วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1409 มิยอมจำนน

 

บทที่ 1409 มิยอมจำนน

“จะเกรงใจกันเกินไปแล้ว!” มีหรือที่หลี่ฟู่จะยอมปล่อยให้ตัวแปรที่ไม่แน่นอนเช่นนี้รั้งอยู่ในหนานไห่? ใครจะรู้ว่าจูเหยียนจะแอบวางแผนชั่วอันใดลับหลังบ้าง?

หลี่ฟู่กล่าวกลั้วยิ้ม “ข้าเชื่อว่าหลีอ๋องมิใช่คนหูเบาจนมิฟังความ ใต้เท้าจูกลับไปรายงานตามความจริง ทั้งยังมีสกุลจูเป็นร่มไม้ใหญ่หนุนหลัง ท่านจะหวาดกลัวสิ่งใด? หากท่านรั้งอยู่ที่หนานไห่ในฐานะครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้จะดูเป็นระเบียบได้อย่างไร? อย่าได้กล่าววาจาให้มากความอีกเลย... เชิญ!”

“หลี่ฟู่!” จูเหยียนคาดมิถึงว่าหลี่ฟู่จะใจคอคับแคบไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้ ในความตระหนกและโกรธแค้นนั้นเอง เขาก็พลันชักดาบจากข้างกายผู้ติดตามออกมาเสียงดัง “เช้ง!” ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าวแล้วพาดคมดาบลงบนคอของตนเองพลางตวาดลั่น “หลี่ฟู่! เจ้าบีบคั้นกันเกินไปแล้ว คิดจะบีบให้ข้าต้องตายตรงนี้ใช่หรือไม่!”

หลี่ฟู่มองหน้าหูต้าไห่และคนอื่นๆ อย่างนึกขันพลางเอ่ย “ใต้เท้าจูกล่าววาจาใดกัน? หรือว่าสติฟั่นเฟือนไปแล้ว? เขาหาว่าข้าบีบคั้นเขา? ข้าไปบีบคั้นเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

หูต้าไห่ระเบิดหัวเราะเสียงดัง “เห็นชัดว่าเขาเป็นบ้าไปเอง! กลับมาโยนความผิดให้ใต้เท้า ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”

“ข้าน้อยเองก็มิเห็นสิ่งใด เห็นเพียงใต้เท้าจูกำลังข่มขู่ใต้เท้าหลี่อยู่ขอรับ!” เฝิงชวี่จี๋กล่าวเย้า

ทุกคนต่างพากันหัวเราะร่าพลางสอดคำประชดประชันกันไปมา

จูเหยียนใบหน้าซีดเผือด มือที่กุมด้ามดาบสั่นเทาจนข้อนิ้วขาวโพลน เขาโกรธจัดจนแทบจะหมดสติไปตรงนั้น!

นี่เขาจะต้องเสียหน้าจนหาทางลงมิได้เชียวรึ!

ส่วนเรื่องตายนั้น... แน่นอนว่าเขาหาได้ปรารถนาจะตายจริงไม่!

หลี่ฟู่แค่นหัวเราะในใจ เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าหาจูเหยียนอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดวิตกของอีกฝ่าย หลี่ฟู่แย่งดาบออกจากมือเขาอย่างนิ่มนวลแล้วโยนทิ้งลงพื้นพลางเอ่ยเรียบๆ “ใต้เท้าจู เชิญเถิด! เซี่ยกงกง... ดูเหมือนอาการของใต้เท้าจูจะมิสู้ดีนัก รบกวนท่านช่วยดูแลเขาระหว่างทางให้ดีด้วย!”

กล่าวจบเขาก็หันไปสั่งเสียงเข้ม “พี่หู ลำบากท่านช่วยไปส่งพวกเขาสักหน่อย!”

หูต้าไห่แค่นเสียงฮึ “ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าน้อยจะส่งพวกเขาออกไปจากหนานไห่อย่างปลอดภัย... หากว่าพวกเขาไม่อยากหาที่ตายเองเสียก่อนนะ!”

หลี่ฟู่ยิ้มรับแล้วประกาศก้อง “ทุกคนแยกย้ายกันไปเถิด!”

เหล่าขุนนางและทหารต่างรับคำแล้วพากันแยกย้ายจับกลุ่มสนทนาจากไป

จูเหยียนและเซี่ยกงกงได้แต่ยืนเบิกตากว้าง มิกล้าเอ่ยปากแม้เพียงคำเดียว ส่วนทหารรักษาพระองค์ที่ติดตามมาก็ทำเพียงปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อนายไม่สั่งสิ่งใดพวกเขาก็นิ่งเฉยมิขยับเขยื้อน

เมื่อหลี่ฟู่กลับถึงเรือนหลัง เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีต่างเฝ้ารอฟังข่าวอยู่ด้วยใจระทึก

หลี่ฟู่เห็นทั้งสองมองมาด้วยความกังวลก็หลุดยิ้มออกมา “มิมีเรื่องอันใด! ข้าไล่พวกมันไปหมดแล้ว!”

เหลียนฟางโจวลอบถอนหายใจยาว “ในเมื่อพวกมันมิได้ยกเรื่องความปลอดภัยมาข่มขู่ท่าน แสดงว่าอาเจ๋อและคนอื่นๆ คงมิได้ตกอยู่ในมือกองกำลังของหลีอ๋อง!” มิเช่นนั้น พวกมันคงมิปล่อยไพ่ตายใบสำคัญนี้ไปเฉยๆ แน่

ชุยเส้าซีพลอยยิ้มไปด้วย “ครานี้เจ้าคงวางใจได้แล้วกระมัง? ในเมื่อพูดกันให้ชัดเจนเช่นนี้ก็ดีแล้ว เราจะรักษามณฑลหนานไห่ไว้ให้มั่น แล้วคอยดูสถานการณ์อย่างสงบ!”

หลี่ฟู่พยักหน้าเห็นพ้องก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวอย่างนุ่มนวล “การที่อาเจ๋อมิตกอยู่ในน้ำมือหลีอ๋องถือเป็นข่าวดีที่สุด ยามนี้พวกเขาหลุดพ้นจากการควบคุมแล้ว ย่อมต้องหาทางมุ่งหน้ามายังหนานไห่แน่นอน ข้าจะเพิ่มกำลังคนออกไปสืบหาและคอยรับรองระหว่างทาง ยามนี้เจ้ายังอยู่ในช่วงอยู่ไฟ มิควรตรากตรำความคิดมากเกินไป”

“ข้ามิเป็นไร ข้ารู้จักประมาณตนเจ้าค่ะ!” เหลียนฟางโจวยิ้มรับ ก่อนจะถอนใจเบาๆ “มิรู้ว่าในเมืองหลวงเกิดเรื่องราวใหญ่โตเพียงใด! อาเจ๋อกับคนอื่นๆ... เฮ้อ ขอให้พวกเขาปลอดภัยเถิด!”

