจานที่นี่

    ส่วนทหารคนสนิทสิบสองนายตั้งโต๊ะอีกหนึ่งโต๊ะที่ห้องโถงด้านหน้า ดูครื้นเครงกว่าทางด้านนี้มาก

    คนเหล่านั้นต่างรู้ดีถึงนิสัยของหลี่ฟู่ จึงไม่ได้เข้ามาคอยปรนนิบัติด้านนี้ ปล่อยให้ทั้งสิบสองคนกินดื่มกันเองอย่างรื่นเริง

    หลังจากมื้อค่ำ หลี่ฟู่และใต้เท้าจานปรึกษาเรื่องของวันพรุ่งนี้ต่ออีกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน

    ทางด้านใต้เท้าจานที่เหนื่อยจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

    ทว่า การควบม้าเพียงวันเดียวนั้นสำหรับหลี่ฟู่แล้วไม่นับเป็นอะไรเลย เขายังคงกระปรี้กระเปร่า นั่งพิจารณาแผนการต่างๆ ที่จะจัดการกับตระกูลเหลียงในเมืองหนานไห่อยู่ใต้แสงโคมว่ามีสิ่งใดตกหล่นหรือไม่

    จนกระทั่งดึกสงัด เมื่อเห็นว่าได้เวลาไม่น้อยแล้ว จึงเตรียมตัวจะขึ้นเตียงนอน

    แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ที่ประตูพลันมีเสียงเคาะดังรัว และมีคนเรียกเบาๆ ว่า: "ใต้เท้า! ใต้เท้า! ท่านนอนหรือยังขอรับ..."

    ฟังจากเสียง คือทหารองครักษ์ชื่อ หมิงเจี่ย

    "เข้ามาคุยข้างใน" หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำ

    หากไม่มีเรื่องสำคัญ หมิงเจี่ยย่อมไม่มาหาเขาในเวลานี้ แต่หากบอกว่ามีเรื่องสำคัญ มันจะเป็นเรื่องอะไรได้?

    "ครับ ใต้เท้า..." ประตูถูกผลักเปิดออกเบาๆ คนที่เข้ามาไม่ใช่เพียงหมิงเจี่ยคนเดียว แต่ยังมีเว่ยเฟิง หลิวเอ้อ หลิวซู่ และคนอื่นๆ อีกหกเจ็ดคน หลิวเอ้อและเว่ยเฟิงนั้นมีบาดแผลติดตัวมาด้วย คนหนึ่งหน้าแหกผิวหนังแดงปูดบวม อีกคนแขนซ้ายพันผ้าพันแผลหนาเตอะ ส่วนคนอื่นๆ อีกสามสี่คนก็มีบาดแผลเล็กน้อย

    นอกจากกลุ่มที่เข้ามานี้ คนที่เหลือที่ยังอยู่นอกระเบียง

    ดูท่าทางแล้ว ทั้งสิบสองคนมากันครบไม่ตกหล่นสักคน!

    หลี่ฟู่พลันโกรธจัด สีหน้าขรึมลง ตวาดเสียงต่ำอย่างเย็นชาว่า "เกิดอะไรขึ้น? พวกเจ้าแอบออกไปก่อเรื่องกันมาหมดเลยรึ?"

    ดวงตาคมปลาบกวาดมองอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวด้วยเสียงราบเรียบว่า "ทำข้าเสียหน้าจนหมดสิ้น! ใครอนุญาตให้พวกเจ้าออกไปก่อเรื่องกัน!"

 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1359 ต้องสัมผัสด้วยใจ

 

บทที่ 1359 ต้องสัมผัสด้วยใจ

    เหลียนฟางโจวบอกเล่าเรื่องงานเทศกาลอวี้หลานเผิง (วันสารทจีน) ที่เมืองหลางฉีให้หลี่ฟู่ฟังอีกครั้ง โดยกล่าวว่าเรื่องนี้ตรงกับข้อมูลที่พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนและคนอื่นๆ ไปสืบมา เป็นเช่นนั้นจริงๆ

    หลี่ฟู่ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ ก็ควรปฏิบัติตาม ถึงตอนนั้นข้าจะไปสักรอบ! เมืองหลางฉีอยู่ไม่ไกลจากเมืองหนานไห่ เดินทางไปกลับสามวันก็เพียงพอแล้ว! ประจวบเหมาะพอดี หลังจากงานเทศกาลอวี้หลานเผิง ก็จัดการตระกูลเหลียงเสียเลย!"

