บทที่ 1380 ก่อกบฏ
ขณะนั้นหลี่ฟู่ยังคงพักผ่อนอยู่ในเรือนหลัง
เมื่อใต้เท้าจานผู้ช่วยเจ้าเมืองเห็นสภาพสะบักสะบอมของหลัวจวี่เซิ่ง
ก็นึกโยงไปถึงเหตุการณ์ในวันสารทจีนทันทีจนหน้าถอดสี
เขาเร่งพยุงตัวหลัวจวี่เซิ่งขึ้นสอบถามเพียงไม่กี่คำก็ถึงกับเข่าอ่อนเกือบทรุดลงกับพื้น
จึงรีบสั่งคนพาหลัวจวี่เซิ่งไปชำระล้างร่างกายพักผ่อน
ส่วนตนเองกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปหาหลี่ฟู่ที่เรือนหลังด้วยความลนลาน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!
พวกเฮยหลีสมคบคิดกับเผ่าตงซานและไป๋อี๋ก่อกบฏงั้นรึ? ตอนนี้กองโจรยึดเมืองหลางฉีรวมถึงฟู่ฉือและอำเภอเฮ้อไว้ได้หมดแล้ว!
แม้แต่ใต้เท้าเจ้าเมืองหลางฉีก็ถูกพวกมันคุมตัวไว้ด้วย!” หลี่ฟู่ใจหายวูบ
สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง
“ใต้เท้า!
ใต้เท้าหลัวผู้ช่วยเจ้าเมืองหลางฉีอุตส่าห์ตีฝ่าวงล้อมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อมาแจ้งข่าว
มิผิดตัวแน่ขอรับ! ข้าน้อยให้เขาไปพักผ่อนแล้ว
ท่านจะเรียกเขามาสอบถามด้วยตัวเองอีกครั้งหรือไม่” ใต้เท้าจานรีบรายงาน
“ไป! ไปพบเขาเดี๋ยวนี้!” หลี่ฟู่ผุดลุกขึ้นทันที
“ใต้เท้าขอรับ” ใต้เท้าจานท้วงขึ้น
“ยามวิกาลเช่นนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใจคนจะวุ่นวาย
ต้องระวังพวกฉวยโอกาสปล่อยข่าวลือสร้างความโกลาหล ข้าน้อยเสนอให้แม่ทัพเซียวจัดเวรยามลาดตระเวนให้เข้มงวดขึ้น
หากพบใครกุเรื่องก่อความวุ่นวายให้จับตัวมาลงทัณฑ์ทันที!”
“ตกลงตามนั้น!” หลี่ฟู่พยักหน้าเห็นชอบ “เจ้าไปจัดการเรื่องนี้
แล้วให้เซียวมู่รับหน้าที่คุมสถานการณ์!”
“รับบัญชาขอรับ!” ใต้เท้าจานประสานมือรับคำ
เมื่อหลี่ฟู่สอบถามรายละเอียดจากหลัวจวี่เซิ่งจนครบถ้วน
สีหน้าเขาก็ยิ่งทวีความถมึงทึงและเงียบขรึมลงอย่างน่ากลัว
หลัวจวี่เซิ่งสะอื้นไห้พลางตัดพ้อว่า “ใต้เท้า...
ท่านต้องหาทางออกโดยเร็วเถิดขอรับ! พวกคนเถื่อนพวกนั้นป่าเถื่อนไร้สัจจะ
ราษฎรในหลางฉี ฟู่ฉือ และอำเภอเฮ้อต้องพบกับคราวเคราะห์มหันต์แน่
กองโจรนั่นฮึกเหิมถึงขั้นประกาศว่าจะบุกยึดเมืองหนานไห่ให้ได้
แม้ชั่วครู่ยามจะยังมาไม่ถึงที่นี่ แต่เมืองรายรอบนั้นเล่า— ใต้เท้า
โปรดเร่งตัดสินใจด้วยเถิด!”
หลี่ฟู่กลับยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย
“เรื่องนี้ไม่เห็นต้องคิดหาทางออกให้ยากความ! โบราณว่าทหารมาใช้ขุนพลต้าน
น้ำมาใช้ดินกั้น* กองโจรเพียงหยิบมือกลับกล้าดีนัก หึ!
กล้ามาก่อกบฏในเขตปกครองของข้าถึงเพียงนี้ก็ดีเหมือนกัน!