บรรยากาศพลันหนักอึ้งขึ้นมาวูบหนึ่ง แม้จะว่ากันว่าการมิมีข่าวคือข่าวดี ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ การขาดการติดต่อย่อมมิใช่เรื่องที่วางใจได้เสมอไป!

ฝ่ายหลี่ฟู่กำลังตามหาเหลียนเจ๋อและพวกพ้อง ฝ่ายหลีอ๋องเองก็คงกำลังตามหาเช่นกัน รวมถึงเซี่ยนอ๋องที่มิรู้ชะตากรรมยามนี้ ก็อาจจะกำลังส่งคนออกตามหาอยู่ด้วย! พวกอาเจ๋อมิมีทั้งอำนาจและกำลังทหาร หากหลบซ่อนรอดพ้นไปได้ก็นับว่าโชคดี ทว่าหากโชคร้ายถูกคนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพบเข้า...

“พวกเราต้องบริหารหนานไห่ให้เข้มแข็ง เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับหลีอ๋อง! ฟางโจว เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย!” ชุยเส้าซีกล่าวเสริม

หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ “ถูกต้อง! ตราบใดที่หนานไห่ยังอยู่ในมือเรา หลีอ๋องย่อมมิกล้าแตะต้องพวกเขาโดยง่าย!”

“ยามนี้ก็คงทำได้เพียงเท่านี้!” เหลียนฟางโจวยิ้มเศร้า “ข้าเพียงแต่อดห่วงมิได้ ทว่าในใจข้าเข้าใจเหตุผลทุกประการและยังคุมสติได้ดี พวกท่านมิต้องกังวลเรื่องข้าหรอกเจ้าค่ะ! สิ่งใดควรทำก็จงทำเถิด อันดับแรกต้องรักษาหนานไห่ให้มั่นคง เพราะหากหนานไห่ปลอดภัย ชีวิตของพวกเขาก็จะปลอดภัยไปด้วย!”

หลี่ฟู่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “น้องหญิงรู้ความถึงเพียงนี้ พี่ก็เบาใจ!”

ข่าวคราวต่างๆ เริ่มแพร่สะพัดเข้าสู่หนานไห่ผ่านเส้นทางการค้า บรรดาพ่อค้าแม่ขายและราษฎรต่างได้ยินเรื่องราวมาบ้างไม่มากก็น้อย

เดิมทีหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวกังวลว่าข่าวการผลัดแผ่นดินจะทำให้ราษฎรเสียขวัญจนเกิดความวุ่นวาย ทว่าเหนือความคาดหมาย... ผู้คนทุกหย่อมหญ้ากลับดำเนินชีวิตประหนึ่งมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น ผู้ที่ต้องลงนาทำไร่ก็ทำไป ผู้ที่เปิดร้านค้าขายก็ขายไป จะมีก็เพียงการตั้งวงสนทนาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสและครึกครื้นยามว่างเท่านั้น ราวกับแรงสั่นสะเทือนของอาณาจักรในครานี้มิอาจส่งผลกระทบใดๆ ต่อชาวหนานไห่ได้เลย

เรื่องนี้ทำให้หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวทั้งโล่งใจและฉงนใจไปพร้อมๆ กัน

จนกระทั่งเฝิงชวี่จี๋เป็นผู้มาคลายความสงสัยนี้ให้หลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าอาจยังมิแจ้งใจ ชาวหนานไห่เรานั้นถูกทอดทิ้งมิมีผู้ใดเหลียวแลมานานปี เรียกได้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินไกลของจริง! ต่อให้ท้องฟ้าที่เมืองหลวงจะถล่มลงมา ก็มิอาจหล่นมาทับที่นี่ได้! ทุกคนจึงมิได้ใส่ใจนัก หากจะกล่าววาจาจาบจ้วงไปเสียหน่อย... ฮึๆ สำหรับชาวเมืองที่นี่ การเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงก็เปรียบเสมือนการดูเรื่องสนุกของบ้านอื่นเท่านั้นเองขอรับ แล้วใครจะไปหวาดกลัวหรือกังวลกันเล่า?”

หลี่ฟู่ได้ฟังก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างเข้าใจแจ้ง

เมื่อเขากลับไปเล่าให้เหลียนฟางโจวฟัง นางก็ขำจนหยุดมิได้พลางทอดถอนใจ “นั่นสินะ... ตั้งแต่นายท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งลงมา หามีใครใส่ใจการผลัดแผ่นดินนี้ไม่! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! เฮ้อ... แบบนี้ก็ดี ท่านจะได้เบาแรงลงไปมาก!”

“ถูกต้อง!” หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ “หากใจราษฎรมิแกว่ง หนานไห่ย่อมมิสั่นคลอน!”

ทว่าเพียงสองวันต่อมา 'โจวปิ่งหมิง' ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋อง ก็พลันเดินทางมาขอเข้าพบโดยมิได้นัดหมาย

หลี่ฟู่นึกแปลกใจยิ่งนักจึงออกไปต้อนรับด้วยตนเอง เขาครุ่นคิดมิออกว่าโจวปิ่งหมิงเดินทางมาด้วยธุระอันใด แม้ดินแดนในอาณัติของจิ้งหนานอ๋องจะติดกับหนานไห่ ทว่าหลี่ฟู่ก็นับว่ามิได้มีความสนิทชิดเชื้ออันใดกับวังจิ้งหนานอ๋องเลยแม้แต่น้อย!

หากจะพอมีเรื่องราวเกี่ยวโยงกันอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นคราที่ท่านหญิงหรงอัน 'โจวเชี่ยน' เคยกลั่นแกล้งล่วงเกินเหลียนฟางโจวไว้ครั้งหนึ่งเท่านั้น

เมื่อทั้งสองพบหน้ากัน โจวปิ่งหมิงในชุดคลุมยาวสีขาวนวลปักลายจางๆ ก็รีบก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง เขาประสานมือคารวะหลี่ฟู่อย่างสง่างามพลางหัวเราะ “ใต้เท้าหลี่ มิได้พบกันนานทีเดียว! พอออกจากเมืองหลวงมา ดูเหมือนใต้เท้าจะมีสีหน้าผ่องใสขึ้นมิน้อยเลยนะ!”

“ซื่อจื่อล้อเล่นแล้ว! เชิญด้านใน!” หลี่ฟู่ยิ้มรับตามมารยาท

เมื่อเข้าสู่โถงรับรองและนั่งลงตามตำแหน่งเรียบร้อย สาวใช้ยกน้ำชาแล้วจึงถอยออกไป

หลังจากสนทนาปราศรัยกันเพียงมี่กี่ประโยค หลี่ฟู่ก็เข้าประเด็นด้วยรอยยิ้ม “ซื่อจื่อเดินทางมาครานี้ มิทราบว่ามีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือไม่? หากมีเรื่องใดที่หลี่ฟู่พอจะสอดมือช่วยเหลือได้ ซื่อจื่อโปรดกล่าวมาเถิด มิไม่ต้องเกรงใจ!”

