วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1354 เหลียงจิ้นหายไปไหน

 

บทที่ 1354 เหลียงจิ้นหายไปไหน

ด้วยวิธีนี้ เมื่อถึงเวลาที่จัดการกับเรื่องวุ่นวายตรงหน้าจนจบสิ้นแล้ว หากคิดจะติดต่อประสานงานกับพวกเขาเพื่อเจรจาธุรกิจสมุนไพรต่อ ทุกอย่างก็จะราบรื่นขึ้นมาก

สมุนไพรบนเขาเหยาซานเหล่านั้นล้วนเป็นของดีที่หาได้ยากยิ่ง หากจัดการอย่างถูกวิธีจะสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล ทั้งยังเป็นโชคดีของเหล่าหมอและผู้ป่วยอีกด้วย หากปล่อยให้สูญเปล่าไปเฉยๆ ก็นับว่าเป็นการเสียของอย่างยิ่ง!

เมื่อเหลียนฟางโจวอารมณ์ดี นางจึงเอ่ยชมเชยพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนอีกยกใหญ่

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนยิ้มจนตาหยีเป็นขีดเดียว พลางถ่อมตัวอย่างนอบน้อมด้วยความเบิกบานใจ

"อ้อ จริงด้วยขอรับฮูหยิน!" พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนที่กำลังรื่นเริงสุดขีดพลันนึกขึ้นได้ เขาล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ลุกขึ้นยืนแล้วประคองส่งให้เหลียนฟางโจวด้วยสองมือพลางยิ้มประจบ "ฮูหยิน นี่คือจดหมายที่ท่านผู้เฒ่าชูอูกำชับบ่าวว่าต้องส่งถึงมือฮูหยินด้วยตนเองให้ได้ บ่าวก็มัวแต่ดีใจจนเกือบจะลืมไปเสียสนิทเลยขอรับ!"

"หืม?" เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะรับมาด้วยรอยยิ้ม

เมื่อนางคลี่จดหมายออกอ่าน ในตอนแรกมุมปากยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ ทว่าในตอนท้ายคิ้วเรียวกลับเริ่มขมวดเข้าหากัน

หัวใจของพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนเต้นไม่เป็นจังหวะตามสีหน้าของนาง เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นมองตน เขาก็ใจหายวาบ รีบเอ่ยตะกุกตะกัก "ฮูหยิน... ใน... ในจดหมายนั่น..."

"ดีจริงๆ นะเจ้าเฉียนถง!" เหลียนฟางโจวตบโต๊ะเบาๆ พลางถลึงตาใส่ "ข้าว่าเจ้าคงดีใจจนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ! ในเมื่อมีจดหมาย เหตุใดจึงไม่รีบนำออกมาแต่แรก!"

"บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย! บ่าว... บ่าวไม่ได้ทำให้งานใหญ่ของฮูหยินเสียเรื่องใช่ไหมขอรับ?" พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนตกใจจนหน้าถอดสี

เหลียนฟางโจวหลุดขำออกมา "พรืด" หนึ่ง ก่อนจะโบกมือพลางหัวเราะ "ข้าล้อเจ้าเล่นน่ะ! วันหน้าหากมีการฝากฝังจดหมายมาจำไว้ว่าต้องส่งให้ข้าทันที ห้ามชักช้า! หากข้าได้เห็นจดหมายนี้เร็วกว่านี้ ข้าก็คงไม่ต้องซักไซ้เจ้าเสียมากมาย และเจ้าเองก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลายเล่าความยาวสาวความยืดขนาดนั้นด้วย!"

"..." พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนเบิกตาโตด้วยความงุนงง สงสัยว่าตนเองพลาดอะไรไป และไม่เข้าใจความหมายของนางแม้แต่น้อย

เหลียนฟางโจวไม่มีเจตนาจะอธิบายให้เขาฟัง นางโบกมือยิ้มๆ "จำคำที่ข้าพูดไว้ก็พอ ไม่มีธุระอะไรของเจ้าแล้ว ไปพักผ่อนเถิด!"

เมื่อเห็นเขายังทำท่าอึกอักลังเล เหลียนฟางโจวก็เสริมด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง "วางใจเถอะ ในจดหมายน่ะมีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น!"

พอพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนได้ยินว่าตนไม่ได้ทำให้เสียเรื่อง เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบรับคำ "ขอรับ" ด้วยความดีใจแล้วถอยออกไปอย่างสำรวม

เหลียนฟางโจวเก็บจดหมายฉบับนั้นไว้อย่างดี นางรู้สึกว่าอารมณ์ปลอดโปร่งและรื่นรมย์เป็นพิเศษ

นางนึกไม่ถึงเลยว่า เจตนาที่ท่านผู้เฒ่าชูอูเผยออกมาในจดหมายนั้น คือการที่เขาสนใจจะร่วมมือทำธุรกิจกับนาง! นี่มันลาภลอยชัดๆ นึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งนางจะมีโชคก้อนโตหล่นทับเช่นนี้!

ชาวไป๋เหยานั้นซื่อตรงและเรียบง่าย หากพวกเขาปักใจเชื่อมั่นในตัวใครแล้ว ต่อให้คนอื่นจะมาพูดจาหว่านล้อมให้สวยหรูดั่งดอกไม้บานเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีวันสั่นคลอน

หลี่ฟู่ประคองกล่องไม้จันทน์ขนาดเล็กที่บรรจุหญ้าสีม่วงน้ำตาลแห้งกรังสองต้นนั้นไว้ แม้จะมองไม่ออกว่าเป็นรูปทรงใดและดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย ทว่าชีวิตขององค์รัชทายาทกลับฝากไว้กับเจ้าหญ้าต้นเล็กๆ เหล่านี้

เขาปิดฝากล่องไม้ลงอย่างทะนุถนอม วางไว้ด้านหนึ่งอย่างระมัดระวังก่อนจะสั่งการ “ยามกลับไป เจ้าจงหาคนที่ไว้ใจได้สักสองสามคน ปลอมตัวเป็นพ่อค้าธรรมดา ควบม้าเร็วเข้าเมืองหลวงด่วนที่สุด นำสิ่งนี้ไปมอบให้ถึงมือ อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ หรือ หมอเทวดาเซว จำไว้ว่าต้องส่งให้ถึงมือเขาทั้งสองคนเท่านั้น! ห้ามเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใดเด็ดขาด เมื่อส่งของเสร็จแล้วให้รีบเดินทางกลับทันที ห้ามไปพบปะผู้ใด ทั้งครอบครัว ญาติ หรือมิตรสหาย หากผู้ใดฝ่าฝืน จะลงโทษตามกฎอัยการศึก!”