    เหลียนฟางโจวยิ้มพลางพยักหน้า

    งานอวี้หลานเผิงตรงกับวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด วันนี้เป็นวันที่สี่เดือนเจ็ดแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสิบวัน

    สิบวัน สามารถทำเรื่องราวได้มากมาย

    หลี่ฟู่จึงปรึกษาหารือลับกับหูต้าไห่ เซียวมู่ และคนอื่นๆ เริ่มวางแผนและจัดการเรื่องต่างๆ อย่างลับๆ ไปทีละขั้น

    เหลียนฟางโจวเองก็อาศัยนามของใต้เท้าผู้ว่าการมณฑล (ผู้ว่าการมณฑล) ประกาศวิธีผลิตน้ำตาลแบบใหม่ออกมา เครื่องจักรชุดใหม่ถูกขนส่งมาจากมณฑลเจียงซีหลายเครื่องแล้ว และยังมีศิษย์สองคนของพ่อบ้านซูติดตามมาด้วย

    เหลียนฟางโจวมอบตัวพวกเขาให้แก่สมาคมการค้าหนานไห่ โดยส่งต่อให้ถึงมือผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

    ผู้เฒ่าเล่อเจิ้งย่อมต้องไปปรึกษาหารือกับกรรมการคนอื่นๆ รวมถึงพ่อค้าบางรายที่มีโรงงานน้ำตาลอ้อยในครอบครอง โดยหาช่างฝีมือมาจำนวนหนึ่งเพื่อเรียนรู้วิธีการผลิตและวิธีใช้งานเครื่องจักรใหม่นี้จากศิษย์ทั้งสองของพ่อบ้านซู

    ที่ทำการผู้ว่าการมณฑลออกคำสั่งทางการว่า: ช่างไม้ทุกคนหากปรารถนาจะเรียนสามารถมาเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่างไม้ทุกคนที่เรียนสำเร็จแล้ว เมื่อมีพ่อค้ามาสั่งทำ ห้ามโก่งราคาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินควร หากมีผู้ใดฉวยโอกาสข่มขู่กรรโชกหรือกักตุนสินค้าเก็งกำไร ทุกคนสามารถแจ้งความต่อทางการได้ และจะถูกทางการลงโทษ!

    นอกจากนี้ ยังมีข่าวแพร่ออกไปอีกว่า เมื่อถึงสิ้นปี ฮูหยินผู้ว่าการมณฑลจะเชิญกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกพืชผลจากพื้นที่ที่เกษตรกรรมรุ่งเรืองในแถบจงหยวน(ภาคกลาง)มา เพื่อถ่ายทอดทักษะการจัดการการเพาะปลูกให้แก่ทุกคน ทั้งยังจะจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ธัญพืชที่ให้ผลผลิตสูงจำนวนมากจากภาคกลาง รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชที่เมืองหนานไห่ยังไม่มี เพื่อนำมาทดลองปลูกและเผยแพร่ สร้างประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่น

    เมื่อข่าวแพร่ออกไป ยิ่งเกิดความตื่นตัวไปทั่ว ทุกคนต่างร่าเริงยินดี ชื่อเสียงของใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลและฮูหยินแพร่สะพัดไปทั่วมณฑลหนานไห่ในทันที ได้รับความเลื่อมใสจากราษฎรอย่างยิ่ง

    เมืองหนานไห่ทั้งเมืองจมอยู่ในบรรยากาศแห่งความปิติยินดีและมุ่งมั่นที่จะรุ่งเรือง ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความหวังและพลังใจ ตั้งตารอคอยว่าภายใต้การนำของใต้เท้าผู้ว่าการมณฑล ชีวิตความเป็นอยู่จะดียิ่งๆ ขึ้นไป!

    อย่างไรเสีย ความสามารถของหลี่ฮูหยินนั้นทุกคนต่างประจักษ์แก่สายตา ด้านการพาณิชย์ได้รับประโยชน์ ด้านเกษตรกรรมก็ได้รับประโยชน์ ใครเล่าจะไม่เชื่อถือ?

