วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1243 สามเส้นทางการค้า

 

บทที่ 1243 สามเส้นทางการค้า

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางเอ่ยว่า ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า ตระกูลเล่อเจิ้งอบรมสั่งสอนเข้มแข็ง มีกฎบ้านทรงคุณธรรม หนักแน่นมั่นคง วันนี้ได้เห็นก็เป็นเช่นนั้นจริง! ว่าอย่างไรเล่า? ตอนนี้เจ้าอยู่ดีกระมัง? เมื่อครั้งคุณชายสามปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น ย่อมต้องดูแลเจ้าเป็นอย่างดี ข้านี้ก็ถามเสียเปล่า! หญิงเช่นเรา หากได้แต่งกับสามีที่รู้จักทะนุถนอม เคารพให้เกียรติ เอาใจใส่ไม่ให้ขาดถือว่าหาได้ยากนัก ยิ่งไปกว่านั้น สามีผู้นั้นยังเป็นสหายรักในวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกันอีกด้วย เจ้าคงไม่รู้กระมังว่า บรรดาฮูหยินในเมืองหนานไห่ต่างก็พากันอิจฉาเจ้า!”

หลินอวี่ฮุ่ยเห็นนางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยไม่เผยพิรุธ ทำให้นางยิ่งไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายมีความหมายใด แต่ก็ไม่สะดวกจะรื้อฟื้นเรื่องเก่า จึงยิ้มเขินพลางตอบตามน้ำว่า ข้าตอนนี้สบายดีนัก ต้องขอบคุณที่ฮูหยินที่เมตตาใส่ใจ! แต่คำพูดของฮูหยินนี้ทำให้ข้าออกจะอับอายเสียแล้ว ที่แท้แล้ว ทั้งมณฑลหนานไห่นี้ เหล่าฮูหยินทั้งหลายล้วนแต่อิจฉาหลี่ฮูหยินกันต่างหาก! เพราะใต้เท้าหลี่นั้นดูแลภรรยาด้วยความรักความผูกพันอย่างแท้จริง!”

คำพูดนั้นทำเอาเหลียนฟางโจวกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ยกมือปิดปากหัวเราะคิก พลางโบกมือพลางหัวเราะว่า พอเถอะ ๆ! เราคงพูดกันเรื่องนี้ต่อไปมิได้แล้ว หากยังชมกันอยู่เช่นนี้ จะต้องไม่รู้จบสิ้นแน่!”

ขณะทั้งสองกำลังพูดคุยหัวร่อกันอยู่ ปี้เถากับจ้าวเสียนก็กลับมาแล้ว เบื้องหลังมีสาวใช้น้อยอุ้มถาดวางขนมพึ่งอบเสร็จใหม่ ๆ มาด้วย

ทั้งสองฝ่ายจึงเก็บเรื่องสนทนาก่อนหน้า แล้วสี่คนก็นั่งคุยกันต่ออย่างครึกครื้น

ครั้นผ่านมื้อกลางวัน หลินอวี่ฮุ่ยกับจ้าวเสียนก็นั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นลากลับ

อาหารในวันนี้แม้จะเป็นสำรับธรรมดากว่าคราวก่อน แต่รสชาติยังคงเลิศไม่ต่างกัน อีกทั้งมีเพียงสี่คนร่วมวง บรรยากาศกลับยิ่งสนิทสนมอบอุ่น มื้อนั้นทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างก็ชื่นอกชื่นใจ

อีกด้าน ข่าวหลี่ฟู่พาบุตรชายออกเดินทางไปฝูโจวเพื่อ “ตรวจราชการ” แพร่สะพัดออกไป พร้อมกันนั้น เหตุผลแท้จริงของการตรวจราชการครั้งนี้ก็ลับ ๆ แพร่ไปด้วยเช่นกัน เหล่าสาวน้อยฮูหยินใหม่ทั้งหลายในเมือง ต่างพากันเทใจให้ผู้ว่าการมณฑล ที่รักและตามใจภรรยาได้ถึงเพียงนี้ ความอิจฉา เลื่อมใส และชื่นชมต่อโชควาสนาของหลี่ฮูหยินก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่ทุกคนลืมเลือนข้อมูลที่ว่าใตเท้าหลี่คนนี้เติบโตมาจากการผ่านศึกฆ่าฟันผู้คนนับไม่ถ้วนเพื่อสร้างผลงานทางทหารไปเสียสนิท ภาพลักษณ์ที่ดูเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของเขาดูสูงส่งและดูดีขึ้นมาทันที

เหล่าบุรุษทั้งหลายต่อเรื่องนี้ก็ทำเพียงนิ่งเฉย ไม่เอ่ยแย้ง แต่ลับหลังกลับมีไม่น้อยที่แอบเย้ยหยอกหัวเราะท่านผู้ว่าการมณฑลอยู่บ้าง ทว่าขณะเดียวกันก็สั่งกำชับบรรดาอิสตรีในเรือน ให้พยายามคบหากับหลี่ฮูหยินไว้ อย่างน้อยก็อย่าได้ไปขัดเคืองใจหรือทำให้นางไม่สบายใจเป็นอันขาด

ใครเล่าจะรู้ ว่าเมฆก้อนใดบนท้องฟ้าจะกลายเป็นฝน? ลงทุนไว้ก่อนแต่เนิ่น ๆ ย่อมไม่มีโทษ มิฉะนั้นถึงคราวฉุกเฉินจะไปคว้าเอาพุทธองค์มากอดไว้ ก็ย่อมสายเกินการณ์!

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยามนี้ก็คือ—ท่านผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กุมทั้งอำนาจทหารและอำนาจการปกครองไว้ในมือ เดิมยังกล้าเป็นฝ่ายไปกวนตระกูลเหลียง จนบีบให้ตระกูลเหลียงต้องก้มหัวอ่อนลง อีกทั้งยังแย่งชิงเส้นทางการค้าถึงสามสายจากตระกูลเติ้ง มอบให้ภรรยาตนไว้ใช้เป็นเพียงสิ่งเล่นสนุก นอกจากตระกูลเหลียงกับตระกูลเติ้งแล้ว ยังมีตระกูลใดเหนือกว่านี้อีกเล่า?

เมื่อหลี่ฟู่เดินทางถึงฝูโจว เขาก็ออกไปตรวจตราตามสถานที่ต่างๆ โดยมีเหล่าขุนนางท้องถิ่นคอยติดตามดูแลอย่างเป็นงานเป็นการ แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็หาข้ออ้างพักผ่อนอยู่แต่ในที่พักรับรอง

เหล่าขุนนางท้องถิ่นล้วนหูตาไว ต่างก็เข้าใจดีว่า “เป้าหมายแท้จริง” ของการมาที่นี่คือสิ่งใด

เมื่อเขากล่าวว่าจะพักผ่อน ก็เห็นได้ชัดว่าที่แท้ต้องการตรวจดูเส้นทางการค้าจากหนานไห่สู่ฝูโจว เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่อาจเปิดเผยต่อหน้าได้!