ขอรับ ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ผู้น้อยจะจัดการให้เรียบร้อยที่สุด!” ลั่วกว่างประสานมือรับคำ

เขารายงานต่อ “ท่านแม่ทัพ เหลียงจิ้นมิได้ไปที่เขาเหยาซานขอรับ ผู้น้อยได้ลองสืบข่าวและสำรวจดูแล้ว มิพบร่องรอยใดๆ เลย เขาคงมิได้ไปที่นั่นจริงๆ”

หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวช้าๆ “ข้ามิเคยละเลยการเฝ้าระวังตระกูลเหลียง และติดต่อกับพวกไล่จื่ออย่างลับๆ มาตลอด ก็มิได้ข่าวว่าตระกูลเหลียงมีเรื่องสำคัญอันใดเกิดขึ้น หากเหลียงจิ้นมิได้ไปเขาเหยาซาน แล้วเขาจะรีบร้อนออกจากเมืองหนานไห่ไปที่ใดกัน?”

ลั่วกว่างส่ายหน้า “ผู้น้อยเองก็มิอาจทราบได้ ท่านแม่ทัพ... จะให้ผู้น้อยไปสืบดูหรือไม่ขอรับ?”

หลี่ฟู่พยักหน้า “ควรสืบอย่างยิ่ง! เจ้าจงวางงานทุกอย่างในมือลงชั่วคราว และมุ่งเน้นสืบเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว! มิต้องเสียดายวิธีการหรือขุมกำลังใดๆ ต้องสืบหาที่อยู่ของเหลียงจิ้นให้พบให้ได้!”

พริบตาเดียวเวลาผ่านไปสิบวัน หลังจากใช้เวลาถกเถียงและต่อรองกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสามวัน ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบลงอย่างสงบราบรื่น

หลี่ฟู่รับปากว่า ในการประมูลเส้นทางการค้าช่วงสิ้นปี จะพิจารณาพวกเขาเป็นอันดับแรก หากราคาเท่ากันจะขายให้พวกเขาก่อน นอกจากนี้เขายังระบุเส้นทางการค้าอีก 4 สาย ไม่ว่าบ้านใดจะได้ไป จะอนุญาตให้พ่อค้ากลุ่มนี้ (ประมาณ 10 กว่าคน) เข้าแข่งขันแบ่งส่วนแบ่งในแต่ละสายได้คนละ 1 ใน 3 อีกทั้งฮูหยินจะบริจาคเส้นทางการค้า 3 สายของนางออกมาโดยไม่คิดมูลค่า และอนุญาตให้พวกเขาแข่งขันแบ่งส่วนแบ่งได้สายละ 1 ใน 2 ซึ่งสิทธิพิเศษนี้จะมีผลต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี

ในขณะเดียวกัน ทางการจะกำหนดราคาตามระยะทางและความสำคัญของเส้นทางการค้าที่พวกเขาส่งคืน โดยจะให้เงินชดเชยจำนวนหนึ่ง คนที่ได้น้อยที่สุดจะได้ 20,000 ตำลึง ส่วนคนที่ได้มากที่สุด (ไม่นับตระกูลเติ้ง) จะได้ 80,000 ตำลึง

ส่วนตระกูลเติ้งนั้น ได้รับเงินชดเชยรวมทั้งสิ้น 1,200,000 ตำลึง!

และหากในการประมูลปีนี้ บ้านใดเกิดพลาดหวังมิได้เส้นทางการค้าเลยแม้แต่สายเดียว ทางการจะชดเชยปลอบใจให้อีก 30,000 ตำลึง

เมื่อได้ฟังข้อเสนอ พ่อค้าทั้งหลายต่างตรึกตรองดูแล้วพบว่า แม้ยามที่เส้นทางการค้ายังอยู่ในมือ รายได้ต่อปีก็มิได้มากมายนัก ยิ่งภายใต้การกดขี่ของตระกูลเติ้ง บ่อยครั้งพวกเขามิอาจทำกำไรได้ถึงระดับนี้เสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยามนี้ไม่ต้องเหนื่อยแรงแบกความเสี่ยงเองก็นับว่าคุ้มค่ากว่ามาก!

ดังนั้น ทุกคนจึงลงนามในสัญญาแต่โดยดี

หลี่ฟู่สั่งให้ใต้เท้าชานเจิ้งทำสัญญากับทุกคน ส่วนใต้เท้าชานอี้ก็นำคนมามอบตั๋วเงินให้ ณ ที่นั้นทันที เป็นอันว่า "ยื่นหมูยื่นแมว" กันอย่างสมบูรณ์

ตระกูลอื่นน่ะช่างเถิด แต่ตระกูลเติ้งนั้นได้รับถึง 1,200,000 ตำลึง! แม้จะเป็นสี่ตระกูลใหญ่ การจะหยิบเงินสดจำนวนมหาศาลขนาดนี้ออกมาในคราวเดียวมิใช่เรื่องง่ายเลย

ทว่าศาลาว่าการผู้ว่าการมณฑลกลับทำได้โดยมิสะทกสะท้าน!

ในขณะที่ทุกคนอิจฉาปึกตั๋วเงินในมือนายท่านเติ้ง พวกเขาก็เกิดความยำเกรงต่อหลี่ฟู่ขึ้นมาในใจอย่างลึกซึ้ง

ครานี้ ใต้เท้าหลี่มีอิทธิพลและขุมกำลังมากเพียงใด เหล่าพ่อค้าก็มิกล้าแม้แต่จะคาดเดาอีกต่อไป!

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงเมื่อเห็นเงินล้านกว่าตำลึงลอยมาหาเฉยๆ ก็รู้สึกประหลาดใจและยินดีอย่างยิ่ง ความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวพลันมลายหายไปไม่น้อย

นายท่านเติ้งเห็นดังนั้นก็รู้สึกขมขื่นในใจ มิต้องสงสัยเลยว่า แผนการนี้ย่อมต้องมาจากสมองของฮูหยินหลี่แน่นอน!

คนทำธุรกิจย่อมยอมสยบให้แก่ผู้ที่มีความสามารถเหนือกว่าในการหาเงิน ยามที่เงินสดขาวโพลนมาวางตรงหน้า ความเคารพยำเกรงย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ใครเงินหนากว่า คนนั้นคือผู้ชนะ

ครานี้เมื่อเงินถึงมือ และเป็นการชดเชยที่ยุติธรรมเช่นนี้ พ่อค้าเหล่านี้จึงเกิดความยำเกรงในใจโดยสัญชาตญาณ

ประกอบกับเมื่อสัญญาเสร็จสิ้นและจ่ายเงินครบถ้วน ย่อมมิเหลือช่องว่างให้เจรจาหรือถอยหลังกลับได้อีก ทุกคนจึงเลิกคิดฟุ้งซ่าน และย่อมมิเกิดเหตุการณ์พลิกผันใดๆ ขึ้นในภายหลัง...

