วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1352 พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขา!

 

บทที่ 1352 พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขา!

เหลียนฟางโจวทอดถอนใจพลางยิ้ม “สิ่งที่ท่านพ่อเจ้าพูด... ก็มิได้ผิดอันใด! อื้ม เจ้าเชื่อฟังท่านพ่อเถิด เพียงแต่ยามนี้เจ้ายังเล็กนัก อย่าได้หักโหมจนเกินไป มิเช่นนั้นแม่จะ 'ปวดใจ'

ซวี่เอ๋อร์พอได้ยินคำว่า "ปวด" ก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ประจวบเหมาะกับเห็นเงาร่างของบิดาเดินเข้ามาพอดี จึงรีบตะโกนเรียก “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านแม่บอกว่านางปวด นาง... ปวดใจ!”

หลี่ฟู่ได้ยินเพียงคำว่า "ปวด" ก็ใจหายวาบ รีบทะยานกายเข้ามาประคองแขนเหลียนฟางโจวไว้พลางถามด้วยความลนลาน “เจ้าเป็นอะไรไป? ปวดที่ไหน?”

สายตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าท้องของนางทันที คิดว่านางคงกระทบกระเทือนถึงครรภ์ และมิต้องสงสัยเลยว่าย่อมต้องเป็นเพราะโทสะที่เขาเพิ่งก่อไว้เป็นแน่! เขาพลันรู้สึกเสียใจและผิดหวังในตนเองยิ่งนัก รีบละล่ำละลักบอก “ขอโทษนะฟางโจว! ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรว่าเจ้าเช่นนั้น เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะ ดีกันเถิด?”

ก่อนจะหันไปตวาดหงอวี้ “ฮูหยินไม่สบาย เหตุใดเจ้ายังมาชักช้าอยู่ที่นี่? ยังไม่รีบไปตามหมอมาอีก!”

หงอวี้กลั้นขำจนหน้าแดง ก้มหน้าต่ำมิกล้าปริปากเอ่ยคำใด

เหลียนฟางโจวเพิ่งจะมีโอกาสได้เอ่ยปาก นางทั้งขำทั้งโมโห “ท่านพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน! ข้าก็อยู่ดีๆ มิได้ไม่สบายที่ไหนเสียหน่อย!”

หลี่ฟู่ชะงักไป เมื่อพิจารณาสีหน้านางแล้วก็ดูเหมือนมิได้เป็นอะไรจริงๆ อีกทั้งเขาย่อมรู้จักนิสัยภรรยาตนเองดี นางมิใช่สตรีโง่เขลาที่จะเอาลูกในท้องมาล้อเล่นเพื่อประชดสามีเด็ดขาด เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเล็กๆ ของซวี่เอ๋อร์พลางดุอย่างไม่จริงจังว่า “เจ้าเด็กคนนี้นี่ บังอาจรายงานข่าวทหารเท็จรึ!”

ก็ท่านแม่เป็นคนพูดเองชัดๆ!” ซวี่เอ๋อร์โวยวายอย่างไม่ยอมแพ้พลางหันไปหาที่พึ่ง “ท่านแม่!”

“...” เหลียนฟางโจวรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เมื่อเห็นบุตรชายยืนจ้องนางตาแป๋วเขม็ง มิยอมกะพริบเพื่อรอคำชี้แจง ความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที

ในเมื่ออธิบายลำบาก ก็ได้แต่ยอมรับผิดขอโทษไปเสีย

เหลียนฟางโจวทอดถอนใจ “เรื่องนี้... เมื่อครู่แม่พูดผิดไปเอง! อันที่จริงแม่... มิได้เจ็บปวดตรงไหนเลย...”

สิ้นคำนี้ หงอวี้ก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก นางกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบมองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่ง ในใจเขาคิดไปว่านางคงแกล้งพูดเพื่อให้เขาเป็นห่วงและมาง้อ จึงรู้สึกขำอยู่ในใจ แต่ทว่าความกังวลก็สลายไปจนสิ้น เขาคิดว่าในเมื่อนางยอมใช้แผนการเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ แสดงว่ามิได้โกรธเคืองตนเองแล้ว...

ทว่าซวี่เอ๋อร์กลับเคืองจริงจัง เขาทำหน้ามุ่ยพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ทำเช่นนี้ได้อย่างไร เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ยังพูดผิดได้อีก! มิล่วงรู้หรือว่าท่านพ่อกับข้าจะเป็นห่วงเพียงใด!”

หลี่ฟู่หลุดหัวเราะ “ชิ” ออกมา ก่อนจะทำสีหน้าจริงจังพยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่แล้วฮูหยิน วันหน้าห้ามล้อเล่นเช่นนี้อีกนะ ข้ากับซวี่เอ๋อร์ใจคอไม่ดีเลย!”

“...” เหลียนฟางโจวถลึงตาใส่หลี่ฟู่ด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อจนใจจึงได้แต่พึมพำเสียงค่อย “จ้ะ แม่ผิดไปแล้ว วันหน้าแม่จะไม่ทำเช่นนี้อีก ดีหรือไม่?”

ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ท่านแม่รู้ตัวก็ดีแล้ว!”

เอาล่ะซวี่เอ๋อร์ เช้านี้ฝึกเท่านี้พอ หงอวี้ พานายน้อยกลับไปพักผ่อนเสีย” หลี่ฟู่ออกคำสั่งเสียงนุ่ม

เขาคิดในใจว่าควรจะหยุดเพียงเท่านี้ หากขืนล้อเล่นจนฮูหยินโกรธจนอายขึ้นมา ลูกชายย่อมปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แต่ตัวเขานี่แหละที่จะกลายเป็น "ปลาในสระที่โดนลูกหลง" ให้ต้องซวยไปด้วย จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม?

หงอวี้รู้ดีว่านายท่านคงมีเรื่องสำคัญจะสนทนากับฮูหยินเพียงลำพัง จึงรีบรับคำและจูงมือซวี่เอ๋อร์เดินจากไป

หากเป็นเมื่อก่อน ซวี่เอ๋อร์คงต้องพัวพันออดอ้อนเหลียนฟางโจวอีกนานกว่าจะยอมไป ทว่ายามนี้เขากลับทำความเคารพอย่างสำรวมและเดินออกไปแต่โดยดี ทั้งยังไม่ลืมที่จะเก็บกระบี่ของตนเองไปด้วย

เหลียนฟางโจวกำชับหงอวี้ให้ดูแลนายน้อยให้ดีอย่าให้หกล้ม นางมองส่งแผ่นหลังของพวกเขาเดินลับตาไปพลางทอดถอนใจด้วยความห่วงใยเบาๆ แล้วหันไปกล่าวกับหลี่ฟู่ “ซวี่เอ๋อร์ยิ่งนับวันยิ่งฟังคำท่าน! เริ่มจะไม่สนิทสนมกับแม่คนนี้เสียแล้ว!”