    เล่อเจิ้งซั่นฉางสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่กระตือรือร้นและมีชีวิตชีวาของผู้คน แต่ในใจกลับรู้สึกไม่สงบอยู่ลึกๆ อดไม่ได้ที่จะกล่าวกับผู้เฒ่าเล่อเจิ้งด้วยความกังวลว่า "ท่านปู่ ท่านว่าใต้เท้าหลี่กับหลี่ฮูหยินดีใจเร็วไปหน่อยหรือไม่! ตระกูลเหลียงยังคงอยู่ดีที่นั่น พวกเขาไม่พูดถึงเรื่องจัดการตระกูลเหลียง แต่กลับทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการพาณิชย์ เกษตรกรรม และความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างกระตือรือร้น! ข้าไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำ แต่ทว่า จังหวะเวลามันไม่ถูกไม่ใช่หรือ? หากไม่กำจัดตระกูลเหลียง พวกเขาคิดว่าสิ่งที่วาดฝันไว้ทั้งหมดนี้จะบรรลุผลได้ง่ายๆ หรือ? เป็นไปไม่ได้เลย! ท่านพ่อ ท่านเป็นผู้มีบารมี ใต้เท้าหลี่และหลี่ฮูหยินก็ให้เกียรติท่านมาก จะให้คนไปเตือนใต้เท้าหลี่และหลี่ฮูหยินหน่อยดีไหม?"

    นับตั้งแต่เข้าใจจุดยืนของท่านปู่ที่อยู่ฝ่ายทางการ เล่อเจิ้งซั่นฉางก็เฝ้าจับตามองการต่อสู้ระหว่างหลี่ฟู่ เหลียนฟางโจว กับตระกูลเหลียงอย่างตึงเครียดกว่าใครเพื่อน และปรารถนาให้ตระกูลเหลียงล่มสลายมากกว่าใคร

    เขารู้ซึ้งดีว่าตระกูลเหลียงน่ากลัวเพียงใด! หากคนที่ล่มสลายไม่ใช่ตระกูลเหลียง แต่เป็นสามีภรรยาใต้เท้าหลี่ เช่นนั้นตระกูลเล่อเจิ้งของพวกเขาจะไม่มีทางได้รับผลดีอย่างแน่นอน และต้องถูกตระกูลเหลียงแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งแน่

    เห็นได้ชัดว่าจากสถานการณ์ตอนนี้ สามีภรรยาใต้เท้าหลี่ดูเหมือนจะมั่นใจในตัวเองมากเกินไป หรือจะเรียกว่าดีใจจนลืมตัว ทำงานโดยไม่จับจุดสำคัญสลับลำดับความสำคัญก่อนหลังเสียแล้ว!

    ผู้เฒ่าเล่อเจิ้งฟังเขาพูดจบด้วยสีหน้าเรียบเฉย และยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง

    เขาส่ายหน้าพลางหัวเราะหึหึ กล่าวกับเล่อเจิ้งซั่นฉางว่า "เจ้าน่ะ ฝีมือยังอ่อนหัดนัก มองอะไรก็มองเห็นแต่เพียงผิวเผิน! เหตุใดเจ้าไม่ลองคิดดู หากหลี่ฮูหยินเป็นคนโง่เขลา จะสามารถโค่นล้มตระกูลเติ้งได้หรือ? จะสามารถก่อตั้งสมาคมการค้าได้หรือ?"

    "เรื่องนี้ข้าก็ทราบ" เล่อเจิ้งซั่นฉางไม่ยอมรับ พลางยิ้มขื่น "ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะเหตุนี้ ใต้เท้าหลี่และหลี่ฮูหยินจึงเกิดความทะนงตนจนชะล่าใจและประมาทเลินเล่อไป? อีกอย่าง ตระกูลเหลียงไม่ใช่ตระกูลเติ้ง คิดจะล้มตระกูลเหลียงนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย มั่นใจได้เลยว่าต้องมีการหลั่งเลือดกันบ้าง!"

    "เจ้าคิดถึงเรื่องนี้ได้ ก็ถือว่าก้าวหน้าขึ้นบ้างแล้ว!" ผู้เฒ่าเล่อเจิ้งยิ้มอีกครั้ง เหลือบมองหลานชายพลางยิ้มบางๆ "งั้นเจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าตระกูลเติ้งล่มสลายได้อย่างไร?"