ดังนั้นทุกคนจึงรู้กาลเทศะ มิได้มารบกวน กลับทำเป็นเอาใจใส่ ส่งเสียงอวยพรให้ท่านผู้ว่าพักผ่อนให้สบาย

ครั้นเมื่อได้ข่าวว่าหลี่ฟู่ออกไปข้างนอกอย่างลับ ๆ พวกเขาต่างก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพียงสบตาแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างเข้าใจกัน

ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว 'ใต้เท้าหลี่' ที่กำลังออกตรวจเส้นทางการค้านั้น เป็นทหารคนสนิทของหลี่ฟู่ที่ปลอมตัวมา ส่วนซู่เอ๋อร์นั้นได้รับคำสั่งจากท่านพ่อไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้จะยังเยาว์วัยแต่ก็จดจำใส่ใจเป็นอย่างดี จึงไม่มีทางหลุดปากพูดผิดอย่างแน่นอน

ตัวหลี่ฟู่เองนั้น กลับอาศัยคืนเดือนมืดลมแรง ขึ้นรถม้าธรรมดาคันหนึ่ง เดินทางข้ามราตรีตรงสู่เฉวียนโจว!

เขามุ่งหน้าไปเฉวียนโจวเพื่อพบบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ผู้ที่จะมีบทบาทชี้ขาดต่อการรับมือสี่ตระกูลใหญ่—นี่ต่างหากคือเป้าหมายแท้จริงของการมาเยือนฝูโจวครั้งนี้!

ส่วนหลี่ฟู่ได้สนทนาอันใดกับบุคคลนั้น หรือบรรลุข้อตกลงสิ่งใดกันแน่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแต่ตอนเขาออกจากเฉวียนโจว สีหน้าก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจยิ่งนัก!

เมื่อกลับถึงฝูโจวก็เพียงปรากฏกายอยู่อีกสองวัน ก่อนจะเก็บสัมภาระเดินทางกลับสู่หนานไห่

ยามสิ้นปี ขุนนางท้องถิ่น เหล่าคหบดี และเศรษฐีเจ้าที่เจ้าทาง ล้วนมิอาจขาดการ “ถวายของกำนัล” นานาประการ อีกทั้งฝูโจวอุดมด้วยสินค้าหลากหลาย ใกล้เฉวียนโจวซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่แห่งทะเลตะวันออก ทำให้สินค้าจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาอย่างตระการตา หลี่ฟู่ใช้เวลาดื่มด่ำเลือกสรรอยู่เจ็ดแปดวัน ก็กลับออกมาอย่างเต็มพิกัด

ครั้นเมื่อกลับถึงเมืองหนานไห่ ก็เป็นช่วงเวลาเดือนสิบสองล่วงมาเกินครึ่งแล้ว

ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เหลียนฟางโจวสนิทสนมแนบแน่นกับบรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์แห่งนครหนานไห่ แน่นอนว่ายกเว้นตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้ง หลังจากงานเลี้ยงครั้งนั้น บรรดาสะใภ้ของสองตระกูลนี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจของพวกนางเอง หรือเป็นคำสั่งของแม่สามีก็ตามที

สำหรับเหลียนฟางโจวแล้ว กลับเป็นผลดีนัก!

เพราะสิ่งที่นางคิดจะทำ ก็พอดีต้องตัดสองตระกูลนี้ออกไปอยู่แล้ว!

ข่าวที่เหลียนฟางโจวครอบครองเส้นทางการค้าสามเส้นแพร่ไปทั่วทั้งเมือง นางก็แสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่ตั้งใจต่อบรรดาคุณนายทั้งหลายว่า—หากบ้านใดสนใจ ย่อมสามารถเข้ามีหุ้นร่วมได้ ผลกำไรแบ่งตามจำนวนทุน อีกทั้งนางยังคิดจะค้าขายของพื้นเมือง หากบ้านใดมีสินค้าผลิตออกมา ก็สามารถขายให้นางได้ นางยินดีจ่ายเงินซื้อ หรือหากรอจนมีสินค้าจากต่างเมืองขนกลับมาแล้วจะนำมาหักล้างกันเป็นของแลกของก็ย่อมได้…

คำพูดเหล่านี้ ยิ่งปลุกเร้าความสนใจของหลายตระกูลนัก

เดิมที ตระกูลเติ้งครอบครองการค้ากับต่างถิ่นของมณฑลหนานไห่ถึงเจ็ดส่วนจากสิบ ตระกูลรอง ๆ หรือตระกูลชั้นสามที่แม้จะมีเงินทุน ก็ไม่อาจไม่อยากลองเสี่ยงเข้ามาในตลาด ทว่ากลับสู้ตระกูลเติ้งไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องก้มหัวอยู่ใต้อำนาจ พวกเขาเพียงมีสินค้าจะส่งออกหรือรับเข้า ราคาและชนิดของสินค้าล้วนถูกกำหนดโดยตระกูลเติ้งทั้งสิ้น

เพราะเหตุนี้เอง บรรดาผู้ดูแล หลงจู๊ และเสมียนใหญ่ของตระกูลเติ้งต่างก็พากันพองขนชูคอจนจมูกแทบจะชี้ฟ้า ลูกตาวางไว้บนกระหม่อม (ดูถูกคนอื่น) และมักจะเรียกรับผลประโยชน์จากพ่อค้าเจ้าอื่นอยู่ไม่น้อย แต่ละคนวางมาดชี้นิ้วสั่งการ วางอำนาจบาตรใหญ่จนถึงขีดสุด!

ผู้คนทั้งหลายมีแต่โกรธในใจแต่ไม่กล้าเอ่ย เพราะหวั่นเกรงอำนาจของตระกูลเติ้ง สุดท้ายก็ต้องทนกล้ำกลืนไป

แต่ตอนนี้กลับต่างออกไปแล้ว—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลมีเส้นทางการค้าอยู่ในมือถึงสามสาย เส้นทางเหล่านั้นเกือบครอบคลุมทุกสินค้าที่จำเป็น หากสามารถอาศัยฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเปิดให้พวกเขาใช้เส้นทางการค้าเหล่านี้ได้ ก็เท่ากับว่าจะไม่ต้องทนต่ออำนาจบาตรใหญ่ของตระกูลเติ้งอีกต่อไป!

ต่อให้ตระกูลเติ้งจะตามมาหาเรื่อง ก็ยังมีข้ออ้างให้พูดได้ว่า—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้สั่งการ ใครจะกล้าขัดคำ? ยิ่งกว่านั้น หากทำให้เหล่าอิสตรีที่สนิทกับฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้ลงมือแทน ก็ยิ่งมีคำอธิบายง่ายขึ้นไปอีก—ก็แค่พวกผู้หญิงเล่นสนุก หาเงินเครื่องหอมเครื่องแป้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น หาใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวทั้งสิ้น!

ตระกูลเติ้งจะมีปัญญามาค้นสมุดบัญชีของฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลได้อย่างนั้นหรือ!

ดังนั้นทุกอย่างจึงลงตัวในทันที!

เหลียนฟางโจวสามารถดึงพันธมิตรมาร่วมได้ถึงหกเจ็ดตระกูล ส่วนตระกูลอื่น ๆ ก็ล้วนรับปาก หากนางส่งคนไปขอสินค้าถึงบ้าน ก็พร้อมจะยกให้

เหลียนฟางโจวทำทั้งหมดนี้โดยมิได้ปกปิดตระกูลเติ้งแม้แต่น้อย นายท่านเติ้งโกรธจัดจนแทบกระอัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงปั้นปึ่งโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมา

แต่เติ้งฮูหยินกลับไม่ใช่คนมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นนั้น เดิมทีบุตรสาวของนางถูกเหลียนฟางโจว “ทำร้าย” จนตกที่นั่งลำบาก เดิมกำลังจะได้แต่งเข้าสู่ตระกูลเหลียงอยู่รอมร่อ ใครจะคาดคิดว่ากลับเกิดเคราะห์ร้ายไม่คาดฝันจนเสียโฉม!

