วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1417 ท่านหญิงผู้ผิดปกติ

 

บทที่ 1417 ท่านหญิงผู้ผิดปกติ

"โถ่... จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร หากเป็นอย่างที่พวกท่านว่า ข้ามิกลายเป็นนางปีศาจพันปีไปแล้วหรือ!" คำหยอกล้อของพระชายาจิ้งหนานเรียกเสียงหัวเราะครืนจากทุกคน

เมื่อเข้ามาถึงห้องโถง ต่างฝ่ายต่างนั่งลงตามลำดับอาวุโส พระชายาจึงกวักมือเรียกโจวเชี่ยนให้เข้ามาทำความเคารพเหล่าฮูหยิน

ทว่าโจวเชี่ยนมีฐานะเป็นถึงท่านหญิง มีหรือที่คนเหล่านั้นจะกล้ารับการคารวะ ต่างรีบลุกขึ้นลี้ตัวหลบฉากพลางโบกไม้โบกมือละล่ำละลักว่า "มิกล้ารับเจ้าค่ะ" กันถ้วนหน้า

หากมิใช่เพราะพระชายาสั่งไว้ มีหรือที่คนอย่างโจวเชี่ยนจะยอมก้มหัวให้คนเหล่านี้ แต่เมื่อเห็นทุกคนแสดงท่าทีนอบน้อมยำเกรงและลนลานหลบเลี่ยงไม่กล้ารับไหว้ นางกลับรู้สึกสนุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงจึงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนละมุนละไม แย้มยิ้มพิมพ์ใจจนทุกคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย

เหลียนฟางโจวตั้งท่าจะหลบฉากเช่นกัน แต่โจวเชี่ยนกลับเรียกนางไว้เสียก่อน อีกฝ่ายเงยหน้าสบตาด้วยแววตาอ้อนวอนอย่างจริงใจ "ฮูหยินหลี่อย่าได้เกรงใจเลย คนอื่นไม่รับไหว้ข้าก็พอจะทำใจกล้าหน้าทนข้ามไปได้ แต่ท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ในใจอเจี่ยนยังมีเหตุผลอื่นอยู่นะเจ้าคะ!"

เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบ "ท่านหญิงกล่าวเช่นนี้... ทำเอาข้าสับสนไปหมดแล้วเจ้าค่ะ"

"ไม่สับสนหรอก!" โจวเชี่ยนแย้มยิ้ม "หากข้าพูดออกไป ท่านย่อมเข้าใจทันที! เมื่อก่อนข้ายยังเยาว์นัก มิตระหนักความหนักเบา ทั้งยังถูกผู้อื่นยั่วยุจนใช้อารมณ์วู่วามสร้างความลำบากใจให้ฮูหยินหลี่ มานึกดูตอนนี้ช่างโง่เขลานัก สมควรแล้วที่ถูกสั่งสอน! ตั้งแต่นั้นมาข้าก็มิกล้าเหลวไหลอีก ข้าอยากจะขอโทษท่านมานานแล้ว ติดที่ไม่มีโอกาสได้พบหน้า ในเมื่อวันนี้ได้เจอท่านแล้ว โปรดรับการคารวะจากอาเชี่ยนด้วยเถิด เรื่องราวในหนหลัง... เป็นอาเชี่ยนที่ทำผิดไปเองเจ้าค่ะ!"

"เชี่ยนเอ๋อร์พูดถูกแล้ว" พระชายาจิ้งหนานพยักหน้าเสริมด้วยรอยยิ้ม "ฮูหยินหลี่ เรื่องในครานั้นข้าเองก็ได้ยินมาบ้าง นังหนูนี่ถูกข้ากับท่านพ่อของนางตามใจจนเสียคน ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจนหาเรื่องใส่ตัว! หลังจากนั้นข้าเลยสั่งสอนเสียชุดใหญ่ถึงได้ดีขึ้นมาบ้าง พูดไปแล้วข้าต้องขอบคุณฮูหยินหลี่ด้วยซ้ำ ดังนั้นการคารวะนี้ ท่านต้องรับไว้!"

"พระชายาและท่านหญิงโปรดอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเพคะ!" เหลียนฟางโจวยังคงไม่เข้าใจเจตนาที่สองแม่ลูกขุดคุยเรื่องเก่าที่เมืองหลวงขึ้นมาพูด นางรีบเข้าไปประคองมือโจวเชี่ยนไว้ สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีอาการขัดขืนเล็กน้อยตามสัญชาตญาณก่อนจะแสร้งทำเป็นว่าง่ายให้พยุงแต่โดยดี เหลียนฟางโจวจึงยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้น "จะว่าไปข้าเองก็มีส่วนผิดไม่น้อย หากท่านหญิงไม่รื้อฟื้น ข้าก็แทบจะลืมไปสิ้นแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะขอรับน้ำใจไว้ก็แล้วกัน เรื่องนั้น... ก็ให้มันพ้นผ่านไปดั่งลมพัดเถิดเจ้าค่ะ ท่านหญิงเป็นคนร่าเริงแถมยังรูปโฉมงดงาม ข้าเองก็ปรารถนาจะผูกมิตรกับท่านหญิงเช่นกัน!"

"จริงหรือ! เยี่ยมไปเลย!" โจวเชี่ยนอุทานอย่างยินดี "ฮูหยินหลี่ยังเยาว์นักแต่กลับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงขจรขจายในน่านน้ำใต้ ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวราวปาฏิหาริย์ของท่าน ข้าก็เลื่อมใสยิ่งนัก! หากได้เป็นสหายกับท่านและได้ติดตามร่ำเรียนวิชาสักเล็กน้อย คงถือเป็นวาสนาของข้าแท้ ๆ!"

เหล่าฮูหยินคนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะร่วน "นั่นสิเพคะ ฮูหยินหลี่คือยอดสตรีอันดับหนึ่งแห่งหนานไห่ แม้แต่บุรุษยังต้องชิดซ้าย ท่านหญิงช่างตาถึงจริง ๆ เพคะ!"

พระชายาจิ้งหนานหัวเราะพลางเอ็ดลูกสาวอย่างไม่จริงจังนัก "ดูเจ้าสิ! นิสัยมุทะลุหาความมั่นคงมิได้เช่นนี้ จะไปเทียบเท่าฮูหยินหลี่ได้แม้เพียงครึ่งได้อย่างไร? ฮูหยินเห็นเจ้าแล้วคงอยากจะเดินหนีเสียมากกว่า แต่นี่เจ้ากลับไปหมายตาเขาเสียแล้ว!"

ประโยคนี้เรียกเสียงฮาไปทั้งโถง

โจวเชี่ยนเขย่าแขนเหลียนฟางโจวพลางกะพริบตาปริบ ๆ "ฮูหยินหลี่ ท่านดูท่านแม่ของข้าสิ มีที่ไหนมาว่าลูกสาวตัวเองต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้! ฮูหยิน... หรือว่าท่านจะช่วยไว้หน้าข้าสักคราว ให้ข้าได้ยืดอกต่อหน้าท่านแม่บ้างจะได้ไหม!"

"ท่านหญิงล้อข้าเล่นแล้ว" เหลียนฟางโจวยิ้มบาง ๆ

"ข้าเอาจริงนะ!" โจวเชี่ยนทำปากยื่นแสดงท่าทางออดอ้อนแบบเด็กสาว "หรือว่าฮูหยินจะรังเกียจว่าข้าหัวช้า จนไม่อยากจะชี้แนะสั่งสอน!"

เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนและจริตก้านที่ดูใสซื่อไร้เดียงสานั้น เหลียนฟางโจวกลับรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวประหนึ่งมีแมลงไต่ตามหลัง!

'ความรู้สึกนี้มัน... น่ากลัวชะมัด!'

นางมิใช่มารดาเสียหน่อย จะมาทำท่าออเซาะใส่เพื่ออะไร!