มีข้าสนิทกับเจ้าก็พอแล้ว อย่างไรเสียในอนาคตเขาก็มิได้เป็นของเจ้าคนเดียวหรอก!” หลี่ฟู่ยิ้มพลางขยับเข้าไปนั่งเบียดและโอบไหล่นางไว้

เหลียนฟางโจวหัวเราะพรืด ค้อนขวับใส่ “พูดเช่นนี้หมายความว่าข้าเลี้ยงเขาเสียเปล่างั้นรึ? ข้าจะบอกท่านให้ ลูกชายข้ายังไงก็เป็นของแม่คนนี้ตลอดไป! ต่อให้แต่งงานมีภรรยา เขาก็ไม่มีวันลืมแม่คนนี้หรอก!”

ใช่ๆๆ ลูกชายของเจ้า ใครจะมาแย่งไปได้เล่า!” หลี่ฟู่ขำในท่าทีของนาง “ข้าแค่เย้าเล่นเท่านั้น! ซวี่เอ๋อร์เป็นเด็กผู้ชาย ข้าเพียงแค่สอนให้เขาเติบโตเป็นบุรุษที่แท้จริง จะให้เขามาคอยออดอ้อนเจ้าเป็นเด็กๆ ทุกวันได้อย่างไร? อย่าลืมสิว่าเขาคือบุตรชายคนโตสายตรงของพวกเรา!”

เหลียนฟางโจวเบิกตาโพลงจ้องหลี่ฟู่เขม็ง ครู่ใหญ่กว่าจะระบายลมหายใจที่อั้นอยู่ในอกออกมาได้ นางแหวใส่ด้วยความหงุดหงิด “ท่านพูดจาอันใดกัน! เหมือนเด็กๆ งั้นรึ? ซวี่เอ๋อร์ยังไม่เต็มสี่ขวบเลยนะ เขาเป็นเด็กจริงๆ! ท่านเคี่ยวเข็ญเขาหนักเกินไปแล้ว!”

สี่ขวบก็ไม่เล็กแล้วนะ” หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ดูสิ เจ้าเริ่มใจอ่อนสงสารลูกอีกแล้วใช่ไหม? วางใจเถิด ข้าเองก็รักเขา ย่อมมิทำอันใดที่เป็นการ 'ดึงต้นกล้าให้โต' (เร่งรัดเกินควร) หรือบังคับให้เขาเรียนในสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาแน่นอน หลักการค่อยเป็นค่อยไปข้าย่อมเข้าใจดี!”

เหลียนฟางโจวผายมืออย่างจนใจพลางยิ้มขื่น “ช่างเถิด ท่านไม่ต้องมาอธิบายเรื่องพวกนี้กับข้าหรอก! ข้าดูออกแล้วว่าพวกท่านพ่อลูกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ข้าจะทำอย่างไรได้? เจ้าเด็กนั่นก็ไม่รู้ว่าได้นิสัยใครมา ดื้อรั้นจนฉุดไม่อยู่จริงๆ!”

เขากังวลเรื่องของเจ้า” น้ำเสียงของหลี่ฟู่ทุ้มต่ำลงเล็กน้อย เขาถอนใจเบาๆ “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ? เจ้าหนูนั่นเป็นห่วงเจ้า! เขาบอกว่าต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อจะได้ปกป้องเจ้า ไม่ยอมให้คนเลวที่ไหนมามารังแกเจ้าได้อีก!”

เหลียนฟางโจวรู้สึกจุกในลำคอ นางมองหน้าหลี่ฟู่แล้วเอ่ยถาม “อาเจี่ยน... ข้าช่างไร้ประโยชน์นักใช่ไหม ที่ทำให้พวกท่านพ่อลูกต้องคอยเป็นห่วงเสมอ?”

เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใด” หลี่ฟู่กุมมือนางไว้พลางยิ้มละมุน “ไม่มีสตรีนางใดจะยอดเยี่ยมไปกว่าฮูหยินของข้าอีกแล้ว!”

เหลียนฟางโจวหลับตาลงพลางทอดถอนใจ “เรื่องของสกุลเหลียง... ข้ากับท่านล้วนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยน! มีเพียงการถอนรากถอนโคนอิทธิพลของสกุลเหลียง กระจายตระกูลที่หยั่งรากลึกไปทุกหัวระแหงนั้นออกไปเสีย มณฑลหนานไห่ถึงจะกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักอย่างแท้จริง ท่านคิดว่าข้าเป็นคนไม่รู้ความ ไม่แยกแยะดีชั่ว จนเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานหรืออย่างไร?”

หลี่ฟู่พยักหน้า “ข้ารู้... เมื่อครู่ข้าเพียงแต่อารมณ์ชั่ววูบจึงเผลอระเบิดใส่เจ้า เจ้าเหลียงจิ้นนั่นมันน่าแค้นนัก!”

เมื่อเอ่ยถึงบุรุษผู้นี้ หลี่ฟู่ก็อดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ช่างน่ารังเกียจกว่าชุยเส้าซีเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!

เหลียนฟางโจวลังเลเล็กน้อย นางรู้สึกว่าหากไม่ใช้โอกาสนี้เอ่ยให้กระจ่าง วันหน้าคงยากที่จะหาจังหวะพูดอีก

นางจึงกล่าวว่า “อาเจี่ยน ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าไม่เคยทำสิ่งที่ละอายต่อท่าน! เพียงแต่เหลียงจิ้น... เขาช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าติดค้างชีวิตเขาถึงสองชีวิต!”

หลี่ฟู่บีบข้อมือนางเบาๆ แต่หนักแน่น “เจ้าคือภรรยาของข้า สิ่งที่เจ้าติดค้างเขา ข้าจะเป็นคนชดใช้ให้เอง! สองชีวิตงั้นรึ? อย่างมากที่สุด ในวันหน้าข้าจะละเว้นชีวิตเขาสักครั้ง และละเว้นบุตรชายเขาอีกสักชีวิตก็แล้วกัน! แต่หลังจากละเว้นให้แล้ว หากพวกเขายังกล้าก่อเรื่องจนมาตกอยู่ในมือนายข้าอีก ข้าจะมิลดราวาศอกให้เด็ดขาด!”

อาเจี่ยน!” เหลียนฟางโจวรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก นางโผเข้ากอดเขาด้วยความตื้นตัน “ขอบคุณท่านมาก!”

หลี่ฟู่กระซิบยิ้มที่ข้างหูนาง “เราสามีภรรยา เหตุใดต้องเกรงใจกัน? ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องรู้สึกติดค้างหรือรู้สึกผิดต่อเขา... พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขาทั้งสิ้น!

