วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1314 จะไม่ช่วยใครทั้งนั้น

 บทที่ 1314  จะไม่ช่วยใครทั้งนั้น!

เหลียนฟางโจวแค่นเสียงเบา ๆ ตอบอย่างไม่ลังเล “จะไม่ช่วยใครทั้งนั้น!”

“……” เหลียงจิ้นถึงกับอึ้ง ไม่ใช่คำตอบที่เขาคาดหวังไว้ และก็ไม่ใช่คำตอบที่ทำให้ผิดหวังโดยตรง จนไม่รู้ว่าจะตอบโต้อย่างไรดี

“ทำไม...?” เขารู้สึกอึดอัดในอก แต่กลับไม่รู้สึกแย่เท่าไรนัก

เหลียนฟางโจวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่มีทำไมทั้งนั้น! ข้าก็แค่ไม่ช่วย! ถ้าไม่เชื่อ...พวกเจ้าสองคนจะลองดูก็ได้!”

“……” ลองดูงั้นหรือ? ถ้าชุยเส้าซีว่ายน้ำไม่เป็น เขาคงจะลองจริง ๆ เสียด้วยซ้ำ น่าเสียดาย...ถ้าเขาว่ายไม่เป็น แล้วตอนนั้นจะช่วยชีวิตนางได้อย่างไร? ไม่เพียงแต่จะว่ายน้ำได้ดีเสียด้วยซ้ำ หากตกน้ำไปจริง ๆ ล่ะก็...ใครจะช่วยใครกันแน่ก็ยังไม่รู้เลย!

เหลียงจิ้นไม่ยอมแพ้ ตอบโต้กลับ “ข้าก็แค่สมมุติขึ้นมา เจ้าจะจริงจังไปถึงไหนกัน? ไม่ได้! ข้าเกือบจะโดนเจ้าหลอกอีกแล้ว! เจ้าต้องเลือกคนใดคนหนึ่งให้ได้!”

เหลียนฟางโจวถึงกับอยากสบถออกมา นี่เขาไม่มีเหตุผลเสียจนตนต้องละทิ้งเหตุผลตามเขาไปด้วยแล้วหรือ? นางจึงแค่นเสียง “คำตอบของข้าก็เป็นเช่นนี้ เจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของเจ้า! ข้าไม่เคยพูดหรอกหรือ? หากอยากรู้จริง ๆ ก็ไม่ต้องสมมุติหรอก ลองดูของจริงก็ได้!”

เหลียงจิ้นถูกนางย้อนจนพูดไม่ออก แต่ก็ทำอะไรนางไม่ได้จริง ๆ! นางไม่ยอมตอบเสียอย่าง เขาจะบีบคอให้นางพูดได้หรือ?

เหลียนฟางโจวเห็นเขาทำหน้าอึดอัดขัดเคืองก็เกือบหลุดหัวเราะ แต่ถ้าหัวเราะออกไปก็เสียเชิงหมด จึงฝืนเก็บสีหน้าไว้ เอ่ยเรียบ ๆ “ข้าหิวแล้ว ขอดูหน่อยว่าเส้าซีเตรียมของไปถึงไหนแล้ว”

พูดจบก็ไม่สนใจเหลียงจิ้นอีก เดินไปตามทางที่ชุยเส้าซีจากไปก่อนหน้า

เหลียงจิ้นมองตามแผ่นหลังนาง ก่อนจะหักกิ่งไม้ในมือ  ด้วยความขุ่นเคือง แล้วหัวเราะเย็นสองเสียง ก้าวตามไปอย่างไม่เร่งรีบ

ชุยเส้าซีกลับวางตัวดีทีเดียว หรืออาจเพราะเห็นแก่เหลียนฟางโจวและตัวเขาเองก็เป็นได้ ไม่อย่างนั้นหากเหลียงจิ้นสั่งให้เขาทำงาน เขาคงไม่มีทางยอมทำให้แน่!

ตอนเหลียนฟางโจวตามหาเขาเจอ เขาก็หาฟืนแห้งมาได้มากโขแล้ว กำลังจับปลา กุ้ง ในแอ่งน้ำตื้นอยู่พอดี

เหลียนฟางโจวพอเดินมาถึง ชุยเส้าซีก็ลอบโล่งใจ ยิ้มถามด้วยความห่วงใย “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม? เจ้าเถื่อนนั่นไม่ได้รังแกเจ้าหรอกนะ?”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้าแล้วยิ้ม ก่อนจะนั่งยองลงข้างเขา ช่วยจับกุ้งตัวใหญ่พลางพูดเบา ๆ “ขอโทษนะ ที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก”

“แค่นี้น่ะหรือ!” ชุยเส้าซียิ้ม “ปากเขาจะร้ายแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะกล้าทำอะไรมากมาย! ข้ากลับเป็นห่วงเจ้ามากกว่าเสียอีก—”

เขาเหลือบมองนาง ถอนใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “สุดท้าย...ความทะเยอทะยานดุร้ายในใจเขาก็ไม่เคยจางหาย ตอนนี้เราขึ้นฝั่งกันแล้ว หากวันใดเขาคลุ้มคลั่งขึ้นมา เจ้ากับข้าอาจจะต้านเขาไม่อยู่ก็เป็นได้ ฟางโจว ข้าไม่อาจทนนั่งมองเจ้าถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาได้หรอกนะ!”

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวสะเทือนใจนัก ความรู้สึกผิดที่มีต่อเขายิ่งทับถมขึ้นมา นางได้แต่ถอนใจเบา ๆ “ขอโทษ…”

“ฟางโจว!” ชุยเส้าซียิ้มขัดขึ้น “หากเจ้าพูดคำนั้นกับข้าอีก ข้าคงเสียใจจริง ๆ แน่!”

“ข้า...” เหลียนฟางโจวถึงกับพูดไม่ออก ทั้งสองสบตากันแล้วก็หัวเราะเบา ๆ ออกมา

พอดีกับที่เหลียงจิ้นเดินมาเห็นภาพตรงหน้า ทั้งสองพูดอะไรกันไม่รู้ แต่กลับหัวเราะกันอย่างสดใส โดยเฉพาะเหลียนฟางโจว...เคยหัวเราะเช่นนี้ต่อหน้าเขาบ้างหรือ? ไม่เคยเลย!

เจ้าหน้าขาวนี่...มันตัวปัญหาชัด ๆ!

เหลียงจิ้นยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ฮึดฮัดในลำคอ เดินกระแทกเท้าเข้ามาหา พูดเสียงเย็นเฉียบ “ฟ้ามืดลงทุกที ยังจะเอ้อระเหยกันอีกหรือ? จะมัวชักช้าไปถึงเมื่อไร? รู้ไหมว่าคืนนี้จะนอนกันยังไง?”

ชุยเส้าซีไม่ตอบโต้อะไร หยิบไม้ที่ร้อยปลาและกุ้งเรียบร้อยวางไว้บนกองฟืน ก่อนพูดเรียบ ๆ “ข้าจะไปหาน้ำแล้ว”

เหลียงจิ้นแค่นเสียง หันไปสั่ง “แบกฟืนกับปลาไปด้วย! ตามข้ามา!”

ชุยเส้าซีไม่ตอบอะไรอีก ยอมยกของตามไปเงียบ ๆ ส่วนเหลียนฟางโจวก็เดินตามไปโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน

เหลียนฟางโจวคิดจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ชุยเส้าซีสักเล็กน้อย แต่เขากลับส่งสายตาเป็นเชิงห้าม นางก็รู้ดีว่าหากตนยังดื้อดึงจะช่วย คงมีแต่จะยั่วโมโหเจ้าคนเจ้าอารมณ์นั่นเสียเปล่า จึงได้แต่ถอนใจ ปล่อยผ่านไป

ทั้งสองไม่พูดไม่จา เดินตามหลังเหลียงจิ้นไปตามเส้นทางวกวนไม่นานนัก เบื้องหน้าก็พลันเปิดโล่ง กลายเป็นชายหาดแห้งกว้างที่สายตากวาดไปได้สุดลูกหูลูกตา

พอดีมีโขดหินก้อนใหญ่บังอยู่ด้านหน้าหาด ปิดกั้นลมทะเลยามค่ำได้ดี ด้านในมีลักษณะเว้าลึก หลังพิงผนังหินสูง หากปิดปากทางเข้าได้ ก็ถือว่าปลอดภัยไม่น้อย

พื้นที่ก็ไม่แคบจนเกินไป สามคนอยู่ได้พอดี ไม่ถึงกับโล่งแต่ก็ไม่อึดอัด

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีต่างก็ลอบถอนใจอย่างโล่งอกโดยมิได้นัดหมาย นางอดคิดไม่ได้ว่า...อย่างน้อยชายคนนี้ก็ยังพอไว้ใจได้เรื่องการจัดการ หากไม่ใช่นิสัยดุร้ายอารมณ์ร้ายเกินไปจนไม่น่าเข้าใกล้ ก็คงพอเป็นเพื่อนได้

...น่าเสียดาย—ไม่มีวันเป็นไปได้!