ในขณะที่นางคร่ำครวญเวทนาชะตาของบุตรสาว ก็มิอาจห้ามโทสะที่ทุ่มโถมลงบนเหลียนฟางโจวได้ เห็นว่าหากมิใช่เพราะนาง บุตรสาวของตนจะต้องไม่โชคร้ายถึงเพียงนี้!

 

 

 

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1242 พบคนรู้จัก

 

บทที่ 1242 พบคนรู้จัก

ตระกูลเล่อเจิ้งคือตระกูลผู้มั่งคั่งแท้จริงแห่งมณฑลหนานไห่ ครอบครองไร่นาและขุนเขานับไม่ถ้วน เล่ากันว่าหากควบม้าเร็ววิ่งติดต่อกันสามวันสามคืน ก็ยังไม่อาจวนรอบที่ดินทั้งหมดของตระกูลนี้ได้ครบ

ในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่ ตระกูลเล่อเจิ้งมีประวัติยาวนานที่สุด และยังคงยึดถือความเป็นดั้งเดิมที่สุด หากพูดตรงไปตรงมา ก็คือพวกเขาเลือกทางสายกลาง ไม่ชอบก่อเรื่องวุ่นวาย หลักการของตระกูลนี้ล้วนยึดเอาประโยชน์ของตระกูลโดยรวมเป็นใหญ่

แม้จะครอบครองบทบาทสำคัญในศึกช่วงชิงอำนาจกับราชสำนัก แต่ก็เป็นเพียงการแต่งแต้มสีสัน หาใช่ผู้ที่จะยอมออกหน้า เมื่อใดที่อำนาจราชสำนักกดทับอำนาจท้องถิ่น พวกเขาก็พร้อมจะพลิกท่าทีในทันที

เพราะเหตุนี้เอง เหลียนฟางโจวกับหลี่ฟู่จึงต่างเห็นว่าตระกูลเล่อเจิ้งเป็นเป้าหมายที่สามารถชักชวนมาร่วมมือได้

แน่นอนว่า ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ เหลียนฟางโจวย่อมไม่โง่เขลาถึงขั้นรีบร้อนแสดงความประสงค์จะดึงตระกูลเล่อเจิ้งมาอยู่ฝ่ายตน ถึงนางจะแสดงออกไป ตระกูลเล่อเจิ้งก็ย่อมไม่รับปากอยู่ดี

ต้องรอโอกาส

รอให้ตระกูลเล่อเจิ้งมองเห็นแนวโน้มของสถานการณ์ รู้จักพลังของนางกับหลี่ฟู่ และมองออกถึงความเด็ดเดี่ยวของราชสำนัก เมื่อนั้นพวกเขาย่อมแสดงท่าทีเอง

เวลานี้ นางเพียงรักษาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนธรรมดากับหลินอวี่ฮุ่ยก็เพียงพอแล้ว ในอนาคตย่อมมีวันที่ได้ใช้ประโยชน์

มีเพื่อนมาก ย่อมมีหนทางมาก ตระกูลเล่อเจิ้งเองก็คงไม่ปฏิเสธการคงไว้ซึ่งสัมพันธ์ที่ไม่ใกล้ไม่ไกล

ในเมื่อสกุลของนางคือครอบครัวขุนนาง ภรรยาของข้าหลวงผู้ครองหนึ่งมณฑลส่งเทียบเชิญออกมา ตระกูลเล่อเจิ้งจะกล้าลบหลู่ได้อย่างไร? เช่นนี้ก็ไม่มีบ้านใดกล้าว่ากล่าวที่คนของตระกูลนั้นคบหากับนาง

เดิมที เหลียนฟางโจวตั้งใจจะเชิญหลินอวี่ฮุ่ยไปร่วมงานเลี้ยงเมื่อวานด้วย

แต่เมื่อลองคิดอีกที การแต่งงานของหลินอวี่ฮุ่ยนั้นช่างแสนอัศจรรย์ กลายเป็นเรื่องเล่าลือไปทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ในรอบหลายปี และยังถูกกล่าวขานเป็นเรื่องราวงดงาม

หากเมื่อวานนางมาด้วย เหล่าคุณนายทั้งหลายเห็นหน้า นางจะไม่ถูกห้อมล้อมซักถามนินทา แถมยังต้องอิจฉาอีกสักรอบหรือ?

เช่นนั้น เหลียนฟางโจวย่อมไม่อาจเป็นจุดสนใจของงานเลี้ยงได้อีก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เพียงผู้เดียวที่เป็นศูนย์กลางสายตา

ผลลัพธ์ของงานเลี้ยงจึงย่อมลดทอนไปมาก

ดังนั้น นางจึงมิได้เชิญหลินอวี่ฮุ่ยมาตั้งแต่แรก

หลินอวี่ฮุ่ยเองก็อ้างว่าเมื่อเข้าสู่เดือนสิบสอง จำต้องเข้าเมืองหนานไห่เพื่อตรวจดูคฤหาสน์และเรือนของตระกูลเล่อเจิ้งในเมือง

เมื่อได้รับเทียบเชิญจากเหลียนฟางโจว นางก็แย้มยิ้มพลางตอบกลับไปยังหลินหมอมอที่มาส่งเทียบและคำนับ ว่าพรุ่งนี้นางจะพาน้องสะใภ้ร่วมไปเยี่ยมด้วยแน่นอน

หลินหมอมอจึงหัวเราะพลางกลับไปรายงานตามหน้าที่

ในใจของหลินอวี่ฮุ่ยอดไม่ได้ที่จะพลันนึกปะปนสารพัดอารมณ์ ใครเลยจะคาดคิดว่า คู่สามีภรรยาที่นางเคยช่วยเหลือโดยบังเอิญในวันนั้น จะกลายเป็นท่านผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กับภรรยาซึ่งออกตรวจการอย่างลับๆ?

นางเป็นคนรู้คุณ แม้จะเป็นเพียงการพบพานไม่นาน แต่ก็มีความรู้สึกดีไม่น้อยต่อหลี่ฟู่กับเหลียนฟางโจว ในมุมมองของนางเองแล้ว นางไม่อยากกลายเป็นศัตรูกับทั้งสองคนเลย

โชคยังดี ที่ตระกูลเล่อเจิ้งยังอยู่ในท่าทีเฝ้าดู มิฉะนั้น ฐานะของนางคงตกอยู่ในความลำบากใจอย่างยิ่ง

การมาเมืองหนานไห่ครั้งนี้ นอกจากเป็นการตอบรับไมตรีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังมีความหมายแฝงจากนายท่านผู้เฒ่าอยู่ด้วย

นายท่านผู้เฒ่ากล่าวชัดเจน หนึ่ง—ให้รักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับภรรยาของท่านผู้ว่าการมณฑลให้อยู่ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก แต่กลับทำให้นางรู้สึกว่าสนิทสนม ในขณะเดียวกัน ก็ไม่กระทบต่อจุดยืนของตระกูลเล่อเจิ้ง หากนางต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถหยิบยื่นให้ได้ตามสมควร

ประการที่สอง—หากนางเอ่ยถึงหรือแสดงท่าทีใด ๆ ในเรื่องนี้ ก็ต้องหาทางให้นางเข้าใจว่า เหตุการณ์ลอบสังหารครั้งก่อน ตระกูลเล่อเจิ้งก็จำใจต้องทำเท่านั้น ที่สุดแล้ว สี่ตระกูลใหญ่ล้วนพันเกี่ยวกัน แต่ทุกการจัดการล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเล่อเจิ้งเลย!