 

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1351 สวนดอกไม้

 

บทที่ 1351 สวนดอกไม้
แม้ใจจะอ่อนลง แต่เหลียนฟางโจวก็ยังยิ้มพลางพยักหน้า “ก็ได้ ไปสวนดอกไม้กันเถอะ! ข้าต้องไปดูซวี่เอ๋อร์เสียหน่อย เขายังเด็กนัก ฝึกมากไปจะไม่ดีต่อร่างกาย!”

หงอวี้หัวเราะคิก “บ่าวเคยได้ยินแต่ว่าคนฝึกยุทธต้องเริ่มตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้ยินว่าฝึกแล้วจะทำร้ายร่างกายเลยนะเจ้าคะ ฮูหยินนี่ก็ ใส่ใจมากจนกลายเป็นกังวลไปแล้ว!”

พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก!” เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ร่างเด็กกำลังเติบโต หากใช้กำลังเกินควรจะรับไม่ไหว มีแต่จะได้ผลตรงกันข้าม

บ่าวก็ต้องไม่เข้าใจอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” หงอวี้ยิ้ม “แต่ฮูหยินก็ไม่ต้องเป็นห่วงเกินไปนัก นายท่านของเราก็เชี่ยวชาญ เขาย่อมไม่ปล่อยให้คุณชายตัวน้อยเจ็บตัวหรอกเจ้าค่ะ!”

รอยยิ้มบนหน้าเหลียนฟางโจวจางลงทันที นางแค่นเสียงเบา ๆ หงอวี้เห็นสีหน้าแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เมื่อครู่ตอนสองคนทะเลาะกัน นางอยู่ไม่ไกลนัก จึงได้ยินอยู่ไม่น้อย

เหลียนฟางโจวเองก็รู้ว่านางได้ยิน จึงอดไม่ได้ที่จะหยุดยืนใต้ต้นไม้หลิว หันมาถามว่า “นายท่าน...เจ้าว่า ที่เขาพูดเมื่อครู่นั้นเกินไปหรือไม่? เขาพูดแบบนั้น...ฮึ เขากำลังสงสัยข้าอยู่ชัด ๆ! ปากบอกว่าไม่ใส่ใจ บอกว่าเชื่อใจข้า แต่ในใจก็ยังมีหนามแทงอยู่ดี! แต่เรื่องที่เกิดขึ้น ข้าผิดตรงไหน? หรือว่าเป็นข้าที่เต็มใจ?”

หงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชำเลืองมองสีหน้านางแล้วตอบอย่างระมัดระวังพร้อมรอยยิ้ม “ฮูหยินอย่าได้โกรธเลยนะเจ้าคะ อย่าคิดมาก เพื่อคุณชายน้อยในท้องด้วย! นายท่านก็เพราะห่วงฮูหยินนั่นแหละถึงได้เป็นแบบนี้! ฮูหยินคิดมากไปเองแล้ว หากนายท่านไม่เชื่อใจ จะเอ็นดูฮูหยินขนาดนี้ได้อย่างไรกันล่ะเจ้าคะ? นายท่านรักฮูหยินยิ่งกว่าก่อนเสียอีกนะเจ้าคะ!”

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะดุหงอวี้ “ตกลงเจ้ารับใช้นายใดกันแน่? เข้าข้างเขาหรือ? หรือว่าเจ้าชอบเขาเข้าแล้ว? อย่างนั้นเจ้าก็ไปอยู่ข้างกายเขาเสียเลยเป็นไง?”

หงอวี้หัวเราะคิก “ฮูหยินพูดอะไรกันนี่! พูดไปก็ไม่สนุก บ่าวฟังแล้วยิ่งไม่สนุกใหญ่! ถ้าบ่าวไปอยู่ข้างกายนายท่านจริง ๆ คนแรกที่ไม่ยอมก็คงเป็นฮูหยินนั่นแหละเจ้าค่ะ! บ่าวก็แค่พูดตามเหตุผลเท่านั้น!”

เหลียนฟางโจวก็รู้ตัวว่าพูดไม่เข้าท่านัก จึงไม่ต่อความยาวอีก เพียงแต่หัวเราะ “พูดตามเหตุผล? ถ้าอย่างนั้นเจ้าว่ามาตามตรงสิ เหตุผลคืออะไร?”

หงอวี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮูหยินน่ะ ปกติก็คิดเพื่อนายท่านที่สุดอยู่แล้ว ไฉนคราวนี้ถึงดูเลอะเลือนไปได้? แม้แต่บ่าวที่ตามรับใช้ฮูหยินทุกวันยังพอรู้เรื่องราวอยู่บ้าง ตระกูลเหลียงนั่นน่ะ เป็นกระดูกแข็งที่แทะยากที่สุด นายท่านทุ่มเททั้งสติปัญญาและแรงใจไปมากเพียงใด แต่กลับถูกคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงเมินเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิหนำซ้ำยังปฏิบัติต่อฮูหยิน... นายท่านเป็นผู้ชาย จะไม่โกรธได้อย่างไร? แล้วยิ่งตอนที่ฮูหยินพูดถึงเขา กลับเหม่อลอยอีก! แค่นี้นายท่านก็ยังถือว่าอดทนแล้วนะเจ้าคะ ถ้าเป็นพวกอารมณ์ร้อนล่ะก็ ป่านนี้ไม่รู้จะระเบิดอารมณ์ไปถึงไหนแล้ว!”

เหลียนฟางโจวทั้งขำทั้งเคือง หัวเราะพลางว่า “นี่มันตรรกะอะไรกัน? เหม่อลอยแล้วไง? รู้หรือเปล่าว่าข้าเหม่อคิดถึงอะไร? พวกเจ้าไม่รู้ ก็อย่าเอาความเข้าใจของตัวเองมายัดเยียดใส่ข้า! ยังจะกล้ามาขึ้นเสียงกับข้าอีก ช่างเหลวไหลเสียจริง!”

หงอวี้ชะงักไป ไม่รู้จะเถียงอย่างไร ได้แต่เม้มปากแล้วพูดเบา ๆ ว่า “บ่าวไม่เคยเถียงชนะฮูหยินได้สักที! ก็แค่รู้สึกว่าฮูหยินโมโหเกินเหตุไปหน่อยเท่านั้นเอง”

นางอดไม่ได้จะพูดเสริม “นายท่านทรงดีกับฮูหยินมากถึงเพียงนี้ ฮูหยินก็อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์เล็กน้อยทำให้เสียเรื่องใหญ่เลยนะเจ้าคะ!”

พอเถอะน่า!” เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ถ้าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังทำให้เสียเรื่องใหญ่ได้ คนเช่นนั้นข้าก็ไม่อยากได้ไว้หรอก!”