    เล่อเจิ้งซั่นฉางชะงักไป

    ผู้เฒ่าเล่อเจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างไม่รีบร้อนต่อว่า "แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ หลี่ฮูหยินถนัดนักล่ะ! เมื่อก่อนผู้เฒ่าเติ้งก็ถูกหลี่ฮูหยินหลอกไม่ใช่หรือ ถึงได้ยอมมอบเส้นทางการค้าสามสายให้นางอย่างว่างง่าย ผลสุดท้ายนางกลับใช้สิ่งนี้เป็นจุดยืน ยึดเอาไว้แน่นไม่ปล่อย แล้วค่อยๆ กัดกินไปทีละนิด? คนอย่างใต้เท้าหลี่และหลี่ฮูหยินจะมองสถานการณ์ไม่ออกจนเกิดความลำพองใจ หึหึ เจ้านี่นะ ช่างคิดออกมาได้!"

    ดวงตาของเล่อเจิ้งซั่นฉางเป็นประกายพลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง หินก้อนใหญ่ในใจร่วงหล่นลงดิน อดไม่ได้ที่จะประสานมือโน้มตัวคำนับผู้เฒ่าอย่างนอบน้อม พลางยิ้มเก้อเขิน "สมกับเป็นท่านปู่จริงๆ ฟังท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว! เพียงแต่... จนถึงตอนนี้ใต้เท้าหลี่และพวกเขายังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ต่อตระกูลเหลียง เช่นนี้จะไม่ค่อยดีหรือไม่? ตระกูลเติ้งล่มสลาย ตระกูลเหลียงย่อมต้องตื่นตัว ใครจะรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ลับหลัง! ใต้เท้าหลี่เอาแต่ทุ่มเทให้กับความเป็นอยู่ของราษฎร พวกเขาคงไม่ใสซื่อถึงขนาดคิดว่าจะอาศัยกำลังของชาวบ้านมาจัดการตระกูลเหลียงหรอกนะ!"

    ผู้เฒ่าเล่อเจิ้งส่ายหน้ายิ้มๆ ลดเสียงต่ำลงกล่าวว่า "เจ้าลืมไปแล้วหรือ? ที่ข้าให้เจ้านำของสำคัญสิ่งนั้นไปมอบให้ถึงมือใต้เท้าหลี่ ใต้เท้าหลี่ก็ออกนอกเมืองไปตรวจตราค่ายทหารทันที ไปครั้งนี้ก็เป็นเวลาสิบกว่าวันแล้ว..."

    ใจของเล่อเจิ้งซั่นฉางสั่นสะท้าน สีหน้าเปลี่ยนไป "ท่านปู่หมายความว่า... ใต้เท้าหลี่ไม่ได้ไปที่ค่ายทหารเลย แต่กลับออกจากเมืองหนานไห่เพื่อไปสืบดูแผนที่นั่น!"

    แววตาของผู้เฒ่าเล่อเจิ้งดูลึกลับมองไม่ชัด เขามองไปข้างหน้าพลางถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวช้าๆ "จริงสลับเท็จ ส่งเสียงบูรพาโจมตีประจิม ใต้เท้าหลี่เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรไปทั่วหล้า กลยุทธ์ชุดนี้ไม่มีใครใช้เก่งไปกว่าเขาอีกแล้ว! แต่ทว่า ข้าก็แค่คาดเดาเท่านั้น! ตระกูลเหลียงไม่โง่ หากการจัดวางแผนการมันชัดเจนจนเจ้ายังมองออก เจ้าคิดว่าตระกูลเหลียงจะไม่มีใครมองออกหรือ? หากข้าเดาไม่ผิด ลับหลังใต้เท้าหลี่ต้องมีการเตรียมการไว้แล้วแน่นอน เพียงแต่พวกเราไม่รู้เท่านั้น! เมืองหนานไห่แห่งนี้ ก็แค่สงบเพียงแต่ภายนอกเท่านั้น!"

    คำพูดเหล่านี้ทำให้ใจของเล่อเจิ้งซั่นฉางหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

    "ท่านปู่ เช่นนั้นบ้านเราต้องทำอะไรบ้างหรือไม่?" ผ่านไปครู่ใหญ่เล่อเจิ้งซั่นฉางจึงถามขึ้นช้าๆ

    ผู้เฒ่าเล่อเจิ้งส่ายหน้า กล่าวว่า "พวกเราไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ภายนอกผ่อนคลายภายในตึงเครียด รักษาความระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา เตรียมพร้อมในส่วนที่ควรเตรียมพร้อมก็พอ! จริงด้วย สั่งกำชับเมียเจ้าเสียหน่อยว่าหากมีเวลาไปคำนับหลี่ฮูหยิน ก็ให้บอกนางไปเลยว่า หากใต้เท้าหลี่มีคำสั่งใด ตระกูลเล่อเจิ้งของพวกเราพร้อมปฏิบัติตามทุกประการ!"

