บทที่ 1457
เส้นผมบังภูเขา
จวนตระกูลเหลียนกว้างขวางทว่ามีขอบเขต
หรงเฟยอวี่สั่งค้นหาแบบปูพรมจนในที่สุดก็พบสวีอี้หยุนที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของสวน
ที่นั่นเคยเป็นสวนดอกเหมย
ทว่าเมื่อขาดคนดูแลมาแรมเดือน วัชพืชจึงขึ้นรกชัฏ
เถาวัลย์พันเกี่ยวปกคลุมเส้นทางจนสิ้น
กิ่งเหมยที่ยื่นระเกะระกะทำให้บรรยากาศดูรกร้างวังเวงยิ่งนัก
ท่ามกลางความสงัดเงียบ
สองสายตาประสานกัน สวีอี้หยุนหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้าง
ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับตกบ่อพยัคฆ์!
ส่วนหรงเฟยอวี่กลับหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง!
สวีอี้หยุนขยับกายหมายจะหนี
แต่เสียงตวาดของหรงเฟยอวี่ดั้งขึ้น “หยุดนะ!”
คำนั้นรั้งสตินางให้คืนมา...
เขาพบนางแล้ว บุรุษใจโฉดผู้นี้พบนางแล้ว! จะหนีไปที่ใดได้อีก?
“หรงเฟยอวี่
เจ้าต้องการอะไร!” สวีอี้หยุนจ้องเขาด้วยสายตาเกลียดชังสุดแสน
ในเมื่อหนีไม่พ้น
ก็เหลือเพียงความตาย นางยอมปลิดชีพตนเอง ดีกว่าต้องตกอยู่ในน้ำมือคนผู้นี้
ความเศร้าสร้อยจู่โจมหัวใจ
นางคงไม่อาจอยู่รอจนเขากลับมาได้แล้ว...
ภาพใบหน้าของสามีและบุตรชายวาบขึ้นในหวนคำนึง มอบการปลอบประโลมและพลังครั้งสุดท้ายให้นาง
ชาตินี้...
นับว่าไม่เสียทีที่เกิดมาแล้ว!
นางเชื่อว่าเขาจะดูแลลูกอย่างดี
ในเมื่อคนที่นางรักที่สุดยังมีชีวิตอย่างปลอดภัย เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!
นางคือคนตระกูลเหลียน ต่อให้ต้องตาย ก็จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี
สายตาของนางทำเอาหรงเฟยอวี่เดือดดาล!
นางบังอาจมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้ได้อย่างไร!
ครั้งหนึ่งนางเคยมองเขาด้วยความเทิดทูนและรักใคร่ลึกซึ้งท่วมท้นฟ้าดิน
แต่ผ่านไปเพียงไม่นาน ทุกอย่างกลับพลิกผันไปสิ้น!
ใจสตรี...
ช่างเป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจที่สุดในใต้หล้าจริงๆ!
หรงเฟยอวี่แค่นยิ้มเย็นชา
“สวีอี้หยุน คิดไม่ถึงล่ะสิว่าสุดท้ายเจ้าจะหนีไม่พ้นเงื้อมมือข้า! นังแพศยา
เจ้าทำข้าเจ็บแสบนัก!”
“งั้นหรือ?” วาจาอาฆาตนั้นกลับทำให้สวีอี้หยุนแย้มยิ้ม
นางยิ้มกว้างอย่างแจ่มใส
“ข้าก็คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะโง่เง่าหลอกง่ายเพียงนี้!
เห็นหรือไม่ว่าสวรรค์ลิขิตไว้แล้ว ข้าไม่เคยโป้ปด
แต่ครั้งแรกที่ลงมือกลับต้มตุ๋นเจ้าได้เสียสนิท
คงต้องบอกว่าสันดานเจ้ามันทรามเกินไป สวรรค์ถึงไม่เข้าข้าง!”
หรงเฟยอวี่โกรธจนหน้าเขียว
“ฝีปากกล้าขึ้นมากนะ!
เสียดายที่วันนี้สามีที่เป็นถึงแม่ทัพเป็นถึงโหวของเจ้าไม่ได้อยู่ช่วย หยุนเอ๋อร์...
เห็นแก่ที่เคยรู้จักกัน หากเจ้าคุกเข่าอ้อนวอนและยอมทำตามคำสั่งข้าแต่โดยดี
ข้าอาจจะยอมรามือ!”
