วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1335 ขอขมา

 

บทที่ 1335 ขอขมา

ใต้เท้าเติ้งจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบครู่หนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะ "เรื่องนี้ต้องหาทางออกโดยไว มิเช่นนั้นมิใช่เพียงนางจะจัดการนังเด็กนั่น ทว่านางจะจัดการข้า และจัดการตระกูลเติ้งทั้งตระกูล! เจ้าเป็นเพียงสตรีจะไปรู้อะไร! ยามนี้หลี่ฮูหยินกำลังจ้องตะครุบตระกูลเติ้งตาเป็นมัน ครานี้ดีนัก นังลูกไม่รักดีกลับส่งข้ออ้างใส่พานถวายให้ถึงมือ!"

ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเดือดดาล บริภาษออกมาอย่างรุนแรง "นังเด็กสารเลวนั่น นางเป็นอริกับตระกูลเติ้งมาแต่ชาติปางก่อนรึอย่างไร! หรือตระกูลเติ้งติดค้างหนี้สินนางมาแต่ชาติที่แล้วชาตินี้ถึงต้องมาทวงคืน! ทำงานใหญ่เสีย ทำเรื่องเลวร้ายดียิ่งนัก!"

คราก่อนเพียงเรื่องเล็กน้อย ตระกูลเติ้งยังต้องเสียเส้นทางการค้าไปถึงสามสาย เขายังหลงคิดว่าหากหลี่ฮูหยินเบื่อหน่ายเมื่อใดคงพอจะหาทางทวงคืนมาได้บ้าง ทว่ายามนี้เกรงว่ามิเพียงของเก่าจะมิได้คืน ของใหม่ยังจะต้องประเคนให้นางเพิ่มอีก!

ทั้งสองคราล้วนเกิดจากบุตรสาวที่มิเอาถ่านผู้นี้ จะมิให้ใต้เท้าเติ้งกลัดกลุ้มใจได้อย่างไร?

ฮูหยินเติ้งอ้าปากหมายจะโต้แย้ง ทว่าสุดท้ายก็มิได้เอ่ยคำใด ทำได้เพียงซับน้ำตาพลางถามว่า "ท่านพี่ แล้วควรทำประการใดดี!"

ใต้เท้าเติ้งแค่นเสียงฮึอย่างรำคาญใจ "เจ้าบอกว่าวันนี้หลี่ฮูหยินมาเยือนมิใช่รึ? นางกล่าวสิ่งใดบ้าง?"

ฮูหยินเติ้งรวบรวมสมาธิ รีบถ่ายทอดคำพูดของเหลียนฟางโจวออกมาทุกถ้อยคำมิให้ตกหล่น

ใต้เท้าเติ้งบังเกิดความฉงนสงสัยขึ้นมาทันที "นางมิเอ่ยถึงเรื่องนั้นแม้แต่คำเดียวรึ?"

"มิมีเลยเจ้าค่ะ!" ฮูหยินเติ้งส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ "เป็นเพราะนางมิเอ่ยถึงเลยแม้แต่นิดเดียวนี่ล่ะ ที่ทำให้ข้ามิอาจสงบใจได้! มิรู้ว่านางกำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่!"

ใต้เท้าเติ้งขมวดคิ้ว "มิกังขาว่านางวางแผนอันใด ย่อมมิใช่เรื่องดีแน่! เจ้าเองก็กระไร..."

เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความมิพอใจอย่างยิ่ง "เรื่องพรรค์นี้เจ้าคิดจะปกปิดให้พ้นรึ? นางประสบพบเจอด้วยตนเอง พยานหลักฐานใดล้วนมิจำเป็น ในเมื่อนางมิเอ่ย ไฉนเจ้าถึงมิชิงเอ่ยก่อน?"

"ข้า—" ฮูหยินเติ้งถึงกับใบ้กิน นางจะปริปากได้อย่างไร? ยามนั้นนางใช่ว่าจะมิคิดชิงขอขมาลาโทษ ทว่ารู้แจ้งเห็นจริงน่ะเรื่องหนึ่ง แต่จะให้กระทำลงไปน่ะอีกเรื่องหนึ่ง ถ้อยคำเหล่านั้นมันจุกอยู่ที่ลำคอ ลังเลอยู่หลายคราสุดท้ายก็มิอาจเปล่งออกมา จนกระทั่งเหลียนฟางโจวลุกขึ้นกล่าวลานั่นแล!

ใต้เท้าเติ้งเห็นสีหน้านางก็ล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจ จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า "เอาเถิด! พรุ่งนี้เช้าจงรีบให้หวีเอ๋อร์กับทงเอ๋อร์กลับมาที่เมืองหนานไห่เสีย พ่อลูกเราจะได้ปรึกษาหารือกันให้รัดกุม! ส่วนเจ้าจงเตรียมของกำนัลล้ำค่าชุดใหญ่ไว้ เตรียมใจไว้ให้ดี เกรงว่าเราต้องไปขอขมาถึงจวนสกุลหลี่ด้วยตนเอง! ถึงยามนั้นควรจะเจรจาเยี่ยงไร เจ้าจงไปตรึกตรองดูให้ดี!"

ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะกล้าคัดค้านแม้เพียงกึ่งคำ? รีบรับคำสั่งอย่างระมัดระวังทันที

พลันนึกขึ้นได้จึงเอ่ยต่อ "จริงสิเจ้าค่ะ หลี่ฮูหยินกล่าวว่า... พรุ่งนี้นางจะมาอีก... หากนางมา ข้าควรจะรับหน้าอย่างไรดี?"

ใต้เท้าเติ้งแค่นยิ้มเย็น จ้องมองนางเขม็ง "เรื่องแค่นี้ยังต้องมาถามข้าอีกรึ? หากแม้แต่เรื่องขี้ผงเพียงเท่านี้เจ้ายังจัดการมิได้ ตำแหน่งผู้ดูแลจวนนี้เจ้าก็มิต้องเป็นมันแล้ว!"

ฮูหยินเติ้งหน้าซีดเผือด รีบกล่าวว่า "ข้า... พรุ่งนี้เช้าข้าจะส่งจดหมายไปที่จวนหลี่ แจ้งหลี่ฮูหยินว่าพรุ่งนี้ข้ามีธุระต้องออกไปนอกเมือง ขอเลื่อนการเยี่ยมเยียนไปอีกสักสองวันค่อยไปคำนับนางถึงจวน ดีหรือไม่เจ้าค่ะ?"

ใต้เท้าเติ้งแค่นเสียงฮึในลำคอ มิได้คัดค้านอันใด

ฮูหยินเติ้งลอบถอนหายใจแผ่วเบา เรื่องราวจึงได้ข้อสรุปเช่นนี้เอง

วันที่สอง เหลียนฟางโจวจัดการส่งตัวแม่บ้านของจวนเติ้งที่นำเทียบเชิญมาหาให้กลับไป นางหมุนเทียบเชิญสีแดงสดเลี่ยมทองในมือเล่น พลางปรายตามองเห็ดหลินจือขนาดมหึมาล้ำค่าคู่หนึ่งที่ส่งมาพร้อมกัน แล้วลอบแค่นยิ้มเย็นชา

หงอวี้อดมิได้ที่จะยิ้มกล่าวว่า "นายหญิงคำนวณมิมีผิดเพี้ยน ตระกูลเติ้งส่งคนมาจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ!"