ฮูหยินหลี่ทำงานได้แม่นยำและมั่นคงยิ่งนัก มิเคยเหลือปัญหาไว้ให้กังวลภายหลังเลยจริงๆ!

 

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1353 เชิญท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

 

บทที่ 1353 เชิญท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

เหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะหลุดขำออกมา นางพยักหน้าตอบรับเบาๆ ว่า "อื้ม" ภายใต้สายตาอันแรงกล้าที่จ้องเขม็งกดดันของหลี่ฟู่

นางจะกล่าวอันใดได้อีก? หากเอ่ยมากกว่านี้แม้เพียงคำเดียว บุรุษตรงหน้าคงได้กระโดดตัวลอยด้วยความหึงหวงเป็นแน่!

เหลียงจิ้น... สิ่งที่นางติดค้างเขานั้น ดูท่าคงมิอาจสะสางให้จบสิ้นได้โดยง่าย หากนางและอาเจี่ยนต้องตายด้วยน้ำมือเขา ก็คงมิมีสิ่งใดให้ต้องเอ่ยถึง แต่หากสกุลเหลียงพินาศด้วยน้ำมืออาเจี่ยน และเขาตกอยู่ในกำมือของอาเจี่ยน นางก็เชื่อมั่นว่าอาเจี่ยนย่อมจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้... เพียงหวังว่าหลังจากนั้น เขาจะลืมนางเสีย และกลับไปใช้ชีวิตของตนเองให้ดี!

ทางด้านสกุลเล่อเจิ้ง ไม่นานนักหลินอวี่ฮุ่ยก็ได้นำคำตอบของท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งมาแจ้งนาง ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า เขายังต้องขอเวลาไตร่ตรองดูอีกสักนิด รอให้สมาคมการค้าก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างเสียก่อน ถึงจะให้คำตอบที่แน่นอน!

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็นึกขำในใจ: เจ้าจิ้งจอกเฒ่าเอ๋ย!

ดูท่าท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งจะยังมิค่อยเชื่อมั่นในความสามารถของทางการเท่าใดนัก ว่าจะจัดการเรื่องเส้นทางการค้าให้ลุล่วงได้อย่างไร! ทว่าหากมองจากนิสัยที่ระมัดระวังตัวจนเกินเหตุของสกุลเล่อเจิ้งแล้ว ท่าทีเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ

เอาเถิด!

เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยกับหลินอวี่ฮุ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างใจกว้าง "มิเป็นไร! ข้าเพียงแต่เกริ่นให้ท่านผู้เฒ่าทราบล่วงหน้าไว้ก่อนเท่านั้น เรื่องใหญ่อย่างนี้มิอาจทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้นหรอก รอให้สมาคมการค้าจัดตั้งขึ้นจริงเสียก่อน ถึงตอนนั้นทางการจะส่งเทียบเชิญไปหาท่านผู้เฒ่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นท่านผู้เฒ่าค่อยให้คำตอบก็ยังมิสาย!"

"เจ้าค่ะ ข้าจะนำคำพูดนี้ไปแจ้งให้ท่านปู่ทราบแน่นอน!" หลินอวี่ฮุ่ยพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวด้วยท่าทีเกรงใจ "ฮูหยินหลี่ ข้าต้องขออภัยจริงๆ... ท่านปู่ของข้าเวลาจะทำสิ่งใดต้องคิดให้รอบคอบถึงที่สุด หากมิถึงวินาทีสุดท้ายท่านจะมิยอมตัดสินใจเด็ดขาด ท่านผู้เฒ่าระมัดระวังตัวเช่นนี้มาทั้งชีวิต อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งนัก ท่านปู่... จึงมิกล้าผลีผลามตัดสินใจ หวังว่าฮูหยินหลี่จะโปรดเมตตาเข้าใจด้วย!"

"เรื่องนี้มิเห็นจะต้องขออภัยอันใดเลย มิถึงขั้นนั้นหรอก!" เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว "การที่ท่านผู้เฒ่ามิได้บอกปัดออกมาตรงๆ ข้าก็รู้สึกขอบพระคุณยิ่งนักแล้ว!"

คำพูดนี้ยิ่งทำให้หลินอวี่ฮุ่ยรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก นางทำท่าเหมือนจะเอ่ยสิ่งใดแต่ก็ยั้งไว้ ได้แต่ส่งยิ้มอย่างจนใจให้นาง

เหลียนฟางโจวกุมมือนางไว้พลางบีบเบาๆ "ข้าเข้าใจดี เจ้าอยู่ในฐานะสะใภ้ ท่ามกลางตระกูลใหญ่เช่นนั้น ย่อมมิใช่ที่ที่เจ้าจะออกความเห็นได้ตามใจชอบ อีกอย่าง นี่เป็นเรื่องของราชการ ข้ามิเคยคิดจะใช้ความสนิทสนมส่วนตัวมาบีบบังคับให้เจ้าต้องทำสิ่งใด! การที่ข้าอยู่ที่นี่แล้วมีเพื่อนอย่างพวกเจ้าไว้พบปะสังสรรค์ พูดคุยคลายเหงา ก็นับว่าดีมากแล้ว จะกล้าเรียกร้องสิ่งใดไปมากกว่านี้ได้อีก? เจ้าน่ะ หากคิดมากไป วันหน้าข้าคงมิกล้าเชิญเจ้ามาเป็นแขกที่นี่อีกแล้วนะ!"

คำพูดนี้ทำให้หลินอวี่ฮุ่ยหลุดยิ้มออกมา นางย่อกายลงคารวะอย่างงดงาม "เป็นข้าเองที่เขลาเยี่ยงสตรี ไร้ทัศนวิสัย จนทำให้ฮูหยินต้องขำเสียแล้ว"

"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ดูสิ เจ้าพูดเรื่องนี้อีกแล้ว!" เหลียนฟางโจวค้อนนางอย่างไม่จริงจัง ทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้กัน

เมื่อหลี่ฟู่ได้รับทราบผลลัพธ์นี้ เขาก็มิได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด พลางยิ้มกล่าว "สมกับที่เป็นสกุลเล่อเจิ้งจริงๆ ป้องกันเสียแน่นหนาประดุจกำแพงเหล็ก ( น้ำสาดไม่เข้า) ใครก็อย่าหวังจะมาเอาเปรียบพวกเขาได้แม้เพียงกระผีกริ้น! และอย่าหวังจะมายืมอิทธิพลของพวกเขาได้ง่ายๆ เลย!"