แน่นอน หากนางไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดขึ้นมา ทุกคนล้วนเป็นคนหัวแหลม ย่อมรู้กันดีว่าสี่ตระกูลใหญ่นั้น บ้านใดแข็งกร้าวดุร้ายที่สุด

คิ้วของหลินอวี่ฮุ่ยขมวดเล็กน้อย พลันถอนหายใจเบา ๆ

รุ่งขึ้น หลังมื้อเช้า หลินอวี่ฮุ่ยพาจ้าวเสียน น้องสะใภ้จากบ้านรอง เดินทางไปเยือนเรือนหลังของผู้ว่าการมณฑลที่ทำการปกครอง

เหลียนฟางโจวกับปี้เถาออกมาต้อนรับ ทั้งสองสบตากับหลินอวี่ฮุ่ยอย่างรู้กัน มิได้เผยพิรุธว่าต่างเคยรู้จักกันมาก่อน

หลินอวี่ฮุ่ยยิ้มเอ่ยว่า “คารวะฮูหยินใต้เท้าหลี่!” จากนั้นก็พาจ้าวเสียนคารวะตามพิธี เหลียนฟางโจวจึงยกชายเสื้อขึ้นคำนับตอบเพียงครึ่งหนึ่ง พลางยิ้มเชื้อเชิญทั้งคู่เข้าด้านในโถง

จ้าวเสียนนั้น เมื่อสองวันก่อนก็เคยมาแล้ว คราวนี้กลับยิ่งสนิทสนมกับเหลียนฟางโจวมากขึ้น พลางหัวเราะหยอกเย้า “วันนี้ข้าก็หน้าหนามากับพี่สะใภ้สามอีกหน! อาหารที่พ่อครัวในเรือนหลี่ฮูหยินทำ ข้ากลับไปก็ยังคิดถึงไม่หายเลยนะ!”

คำพูดนั้นทำเอาทุกคนหัวเราะออกมา

เหลียนฟางโจวก็หัวเราะพลางว่า “จริงหรือ? ที่จริง หากเจ้าไม่รังเกียจความลำบาก ก็มากินข้าวที่นี่ทุกวันได้เลย! มีคนมากหน่อยก็ยิ่งครึกครื้น… เพียงแต่—”

นางหรี่ตาแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ กระพริบตาหยอกเย้า “หากตระกูลเล่อเจิ้งถูกนินทาลับหลัง ว่าเลี้ยงดูสะใภ้ไม่ไหว ก็ไม่เกี่ยวกับข้านะ!”

ทันใดนั้น แม้แต่หลินอวี่ฮุ่ยเองก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ เปล่งเสียง “พู่” ออกมาเสียงดัง

หลังจากหัวเราะหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็พากันเข้าไปนั่งในโถงชมดอกไม้ เหลียนฟางโจวยิ้มพลางเอ่ยกับหลินอวี่ฮุ่ยว่า เมื่อวันก่อนที่จวนจัดงานเลี้ยงต้อนรับบรรดาฮูหยินผู้เฒ่าแห่งเมืองหนานไห่ น่าเสียดายเจ้ามาไม่ทัน ไม่เช่นนั้น ก็คงได้มาร่วมครึกครื้นด้วย! อีกไม่กี่วันยังมีงานเลี้ยงตอบแทน เจ้าอยู่ต่ออีกสักหน่อย คงได้สนุกก่อนกลับไปแน่”

หลินอวี่ฮุ่ยหัวเราะตอบว่า ช่างน่าเสียดายจริง! แต่ครานี้ข้ายังมีธุระต้องสะสาง เกรงว่าคงไม่อาจอยู่ต่อได้ อย่างไรก็ตาม ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าข้าจะมาพักอยู่ที่นี่สักระยะ ตอนนั้นหากหลี่ฮูหยินจัดงานเลี้ยงอีก ข้าก็จะหน้าหนามาร่วมด้วยแน่นอน!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ตอบว่า มิกล้าหรอก! แค่ได้มานั่งพูดคุยกัน คลายความเบื่อหน่ายก็ดีแล้ว”

ครู่หนึ่งก็สนทนากันตามอัธยาศัย จากนั้นปี้เถาชวนจ้าวเสียนไปดูว่าในครัวเล็กทำขนมเสร็จหรือยัง จ้าวเสียนตาเป็นประกาย ยิ้มละไมกล่าวลาพี่สะใภ้สามกับเหลียนฟางโจว แล้วเดินคุยหัวเราะไปกับปี้เถา

ทางด้านนี้ เหลียนฟางโจวส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หงอวี้ หงอวี้ก็ยิ้มพลางพาสาวใช้ที่มากับหลินอวี่ฮุ่ยออกไปพักผ่อน เหลือเพียงเหลียนฟางโจวกับหลินอวี่ฮุ่ยอยู่ในห้องเพียงสองคน

บรรยากาศในห้องพลันขึงตึง ทั้งสองสบตากัน ต่างก็เหมือนมีถ้อยคำอยู่ในใจแต่กลับกลืนลงไป ครู่หนึ่งจึงผ่อนคลายลง พลันหันมายิ้มให้กัน

รอยยิ้มนั้น ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย

หลินอวี่ฮุ่ยค่อย ๆ ลุกขึ้น เก็บชายเสื้อแล้วคุกเข่าลงคำนับใหญ่ด้วยท่วงทีกิริยาสง่างาม พลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า ความเป็นไปของโลกช่างไม่แน่นอน ข้าน้อยไม่เคยคาดคิดเลยว่าวันนั้น จะได้รับความกรุณาจากใต้เท้าและฮูหยินช่วยเหลือจนรอดชีวิต! พระคุณช่วยชีวิตนี้ ข้าน้อยไม่มีวันลืมได้ตลอดชีวิต!”

เหลียนฟางโจวยิ้มอ่อน พลันลุกขึ้นประคองให้นางลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง พลางกล่าวว่า อย่ามากพิธีไปเลย! วันนั้นพวกข้าก็แค่บังเอิญผ่านมา หาใช่ตั้งใจจะมาช่วยชีวิตสะใภ้สามโดยเฉพาะ เพียงแค่ยื่นมือเล็กน้อย จะนับเป็นพระคุณใหญ่ได้อย่างไร? ยามออกเดินทางต่างบ้านต่างเมือง ใครจะกล้ารับประกันว่าไม่มีวันต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้างเล่า? หากมีโอกาสช่วยเหลือใครได้บ้าง ก็สมควรทำอยู่แล้ว!”

หลินอวี่ฮุ่ยยิ้มบาง กดริมฝีปากพลางเอ่ยว่า แม้ท่านจะว่าเช่นนั้น แต่สำหรับข้าน้อยย่อมไม่กล้าลืมเลือน! สามีของข้าก็คิดเช่นเดียวกัน พระคุณครั้งนั้น พวกเราสามีภรรยามิเคยลืมเลือนเลย!”

ในใจของเหลียนฟางโจวพลันเข้าใจเลาๆแล้วว่า เล่อเจิ้งซั่นชางซึ่งเป็นตัวแทนของตระกูลเล่อเจิ้ง ในฐานะว่าที่ผู้นำตระกูล ความคิดของเขา ย่อมไม่อาจเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น

 

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1241 ตรวจตราเพื่อภรรยา

 

บทที่ 1241 ตรวจตราเพื่อภรรยา

ถึงทางแยก เหลียนฟางโจวเอ่ยยิ้มว่า หลายวันมานี้เจ้าก็ไม่เคยได้หยุดพัก วันนี้คงเหนื่อยยิ่งกว่าข้า ไม่ต้องส่งแล้ว เจ้ากลับไปพักเถอะ!”