"เรื่องเช่นนี้ต้องคำนวณด้วยรึ?" เหลียนฟางโจวยิ้มพลางโยนเทียบเชิญลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างไม่ยี่หระ "ฮูหยินเติ้งเมื่อวานคงขวัญหนีดีฝ่อไปมิน้อย นางไหนเลยจะกล้าเผชิญหน้ากับข้าอีก? หากพบข้าอีกครา เกรงว่านางคงหวาดกลัวจนนั่งมิติดเก้าอี้เสียมากกว่า! นางมิได้ตรึกตรองดูเลยว่า เห็นตระกูลเติ้งเป็นสถานที่วิเศษเลิศเลออันใด ข้าถึงจะต้องมีแก่ใจไปเยือนทุกวี่วัน?"

คำกล่าวนั้นทำเอาชุนซิ่งและหงอวี้พากันหัวเราะร่า ชุนซิ่งทอดถอนใจกล่าวว่า "ฮูหยินเติ้งผู้นั้นยามปกติมิใช่คนเขลา ทว่าครานี้กลับเบาปัญญาไปเสียได้! เมื่อวานนายหญิงอุตส่าห์ไปถึงจวน นางกลับมิมีวาจาอ่อนน้อมแม้กึ่งคำ! บุตรสาวตนเองไปก่อเรื่องงามหน้าอันใดไว้ ตัวนางเองจะไม่ล่วงรู้รึ?"

"นั่นน่ะสิ! หรือยังหลงนึกว่านายหญิงจะยอมรามือไปง่ายๆ!" หงอวี้สำทับ

เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว "นางไหนเลยจะไม่รู้? เพียงแต่ทำใจยอมลดหน้าลาตาลงมิได้เท่านั้น! ทว่านางมิเอ่ยออกมาก็ดีแล้ว นางเป็นเพียงสตรีเฝ้าเรือนหลัง จะเอ่ยสิ่งใดได้? อย่างมากก็แค่ถ้อยคำสวยหรูที่ไร้ประโยชน์! เรื่องนี้... ท้ายที่สุดย่อมต้องให้ใต้เท้าเติ้งเป็นผู้ตบแต่งบัญชีจึงจะนับว่าสิ้นสุด!"

เหล่านายบ่าวหยอกล้อกันครู่หนึ่ง ซวี่เอ๋อร์เดินเข้ามา เหลียนฟางโจวก็หันไปเล่นหัวกับบุตรชาย มิติดใจเรื่องตระกูลเติ้งอีก เมื่อตระกูลเติ้งเตรียมตัวพร้อม ย่อมต้องคลานมาหาถึงที่เอง

ผ่านไปสองวัน ใต้เท้าเติ้งและฮูหยินก็มาขอเข้าพบผู้ว่าการมณฑลและฮูหยินจริงๆ

ยามที่ใต้เท้าเติ้งมาขอพบ หลี่ฟู่ยังคงจัดการราชการอยู่ที่ว่าการส่วนหน้า เหลียนฟางโจวจึงให้คนไปแจ้งหลี่ฟู่ ส่วนตนเองสั่งให้เชิญสองสามีภรรยาตระกูลเติ้งเข้าไปรอที่โถงรับรองในเรือนหลัง พร้อมจัดหาน้ำชาไว้ต้อนรับ

หลินหมอมอจัดแจงที่นั่งให้แขก สั่งสาวใช้ยกชามาถวาย แล้วจึงพาสาวใช้ตัวน้อยถอยฉากออกไปอย่างเงียบเชียบ ในโถงรับรองจึงเหลือเพียงสองสามีภรรยาตระกูลเติ้ง บ่าวไพร่ที่ติดตามมาล้วนถูกกันไว้ภายนอกประตูชั้นสอง

รอบกายเงียบสงัด ผ่านไปเนิ่นนานก็มิเห็นผู้ใดมาต้อนรับ หรือแม้แต่คนเดินผ่าน

ฮูหยินเติ้งเริ่มกระวนกระวายใจ กระซิบถามใต้เท้าเติ้งเสียงเบา "ท่านพี่ ใต้เท้าหลี่กับหลี่ฮูหยินนี่มันอย่างไรกัน? หากมิปรารถนาจะพบก็ควรบอกกล่าว ทว่านี่กลับเชิญเราเข้ามาแล้วปล่อยให้รอเก้อ พวกเขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?"

ใต้เท้าเติ้งเองก็กังขาเต็มอก ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งเฉย "เจ้าจะพูดมากไปทำไม? ให้รอก็รอ มีอันใดต้องถาม? หากการกลั่นแกล้งให้เรารอเช่นนี้จะช่วยให้พวกเขาคลายโทสะลงได้บ้าง ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว!"

ฮูหยินเติ้งฝืนยิ้มแห้ง มิกล้าปริปากอีก

ครู่ใหญ่ หลี่ฟู่จึงประคองเหลียนฟางโจวเดินมาพร้อมขบวนสาวใช้และหมอมอ ใต้เท้าเติ้งเหลือบเห็นก็รีบลุกขึ้นลนลาน ฉุดฮูหยินเติ้งให้ลุกตาม แล้วเดินออกไปต้อนรับทันที

"ใต้เท้าหลี่! หลี่ฮูหยิน!" ใต้เท้าเติ้งประสานมือปั้นยิ้ม

เหลียนฟางโจวปรายตามองพวกเขาคราหนึ่ง ก่อนจะยกมือปิดปากหัวเราะ "คิกๆ" แล้วกล่าวว่า "ใต้เท้าเติ้ง ฮูหยินเติ้ง ออกมาต้อนรับเช่นนี้ ช่างดูราวกับเป็นเจ้าบ้านเสียเอง หากผู้ใดมิรู้ความ คงนึกว่าข้ากับสามีต่างหากที่เป็นแขกมาเยือน!"

สองสามีภรรยาตระกูลเติ้งหน้าม้าน ใต้เท้าเติ้งรีบแก้ตัว "หลี่ฮูหยินกล่าวล้อเล่นแล้ว ทำเอาข้าน้อยมิรู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด! ต่อให้ข้าน้อยใจกล้าเทียมฟ้า ก็มิบังอาจทำตัวเป็นเจ้าบ้านในจวนของใต้เท้าได้หรอก!"

"อ้อ?" เหลียนฟางโจวเลิกคิ้ว ยิ้มหยัน "ในจวนใต้เท้าหลี่มิกล้า แล้วในจวนผู้อื่นเล่า... กล้าหรือไม่?"

"เรื่องนี้... มิกล้า มิกล้าแน่นอน! ข้าน้อยเคารพกฎหมายบ้านเมืองเสมอมา ไหนเลยจะกล้ากระทำการอวดดีไร้มารยาทเช่นนั้น!" ใต้เท้าเติ้งยิ่งอับจนถ้อยคำ ได้แต่แข็งใจปั้นยิ้มสู้

ใครจะคาดคิดว่าหลี่ฮูหยินผู้นี้จะวาจาเชือดเฉือนมิไว้หน้าถึงเพียงนี้? เพียงแรกพบก็สาดประกายไฟใส่กันจนตั้งตัวมิประสาน!