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1408 ปฏิเสธ

 

บทที่ 1408 ปฏิเสธ

หูต้าไห่และเหล่าขุนนางต่างใจหายวาบ สีหน้าเปลี่ยนไปทันควันพลางหันไปมองหลี่ฟู่ด้วยความตระหนก

ข้อเสนอที่ฮ่องเต้องค์ใหม่หยิบยื่นให้นั้นช่างเย้ายวนใจนัก เรียกได้ว่าหาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์! อีกทั้งด้วยบารมีและผลงานศึกของใต้เท้าหลี่ ยามผลัดแผ่นดินใหม่เช่นนี้ย่อมเป็นที่ต้องการตัวของราชสำนัก วาจาเหล่านั้นมิแน่ว่าจะเป็นเพียงเรื่องปด

เผชิญหน้ากับลาภยศสรรเสริญอันมหาศาลเช่นนี้ ใต้เท้าหลี่จะมิหวั่นไหวบ้างเชียวรึ?

ทว่าหลี่ฟู่กลับแค่นหัวเราะ "เหอะ" ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "หลีอ๋องได้บัลลังก์มาโดยมิชอบ เจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกประพฤติชั่วช้าเกลือกกลั้วกับคนพรรค์นั้นรึ?"

"บังอาจ!" จูเหยียนหน้าถอดสี ตวาดกลับเสียงเย็น "หลี่ฟู่! อย่าได้ถือดีว่าตนเองมีชัยในศึกสงครามแล้วจะไร้ผู้ต้าน จนมิเห็นหัวเจ้าชีวิต! หรือว่าเจ้า... คิดจะก่อการกบฏ!"

สิ้นคำประกาศของจูเหยียน เหล่าทหารรักษาพระองค์เบื้องหลังก็ชักดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เสียงโลหะกระทบกันดังเซ็งแซ่ ประหนึ่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะโจนทะยานเข้าขย้ำเหยื่อ

ฝ่ายทหารคนสนิทของหลี่ฟู่ก็หามิได้เกรงกลัว ต่างก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว ชักดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่งเช่นกัน จ้องประสานตากับทหารรักษาพระองค์อย่างดุดัน

จูเหยียนแผดเสียงตะโกน "ดี! ดีมากหลี่ฟู่! บังอาจชักดาบต่อหน้าราชทูต เจ้าคิดจะก่อกบฏจริงๆ สินะ! ข้าจะบอกความจริงให้เจ้าเอาบุญ ยามนี้ที่หน้าด่านหนานจู้นอกมณฑลหนานไห่ แม่ทัพหลี่เจี๋ยนำกำลังพลชั้นยอดสองหมื่นนายเตรียมพร้อมอยู่ หากเจ้าบังอาจขยับเพียงนิด กองทัพย่อมบุกเข้าบดขยี้กบฏเช่นเจ้าให้สิ้นซาก! หากเจ้าเก่งกล้านัก ก็ลองขยับดูสิ!"

หลี่ฟู่ได้ยินดังนั้นกลับระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น "ใต้เท้าจู กำลังพลเพียงสองหมื่นนายคิดจะมาประกาศศึกในหนานไห่รึ? ท่านดูแคลนข้าหลี่ฟู่เกินไปแล้ว! หากท่านแน่จริงก็ลองดูเถิด ว่าพวกเขาจะก้าวข้ามธรณีประตูหนานไห่เข้ามาได้แม้เพียงก้าวเดียวหรือไม่!"

หูต้าไห่และคนอื่นๆ ได้ฟังก็พากันหัวเราะร่าด้วยความขบขัน

จูเหยียนทั้งอับอายทั้งเดือดดาลจนใบหน้าแดงก่ำ พลันตวาดก้อง "หูต้าไห่ อดีตผู้บัญชาการทหารเมืองหนานไห่อยู่ที่นี่หรือไม่!"

หูต้าไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้าพลางยิ้มยั่ว "ใต้เท้าจูมีสิ่งใดจะชี้แนะข้าน้อยรึขอรับ!"

จูเหยียนเค้นเสียงสั่ง "ฝ่าบาทมีพระราชโองการ หากผู้ใดจับกุมกบฏหลี่ฟู่ได้ จะสถาปนาให้เป็น 'หนานไห่อ๋อง' ทันที!"

หูต้าไห่มองจูเหยียนประหนึ่งมองตัวประหลาด ก่อนจะนิ่งเงียบมิเอ่ยคำ

จูเหยียนคิดไปเองว่าหูต้าไห่เริ่มหวั่นไหว เพียงแต่ยังเกรงกลัวบารมีหลี่ฟู่จึงลังเลใจ เขาจึงนึกดีใจและฮึกเหิมขึ้นมา รีบตวาดซ้ำ "หูต้าไห่! มัวรออันใดอยู่ รีบลงมือเร็วเข้า!"

หูต้าไห่แบมือทั้งสองข้างพลางหัวเราะ "ใต้เท้าจู อย่าได้รีบร้อนนัก! ท่านว่าฝ่าบาทมีพระราชโองการ แล้วราชโองการอยู่ที่ใดเล่า? ข้ามิเห็นแม้แต่เงา! มิใช่ว่าท่านกุเรื่องขึ้นมาเองหรอกรึ หากภายหลังฝ่าบาทมิยอมรับ ข้ามิขาดทุนย่อยยับหรอกหรือ!"

จูเหยียนเอ่ยด้วยความไม่พอใจ "นี่คือพระราชดำรัสสด! ยามนี้ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นพยาน มีหรือฝ่าบาทจะมิยอมรับ? อย่าได้กล่าววาจาจาบจ้วงเช่นนี้!"

"ใครจะไปรู้เล่า?" หูต้าไห่ยังคงยิ้มเยาะ "หากจู่ๆ ใต้เท้าจูกลับคำยืนกรานว่ามิเคยพูด หรือลงฆ่าปิดปากพวกเราจนสิ้นเล่า? ถึงเวลานั่งพวกข้าคงทำได้เพียงไปร้องเรียนต่ออดีตฮ่องเต้และรัชทายาทในยมโลกเท่านั้นแหละ!"

"กล่าวได้ถูกต้อง!"

"ท่านแม่ทัพหูมีเหตุผลยิ่งนัก!"

"พวกเราต้องตาสว่าง อย่าได้หลงกลคนชั่ว!"

"คนที่ฆ่าได้แม้กระทั่งบิดาและพี่น้อง ยังมีเรื่องใดที่ทำมิลงอีก!"

ขุนนางและทหารต่างพากันส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม

"พวกเจ้า... พวกเจ้าทุกคน คิดจะก่อกบฏกันหมดแล้วรึ!" ต่อให้จูเหยียนจะเขลาเพียงใด ยามนี้เขาก็ดูออกแล้วว่าหูต้าไห่กำลังปั่นหัวเขาเล่นเสียสนุกมือ! ไหนจะพวกทหารชั้นต่ำที่มิรู้ความเหล่านี้ ยังกล้ามาเยาะเย้ยถากถางเขา หากมิใช่เพราะสถานการณ์บีบคั้น เขาคงสั่งประหารพวกมันให้หมดสิ้นเพื่อระบายโทสะในใจ!