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็อดขำมิได้ "ท่านผู้เฒ่าสกุลเล่อเจิ้งนี่ก็นะ ระมัดระวังตัวจนเกินขอบเขตไปเสียหน่อย! ทำตัวแบบนี้มิยอมล่วงเกินฝ่ายใดเลย คนอื่นน่ะช่างเถิด แต่สกุลเหลียงมีหรือจะไม่ขุ่นเคืองเขา?"

หลี่ฟู่รู้สึกสะกิดใจเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ทว่ากลับวูบหายไปจนนึกไม่ออกในทันที

สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนายท่านเติ้งและบรรดาพ่อค้ากลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่โถงรับรองหลังศาลาว่าการ บรรยากาศกลับดูผ่อนคลายและคุ้นเคยกันมากขึ้น ต่างคนต่างทักทายปราศรัยกันอย่างเป็นกันเอง คำกล่าวที่ว่า "ครั้งแรกแปลกหน้า ครั้งที่สองคุ้นเคย" ช่างเป็นสัจธรรมที่แท้จริง

ผลการลงคะแนนออกมาอย่างรวดเร็ว พ่อค้ามากกว่าสองในสามแสดงเจตจำนงว่า ไม่ต้องการเงินสดชดเชย แต่ขอใช้ "ข้อแลกเปลี่ยนอื่น" เป็นการชดเชยแทน

หลี่ฟู่พร้อมกับใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้จึงตัดสินความตามนั้น ขั้นตอนต่อไปคือการหารือว่า "ข้อแลกเปลี่ยน" นั้นจะเป็นสิ่งใด ซึ่งเรื่องนี้มิมิอาจทำเป็นโจทย์เลือกตอบได้อีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาต่อรองกันจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง

ภายในโถงรับรอง พ่อค้าต่างถกเถียงกันจนอารมณ์พุ่งพล่าน เสียงดังระงมไม่ต่างจากตลาดสด หลี่ฟู่นั้นเป็นพวกแพ้ทางเรื่องการโยนกันไปมาแบบ "เตะลูกหนัง" เช่นนี้ ยิ่งได้ยินเสียงโต้เถียงก็ยิ่งปวดหัว จึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปกลางคันอีกครั้ง

ทว่าครานี้ เขาไม่ได้ตำหนิหรือแสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย ทั้งยังกำชับให้ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้ดูแลต้อนรับทุกคนให้ดี บรรดาพ่อค้าต่างรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ที่แท้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลมิได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับเป็นขุนนางที่ใจดีและเข้าถึงง่ายยิ่งนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้ การถกเถียงจึงยิ่งดุเดือดและไร้ข้อกังวลมากขึ้นไปอีก

ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้เห็นทุกคนถกเถียงกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย โดยมีเพียงขนมไม่กี่ชิ้นรองท้อง แต่ละคนกลับยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือและฮึกเหิมยิ่งนัก พวกเขาทั้งสองก็เริ่มจะปวดขมับขึ้นมาบ้าง จึงอาศัยจังหวะที่พอจะมีช่องว่าง รีบประกาศให้ทุกคนแยกย้ายกันไปก่อน โดยให้กลับไปปรึกษาหารือกันให้ดี แล้วอีกสิบวันค่อยส่ง "ข้อเสนอ" ของตนเองขึ้นมาเพื่อให้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลพิจารณาและเจรจากันต่อ

เหล่าพ่อค้าซึ่งยามนี้เริ่มคุ้นชินกับวิธีการประชุมแบบนี้แล้ว ต่างรับคำและขอตัวลากลับไป

เมื่อหลี่ฟู่กลับมาถึงเรือนหลัง เขามองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสระคนเห็นใจ: ที่แท้ภรรยาของเขาต้องรับมือกับคนพวกนี้ในโลกธุรกิจมาตลอดเลยรึ? ช่างน่าเหลือเกินจริงๆ...

วันต่อมา พ่อบ้านเสี่ยวเฉียน และ ลั่วกว่าง ก็กลับมาจากเขาเหยาซานด้วยท่าทางลิงโลด

พวกเขามิเพียงนำ "หญ้าชำระไขกระดูก" ที่หลี่ฟู่ต้องการกลับมาเท่านั้น แต่ยังนำสมุนไพรหายากที่ผลิตในท้องถิ่นอีกหลายชนิดมามอบให้หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวอีกด้วย

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนหน้าตาสดใส ยิ้มกว้างกล่าวกับเหลียนฟางโจวว่า “ฮูหยินปรีชานัก! ชาวไป๋เหยาเหล่านั้นพอใจกับของขวัญที่ฮูหยินเตรียมไว้ให้มาก ทุกคนต่างบอกว่าฮูหยินมีน้ำใจยิ่งนัก นี่แสดงว่าฮูหยินให้ความสำคัญกับพวกเขาและเห็นพวกเขาเป็นสหายจริงๆ!”

เขาบรรยายภาพตอนที่ชาวไป๋เหยาแบ่งปันของขวัญเหล่านั้นด้วยท่าทางมีชีวิตชีวา จนหงอวี้และชุนซิ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย

เหลียนฟางโจวรับฟังด้วยรอยยิ้มพลางถามว่า “พวกเขาชอบก็ดีแล้ว แล้วพวกเขาต้อนรับพวกเจ้าดีหรือไม่? พวกเจ้าได้เผลอทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินหรือผิดข้อห้ามของเขาให้ลำบากใจบ้างหรือเปล่า?”

หามิได้ขอรับ! มิมีเลย!” พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนตอบอย่างปลาบปลื้ม “คนเหล่านั้นช่างมีน้ำใจและกระตือรือร้นยิ่งนัก บ่าวกับท่านแม่ทัพลั่วต่างระลึกถึงคำสั่งของฮูหยินเสมอ ระวังคำพูดและกิริยายิ่งนัก! มิกล้าเดินไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้า หรือเอ่ยวาจาใดมากความเลย!”

ดีมาก!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างพอใจ “พวกเจ้าทั้งสองทำงานคราวนี้ได้ดีเยี่ยม ต้องมีรางวัลให้อย่างงาม! อื้ม... ให้รางวัลเป็นเงินคนละยี่สิบตำลึงก็แล้วกัน อยากได้สิ่งใดก็ไปหาซื้อเอาเองนะ!”

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณในความเมตตา

เหลียนฟางโจวโบกมือให้เขาลุกขึ้น จากนั้นก็ส่งยิ้มให้หงอวี้และชุนซิ่งเพื่อเป็นสัญญาณให้ถอยออกไปก่อน นางให้พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนนั่งลง แล้วเริ่มซักถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการไปพบชาวไป๋เหยาในครั้งนี้ ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง? มีการสนทนาสิ่งใดกันบ้าง?

