บทที่ 1361 ถึงคราวตาย?
“ใต้เท้า พวกข้าน้อยถูกใส่ร้าย!”
“พวกผู้ติดตามอย่างข้าน้อยไม่ได้เพิ่งติดตามใต้เท้าเป็นวันแรก
จะกล้าละเมิดข้อห้ามของใต้เท้าได้อย่างไร!”
“ใช่แล้วๆ ต่อให้เอาความกล้ามาให้สิบเท่าก็ไม่กล้าหรอกขอรับ!”
“มีคนมารังแกพวกเราก่อนต่างหาก!”
ทุกคนต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน ส่งเสียงร้องเรียนความลำบากและปฏิเสธกันระงม
หลี่ฟู่ฟังด้วยความรำคาญใจ สะบัดมือตัดบทเสียงอันวุ่นวายนั้น
จ้องไปที่หมิงเจี่ยแล้วกล่าวเสียงเย็นว่า “เกิดอะไรขึ้น เล่ามาให้ชัดเจน
หากมีคำลวงแม้เพียงครึ่งคำ เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนอย่างไร!”
“ขอรับ ข้าน้อยมิกล้าปิดบังใต้เท้า!” หมิงเจี่ยรีบโขกศีรษะแล้วกล่าวว่า
“เรียนใต้เท้า หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จยังหัวค่ำอยู่นัก พี่น้องนอนไม่ค่อยหลับ
เลย... เลยชวนกันออกไปเดินเล่น หาที่ดื่มสุรา ใต้เท้าโปรดพิจารณา พวกเรามิกล้าก่อเรื่อง
เพราะรู้ว่านี่ไม่ใช่ถิ่นของเรา และไม่ได้ไปที่อื่นไกล
ไปเพียงเหลาอาหารปกติในย่านชุมชนที่ไม่ไกลจากที่ทำการนัก
ชื่อว่าเหลาจุ้ยเฟิงขอรับ”
หลี่ฟู่หน้าคล้ำลง กล่าวอย่างเย็นชา “แล้วอย่างไร? ดื่มมากไปจนไปลงไม้ลงมือกับคนอื่นงั้นรึ?”
“พวกข้าน้อยจะกล้าได้อย่างไร!” หมิงเจี่ยรีบกล่าว คนอื่นๆ
ก็รีบพยักหน้ายืนยัน หมิงเจี่ยจึงเล่าต่อ “พวกข้าน้อยกำลังดื่มกันอย่างสำราญ
ไม่นานนักก็มีพวกคนเถื่อนประมาณสิบกว่าคนเข้ามา ผิวคล้ำ ร่างเตี้ยกำยำ
แต่งกายประหลาด ท่าทางดุร้ายดูไม่ใช่คนดีเลย
ใครจะรู้ว่าพวกคนเถื่อนเหล่านั้นกลับเดินอาดๆ เข้ามาสั่งให้พี่น้องเราสละโต๊ะให้
พวกพี่น้องกำลังดื่มกันอยู่ดีๆ และไม่ได้ไปยั่วยุพวกเขา ย่อมไม่ยินยอมจะสละให้
จากนั้น... จากนั้นเมื่อพูดจาไม่เข้าหูเลยเกิดการปะทะกันขึ้น...”
หมิงเจี่ยกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้อีกว่า
“หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นพี่น้องเราไปกันแค่หกคน
และหากไม่ใช่เพราะพวกมันลอบกัดลงมือก่อน
อีกทั้งพวกเรายังมีความเกรงใจและยั้งมือไว้บ้าง
มีหรือที่พวกเราจะพ่ายแพ้พวกลูกสุนัขพวกนั้น? ความอัปยศครั้งนี้มันช่างน่าเหลืออดจริงๆ!”
“หุบปาก! เจ้ายังกล้าพูดอีก!” หลี่ฟู่โมโหยิ่งนัก ตวาดเสียงเย็น
“พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเรามาที่เมืองหลางฉีเพื่ออะไร? ไม่ต้องถามก็รู้ว่าคนที่พวกเจ้าเจอต้องเป็นคนจากเผ่าใดเผ่าหนึ่งที่มาร่วมงานเลี้ยงในคืนพรุ่งนี้แน่!
พวกเจ้าไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา กลับไปโต้เถียงจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ!
สำหรับข้าแล้ว เคราะห์ดีที่พวกเจ้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จะได้จำใส่กะลาหัวไว้
หากพวกเจ้าไปตีคนอื่นจนบาดเจ็บสาหัส
พรุ่งนี้มิต้องให้ข้าส่งตัวพวกเจ้าไปขอขมาเขาหรอกรึ!”