 

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1334 เจตนาที่ยากแท้หยั่งถึง

 

บทที่ 1334 เจตนาที่ยากแท้หยั่งถึง

ใครจะคาดคิด คนที่ถูกส่งไปเชิญหมอเทวดาเซวเกรงว่ายังมิทันถึงเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ ข่าวคราวเรื่องหลี่ฮูหยินกลับคืนสู่เมืองหนานไห่ก็แพร่งพรายออกมา!

มิต่างอันใดกับสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ!

เหลียนฟางโจวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็กระจ่างแจ้งไปกว่าครึ่ง เมื่อเห็นฮูหยินเติ้งยังคงแสร้งทำไขสือมิปริปากเอ่ยอันใด นางก็ลอบแค่นยิ้มเย็นชาอยู่ในที

นางวางถ้วยชาในมือลงแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “มิได้พบคุณหนูสามตระกูลเติ้งเสียนาน นางอยู่ที่ใดเล่า? เหตุใดฮูหยินเติ้งมิเชิญนางออกมาพบปะกันเสียหน่อย?”

เอ๊ะ!” ฮูหยินเติ้งอุทานเสียงหลง สีหน้าเปลี่ยนแปรไปเล็กน้อย นางรวบรวมสมาธิฝืนปั้นยิ้มตอบว่า “หานเอ๋อร์นาง... นางร่างกายมิสู้ดี ยามนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ไร่นานอกเมือง มิได้อยู่ในจวนเจ้าค่ะ”

สิ้นคำนั้น ฮูหยินเติ้งพลันแสร้งทอดถอนใจ สีหน้าเปี่ยมด้วยความเวทนาและระทมทุกข์ “เด็กคนนั้นนับแต่เสียโฉมจนการหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงต้องล้มเลิกไป นางก็ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก จนสติสตังเริ่มเลอะเลือนฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว เฮ้อ... บ่อยครั้งที่นางมิทราบด้วยซ้ำว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไป! ข้าที่เป็นแม่ คิดขึ้นมาคราใดก็ปวดใจเหลือแสน! เสียดายที่ทำได้เพียงเบิกตากลางมองดู มิอาจยื่นมือเข้าช่วยอันใดได้ ใครใช้ให้นางวาสนาน้อยเยี่ยงนี้เล่า...”

กล่าวพลางทอดถอนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามคิดถึงเรื่องโศกเศร้าก็น้ำตาหยดร่วง ร้อนถึงต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบาๆ

นับว่ามิสู้ดีจริงๆ!” เหลียนฟางโจวเอ่ย “มิคาดว่าคุณหนูสามจะมีวาสนาอาภัพถึงเพียงนี้ อายุยังน้อยกลับต้องมาเป็นเช่นนี้ ต่อไปจะทำเยี่ยงไรเล่า! มิทราบว่าอาการของคุณหนูสามเป็นเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว?”

หานเอ๋อร์วาสนาน้อย จะทำประการใดได้!” ฮูหยินเติ้งถอนใจพลางรำพันต่อ “นับแต่เสียโฉมแล้วส่องคันฉ่องดูตนเอง นางก็เริ่มผิดปกติไป ยามนั้นยังมิทรุดหนักเท่าใด ทว่าเมื่อสองเดือนก่อนกลับอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ! บางคราแม้แต่ข้าที่เป็นแม่นางก็ยังจำมิได้ ยามลุแก่โทสะก็ไล่ทุบตีผู้คนมิเลือกหน้า! มิกลัวหลี่ฮูหยินจะหัวเราะเยาะ แม้แต่ข้าเอง... ก็เคยถูกนางผลักจนล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว!”

เหลียนฟางโจวลอบแค่นยิ้มในใจ: นี่คิดจะหาทางลงให้นางรึ? ก็นับว่ามิได้โง่เขลานัก! ทว่า ข้ออ้างก็คือข้ออ้าง ใช้ปัดสอยไปได้เพียงชั่วคราวแต่หามีน้ำหนักไม่! หากข้ายอมรามือเพียงเพราะคำกล่าวไม่กี่ประโยคนี้ มิมันง่ายดายเกินไปหน่อยหรือ!

เช่นนั้นแล้ว ความทุกข์ระทมที่นางต้องเผชิญยามเฉียดกรายชายคาความตายมาหลายครานั้น มิต้องสูญเปล่าหรอกรึ?

นางเป็นคนป่วย เรื่องเยี่ยงนี้มีอันใดน่าขบขัน!” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางกล่าว “ในเมื่ออาการของคุณหนูสามทรุดโทรมถึงเพียงนี้ ฮูหยินเติ้งคงต้องจัดเตรียมคนรับใช้ที่ไว้ใจได้คอยปรนนิบัติพัดวีข้างกายอย่างใกล้ชิดกระมัง?”

ฮูหยินเติ้งอ้าปากค้าง ร่างกายพลันแข็งทื่อไปทันที

ในเมื่อรู้แจ้งว่าบุตรสาวล้มป่วย หากมิจัดแจงคนดูแลให้รัดกุมจะฟังขึ้นได้อย่างไร? ตระกูลเติ้งก็หาใช่ชาวบ้านร้านตลาดที่ไร้กำลังจ้างบ่าวไพร่เสียเมื่อไหร่!

ทว่าในเมื่อจัดเตรียมคนดูแลไว้พร้อมสรรพ แต่บุตรสาวกลับยังออกไปก่อเรื่องฉาวโฉ่เยี่ยงนั้นได้ เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไร? จะหาเหตุผลใดมาล้างตัวให้พ้นผิด?

เจ้า... เจ้าค่ะ... ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว...” รอยยิ้มบนหน้าฮูหยินเติ้งยามนี้ดูขี้เหร่ยิ่งกว่ายามร้องไห้เสียอีก

เหลียนฟางโจวยิ้มกว้างขึ้น พลันเอ่ยต่อ “ทว่า จากที่ข้าได้พบคุณหนูเติ้งคราล่าสุด ข้ากลับมิรู้สึกว่าอาการของนางจะเลวร้ายถึงเพียงนั้น! กิริยาท่าทางคำพูดคำจาของนาง ล้วนดูปกติสามัญยิ่งนัก! มิเห็นแววว่าจะเป็นผู้ที่สติฟั่นเฟือนหรือมีปัญหาทางจิตใจแม้แต่น้อย”

ฮูหยินเติ้งหน้าถอดสีอุทาน "เอ๊ะ!" ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าจ้องมองเหลียนฟางโจวตาค้าง

ยามเมื่อสบประสานกับสายตาอันเย็นเยียบเยี่ยงเหมันตฤดูและทรงอำนาจที่จ้องตรงมา ฮูหยินเติ้งถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบหลบสายตาด้วยความลนลานทำตัวมิถูก

เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆ เตรียมจะลุกขึ้นกล่าวลา

ทว่ามิทันได้ขยับกาย เติ้งเมิ่งหานพลันพรวดพราดเข้ามาจากด้านนอก บ่าวไพร่ที่พยายามขวางไว้มิอาจยับยั้งนางได้เลย

"ท่านแม่! ท่านแม่! ไฉนอยู่ดีๆ ถึงจะให้ข้าไปที่ไร่นา? ข้าไม่ไป! ข้าจะรอหมอเทวดารักษาหน้าของข้า! ข้าไม่ไปที่ใดทั้งนั้น!" เติ้งเมิ่งหานก้าวเข้ามาพลางบ่นอุบอิบด้วยความมิจอยใจ

"หานเอ๋อร์!" ฮูหยินเติ้งใจหายวาบ รู้ซึ้งว่ายามนี้มิอาจกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้แล้ว

เหลียนฟางโจวยกยิ้มที่มุมปาก นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เยี่ยงผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีสงบว่า "คุณหนูสามตระกูลเติ้ง มิได้พบกันเสียหลายวัน ดูท่าทางคุณหนูจะสบายดีมิน้อยนะ!"

เติ้งเมิ่งหานตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป นางหันไปมองครั้นเห็นชัดว่าเป็นเหลียนฟางโจวก็กรีดร้องออกมา "อ๊าย!" พลางโพล่งถาม "เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!"

เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างเกียจคร้าน "ข้ามาเยี่ยมเยียนในฐานะแขก มีสิ่งใดน่าแปลกใจรึ?"

"เจ้า... เจ้า—" เติ้งเมิ่งหานหวาดผวาจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง หัวใจเต้นระรัวปานกลองรบ สีหน้าเปลี่ยนสลับไปมา จ้องมองเหลียนฟางโจวอย่างลนลานทำอะไรมิถูก

ส่วนฮูหยินเติ้งนั้นตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่า นางเพิ่งจะปดไปหยกๆ ว่าบุตรสาวมิได้อยู่ในจวน!

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางลุกขึ้น "ยามนี้เริ่มจะค่ำมืดแล้ว ข้ามิรบกวนดีกว่า ฮูหยินเติ้ง คุณหนูสาม ข้าขอลา! พรุ่งนี้... ข้าจะมาใหม่!"

กล่าวจบ นางก็ปรายตามองสองแม่ลูกด้วยสายตามีเลศนัย ก่อนจะนำบ่าวไพร่เดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

คล้อยหลังเหลียนฟางโจว เติ้งเมิ่งหานถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไป ดีที่ยังคว้าที่เท้าแขนไว้ได้ทันจึงมิล้มพับลงกับพื้น

เหล่าสาวใช้ต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบปราดเข้าไปประคอง

เติ้งเมิ่งหานปล่อยให้บ่าวพยุงตัวนั่งลง นางคว้าสาบเสื้อของมารดาไว้แน่นพลางละล่ำละลัก "ท่านแม่! ท่านแม่! ไฉนนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้! เป็นไปได้อย่างไร! นาง... นางควรจะตายไปแล้วมิใช่หรือ? นางควรจะตายไปแล้วสิ!"

ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะกล้าบอกข่าวเรื่องเหลียนฟางโจวรอดชีวิตให้นางรู้? นางเพียรปกปิดมาตลอด ใครจะคาดว่าสุดท้ายกลับความแตกเอาวันนี้!

"เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกรึ" ฮูหยินเติ้งกล่าวปนน้ำตา "เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร? พวกเจ้ายังเยาว์วัยนัก เห็นความแค้นใหญ่หลวงจนบังตา คิดจะแก้แค้นพ่วงด้วยการระบายโทสะ! ทว่าในโลกนี้มีเรื่องสมมาดปรารถนาถึงเพียงนั้นที่ใด? ในเมื่อเจ้ากล้าทำถึงเพียงนี้ เหตุใดมิบอกข้าแต่แรก ข้าย่อมมิปล่อยให้พวกเจ้าทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ หากลงมือให้ปลิดทิ้งสิ้นซากแต่แรกย่อมดีกว่า!"

เติ้งเมิ่งหานเสียงสั่น "ท่านแม่ ข้าควรทำเช่นไรดี? นาง... นางจะจัดการข้าหรือไม่? ข้ามิต้องการเช่นนั้นนะท่านแม่!"

"เอาเถิดๆ! อย่ากลัวไปเลย!" ฮูหยินเติ้งรวบบุตรสาวมากอดปลอบประโลม "แม่จะช่วยเจ้าเอง แม่จะช่วยเจ้า..."

"ช่วยอย่างไร? ท่านแม่จะช่วยข้าประการใด?" เติ้งเมิ่งหานราวกับพบขอนไม้กลางสมุทร นางเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาที่รื้นด้วยคราบน้ำตาจ้องมองมารดาด้วยความกระวนกระวาย

"..." ฮูหยินเติ้งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว "รอพ่อของเจ้ากลับมา แม่จะปรึกษากับเขา พ่อของเจ้าต้องมีวิธีแน่..." อย่างมากก็แค่ให้กิจการของตระกูลเติ้งเสียหายไปบ้างเท่านั้น

เมื่อเติ้งเมิ่งหานได้ยินถึงบิดา นางก็แสดงท่าทีขลาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ฮูหยินเติ้งเห็นแล้วยิ่งปวดใจ ได้แต่ปลอบขวัญนางอยู่นาน

หลังมื้อค่ำ ฮูหยินเติ้งลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็แข็งใจบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ต้นสายปลายเหตุให้ใต้เท้าเติ้งฟัง

มิทันที่นางจะกล่าวจบ ใต้เท้าเติ้งก็ทั้งตระหนกทั้งโกรธแค้น บริภาษออกมามิน้อยว่า "นังลูกสารเลว!" เมื่อฟังจบเขาก็สั่งคนให้ไปตามตัวเติ้งเมิ่งหานมาพบทันที

ฮูหยินเติ้งร้องไห้พลางรั้งเขาไว้ "เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ท่านตีนางให้ตายจะมีประโยชน์อันใด! ท่านพี่รีบหาทางออกเถิด! หานเอ๋อร์ก็น่าเวทนาพอแล้ว ท่านพี่ทนเห็นหลี่ฮูหยินรังแกนางได้ลงคอเชียวหรือ!"

 

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1333 เยือนตระกูลเติ้ง

 

บทที่ 1333 เยือนตระกูลเติ้ง

ทั้งยังกำชับให้พวกเขาไปรอที่ตำบลซึ่งอยู่ใกล้เขาเหยาซานที่สุด เพื่อจัดซื้อไก่ เป็ด และห่านที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างละสี่สิบตัว หากหาซื้อวัวไถนาหรือลาได้ก็นับว่าดียิ่ง ควรซื้อติดมือไปสักตัวสองตัวด้วย

พ่อบ้านน้อยเฉียนเห็นของกำนัลที่เหลียนฟางโจวเตรียมขึ้นรถม้าไว้ก็ถึงกับอึ้งงันไปครึ่งค่อนวันกว่าจะเรียกสติคืนมาได้!