ทันใดนั้นก็เห็นในลานฝึกหัดด้านหน้าไม่ไกล เด็กชายในชุดผ้าฝ้ายสีขาวอมฟ้า คาดเข็มขัดสีเดียวกัน กำลังรำกระบี่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แสงแดดสะท้อนกับคมกระบี่เป็นประกายแวววาว เส้นผมดำขลับพลิ้วไหวในสายลม ร่างน้อยที่บริสุทธิ์ราวหิมะ ขยับกายพลิ้วไหวดั่งภาพวาด งดงามจนละสายตาไม่ลง

สายตาเหลียนฟางโจวจ้องมองร่างเล็กนั้นอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว

ดี! ช่างดีจริง ๆ!” นางปรบมือพลางหัวเราะชื่นชมออกมาเสียงดัง

แม้ซวี่เอ๋อร์จะได้ยินเสียงของนางชัดเจน แต่กลับไม่หันไปมองแม้แต่น้อย ยังตั้งใจรำจนจบกระบวนท่า แล้วค่อยเก็บกระบี่เข้าที่ เดินยิ้มเข้ามาเรียกเสียงใส “ท่านแม่! ท่านแม่!”

คุณชายน้อย!” หงอวี้เห็นเขาวิ่งถือกระบี่ที่แสงสะท้อนวาววับมา รู้สึกแสบตาจนขาแทบอ่อน รีบเร่งฝีเท้าเข้าไปขวาง ยิ้มประจบ “คุณชายเจ้าขา ส่งกระบี่ให้บ่าวถือเถอะเจ้าค่ะ!”

ซวี่เอ๋อร์ชะงักฝีเท้า พลิกข้อมือหลบไปข้าง ๆ สีหน้าขุ่นเคือง “นี่ของข้า”

หงอวี้ยิ้มทั้งที่น้ำตาแทบไหล ฝืนหัวเราะ “บ่าวก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นของคุณชาย! แค่ขอช่วยถือไว้ก่อน แล้วจะคืนให้ทันทีเลยนะเจ้าคะ?”

ไม่ต้อง! กระบี่ของข้า ห้ามให้ใครจับ!” แม้ยังเล็ก แต่ซวี่เอ๋อร์ก็เป็นเด็กดื้อรั้นที่ขึ้นชื่อ ส่ายหน้าปฏิเสธทันที

คุณชายน้อยเจ้าคะ!” หงอวี้ถึงกับน้ำตาจะไหลก็ไม่ใช่ จะหัวเราะก็ไม่กล้า รีบพูดกล่อม “ฮูหยินตั้งครรภ์อยู่นะเจ้าคะ ของอันตรายเช่นนี้อย่าได้เข้าใกล้เลย หาก...หากทำให้คุณหนูในท้องตกใจเข้า จะทำอย่างไรดีเล่า?”

ซวี่เอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า แต่แทนที่จะยื่นกระบี่ให้หงอวี้ เขากลับโน้มตัววางมันไว้กับพื้น แล้ววิ่งเข้าไปหาเหลียนฟางโจวแทน

“……” หงอวี้ถึงกับไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี!

เหลียนฟางโจวอดหัวเราะไม่อยู่ ตั้งแต่เขาวิ่งเข้ามาใกล้ก็คว้ามือไว้แล้วหัวเราะเบา ๆ “ดูสิ เหงื่อท่วมไปหมด เหนื่อยหรือเปล่า?”

ไม่เหนื่อยขอรับ ท่านแม่!” ซวี่เอ๋อร์ส่ายหน้า พลางจูงนางเดินไปยังม้านั่งไม่ไกล “ท่านแม่ รีบนั่งพักเถอะ ท่านพ่อบอกว่าห้ามให้ท่านแม่เหนื่อย!”

เหลียนฟางโจวชะงักในใจ แล้วหัวเราะเบา ๆ “เดี๋ยวนี้เจ้าฟังคำพ่อเจ้าเสียจริงเชียว!”

ตั้งแต่เขาเริ่มฝึกกับหลี่ฟู่ ความชื่นชมและศรัทธาต่อบิดาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน แถมเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ไม่ว่าเรื่องใดก็มักขึ้นต้นว่า “ท่านพ่อบอกว่า...” จนเหลียนฟางโจวอดรู้สึกเปรี้ยวปากไม่ได้ทุกครั้ง

ซวี่เอ๋อร์เงยหน้ามองนางแล้วพูดอย่างจริงจัง “ท่านพ่อบอกว่า ต้องปกป้องท่านแม่!”

หัวใจเหลียนฟางโจวนุ่มนวลขึ้นทันที พลันถอนหายใจแผ่วเบา

นางจูงมือเขานั่งลง รับถ้วยน้ำชาจากหงอวี้มายื่นให้ พลางเหลือบมองเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปื้อนฝุ่น แล้วหัวเราะล้อ “ดูสิ เสื้อผ้ารองเท้าของเจ้าสกปรกหมดแล้ว ไป เปลี่ยนชุดกัน!”

หงอวี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ใคร ๆ ในจวนล้วนรู้ว่าคุณชายน้อยรักความสะอาดที่สุด

ไม่คาดว่าซวี่เอ๋อร์กลับว่า “ท่านพ่อบอกว่า เปื้อนเพราะฝึกยุทธ ไม่นับว่าสกปรก ผู้ชายไม่ใส่ใจเรื่องแค่นี้หรอก!”

เหลียนฟางโจวถึงกับนิ่งอึ้ง ขณะที่หงอวี้หัวเราะจนเกือบกลั้นไม่อยู่ น้ำตาแทบไหล

ซวี่เอ๋อร์ทำหน้ามึนงง กะพริบตาถี่ ๆ มองเหลียนฟางโจว แล้วรีบถามอย่างร้อนใจ “ท่านแม่! ท่านหัวเราะอะไร? หรือว่าท่านพ่อพูดผิด?”

 

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1350 ทะเลาะ

 

บทที่ 1350 ทะเลาะ

ข้า—” หลี่ฟู่ถึงกับสำลักคำพูดตนเอง เมื่อเห็นยัยตัวดีตรงหน้าฉายแววหยอกเย้าในดวงตา ทั้งยังส่งยิ้มกึ่งล้อเลียนมาให้จนเขานึกหมั่นเขี้ยวอดมิได้ที่จะฟาดก้นนางไปทีหนึ่งพลางหัวเราะด่า “เจ้าเอ๋ยเจ้าฮูหยิน บังอาจมาล้อเลียนสามีเสียแล้ว! พวกเจ้าเหล่านักธุรกิจนี่ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงในท้องเยอะเสียนี่กะไร! เฮ้อ... แต่เจ้าพูดถูก ยามนี้ข้าปวดหัวจริงๆ ความกดดันมันมหาศาลนัก!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะกิ๊กกั๊กพลางเบี่ยงตัวหลบ แกล้งลากเสียงยาว “อ้อ...” นางเอียงคอมองเขาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม “ใช่สิคะ พวกเรามันพวกเล่ห์เหลี่ยมเยอะ ใต้เท้าท่านเป็นชายชาติบุรุษผู้เที่ยงธรรมและอาจหาญ ย่อมควรอยู่ห่างจากพวกที่มีแผนการซับซ้อนอย่างเราไว้จะดีกว่า! มิเช่นนั้น วันดีคืนดีหากข้าจับท่านไปขาย ท่านยังจะมาช่วยข้านั่งนับเงินอยู่อีกนะ!”

