วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1299 ไม่ยอมตัดใจ

 บทที่ 1299  ไม่ยอมตัดใจ

ชูเอ๋อร์ยินดีอย่างยิ่ง เมื่อผางอวี้หลงยอมตกลง นางส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา แล้วหันไปพูดกับเหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอรบกวนให้ทั้งสองพักอยู่ที่นี่สักสองสามวันก่อนนะเจ้าคะ รอให้ทุกอย่างสงบลงเล็กน้อย แล้วจะรีบส่งท่านทั้งสองกลับท่าเรือเฉวียนโจวทันที!”

ผางอวี้หลงก็พยักหน้าเห็นด้วย “เอาตามที่ชูเอ๋อร์ว่าเถอะ สองท่านคิดเห็นอย่างไร?”

ในเมื่อผางอวี้หลงยอมยื่นมือเข้าร่วมแล้ว ก็เท่ากับว่าหลี่ฟู่จะไม่มีภัยคุกคามในช่วงนี้ การอยู่ต่ออีกสองสามวันจึงไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร เหลียนฟางโจวย่อมตอบตกลงโดยไม่ลังเล และชุยเส้าซีก็ไม่ขัดใจนาง

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างตกลงกันได้ด้วยดี ชูเอ๋อร์ก็โล่งใจไม่น้อย นางยิ้มแย้มลุกขึ้นแล้วกล่าว “ดึกแล้ว ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย พวกท่านไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ

อยู่ที่นี่ พวกท่านวางใจได้เลย”

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีจึงลุกขึ้นขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่สาวใช้เจินจูจะนำทางพาทั้งคู่ไปพักผ่อน

รุ่งเช้าวันถัดมา ภายใต้แรงเร่งเร้าของไห่หม่ากับฝูเว่ย พวกเขาก็พบจุดที่เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซี “จนมุมจนต้องกระโดดทะเลฆ่าตัวตาย”

พวกโล่ลั่วผู้ว่ายน้ำเก่งหลายคนดำน้ำค้นหาอยู่พักใหญ่ ผลลัพธ์ที่ได้มีเพียง…เสื้อหญิงหนึ่งชุด และรองเท้าชายหนึ่งข้าง นอกนั้นไร้ร่องรอย คิดไปแล้ว คงเป็นเพราะคลื่นแรงจัด ซัดพาร่างทั้งสองออกทะเลไปจนไม่เหลือให้พบ

หรืออาจกลายเป็นอาหารของฉลามไปแล้วก็เป็นได้

เมื่อมองดูเพียงเสื้อผ้ารองเท้าไม่กี่ชิ้น ความพยายามตลอดสองวันที่ผ่านมา ก็กลายเป็นศูนย์ ไห่หม่ากับฝูเว่ยต่างหงุดหงิดโมโหแทบบ้า

“ให้ตายเถอะ! จะฆ่าตัวตายก็ดูจังหวะเวลาหน่อยสิ! ตัวประกันล้ำค่าที่สุดของเราหายไปแบบนี้ มันช่างน่าหงุดหงิดจริง ๆ!” ไห่หม่ากำหมัดต่อยลงบนโต๊ะอย่างแรงด้วยความโกรธ

ฝูเว่ยใบหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มประหลาด แล้วเลิกคิ้วหันมาพูดกับไห่หม่าที่กำลังโมโหจนหน้าแดง “ใครบอกว่าเราหมดตัวประกัน หมดเหยื่อล่อแล้วล่ะ?”

“หืม?” ไห่หม่าชะงักงัน มึนงงไม่เข้าใจ เขาชี้ไปที่เสื้อกับรองเท้า แล้วว่า “มีแค่นี้ เจ้าจะเอาอะไรไปใช้? หรือเจ้าจะเสกคนขึ้นมาจากของพวกนี้ได้?”

ฝูเว่ยหัวเราะลั่น พลันมีชีวิตชีวาขึ้น ดวงตาวาววับเหยียดเยาะกล่าวอย่างคมคายว่า “ทำไมจะไม่ได้เล่า นอกไปจากพวกพ้องบนเกาะเราแล้ว มีใครจะรู้ว่าทั้งสองคนตายไปแล้วบ้างเล่า? ไม่มีใช่ไหม? ถ้าเราออกปากว่าพวกเขาไม่ตาย ก็ถือว่ายังไม่ตาย!”

ไห่หม่าฟังแล้วก็อดหัวเราะคล้ายบ้าตามไม่ได้ ตบมือหัวเราะว่า “ยอดไปเลย! ยอดไปเลย! ข้าทำไมไม่คิดได้เร็วนักนะ! เอาแบบนี้ล่ะ!”

ว่าแล้วเขาก็แค่นเสียงเย็นเยียบกล่าวต่อว่า “เราตั้งรับเตรียมการมาละเอียดปานนี้ จะให้ทุกอย่างพังทลายไปเปล่า ๆ ได้อย่างไร ไปกันเถอะ รีบหาไปหาท่านหัวหน้าใหญ่ เดี๋ยวพรุ่งนี้ขึ้นเรือไปยังท่าเฉวียนโจวเลย!”

ความผิดหวังและเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่อเนื่องทำให้ไห่หม่าใจร้อนโมโหอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้มีหวังลุกขึ้นอีกครั้ง เขายิ่งไม่ยอมเห็นความเปลี่ยนแปลงอีกเด็ดขาด

ไม่อาจชะลอ เขาจึงฉุดฝูเว่ยรีบไปหาผางอวี้หลงทันที

แต่เมื่อไปถึงห้องประชุม กลับเห็นเพียงจิ่วเตา พอถามจึงรู้ว่าช่วงนี้ท่านหัวหน้าใหญ่ตอนกลางคืนคอยไปอยู่ที่บ้านฮูหยิน

ไห่หม่าไม่รอช้า รีบฉุดฝูเว่ยตรงไปยังบ้านเล็กของชูเอ๋อร์ทันที

ฝูเว่ยอดขำไม่ได้ รีบถามอย่างซุกซนว่า “ฮูหยินของหัวหน้าใหญ่ ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเลยนี่นา! ไม่ได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ของท่านกับหัวหน้าใหญ่ไม่ค่อยดีหรือ? ทำไมจู่ ๆ ท่านหัวหน้าถึงชอบไปค้างที่บ้านนางนัก?”

ไห่หม่าเอ่ยผ่าน ๆ ว่า “ข้าเองก็ไม่ทราบเรื่องของหัวหน้าใหญ่กับพี่สะใภ้ว่ามันเป็นยังไง แต่ชินกันแล้วล่ะ! ฟังข้านะ อย่าไปดูถูก—อย่าดูที่ท่านหัวหน้าใหญ่แสดงท่าทีเฉยเมยต่อสะใภ้ วัน ๆ อาจเจอแค่ครั้งหรือสองครั้งในหนึ่งเดือน แต่ใครกล้าข่มเหงภรรยาของเขาน่ะ บอกเลยว่าไม่มีวันรอด! พอเจอนางเจ้าจงสุภาพหน่อยล่ะ!”

ฝูเว่ยหัวเราะรับ “วางใจได้ เรื่องนี้ข้ารู้ดี!” ในใจแอบคิด จะให้ไม่รู้ได้ยังไงเล่า! ภรรยาเอกกับพวกอนุจะไปเทียบกันได้หรือ? จะโปรดปรานแค่ไหนก็ไม่อาจเทียบได้กับภรรยาหลวงหรอก! ภรรยาเอกไม่จำเป็นต้องตามใจ แต่ต้องให้ความเคารพเสมอ... ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านหัวหน้าใหญ่เองก็เข้าใจเรื่องนี้ดีเหมือนกัน!

คิดไปก็อดสงสัยไม่ได้—แล้วฮูหยินของหัวหน้าใหญ่เป็นคนแบบไหนกันแน่? ในเมื่อเขาดูเฉยชาเย็นชากับนาง แต่กลับปกป้องนางขนาดนี้ มันช่างประหลาดจริง ๆ!

เรื่องแบบนี้ หากเกิดในตระกูลขุนนางหรือบ้านผู้ดีในเมืองหลวงก็คงไม่แปลกอะไรนัก แต่ที่นี่กลับเป็น “รังโจรสลัด” สถานที่ที่ไม่เคยมีระเบียบหรือยึดถือกฎใด ๆ ทั้งสิ้น!

เมื่อคืนก่อน ผางอวี้หลงกับชูเอ๋อร์รอเหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีเกือบทั้งคืน

พวกเขาสี่คนพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องพักผ่อน ดังนั้นรุ่งเช้าวันนี้ ทั้งคู่จึงตื่นสายไปบ้าง

ขณะที่ไห่หม่ากับฝูเว่ยบุกพรวดเข้ามา ผางอวี้หลงกับชูเอ๋อร์เพิ่งจะลุกขึ้นจากเตียงได้ไม่นาน

ไห่หม่ากับชูเอ๋อร์แม้ไม่คุ้นเคยนัก แต่ก็เคยพบหน้ากันมาก่อน อีกทั้งบนเกาะนี้ก็ไม่มีกฎมารยาทมากมายให้ถือสา ดังนั้นเขาจึงไม่รอให้คนไปแจ้ง แต่กลับลากฝูเว่ยพุ่งเข้ามาในเรือน ตะโกนเสียงดังลั่น “พี่ใหญ่! พี่สะใภ้!”

ชูเอ๋อร์หลบไม่ทัน จำต้องเงยหน้าขึ้นมอง

นี่เป็นครั้งแรกที่ฝูเว่ยได้เห็นชูเอ๋อร์ตัวจริง เขารีบก้าวออกมาคำนับอย่างสุภาพ แต่พอเห็นหน้าชัดเต็มตา กลับถึงกับตะลึงงัน — นางเหมือนคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเล่อเจิ้งไม่มีผิด!

ฝูเว่ยรีบกลั้นความตกใจไว้ในใจ แล้วกลับมายืนสำรวมอยู่ด้านข้างอย่างเคร่งครัด

ผางอวี้หลงขมวดคิ้วทันทีด้วยความไม่พอใจ เขากวาดตามองไห่หม่าด้วยสายตาดุดันแล้ว พลางร้องตวาด “ทำไมถึงไร้มารยาทเช่นนี้! ไม่รู้จักให้คนไปบอกก่อนรึไง ถึงได้บุ่มบ่ามบุกเข้ามาแบบนี้!”

ไห่หม่าได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบอย่างไม่รู้สึกสำนึก “ก็ไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย จะต้องมีกฎมารยาทมากมายทำไมกันล่ะ? พี่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนจริง ๆ ข้าก็ไม่กล้ามารบกวนพี่กับพี่สะใภ้หรอก!”

พูดจบ เขาก็หัวเราะอีกครา คราวนี้เสียงหัวเราะนั้นแฝงความสองแง่สองง่าม เต็มไปด้วยน้ำเสียง “ข้ารู้ ๆ เข้าใจดี ไม่ต้องอธิบายอะไรหรอก!”

ชูเอ๋อร์โดนแซวเช่นนั้นถึงกับหน้าแดงร้อนผ่าว ในใจอดขุ่นเคืองไม่ได้ แต่ก็รู้ดีว่าคนบนเกาะนี้ส่วนใหญ่พูดจาหยาบโลนเช่นนี้เป็นปกติ เมื่อเทียบกันแล้ว ไห่หม่ายังถือว่า พอรับได้อยู่บ้าง นางจึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หันไปยิ้มอ่อนกับผางอวี้หลงแล้วกล่าวเบา ๆ “ในเมื่อพวกเขามีธุระ เจ้าก็ไปจัดการเถอะ”

ผางอวี้หลงรู้ดีว่าชูเอ๋อร์ไม่ชอบความวุ่นวาย และไม่ชอบให้คนอื่นนอกจากเขาเข้ามาในเรือน จึงพยักหน้าแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “เจ้าพักอีกสักหน่อยเถอะ ข้าไปก่อน ไม่นานจะกลับมาหาเจ้า”

“อา—!” ไห่หม่าอุทานเสียงยาว แล้วหัวเราะร่า “พี่สะใภ้คนดี ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเราคุยกันแป๊บเดียวเอง! ฮะฮะ พี่สะใภ้วางใจได้เลย ข้าไม่กล้าขัดขวางพี่ใหญ่ให้มาหาพี่สะใภ้หรอก! พี่สะใภ้ก็พักผ่อนให้เต็มที่ เก็บแรงไว้เถอะ จะได้มีเรี่ยวแรงไว้...เอ้อ...อยู่กับพี่ใหญ่ ฮะฮะฮะ!”

ชูเอ๋อร์ถึงกับโกรธจนอกสะท้านขึ้นลง นางกัดฟันข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิด

ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างสงบ เยื้องกายหันหลังกลับเข้าห้องไปโดยไม่พูดสักคำ

ฝูเว่ยที่ยืนอยู่ด้านข้าง แอบสังเกตเงียบ ๆ เห็นทุกอากัปกิริยาของนาง—ตั้งแต่ท่วงท่าการเดิน การวางตัว ไปจนถึงอารมณ์บนใบหน้า—ล้วนแผ่กลิ่นอายผู้ดีชัดเจนราวสตรีจากตระกูลใหญ่ อีกทั้งบุคลิกของนางนั้น—สาว ๆ ตระกูลเล่อเจิ้งนั้น หน้าตามักคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน หรือว่าฮูหยินผางผู้นี้...จะเป็นคุณหนูแห่งตระกูลเล่อเจิ้งจริง ๆ? ถ้าเป็นเช่นนั้นละก็ เรื่องคงสนุกขึ้นมากแน่!

ฝูเว่ยคิดในใจเงียบ ๆ พลางวางแผนไว้—คงต้องหาจังหวะสักครา เพื่อสอบถามจากไห่หม่าให้แน่ชัดในภายหลัง

ผางอวี้หลงเดินตามทั้งสองกลับมาถึงห้องประชุม เมื่อได้ยินแผนการของไห่หม่า เขาก็หรี่ตาเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่งโดยไม่ตอบ

ไม่ต้องคิดให้มากก็รู้ แน่นอนว่านี่ต้องเป็นความคิดของเจ้าเด็กฝูเว่ยนั่นแน่

เพราะอย่างไห่หม่า ไม่มีวันคิดเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ออกได้เอง

ผางอวี้หลงแค่นยิ้มในใจ ดูท่าฮูหยินหลี่พูดถูกอยู่บ้างจริง ๆ…เจ้าฝูเว่ยนี่—มันคือจอมก่อเรื่องตัวจริง!


วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1298 บรรลุข้อตกลง

 บทที่ 1298  บรรลุข้อตกลง

ชูเอ๋อร์เห็นได้ชัดว่าเหลียนฟางโจวยังไม่เชื่อใจผางอวี้หลง ก็รีบร้อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนใจ “ฮูหยินหลี่วางใจเถอะ! ท่านพี่ผางควบคุมได้แน่ ๆ!  ไม่อย่างนั้น เขาจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหญ่ได้อย่างไรกัน!”

เหลียนฟางโจวรีบยิ้มอ่อนเสียงนุ่ม อธิบายอย่างอ่อนโยน “ฮูหยินผางอย่าได้กังวล ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่รู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้างเท่านั้นเอง”

ในใจกลับอดถอนหายใจไม่ได้ — ฮูหยินผางนี่คิดอะไรง่ายเสียจริง! ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงจิตใจเรียบง่ายเช่นนี้ กลับสามารถควบคุมหัวหน้าใหญ่เช่นเขาได้อยู่หมัด ช่างเป็น ‘หนึ่งสิ่งย่อมกำราบอีกสิ่ง’ จริง ๆ!

“ชูเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร” ผางอวี้หลงลูบมือภรรยาเบา ๆ พลางปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน

ในใจเขาก็อดรู้สึกประหลาดใจปนหวาดหวั่นมิได้ — ฮูหยินหลี่ผู้นี้ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก! ฉลาดหลักแหลมเสียจนเกินไป ไม่รู้ว่าท่านผู้ว่าการมณฑลผู้นั้น เป็นพวกหัวอ่อนที่ปล่อยให้ภรรยาออกหน้าทุกเรื่อง หรือเป็นวีรบุรุษที่สามารถควบคุมสตรีเช่นนางได้จริง?

แต่ดูจากท่าทีแล้ว คงเป็นอย่างหลังมากกว่า สตรีอย่างฮูหยินหลี่ คงไม่เหลียวแลชายที่ไร้น้ำยาแน่...

เมื่อเปรียบเทียบในใจแล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่าภรรยาของตนเองน่ารักน่าทะนุถนอมกว่าเป็นไหน ๆ ผู้หญิงแบบฮูหยินหลี่...คนธรรมดาคงรับมือไม่ไหวหรอก!

“ฮูหยินหลี่วางใจเถอะ” ผางอวี้หลงเอ่ยเสียงขรึม “ใต้บังคับบัญชาของข้า ยังมีพวกที่ซื่อสัตย์จงรักภักดี และเชื่อฟังคำสั่งอยู่ไม่น้อย อีกทั้ง พวกที่เบื่อหน่ายกับชีวิตแบบนี้ก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ข้าเชื่อว่าภาพรวมจะไม่วุ่นวาย”

เหลียนฟางโจวได้ฟังเขาพูดด้วยท่าทีรอบคอบ ก็รู้สึกเชื่อมั่นขึ้นมาหลายส่วน นางพยักหน้าแล้วกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านหัวหน้าใหญ่ควรเริ่มเตรียมการและป้องกันล่วงหน้าตั้งแต่พรุ่งนี้เถิด กันไว้ย่อมดีกว่าแก้! ข้าก็ไม่ปิดบังท่านจะพูดตรง ๆ — เจ้าฝูเว่ยนั่น ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก เขาชอบเสี้ยมสอนปั่นหัวคนอื่น หากปล่อยให้เขาเพ่นพ่านไปมา อาจจะสร้างความวุ่นวายให้ท่านได้!”

“ฮูหยินหลี่ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการได้!” ผางอวี้หลงโบกมือตัดบทอย่างไม่สบอารมณ์นัก เห็นชัดว่าเขาไม่ค่อยพอใจนักที่เหลียนฟางโจวเอ่ยถึงฝูเว่ยเช่นนั้น

คำพูดนั้น ชัดเจนว่าเป็นการเหน็บแนมว่าฝูเว่ยกำลังยุยงให้ไห่หม่าก่อเรื่อง และไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับเขาอีกต่อไป ผางอวี้หลงจะยอมเชื่อได้อย่างไรว่า พี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี จะเกิดความคิดทรยศเขาได้?

เขาเปลี่ยนเรื่อง พลางหันไปยิ้มพูดกับเหลียนฟางโจวว่า “เรื่องของข้าก็ถือว่าตกลงเรียบร้อยแล้ว แต่ข้าจะเชื่อฮูหยินหลี่ได้อย่างไร? พูดตามตรง—ฮูหยินหลี่เป็นเพียงสตรี มิใช่ขุนนางของราชสำนัก คำพูดของฮูหยินหลี่ ท่านผู้ว่าการมณฑลจะยอมรับหรือไม่? ต่อให้ข้าเชื่อฮูหยิน แต่บรรดาพี่น้องของข้า ข้าก็ต้องให้คำตอบที่แน่ชัดแก่พวกเขาเหมือนกัน!”

“...” เหลียนฟางโจวได้แต่ยกมือยอมรับ พร้อมหัวเราะอย่างจนใจ “ท่านหัวหน้าใหญ่พูดถูก ข้าเข้าใจดี! หากข้าอยู่ในจุดเดียวกัน ก็คงคิดไม่ต่างกัน เพียงแต่...ข้าเองก็ไม่มีทางพิสูจน์อะไรได้จริง ๆ ท่านหัวหน้าใหญ่ลองว่ามาเถอะ ว่าจะให้ข้าทำเช่นไร ท่านจึงจะเชื่อใจข้าได้?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชุยเส้าซีก็เริ่มรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง เขาเหลือบมองผางอวี้หลงแล้วแค่นเสียงเบา ๆ “ท่านหัวหน้าใหญ่ไม่ต้องกังวลในเรื่องไร้สาระเช่นนี้หรอก! ท่านผู้การมณฑลผู้นั้น ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่ยอมให้ภรรยาของตนถูกลำบากแม้แต่น้อย ท่านเองก็เป็นบุรุษด้วยกัน คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายมากกระมัง? ภรรยาของเขารับปากสิ่งใด เขาย่อมไม่มีทางปฏิเสธ! ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อมณฑลหนานไห่ ท่านว่ามีเหตุผลอะไรให้เขาไม่ยอมรับ?”

ผางอวี้หลงเหลือบมองชุยเส้าซี พลันหัวเราะ "เฮอะเฮอะ" อย่างมีเลศนัย แล้วแกล้งเอ่ยยิ้ม ๆ “พูดเข้าข้างเขาขนาดนี้ ช่างใจกว้างอะไรเช่นนี้นะ!”

ชุยเส้าซีไม่เคยปิดบังความห่วงใยและความใส่ใจอย่างลึกซึ้งที่มีต่อเหลียนฟางโจวแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นชูเอ๋อร์ยังพอสังเกตเห็นได้ แล้วผางอวี้หลงจะมองไม่ออกได้อย่างไร?

เมื่อได้ยินคำเย้าแหย่เช่นนั้น ชุยเส้าซีถึงกับขุ่นเคืองทันที เขาเหลือบตาขวับใส่ผางอวี้หลงด้วยความไม่พอใจแล้วตวาด “ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังกับเจ้า เจ้าจะมาโยงเรื่องอื่นเข้าหาข้าทำไม! ถ้าเจ้าไม่เชื่อ ก็ให้ฟางโจวเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง แล้วส่งคนไปมอบให้เขาโดยตรงก็สิ้นเรื่อง! แม้แต่จะให้เขาเดินทางมาคนเดียว เขาก็ต้องมาแน่!”

ผางอวี้หลงเห็นชุยเส้าซีเดือดดาลถึงขั้นหลุดอารมณ์ ก็หาได้รู้สึกผิดไม่ กลับหัวเราะลั่นออกมาแทน พลางส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก เวลาคงไม่พอเสียแล้ว!”

ชุยเส้าซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าจะอยู่ที่นี่เป็นตัวประกัน ส่วนเจ้าก็รีบส่งฟางโจวไปก่อน ให้นางไปพูดกับท่านผู้ว่าการมณฑฃด้วยตัวเอง!”

“เจ้า!?”

“เส้าซี!”

ผางอวี้หลงกับเหลียนฟางโจวอุทานออกมาพร้อมกัน คนหนึ่งตกใจ อีกคนร้อนรน

ชุยเส้าซีหันไปส่ายหน้าให้เหลียนฟางโจวอย่างหนักแน่น แล้วหันกลับไปฮึดฮัดใส่ผางอวี้หลง “ทำไมล่ะ? คิดว่าข้าไม่มีค่า? บอกไว้ให้รู้—ท่านย่าของข้าน่ะ เป็นพระปิตุจฉาแท้ ๆ ของฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน! ถ้าจะนับกันจริง ๆ ข้านี่แหละ เป็นพระภาคิไนยโดยสายเลือด! ข้าอยู่ที่นี่เป็นตัวประกัน รับรองว่า 'น้ำหนัก' เพียงพอแน่นอน!”

“จริงหรือเนี่ย!? นี่เจ้าหมายความว่าเป็นเชื้อพระวงศ์?” ผางอวี้หลงถึงกับตะลึงพรึงเพริด ชูเอ๋อร์เองก็ชะงักงันไปเช่นกัน

“เรื่องแค่นี้ยังจะหลอกเจ้าอีกเรอะ!” ชุยเส้าซีพูดพลางล้วงหยกประจำตัวออกมาจากอกเสื้อ เป็นหยกขาวเนื้อแกะเนียนละเอียด ประดับด้วยมุกน้ำเค็มสีงาช้างและพู่ไหมสีเหลืองสุกสว่าง เขาแกว่งมันตรงหน้าผางอวี้หลงพลางพูด “นี่ไง ถ้าเจ้ารู้ของดี ก็ลองดูเอาเอง!”

ผางอวี้หลงถึงกับรับมันไปแบบงง ๆ พลิกไปพลิกมา แม้จะดูไม่ออกว่ามีตราราชวงศ์หรือไม่ แต่ก็พอมองออกว่าหยกชิ้นนี้เป็นหยกชั้นเลิศ ส่วนมุกก็จัดว่าเป็นของหายากระดับสุดยอดเช่นกัน

ชูเอ๋อร์รับหยกมาเบา ๆ ลูบคลำพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“นี่เป็นผลงานจากช่างของกรมขุนนางจริง ๆ ท่านดูตรงนี้สิ ยังมีตราสัญลักษณ์ของกรมขุนนางประทับอยู่เลย ที่บ้านข้าก็มีหยกจากกรมนี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่า...ไม่ได้ดีถึงเพียงนี้!” นางหยุดไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย “คุณชายแซ่ชุย...หรือว่าจะมาจากตระกูลชุยแห่งเต๋อหยาง?”

ชุยเส้าซีตบมือหัวเราะ “ฮูหยินผางสายตาเฉียบแหลมยิ่ง! ใช่แล้ว!”

เหลียนฟางโจวก็แย้มยิ้มเช่นกัน พลางอดไม่ได้ที่จะมองชูเอ๋อร์อย่างลึกซึ้งขึ้นอีกหลายส่วน วาจาและท่าทีของชูเอ๋อร์นั้น ล้วนแสดงถึงการอบรมบ่มเพาะมาอย่างประณีตสมบูรณ์แบบ กลิ่นอายคุณหนูผู้สูงศักดิ์แผ่กระจายออกมาจากทุกกิริยา...สิ่งนี้ไม่อาจเสแสร้งได้ในวันสองวัน แต่เป็นสิ่งที่หลอมรวมอยู่ในกระดูกเนื้อและเลือด!

ยิ่งได้ยินว่านางมีหยกจากกรมขุนนางในบ้านอีกด้วย ก็ยิ่งทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกสับสน ของจากกรมขุนนางอาจพบเห็นได้ตามคฤหาสน์ขุนนางในเมืองหลวง แต่หากเป็นเมืองนอกเขตเมืองหลวง โดยเฉพาะเมืองชายแดนอย่างหนานไห่ ก็มีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้นที่จะครอบครองได้ ถ้ามีของเช่นนี้อยู่ในหนานไห่ ก็เป็นไปได้เพียง...หนึ่งใน “สี่ตระกูลใหญ่” เท่านั้น...

พอนึกถึงตรงนี้ ใจของเหลียนฟางโจวยิ่งยุ่งเหยิง!

ไม่ว่า “สี่ตระกูลใหญ่” จะเป็นบ้านใดบ้านหนึ่ง ก็ไม่น่าจะยอมให้บุตรีของตนมาพัวพันกับหัวหน้าโจรสลัดเช่นนี้!

ถ้านางเป็นสตรีใจกล้าขบถต่อโลก ก็คงพอเข้าใจได้บ้าง แต่ชูเอ๋อร์กลับเป็นหญิงที่ดูยังไงก็อ่อนหวานเรียบร้อย ทั้งสุภาพ อ่อนโยน เปี่ยมด้วยกิริยาผู้ดี—คำว่า “ขบถ” ไม่เข้ากับนางเลยสักนิด!

ชูเอ๋อร์เพียงยิ้มบาง แล้วเอ่ยอย่างถ่อมตน “ไม่กล้ารับคำชมเจ้าค่ะ” จากนั้นก็ยื่นหยกคืนให้ชุยเส้าซี แล้วหันไปยิ้มพูดกับผางอวี้หลงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ท่านพี่ผาง ไหน ๆ คุณชายชุยก็พูดถึงเพียงนี้แล้ว ข้าดูแล้วฮูหยินหลี่ก็ไม่ใช่คนที่พูดจาเลื่อนลอยไม่รับผิดชอบ เราก็ลองเชื่อพวกเขาสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ รีบส่งพวกเขาไปก่อน แล้วค่อยรอฟังข่าวเถิด”

ผางอวี้หลงมองหน้าชูเอ๋อร์อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้ารับคำตกลง ในเมื่อจะมอบไมตรี ก็จงมอบให้เด็ดขาดและสะอาดใจไปเลย!


วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1297 การเจรจา

 บทที่ 1297  การเจรจา

"แต่ว่า ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่ใด!" ชูเอ๋อร์ส่ายหน้าพลางหัวเราะขื่น ๆ ก่อนจะเล่าความตั้งใจของเหลียนฟางโจวให้ฟัง

นางเล่าว่า...เพื่อให้แสดงได้สมจริงยิ่งขึ้น ฮูหยินหลี่กับเขาจึงตั้งใจจะซ่อนตัวอยู่สองวัน ทำทีเป็นจนหนทางถึงขั้นต้องกระโดดทะเลหนี ดังนั้น สถานที่นัดหมายที่ตกลงกันไว้ พวกเขาจะไปปรากฏตัวอีกครั้งในอีกสองวันข้างหน้า!

คราวนี้ถึงตาผางอวี้หลงจนปัญญา เขาได้แต่หัวเราะขื่น ๆ แล้วกล่าวว่า "งั้นก็คงต้องรออย่างเดียว หวังว่าโชคของพวกเขาจะดีพอ ไม่ตกไปอยู่ในมือไห่หม่า หรือฝูเว่ยก็แล้วกัน!"

ชูเอ๋อร์ยิ้มพลางพูดว่า "ฮูหยินหลี่น่ะฉลาดมาก พวกเขาต้องหนีรอดได้แน่! อีกอย่าง แม้จะตกไปอยู่ในมือไห่หม่าหรือฝูเว่ย แล้วจะอย่างไร? บนเกาะหุยเฟิงนี้ เจ้าน่ะคือผู้นำตัวจริงไม่ใช่หรือ!"

ผางอวี้หลงหัวเราะแห้ง ๆ ยกมือลูบไหล่นางเบา ๆ โดยไม่เอ่ยอะไร เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่พูดออกไปเสียแล้ว คำพูดหลุดปากไป ตอนนี้เขาก็เหมือนขี่หลังเสือ ลงก็ไม่ได้! หากไห่หม่าหรือฝูเว่ยจับคนมาส่งตรงต่อหน้าเขาโดยเปิดเผย เขาก็จะไม่มีข้ออ้างใดให้ดิ้นหลุดอีก

ข่าวที่เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีหนีไปได้ ไม่นานก็ถูกหมิงซานนนำไปแจ้งถึงหูเหลียงจิ้น เหลียงจิ้นโกรธจัด ลงกับหมิงซานก่อนเป็นคนแรก ด่ากราดอย่างรุนแรง แล้ววกไปด่าชุยเส้าซีต่อว่าหน้าตาดีแต่ไร้ความสามารถ คราวนี้แหละ แผนของเขาถูกทำลายเละไม่เป็นชิ้นดี!

หมิงซานทำได้แค่ยืนฟังเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ใจพลางครุ่นคิดอย่างกล้ำกลืน

นี่แหละที่เขาว่าคนเหมือนกันแต่ชะตาไม่เหมือนกัน! ฮูหยินหลี่...ไม่สิ เรียกว่าแม่นางเหลียนเถอะ ยังไม่ถูกคุณชายใหญ่ด่าซักคำ ส่วนเขากับชุยเส้าซีนี่แทบจะถูกสับเป็นหมาไปแล้ว...

“ไปหามาให้เจอเดี๋ยวนี้!” เหลียงจิ้นสั่งเสียงเย็นชา “ต้องหาพวกเขาให้เจอ ปกป้องความปลอดภัยของฟางโจวให้ได้! ส่วนเจ้าหน้าหวานนั่น...นี่แหละโอกาสเหมาะจะกำจัดเขาทิ้ง เจ้าคงเข้าใจว่าข้าหมายถึงอะไร?”

"ขอรับ ข้าน้อยเข้าใจ! ข้าน้อยจะรีบไปเดี๋ยวนี้!" หมิงซานรีบโค้งคำนับรับคำอย่างรวดเร็ว

หลังจากเหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีแยกตัวออกมา ทั้งสองก็รีบร้อนทิ้งร่องรอยไว้ตามป่าลึกและบริเวณหน้าผาหินในแบบที่ยากจะสังเกตเห็น แต่หากมีคนตามหาอย่างละเอียดก็ย่อมต้องพบในที่สุด จากนั้น ทั้งคู่ก็ย้อนทางอย่างแนบเนียน แอบมุ่งหน้าสู่ท่าเรือ ก่อนจะลอบขึ้นเรือที่ใหญ่ที่สุดลำหนึ่ง

กลยุทธ์ครั้งนี้แม้จะเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง

เพราะ...จะมีสักกี่คนกันที่จะคิดได้ล่ะ?

น้ำจืดกับเสบียงเพียงเล็กน้อย พอให้ทั้งสองประคองชีวิตอยู่บนเรือท่ามกลางความระทึกใจและความหวาดกลัวอยู่สองวันเต็ม แต่ก็รอดมาได้อย่างปลอดภัย

คืนนั้นเอง ทั้งสองอาศัยความมืดแอบลงจากเรือ เดินเลียบชายหาด ปีนป่าย ลอยน้ำสลับกันไป จนกระทั่งยามจื่อล่วงเลยเข้าสู่ยามสามยามสี่ ก็เดินทางมาถึงหน้าผาหินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจนได้

เมื่อปีนขึ้นถึงยอดเขา เหลียนฟางโจวถอดเสื้อคลุมออก ใช้กิ่งไม้และหนามบนหน้าผาเกี่ยวเส้นด้ายบาง ๆ ออกมาหลายเส้น แล้วโยนเสื้อคลุมลงไปในทะเลเบื้องล่าง ชุยเส้าซีก็ทำตาม เขาถอดเสื้อคลุมกับรองเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วโยนลงไปเช่นกัน

เมื่อมองดูคลื่นยักษ์สีขาวถาโถมซัดกระแทกโขดหิน แล้วกลืนกลบเสื้อผ้าทั้งหมดจนไม่เหลือแม้แต่เงา เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างเป็นกังวล

"พวกนั้นจะสังเกตเห็นไหมนะ? หรือเราจะเหนื่อยเปล่ากันแน่..."

ชุยเส้าซีหัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า "เจ้าดูถูกพวกเขาเกินไปแล้ว! วางใจเถอะ! ต่อให้เสื้อผ้าพวกเราจมทะเลลึกไป พวกนั้นก็ยังขุดมันขึ้นมาได้แน่! รีบไปยังจุดนัดหมายเถอะ ก่อนฟ้าจะสาง คนของฮูหยินผางคงรออยู่แล้ว! สองวันที่เราซ่อนตัวอยู่บนเรือ ยังไม่รู้เลยว่าฝูเว่ยกับพรรคพวกปั่นป่วนเกาะนี้กันไปถึงไหนแล้ว!"

คำพูดของเขาทำให้เหลียนฟางโจวหัวเราะออกมา ก่อนจะเดินทางไปกับเขา

ไม่นานหลังจากทั้งสองไปถึงจุดนัดหมาย สาวใช้คนสนิทของชูเอ๋อร์นามว่าเจินจูก็รีบเร่งมาถึง พอเห็นคนทั้งสองก็ยินดีอย่างยิ่ง รีบเข้ามากระซิบด้วยรอยยิ้ม "ฮูหยินกับคุณชายรีบตามข้ามาเถอะเจ้าค่ะ! สองวันนี้ ท่านรองหัวหน้าใหญ่กับคุณชายฝูแทบจะพลิกแผ่นดินบนเกาะกันเลยทีเดียว! ถ้าไม่ใช่เพราะยามนี้ดึกดื่น ผู้คนเหนื่อยล้ากลับไปนอนกันหมด แล้วยิ่งที่พักของฮูหยินเราอยู่ค่อนข้างลึก ข้าก็ไม่กล้าออกมาตามหาท่านทั้งสองหรอกเจ้าค่ะ!"

"ลำบากพี่เจินจูแล้ว! พี่นำทางไปเถอะ เราจะตามไปเอง!" เหลียนฟางโจวยิ้มขอบคุณ

เจินจูหัวเราะพลางตอบว่า "ไม่กล้ารับคำเจ้าค่ะ!" จากนั้นก็ไม่รีรอ เดินนำทางไปอย่างเร่งรีบ เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีระมัดระวังก้าวตามไปติด ๆ ในยามนั้น มีเพียงเสียงฝีเท้าสามคน ไม่มีใครเอ่ยคำใด

สถานที่ที่ชูเอ๋อร์พักอยู่นั้นเรียกว่าห่างไกลจริง ๆ เป็นเรือนสี่ประสานเล็ก ๆ สองชั้น ตั้งอยู่บนลานหินกว้างบริเวณเชิงเขา มองออกไปด้านหน้าสามารถเห็นทะเลไกลสุดตา ด้านหลังเป็นหน้าผาหินสูงตระหง่าน ทางด้านหนึ่งมีถนนหินเขียวที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ลาดไปถึงตีนเขา ขนาบสองข้างทางด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่เชื่อมต่อกับป่าทึบ ส่วนอีกด้านเป็นสวนเล็ก ๆ ประมาณสองไร่ ปลูกดอกไม้สีสดหลากชนิด แม้จะดูรกรุงรังแต่ก็งดงาม ทอดเลยออกไปก็ยังเป็นป่าทึบเช่นกัน

สิ่งที่เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีคาดไม่ถึงก็คือ...พวกเขาได้พบกับหัวหน้าใหญ่ของเกาะ ผางอวี้หลง ที่บ้านพักของชูเอ๋อร์

ทั้งสองตกใจ ชุยเส้าซีรีบขยับไปยืนขวางหน้าเหลียนฟางโจว โดยสัญชาตญาณ เขม้นมองผางอวี้หลงด้วยแววตาเตรียมพร้อมระวังภัย

ผางอวี้หลงยิ้มหยันในใจ ก่อนหัวเราะหยัน เจ้าหน้าหวานตัวบางแค่นี้...คิดว่าจะใช้สายตาขู่ข้าได้งั้นหรือ? แค่ข้าขยับนิ้วเดียวก็จัดการเจ้าได้แล้ว!

“ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ไม่ต้องกลัว ท่านพี่ผางไม่มีเจตนาร้าย รีบมานั่งก่อนเถอะ!” ชูเอ๋อร์รีบยิ้มเดินเข้ามากล่าวอย่างนุ่มนวล

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีในใจยังคงทั้งสงสัยทั้งระแวง แม้จะเชื่อใจชูเอ๋อร์ แต่ก็ไม่อาจวางใจผางอวี้หลงได้จริง ๆ ทว่าในเมื่อเผชิญหน้ากันตรง ๆ แล้ว ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง จึงได้แต่ยิ้มรับคำขอบคุณ ก่อนนั่งลงตามคำเชิญ

ผางอวี้หลงเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทั้งสอง

แต่เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าภรรยาอันเป็นที่รัก เขาย่อมไม่อาจตีหน้าซื่อไปได้นาน จึงได้แต่กระแอมเบา ๆ แล้วลุกขึ้นประสานมือ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ที่ผ่านมาเป็นข้าล่วงเกินมากมาย ต้องขออภัยด้วย!”

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีสบตากัน ชุยเส้าซีจึงลุกขึ้นประสานมือ ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ท่านหัวหน้าใหญ่พูดเช่นนี้เกินไปแล้ว! ต่างคนต่างมีจุดยืน หาใช่ความผิดของท่านไม่! เพียงแต่...วันนี้เรามาพบกับท่านที่นี่ ไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดจะชี้แนะหรือไม่?”

สีหน้าผางอวี้หลงเคร่งขึ้น เขากวาดตามองทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยอย่างหนักแน่น “ข้าเชื่อว่าพวกท่านคงทราบข่าวแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่อ้อมค้อม

ชูเอ๋อร์ตั้งครรภ์แล้ว ข้าจึงอยากจะวางมือจากยุทธภพ ใช้ชีวิตอย่างสงบ หากข้าสามารถส่งพวกท่านออกจากเกาะหุยเฟิงได้โดยปลอดภัย แล้วพาพี่น้องบนเกาะไปมอบตัวต่อราชสำนัก พวกท่านจะสามารถให้คำมั่นได้หรือไม่ ว่าจะไม่ทำร้ายพวกข้า จะเมตตาต่อข้าและพวกพ้อง?”

เหลียนฟางโจวเมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้นด้วยตนเอง ก็พลันรู้สึกยินดีในใจ

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจไม่มีความระแวง

นางจึงมองเขาแล้วกล่าวว่า “หากเรื่องนี้เป็นไปได้จริง ข้าย่อมยินดีเป็นที่สุด! ข้ายังสามารถให้คำมั่นได้ว่าท่านกับภรรยา รวมถึงทุกคนบนเกาะนี้จะปลอดภัยดี และเรื่องราวในอดีตก็จะถือว่าลบล้างกันไป เพียงแต่...บนเกาะนี้อย่างไรก็มีคนอยู่ไม่น้อยกว่าหลายร้อย อย่างที่มีคำกล่าวไว้ ป่ากว้างย่อมมีนกทุกชนิด จิตใจคนยากหยั่งรู้ แม้จะมีเพียงส่วนน้อยที่คิดร้ายหรือยุแยง ก็อาจทำให้สถานการณ์ควบคุมไม่ได้ ท่านแน่ใจหรือว่า สามารถควบคุมทุกอย่างได้จริง?”

ผางอวี้หลงชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองเหลียนฟางโจวด้วยแววตาแปลกใจ ก่อนที่ในใจจะเผลอแฝงความนับถือขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1296 ชาติกำเนิดของผางฮูหยิน

 บทที่ 1296 ชาติกำเนิดของผางฮูหยิน

ผางอวี้หลงเห็นนางพูดเช่นนั้น ใจของเขาก็ราวถูกบีบแน่น ความเจ็บปวดขมขื่นแล่นวูบขึ้นพร้อมความรู้สึกสับสนทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ และแฝงความผิดหวังลึกล้ำที่ไม่อาจอธิบายได้

เขากัดฟันพูดเสียงต่ำ “เจ้ากำลังเสียใจอยู่ใช่ไหม? เสียใจที่เลือกข้า? ถ้าเมื่อห้าปีก่อนเจ้ารู้ตัวตนที่แท้จริงของข้า เจ้าจะยังยอมเดินมากับข้าไหม...ชูเอ๋อร์ ข้าถามเจ้าตรงๆ — ตอบข้ามาตามใจจริง!”