ของกำนัลเหล่านี้มันช่าง—

พ่อบ้านน้อยเฉียนได้แต่ยิ้มขื่น พยายามทำใจกล้าเอ่ยว่า "นายหญิง เรื่องนี้... มิเตรียมตั๋วเงินไว้บ้างหรือขอรับ? บ่าวเห็นว่าการให้ตั๋วเงินดูจะใช้ประโยชน์ได้จริงกว่า!"

ในใจเขานึกว่าการให้ตั๋วเงินย่อมดูมีหน้ามีตาและภูมิฐานกว่า ของกำนัลพวกนี้มันออกจะ— กระแอม... น่าขายหน้าไปสักหน่อย

หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนภายนอก ย่อมต้องถูกหัวเราะเยาะ และอาจเสื่อมเสียถึงชื่อเสียงรวมถึงภาพลักษณ์ของนายหญิงได้

เหลียนฟางโจวเห็นท่าทางเขาก็ล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจ นางส่ายหน้าพลางกล่าว "เจ้าเพียงนำสิ่งเหล่านี้ไปก็พอแล้ว! ตั๋วเงินนั้นห้ามให้เด็ดขาด! หากให้ตั๋วเงิน พวกเขาจะเกิดความรังเกียจ และรู้สึกว่าเรามิได้เห็นพวกเขาเป็นมิตรสหาย เจ้าเถอะ วางใจเสีย นำสิ่งเหล่านี้ไป ข้ารับรองว่ามิผิดพลาดแน่!"

หลี่ฟู่เห็นเข้าก็หัวเราะร่า "เจ้าบ่าวคนนี้ไปติดนิสัยเช่นนี้มาจากที่ใดกัน? คำพูดของฮูหยินเคยผิดพลาดเสียเมื่อไหร่? เจ้าจงฟังคำนางเถิด ข้ารับรองว่าชาวไป๋เหยาจะต้อนรับเจ้าอย่างอบอุ่นยิ่ง!"

คำกล่าวนั้นทำเอาเหลียนฟางโจวและลั่วกว่างพากันหัวเราะออกมา

พ่อบ้านน้อยเฉียนจนใจ ได้แต่รับคำสั่ง

พอรุ่งสางเขารีบสั่งคนให้เร่งขับรถม้าออกจากเมืองหนานไห่โดยเร็ว ด้วยเกรงว่าผู้คนในเมืองจะสังเกตเห็นสิ่งของบนรถจนเอาไปพูดเป็นเรื่องตลกขบขัน

จวบจนพ้นประตูเมืองมาได้กว่ายี่สิบลี้ พ่อบ้านน้อยเฉียนจึงลอบระบายลมหายใจยาว ความรู้สึกประหม่าและละอายใจค่อยๆ จางหายไป

เมื่อส่งพ่อบ้านน้อยเฉียนและลั่วกว่างไปแล้ว เหลียนฟางโจวก็หันไปยิ้มกับหลี่ฟู่ "ทางตระกูลเติ้งนั้น ข้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันแล้ว ถึงเวลาควรไปเยี่ยมเยียนเสียที! ท่านพี่เห็นว่ายามนี้เป็นโอกาสอันดีหรือไม่?"

หลี่ฟู่แค่นเสียงฮึเบาๆ "หากมิใช่เพราะเจ้าบอกว่าจะลงมือด้วยตนเอง ข้าไหนเลยจะละเว้นตระกูลเติ้งไว้! จะโอกาสอันใดล้วนมิสำคัญ เจ้าปรารถนาจะลงมือเมื่อใดก็เมื่อนั้น! พาคนไปเพิ่มอีกสักหน่อย อย่าได้เสียเปรียบพวกมันเป็นพอ!"

เหลียนฟางโจวหัวเราะ "คิกๆ" พลางเย้าแหย่ "วางใจเถิด ข้ามเสียเปรียบแน่! เฮ้อ... การมีสามีคอยหนุนหลังอยู่นี่ช่างดียิ่งนัก!"

หลี่ฟู่หัวเราะเสียงดัง พลางบีบแก้มนางล้อเลียนไปสองสามคำ สายตาค่อยๆ เลื่อนลงมาตกลงที่หน้าท้องของนางซึ่งยังมิเห็นความเปลี่ยนแปลง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เรื่องอื่นช่างมันเถิด แต่อย่าได้โมโหโทโส และอย่าให้ผู้ใดมาแตะต้องตัวเจ้า ยามนี้ไม่มีเรื่องใดใหญ่หลวงไปกว่าครรภ์ของเจ้าอีกแล้ว!"

เหลียนฟางโจวรู้สึกอุ่นซาบซ่านในหัวใจ นางลูบหน้าท้องแผ่วเบาพลางยิ้มรับ "อื้ม" แล้วกล่าวต่อ "ช่วยข้าอีกเรื่องหนึ่ง ส่งข่าวไปถึงฝูลี่ ห้ามมิให้ขายสินค้าให้ตระกูลเติ้งแม้เพียงชิ้นเดียว! และจงปล่อยข่าวออกไปว่า พ่อค้าในเมืองเฉวียนโจวคนใดที่ทำมาค้าขายกับต่างแดน ห้ามร่วมหอลงโรงกับตระกูลเติ้งเด็ดขาด ข้ามิปล่อยให้สินค้าพวกเขาค้างคลังสินค้าหรอก เพราะข้าจะกว้านซื้อไว้เองทั้งหมด!"

หลังมื้อเที่ยงวันนั้น เหลียนฟางโจวก็พาหงอวี้ ชุนซิ่ง อิ๋งชุน และพ่านเซี่ย เดินทางไป "เยี่ยมเยียน" ตระกูลเติ้งอย่างเอิกเกริก!

ยามที่ฮูหยินเติ้งได้ยินคนเฝ้าประตูวิ่งมารายงานหน้าตาตื่นว่า ฮูหยินท่านปู้อวี้สื่อ (ผู้ว่าการมณฑล) มาขอพบ นางถึงกับตัวสั่นสะท้าน ถ้วยชาในมือแทบร่วงหล่นแตกกระจาย

นับตั้งแต่มีข่าวว่าเหลียนฟางโจวกลับมาถึงเมืองหนานไห่อย่างปลอดภัย ฮูหยินเติ้งก็มิเคยได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแม้เพียงวันเดียว นางอยู่อย่างหวาดระแวงทุกลมหายใจ ด้วยเกรงว่าวันใดวันหนึ่งคนจากจวนผู้ว่าการมณฑลจะบุกมาถึงเรือน

ใครจะรู้ว่าหลังจากผ่านพ้นไปหลายราตรีกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว จนกระทั่งสองวันมานี้ที่นางเพิ่งจะเริ่มเบาใจ ฮูหยินผู้ว่าการมณฑลผู้นั้นกลับบุกจู่โจมมาโดยมิให้ตั้งตัว!

นอกจากการมาชำระความแค้น นางก็คิดไม่ออกว่าเหลียนฟางโจวจะมาทำสิ่งใดอีก!

