"โถ่... จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร หากเป็นอย่างที่พวกท่านว่า
ข้ามิกลายเป็นนางปีศาจพันปีไปแล้วหรือ!"
คำหยอกล้อของพระชายาจิ้งหนานเรียกเสียงหัวเราะครืนจากทุกคน
เมื่อเข้ามาถึงห้องโถง ต่างฝ่ายต่างนั่งลงตามลำดับอาวุโส
พระชายาจึงกวักมือเรียกโจวเชี่ยนให้เข้ามาทำความเคารพเหล่าฮูหยิน
ทว่าโจวเชี่ยนมีฐานะเป็นถึงท่านหญิง
มีหรือที่คนเหล่านั้นจะกล้ารับการคารวะ
ต่างรีบลุกขึ้นลี้ตัวหลบฉากพลางโบกไม้โบกมือละล่ำละลักว่า
"มิกล้ารับเจ้าค่ะ" กันถ้วนหน้า
หากมิใช่เพราะพระชายาสั่งไว้
มีหรือที่คนอย่างโจวเชี่ยนจะยอมก้มหัวให้คนเหล่านี้
แต่เมื่อเห็นทุกคนแสดงท่าทีนอบน้อมยำเกรงและลนลานหลบเลี่ยงไม่กล้ารับไหว้
นางกลับรู้สึกสนุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงจึงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนละมุนละไม แย้มยิ้มพิมพ์ใจจนทุกคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย
เหลียนฟางโจวตั้งท่าจะหลบฉากเช่นกัน
แต่โจวเชี่ยนกลับเรียกนางไว้เสียก่อน
อีกฝ่ายเงยหน้าสบตาด้วยแววตาอ้อนวอนอย่างจริงใจ "ฮูหยินหลี่อย่าได้เกรงใจเลย
คนอื่นไม่รับไหว้ข้าก็พอจะทำใจกล้าหน้าทนข้ามไปได้ แต่ท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ในใจอเจี่ยนยังมีเหตุผลอื่นอยู่นะเจ้าคะ!"
เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบ
"ท่านหญิงกล่าวเช่นนี้... ทำเอาข้าสับสนไปหมดแล้วเจ้าค่ะ"
"ไม่สับสนหรอก!" โจวเชี่ยนแย้มยิ้ม "หากข้าพูดออกไป
ท่านย่อมเข้าใจทันที! เมื่อก่อนข้ายยังเยาว์นัก มิตระหนักความหนักเบา
ทั้งยังถูกผู้อื่นยั่วยุจนใช้อารมณ์วู่วามสร้างความลำบากใจให้ฮูหยินหลี่
มานึกดูตอนนี้ช่างโง่เขลานัก สมควรแล้วที่ถูกสั่งสอน! ตั้งแต่นั้นมาข้าก็มิกล้าเหลวไหลอีก
ข้าอยากจะขอโทษท่านมานานแล้ว ติดที่ไม่มีโอกาสได้พบหน้า
ในเมื่อวันนี้ได้เจอท่านแล้ว โปรดรับการคารวะจากอาเชี่ยนด้วยเถิด
เรื่องราวในหนหลัง... เป็นอาเชี่ยนที่ทำผิดไปเองเจ้าค่ะ!"
"เชี่ยนเอ๋อร์พูดถูกแล้ว" พระชายาจิ้งหนานพยักหน้าเสริมด้วยรอยยิ้ม
"ฮูหยินหลี่ เรื่องในครานั้นข้าเองก็ได้ยินมาบ้าง
นังหนูนี่ถูกข้ากับท่านพ่อของนางตามใจจนเสียคน
ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจนหาเรื่องใส่ตัว!
หลังจากนั้นข้าเลยสั่งสอนเสียชุดใหญ่ถึงได้ดีขึ้นมาบ้าง
พูดไปแล้วข้าต้องขอบคุณฮูหยินหลี่ด้วยซ้ำ ดังนั้นการคารวะนี้
ท่านต้องรับไว้!"
"พระชายาและท่านหญิงโปรดอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเพคะ!"