ขนตาของชูเอ๋อร์ไหววูบเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาตรงๆ นางพูดอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ถ้าห้าปีก่อน ข้ารู้ว่าเจ้าคือใคร — ข้าคงไม่ช่วยชีวิตเจ้าเสียด้วยซ้ำ จะพูดไปทำไมเรื่อง ‘ไปหรือไม่ไปกับเจ้า’? ช่างน่าขันนัก!”

“เจ้า—!” แม้ผางอวี้หลงจะรู้ดีอยู่ในใจว่าคำตอบของนางคงไม่เป็นดังที่เขาหวัง แต่เขาก็ไม่คิดว่านางจะพูดออกมาได้อย่างเย็นชาเช่นนี้ คำพูดของนาง เฉือนลงตรงกลางหัวใจของเขาเหมือนคมมีด กรีดจนเลือดไหลริน ความเจ็บปวดราวถูกสับเป็นชิ้นๆ พุ่งขึ้นจนแทบคลั่ง

“ฮะ...ฮะฮะฮะ!” เสียงหัวเราะแหบต่ำดังออกจากลำคอผางอวี้หลง เขากระชากคอเสื้อนางขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จนร่างชูเอ๋อร์แทบจะถูกยกจากพื้น เขาก้มลงจนใบหน้าทั้งสองแทบจะสัมผัสกัน ดวงตาแดงก่ำ เสียงแห้งเย็นดังลอดไรฟัน

“หญิงงามนี่มันสิ่งที่โหดร้ายที่สุดในโลก! เจ้าลืมแล้วหรือ ว่าใต้ร่างข้าเจ้าพูดอะไรไว้บ้าง? ตอนนั้นอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง แต่วันนี้กลับเย็นชาได้ถึงเพียงนี้ — ฮึ เจ้าก็ไม่ธรรมดา!”

ชูเอ๋อร์ทั้งโกรธทั้งอับอาย ใบหน้าแดงก่ำเหมือนถูกเพลิงเผา คำพูดอันหยาบช้าของเขาเสียดแทงลึกเข้าไปในใจ — นี่คือความอัปยศที่นางไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต

น้ำตาเอ่อขึ้นจนพร่า นางพูดเสียงสั่นอย่างกล้ำกลืน “แล้วข้าพูดผิดตรงไหนเล่า! เจ้าคือโจรสลัดผู้โหดเหี้ยม ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตา ส่วนข้า — ข้าเป็นเพียงหญิงสามัญธรรมดา! ลองคิดดู หากข้ารู้แต่แรกว่าเจ้าคือใคร ข้าจะไม่หนีให้ไกลเสียตั้งแต่แรกหรือ? มีเหตุผลอันใดที่ข้าจะต้องพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเจ้า!”

น้ำเสียงนางสั่นเครือ แต่ทุกคำกลับคมกริบราวมีด “เจ้า...เจ้าคิดบ้างหรือไม่ ว่าข้าได้กลายเป็นหญิงแบบไหนเพราะเจ้า!”

ผางอวี้หลงชะงักไปชั่วขณะ มือที่กำคอเสื้อของนางค่อยๆ คลายออกโดยไม่รู้ตัว ภายในใจกลับกลายเป็นความว่างเปล่าและสับสนอลหม่าน

ใช่แล้ว... นางเป็นหญิงดีจากตระกูลดีงาม ส่วนเขาเป็นโจรสลัด—เมื่อหญิงเช่นนางได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา จะยังเหลือเหตุผลใดให้นางเอ่ยคำรักได้อีก?

เขาจะโทษนางได้อย่างไรเล่า? หากจะต้องมีคนรับผิด ข้าก็ควรเป็นฝ่ายรับทั้งหมดเอง —เพราะข้าไม่ดี... เป็นข้าที่ทำลายทุกอย่าง!

ความคิดหนึ่งแล่นวาบในใจ เขาเพิ่งเริ่มเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของนางอย่างแท้จริง —ตนเองไม่สำคัญเท่าไรหรอก แต่ลูกในครรภ์...เขาอยากให้ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมาอย่างไร? จะให้เด็กคนนั้นต้องมีชะตาเช่นเดียวกับเขา ถูกสังคมสาปแช่ง ว่าเป็นโจรโหดเหี้ยมเลือดเย็น ฆ่าคนไม่กระพริบตา ต้องใช้ชีวิตตลอดชั่วอายุในเกาะร้างกลางทะเล ไม่อาจเงยหน้าในโลกภายนอกได้ ถึงจะมีอำนาจและทรัพย์สินมากมาย มีหญิงมากมายให้ย่ำยี แต่กลับไม่มีแม้แต่ “หัวใจจริงใจ” ของใครสักคน สุดท้ายตายไปอย่างโดดเดี่ยว ถูกผู้คนฉลองความตายของตนด้วยเสียงหัวเราะ...นี่หรือคือชีวิตที่เขาอยากมอบให้ลูกของเขา?

ชูเอ๋อร์รีบปาดน้ำตา พลันยื่นมือไปจับแขนเขาไว้แน่น แล้วเอนศีรษะลงแนบอกเขาเบาๆ เสียงของนางอ่อนโยนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ “แต่อย่างน้อย... ข้าก็ไม่เคยเสียใจที่ได้ช่วยเจ้า หรือเลือกเดินมากับเจ้า” นางยิ้มทั้งน้ำตา “ถ้าไม่มีเจ้า ชีวิตของข้าคงจืดชืดราวน้ำในบ่อเก่า นิ่งเฉยจนไม่ต่างจากคนตาย...พี่ผางเอ๋อร์ ท่านคิดดูสิ ข้ารักท่านขนาดไหน ข้าไม่เคยลังเลเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่จากท่านไป—ไม่มีวัน!”

“ชูเอ๋อร์...” ผางอวี้หลงโอบนางไว้แน่นเต็มอ้อมแขน ร่างใหญ่สั่นสะท้านเล็กน้อย เสียงของเขาแหบพร่าด้วยความเสียใจและรักลึกซึ้ง “ขอโทษ... ขอโทษนะ ชูเอ๋อร์... ข้าผิดเอง ข้าขอโทษ...”

เสียงนั้นแผ่วเบาแต่สั่นไหว ราวกับจะสลายไปพร้อมหยาดน้ำตาของคนทั้งคู่ในอ้อมกอดอันขมขื่นนั้น...

ชูเอ๋อร์น้ำตาไหลพราก มือขาวนวลค่อยๆ จับชายเสื้อของเขาแน่น น้ำเสียงนุ่มละมุนแผ่วเบา “พี่ผางเอ๋อร์... ได้โปรดเถอะนะ รับปากข้าเถิด...ข้าไม่มีวันกลับไปตระกูลเล่อเจิ้งอีกแล้ว — ไฟครั้งนั้นได้เผาผลาญ ‘เล่อเจิ้งชูเหยียน’ ให้มอดไหม้สิ้น ตอนนี้บนโลกใบนี้มีเพียง ‘ภรรยาของผางอวี้หลง’ เท่านั้น...”

นางยิ้มเศร้า ดวงตาสั่นระริกด้วยความอ่อนโยน “เราสามคนพ่อแม่ลูก แค่ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ด้วยกัน สุขสงบไม่ต้องหนีไม่ต้องสู้ แค่นั้นก็พอแล้วมิหรือ? แผ่นดินหนานไห่กว้างใหญ่เพียงนี้ ขอแค่หามุมใดสักแห่งหลบสายตาคน ให้ลูกเราได้เติบโตอย่างคนธรรมดา มีบ้านที่อบอุ่น... ได้ไหม พี่ผางเอ๋อร์ ได้ไหม...”

“ชูเอ๋อร์!” ผางอวี้หลงจ้องนาง ดวงตาแดงจัด ในใจปั่นป่วนสับสนไม่ต่างจากคลื่นทะเลลึก เขาทอดถอนใจยาวอย่างเหนื่อยล้า “ช่างเถิด ชูเอ๋อร์... ข้าสัญญา! ครั้งนี้ ข้าสัญญาจริงๆ...”

ชูเอ๋อร์เผยรอยยิ้มแผ่วเศร้า เสียงของนางอ่อนหวานแต่เด็ดเดี่ยว “เจ้ารับปากแล้ว ข้าก็จะเชื่อเจ้า... แต่ถ้าเจ้าหลอกข้าอีก ข้าจะไม่อยู่บนโลกนี้ต่อไป...และเมื่อถึงวันนั้น อย่าได้พาลโทษตระกูลเล่อเจิ้งเลย — เพราะคนที่ฆ่าข้า... คือเจ้าเอง”

“ไม่...!” ผางอวี้หลงสะดุ้งเฮือก กอดนางแน่นจนแทบจะหลอมร่างนางเข้ามาในอก เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความเจ็บลึก “ชูเอ๋อร์ ข้าไม่มีวันหลอกเจ้าอีก! ข้าไม่มีวันจากเจ้าได้ — ทั้งเจ้าและลูก ข้าขาดพวกเจ้าไม่ได้จริงๆ!”

คำมั่นนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของราตรี ราวเสียงคลื่นที่กระแทกฝั่งซ้ำๆ ทั้งเจ็บและอ่อนหวานในเวลาเดียวกัน

ผางอวี้หลงอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนถึงวันที่เขาได้เห็นนางเป็นครั้งแรก —หญิงสาววัยเยาว์ผู้สง่างาม แต่กลับสวมเพียงเสื้อผ้าสีครามเข้มไร้ลวดลาย ปักผมด้วยปิ่นเงินเรียบง่าย มีเพียงสาวใช้คนหนึ่งคอยติดตาม ใช้ชีวิตเงียบเหงาอยู่ในเรือนเล็กห่างไกลผู้คน

แต่ถึงจะแต่งกายเรียบจนแทบจะกลืนไปกับความมืดมิด ผิวพรรณนวลขาวราวหยก ดวงตาใสสะอาดดุจสายน้ำ และความงามที่ละเมียดละไมราวกลีบหิมะในยามเช้า —ไม่มีสิ่งใดสามารถบดบังแสงของนางได้เลย

หากไม่เห็นกับตา เขาคงไม่อาจเชื่อได้เลยว่า หญิงผู้นั้นคือคุณหนูผู้สูงศักดิ์ บุตรีคนโตแห่งสกุลเล่อเจิ้ง สายตรงแห่งเรือนที่สาม...

ตระกูลเล่อเจิ้ง เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่สี่ตระกูลแห่งมณฑลหนานไห่!

คุณหนูผู้เป็นบุตรสาวสายตรงแห่งเรือนหลัก — เหตุใดชะตากลับตกต่ำถึงเพียงนี้กันเล่า?

ต่อมาเขาจึงได้รู้ความจริง —ว่านางได้หมั้นหมายไว้ตั้งแต่อายุสิบหก แต่ยังไม่ทันออกเรือน คู่หมั้นกลับล้มป่วยตายเสียก่อน บิดาของนางเป็นชายหัวดื้อรั้นเหมือนก้อนศิลา ทั้งคร่ำครึทั้งถือเกียรติวงศ์อย่างแข็งกระด้าง ไม่ฟังคำทัดทานผู้ใด ยืนกรานให้นาง “อยู่เป็นม่ายให้เจ้าบ่าวที่ตายไปแล้ว” — กลายเป็น ม่ายเฝ้าประตู ทั้งที่ยังเยาว์วัย

เมื่อเขาพบกับนาง นางก็อยู่ในสภาพนั้นมาได้ถึงสี่ปีเต็มแล้ว!

เพราะเหตุนั้นเอง — ตอนที่เขาตัดสินใจพานางหนี เขาแทบไม่มีความลังเลในใจแม้แต่น้อย เขาไม่คิดเลยว่านางจะยอมตามเขาไปโดยสมัครใจ และในคืนที่ทั้งสองจากมา ไฟเพลิงลูกใหญ่ได้เผาเรือนเล็กนั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

เขาพานางและสาวใช้น้อยติดตัวออกจากที่นั่นอย่างเงียบเชียบ

แต่เมื่อขึ้นเกาะมาแล้ว — เมื่อความจริงเรื่องตัวตนของเขาเปิดเผย เขาเห็นเพียงแววตกตะลึงและความไม่อาจเชื่อในดวงตาของนาง จากนั้น... เขาก็แทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มของนางอีกเลย

เขาคิดว่านางดูแคลนเขา — คิดว่านางเสียใจที่ตามเขามา ความขุ่นเคืองและความน้อยใจกลืนกินหัวใจ จนเขาปล่อยให้นางย้ายออกไปอยู่เรือนเล็กเงียบสงบทางท้ายเกาะ ตั้งแต่นั้น ทั้งสองก็เหมือนคนแปลกหน้าที่อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน

หากวันนั้นเขาไม่บังเอิญเห็นเข้าว่ามีคนในเกาะกลั่นแกล้งและลวนลามนาง

เข้าใจผิดว่านางถูกเขาทอดทิ้งแล้ว คิดจะย่ำยีนางเสีย —บางที จากวันนั้น พวกเขาคงไม่มีวันได้หันกลับมามองหน้ากันอีกเลยก็ได้

คืนนั้น เขาฆ่าชายผู้นั้นด้วยมือเปล่าอย่างโหดเหี้ยม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ เขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่านางคือ “ฮูหยินของเขา” ตั้งแต่นั้น นางจึงได้รับการเรียกขานว่า “ฮูหยินผาง”

แม้กระทั่งหลังจากนั้น เขาก็ยังมาเยี่ยมเพียงบางเดือน —และเมื่อมาพบกัน ทั้งคู่ก็มักจะนั่งเงียบมองกันในความเงียบงัน...มีถ้อยคำมากมายที่อยากพูด แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมาเลยสักคำ

บนเกาะแห่งนี้ นางเป็นคนพิเศษที่ไม่เหมือนผู้ใด แม้แต่คนในเกาะส่วนใหญ่ ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าของ “ฮูหยินผาง” เลยด้วยซ้ำ ว่านางมีรูปโฉมเช่นไร

วันนั้นเป็นเรื่องบังเอิญนัก —นางได้ยินสาวใช้เอ่ยถึง ฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลเข้าโดยไม่ตั้งใจ พอดีเขา (ผางอวี้หลง) กลับมาที่เรือน นางจึงถามถึงเรื่องนั้น จากนั้นก็พูดเกลี้ยกล่อมเขาอีกหลายคำ

เขาเองก็เคยลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินว่านางตั้งครรภ์ เขาจึงใจอ่อนและยอมตามคำขอนั้นในที่สุด

ใครจะคาดคิด — ว่าหลังจากนั้นเรื่องราวกลับซับซ้อนขึ้นอีกขั้น...