แค่พูดถึงนิสัยก็น่าถอยห่างแล้ว ยังไม่นับว่าเขาเป็นคนของสกุลเหลียง หากไม่คิดจะกลับใจยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ก็ย่อมไม่มีทางประนีประนอมกันได้ ในท้ายที่สุดจะต้องถึงคราวห้ำหั่นแน่นอน!

ก็ไม่รู้ว่า...ถึงเวลานั้น เขาจะเสียใจหรือไม่ ที่เคยยื่นมือช่วยชีวิตนางไว้…

สำหรับเหลียงจิ้นแล้ว ความรู้สึกของเหลียนฟางโจวซับซ้อนยิ่งกว่าที่มีต่อชุยเส้าซีเสียอีก!

คิดมาถึงตรงนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลี่ฟู่กับซวี่เอ๋อร์ในแววตาเงียบงัน พร้อมกับถอนใจในใจเบา ๆ

หลี่ฟู่…ไม่รู้ว่าเขาสืบหาตัวนางเจอหรือยัง…หรือว่า…

ชายหนุ่มทั้งสองต่างก็ยอมหลีกทางให้เหลียนฟางโจวได้อยู่ในมุมด้านในโดยไม่ต้องให้เหลียงจิ้นสั่งการ ชุยเส้าซียังเป็นฝ่ายลงมือก่อไฟ ย่างกุ้งปลาให้เรียบร้อย แล้วเดินตามคำสั่งของเหลียงจิ้นไปหาน้ำจืดมา

หลังจากมื้อค่ำอันแสนอบอุ่นด้วยอาหารทะเลผ่านพ้นไป ฟ้าก็พลันมืดสนิท ท้องนภาสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ ทางช้างเผือกทอดยาวสว่างไสวเหนือฟ้า เบื้องล่าง คือท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาล เสียงคลื่นซัดชายฝั่งเบา ๆ ดั่งสายฝนฤดูใบไม้ผลิที่โปรยปราย

หากอยู่ในช่วงพักผ่อน ภาพเช่นนี้คงทำให้รู้สึกสงบสุขอย่างยิ่ง ทว่าตอนนี้กลับเป็นเพียงความสุขชั่วคราว ท่ามกลางความยากลำบาก เพื่อปลอบประโลมใจตนเองเท่านั้น

ยามค่ำคืน ชุยเส้าซีผลัดเวรยามกับเหลียงจิ้น ส่วนเหลียนฟางโจวเอนกายพิงผนังหินด้านใน หลับตาพักผ่อน

เดิมทีนางคิดว่าคงนอนไม่หลับ แต่ใครจะรู้...ความคิดฟุ้งซ่านในหัวยังไม่ทันหมดสิ้น ก็เผลอหลับไปเสียแล้ว

นอนหลับฝันดีตลอดคืน พอเหลียนฟางโจวลืมตาตื่น ฟ้าก็สว่างเต็มที่แล้ว

บนชายหาดไม่ไกลนัก ชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้นดูเหมือนจะย่างปลาสำหรับมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ!

เหลียนฟางโจวรีบขยี้ตาแล้วเดินออกไปพลางหัวเราะ

“ฟ้าสว่างป่านนี้แล้วหรือ? ทำไมไม่ปลุกข้าบ้าง!”

ชุยเส้าซียิ้มบาง กำลังจะตอบ แต่พอเหลือบเห็นเหลียงจิ้นเข้า ก็กลืนคำลงคอทันที — ขุนพลผู้กล้าย่อมไม่เสียเปรียบต่อหน้าศัตรู...สู้หลีกทางให้เจ้าอารมณ์นั่นไปจะดีกว่า!

เพียงแต่เหลียงจิ้นลุกขึ้นมายิ้มตอบเธอช้าไปเพียงครึ่งจังหวะ

“เมื่อคืนนอนหลับสบายก็ดีแล้ว คืนก่อนเจ้าไม่ได้พักให้เต็มที่ คราวนี้ถือเป็นการชดเชย วันนี้ยังต้องเดินทางต่อ ถ้าไม่พักให้พอก็คงแย่”

เหลียนฟางโจวยิ้ม

“พวกเจ้าสองคนยังผลัดกันยามเฝ้ายามอยู่แท้ ๆ ครั้งหน้าปลุกข้าด้วยนะ อย่ามัวเสียเวลากันเพราะข้าเลย!”

เหลียงจิ้นหัวเราะพลางตอบว่าไม่เป็นไร แล้วชวนเธอมารับประทานอาหารเช้า

เหลียนฟางโจวรับคำอย่างอารมณ์ดี จากนั้นจึงไปล้างหน้าแปรงฟันที่ลำธารเล็ก ๆ ข้างโขดหิน จัดทรงผมให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับมาเข้าร่วมกับอีกสองคน



วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1313 บีบบังคับให้เขายอมรับ

 บทที่ 1313 บีบบังคับให้เขายอมรับ

อย่าว่าแต่คนอย่างชุยเส้าซีเลย หากถึงยามคับขันเป็นความเป็นความตาย เกรงว่าแม้แต่ข้าเองก็อาจถูกเขาสละทิ้ง — นั่นก็ไม่อาจโทษเขาได้ ท้ายที่สุดแล้ว พวกเรามิใช่มิตรสหาย ซ้ำยังอาจนับเป็นศัตรูกันด้วยซ้ำ

เหลียนฟางโจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกชายแขนเสื้อขึ้นทำความเคารพแก่เหลียงจิ้น เอ่ยอย่างจริงจังว่า “คุณชายใหญ่เหลียง บุญคุณยิ่งใหญ่ไม่อาจกล่าวขอบคุณเป็นคำพูด หากฟางโจวรอดชีวิตจากครานี้ได้ จะไม่ลืมตอบแทนเด็ดขาด เป็นหนี้ชีวิตท่านถึงสองครั้ง ข้าย่อมไม่คืนคำ ในยามนี้ที่ภัยรอบด้าน ไม่อาจให้ท่านต้องมาถูกลากลงไปด้วย ขอท่านรีบออกไปเสียเถิด! ท่านเป็นคนฝึกยุทธ์ อีกทั้งยังเป็นคนมณฑลหนานไห่ ย่อมมีโอกาสรอดออกไปมากกว่าเรา!”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” สีหน้าเหลียงจิ้นพลันเปลี่ยนไปทันที จ้องเหลียนฟางโจวอย่างเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

ชุยเส้าซีพลันกำมือแน่น เผลอก้าวมาขวางหน้าฟางโจวโดยไม่รู้ตัว

ทว่าเหลียนฟางโจวกลับเหมือนคาดไว้แล้ว เธอยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงห้าม แล้วกล่าวกับเหลียงจิ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราสามคนร่วมเดินทางกันมา ไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจไม่มีใครรอดออกจากที่นี่ได้เลย! แต่ท่านไม่เหมือนเรา หากท่านรอดออกไปได้ ยังพอมีหวังนำคนกลับมาช่วยพวกเราได้! นี่เป็นทางที่ดีที่สุด!”

“จริงหรือ?” เหลียงจิ้นหัวเราะเยาะ กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ป่าเขาแห่งนี้ไร้ผู้คน เต็มไปด้วยสัตว์ป่าพิษ งูแมงมุมไม่รู้กี่ชนิด ตอนนี้ก็เป็นฤดูร้อน เจ้าคิดว่า แค่พวกเจ้าสองคนจะเอาตัวรอดในป่าเขานี้ได้หรือ?”

เหลียนฟางโจวเงียบไป ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “เราจะระวังตัวให้มาก อาจจะไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้นก็ได้! ต่อให้ท่านอยู่ด้วย ท่านจะรับประกันได้หรือว่าพวกเราจะรอดออกไปได้จริง?”

คิ้วของเหลียงจิ้นกระตุก เขาจ้องนางเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าหัวเราะ “ฮะ!” แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า “ข้ารับประกันได้ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้ากับเจ้าหน้าขาวนั่นตาย เจ้าพอใจหรือยัง?”

สายตาเขาเย็นชา ใบหน้าเคร่งเครียดเผยให้เห็นความขัดขืนอัดแน่น ความโกรธ ความไม่ยินยอมทั้งหลาย พุ่งตรงเข้าใส่เหลียนฟางโจวอย่างรุนแรง

เหลียนฟางโจวรู้... เขาเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อแล้ว

ทว่า...ความโกรธเกรี้ยวและคำรับประกันของเขา กลับยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่า ที่แท้เขาคิดจะทำเช่นนั้นจริง ๆ แววตาอำมหิตที่แลบวาบในดวงตาคู่นั้น...นางไม่ได้มองผิดไป

เหลียนฟางโจวรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ช่างเหลวไหลเสียจริง แม้จะไม่ชอบชุยเส้าซีสักเพียงใด แต่เมื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาแล้ว จะถึงกับคิดฆ่ากันได้เชียวหรือ? อีกฝ่ายก็หาได้ยั่วยุเขาไม่ เขาช่างหยาบคายเอาแต่ใจ ไม่ฟังเหตุผลแม้แต่น้อย!