เดิมทีข้าก็หาโอกาสจะจัดการพวกมันอยู่แล้ว ถือเสียว่าเป็นจังหวะอันดี
ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าพวกคนเถื่อนพวกนี้จะต่างจากพวกตงหูหรือนวี่เจินสักแค่ไหน!”
หลี่ฟู่ลุกขึ้นยืนพลางปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ใต้เท้าหลัว
ท่านเดินทางมาเหนื่อยยาก ไปพักผ่อนให้เต็มอิ่มสักตื่นเถิด เรื่องอื่นไม่ต้องกังวล
ข้าจะไปจัดทัพเตรียมศึกเอง!”
“ขอบพระคุณใต้เท้าที่เมตตา!” หลัวจวี่เซิ่งประสานมือคำนับ
แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ทว่าแผ่นดินเกิดถูกโจรย่ำยี
ญาติพี่น้องยังไม่รู้ชะตากรรม ข้าน้อยใจรุ่มร้อนดั่งไฟสุม จะข่มตาหลับลงได้อย่างไร? แม้ข้าน้อยจะไร้ความสามารถ
แต่เรื่องชัยภูมิในหลางฉีข้าน้อยย่อมช่ำชองกว่าใคร
จึงขอโอกาสใต้เท้าให้ข้าน้อยได้ติดตามไปรับใช้ในศึกนี้ด้วยเถิด!”
หลี่ฟู่ปรายตา มองเขาพลางนิ่งตรึกตรองครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ดี!
เจ้ามีใจเช่นนี้ข้าก็เบาใจ เอาตามที่ว่าเถอะ ไปพักผ่อนเสียก่อน
หากถึงเวลาที่ต้องใช้เจ้า ข้าจะให้คนไปตาม”
“ขอรับ ขอบพระคุณใต้เท้า!” หลัวจวี่เซิ่งก้มตัวประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
หลี่ฟู่สาวเท้าจากไปทันที เขาเร่งเรียกตัวหูต้าไห่ เสิ่นต้าอี้
ผางอวี้หลง
รวมถึงเหล่าที่ปรึกษาและขุนนางกรมการเมืองมาประชุมด่วนเพื่อวางแผนเคลื่อนทัพปราบกบฏ
คืนนั้นกว่าหลี่ฟู่จะกลับถึงเรือนหลังก็ล่วงเข้ายามดึก
เหลียนฟางโจวผล็อยหลับไปนานแล้ว นางตื่นขึ้นเพราะเสียงเคลื่อนไหวของเขา
จึงขยี้ตาพลางหยัดกายขึ้นพิงหมอนพลางแย้มยิ้ม “ท่านกลับมาเสียที
ข้านึกว่าคืนนี้ท่านจะอยู่โยงจนเช้าเสียแล้ว”
“เจ้าตื่นขึ้นมาทำไมกัน” หลี่ฟู่ยิ้มรับพลางประคองนางไว้
มือหนาวางลงบนบ่ามนอย่างทะนุถนอม “ก็แค่ชนเผ่าเล็กๆ ที่รวมตัวกันหลวมๆ
ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย”
เหลียนฟางโจวพยักหน้ารับคำเบาๆ
นางสังเกตเห็นแววตาของเขาที่วาวโรจน์ดูฮึกเหิมเปี่ยมพลัง
สีหน้าท่าทางคล้ายคนกำลังตื่นเต้นที่จะได้ออกศึกจนนางอดขำไม่ได้
หลี่ฟู่เห็นภรรยาหัวเราะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็พลอยยิ้มไปด้วย
“หัวเราะอะไรน่ะ บอกข้าบ้างสิ”
“หัวเราะท่านน่ะสิ” นางเม้มปากกลั้นยิ้ม
“หัวเราะข้าหรือ?”
“ใช่!” เหลียนฟางโจวกล่าวกลั้วหัวเราะ “ข้าไม่ได้กังวลเลยสักนิด
เพราะข้าย่อมรู้ดีว่าสามีข้าเก่งกาจเพียงใด แต่ท่านดูตัวเองสิ
พอรู้ว่าจะได้รบก็เก็บความดีใจไว้ไม่อยู่เสียแล้ว
ตอนนี้ท่านมิใช่แม่ทัพใหญ่เหมือนก่อน แต่เป็นถึงผู้ว่าการมณฑลปกครองราษฎร
ต่อหน้าพวกใต้เท้าจานท่านห้ามแสดงออกเช่นนี้เชียวนะเจ้าคะ
มิเช่นนั้นจะถูกผู้คนเอาไปนินทาลับหลังได้”
“ข้าแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเชียวรึ?” หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้น ยิ้มแห้งๆ อย่างเขินอาย
“ชัดเจนมาก!”