ทว่าคนรอบข้างกลับมองว่าท่านหญิงหรงอันผู้นี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน เด็กสาวที่น่ารักขนาดนี้หากไม่ช่วยลุ้นก็คงผิดต่อสวรรค์ เหล่าฮูหยินจึงพากันคะยั้นคะยอแกมหยอกล้อช่วยพูดให้เหลียนฟางโจวใจอ่อน

พระชายาจิ้งหนานเองก็นั่งฟังด้วยรอยยิ้ม มิได้คัดค้านแม้แต่คำเดียว

เหลียนฟางโจวถูกรุมล้อมจนปวดหัว เริ่มจะตั้งรับไม่ไหวและไม่มีเหตุผลสมควรที่จะปฏิเสธ ในเมื่อพระชายาและท่านหญิงยอมลดตัวมาพำนักที่นี่ก็นับว่าให้เกียรติอย่างยิ่ง เป็นแขกผู้มีเกียรติที่บ้านอื่นอยากเชิญเพียงใดก็มิอาจได้ตัวมา หากยังดึงดันปฏิเสธคงจะดูไร้น้ำใจเกินไป

นางจึงทำได้เพียงยิ้มตอบ "หากท่านหญิงไม่รังเกียจ..."

"ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย!" ท่านหญิงหรงอันชิงพูดขัดขึ้นทันควันด้วยความดีใจประหนึ่งกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ นางยิ้มแก้มปริ "ขอเพียงฮูหยินยอมให้ข้าอยู่รับการสั่งสอน ต่อให้ต้องเป็นสาวใช้คอยรินน้ำส่งน้ำอยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ยินดี!"

ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจกับคำพูดนั้น

เหลียนฟางโจวเองก็ขำตามพลางโบกมือวุ่น "ท่านหญิง... คำนี้มิอาจกล่าวส่งเดชได้นะเพคะ! ท่านมาพำนักที่นี่ถือเป็นแขกผู้สูงศักดิ์ยิ่ง มีที่ไหนจะเอาแขกมาใช้งานเป็นสาวใช้? หากคนภายนอกรู้เข้ามิรุมประณามข้าจนหลังเหวอะหรือ อีกอย่าง สาวใช้ที่ทั้งฉลาดเฉลียวและงดงามล่มเมืองเช่นท่านหญิง จวนของข้าคงมิมีปัญญาจ้างหรอกเพคะ!"

เหลียนฟางโจวหันไปหาจิ้งหนานหวางเฟย เตรียมจะกล่าวบางอย่าง แต่พระชายากลับชิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "นังหนูนี่ชอบทำตัวเหลวไหลจริง ๆ! แต่ในเมื่อนางถูกชะตากับฮูหยินหลี่และตั้งใจจะเรียนรู้กิริยามารยาทจากท่าน เช่นนั้นคงต้องรบกวนฮูหยินแล้ว! ข้ามิอาจอยู่รบกวนท่านได้นาน เพราะต้องไปถือศีลสวดมนต์ที่อารามเจ้าแม่กวนอิมเป็นเวลาห้าวัน อีกห้าวันค่อยให้คนมารับนางก็แล้วกัน ฝากด้วยนะฮูหยินหลี่"

"พระชายาเกรงใจไปแล้วเพคะ มีท่านหญิงมาอยู่เป็นเพื่อนก็นับเป็นวาสนาของหม่อมฉันเช่นกัน" เหลียนฟางโจวจำต้องฝืนยิ้มตอบรับ

เดิมทีนางตั้งใจจะรั้งตัวพระชายาไว้ด้วย เพราะอย่างน้อยพระชายาก็เป็นผู้ใหญ่ หากอยู่นางย่อมควบคุมลูกสาวได้ แต่คิดไม่ถึงว่าพระชายาจะปลีกตัวไปอยู่อารามเสียอย่างนั้น แผนการจึงพังทลาย!

เหลียนฟางโจวรู้สึกว่าโรค "มองคนในแง่ร้าย" ของนางเริ่มกำเริบอีกครั้ง แม้นางจะดูไม่ออกว่าพระชายาคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับท่านหญิงหรงอันผู้นี้... นางไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าสันดานจะเปลี่ยนได้ง่าย ๆ!

อย่างไรก็ตาม... ก็แค่ห้าวันสั้น ๆ ต่อให้นางมาอยู่ที่นี่ อย่างมากก็พกสาวใช้กับแม่นมมาแค่ไม่กี่คน แค่สั่งคนให้คอยจับตาดูไว้ให้ดี ก็คงไม่น่าจะแผลงฤทธิ์อะไรได้มากนัก

เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวตกลง โจวเชี่ยนก็รีบเข้าไปขอบคุณด้วยกิริยาชดช้อย เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้หงอวี้ไปตามแม่นมหลินมาจัดเตรียมเรือนรับรองให้เรียบร้อย

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ท้พไปไถนา-บทที่ 1416 จิ้งหนานหวางเฟยมาเยือน

 

บทที่ 1416 จิ้งหนานหวางเฟยมาเยือน

แม้ถ้อยคำจะฟังดูระคายหูอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยให้ใบหน้าของโจวเชี่ยนผ่อนคลายลงได้ไม่น้อย นางนิ่งตริตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอดถามไม่ได้ว่า "ท่านแม่... แต่พวกเราจำเป็นต้องยอมลำบากใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หลี่ฟู่นั่นมีความสามารถล้นฟ้าขนาดนั้นจริงหรือ ท่านพ่อถึงขาดเขาไม่ได้?"

จิ้งหนานหวางเฟยเองก็มิได้รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด แต่ในเมื่อสามีกำชับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางจึงมิอาจละเลยได้ นางแค่นเสียงเหอะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า "ท่านพ่อของเจ้าทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล! เจ้าจำไว้เพียงว่า อนาคตของพวกเราทั้งครอบครัวล้วนผูกติดอยู่กับปณิธานใหญ่ของท่านพ่อเจ้าก็พอ!"

โจวเชี่ยนเงียบไปพลางคิดในใจว่า 'ช่างเถิด! ยอมอดกลั้นต่อความอัปยศเพียงชั่วครั้งชั่วคราวจะเป็นไรไป? รอจนท่านพ่อเถลิงถวัลย์ครองราชย์ ข้าได้เป็นองค์หญิงสายโลหิตแห่งราชวงศ์โจวเมื่อใด ถึงตอนนั้นข้าอยากจะทำอย่างไรก็ย่อมได้!'

'ต่อให้เคยเสียหน้าต่อธารกำนัลแล้วอย่างไร? ถึงเวลานั้นใครจะกล้าปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่ครึ่งคำ มีแต่จะรีบเข้ามาประจบสอพลอข้าเสียมากกว่า!'

ส่วน เหลียนฟางโจว... ถึงตอนนั้น นางจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นชดใช้ในสิ่งที่เคยทำไว้! นางจะทำให้เหลียนฟางโจวถูกผู้คนตราหน้า ชื่อเสียงฉาวโฉ่จนมิสู้อยู่ตายเสียยังดีกว่า! ให้มันรู้เสียบ้างว่าคนอย่างนางไม่ใช่ใครที่ใครจะมาล่วงเกินได้ง่าย ๆ!

เมื่อจินตนาการถึงภาพเหลียนฟางโจวหมอบคลานแทบเท้า ร่ำไห้คร่ำครวญขอขมาอย่างน่าเวทนา และภาพที่นางสามารถดุด่าสั่งสอนอีกฝ่ายได้ตามใจชอบ โจวเชี่ยนก็รู้สึกลิงโลดใจอย่างบอกไม่ถูก

ความขุ่นมัวมลายหายไป ดวงตาพลันเปล่งประกายสดใส นางหลุดหัวเราะออกมาพลางเลิกคิ้ว "ตกลงเจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังท่านแม่ ยอมอดกลั้นต่อโทสะครั้งนี้ไว้ก่อน!"

"เช่นนั้นก็ดีแล้ว!" จิ้งหนานหวางเฟยพยักหน้าด้วยความเบาใจ "ฮูหยินหลี่ผู้นี้มีอิทธิพลต่อแม่ทัพหลี่อย่างมาก ขอเพียงเราผูกสัมพันธ์กับนางได้ ให้นางช่วยเป่าหูแม่ทัพหลี่สักหน่อย ก็ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะไม่เปลี่ยนใจ!"

ต่อให้เห็นแก่อนาคตของภรรยาและบุตร แม่ทัพหลี่ก็คงต้องคิดทบทวนให้หนัก!