ปี้เถาเข้าใจดีว่านี่คือความจริงจากใจนาง จึงไม่เกรงใจนัก เพียงยิ้มรับแล้วผงกศีรษะ ล่ำลากันที่ตรงนั้น นางเฝ้ามองจนเหลียนฟางโจวก้าวเข้าสู่ลานเรือน จึงหันหลังจากไป

เหลียนฟางโจวหลับสนิทในห้องตะวันออก ทว่าในห้วงครึ่งหลับครึ่งตื่น กลับได้ยินเสียงขยับเบา ๆ บนเตียง นางปรือตาเพียงเล็กน้อย จึงเห็นซู่เอ๋อร์กำลังคลานเล่นไปมาบนผ้าห่ม หัวใจนางอ่อนละมุนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเบิกตากว้าง แล้วพลิกกายลุกขึ้นนั่ง กางแขนพลางเรียกด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ซู่เอ๋อร์! มาสิ! มาให้แม่กอดหน่อย!”

ซู่เอ๋อร์กำลังคลานเล่นอย่างสนุกสนาน ครั้นเห็นนางลืมตาตื่น ก็เผยรอยยิ้มกว้าง ดวงหน้าเล็กพลันคลี่ยิ้มละไม รีบใช้มือเท้าคลานพุ่งเข้าหาในอ้อมอกของนาง พลางหัวเราะคิกคักร้องเรียกว่า “แม่! …ท่านแม่!”

เหลียนฟางโจวกอดรัดเขาไว้แน่น ก้มหน้าถูไถหน้าผากเขาอย่างนึกเอ็นดู แม่ลูกต่างหัวเราะเบิกบาน “เหตุใดไม่ออกไปเล่นข้างนอกเล่า? หืม?” เหลียนฟางโจวยิ้ม พลางยกมือเกลี่ยเส้นผมของเขาอย่างอ่อนโยน

ซู่เอ๋อร์ยอมนั่งซุกอยู่บนผ้าห่มในอ้อมอกนางอย่างว่าง่าย ก่อนเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงใสซื่อว่า “ข้ากำลังรอท่านพ่ออยู่!”

ทันทีที่เห็นเหลียนฟางโจวเบิกตากว้างมองมาที่ตนเอง ราวกับเต็มไปด้วยความคาดหวังและความไม่พอใจ ซู่เอ๋อร์พลันนิ่งเงียบไปโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่ก็พูดออกมาโดยไม่คิดว่า "ก็แวะมาเป็นเพื่อนกับท่านแม่ด้วยขอรับ!"

“แวะมา?” เหลียนฟางโจวเอ่ยตอบทันควันเช่นกัน น้ำเสียงแฝงความขมขื่นสองส่วนในใจ—เจ้าลูกคนนี้ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่สนิทกับบิดาเสียยิ่งกว่ามารดาเล่า? นางผู้เป็นมารดากลับกลายเป็นเพียง “แวะมา” เท่านั้น! ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเล็กนัก…

ซู่เอ๋อร์ชะงักไป รีบส่ายหน้าพลางร้อนรนเอ่ยว่า “ไม่ ไม่ใช่! ไม่ใช่ว่าแวะมา! ข้า…ข้าหมายถึง—”

เขาจะพูดว่าอะไรเล่า… ทว่ายังเล็กนัก ถ้อยคำที่อยู่ในหัวก็มีเพียงน้อยนิด ใช้จะอธิบายก็จนปัญญา ยิ่งร้อนรนยิ่งอัดแน่นในอกจนใบหน้าแดงจัดไปทั้งดวง

เหลียนฟางโจวเห็นท่าทางนั้น ทั้งสงสารทั้งขบขัน อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ ออกมา

ซู่เอ๋อร์เห็นนางหัวเราะ จึงกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเผยรอยยิ้มซื่อ

ครู่หนึ่ง เขาคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงโน้มตัวเข้ามาจุ๊บแก้มของนางทีหนึ่ง

สิ่งนั้นทำให้ความรักของมารดาเอ่อท้นขึ้นในหัวใจของเหลียนฟางโจว นางกอดรัดบุตรชายแน่น อย่างไม่รู้จะมอบความรักและทะนุถนอมเขาอย่างไรให้พอเพียง

ขณะที่แม่ลูกกำลังหยอกเย้ากันอยู่ ทันใดนั้นหลี่ฟู่ก็กลับมา

เมื่อซู่เอ๋อร์เห็นเข้า ดวงตาก็พลันสว่างวาบ รีบเอ่ยประจบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ท่านพ่อ!”

หลี่ฟู่เพียงยิ้มบาง รับคำตอบสั้น ๆ ว่า “เด็กดี”

ก่อนจะนั่งลงลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเขา เอ่ยถ้อยคำไม่กี่ประโยค แล้วก็เรียกแม่นมเข้ามาอุ้มคุณชายตัวน้อยออกไป

ซู่เอ๋อร์เหลียวมองบิดาด้วยแววตาแฝงความอาวรณ์อีกครั้ง แล้วเรียกเสียงใสว่า “ท่านพ่อ!”

หลี่ฝาโบกมือหัวเราะพลางว่า “เด็กดีไปกับแม่นมเถอะ! พ่อมีเรื่องจะพูดกับแม่เจ้า!”

ซู่เอ๋อร์มิอาจขัดได้ เพียงตอบรับเสียงเบาอย่างว่าง่าย แล้วก็ให้แม่นมอุ้มออกไปแต่โดยดี

หลี่ฟู่หมุนกายเข้ามา วางมือประคองสองบ่าของเหลียนฟางโจว เอ่ยยิ้มว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้างเล่า? เหล่าฮูหยินทั้งหลายยังวางตัวเรียบร้อยหรือไม่? มีผู้ใดล่วงเกิน ทำให้เจ้าขุ่นข้องหรือเปล่า?”

ท่วงท่าเขาราวกับจะบอกว่า—หากมีผู้ใดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าให้เจ้าต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ขอเพียงเอ่ยมา ข้าจะเป็นผู้ลงมือทวงความเป็นธรรมแทนเจ้าเอง!

เหลียนฟางโจวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะมีคนเยี่ยงนั้นได้อย่างไรเล่า? มิใช่ว่าในเมืองหนานไห่จะไม่มีคนเช่นนั้น… เพียงแต่รายนามแขกในงานครั้งนี้ ล้วนผ่านการคัดสรรอย่างรอบคอบแล้วทั้งสิ้น ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีผู้ใดมาก่อเรื่องให้เสียบรรยากาศ จะได้ไม่ทำให้ผู้คนในงานเลี้ยงต้องขุ่นเคืองใจ!”