เร็ว! รีบไปที่ตึกปักผ้าหาคุณหนูสาม พานางขึ้นรถม้าออกทางประตูหลัง เร่งออกนอกเมืองไปหลบที่ไร่นาเดี๋ยวนี้!” ฮูหยินเติ้งรีบสั่งการไป๋หมอมอคนสนิท พลางลนลานจัดแจงเครื่องแต่งกายแล้วรีบออกไปต้อนรับด้วยตนเอง

ข้าน้อยคารวะหลี่ฮูหยิน! การที่ท่านให้เกียรติมาเยือนถึงจวน... ฮ่ะๆ... ช่างทำให้น้อยเนื้อต่ำใจจนมิกล้ารับจริงๆ เจ้าค่ะ!” ฮูหยินเติ้งฝืนปั้นยิ้มเอ่ยทักทาย

เมื่อเห็นหลี่ฮูหยินสวมเสื้อคลุมผ้าอวิ๋นจิ่นสีแดงกุหลาบขลิบริมปักลายฝูงผีเสื้อชมบุปผา นุ่งกระโปรงอัดจีบลายดอกไม้เล็กสีชมพูอ่อน ผมทรงหางนกยูงที่เป็นมันขลับปักด้วยปิ่นทองลายดอกบัวคู่ประดับมณี พู่ทองคำระย้าไหวระริกหยดปลายด้วยทับทิมสีแดงชาด ดูเฉิดฉายและทรงอำนาจอย่างบอกไม่ถูก หัวใจของฮูหยินเติ้งก็พลันกระตุกวูบ

ยามที่ออกงานสังคมร่วมกันหลายครา หลี่ฮูหยินมักแต่งกายด้วยสีสันสะอาดตาเรียบง่าย หากมิใช่สีชมพูท้อก็เป็นสีเขียวอ่อน มักน้อยนักที่จะสวมชุดสีสันจัดจ้านเช่นนี้ แม้แต่เครื่องประดับก็นิยมหยกมรกต หยกขาว หรือไข่มุกมากกว่า

นางตั้งใจมาข่มขวัญชัดๆ

มิกล้ารับรึ?” เหลียนฟางโจวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาพลางว่า “ข้าให้เกียรติที่ใดกัน? คำพูดของฮูหยินเติ้งทำเอาข้าตกใจจนทำตัวมิถูกแล้ว!”

หลี่... หลี่ฮูหยิน...” รอยยิ้มที่ฝืนปั้นไว้บนหน้าฮูหยินเติ้งแข็งค้าง ตัวนางเองก็นิ่งงันอยู่ตรงนั้น

เหลียนฟางโจวยิ้มอีกครา “อย่างไร? หรือฮูหยินเติ้งมิยินดีต้อนรับให้ข้าเข้าไปข้างใน?”

เอ๊ะ? มิใช่เจ้าค่ะ! หามิได้!” ฮูหยินเติ้งได้สติรีบประคองยิ้มพลางผายมือ “หลี่ฮูหยิน เชิญด้านในเจ้าค่ะ...”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าให้พลางยิ้มบางๆ เดินนวยนาดเข้าสู่เรือนในอย่างองอาจผ่าเผย ฮูหยินเติ้งใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ลอบมองด้วยความกังวลแต่ก็ต้องจำใจเดินตามไป

เมื่อมาถึงโถงรับรองและนั่งลงเรียบร้อย สาวใช้ก็นำชามาถวาย เหลียนฟางโจวเอ่ยปากชมว่า “ชาดี!” พลางสนทนาปราศรัยกับฮูหยินเติ้งไปสองสามคำ

ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะมีแก่ใจร่วมวงสนทนา? นางทำได้เพียงรับคำไปแกนๆ ใจคอว้าวุ่นกระสับกระส่ายนานแล้ว

เหลียนฟางโจวแกล้งนิ่งเงียบไม่เข้าเรื่องเสียที ปล่อยให้ใจของฮูหยินเติ้งแขวนเต่งอยู่กลางอากาศเยี่ยงนั้น รสชาติช่างทุกข์ทรมานเหลือแสน จนเกือบจะอดรนทนมิไหวต้องโพล่งออกมาเอง

เหลียนฟางโจวมิได้ตั้งใจจะแกล้งดึงเวลา แต่กำลังฉวยโอกาสนี้สังเกตพิรุธ หากฮูหยินเติ้งมีท่าทีนิ่งเฉยมิรู้เห็น แสดงว่าเติ้งเมิ่งหานกระทำการโดยพลการ นางย่อมมีวิธีรับมืออีกแบบหนึ่ง

ทว่าดูจากท่าทางในยามนี้ เห็นชัดว่านางรู้เห็นเป็นใจทุกอย่าง มิหนำซ้ำอาจมีส่วนร่วมในแผนชั่วนี้ด้วย! เพื่อช่วยบุตรสาว นางถึงกับยอมทุ่มสุดตัวมิรักชีวิตเสียแล้ว!

แต่สิ่งที่เหลียนฟางโจวมิเข้าใจคือ เติ้งเมิ่งหานเสียโฉมไปแล้ว ฮูหยินเติ้งเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ว่าหลี่ฟู่จะยอมรับบุตรสาวที่หน้าตาอัปลักษณ์เป็นอนุ?

เหลียนฟางโจวมิรู้เลยว่า ก่อนหน้านี้ฮูหยินเติ้งมิได้รู้เรื่องด้วย เป็นเติ้งเมิ่งหานที่ลงมือเองทั้งหมด แต่หลังจากเรื่องสำเร็จ เติ้งเมิ่งหานดีใจจนเก็บไม่อยู่จึงได้บอกกล่าวแก่นาง

ครานั้นฮูหยินเติ้งตระหนกยิ่งนัก เสียใจจนแทบบ้า นางสั่งลงโทษพวกบ่าวไพร่ที่ตามคุณหนูออกไปในวันนั้นอย่างหนัก พร้อมทั้งเปลี่ยนตัวคนรับใช้ข้างกายเติ้งเมิ่งหานเสียใหม่ยกชุด

ในเมื่อเรื่องอุบัติขึ้นแล้ว ฮูหยินเติ้งจะทำอย่างไรได้? ทำได้เพียงสวดมนต์อ้อนวอนต่อทวยเทพ ขอให้เหลียนฟางโจวตกนรกหมกไหม้มิได้ผุดได้เกิด และขอให้หลี่ฟู่หาตัวนางมิพบตลอดกาล เมื่อได้ฟังเรื่องหมอเทวดาเซวจากปากจู้อวี้อิ๋ง ฮูหยินเติ้งก็บังเกิดความหวัง รีบขอร้องให้สามีส่งคนพร้อมทองคำมหาศาลเข้าเมืองหลวงเพื่อเชิญตัวหมอเทวดาเซวลงใต้ทันที

นางกำชับลับๆ ว่า หากหมอเทวดาผู้นั้นมิยอมมา ก็จงฉุดกระชากลากถูมาให้ได้!

เพื่ออนาคตทั้งชีวิตของบุตรสาว การลักพาตัวหมอหลวงสักคน สำหรับนางแล้วมินับเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด!