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรู้ดีว่านางถามเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์สำคัญ จึงปรับสีหน้าเป็นจริงจังและเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เหลียนฟางโจวตั้งใจฟัง พลางพยักหน้าและยิ้มเป็นระยะ

สุดท้ายนางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนี้ก็ดีมาก! ดูเหมือนว่าท่านผู้เฒ่าชูอู ท่านย่าซื่อเม่ย และเหล่าสมาชิกในเผ่าจะมีภาพจำที่ดีต่อพวกเรา เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว!”

 

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1352 พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขา!

 

บทที่ 1352 พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขา!

เหลียนฟางโจวทอดถอนใจพลางยิ้ม “สิ่งที่ท่านพ่อเจ้าพูด... ก็มิได้ผิดอันใด! อื้ม เจ้าเชื่อฟังท่านพ่อเถิด เพียงแต่ยามนี้เจ้ายังเล็กนัก อย่าได้หักโหมจนเกินไป มิเช่นนั้นแม่จะ 'ปวดใจ'

ซวี่เอ๋อร์พอได้ยินคำว่า "ปวด" ก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ประจวบเหมาะกับเห็นเงาร่างของบิดาเดินเข้ามาพอดี จึงรีบตะโกนเรียก “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านแม่บอกว่านางปวด นาง... ปวดใจ!”

หลี่ฟู่ได้ยินเพียงคำว่า "ปวด" ก็ใจหายวาบ รีบทะยานกายเข้ามาประคองแขนเหลียนฟางโจวไว้พลางถามด้วยความลนลาน “เจ้าเป็นอะไรไป? ปวดที่ไหน?”

สายตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าท้องของนางทันที คิดว่านางคงกระทบกระเทือนถึงครรภ์ และมิต้องสงสัยเลยว่าย่อมต้องเป็นเพราะโทสะที่เขาเพิ่งก่อไว้เป็นแน่! เขาพลันรู้สึกเสียใจและผิดหวังในตนเองยิ่งนัก รีบละล่ำละลักบอก “ขอโทษนะฟางโจว! ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรว่าเจ้าเช่นนั้น เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะ ดีกันเถิด?”

ก่อนจะหันไปตวาดหงอวี้ “ฮูหยินไม่สบาย เหตุใดเจ้ายังมาชักช้าอยู่ที่นี่? ยังไม่รีบไปตามหมอมาอีก!”

หงอวี้กลั้นขำจนหน้าแดง ก้มหน้าต่ำมิกล้าปริปากเอ่ยคำใด

เหลียนฟางโจวเพิ่งจะมีโอกาสได้เอ่ยปาก นางทั้งขำทั้งโมโห “ท่านพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน! ข้าก็อยู่ดีๆ มิได้ไม่สบายที่ไหนเสียหน่อย!”

หลี่ฟู่ชะงักไป เมื่อพิจารณาสีหน้านางแล้วก็ดูเหมือนมิได้เป็นอะไรจริงๆ อีกทั้งเขาย่อมรู้จักนิสัยภรรยาตนเองดี นางมิใช่สตรีโง่เขลาที่จะเอาลูกในท้องมาล้อเล่นเพื่อประชดสามีเด็ดขาด เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเล็กๆ ของซวี่เอ๋อร์พลางดุอย่างไม่จริงจังว่า “เจ้าเด็กคนนี้นี่ บังอาจรายงานข่าวทหารเท็จรึ!”

ก็ท่านแม่เป็นคนพูดเองชัดๆ!” ซวี่เอ๋อร์โวยวายอย่างไม่ยอมแพ้พลางหันไปหาที่พึ่ง “ท่านแม่!”

“...” เหลียนฟางโจวรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เมื่อเห็นบุตรชายยืนจ้องนางตาแป๋วเขม็ง มิยอมกะพริบเพื่อรอคำชี้แจง ความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที

ในเมื่ออธิบายลำบาก ก็ได้แต่ยอมรับผิดขอโทษไปเสีย

เหลียนฟางโจวทอดถอนใจ “เรื่องนี้... เมื่อครู่แม่พูดผิดไปเอง! อันที่จริงแม่... มิได้เจ็บปวดตรงไหนเลย...”

สิ้นคำนี้ หงอวี้ก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก นางกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบมองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่ง ในใจเขาคิดไปว่านางคงแกล้งพูดเพื่อให้เขาเป็นห่วงและมาง้อ จึงรู้สึกขำอยู่ในใจ แต่ทว่าความกังวลก็สลายไปจนสิ้น เขาคิดว่าในเมื่อนางยอมใช้แผนการเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ แสดงว่ามิได้โกรธเคืองตนเองแล้ว...

ทว่าซวี่เอ๋อร์กลับเคืองจริงจัง เขาทำหน้ามุ่ยพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ทำเช่นนี้ได้อย่างไร เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ยังพูดผิดได้อีก! มิล่วงรู้หรือว่าท่านพ่อกับข้าจะเป็นห่วงเพียงใด!”

หลี่ฟู่หลุดหัวเราะ “ชิ” ออกมา ก่อนจะทำสีหน้าจริงจังพยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่แล้วฮูหยิน วันหน้าห้ามล้อเล่นเช่นนี้อีกนะ ข้ากับซวี่เอ๋อร์ใจคอไม่ดีเลย!”

“...” เหลียนฟางโจวถลึงตาใส่หลี่ฟู่ด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อจนใจจึงได้แต่พึมพำเสียงค่อย “จ้ะ แม่ผิดไปแล้ว วันหน้าแม่จะไม่ทำเช่นนี้อีก ดีหรือไม่?”

ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ท่านแม่รู้ตัวก็ดีแล้ว!”

เอาล่ะซวี่เอ๋อร์ เช้านี้ฝึกเท่านี้พอ หงอวี้ พานายน้อยกลับไปพักผ่อนเสีย” หลี่ฟู่ออกคำสั่งเสียงนุ่ม

เขาคิดในใจว่าควรจะหยุดเพียงเท่านี้ หากขืนล้อเล่นจนฮูหยินโกรธจนอายขึ้นมา ลูกชายย่อมปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แต่ตัวเขานี่แหละที่จะกลายเป็น "ปลาในสระที่โดนลูกหลง" ให้ต้องซวยไปด้วย จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม?