หลี่ฟู่ยิ้มกล่าว "ใต้เท้าจู อย่าได้เอะอะก็อ้างเรื่อง 'กบฏ' ขึ้นมาขู่เลย หรือว่าท่านจงใจจะบีบคั้นให้ข้าต้องก่อกบฏจริงๆ? นิสัยใจคอของข้าหลี่ฟู่เป็นอย่างไร ต่อให้ท่านมิรู้แจ้งสิบส่วน ก็น่าจะพอรู้บ้างสักสามสี่ส่วน ข้ามิได้คิดจะกบฏ ทว่าอดีตฮ่องเต้และรัชทายาทสิ้นพระชนม์อย่างมีเงื่อนงำ หลีอ๋องได้บัลลังก์มามิชอบธรรม! ข้าหลี่ฟู่ขอมิรับคำสั่ง! หากวันใดหลีอ๋องพิสูจน์ได้ว่าตนเองบริสุทธิ์ไร้มลทิน ถึงยามนั้นใต้เท้าจูค่อยมาตราหน้าข้า หรือมารับตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลก็ยังมิสาย ทว่ายามนี้... เสียใจด้วย!"

หูต้าไห่และคนอื่นๆ ต่างจ้องมองจูเหยียนด้วยสายตาเย็นเยียบดุดัน

จูเหยียนใจสั่นสะท้าน ความหนาวเหน็บแล่นจากสันหลังขึ้นสู่เบื้องบน เขาพยายามฝืนทำใจดีสู้เสือถามเสียงแข็ง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

หลี่ฟู่แค่นเสียง "หมายความว่า... ใต้เท้าจู เชิญท่านกลับไปเสียเถิด!"

"หลี่ฟู่! เจ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วรึที่จะขัดราชโองการ?" จูเหยียนตวาด

"ทำไมท่านถึงพูดจาวกวนรบเร้านัก! ฟังภาษามนุษย์มิรู้เรื่องรึ?" หูต้าไห่เอ่ยอย่างรำคาญ "สิ่งที่ใต้เท้าหลี่กล่าวไปเมื่อครู่ท่านมิได้ยินรึไง? พากองกำลังของท่านไสหัวออกไปจากหนานไห่เดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้น อย่าหาว่าพวกข้ามิเกรงใจ!"

เฝิงชวี่จี๋เสริมขึ้นเช่นกัน "ใช่แล้วใต้เท้าจู ใต้เท้าหลี่บอกไว้ชัดเจนแล้ว รอให้หลีอ๋องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ก่อน แม่ทัพของพวกข้าย่อมเดินทางกลับไปเอง! ยามนี้ในแผ่นดินหนานไห่แห่งนี้ ใต้เท้าจูอย่าได้มาวางอำนาจเสียให้ยากเลย!"

จูเหยียนโกรธจนกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกรัว หน้าอกกระเพื่อมไหวด้วยความหอบเหนื่อย ทว่ากลับมิอาจเค้นวาจาโต้ตอบออกมาได้แม้แต่คำเดียว!

ส่วนเซี่ยกงกงนั้น เลิกวางมาดโองอาจไปนานแล้ว เขาหดหัวมุดอยู่หลังจูเหยียนประหนึ่งนกกระจอกเทศ แสดงท่าทีชัดเจนว่า: หน้าที่ของข้าคือประกาศราชโองการ ข้าทำเสร็จแล้ว เรื่องที่เหลือท่านเป็นคนจัดการเองก็แล้วกัน!

ในใจจูเหยียนนั้นเปี่ยมด้วยโทสะและขุ่นเคืองนัก เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับฮองเฮาองค์ปัจจุบัน ก่อนมาหนานไห่ครานี้ ฮูหยินจู (มารดาฮองเฮา) ได้กำชับนักหนาว่าต้องหาทางเหยียดหยามหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวให้สาสม โดยมีนางคอยหนุนหลัง! ตอนนั้นเขาจึงรับคำอย่างมั่นใจ!

แม้เขาจะพอรู้กิตติศัพท์ความร้ายกาจของหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวมาบ้าง ทว่ายามนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมิใช่รึ? ผู้ที่ประทับบนบัลลังก์มังกรคืออดีตหลีอ๋อง! สกุลจูกลายเป็นขุนนางฝ่ายในอันดับหนึ่ง!

หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวจะเก่งกล้าเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจที่แท้จริงจะนับเป็นกระไรได้? ต่อให้พวกเขามิยินยอมเพียงใด ก็ต้องสยบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาอยู่ดี! ทว่าเขาคาดมิถึงเลยว่า หลี่ฟู่ผู้นี้จะอาศัยว่าฟ้าสูงแผ่นดินไกล มิเห็นราชโองการอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย! ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าถึงเพียงนี้!

อย่าว่าแต่จะไปเหยียดหยามเขาเลย ยามนี้อีกฝ่ายมิรุมสกรัมเขาก็นับว่าสวรรค์โปรดแล้ว! อุตส่าห์ได้งานสำคัญมาแท้ๆ กลับต้องพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังมิได้ออกศึก ถูกขับไล่กลับเมืองหลวงอย่างน่าอดสู! แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เมื่อกลับไปจะอธิบายต่อสกุลจูได้อย่างไร?

เมื่อคิดได้ดังนั้น นอกจากความโกรธแล้ว จูเหยียนเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เขาจึงจำต้องกลืนโทสะลงคอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงว่า "แม่ทัพหลี่ ท่านจะสงสัยสิ่งใดนั่นเป็นเรื่องของท่าน ทว่าในใจของข้าจูเหยียน ฝ่าบาทก็คือฝ่าบาท วาจาของพระองค์คือราชโองการ! ในเมื่อพระองค์ทรงแต่งตั้งให้ข้ามาเป็นผู้ว่าการมณฑล ข้าย่อมมิอาจทิ้งหน้าที่ไปได้! ขอให้แม่ทัพหลี่เห็นใจกันสักนิด เราต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว ข้าจะรั้งอยู่ที่หนานไห่ ส่วนแม่ทัพหลี่อยากจะครองตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลต่อไปก็ตามใจท่านเถิด! เพียงให้เซี่ยกงกงกลับไปรายงานตัวที่เมืองหลวงเพียงลำพังก็พอ!"

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1407 ราชทูตจากเมืองหลวง

 

บทที่ 1407 ราชทูตจากเมืองหลวง

ใต้เท้าจานกลับสังเกตเห็นความนัยนั้น ใจพลันสั่นไหวและเริ่มครุ่นคิดด้วยความทะเยอทะยานที่พุ่งพล่าน: หากใต้เท้าหลี่คิดจะช่วงชิงใต้หล้าขึ้นมาจริงๆ จะมิได้เชียวรึ? ถึงเวลานั้น ตัวเขาเองมิใช่จะพลอยรุ่งเรืองเฟื่องฟูไปด้วยหรอกหรือ...

