บทที่ 1353 เชิญท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง
เหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะหลุดขำออกมา นางพยักหน้าตอบรับเบาๆ ว่า
"อื้ม" ภายใต้สายตาอันแรงกล้าที่จ้องเขม็งกดดันของหลี่ฟู่
นางจะกล่าวอันใดได้อีก? หากเอ่ยมากกว่านี้แม้เพียงคำเดียว
บุรุษตรงหน้าคงได้กระโดดตัวลอยด้วยความหึงหวงเป็นแน่!
เหลียงจิ้น... สิ่งที่นางติดค้างเขานั้น
ดูท่าคงมิอาจสะสางให้จบสิ้นได้โดยง่าย หากนางและอาเจี่ยนต้องตายด้วยน้ำมือเขา
ก็คงมิมีสิ่งใดให้ต้องเอ่ยถึง แต่หากสกุลเหลียงพินาศด้วยน้ำมืออาเจี่ยน
และเขาตกอยู่ในกำมือของอาเจี่ยน นางก็เชื่อมั่นว่าอาเจี่ยนย่อมจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้...
เพียงหวังว่าหลังจากนั้น เขาจะลืมนางเสีย และกลับไปใช้ชีวิตของตนเองให้ดี!
ทางด้านสกุลเล่อเจิ้ง
ไม่นานนักหลินอวี่ฮุ่ยก็ได้นำคำตอบของท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งมาแจ้งนาง
ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า เขายังต้องขอเวลาไตร่ตรองดูอีกสักนิด
รอให้สมาคมการค้าก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างเสียก่อน ถึงจะให้คำตอบที่แน่นอน!
เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็นึกขำในใจ: เจ้าจิ้งจอกเฒ่าเอ๋ย!
ดูท่าท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งจะยังมิค่อยเชื่อมั่นในความสามารถของทางการเท่าใดนัก
ว่าจะจัดการเรื่องเส้นทางการค้าให้ลุล่วงได้อย่างไร!
ทว่าหากมองจากนิสัยที่ระมัดระวังตัวจนเกินเหตุของสกุลเล่อเจิ้งแล้ว
ท่าทีเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ
เอาเถิด!
เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยกับหลินอวี่ฮุ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างใจกว้าง
"มิเป็นไร! ข้าเพียงแต่เกริ่นให้ท่านผู้เฒ่าทราบล่วงหน้าไว้ก่อนเท่านั้น
เรื่องใหญ่อย่างนี้มิอาจทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้นหรอก
รอให้สมาคมการค้าจัดตั้งขึ้นจริงเสียก่อน ถึงตอนนั้นทางการจะส่งเทียบเชิญไปหาท่านผู้เฒ่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เมื่อถึงเวลานั้นท่านผู้เฒ่าค่อยให้คำตอบก็ยังมิสาย!"
"เจ้าค่ะ
ข้าจะนำคำพูดนี้ไปแจ้งให้ท่านปู่ทราบแน่นอน!" หลินอวี่ฮุ่ยพยักหน้า
ก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวด้วยท่าทีเกรงใจ "ฮูหยินหลี่ ข้าต้องขออภัยจริงๆ...
ท่านปู่ของข้าเวลาจะทำสิ่งใดต้องคิดให้รอบคอบถึงที่สุด
หากมิถึงวินาทีสุดท้ายท่านจะมิยอมตัดสินใจเด็ดขาด
ท่านผู้เฒ่าระมัดระวังตัวเช่นนี้มาทั้งชีวิต
อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งนัก ท่านปู่... จึงมิกล้าผลีผลามตัดสินใจ
หวังว่าฮูหยินหลี่จะโปรดเมตตาเข้าใจด้วย!"
"เรื่องนี้มิเห็นจะต้องขออภัยอันใดเลย
มิถึงขั้นนั้นหรอก!" เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว
"การที่ท่านผู้เฒ่ามิได้บอกปัดออกมาตรงๆ
ข้าก็รู้สึกขอบพระคุณยิ่งนักแล้ว!"