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ
ในใจคิดว่าคงต้องไปกำชับเซียวมู่และเสิ่นต้าอี้ด้วยเช่นกัน เขาจึงกล่าวต่อว่า
“เป็นเพราะช่วงนี้บรรยากาศมันเงียบเหงาเกินไป
พอจะได้ออกศึกทุกคนเลยตื่นเต้นกันถ้วนหน้า ดีที่เจ้าช่วยเตือนสติข้า”
เหลียนฟางโจวอดหัวเราะอีกคราไม่ได้ “จะว่าไป
ไม่ว่าจะเป็นพวกหูหรือนวี่เจิน ต่างก็ป่าเถื่อนไม่แพ้กัน
แต่ภูมิประเทศทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือไม่ซับซ้อนเท่าหนานไห่
สภาพอากาศที่นี่ก็พิกลนัก ทั้งสัตว์พิษแมลงร้ายและป่าอาถรรพ์พรรค์นั้น...
พวกท่านต้องระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำกระหายน้ำ เอ้อ...
เรื่องพวกนี้พวกท่านย่อมมีคนรู้งานอยู่แล้ว ข้าก็แค่เป็นห่วงจนอดบ่นไม่ได้
ท่านห้ามรำคาญข้านะ”
หลี่ฟู่เอ็นดูนางนัก เขาเกุมมือนางไว้พลางเอ่ยเสียงนุ่ม
“ข้าจะรำคาญเจ้าได้อย่างไร? ที่เจ้าเตือนมาข้าล้วนจดจำใส่ใจทั้งสิ้น”
หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันอบอุ่น ทั้งคู่สบตาและยิ้มให้กัน
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความลังเล
“หลังจากท่านกลับมาจากหลางฉีได้ไม่นาน ที่นั่นก็เกิดกบฏขึ้นทันที
ส่วนเหลียงจิ้น... เขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ข้าเชื่อว่าท่านเองก็คงคิดได้เหมือนกันว่า
กบฏครานี้ส่วนใหญ่ต้องมีเขาอยู่เบื้องหลังแน่...”
“ฟางโจว!” หลี่ฟู่กดเสียงต่ำลง “เจ้าอย่าคิดมากเลย
เหลียงจิ้นคนนี้รนหาที่ตายเอง!”
เหลียนฟางโจวนิ่งเงียบไป
หลี่ฟู่ทอดถอนใจเงียบๆ ก่อนจะฝืนยิ้มปลอบ “วางใจเถอะ
ข้าเคยบอกแล้วว่าข้าจะไม่ยอมให้เจ้าติดค้างอะไรเขา ดังนั้น...
ข้าจะจงใจไว้ชีวิตเขาครั้งหนึ่ง”
เหลียนฟางโจวส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “หากเป็นเมื่อก่อน
แม้ท่านไม่พูดข้าก็คงขอร้องท่านเช่นนั้น แต่ตอนนี้...
เขาปลุกปั่นเผ่าเฮยหลีและไป๋อี๋ให้ก่อกบฏ ก่อสงครามตามใจชอบ
ไม่รู้ว่าต้องมีคนตายไปเท่าไหร่ ครอบครัวต้องแตกแยกและบ้านเรือนต้องวอดวายเพียงใด
บุญคุณความแค้นส่วนตัวของข้าจะหนักแน่นเท่าความเดือดร้อนของบ้านเมืองได้อย่างไร? หากท่านเผชิญหน้ากับเขา ไม่จำเป็นต้องไว้ไมตรี
รีบสังหารเขาให้เร็วที่สุดย่อมเป็นผลดีต่อการปราบกบฏ!
คนผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว วรยุทธ์ก็ไม่ธรรมดา หากขาดเขาไป เผ่าต่างๆ
อาจจะรวมตัวกันไม่ติด และคงไม่สามารถวางแผนรับมือท่านได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้”
หลี่ฟู่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
เห็นความสับสนและจนใจที่ซ่อนอยู่ข้างใน เขาจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน
“ตกลง ข้าจะทำตามที่เจ้าว่า แต่เจ้าก็ต้องรับปากข้าอย่างหนึ่ง
ต่อไปห้ามเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก และห้ามรู้สึกผิดเด็ดขาด!”