วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1337 เจรจาล้มพับ

 

บทที่ 1337 เจรจาล้มพับ

ตระกูลเล่อเจิ้งแม้ขุมกำลังมหาศาล สมาชิกสายหลักสายรองสืบทอดกันมาเนืองแน่น ทว่าเพราะถือคติทางสายกลาง ยึดถือความเรียบง่าย ทุกด้านจึงมิได้โดดเด่นนัก อาศัยเพียงความ "มั่นคง" และ "ความยิ่งใหญ่" เป็นที่ตั้ง

หากใต้เท้าหลี่ผู้นี้เป็นขุนพลกรำศึก ถือหลักอาญาสิทธิ์เหล็ก ขอเพียงมีท่าทีแข็งกร้าวและหาข้ออ้างเข้าจัดการตระกูลเล่อเจิ้งได้ ย่อมไร้ปัญหา ทั้งยังเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ให้ทุกคนรู้จักสำรวมตน

ส่วนตระกูลเหลียงนั้น ในช่วงปีหลังมานี้รุ่งเรืองถึงขีดสุด มีอำนาจบารมีมากที่สุด จนกลายเป็นจ้าวผู้ครองหนานไห่อย่างแท้จริง นี่คือกระดูกชิ้นโต หากสามารถแทะกระดูกชิ้นนี้ได้สำเร็จ ตระกูลอื่นอีกสามแห่งย่อมต้องยอมสยบสวามิภักดิ์ทันที เมื่อนั้นปัญหาในหนานไห่ย่อมคลี่คลายไปตามครรลอง

ทว่าการจะแทะกระดูกชิ้นโตนี้มิใช่เรื่องง่าย ย่อมต้องผ่านการห้ำหั่นนองเลือด

แต่ผู้ว่าการมณฑลคนใหม่มิใช่ขุนนางฝ่ายทหารที่สร้างตัวมาจากกองทัพหรอกรึ? มิได้อาศัยความชอบทางทหารจนได้รับแต่งตั้งเป็นโหวหรอกรึ? คนประเภทนี้มักโปรดปรานการแทะกระดูกชิ้นโตเสียด้วยสิ!

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะวิเคราะห์เยี่ยงไร ตระกูลเติ้งของเขาก็มิควรเป็นรายแรกที่ต้องรับเคราะห์!

ทว่า เขากลับชุบเลี้ยงบุตรสาวที่ "ดี" ยิ่งนัก! ก่อเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนผลักดันตระกูลตนเองขึ้นสู่ยอดคลื่นลมพายุโดยมิอาจหลีกเลี่ยง!

คราก่อนเพียงเพราะหลงรักใต้เท้าหลี่จนทำให้หลี่ฮูหยินขุ่นเคืองใจ และโดนสั่งสอนไปเล็กน้อย แม้จะเป็นเรื่องมิงาม ทว่าก็มิใช่ความผิดที่มิอาจอภัยได้

แต่ครานี้ นางกลับบังอาจถึงเพียงนี้! ถึงขั้นหมายเอาชีวิตหลี่ฮูหยิน!

ลำพังเพียงหมายเอาชีวิตก็ร้ายแรงพอแล้ว แต่นี่กลับใช้กลอุบายที่ชั่วร้ายอำมหิตยิ่งนัก และที่สำคัญคือในยามนั้น ภายในครรภ์ของหลี่ฮูหยินเพิ่งจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขของใต้เท้าหลี่...

เพียงแค่ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ใต้เท้าเติ้งก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แล่นปราดจากกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงท้ายทอยจนหนาวสะท้าน

หลังจากปรึกษาหารือกับบุตรชายทั้งสองและหลงจู๊คนสนิท เขาจึงจำต้องตัดใจสละเส้นทางการค้าเพิ่มอีกสามสาย สายหนึ่งตรงสู่หางโจว สายหนึ่งชี้ไปทางจี่หนาน และอีกสายเชื่อมต่อไปยังหนานชาง ทั้งยังยินดีถอนตัวจากการรับซื้อผลิตผลพื้นเมืองและของป่าในหนานไห่ทั้งหมด พร้อมยกจุดรับซื้อทุกแห่งให้โดยดุษฎี

การกระทำนี้มิต่างจากการเฉือนเนื้อตนเอง เพราะเท่ากับยอมสละกิจการที่เหลืออยู่ถึงสี่ส่วน หากรวมกับเส้นทางการค้าสามสายที่เสียไปก่อนหน้า และความสูญเสียจากการร่วมค้ากับตระกูลฝู ยามนี้ตระกูลเติ้งเหลือกิจการมิถึงครึ่งของแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ!

ใครจะรู้ หลี่ฟู่มิเพียงจะมิยินดีกับการสละกิจการที่มิต่างจากการควักหัวใจนี้ แม้แต่คำตกลงก็มิมีให้!

เขาแค่นยิ้มเย็นชา "ดูจากท่าทางของใต้เท้าเติ้งแล้ว ราวกับว่าฮูหยินของข้าเป็นฝ่ายเอาเปรียบตระกูลเติ้งของท่านอย่างใหญ่หลวงรึ?"

ใต้เท้าเติ้งชะงักงัน ยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า "ใต้เท้าไฉนเอ่ยเช่นนั้น? ข้าน้อยกระทำถึงเพียงนี้ ก็นับว่าเปี่ยมด้วยความจริงใจแล้ว!"

หลี่ฟู่แค่นหัวเราะ "ชิ" ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "จริงใจรึ? เส้นทางการค้าสามสายที่ท่านว่ามา ฮูหยินของข้าจะต้องการหรือไม่มินับเป็นเรื่องสลักสำคัญ เพราะในมือนางก็มีอยู่สามสาย เพียงพอให้นางเล่นสนุกแล้ว! ส่วนกิจการรับซื้อผลิตผลพื้นเมืองและของป่าในหนานไห่ หึๆ ยังต้องรอให้ตระกูลเติ้งของท่านมาหยิบยื่นให้อีกรึ? ข้าว่าท่านกล่าวสลับกันเสียมากกว่า หากจะบอกว่า 'มอบให้' ควรเป็นฮูหยินข้ามอบให้ตระกูลเติ้งเสียมากกว่ากระมัง!"

ใต้เท้าเติ้งทั้งโกรธทั้งแค้น ในใจก่นด่าหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวว่าไร้ยางอาย เขาพลันกัดฟันกรอด "ต้องกระทำเช่นไรหลี่ฮูหยินจึงจะพึงพอใจ ขอใต้เท้าโปรดชี้แนะ!"

ใต้เท้าเติ้งมิเพียงชิงชังหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจว แต่ยังพาลโกรธไปถึงตระกูลเหลียงและตระกูลเล่อเจิ้ง เมื่อวันก่อนเขาและบุตรชายได้ไปเยี่ยมเยียนสองตระกูลนั้น หมายจะขอให้ช่วยออกหน้าไกล่เกลี่ย ใครจะรู้ว่าต่างฝ่ายต่างพากันปัดสอยมิไยดี!

ช่างไร้สายตายิ่งนัก มิรู้รึว่าวันนี้หลี่ฟู่จัดการตระกูลเติ้งได้ วันหน้าย่อมจัดการพวกมันได้เช่นกัน!