“อย่ามาทำข้าสะอิดสะเอียน!”
สวีอี้หยุนตวาดขัดประโยคชวนคลื่นไส้นั้น “หรงเฟยอวี่
ข้าไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไป มีเพียงเรื่องเดียวที่เสียใจ...
คือการได้รู้จักคนต่ำช้าเช่นเจ้า!”
หรงเฟยอวี่หัวเราะลั่น
“หยุนเอ๋อร์ เลิกเล่นสงครามน้ำลายเถอะ ข้าหมดความอดทนแล้ว ไปกับข้าเสียดีๆ!”
เขาย่างสามขุมเข้ามาด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม
ทว่าสวีอี้หยุนกลับชักปิ่นเงินออกมา พลางถอยหลังหนี “ข้าไม่มีวันไปกับเจ้า
คนตระกูลเหลียนไม่มีใครขี้ขลาด!”
ขาดคำ
นางก็เงื้อปิ่นเงินแทงเข้าที่ลำคออย่างไม่ลังเล!
หรงเฟยอวี่ตกใจสุดขีดแต่รั้งไม่ทัน
เขาหลับตาลงด้วยความขลาดกลัว ไม่นึกว่านางจะใจเด็ดถึงเพียงนี้
ทว่า...
ความตายที่คาดไว้กลับไม่มาถึง เสียง “เคร้ง!” ดังขึ้นพร้อมเสียงอุทานเบาๆ
ของสวีอี้หยุน ปิ่นเงินกระเด็นหลุดมือไป
พร้อมกับอ้อมแขนอันทรงพลังที่รวบเอวของนางไว้มั่น
เมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมลุ่มลึกที่คุ้นเคย
หัวใจของสวีอี้หยุนก็สั่นสะท้านไปด้วยความรู้สึกนับพันประการ
นางจ้องมองเขาด้วยความโหยหา น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นและร่วงหล่นลงมาทีละหยด
มืออันอบอุ่นเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบา
เหลียนเจ๋อทอดถอนใจด้วยความรักระคนสงสาร “เด็กโง่เหตุใดถึงทำเช่นนี้? ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือ... ให้เจ้าอยู่รอข้ากลับมา
ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอย่างไร หรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เจ้าคือภรรยารักเพียงหนึ่งเดียวของข้าตลอดไป!”
สวีอี้หยุนสะอื้นไห้พลางยิ้มทั้งน้ำตา
นางกำสาบเสื้อเขาไว้แน่น “ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม... ท่านกลับมาแล้ว อาเจ๋อ
ท่านกลับมาจริงๆ!”
“อืม
ข้ากลับมาแล้ว” เหลียนเจ๋อลูบหลังปลอบโยน “ข้ากลับมาแล้ว
จะไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก ดูซิ... เจ้าผอมลงไปตั้งเท่าไร”
เขาลูบไล้ใบหน้าที่เคยนวลปลั่งแต่บัดนี้กลับซูบเซียวด้วยความเวทนา
หลายวันที่ผ่านมานางต้องดิ้นรนท่ามกลางภยันตรายและเป็นห่วงเขากับลูก
จะไม่ให้ทรุดโทรมได้อย่างไร
สวีอี้หยุนเม้มปาก
พลางเบี่ยงหน้าหลบสายตา “ข้า... ข้าดูน่าเกลียดมากใช่หรือไม่?”
เหลียนเจ๋อทั้งขำทั้งเอ็นดู
“ไม่น่าเกลียดเลย... เจ้ายังงดงามที่สุดเสมอ”
ใบหน้าซีดเซียวของสวีอี้หยุนพลันซับสีเลือด
นางค้อนขวับอย่างเอียงอาย “ท่านปลอบข้าอีกแล้ว
ข้ารู้ตัวดีว่าตอนนี้ดูไม่ได้เพียงใด”
“ไม่น่าเกลียดจริงๆ!”
เหลียนเจ๋อหัวเราะร่า “ในสายตาข้า หยุนเอ๋อร์ของข้าคืองามเลิศที่สุดในปฐพีเสมอ!”
ทั้งสองตระกองกอดกัน
ราวกับโลกนี้มีเพียงเขาสองคน
โดยทิ้งให้หรงเฟยอวี่ยืนตะลึงงันอยู่เบื้องหลังเพียงลำพัง