หงอวี้รู้ดีว่านายท่านคงมีเรื่องสำคัญจะสนทนากับฮูหยินเพียงลำพัง จึงรีบรับคำและจูงมือซวี่เอ๋อร์เดินจากไป

หากเป็นเมื่อก่อน ซวี่เอ๋อร์คงต้องพัวพันออดอ้อนเหลียนฟางโจวอีกนานกว่าจะยอมไป ทว่ายามนี้เขากลับทำความเคารพอย่างสำรวมและเดินออกไปแต่โดยดี ทั้งยังไม่ลืมที่จะเก็บกระบี่ของตนเองไปด้วย

เหลียนฟางโจวกำชับหงอวี้ให้ดูแลนายน้อยให้ดีอย่าให้หกล้ม นางมองส่งแผ่นหลังของพวกเขาเดินลับตาไปพลางทอดถอนใจด้วยความห่วงใยเบาๆ แล้วหันไปกล่าวกับหลี่ฟู่ “ซวี่เอ๋อร์ยิ่งนับวันยิ่งฟังคำท่าน! เริ่มจะไม่สนิทสนมกับแม่คนนี้เสียแล้ว!”

มีข้าสนิทกับเจ้าก็พอแล้ว อย่างไรเสียในอนาคตเขาก็มิได้เป็นของเจ้าคนเดียวหรอก!” หลี่ฟู่ยิ้มพลางขยับเข้าไปนั่งเบียดและโอบไหล่นางไว้

เหลียนฟางโจวหัวเราะพรืด ค้อนขวับใส่ “พูดเช่นนี้หมายความว่าข้าเลี้ยงเขาเสียเปล่างั้นรึ? ข้าจะบอกท่านให้ ลูกชายข้ายังไงก็เป็นของแม่คนนี้ตลอดไป! ต่อให้แต่งงานมีภรรยา เขาก็ไม่มีวันลืมแม่คนนี้หรอก!”

ใช่ๆๆ ลูกชายของเจ้า ใครจะมาแย่งไปได้เล่า!” หลี่ฟู่ขำในท่าทีของนาง “ข้าแค่เย้าเล่นเท่านั้น! ซวี่เอ๋อร์เป็นเด็กผู้ชาย ข้าเพียงแค่สอนให้เขาเติบโตเป็นบุรุษที่แท้จริง จะให้เขามาคอยออดอ้อนเจ้าเป็นเด็กๆ ทุกวันได้อย่างไร? อย่าลืมสิว่าเขาคือบุตรชายคนโตสายตรงของพวกเรา!”

เหลียนฟางโจวเบิกตาโพลงจ้องหลี่ฟู่เขม็ง ครู่ใหญ่กว่าจะระบายลมหายใจที่อั้นอยู่ในอกออกมาได้ นางแหวใส่ด้วยความหงุดหงิด “ท่านพูดจาอันใดกัน! เหมือนเด็กๆ งั้นรึ? ซวี่เอ๋อร์ยังไม่เต็มสี่ขวบเลยนะ เขาเป็นเด็กจริงๆ! ท่านเคี่ยวเข็ญเขาหนักเกินไปแล้ว!”

สี่ขวบก็ไม่เล็กแล้วนะ” หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ดูสิ เจ้าเริ่มใจอ่อนสงสารลูกอีกแล้วใช่ไหม? วางใจเถิด ข้าเองก็รักเขา ย่อมมิทำอันใดที่เป็นการ 'ดึงต้นกล้าให้โต' (เร่งรัดเกินควร) หรือบังคับให้เขาเรียนในสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาแน่นอน หลักการค่อยเป็นค่อยไปข้าย่อมเข้าใจดี!”

เหลียนฟางโจวผายมืออย่างจนใจพลางยิ้มขื่น “ช่างเถิด ท่านไม่ต้องมาอธิบายเรื่องพวกนี้กับข้าหรอก! ข้าดูออกแล้วว่าพวกท่านพ่อลูกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ข้าจะทำอย่างไรได้? เจ้าเด็กนั่นก็ไม่รู้ว่าได้นิสัยใครมา ดื้อรั้นจนฉุดไม่อยู่จริงๆ!”

เขากังวลเรื่องของเจ้า” น้ำเสียงของหลี่ฟู่ทุ้มต่ำลงเล็กน้อย เขาถอนใจเบาๆ “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ? เจ้าหนูนั่นเป็นห่วงเจ้า! เขาบอกว่าต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อจะได้ปกป้องเจ้า ไม่ยอมให้คนเลวที่ไหนมามารังแกเจ้าได้อีก!”

เหลียนฟางโจวรู้สึกจุกในลำคอ นางมองหน้าหลี่ฟู่แล้วเอ่ยถาม “อาเจี่ยน... ข้าช่างไร้ประโยชน์นักใช่ไหม ที่ทำให้พวกท่านพ่อลูกต้องคอยเป็นห่วงเสมอ?”

เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใด” หลี่ฟู่กุมมือนางไว้พลางยิ้มละมุน “ไม่มีสตรีนางใดจะยอดเยี่ยมไปกว่าฮูหยินของข้าอีกแล้ว!”

เหลียนฟางโจวหลับตาลงพลางทอดถอนใจ “เรื่องของสกุลเหลียง... ข้ากับท่านล้วนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยน! มีเพียงการถอนรากถอนโคนอิทธิพลของสกุลเหลียง กระจายตระกูลที่หยั่งรากลึกไปทุกหัวระแหงนั้นออกไปเสีย มณฑลหนานไห่ถึงจะกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักอย่างแท้จริง ท่านคิดว่าข้าเป็นคนไม่รู้ความ ไม่แยกแยะดีชั่ว จนเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานหรืออย่างไร?”

หลี่ฟู่พยักหน้า “ข้ารู้... เมื่อครู่ข้าเพียงแต่อารมณ์ชั่ววูบจึงเผลอระเบิดใส่เจ้า เจ้าเหลียงจิ้นนั่นมันน่าแค้นนัก!”

เมื่อเอ่ยถึงบุรุษผู้นี้ หลี่ฟู่ก็อดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ช่างน่ารังเกียจกว่าชุยเส้าซีเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!

เหลียนฟางโจวลังเลเล็กน้อย นางรู้สึกว่าหากไม่ใช้โอกาสนี้เอ่ยให้กระจ่าง วันหน้าคงยากที่จะหาจังหวะพูดอีก

นางจึงกล่าวว่า “อาเจี่ยน ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าไม่เคยทำสิ่งที่ละอายต่อท่าน! เพียงแต่เหลียงจิ้น... เขาช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าติดค้างชีวิตเขาถึงสองชีวิต!”

หลี่ฟู่บีบข้อมือนางเบาๆ แต่หนักแน่น “เจ้าคือภรรยาของข้า สิ่งที่เจ้าติดค้างเขา ข้าจะเป็นคนชดใช้ให้เอง! สองชีวิตงั้นรึ? อย่างมากที่สุด ในวันหน้าข้าจะละเว้นชีวิตเขาสักครั้ง และละเว้นบุตรชายเขาอีกสักชีวิตก็แล้วกัน! แต่หลังจากละเว้นให้แล้ว หากพวกเขายังกล้าก่อเรื่องจนมาตกอยู่ในมือนายข้าอีก ข้าจะมิลดราวาศอกให้เด็ดขาด!”

