บทที่ 1344 มิอาจเอ่ย
เมื่อทั้งสองฝ่ายงัดเอาเรื่องสัญญาขึ้นมาข่มขู่กัน
ย่อมเหลือเพียงเส้นทางเดียวคือการฟ้องร้องต่อศาลาว่าการ
เพื่อให้ทางการเป็นผู้ตัดสินและบังคับใช้กฎหมาย
หากมิถึงขั้นสุดท้ายจริงๆ ย่อมไม่มีผู้ใดปรารถนาจะเดินบนเส้นทางนี้
เพราะการขึ้นโรงขึ้นศาลนั้น
นอกจากจะสิ้นเปลืองทั้งเวลาและหยาดเหงื่อแรงงานแล้ว ยังผลาญเงินทองมหาศาล
และที่สำคัญที่สุดคือการทำลายชื่อเสียงให้ย่อยยับ
ทว่าเมื่อหลงจู๊จางได้ฟังวาจานั้น ใจเขาก็พลันสั่นสะท้าน เอ่ยว่า
“นายท่านฝู ยามนี้ที่นี่มีเพียงเราสามคน ขอท่านโปรดเอ่ยความจริงออกมาเถิด
ต่อให้ต้องม้วยพินาศ ก็ขอให้พวกเราได้ตายอย่างตาสว่าง!”
ในเมื่อฝูลี่มั่นใจถึงเพียงนั้นว่าหากขึ้นศาลฝ่ายตนต้องพ่ายแพ้
ย่อมมีความเป็นไปได้เพียงประการเดียวเท่านั้น...
ฝูลี่ยิ้มขื่นพลางชำเลืองมองหลงจู๊จางอย่างลึกซึ้ง ทอดถอนใจว่า
“วาจาของท่านอาจางช่างน่าขันนัก ท่านย่อมเดาออกอยู่เต็มอกว่าเกิดอะไรขึ้น
เหตุใดต้องถามซ้ำ? เรื่องบางเรื่อง...
มิเอ่ยให้กระจ่างแจ้งย่อมดีกว่า รู้จักปล่อยวางทำเป็นเลอะเลือนเสียบ้างเถิด!”
หัวใจของหลงจู๊จางพลันเย็นเฉียบประดุจตกลงไปในบ่อก้อนน้ำแข็ง
เขาตั้งสติพยายามฝืนยิ้มเอ่ยว่า “เป็น... เป็นใต้เท้าปู้เจิ้งสื่อ (ผู้ว่าการมณฑล)
ที่มาหาท่านใช่หรือไม่?”
สีหน้าของเติ้งไป๋อวี๋พลันเปลี่ยนสี อุทาน “อา!” ออกมาคำหนึ่ง
ก่อนจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เหตุใดข้าถึงคิดมิถึง! ใช่แล้ว! ต้องเป็นเขาแน่ๆ!”
ฝูลี่ถอนหายใจอีกครา แววตาแฝงความเวทนาที่ปิดไม่มิด
“ข้ามิได้เอ่ยสิ่งใดเลยนะ เป็นพวกท่านพูดออกมาเองทั้งสิ้น! ข้าล่ะสงสัยนัก
พวกท่านอยู่ดีไม่ว่าดี เหตุใดถึงไปล่วงเกินใต้เท้าท่านนั้นเข้าเล่า!”
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น
ทั้งเติ้งไป๋อวี๋และหลงจู๊จางต่างมิสงสัยแม้แต่น้อยว่า
ฝูลี่คือหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดที่ลงมืออย่างเต็มใจ
ในใจยามนี้จึงวุ่นวายสับสนประดุจใยแมงมุม
หลงจู๊จางทอดถอนใจ “นายท่านฝู โปรดช่วยเหลือพวกเราสักคราเถิด!
อย่างไรเสียเราต่างก็เป็นสี่ตระกูลใหญ่ ท่านตัดใจลงคอเชียวหรือ? หากจะเอ่ยคำไม่รื่นหู
วันนี้เขาใช้วิธีต่ำช้าสามานย์เล่นงานสกุลเติ้งได้
วันหน้าเขาก็อาจเล่นงานสกุลฝูได้เช่นกัน! เพื่อแผนการระยะยาว
ท่านจะนิ่งดูดายมิช่วยมิได้นะขอรับ!”
ฝูลี่เอ่ยว่า “การกระทำต้องดูจังหวะและเวลา
ยามนี้รากฐานข้ายังตื้นเขิน จะไปเปรียบกับพวกท่านได้อย่างไร? ข้ามีใจจะช่วยแต่ไร้ซึ่งกำลัง... อะแฮ่ม
ข้ามิได้พูดอะไรนะ เมื่อครู่ล้วนเป็นวาจาเพ้อเจ้อทั้งสิ้น!”
เติ้งไป๋อวี๋และหลงจู๊จางเห็นฝูลี่หวาดเกรงทางการถึงเพียงนี้
ต่างก็ได้แต่มองหน้ากันนิ่งอึ้งไปนานแสนนาน
ในใจเติ้งไป๋อวี๋อดมิได้ที่จะนึกดูแคลน: คนขี้ขลาดเช่นนี้
คู่ควรกับตำแหน่งประมุขตระกูลฝูรึ! ช่างน่าเสียดาย...