นางเล่าเรื่องราวในงานเลี้ยงวันนี้ให้ฟังคร่าว ๆ แล้วก็หัวเราะเบา ๆ เอ่ยถึงการนัดหมายของแขกทั้งหลายที่จะกลับมาเลี้ยงตอบในวันหลัง

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว!” หลี่ฟู่หัวเราะพลางว่า “เพราะวันพรุ่งนี้ข้าต้องออกจากเมืองหนานไห่ไปพักหนึ่ง เจ้านี่เองก็คงไม่เหงาแล้วกระมัง”

หลี่ฟู่จำต้องเดินทางไปฝูโจว—และยังอ้างเหตุผลอย่างแนบเนียนว่าถูกภรรยาคนงามบีบบังคับให้ไปตรวจสอบเส้นทางการค้าอีกด้วย แน่นอนว่า เหตุผลนี้เป็นเหตุผล "ที่แท้จริง" ที่ผู้คนแอบเล่าลือกันเป็นการส่วนตัว ส่วนเหตุผลที่เปิดเผยต่อสาธารณะก็คือ ท่านผู้ว่าการมณฑลออกไปตรวจราชการในท้องที่นั่นเอง

ส่วนใครจะเชื่อเหตุผลใด ก็คงแล้วแต่ให้ผู้คนตีความเอาเอง

ความจริงแล้ว เรื่องนี้คนทั้งสองได้ปรึกษากันไว้หลายวันแล้ว เพียงแต่ยังมิได้กำหนดวันที่แน่นอนในการออกเดินทางเท่านั้น

เมื่อเหลียนฟางโจวได้ยินถ้อยคำนี้จากปากเขา สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา ความอาลัยอาวรณ์เพราะการต้องแยกห่างพลันเอ่อท้นในใจ นางเผลออุทานเบาๆว่า “เร็วถึงเพียงนี้เชียว!”

หลี่ฟู่คลี่ยิ้มบาง พลางถอดรองเท้าก้าวขึ้นเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนอุ้มภรรยาไว้ในอ้อมแขน กดจูบเบา ๆ แล้วเอื้อนเอ่ยเสียงนุ่ม

“ทางนั้นมีข่าวดีมาถึงแล้ว คนที่ควรพบก็พบแล้ว เรื่องที่ควรปรึกษาก็พูดคุยกันไปเจ็ดแปดส่วน เหลือเพียงข้าไปตัดสินใจขั้นสุดท้าย อย่างไรเสียก็ต้องไปอยู่ดี ไปเสียแต่เนิ่น ๆ กลับมาแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงปีใหม่ ข้าจะได้กลับมาอยู่เคียงข้างเจ้าเร็วขึ้นมิใช่หรือ?”

“ท่านว่ามาก็มีเหตุผลอยู่” เหลียนฟางโจวยิ้ม พลางเอียงหน้าเงยตามองเขา กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ห่วงใยว่า  “แต่ท่านก็ต้องระวังตัว! พาเสี่ยวมู่กับลั่วกว่างติดตามไปด้วย อีกทั้งทหารองครักษ์จากเมืองหลวง ก็ควรนำไปสักร้อยนาย เราระวังไว้ย่อมไร้ข้อผิดพลาด!”

นางคิดจะเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยถูกลอบสังหารระหว่างกลับจากนอกเมือง แต่แล้วก็เห็นว่าเป็นคำอัปมงคล จึงมิได้พูดออกมา หากในใจกลับยิ่งห่วงไม่คลาย

หลี่ฟู่แค่นหัวเราะเย็นชา พลางเอ่ยว่า “วางใจเถิด หากมีผู้ใดมีฝีมือพอจะเอาชนะข้าได้ ต่อให้มีเสี่ยวมู่กับลั่วกว่างอยู่ก็ไร้ประโยชน์! ทั้งสองคนควรอยู่ข้างกายเจ้า ข้าจึงค่อยวางใจได้เต็มที่! เฉินต้าอี้จะร่วมทางไปกับข้า ข้ามีกองทัพองครักษ์ห้าสิบคนก็มากพอแล้ว อีกทั้งยังสามารถเกณฑ์ทหารของค่ายทหารมณฑลหนานไห่รวมทั้งหมดสองร้อยนายเพิ่ม ซึ่งตรงตามระเบียบราชสำนัก!”

เหลียนฟางโจวอ้าปากเหมือนจะโต้แย้ง ทว่ากลับพบว่าตนเองหาเหตุผลใดมาหักล้างได้ไม่—ผู้ไร้วิชายุทธ์จะเถียงผู้ครองฝีมือได้อย่างไรกัน!

“ก็ได้!” เหลียนฟางโจวเม้มปากน้อย ๆ แล้วจำต้องกล่าวออกไปว่า “แต่ข้ายังยืนยันคำเดิม จงระวังตนเองให้มาก! ส่วนเรื่องทางนี้ ท่านไม่ต้องกังวล นอกจากเสี่ยวมู่กับลั่วกว่างแล้ว ยังมีอิ๋งชุนกับพ่านเซี่ยอยู่ข้างกายข้า อีกทั้งจวนสกุลหลี่หลังจากถูกชำระล้าง ก็สะอาดเรียบร้อยกว่าก่อนยิ่งนักแล้ว!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนเอ่ยต่อว่า “ข้าจะพาซู่เอ๋อร์ไปด้วย เขาโตพอสมควรแล้ว สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเล็กน้อย อีกทั้งหากปล่อยให้อยู่ในจวนทั้งวันก็เอาแต่ซุกซน ก่อเรื่องให้เจ้าต้องเหนื่อยใจอยู่ร่ำไป!”

เมื่อเหลียนฟางโจวได้ฟังก็ถึงกับแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อลองตรองดูจึงพยักหน้ารับในที่สุด

ทันใดนั้นนางพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ ก่อนตบมือหัวเราะเบา ๆ  “ข้าก็สงสัยอยู่ว่าเหตุใดจู่ๆซู่เอ๋อร์ก็เกาะติดท่านมิยอมปล่อยอยู่หลายวัน ที่แท้เขามัวคิดถึงเรื่องนี้เอง! โธ่เอ๊ย เขาเพิ่งจะตัวแค่นี้เอง ไฉนถึงได้ซุกซนดิบเถื่อนขนาดนี้!

“นั่นสิ!” หลี่ฟู่หัวเราะออกมาเช่นกัน ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เด็กผู้ชายก็ต้องมีความซุกซนดิบเถื่อนบ้างจึงจะดี! อีกอย่าง…นี่จะนับเป็นความป่าเถื่อนอันใดกันเล่า? ข้ายังเห็นว่าซู่เอ๋อร์ของเราบางครั้งกลับสำรวมเคร่งขรึมเกินไปด้วยซ้ำ!”

“สำรวมเคร่งขรึม?” เหลียนฟางโจวถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แล้วเอ่ยยิ้มว่า “เขาเพิ่งอายุเท่าไรเอง! ใช้คำนี้มันเหมาะแล้วหรือ?”

หลี่ฟู่หาได้ใส่ใจไม่ ยังยืนยันหนักแน่นว่า “เขาไม่เล็กแล้ว!”

“……” เหลียนฟางโจวถึงกับไร้ถ้อยคำ ไม่อยากต่อปากต่อคำในเรื่องไร้สาระนี้อีก เอาเถอะ อีกไม่นานก็ครบสามหนาวแล้ว ที่ว่าจะไม่เล็กนักก็คงไม่ผิดเสียทีเดียว!