หลี่ฟู่ชะงักไป พลันนึกขึ้นได้ว่าคำบ่นเมื่อครู่ดันเหมารวมเอาฮูหยินตนเองเข้าไปด้วย เขาจึงรีบคว้านางมากอดไว้เต็มอ้อมอกพลางหัวเราะเอาใจ “พวกเขาต่างหาก! พวกเขา! ฮูหยินเจ้าฟังผิดไปแล้ว ภรรยาข้าคือสตรีที่ดีที่สุดในใต้หล้า คนพวกนั้นจะมาเทียบเคียงได้อย่างไร! อีกอย่าง... หากเจ้าจะขายข้าลงคอ เจ้ายอมตัดใจได้รึ?”

เหลียนฟางโจวค้อนขวับ ทั้งสองสบตาแล้วระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

หลังจากหยอกล้อกันครู่หนึ่ง หลี่ฟู่ก็ประคองนางนั่งลง เหลียนฟางโจวทอดถอนใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “อย่างไรเสีย กว่าจะถึงเดือนสิบเดือนสิบเอ็ดก็ยังพอมีเวลา ท่านมิต้องรีบร้อนเกินไป ทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวกระพันกับผลประโยชน์ แถมยังมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากมายเช่นนี้ มีหรือจะจัดการให้สำเร็จเสร็จสิ้นได้ในคราวเดียว!”

หลี่ฟู่พยักหน้าพลางแค่นยิ้มเย็น เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเหลียนฟางโจว “ทว่า... ข้าเห็นควรจะทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปกับเรื่องนี้ให้มากหน่อย แสร้งทำเรื่องนี้ให้ดูโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม! อย่างน้อย... ก็ต้องทำให้คนสกุลเหลียงเชื่อเช่นนั้น!”

เหลียนฟางโจวใจเต้นวาบพลางยิ้มตอบ “ใช่! ต้องอย่างนั้นแหละ! ทำให้คนสกุลเหลียงคิดว่าท่านกำลังหัวหมุนกับเรื่องนี้จนมิอาจปลีกตัวไปสนใจเรื่องอื่นได้ สกุลเหลียง... คงมิยอมปล่อยโอกาสทองเช่นนี้ให้หลุดมือไปแน่”

หลี่ฟู่เลิกคิ้วแค่นเสียงเหี้ยม “มิใช่แค่ 'คงมิยอม' แต่ 'ต้องลงมือแน่นอน'! ข้ารับรองว่าภายในสองสามเดือนนี้ สกุลเหลียงต้องมีความเคลื่อนไหวแน่ สกุลเติ้งพังพินาศไปแล้ว สกุลฝูและสกุลเล่อเจิ้งก็พึ่งพาไม่ได้ หากสมาคมการค้าและเส้นทางการค้าใหม่นี้สำเร็จ สกุลเหลียงจะเหลือใครให้เป็นพันธมิตรได้อีก?”

เมื่อนึกถึงเหลียงจิ้น ในใจของเหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย บุรุษผู้นั้นจะปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างไรหรือทำเรื่องเลวร้ายมามากเพียงใดมิต้องเอ่ยถึง แต่สำหรับนาง... เขาแฝงไว้ด้วยความจริงใจอยู่หลายส่วน! มิเช่นนั้น เขาคงมิเสี่ยงอันตรายแฝงตัวเข้าไปยังเกาะหุยเฟิงเพื่อช่วยนางออกมา...

ทว่าสุดท้ายก็เลี่ยงมิได้ที่ต้องเผชิญหน้ากันในฐานะศัตรู นึกไม่ถึงเลยว่า วันนั้นจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้!

พลันข้อมือรู้สึกเจ็บขึ้นมา เหลียนฟางโจวสะดุ้ง “ซี้ด!” นางได้สติกลับมาพลางขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่พอใจ “ท่านทำให้ข้าเจ็บนะ!”

ดวงตาของหลี่ฟู่เปี่ยมไปด้วยความหึงหวงอย่างรุนแรง เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “รึ? หากมิเจ็บเจ้าคงมิยอมได้สติกลับมาสินะ? คิดเรื่องอะไรอยู่ถึงได้เหม่อลอยปานนั้น ขนาดข้าเรียกเจ้ายังมิได้ยินเลย?”

ข้า—” เหลียนฟางโจวชะงักกึก สะบัดมือตนเองกลับมา เห็นรอยแดงเป็นวงชัดเจนบนข้อมือขาวนวล นางลูบข้อมือพลางเบือนหน้าหนีมิยอมสบตา แค่นเสียงฮึ “ท่านยังจะมาแกล้งถามอะไรอีก!”

หลี่ฟู่เห็นรอยแดงบนข้อมือนางในใจก็พลันรู้สึกเจ็บปวดวูบหนึ่ง แต่เมื่อเห็นนางโกรธเคืองตน เขาก็ยิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจจึงสวนกลับไปว่า “ข้าแกล้งถามรึ? ทั้งที่เจ้ารู้ว่าข้าต้องถาม แต่เจ้าก็ยังจะคิดถึงมันอีกรึ?”

คิด...” เหลียนฟางโจวข่มโทสะเอ่ยออกมา “ท่านช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!”

ใบหน้าหลี่ฟู่มืดครึ้มลง เขาจ้องมองนางด้วยความโกรธกริ้ว “ข้าไร้เหตุผลรึ? ฟางโจว เจ้าควรจะรู้ดีว่าข้ามิมีวันปล่อยสกุลเหลียงไปเด็ดขาด!”

แล้วข้าเคยบอกให้ท่านปล่อยพวกเขาเมื่อไหร่กัน!” เหลียนฟางโจวเองก็เริ่มเดือดดาลขึ้นมาบ้าง นางจ้องตากลับพลางสวนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

หลี่ฟู่ชะงักกึก ก่อนจะแค่นเสียงเหี้ยม “เดิมทีข้ายังสงสัยอยู่บ้าง ยามนี้กลับกระจ่างแจ้งขึ้นอีกหลายส่วน! เหลียงจิ้นที่เป็นคนอำมหิต ต่ำช้า และบ้าอำนาจถึงเพียงนั้น เหตุใดจู่ๆ ถึงเปลี่ยนเป็นคนละคนกับเจ้า—เหอะ คนสกุลเหลียงช่างมีเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึกนัก เจ้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นคนใจอ่อนและมิชอบติดค้างบุญคุณผู้ใด พวกเขากำลังฝังตะปูไว้ในใจเจ้า (เพื่อรอวันใช้งาน) และยามนี้พวกเขาทำสำเร็จแล้ว!”