ไหน ๆ ก็รังเกียจชุยเส้าซีอยู่แล้ว นางจึงเสนออย่างมีเหตุมีผลให้เขารีบหลบหนีเอาตัวรอด กลับกลายเป็นว่าเขาไม่ยอมไป พอถูกเธอมองออกถึงความคิดในใจ ไม่เพียงไม่รู้สึกละอาย ยังย้อนใส่เธอราวกับความผิดเป็นของเธอเสียอย่างนั้น! นี่มันเรื่องอะไรกัน?

สำหรับเหลียงจิ้น แม้เขาจะช่วยชีวิตนางไว้ แต่นางก็ไม่อาจรู้สึกดีด้วยได้แม้แต่น้อย

เหลียนฟางโจวไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขา แม้ในใจจะเต็มไปด้วยโทสะก็ยังพยายามสงบใจ สีหน้าเรียบเฉยพยักหน้าช้า ๆ กล่าวอย่างสุภาพ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอบคุณคุณชายใหญ่เหลียงมาก ขอโทษด้วยหากทำให้ลำบาก”

เหลียงจิ้นหัวเราะเยาะติดต่อกันหลายครั้ง “รู้ตัวว่าเป็นตัวถ่วงก็ดีแล้ว!”

เขาเงยหน้าขึ้นทันใด กวาดตามองชุยเส้าซีแล้วสั่งเสียงแข็ง “ไปหาฟืนแห้งมา! แล้วก็ดูด้วยแถวนั้นมีน้ำจืดหรือไม่! พอน้ำในป่าชายเลนลด มักจะมีปลา กุ้ง ปู หอย พวกนั้นก็ไปหาเอาด้วย!”

ชุยเส้าซีได้ยินคำสั่งที่ออกปากมาทั้งที่ไม่สนหน้าคนอย่างนั้น ก็ชักสีหน้าไม่พอใจ เดิมคิดจะเถียงกลับไปสักสองสามคำ แต่พอเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่ขมึงตึงอย่างไม่ปกติ ก็พลันรู้สึกถึงบรรยากาศประหลาดบางอย่าง คิดดูแล้ว หากทะเลาะกันขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย

เขาจึงไม่ปริปากแม้สักคำ หันหลังแล้วเดินจากไปทันที

เหลียนฟางโจวเดิมทีอยากจะเตือนว่าอย่าไปไกลนัก แต่ก็กลืนคำลงคอ ไม่เอ่ยออกไป

ทันใดนั้น เหลียงจิ้นกลับคว้าข้อมือของเหลียนฟางโจวไว้แน่น บีบแน่นจนเจ็บ พร้อมทั้งจ้องมองนางแล้วหัวเราะเย็น “เหลียนฟางโจว เจ้าอย่ามาลองดีกับความอดทนของข้า! ใช่ ข้าชอบเจ้าก็จริง...แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้เจ้าทำตัวเป็นเจ้านายเหนือข้า!”

เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าแรงของตนเปรียบกับเขาแล้วไม่ต่างอะไรกับมดที่พยายามเขย่าต้นไม้ จึงไม่ดิ้นรน แม้จะเจ็บจนฝืนทน

ทว่า...คำพูดของเขา กลับทำให้นางทั้งหัวเราะก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออกเสียจริง ๆ!

พูดบ้าอะไร? ทำตัววางอำนาจ? วางอำนาจงั้นหรือ!

เหลียนฟางโจวคิดแทบระเบิดหัว ก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าตนไปวางอำนาจอะไรใส่เขา ถึงได้ทำให้เขาเดือดดาลถึงเพียงนี้! จะว่าไปแล้วก็คงเป็นนิสัยเถื่อนดิบดั่งเดรัจฉานของเขาที่กำเริบอีกครั้ง กำลังหาทางระบายใส่นางอยู่นั่นเอง!

นางก็ไม่รู้ว่าตนดวงตกถึงเพียงไหน ถึงได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

นางถอนหายใจเบา ๆ สายตานุ่มนวลลง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงรอยเหนื่อยล้า “คุณชายใหญ่เหลียง ท่านช่วยพูดให้กระจ่างหน่อยได้หรือไม่? ข้าไปทำอะไรให้ท่านขุ่นเคืองกันแน่?”

เหลียงจิ้นถึงกับสะอึก ในใจรู้ดีว่าตัวเองโกรธเรื่องอะไร แต่จะให้พูดออกมาได้อย่างไร? จะให้เขาบอกว่าที่โกรธ เพราะนางอาศัยที่รู้ว่าเขาชอบนาง แล้วบีบให้เขารับปากว่าจะไม่แตะต้องเจ้าหน้าขาวนั่นน่ะหรือ? คิดให้ดีแล้ว...ในสายตานาง เขาอาจจะยังสำคัญไม่เท่าเจ้าหน้าขาวนั่นด้วยซ้ำ ก็แน่นอนว่านางถึงได้ปกป้องอีกฝ่ายขนาดนี้...

ยิ่งคิดก็ยิ่งอัดอั้น ยิ่งอัดอั้นก็ยิ่งไม่พอใจ เขาแทบอยากจับเหลียนฟางโจวกดลงไปสั่งสอนให้ยอมศิโรราบ หมอบอยู่แทบเท้า ยอมรับผิดทุกอย่าง แล้วหลังจากนี้เชื่อฟังเขาแต่โดยดี ไม่กล้าเถียงแม้ครึ่งคำ!

...แต่สุดท้ายเขาก็ทำไม่ลง และรู้ดีว่า ต่อให้อาศัยกำลังบีบบังคับ ก็ใช่ว่านางจะยอมจำนน!

“ข้าจะถามเจ้าคำหนึ่ง ขอให้เจ้าตอบตามตรง!” เหลียงจิ้นกดกลั้นเพลิงโทสะ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ถามมาเถอะ ข้าไม่มีเหตุผลต้องโกหก” เหลียนฟางโจวกล่าว

กล้ามเนื้อบนใบหน้าเหลียงจิ้นกระตุกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม “ระหว่างข้ากับเจ้าหน้าขาวนั่น ใครดีกว่ากัน? เลือกมาตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง!”

เหลียนฟางโจวได้แต่ยกมือทั้งสองขึ้น พลางส่งยิ้มแห้ง “จะให้ข้าตอบอย่างไรเล่า? ข้าไม่ได้รู้จักพวกเจ้าสองคนดีนัก ใครจะไปรู้ว่าใครดีกว่ากัน? อีกอย่าง...ใครดีกว่าแล้วจะมีผลอะไรหรือ? ข้ารู้เพียงว่าพวกเจ้าทั้งสองต่างก็เคยช่วยชีวิตข้า ทั้งคู่ล้วนเป็นสหายของข้า”

แม้นางไม่ได้เลือกใครคนใดคนหนึ่งชัดเจน แต่คำพูดนั้นก็พอทำให้โทสะของเหลียงจิ้นลดลงไปบ้าง อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้ว่าเจ้าหน้าขาวนั่นไม่ได้มีตำแหน่งสูงส่งอะไรในใจนาง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกพอใจอยู่ลึก ๆ

...แต่ก็ยังไม่ถึงกับพอใจนัก

“งั้นข้าถามอีกอย่าง” เหลียงจิ้นแค่นเสียงในลำคอ ก่อนเอ่ยถามต่อ “หากข้ากับเขาเจอเรื่องลำบากพร้อมกัน… เช่นว่าเราสองคนตกน้ำพร้อมกัน เอาเป็นว่าตกทะเล—ไม่สิ ตกทะเลสาบพร้อมกัน เจ้าจะช่วยใครก่อน?”

“……” เหลียนฟางโจวทั้งอยากหัวเราะ ทั้งโมโห คนผู้นี้สมองมีปัญหารึอย่างไร ถึงได้ถามคำถามงี่เง่าขนาดนี้? ถามก็แล้วไปเถิด แต่กลับถามด้วยท่าทีเอาจริงเอาจัง ราวกับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตนัก!

เห็นนางนิ่งงันไม่ตอบ สีหน้าเหลียงจิ้นก็ยิ่งมืดครึ้มลงอีก เขาแค่นเสียงเย็นชา “พูดมา! เจ้าจะช่วยใครก่อนกันแน่!”

เหลียนฟางโจวสูดลมหายใจลึก เอ่ยถามกลับอย่างสงบ “เจ้าต้องการรู้คำตอบจริง ๆ หรือ?”

หัวใจของเหลียงจิ้นพลันกระตุก ความผิดหวัง โกรธเคือง ไม่ยินยอม ล้วนไหลบ่าเข้ามาอย่างควบคุมไม่อยู่ ใจเขาเฝ้าหวั่นไหวอย่างประหลาด

นางถามกลับเช่นนี้...เห็นชัดว่าคนที่นางจะช่วยก่อน คงไม่ใช่เขาแน่แล้ว!