ผางอวี้หลงเอื้อมมือปลอบโยนนางอย่างอ่อนโยน พยุงให้นางนั่งลงบนตั่ง มือใหญ่ค่อยๆ วางบนบ่าทั้งสองของนาง พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ชูเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ — ตอนนี้ฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลกับคุณชาย่ชุยหลบอยู่ที่ไหน? ไห่หม่ากับฝูเว่ยกำลังให้คนออกตามหาทั่วทั้งเกาะ เราต้องรีบหาตัวพวกเขาให้เจอก่อน!

เกาะแห่งนี้จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ —แต่ถ้าเทียบกันเรื่องความชำนาญในภูมิประเทศ พวกนั้นย่อมสู้พวกเราที่อยู่ที่นี่มานานไม่ได้แน่ ต่อให้พวกเขาซ่อนเก่งเพียงใด... ก็ไม่มีทางหลบได้ตลอดไป!”


วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1295 หนี

 บทที่ 1295 หนี

สีหน้าของฝูเว่ยพลันซีดเผือด เขารีบกระชากคอเสื้อของโล่ลั่วที่มารายงานด้วยความร้อนรน ตะคอกเสียงดังลั่น “พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่! คนแค่สองคน ถูกขังอยู่ในคุก แถมยังไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่ ทำไมถึงปล่อยให้หนีไปได้! หนีไปนานเท่าไรแล้ว? หนีไปทางไหน!”

โล่ลั่วถึงกับตกตะลึง ยืนแข็งทื่อพูดไม่ออก

ไห่หม่าเห็นแล้วก็พุ่งเข้ามา ตวาดเสียงดัง “เป็นใบ้รึไง! รีบพูดมา!”

ใบหน้าของผางอวี้หลงในขณะนั้นกลับเย็นเยียบลงในพริบตา —ที่นี่คือเกาะหุยเฟิงของเขา ไม่ใช่คฤหาสน์สกุลฝู! และคนเหล่านี้ก็เป็นลูกน้องของเขา ไม่ใช่ทาสของคุณชายฝูเว่ย!

“เจ้าปล่อยเขาก่อน มีอะไรก็ค่อยๆ พูด” เสียงของผางอวี้หลงเย็นเรียบ “เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ตะคอกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร! ถ้าคนสองคนนั้นเป็นแค่พวกไร้ฝีมือ เจ้าคงไม่ได้มีโอกาสมาถึงเกาะของข้าหรอก!”

ฝูเว่ยสะดุ้งเฮือก รู้ทันทีว่าตนล้ำเส้นไป เขารีบปล่อยมือจากคอเสื้อโล่ลั่ว หน้าร้อนวูบขึ้นมาด้วยความอาย รีบยิ้มประจบ “หัวหน้าใหญ่พูดถูก ข้า...ข้าเพียงแค่ร้อนใจไปหน่อยเท่านั้น ขอหัวหน้าใหญ่อย่าถือสาเลย!”

ไห่หม่ากลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดเลย กลับตะโกนเสียงดัง “พี่ใหญ่! เจ้าหนุ่มฝูพูดถูกแล้ว คนพวกนี้มันไร้ค่าชะมัด! สมควรถูกลากออกไปประหารให้หมด! ยังไม่รีบพูดอีกเรอะ!”

โล่ลั่วพูดตะกุกตะกัก “ขะ...ข้าน้อยก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ! ตอนเช้าไปตรวจตามปกติ ก็พบว่าทั้งสองคนหายไปแล้ว! พวกข้าไม่กล้าชักช้า รีบมารายงานสองนายท่านทันที!”

“พูดออกมาได้ก็แต่เรื่องไร้สาระ!” ไห่หม่าก่นด่าเสียงกร้าว ก่อนจะเตะโล่ลั่วจนกลิ้งไปกับพื้น

ไม่มีฮูหยินหลี่ — แล้วจะใช้ใครเป็นเหยื่อล่อได้อีกเล่า!?

“พอได้แล้ว!” ผางอวี้หลงคำรามเสียงต่ำเย็นยะเยือก “ไปตรวจดูที่คุกก่อน!”

พูดจบก็ไม่แม้แต่จะมองไห่หม่าอีกที สั่งให้โล่ลั่วนำทาง แล้วพาคนทั้งหมดเร่งมุ่งหน้าไปทางคุกใต้ดินทันที

ฝูเว่ยรีบเรียกตาม “พี่ไห่หม่า ไปเถอะ เราไปดูกัน!”

ไห่หม่าพ่นลมหายใจแรงอย่างขุ่นเคือง แต่ก็ยังจำใจเดินตามไปอย่างหงุดหงิด

ระหว่างทาง เขาทนไม่ได้จนต้องบ่นเสียงต่ำ “หัวหน้าใหญ่เป็นอะไรของเขากันแน่? ทำไมถึงเข้าข้างไอ้พวกทำเรื่องพลาดนั้นได้! ยังมาว่าข้าเสียงแข็งอีก!”

ฝูเว่ยยิ้มฝืนๆ เขาเองก็รู้ดีว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากอะไร — ก็เพราะตนเผลอพูดจาเกินหน้าเกินตาเมื่อครู่ ทำให้ผางอวี้หลงไม่พอใจ แล้วไห่หม่าก็ดันพูดเข้าข้างตนอีก จึงพาลโดนหางเลขไปด้วย

แน่นอน เขาไม่มีวันพูดความจริงนั้นให้ไห่หม่าฟัง จึงเพียงยิ้มกลบเกลื่อน “คงเพราะหัวหน้าใหญ่ได้ข่าวว่าทั้งสองหนีไป เลยอารมณ์เสียก็เท่านั้นเอง! ว่ากันตามจริง เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพี่ไห่หม่านี่นา หัวหน้าใหญ่ก็ไม่ควรจะมาลงกับพี่แบบนั้นหรอก!”

ไห่หม่าฮึดฮัดในลำคอเบาๆ แต่สีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่ถือสาหรอก หัวหน้าใหญ่อารมณ์ไม่ดี จะว่าเราบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร!”

ฝูเว่ยที่ตั้งใจจะลองแหย่ให้แตกคอกัน ได้ยินเช่นนั้นก็รีบยิ้มกลบเกลื่อน “นั่นสิ! ใครไม่รู้บ้างว่าไห่หม่าพี่นับถือหัวหน้าใหญ่เพียงใด ทำทุกอย่างก็เพื่อเขาทั้งนั้น! หัวหน้าใหญ่ถ้าอารมณ์เสีย ไม่ลงกับพี่ แล้วจะไปลงกับใครได้เล่า?”

ไห่หม่าหัวเราะเสียงดัง “ฮะฮะฮะ!” พลางตบเข่าอย่างอารมณ์ดี แต่หัวเราะไปได้ไม่นาน เขากลับรู้สึกคล้ายคำพูดนั้น... มีบางอย่างแปลกๆ อยู่ในที ยังไม่ทันจะได้คิดต่อ พวกเขาก็มาถึงคุกเสียก่อน

ไห่หม่าก้าวเข้าไปข้างในทันที เห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่น

ประตูเหล็กยังคงถูกล่ามด้วยโซ่แน่นหนา แต่ไม้ลูกกรงข้างหนึ่งกลับหักไปสองซี่ พอจะให้คนหนึ่งคนลอดผ่านได้พอดี!

ไห่หม่าเห็นดังนั้นก็กัดฟันกรอด เสียงต่ำลอดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด “ลูกกรงนี่ใช้เอ็นวัวแท้ผูกไว้ แค่มีดธรรมดายังฟันไม่เข้า! พวกมันจะตัดออกได้ยังไงกัน! หรือว่า... มีใครแอบช่วยพวกมัน? คนบนเกาะนี้มีใครอยากเป็นสุนัขรับใช้ของทางการถึงขนาดขายพวกเราเลยรึไง!”

“เจ้า!” เสียงผางอวี้หลงดังขึ้นต่ำและเย็นยะเยือก ใบหน้าเคร่งขรึมฉายแววไม่พอใจ “เวลานี้ยังจะพูดเรื่องพรรคนั้นอีกหรือ! มัวแต่กล่าวโทษไปก็เท่านั้น — รีบสั่งคนออกตามหาก่อนเถอะ ข้าว่าพวกเขายังไปได้ไม่ไกล!”

“จริงด้วย!” ไห่หม่าตบหน้าผากเสียงดัง พลางหัวเราะแห้งๆ “หัวหน้าใหญ่พูดถูก ข้านี่มัวแต่โมโหจนลืมสติไป! เดี๋ยวข้าจะรีบส่งคนออกค้นหา! ฮึ! เกาะหุยเฟิงแค่นี้เอง ข้าไม่เชื่อว่าคนเป็นๆ สองคนจะหายตัวได้!”

พูดจบ เขารีบค้อมมือให้ผางอวี้หลงก่อนหมุนตัววิ่งออกไปทันที

ฝูเว่ยเห็นท่า จึงรีบยิ้มประจบ “ข้าขอตามไปช่วยดูด้วยนะ หัวหน้าใหญ่!”

พูดจบก็เร่งฝีเท้าตามไห่หม่าไปอย่างไม่รอคำตอบ

ผางอวี้หลงยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ดวงตาเขามืดลึกไม่แสดงอารมณ์ ก่อนจะหันหลังก้าวจากไปอย่างเงียบๆ

ชูเอ๋อร์เป็นคนรักความสงบ ที่พำนักของนางจึงอยู่ค่อนข้างห่างจากบริเวณอื่น รอบเรือนมีเพียงสาวใช้สองคน และหญิงวัยกลางคนอีกสองที่คอยทำงานหยาบ —ลานเรือนสองชั้นขนาดเล็กนั้นเงียบสงบ ไม่ค่อยมีใครสัญจรผ่าน

ในเวลากลางวัน หากไม่มีเหตุจำเป็น ผางอวี้หลงก็มักไม่กลับมาที่นี่เลย...

เมื่อเห็นผางอวี้หลงก้าวเข้ามาในห้อง หัวใจของชูเอ๋อร์ก็พลันหดแน่นโดยไม่รู้ตัว

“ออกไปให้หมด!” ผางอวี้หลงสั่งเสียงเย็น สาวใช้สองคนรีบถอยออกจากห้องอย่างหวาดหวั่น

ภายในเหลือเพียงสองสามีภรรยา —สายตาคมลึกของผางอวี้หลงจับจ้องอยู่บนใบหน้าของนางไม่วางตา สีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาแทบอ่านไม่ออกอารมณ์ใด

ชูเอ๋อร์พยายามข่มความหวั่นไหวในใจ พูดเสียงเรียบแต่แฝงความกังวล

“เจ้ามีเรื่องอะไรหรือ?”

“คนสองคนนั้น...” ผางอวี้หลงพูดช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “เจ้าปล่อยพวกเขาใช่ไหม?”

“อะไรนะ?” ชูเอ๋อร์แกล้งทำเสียงตกใจ แต่เขาไม่หลงเชื่อแม้แต่น้อย

“อย่าเสแสร้งเลย” เขาพูดเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดัน “เจ้าปิดบังข้าไม่เก่งหรอก ข้ารู้จักเจ้าดี... เมื่อคืนเจ้าทำตัวแปลกนัก ไม่เอ่ยอะไรสักคำ ก็เพราะในใจเจ้าตัดสินใจไว้แล้วใช่ไหม? เจ้าคิดจะปล่อยพวกเขาตั้งแต่แรก—พวกเขาอยู่ที่ไหน! เจ้าซ่อนพวกเขาไว้ที่ไหน!”

เสียงสุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นคำตะคอก แข็งกร้าวดุจคมดาบ

ชูเอ๋อร์สะดุ้งเฮือกทั้งร่าง ตัวสั่นราวใบไม้ไหว แต่ไม่นานนัก นางก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าเรียวสวยงามซีดขาวราวกระดาษ แววตาแน่วนิ่งไม่หลบ

“ใช่ ข้าเป็นคนปล่อยพวกเขาเอง เป็นข้าที่พาพวกเขาไปซ่อน...แต่จะซ่อนไว้ที่ไหน ข้าจะไม่บอก!”

ริมฝีปากของนางเม้มแน่น แววตาอ่อนโยนในวันวานบัดนี้กลับกลายเป็นดวงไฟแห่งความเด็ดเดี่ยว “ถ้าเจ้ามีฝีมือ ก็จงไปหาด้วยตัวเองเถิด!”

“เจ้า...!” ผางอวี้หลงกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ เขายกมือขึ้นสูง—แต่กลับชะงักกลางอากาศ

ฝ่ามือที่ยกขึ้นนั้นหนักอึ้งราวพันชั่ง สุดท้ายก็ร่วงลงอย่างหมดเรี่ยวแรง

“ทำไม...” เสียงเขาแตกพร่า ดวงตาฉายแววเจ็บปวด “ทำไมเจ้าต้องทำแบบนี้...”

“ทำไมรึ?” ชูเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นทั้งเศร้าและเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าเพราะอะไรล่ะ? หรือเจ้าจะบอกว่าตัวเองไม่รู้จริงๆ?”

ผางอวี้หลงนิ่งงัน ใบหน้าสีเลือดลดหายไปชั่วขณะ เขาหันหน้าหนี เหมือนไม่กล้ามองดวงตาของนาง “พูดไปพูดมาก็เพราะเจ้าไม่เชื่อข้าอีกแล้วสินะ! ข้าเคยพูดแล้วมิใช่หรือ — พอเรื่องนี้จบ ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย!”