น่าเสียดายที่สองพ่อลูกสกุลฝูเว่ยต้องจบสิ้นลงไป—
ความอัดอั้นตันใจของเติ้งไป๋อวี๋ยากจะพรรณนา
หากสองพ่อลูกฝูเว่ยยังอยู่ มีหรือจะเกรงกลัวหลี่ฟู่? มือของทางการจะยาวเพียงใด ก็มิอาจเอื้อมมาบิดเบือนการค้าได้โดยไร้สาเหตุ!
“ทุกท่าน... อะแฮ่ม ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำแล้ว
หากพวกท่านมิมีธุระอันใดแล้วละก็...” ฝูลี่ยิ้มพลางกล่าว
“พวกท่านคงมีงานต้องจัดการ ข้ามิขอรั้งไว้แล้ว!”
เติ้งไป๋อวี๋และหลงจู๊จางจะเอ่ยอันใดได้อีก? ทั้งคู่ทำได้เพียงลากสังขารอันหดหู่ออกมา
พลันนั้นหลงจู๊จางหยุดฝีเท้า หันไปถามฝูลี่ว่า “นายท่านฝู
มิทราบว่าพ่อค้าเจ้าใดที่มีความสามารถมหาศาลพอจะรับช่วงการค้าแทนสกุลเติ้ง
ท่านพอจะแจ้งให้ทราบได้หรือไม่?”
ฝูลี่หัวเราะเบาๆ “ท่านอาจางเอ๋ย บางคราท่านก็ฉลาดนัก
แต่บางครากลับเลอะเลือนเหลือเกิน! เรื่องนี้... ยังต้องให้ข้าตอบอีกรึ?”
พลันนึกถึงชื่อ เหลียนฟางโจว ขึ้นมาได้
หลงจู๊จางก็ได้แต่ยิ้มขื่น สุดท้ายก็มิมีวาจาใดจะเอ่ยอีก
เขาประสานมือคารวะลาพร้อมกับเติ้งไป๋อวี๋
“ท่านอาจาง ยามนี้เราควรทำอย่างไร!”
เติ้งไป๋อวี๋ร้อนรนถึงที่สุดแล้ว ฝั่งหนึ่งคือใบชา ผ้าไหม
และเครื่องปั้นดินเผาที่กองพะเนินอยู่ในคลัง
อีกฝั่งคือพ่อค้าที่รอรับสินค้าต่างแดน สินค้าออกไม่ได้ สินค้าใหม่เข้าไม่ได้
ช่างน่ากระวนกระวายใจยิ่งนัก!
หลงจู๊จางยิ้มขื่น พลางทอดถอนใจ “หากผู้น้อยเดามิผิด
อีกไม่นานย่อมมีคนมาหาท่านถึงที่ด้วยตนเอง นายน้อยควรจะ... เฮ้อ!”
“จริงรึ?” เติ้งไป๋อวี๋ดีใจจนเนื้อเต้น
“ใครกัน? ใครจะมา?”
หลงจู๊จางยิ้มขื่นอย่างเวทนา “อย่าเพิ่งรีบดีใจไปเลย
ข้าเกรงว่านายน้อยอาจจะมิอยากเห็นหน้าฝ่ายตรงข้ามเสียมากกว่า!”
ในขณะที่เติ้งไป๋อวี๋ยังคงยืนนิ่งอึ้งประดุจวิญญาณหลุดลอย
หลงจู๊จางก็เดินจากไปอย่างท้อแท้สิ้นหวังเสียแล้ว
เป็นไปตามคาด... วันรุ่งขึ้น หลงจู๊จี้ ยอดคนใต้บังคับบัญชาของเหลียนฟางโจวก็รุดมาหาถึงที่
แจ้งเจตจำนงว่ายินดีรับช่วงสินค้าทั้งหมดในโกดังของสกุลเติ้งไว้เอง
ส่วนเรื่องราคานั้น... จะรับซื้อตามราคาทุนจากแหล่งผลิต! ส่วนค่าขนส่ง
ค่าแรงงานคนขับรถ รวมถึงค่าจัดการต่างๆ ระหว่างทางนั้น สกุลเติ้งต้องเป็นผู้แบกรับเอาเอง
เติ้งไป๋อวี๋ระเบิดโทสะออกมาทันที!
เคยเห็นคนรังแกกันมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นใครรังแกกันหน้าด้านๆ เช่นนี้!
เขาไม่รอช้า สั่งคนให้ไล่หลงจู๊จี้ออกไปให้พ้นหน้า
หลงจู๊จี้มิได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย
กลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีพลางกล่าวเนิบๆ ว่า
"ยามนี้นายน้อยเติ้งกำลังอยู่ในโทสะ ข้าผู้เฒ่าก็มิลำบากใจจะเอ่ยสิ่งใดต่อ!