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ยอมแพ้

อยากรู้...แต่ก็กลัวคำตอบ ความรู้สึกขัดแย้งในใจรุนแรงจนใจเต้นโครมครามอย่างไม่อาจควบคุม

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น “ข้าอยากรู้! เจ้าตอบมา!”


วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1312 ดินแดนอันแปลกประหลาดและอันตราย

 บทที่ 1312 ดินแดนอันแปลกประหลาดและอันตราย

ตลอดทั้งคืน ทั้งสามคนไม่มีใครกล้าหลับแม้แต่นิด ต่างฮึดสู้ พยายามรักษาทิศทาง พายเรือเต็มกำลัง เหลียนฟางโจวผลัดเวรกับอีกสองคน ทำให้คนที่ไม่ได้พายสามารถหลับตาพักผ่อนสั้น ๆ ได้บ้าง

โชคดีนัก—ตลอดทั้งคืน ทะเลสงบนิ่ง ไร้ลมพายุ พอรุ่งเช้า สายลมเย็นชื้นจากทะเลพัดโชยผ่านร่าง พร้อมกลิ่นเค็มของเกลือทะเล กลับให้ความรู้สึกสดชื่นเหลือเกิน—ในที่สุด...พวกเขาก็รอดข้ามคืนมาได้!

“ดูนั่น! ข้างหน้า!” เหลียนฟางโจวจู่ ๆ ก็ร้องขึ้นทั้งตื่นเต้นและดีใจ เธอชี้ไปยังเส้นขอบฟ้าด้วยเสียงสั่นระรัว

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีหันมองตาม เห็นไกลลิบสุดสายตา มีเงาดำทะมึนขนาดมหึมาโผล่พ้นเส้นขอบน้ำ—ไม่ต้องสงสัยเลย นั่นคือแผ่นดิน! และเมื่อเห็นได้ชัดถึงเพียงนี้ ท่ามกลางมหาสมุทรหนานไห่ กว่าเจ็ดแปดส่วนก็ต้องเป็นชายฝั่งของมณฑลหนานไห่แน่นอน!

“เรารอดแล้ว!” 

“แสดงว่าทิศทางที่เลือกมานั้นถูกต้อง!”

ทั้งสามคนหัวเราะเสียงดังด้วยความยินดี

ความรู้สึกปลอดภัยหลังผ่านความเป็นความตายมานั้น ทำให้ความบาดหมางในใจก็ถูกผลักไว้เบื้องหลังชั่วคราว

เหลียนฟางโจวมีแรงฮึกเหิมขึ้นมาทันที นางยกมือปัดปอยผมที่แนบแก้มแล้วยิ้มสดใส “พวกเราพายแรงอีกนิด พยายามพายให้ถึงในทีเดียวกันเถอะ!”

คำพูดนี้กลับทำให้เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีหัวเราะลั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจนัก เสียงหัวเราะนั้นฟังดู...แปลกพิกล “ข้ามีตรงไหนพูดผิดงั้นหรือ? ข้าว่าแค่ชั่วยามหรือสองชั่วยาม พวกเราน่าจะถึงฝั่งไม่ใช่หรือ? อดทนแค่นั้น ไม่น่ายากนี่นา!”

“ชั่วยามสองชั่วยามอะไรกัน!” เหลียงจิ้นหัวเราะร่า “ฟางโจว เจ้านี่คิดง่ายจริง! ถ้าพวกเราพายถึงฝั่งก่อนพระอาทิตย์ตกดินได้ ข้าก็ถือว่าเป็นโชคดีมหาศาลแล้วล่ะ!”

“อ๋อ?” เหลียนฟางโจวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างเขิน ๆ “อย่างนี้นี่เอง!”

ชุยเส้าซีรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “เจ้าก็ไม่เคยออกทะเลมาก่อน ถึงพูดเช่นนั้น ไม่เป็นไรหรอก! ยังไงตอนนี้เราก็เห็นเป้าหมายแล้ว ฟ้าก็ดูเหมือนจะดีขึ้น ใจก็ค่อยสงบลงบ้าง!”

“อืม!” เหลียนฟางโจวยิ้มบาง “ก็ใช่เลย! ทะเลมันเวิ้งว้างไร้สิ่งใดบดบัง ถึงจะมองเห็นฝั่ง แต่ระยะทางไหนเลยจะใกล้! เหมือนอย่างคำโบราณที่ว่า ‘มองภูเขา ม้าก็วิ่งตาย’ นั่นแหละ!”

“เป๊ะเลย!” ชุยเส้าซียิ้มเห็นด้วย

ส่วนเหลียงจิ้นกลับรู้สึกหมดสนุกทันที—แย่งพูดได้สักครั้ง กลับกลายเป็นไปทำให้หล่อนอึดอัดใจเสียอย่างนั้น ทั้งที่เขาไม่ได้คิดล้อเลยสักนิด!

ทว่าตอนนี้หากเอ่ยปากอธิบายก็คงดูจงใจเกินไป

เหลียงจิ้นได้แต่แอบส่งค้อนให้ชุยเส้าซีอีกครั้งในใจ—เจ้าหนุ่มหน้าหวานนี่มันร้ายจริง ๆ!

เขาจึงหันไปยิ้มกับเหลียนฟางโจวแล้วพูด “ไม่รู้เลยว่าฝั่งที่เราจะขึ้นมันจะเป็นที่แบบไหน เส้นทางจะเดินได้หรือเปล่า แต่ยังดีที่เจ้ามีข้ากับเจ้าขาวนี่อยู่ เจ้ารีบพักไว้แรงก่อนเถอะ เดี๋ยวขึ้นฝั่งแล้วเดินไม่ไหวจะลำบาก!”

ชุยเส้าซีก็เห็นด้วย

เหลียนฟางโจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าเวลานี้ก็ไม่ควรฝืนอะไรมากนัก จึงยิ้มรับ “งั้นก็ไม่ต้องประหยัดอาหารน้ำดื่มกันอีกแล้วล่ะ! มาเถอะ มานั่งพักให้เต็มที่ กินให้อิ่มก่อน จะได้มีแรงสู้ต่อ!”

ครานี้เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีก็ไม่ปฏิเสธอีก

ดวงตะวันสูงลอยบนฟ้า เคลื่อนตัวตามวิถีอย่างไม่เร่งรีบ ทีละน้อย ทีละน้อย จนค่อย ๆ เอนคล้อยไปทางตะวันตก ขณะเดียวกัน เงาฝั่งที่เคยพร่ามัวก็ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้น จนเห็นสัดส่วน รอยโค้ง และแนวชายฝั่งอย่างชัดเจน

จนเมื่อดวงอาทิตย์แตะขอบน้ำ สาดแสงสุดท้ายกระจายเป็นม่านสีทองแดงทั่วผืนน้ำ ผสานฟ้ากับทะเลเป็นหนึ่งเดียว—ทั้งสามจึงพายเรือจนหมดเรี่ยวแรงมาถึงชายน้ำตื้น เข้าสู่แนวป่าชายเลนหนาทึบ สูงชะลูดเขียวชอุ่ม แล้วในที่สุด...ก็ได้เหยียบพื้นดินเสียที

ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้นแผ่นดิน ความรู้สึกมั่นคงแน่นหนาก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง คล้ายสิ่งที่ถ่วงอยู่ในใจพลันปลดออก ความปลอดโปร่งและโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกหลั่งไหลเข้ามา—ความยินดีที่รอดตายอย่างแท้จริง พลันเอ่อล้นเต็มอก!

ทั้งสามคนต่างตื่นเต้นดีใจอย่างยากจะบรรยาย พูดคุยหัวเราะกันเสียงดังอย่างไร้แบบแผน ความดีใจเอ่อล้นจนแทบควบคุมไม่อยู่ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะค่อย ๆ สงบลงได้

เมื่อจิตใจเย็นลงแล้วจึงเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างจริงจัง

แต่ยิ่งมอง สีหน้าของเหลียงจิ้นก็ยิ่งเคร่งเครียด คิ้วขมวดแน่นขึ้นทุกที

ถึงแม้จะไม่ใช่คนพื้นเมืองของหนานไห่ แต่เมื่อเห็นสภาพโดยรอบที่เวิ้งว้างวังเวง ต้นไม้สูงใหญ่หนาทึบ พงหญ้าและพุ่มไม้ปกคลุมแน่นหนาไร้ระเบียบ รอบด้านไร้ซึ่งเสียงใด ๆ มีเพียงเสียงนกบางตัวบินผ่านส่งเสียงร้องเป็นระยะ—บรรยากาศเช่นนี้ก็ชวนให้ใจไม่สงบ

ที่นี่ไม่มีเส้นทาง ไม่มีร่องรอยของมนุษย์เดินผ่าน ไม่มีนาไร่ ไม่มีพืชไร่บนภูเขา

เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีพลันรู้สึกเย็นวาบในใจ—นี่มันคือดินแดนรกร้างปราศจากผู้คน!