ตระกูลเล่อเจิ้งเอาแต่รักษาตัวรอด ตระกูลเหลียงก็เอาแต่ปัดและคอยดูละครฉากใหญ่ มิรู้จริงๆ ว่าพวกมันคิดอ่านประการใด!

หลี่ฟู่ปรายตามองเขาพลางยิ้ม "ท่านกล่าวเช่นนี้แต่แรกก็สิ้นเรื่อง? เพียงวาจาไม่กี่คำ ไฉนต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา! ฮูหยินข้ากล่าวว่า นับแต่นี้ไปให้ตระกูลเติ้งถอนตัวจากกิจการค้าขายกับต่างแดนทั้งหมด เรื่องนี้จึงจะถือว่าสิ้นสุด!"

ใต้เท้าเติ้งเบิกตาโพลง ลอบสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าปอด!

เนิ่นนานกว่าจะเรียกสติคืนมาได้ เขาข่มโทสะพลางเอ่ยว่า "นี่... นี่มิเท่ากับบีบให้ตระกูลเติ้งต้องสิ้นหวังไร้ทางทำกินหรอกรึ!"

หากไร้ซึ่งการค้ากับต่างแดน ตระกูลเติ้งยังจะนับเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ได้อีกรึ? เกรงว่าจะต้องร่วงหล่นลงไปเป็นตระกูลชั้นสามชั้นสี่ในทันที!

เมื่อมิมีการค้าทางทะเล มิมีสินค้าจากโพ้นทะเลมาหมุนเวียน เขาจะเอาสิ่งใดไปขายให้เหล่าพ่อค้า? แล้วผ้าไหม ใบชา และเครื่องปั้นดินเผาที่เคยกว้านซื้อมาเพื่อส่งออก จะระบายให้แก่ผู้ใด?

ผลกระทบนี้รุนแรงเกินกว่าจะประเมินค่าได้ มิหาต้องคำนวณให้เสียเวลา ก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่านี่คือการทำลายรากเหง้าของตระกูล!

ความโกลาหลที่จะตามมา ร้านค้ามากมายต้องปิดตัวลงเพราะขาดสินค้า บ่าวไพร่และหลงจู๊นับมิถ้วนต้องถูกเลิกจ้าง พันธมิตรทางการค้าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำต้องขาดสะบั้นลง...

เกรงว่าต้องผลาญทรัพย์สินจนเกลี้ยง จึงจะพอเอาตัวรอดจากพายุลูกนี้ได้!

"หานเอ๋อร์ทำผิดต่อฮูหยินจริง ทว่าไม้เด็ดครานี้ของหลี่ฮูหยิน มันไม่เกินไปหน่อยหรือ!" ใต้เท้าเติ้งหน้าเขียวคล้ำ เอ่ยเสียงเย็น "ต่อให้ใต้เท้าจะทรงอำนาจวาสนาสูงส่งเพียงใด เรื่องนี้ขอใต้เท้าโปรดประทานอภัย ข้าน้อยมิอาจรับปากได้! หากหลี่ฮูหยินปรารถนาจะระบายโทสะ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมัดนังลูกไม่รักดีมามอบให้หลี่ฮูหยิน จะทุบตีสังหารหรือจัดการประการใดล้วนสุดแท้แต่ฮูหยินจะบัญชา! ข้าน้อยขอลา!"

การจัดการเช่นนี้ แม้จะถูกตราหน้าว่าไร้น้ำใจ เลือดเย็นมิเห็นแก่สายเลือด ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงการค้าบ้าง ทว่าหากเทียบกับการต้องถอนตัวจากการค้าโพ้นทะเลแล้ว ผลเสียนั้นนับว่าเล็กน้อยกระจิริดยิ่งนัก!

มาถึงขั้นนี้ ใครก่อเรื่องย่อมต้องรับกรรมเอง ถือเสียว่ามิเคยกำเนิดนังเด็กนั่นมาก็แล้วกัน! จะให้ตระกูลเติ้งทั้งตระกูลต้องล่มจมเพราะนางเพียงคนเดียวได้อย่างไร!

มิเช่นนั้น น้ำพักน้ำแรงที่เขาสร้างมาค่อนชีวิต มิสูญสิ้นไปกับตาหรอกรึ!

ใต้เท้าเติ้งเอ่ยเสียงเย็นชาพลางประสานมือเตรียมจะจากไป

ทว่ามิทันตั้งตัว ชายฉกรรจ์ในชุดบ่าวไพร่สีเขียวเจ็ดแปดคนพลันปรากฏกายขึ้นที่หน้าประตูอย่างไร้สุ้มเสียง ขวางเส้นทางออกไว้อย่างแน่นหนา

ใต้เท้าเติ้งใจสะท้าน สีหน้าเปลี่ยนแปรไปในฉับพลัน จ้องมองหลี่ฟู่พลางคำรามเสียงต่ำ "ใต้เท้าหลี่หมายความว่าอย่างไร!"

หลี่ฟู่เพียงแค่นยิ้มเย็น มิได้ปริปาก

ลางสังหรณ์ร้ายในใจใต้เท้าเติ้งยิ่งทวีความรุนแรง เขาตวาดกร้าว "ใต้เท้าหลี่คิดจะควบคุมตัวข้าน้อยรึ! ข้าน้อยมีความผิดประการใด!"

หลี่ฟู่แค่นยิ้ม "เปิ่นกวน (ข้าผู้เป็นขุนนาง) บอกว่าเจ้ามีความผิด เจ้าก็ย่อมมีความผิด เจ้าคิดว่าคนภายนอกจะเชื่อข้า หรือจะเชื่อเจ้า? บุตรสาวของเจ้าบังอาจคิดสังหารฮูหยินของข้า ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง! ข้าจะจับตัวเจ้าไว้ เจ้ายังกล้าร้องขอความเป็นธรรมอีกรึ?"

"ข้า—" ใต้เท้าเติ้งพลันสิ้นฤทธิ์ลงทันตา เขาผู้เป็นบิดามีหน้าที่ต้องสั่งสอนบุตรสาว จะร้องขอความเป็นธรรมได้อย่างไร?

"ข้ากล่าวแล้ว พรุ่งนี้จะมัดนังลูกไม่รักดีมาส่งให้! ความผิดนางมิอาจอภัย ใต้เท้าจงจัดการไปตามกฎหมายบ้านเมืองเถิด!" ใต้เท้าเติ้งเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง

หลี่ฟู่หัวเราะ "ชิ" ออกมาคราหนึ่ง "ท่านวางใจเถิด นางหนีมิพ้นแน่! และตัวท่านเอง... ก็หนีมิพ้นเช่นกัน! คน! พาใต้เท้าเติ้งลงไปดูแลให้ดี อย่าให้ใต้เท้าต้องลำบาก!"

สิ้นเสียงสั่งการของหลี่ฟู่ ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ขานรับ "ขอรับ!" พร้อมกัน ก่อนจะรวบตัวใต้เท้าเติ้งไว้

ใต้เท้าเติ้งทั้งตระหนกทั้งโกรธแค้น ตวาดเสียงหลง "หลี่ฟู่! เจ้าใช้หน้าที่ล้างแค้นส่วนตัว!"