อาเจี่ยน!” เหลียนฟางโจวรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก นางโผเข้ากอดเขาด้วยความตื้นตัน “ขอบคุณท่านมาก!”

หลี่ฟู่กระซิบยิ้มที่ข้างหูนาง “เราสามีภรรยา เหตุใดต้องเกรงใจกัน? ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องรู้สึกติดค้างหรือรู้สึกผิดต่อเขา... พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขาทั้งสิ้น!

 

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1351 สวนดอกไม้

 

บทที่ 1351 สวนดอกไม้
แม้ใจจะอ่อนลง แต่เหลียนฟางโจวก็ยังยิ้มพลางพยักหน้า “ก็ได้ ไปสวนดอกไม้กันเถอะ! ข้าต้องไปดูซวี่เอ๋อร์เสียหน่อย เขายังเด็กนัก ฝึกมากไปจะไม่ดีต่อร่างกาย!”

หงอวี้หัวเราะคิก “บ่าวเคยได้ยินแต่ว่าคนฝึกยุทธต้องเริ่มตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้ยินว่าฝึกแล้วจะทำร้ายร่างกายเลยนะเจ้าคะ ฮูหยินนี่ก็ ใส่ใจมากจนกลายเป็นกังวลไปแล้ว!”

พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก!” เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ร่างเด็กกำลังเติบโต หากใช้กำลังเกินควรจะรับไม่ไหว มีแต่จะได้ผลตรงกันข้าม

บ่าวก็ต้องไม่เข้าใจอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” หงอวี้ยิ้ม “แต่ฮูหยินก็ไม่ต้องเป็นห่วงเกินไปนัก นายท่านของเราก็เชี่ยวชาญ เขาย่อมไม่ปล่อยให้คุณชายตัวน้อยเจ็บตัวหรอกเจ้าค่ะ!”

รอยยิ้มบนหน้าเหลียนฟางโจวจางลงทันที นางแค่นเสียงเบา ๆ หงอวี้เห็นสีหน้าแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เมื่อครู่ตอนสองคนทะเลาะกัน นางอยู่ไม่ไกลนัก จึงได้ยินอยู่ไม่น้อย

เหลียนฟางโจวเองก็รู้ว่านางได้ยิน จึงอดไม่ได้ที่จะหยุดยืนใต้ต้นไม้หลิว หันมาถามว่า “นายท่าน...เจ้าว่า ที่เขาพูดเมื่อครู่นั้นเกินไปหรือไม่? เขาพูดแบบนั้น...ฮึ เขากำลังสงสัยข้าอยู่ชัด ๆ! ปากบอกว่าไม่ใส่ใจ บอกว่าเชื่อใจข้า แต่ในใจก็ยังมีหนามแทงอยู่ดี! แต่เรื่องที่เกิดขึ้น ข้าผิดตรงไหน? หรือว่าเป็นข้าที่เต็มใจ?”

หงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชำเลืองมองสีหน้านางแล้วตอบอย่างระมัดระวังพร้อมรอยยิ้ม “ฮูหยินอย่าได้โกรธเลยนะเจ้าคะ อย่าคิดมาก เพื่อคุณชายน้อยในท้องด้วย! นายท่านก็เพราะห่วงฮูหยินนั่นแหละถึงได้เป็นแบบนี้! ฮูหยินคิดมากไปเองแล้ว หากนายท่านไม่เชื่อใจ จะเอ็นดูฮูหยินขนาดนี้ได้อย่างไรกันล่ะเจ้าคะ? นายท่านรักฮูหยินยิ่งกว่าก่อนเสียอีกนะเจ้าคะ!”

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะดุหงอวี้ “ตกลงเจ้ารับใช้นายใดกันแน่? เข้าข้างเขาหรือ? หรือว่าเจ้าชอบเขาเข้าแล้ว? อย่างนั้นเจ้าก็ไปอยู่ข้างกายเขาเสียเลยเป็นไง?”

หงอวี้หัวเราะคิก “ฮูหยินพูดอะไรกันนี่! พูดไปก็ไม่สนุก บ่าวฟังแล้วยิ่งไม่สนุกใหญ่! ถ้าบ่าวไปอยู่ข้างกายนายท่านจริง ๆ คนแรกที่ไม่ยอมก็คงเป็นฮูหยินนั่นแหละเจ้าค่ะ! บ่าวก็แค่พูดตามเหตุผลเท่านั้น!”

เหลียนฟางโจวก็รู้ตัวว่าพูดไม่เข้าท่านัก จึงไม่ต่อความยาวอีก เพียงแต่หัวเราะ “พูดตามเหตุผล? ถ้าอย่างนั้นเจ้าว่ามาตามตรงสิ เหตุผลคืออะไร?”

หงอวี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮูหยินน่ะ ปกติก็คิดเพื่อนายท่านที่สุดอยู่แล้ว ไฉนคราวนี้ถึงดูเลอะเลือนไปได้? แม้แต่บ่าวที่ตามรับใช้ฮูหยินทุกวันยังพอรู้เรื่องราวอยู่บ้าง ตระกูลเหลียงนั่นน่ะ เป็นกระดูกแข็งที่แทะยากที่สุด นายท่านทุ่มเททั้งสติปัญญาและแรงใจไปมากเพียงใด แต่กลับถูกคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงเมินเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิหนำซ้ำยังปฏิบัติต่อฮูหยิน... นายท่านเป็นผู้ชาย จะไม่โกรธได้อย่างไร? แล้วยิ่งตอนที่ฮูหยินพูดถึงเขา กลับเหม่อลอยอีก! แค่นี้นายท่านก็ยังถือว่าอดทนแล้วนะเจ้าคะ ถ้าเป็นพวกอารมณ์ร้อนล่ะก็ ป่านนี้ไม่รู้จะระเบิดอารมณ์ไปถึงไหนแล้ว!”

เหลียนฟางโจวทั้งขำทั้งเคือง หัวเราะพลางว่า “นี่มันตรรกะอะไรกัน? เหม่อลอยแล้วไง? รู้หรือเปล่าว่าข้าเหม่อคิดถึงอะไร? พวกเจ้าไม่รู้ ก็อย่าเอาความเข้าใจของตัวเองมายัดเยียดใส่ข้า! ยังจะกล้ามาขึ้นเสียงกับข้าอีก ช่างเหลวไหลเสียจริง!”