     "รับทราบขอรับท่านปู่!" เล่อเจิ้งซั่นฉางประสานมือรับคำ

 

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1358 เทศกาลอวี้หลานเผิน

บทที่ 1358 เทศกาลอวี้หลานเผิน

    พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เธอ "ยึด" เอาอ้อยของคนอื่นมาช่วยหีบน้ำตาลให้ เจ้าของอ้อยไม่เพียงไม่ขาดทุน แต่ยังประหยัดแรงไปได้มาก ส่วนเธอนั้นเป็นผู้ลงทุนทั้งอุปกรณ์ เทคโนโลยี และแรงงาน แต่กลับได้น้ำตาลมาฟรี ๆ ถึงสองเท่า

    เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะสั่งให้คนตระกูลฝูแอบลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ตระกูลเติ้งล้มละลายภายในปีนี้แน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าเติ้งเมิ่งหานจะถูกจูอวี้อิ๋งล่อลวงจนทำเรื่องบ้าบอพวกนั้นลงไป ซึ่งเป็นการทำให้เธอและหลี่ฟู่โกรธจัดจนถึงที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงสิ้นปีเพื่อลงมืออีกต่อไป

    ตอนนี้ตระกูลเติ้งพังพินาศไปแล้ว แผนการที่เตรียมไว้จึงไม่ได้ใช้งาน

     เหลียนฟางโจวพิจารณาไตร่ตรองดูแล้ว จึงตัดสินใจที่จะเปิดเผยเทคโนโลยีนี้สู่สาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ราษฎรและเป็นการสร้างชื่อเสียงสะสมบารมีให้กับหลี่ฟู่ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี

     ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีประเภทไหน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางเก็บเป็นความลับได้นานอยู่แล้ว! ในเมื่อเธอเองก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้สร้างบุญคุณเสียเลยล่ะ? รายได้ในอนาคตอาจจะมากกว่าเงินที่เสียไปในตอนนี้เสียอีก! อีกทั้งในเวลานี้ มันยังช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื่นได้ด้วย

    เผลอแป๊บเดียว หลี่ฟู่ก็จากไปได้แปดวันแล้ว แม้ว่าเหลียนฟางโจวจะดูสงบนิ่งและใช้ชีวิตตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจจะไม่มีความกังวลได้อย่างไร

    ที่นี่ไม่ใช่ที่ไหนอื่น แต่คือเขตหนานไห่ เทือกเขาสลับซับซ้อน ป่าลึกรกชัฏ และภูมิประเทศที่ยุ่งยาก ด้วยแผนที่ที่ระบุตำแหน่งเพียงคร่าว ๆ หลี่ฟู่จะหาตำแหน่งที่แน่นอนเจอจริง ๆ หรือ? ถึงหาเจอ จะหาเจอในเวลาอันสั้นขนาดนี้ได้หรือเปล่า?

    เขาไม่สามารถจากเมืองหนานไห่ไปได้นานเกินไป มิฉะนั้นจะถูกผู้คนสังเกตเห็น และหากคนตระกูลเหลียงรู้เข้า แผนการปกปิดของเธอก็จะสูญเปล่าทันที! และแผนการที่เขาอุตสาหะวางไว้ก็จะพังทลายลงด้วย!

    ในวันนั้น ท่านชานเจิ้ง (ผู้ช่วยบริหาร) ก็นำเทียบเชิญมาส่งให้กะทันหัน เป็นเทียบเชิญจากเจ้าเมืองหลางฉีที่เชิญให้ใต้เท้าหลี่ไปร่วมงานเทศกาลอวี้หลานเผิน (เทศกาลสารทจีน หรือวันประตูนรกเปิด)

    เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าเทศกาลนี้ชาวบ้านมักเรียกว่า "วันปล่อยผี" ประกอบกับเธอกำลังตั้งครรภ์ จึงมีความถือสาอยู่บ้าง เมื่อเห็นเทียบเชิญจึงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ

    ท่านชานเจิ้งคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเหลียนฟางโจวจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงรีบอธิบายด้วยรอยยิ้มประจบว่า: "ฮูหยินอาจยังไม่ทราบ! เมืองหลางฉีตั้งอยู่หัวมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหนานไห่ เป็นที่ห่างไกลและล้าหลัง มีชนพื้นเมืองหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่มาก นิสัยดุร้ายและโหดเหี้ยม มักมีการทะเลาะวิวาทต่อสู้กันเองบ่อยที่สุด เรื่องเล็กน้อยมีนับไม่ถ้วน เรื่องใหญ่ ๆ ก็มีไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ถือเป็นที่ที่ปกครองยากที่สุดในหนานไห่! เจ้าเมืองหนานไห่รุ่นก่อน ๆ จึงมีธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันว่า หากทางนั้นส่งเทียบเชิญงานเทศกาลอวี้หลานเผินมา ก็จะถือโอกาสไปร่วมงานเพื่อร่วมเซ่นไหว้กับราษฎร และใช้โอกาสนี้รวบรวมเหล่าหัวหน้าเผ่ามาสั่งสอนเพื่อสั่งห้ามการทะเลาะวิวาท แต่ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่เจ้าเมืองคนก่อน ๆ ทำกันมา ผู้น้อยไม่ทราบเจตนาของใต้เท้าหลี่ จึงไม่กล้าตอบแทน เพราะนี่ไม่ใช่ระเบียบข้อบังคับทางการว่าต้องไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของใต้เท้าหลี่ขอรับ!"

    เหลียนฟางโจวคิดทบทวนดูแล้วจึงยิ้มและถอนหายใจ: "ในเมื่อเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา หากใต้เท้าหลี่ไม่ไปก็คงไม่ดี ท่านไปแจ้งคนส่งเทียบเชิญเถิดว่า ถึงเวลาแล้วใต้เท้าหลี่จะไปแน่นอน!"

    "ขอรับ ฮูหยิน!" ท่านชานเจิ้งรีบกุมมือค้อมตัวรับคำแล้วถอยออกไป

    เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้หงอวี้ไปตามพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนมา เล่าสิ่งที่ท่านชานเจิ้งพูดให้ฟังคร่าว ๆ แล้วสั่งการว่า: "ส่งคนที่ไว้ใจได้สองคนไปสืบดูอย่างละเอียด ว่าเรื่องเป็นอย่างที่เขาพูดจริงหรือไม่!"

    ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ คนที่เหลียนฟางโจวเชื่อใจมีเพียงคนสนิทที่ติดตามมาจากเมืองหลวงเท่านั้น

    พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรับคำสั่ง

   จนกระทั่งถึงวันที่สิบสาม ในที่สุดหลี่ฟู่ก็กลับมา

    เหลียนฟางโจวรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอพาสวี่เอ๋อร์ออกไปรับเขาเข้ามาด้วยรอยยิ้ม

    เมื่อสามี ภรรยา และลูกได้พบหน้ากัน บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความครื้นเครงและอบอุ่น

    ในยามค่ำคืนเมื่อเข้ามาในห้องนอน หลังจากแสดงความรักและพูดคุยเรื่องความพึงพอใจต่อกัน หลี่ฟู่จึงบอกกับเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้มว่า: "เรื่องสำเร็จแล้ว ข้าหาตำแหน่งเหมืองเหล็กทั้งสองแห่งเจอแล้ว เท่านี้ก็เพียงพอ! ข้าตัดสินใจว่าจะวางกำลังทั้งหมดให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์เพื่อลงมือกับตระกูลเหลียง! เรื่องนี้จะได้จบลงโดยเร็ว พวกเราจะได้ฉลองเทศกาลพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างอุ่นใจเสียที!"

    การแอบทำเหมืองเหล็กถือเป็นความผิดฐานกบฏ ขอเพียงบุกจับคนตระกูลเหลียงให้ได้คาหนังคาเขา และส่งคนไปควบคุมตัวคนในบ้านตระกูลเหลียงที่เมืองหนานไห่พร้อมกับตรวจค้น หลักฐานก็จะมัดตัวแน่นหนาราวภูเขา! ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหาข้ออ้างมาตำหนิราชสำนักได้

    เหลียนฟางโจวพยักหน้า รับคำ "อืม" เบา ๆ แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน: "ตระกูลเหลียงเป็นจ้าวถิ่นในหนานไห่ ยิ่งถึงช่วงเวลาสำคัญท่านยิ่งต้องระวัง! ข้ากับสวี่เอ๋อร์จะไม่ยอมออกจากจวน ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลเรื่องพวกเรา!"