เหลียนฟางโจวยังคงไม่เข้าใจเจตนาที่สองแม่ลูกขุดคุยเรื่องเก่าที่เมืองหลวงขึ้นมาพูด
นางรีบเข้าไปประคองมือโจวเชี่ยนไว้
สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีอาการขัดขืนเล็กน้อยตามสัญชาตญาณก่อนจะแสร้งทำเป็นว่าง่ายให้พยุงแต่โดยดี
เหลียนฟางโจวจึงยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้น "จะว่าไปข้าเองก็มีส่วนผิดไม่น้อย
หากท่านหญิงไม่รื้อฟื้น ข้าก็แทบจะลืมไปสิ้นแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะขอรับน้ำใจไว้ก็แล้วกัน เรื่องนั้น...
ก็ให้มันพ้นผ่านไปดั่งลมพัดเถิดเจ้าค่ะ ท่านหญิงเป็นคนร่าเริงแถมยังรูปโฉมงดงาม
ข้าเองก็ปรารถนาจะผูกมิตรกับท่านหญิงเช่นกัน!"
"จริงหรือ! เยี่ยมไปเลย!" โจวเชี่ยนอุทานอย่างยินดี
"ฮูหยินหลี่ยังเยาว์นักแต่กลับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงขจรขจายในน่านน้ำใต้
ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวราวปาฏิหาริย์ของท่าน ข้าก็เลื่อมใสยิ่งนัก!
หากได้เป็นสหายกับท่านและได้ติดตามร่ำเรียนวิชาสักเล็กน้อย
คงถือเป็นวาสนาของข้าแท้ ๆ!"
เหล่าฮูหยินคนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะร่วน "นั่นสิเพคะ
ฮูหยินหลี่คือยอดสตรีอันดับหนึ่งแห่งหนานไห่ แม้แต่บุรุษยังต้องชิดซ้าย
ท่านหญิงช่างตาถึงจริง ๆ เพคะ!"
พระชายาจิ้งหนานหัวเราะพลางเอ็ดลูกสาวอย่างไม่จริงจังนัก
"ดูเจ้าสิ! นิสัยมุทะลุหาความมั่นคงมิได้เช่นนี้
จะไปเทียบเท่าฮูหยินหลี่ได้แม้เพียงครึ่งได้อย่างไร? ฮูหยินเห็นเจ้าแล้วคงอยากจะเดินหนีเสียมากกว่า
แต่นี่เจ้ากลับไปหมายตาเขาเสียแล้ว!"
ประโยคนี้เรียกเสียงฮาไปทั้งโถง
โจวเชี่ยนเขย่าแขนเหลียนฟางโจวพลางกะพริบตาปริบ ๆ "ฮูหยินหลี่
ท่านดูท่านแม่ของข้าสิ มีที่ไหนมาว่าลูกสาวตัวเองต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้! ฮูหยิน...
หรือว่าท่านจะช่วยไว้หน้าข้าสักคราว
ให้ข้าได้ยืดอกต่อหน้าท่านแม่บ้างจะได้ไหม!"
"ท่านหญิงล้อข้าเล่นแล้ว" เหลียนฟางโจวยิ้มบาง ๆ
"ข้าเอาจริงนะ!"
โจวเชี่ยนทำปากยื่นแสดงท่าทางออดอ้อนแบบเด็กสาว
"หรือว่าฮูหยินจะรังเกียจว่าข้าหัวช้า จนไม่อยากจะชี้แนะสั่งสอน!"
เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนและจริตก้านที่ดูใสซื่อไร้เดียงสานั้น
เหลียนฟางโจวกลับรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวประหนึ่งมีแมลงไต่ตามหลัง!
'ความรู้สึกนี้มัน... น่ากลัวชะมัด!'
นางมิใช่มารดาเสียหน่อย จะมาทำท่าออเซาะใส่เพื่ออะไร!
ทว่าคนรอบข้างกลับมองว่าท่านหญิงหรงอันผู้นี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
เด็กสาวที่น่ารักขนาดนี้หากไม่ช่วยลุ้นก็คงผิดต่อสวรรค์
เหล่าฮูหยินจึงพากันคะยั้นคะยอแกมหยอกล้อช่วยพูดให้เหลียนฟางโจวใจอ่อน
พระชายาจิ้งหนานเองก็นั่งฟังด้วยรอยยิ้ม มิได้คัดค้านแม้แต่คำเดียว
เหลียนฟางโจวถูกรุมล้อมจนปวดหัว
เริ่มจะตั้งรับไม่ไหวและไม่มีเหตุผลสมควรที่จะปฏิเสธ
ในเมื่อพระชายาและท่านหญิงยอมลดตัวมาพำนักที่นี่ก็นับว่าให้เกียรติอย่างยิ่ง
เป็นแขกผู้มีเกียรติที่บ้านอื่นอยากเชิญเพียงใดก็มิอาจได้ตัวมา
หากยังดึงดันปฏิเสธคงจะดูไร้น้ำใจเกินไป
นางจึงทำได้เพียงยิ้มตอบ "หากท่านหญิงไม่รังเกียจ..."
"ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย!"
ท่านหญิงหรงอันชิงพูดขัดขึ้นทันควันด้วยความดีใจประหนึ่งกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
นางยิ้มแก้มปริ "ขอเพียงฮูหยินยอมให้ข้าอยู่รับการสั่งสอน
ต่อให้ต้องเป็นสาวใช้คอยรินน้ำส่งน้ำอยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ยินดี!"
ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจกับคำพูดนั้น
เหลียนฟางโจวเองก็ขำตามพลางโบกมือวุ่น "ท่านหญิง...
คำนี้มิอาจกล่าวส่งเดชได้นะเพคะ! ท่านมาพำนักที่นี่ถือเป็นแขกผู้สูงศักดิ์ยิ่ง
มีที่ไหนจะเอาแขกมาใช้งานเป็นสาวใช้? หากคนภายนอกรู้เข้ามิรุมประณามข้าจนหลังเหวอะหรือ อีกอย่าง
สาวใช้ที่ทั้งฉลาดเฉลียวและงดงามล่มเมืองเช่นท่านหญิง
จวนของข้าคงมิมีปัญญาจ้างหรอกเพคะ!"
เหลียนฟางโจวหันไปหาจิ้งหนานหวางเฟย เตรียมจะกล่าวบางอย่าง
แต่พระชายากลับชิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "นังหนูนี่ชอบทำตัวเหลวไหลจริง ๆ!
แต่ในเมื่อนางถูกชะตากับฮูหยินหลี่และตั้งใจจะเรียนรู้กิริยามารยาทจากท่าน
เช่นนั้นคงต้องรบกวนฮูหยินแล้ว! ข้ามิอาจอยู่รบกวนท่านได้นาน
เพราะต้องไปถือศีลสวดมนต์ที่อารามเจ้าแม่กวนอิมเป็นเวลาห้าวัน
อีกห้าวันค่อยให้คนมารับนางก็แล้วกัน ฝากด้วยนะฮูหยินหลี่"
"พระชายาเกรงใจไปแล้วเพคะ
มีท่านหญิงมาอยู่เป็นเพื่อนก็นับเป็นวาสนาของหม่อมฉันเช่นกัน"
เหลียนฟางโจวจำต้องฝืนยิ้มตอบรับ
เดิมทีนางตั้งใจจะรั้งตัวพระชายาไว้ด้วย
เพราะอย่างน้อยพระชายาก็เป็นผู้ใหญ่ หากอยู่นางย่อมควบคุมลูกสาวได้
แต่คิดไม่ถึงว่าพระชายาจะปลีกตัวไปอยู่อารามเสียอย่างนั้น แผนการจึงพังทลาย!
เหลียนฟางโจวรู้สึกว่าโรค "มองคนในแง่ร้าย"
ของนางเริ่มกำเริบอีกครั้ง แม้นางจะดูไม่ออกว่าพระชายาคิดอะไรอยู่
แต่สำหรับท่านหญิงหรงอันผู้นี้...
นางไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าสันดานจะเปลี่ยนได้ง่าย ๆ!
อย่างไรก็ตาม... ก็แค่ห้าวันสั้น ๆ ต่อให้นางมาอยู่ที่นี่
อย่างมากก็พกสาวใช้กับแม่นมมาแค่ไม่กี่คน แค่สั่งคนให้คอยจับตาดูไว้ให้ดี
ก็คงไม่น่าจะแผลงฤทธิ์อะไรได้มากนัก
เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวตกลง
โจวเชี่ยนก็รีบเข้าไปขอบคุณด้วยกิริยาชดช้อย
เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้หงอวี้ไปตามแม่นมหลินมาจัดเตรียมเรือนรับรองให้เรียบร้อย