หลี่ฟู่จ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบพลางเอ่ย "เติ้งเสี่ยวหยา ท่านช่างสำคัญตนผิดไปแล้ว! บุตรสาวท่านลงมือกับฮูหยินข้าคราแล้วคราเล่า หากข้ายอมละเว้นท่านไป วันหน้าฮูหยินข้าคงมิอาจอยู่อย่างสงบสุขได้! หากจะโทษ ก็จงโทษที่ท่านชุบเลี้ยงบุตรสาวได้ 'ดี' ยิ่งนัก จะโทษผู้อื่นมิได้! ท่านวางใจ ข้าทำงานมีขั้นตอนมีเหตุผล ความแค้นย่อมมีต้นสายปลายเหตุ ท่านแม้มีความผิดฐานสั่งสอนบุตรมิได้ความ ทว่าโทษนั้นมิถึงตาย ข้าเพียงต้องขออภัยที่ต้องให้ท่านพำนักอยู่ที่นี่อย่างสงบสักสองสามวัน เมื่อพ้นกำหนดแล้วย่อมจะส่งท่านกลับไป! ทว่า หากท่านมิสำรวมคิดจะก่อเรื่อง ก็จงลองดู! เอาตัวไป!"

 

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1336 วาจาเชือดเฉือน

 

บทที่ 1336 วาจาเชือดเฉือน

รอยยิ้มบนดวงหน้าของเหลียนฟางโจวยิ่งดูเบิกบานขึ้น ทว่าแววตากลับกลายเป็นประกายเย็นวูบ นางแค่นเสียงฮึเบาๆ พลางเอ่ยยิ้มหยัน "เคารพกฎหมายบ้านเมือง? ถ้อยคำนี้ใต้เท้าเติ้งมิสู้เก็บเอาไว้จะดีกว่า กล่าวออกมามีแต่จะชวนให้หัวร่อจนฟันหัก! ทว่าก็ยากจะกล่าว บางทีใต้เท้าเติ้งอาจเคารพกฎหมายจริงดังว่า เพียงแต่กลับชุบเลี้ยงบุตรสาวที่มีขวัญกล้าเทียมฟ้าเกินไปกระมัง!"

"หลี่ฮูหยิน!" สองสามีภรรยาตระกูลเติ้งหน้าถอดสี ฮูหยินเติ้งบีบผ้าเช็ดหน้าจนมือชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น

"ฮูหยินข้าเพียงล้อเล่น กล่าววาจาไปตามอำเภอใจเท่านั้น พวกท่านรีบนั่งลงเถิด นั่งคุยกัน!" ในที่สุดหลี่ฟู่ก็ยิ้มพลางออกหน้าไกล่เกลี่ย เขายกมือขึ้นเป็นเชิงเชิญสองสามีภรรยาตระกูลเติ้ง ก่อนจะหันไปยิ้มอย่างทะนุถนอมให้ภรรยาข้างกาย "เอาเถิด เย้าแหย่แต่พอควร ดูสิ เจ้าทำเอาใต้เท้าเติ้งกับฮูหยินเสียขวัญหมดแล้ว"

เหลียนฟางโจวเม้มปาก ยิ้มพลางว่า "ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะขวัญอ่อนถึงเพียงนี้? ช่างมิทนต่อการหยอกเย้าเอาเสียเลย ผิดกับคุณหนูเติ้งที่ดูจะมีขวัญกล้ามิใช่น้อย!"

คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาใต้เท้าเติ้งและฮูหยินเติ้งรู้สึกราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มอีกครา

"จะนำมาเปรียบกันได้อย่างไร?" หลี่ฟู่หัวเราะ "ใต้เท้าเติ้งก็ส่วนใต้เท้าเติ้ง คุณหนูเติ้งก็ส่วนคุณหนูเติ้ง ย่อมมิอาจนำความผิดของคุณหนูเติ้งมาโยนใส่ศีรษะใต้เท้าเติ้งได้ มิใช่หรือ?"

"ใต้เท้าหลี่ปรีชายิ่งนัก!" ใต้เท้าเติ้งลอบทอดถอนใจด้วยความขมขื่นในอก หากปล่อยให้หลี่ฮูหยินรุกคืบต่อไปเช่นนี้ มิรู้ว่านางจะขุดคุ้ยเรื่องอันใดขึ้นมาประจานอีก!

คำกล่าวของใต้เท้าหลี่นับเป็นบันไดชั้นเลิศที่พาดลงมาให้ หากมิรีบก้าวลงไป ยามหน้าเกรงว่าจะมิมีโอกาสงามเช่นนี้อีกแล้ว!

แม้ในใจเขาจะรู้แจ้งว่า ใต้เท้าหลี่มิได้มีใจเอนเอียงเข้าข้างตนอย่างแน่นอน และหลังจากนี้ย่อมต้องมีเงื่อนไขตามมาอีกเป็นขบวน ทว่าในยามนี้จะมัวพะวงสงสัยมิได้เด็ดขาด!

ใต้เท้าเติ้งกัดฟันกรอด ทรุดกายลงคุกเข่า ประสานมือโน้มศีรษะกล่าวว่า "สามัญชนผู้นี้ละอายใจยิ่งนัก! ใต้เท้าหลี่ หลี่ฮูหยิน ข้าน้อยสั่งสอนบุตรสาวไม่ได้ความกลับปล่อยให้นางกระทำการอุกอาจปานนั้น ข้าน้อยละอายต่อท่านทั้งสองยิ่ง! หากใต้เท้ามีบัญชาประการใด ข้าพเจ้ายินดีน้อมรับคำสั่งสอนทุกประการ!"

ฮูหยินเติ้งก้มหน้านิ่งมิปริปาก รีบคุกเข่าลงตามสามีไปทันที

หลี่ฟู่ประคองเหลียนฟางโจวให้นั่งลง ก่อนจะยิ้มกล่าว "ใต้เท้าเติ้งลุกขึ้นก่อน มีสิ่งใดค่อยๆ เจรจากัน ในเมื่อวันนี้เชิญพวกท่านมา ก็เพื่อมาสนทนาพาที มิได้คิดจะข่มเหงน้ำใจแต่อย่างใด!"

"ขอบพระคุณใต้เท้า! ขอบพระคุณใต้เท้า!" ฮูหยินเติ้งขอบตาแดงพราย เอ่ยรับด้วยความตื้นตัน

ส่วนใต้เท้าเติ้งยังคงกระวนกระวายใจ มิอาจหยั่งรู้ได้ว่าหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวกำลังคิดอ่านประการใด การคุกเข่าเช่นนี้เป็นเพียงการแสดงท่าที มิอาจหวังผลให้เรื่องราวสิ้นสุดลงได้ เมื่อใต้เท้าหลี่ออกปากแสดงท่าทีแล้ว เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะคุกเข่าต่อ จึงเอ่ยขออภัยแล้วลุกขึ้นกลับไปนั่งที่เดิม

เหลียนฟางโจวแค่นเสียงฮึพลางยิ้มหยัน นัยน์ตาค้อนปรายใส่หลี่ฟู่ "ท่านช่างใจกว้างนัก ระวังเถิด ผู้อื่นจะยิ่งได้ใจจนมิตระหนักในน้ำใจของท่าน!"