“ข้ายังจะเชื่อเจ้าได้อีกหรือ?” ชูเอ๋อร์แค่นเสียงเย้ย รอยยิ้มบนริมฝีปากเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เมื่อครู่เจ้าก็ยังรับปากข้าอย่างดี แต่พออีกชั่วอึดใจเดียว เจ้ากลับกลับคำ! ข้าเคยหลงเชื่อเจ้ามาครั้งหนึ่งแล้ว จะให้ข้าเชื่ออีกหรือ? เจ้ามองพวกพ้องสำคัญกว่าภรรยาและลูกในครรภ์ — ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้าเถิด! แต่ข้าก็ต้องคิดหาทางเพื่อปกป้องลูกของข้าเอง!”

ผางอวี้หลงถูกคำของนางแทงเข้าใจจนพูดไม่ออก ทั้งโกรธทั้งขมขื่น เขาแค่นหัวเราะเย็น “ฮึ! เจ้าคิดได้ดีจริง! คงหวังจะใช้บุญคุณนี้ไถ่โทษกับทางการสินะ? ข้าว่าฮูหยินหลี่นั่นคงไม่ใจดำหรอก อย่างน้อยก็คงยกโทษให้เจ้าด้วยกระมัง?”

“เจ้าพูด...อะไรของเจ้าน่ะ!” ชูเอ๋อร์เสียงสั่นเทา ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา “ผางอวี้หลง เจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้ข้าไม่มีทางหวนกลับอีกแล้ว! ตั้งแต่วันที่ข้ารู้ความจริงว่าเจ้าเป็นใคร — ตั้งแต่วันที่ข้าเหยียบขึ้นเกาะแห่งนี้ ก็ไม่มี ‘เล่อเจิ้งชูเหยียน’ คนเดิมเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว!”

น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้ม ก่อนนางจะฝืนยิ้มเศร้า “วางใจเถอะ หากเจ้าต้องตาย ข้าก็จะตายตามเจ้าไปด้วย จะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องอยู่คนเดียวหรอก... อย่างน้อย ข้าจะไม่ให้เจ้าขาดทุนในชาตินี้แน่!”


วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1294 ปล่อยพวกเขาไป

 บทที่ 1294 ปล่อยพวกเขาไป

เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างจนใจ “ข้าดูจากกิริยาและคำพูดของฮูหยิน ก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่หญิงสามัญธรรมดา ไม่แปลกเลยที่ท่านจะมองต่างจากพวกบนเกาะนี้! คนเช่นท่าน กลับต้องถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ภรรยาโจรสลัด’ ข้าฟังแล้วยังรู้สึกอึดอัดแทนท่าน... น่าเสียดายที่เรื่องเช่นนี้ เกรงว่าฮูหยินก็คงช่วยอะไรไม่ได้กระมัง?”

ชูเอ๋อร์ได้ยินก็เผยรอยยิ้มเจือขม เอ่ยเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความปวดร้าว

“ใครกันจะอยากใช้ชีวิตในนามของ ‘ผู้หญิงของโจร’ ไปจนตาย? เมื่อตายไปแล้วก็ยังไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษในปรโลกได้... และที่จริง ฮูหยินหลี่เข้าใจผิดอยู่หน่อย—เขา...เคยรับปากข้าแล้ว”

นางหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงแผ่วเศร้า “ข้าจะเล่าให้พวกท่านฟังให้หมดเถิด เขาไม่มีบุตรมาหลายปี ส่วนข้าพึ่งตั้งครรภ์ได้เพียงสองเดือน ด้วยเห็นแก่เด็กในท้อง ข้าจึงขอร้องเขาอย่างจริงใจ... และในที่สุด เขาก็ยอมตกลง! แต่—”

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีที่เพิ่งรู้สึกมีความหวัง ก็เหมือนถูกคำว่า “แต่” นั้นฟาดดับวาบ หัวใจเย็นชืดลงในทันที ทั้งสองจึงเพียงมองนางนิ่งๆ ไม่เอ่ยแทรก รอฟังให้จบอย่างสงบ

ชูเอ๋อร์หัวเราะแผ่ว เบือนสายตาไปอีกทาง ถอนหายใจยาว “แต่เมื่อคืนนี้ ข้าไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เขากลับเปลี่ยนใจอีก! ไม่เพียงจะใช้ฮูหยินหลี่เป็นเหยื่อล่อผู้ว่าการมณฑล แต่ยังจะลงมือด้วยตัวเอง! ข้า...ข้าไม่รู้จะห้ามอย่างไร ข้าทำได้เพียงมองอยู่อย่างสิ้นหนทาง แต่ข้าก็ไม่อาจนิ่งเฉย ปล่อยให้ฮูหยินต้องตายต่อหน้าต่อตาได้... ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ข้าได้เล่าทุกอย่างให้ฟังแล้ว—พวกท่านพอจะมีหนทางช่วยบ้างไหม?”

เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีถึงกับชะงัก หัวใจแทบหยุดเต้นในชั่วขณะ ชุยเส้าซีรีบยกมือแตะแขนเหลียนฟางโจวเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ฟางโจว... ฟางโจว เจ้าใจเย็นก่อนนะ ต้องใจเย็นให้มาก...”

เหลียนฟางโจวร่างโอนเอนไปเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยืนให้มั่น ส่งยิ้มบางๆ ให้ชูเอ๋อร์ “ขอบคุณที่บอกข้านะ ผางฮูหยิน…”

“ฮูหยินหลี่ อย่าพูดเช่นนั้นเลย!” ชูเอ๋อร์ถอนหายใจแผ่ว “แท้จริงแล้วข้าไม่ได้ช่วยอะไรท่านเลย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ข้า...ข้า...”

“ต้องเป็นฝีมือของเจ้าฝูเว่ยนั่นแน่!” ชุยเส้าซีพูดลอดไรฟันอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าสุนัขตัวนั้นคงเป็นคนยุยงแน่แท้!”

เหลียนฟางโจวเองก็พอเดาออกอยู่แล้ว ว่าต้นเหตุย่อมเกี่ยวข้องกับฝูเว่ยไม่ผิดแน่ แต่จะรู้อย่างไรได้เล่า? — ในเมื่อพวกเขาทั้งสองตอนนี้กลายเป็นนักโทษ ถูกขังอยู่บนเกาะกลางทะเลเช่นนี้ การจะหนีออกไป...แทบไม่มีทางเลย!

นางสูดหายใจลึก ตัดสินใจเด็ดขาด แล้วหันไปพูดกับชูเอ๋อร์ “ผางฮูหยิน... ท่านพอจะช่วยข้าได้ไหม? ขอแผนที่หน่อยเถิด แผนที่ที่สามารถบอกเส้นทางออกจากเกาะนี้ กลับไปถึงเมืองเฉวียนโจวได้!”

ชูเอ๋อร์นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ “ไม่ยาก เขามีแผนที่อยู่ ข้าสามารถคัดลอกให้ได้”

“ดีมาก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยพลางสูดลมหายใจลึก “ถ้าอย่างนั้น...ท่านพอจะปล่อยพวกเราได้ไหม? เราจะยังไม่หนีไปไหนไกล แค่ซ่อนตัวอยู่บนเกาะนี้ก่อน รอให้เรื่องสงบลงแล้วค่อยหาทางหนีออกไป! บางที...ในวันหน้า ข้าอาจต้องขอให้ท่านช่วยอีก—ท่านจะช่วยข้าได้ไหม?”

เพราะการจะหนีจากเกาะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งทิศทางลม กระแสน้ำ สภาพอากาศ ล้วนต้องอาศัยคนที่รู้พื้นที่อย่างละเอียดช่วยแนะนำ ยังต้องหาโอกาสขโมยเรือที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป เตรียมน้ำดื่มกับเสบียงให้พร้อม — ทุกอย่างต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว และทั้งหมดนั้น...ต้องเริ่มจากความร่วมมือของชูเอ๋อร์ก่อน!

เหลียนฟางโจวคิดไว้ในใจอย่างรอบคอบ —หากชูเอ๋อร์ยินดีช่วย นางก็มีโอกาสรอด แต่หากไม่...อย่างน้อยที่สุด ขอเพียงออกจากคุกแห่งนี้ได้ก่อน ที่เหลือ ค่อยหาทางเอาเองก็ยังไม่สาย!

ไม่ว่าอย่างไร...นางจะไม่มีวันยอมถูกผางอวี้หลงหรือฝูเว่ยใช้เป็นเหยื่อล่อ เพื่อฆ่าหลี่ฟู่เด็ดขาด!

ชูเอ๋อร์พยักหน้าโดยไม่ลังเล ไม่รอให้เหลียนฟางโจวพูดถึงความยากลำบากก็กล่าวขึ้นอย่างหนักแน่น “ไม่ว่าท่านต้องการให้ข้าช่วยเรื่องใด ข้าจะพยายามอย่างเต็มกำลัง! ฮูหยินหลี่ โปรดบอกมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ!”

“นั่นช่างดีเหลือเกิน!” เหลียนฟางโจวยิ้มออกมาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะเล่ารายละเอียดแผนการทั้งหมดให้นางฟังอย่างไม่ปิดบัง

ชูเอ๋อร์ฟังแล้วถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องมากมายต้องจัดการขนาดนี้ แต่พอคิดอีกที — การจะหนีออกจากเกาะแห่งนี้มันจะง่ายเสียที่ไหน? นางมองเหลียนฟางโจวด้วยความชื่นชมในใจ — หญิงผู้นี้ช่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว สมแล้วที่เป็นภรรยาของผู้ว่าการมณฑล!

“ข้าจะช่วยพวกท่านให้ดีที่สุด” ชูเอ๋อร์รับปากเสียงหนักแน่น “เพียงแต่เรื่องนี้ต้องทำอย่างรอบคอบ คงเร่งรีบไม่ได้ ต้องค่อยๆ ดำเนินการ”

“ข้าย่อมเข้าใจ!” เหลียนฟางโจวยิ้มอ่อน “ท่านเองก็มีครรภ์อยู่ ต้องระวังสุขภาพ หากเมื่อไรรู้สึกไม่สะดวก เพียงบอกพวกเรา ข้าจะหาทางอื่นเอง”

ชูเอ๋อร์เผลอวางมือลงบนหน้าท้องของตนอย่างไม่รู้ตัว แววตาแฝงความเศร้า ก่อนฝืนยิ้มตอบ “ขอบคุณฮูหยิน... แต่ข้าก็ยังมีเรื่องกังวล — ตอนนี้ข้าพาเจ้าทั้งสองออกจากที่นี่ได้ก็จริง ทว่าตัวเกาะนี้ข้าก็ยังไม่รู้เส้นทางทั้งหมด ถึงจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ถ้าเกิดพวกเขาไล่ตรวจค้นทั้งเกาะขึ้นมา ก็คงหนีได้ยาก... ฮูหยินหลี่ พวกท่านมีแผนหรือยัง?”

ชุยเส้าซีถอนหายใจเบาๆ พลันนึกถึงป่าที่พวกเขาเคยเดินผ่านเมื่อสองวันก่อน มันกว้างก็จริง แต่ไม่ใช่ที่ซ่อนที่ปลอดภัยนัก

เหลียนฟางโจวกลับยิ้มอย่างมั่นใจ ดวงตาฉายแววคมชัด “ไม่ยากเลย — พวกเราจะแสร้งทำเป็นตกทะเล ทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นเพียงเล็กน้อยก็พอ!”

“ใช่สิ! ทำไมข้าถึงคิดไม่ออกนะ!” ชุยเส้าซีตบหน้าผากเสียงดัง ยิ้มกว้างอย่างโล่งใจ “คนเป็นยังพอค้นหาได้ แต่คนตายน่ะ จะให้ค้นอย่างไร? ตกทะเลไป ใครจะรู้ว่าน้ำพัดร่างไปถึงไหนแล้ว!”

ชูเอ๋อร์อุทานเบาๆ “อา!” ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจเช่นกัน

รอยยิ้มของนางอ่อนโยนและอบอุ่น — เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหวังเล็กๆ ท่ามกลางคลื่นลมแห่งโชคชะตาอันมืดมิด

เหลียนฟางโจวยิ้มบาง พลางพูดกับชูเอ๋อร์อย่างใจเย็น “เพียงแต่ว่า... พวกนั้นคงไม่เชื่อกันง่ายๆ แน่ การตรวจค้นต้องมีแน่! หากถึงตอนนั้น ผางฮูหยินพอจะหาที่ให้เราซ่อนตัวได้บ้างหรือไม่? ถ้าซ่อนอยู่ในเรือนของท่านเองได้ก็ยิ่งดี — เพราะที่อันตรายที่สุด ก็มักเป็นที่ปลอดภัยที่สุด!”

ชูเอ๋อร์พยักหน้าเห็นด้วย ยิ้มอ่อน “ได้เลย! พวกเราตกลงกันไว้ก่อนเรื่องวิธีติดต่อ ถึงเวลานั้นข้าจะส่งคนไปช่วยรับตัวพวกท่าน! ฮูหยินหลี่ว่าประการใด ข้าก็จะทำตามนั้น ขอให้สวรรค์คุ้มครองให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี!”

“ขอบคุณมาก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความจริงใจ “ผางฮูหยินวางใจเถอะ หากเรารอดจากเคราะห์นี้ไปได้ เราจะไม่มีวันลืมบุญคุณของท่านเลย!”

ชูเอ๋อร์ได้ฟังถึงกับน้ำตาคลอ พูดเสียงสั่น “ข้าไม่มีหน้าไปขอสิ่งใดจากท่านทั้งสอง ขอเพียงฮูหยินเมตตา อย่าให้ลูกในท้องของข้าต้องมีตราบาป ขอให้เขาได้เกิดมาอย่างบริสุทธิ์ ข้าตายก็ไม่มีห่วงแล้ว!”