รุ่งเช้าวันถัดมา เหลียนฟางโจวออกมาส่งหลี่ฟู่ พร้อมทั้งบุตรชายที่ถูกองครักษ์ประคองขึ้นม้านั่งอย่างตื่นเต้นยินดี จากนั้นนางก็หันกลับมาจัดการงานของตนต่อ

วันนี้ฮูหยินน้อยสามแห่งสกุลเล่อเจิ้ง—หลินอวี่ฮุ่ย—สมควรจะเดินทางมาถึงเมืองหนานไห่แล้ว นางจึงต้องส่งเทียบเชิญให้อีกฝ่ายเข้าจวนมาเยือนในวันพรุ่ง

 

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1240 ยินดีทั่วหน้า

 

บทที่ 1240 ยินดีทั่วหน้า

 

ต้องรู้ไว้ว่า แม้มณฑลหนานไห่จะมีการค้าขายกับจงหยวนแผ่นดินใหญ่อยู่บ้าง แต่โดยมากเป็นพ่อค้าท้องถิ่นที่เดินทางไปเบิกของจากจงหยวนเสียมากกว่า หาได้มีพ่อค้าจงหยวนเต็มใจเดินทางมาค้าขายในถิ่นนี้ไม่

สินค้าที่แลกเปลี่ยนกัน ก็มักเป็นผ้าไหม ชา เครื่องเคลือบ และสิ่งของมีค่าต่าง ๆ น้อยนักที่จะมีผู้หอบหิ้วเครื่องสำอาง เครื่องแป้ง หรือของเล็กน้อยเหล่านี้มา แม้มีติดมาบ้างก็เพียงเพราะผ่านทางสะดวก และหาได้เทียบเคียงความวิจิตรบรรจงเฉกเช่นในเมืองหลวงไม่

ดังนั้นจึงมีผู้ทนไม่ไหว เอ่ยปากขอชมเครื่องประดับและเครื่องสำอางที่เหลียนฟางโจวหอบมาจากเมืองหลวงหลังมื้ออาหาร

โดยหลักแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นการเสียมารยาทไม่น้อย ฮูหยินผู้นั้นพอหลุดปากออกไป ก็พลันรู้สึกตัวว่าพูดผิดไป ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นเป็นสีแดง รีบลุกขึ้นยืนยิ้มพลางเอ่ยขอโทษอย่างกระอักกระอ่วน

ทว่าเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมา กลับมีผู้คนในที่นั้นเห็นพ้องอยู่มาก จึงอดไม่ได้ที่จะช่วยพูดเข้าข้างนาง ต่างยิ้มพลางเอ่ยว่า ตนก็มีใจเช่นเดียวกัน หาได้มีเจตนาล่วงเกินไม่ ก็เพียงเพราะเลื่อมใสอยากเห็น อยากเปิดหูเปิดตาเท่านั้น ขอให้ฮูหยินหลี่เมตตา แบ่งปันให้ทุกคนได้ชื่นชมเป็นบุญตาเถิด

เหลียนฟางโจวรีบยิ้มพลางเชิญฮูหยินผู้นั้นให้นั่งลง ก่อนหันไปยิ้มกล่าวกับทุกคนว่า “อะไรกัน จะนับว่าเป็นการล่วงเกินได้อย่างไร? หากบ้านใดมีของดีงาม แล้วนำออกมาให้ผู้อื่นได้ชม ก็ยิ่งเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีมิใช่หรือ? ที่พวกพี่น้องอยากชม นั่นเท่ากับมอบหน้าให้แก่ข้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะทำตัวไม่รู้คุณค่าถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเล่า? เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว หากอยากดูก็จงดูตามใจเถิด!”

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนยิ้มพรายพร้อมเสียงหัวเราะ ชวนกันชมเชยว่าฮูหยินหลี่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี จนบรรยากาศยิ่งครึกครื้นเบิกบานยิ่งกว่าเดิม

เหลียนฟางโจวจึงโบกมือเรียกหงอวี้ ให้เข้ามาก้มตัวเอียงหูใกล้ๆ นางจึงกำชับถ้อยคำเบา ๆ ไปหลายประโยค หงอวี้จึงยิ้มรับคำ ก้มตัวคำนับแล้วรีบออกไปทันที

แท้จริงแล้ว ที่เหลียนฟางโจวสั่งหงอวี้ต่อหน้าทุกคนนั้น ก็เพียงเพื่อแสดงท่าทีให้เห็นเท่านั้นเอง ของเหล่านั้น นางได้เตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่สามวันก่อน โดยพาปี้เถา ชุนซิ่ง และหงอวี้ช่วยกันจัดแจงเสร็จสรรพ

ครั้นทุกคนรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้น ก็ย้ายไปนั่งพักดื่มชาในห้องโถงดอกไม้ได้เพียงชั่วเวลาจิบชาเท่านั้น ก็มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งใจร้อน อดกลั้นไม่ไหว พลันเอ่ยขึ้นเตือน

ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะครืน แต่ในแววตาของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แสงประกายระยิบระยับสะท้อนอยู่ในดวงตา

เหลียนฟางโจวย่อมไม่ทำลายความคึกคักของทุกคน จึงยิ้มพลางพาทุกคนไปยังโถงกลางของเรือนชั้นใน

หงอวี้ได้พาบรรดาสาวใช้จัดเตรียมสิ่งของตามที่เหลียนฟางโจวสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อบรรดาสตรีทั้งหลายเห็นหีบใหญ่หลายใบทำด้วยไม้จันทน์แดงและไม้มะเกลือประดับมุกเปล่งประกายวางอยู่บนโต๊ะ ต่างก็พากันส่งเสียงฮือฮา ก่อนพูดคุยหัวเราะพลางกรูกันเข้ามา

เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนเปิดออกทีละหีบ ให้ทุกคนดูตามใจชอบ ภายในมีทั้งปิ่นปักผมและเครื่องประดับนานาชนิด มีกล่องเครื่องสำอางชุดเล็กเคลือบลายสีอ่อนใส่แป้งและน้ำหอม มีกล่องหนึ่งใส่พัดหลากหลายชนิดทำจากวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งถุงหอมอันงดงาม พู่พัด ผ้าเช็ดหน้า หยกห้อย และของประณีตเล็กน้อยอีกมากมาย ทำเอาทุกคนดวงตาพร่างพราว จนมิรู้จะมองสิ่งใดก่อนดี

เอาแค่เพียงถุงหอม นอกจากที่ปักลวดลายด้วยไหมหลากสีแล้ว ยังมีทำจากหยกขาว หยกเขียวทอง เงิน ทองแดงสีม่วง แก้วผลึก งาช้าง ฯลฯ ซึ่งมีการแกะสลักเป็นทรงกลม เป็นลวดลายดอกไม้และลายต่าง ๆ ดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวา งดงามเล็กจิ๋ว น่าทะนุถนอมยิ่งนัก

ส่วนเครื่องสำอางนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง พวกแป้งที่ใช้ผัดหน้า เมื่อได้ลองก็พบว่าละเอียดนุ่มนวลเป็นพิเศษ ขาวสะอาดละมุน พร้อมกลิ่นหอมบางเบาของดอกไม้ตามธรรมชาติ เมื่อทาบนผิวหน้าก็เกลี่ยได้เรียบง่าย เนียนไม่เป็นก้อน ไม่จับตัวแข็ง ทำให้ผิวเนียนนุ่มราวกับเปลือกไข่ที่เพิ่งลอกออกสดใหม่ ส่วนชาดทาปากนั้นกลับมีเฉดสีมากกว่าสิบชนิดทีเดียว!