"เมื่อท่านพ่อเจ้าทำการใหญ่สำเร็จ เชี่ยนเอ๋อร์... เจ้าก็จะเป็นองค์หญิงแห่งต้าโจว เป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดิน!"

"ท่านแม่!" โจวเชี่ยนยิ้มละไมพลางเข้าไปคล้องแขนพระชายา "ถึงตอนนั้นท่านแม่ก็คือฮองเฮาแห่งต้าโจว สตรีผู้ทรงเกียรติที่สุดใต้หล้าเจ้าค่ะ!"

"โถ่ เด็กคนนี้ ปากคอเราะร้าย เอ๊ย... ปากหวานขึ้นทุกวันเชียว!" จิ้งหนานหวางเฟยพระทัยเบิกบาน สองแม่ลูกประสานสายตาแล้วพากันหัวเราะร่วน

สองวันต่อมา จิ้งหนานหวางเฟยพร้อมด้วย ท่านหญิงหรงอัน โจวเชี่ยน ได้เดินทางไปยังเรือนหลังของจวนผู้ว่าการมณฑลเพื่อเยี่ยมเยียนเหลียนฟางโจว

แม้พระชายาจะส่งคนมาแจ้งล่วงหน้าหลายครั้งว่า "มิต้องลำบาก ขอให้ทุกอย่างเรียบง่าย" แต่เหลียนฟางโจวก็ยังคงสั่งการให้บ่าวไพร่เฝ้าระวังตามตรอกซอกซอย ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ พร้อมทั้งพรมน้ำกวาดลานสะอาดตา เปิดประตูใหญ่ต้อนรับอย่างเป็นทางการ ส่วนตัวนางเองนั้นแต่งกายเต็มยศตามบรรดาศักดิ์ นำพาม่านเถาและเหล่าภรรยาขุนนางระดับรองมารอยืนต้อนรับอยู่ที่หน้าประตู

คำว่าไม่ลำบากนั้นคือความเกรงใจของผู้สูงศักดิ์ แต่หากนางทำตามนั้นจริงย่อมถือเป็นการละเมิดมารยาท เพราะอย่างไรเสียพวกนางก็มิใช่ญาติสนิทมิตรสหายที่จะมาทำตัวตามสบายได้

ครั้นได้รับรายงานว่าขบวนรถม้าของพระชายาและท่านหญิงมาถึงปากตรอกแล้ว เหลียนฟางโจวและคนอื่น ๆ จึงหยุดการสนทนา ต่างรีบสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าอาภรณ์และมวยผม ก่อนจะยืนสำรวมรอคอยด้วยอาการสงบนิ่ง

ทันทีที่รถม้าปรากฏขึ้นที่ปลายตรอกพร้อมเสียงฝีเท้าสะเทือนดิน เหลียนฟางโจวและคณะก็รีบคุกเข่าลงต้อนรับทันที

ขันทีน้อยสองนายวิ่งนำมาก่อนพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ฮูหยินหลี่ และฮูหยินทุกท่าน โปรดรีบลุกขึ้นเถิด พระชายามีรับสั่งว่ามิต้องมากพิธี มิเช่นนั้นพระองค์จะทรงลำบากพระทัยยิ่งนัก!"

"พระชายาทรงเมตตา ในเมื่อมีรับสั่งเช่นนี้ ข้าก็มิกล้าขัดศรัทธาเจ้าค่ะ" เหลียนฟางโจวตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นโดยมีชุนซิ่งและหงอวี้คอยพยุง

เมื่อเห็นนางลุกขึ้น ทุกคนจึงลุกตาม

ต่างฝ่ายต่างสบตาพลางชื่นชมอยู่ในใจว่า 'คิดไม่ถึงเลยว่าจิ้งหนานหวางเฟยจะทรงมีพระเมตตาถึงเพียงนี้!'

เมื่อรถม้าเคลื่อนมาหยุดนิ่งหน้าประตู เหลียนฟางโจวและคณะก็เข้าไปทำความเคารพอีกครั้ง

ท่านหญิงหรงอัน โจวเชี่ยน ก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก นางอดใจไม่ได้ที่จะปรายตามองเหลียนฟางโจว ซึ่งจังหวะพอดีกับที่เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นมองมาพอดี เมื่อสายตาทั้งสองคู่ปะทะกัน โจวเชี่ยนกลับเป็นฝ่ายหลบตาไปก่อนอย่างลนลาน

เหลียนฟางโจวแอบยิ้มเยาะในใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า 'นี่มิใช่รสนิยมของท่านหญิงหรงอันเลยนี่นา ปกตินางเป็นคนทะเยอทะยานและอวดดีเสียยิ่งกว่าจูอวี้อิ๋งเสียอีก'

โจวเชี่ยนหันกลับไปช่วยพยุงจิ้งหนานหวางเฟยลงจากรถม้า พระชายาผู้สง่างามในเครื่องแต่งกายระยิบระยับปรายตาสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะหยุดสายตาที่เหลียนฟางโจว "ท่านนี้คงจะเป็นฮูหยินหลี่กระมัง? อย่าได้มากพิธีไปเลย เดิมทีเป็นพวกเราที่มารบกวน หากเจ้ายังเกรงใจเช่นนี้ ข้าคงจะยิ่งอึดอัดใจนัก ฮูหยินท่านอื่น ๆ ก็ลุกขึ้นเถิด"

"พระชายาตรัสหนักไปแล้วเจ้าค่ะ หม่อมฉันเฝ้ารอการมาเยือนของพระองค์แทบแย่ จะถือเป็นการรบกวนได้อย่างไร" เหลียนฟางโจวตอบพลางลุกยืนอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อทุกคนเห็นพระชายาทรงเป็นกันเองเช่นนี้ ความตึงเครียดก็มลายหายไป เริ่มกล้าที่จะสบตาและสนทนากันเบา ๆ

มีเพียงโจวเชี่ยนที่มองเหล่าฮูหยินขุนนางด้วยสายตาดูแคลน นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างเสียไม่ได้ พลางประคองพระชายาเดินเข้าไปโดยมิพูดจา

เหลียนฟางโจวในฐานะเจ้าบ้าน รีบขยับเข้าไปใกล้พระชายาพลางเชิญเสด็จเข้าสู่เรือนด้วยกิริยานอบน้อม

จิ้งหนานหวางเฟยยิ้มแย้มพลางเอ่ยคำว่า "รบกวนแล้ว" และ "เกรงใจเกินไปแล้ว" ตลอดทางที่เดินเข้าไปด้านใน

"สถานที่คับแคบซ้ำยังเรียบง่าย หากมีการต้อนรับสิ่งใดตกหล่นไป ต้องขอให้พระชายาโปรดประทานอภัยด้วยนะเจ้าคะ" เหลียนฟางโจวกล่าวถ่อมตัว

"หามิได้! เป็นพวกเราที่มารบกวนเจ้ามากกว่า!" พระชายายิ้มพลางพิจารณาเหลียนฟางโจว "ดูเจ้าสิ รักษารูปร่างได้ดีเยี่ยมจริง ๆ ทั้งสง่าราศีและผิวพรรณ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่เพิ่งคลอดบุตรเลยสักนิด! ตอนข้าคลอดเชี่ยนเอ๋อร์ใหม่ ๆ โอย... อย่าว่าแต่จะพบหน้าผู้คนเลย แม้แต่กระจกข้ายังไม่กล้าส่องด้วยซ้ำ!"

คำตรัสนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน บรรยากาศพลันชื่นมื่นขึ้นมาทันที ทุกคนต่างพากันกล่าวชมเชยเหลียนฟางโจวสลับกับยกยอพระชายาว่าทรงถ่อมพระองค์เกินไป

เหลียนฟางโจวร่วมวงสนทนาด้วยรอยยิ้ม พลางคิดในใจว่า 'สมกับเป็นพระชายาแห่งวังจิ้งหนานจริง ๆ ฝีมือการผูกมิตรช่างล้ำเลิศนัก เพียงไม่กี่ประโยคก็ลดช่องว่างและสร้างชื่อเสียงว่าเป็นคนใจกว้างติดดินได้ทันที เห็นทีหลังจากวันนี้ ชื่อเสียงของจิ้งหนานหวางเฟยในเมืองหนานไห่คงจะขจรขจายไปไกลเป็นแน่'

จิ้งหนานหวางเฟยปรายตามองโจวเชี่ยนก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนใจ "จะว่าไปวันเวลาก็ผ่านไปไวนัก เหมือนเรื่องเมื่อวานแท้ ๆ พริบตาเดียวลูกคนนี้ก็โตเป็นสาวเสียแล้ว ฮูหยินหลี่อย่าเห็นว่านายน้อยยังอยู่ในผ้าอ้อมเช่นนี้นะ เผลอครู่เดียว เจ้าจะตกใจที่เห็นเขาสูงใหญ่ยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก!"