คำพูดนี้ยิ่งทำให้หลินอวี่ฮุ่ยรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
นางทำท่าเหมือนจะเอ่ยสิ่งใดแต่ก็ยั้งไว้ ได้แต่ส่งยิ้มอย่างจนใจให้นาง
เหลียนฟางโจวกุมมือนางไว้พลางบีบเบาๆ "ข้าเข้าใจดี
เจ้าอยู่ในฐานะสะใภ้ ท่ามกลางตระกูลใหญ่เช่นนั้น
ย่อมมิใช่ที่ที่เจ้าจะออกความเห็นได้ตามใจชอบ อีกอย่าง นี่เป็นเรื่องของราชการ
ข้ามิเคยคิดจะใช้ความสนิทสนมส่วนตัวมาบีบบังคับให้เจ้าต้องทำสิ่งใด! การที่ข้าอยู่ที่นี่แล้วมีเพื่อนอย่างพวกเจ้าไว้พบปะสังสรรค์
พูดคุยคลายเหงา ก็นับว่าดีมากแล้ว จะกล้าเรียกร้องสิ่งใดไปมากกว่านี้ได้อีก? เจ้าน่ะ หากคิดมากไป
วันหน้าข้าคงมิกล้าเชิญเจ้ามาเป็นแขกที่นี่อีกแล้วนะ!"
คำพูดนี้ทำให้หลินอวี่ฮุ่ยหลุดยิ้มออกมา นางย่อกายลงคารวะอย่างงดงาม
"เป็นข้าเองที่เขลาเยี่ยงสตรี ไร้ทัศนวิสัย
จนทำให้ฮูหยินต้องขำเสียแล้ว"
"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ดูสิ
เจ้าพูดเรื่องนี้อีกแล้ว!" เหลียนฟางโจวค้อนนางอย่างไม่จริงจัง
ทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้กัน
เมื่อหลี่ฟู่ได้รับทราบผลลัพธ์นี้ เขาก็มิได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
พลางยิ้มกล่าว "สมกับที่เป็นสกุลเล่อเจิ้งจริงๆ
ป้องกันเสียแน่นหนาประดุจกำแพงเหล็ก ( น้ำสาดไม่เข้า)
ใครก็อย่าหวังจะมาเอาเปรียบพวกเขาได้แม้เพียงกระผีกริ้น!
และอย่าหวังจะมายืมอิทธิพลของพวกเขาได้ง่ายๆ เลย!"
เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็อดขำมิได้
"ท่านผู้เฒ่าสกุลเล่อเจิ้งนี่ก็นะ ระมัดระวังตัวจนเกินขอบเขตไปเสียหน่อย!
ทำตัวแบบนี้มิยอมล่วงเกินฝ่ายใดเลย คนอื่นน่ะช่างเถิด
แต่สกุลเหลียงมีหรือจะไม่ขุ่นเคืองเขา?"
หลี่ฟู่รู้สึกสะกิดใจเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก
ทว่ากลับวูบหายไปจนนึกไม่ออกในทันที
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อนายท่านเติ้งและบรรดาพ่อค้ากลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่โถงรับรองหลังศาลาว่าการ
บรรยากาศกลับดูผ่อนคลายและคุ้นเคยกันมากขึ้น
ต่างคนต่างทักทายปราศรัยกันอย่างเป็นกันเอง คำกล่าวที่ว่า "ครั้งแรกแปลกหน้า
ครั้งที่สองคุ้นเคย" ช่างเป็นสัจธรรมที่แท้จริง
ผลการลงคะแนนออกมาอย่างรวดเร็ว พ่อค้ามากกว่าสองในสามแสดงเจตจำนงว่า ไม่ต้องการเงินสดชดเชย
แต่ขอใช้ "ข้อแลกเปลี่ยนอื่น" เป็นการชดเชยแทน
หลี่ฟู่พร้อมกับใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้จึงตัดสินความตามนั้น
ขั้นตอนต่อไปคือการหารือว่า "ข้อแลกเปลี่ยน" นั้นจะเป็นสิ่งใด
ซึ่งเรื่องนี้มิมิอาจทำเป็นโจทย์เลือกตอบได้อีกต่อไป
ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาต่อรองกันจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง
ภายในโถงรับรอง พ่อค้าต่างถกเถียงกันจนอารมณ์พุ่งพล่าน
เสียงดังระงมไม่ต่างจากตลาดสด หลี่ฟู่นั้นเป็นพวกแพ้ทางเรื่องการโยนกันไปมาแบบ
"เตะลูกหนัง" เช่นนี้ ยิ่งได้ยินเสียงโต้เถียงก็ยิ่งปวดหัว
จึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปกลางคันอีกครั้ง
ทว่าครานี้ เขาไม่ได้ตำหนิหรือแสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย
ทั้งยังกำชับให้ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้ดูแลต้อนรับทุกคนให้ดี
บรรดาพ่อค้าต่างรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า
ที่แท้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลมิได้น่ากลัวอย่างที่คิด
แต่กลับเป็นขุนนางที่ใจดีและเข้าถึงง่ายยิ่งนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้ การถกเถียงจึงยิ่งดุเดือดและไร้ข้อกังวลมากขึ้นไปอีก
ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้เห็นทุกคนถกเถียงกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย
โดยมีเพียงขนมไม่กี่ชิ้นรองท้อง แต่ละคนกลับยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือและฮึกเหิมยิ่งนัก
พวกเขาทั้งสองก็เริ่มจะปวดขมับขึ้นมาบ้าง จึงอาศัยจังหวะที่พอจะมีช่องว่าง
รีบประกาศให้ทุกคนแยกย้ายกันไปก่อน โดยให้กลับไปปรึกษาหารือกันให้ดี
แล้วอีกสิบวันค่อยส่ง "ข้อเสนอ"
ของตนเองขึ้นมาเพื่อให้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลพิจารณาและเจรจากันต่อ
เหล่าพ่อค้าซึ่งยามนี้เริ่มคุ้นชินกับวิธีการประชุมแบบนี้แล้ว
ต่างรับคำและขอตัวลากลับไป
เมื่อหลี่ฟู่กลับมาถึงเรือนหลัง
เขามองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสระคนเห็นใจ: ที่แท้ภรรยาของเขาต้องรับมือกับคนพวกนี้ในโลกธุรกิจมาตลอดเลยรึ? ช่างน่าเหลือเกินจริงๆ...