ข้าขอตัวลาก่อน หากนายน้อยคิดตกเมื่อใดก็ไปหาข้าได้ที่เดิม ขอบอกไว้ก่อน...
ข้าให้เวลาเพียงสองวันเท่านั้น หากพ้นสองวันข้ายังมิเห็นนายน้อย
ข้าผู้เฒ่ามีธุระด่วนต้องลาจากเมืองเฉวียนโจวชั่วคราว! นายน้อยเติ้งเอ๋ย
ทำการค้าต้องเน้นความปรองดองถึงจะมั่งคั่ง ข้าเชื่อว่านายน้อยย่อมคิดตกในที่สุด!"
"รังแกกันเกินไปแล้ว!"
เติ้งไป๋อวี๋บันดาลโทสะ สะบัดแขนเสื้อปัดพู่กัน แท่นหมึก กระดาษ
และสมุดบัญชีบนโต๊ะจนร่วงกราวลงพื้น ทั้งยังทุบทำลายข้าวของอีกหลายชิ้น
กว่าอารมณ์จะค่อยๆ สงบลงก็ล่วงเข้ายามค่ำคืน
ยามค่ำ... หลงจู๊จางจึงค่อยๆ ก้าวเข้ามาพบเติ้งไป๋อวี๋
เติ้งไป๋อวี๋ย่อมรู้ดีว่าเขามาด้วยเหตุใด
หลังจากระบายโทสะไปค่อนวันจนยามนี้สงบจิตใจลงได้
ความขัดแย้งในอกกลับยิ่งรัดรึงแน่นหนา
แต่มิมีความวู่วามประดุจเปลวไฟที่โพล่งออกมาในคราแรกอีกแล้ว
และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงยิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งกว่าเก่า
"ท่านอาจาง ครานี้...
สกุลเติ้งของเราต้องจบสิ้นลงแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่!"
เติ้งไป๋อวี๋ยิ้มขื่นพลางทอดถอนใจ
แววตาหม่นแสงของเขานั้นช่างน่าเวทนาจนมิอาจมองตรงๆ
วาจาของหลงจู๊จี้นั้น
แม้มิได้หวังดีและจงใจจะขูดเลือดขูดเนื้อสกุลเติ้งอย่างหนัก ทว่า...
หากเทียบกับการต้องสูญเสียจนหมดตัวสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ก็นับว่ายังดีกว่ามาก!
เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่า นอกจากหลงจู๊จี้แล้ว
ย่อมมิมีใครมีกำลังพอจะรับซื้อสินค้ามหาศาลนี้ได้ในคราวเดียว และเขายังรู้อีกว่า
ทันทีที่หลงจู๊จี้ได้สินค้าไป ก็คงจะหันหลังกลับไปขายต่อให้สกุลฝูทันที!
ต้องมาลงแรงเป็นคนใช้ตัดชุดเจ้าสาวให้ผู้อื่น
เรื่องนี้มิใช่เพียงแค่กำไรหรือขาดทุน แต่มันคือศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่!
และนี่คือสิ่งที่เติ้งไป๋อวี๋ไม่อาจยอมรับได้มากที่สุด!
หากยอมทำสัญญากับหลงจู๊จี้จริงๆ
ต่อไปร้านค้าของสกุลเติ้งในเฉวียนโจวจะยังมีหน้าชูคออยู่ได้อย่างไร?
ทว่าหากมิทำ สินค้าเหล่านี้มีมูลค่าสูงถึงสามแสนกว่าตำลึง!
ทั้งยังต้องรีบแปรเป็นเงินสดเพื่อไปชำระหนี้สินที่ค้างคาไว้อีก!
ในยามที่สกุลเติ้งระส่ำระสายจนต้อง
"รื้อกำแพงตะวันออกไปอุดกำแพงตะวันตก" - การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบพัลวัน) เช่นนี้ เงินสดสามแสนตำลึงมิใช่จำนวนน้อยๆ
เลย
หลงจู๊จางมองเขาด้วยความเวทนาพลางถอนใจ "นายน้อย
ผู้น้อยรู้ว่าท่านย่อมปวดใจยิ่งนัก ทว่า... ในฐานะพ่อค้า
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีสติเยือกเย็น ยอมรับความจริง และตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ยามที่นายท่านไม่อยู่ ท่านคือเจ้าบ้าน ท่านต้องเป็นผู้กำหนดชะตากรรมนี้เอง"
เรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ เขาทำได้เพียงคอยเตือนสติอยู่ข้างๆ
มิอาจสอดมือเข้าไปตัดสินใจแทนได้
เติ้งไป๋อวี๋ตกอยู่ในความเงียบงัน... ระหว่าง "หน้าตา" กับ "ความอยู่รอด" เขาเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทว่าหน้าตาของเขานั้นถูกเหยียบย่ำจนยับเยินไปนานแล้ว
จะเหลือรอยแผลเพิ่มอีกสักแห่งจะเป็นไรไป
เมื่อเขาตัดสินใจเอ่ยปากยอมรับความอัปยศนี้ในที่สุด
ในใจของหลงจู๊จางเองก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเช่นกัน