"นั่นสิเจ้าคะ! เด็ก ๆ โตขึ้น พวกเราก็แก่ลง แต่สำหรับพระชายา หม่อมฉันมองอย่างไรก็ยังดูเยาว์วัยกว่าพวกเราเสียอีก!" เหล่าฮูหยินต่างรีบพะเน้าพะนอเอาใจอย่างครื้นเครง

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1415 มิล้มเลิกความตั้งใจ

 

บทที่ 1415 มิล้มเลิกความตั้งใจ

โจวปิ่งหมิงพลันมีความมั่นใจเพิ่มพูนขึ้น เขาเอ่ยกับหลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้มถ่อมตนแฝงนัย “ใต้เท้าหลี่ ที่ท่านพ่อมีใจคิดการณ์เช่นนี้ ประการแรกเป็นเพราะยามนี้เชื้อพระวงศ์ปั่นป่วนวุ่นวาย หากมิมีผู้ใดลุกขึ้นมาประคับประคองสถานการณ์ เกรงว่าเรื่องราวจะลุกลามจนเกินเยียวยา ประการที่สอง ท่านพ่อเปี่ยมด้วยขุมกำลังและปัญญาอันล้ำเลิศ ยามบ้านเมืองวิกฤตเช่นนี้จึงมควรปฏิเสธหน้าที่! หากใต้เท้าหลี่ยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยท่านพ่อสักแรง เมื่อการใหญ่สำเร็จผล แม้จะสถาปนาท่านเป็น 'อ๋องต่างแซ่' ก็ใช่ว่าจะเป็นไปมิได้! แผ่นดินสกุลโจวยังคงมั่นคง ใต้เท้าหลี่ก็หาได้ชื่อว่าเนรคุณต่ออดีตฮ่องเต้ไม่! ท่านพ่อกล่าวว่าเรื่องนี้สำคัญนัก มิกล้าบีบคั้นใต้เท้า ขอให้ท่านโปรดตรึกตรองให้จงหนักและพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย”

เนิ่นนานกว่าหลี่ฟู่จะค่อยๆ เอ่ยปาก “ท่านอ๋องเมตตานัก ทว่าหลี่ฟู่ผู้นี้หามีความสามารถถึงเพียงนั้นไม่ มิกล้ารับความไว้วางใจนี้จริงๆ! ซื่อจื่อโปรดกลับไปเถิด เรื่องนี้อย่างไรเสียย่อมต้องให้คนในราชสกุลเป็นผู้ตัดสิน มีหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและหย่งอ๋องเป็นที่ปรึกษา หามิใช่เรื่องที่คนนอกอย่างหลี่ฟู่จะบังอาจสอดปาก!”

โจวปิ่งหมิงถึงกับหน้าสลดด้วยความผิดหวัง เขาตั้งท่าจะโน้มน้าวต่อ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของหลี่ฟู่ที่เรียบเฉยเย็นชาจนเดาอารมณ์มิถูก ประกอบกับที่นี่คือถิ่นของอีกฝ่าย เขาจึงจำต้องข่มใจฝืนยิ้มกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะนำความไปแจ้งท่านพ่อ มิรบกวนใต้เท้าหลี่แล้ว! ทว่าท่านพ่อยังฝากไว้อีกประโยค... ประตูวังจิ้งหนานอ๋องย่อมเปิดกว้างต้อนรับใต้เท้าหลี่เสมอ ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม!”

หลี่ฟู่มิได้ตอบรับวาจานั้น เพียงผายมือยิ้มละไม “ซื่อจื่อ... เชิญ!”

โจวปิ่งหมิงพยักหน้ายิ้มรับประสานมือลา ก่อนจะเยื้องกรายจากไปอย่างสง่างาม

ครั้นตกดึกบนเตียงนอน หลี่ฟู่จึงเล่าเรื่องนี้ให้เหลียนฟางโจวฟังอย่างรวบรัด เมื่อเห็นนางฟังจนอ้าปากค้าง เขาก็ลอบยิ้มหยันที่มุมปากพลางเอ่ย “เจ้าก็ตกใจรึ? ตอนข้าได้ยินครั้งแรกก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้านี่แหละ! นึกมิถึงจริงๆ ว่าจิ้งหนานอ๋องจะมีใจทะเยอทะยานถึงเพียงนี้! อุตส่าห์ได้รับคำชมจากอดีตฮ่องเต้ว่าซื่อสัตย์ถ่อมตน รัชทายาทเองก็ให้ความเคารพนักหนา พอนึกดูแล้วก็น่าขำสิ้นดี!”

“ก็มิแปลกนักหรอกเจ้าค่ะ!” หลังจากหายตกใจ เหลียนฟางโจวก็เริ่มได้สติ นางยิ้มกล่าว “ผลประโยชน์มหาศาลวางกองอยู่ตรงหน้าปานนั้น ในใต้หล้าจะมีสักกี่คนที่ต้านทานไหว? อีกอย่าง เขาก็เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกับอดีตฮ่องเต้ จะว่าไปหากหย่งอ๋องมิรับหน้าที่ ตำแหน่งนี้ก็ย่อมวนมาถึงเขาได้อยู่ดี! ทว่าข้าว่าเขาออกจะรีบร้อนเกินไปสักหน่อย หากหย่งอ๋องมยอมหลีกทางให้ การที่เขาลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกาเช่นนี้ก็ดูมิชอบธรรม แล้วจะทำอันใดได้เล่า?”

“เจ้าดูแคลนเขาเกินไปแล้ว!” หลี่ฟู่ส่ายหน้าพลางกระซิบ “เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านความเมตตา วางตัวสุภาพอ่อนน้อมเสมอมา ผิดกับหย่งอ๋องที่เก็บตัวอยู่แต่ในทุ่งหญ้าตะวันตกเฉียงเหนือ เหล่าขุนนางในราชสำนักย่อมมีความประทับใจต่ออ๋องผู้นี้น้อยกว่าอวี้อ๋องตัวน้อยเสียอีก! ซ้ำร้ายหย่งอ๋องนอกจากศึกสงครามแล้วก็หามีฝีมือด้านอื่นไม่ หากเขาขึ้นครองราชย์ ตำแหน่งขุนนางบู๊ย่อมรุ่งเรืองเฟื่องฟู ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นหวาดกลัวที่สุด เมื่อไร้แรงสนับสนุนจากพวกบัณฑิต บัลลังก์ของหย่งอ๋องย่อมสั่นคลอน! หากจิ้งหนานอ๋องอาศัยจุดนี้มาเดินหมาก ยุแยงให้เหล่าขุนนางระแวงสงสัยหนักขึ้น มิต้องบอกเจ้าก็คงเดาได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร!”

เหลียนฟางโจวฟังแล้วรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าพลางทอดถอนใจ “เช่นนั้นหย่งอ๋องก็แทบมิมีโอกาสเลยสินะ! ทว่าจิ้งหนานอ๋องผู้นี้ ในเมื่อวันนี้ท่านปฏิเสธเขาไป หากวันหน้าเขาได้ครองบัลลังก์มังกรจริง เขาจะกลับมาจัดการเราหรือไม่?”