 

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1332 ส่งคนเสาะหายา

 

บทที่ 1332 ส่งคนเสาะหายา

เหลียนฟางโจวบังเกิดความรู้สึกยากจะบรรยาย สิ่งทั้งปวงนี้เดิมทีล้วนหลีกเลี่ยงได้ ทว่ากลับอุบัติขึ้นจนได้!

นางมิได้เสียใจภายหลังที่ปลิดชีพจู้อวี้อิ๋ง สิ่งที่นางเสียใจคือมิได้สังหารนางให้เร็วกว่านี้ ปล่อยให้ความบ้าคลั่งของนางทวีความรุนแรงขึ้นคราแล้วคราเล่า

เมื่อกลับถึงเรือนหลังในยามค่ำคืน ได้พบหน้าหลี่ฟู่ สองสามีภรรยาต่างหยอกล้อสรวลเสเฮฮากับบุตรชาย บรรยากาศในครอบครัวเปี่ยมล้นด้วยความสุข เหลียนฟางโจวเดิมทีคิดว่าหลี่ฟู่อย่างน้อยคงต้องเอ่ยถามเรื่องของจู้อวี้อิ๋งบ้าง ใครจะรู้ว่าเขาราวกับลืมเลือนเรื่องนี้ไปสิ้น มิได้ปริปากเอ่ยถึงแม้เพียงครึ่งคำ

เหลียนฟางโจวอดลอบยิ้มหยันมิได้ หากจู้อวี้อิ๋งใต้ปรโลกรับรู้เข้า คงยิ่งมิอาจข่มตาหลับกระมัง? มิรู้ว่ายามนั้นนางจะตระหนักแจ้งได้หรือไม่

สิ่งใดมิใช่ของตนย่อมมิใช่ สิ่งที่ฝืนไขว่คว้ามา มิเพียงแต่ไร้รสหวาน หากแต่ยังขมขื่นยิ่งนัก!

"ข้าคิดว่ามะรืนนี้จะส่งพ่อบ้านน้อยเฉียนกับลั่วกว่างนำคนมุ่งหน้าไปยังเขาเหยาซาน รบกวนฮูหยินลำบากสักคราในวันพรุ่ง มีสิ่งใดต้องระลึกถึง จงกำชับพวกเขาทั้งสองให้ถ้วนถี่" หลี่ฟู่กล่าวกับเหลียนฟางโจวในยามค่ำ

"รวดเร็วยิ่งนัก!" เหลียนฟางโจวชะงักด้วยความแปลกใจ ก่อนจะถามด้วยความห่วงใย "มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงหรือ? เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่?"

"ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนัก ความคิดข้ามิอาจปิดบังเจ้าได้เลย!" หลี่ฟู่ยิ้มพลางรวบนางมาประคองไว้ในอ้อมกอด กระซิบเสียงเบา "ไหลจื่อส่งข่าวมาว่า หลังจากเหลียงจิ้นเร่งรีบกลับจวนไปได้เพียงสามวัน ก็ออกเดินทางอีกครา! ได้ยินว่าเป็นการเดินทางไกล ข้าจึงกังวลใจอยู่บ้าง"

เหลียนฟางโจวใจกระตุกวูบ กลับมาแล้วยังย้อนรอยกลับไปอีกหรือ? ช่างมีความเป็นไปได้ยิ่งนัก!

ด้วยว่าคุณค่าของเขาเหยาซานมิอาจประเมินได้ด้วยหยกล้ำค่าเพียงอย่างเดียว การกำครอบครองสมุนไพรหายากที่เปี่ยมด้วยสรรพคุณเลิศภพไว้ในมือนั้นหมายถึงสิ่งใด ทุกคนย่อมประจักษ์แจ้ง เมื่อมีวาสนาและโอกาสเช่นนี้ มีใครบ้างจะตัดใจละวางได้โดยง่าย?

"พ่อบ้านน้อยเฉียนและลั่วกว่างนับเป็นตัวเลือกที่ดี ทว่าหากต้องเผชิญหน้ากับเหลียงจิ้น เกรงว่าพวกเขาคงมิใช่คู่มือ หรือว่าข้าจะ—"

"ฮูหยิน!" คำพูดของนางยังมิทันจบ หลี่ฟู่ก็ใช้นิ้วปิดริมฝีปากนางไว้แผ่วเบา พลางยิ้มกล่าว "เจ้ากำลังตั้งครรภ์ มิอาจเสี่ยงอันตรายได้ อีกทั้งเส้นทางในมณฑลหนานไห่ขรุขระทุรกันดารเพียงใด ข้าไหนเลยจะวางใจให้เจ้าไป"

เหลียนฟางโจวหมายจะกล่าวต่อ หลี่ฟู่ก็ตัดบทอย่างเด็ดขาด "ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเจ้า! ทั้งที่รู้ว่าเป็นเหลียงจิ้น ข้ายังจะส่งเจ้าไปอีก เช่นนั้นหลี่ฟู่ผู้นี้จะกลายเป็นคนเช่นไร?"

เหลียนฟางโจวชะงักไป ถ้อยคำนี้เจือไปด้วยกลิ่นอายหึงหวงจางๆ นางจึงเลือกที่จะนิ่งเสียดีกว่า ก่อนจะหลุดขำออกมา "ตกลง ตกลง ข้ามิไปก็ได้! พรุ่งนี้นอกจากกำชับเรื่องงานกับพ่อบ้านน้อยเฉียนและลั่วกว่างแล้ว ข้าจะเตรียมของกำนัลเล็กน้อยให้พวกเขาติดมือไปด้วย เพียงแค่ขอแบ่งปันสมุนไพรสักหนึ่งหรือสองชนิด คิดว่าฝ่ายนั้นคงมิปฏิเสธ"

"หัวใจสำคัญคือความลับ" หลี่ฟู่พยักหน้าพลางกำชับ "ต้องให้พวกเขารักษาความลับให้จงหนัก เรื่องนี้มิอาจแพร่งพรายออกไปได้แม้เพียงกึ่งหนึ่ง" แม้ที่นี่จะห่างไกลจากเมืองหลวงนับหมื่นลี้ ทว่ามิอาจประมาทสายตาของผู้มีใจสืบเสาะ หากพวกคิดคดในเมืองหลวงล่วงรู้เข้าย่อมเกิดภัยมหันต์ ยามสุนัขจนตรอกย่อมกล้ากระโดดข้ามกำแพง มีเรื่องใดบ้างที่พวกมันจะมิกล้าทำ?