หลี่ฟู่ยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี พลางเอ่ยปลอบว่า "เอาเถิด ฮูหยินกล่าวมามิใช่ไร้เหตุผล ทว่าใต้เท้าเติ้งมิใช่คนเช่นนั้น ฮูหยินคอยดูเถิด"

เหลียนฟางโจวกลับลุกขึ้นยืนพลางหัวเราะ "จะดูอันใดก็ดูไปผู้เดียวเถิด! ในเมื่อท่านเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็จะรอดูเพียงท่าน หากท่านมิอาจระบายโทสะแทนข้าได้ หึ... บุตรของท่านยังอยู่ในท้องข้า คอยดูว่าข้าจะทรมานลูกท่านอย่างไร!"

ใต้เท้าเติ้งและฮูหยินเติ้งใจหายวาบ สีหน้าเปลี่ยนแปรไปพร้อมกัน หลี่ฮูหยินตั้งครรภ์แล้วรึ! ดูจากครรภ์ที่ยังมิปรากฏชัด คงมิเกินสามเดือนเป็นแน่...

นับว่าสวรรค์ยังเมตตา ดูท่าทารกในครรภ์คงมิเป็นไร มิเช่นนั้นโทษทัณฑ์ของบุตรสาวพวกตนคงหนักหนาสาหัสยิ่งกว่านี้!

"อย่าเหลวไหล!" หลี่ฟู่ได้ยินคำหยอกล้อนั้น แม้รู้ว่าเป็นเพียงวาจาเย้าแหย่ ทว่าหัวคิ้วยังขมวดมุ่นจ้องนางด้วยความมิพอใจคราหนึ่ง

เหลียนฟางโจวแลบลิ้นใส่เขาพลางค้อนควัก "ข้าขี้เกียจจะรั้งรออยู่ที่นี่แล้ว ท่านเป็นผู้ตัดสินใจก็แล้วกัน! ฮูหยินเติ้ง... พอจะมีใจไปเดินชมอุทยานเป็นเพื่อนข้าหรือไม่?"

แม้ฮูหยินเติ้งจะมิเต็มใจแม้เพียงนิด ทว่านางจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร? ได้แต่ลุกขึ้นฝืนยิ้มกล่าวว่า "ฮูหยินเชิญชวน นับเป็นวาสนาของข้าน้อยยิ่งนัก!"

"ฮูหยินเติ้งกล่าวเช่นนี้ ข้าก็เบาใจ!" เหลียนฟางโจวยิ้มพลางวางมือบนแขนหงอวี้เดินจากไป ฮูหยินเติ้งจนใจได้แต่ก้าวเท้าตาม

ยามนี้บ่าวไพร่ของนางล้วนถูกกันไว้ภายนอกประตูชั้นสอง ข้างกายไร้คนคอยรับใช้ ยิ่งทำให้นางว้าวุ่นใจยิ่งนัก ในหัวคิดฟุ้งซ่านไปไกล มิรู้ว่าเหลียนฟางโจวจะรังสรรค์วิธีใดมาทรมานตน

หากนางสั่งให้ข้ารินน้ำชา หรือใช้งานเยี่ยงสาวใช้ ข้าจะปฏิเสธลงได้อย่างไร? ต่อให้ปฏิเสธไป จะมีผลอันใดรึ?

ฮูหยินเติ้งจิตใจรวนเร สติมิอยู่กับเนื้อกับตัว ยามมิทันระวังเกือบจะชนเข้ากับร่างของเหลียนฟางโจว

"ฮูหยินเติ้งเดินเหินมิหูตารึอย่างไร! หากชนเข้ากับฮูหยินของข้า ท่านจะรับผิดชอบไหวหรือ!" หงอวี้ตวาดเสียงดุด้วยความขุ่นเคือง

ฮูหยินเติ้งสะดุ้งสุดตัว ได้สติจึงพบว่าเหลียนฟางโจวหยุดฝีเท้าลงตั้งแต่เมื่อใดมิอาจรู้ หากนางมิทันชะงัก คงได้ชนเข้าเต็มรักเป็นแน่!

"หลี่ฮูหยินโปรดประทานอภัย! ข้าน้อยมิได้ตั้งใจ! เพียงแต่... เพียงแต่ชั่วครู่มิทันสังเกตเจ้าค่ะ..." ฮูหยินเติ้งเหงื่อกาฬซึมโชก รีบย่อกายคารวะขอขมา

เหลียนฟางโจวปรายตามองนางคราหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกล่าว "สีหน้าฮูหยินเติ้งดูแย่นัก มิสบายที่ใดหรือไม่?"

ฮูหยินเติ้งบังเกิดความยินดีในใจ รีบก้าวลงบันไดที่นางทอดมาให้ทันที "ข้าน้อยรู้สึกวิงเวียนศีรษะมาตั้งแต่เช้า ทว่ามิมิเป็นไรมากเจ้าค่ะ! เล็กน้อยเท่านั้น!"

"จะปล่อยไว้ได้อย่างไร!" เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว "ในเมื่อฮูหยินเติ้งมิสบาย เช่นนั้นก็กลับไปพักผ่อนเถิด หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกลางคัน มิใช่จะกลายเป็นความผิดของข้ารึ?"

ฮูหยินเติ้งปรารถนาคำนี้มานาน รีบรับคำก่อนที่เรื่องจะพลิกผัน "เช่นนั้นข้าน้อยขอลาเจ้าค่ะ!" พลางเสริมอย่างสุภาพว่า "มาขัดสำราญของฮูหยินเช่นนี้ ช่างน่าละอายใจยิ่งนัก!"

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางโบกมือ "หามิได้! ยามฮูหยินเติ้งมีมารยาท ก็ช่างมากมารยาทจนเกินไปจริงๆ!"

ฮูหยินเติ้งชะงักไปครู่หนึ่ง มิรู้จะตอบโต้ถ้อยคำที่มีเลศนัยนั้นประการใด ได้แต่ยิ้มแหยพลางงึมงำรับคำ

เหลียนฟางโจวหันไปสั่งหงอวี้ด้วยรอยยิ้ม "ส่งฮูหยินเติ้งออกไปให้ดีเถิด!"

หงอวี้ย่อกายรับคำยิ้มๆ แล้วประคองนางออกไป

เมื่อคล้อยหลัง ฮูหยินเติ้งลอบระบายลมหายใจยาวปานยกภูเขาออกจากอก รีบเร่งฝีเท้าจากไปทันที

เหลียนฟางโจวมองตามแผ่นหลังนั้นพลางยิ้มบางๆ

ทางด้านโถงรับรอง หลังจากสตรีทั้งสองคล้อยหลังไป ใต้เท้าเติ้งก็ชิงสารภาพความผิดต่อหลี่ฟู่ทันที แสดงความเสียใจและละอายใจอย่างสุดซึ้ง ทั้งยังยินยอมชดใช้ความเสียหายทุกประการ เพื่อให้ใต้เท้าหลี่และฮูหยินพึงพอใจ

ยามที่เอ่ยคำเหล่านี้ หัวใจของใต้เท้าเติ้งแทบจะหลั่งโลหิต ในใจบริภาษบุตรสาวที่เก่งแต่ก่อเรื่องไปนับครั้งมิถ้วน!