คำสั่งถูกถ่ายทอดลงไปตามลำดับชั้นถึงทุกเมืองและอำเภอ กำชับให้ทุกแห่งหน "เข้มงวดภายใน ผ่อนปรนภายนอก" สั่งห้ามมิให้เกิดเหตุจลาจลหรือข่าวลืออันมิเป็นมงคลเด็ดขาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ราษฎรใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ส่วนเซียวมู่นั้นนำกำลังคนไปยังเฉวียนโจวด้วยตนเอง เพื่อควบคุมการป้องกันชายฝั่งแถบนั้นทั้งหมด

ห้าวันต่อมา ราชทูตจากเมืองหลวงภายใต้การอารักขาของทหารรักษาพระองค์ร้อยนาย ก็ควบม้าฝ่าธุลีเข้ามายังเมืองหนานไห่ พร้อมประกาศข่าวการสวรรคตของจักรพรรดิเจี้ยนเต๋อ และแจ้งราชโองการการขึ้นครองราชย์ของหลีอ๋อง โดยเปลี่ยนศกใหม่เป็นรัชศกซินหยวน

หลี่ฟู่และคนอื่นๆ จึงได้ประจักษ์ว่า เซี่ยนอ๋องพ่ายแพ้ในการชิงอำนาจครั้งนี้ และในที่สุดหลีอ๋องก็สามารถประทับลงบนบัลลังก์มังกรในตำหนักจินลวนได้อย่างมั่นคง

เมื่อโอรสสวรรค์มีพระราชโองการ หลี่ฟู่ย่อมต้องน้อมรับ

'เซี่ยกงกง' ขันทีผู้เชิญราชโองการ เมื่อเห็นหลี่ฟู่นำพาเหล่าขุนนางคุกเข่ารับพระราชโองการอย่างนอบน้อมก็บังเกิดความลำพองใจ เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ไปมิถึงดวงตาว่า “ใต้เท้าหลี่รีบเชิญลุกขึ้นเถิด! ยามที่ข้าน้อยจะออกจากเมืองหลวง ฝ่าบาททรงกำชับนักหนาว่าต้องปฏิบัติต่อใต้เท้าหลี่อย่างดี ห้ามเสียมารยาทแม้เพียงกระผีก! ใต้เท้าหลี่มีความชอบต่อแผ่นดินยิ่งใหญ่ ฝ่าบาททรงจดจำมิลืมเลือน ทั้งยังตรัสว่าจะทรงใช้งานใต้เท้าในหน้าที่สำคัญด้วยนะขอรับ!”

หลี่ฟู่เพียงยิ้มบางๆ แล้วตอบอย่างเรียบเฉย “ฝ่าบาททรงกล่าวเกินไปแล้ว กระหม่อมช่างละอายใจนัก”

เซี่ยกงกงเห็นตนเองเป็นตัวแทนองค์จักรพรรดิใหม่ แสดงไมตรีอย่างชัดแจ้งเพียงนี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับหามีท่าทีตื่นเต้นสงบเสงี่ยม หรือซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพรากเพื่อแสดงความจงรักภักดีไม่!

ปฏิกิริยาช่างเย็นชาเหลือเกิน!

วางท่าใหญ่โตนักรึ! อย่าลืมว่าผลัดแผ่นดินใหม่ก็ต้องผลัดขุนนางใหม่! ความชอบในรัชกาลก่อนจะนับเป็นกระไรได้ต่อเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน?

หรือเขาจะลืมไปแล้ว? ฮูหยินคนเก่งของเขาเคยล่วงเกินตระกูลเดิมของฮองเฮาองค์ใหม่ไว้จนถึงขั้นมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้! ยามนี้จักรพรรดิใหม่หยิบยื่นไมตรีให้ แทนที่จะกตัญญูรู้คุณ กลับมาวางมาดเสียอย่างนั้น!

เหอะ วางท่าไปเถิด! อีกมินานคงได้ลิ้มรสความลำบาก ถึงตอนนั้นอย่าได้มาคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตก็แล้วกัน!

สีหน้าของเซี่ยกงกงพลันเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง เขาแค่นเสียงฮึคราหนึ่งก่อนจะกระแอมไอ แล้วแผดเสียงแหลมเล็กตะโกนก้อง “ฝ่าบาทมีพระราชโองการอีกฉบับ หลี่ฟู่ ผู้ว่าการมณฑลหนานไห่ รับราชโองการ!”

หัวใจของหลี่ฟู่กระตุกวูบ เขาคุกเข่าลงอีกคราพลางกล่าว “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!”

เซี่ยกงกงรับม้วนราชโองการสีเหลืองทองมาจากขันทีน้อยที่ประคองส่งให้อย่างนอบน้อม แล้วคลี่ออกอ่านด้วยเสียงอันดัง...

หากตัดถ้อยคำสำนวนที่สละสลวยออก ใจความสำคัญก็คือ จักรพรรดิใหม่ทรงระลึกถึงแม่ทัพหลี่อย่างยิ่ง และราชสำนักในเมืองหลวงมิอาจขาดเขาได้ ดังนั้นจึงสั่งให้แม่ทัพหลี่ส่งมอบตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลหนานไห่ให้แก่ 'จูเหยียน' ที่เดินทางมารับตำแหน่งแทน และให้แม่ทัพหลี่พาสมาชิกในครอบครัวเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมเซี่ยกงกงทันทีเพื่อรายงานตัวต่อพระพักตร์ โดยฝ่าบาทจะมีตำแหน่งสำคัญมอบให้!

สิ้นเสียงราชโองการ หูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ต่างก็หน้าเปลี่ยนสี พวกเขาลอบสบตากันด้วยความนัยที่ตรงกัน หัวใจจึงเริ่มมั่นคงขึ้น

ทุกคนต่างนิ่งสงบ คอยดูว่าสถานการณ์จะดำเนินไปทิศทางใด

สำหรับหลี่ฟู่ เขาหาได้รู้สึกประหลาดใจกับราชโองการฉบับนี้ไม่

หากหลีอ๋องมิส่งคนมาก็แล้วไปเถิด แต่ถ้าส่งมา ย่อมมิใช่เพียงเพื่อแจ้งข่าวการสวรรคตเพียงอย่างเดียวแน่นอน!

อีกทั้งความแค้นกับสกุลจูนั้นผูกเป็นเงื่อนตายมิอาจแก้ได้ ครานี้สกุลจูรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีหรือจะมิหาทางหลอกล่อเขาและเหลียนฟางโจวกลับไปเพื่อบดขยี้ให้สาสม?

หลีอ๋องเพิ่งจะผ่านศึกชิงบัลลังก์กับเซี่ยนอ๋องมาหยกๆ ย่อมมิมีทาง และมิมีความสามารถพอที่จะขัดใจสกุลจูในเรื่องนี้ได้แน่นอน!