ท่าน!” เหลียนฟางโจวโกรธจนหน้าซีดเผือด นางลุกพรวดขึ้นทันที ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้ฟังวาจานี้ของหลี่ฟู่ นางกลับรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง คำพูดนี้ประดุจเข็มแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจนางจนเหวอะหวะ!

แม้เหลียงจิ้นจะมีข้อเสียเป็นพันเป็นหมื่นประการ ทว่าอย่างน้อยในเรื่องนี้ เหลียนฟางโจวเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่าเขาไม่ได้วางแผนหลอกใช้นาง หรือใช้ความช่วยเหลือนี้เป็นการลงทุนล่วงหน้าแน่นอน

เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเย็น “วาจาของท่านครานี้ มิเพียงดูหมิ่นตัวข้า แต่ยังดูหมิ่นตัวท่านเองด้วย!” พูดจบก็นางสะบัดหน้าเดินจากไปทันที

หลี่ฟู่มิเอ่ยคำใด เขานิ่งเงียบพลางจ้องมองแผ่นหลังของนางที่ค่อยๆ ลับสายตาไป ก่อนจะทอดถอนใจยาว ยืนไพล่หลังอยู่กลางลานอเนกประสงค์ด้วยความเงียบงัน

เขารู้ดีว่ากับสกุลเหลียงต้องมีศึกหนักที่เลี่ยงมิได้ และกับเหลียงจิ้นก็ต้องเผชิญหน้ากันในสักวัน ทว่าท่าทีของฟางโจวในยามนี้...

หลี่ฟู่อดมิได้ที่จะรู้สึกริษยาแกมโทสะขึ้นมาอีกระลอก: ข้ายังมิทันได้ทำอันใดเหลียงจิ้นเลย นางก็สะบัดหน้าใส่ข้าเสียแล้ว? หากวันใดข้าจับเหลียงจิ้นเข้าคุกใต้ดิน นางมิแอบไปปล่อยตัวเขาตอนกลางคืนเลยรึ!

ใต้เท้าหลี่!” เสียงเรียกอย่างร้อนรนจากด้านหลังขัดจังหวะความคิด หลี่ฟู่ขุ่นเคืองยิ่งนัก เขาหันกลับมาถามเสียงต่ำ “มีเรื่องอันใด?”

ผู้ที่มาคือใต้เท้าชานเจิ้ง เมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาหน้าดำคร่ำเครียดแววตาเย็นชาประหนึ่งอยากจะฉีกร่างตนเป็นชิ้นๆ เขาก็ชะงักกึก รีบถอยหลังไปสองก้าว โค้งกายประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “เรียนใต้เท้า บรรดาเจ้าของร้านค้าด้านนอกเถียงกันรุนแรงยิ่งนัก ผ่านไปชั่วยามกว่าแล้วก็ยังมิได้ข้อสรุป ท่านเห็นว่า—”

ยามนี้หลี่ฟู่จะมีกะจิตกะใจไปสนใจเรื่องที่ไม่มีทางได้ข้อสรุปในเร็ววันเช่นนั้นได้อย่างไร?

เขาสะบัดมืออย่างรำคาญ “ป่านนี้แล้วยังเถียงกันมิเสร็จอีกรึ? ให้พวกเขาสลายตัวไปเสีย! ให้กลับไปปรึกษากันเอง อีกสามวันค่อยมาใหม่—”

หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ “ก่อนหน้านี้ฮูหยินสั่งการไว้ว่าอย่างไร?”

ใต้เท้าชานเจิ้งเหลือบมองหลี่ฟู่ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ยามนี้เขาเพิ่งสังเกตว่าฮูหยินมิได้อยู่ที่นี่ มีเพียงใต้เท้าอยู่ลำพัง

สัญชาตญาณบอกเขาว่า อารมณ์ของใต้เท้าต้องเกี่ยวกับฮูหยินแน่นอน เขาจึงมิกล้าสืบสาวราวเรื่อง ทำเพียงรายงานด้วยน้ำเสียงสงบว่า “เรียนใต้เท้า ฮูหยินสั่งไว้ว่า อีกสามวันให้พวกเขามาลงคะแนนลับเพื่อตัดสิน ไม่ว่าจะสนับสนุนรูปแบบใด หากคะแนนเห็นชอบถึงสองในสาม ก็ให้ดำเนินการตามผลการลงคะแนนนั้นทันที ห้ามผู้ใดคัดค้านเด็ดขาด!”

สั่งการไปตามนั้นแหละ ไปได้!” หลี่ฟู่สะบัดมือไล่อย่างมินำพา ก่อนจะก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ขอรับ ใต้เท้า!” ใต้เท้าชานเจิ้งมองตามแผ่นหลังของผู้เป็นนายที่เดินจากไปไกลแล้วพลางลอบถอนใจ ในใจคิดว่าใต้เท้าช่างมิถนัดงานบริหารบ้านเมืองเอาเสียเลย สมกับที่เป็นแม่ทัพผู้นิยมการรบราฆ่าฟันจริงๆ! โชคดีที่ยังมีฮูหยินอยู่ มิเช่นนั้น เกรงว่าท่านคงจะบริหารงานได้แย่ยิ่งกว่าผู้ว่าการมณฑลคนก่อนเสียอีก...

ทางด้านเหลียนฟางโจวที่เดินจากมาด้วยโทสะ หงอวี้เห็นนายหญิงเดินเร็วประดุจติดปีกและไม่มีทีท่าจะช้าลงเลยก็นึกหวาดเสียวแทน นางเรียก “ฮูหยิน!” สองสามครา ก่อนจะรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปประคองไว้พลางยิ้มประจบ

ฮูหยิน ท่านเดินช้าลงสักนิดเถิดเจ้าค่ะ! จะรีบร้อนไปใย! หรือว่าพวกเราไปเดินเล่นในสวนบุปผาดีไหมเจ้าคะ? นายน้อยกำลังฝึกกระบี่อยู่ที่นั่น มิแน่ว่ายามนี้ก็ยังอยู่นะเจ้าคะ!”

ภาพลักษณ์บุตรชายตัวน้อยที่ฝึกวิชาอย่างจริงจังเกินวัยพลันผุดขึ้นในมโนภาพของนาง เหลียนฟางโจวนึกถึงความรั้นที่ถอดแบบบิดามาไม่มีผิดเพี้ยนของลูกชายแล้ว นางก็ได้แต่ถอนใจออกมาอย่างอ่อนใจ

 

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1349 โรคทางใจ

 

บทที่ 1349 โรคทางใจ

คำพูดของเจ้าช่างแทงใจดำนัก!” เล่อเจิ้งซั่นฉางหัวเราะร่าพลางเอ่ย “ท่านปู่มิใช่ว่ามิยินยอมหรอก เพียงแต่ครานี้ท่านถูกฮูหยินหลี่ซ้อนกลเข้าให้แล้ว ในใจท่านผู้เฒ่าคงจะขุ่นเคืองมิน้อยที่เสียรู้สตรีรุ่นหลาน!”