หงอวี้ชะงักไป ไม่รู้จะเถียงอย่างไร ได้แต่เม้มปากแล้วพูดเบา ๆ ว่า “บ่าวไม่เคยเถียงชนะฮูหยินได้สักที! ก็แค่รู้สึกว่าฮูหยินโมโหเกินเหตุไปหน่อยเท่านั้นเอง”

นางอดไม่ได้จะพูดเสริม “นายท่านทรงดีกับฮูหยินมากถึงเพียงนี้ ฮูหยินก็อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์เล็กน้อยทำให้เสียเรื่องใหญ่เลยนะเจ้าคะ!”

พอเถอะน่า!” เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ถ้าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังทำให้เสียเรื่องใหญ่ได้ คนเช่นนั้นข้าก็ไม่อยากได้ไว้หรอก!”

ทันใดนั้นก็เห็นในลานฝึกหัดด้านหน้าไม่ไกล เด็กชายในชุดผ้าฝ้ายสีขาวอมฟ้า คาดเข็มขัดสีเดียวกัน กำลังรำกระบี่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แสงแดดสะท้อนกับคมกระบี่เป็นประกายแวววาว เส้นผมดำขลับพลิ้วไหวในสายลม ร่างน้อยที่บริสุทธิ์ราวหิมะ ขยับกายพลิ้วไหวดั่งภาพวาด งดงามจนละสายตาไม่ลง

สายตาเหลียนฟางโจวจ้องมองร่างเล็กนั้นอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว

ดี! ช่างดีจริง ๆ!” นางปรบมือพลางหัวเราะชื่นชมออกมาเสียงดัง

แม้ซวี่เอ๋อร์จะได้ยินเสียงของนางชัดเจน แต่กลับไม่หันไปมองแม้แต่น้อย ยังตั้งใจรำจนจบกระบวนท่า แล้วค่อยเก็บกระบี่เข้าที่ เดินยิ้มเข้ามาเรียกเสียงใส “ท่านแม่! ท่านแม่!”

คุณชายน้อย!” หงอวี้เห็นเขาวิ่งถือกระบี่ที่แสงสะท้อนวาววับมา รู้สึกแสบตาจนขาแทบอ่อน รีบเร่งฝีเท้าเข้าไปขวาง ยิ้มประจบ “คุณชายเจ้าขา ส่งกระบี่ให้บ่าวถือเถอะเจ้าค่ะ!”

ซวี่เอ๋อร์ชะงักฝีเท้า พลิกข้อมือหลบไปข้าง ๆ สีหน้าขุ่นเคือง “นี่ของข้า”

หงอวี้ยิ้มทั้งที่น้ำตาแทบไหล ฝืนหัวเราะ “บ่าวก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นของคุณชาย! แค่ขอช่วยถือไว้ก่อน แล้วจะคืนให้ทันทีเลยนะเจ้าคะ?”

ไม่ต้อง! กระบี่ของข้า ห้ามให้ใครจับ!” แม้ยังเล็ก แต่ซวี่เอ๋อร์ก็เป็นเด็กดื้อรั้นที่ขึ้นชื่อ ส่ายหน้าปฏิเสธทันที

คุณชายน้อยเจ้าคะ!” หงอวี้ถึงกับน้ำตาจะไหลก็ไม่ใช่ จะหัวเราะก็ไม่กล้า รีบพูดกล่อม “ฮูหยินตั้งครรภ์อยู่นะเจ้าคะ ของอันตรายเช่นนี้อย่าได้เข้าใกล้เลย หาก...หากทำให้คุณหนูในท้องตกใจเข้า จะทำอย่างไรดีเล่า?”

ซวี่เอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า แต่แทนที่จะยื่นกระบี่ให้หงอวี้ เขากลับโน้มตัววางมันไว้กับพื้น แล้ววิ่งเข้าไปหาเหลียนฟางโจวแทน

“……” หงอวี้ถึงกับไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี!

เหลียนฟางโจวอดหัวเราะไม่อยู่ ตั้งแต่เขาวิ่งเข้ามาใกล้ก็คว้ามือไว้แล้วหัวเราะเบา ๆ “ดูสิ เหงื่อท่วมไปหมด เหนื่อยหรือเปล่า?”

ไม่เหนื่อยขอรับ ท่านแม่!” ซวี่เอ๋อร์ส่ายหน้า พลางจูงนางเดินไปยังม้านั่งไม่ไกล “ท่านแม่ รีบนั่งพักเถอะ ท่านพ่อบอกว่าห้ามให้ท่านแม่เหนื่อย!”

เหลียนฟางโจวชะงักในใจ แล้วหัวเราะเบา ๆ “เดี๋ยวนี้เจ้าฟังคำพ่อเจ้าเสียจริงเชียว!”

ตั้งแต่เขาเริ่มฝึกกับหลี่ฟู่ ความชื่นชมและศรัทธาต่อบิดาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน แถมเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ไม่ว่าเรื่องใดก็มักขึ้นต้นว่า “ท่านพ่อบอกว่า...” จนเหลียนฟางโจวอดรู้สึกเปรี้ยวปากไม่ได้ทุกครั้ง

ซวี่เอ๋อร์เงยหน้ามองนางแล้วพูดอย่างจริงจัง “ท่านพ่อบอกว่า ต้องปกป้องท่านแม่!”

หัวใจเหลียนฟางโจวนุ่มนวลขึ้นทันที พลันถอนหายใจแผ่วเบา

นางจูงมือเขานั่งลง รับถ้วยน้ำชาจากหงอวี้มายื่นให้ พลางเหลือบมองเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปื้อนฝุ่น แล้วหัวเราะล้อ “ดูสิ เสื้อผ้ารองเท้าของเจ้าสกปรกหมดแล้ว ไป เปลี่ยนชุดกัน!”

หงอวี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ใคร ๆ ในจวนล้วนรู้ว่าคุณชายน้อยรักความสะอาดที่สุด

ไม่คาดว่าซวี่เอ๋อร์กลับว่า “ท่านพ่อบอกว่า เปื้อนเพราะฝึกยุทธ ไม่นับว่าสกปรก ผู้ชายไม่ใส่ใจเรื่องแค่นี้หรอก!”

เหลียนฟางโจวถึงกับนิ่งอึ้ง ขณะที่หงอวี้หัวเราะจนเกือบกลั้นไม่อยู่ น้ำตาแทบไหล

ซวี่เอ๋อร์ทำหน้ามึนงง กะพริบตาถี่ ๆ มองเหลียนฟางโจว แล้วรีบถามอย่างร้อนใจ “ท่านแม่! ท่านหัวเราะอะไร? หรือว่าท่านพ่อพูดผิด?”