เหลียนฟางโจวใจกระตุกวูบ รีบพยักหน้ารับคำ

พ่อบ้านน้อยเฉียนผู้นี้หัวไว หน้าตาหมดจด ทว่ากลับดูซื่อสัตย์ไร้เล่ห์เหลี่ยม ยามสนทนามักประดับรอยยิ้มซื่อๆ ทำให้ผู้คนพากันเอ็นดูไว้วางใจ นับเป็นยอดฝีมือในการจัดการเรื่องบุคคลและการเจรจาทั้งนอกและใน

ส่วนลั่วกว่างนั้นวรยุทธ์สูงส่ง สุขุมละเอียดรอบคอบ พูดน้อยต่อยหนัก เป็นบุคคลประเภทที่มองเพียงปราดเดียวก็ชวนให้รู้สึกมั่นคงพึ่งพาได้

การให้ทั้งสองร่วมเดินทางไปด้วยกัน นับเป็นการจับคู่ที่ไร้ที่ติ

เหลียนฟางโจวบอกเล่าเรื่องราวของเขาเหยาซานและชาวไป๋เหยาตามที่ตนรู้โดยละเอียด ความจริงแล้วมิมีกลเม็ดอันใด มีเพียงสี่คำสั้นๆ คือ "จริงใจต่อผู้อื่น"

ยามต้องรับมือกับชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะพวกที่มีความระแวงและอคติล้นปรี่ มีเพียงคำว่า "ความจริงใจ" เท่านั้นที่จะเป็นกุญแจทองเปิดใจพวกเขาได้ ทว่าคำสองคำนี้กล่าวสั้นแต่ทำยากยิ่งนัก

สิ่งที่ยากที่สุดคือการ "เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม"

หากพลั้งเผลอกระทำการใดที่ขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติ หรือเอ่ยคำพูดผิดหูเพียงประโยคเดียว สิ่งที่เพียรสร้างมาอาจพังทลายในพริบตา

เหลียนฟางโจวจึงกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ชาวไป๋เหยาใจกว้างชอบต้อนรับแขก อาหารที่เขาจัดหามาให้ต้องกินให้หมด ยามกินข้าวพวกเขามักคีบกับข้าวให้แขก เจ้าจะแสดงท่าทีรังเกียจมิได้เด็ดขาด มิเพียงต้องกิน แต่ต้องกินจนเกลี้ยงชามพวกเขาถึงจะปรีดา! อีกทั้งพวกเขายังชมชอบแขกที่คอแข็ง หากเจ้าดวลสุราจนพวกเขาล้มพับได้ พวกเขาจะนับเจ้าเป็นพี่น้องร่วมตายทันที!"

เห็นพ่อบ้านน้อยเฉียนและลั่วกว่างพยักหน้าจดจำ เหลียนฟางโจวก็ยิ้มขื่นพลางเอ่ยต่อ "ส่วนเรื่องอื่นมิมีอันใด ทว่าอาหารของพวกเขา... กระแอม... ค่อนข้างจะประหลาดอยู่บ้าง"

นางบรรยายถึงเมนูอาหารในงานเลี้ยงคืนนั้นให้ฟัง เพียงเท่านั้นทั้งพ่อบ้านน้อยเฉียนและลั่วกว่างก็หน้าถอดสี โดยเฉพาะพ่อบ้านน้อยเฉียนที่ทำท่าขยะแขยงปานจะอาเจียน

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "น้ำชาใส่น้ำมัน" ซึ่งเป็นอาหารมื้อเช้า วิธีการคือตั้งกระทะใส่น้ำมันจนร้อนแล้วนำใบชาแห้งลงไปคั่วจนหอม จากนั้นเติมต้นหอม กระเทียม ขิง พริกไทย เกลือ และเครื่องปรุงอื่นๆ ก่อนจะเติมน้ำเปล่าจนเดือดตักใส่ชามดื่ม และด้วยความที่เป็นมื้อเช้าเพื่อให้พุงกาง มักจะใส่ข้าวสวยหรืออาหารอื่นลงไปในชามชาด้วย

เหลียนฟางโจวกล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้มปลอบใจ "รสชาติมินับว่าเลวร้ายนัก มิได้แย่อย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก!"

พ่อบ้านน้อยเฉียนสูดปาก พลางยิ้มแหย "มิน่าเล่าคนพวกนี้ถึงเข้ากับคนภายนอกมิได้ นิสัยเช่นนี้ใครจะไปรับไหว! เอาเถิด! นายหญิงโปรดวางใจ เพื่อเห็นแก่กิจธุระของนายท่าน บ่าวจะอดทนให้ถึงที่สุด มิให้เสียเรื่องเด็ดขาด!"

ลั่วกว่างพยักหน้าเช่นกัน "นายหญิงโปรดวางใจ บ่าวย่อมรู้หนักเบา!"

เหลียนฟางโจวกลับส่ายหน้าพลางทอดถอนยิ้ม "พวกเจ้าทำเช่นนี้มิได้! ความจริงใจนั้นต้องหลั่งไหลออกมาจากใจอย่างเป็นธรรมชาติ คนพวกนั้นประสาทสัมผัสไวต่อคนนอกยิ่งนัก หากมิได้มาจากใจจริงคงตบตาพวกเขาได้ยาก เจ้าบอกว่าจะอดทน? แต่พวกเขาอาจมิให้โอกาสเจ้าได้อดทนด้วยซ้ำ!"

ทั้งสองชะงักไป พ่อบ้านน้อยเฉียนพยักหน้ารับด้วยความละอาย "ความหมายของนายหญิง บ่าวเข้าใจแล้ว! บ่าวรู้แล้วว่าควรทำเช่นไร!"

"บ่าวละอายยิ่งนัก บ่าวก็เข้าใจแล้ว!"

เหลียนฟางโจวจึงยิ้มออก "เช่นนั้นข้าก็เบาใจ! มิใช่เพียงพวกเจ้า แต่บ่าวรับใช้ที่จะตามไปด้วยทุกคนต้องเข้าใจเรื่องนี้ พวกเจ้ากลับไปเตรียมตัวให้พร้อม ยามค่ำข้าจะให้คนส่งของกำนัลเล็กน้อยไปให้!"

ทั้งสองรับคำแล้วค้อมกายถอยออกไป

เหลียนฟางโจวเริ่มเตรียมของกับชุนซิ่งและปี้เถา คนในป่าเขาล้วนซื่อตรง ของที่หรูหราฟุ่มเฟือยเกินตัวย่อมเข้ามิถึง นางจึงเลือกส่งของที่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจและใช้ประโยชน์ได้จริง

ชาวไป๋เหยามักดื่มสุรา จึงเตรียมสุรากลั่นชั้นดียี่สิบไห ส่วนเด็กสาววัยสะพรั่งอย่างซานเฟิ่งก็เหมือนสาวงามทั่วไปที่รักสวยรักงาม นางจึงเตรียมกล่องเครื่องประดับที่มีปิ่นเงินลวดลายวิจิตรหลายสิบเล่ม กล่องดอกไม้ประดิษฐ์จากผ้าและกำมะหยี่สำหรับปักผม และกล่องผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกไม้สีสดใส ส่วนหญิงอาวุโสที่มักหนาวสั่นในฤดูเหมันต์ นางเตรียมผ้าสักหลาดหนาไว้สามสิบพับ นอกจากนี้ยังมีของเบ็ดเตล็ดอย่างเข็มด้าย ปลอกนิ้ว ตะเกียงน้ำมัน ไส้ตะเกียง ถ้วยชามกระเบื้อง กรรไกร เคียว เมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิดที่หาซื้อได้ ไข่ไก่หกตะกร้า น้ำตาลทรายสามสิบชั่ง และขนมหวานอีกยี่สิบกล่อง...

สัมภาระทั้งหมดนั้นมากมายจนต้องใช้รถม้าถึงสามคันจึงจะบรรทุกได้หมด