คำพูดนี้ทำให้หมิงเจี่ยและคนอื่นๆ เงียบกริบ ก้มหน้าลงไม่กล้าส่งเสียง
จริงอย่างที่หลี่ฟู่ว่า เขาเป็นถึงปูเจิ้งสื่อ เป็นผู้ปกครองมณฑล
ต่อหน้าคนหมู่มากเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางเข้าข้างผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างออกนอกหน้าได้
ช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีที่มาอยู่ที่มณฑลหนานไห่
พวกเขาพอจะเข้าใจคนแถวนี้อยู่บ้าง ว่าเป็นพวกไร้เหตุผลและดุร้ายอย่างยิ่ง!
หากคืนนี้ฝ่ายพวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ
คนพวกนั้นคงไม่สนเรื่องกาลเทศะหรือหน้าตา
พรุ่งนี้คงวิ่งโร่มาฟ้องร้องขอความเป็นธรรมต่อหน้าหลี่ฟู่แน่
และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะฟ้องต่อหน้าทุกคนในงาน
ถึงตอนนั้น นอกจากส่งตัวพวกเขาออกไปแล้ว หลี่ฟู่จะทำอย่างไรได้อีก?
แล้วคนพวกนั้นจะปรานีใครที่ไหนเล่า? หากตกไปอยู่ในมือพวกมัน
ไม่ตายก็ต้องปางตาย!
เมื่อหมิงเจี่ยและคนอื่นๆ คิดได้ดังนี้ ก็เหงื่อกาฬไหลพราก
นึกกลัวย้อนหลังและนึกโชคดีอยู่ในใจ
“ใต้เท้า” หมิงเจี่ยยิ้มขื่นแล้วกล่าวต่อ “ท่านเข้าใจพวกข้าน้อยผิดแล้ว!
ราษฎรหนานไห่นั้นดุร้าย ท่านและแม่ทัพเซียว แม่ทัพเสิ่น ต่างกำชับพวกเราเสียดิบดี
พวกเราจะกล้าลืมได้อย่างไร? พวกเราไม่มีเจตนาจะหาเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่คนพวกนั้นมารังแกถึงหัว พวกพี่น้องจึงอดรั้นไว้ไม่ไหวชั่วขณะ
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะทำอะไร เห็นพวกมันพูดจาสุนัขไม่รับประทาน
จึงสำแดงตัวตนออกไปเพื่อให้พวกมันถอยไปเสีย หรือหุบปากให้สำรวมบ้าง
ใครจะรู้ว่านอกจากจะไม่ถอย พอระบุฐานะไปแล้ว พวกนั้นกลับหัวเราะเยาะอย่างยโส
พ่นคำสามหาวออกมามากกว่าเดิม อาศัยจังหวะที่พี่น้องไม่ทันระวังลงมือก่อน
แถมยังบอกว่าพวกเราถึงคราวตายแล้วยังจะมาทำยโสอีก!”
เว่ยเฟิง หลิวซู่ และคนอื่นๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น
ต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง ช่วยกันพ่นคำเรียกร้องความเป็นธรรมระงม
“ใต้เท้า หมิงเจี่ยพูดถูกขอรับ เป็นเช่นนั้นจริงๆ!”
“ไอ้พวกหมาหมู่นั่น ไม่รู้ใครให้ความกล้าสุนัขๆ กับพวกมัน!
ไม่เพียงแต่ด่าพวกพี่น้อง แม้แต่ใต้เท้าท่านพวกมันก็ด่า!”
“ใช่ขอรับ ใต้เท้าไม่ได้เห็นกับตา หากท่านเห็นเข้าท่านต้องโกรธแน่!
พวกสารเลวนั่น! ถึงกับด่าว่าพี่น้องเราถึงคราวตายแล้วยังปากแข็งบ้างละ
หาที่ตายบ้างละ ส่งตัวเองมาตายบ้างละ พูดจาดูถูกเหยียดหยามสุดจะบรรยาย!”
“เพราะเหตุนี้ พี่น้องเราถึงได้ทนไม่ไหวชั่วขณะ...”
เมื่อฟังเสียงตัดพ้อด้วยความโกรธแค้นของทุกคน ในใจของหลี่ฟู่พลันวูบไหว
ราวกับมีบางสิ่งแล่นผ่านเข้ามา แต่ชั่วขณะนั้นเขายังไม่สามารถคว้าจับมันไว้ได้
เขาขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ถึงกระนั้น พวกเจ้าก็ควรหลีกเลี่ยงเสีย
การมาลงไม้ลงมือกับคนที่เมืองหลางฉีแห่งนี้
ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็ไม่ใช่เรื่องที่มีหน้ามีตาอะไร พวกเขาไม่ใช่พวกหู
หรือพวกหนี่เจิน (แมนจู) พวกเจ้าไม่เข้าใจหลักการตื้นๆ แค่นี้รึ?”