ทว่า... เห็นข้าเป็นคนโง่รึ? ข้าจะยอมกลับเมืองหลวงไปรอความตายอย่างว่าง่ายได้อย่างไร? ลำพังทหารรักษาพระองค์ร้อยนายนี้ คิดจะมาจับกุมข้าเชียวรึ?

“แม่ทัพหลี่ รีบรับราชโองการและเตรียมตัวเถิด พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกันทันที!” เซี่ยกงกงม้วนราชโองการเก็บแล้วส่งให้หลี่ฟู่พลางเอ่ยอย่างเนิบนาบ

หลี่ฟู่นิ่งเงียบ

เซี่ยกงกงสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน แผดเสียงแหลมว่า “หลี่ฟู่! หรือเจ้าคิดจะขัดราชโองการ! บังอาจนัก!”

หลี่ฟู่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน จ้องเขม็งไปที่เซี่ยกงกงแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “จักรพรรดิรัชกาลก่อนพระพลานามัยแข็งแรงเสมอมา ไฉนจึงเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน? อีกทั้งตำหนักบูรพา เหตุใดจึงเกิดเพลิงไหม้ใหญ่โตจนรัชทายาทและทุกคนสิ้นชีพในคืนเดียว? ทั้งอดีตจักรพรรดิสวรรคต รัชทายาทและพระนัดดาทั้งสองสิ้นพระชนม์ ทว่าหลีอ๋องกลับรีบเร่งขึ้นครองราชย์และได้รับผลประโยชน์สูงสุด! เรื่องนี้มีเงื่อนงำน่าสงสัยยิ่งนัก! หลีอ๋องมิคิดว่าควรให้คำอธิบายต่อเหล่าขุนนางและราษฎรทั่วใต้หล้าบ้างหรือ!”

เซี่ยกงกงหน้าถอดสี ข่าวสารในเมืองหลวงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดแท้ๆ นึกมิถึงเลยว่าเมืองหนานไห่ที่ห่างไกลเพียงนี้จะล่วงรู้รายละเอียดได้ชัดเจนถึงเพียงนี้!

ยังมิทันที่เซี่ยกงกงจะทันได้อธิบายหรือตวาดด่า หูต้าไห่และเฝิงชวี่จี๋ต่างก็พากันลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนซักไซ้เสียงดัง!

“ถูกต้อง! เซี่ยนอ๋องทรงเป็นขุนนางผู้ทรงธรรม หากหลีอ๋องได้บัลลังก์มาอย่างชอบธรรม เหตุใดเซี่ยนอ๋องจึงต้องทรงกริ้วและกางกั้นเช่นนี้!”

“ได้ยินว่าหลีอ๋องขึ้นครองราชย์อย่างรีบร้อน ยามนั้นหย่งอ๋องก็ยังมิได้กลับถึงเมืองหลวง หากเรื่องนี้มิมีลับลมคมใน จะไปหลอกเด็กที่ไหนได้!”

“คนถ่อยที่ลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิสังหารบิดา ผิดทำนองคลองธรรมเยี่ยงนี้ สมควรถูกผู้คนทั่วใต้หล้าตราหน้าและกำจัด!”

“รัชทายาทสิ้นพระชนม์อย่างอยุติธรรมนัก! ตำหนักบูรพาช่างน่าเวทนา! คนชั่วช้าช้าเร็วต้องได้รับผลกรรม!”

“หยุดปาก! พวกเจ้าจงหยุดปากให้หมด!” ท่ามกลางความโกลาหล ขุนนางผู้หนึ่งในชุดคลุมสีม่วง คาดสายรัดเอวหยกขาว อายุราวสามสิบห้าสามสิบหกปี ใบหน้ากลมจมูกกว้าง แววตาแข็งกร้าว ก้าวออกมาจากกลุ่มชนแล้วตวาดใส่ทุกคนด้วยโทสะ

เซี่ยกงกงที่กำลังลนลานทำตัวไม่ถูกเริ่มได้สติ เขาร้องด่าด้วยเสียงแหลมอย่างเดือดดาล “ขบถ! พวกเจ้าจะก่อขบถกันหมดแล้วรึ! บังอาจกำเริบเสิบสาน วิพากษ์วิจารณ์องค์เหนือหัวใหม่ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก!”

เขาชี้หน้าทุกคนพลางตวาด “พวกเจ้าทุกคน... คิดจะก่อการกบฏอย่างนั้นรึ!”

ธรรมดาของขุนนางย่อมมิเห็นหัวขันทีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งยามที่มีโทสะเห็นเซี่ยกงกงมาวางท่าโอหังชี้นิ้วสั่งการเช่นนี้ก็ยิ่งขวางหูขวางตา มีหรือจะเกรงกลัววาจานั้น?

พริบตาเดียว เสียงด่าทอว่า “ขันทีสารเลว!” “เฒ่าตอนสุนัขรับใช้!” “ขี้ข้าอาศัยบารมีนาย!” ก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ เซี่ยกงกงโกรธจนหน้าสลับสีแดงขาวแผดเสียงด่าตอบโต้จนคอแห้งผาก ทว่าเสียงเพียงหนึ่งเดียวจะไปสู้นับสิบเสียงได้อย่างไร

หลี่ฟู่ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ทุกคนจึงสงบปากสงบคำลง

หลี่ฟู่มิได้สนใจเซี่ยกงกงที่กำลังโกรธจัดจนเสียงพร่าเลือนแม้แต่น้อย เขาจับจ้องไปที่ขุนนางชุดม่วงสายรัดเอวหยกผู้นั้น เลิกคิ้วถามนิ่งๆ “ใต้เท้าท่านนี้... มิทราบว่าควรเรียกขานอย่างไร?”

ขุนนางผู้นั้นแค่นหัวเราะเยาะ เอ่ยอย่างผยองว่า “ข้าคือจูเหยียน ผู้ว่าการมณฑลหนานไห่คนต่อไป! ใต้เท้าหลี่ ท่านเป็นคนฉลาด ยามนี้สถานการณ์ใต้หล้าถูกกำหนดไว้หมดแล้ว หลีอ๋องทรงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ ประทับบนบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง ผู้รู้กาลเทศะย่อมเป็นยอดคน ใต้เท้าหลี่คงมิคิดจะทำเรื่องทรยศเนรคุณมิเห็นหัวเจ้าชีวิตหรอกกระมัง? ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับใต้เท้าหลี่ยิ่งนัก! ทรงตรัสว่าความแค้นในอดีตให้เลิกราต่อกัน ขอเพียงใต้เท้าหลี่กลับเมืองหลวง จะทรงปูนบำเหน็จเป็นถึงกั๋วกง ได้รับเบี้ยหวัดสองทาง สถาปนาบุตรชายคนโตเป็นซื่อจื่อ พระราชทานยศแม่ทัพฉีเชอ (แม่ทัพรถศึก) ขั้นสี่! ทั้งยังประทานมงกุฎห้าวิหคและชุดคลุมเมฆาให้แก่หลี่ฮูหยินด้วย! ใต้เท้าหลี่ ฝ่าบาททรงปล่อยวางอดีตไปสิ้นแล้ว หรือท่านยังมิยินยอมปล่อยวางอีก? มิทราบว่าใต้เท้าหลี่มีเจตนาแอบแฝงอันใดกันแน่?”