สำหรับดินแดนต้าโจวแล้ว มณฑลหนานไห่ถือว่าอยู่ห่างไกลทุรกันดาร และที่นี่...ก็คงเป็นพื้นที่ชายขอบที่สุดของมณฑลหนานไห่ ที่เต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ ไม่แน่ว่าแค่แมลงตัวเล็ก ๆ ที่โผล่ออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ก็อาจมีพิษร้ายแรงถึงตายได้ในพริบตา!

“คุณชายเหลียง ท่านพอรู้จักสถานที่นี้ไหม?” เหลียนฟางโจวเห็นเขาเงียบไปนาน ก็อดถามไม่ได้

เหลียงจิ้นหัวเราะขื่น ๆ ส่ายหน้าช้า ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายประชดตัวเอง “โชคเราช่างดีเสียจริง! ดันหลงมาถึงที่แบบนี้! ข้าไม่เคยมา แต่จากสภาพแวดล้อม ข้าคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นตอนใต้สุดของมณฑลหนานไห่ เป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าไป่เหยา...บางทีอาจจะยังกันดารกว่านั้นด้วยซ้ำ!”

“ชนเผ่าไป่เหยา!” ชุยเส้าซีหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย

เหลียนฟางโจวใจเต้นแรง รีบถามด้วยความกังวล “ชนเผ่าไป่เหยานั้น...โหดร้ายหรือป่าเถื่อนถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”

“เจ้าถามได้ตรงจุดนัก!” เหลียงจิ้นตอบจริงจัง “ถูกแล้ว! ชนเผ่าไป่เหยาเป็นกลุ่มที่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยว มีลักษณะรุนแรง ป่าเถื่อน ใช้วิถีชีวิตแบบถากถางพื้นดินเผาไร่ทำการเกษตร แทบไม่ข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก แถมยังต่อต้านคนนอกอย่างรุนแรง เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มพิเศษของมณฑลหนานไห่ก็ไม่ผิด”

“เขาว่ากันว่า ในดินแดนเย่าซานที่เผ่านี้อาศัยอยู่นั้น เต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าหายากมากมาย ตระกูลเหลียงของข้าเคยคิดจะติดต่อค้าขายกับพวกเขา แต่น่าเสียดาย...ไม่สำเร็จ”

“ท่านลุงของข้าคนหนึ่งเคยเป็นหัวหน้าคณะเจรจา แต่สุดท้ายกลับต้องจบชีวิตที่นี่...ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านพ่อข้าก็ยกเลิกความคิดนั้นไปตลอดกาล”

ชนเผ่าน้อยนั้น—แต่โบราณมาก็ล้วนจัดการยากที่สุด แล้วอย่างชนเผ่าไป่เหยา ซึ่งนับเป็นชนเผ่าย่อยในชนเผ่าน้อยอีกที ย่อมยิ่งยากจะรับมือเป็นเท่าทวี!

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ เอ่ยว่า “บางทีโชคพวกเราอาจไม่แย่ขนาดนั้นก็ได้ บางที...ที่นี่อาจไม่ใช่ถิ่นของพวกไป่เหยาก็ได้ หรือบางที—เราจะรอดออกจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยก็เป็นได้! ตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นสิ่งที่ไม่รู้ทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร อย่างน้อยเราก็กลับถึงแผ่นดินหนานไห่แล้ว นั่นย่อมดีกว่าล่องลอยไร้ทิศทางกลางทะเลแน่นอน ไม่ใช่หรือ?”

นางสังเกตเห็นสีหน้าของชุยเส้าซีและเหลียงจิ้นที่ภายนอกดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ลึกในแววตากลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดราวเผชิญหน้าศัตรู นางจึงรีบกล่าวปลอบใจ

“เจ้าพูดถูก” ชุยเส้าซียิ้ม พลางมองนางแวบหนึ่ง ใจจริงเขาอยากบอกว่า หากเกิดอันตรายขึ้นมา ขอให้นางทิ้งเขาแล้วรีบหนีไป แต่พอนึกถึงนิสัยของนางแล้ว ก็รู้ว่ายังไงพูดไปก็คงไร้ผล จึงไม่ได้เอ่ยออกมา

เหลียงจิ้นเห็นชุยเส้าซีชิงพูดก่อนอีกแล้ว ก็แค่นเสียงในลำคอ ส่งสายตาเย้ยหยันใส่ แล้วจึงหัวเราะแห้ง ๆ สมทบคำพูดของทั้งสอง

ขณะเดียวกัน แววตาของเขากลับวาบผ่านด้วยประกายเย็นเฉียบอันตราย

ที่นี่...ไม่ใช่กลางทะเลอีกต่อไปแล้ว—ไม่จำเป็นต้อง “ลงเรือลำเดียวกัน” อีกต่อไป ในผืนป่ามืดมิดเวิ้งว้างเช่นนี้ เต็มไปด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง ต่อให้เขาตายขึ้นมาทันที...ขอเพียงลงมือสะอาดพอ—เหลียนฟางโจวย่อมไม่มีทางสงสัยแน่!

ขณะบังเอิญหันไป เหลียนฟางโจวก็มองเห็นประกายคมกล้าในดวงตาเหลียงจิ้นพอดี ชั่วขณะนั้น นางรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ

นางรู้ดีว่า—เหลียงจิ้นคิดอะไรอยู่ เป็นคนแบบใด—ไม่มีใครรู้ดีไปกว่านางอีกแล้ว!


วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1311 ลงเรือลำเดียวกัน

 บทที่ 1311  ลงเรือลำเดียวกัน

จู่ ๆ ชุยเส้าซีก็หน้าตึงขึ้นทันที เพียงครู่เดียวสีหน้าก็เปลี่ยน ร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก “แย่แล้ว! ใต้น้ำมีคลื่นใต้น้ำ! เร็ว! รีบพายเรือออกไป!”

เหลียงจิ้นก็ตกใจไม่แพ้กัน ลืมเรื่องแข่งขันชิงดีไปชั่วขณะ รีบช่วยกันพายเรือสุดแรงเกิด

แม้เหลียนฟางโจวจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เห็นสีหน้าทั้งสองเคร่งเครียด นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น แม้จะช่วยไม่ได้ แต่ก็ไม่เข้าไปยุ่ง กลับนั่งนิ่งอยู่กลางลำเรือ จับตามองทั้งสองคนไม่กะพริบ

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดทั้งสองก็ถอนหายใจยาว เหงื่อโทรมกาย หอบหายใจหนักหน่วง เหลียนฟางโจวจึงค่อยโล่งใจ รีบเทน้ำชาให้พลางเอ่ย “รีบมานั่งพักกันก่อนเถอะ!”

“พวกเราไม่กระหายน้ำ!” เหลียงจิ้นนั่งลงข้างนางอย่างไม่เกรงใจ กลับยื่นมือกดกาน้ำไม่ให้นางริน พลางหัวเราะ “หากเจ้าอยากดื่มเองก็ค่อยรินเถอะ ไม่อย่างนั้นก็เก็บไว้!”

เหลียนฟางโจวชะงัก ชุยเส้าซีก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้ง พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ ข้าเองก็ไม่กระหาย เจ้าเก็บไว้ดื่มเองเถอะ”

ดวงตาของเหลียนฟางโจวหม่นลงเล็กน้อย หันมองออกไปยังทะเลที่เวิ้งว้างสุดสายตา หัวใจก็พลันหนักอึ้ง

นางค่อย ๆ เทน้ำกลับลงกา ปิดฝาให้แน่น ยิ้มแผ่วเบา “งั้นพวกเจ้าก็นั่งพักให้เต็มที่เถอะ รอดพ้นจากอันตรายมาได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว ค่อยว่ากันใหม่”

ไม่ต้องถามก็รู้ว่า—สถานการณ์คงไม่สู้ดีนัก ณ กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดเช่นนี้ เสบียงและน้ำจืดที่มีอยู่ย่อมจำกัด จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะประหยัดถึงเพียงนี้

ชุยเส้าซีเห็นนางไม่พูดไม่ถามอะไร กลับรู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก เอ่ยปลอบ “อย่ากังวลไปเลย ฟ้าย่อมไม่ตัดหนทางมนุษย์ พวกเราจะต้องรอดกลับไปได้แน่!”

เหลียงจิ้นแค่นหัวเราะเย็น หยันกลับทันที “เจ้าหนุ่มหน้าใสที่ไม่เคยเจอภัยพิบัติ ถึงได้ปากดีนัก!”

ชุยเส้าซีหันมาจ้องอีกฝ่าย ดวงตาเย็นเฉียบ “คุณชายเหลียง ถ้ามีแรงมาค่อนขอดข้า สู้คิดหาทางออกจะดีกว่า เจ้าและข้ายังไงเสียก็ต้องสะสางกันอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นตอนนี้!”