ก่อนหลี่ฟู่จะเข้ารับตำแหน่ง เขาได้วิเคราะห์วางแผนไว้นับครั้งมิถ้วน ในสายตาของเขา ตระกูลเติ้งเป็นเพียงพ่อค้า ความขัดแย้งกับทางการย่อมน้อยนิด ตระกูลฝูนั้นอยู่ไกลถึงเมืองเฉวียนโจว นอกจากธุรกิจทางทะเลแล้วก็แทบมิสอดมือมายุ่งเรื่องอื่น ตระกูลของตนและตระกูลฝูย่อมมิใช่เป้าหมายแรกที่ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลจะจัดการเป็นแน่

ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ผู้ที่ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลจะลงมือสังฆกรรมเป็นรายแรก หากมิใช่ตระกูลเหลียง ก็ต้องเป็นตระกูลเล่อเจิ้ง

ตระกูลเล่อเจิ้งนั้นเป็นตระกูลเก่าแก่ที่ฝังรากลึกในหนานไห่มานับสองสามร้อยปี เป็นตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่

 

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1335 ขอขมา

 

บทที่ 1335 ขอขมา

ใต้เท้าเติ้งจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบครู่หนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะ "เรื่องนี้ต้องหาทางออกโดยไว มิเช่นนั้นมิใช่เพียงนางจะจัดการนังเด็กนั่น ทว่านางจะจัดการข้า และจัดการตระกูลเติ้งทั้งตระกูล! เจ้าเป็นเพียงสตรีจะไปรู้อะไร! ยามนี้หลี่ฮูหยินกำลังจ้องตะครุบตระกูลเติ้งตาเป็นมัน ครานี้ดีนัก นังลูกไม่รักดีกลับส่งข้ออ้างใส่พานถวายให้ถึงมือ!"

ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเดือดดาล บริภาษออกมาอย่างรุนแรง "นังเด็กสารเลวนั่น นางเป็นอริกับตระกูลเติ้งมาแต่ชาติปางก่อนรึอย่างไร! หรือตระกูลเติ้งติดค้างหนี้สินนางมาแต่ชาติที่แล้วชาตินี้ถึงต้องมาทวงคืน! ทำงานใหญ่เสีย ทำเรื่องเลวร้ายดียิ่งนัก!"

คราก่อนเพียงเรื่องเล็กน้อย ตระกูลเติ้งยังต้องเสียเส้นทางการค้าไปถึงสามสาย เขายังหลงคิดว่าหากหลี่ฮูหยินเบื่อหน่ายเมื่อใดคงพอจะหาทางทวงคืนมาได้บ้าง ทว่ายามนี้เกรงว่ามิเพียงของเก่าจะมิได้คืน ของใหม่ยังจะต้องประเคนให้นางเพิ่มอีก!

ทั้งสองคราล้วนเกิดจากบุตรสาวที่มิเอาถ่านผู้นี้ จะมิให้ใต้เท้าเติ้งกลัดกลุ้มใจได้อย่างไร?

ฮูหยินเติ้งอ้าปากหมายจะโต้แย้ง ทว่าสุดท้ายก็มิได้เอ่ยคำใด ทำได้เพียงซับน้ำตาพลางถามว่า "ท่านพี่ แล้วควรทำประการใดดี!"

ใต้เท้าเติ้งแค่นเสียงฮึอย่างรำคาญใจ "เจ้าบอกว่าวันนี้หลี่ฮูหยินมาเยือนมิใช่รึ? นางกล่าวสิ่งใดบ้าง?"

ฮูหยินเติ้งรวบรวมสมาธิ รีบถ่ายทอดคำพูดของเหลียนฟางโจวออกมาทุกถ้อยคำมิให้ตกหล่น

ใต้เท้าเติ้งบังเกิดความฉงนสงสัยขึ้นมาทันที "นางมิเอ่ยถึงเรื่องนั้นแม้แต่คำเดียวรึ?"

"มิมีเลยเจ้าค่ะ!" ฮูหยินเติ้งส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ "เป็นเพราะนางมิเอ่ยถึงเลยแม้แต่นิดเดียวนี่ล่ะ ที่ทำให้ข้ามิอาจสงบใจได้! มิรู้ว่านางกำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่!"

ใต้เท้าเติ้งขมวดคิ้ว "มิกังขาว่านางวางแผนอันใด ย่อมมิใช่เรื่องดีแน่! เจ้าเองก็กระไร..."

เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความมิพอใจอย่างยิ่ง "เรื่องพรรค์นี้เจ้าคิดจะปกปิดให้พ้นรึ? นางประสบพบเจอด้วยตนเอง พยานหลักฐานใดล้วนมิจำเป็น ในเมื่อนางมิเอ่ย ไฉนเจ้าถึงมิชิงเอ่ยก่อน?"

"ข้า—" ฮูหยินเติ้งถึงกับใบ้กิน นางจะปริปากได้อย่างไร? ยามนั้นนางใช่ว่าจะมิคิดชิงขอขมาลาโทษ ทว่ารู้แจ้งเห็นจริงน่ะเรื่องหนึ่ง แต่จะให้กระทำลงไปน่ะอีกเรื่องหนึ่ง ถ้อยคำเหล่านั้นมันจุกอยู่ที่ลำคอ ลังเลอยู่หลายคราสุดท้ายก็มิอาจเปล่งออกมา จนกระทั่งเหลียนฟางโจวลุกขึ้นกล่าวลานั่นแล!

ใต้เท้าเติ้งเห็นสีหน้านางก็ล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจ จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า "เอาเถิด! พรุ่งนี้เช้าจงรีบให้หวีเอ๋อร์กับทงเอ๋อร์กลับมาที่เมืองหนานไห่เสีย พ่อลูกเราจะได้ปรึกษาหารือกันให้รัดกุม! ส่วนเจ้าจงเตรียมของกำนัลล้ำค่าชุดใหญ่ไว้ เตรียมใจไว้ให้ดี เกรงว่าเราต้องไปขอขมาถึงจวนสกุลหลี่ด้วยตนเอง! ถึงยามนั้นควรจะเจรจาเยี่ยงไร เจ้าจงไปตรึกตรองดูให้ดี!"

ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะกล้าคัดค้านแม้เพียงกึ่งคำ? รีบรับคำสั่งอย่างระมัดระวังทันที

พลันนึกขึ้นได้จึงเอ่ยต่อ "จริงสิเจ้าค่ะ หลี่ฮูหยินกล่าวว่า... พรุ่งนี้นางจะมาอีก... หากนางมา ข้าควรจะรับหน้าอย่างไรดี?"

ใต้เท้าเติ้งแค่นยิ้มเย็น จ้องมองนางเขม็ง "เรื่องแค่นี้ยังต้องมาถามข้าอีกรึ? หากแม้แต่เรื่องขี้ผงเพียงเท่านี้เจ้ายังจัดการมิได้ ตำแหน่งผู้ดูแลจวนนี้เจ้าก็มิต้องเป็นมันแล้ว!"