หลินอวี่ฮุ่ยหัวเราะพรืด “ท่านพี่ ท่านก็ช่วยเกลี้ยกล่อมท่านปู่เสียหน่อยสิเจ้าคะ บอกท่านว่าอย่าได้คิดเช่นนั้นเลย ฮูหยินหลี่ท่านให้ความเคารพยกย่องท่านปู่ต่างหาก ถึงได้เจาะจงเชิญท่านให้ออกมาช่วยงานใหญ่เช่นนี้!”

เล่อเจิ้งซั่นฉางส่ายหน้ายิ้มๆ “ช่างเถิด นิสัยท่านปู่เป็นอย่างไรข้าย่อมรู้ดี ข้าจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม! ท่านโกรธเพียงชั่วครู่เดี๋ยวก็หาย มิเก็บไปฝังใจหรอก แต่เรื่องนี้ข้าต้องกลับไปรายงานท่านปู่ด้วยตนเองถึงจะดี!”

ทางด้านงานเลี้ยง ณ ศาลาว่าการ นายท่านเติ้งและเหล่านายห้างต่างเดินทางมาตามนัด แม้แขกทุกคนจะล่วงรู้จุดประสงค์ของการรวมตัวครั้งนี้อยู่เต็มอก ทว่าเมื่อได้ฟังคำกล่าวจากปากของหลี่ฟู่และเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หัวใจของพวกเขาก็ยังอดสั่นสะท้านมิได้

หากเทียบกับพ่อค้าระดับกลางและระดับล่างแล้ว อารมณ์ความรู้สึกของกลุ่มคนเหล่านี้ซับซ้อนกว่ามาก เพราะแต่เดิมนั้น เส้นทางการค้าเกือบทั้งหมดล้วนอยู่ในกำมือของพวกเขา

การต้องส่งคืนเส้นทางการค้าเพื่อนำไปประมูลใหม่นั้น ด้านหนึ่งคือความสูญเสีย แต่อีกด้านหนึ่งก็นับเป็นสิ่งเย้ายวนใจมหาศาล

เดิมทีเส้นทางการค้าชั้นเลิศกว่าเจ็ดส่วนล้วนถูกสกุลเติ้งผูกขาดไว้ พ่อค้าคนอื่นทำได้เพียงมองตาปริบๆ ด้วยความอิจฉา ทว่าหากมีการเปิดประมูลเสรีเช่นนี้ บ้านอื่นย่อมมีโอกาสเข้าไปแย่งชิง เส้นทางที่เคยถือครองแล้วมิสู้ดีอาจเปลี่ยนเป็นเส้นทางทองคำได้ จากที่เคยมีเพียงหนึ่งสาย อาจกลายเป็นสองหรือสามสาย!

ทว่า... การต้องปล่อยมือจากสิ่งที่เคย "เป็นของตน" ย่อมทำให้ทุกคนอาลัยอาวรณ์และมิยินยอม

สายตาของทุกคนพุ่งเป้าไปที่นายท่านเติ้งเป็นตาเดียว เพราะหากทำเช่นนี้จริงๆ สกุลเติ้งคือผู้ที่เสียประโยชน์สูงสุด อีกทั้งสกุลเติ้งเพิ่งถูกผู้ว่าการมณฑลเล่นงานจนยับเยิน ทุกคนจึงหวังจะได้ยินนายท่านเติ้งเอ่ยประท้วงหรือโต้แย้งสิ่งใดออกมาบ้าง

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ สีหน้าของนายท่านเติ้งกลับสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น มีคนลอบสังเกตอย่างละเอียดแล้วพบว่า มิใช่การข่มกลั้นโทสะ ทว่าเป็นความสงบที่แท้จริง นายท่านเติ้งมิเอ่ยคำใดแม้เพียงครึ่งคำ เขากลับกลายเป็นคนที่เงียบขรึมที่สุดในหมู่ผู้ร่วมโต๊ะเสียด้วยซ้ำ

หลี่ฟู่หลังจากอธิบายระเบียบการและแผนงานของทางการจบ ก็เอ่ยยิ้มๆ ว่า “นี่เป็นเรื่องใหญ่ ข้ามิได้คาดหวังว่าทุกอย่างจะต้องได้ข้อสรุปภายในวันนี้ พวกท่านมีสิ่งใดสงสัยหรือปรารถนาจะเสนอแนะก็จงเอ่ยมาเถิด! กลับไปแล้วก็ลองปรึกษาหารือและตรึกตรองกันดูอีกที ข้าอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความเต็มใจของทุกฝ่าย ถึงจะนับว่าสมบูรณ์แบบ! แต่ข้าขอเอ่ยคำหนักไว้ก่อนประการหนึ่ง ทางการต้องเรียกคืนเส้นทางการค้าทั้งหมดภายในปีนี้ และจะจัดให้มีการประมูลสำหรับปีหน้าในช่วงเดือนพฤศจิกายน!”

นี่คือการประกาศท่าทีที่ชัดเจนและเป็นทางการครั้งแรกของศาลาว่าการ ทุกคนต่างรวบรวมสมาธิเงียบกริบเพื่อรอฟัง

วาจาของหลี่ฟู่ประดุจโยนหินก้อนใหญ่ลงในสระน้ำที่เงียบสงบ เพียงครู่เดียวเสียงซุบซิบปรึกษาหารือก็ดังขึ้นระงม

หลี่ฟู่กวาดสายตามองคนทั้งหมด ก่อนจะเบนสายตาไปทาง ฉากกั้นลายบุปผาและวิหค ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านข้างแวบหนึ่งด้วยหางตา ภรรยาของเขากำลังนั่งฟังความเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังฉากกั้นนั้นอย่างเงียบเชียบ

เมื่อเห็นนายท่านเติ้งไม่มีท่าทีจะปริปาก ในที่สุดนายห้างถังที่ถูกคนรอบข้างสะกิดเร่งเร้าก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “ขอเรียนถามใต้เท้า ท่านกล่าวว่าทางการจะมีการชดเชยให้พวกเรามิทราบว่าการชดเชยนั้นเป็นไปในรูปแบบใดขอรับ?”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางผายมือเชิญให้นั่งลง ก่อนถามกลับอย่างนุ่มนวล “นายท่านถังถามได้ตรงจุดนัก ข้าเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ทุกท่านกังวลที่สุด และเป็นเรื่องที่ทางการมิอาจละเลยได้เช่นกัน มิทราบว่านายท่านถังและทุกท่านมีข้อเสนอแนะในใจอย่างไรบ้าง?”

เขากลับโยนลูกหนัง (ความรับผิดชอบ) กลับไปให้เหล่าพ่อค้าเสียอย่างนั้น!

นายท่านถังชะงักไป ได้แต่ยิ้มขื่นอย่างจนปัญญา

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ท่ามกลางความผิดหวังลึกๆ พวกเขาก็เริ่มหันไปกระซิบกระซาบกันอีกรอบด้วยความลำบากใจ

หลี่ฟู่กระแอมไอเบาๆ หนึ่งคราเพื่อให้ฝูงชนสงบลง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “พวกท่านลองหารือกันให้ดีเถิด ว่าปรารถนาจะตีราคาขายขาดเพื่อให้ทางการจ่ายเป็นตัวเงิน หรือจะรับการชดเชยในรูปแบบอื่น! ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง หรือข้อแลกเปลี่ยนอย่างอื่น อย่างไรเสียก็วนเวียนอยู่เพียงสองสิ่งนี้ พวกท่านลองกำหนดทิศทางใหญ่ให้ได้เสียก่อนเถิด!”

ทุกคนต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มกายลงกล่าวพร้อมกันว่า “ใต้เท้าปรีชานัก!”

นายท่านเติ้งอดมิได้ที่จะเหลือบมองไปยังฉากกั้นหยกขาวลายดอกอวี้หลันและนกแก้วนั้นพลางคิดในใจว่า วาจาที่ยืดหยุ่นเช่นนี้มิใช่สิ่งที่ผู้ว่าการมณฑลผู้บ้าอำนาจและถนัดแต่การกักขังคนจะเอ่ยออกมาได้แน่ วาจานี้... ย่อมต้องมาจากปากของฮูหยินหลี่เป็นแม่นมั่น

หลี่ฟู่สบโอกาสจึงลุกขึ้นยิ้มกล่าว “พวกท่านเชิญหารือกันไปก่อน ข้ามีธุระต้องไปจัดการครู่หนึ่ง!”

ทุกคนต่างก็ปรารถนาจะให้เขาออกไปอยู่แล้ว เพื่อจะได้ถกเถียงกันโดยมิมีข้อพะวง จึงรีบลุกขึ้นส่งเสียงพร้อมกัน “ขอรับ น้อมส่งใต้เท้า!”

หลี่ฟู่เดินอ้อมฉากกั้นมาหาเหลียนฟางโจวพลางยิ้มกว้าง กระซิบถามอย่างเอาใจ “ข้าสั่งการไปตามที่เจ้าบอกทุกประการแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?”

เหลียนฟางโจวเม้มปากยิ้ม เอียงคอเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วตอบเบาๆ “ใครจะรู้ล่ะว่าจะออกมาเป็นอย่างไร? ก็กำลังนั่งฟังอยู่นี่ไงว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะสรุปผลออกมาเป็นเช่นไร!”

หลี่ฟู่หัวเราะและมิยอมไปไหน เขาบอกให้หงอวี้ยกเก้าอี้มาตัวหนึ่ง นั่งลงข้างๆ เหลียนฟางโจวเพื่อแอบฟังไปพร้อมกับนาง

หงอวี้แอบกระตุกมุมปากขำอยู่ในใจ: ใต้เท้าช่างน่าขันนัก นั่งฟังอยู่ข้างนอกอย่างเปิดเผยมิชอบ กลับชอบมานั่งแอบฟังกับฮูหยินที่หลังฉากกั้นเสียอย่างนั้น...

เสียงโต้เถียงด้านนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงขึ้น เหลียนฟางโจวนั่งฟังไปฟังมาก็มีแต่คำพูดวนเวียนเดิมๆ และดูท่าจะไม่มีใครยอมใคร นางจึงมิอยากฟังต่อ ลุกขึ้นเดินไปที่ลานกลางแจ้งด้านหลังเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ

เมื่อเห็นนางลุกขึ้น หลี่ฟู่ก็รีบเดินตามไปพร้อมรอยยิ้ม โอบไหล่นางพลางบ่นอุบ “ปัญหาเรียบง่ายเพียงเท่านี้ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนพวกนั้นจะเถียงกันจนเป็นเรื่องใหญ่โตไปทำไม ฟังแล้วปวดหัวชะมัด! เฮ้อ! เจ้าเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่ กลับไปพักที่เรือนหลังดีกว่าไหม?”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้ายิ้มๆ “แค่รู้สึกนั่งนานไปหน่อย เลยอยากออกมาเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง” นางเงยหน้าค้อนเขาพลางว่า “แค่นี้ท่านก็รำคาญแล้วรึ? รอให้จัดการสี่ตระกูลใหญ่เสร็จสิ้นและเริ่มปกครองหนานไห่อย่างจริงจัง ข้าเกรงว่าเรื่องน่าปวดหัวเล็กๆ น้อยๆ จะมีมากกว่านี้อีกมหาศาลนัก! เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตน และเป็นตัวกำหนดทิศทางการค้าของตระกูลในอนาคตเช่นนี้ ท่านคิดว่าพวกเขาจะไม่เถียงกันหรือ?”

หลี่ฟู่พอได้ยินเรื่องการปกครองหนานไห่ก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที เขาจึงเลิกคิดเรื่องนั้นแล้วถามอย่างสงสัยว่า “ข้าย่อมรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ใหญ่โตของพวกเขา แต่เรื่องค่าชดเชยมันคือการสะสางเรื่องในอดีต มันจะส่งผลกระทบถึงอนาคตขนาดนั้นเชียวรึ?”

เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ชิ” ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วยิ้มกล่าว “ท่านมิใช่พ่อค้า ย่อมมิล่วงรู้กลเม็ดเคล็ดลับในวงการ! สิ่งนี้เรียกว่า 'การข่มขวัญคู่ต่อสู้แต่แรกเริ่ม' ต้องเอาชนะกันด้วยท่าทีเสียก่อน! หากเรื่องนี้พวกเขาสามารถบีบให้ทางการยอมถอยและได้ผลประโยชน์สูงสุด การเจรจาในครั้งต่อๆ ไปพวกเขาก็จะมีพละกำลังและเป็นฝ่ายคุมเกมได้มากขึ้น หากท่านให้เขาเลือกหนึ่งในสองแล้วพวกเขาตอบตกลงอย่างว่าง่าย ท่านลองบอกข้าสิ... ท่านจะเผลอดูแคลนพวกเขาว่ารับมือได้ง่ายในใจลึกๆ หรือไม่? แต่ยามนี้...”

เหลียนฟางโจวมองดูสีหน้าที่ดูจนใจและอึดอัดของสามี นางถึงกับหัวเราะกิ๊กกั๊กออกมาอย่างชอบใจ แล้วเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขาเบาๆ พลางถามด้วยรอยยิ้ม

ใต้เท้าเริ่มรู้สึกปวดหัว และมิกล้าปล่อยปละละเลย ทั้งยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และคนพวกนั้นมากขึ้นอีกหลายส่วนแล้วใช่ไหมล่ะคะ?”