หลี่ฟู่หัวเราะเบาๆ “ยามนี้ยังมิถึงขั้นนั้น จิ้งหนานอ๋องแม้จะดูได้เปรียบ ทว่าใครจะรู้ว่าจะเกิดเหตุพลิกผันอันใดขึ้นอีก? เนื้อชิ้นโตปานนี้ ใครๆ ต่างก็น้ำลายสอปรารถนาจะลิ้มรสกันทั้งนั้น! สำหรับจิ้งหนานอ๋อง... ยังมิแน่ว่าจะตกถึงท้องเขาหรอก”

หลี่ฟู่หาได้บอกเหลียนฟางโจวไม่ว่า ลำพังจิ้งหนานอ๋องและบุตรชายก็นับว่าจัดการยากแล้ว ทว่า 'จิ้งหนานหวางเฟย' (พระชายา) ภายนอกดูเป็นกุลสตรีผู้ทรงธรรม แต่แท้จริงกลับเป็นสตรีใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก! ยามนางลงมือล้างแค้นผู้อื่นหามีคำว่าปราณีไม่! ไหนจะท่านหญิงหรงอัน 'โจวเชี่ยน' ที่ถอดแบบความร้ายกาจจากมารดามาได้ถึงสิบสองส่วน เรียกได้ว่าศิษย์ล้างครูทีเดียว!

โจวเชี่ยนเคยพ่ายแพ้ป่นปี้ให้แก่เหลียนฟางโจว แม้เรื่องราวจะจบลงที่นางถูกส่งกลับแดนศักดินาอย่างเสียหน้า ทว่าใครจะรับประกันได้ว่าเรื่องนี้จบสิ้นลงแล้วจริงๆ?

หากวันหน้ามิมีเรื่องพัวพันกันย่อมแล้วไป! ทว่าหากโจวเชี่ยนได้เป็นถึงองค์หญิง มีหรือจะยอมปล่อยเหลียนฟางโจวไปโดยง่าย?

หลี่ฟู่มิปรารถนาจะรับมือกับตระกูลที่เหมือนสกุลจูอีกตระกูล... มันช่างน่ารำคาญนัก!

ดังนั้น เขาจึงไม่เพียงแต่จะไม่สนับสนุนจิ้งหนานอ๋อง แต่ตราบใดที่มีเขาอยู่ จิ้งหนานอ๋องย่อมมิได้ครองบัลลังก์มังกรได้โดยง่ายแน่นอน

สิ่งที่หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวมิคาดคิดคือ เพียงมี่กี่วันต่อมา จิ้งหนานหวางเฟยกลับพาโจวเชี่ยนเดินทางมายังเมืองหนานไห่อีกครั้ง

พวกนางอ้างว่าเดินทางมาเพื่อกราบไหว้แก้บน ณ วัดเจ้าแม่กวนอิมแห่งหนานไห่ ซึ่งเมื่อสามปีก่อนพระชายาก็เคยมาตั้งจิตอธิษฐานไว้ที่นี่จริงๆ หลี่ฟู่จึงหามีข้ออ้างอันใดจะไปขวางกั้นมิให้พวกนางมาได้

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ต่างรู้สึกจนใจนัก ทั้งที่รู้แจ้งว่าพวกนางมาด้วยเจตนาแฝง ทว่านอกจากปฏิเสธมิได้แล้ว ยังต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านจัดเลี้ยงรับรองเสียอีก ช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก

จิ้งหนานหวางเฟยวางท่าเกรงใจยิ่ง นางฝากความมาว่า แม้เหลียนฟางโจวจะอยู่ไฟครบเดือนแล้ว ทว่าสตรีหลังคลอดย่อมเสียพลังลมปราณและโลหิตไปมาก ควรพักผ่อนให้มากถึงจะเป็นผลดีต่อร่างกาย ดังนั้นจึงมิพักต้องให้เหลียนฟางโจวไปคำนับนาง ทว่านางจะเป็นฝ่ายพาลูกสาวไปเยี่ยมเยียนถึงจวน เพื่อดูหน้าคุณชายน้อยทั้งสองเอง

เมื่ออีกฝ่ายแสดงน้ำใจและความห่วงใยถึงเพียงนี้ เหลียนฟางโจวจะหาเหตุผลใดมาปัดตกได้เล่า? จึงจำต้องตอบตกลงไป

ทว่าพอนึกถึงว่าท่านหญิงหรงอันจะมาด้วย นางก็รู้สึกขัดเขินอยู่ลึกๆ

ปี้เถาถึงกับแค่นหัวเราะอย่างมเกรงใจ “ท่านหญิงจอมหาเรื่องผู้นั้นน่ะรึ? มิรู้ว่าพระชายาจะไม่รู้จริงๆ หรือแสร้งทำเป็นลืมกันแน่ การเดินทางมาครั้งนี้ลำพังตนเองก็แล้วไปเถิด แต่ยังจะหิ้วท่านหญิงมาด้วย มิเป็นการจงใจมาทำให้ฮูหยินของข้าลำบากใจหรอกรึ!”

เหลียนฟางโจวเห็นพ้องในใจ ทว่าปากกลับต้องเอ่ยปราม “บางทีเขาอาจจะลืมเลือนเรื่องเก่าไปสิ้นแล้ว เราเองก็อย่าไปจดจำมันนักเลย มิเช่นนั้นจะดูเหมือนพวกเราใจแคบชอบเก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจเสียเปล่าๆ! ก็แค่มาเยือน นั่งคุยสักครู่ ทานข้าวสักมื้อแล้วเขาก็กลับแล้ว”

“ก็จริงอย่างท่านว่าเจ้าค่ะ ไม่เห็นต้องไปลดตัวลงไปเทียบเคียงกับแม่นางจอมเอาแต่ใจผู้นั้นเลย!” ปี้เถาพลอยหัวเราะออกมาบ้าง

ณ ห้องพักในวัดเจ้าแม่กวนอิมอันกว้างขวาง...

จิ้งหนานหวางเฟยสั่งให้ผู้ติดตามถอยออกไปจนหมด นางกำลังปั้นหน้าเคร่งขรึมสั่งสอนโจวเชี่ยนที่นั่งทำหน้ามุ่ยมิยินยอมพร้อมใจอยู่เบื้องหน้า

“เชี่ยนเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ดื้อรั้นไปนัก! การไปเยือนจวนหลี่ครานี้ เจ้าต้องกราบขอขมาฮูหยินหลี่อย่างดี แสดงความจริงใจให้นางเห็น! หากเจ้ายังขืนเอาแต่ใจจนเสียการใหญ่ของท่านพ่อ กลับไปท่านพ่อจะลงทัณฑ์เจ้าอย่างไรข้าจะไม่ขอสอดปาก และมียังวันช่วยขอความเมตตาให้เจ้าเด็ดขาด!”

“เสด็จแม่!” โจวเชี่ยนสะบัดกายอย่างขัดใจพลางออดอ้อนปนเคือง “นังเหลียนฟางโจวผู้นั้นทำให้ลูกต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย จนลูกมิกล้าไปพบปะเพื่อนฝูงในเมืองหลวงอีก แล้วเสด็จแม่ยังจะให้ลูกไปกราบขอขมานางอีกรึเจ้าคะ!”

“หุบปาก!” จิ้งหนานหวางเฟยสีหน้ามืดครึ้มลงทันควัน น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “หากเจ้าอยากถูกนางกดหัวไปชั่วชีวิต ก็จงอย่าฟังแม่! ทว่าหากเจ้าปรารถนาจะขึ้นไปเหยียบอยู่เหนือหัวนางในอนาคต เจ้าก็ต้องสะกดกลั้นความดื้อรั้นของเจ้าไว้เสีย!”

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1414 ซื่อจื่อหยั่งเชิง

 

บทที่ 1414 ซื่อจื่อหยั่งเชิง

ท่ามกลางช่วงเวลาวิกฤต หลี่ฟู่หาได้ปรารถนาจะให้คนเหล่านี้รั้งอยู่ในหนานไห่นานเกินควรไม่ เมื่อเขาส่งสัญญาณเป็นนัยออกไป ทุกคนย่อมต้องรู้กาลเทศะและชิงเอ่ยปากขอตัวลากลับไปเอง

ทว่าก่อนจะจากไป โจวปิ่งหมิงได้ขอเข้าพบหลี่ฟู่อีกครั้งอย่างเป็นทางการ

“ใต้เท้าหลี่ ข้าน้อยบังอาจขอถามใต้เท้าสักประโยค มิทราบว่าท่านมีความคิดเห็นประการใดต่อเหตุการณ์ผลัดแผ่นดินในเมืองหลวงครานี้หรือ?” โจวปิ่งหมิงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มแฝงนัย

มีความคิดเห็นประการใดรึ? หลี่ฟู่ลอบยิ้มบางๆ ในใจ

คนเหล่านี้... บ้างก็ถามว่าเขามีแผนการอย่างไร บ้างก็ถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไร!