วันต่อมา พ่อบ้านเสี่ยวเฉียน และ ลั่วกว่าง ก็กลับมาจากเขาเหยาซานด้วยท่าทางลิงโลด
พวกเขามิเพียงนำ "หญ้าชำระไขกระดูก" ที่หลี่ฟู่ต้องการกลับมาเท่านั้น
แต่ยังนำสมุนไพรหายากที่ผลิตในท้องถิ่นอีกหลายชนิดมามอบให้หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวอีกด้วย
พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนหน้าตาสดใส ยิ้มกว้างกล่าวกับเหลียนฟางโจวว่า
“ฮูหยินปรีชานัก! ชาวไป๋เหยาเหล่านั้นพอใจกับของขวัญที่ฮูหยินเตรียมไว้ให้มาก
ทุกคนต่างบอกว่าฮูหยินมีน้ำใจยิ่งนัก
นี่แสดงว่าฮูหยินให้ความสำคัญกับพวกเขาและเห็นพวกเขาเป็นสหายจริงๆ!”
เขาบรรยายภาพตอนที่ชาวไป๋เหยาแบ่งปันของขวัญเหล่านั้นด้วยท่าทางมีชีวิตชีวา
จนหงอวี้และชุนซิ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย
เหลียนฟางโจวรับฟังด้วยรอยยิ้มพลางถามว่า “พวกเขาชอบก็ดีแล้ว
แล้วพวกเขาต้อนรับพวกเจ้าดีหรือไม่? พวกเจ้าได้เผลอทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินหรือผิดข้อห้ามของเขาให้ลำบากใจบ้างหรือเปล่า?”
“หามิได้ขอรับ! มิมีเลย!”
พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนตอบอย่างปลาบปลื้ม
“คนเหล่านั้นช่างมีน้ำใจและกระตือรือร้นยิ่งนัก บ่าวกับท่านแม่ทัพลั่วต่างระลึกถึงคำสั่งของฮูหยินเสมอ
ระวังคำพูดและกิริยายิ่งนัก! มิกล้าเดินไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้า
หรือเอ่ยวาจาใดมากความเลย!”
“ดีมาก!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างพอใจ
“พวกเจ้าทั้งสองทำงานคราวนี้ได้ดีเยี่ยม ต้องมีรางวัลให้อย่างงาม! อื้ม...
ให้รางวัลเป็นเงินคนละยี่สิบตำลึงก็แล้วกัน อยากได้สิ่งใดก็ไปหาซื้อเอาเองนะ!”
พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณในความเมตตา
เหลียนฟางโจวโบกมือให้เขาลุกขึ้น
จากนั้นก็ส่งยิ้มให้หงอวี้และชุนซิ่งเพื่อเป็นสัญญาณให้ถอยออกไปก่อน
นางให้พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนนั่งลง
แล้วเริ่มซักถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการไปพบชาวไป๋เหยาในครั้งนี้
ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง? มีการสนทนาสิ่งใดกันบ้าง?
พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรู้ดีว่านางถามเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์สำคัญ
จึงปรับสีหน้าเป็นจริงจังและเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เหลียนฟางโจวตั้งใจฟัง พลางพยักหน้าและยิ้มเป็นระยะ
สุดท้ายนางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนี้ก็ดีมาก!
ดูเหมือนว่าท่านผู้เฒ่าชูอู ท่านย่าซื่อเม่ย
และเหล่าสมาชิกในเผ่าจะมีภาพจำที่ดีต่อพวกเรา เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว!”