ฮูหยินเติ้งหน้าซีดเผือด รีบกล่าวว่า "ข้า... พรุ่งนี้เช้าข้าจะส่งจดหมายไปที่จวนหลี่ แจ้งหลี่ฮูหยินว่าพรุ่งนี้ข้ามีธุระต้องออกไปนอกเมือง ขอเลื่อนการเยี่ยมเยียนไปอีกสักสองวันค่อยไปคำนับนางถึงจวน ดีหรือไม่เจ้าค่ะ?"

ใต้เท้าเติ้งแค่นเสียงฮึในลำคอ มิได้คัดค้านอันใด

ฮูหยินเติ้งลอบถอนหายใจแผ่วเบา เรื่องราวจึงได้ข้อสรุปเช่นนี้เอง

วันที่สอง เหลียนฟางโจวจัดการส่งตัวแม่บ้านของจวนเติ้งที่นำเทียบเชิญมาหาให้กลับไป นางหมุนเทียบเชิญสีแดงสดเลี่ยมทองในมือเล่น พลางปรายตามองเห็ดหลินจือขนาดมหึมาล้ำค่าคู่หนึ่งที่ส่งมาพร้อมกัน แล้วลอบแค่นยิ้มเย็นชา

หงอวี้อดมิได้ที่จะยิ้มกล่าวว่า "นายหญิงคำนวณมิมีผิดเพี้ยน ตระกูลเติ้งส่งคนมาจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ!"

"เรื่องเช่นนี้ต้องคำนวณด้วยรึ?" เหลียนฟางโจวยิ้มพลางโยนเทียบเชิญลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างไม่ยี่หระ "ฮูหยินเติ้งเมื่อวานคงขวัญหนีดีฝ่อไปมิน้อย นางไหนเลยจะกล้าเผชิญหน้ากับข้าอีก? หากพบข้าอีกครา เกรงว่านางคงหวาดกลัวจนนั่งมิติดเก้าอี้เสียมากกว่า! นางมิได้ตรึกตรองดูเลยว่า เห็นตระกูลเติ้งเป็นสถานที่วิเศษเลิศเลออันใด ข้าถึงจะต้องมีแก่ใจไปเยือนทุกวี่วัน?"

คำกล่าวนั้นทำเอาชุนซิ่งและหงอวี้พากันหัวเราะร่า ชุนซิ่งทอดถอนใจกล่าวว่า "ฮูหยินเติ้งผู้นั้นยามปกติมิใช่คนเขลา ทว่าครานี้กลับเบาปัญญาไปเสียได้! เมื่อวานนายหญิงอุตส่าห์ไปถึงจวน นางกลับมิมีวาจาอ่อนน้อมแม้กึ่งคำ! บุตรสาวตนเองไปก่อเรื่องงามหน้าอันใดไว้ ตัวนางเองจะไม่ล่วงรู้รึ?"

"นั่นน่ะสิ! หรือยังหลงนึกว่านายหญิงจะยอมรามือไปง่ายๆ!" หงอวี้สำทับ

เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว "นางไหนเลยจะไม่รู้? เพียงแต่ทำใจยอมลดหน้าลาตาลงมิได้เท่านั้น! ทว่านางมิเอ่ยออกมาก็ดีแล้ว นางเป็นเพียงสตรีเฝ้าเรือนหลัง จะเอ่ยสิ่งใดได้? อย่างมากก็แค่ถ้อยคำสวยหรูที่ไร้ประโยชน์! เรื่องนี้... ท้ายที่สุดย่อมต้องให้ใต้เท้าเติ้งเป็นผู้ตบแต่งบัญชีจึงจะนับว่าสิ้นสุด!"

เหล่านายบ่าวหยอกล้อกันครู่หนึ่ง ซวี่เอ๋อร์เดินเข้ามา เหลียนฟางโจวก็หันไปเล่นหัวกับบุตรชาย มิติดใจเรื่องตระกูลเติ้งอีก เมื่อตระกูลเติ้งเตรียมตัวพร้อม ย่อมต้องคลานมาหาถึงที่เอง

ผ่านไปสองวัน ใต้เท้าเติ้งและฮูหยินก็มาขอเข้าพบผู้ว่าการมณฑลและฮูหยินจริงๆ

ยามที่ใต้เท้าเติ้งมาขอพบ หลี่ฟู่ยังคงจัดการราชการอยู่ที่ว่าการส่วนหน้า เหลียนฟางโจวจึงให้คนไปแจ้งหลี่ฟู่ ส่วนตนเองสั่งให้เชิญสองสามีภรรยาตระกูลเติ้งเข้าไปรอที่โถงรับรองในเรือนหลัง พร้อมจัดหาน้ำชาไว้ต้อนรับ

หลินหมอมอจัดแจงที่นั่งให้แขก สั่งสาวใช้ยกชามาถวาย แล้วจึงพาสาวใช้ตัวน้อยถอยฉากออกไปอย่างเงียบเชียบ ในโถงรับรองจึงเหลือเพียงสองสามีภรรยาตระกูลเติ้ง บ่าวไพร่ที่ติดตามมาล้วนถูกกันไว้ภายนอกประตูชั้นสอง

รอบกายเงียบสงัด ผ่านไปเนิ่นนานก็มิเห็นผู้ใดมาต้อนรับ หรือแม้แต่คนเดินผ่าน

ฮูหยินเติ้งเริ่มกระวนกระวายใจ กระซิบถามใต้เท้าเติ้งเสียงเบา "ท่านพี่ ใต้เท้าหลี่กับหลี่ฮูหยินนี่มันอย่างไรกัน? หากมิปรารถนาจะพบก็ควรบอกกล่าว ทว่านี่กลับเชิญเราเข้ามาแล้วปล่อยให้รอเก้อ พวกเขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?"

ใต้เท้าเติ้งเองก็กังขาเต็มอก ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งเฉย "เจ้าจะพูดมากไปทำไม? ให้รอก็รอ มีอันใดต้องถาม? หากการกลั่นแกล้งให้เรารอเช่นนี้จะช่วยให้พวกเขาคลายโทสะลงได้บ้าง ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว!"

ฮูหยินเติ้งฝืนยิ้มแห้ง มิกล้าปริปากอีก

ครู่ใหญ่ หลี่ฟู่จึงประคองเหลียนฟางโจวเดินมาพร้อมขบวนสาวใช้และหมอมอ ใต้เท้าเติ้งเหลือบเห็นก็รีบลุกขึ้นลนลาน ฉุดฮูหยินเติ้งให้ลุกตาม แล้วเดินออกไปต้อนรับทันที

"ใต้เท้าหลี่! หลี่ฮูหยิน!" ใต้เท้าเติ้งประสานมือปั้นยิ้ม

เหลียนฟางโจวปรายตามองพวกเขาคราหนึ่ง ก่อนจะยกมือปิดปากหัวเราะ "คิกๆ" แล้วกล่าวว่า "ใต้เท้าเติ้ง ฮูหยินเติ้ง ออกมาต้อนรับเช่นนี้ ช่างดูราวกับเป็นเจ้าบ้านเสียเอง หากผู้ใดมิรู้ความ คงนึกว่าข้ากับสามีต่างหากที่เป็นแขกมาเยือน!"