เหลียงจิ้น “ฮึ” หนึ่งคำ แล้วตอบอย่างไม่ยี่หระ “จริง—ไว้ถึงฝั่งเมื่อไร ข้ามีเวลาเหลือเฟือสะสางกับเจ้าแน่!”

เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาเช่นนั้น แค่เห็นชุยเส้าซีพยายามทำดีต่อหน้าเหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้จะเหน็บแนม

ชุยเส้าซีได้ยินคำพูดนั้นก็หมดความอดทน ไม่อยากเสียเวลาตอบโต้

ส่วนเหลียนฟางโจวกลับพูดไม่ออกกับทั้งคู่ ในใจบ่นเบา ๆ ว่า "รู้จักกันได้สักกี่วันกัน? ฟังดูราวกับมีแค้นฝังใจแต่ชาติปางก่อน! ถ้าเพราะข้าแล้วพวกเจ้าทะเลาะกันจริง ๆ ข้าก็ว่าพวกเจ้ามันโง่ทั้งคู่!"

“เราปล่อยให้เรือลอยไปแบบไร้จุดหมายต่อไปไม่ได้หรอก ถ้าเป็นแบบนี้ไม่นานก็คงตายกันหมด พวกเราต้องเลือกทิศทางเดินเรืออย่างใดอย่างหนึ่ง! สองท่านว่าอย่างไร?” เหลียนฟางโจวมองทั้งสองคนพลางกล่าว

“เจ้าว่าอย่างไรล่ะ?”

“เราตามเจ้าก็แล้วกัน!”

ชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้นพูดขึ้นพร้อมกัน บรรยากาศยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สายตาประสานกันพลางสาดสงครามเย็นใส่กันอีกระลอก

เหลียนฟางโจวทำเป็นไม่เห็น ไม่ได้ยิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอพูดตามตรง—ข้าไม่เคยออกทะเลเลย ไม่มีประสบการณ์ทางทะเลใด ๆ ดังนั้นทุกอย่างคงต้องพึ่งพาพวกท่านช่วยกันตัดสินใจ ตอนนี้พวกเราสามคนก็เหมือนอยู่ในเรือลำเดียวกัน จะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเราเอง ทุกก้าวย่าง ทุกการเลือก ล้วนส่งผลต่อชีวิตของพวกเราทั้งหมด ข้าไม่กลัวตาย—แต่ก็ไม่อยากตายเปล่า! ข้าว่าพวกเจ้าก็คงคิดเหมือนกัน”

นางพูดตัดไฟแต่ต้นลม กลัวทั้งสองจะเริ่มทะเลาะกันอีก เหลียงจิ้นนิสัยหัวร้อน ส่วนชุยเส้าซีก็เป็นคุณชายหัวดื้อเคยชินกับชีวิตสบาย แม้ไม่ถนัดการต่อสู้ ก็ใช่ว่าจะยอมให้เหลียงจิ้นข่มได้ง่าย ๆ

ทั้งสองต่างเข้าใจความหมายในคำพูดของนาง มองหน้ากันอย่างเย็นชา แต่ก็ฝืนยิ้มพยักหน้าให้เหลียนฟางโจวแสดงความเห็นด้วย

เหลียนฟางโจวไม่สนใจจะรับรู้การประลองสายตาอันไร้สาระของทั้งคู่ จึงกล่าวต่อ “ตอนนี้ลองช่วยกันนึกย้อนดูให้ดีว่า หลังออกจากเกาะหุยเฟิง เราแล่นเรือไปทางไหน จากนั้นเลี้ยวไปทางใด หากเราคลี่คลายเส้นทางที่ผ่านมานี้ได้ เราก็อาจหาทางกลับได้ถูก แม้จะไม่จำเป็นต้องกลับถึงท่าเรือเฉวียนโจว ขอแค่เจอแผ่นดิน ก็พอแล้ว!”

ความรู้สึกที่เหมือนเท้าไร้พื้นรองรับเช่นนี้ ช่างทำให้ใจไม่สงบนัก! ทะเลลึกที่มืดดำราวกับหลุมไร้ก้น หรือไม่ก็อสุรกายที่หลับใหล—หากมันอ้าปาก ก็พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งในพริบตา

ชุยเส้าซีและเหลียงจิ้นตาเป็นประกายทันที

“จริงด้วย! เจ้ายังฉลาดที่สุด ฟางโจว!” ชุยเส้าซีหัวเราะอย่างดีใจ “เราจะยึดติดอยู่แต่ท่าเรือเฉวียนโจวไปทำไม? ขอแค่เจอแผ่นดิน จะขึ้นฝั่งที่ไหนก็ไม่ต่างกัน!”

เมื่อก่อนมัวแต่จดจ่ออยู่แต่กับท่าเรือเฉวียนโจว คิดแล้วก็ยิ่งสับสน ทั้งที่จริงชายฝั่งเมืองหนานไห่นั้นยาวไกล ขอแค่ไปในทิศทางที่ใกล้เคียง ไม่หลงไปผิดทาง ก็มีโอกาสกลับถึงแผ่นดินได้เหมือนกัน

เขาเหลือบตามองเหลียงจิ้นอย่างลอบคิดในใจ “ยังไงก็มีไอ้เจ้าหมอนี่อยู่ ต่อให้ขึ้นฝั่งตรงหน้าผา ปีนไม่ได้ ข้าก็เชื่อว่ามันคงมีทางจัดการได้”

เหลียงจิ้นจ้องกลับด้วยสายตาหงุดหงิด ส่งค้อนวงโตกลับไป—เจ้านี่ปากไวจริง ๆ! ดันพูดแซงข้าอีกแล้ว!

เขาจึงได้แต่พยักหน้าตอบอย่างหงุดหงิด “ฟางโจวพูดถูก ข้าก็คิดแบบเดียวกันนี่แหละ!”

ชุยเส้าซีแค่นเสียงในลำคอ ไม่ออกเสียงใด ๆ “คิดแบบเดียวกัน? ด้วยสมองเจ้าหรือ? คนหยาบอย่างเจ้า จะคิดอะไรละเอียดได้บ้าง?”

เหลียนฟางโจวสังเกตเห็นสายตาปะทะกันของทั้งคู่ ก็ขยับตัวน้อย ๆ ขวางไม่ให้ทั้งสองสบตากัน แล้วแย้มยิ้มพูด “ถ้าทั้งสองท่านเห็นว่าความคิดนี้ใช้ได้ งั้นก็มาช่วยกันนึกให้ละเอียดเถอะ!”

ทั้งสองคนต่างพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็หลบตากัน หันไปใช้ความคิดเงียบ ๆ เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำอย่างตั้งใจ

ทั้งสามต่างรู้สึกละอายใจอยู่ในอกโดยมิได้นัดหมาย—หากตอนนั้นไม่มัวแต่แข่งกันเอาชนะกัน คงไม่หลงทางถึงเพียงนี้...

ราวหนึ่งชั่วยามเศษต่อมา ทั้งสองก็เริ่มแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างจริงจัง หลังถกเถียง วิเคราะห์ทิศทางอยู่พักใหญ่ ก็พอจะสรุปเส้นทางได้ในที่สุด

แม้จะมีความมั่นใจเพียงหกถึงเจ็ดส่วน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะลองเสี่ยงดู! ส่วนอีกสามสี่ส่วนที่อาจล้มเหลว—ไม่มีใครเอ่ยถึง เพราะต่างก็รู้ดีในใจว่า หากไม่สำเร็จ ก็แค่ตายด้วยกันก็เท่านั้นเอง!

เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มเอ่ย “สอนข้าพายเรือด้วยเถอะ ข้าไม่ชินกับการเป็นตัวถ่วงของผู้อื่น หรือว่าในใจพวกเจ้าดูแคลนว่าข้าเป็นผู้หญิง?”

เดิมทีชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้นตั้งใจจะปฏิเสธนางอยู่แล้ว แต่พอได้ยินถ้อยคำที่ไม่มีช่องให้ปฏิเสธเช่นนั้น ก็ได้แต่ยอมรับอย่างเสียมิได้

เหลียงจิ้นรีบชิงพูดก่อน พร้อมรอยยิ้ม “เอาเถอะ! ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ ก็ช่วยออกแรงด้วยแล้วกัน ทิศทางเราจะคุมเอง เจ้าคอยพายอยู่ท้ายเรือก็พอ! แต่หากเหนื่อยก็อย่าฝืนล่ะ!”

ชุยเส้าซีก็เห็นพ้องเช่นกัน

เหลียนฟางโจวยิ้มรับด้วยความเต็มใจ

ณ เวลานั้น ขอบฟ้าทางตะวันตกทอประกายแสงเรืองรอง ดวงตะวันดั่งลูกไฟสีแดงฉานแขวนลอยอยู่เหนือผิวน้ำเพียงไม่กี่จั้ง แสงสุดท้ายของวันแผ่ไล้ผ่านท้องฟ้า กลายเป็นแถบเมฆยามเย็นที่เรืองรองดั่งเปลวไฟ ผิวน้ำสะท้อนแสงทองระยิบระยับ สั่นไหวตามระลอกคลื่นราวเกล็ดทองลอยล่อง

ภาพตรงหน้านั้น งดงามเกินบรรยาย ราวภาพวาดที่ควรค่าแก่การหยุดชื่นชม ทว่าในเวลานี้ ทั้งสามกลับมีแต่ความกังวลและความเยือกเย็นในใจ—พราะแสงสุดท้ายเช่นนี้ หมายความว่าอีกไม่นาน...ดวงตะวันจะลับขอบฟ้าแล้ว!