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1406 จัดเตรียมแผนรับมือ

 

บทที่ 1406 จัดเตรียมแผนรับมือ

หลี่ฟู่สั่งการให้คนควบม้าไปเชิญหูต้าไห่, สวี่ฉุนเหริน, เซียวมู่ และเสิ่นต้าอี้มาพบในทันที พร้อมทั้งเรียกตัวลั่วกว่างมาสั่งความสั้นๆ ให้ส่งคนเข้าเมืองหลวงเพื่อสืบข่าว และอีกสายหนึ่งให้เร่งรุดไปยังหมู่บ้านต้าฟางเพื่อรับตัวเหลียนฟางชิงและท่านอาสามกลับมา!

ลั่วกว่างเมื่อได้ยินข่าวใหญ่ก็ถึงกับตกตะลึงจนสติหลุดไปชั่วครู่ ทว่าเมื่อรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ก็มิกล้ารั้งรอ รีบออกไปจัดการตามคำสั่งทันที

ครั้นหูต้าไห่และคนอื่นๆ มาถึง หลี่ฟู่ก็แจ้งข่าวร้ายให้ทราบ ทุกคนต่างตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พวกเขาหารือกันอย่างเคร่งเครียดจนดวงจันทร์ลอยเด่นกลางเวหา จึงได้ข้อสรุปถึงวิธีที่จะรักษาตัวรอดและคุ้มครองความสงบสุขของเมืองหนานไห่ไว้ให้มั่น

นับจากวันรุ่งขึ้น หลี่ฟู่สั่งให้ใช้ข้ออ้างเรื่องการตามล่ามือสังหาร โดยให้เสิ่นต้าอี้คุมกำลังทหารคนสนิทไปประจำการที่ด่านตรวจสำคัญที่เชื่อมต่อหนานไห่กับจงหยวน เพื่อตรวจสอบผู้คนเข้าออกอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกันก็ส่งคนลงใต้ไปยังเฉวียนโจว เพื่อควบคุมท่าเรืออย่างกวดขัน

ส่วนการป้องกันและลาดตระเวนภายในเมืองหนานไห่ ก็ได้จัดวางกำลังทหารคนสนิทไว้อย่างหนาตา โดยให้หูต้าไห่คอยกำกับดูแลค่ายทหาร ให้ตื่นตัวอยู่เสมอเพื่อป้องกันเหตุวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

นี่คือแผนการใหญ่ในภาพรวม กว่าจะจัดสรรรายละเอียดต่างๆ เสร็จสิ้น แสงเงินแสงทองก็จับขอบฟ้าเสียแล้ว

หลี่ฟู่นึกถึงเหลียนฟางโจวด้วยความห่วงใย จึงรีบเร่งรุดกลับไปยังเรือนหลัง

ทันทีที่เขาก้าวพ้นโถงทางเดินผ่านลานบ้าน และกำลังจะก้าวขึ้นบันไดประตู พลันได้ยินเสียงร้องไห้อันจองหองของทารกดังแว่วมาจากห้องด้านใน ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าสาวใช้และมามา “คลอดแล้ว! คลอดแล้ว! ฮูหยินคลอดแล้วเจ้าค่ะ!”

หลี่ฟู่รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก แม้จะมิใช่ครั้งแรกที่ได้เป็นบิดา ทว่าความยินดีที่ท่วมท้นใจนั้นกลับมากล้นจนมิอาจพรรณนา รอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้าขณะที่เขาเร่งฝีเท้าเข้าไปด้านใน

“ยินดีด้วยเจ้าค่ะนายท่าน! ฮูหยินคลอดนายน้อยเจ้าค่ะ!” หมอตำแยเดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

เหล่าสาวใช้และมามาต่างพากันคุกเข่าลงแสดงความยินดีถ้วนหน้า

“ดี! ดีมาก! ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นให้หมด!” หลี่ฟู่หัวเราะร่าพลางกล่าว “ทุกคนจะได้รับรางวัลอย่างงาม!”

“ขอบพระคุณนายท่านเจ้าค่ะ!” ทุกคนต่างยิ้มแย้มพลางลุกขึ้น

ชุยเส้าซีที่นั่งกระวนกระวายใจอยู่ภายนอกมาทั้งคืน เมื่อเห็นสถานการณ์คลี่คลายก็หลุดยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก ฟางโจวและลูกปลอดภัย... เท่านี้ก็ประเสริฐยิ่งแล้ว!

ทว่าเมื่อเหลือบเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าหลี่ฟู่ ชุยเส้าซีกลับรู้สึกขัดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ยามบุรุษผู้นี้แย้มยิ้มช่างดูน่าหมั่นไส้นัก!

หลี่ฟู่พยักหน้าขอบใจชุยเส้าซีสั้นๆ ก่อนจะเดินดุ่มฝ่าม่านกั้นเข้าไปในห้องคลอดโดยมิสนคำทัดทานของหมอตำแย

หงอวี้ดึงแขนหมอตำแยไว้พลางส่ายหน้ายิ้มๆ “มิเป็นไรหรอก นายท่านเป็นห่วงฮูหยินยิ่งนัก ยามนายน้อยคนโตเกิดท่านก็เป็นเช่นนี้!”

หมอตำแยจึงหัวเราะรับ “ในเมื่อใต้เท้าไม่ออกอาการรังเกียจ (เรื่องอัปมงคลในห้องคลอด) ยายแก่อย่างข้าจะสอดปากไปทำไมกันเล่า?”

นางกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินช่างมีวาสนาสูงส่งนัก ข้าได้ยินมานานแล้วว่าใต้เท้ารักใคร่ฮูหยินเพียงผู้เดียว แม้จะเป็นขุนนางใหญ่โตเพียงนี้แต่กลับมีฮูหยินเพียงคนเดียว! ยามนี้ฮูหยินยังให้กำเนิดนายน้อยถึงสองคน เห็นทีใต้เท้าคงจะยิ่งทะนุถนอมนางมากกว่าเดิมเป็นแน่ ฐานะของฮูหยินในจวนย่อมมิมีผู้ใดสั่นคลอนได้แม้เพียงกระผีก!”

หงอวี้ได้ฟังก็อดมิได้ที่จะยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยกระซิบเตือน “ท่านยายอย่าได้กล่าววาจาส่งเดชไปนะเจ้าคะ ระวังจะไปสะกิดโทสะของนายท่านเข้าจนอดได้รางวัล! นายท่านรักฮูหยินด้วยใจจริง มิใช่เพราะฮูหยินให้กำเนิดนายน้อยถึงสองคนหรอก ต่อให้ฮูหยินจะให้กำเนิดคุณหนูตัวน้อย นายท่านก็หาได้มองสตรีอื่นไม่!”