สองสามีภรรยาตระกูลเติ้งหน้าม้าน ใต้เท้าเติ้งรีบแก้ตัว "หลี่ฮูหยินกล่าวล้อเล่นแล้ว ทำเอาข้าน้อยมิรู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด! ต่อให้ข้าน้อยใจกล้าเทียมฟ้า ก็มิบังอาจทำตัวเป็นเจ้าบ้านในจวนของใต้เท้าได้หรอก!"

"อ้อ?" เหลียนฟางโจวเลิกคิ้ว ยิ้มหยัน "ในจวนใต้เท้าหลี่มิกล้า แล้วในจวนผู้อื่นเล่า... กล้าหรือไม่?"

"เรื่องนี้... มิกล้า มิกล้าแน่นอน! ข้าน้อยเคารพกฎหมายบ้านเมืองเสมอมา ไหนเลยจะกล้ากระทำการอวดดีไร้มารยาทเช่นนั้น!" ใต้เท้าเติ้งยิ่งอับจนถ้อยคำ ได้แต่แข็งใจปั้นยิ้มสู้

ใครจะคาดคิดว่าหลี่ฮูหยินผู้นี้จะวาจาเชือดเฉือนมิไว้หน้าถึงเพียงนี้? เพียงแรกพบก็สาดประกายไฟใส่กันจนตั้งตัวมิประสาน!

 

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1334 เจตนาที่ยากแท้หยั่งถึง

 

บทที่ 1334 เจตนาที่ยากแท้หยั่งถึง

ใครจะคาดคิด คนที่ถูกส่งไปเชิญหมอเทวดาเซวเกรงว่ายังมิทันถึงเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ ข่าวคราวเรื่องหลี่ฮูหยินกลับคืนสู่เมืองหนานไห่ก็แพร่งพรายออกมา!

มิต่างอันใดกับสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ!

เหลียนฟางโจวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็กระจ่างแจ้งไปกว่าครึ่ง เมื่อเห็นฮูหยินเติ้งยังคงแสร้งทำไขสือมิปริปากเอ่ยอันใด นางก็ลอบแค่นยิ้มเย็นชาอยู่ในที

นางวางถ้วยชาในมือลงแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “มิได้พบคุณหนูสามตระกูลเติ้งเสียนาน นางอยู่ที่ใดเล่า? เหตุใดฮูหยินเติ้งมิเชิญนางออกมาพบปะกันเสียหน่อย?”

เอ๊ะ!” ฮูหยินเติ้งอุทานเสียงหลง สีหน้าเปลี่ยนแปรไปเล็กน้อย นางรวบรวมสมาธิฝืนปั้นยิ้มตอบว่า “หานเอ๋อร์นาง... นางร่างกายมิสู้ดี ยามนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ไร่นานอกเมือง มิได้อยู่ในจวนเจ้าค่ะ”

สิ้นคำนั้น ฮูหยินเติ้งพลันแสร้งทอดถอนใจ สีหน้าเปี่ยมด้วยความเวทนาและระทมทุกข์ “เด็กคนนั้นนับแต่เสียโฉมจนการหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงต้องล้มเลิกไป นางก็ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก จนสติสตังเริ่มเลอะเลือนฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว เฮ้อ... บ่อยครั้งที่นางมิทราบด้วยซ้ำว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไป! ข้าที่เป็นแม่ คิดขึ้นมาคราใดก็ปวดใจเหลือแสน! เสียดายที่ทำได้เพียงเบิกตากลางมองดู มิอาจยื่นมือเข้าช่วยอันใดได้ ใครใช้ให้นางวาสนาน้อยเยี่ยงนี้เล่า...”

กล่าวพลางทอดถอนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามคิดถึงเรื่องโศกเศร้าก็น้ำตาหยดร่วง ร้อนถึงต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบาๆ

นับว่ามิสู้ดีจริงๆ!” เหลียนฟางโจวเอ่ย “มิคาดว่าคุณหนูสามจะมีวาสนาอาภัพถึงเพียงนี้ อายุยังน้อยกลับต้องมาเป็นเช่นนี้ ต่อไปจะทำเยี่ยงไรเล่า! มิทราบว่าอาการของคุณหนูสามเป็นเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว?”

หานเอ๋อร์วาสนาน้อย จะทำประการใดได้!” ฮูหยินเติ้งถอนใจพลางรำพันต่อ “นับแต่เสียโฉมแล้วส่องคันฉ่องดูตนเอง นางก็เริ่มผิดปกติไป ยามนั้นยังมิทรุดหนักเท่าใด ทว่าเมื่อสองเดือนก่อนกลับอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ! บางคราแม้แต่ข้าที่เป็นแม่นางก็ยังจำมิได้ ยามลุแก่โทสะก็ไล่ทุบตีผู้คนมิเลือกหน้า! มิกลัวหลี่ฮูหยินจะหัวเราะเยาะ แม้แต่ข้าเอง... ก็เคยถูกนางผลักจนล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว!”

เหลียนฟางโจวลอบแค่นยิ้มในใจ: นี่คิดจะหาทางลงให้นางรึ? ก็นับว่ามิได้โง่เขลานัก! ทว่า ข้ออ้างก็คือข้ออ้าง ใช้ปัดสอยไปได้เพียงชั่วคราวแต่หามีน้ำหนักไม่! หากข้ายอมรามือเพียงเพราะคำกล่าวไม่กี่ประโยคนี้ มิมันง่ายดายเกินไปหน่อยหรือ!

เช่นนั้นแล้ว ความทุกข์ระทมที่นางต้องเผชิญยามเฉียดกรายชายคาความตายมาหลายครานั้น มิต้องสูญเปล่าหรอกรึ?

นางเป็นคนป่วย เรื่องเยี่ยงนี้มีอันใดน่าขบขัน!” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางกล่าว “ในเมื่ออาการของคุณหนูสามทรุดโทรมถึงเพียงนี้ ฮูหยินเติ้งคงต้องจัดเตรียมคนรับใช้ที่ไว้ใจได้คอยปรนนิบัติพัดวีข้างกายอย่างใกล้ชิดกระมัง?”

ฮูหยินเติ้งอ้าปากค้าง ร่างกายพลันแข็งทื่อไปทันที

ในเมื่อรู้แจ้งว่าบุตรสาวล้มป่วย หากมิจัดแจงคนดูแลให้รัดกุมจะฟังขึ้นได้อย่างไร? ตระกูลเติ้งก็หาใช่ชาวบ้านร้านตลาดที่ไร้กำลังจ้างบ่าวไพร่เสียเมื่อไหร่!

ทว่าในเมื่อจัดเตรียมคนดูแลไว้พร้อมสรรพ แต่บุตรสาวกลับยังออกไปก่อเรื่องฉาวโฉ่เยี่ยงนั้นได้ เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไร? จะหาเหตุผลใดมาล้างตัวให้พ้นผิด?