ยังมีเครื่องประดับแกะสลักจากหยกจักรพรรดิสีเขียวน้ำงาม เนื้อใสเปล่งประกาย ทั้งที่เป็นห้อยคอและกำไลแขน รวมถึงไข่มุก อัญมณีหลากชนิด อำพันและขี้ผึ้งเหลือง นำมาประกอบเข้ากับทองคำ เงิน และงานลงยาปักขนนกกระเต็น อันวิจิตรตระการตา ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือผู้ชาญฉลาด จนกลายเป็นปิ่นปักผม ปิ่นเสียบกลางผม ปิ่นทรงสี่เหลี่ยมแบน ต่างหู กำลไลข้อมือ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือชั้นยอดที่หายากและประเมินค่ามิได้

สำหรับเครื่องประดับเหล่านี้ บรรดาสตรีทั้งหลายต่างเป็นผู้รู้ดูเป็นทั้งสิ้น เพียงชำเลืองก็ทราบดีว่าล้วนมีค่ามหาศาล จึงได้แต่ยกขึ้นจับอย่างระมัดระวัง ชื่นชมเอ่ยคำสรรเสริญไม่ขาดปาก แม้ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา แต่กลับไม่มีผู้ใดบังอาจคิดหมายจะครอบครองแม้แต่น้อย

ทว่าพอเป็นพวกแป้งหอม เครื่องประทินผิว พัดงดงามหลากลวดลาย หรือถุงหอมเล็กละเมียดละไมแล้วนั้น กลับไม่มีใครยับยั้งใจได้สักเท่าไร

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน นางฉีกยิ้มพลางเอ่ยขอแป้งหนึ่งกล่องจากเหลียนฟางโจว แล้วก็พลันมีคนอื่น ๆ เอ่ยตามทันที โดยส่งเสียงเซ็งแซ่ขอเอาของที่ตนถูกใจ ก่อนจะรีบคว้าสิ่งที่ชอบขึ้นมาชูให้ดู แล้วขอร้องให้เหลียนฟางโจวมอบให้

เหลียนฟางโจวทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ เอ่ยว่า “หากพวกท่านชอบ เช่นนั้นภายหน้าข้าจะเขียนจดหมายไปบอกให้พ่อบ้านในเมืองหลวงจัดซื้อส่งมาให้เถิด ของพวกนี้ส่วนมากข้าใช้แล้ว จะมอบเป็นของขวัญได้อย่างไรเล่า?”

แต่บรรดาสตรีทั้งหลายกลับมิได้ถือสา ต่างพากันหัวเราะเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก!” “ไม่มีปัญหา!”

มีคนถึงกับหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮูหยินหลี่มอบให้พวกเราครั้งนี้แล้ว ครั้นเมืองหลวงจัดหาส่งมาคราวหน้า ก็มอบให้พวกเราอีกสักครั้งก็เท่านั้นเอง!”

คำพูดนี้ทำให้ทุกคนพากันหัวเราะครึกครื้น

เหลียนฟางโจวก็หัวเราะจนกลั้นไม่อยู่ เอ่ยว่า “หากพวกท่านไม่รังเกียจ เช่นนั้นก็เอาไปเถิด!”

เหล่าสตรีต่างปลื้มปริ่ม พากันยิ้มกล่าวขอบคุณ พลางหยิบของที่ตนได้มาเล่นอย่างรักใคร่ ดวงใจเบิกบานเปี่ยมสุข

แท้จริงแล้ว เมื่อตั้งตาแลเห็นของดีเต็มโต๊ะเช่นนี้ ต่างก็อยากได้ไปเสียทั้งหมด เพียงแต่เกรงใจ จึงไม่กล้าเอ่ยปากเท่านั้นเอง

แล้วทุกคนก็กลับมานั่งสนทนาดื่มชากันต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ยิ่งแนบแน่นสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม

ครั้นถึงเวลาแยกย้าย เหลียนฟางโจวยังมอบของขวัญแก่ทุกคนอีกคนละชิ้น เป็นกล่องไม้มะเกลือประดับมุก ขนาดกว้างเพียงฝ่ามือ ยาวราวหนึ่งศอก แกะลายดอกไม้กิ่งงาม ภายในบรรจุผ้าไหมประดิษฐ์ดอกใหม่ล่าสุดจากวังหลวงหนึ่งคู่ ผ้าเช็ดหน้าสองผืนเป็นผ้าไหมสีน้ำฟ้าอ่อนหรือผ้าปักลายเมฆมงคล และสร้อยประคำสิบแปดเม็ดทำจากอำพันหรือขี้ผึ้งเหลือง ประดับหัวพระพุทธรูปด้วยปี้สี่(ทัวร์มาลีน) หรือไข่มุก

แม้มิใช่ของล้ำค่าใหญ่โต แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและความใส่ใจอย่างแท้จริง

ส่งแขกคนสุดท้ายออกไปแล้ว เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดเอว พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอก

นางไม่ได้ออกแรงวางกลอุบายต้อนรับผู้ใดหนักหนามาเนิ่นนานแล้ว ยิ่งวันนี้ต้องรับรองผู้คนเป็นกลุ่มใหญ่ จะไม่เหนื่อยก็เป็นไปไม่ได้!

ปี้เถาเห็นเข้าก็รีบก้าวมาประคอง พลางยิ้มเอ่ยว่า “หลายวันมานี้ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจัดเตรียมไปไม่น้อย วันนี้ในที่สุดก็เสร็จสิ้นแล้ว กลับไปพักผ่อนกันเถิดเจ้าคะ!” จากนั้นก็หัวเราะต่อ “ดูท่าผลออกมาดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ ฮิฮิ คนพวกนี้ช่างหลอกง่ายจริง ๆ เพียงฮูหยินใช้กลอุบายตบตาเล็กน้อย ก็หลอกพวกนางให้หลงหมุนวนอยู่รอบตัวแล้ว!”

เหลียนฟางโจวเดินไปด้านในพร้อมปี้เถาและสาวใช้อีกสองสามคน ฟังคำพูดนั้นแล้วพลันหยุดก้าว หันมาส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า “หลอก? ตบตา? นั่นเจ้าพูดผิดแล้ว! ข้ามิได้ตบตาพวกนาง ยิ่งไม่เคยมีใจคิดจะหลอกลวง หากจะคิดโกหกแล้วเล่า เหตุใดต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเช่นนี้? สิ่งที่ข้าทำ ล้วนด้วยใจจริง อยากผูกไมตรีกับพวกนาง ให้ได้เป็นมิตรสหายแท้จริงต่างหาก!

 

หนานไห่นี้มิใช่ของสี่ตระกูลใหญ่ แต่เป็นหนานไห่ของทุกผู้ทุกคน! พวกตระกูลอื่นก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดจะก้าวขึ้นมา หากเราผูกสัมพันธ์กับพวกนาง เกื้อหนุนให้ตระกูลของนางเจริญเติบโต ก็เท่ากับค่อย ๆ บั่นทอนอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่ลงไป! หนานไห่ในวันหน้า ควรเป็นแผ่นดินที่แต่ละตระกูลได้เปล่งประกาย มิใช่เพียงมีผู้เดียวครองอำนาจ! อย่าได้ดูแคลนพวกนางเลย ช่องโหว่นี้แหละ จะต้องเริ่มเปิดจากพวกนาง! ข้าเองก็เป็นพ่อค้าแม่ขายเช่นกัน นี่คือการค้าที่ยั่งยืนยาวนาน การผูกมิตรย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู หากใช้เพียงเล่ห์หลอกล่อ จะมั่นคงได้อย่างไรเล่า?”

ปี้เถาแลบลิ้นพลางตบหน้าผาก แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าค่ะ ปี้เถาซาบซึ้งในคำสอนแล้ว! ฮูหยินมองการณ์ไกลนัก ปี้เถาจะจดจำใส่ใจไว้ให้มั่น คราวหน้าเจออีก ก็จะใช้ใจจริงเข้าหาก็แล้วกัน!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ เอ่ยว่า “หน่อไม้ที่งอกงามยังสอนให้เป็นไม้ได้! ใช้ใจจริงเข้าหากันก็ใช่ แต่ก็ต้องรู้จักระวังตัว อย่าให้ใครมาลวงหลอกได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นคนโง่งมเสียแล้ว!”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน