วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1250 ชิงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลคืน

 

บทที่ 1250 ชิงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลคืน

ฝูลี่เปลี่ยนชื่อแซ่เป็น “ซินจาง” ผันตัวเข้าสู่วงการค้าขายทางทะเล เป็นที่แน่นอนว่าย่อมสะดุดสายตาตระกูลฝูเข้าในที่สุด ทว่าตระกูลฝูเป็นตระกูลใหญ่ มีทั้งอำนาจและทรัพย์สินมหาศาล ไหนเลยจะใส่ใจพ่อค้าหน้าใหม่ที่ชื่อ “ท่านซิน” อะไรนั่นเล่า?

ฝูลี่เองก็รู้ดี ว่ายังไม่ถึงเวลา ตนยังอ่อนกำลังเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับเจิ้งอี๋เหนียงและบุตรชายได้ ถึงตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะเคยลองหยั่งเชิงอยู่บ้าง แต่กลับล้มเหลวทุกครั้ง

ยามนี้ เวลาก็ล่วงเลยมายี่สิบปี เขาเองก็อายุเลยสี่สิบไปแล้ว บุตรชายก็โตพอ ๆ กับตนเมื่อครั้งวัยหนุ่ม ส่วนความแค้น...กลับยังคงไกลเกินเอื้อม หัวใจนั้นจะไม่เคียดแค้นได้อย่างไร?

...แต่แม้จะเกลียดแค้นเพียงใด แล้วจะทำอะไรได้?

บัดนี้เขามีทั้งครอบครัว ทั้งกิจการ และพี่น้องมากมาย จะให้บุกตะลุยเอาเป็นเอาตายเหมือนเมื่อวัยหนุ่มนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ใครจะคาดคิด—ขุนนางใหม่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล “เว่ยหนิงโหว..หลี่ฟู่” กลับไม่รู้ว่าล่วงรู้ตัวตนของเขาได้อย่างไร ถึงกับส่งคนมาพบเขา พร้อมเสนอข้อแลกเปลี่ยน อีกฝ่ายกล่าวว่าจะช่วยเขาล้างแค้น แต่มีข้อแม้ว่า จากนี้ไป เขาจะต้องจงรักภักดีต่อหลี่ฟู่ และรับใช้ราชสำนัก!

ตอนนั้นฝูลี่ตกใจไม่น้อย รีบปรึกษากับภรรยา “ซินสือซานเหนียง” ผู้ซึ่งรู้ความลับเรื่องชาติกำเนิดของเขา รวมถึงลุงทั้งสองคนคือ เผิงอวี้ กับ เกาอี้ ทั้งสามคนต่างเห็นตรงกันว่า...ควรลองเดิมพันสักครั้ง!

ต้องรู้ว่า—เมื่อได้ทราบความจริงถึงชาติกำเนิด และความอยุติธรรมที่เขาเคยเผชิญมา ซินสือซานเหนียง เผิงอวี้ และเกาอี้ ต่างก็เคียดแค้นแทนเขาอย่างสุดใจ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาเองก็เคยวางแผนเพื่อช่วยฝูลี่ล้างแค้นอยู่ไม่น้อย

ทว่า—ตระกูลฝูในยามนี้ทำการค้าขายทางทะเลเป็นหลัก มีการเลี้ยงดูหน่วยองครักษ์ประจำบ้านที่มากด้วยฝีมือและโหดเหี้ยมไม่ธรรมดา จำนวนไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน ไม่ใช่พวกคนธรรมดาจะต้านทานได้

ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายชิงเฟิงอยู่ห่างจากเมืองเฉวียนโจวไกลลิบ การจะนำพี่น้องทั้งหมดบุกไปพร้อมกันยิ่งเป็นไปไม่ได้

แม้ถอยไปคิดในแง่ดีที่สุด ต่อให้สามารถนำกำลังทั้งหมดไปได้ ก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะพวกนั้นได้อยู่ดี!

ซินสือซานเหนียงเคยเสนอแผนลอบสังหาร แต่ท้ายที่สุดก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

หลังจากนั้น ฝูลี่ก็ไม่เคลื่อนไหวอีกเลย หากยังไม่มีแผนการที่มั่นใจว่าจะสำเร็จอย่างแน่นอน

บัดนี้เมื่อท่านผู้ว่าการมณฑลมาหาถึงที่ นับว่าเป็นโอกาสทองอย่างแท้จริง! หากมีท่านเว่ยหนิงโหว ผู้เชี่ยวชาญการศึกเป็นผู้หนุนหลัง แล้วพวกองครักษ์ตระกูลฝูจะนับเป็นอะไรได้เล่า?

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือคำพูดของเผิงอวี้ประโยคหนึ่ง—เมื่อใต้เท้าหลี่มาหาเราด้วยตัวเอง หากเราปฏิเสธเสีย จะไม่เท่ากับไม่เห็นหัวท่านหรือ? ด้วยความสามารถของใต้เท้าหลี่ในการนำทัพ หากเกิดไม่พอใจขึ้นมา คิดจะกวาดล้างค่ายพวกเราแล้วไซร้—เรายังจะเหลือชีวิตกันอีกหรือ? ข้าเห็นว่า ควรใช้โอกาสนี้สร้างผลงานให้เป็นที่จดจำในสายตาใต้เท้าหลี่ แล้วก็ถือโอกาสสลัดตัวตนเดิมทิ้งไปเสียที เป็นพ่อค้าที่สุจริต ทำการค้าขายอย่างเปิดเผยเสียดีกว่า!”

ดวงตาของฝูลี่พลันสว่างวาบ เขาตบมือลงบนพนักเก้าอี้ฉาดหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยความยินดีว่า ดี! ขอเพียงข้าชิงตระกูลฝูกลับมาได้ ย่อมมีที่ให้ใช้คนไม่รู้จบ! พี่น้องทั้งหลายจะแยกย้ายกลับบ้านก็ได้ หากผู้ใดยังอยากตามข้า ก็ให้เข้ามาทำงานในตระกูลฝู! เราเป็นอย่างไรในวันนี้ วันหน้าเราก็เป็นเช่นนั้น แต่ไม่ต้องให้ผู้คนดูแคลนว่าเป็นโจรอีกต่อไป! ลูกหลานภายภาคหน้าก็จะมีชาติกำเนิดที่ภาคภูมิ!”

ถ้อยคำนี้ทำเอาทุกคนใจร้อนรุ่ม เลือดลมพลุ่งพล่าน ต่างพากันพยักหน้าไม่ขาด

หากไม่ใช่เพราะจนตรอก ใครเล่าจะยอมละทิ้งชีวิตอันดีงามมาลงเขาเป็นโจร? บัดนี้โอกาสงดงามมาถึงแล้ว ทั้งช่วยหัวหน้าล้างมลทิน ชำระแค้นเก่า และยังเป็นการตัดขาดจากอดีตได้สะอาดสิ้นเชิง มีเหตุอันใดเล่าที่จะไม่ยินดีทำ?

ดังนั้น เมื่อคนสนิทของหลี่ฟู่มาพบฝูลี่อีกครั้ง เขาก็ตอบตกลงทันที

ทั้งสองฝ่ายร่วมกันวางแผนอยู่หลายครั้ง จนเมื่อฝูลี่ ซินสือซานเหนียง เผิงอวี้ และเกาอี้ ได้พบกับหลี่ฟู่ด้วยตนเอง ทุกอย่างก็ถือเป็นอันตกลงแน่นอน โดยกำหนดให้ลงมือในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย เทศกาลโคมไฟ

หลี่ฟู่จะใช้ข้ออ้างเชิญร่วมงานเลี้ยงชมโคมไฟเพื่อเชิญฝูเจียเยว่และพวกออกไป ส่วนทางนี้ ฝูลี่จะร่วมมือกับทหารองค์รักษ์คนสนิทของหลี่ฟู่ที่ปลอมแปลงตัวตนมา จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบคน ลงมือพร้อมกัน!

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้...ก็มีที่มาดังกล่าวนี้เอง

เมื่อมองเห็นเจิ้งอี๋เหนียงพูดไม่ออก สีหน้าซีดเผือด ดวงตาทั้งสองเป็นตาสามเหลี่ยมขาวมากดำเล็ก จ้องมองเขาด้วยแววเย็นเฉียบแฝงความอาฆาต ฝูลี่แค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยาม กล่าวเยือกเย็นว่า หัวหน้าพ่อบ้านยังโชคดีกว่าเจ้าเสียอีก อย่างน้อยก็ตายไปตั้งนานแล้ว! เจ้ารู้หรือไม่—ว่าตอนนี้ครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน?”

ฝูลี่หัวเราะเยียบเย็น แววตาอำมหิต ริมฝีปากบางเอ่ยคำช้า ๆ ทว่าคมกริบราวคมมีด เมียกับลูกสาวของเขา ตอนนี้อยู่ในซ่องชั้นต่ำที่สุด ถูกผู้คนนับพันเหยียบย่ำ—ชายพันคนขี่ ชายหมื่นคนข้าม! ส่วนลูกชายสองคน...คนหนึ่งเสียโฉม ถูกตัดลิ้น ขาหักกลายเป็นขอทาน อีกคนกลายเป็นขันที ต้องขึ้นเวทีในโรงงิ้ว ร้องรำทำเพลง—ฮ่า ๆ ๆ ท่าทางนั้น เสียงแหลมเล็กแบบนั้น...ไม่รู้ว่าทำเอาเจ้าสัวกี่คนตกหลุมเสน่ห์ไปแล้วบ้าง!”

เจ้า…!” เจิ้งอี๋เหนียงหน้าเปลี่ยนสีทันที ร่างกายเริ่มสั่นเทาโดยไม่อาจควบคุม นางรู้ดีว่า สิ่งที่ฝูลี่พูดนั้น ไม่ได้พูดให้ตนฟังเพียงคนเดียว
แต่มันคือคำเตือน—บอกนางว่า...ลูกหลานของนาง จะลงเอยอย่างน่าสังเวชยิ่งกว่านั้น!

เจิ้งอี๋เหนียงกัดฟันแน่น ก่อนจะตะโกนออกมาอย่างข่มกลั้น ถึงเจ้าจะฆ่าพวกเราหมด แล้วจะได้อะไรขึ้นมา! เจ้าก็ไม่ใช่คนของตระกูลฝูอีกต่อไป! ทุกสิ่งทุกอย่างในตระกูลฝู มันไม่ใช่ของเจ้าอีกแล้ว! แม้เจ้าจะฆ่าข้ากับลูกหลานของข้า—เจ้าก็ไม่มีวันได้สิ่งนั้นกลับคืน!”

ฝูลี่หัวเราะเบา ๆ “ฮึ” อย่างเย้ยหยัน ก่อนเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่เร่งรีบว่า ในเมื่อพวกเจ้าเคยใส่ร้ายข้า ซื้อเสียงคนในตระกูล ขับไล่ข้าออกจากทะเบียนตระกูลฝู บัดนี้เมื่อความจริงปรากฏ ข้า—ผู้ถูกใส่ร้าย—ย่อมมีสิทธิ์กลับคืนสู่ตระกูลอย่างสมเกียรติ แต่พวกเจ้านั่นแหละ...ที่ไม่คู่ควรจะเป็นคนของตระกูลฝู!”

เจิ้งอี๋เหนียงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับร่างโงนเงน “พลั่ก” ล้มฟุบลงบนตั่ง

ฝูลี่ปรายตามองเพียงแวบเดียว ก่อนหัวเราะเย็นอย่างเหยียดหยาม หากมิใช่เพราะสองแม่ลูกผู้นี้เห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด ตัดสะพานทิ้งพวกพ้อง ซ้ำยังระแวงระไวต่อหัวหน้าตระกูล ผู้อาวุโส และเหล่าญาติพี่น้อง ราวกับกลัวว่าพวกนั้นจะแย่งชิงผลประโยชน์ไป—เขาก็คงไม่อาจโน้มน้าวใจหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสให้ร่วมมือได้ง่ายถึงเพียงนี้!

รุ่งเช้าวันถัดมา ฝูลี่ก็ใช้ฐานะ “บุตรชายคนโตสายตรงแห่งตระกูลฝู” เขียนคำร้องทุกข์ฉบับหนึ่ง ยื่นต่อที่ว่าการเมืองเฉวียนโจว กล่าวโทษเรื่องความอยุติธรรมที่เขาเคยได้รับเมื่อยี่สิบปีก่อน!

แม้เจิ้งอี๋เหนียงจะยังคงปากแข็ง ไม่ยอมรับสารภาพใด ๆ
แต่เหล่าข้าทาสบริวารข้างกายของนางหรือจะปิดปากได้ทุกคน?

ข้อหาวางแผนลอบทำร้ายบุตรชายคนโตสายตรงที่เกิดจากภรรยาเอก
ยกอนุภรรยาขึ้นแทนที่ภรรยาเอก บงการฆ่าคน ไม่เคารพต่อผู้อาวุโสในตระกูล—ความผิดแต่ละข้อ ล้วนมีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานชัดเจน หัวหน้าตระกูลและเหล่าผู้อาวุโสต่างพากันแสดงสีหน้าสลดสำนึก ยอมรับว่าหลงเชื่อหญิงใจงูใจแมงป่องเข้าอย่างจัง จนก่อความผิดใหญ่หลวงในอดีต ฝูลี่เห็นดังนั้นก็ยังเอ่ยปากช่วยไกล่เกลี่ย ยอมควักเงินส่วนตัวเพื่อไถ่โทษให้พวกเขาเหล่านั้น

ท่านเจ้าเมืองเฉวียนโจวย่อมเห็นด้วย

มีคำสั่งให้จับเจิ้งอี๋เหนียงเข้าคุก พร้อมทั้งประกาศฟื้นฟูสถานะของฝูลี่ในฐานะ “บุตรชายคนโตสายตรงที่เกิดจากภรรยาเอก” แต่งตั้งให้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลฝูอย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนั้น ก็ลงนามในเอกสารสั่งการ ให้ส่งเจ้าหน้าที่ศาลจำนวนหนึ่งเดินทางไปยังเมืองหนานไห่ เพื่อจับกุมฝูเจียเยว่กับภรรยาและลูกชายของเขากลับมาลงโทษทันที!

ทางด้านฝูลี่ ก็นำซินสือซานเหนียงและเหล่าคนสนิทบุกเข้าจวนตระกูลฝูอย่างสง่างาม ท่ามกลางบรรยากาศขึงขังน่าเกรงขาม บรรดาคนสนิทของเจิ้งอี๋เหนียงและบุตรชาย ล้วนถูกจับกุมไว้ทั้งหมด ส่วนผู้ที่เหลือ เมื่อเห็นว่าเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็จำต้องยอมรับผู้เป็นนายคนใหม่แต่โดยดี

เขาได้ส่งคนเฝ้าจับตาและควบคุมตัวเหล่าหลงจู๊ ผู้ดูแล และสมุห์บัญชีคนสำคัญในกิจการของตระกูลฝูเอาไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว เมื่อสถานการณ์ในด้านนี้เริ่มเข้าที่เข้าทาง เขาจึงมอบหมายงานจุกจิกยิบย่อยให้ซินสือซานเหนียง เผิงอวี้ และเกาอี้เป็นผู้จัดการ ส่วนตนเองนั้นรีบเรียกเหล่าหลงจู๊และผู้ดูแลมาประชุมร่วมกับเหยาหมิงฟู่และเหยาเหลียงโดยด่วน

 

สำหรับผู้ที่ยอมสยบสวามิภักดิ์เขาย่อมยินดีต้อนรับ แต่หากใครที่ยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อสองแม่ลูกอนุเจิ้ง และยังเพ้อฝันกลางวันว่าเมื่อนายท่านกลับมาจะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้ ฝูลี่ก็ไม่เสียเวลาพูดจาไร้สาระและสั่งขับไล่ออกไปทันที

คนเหล่านั้นแม้จะโดนไล่ แต่ก็ยังทำท่าทางองอาจ เย้ยหยันหัวเราะเย็นเดินจากไป ในใจกลับมั่นใจนักว่า—ฝูลี่ไม่มีทางอ่านสมุดบัญชีรู้เรื่อง และไม่มีวันเข้าใจระบบการทำงานของกิจการได้ สุดท้ายเขาก็ต้องมืดแปดด้านอย่างแน่นอน

 

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1249 เรื่องราวในอดีตของตระกูลฝู

 

บทที่ 1249 เรื่องราวในอดีตของตระกูลฝู

ตอนนั้นฝูลี่เพิ่งอายุสิบสี่ปีเท่านั้น พลันต้องเผชิญเคราะห์ร้ายใหญ่หลวง อีกทั้งปกติก็วางใจในตัวเจิ้งอี๋เหนียงกับหัวหน้าพ่อบ้านเป็นทุนเดิม ภายใต้การชี้นำทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาเช่นนั้น เขาจะระแวงสงสัยขึ้นมาได้อย่างไร?

ท่านเจ้าสกุลฝูแม้จะมีคนสนิทติดตามและเริ่มเอะใจ แต่ไร้ซึ่งหลักฐาน อีกทั้งเจิ้งอี๋เหนียงยังจับตาฝูลี่ไม่คลาดสายตา ไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัว รอจนทางการตัดสินคดีเสร็จและท่านเจ้าสกุลฝูถูกฝัง ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องสิ้นสุดแล้ว ยังจะมีใครกล้าพูดอะไรอีกเล่า?

เจิ้งอี๋เหนียงกับหัวหน้าพ่อบ้านจึงเริ่มวางหมาก ก้าวทีละขั้น ผลักดันคนของตนขึ้นมา ขจัดบ่าวเก่าผู้ภักดีต่อเจ้าสกุลฝูและฮูหยินเอกสกุลจางออกไปทีละคน จนเมื่อผ่านไปกว่าหนึ่งปี ฝูลี่เริ่มเอะใจ รู้สึกถึงความผิดแปลก ทว่าทั้งจวนฝู แม้กระทั่งพ่อค้าหัวหน้าการงานกับผู้ช่วยงานทั้งหลาย ก็ล้วนถูกเจิ้งอี๋เหนียงซื้อใจไว้หมดสิ้นแล้ว!

ในตอนนั้น ฝูลี่ยังเยาว์วัยนัก ทั้งยังใจร้อนวู่วาม เมื่อเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้วจะอดรั้นได้อย่างไร เขาจึงอาละวาดขนานใหญ่ ถึงขั้นเชิญหัวหน้าตระกูลและเหล่าอาวุโสในตระกูลมาช่วยตัดสิน

แต่เขาหรือจะสู้อนุเจิ้งที่วางแผนลึกซึ้งและเจ้าเล่ห์เพทุบายได้? ตรวจสอบไปตรวจสอบมา เรื่องราวกลับตาลปัตรกลายเป็นข่าวอื้อฉาวว่าฝูลี่ลักลอบเล่นชู้กับ หลิงฮวา อนุภรรยาตัวน้อยของท่านผู้เฒ่าเสียอย่างนั้น!

ฝูลี่ไม่อาจโต้แย้งได้แม้จะมีร้อยปาก มิหนำซ้ำยังถูกอนุเจิ้งใช้คำพูดปั่นหัวจนบันดาลโทสะลงมือกลางที่ประชุม จึงถูกหัวหน้าตระกูลและเหล่าอาวุโสสั่งคนจับกุมตัวไว้

หัวหน้าตระกูลและคนอื่นๆ ตวาดสั่งให้ฝูลี่กล่าวขอขมาและยอมรับผิด แต่ฝูลี่นั้นยังเป็นหนุ่มเลือดร้อน ทั้งยังถูกใส่ร้ายป้ายสี มีหรือจะยอมรับ? หลังโดนโบยไปหนึ่งยก เขาก็ถูกคัดชื่อออกจากผังตระกูล และถูกขับไล่ออกไปโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว!

ฝ่ายอนุเจิ้งกลับบีบน้ำตาแสดงละครฉากใหญ่ว่าอาลัยอาวรณ์และปวดใจยิ่งนัก นางยังแสร้งมอบเงินส่วนตัวและเสื้อผ้าไม่กี่ชุดให้เขา แต่กลับถูกฝูลี่โยนทิ้งลงในร่องน้ำครำต่อหน้าต่อตาโดยไม่ลังเล ทำเอาอนุเจิ้งเสียใจจนร้องไห้ฟูมฟายและสลบไปตรงนั้น หลังจากนั้นนางยังล้มป่วยหนักไปอีกพักใหญ่

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือเป็นคน *"ไม่รู้จักดีชั่ว"

ทว่า สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ อนุเจิ้งที่ดูเหมือนจะปวดใจกับการกระทำของฝูลี่จนร้องไห้สลบไสลและล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียง กลับส่งคนแอบสะกดรอยตามเขาไปตลอด ตั้งแต่ตอนที่เขาออกจากตระกูลฝูและทิ้งเมืองเฉวียนโจวไว้เบื้องหลัง

หนึ่งเดือนต่อมา ฝูลี่เดินทางออกจากเมืองเฉวียนโจวมาไกลหลายร้อยลี้ ณ ป่าละเมาะใกล้กับหมู่บ้านไร้ชื่อแห่งหนึ่ง กลุ่มโจรปล้นชิงวิ่งราวได้รุมสังหารเขาและโยนศพทิ้งลงแม่น้ำ

ฝูลี่ถูกครอบครัวเกษตรกรผู้มีน้ำใจงามแซ่เหยาช่วยชีวิตเอาไว้ แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่เขารักษาตัวจนร่างกายเริ่มฟื้นตัว หมู่บ้านแห่งนั้นกลับถูกโจรภูเขาเข้าปล้นสะดม ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินของชาวบ้านจะถูกกวาดไปจนเกลี้ยง บรรดาชายหนุ่มที่แข็งแรงรวมถึงหญิงสาวและสะใภ้สาวต่างก็ถูกฉุดคร่าขึ้นไปบนเขา เพราะ ซินซานหู่ หัวหน้าค่ายชิงเฟิงต้องการแรงงานไปก่อสร้างค่าย ส่วนพวกสมุนโจรก็ต้องการผู้หญิง

ฝูลี่ผู้โชคร้ายพร้อมกับสองพี่น้องตระกูลเหยา เหยามิงฟู่ และ เหยาเหลียง จึงถูกจับกุมตัวขึ้นเขาไปด้วยกัน

วันหนึ่ง เหยาเหลียงผู้ผอมแห้งแรงน้อยในขณะที่กำลังแบกท่อนซุงอยู่นั้น เกิดลื่นล้มโดยไม่ทันระวัง ท่อนซุงท่อนนั้นกลับบังเอิญหล่นไปกระแทกใส่ผู้คุมเข้าพอดี ผู้คุมบันดาลโทสะ เงื้อแส้ในมือกระหน่ำฟาดใส่เหยาเหลียงอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ในตอนนั้น ฝูลี่กับเหยาเหลียงถูกมอบหมายให้แบกท่อนซุงด้วยกัน เดิมทีเขาก็มีจิตใจที่เย็นชาและสิ้นหวังจนอยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นเหยาเหลียงนอนกอดศีรษะกลิ้งไปมาพร้อมร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เขาก็ไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป จึงพุ่งตัวเข้าไปปกป้องเหยาเหลียง และเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า เขาจะเป็นคนรับโทษแทนเหยาเหลียงเอง

หัวหน้าคุมงานหาได้มองว่าเขากล้าหาญมีน้ำใจไม่ ตรงกันข้ามกลับโกรธขึ้งยิ่งนักต่อความไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้ เขาหัวเราะเย็นหนึ่งเสียงแล้วกล่าวว่า “ดี!” จากนั้นแส้หนังวัวสีดำมันวาวก็ฟาดลงมาใส่ฝูลี่ไม่ยั้ง

ทว่าหลังเผชิญชะตากรรมโหดร้ายเช่นนั้น ความเจ็บปวดทางกายเพียงผิวเผินจะนับว่าเป็นอะไรได้? ยิ่งฝูลี่มีนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมใคร ต่อให้แส้ฟาดจนเลือดซึมขึ้นทั้งแผ่นหลัง บนหน้า และแม้แต่ศีรษะ เขากลับนั่งนิ่งอยู่กับพื้นราวท่อนไม้ ไม่หลบ ไม่ร้อง แม้แต่สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน ดวงตานิ่งสนิทราวกับไร้วิญญาณ

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึง คนงานที่กำลังขนของอยู่ก็เงียบกริบไปหมด หยุดมือพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว แล้วจ้องมองฝูลี่นิ่งงัน

แม้แต่เหยาเหลียงเองก็ยังถูกแววตาและสีหน้าของฝูลี่ทำให้ตกใจจนยืนนิ่ง ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย

โชคชะตาของฝูลี่ดูเหมือนจะยังไม่ถึงคราวดับสูญ วันนั้นบังเอิญเป็นวันที่ซินซานหู่ หัวหน้าโจรแห่งเขาชิงเฟิง ส่งบุตรสาวเพียงคนเดียว “ซินสือซานเหนียง” ขึ้นเขามาตรวจตราด้วยตนเอง เมื่อนางเห็นเหตุการณ์เข้าก็ประหลาดใจยิ่งนัก รีบตวาดสั่งให้หัวหน้าคุมงานหยุดมือ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองฝูลี่หลายครั้งก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าผอมบางปานนี้ กลับกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ ถูกฟาดขนาดนี้แล้วยังไม่ส่งเสียงสักแอะ!”

ฝูลี่หันไปมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ แต่ไม่เอ่ยวาจาสักคำ เขาเป็นคนมีชาติตระกูลสูงส่ง เป็นบุตรหลานขุนนางผู้ดี จะมาใส่ใจโจรภูเขาอย่างซินสือซานเหนียงได้อย่างไร? เขาเพียงเชิดหน้ามองหัวหน้าคุมงาน แล้วกล่าวเสียงเรียบเย็น เจ้าฟาดจบแล้วหรือยัง?”

หัวหน้าคุมงานชะงักไปชั่วครู่ จากนั้น “เพียะ!” ก็สะบัดแส้ลงมาอีกครั้ง พลางด่ากราดว่า ไอ้สารเลวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าลบหลู่คุณหนูของพวกเรา!”

แต่ยังไม่ทันที่คำจะขาดจากปาก เขาผู้หมายปกป้องคุณหนูกลับถูกนางสั่งให้ถอยออกไปเสียเอง

ซินสือซานเหนียงหาได้ใส่ใจไม่ กลับหัวเราะเบา ๆ ออกมา “พู่” แล้วเอ่ยเย้ยว่า ดูท่าทางเจ้าคงอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจล่ะสิ? ไม่พอใจหรือ? ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร แค่นี้เจ้าก็ไม่เข้าใจหรือไร? ไหน ๆ ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเราแล้ว ยังจะมีอะไรให้พูดอีก? ยังไม่รีบไสหัวไปทำงานอีก!”

คำพูดยังไม่ทันจางหาย สีหน้าของฝูลี่ก็พลันเปลี่ยนไป ราวกับถูกฟาดกลางใจ หน้าผากเริ่มผุดเหงื่อเย็น หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกสายฟ้าผ่าจับตัวไว้

ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร” เขา...ถูกเจิ้งอี๋เหนียง(อนุเจ้า)เล่นงานจนพ่ายแพ้ กลายเป็นลูกอกตัญญู ถูกขับไล่ออกจากตระกูลฝู ตอนนี้ก็ถูกโจรจับตัวขึ้นเขา กลายเป็นทาสแรงงาน!

หรือว่านี่...คือชีวิตที่เขา ฝูลี่ ต้องเผชิญไปตลอดงั้นหรือ?

ฝูลี่เงียบงัน สีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยน เขาไม่ตอบคำ ไม่เอื้อนเอ่ยแม้สักคำเดียว เพียงแค่ดึงตัวเหยาเหลียงแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ

ซินสือซานเหนียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพาผู้ติดตามเดินจากไป

แต่แล้ว สาวใช้คนสนิทของนางชื่อ “อิงฮวา” กลับจงใจล้าหลังอยู่สองสามก้าว ก่อนจะยิ้ม ๆ เข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างกับหัวหน้าคุมงานคนนั้น

จากนั้น—จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย สุดท้ายฝูลี่ก็ได้แต่งงานกับซินสือซานเหนียง

ต่อมาเมื่อซินซานหู่สิ้นชีวิต ฝูลี่ก็ขึ้นเป็นหัวหน้าค่ายชิงเฟิงโดยชอบธรรม ร่วมบริหารงานกับรองหัวหน้าค่ายอันดับสอง เผิงอวี้ และอันดับสาม เกาอี้ รวมถึงภรรยาอย่างซินสือซานเหนียง

ทว่า…ในใจของฝูลี่นั้น ไม่เคยคิดจะเป็นโจรภูเขาไปตลอดชีวิต เขาคือบุตรชายคนโตสายตรงที่เกิดจากภรรยาเอกของตระกูลฝู ที่นายท่านผู้เฒ่าฝูเคยอบรมเลี้ยงดูเขาให้เป็นว่าที่ผู้นำในอนาคต เรียนรู้ทั้งวรรณศิลป์ตำรับตำรา และแตกฉานในทางการค้าไม่น้อยเลยทีเดียว

ภายใต้การวางแผนจัดการของฝูลี่ ค่ายชิงเฟิงก็เริ่มส่งคนลงเขา ปลอมชื่อปลอมแซ่ไปค้าขายสร้างรายได้ และผลลัพธ์ก็นับว่าดีเกินคาด ทรัพย์สินหลั่งไหล อิทธิพลเพิ่มพูน พวกพ้องพี่น้องในค่ายต่างเคารพนับถือเขาจากใจจริง

ต่อมา เขาพาลุงสาม..เกาอี้ นำพาสมุนกลุ่มหนึ่งออกทะเล เสี่ยงชีวิตไปโจมตีกลุ่มโจรสลัดที่สุมหัวอยู่ห่างจากท่าเรือเฉวียนโจวราวสามสิบลี้ทางทะเล พวกเขาไม่เพียงกวาดเอาทองคำเงินตรามหาศาลมาได้ หากยังยึดเรือได้ถึงแปดลำ ทั้งเล็กรวมใหญ่!

นับแต่นั้นมา ค่ายโจรแห่งนี้ก็เริ่มต้นเข้าสู่วงการค้าขายทางทะเล

ในเวลาเดียวกัน… ตระกูลฝูก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นโลกของเจิ้งอี๋เหนียงและบุตรชายของนางโดยสมบูรณ์

บุตรชายในไส้ของเจิ้งอี๋เหนียง “ฝูเจียเยว่” ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลฝู ใช้เงินก้อนโตซื้อตำแหน่ง ซื้อเสียงจากหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสจนได้รับการอนุมัติให้เจิ้งอี๋เหนียงขึ้นเป็นฮูหยินเอกอย่างเป็นทางการ

เจิ้งอี๋เหนียง จากอนุภรรยาที่ต่ำต้อย บัดนี้กลับกลายเป็น “ฮูหยินเฒ่าประจำตระกูลฝู” อย่างสมบูรณ์แล้ว!

ส่วนหัวหน้าพ่อบ้านคนนั้น เพราะโลภมากเกินไป ถึงกับหมายจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังควบคุมตระกูลฝู สุดท้ายกลับถูกเจิ้งอี๋เหนียงกับฝูเจียเยว่ร่วมมือกันใส่ร้ายจนถึงแก่ความตาย ทั้งยังลากเอาทั้งครอบครัวของเขาถูกขับไล่ออกนอกเมืองเฉวียนโจวไปไกลลิบ

ส่วนบุตรชายอีกสองคนของนายท่านผู้เฒ่าฝูที่เกิดจากบรรดาอนุภรรยา ก็ถูกเจิ้งอี๋เหนียงกับฝูเจียเยว่เลี้ยงดูจนเสียคน กลายเป็นคุณชายเหลวไหลไม่เอาถ่าน วัน ๆ เอาแต่เสเพลไม่รู้จักความลำบาก

 

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1248 ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝู? หรือเจิ้งอี๋เหนียง?

 

บทที่ 1248  ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝู? หรือเจิ้งอี๋เหนียง?

เจ้าคือใครกันแน่?”

ความหวาดกลัวที่เพิ่งแล่นวาบดั่งคลื่นซัดหายวับไปในพริบตา ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูพลันกลับคืนสู่อิทธิพลและบารมีในฐานะผู้ใหญ่ของตระกูลใหญ่ ดวงตาเรียวสามเหลี่ยมจับจ้องชายวัยกลางคนอย่างเย็นชา มุมปากที่เหี่ยวย่นยกยิ้มเย้ยหยัน กล้าดีนี่! ถึงกับบุกเข้าจวนตระกูลฝูของเราแล้วคิดจะก่อเรื่อง!”

ชายวัยกลางคนสีหน้าเรียบเฉย มองนางด้วยแววตาว่างเปล่า ฟังคำตวาดใส่อย่างไม่สะทกสะท้าน จู่ ๆ ก็แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังลั่น ฟ้าคำรามยังต้องหลบ!

หัวเราะเยาะเย้ยถึงเพียงนี้! ท่าทีโอหังไร้ยางอายถึงเพียงนั้น!

ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูถึงกับชะงักไปเล็กน้อย จากความสับสนกลายเป็นความโกรธที่พวยพุ่งยิ่งกว่าเดิม ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดกล้าทำตัวลามปามต่อหน้านางถึงเพียงนี้มาก่อน!

ชั่วขณะนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูรู้สึกทั้งอับอายและโกรธจัด ใบหน้าถมึงทึงดั่งน้ำแข็งขั้วโลก ศักดิ์ศรีและอำนาจที่นางยึดถือมาตลอดกำลังถูกเหยียบย่ำอย่างไม่ไว้หน้า!

ในอกของนางพลันเดือดพล่าน แค้นใจนัก: หากลูกชายกับหลานข้าอยู่ที่นี่ อยากรู้เหลือเกินว่าเจ้าจะยังกล้ากร่างได้ถึงเพียงนี้หรือไม่!

นางนึกเคืองอยู่ในใจ คิดพลางฮึดในใจว่า “รอดูต่อไปเถอะ!” ยามนี้จะทำอะไรก็คงเปล่าประโยชน์ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเพียงยิ้มเย็น ปิดปากเงียบไม่เอ่ยคำ

ชายวัยกลางคนเมื่อหัวเราะจนพอใจ สีหน้ากลับเคร่งขรึมลงทันที ดวงตาเยียบเย็นยิ่งขึ้นไปอีก เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนเอ่ยเนิบช้า เจิ้งอี๋เหนียง(อนุเจิ้ง)… ไม่พบกันเสียนานนะ”

ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูพลันซีดเผือด ราวกับไม่มีโลหิตหล่อเลี้ยง เหลือเพียงความขาวซีดดั่งกระดาษ ดวงตาเรียวสามเหลี่ยมเบิกกว้างจนแทบถลน ลูกตาขาวมีมากกว่าดำ จ้องชายวัยกลางคนแน่นิ่ง ริมฝีปากสั่นระริก—ไม่รู้ว่าเพราะโกรธจัดหรือช็อกเสียจนพูดไม่ออก ลมหายใจของนางเริ่มหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ ทว่ากลับเอ่ยอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว!

หนานหมอมอที่ก่อนหน้านี้ทรุดอยู่บนพื้น ได้ยันตัวลุกขึ้นมายืนข้างฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างของนางก็สั่นสะท้าน สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที เผลอร้อง “อ๊ะ…” ออกมาเบา ๆ อย่างตกตะลึง!

ชายวัยกลางคนยืดกายขึ้นตรง กลิ่นอายคุกคามพลันพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน เขากดสายตามองต่ำเหยียดหยามฮูหยินเฒ่าตระกูลฝูที่ดูตัวเล็กลีบลงเรื่อยๆ บนตั่งเตียง ก่อนจะแค่นหัวเราะอย่างดูแคลนว่า “ฮูหยินเฒ่าอย่างนั้นรึ? อย่างเจ้า... คู่ควรด้วยอย่างนั้นหรือ!”

น้ำเสียงนั้นเป็นการกัดฟันพูด แฝงไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังอย่างหาที่เปรียบมิได้

ลำคอของฮูหยินเฒ่าตระกูลฝูส่งเสียงกุกกักในลำคอ สายตาและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นนี้ ในที่สุดก็แวบเข้ามาในสมองจนทำให้นางนึกออก นางหัวเราะเสียงแหลมต่ำ พลางค่อยๆ นั่งตัวตรงเพื่อพยายามรักษาท่าทางให้ดูสูงส่งและสง่างาม แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาว่า “ที่แท้ก็คือเจ้าลูกอกตัญญูนี่เอง เจ้ายังไม่ตายอีกรึ!”

ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะเยาะ ข้าจะตายได้อย่างไร? ไม่เพียงข้ายังมีชีวิตอยู่—แต่ข้ายังกลับมาแล้ว!”

ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูหัวเราะลั่น รอยยิ้มแฝงด้วยความเคียดแค้น กลับมาก็ดี! กลับมาก็ดีมาก! ได้เก็บเศษชีวิตรอดมาก็ถือว่าเคราะห์ดีของเจ้าแล้ว ในเมื่อยังกล้ากลับมาให้ข้าจัดการ ก็ดี! ข้าจะสนองให้ตามต้องการ!”

แม้ชายผู้นั้นจะมีความแค้นฝังแน่นในอก แต่เมื่อได้ยินคำนี้กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาเพียงหัวเราะเย็น แววตาเหยียดหยาม เอ่ยเนิบช้า เจ้าถึงตอนนี้ยังไม่เข้าใจอีกหรือ? ความฝันบ้า ๆ ที่เจ้าเสพติดมากว่ายี่สิบปี—ถึงเวลา ‘ตื่น’ ได้แล้ว! ข้ากลับมาแน่ และใช่—จะต้องมีคนตาย แต่ไม่ใช่ข้า คนที่ต้องตาย...คือเจ้า และลูกชายต่ำตมของเจ้า! เพราะข้า—ฝูลี่ต่างหาก… คือผู้สืบทอดที่ชอบธรรมของตระกูลฝูแต่เพียงผู้เดียว!”

เพ้อเจ้อ! พูดจาเหลวไหล!” ทันใดนั้น สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูก็แปรเปลี่ยนเป็นดุดันน่ากลัว ดวงตารูปสามเหลี่ยมฉายแววอำมหิตพุ่งปราดใส่ฝูลี่ นางตะคอกเสียงกร้าว แกไม่มีวันเป็นคนของตระกูลฝูอีกต่อไปแล้ว! แกคือลูกอกตัญญูที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลไปนานแล้ว! แกไม่มีสิทธิ์เหยียบเข้าจวนนี้ ไม่มีคุณสมบัติจะมาเป็นหัวหน้าตระกูลฝู! ถ้ายังรู้ตัว ก็รีบไสหัวไปซะ! ข้ายังพอมีเมตตาไว้ให้เจ้าได้รอดตาย ไม่อย่างนั้น อย่าโทษข้าที่ลงมือไร้ความปรานี!”

ฝูลี่ยักคิ้ว เยาะเย้ยอย่างสิ้นเชิง เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?” เขากล่าวช้า ๆ แต่ทุกคำล้วนแหลมคม ทั้งจวนฝูตอนนี้อยู่ในกำมือของข้าทั้งหมดแล้ว! ลูกชายกับหลานสุดที่รักของเจ้าก็ยังหลงระเริงชมโคมดอกไม้และดอกไม้ไฟอยู่ที่เมืองหนานไห่ เจ้าคิดว่าพวกเขาจะกลับมาได้อีกหรือ?”

สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูพลันซีดเผือดอย่างรุนแรง คราวนี้นางไม่อาจสงบใจไว้ได้อีกต่อไป นางลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ จ้องฝูลี่เขม็ง ริมฝีปากสั่น เจ้า... เจ้าไปทำอะไรกับพวกเขา! เจ้าทำอะไรกับพวกเขา!”

หัวใจของฝูลี่พลันปั่นป่วนรุนแรง ความแค้นใหม่ผสมกับความเจ็บแค้นเก่า บาดแผลในอดีต ความทุกข์ทรมานที่สั่งสมมานับสิบปี และความโกรธเกรี้ยวเมื่อคิดถึงความอยุติธรรมในอดีต—ถาโถมขึ้นมาทั้งหมดในคราเดียว

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฝูลี่กระตุกอย่างรุนแรงสองครั้ง เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า เย็นเฉียบราวน้ำแข็ง ถามว่าข้าทำอะไรไป? ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง! สิ่งที่เจ้าเคยทำกับข้าในอดีต—ข้าจะตอบแทนคืนเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า! วางใจเถอะ... พวกเจ้าทั้งหมด ไม่มีใครหนีรอดไปได้สักคน!”

ใจของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูพลันกระตุกแน่น หายใจติดขัด เสียงหายใจกลายเป็นเสียงฮืดฮาดเหมือนคนปั๊มลม นางเอ่ยเสียงสั่น เจ้าลูกอกตัญญู... ข้าช่างโง่เขลานัก ที่วันนั้นใจอ่อนปล่อยเจ้าไว้... ข้าไม่น่าเลย—”

ยังไม่ทันสิ้นคำ วัตถุบางอย่างก็พุ่งตรงเข้ากระแทกนางอย่างแรง! เสียง “ตุบ!” ดังสนั่น ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฝูร้องครางในลำคอหนึ่งที เจ็บจนไม่อาจพูดต่อได้อีก…

หนานหมอมอร้องอุทานเบา ๆ ด้วยความตกใจ ยื่นมือออกไปหมายจะประคองฮูหยินผู้เฒ่าที่บาดเจ็บ ทว่ามือที่ยื่นออกไปนั้นกลับหยุดค้างกลางอากาศ ลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ปล่อยแขนลงเงียบ ๆ โดยไม่ขยับเข้าไปอีก

ฝูลี่เลิกคิ้ว ดวงตาเยียบเย็นฉายแววดูแคลน เขากล่าวเสียงเย็น เจ้าบอกว่า... ใจอ่อน? ปล่อยข้าไป?” หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน ฮ่า ๆ ๆ เจิ้งอี๋เหนียง เจ้าช่างเป็นสตรีใจบุญกินเจสวดมนต์เสียจริง! ว่าแต่... สิ่งที่เจ้าทำไว้ในอดีต—เจ้าเองก็รู้ดีที่สุดมิใช่หรือ? จะมาเสแสร้งต่อหน้าข้าให้คนเขาหัวเราะจนฟันหลุดทำไมกัน!”

ความจริงแล้ว ฝูลี่เดิมทีมีชื่อว่าฝูเจียเฉวียน เป็นบุตรชายคนโตโดยชอบธรรมของตระกูลฝู ในสายตาทุกคนในตอนนั้น เขาคือทายาทผู้เหมาะสมที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าบ้าน

น่าเสียดาย—เมื่อเขาอายุได้สิบสองปี มารดาโดยชอบธรรมของเขาก็จากไป บิดาผู้เป็นหัวหน้าตระกูลมัวแต่ยุ่งกับงานในบ้าน อีกทั้งยังหวั่นเกรงว่าหากแต่งภรรยาใหม่ที่ไม่ดีเข้ามา จะทำให้บุตรชายต้องได้รับความขื่นขม การแต่งงานใหม่ของบิดาจึงถูกเลื่อนเรื่อยมา

ใครจะคาดคิดว่าเจิ้งอี๋เหนียง(อนุเจิ้ง) หญิงคนสนิทในเรือน กลับเป็นผู้มากด้วยเล่ห์กล ฉวยโอกาสในช่วงเวลานั้นแสดงความอ่อนโยน วางท่าภรรยาผู้แสนดี ทั้งต่อนายท่านผู้เฒ่าฝู…และแม้กระทั่งต่อฝูลี่เอง!

ครั้งหนึ่ง ครอบครัวตระกูลฝูพากันไปพักร้อนที่จวนชนบทนอกเมือง ระหว่างนั้น ฝูลี่กับน้องชายทั้งหลายออกไปเล่นกันในหุบเขา แต่เขากลับพลาดท่าถูกงูพิษกัดจนหมดสติ ล้มแน่นิ่งอยู่ในที่เปลี่ยวไร้ผู้คน ผู้ที่พบเขาเป็นคนแรก… ก็คือเจิ้งอี๋เหนียง นางมิได้ลังเลแม้แต่น้อย รีบใช้ปากดูดพิษจากแผลที่ขาของเขา จากนั้นก็แบกร่างเขาบ่าเปะปะเดินออกจากหุบเขาอย่างยากลำบาก

ภายหลังหมอยืนยันว่า โชคยังดีที่พิษถูกดูดออกได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้น ไม่เพียงฝูลี่จะเอาชีวิตไม่รอด แม้หากรอดมาได้ ขาก็คงพิการไปตลอดชีวิต!

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทั้งนายท่านผู้เฒ่าฝูและฝูลี่ซาบซึ้งอย่างมาก ทว่าที่น่าประหลาดยิ่งกว่า—เจิ้งอี๋เหนียงกลับมิได้แสดงท่าทีโอ้อวดใด ๆ ในทางกลับกัน การดูดพิษออกทำให้ปอดของนางบาดเจ็บ จนเกิดอาการไอเรื้อรังที่ไม่มีวันรักษาหาย ความเสียสละเช่นนี้ทำให้นายท่านผู้เฒ่าฝูรู้สึกผิดและซาบซึ้งอย่างลึกซึ้ง

หลังจากนั้น นายท่านผู้เฒ่าฝูก็เฝ้าสังเกตอยู่นาน ในที่สุดก็มั่นใจว่า—เจิ้งอี๋เหนียงจริงใจต่อบุตรชายโดยชอบธรรมของเขา มิได้เสแสร้งแกล้งทำ เมื่อถึงตอนนั้น เขาจึงเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง—ว่าอาจจะยกฐานะนางขึ้นมาเป็นภรรยาเอกของตระกูล…

แต่ใครจะคาดคิดว่า—ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง นายท่านผู้เฒ่าฝูกลับเผลอไปพบเห็นกับตาตนเอง ว่าเจิ้งอี๋เหนียงมีสัมพันธ์ลับกับหัวหน้าพ่อบ้านประจำตระกูล!

นายท่านผู้เฒ่าฝูโกรธจนแทบคลั่ง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ลงมือทำอะไร
กลับถูกเจิ้งอี๋เหนียงกับหัวหน้าพ่อบ้าน—ที่ตื่นตระหนกจนขาดสติ—ลงมือฆ่าเสียทันที!

เมื่อนายท่านผู้เฒ่าฝูสิ้นใจไปตรงหน้า ทั้งสองคนต่างตกตะลึงจนมือเท้าเย็นเฉียบ ทว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจหวนคืน—เส้นทางสายกลับไม่มีอีกต่อไป

โชคยังเข้าข้างพวกเขาอยู่บ้าง ในเวลานั้น เรือนฝ่ายในอยู่ภายใต้การควบคุมของเจิ้งอี๋เหนียงโดยสิ้นเชิง ส่วนหัวหน้าพ่อบ้านก็มีอำนาจในจวนสูงลิบ ทั้งสองจึงรอจนฟ้ามืด ก่อนจะลอบนำศพของนายท่านผู้เฒ่าฝูออกจากเรือน พาไปซ่อนไว้ยังเรือนรองแห่งหนึ่ง แล้วจัดฉากให้เหมือนเหตุการณ์โจรปล้น—ที่เผลอลงมือฆ่าโดยไม่ตั้งใจ…

 

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1247 เรื่องประหลาดในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู

 

    บทที่ 1247 เรื่องประหลาดในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู

ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนหนึ่ง เมืองหนานไห่ครึกครื้นทั่วทั้งนคร ขุนนางและราษฎรรื่นเริงร่วมกัน ดื่มด่ำอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความสุข

โคมดอกไม้ตามท้องถนนสุกสกาว รูปทรงหลากหลายมีชีวิตชีวา ความคิดวิลิศมาหลาและฝีมือประณีตชวนให้คนชมทึ่งไม่วางตาไม่อยากจากไป ครั้นดอกไม้ไฟอันเจิดจ้าบานสะพรั่งหลากสีบนฟากฟ้ายามราตรี บรรยากาศก็ถึงจุดสุดยอด ปลุกเสียงโห่ร้องเป็นระลอกจากฝูงชนที่เบียดเสียดแน่นขนัด

ภายในหอหลีฮวา บรรยากาศก็ชื่นบานเช่นกัน…

ทั้งหมดนี้ล้วนประกาศชัดว่ามณฑลหนานไห่เป็นดินแดนที่ขุนนางกับราษฎรอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

ทว่าไกลออกไปยังเฉวียนโจว ภายในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู กำลังเปิดฉากละครชิงอำนาจ ซึ่งภายหลังย่อมทำให้ทุกคนตะลึงงัน!

ในฐานะที่ตระกูลฝูเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ และเป็นตระกูลใหญ่แห่งเฉวียนโจวที่แทบผูกขาดการขนส่งทางทะเล ย่อมอยู่ในรายนามผู้ได้รับเชิญร่วมงานเลี้ยงโคมหยวนเซียวครั้งนี้ด้วย

ขึ้นสิบสามค่ำเดือนหนึ่ง ผู้นำตระกูลฝู ฝูเจียเย่ พาภรรยาสกุลถัง บุตรชายเพียงคนเดียว ฝูเว่ย และหลิวซื่อผู้เป็นสะใภ้ เดินทางไปยังเมืองหนานไห่พร้อมกัน

ครานี้บรรดาบุคคลมีหน้ามีตาทั่วทั้งมณฑลหนานไห่แทบล้วนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นเวทีของผู้ชำนาญคบค้าสมาคม ท่านเจ้าบ้านฝูจึงพาภรรยา บุตรชาย และสะใภ้มาด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ผูกไมตรีเพิ่มพูน

ตระกูลฝูมีคนในสกุลน้อย จึงยิ่งให้ความสำคัญกับการคบหา ท่านเจ้าบ้านฝูในอดีตเพราะเหตุบางประการจึงได้ช่วงชิงอำนาจคุมตระกูลมา น้องชายต่างมารดาสองคนถูกเขาเลี้ยงจนเสียคน กลายเป็นคุณชายรุ่นสองที่เอาแต่กินดื่มเริงสำราญ ญาติสกุลฝูที่เขาพอไว้ใจได้จึงมีน้อยจนน่าเวทนา

พอคนทั้งสี่—คู่สามีภรรยาทั้งพ่อและลูกออกจากคฤหาสน์ไป คฤหาสน์สกุลฝูก็เหลือเพียงฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเป็นนายเพียงคนเดียว

คืนเทศกาลหยวนเซียว ด้วยในคฤหาสน์มีฮูหยินผู้เฒ่าเพียงคนเดียว ที่นั่นจึงไม่มีความครึกครื้น ครั้นย่ำค่ำบรรยากาศก็เงียบเหงากันไปถ้วนหน้า

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูทานมื้อเย็นเสร็จ สนทนาเรื่องหยิบย่อยกับหมอมอเฒ่าสองคนอยู่ในห้อง ไม่นานก็รู้สึกง่วง

กำลังจะสั่งให้เตรียมน้ำร้อนล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน มิคาดว่า สาวใช้ที่ไปเร่งต้มน้ำกลับหายไปพักใหญ่ก็ยังไม่กลับมา

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูอดขุ่นเคืองไม่ได้ คิ้วขมวดแค่นเสียง “ฮึ” ออกมาคำหนึ่ง

หมอมอทั้งสองสบตากัน หมอมอเฒ่าแซ่หลินจึงฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า: “นังหนูชิวหงคนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป ไม่ใช่เพิ่งจะเคยรับใช้ปรนนิบัติท่านต่อหน้าฮูหยินเฒ่าเป็นวันแรกเสียหน่อย เหตุใดถึงได้ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้? เดี๋ยวบ่าวชราจะไปดูเสียหน่อยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่! “

สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูค่อยคลายลงเล็กน้อย แต่ยังแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่ใส่ใจว่า อยู่ในบ้านตัวเอง จะมีเรื่องอะไรได้?”

กระนั้นก็ยังโบกมือไล่ “ไปเถอะ!”

หมอมอเฒ่าแซ่หลินยิ้มประจบ ค้อมตัวรับคำ “เจ้าค่ะ” แล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม

ทว่าใครจะรู้ หลังจากนางไปแล้วก็หายเงียบไปนานสองนานเช่นกัน ราวกับ**วัวดินจมลงสู่ทะเล* **ไร้ซึ่งวี่แววและข่าวคราวใดๆ

สีหน้าของฮูหยินเฒ่าผู้เป็นประมุขพลันย่ำแย่ถึงขีดสุด "เพล้ง!" เสียงถ้วยน้ำชาในมือถูกทุ่มลงพื้นอย่างแรงจนแตกละเอียด นางแผดเสียงด่าทอด้วยความโกรธแค้นว่า "คนหนึ่งก็แล้ว สองคนก็แล้ว วันนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด? เห็นว่านายท่านกับคุณชายไม่อยู่ เลยรวมหัวกันรังแกคนแก่อย่างข้าใช่ไหม!"

ทำเอาหนานหมอมออีกคนและสาวใช้ตัวน้อยอีกสองคนตกใจจนรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที

"ฮูหยินเฒ่าโปรดระงับโทสะ โปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ คาดว่าคงจะเป็น—" หนานหมอมอเอ่ยขออภัยโทษ แต่กระทั่งตนเองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลใดมาอธิบายดี!

เพราะอย่างไรเสีย หลินหมอมอก็ไม่เหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ นางรับใช้ปรนนิบัติอยู่ต่อหน้าฮูหยินเฒ่ามานานหลายสิบปีพร้อมๆ กับตน ไม่มีทางที่จะขี้เกียจจนทำงานบกพร่องอย่างแน่นอนหนานหมอมอจึงได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อน “ไม่รู้ว่าพี่หลินเป็นอะไรเหมือนกันเจ้าค่ะ หรือจะให้บ่าวชราไปดูอีกคนดีเจ้าคะ?”

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกลับขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายตีขึ้นในอกโดยไร้เหตุผล—นางไม่มีวันยอมรับหรอกว่านั่นคือความกลัว

วันนี้ในคฤหาสน์ไม่มีเรื่องอะไรใช่หรือไม่?” นางเอ่ยถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หนานหมอมอชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบส่ายหน้าพร้อมยิ้มกว้าง ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เทศกาลเช่นนี้จะมีเรื่องอะไรได้เล่า ฮูหยินผู้เฒ่าวางใจเถอะเจ้าค่ะ!”

เมื่อได้ยินหนานหมอมอยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใจของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูก็สงบลงเล็กน้อย แต่แล้วสายตากลับหันไปจ้องเขม็งที่สาวใช้น้อยสองคน

พวกเจ้าไปดูที่ครัว ไปดูให้รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น! ดูเสร็จรีบกลับมารายงาน! หากชักช้าแม้แต่นิด พรุ่งนี้จะเฆี่ยนพวเจ้าจนตาย! ไปเดี๋ยวนี้!”

สาวใช้น้อยทั้งสองหน้าซีดเผือด รีบตอบรับเสียงสั่น แล้วลุกจากพื้นวิ่งออกไปอย่างตื่นตระหนก

รินชาร้อนให้ข้าสักถ้วย” ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปสั่งหนานหมอมอ

ในห้องตอนนี้เหลือเพียงนางกับหนานหมอมอสองคน บรรยากาศพลันดูว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด แสงโคมที่เคยสว่างไสวกลับคล้ายอ่อนแสงลง ลมยามค่ำพัดผ่านมาแผ่วเบาแต่ส่งเสียงครางวู้วคล้ายเสียงสะอื้น เหมือนมีเงาลาง ๆ ของวิญญาณที่ซ่อนตัวเฝ้าจ้องอยู่ในมุมมืด รอจังหวะโถมเข้ามาคร่าชีวิตอย่างไรอย่างนั้น ทำให้จิตใจคนหนาวสะท้านโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกไม่สบายใจ หวาดระแวง เสียวสันหลังเริ่มทวีขึ้นทุกขณะ ตัวฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเองก็กำลังใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ที่เอ่ยขอน้ำชาไปก็เพื่อแสร้งทำเป็นสงบนิ่งเท่านั้นเอง

หนานหมอมอเองก็พลอยรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะไม่หนักหนาเท่าฮูหยินผู้เฒ่า แต่ในใจกลับกระสับกระส่ายไม่เป็นสุข ขณะยกน้ำชามาถวายมือยังสั่นเผลอทำน้ำชาร้อน ๆ หกใส่หลังมือของฮูหยินผู้เฒ่าเข้า

โอ้ย!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูร้องออกมาด้วยความเจ็บ รีบสะบัดแขนเสื้อปัดอย่างแรง ถ้วยชาถูกปัดกระเด็นตกกระแทกพื้นแตกกระจาย หนานหมอมอตกใจแทบสิ้นสติ รีบคุกเข่าลงขอรับโทษทันที

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับโกรธจัด ตบที่วางแขนของเก้าอี้พลางตะโกนลั่น คนอยู่ไหนกัน! ใครก็ได้! มานี่!”

นางตะโกนเรียกติดกันห้าหกครั้ง แต่กลับไร้แม้เสียงตอบรับสักแอะ!

ราวกับว่าทั้งคฤหาสน์เหลือเพียงนางกับหนานหมอมอสองคนเท่านั้น

ประหนึ่งว่าคฤหาสน์ใหญ่อันโอ่อ่าของตระกูลฝู บัดนี้ได้กลายเป็นบึงน้ำตายที่ไร้ชีวิตไปแล้ว…

แม้จะเชื่องช้าเพียงใด แต่ถึงตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกับหนานหมอมอก็รู้แน่ชัดแล้ว—ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่พวกนางไม่รู้!

หนานหมอมอทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านเพราะความหวาดกลัวจนควบคุมไม่ได้ เสียงฟันกระทบกันดังกรอด ๆ

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเองก็รู้สึกได้ว่าลมเย็นเฉียบกำลังไล่ขึ้นตามแนวสันหลัง ทว่าอย่างไรเสีย นางก็เป็นผู้หญิงที่ผ่านโลกมานาน ใจเด็ดไม่ใช่น้อย จึงหัวเราะเย็นเยียบก่อนตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

ใครกันซ่อนตัวลอบทำชั่วอยู่ในเงามืด? ออกมาเดี๋ยวนี้! รู้ไหมว่าที่นี่คือที่ใด? นี่คือคฤหาสน์ตระกูลฝู! ไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาทำอุกอาจได้ตามใจ! ถ้ายังไม่ออกมา—พอสามีหลานชายข้ากลับมา เจ้าทั้งหลายจะไม่มีทางได้ตายดี!”

ทันใดนั้น นอกประตูก็มีเสียงหัวเราะก้องกังวานของบุรุษวัยกลางคนดังขึ้น แรง กล้า ทุ้มลึก

แต่ในเสียงหัวเราะนั้นกลับมีความเศร้าหมองแผ่ซ่านมากกว่าอารมณ์สะใจจนชวนขนลุกซู่!

หนานหมอมอหน้ามืดวูบ แทบสิ้นสติล้มลงสิ้นใจตรงนั้น!

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกำมือแน่น ก่อนตะโกนกร้าว ออกมา! ข้าสั่งให้ออกมาเดี๋ยวนี้!”

สิ้นเสียงตวาด เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นราวภูตผี—สูงใหญ่สง่างาม เอวสอบไหล่กว้าง สวมชุดยาวสีคร่ำ ดวงหน้าคมคาย จมูกโด่ง ปากบางเม้มแน่น คางมีเคราสั้นราวสามสี่นิ้ว

ดวงตาเรียวยาวเป็นประกายจ้า เพียงกะพริบหนึ่งก็สะท้อนแววเฉียบคมจนแทงทะลุหัวใจคน

ชายผู้นั้นยืนหันหลังให้แสงโคม ใบหน้าเขาถูกเงามืดบดบัง ทำให้มองเห็นไม่ชัดนัก

แต่กลับให้ความรู้สึกประหลาด—ทั้งที่ok’ไม่เคยรู้จักชายคนนี้มาก่อน กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูแอบรู้สึกแปลกใจ แต่กลับรู้สึกใจเย็นลง—ยังไงเสีย เขาก็เป็น “คน” มิใช่ผี!

ตราบใดที่ยังเป็นคน แล้วนางจะกลัวอะไร?

ตระกูลฝูในเฉวียนโจวคือหนึ่งในผู้มีอำนาจสูงสุด! จะมีใครกล้าทำอุกอาจถึงเพียงนี้กันเล่า?