เจ้า... เจ้าค่ะ... ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว...” รอยยิ้มบนหน้าฮูหยินเติ้งยามนี้ดูขี้เหร่ยิ่งกว่ายามร้องไห้เสียอีก

เหลียนฟางโจวยิ้มกว้างขึ้น พลันเอ่ยต่อ “ทว่า จากที่ข้าได้พบคุณหนูเติ้งคราล่าสุด ข้ากลับมิรู้สึกว่าอาการของนางจะเลวร้ายถึงเพียงนั้น! กิริยาท่าทางคำพูดคำจาของนาง ล้วนดูปกติสามัญยิ่งนัก! มิเห็นแววว่าจะเป็นผู้ที่สติฟั่นเฟือนหรือมีปัญหาทางจิตใจแม้แต่น้อย”

ฮูหยินเติ้งหน้าถอดสีอุทาน "เอ๊ะ!" ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าจ้องมองเหลียนฟางโจวตาค้าง

ยามเมื่อสบประสานกับสายตาอันเย็นเยียบเยี่ยงเหมันตฤดูและทรงอำนาจที่จ้องตรงมา ฮูหยินเติ้งถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบหลบสายตาด้วยความลนลานทำตัวมิถูก

เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆ เตรียมจะลุกขึ้นกล่าวลา

ทว่ามิทันได้ขยับกาย เติ้งเมิ่งหานพลันพรวดพราดเข้ามาจากด้านนอก บ่าวไพร่ที่พยายามขวางไว้มิอาจยับยั้งนางได้เลย

"ท่านแม่! ท่านแม่! ไฉนอยู่ดีๆ ถึงจะให้ข้าไปที่ไร่นา? ข้าไม่ไป! ข้าจะรอหมอเทวดารักษาหน้าของข้า! ข้าไม่ไปที่ใดทั้งนั้น!" เติ้งเมิ่งหานก้าวเข้ามาพลางบ่นอุบอิบด้วยความมิจอยใจ

"หานเอ๋อร์!" ฮูหยินเติ้งใจหายวาบ รู้ซึ้งว่ายามนี้มิอาจกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้แล้ว

เหลียนฟางโจวยกยิ้มที่มุมปาก นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เยี่ยงผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีสงบว่า "คุณหนูสามตระกูลเติ้ง มิได้พบกันเสียหลายวัน ดูท่าทางคุณหนูจะสบายดีมิน้อยนะ!"

เติ้งเมิ่งหานตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป นางหันไปมองครั้นเห็นชัดว่าเป็นเหลียนฟางโจวก็กรีดร้องออกมา "อ๊าย!" พลางโพล่งถาม "เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!"

เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างเกียจคร้าน "ข้ามาเยี่ยมเยียนในฐานะแขก มีสิ่งใดน่าแปลกใจรึ?"

"เจ้า... เจ้า—" เติ้งเมิ่งหานหวาดผวาจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง หัวใจเต้นระรัวปานกลองรบ สีหน้าเปลี่ยนสลับไปมา จ้องมองเหลียนฟางโจวอย่างลนลานทำอะไรมิถูก

ส่วนฮูหยินเติ้งนั้นตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่า นางเพิ่งจะปดไปหยกๆ ว่าบุตรสาวมิได้อยู่ในจวน!

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางลุกขึ้น "ยามนี้เริ่มจะค่ำมืดแล้ว ข้ามิรบกวนดีกว่า ฮูหยินเติ้ง คุณหนูสาม ข้าขอลา! พรุ่งนี้... ข้าจะมาใหม่!"

กล่าวจบ นางก็ปรายตามองสองแม่ลูกด้วยสายตามีเลศนัย ก่อนจะนำบ่าวไพร่เดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

คล้อยหลังเหลียนฟางโจว เติ้งเมิ่งหานถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไป ดีที่ยังคว้าที่เท้าแขนไว้ได้ทันจึงมิล้มพับลงกับพื้น

เหล่าสาวใช้ต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบปราดเข้าไปประคอง

เติ้งเมิ่งหานปล่อยให้บ่าวพยุงตัวนั่งลง นางคว้าสาบเสื้อของมารดาไว้แน่นพลางละล่ำละลัก "ท่านแม่! ท่านแม่! ไฉนนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้! เป็นไปได้อย่างไร! นาง... นางควรจะตายไปแล้วมิใช่หรือ? นางควรจะตายไปแล้วสิ!"

ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะกล้าบอกข่าวเรื่องเหลียนฟางโจวรอดชีวิตให้นางรู้? นางเพียรปกปิดมาตลอด ใครจะคาดว่าสุดท้ายกลับความแตกเอาวันนี้!

"เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกรึ" ฮูหยินเติ้งกล่าวปนน้ำตา "เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร? พวกเจ้ายังเยาว์วัยนัก เห็นความแค้นใหญ่หลวงจนบังตา คิดจะแก้แค้นพ่วงด้วยการระบายโทสะ! ทว่าในโลกนี้มีเรื่องสมมาดปรารถนาถึงเพียงนั้นที่ใด? ในเมื่อเจ้ากล้าทำถึงเพียงนี้ เหตุใดมิบอกข้าแต่แรก ข้าย่อมมิปล่อยให้พวกเจ้าทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ หากลงมือให้ปลิดทิ้งสิ้นซากแต่แรกย่อมดีกว่า!"

เติ้งเมิ่งหานเสียงสั่น "ท่านแม่ ข้าควรทำเช่นไรดี? นาง... นางจะจัดการข้าหรือไม่? ข้ามิต้องการเช่นนั้นนะท่านแม่!"

"เอาเถิดๆ! อย่ากลัวไปเลย!" ฮูหยินเติ้งรวบบุตรสาวมากอดปลอบประโลม "แม่จะช่วยเจ้าเอง แม่จะช่วยเจ้า..."

"ช่วยอย่างไร? ท่านแม่จะช่วยข้าประการใด?" เติ้งเมิ่งหานราวกับพบขอนไม้กลางสมุทร นางเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาที่รื้นด้วยคราบน้ำตาจ้องมองมารดาด้วยความกระวนกระวาย

"..." ฮูหยินเติ้งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว "รอพ่อของเจ้ากลับมา แม่จะปรึกษากับเขา พ่อของเจ้าต้องมีวิธีแน่..." อย่างมากก็แค่ให้กิจการของตระกูลเติ้งเสียหายไปบ้างเท่านั้น

เมื่อเติ้งเมิ่งหานได้ยินถึงบิดา นางก็แสดงท่าทีขลาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ฮูหยินเติ้งเห็นแล้วยิ่งปวดใจ ได้แต่ปลอบขวัญนางอยู่นาน

หลังมื้อค่ำ ฮูหยินเติ้งลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็แข็งใจบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ต้นสายปลายเหตุให้ใต้เท้าเติ้งฟัง

มิทันที่นางจะกล่าวจบ ใต้เท้าเติ้งก็ทั้งตระหนกทั้งโกรธแค้น บริภาษออกมามิน้อยว่า "นังลูกสารเลว!" เมื่อฟังจบเขาก็สั่งคนให้ไปตามตัวเติ้งเมิ่งหานมาพบทันที

ฮูหยินเติ้งร้องไห้พลางรั้งเขาไว้ "เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ท่านตีนางให้ตายจะมีประโยชน์อันใด! ท่านพี่รีบหาทางออกเถิด! หานเอ๋อร์ก็น่าเวทนาพอแล้ว ท่านพี่ทนเห็นหลี่ฮูหยินรังแกนางได้ลงคอเชียวหรือ!"