“อย่าพูดถึงความตายเลย!” เหลียนฟางโจวรีบปลอบเสียงอ่อน “ข้าว่าผางอวี้หลงนั้น แท้จริงอาจไม่ได้อยากเป็นโจรไปตลอดชีวิต เพียงแต่ถูกฝูเว่ยมันยุแหย่เท่านั้น! ผางฮูหยินจงเข้มแข็งไว้เถอะ วันข้างหน้าเจ้าได้อยู่พร้อมหน้ากับลูกและสามี ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างมีความสุข — แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือ? เจ้าจะยอมปล่อยให้ลูกเติบโตมาโดยไม่มีพ่อแม่จริงๆ หรือ? ต่อให้คนอื่นเลี้ยงดีเพียงใด ก็ไม่มีวันแทนได้หรอก!”

เหลียนฟางโจวคิดในใจ —หากสามารถโน้มน้าวให้ผางอวี้หลงกลับใจยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักได้ นั่นย่อมเท่ากับได้กำลังสนับสนุนเพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อกรกับสี่ตระกูลใหญ่ในภายภาคหน้า ยิ่งไปกว่านั้น การกำจัดพวกโจรแห่งเกาะหุยเฟิง ผู้สร้างความเดือดร้อนแก่พ่อค้าทางทะเลมานาน ย่อมเป็นผลดีต่อใจของราษฎร อย่างใหญ่หลวง —เมื่อได้การสนับสนุนจากราษฎร สี่ตระกูลใหญ่นั่นก็ไม่ต้องเกรงอีกต่อไป!

ชูเอ๋อร์หน้าซีดลงเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ พยักหน้าเบาๆ “ไม่ควรชักช้าแล้ว — สองท่านรีบตามข้ามาเถิด!”

ทางด้านผางอวี้หลงกับไห่หม่า การเตรียมการต่างๆ กำลังดำเนินไปอย่างคึกคักแทบไม่หยุดพัก

แต่แล้ว... เมื่อโล่ลั่ว ผู้คุมคุกของเหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซี รีบวิ่งหน้าตื่นมารายงานว่า “ท่านหัวหน้า! คนสองคนนั้น—ทำลายประตูคุกหนีไปแล้วขอรับ!”

คำพูดนั้นทำให้ผางอวี้หลงกับไห่หม่า รวมทั้งเหล่าคนสนิททั้งหลาย ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ

ทุกสายตาเบิกกว้าง — ความเงียบชั่วพริบตาแผ่คลุมทั่วทั้งห้อง ก่อนที่อารมณ์ตกใจจะระเบิดออกพร้อมกัน!


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1293 ความคิดเห็นส่วนตัว

 บทที่ 1293 ความคิดเห็นส่วนตัว

“อย่าร้องเลยนะ!” ผางอวี้หลงเห็นชูเอ๋อร์หลั่งน้ำตาก็ถึงกับมือไม้ปั่นป่วนไปหมด ไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี เขาตบไหล่นางเบาๆ พูดจาวกวน “ชูเอ๋อร์ อย่าร้องนะ เจ้าอย่าเป็นแบบนี้สิ! เขาว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ห้ามร้องไห้ไม่ใช่เหรอ? เจ้าฟังนะ ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย! ข้าสาบานว่าครั้งสุดท้ายจริงๆ! พอเรื่องนี้จบลงเมื่อไร ข้าจะเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้พวกเรา เราจะจากที่นี่ไป ไปแน่นอน…”

ชูเอ๋อร์สูดหายใจลึก เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรอีก

นางเพียงแค่หมุนตัว เดินกลับไปยังเตียงอย่างเงียบงัน

มือของผางอวี้หลงแข็งค้างอยู่กลางอากาศ เขาถอนใจเบาๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยมือลง มองแผ่นหลังนางด้วยสายตาหม่นลึก ก่อนจะค่อยๆ เดินตามไปช้าๆ

เช้าวันถัดมา ไห่หม่ารีบร้อนมาหาฝูเว่ยด้วยสีหน้ายินดีปรีดา รีบรายงานอย่างตื่นเต้น “คุณชาย! หัวหน้าใหญ่ตกลงแผนของพวกเราแล้ว! ยิ่งไปกว่านั้น เขาจะนำพวกพี่น้องออกไปด้วยตัวเองเลยนะ! แต่แผนการใหญ่ขนาดนี้ต้องเตรียมให้รอบคอบ คงออกเดินทางไม่ได้ทันที ต้องรอสักสองสามวัน!”

ฝูเว่ยแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง รู้สึกเหมือนสวรรค์ส่งโชคมาให้

ฝีมือของหัวหน้าใหญ่เหนือกว่าไห่หม่าไม่รู้กี่ขุม หากเจ้าตัวลงมือเอง แผนการก็เท่ากับสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว! แค่รออีกไม่กี่วัน จะเป็นอะไรไป!

แต่หลังจากดีใจจบลง ความรู้สึกบางอย่างก็แทรกเข้ามาในใจฝูเว่ย เขาอดสงสัยไม่ได้ “พี่ไห่หม่า...ก่อนหน้านี้หัวหน้าใหญ่ยังยืนกรานไม่เห็นด้วยอยู่เลยมิใช่หรือ? ไหงจู่ๆ ถึงยอมได้ง่ายๆ แบบนี้?”

ไห่หม่าหัวเราะพลางตบไหล่เขาหนักๆ “เจ้าคิดมากไปเอง! หัวหน้าใหญ่เป็นคนมีน้ำใจรู้คุณ เขาจะปล่อยให้ข้าออกไปเสี่ยงตัวคนเดียวได้ยังไง? ข้ายืนกรานจะไป เขาก็เลยต้องยอม! คราวนี้แหละ ไม่มีทางพลาดแน่! เจ้าก็แค่นั่งรออีกไม่กี่วันก็พอ!”

“แต่ว่า...”

สีหน้าของไห่หม่าเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที เขาจ้องหน้าฝูเว่ยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ข่าวของเจ้ามันเชื่อถือได้แน่หรือไม่? ข้อมูลแม่นยำแค่ไหน? พอเราย่างเท้าเข้าสู่เขตเมืองหนานไห่ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด มืดแปดด้านไปหมด! ชีวิตพี่น้องมากมายต้องฝากไว้กับเจ้าคนเดียว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา อย่าว่าแต่หัวหน้าใหญ่นะ ข้าเองก็ไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

“ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเจ้า ข้าย่อมเห็นแก่ แต่นั่นก็ไม่ต่างจากที่ข้าต้องเห็นแก่พี่น้องคนอื่นๆ ด้วย! ข้าจะทรยศพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด!”

ฝูเว่ยพลันรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก แต่สีหน้ากลับยิ้มแย้มซื่อตรง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่แพ้กัน “พี่ไห่หม่า ท่านวางใจเถอะ! ข้าเป็นคนไม่รู้ดีรู้ชั่วถึงเพียงนั้นหรือ? ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย ข้าคงไม่กล้าปริปากพูดแน่! ท่านกับหัวหน้าใหญ่เมตตารับข้าไว้ ข้ามีแต่ความกตัญญู จะไปคิดร้ายต่อพวกท่าน กับพี่น้องทั้งหลายได้ยังไง? แล้วข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำร้ายพวกท่านล่ะ?”

“ก็จริง!” ไห่หม่าหัวเราะแห้งๆ พลางรีบเปลี่ยนสีหน้า “ข้านี่พูดจาไม่ระวัง ปากเสียไปหน่อย เจ้าหนุ่มฝู อย่าถือโทษข้าเลย!”

“ไม่หรอกไม่หรอก! พวกเราน่ะ พี่น้องกันทั้งนั้น!” ฝูเว่ยโบกมืออย่างใจกว้าง ทั้งสองสบตากันยิ้มด้วยความเป็นกันเอง

ในขณะเดียวกัน เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นถ้ำภูเขาที่ถูกดัดแปลงให้ใช้เป็นที่คุมขัง

คุกถ้ำเช่นนี้อับชื้นและมืดมิดยิ่งกว่าคุกทั่วไป กลิ่นอับราและความเน่าเหม็นอบอวลอยู่ในอากาศ จนทำให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก

ข้อดีเพียงอย่างเดียวของการถูกขังครั้งนี้ ก็คือพวกเขาสองคนยังได้อยู่ด้วยกัน ในเวลาที่ไม่มีใครอยู่ ก็ยังสามารถพูดคุย ปลอบโยน และให้กำลังใจกันได้บ้าง

เมื่อแสงรำไรค่อยๆ ส่องลอดผ่านรอยแยกของหินด้านบน ทั้งสองก็สบตากันพร้อมรอยยิ้มขื่นๆ “ผ่านไปหนึ่งคืนแล้ว... ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ”

เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความกังวลปนยอมรับชะตา

“ข้ามันไร้ประโยชน์จริงๆ” ชุยเส้าซีพูดอย่างรู้สึกผิด “ข้านึกว่าจะช่วยเจ้าได้ สุดท้ายกลับกลายเป็นแบบนี้…”

“อย่าพูดอย่างนั้นเลย!” เหลียนฟางโจวพูดแทรกขึ้นทันที “ถ้าไม่มีเจ้า ข้าก็ต้องตกอยู่ในมือพวกเขาอยู่ดี! แต่ตอนนี้กลับพลอยพาเจ้าติดร่างแหเข้าไปด้วย นับว่าข้าต่างหากที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก! ข้ายังไม่บ่นอะไร แล้วเจ้าจะรู้สึกผิดไปทำไมกัน?”

ชุยเส้าซีพลันหัวเราะขึ้นมาเบาๆ หัวใจคล้ายมีแสงสว่างไหลเวียน “ดี! ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะไม่รู้สึกผิดอีก! แล้วเจ้าก็ห้ามคิดมากเหมือนกัน! อย่างมากก็แค่ตายด้วยกันที่นี่—ไปเป็นเพื่อนกันบนเส้นทางสู่น้ำพุเหลืองก็ยังดี!”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง “ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ข้าว่าหัวหน้าใหญ่นั่น... ท่าทีของเขามันดูแปลกๆ อยู่นะ!”

“แปลก?” ชุยเส้าซีเลิกคิ้ว “ตอนเจ้าพูด ข้าก็เพิ่งนึกได้... ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น เขาคงไม่ปล่อยให้เราสองคนปลอดภัยอยู่ที่นี่หรอก ไม่โดนรองหัวหน้ากับเจ้าฝูเว่ยลงมือเล่นงาน แบบนี้ก็ต้องถือว่าเป็นบุญคุณของเขาแล้ว!”

“ใช่เลย!” เหลียนฟางโจวตบมือเบาๆ แล้วก็ถอนใจ “แต่น่าเสียดาย...จากสีหน้าและท่าทีของเขา เราก็ยังดูอะไรไม่ออกเลย ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ เฮ้อ!”

ชุยเส้าซีรู้สึกคลายกังวลลงมาก ยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “อย่างไรก็ยังมีความหวังอยู่ไม่ใช่หรือ? เราพักผ่อนให้เต็มที่ไว้ก่อน พอได้พบเขา บางทีอาจมีทางต่อรองก็ได้!”

“พูดถูกแล้ว!” ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ

แต่ยังไม่ทันขาดคำ เสียงสตรีหนึ่งก็ดังขึ้นในความมืดของถ้ำ “ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ทั้งสองช่างฉลาดเสียจริง ฟังแล้วอดชื่นชมไม่ได้…”

เสียงนั้นนุ่มลึกแต่แฝงความเยือกเย็น ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว หันไปมองตามเสียงที่ดังขึ้นหลังลูกกรงเหล็ก

สิ่งที่เห็นคือหญิงสาวในชุดดำทั้งร่าง ปิดหน้าด้วยผ้าดำแนบสนิท รูปร่างสูงโปร่ง สง่างาม ดวงตาคู่นั้นอ่อนโยนราวสายน้ำ แต่กลับซ่อนความเย็นสงบไว้อย่างประหลาด

น้ำเสียงของนางอ่อนโยนแผ่วเบา แฝงความเศร้าละมุน ฟังแล้วทำให้คนอดเกิดความเวทนาไม่ได้

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีสบตากันอย่างประหลาดใจ — ทั้งสองผ่านโลกมามาก พอดูออกว่านางผู้นี้...ไม่ว่าจะเป็นแววตา น้ำเสียง หรือกิริยาท่าทาง ล้วนมีความสง่างามนุ่มนวลเกินกว่าที่หญิงในหมู่โจรจะมีได้

พูดอีกอย่างก็คือ — ในหมู่โจรสลัด ไม่มีทางมีหญิงเช่นนี้แน่!

หญิงสาวค่อยๆ เอื้อมมือปลดผ้าปิดหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าเรียวรูปหัวใจ งามละมุนละไมดั่งน้ำหยดหนึ่งที่สะท้อนแสงอ่อน จริตอ่อนโยนสมกับเสียงของนางอย่างยิ่ง

“ท่านคือ…” เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างลังเล ขณะมองสำรวจอย่างไม่แน่ใจ

หญิงสาวยิ้มบาง เสียงอ่อนโยนดังขึ้นช้าๆ “ผางอวี้หลง...คือสามีของข้า”

เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีถึงกับอุทานพร้อมกัน “อ๊ะ...!”

ทั้งสองสบตากัน พลันคิดในใจพร้อมกัน —“น่าเสียดายยิ่งนัก!”

หญิงสาวงามผู้สงบนิ่งดุจกลิ่นกล้วยไม้ เยือกเย็นดุจกลีบดอกเบญจมาศ — ใครจะคาดคิดว่านางจะเป็นภรรยาของหัวหน้าโจรสลัดผู้นั้น?

หญิงสาวเพียงยิ้มเศร้าเล็กน้อย ก่อนจะค้อมกายลงนอบน้อมเอ่ยเสียงอ่อนหวาน “สามีของข้าหยาบคายไร้มารยาทนัก หากได้ล่วงเกินฮูหยินและคุณชาย ขอโปรดอภัยให้เขาด้วยเถิดค่ะ”

“เรื่องนั้นไม่ต้องพูดถึง!” ชุยเส้าซีพลันนึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาเป็นประกาย เขายกมือขึ้นตัดบทอย่างร้อนรน “ที่ผังฮูหยินมาหาเราในที่เช่นนี้... มีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”

ชูเอ๋อร์มองพวกเขาทั้งคู่แวบหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “พอรู้ว่าพวกเขาจับตัวฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลไว้ ข้าก็รีบอ้อนวอนให้สามีของข้าช่วยดูแลปกป้องฮูหยินไว้ให้ดี แล้วส่งตัวกลับคืนไปโดยสวัสดิภาพ... ถือเสียว่าเป็นการขอเข้าพบอย่างสุภาพ เพื่อเปิดทางพูดคุยกับทางการ—หากเป็นไปได้ ข้าอยากให้เขายอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก เสียด้วยซ้ำ”

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีถึงกับนิ่งงัน มองหน้ากันด้วยความตะลึง —ไม่คาดคิดเลยว่า ภรรยาของหัวหน้าโจรสลัด... จะพูดถึง “การสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก” อย่างเปิดเผยเช่นนี้!


จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1292 ฮูหยินผาง

 บทที่ 1292 ฮูหยินผาง

ฝูเว่ยตอนนี้ก็เหมือนคนเจ็บที่คว้าทุกทางไว้ก่อน ได้ยินดังนั้นก็อดรู้สึกหวั่นไหวในใจไม่ได้

เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด “แต่รองหัวหน้ามีข้ารับใช้ส่วนตัวไม่มาก หากถึงเวลานั้น—”

“คุณชาย!” หมิงซานหัวเราะออกมา พลางกล่าว “บนโลกนี้จะมีเรื่องอะไรที่รับรองได้ร้อยส่วนกันเล่าขอรับ? หากคิดทำการใหญ่ จะไม่ยอมเสี่ยงเลยได้อย่างไร?”

ในใจเขานั้นแอบดูแคลนอยู่เงียบๆ — แค่นี้ก็ลังเล? แบบนี้ยังกล้าเพ้อฝันจะคืนตระกูลฟูอีกหรือ?

ฝูเว่ยใจเต้นแรงขึ้นมา ตัดสินใจเด็ดขาด “ดี! เอาตามนี้! เสี่ยงครั้งนี้ ข้าว่าคุ้ม!”

คิดได้ดังนั้น ฝูเว่ยก็ไม่รอช้า สั่งให้หมิงซานไปเชิญไห่หม่ามาร่วมทานอาหารค่ำในคืนนี้

หมิงซานรับคำไปด้วยรอยยิ้ม พอเจอหมิงอู่ เขาก็ถ่ายทอดเรื่องโดยย่อ และให้ไปแจ้งกับคุณชายใหญ่โดยไม่พูดอะไรต่อ

ทางด้านไห่หม่า—ตั้งแต่ถูกผางอวี้หลงตำหนิอย่างรุนแรงจนไม่ไว้หน้ากัน เขาก็อึดอัดอยู่แล้ว ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดกับฝูเว่ย และก็เสียดายโอกาสดีที่กำลังจะหลุดมือ

พอถูกฝูเว่ยพูดยุหนุนทีละคำ ดื่มเหล้าสองสามจอกเข้าไป ไฟในอกก็ยิ่งลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอของฝูเว่ยจึงถูกเขาตบอกรับไว้ทันทีโดยไม่ลังเล

ในยุคสมัยนี้...คนขี้ขลาดก็อดตาย ส่วนคนกล้ากลับร่ำรวยและโด่งดัง!

โอกาสงามอย่างนี้ ควรค่าแก่การเสี่ยง!

ด้วยฤทธิ์สุราและความฮึกเหิม ไห่หม่าไม่คิดรั้งรอแม้แต่อึดใจเดียว รีบลุกขึ้นจะไปขออนุญาตหัวหน้าใหญ่ในทันที

ฝูเว่ยยิ่งพอใจนัก รีบกล่าวถ้อยคำหวังดี เตือนไห่หม่าว่าให้พูดกับหัวหน้าใหญ่ดีๆ อย่าเถียงกลับหรือพูดจาขวางหู จะได้ไม่เสียบรรยากาศความเป็นพี่น้อง — ถ้อยคำนั้นฟังแล้วทำให้ไห่หม่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก

แต่เมื่อไห่หม่ามาเซ้าซ้ำเรื่องเดิมอีกครั้ง ผางอวี้หลงก็เริ่มรู้สึกรำคาญ

เพียงเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพครึ่งเมาครึ่งสร่าง จะพูดตักเตือนอะไรตอนนี้เขาก็คงฟังไม่เข้าหู ผางอวี้หลงจึงเพียงแค่ทำหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไรเลย

ไห่หม่าคราวนี้เรียกได้ว่า “เอาชีวิตเข้าแลก” เอ่ยเสียงแข็ง “พี่ใหญ่! ข้าแค่จะพาคนของข้าเองไป ท่านก็ยังจะห้ามอีกหรือ? แบบนี้มัน...ไม่ยุติธรรมแล้วล่ะ! ไม่ว่าอย่างไร คราวนี้ ต่อให้พี่ใหญ่ไม่อนุญาต ข้าก็จะไป! ท่านวางใจได้ ต่อให้ไม่สำเร็จ เรายังมีตัวประกันในมือ จะถอนตัวเมื่อไรก็ยังทัน! พรุ่งนี้—เอ่อ ข้า...ข้าจะออกเดินทางเลย! ท่านรอฟังข่าวดีก็แล้วกัน! คอยดูเถอะ ข้าจะกลับมาพร้อมทรัพย์สินมากมายให้เกาะเรา แล้วพี่ใหญ่จะได้เห็นฝีมือของข้า!”

พูดจบ ไห่หม่าก็โซเซเดินจากไป ท่าเดินไม่มั่นคงนัก

ผางอวี้หลงทั้งโกรธทั้งร้อนใจ แต่ก็จนปัญญาจะห้ามได้

ไหนเขาจะพูดเองว่าอีกฝ่ายจะใช้แต่คนของตนเอง—ในเมื่อเขาไม่เกี่ยวข้อง แล้วจะไปขัดขวางได้อย่างไร? เว้นเสียแต่ว่า...จะจับไห่หม่าขังไว้!

แต่เขาจะทำแบบนั้นกับพี่น้องได้หรือ? 

...ช่างเถอะ!

ผางอวี้หลงกัดฟันแน่น ในเมื่อเขาจะทำ ก็ปล่อยให้ทำ! แน่นอน เขาไม่มีทางยอมให้ใช้แค่พวกข้ารับใช้ส่วนตัวของไห่หม่าหรอก — แบบนั้นจะให้พี่น้องคนอื่นมองเขายังไง?

เมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องวางแผนให้รัดกุม: ใครจะขึ้นฝั่ง ใครจะคอยสนับสนุน หากเกิดเหตุผิดพลาด จะถอนตัวอย่างไร — ทุกอย่างต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าให้รอบคอบที่สุด

ผางอวี้หลงจึงสั่งให้คนไปตามจิ่วเตา เมิ่งอวี๋ และหูซา ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทและแข็งแกร่งที่สุด มาหารือกันเรื่องแผนการ

การประชุมในคืนนั้นยืดเยื้อยาวนาน กระทั่งไก่เริ่มขันยามรุ่งสาง เขาถึงได้กลับเข้าห้องพัก

ไม่คาดคิดว่า...ชูเอ๋อร์ ภรรยาของเขา กลับยังไม่หลับ ยังฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ ข้างกายมีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงน้อยที่ให้แสงสลัว

ผางอวี้หลงตกใจไม่น้อย สีหน้าแสดงความร้อนใจ รีบเดินเข้าไป พยายามจะอุ้มภรรยาขึ้นเตียงอย่างแผ่วเบา

แต่เขาเป็นคนรูปร่างกำยำ มือไม้เงอะงะไม่เบา เพิ่งขยับตัวไม่เท่าไร ชูเอ๋อร์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเสียแล้ว

นางลืมตาช้าๆ ขนตายาวกระพือเบาๆ ก่อนจะปัดมือเขาออก เอ่ยเสียงเรียบ “ท่านกลับมาแล้วหรือ?”

“อืม” ผางอวี้หลงตอบเสียงแผ่ว สีหน้าแฝงความกระอักกระอ่วน “เจ้าทำไมไม่ไปนอนบนเตียง? เจ้าตั้งครรภ์อยู่นะ ต้องระวัง อย่าทำให้ลูกเป็นอันตราย”

ชูเอ๋อร์ไม่ตอบคำพูดนั้น สายตาใสกระจ่างมองสบเขาอย่างเงียบงัน ก่อนจะถามเรียบๆ “ท่านไปทำอะไรมา? ทำไมกลับมาดึกป่านนี้?”

ร่างกายของผางอวี้หลงชะงักเล็กน้อย สีหน้าก็เคร่งขึ้นตาม เขาตอบเสียงเย็น “เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าควรห่วงแค่ลูกในท้องให้ดี!”

ปีนี้เขาอายุสามสิบเจ็ดแล้ว แต่ยังไม่มีลูกแม้แต่คนเดียว เด็กในท้องของชูเอ๋อร์ คือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของเขาในชั่วชีวิตนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่เขาหวงแหนที่สุด

ชูเอ๋อร์แค่นยิ้มเยาะริมฝีปาก ก่อนจะใช้มือลูบหน้าท้องซึ่งยังไม่ปรากฏครรภ์เบาๆ เอ่ยเสียงเย็น “เรื่องที่ท่านเคยรับปากข้าไว้...จะไม่รักษาคำพูดแล้วใช่ไหม?”

ผางอวี้หลงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดเรื่องนี้เวลานี้ เขาจึงจับไหล่นางไว้แน่น “ดึกมากแล้ว พักก่อนเถอะ! อยากพูดอะไร ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!”

“ท่านกลับคำจริงๆ ด้วย!” ชูเอ๋อร์สะบัดมือเขาออกอย่างแรง ถอยหลังไปสองก้าว จ้องเขาแน่วนิ่ง “ท่านยังคิดจะเล่นงานฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลใช่ไหม? ท่านบ้าไปแล้วหรือ? เกาะหุยเฟิงแค่นี้ จะไปสู้อะไรได้! ถ้าท่านแตะต้องแม้แต่นิดกับภรรยาของขุนนางใหญ่ ท่านคิดว่าราชสำนักจะอยู่นิ่งหรือ?”

“ไม่ต้องพูดถึงราชสำนักแหละ ขนาดผู้ว่าการมณฑลเองก็ไม่มีทางอยู่นิ่งแน่! ท่านคิดจริงๆ หรือว่าคนบนเกาะหุยเฟิงแค่ไม่กี่ร้อยคนจะต้านทานราชสำนักได้? แค่สั่งปิดท่าเรือเฉวียนโจวไม่กี่เดือน เกาะพวกท่านก็ไม่มีเสื้อผ้าอาหาร ต้องขึ้นฝั่งปล้นให้เสี่ยงตาย แล้วทางราชสำนักแค่รอตั้งรับ พวกท่านจะไม่กลายเป็นศพเปล่าๆ หรอกหรือ?”

ผางอวี้หลงหัวเราะเย็น “จะปิดท่าเรือทั้งเมือง? ตลอดหลายปีที่เราปล้นเรือพาณิชย์มา ก็ไม่เห็นทางการเคยทำแบบนั้น!”

“เพราะมันยังไม่ถึงเวลานั้นเท่านั้นเอง!” ชูเอ๋อร์เสียงเบาแต่เด็ดเดี่ยว “และอีกอย่าง...ข้าไม่ต้องการให้ลูกของข้าโตมาเป็นโจรสลัดที่ฆ่า ปล้น ไร้เมตตา! หากท่านยังดึงดันทำเรื่องนี้ต่อ...ลูกคนนี้ ข้าจะไม่เอาไว้!”

“เจ้า...กล้ารึ!” สีหน้าผางอวี้หลงซีดเผือดทันตา แววตาบิดเบี้ยวกลายเป็นดุดันร้ายกาจ กลิ่นอายอำมหิตพวยพุ่งทั่วร่าง เขาจ้องนางเขม็ง ราวคมมีดกรีดใจ “จะฆ่า ปล้น หรือเหี้ยมโหด แล้วมันผิดตรงไหน? พ่อของเขาเป็นโจรสลัด ลูกของเขาก็เกิดมาเป็นสายเลือดโจรสลัด!”

“เล่อเจิ้งชูเหยียน ข้าบอกไว้ตรงนี้—หากเจ้ากล้าแตะต้องลูกของข้าแม้เพียงนิด ข้าผางอวี้หลงจะล้างตระกูลเล่อเจิ้งของเจ้าให้สิ้นซาก!”

สีหน้าของชูเอ๋อร์ซีดเผือดราวกระดาษ ไม่มีเลือดฝาดแม้แต่น้อย มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ริมฝีปากที่สั่นระริกถูกกัดแน่น น้ำตาเอ่อรื้นเต็มดวงตา จนกลายเป็นม่านหมอกพร่ามัว

ผางอวี้หลงเห็นร่างบอบบางของนางสั่นเทาเหมือนผีเสื้อกลางสายลม ราวกับพร้อมจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ ใจเขาก็พลันอ่อนลง

เขายื่นมือไปแตะไหล่นางเบาๆ เอ่ยเสียงนุ่ม “ขอโทษนะ ข้าพูดจาไม่คิด อย่าโกรธเลย ที่พูดเมื่อกี้...แค่พูดเล่น ไม่ได้ตั้งใจจริงหรอก... เจ้าวางใจได้ คราวนี้ข้าจะไปด้วยตัวเอง ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย ข้าจะไม่ลงมือแน่! ข้าจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ไม่ให้ใครจับได้ว่าเราเป็นใคร!”

“ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ...” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะหนีไปยังน่านน้ำทางใต้ ไปอยู่ที่นั่นเสียก็ได้... ข้าสัญญากับเจ้า จะไม่ให้ลูกของเราต้องเดินบนเส้นทางเดียวกับข้า!”

ชูเอ๋อร์ก้มหน้าลงเงียบงัน น้ำตาเม็ดโตหล่นลงเปื้อนอกเสื้อทีละหยด

น่านน้ำทางใต้...นั่นมันต่างแดนไกลโพ้น ใครอยากไปอยู่กันเล่า?

บรรดาพี่น้องบนเกาะ คงไม่มีใครยอมไปด้วยแน่ — แล้วนางเล่าจะไปอยู่ในที่เช่นนั้นได้อย่างไร...