ขอเพียงคืนนี้...ดวงดาวจะส่องแสงแจ่มชัดพอ ให้พวกเขายังมีแสงนำทางต่อไปได้เถิด…


วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1310 ข้าก็ยังต้องการนางอยู่ดี

 บทที่ 1310 — ข้าก็ยังต้องการนางอยู่ดี!

“ไม่ใช่ ไม่ใช่...ไม่ใช่แบบนั้น...” นางส่ายหน้าสุดแรง ร้องปฏิเสธคำของหลี่ฟู่อย่างไม่ยอมรับความจริง เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

หากสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง เช่นนั้นสิ่งที่นางยึดมั่นมาทั้งหมด สิ่งที่นางยอมแลกเสียไป ก็เท่ากับเป็นเพียงเรื่องน่าขันอย่างนั้นหรือ?

นางจะเป็นเรื่องตลกได้อย่างไร!

“เจ้าโกหก เจ้าโกหก เจ้า—” จูอวี้อิ๋งสะอื้นติดลำคอ ดวงตาเบิกโพลงจ้องเขม็งไปที่หลี่ฟู่

หลี่ฟู่กระชากคอเสื้อของนางยกขึ้น เอ่ยเย็นชา “ฟางโจวอยู่ที่ไหนกันแน่?” 

“ฟางโจว?” แววตาเลื่อนลอยของจูอวี้อิ๋งเริ่มกลับมามีสติ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ใต้เท้าหลี่ นางอยู่ไหนข้าก็ไม่รู้หรอก อย่างมากก็คงกำลังเสวยสุขอยู่ในซ่องใดซ่องหนึ่งเท่านั้น! ท่านเก่งนักก็ไปหาเอาเองสิ!”

“เจ้า!” มือของหลี่ฟู่สั่นระริก ความโกรธรุนแรงแทบทำให้เขาฉีกนางเป็นชิ้นๆ เขาพยายามกดอารมณ์ ก่อนจะเหวี่ยงนางลงพื้นอย่างแรง แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี

“หลี่ฟู่!” จูอวี้อิ๋งกรีดร้องสุดเสียง “เจ้าจะปล่อยข้าไปแบบนี้เลยหรือ? ทำไมไม่ฆ่าข้าเสียที!” หรือว่า... ในใจเขายังมีเยื่อใยต่อข้าอยู่บ้าง? จูอวี้อิ๋งกลั้นหายใจ ดวงตาไม่กระพริบ จับจ้องรอคำตอบของเขาอย่างตื่นเต้น

หลี่ฟู่หยุดเท้า หันกลับมามองด้วยแววตาเปี่ยมความรังเกียจ “ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า ข้าจะปล่อยให้นางเป็นคนจัดการเอง นางไม่ชอบให้ข้าแก้แค้นแทน โดยเฉพาะกับคนอย่างเจ้า!”

“เจ้า!” จูอวี้อิ๋งแทบกระอักเลือดจากความคับแค้น ตะโกนด้วยเสียงแค้นเคือง “นางมันเป็นหญิงต่ำช้า ถูกชายมากมายย่ำยีจนไม่เหลือสิ้นศักดิ์ศรี แล้วเจ้าก็ยังจะเอานางอีกหรือ!”

หลี่ฟู่หัวเราะเย็น เอ่ยอย่างไม่แยแส “นางไม่มีทางเป็นเช่นนั้น นางฉลาดกว่าเจ้าร้อยเท่าพันเท่า ย่อมหาทางเอาตัวรอดได้ ต่อให้เอาตัวรอดไม่ได้ ข้าก็ไม่โทษนาง มีแต่จะยิ่งสงสารนางยิ่งขึ้น! ส่วนเจ้า...เตรียมตัวรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่านางสิบเท่าร้อยเท่าเถอะ!” 

พูดจบ เขาก็ไม่เหลียวมองอีก ก้าวฉับออกไปด้านนอก ตะโกนสั่งเสียงกร้าว “จับตาดูผู้หญิงข้างในให้ดี อย่าให้ตาย!”

จูอวี้อิ๋งทรุดตัวลงกับพื้น หัวเราะเบา ๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง เสียงหัวเราะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสะอื้นแหบพร่า เศร้าสร้อยราวเสียงวิญญาณร่ำไห้

นางตะโกนกรีดร้องสุดเสียง ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บใจ ทุบพื้นอย่างเสียสติ “ข้าด้อยกว่านังบ้านนอกนั่นตรงไหน! ตรงไหนกัน! ข้าไม่ยอม! ต่อให้ตายก็ไม่ยอม!”

ตามคำพูดของจูอวี้อิ๋ง หลี่ฟู่รีบสั่งให้ตรวจสอบพวกค้ามนุษย์ที่เข้าออกเมืองหนานไห่ในช่วงนี้ ไม่นานก็พบเบาะแส แต่เมื่อจับกลุ่มคนเหล่านั้นได้และสอบสวน—ผลกลับทำให้หลี่ฟู่ตกตะลึง! เหลียนฟางโจว...ถูกส่งตัวไปยังเกาะหุยเฟิง!

เกาะหุยเฟิง—รังโจรสลัดที่แม้แต่นักเดินเรือยังเอ่ยถึงด้วยสีหน้าหวาดกลัว แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งหรือละเลย

หลี่ฟู่โกรธแทบขาดใจ ไม่กล้าชักช้า รีบหารือกับหูต้าไห่และเซียวมู่ จัดกำลังร่วมกับกองกำลังป้องกันชายฝั่งเมืองเฉวียนโจว เตรียมการทุกด้านแล้วนำทัพมุ่งสู่เกาะด้วยตนเองทันที

นอกจากเซียวมู่ หูต้าไห่ และทหารสนิทของหลี่ฟู่ ขุนนางทหารคนอื่นล้วนไม่รู้เรื่องของเหลียนฟางโจว คิดเพียงว่าแม่ทัพหลี่ผู้เคยเป็นทหารมาก่อนคงทนอยู่นิ่งไม่ได้ อยากยกพลปราบโจร จึงออกปากเกลี้ยกล่อมทั้งทางตรงและอ้อม ทว่ากลับทำให้หลี่ฟู่หงุดหงิดหนัก จนไม่มีใครกล้าพูดอีก ได้แต่ตามไปเงียบ ๆ

ใครจะคิดว่า—พอเรือใกล้เกาะยามค่ำที่มืดสนิท กลับเห็นแสงเพลิงลุกโชนบนเกาะ!

แม่ทัพกองกำลังชายฝั่งเมืองเฉวียนโจวพากันดีใจอย่างล้นเหลือ—ปกติเกาะหุยเฟิงเข้าใกล้แทบไม่ได้ แต่ตอนนี้โอกาสมาแล้ว!

กองทัพเร่งฝีพายเข้าใกล้ ทันเห็นท่าเรือบนเกาะถูกไฟเผาจนไม่เหลือเรือสักลำ เศษไม้เกลื่อนกลาด แม้แต่ทะเลตื้นยังมีซากไม้ลอยอยู่มากมาย

หลี่ฟู่สั่งให้ปล่อยเรือเล็กลงน้ำ รีบเก็บซากที่ขวางทาง แล้วจอดเรือเทียบท่า ปล่อยคนเฝ้าดูแลเพียงน้อย จากนั้นจึงนำทัพกับหูต้าไห่ เซียวมู่ และทหารกว่าพันห้าร้อยนาย ขึ้นเกาะบุกตะลุยทันที!