ตั้งแต่เมื่อใดกันที่แผนการและความคิดของเขากลายเป็นเรื่องสลักสำคัญถึงเพียงนี้?

“แล้วซื่อจื่อเล่า มีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือไม่?” หลี่ฟู่ถามกลับกลั้วยิ้ม

“ใต้เท้าหลี่โปรดอย่าได้ล้อข้าน้อยเล่นเลย!” โจวปิ่งหมิงยิ้มขมขื่นพลางทอดถอนใจ “บอกตามตรง ท่านพ่อของข้าเองก็มืดแปดด้านต่อเรื่องนี้ จึงกำชับให้ข้าเดินทางมาขอคำชี้แนะจากท่าน ทว่าข้าก็เกรงใจ มิกล้าเอ่ยถึงเรื่องเคร่งเครียดทันทีที่มาถึง จึงได้รั้งรอจนเวลาล่วงเลยมาถึงเพียงนี้ ยามนี้งานฉลองครบเดือนของนายน้อยก็ผ่านพ้นไปแล้ว ข้าหามีข้ออ้างจะรั้งอยู่ต่อเพื่อผลาญเวลาอีกไม่ จึงจำต้องเอ่ยปากถามใต้เท้า หวังว่าท่านจะมิถือสาหาความ!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางส่ายหน้า “เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ข้าเองก็มิรู้จะจัดการอย่างไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือรักษาหนานไห่ไว้ให้มั่น เพื่อคุ้มครองราษฎรให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขเท่านั้น”

“ใต้เท้าหลี่เป็นผู้ซื่อตรงและจงรักภักดีต่อต้าโจวยิ่งนัก มิพักต้องถามข้าก็เชื่อมั่นว่าใต้เท้าหามีใจคิดจะยึดหนานไห่ตั้งตนเป็นใหญ่ไม่! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างไรเสียหนานไห่ก็ต้องขึ้นตรงต่อราชสำนักและองค์เหนือหัว! ทว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน—”

คิ้วของหลี่ฟู่กระตุกวูบ เขาเอ่ยเรียบๆ “อดีตฮ่องเต้และรัชทายาทจากไปอย่างกะทันหันเพียงนั้น หากบอกว่ามิมีลับลมคมใน ใครเล่าจะเชื่อ? มิว่าจะเป็นหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋อง... เหอะ!”

แววตาที่หลุบต่ำของโจวปิ่งหมิงพาดผ่านด้วยความยินดีวูบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งถอนใจ “ใต้เท้ากล่าวได้แทงใจนัก! หากจะเอ่ยอย่างจาบจ้วง มิว่าหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋อง ต่างก็มิใช่ผู้ที่เหมาะสมจะครองบัลลังก์มังกรแม้แต่น้อย! ช่างน่าเสียดายที่รัชทายาทและพระนัดดาต้องมา... เฮ้อ สวรรค์ประทานหายนะครานี้แก่ต้าโจว ช่างน่าเศร้าและจนใจยิ่งนัก! ใต้เท้าหลี่...”

สีหน้าของโจวปิ่งหมิงแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและเปิดเผยว่า “ข้าจะบอกตามตรง ท่านพ่อคาดการณ์ไว้ว่า หากหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องไม่อาจรักษาบัลลังก์ไว้ได้มั่นคง หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและเหล่าเชื้อพระวงศ์ส่วนใหญ่ย่อมต้องผลักดัน 'หย่งอ๋อง' ขึ้นมาแน่นอน ด้วยว่าหย่งอ๋องเป็นโอรสในอดีตฮ่องเต้ ย่อมมีความชอบธรรมเหนือผู้ใด หากมิใช่เขาแล้วเหล่าอ๋องทั้งหลายมีหรือจะยอมสยบให้แก่กัน? ทว่าหย่งอ๋องหาใช่ผู้มีพรสวรรค์ในการปกครองไม่ หากมอบแผ่นดินต้าโจวไว้ในมือเขา ก็มิต่างจากตกอยู่ในมือหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋องนักหรอก! หากเกิดกลียุคขึ้นมา ผู้ที่ต้องรับเคราะห์ย่อมมิพ้นราษฎรทั่วใต้หล้า!”

สายตาของหลี่ฟู่หม่นแสงลง เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่

วาจาของโจวปิ่งหมิงใช่ว่าจะไร้เหตุผล หย่งอ๋องเป็นสายเลือดมังกรโดยตรง ย่อมมิมีเหตุผลอันใดที่จะมองข้ามเขาไปเลือกเชื้อพระวงศ์องค์อื่น มิเช่นนั้นเหล่าขุนนางเก่าแก่และบัณฑิตหลวงย่อมมิยินยอม ทว่าหากหย่งอ๋องขึ้นครองราชย์จริง...

จากที่เขาคบหาหย่งอ๋องมานานปี เขารู้ดีว่าใจของหย่งอ๋องหามิได้อยู่ที่บัลลังก์มังกรแม้แต่น้อย หย่งอ๋องเป็นคนรักอิสระ ใจร้อนและอารมณ์ดุดัน หากต้องมานั่งฟังขุนนางถกเถียงกันในราชสำนักทุกเมื่อเชื่อวัน มีหรือเขาจะมีใจอดทน? นานเข้าย่อมบันดาลโทสะ และเมื่อกุมอำนาจล้นพ้นไว้ในมือ ใครจะรับประกันได้ว่าเขาจะไม่กลายเป็นทรราชย์...

ในฐานะสหาย หลี่ฟู่มิอยากเห็นเขาต้องพบจุดจบเช่นนั้น

ทว่าก่อนจะได้พบหย่งอ๋อง ทุกอย่างก็เป็นเพียงการคาดคะเน บางทีหย่งอ๋องอาจจะเปลี่ยนไปเมื่อต้องแบกรับภาระของแผ่นดินก็เป็นได้? หากหย่งอ๋องตั้งใจจะเป็นกษัตริย์ที่ดี หลี่ฟู่ย่อมพร้อมจะสนับสนุนสุดกำลัง

เมื่อนึกได้ดังนั้น เขาจึงถามกลับอย่างแยบคาย “ก็น่าคิดนัก... ทว่ามิทราบว่าจิ้งหนานอ๋องและซื่อจื่อ มีแผนการประการใดรึ?”

โจวปิ่งหมิงยิ้มขมขื่น “ในฐานะเชื้อพระวงศ์จะทำสิ่งใดได้เล่า? ท่านพ่อและข้าเพียงหวังให้แผ่นดินมีกษัตริย์ผู้ทรงธรรม เพื่อให้ทุกคนได้อยู่กินอย่างสงบสุข! ท่านพ่อกล่าวว่า...”

เขาลดเสียงลงต่ำพลางกล่าวด้วยท่าทีเคร่งเครียด “ท่านพ่อเห็นว่าหย่งอ๋องมิสมควรครองบัลลังก์ หากสามารถเลือกผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นจากหมู่เชื้อพระวงศ์ขึ้นมาได้ย่อมประเสริฐยิ่ง! ทว่าน่าเสียดายที่ท่านพ่อคำพูดไม่มีน้ำหนักพอที่จะเสนอเรื่องนี้ แต่ใต้เท้าหลี่ต่างออกไป! น้องภรรยาของท่าน 'เหลียนเจ๋อ' เป็นที่โปรดปรานของหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ายิ่งนัก ใครๆ ก็ดูออกว่าท่านอ๋องเอ็นดูเขาเพียงใด! หากหมิ่นจวิ้นอ๋องยอมออกหน้า และได้รับแรงสนับสนุนจากใต้เท้าหลี่ เรื่องนี้ย่อมมีความหวังเกินครึ่งแน่นอน...”

เมื่อฟังน้ำเสียงและท่าทีที่กึ่งเปิดกึ่งปิดของโจวปิ่งหมิง หลี่ฟู่เริ่มเห็นความนัยที่ซ่อนอยู่ เขาจึงยิ้มถาม “ดูท่าท่านอ๋องจะมี 'ผู้ที่เหมาะสม' อยู่ในใจแล้วรึ?”

โจวปิ่งหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งยิ้มตอบ “ความจริง... ก็มิเชิงว่ามีผู้ใดเป็นพิเศษ! เพียงแต่ท่านพ่อเห็นว่า ผู้นั้นมิควรเยาว์วัยจนเกินไปจนคุมฝูงชนมิอยู่ และมิควรชราภาพจนเรี่ยวแรงถดถอยจนอาจเกิดความวุ่นวายซ้ำซ้อน อีกทั้งศีลธรรมจรรยาต้องไร้มลทิน ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย และที่สำคัญที่สุด... ควรมีชื่อเสียงขจรไกลและมีประสบการณ์การปกครองบ้านเมืองมาบ้าง เช่นนี้แล้ว—”

ยังมิทันที่เขาจะกล่าวจบ หลี่ฟู่ก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น “ซื่อจื่อ... ข้อกำหนดของท่านอ๋องช่างซับซ้อนนัก ทำเอาข้าสับสนจนตามมิพ้นเสียแล้ว!”

โจวปิ่งหมิงจึงยิ้มรับอย่างมีเลศนัย

เดิมทีเขาตั้งใจจะมิเปิดเผยโจ่งแจ้ง ทว่าเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ และหลี่ฟู่ก็เอ่ยดักทางไว้ หากยังปกปิดไว้อีกครึ่งย่อมมิเป็นผลดี เขาจึงกัดฟันกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ความจริงจะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อน จะว่าง่ายก็ง่าย! เหล่าท่านอ๋องที่ครองแดนศักดินาตามหัวเมืองต่างๆ มิใช่ว่าจะเหมาะสมกว่าเชื้อพระวงศ์ในเมืองหลวงหรอกรึ ใต้เท้าหลี่คิดเห็นประการใด?”

“อ๋องผู้ครองแดนศักดินารึ—” ใจของหลี่ฟู่พลันสั่นระริก แววตาคมกริบประดุจสายฟ้าฟาดจ้องเขม็งไปที่โจวปิ่งหมิงทันที

เขารู้แจ้งเห็นจริงในพริบตา!

โจวปิ่งหมิงเดินทางมาหนานไห่ รั้งอยู่ที่นี่เนิ่นนาน และพรรณนาวาจายืดยาวมาตลอดครึ่งค่อนวัน... ทั้งหมดก็เพื่อประโยคนี้เพียงประโยคเดียว!

มิใช่ท่านอ๋องหัวเมืองที่ไหนหรอก! ทว่าเป็นจิ้งหนานอ๋องเองนั่นแหละที่เริ่มมีใจทะเยอทะยาน! เขาปรารถนาจะชิงบัลลังก์มังกร และต้องการให้หลี่ฟู่เป็นกำลังหนุนให้แก่เขา!

หลี่ฟู่รู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกมิถูก... เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย และมิใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์แม้แต่น้อย!

โจวปิ่งหมิงเฝ้ารอการตอบสนองของหลี่ฟู่อย่างระทึกใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป สีหน้าดูสงบนิ่งทว่าก็แฝงความนัยที่ยากจะคาดเดา เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง: ขอเพียงเขาปฏิเสธมิทันควันก็นับว่ายังมีความหวัง!

เป็นธรรมดาที่ใครได้ฟังข่าวสะเทือนฟ้าดินเช่นนี้ ย่อมต้องตกตะลึงจนตั้งตัวมิติด... มิเป็นไร รอให้เขาได้สติและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน ถึงยามนั้นเขาคงจะได้คำตอบที่ปรารถนาแน่นอน!

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1413 ม่อเว่ยออกตามหาคน

 

บทที่ 1413 ม่อเว่ยออกตามหาคน

เหลียนฟางโจวได้ฟังดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นบ้าง นางยิ้มอย่างขวยเขินพลางเอ่ย “ข้านี่นับวันยิ่งไร้ประโยชน์นัก เอะอะก็ตื่นตูมไปเสียหมด!”

หลี่ฟู่หัวเราะปลอบ “จะโทษเจ้าได้อย่างไร เจ้าห่วงใยพวกเขากลายเป็นนิสัยไปแล้ว ยามสถานการณ์คับขันเช่นนี้ จะมิให้ใจหายใจคว่ำได้อย่างไรเล่า?”

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมา ทว่ามินานก็กลับมาขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความกังวลอีกครั้ง “คนทางหมู่บ้านต้าฟางกลับมาแล้วก็จริง ทว่าคนที่ท่านส่งเข้าเมืองหลวงเหตุใดจึงยังไร้ข่าวคราว? อาเจ๋อกับคนอื่นๆ ยามนี้อยู่ที่ใดกันแน่? พวกผู้ชายอย่างอาเจ๋อ เช่อเอ๋อร์ หรืออวิ๋นหานข้ายังมิห่วงเท่าใด ทว่าพี่สะใภ้กับอี้หยุนล้วนเป็นสตรี ไหนจะลูกๆ ของอาเจ๋อที่ยังเล็กนัก ระหว่างทางที่ต้องหลบซ่อนหนีภัยเช่นนี้ มิรู้ว่าต้องตรากตรำเพียงใด แล้วยังเรื่อง...”

เด็กเล็กนั้นร่างกายอ่อนแอ ยิ่งในยุคสมัยที่การแพทย์มิได้เจริญก้าวหน้าเช่นนี้ เหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มขมขื่น มิกล้าจินตนาการต่อไปให้ใจเสีย

หลี่ฟู่ทำได้เพียงปลอบโยนให้นางวางใจ ยืนยันว่าคนของเขาได้กระจายกำลังค้นหาอย่างละเอียดตลอดเส้นทาง หากมีร่องรอยย่อมมิรอดพ้นสายตาไปได้ ทั้งยังสำทับว่าการมิมีข่าวถือเป็นข่าวดี ขอให้นางสงบใจรอคอยอย่างเยือกเย็น

เขาหาได้กล้าบอกความจริงกับนางไม่... มิใช่ว่าลูกน้องมิได้รายงานกลับมา ทว่ารายงานทุกครั้งกลับมีเพียงคำเดียวคือ "ไร้ร่องรอย"!

หากขืนบอกนางไป ยามที่นางยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟเช่นนี้ มีหวังนางคงอกแตกตายเพราะความร้อนใจแน่นอน

“หากพวกท่านเชื่อใจ ให้ข้าไปช่วยดูให้ดีหรือไม่?” เสียงเรียบเฉยดังขึ้น เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็น 'ม่อเว่ย' เดินเข้ามาพร้อมกับ 'ซวี่เอ๋อร์'

“ท่านแม่!” ซวี่เอ๋อร์วิ่งถลาเข้ามาหาเหลียนฟางโจวด้วยสีหน้ากังวลพลางอ้อนวอน “ท่านแม่เลิกกังวลได้แล้วนะขอรับ? ให้ลูกไปเถิด ลูกจะไปกับท่านอาม่อ จะต้องพาน้องชายและท่านน้ากลับมาหาท่านแม่ให้ได้แน่นอนขอรับ!”

ความจริงซวี่เอ๋อร์จดจำพวกเหลียนเจ๋อได้เพียงเลือนลางเท่านั้น ทว่าความกังวลของมารดานั้นประจักษ์แจ้งอยู่เบื้องหน้า แม้เหลียนฟางโจวจะพยายามเลี่ยงมิเอ่ยถึงเรื่องเคร่งเครียดต่อหน้าเขา ทว่าเด็กน้อยมิใช่คนโง่ มีหรือจะสัมผัสมิได้?

หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวต่างพากันหลุดยิ้มด้วยความเอ็นดู

เหลียนฟางโจวลูบศีรษะลูกชายพลางยิ้มกล่าว “เจ้ายังเล็กนัก คิดจะไปตามหาคนรึ? เพียงเจ้าก้าวพ้นประตูจวนไปก้าวเดียว แม่ก็ห่วงจนนั่งมิติดแล้ว!”

“ได้ยินที่แม่เจ้าบอกหรือไม่? เจ้าเพียงรั้งอยู่ในจวนอย่างว่าง่าย คอยมาอยู่เป็นเพื่อนแม่เจ้าทุกวัน เท่านี้ก็ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด! หากแม้แต่เจ้ายังมิอยู่ข้างกายแม่เจ้า คิดดูสิว่านางจะยิ่งเหงาและอมทุกข์เพียงใด?”

หลี่ฟู่นั้นรู้ซึ้งถึงนิสัยจริงจังและดื้อรั้นของบุตรชายผู้นี้ดีกว่าใคร วาจาที่ว่าอยากไปตามหาคนนั้นมิใช่เพียงพูดเล่นตามประสาเด็ก ทว่าซวี่เอ๋อร์อาจจะคิดการณ์เช่นนั้นจริงๆ เขาจึงต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมในยามที่บ้านเมืองกำลังโกลาหลเช่นนี้!

“ขอรับท่านพ่อ...” ซวี่เอ๋อร์รับคำเสียงอ่อย แอบมองมารดาคราหนึ่งก่อนจะพยักหน้ายินยอม

ม่อเว่ยเอ่ยถามอย่างรำคาญใจ “แล้วข้าเล่า?”

ใจของเหลียนฟางโจวกระตุกวูบ ม่อเว่ยเป็นยอดนักฆ่า ย่อมต้องเชี่ยวชาญการสะกดรอยและแกะรอยยิ่งกว่าผู้ใด สติปัญญาก็เฉลียวฉลาด หากเขาออกโรงเอง โอกาสที่จะหาคนเจอย่อมมีมากขึ้นมิน้อย

ทั้งสองสามีภรรยาสบตากันเพียงครู่ก็เข้าใจเจตนาของกันและกัน

“เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง!” เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว “หากท่านยินดีช่วยเหลือ ก็นับเป็นวาสนาของพวกเรา ข้าขอกริ่งเกรงและขอบคุณท่านจากใจจริง!”

“ต้องการคนติดตามไปด้วยหรือไม่?” หลี่ฟู่ถามเสริม

ม่อเว่ยส่ายหน้า “มิพ่วงภาระ ข้าไปผู้เดียวคล่องตัวกว่า! ฮูหยินหลี่มิต้องเกรงใจ ซวี่เอ๋อร์บ่นพร่ำรำพันทุกวันจนข้ารำคาญหู สู้ข้าออกไปเสี่ยงดวงดูเสียยังดีกว่า เรื่องเร่งด่วนมิควรรอช้า ข้าจะออกเดินทางเสียวันนี้เลย”

เหลียนฟางโจวยิ้มแย้ม “ประจวบเหมาะนัก ก่อนเดินทางมาที่นี่เราได้ให้คนวาดภาพรูปหน้าของทุกคนไว้ดูต่างหน้า ฝีแปรงช่างสมจริงยิ่ง ข้าจะให้คนรีบคัดลอกให้ท่านหนึ่งชุด อย่างเร็วคงเป็นมะรืนนี้ถึงจะเสร็จสิ้น หรือว่า—”

“มิพักต้องลำบากปานนั้น!” ม่อเว่ยขมวดคิ้ว “ภาพวาดอยู่ที่ใด? ข้าขอดูเพียงแวบเดียวก็พอ!”

เหลียนฟางโจวความจริงมิได้เตรียมคนวาดภาพไว้หรอก ในเวลาอันสั้นเช่นนี้จะไปหาช่างเขียนยอดฝีมือมาจากที่ใดได้? ทว่าขึ้นชื่อว่ายอดนักฆ่า ย่อมต้องมีพรสวรรค์ในการจดจำใบหน้าคนเป็นเลิศ เมื่อเห็นม่อเว่ยยืนกรานเช่นนั้น นางจึงรีบสั่งให้หงอวี้ไปหยิบภาพวาดมาคลี่ให้ม่อเว่ยดูทันที

ม่อเว่ยเพียงกวาดตามองรอบเดียวก็พยักหน้า “ข้าจำได้สิ้นแล้ว! หากพบเจอคนเหล่านี้ ข้าจะพาพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน!”

หากเป็นเขามือสังหารผู้นี้ออกโรงเอง มิว่าจะเป็นการสลัดการตามล่าหรือการอำพรางร่องรอย หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวก็หาได้มีสิ่งใดต้องกังวลอีก

ทั้งสองต่างซาบซึ้งใจยิ่งนักและกล่าวขอบคุณซ้ำๆ

ม่อเว่ยปรายตามองซวี่เอ๋อร์คราหนึ่งก่อนจะสั่งความ “วิชาที่ข้าสอนไป เจ้าจงหมั่นฝึกฝนให้ครบทุกกระบวนท่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่ รอข้ากลับมาแล้วจะสอนวิชาใหม่ให้!”

“ขอรับ!” ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าแข็งขัน “ท่านอาม่อ ท่านต้องรีบกลับมานะขอรับ!”

รีบกลับมา ย่อมหมายถึงการพาคนกลับมาด้วย

ม่อเว่ยพยักหน้ารับคำเพียงนิด ก่อนจะเร้นกายจากไป

จวบจนกระทั่งถึงวันงานฉลองครบเดือนของ 'เจ้าตวนอู่' ทั้งคนของหลี่ฟู่และม่อเว่ยต่างก็ยังมิส่งข่าวคราวใดๆ กลับมา

ทางด้านเมืองหลวงเองก็เงียบเชียบ ไร้ร่องรอยของพวกเหลียนเจ๋อเช่นกัน

หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวเริ่มมั่นใจแล้วว่า พวกเหลียนเจ๋อต้องกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งแน่นอน!

เรื่องนี้ทำให้พวกเขาโล่งใจได้ชั่วครู่ทว่าก็ยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม เพราะการหลบซ่อนย่อมเสี่ยงต่อการถูกค้นพบได้ทุกเมื่อโดยมิอาจรู้ล่วงหน้า

ยามนี้ ทำได้เพียงเดิมพันกับโชคชะตา... ว่าใครจะเป็นฝ่ายหาคนเจอเก่อนกัน!

ทว่างานฉลองครบเดือนของนายน้อยตวนอู่นั้น หาได้ได้รับผลกระทบจากความโกลาหลในเมืองหลวงไม่ เพราะนี่คือบุตรชายคนแรกที่เกิดในแผ่นดินหนานไห่ของใต้เท้าหลี่และฮูหยิน ทั่วทั้งเมืองต่างเคารพรักคนทั้งคู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว งานนี้มิว่าเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่จะเต็มใจจัดหรือไม่ หรือจะมีกะจิตกะใจเพียงใด ทว่าสถานการณ์ก็บังคับให้งานออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการและครึกครื้นยิ่งนัก!

โจวปิ่งหมิงเป็นตัวแทนวังจิ้งหนานอ๋องหอบของขวัญล้ำค่ามามอบให้ถึงที่ บรรดาขุนนางและคหบดีจากเมืองใกล้เคียงต่างตบเท้าเข้ามาร่วมยินดีไม่ขาดสาย แม้แต่หลีอ๋องจากเมืองหลวงยังส่งราชทูตควบม้าเร็วมาประทานของขวัญ ฝ่ายเซี่ยนอ๋องเองก็มิยอมน้อยหน้าเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ งานฉลองครบเดือนจึงกลายเป็นสมรภูมิย่อยๆ ของขั้วอำนาจต่างๆ ที่พยายามเข้ามาชิงไหวชิงพริบกันจนบรรยากาศดูเข้มข้นผิดปกติ

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่แสร้งทำเป็นมิรู้ความ มิว่าฝ่ายใดจะพยายามหยั่งเชิงหรือโน้มน้าวเพียงใด ทั้งสองก็มิยอมรับลูก ทำเพียงกล่าวขอบคุณที่มาร่วมงานมงคลของบุตรชายเท่านั้น

โชคยังดีที่แขกเหรื่อต่างรู้กาลเทศะ การจะมาบีบคั้นเอาความในงานมงคลเช่นนี้ถือเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง ทุกคนจึงมิกล้ากำเริบเสิบสาน เมื่อเห็นหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวบ่ายเบี่ยงอย่างนุ่มนวล ต่างก็พากันสงบปากสงบคำแต่โดยดี

ในที่สุด งานมงคลครานี้ก็จบลงด้วยความชื่นมื่นของทุกฝ่าย!

หลังเสร็จสิ้นพิธี แขกเหรื่อต่างทยอยลาจากเมืองหนานไห่กลับสู่ถิ่นฐานของตน