หมอตำแยแลบลิ้นอย่างนึกเกรงใจรีบแก้ตัว “โชคดีที่แม่นางเตือนข้า มิเช่นนั้นข้าคงก่อเรื่องใหญ่โดยมิรู้ตัวเสียแล้ว! เฮ้อ... จะว่าไปก็มิแปลก ฮูหยินเป็นคนดีถึงเพียงนี้ ใครบ้างจะมิรักใคร่? ยายแก่อย่างข้าแม้จะหูตาคับแคบ แต่ก็ได้ยินเรื่องราวของฮูหยินมาจากชาวบ้านมิใช่น้อย สตรีเช่นนี้นับหมื่นคนก็หาได้เพียงหนึ่งเดียว! สรุปแล้วก็คือฮูหยินช่างมีวาสนาจริงๆ!”

“ก็จริงอย่างท่านว่า!” หงอวี้ยิ้มรับก่อนจะเร่งเร้า “ท่านยายอย่ามัวแต่พูดคุยเพลิน มีสิ่งใดต้องจัดการต่อก็รีบไปสั่งการเถิดเจ้าค่ะ!”

หมอตำแยอุทาน “ไอ้หยา! ดูข้าสิ มัวแต่ปากดีจนลืมงานเสียได้!” นางรีบเดินไปสั่งการบ่าวไพร่ต่อทันที

ด้านในห้อง... หลี่ฟู่กำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กที่ห่ออยู่ในผ้าอ้อมปักลายร้อยบุตรหลานสีน้ำเงินเข้ม นั่งอยู่ที่ขอบเตียงพลางมองดูเด็กน้อยพร้อมกับเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้ม

เหลียนฟางโจวผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สะอาดเป็นชุดผ้าฝ้ายสีชมพูปักลาย ปล่อยผมสยายและคาดผ้าคาดหน้าผากกันลมไว้อย่างเรียบร้อย นางเอนกายพิงไหล่หลี่ฟู่จ้องมองทารกน้อยในอ้อมแขนพลางกระซิบเย้าหยอกว่าจมูกและปากของลูกเหมือนใครมากกว่ากัน

“ลูกชายคนเล็กของเราควรให้ชื่อเล่นว่ากระไรดี? น้องหญิง เจ้าว่ามาเถิด” หลี่ฟู่พินิจดูบุตรชายก่อนจะหันมาถามภรรยา

เหลียนฟางโจวนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกล่าว “ถ้าอย่างนั้น... เรียกว่า 'ตวนอู่' (เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง) ดีหรือไม่เจ้าคะ?”

“ตวนอู่...” แววตาหลี่ฟู่สั่นไหววูบ พลันนึกถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในวันตวนอู่ครั้งนั้นขึ้นมาทันที

เขาพยักหน้าเห็นพ้อง “ดี! เรียกตวนอู่เถิด! จะได้คอยย้ำเตือนใจเราเสมอว่าเรื่องราวในวันนั้นมิอาจให้เกิดขึ้นได้อีก! ครอบครัวของเราจะขาดใครไปมิได้เด็ดขาด!”

“เจ้าค่ะ!” เหลียนฟางโจวยิ้มกว้างก่อนจะแกล้งเย้า “ข้าเพียงแค่อยากใช้ชื่อนี้เพื่อเป็นที่ระลึกเท่านั้น มิได้คิดลึกซึ้งถึงเพียงนั้นเสียหน่อย!”

“...” เป็นที่ระลึกรึ? หลี่ฟู่ถึงกับไปมิถูก จะหัวเราะก็มิได้จะร้องไห้ก็มิออก!

เขามิเห็นว่าเหตุการณ์เฉียดตายในวันนั้นจะมีสิ่งใดน่าระลึกถึงสักนิด! เขายังจำได้ดีว่าวันนั้นเขาเสียขวัญปานใด ราวกับหัวใจถูกควักออกไปก็มิปาน

เหลียนฟางโจวเห็นสีหน้าปั้นยากของเขาที่ดูทั้งอัดอั้นและมิกล้าขัดใจนาง ก็พลันอารมณ์ดีจนหลุดหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง “ท่านออกไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกเพลียอยากจะงีบพักเสียหน่อย ลูกของเราเองก็ต้องการพักผ่อนเช่นกันเจ้าค่ะ”

“ได้ เช่นนั้นพี่จะออกไปก่อน น้องพักผ่อนให้สบายนะ!” หลี่ฟู่วางทารกน้อยลงในเปลข้างเตียงอย่างทะนุถนอม

“จริงด้วย” เขาหันกลับมาส่งยิ้มให้นางก่อนก้าวออกไป “ทุกอย่างพี่จัดการไว้หมดแล้ว น้องมิไม่ต้องกังวลสิ่งใด นับแต่วันนี้หนานไห่จะประกาศภาวะฉุกเฉิน พี่ขอรับรองว่าคนใจโฉดผู้ใดก็มิอาจมาสร้างความวุ่นวายที่นี่ได้เด็ดขาด!”

“เจ้าค่ะ มีท่านอยู่ ข้าก็วางใจ!” เหลียนฟางโจวยิ้มส่งเขาจนเดินพ้นประตูไป

ทั้งผางอวี้หลง, ใต้เท้าจาน และเฝิงชวี่จี๋ ต่างมีความคิดเห็นตรงกับหูต้าไห่และคนอื่นๆ นั่นคือการรักษาความสงบสุขของหนานไห่ไว้เป็นอันดับแรก โดยมิขอเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจของเหล่าองค์ชายในเมืองหลวง

และหากสถานการณ์เลวร้ายลงถึงขีดสุด พวกเขาก็พร้อมจะปิดด่านทางหลวงที่เชื่อมต่อกับจงหยวน เพื่อตัดขาดจากไฟสงครามและการแก่งแย่งชิงดีอย่างสิ้นเชิง!

อย่างน้อยที่สุด... ก็มิยอมให้เพลิงสงครามลามมาถึงแผ่นดินหนานไห่แห่งนี้เด็ดขาด

ทว่าเฝิงชวี่จี๋กลับแอบเปรยออกมาเป็นนัยว่า ในยามใต้หล้าโกลาหล ผู้มีความสามารถย่อมครองอำนาจ... เหตุใดใต้เท้าหลี่จะมิอาจคิดเป็นอื่นได้เล่า?

เพียงแต่เฝิงชวี่จี๋ทำเพียงหยั่งเชิงสั้นๆ ทว่าหลี่ฟู่และคนอื่นๆ หามิได้มีเจตนาทะเยอทะยานถึงเพียงนั้น จึงมิได้ใส่ใจในคำกล่าวนั้นแม้แต่น้อย