    หลี่ฟู่กุมมือเธอไว้แล้วกล่าวอย่างนุ่มนวล: "วางใจเถอะ เรื่องที่ข้าสัญญากับเจ้าข้าไม่ลืมหรอก! ข้าจะไว้ชีวิตเหลียงจิ้น!"

     "..." เหลียนฟางโจวรู้สึกขมขื่นในปากและหนักอึ้งในใจ

     เธอไม่เคยเห็นว่าวรยุทธ์ของเหลียงจิ้นดีแค่ไหน แต่เธอรู้ว่าเขาต้องไม่ธรรมดา! เมื่อถึงเวลาตัดสินกันจริง ๆ การที่หลี่ฟู่จะจับเป็นเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!

    ชายคนนั้นเจ้าเล่ห์นัก หากเขามองออกว่าหลี่ฟู่ไม่ยอมลงมือฆ่า เขาต้องเดาเหตุผลได้แน่ และเมื่อถึงตอนนั้น หลี่ฟู่ก็จะ—

    เหลียนฟางโจวใจคอปั่นป่วนราวกับน้ำเดือดพล่าน ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว เธอพึมพำว่า: "อาจี่ยน ข้า... ข้า—"

    "แม่นางผู้โง่เขลา!" หลี่ฟู่ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากของเหลียนฟางโจวเบา ๆ แล้วหัวเราะ: "เจ้ากังวลเรื่องอะไร? สามีของเจ้าอ่อนแอขนาดนั้นเชียวหรือ? วางใจเถอะ! แค่เหลียงจิ้นคนเดียว ข้าไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก!"

    "ท่านก็ชอบพูดให้ข้าสบายใจเรื่อยเลย!" เหลียนฟางโจวยิ้มทั้งน้ำตาที่เกือบจะไหลออกมา แต่ในใจก็ผ่อนคลายลงบ้าง

    เธอถอนหายใจเบา ๆ : "อาจี่ยน ใครใช้ให้ท่านเป็นสามีของข้าล่ะ? มันช่วยไม่ได้จริง ๆ ! ทางที่ดีที่สุด ท่านอย่าไปดวลกับเขาเลย หาวิธีจับตัวเขาให้ได้ก็พอ!"

     หลี่ฟู่หัวเราะ: "ตกลง ข้าจะดูตามสถานการณ์!"

    การจะวางแผนจับเหลียงจิ้นนั้นคงไม่ง่าย ศึกครั้งนี้อาจจะเลี่ยงการปะทะได้ยาก

    เหลียนฟางโจวมองเขาแล้วกล่าวต่อว่า: "ถ้า... ถ้าหากถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ... อาจี่ยน ท่านสำคัญที่สุด หากจำเป็นจริง ๆ ก็ฆ่าเขาเสียเถอะ! พวกเราค่อยดูแลลูกชายลูกสาวของเขาให้ปลอดภัย ถือว่าเป็นการทดแทนคุณให้เขาแล้ว!"

    สิ่งที่ติดค้างเขา ให้เธอเป็นคนติดค้างเองเถอะ! ต่อให้ต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต มันก็ไม่มีทางเลือกอื่น เธอเป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัว ในยุคสมัยที่แปลกแยกนี้ มีเพียงชายคนนี้ที่ยอมรับเธออย่างไม่มีขีดจำกัด ตามใจเธอ และปกป้องเธอทุกอย่าง หากไม่มีเขาแล้ว เธอไม่รู้เลยว่าการมีชีวิตอยู่ที่นี่จะมีความหมายอะไร!

    และเธอยังไม่อยากตาย

    "ตกลง ข้าสัญญา ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างดี!" หลี่ฟู่ยิ้มและลูบผมสลวยของเธอเบา ๆ

    ความสับสน ความเจ็บปวด และความขัดแย้งในดวงตาของเธอ เขาเห็นมันอย่างชัดเจน เขาเคยบอกแล้วว่าเขาไม่อยากให้เธอติดค้างอะไรเหลียงจิ้น คำพูดนั้นยังคงเป็นจริงเสมอ

    ดังนั้น เขาจะไม่เอาชีวิตเหลียงจิ้นเด็ดขาด!

    แต่เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนี้ ในใจเขากลับรู้สึกยินดีนัก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าในใจของเธอ เขาเป็นคนที่สำคัญที่สุดเสมอ