พูดจบเขาก็โบกมือหยุดเสียงเซ็งแซ่ของทุกคน แล้วหันไปทางประตูสั่งว่า
“ไปเชิญใต้เท้าจานมาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
ทหารนายหนึ่งรับคำสั่งแล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปทันที
ใต้เท้าจานที่หลับสนิทจนเข้าสู่ห้วงนิทรา
เมื่อถูกปลุกให้ตื่นตอนแรกก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
แต่เมื่อได้ยินว่าใต้เท้าหลี่เชิญพบ ก็นึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้น
ความง่วงพลันหายเป็นปลิดทิ้ง รีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วตามทหารคนสนิทมา
หลี่ฟู่พยักหน้าให้เขาและเชิญให้นั่งลง พลางยิ้มกล่าวว่า
“รบกวนฝันหวานของใต้เท้าจานเสียแล้ว! เป็นเพราะเจ้าพวกไม่เอาถ่านพวกนี้แท้ๆ
ที่ก่อเรื่องให้ข้า!”
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆ แล้วกล่าวแก่ใต้เท้าจานว่า
“ใต้เท้าจานรู้จักเผ่าต่างๆ ในหนานไห่ดีกว่าข้า
พอจะสันนิษฐานได้หรือไม่ว่าคนพวกนั้นคือใครกันแน่?”
ใต้เท้าจานตกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าคืนแรกที่มาถึงจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนดูไม่ค่อยดี จึงรู้ว่าคงถูกใต้เท้าหลี่ตำหนิมาอย่างหนัก
เขาพยักหน้าแล้วประสานมือยิ้มให้หลี่ฟู่ “ให้หมิงเจี่ยและคนอื่นๆ
อธิบายลักษณะให้ละเอียดหน่อย บางทีผู้น้อยอาจจะเดาออกบ้าง!
แต่ก็ไม่รับประกันนะขอรับ! เพราะเผ่าใหญ่น้อยในหนานไห่มีมากเกินไป
ผู้น้อยเองก็ไม่กล้าการันตีว่าจะรู้จักทั้งหมด!
อีกอย่างหนึ่งผู้น้อยขออนุญาตพูดสอดสอดหน่อยนะขอรับใต้เท้า
คนพวกนั้นส่วนใหญ่ป่าเถื่อนไร้เหตุผล จริงๆ แล้วไม่อาจโทษพวกหมิงเจี่ยได้หรอกขอรับ
ขอใต้เท้าอย่าได้ตำหนิพวกเขาอีกเลย!”
หมิงเจี่ยและคนอื่นๆ ต่างมองเขาด้วยความซาบซึ้ง
หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “ตีกันไปแล้ว
ตอนนี้มาสืบสาวราวเรื่องจะมีประโยชน์อันใด? เรื่องนั้นช่างมันก่อน!
พวกนั้นมีลักษณะเด่นอย่างไร พวกเจ้ายังไม่รีบบอกมาอีก!”
ทุกคนรีบรับคำและช่วยกันพรรณนาคนละประโยคสองประโยค
โดยมีใต้เท้าจานตั้งใจฟังอย่างละเอียด
ฟังอยู่ครู่หนึ่ง ใต้เท้าจานก็บอกให้ทุกคนหยุด แล้วกล่าวว่า “ใต้เท้า
ผู้น้อยเข้าใจแล้ว คนที่พวกหมิงเจี่ยเจอนั้น
ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนจากเผ่าที่เรียกว่า ‘เฮยหลี’ (หลีดำ) ขอรับ”
เขาพยักหน้าพลางยิ้มขื่น “จะว่าไปก็ช่างบังเอิญนัก
เผ่าเฮยหลีนี้เป็นเผ่าใหญ่อันดับสามของเมืองหลางฉี
แต่กลับป่าเถื่อนดุร้ายและบ้าดีเดือดที่สุด! แม้ขนาดของเผ่าจะอยู่อันดับสาม แต่หากพูดถึงเรื่องความมุทะลุและชอบใช้กำลังละก็
ไม่มีใครเทียบได้ และไม่มีใครกล้าตอแยด้วย!
เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องนักเลงเจ้าถิ่นของเกาะหลางฉีเลยทีเดียว
หากใต้เท้าไม่เชื่อลองถามใต้เท้าจ้าวดูได้ขอรับ
สิ่งที่ใต้เท้าจ้าวปวดหัวที่สุดก็คือพวกเขานี่แหละ!”