เมื่อหลี่ฟู่และคณะมาถึง จิ่วเตาและพรรคพวกคนสนิทของผางอวี้หลงก็กำลังช่วยผางอวี้หลงกับชูเอ๋อร์หลบหนีออกมา พร้อมกันนั้นก็เข้ายึดเรือนพักบนไหล่เขาลูกหนึ่งไว้ ตั้งรับจากทุกทิศทาง

ฝ่ายไห่หม่า (ม้าน้ำ) ซึ่งรู้สึกว่าถูกทรยศและทำร้ายอย่างรุนแรง ก็ตอบโต้ด้วยความโกรธจัด นำคนบุกโจมตีอย่างหนัก ทั้งสองฝ่ายจึงเปิดศึกกันดุเดือด ฝ่ายหนึ่งรุก อีกฝ่ายรับ สูสีจนหาข้อได้เปรียบไม่ทัน

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสู้กันอย่างดุเดือด ทันใดนั้นก็มีห่าฝนลูกธนูพุ่งทะลุอากาศลงมาจากฟากฟ้า ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายกันระเนระนาด เสียงกรีดร้องดังขึ้นไม่ขาดสาย

ยังไม่ทันตั้งตัวหรือเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมไว้ทั้งหมด

ฝูเว่ยเองก็สิ้นชีวิตท่ามกลางสายธนูที่วุ่นวายนั้น

หลี่ฟู่ไม่สนใจโจรสลัดเหล่านี้นัก จึงสั่งให้หูต้าไห่จัดการตามระเบียบ นำตัวทั้งหมดไปกักไว้ในฐานะเชลย รวบรวมอาวุธทั้งหมด และควบคุมสถานการณ์ไว้ให้เรียบร้อย แล้วให้เซียวมู่พาตัวเหล่าผู้นำและแกนนำกลุ่มขึ้นมาสอบสวน

ผางอวี้หลงเองก็ไม่รู้ว่าเหลียนฟางโจวถูกพาตัวไปที่ใด ในใจได้แต่ขมขื่น—บางทีนี่คงเป็นชะตาฟ้าลิขิต ทั้งที่การเจรจาใกล้ถึงบทสรุปอยู่แล้ว อีกเพียงก้าวเดียวก็อาจจะจบลงด้วยทางเลือกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทว่าในท้ายที่สุด กลับต้องลงเอยด้วยคมดาบคมธนู!

ใครจะคาดคิดว่าเจ้าหน้าที่จะกล้าลุยถึงเพียงนี้? และโชคดีถึงขนาดบุกมาตรงเวลานี้พอดี?

ชูเอ๋อร์ยังมีความหวังเล็ก ๆ ในใจ ขอเข้าพบหลี่ฟู่เป็นการส่วนตัว แล้วเล่าความเป็นมาโดยละเอียด พร้อมกับนำหยกจี้สีเขียวที่เหลียนฟางโจวฝากไว้ส่งมอบให้หลี่ฟู่ด้วยความระมัดระวัง

เมื่อหลี่ฟู่เห็นจี้หยกนั้น ใจพลันปลาบปลื้มสุดขีด พอได้ยินว่าชุยเส้าซีและเหลียงจิ้นอยู่กับนางด้วย ใจยิ่งรู้สึกทั้งซับซ้อนและโล่งอก—แม้เขาจะรังเกียจสองคนนั้น แต่ก็รู้ดีว่าพวกเขาไม่มีวันทำร้ายเหลียนฟางโจว เช่นนี้ก็พอแล้ว!

หลี่ฟู่สั่งให้ค้นหาทั่วทั้งเกาะ เรียกชื่อฟางโจวด้วยความหวัง แต่ย่อมไร้ผล

หมิงซานแอบเขียนข้อความใส่กระดาษแล้วโยนทิ้งไว้ในที่ที่มองเห็นง่าย มีคนเก็บไปมอบให้หลี่ฟู่ พออ่านครู่หนึ่ง เขาก็สั่งให้นำโจรสลัดทั้งหมดกลับไปยังท่าเรือเฉวียนโจว พร้อมกับสั่งให้กองทัพชายฝั่งเฉวียนโจวอยู่จัดการสิ่งที่เหลือต่อไป

เมื่อชูเอ๋อร์กล่าวว่าได้ตกลงกับเหลียนฟางโจวว่าจะยอมมอบตัวแล้ว หลี่ฟู่จึงสั่งให้ควบคุมพวกนางทั้งหมดกลับไป รอจนได้พบเหลียนฟางโจว ค่อยพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง

เรือแล่นเต็มกำลัง คาดว่าก่อนค่ำไม่นานจะถึงท่าเรือเฉวียนโจว ส่วนเรือลำเล็กที่เหลียนฟางโจวใช้ เดาได้ว่าไม่น่ามีความเร็วเท่า หากโชคดีเขาอาจถึงก่อนนางเสียอีก!

แต่ความคิดเช่นนั้นกลับทำให้เขาอดเป็นห่วงนางไม่ได้—หากฟ้ามืดแล้ว มองทางในทะเลไม่ชัด นางจะทำอย่างไร? ขอแค่นาง...อย่าได้เกิดเรื่องอะไรอีกเลย!

ใครจะรู้—ยิ่งกลัวอะไรก็มักเจอสิ่งนั้น! เรือของเหลียนฟางโจว ชุยเส้าซี และเหลียงจิ้น—ก็เกิดเหตุจริง ๆ! แถมยังเป็นเรื่องที่ตามหลักแล้วน่าจะหลีกเลี่ยงได้ด้วยซ้ำ ทำให้ภายหลังเมื่อเหลียนฟางโจวนึกย้อนกลับมา ก็ได้แต่ขมขื่นอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา

ต้นเหตุล้วนมาจากสองบุรุษ—เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซี ไม่ชอบหน้ากันอย่างแรง ถึงจะไม่ได้ทะเลาะกันตรง ๆ แบบผู้หญิง แต่สายตา คิ้วขมวด และการจ้องมองเฉือนคมไม่เคยหยุด

มัวแต่เผชิญหน้าท้าทายกันอยู่นั่นแหละ ใครจะไปสนใจทิศทาง จนกระทั่งเรือเบนออกจากเส้นทางโดยไม่รู้ตัว—พอรู้ตัวอีกที ก็ตกอยู่กลางทะเลที่ไม่คุ้นเคยแล้ว!

สองชายหน้าถอดสี เหลียนฟางโจวเองก็ไม่รู้จะทำสีหน้าแบบไหนดี มีแต่เสียง "ฝูงม้าเหยียบทุ่งหญ้า" คำรามอยู่ในใจ

"แล้วเราจะทำอย่างไร? รีบตัดสินใจก่อนที่ทิศทางจะมืดจนแยกไม่ออก!" ตอนนี้เลยเที่ยงมาแล้ว ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยลงตะวันตก

แต่ต่อให้ดูทิศได้ แล้วจะอย่างไร? ในเมื่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่าเรือเฉวียนโจวอยู่ทางไหน!

เหลียงจิ้นจ้องชุยเส้าซีตาขวาง—"ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า จะเกิดเรื่องแบบนี้หรือ!"

ชุยเส้าซีเชิดคิ้ว หันหน้าไปอีกทางพร้อมเสียง “ฮึ” เย็นชา—"เวลานี้ไม่ใช่เวลามาเถียงกัน หากฟางโจวเป็นอะไรไป ข้าจะตามจองล้างเจ้าถึงชาติหน้า!"


วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1309 สอบสวนจูอวี้อิ๋ง

 บทที่ 1309 สอบสวนจูอวี้อิ๋ง

หลังจากการหายตัวไปของเหลียนฟางโจว หลี่ฟู่สั่งให้คนออกสืบหาข้อมูลจากทุกทาง เมื่อรวมกับการที่ฮูหยินใหญ่สกุลเหลียงตั้งใจ “ปล่อยข่าว” ผลสุดท้ายทุกเบาะแสล้วนชี้ตรงไปที่จูอวี้อิ๋ง

ครานี้หลี่ฟู่ไม่คิดจะออมมือ เขาออกคำสั่งให้เซียวมู่พาคนบุกเข้าไปในจวนสกุลเหลียง จับผู้ต้องสงสัยตัวเป็น ๆ หากใครกล้าขัดขืน—ฆ่าได้ทันที!

เหลียงอี้ตกใจจนหน้าซีด ไม่ว่าจะมองในแง่ศักดิ์ศรีของตระกูล หรือความสมัครใจส่วนตัว เขาย่อมไม่อาจยอมให้เซียวมู่ลากคนของตระกูลออกไปได้ ทว่าบิดา อาสอง และพี่ชายใหญ่ล้วนไม่อยู่บ้าน การรับมือเรื่องเช่นนี้ยังเกินกำลังเขานัก

ฮูหยินใหญ่ตระกูลเหลียงเองก็ไม่คาดคิดว่าหลี่ฟู่จะกล้าส่งคนมาจับถึงบ้านเช่นนี้ มิใช่ว่าตั้งใจไม่ให้เหลียงบ้านใหญ่เหลือหน้าเลยหรือ! เรื่องนี้นางย่อมไม่อาจทนได้!

แต่เซียวมู่ขึ้นตรงต่อคำสั่งของหลี่ฟู่ อีกทั้งจูอวี้อิ๋งก็หาใช่ไม่เคยก่อเรื่องมาก่อน ครั้งนี้ถึงกับล้ำเส้นเช่นนี้ เขาจะอดกลั้นได้อย่างไร เหลียงอี้พยายามขวางแต่ไร้ผล เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกจับกดไว้ ทำให้บ่าวไพร่ทั้งจวนไม่กล้าเข้าช่วย

ฮูหยินใหญ่เหลียงทั้งโกรธทั้งกลัว จำต้องรีบออกมาพบเซียวมู่ ฝืนยิ้มเอ่ยวาจาอย่างสุภาพ หวังจะเจรจาไกล่เกลี่ย นางพยายามบอกเป็นนัยว่า—ในเมื่ออี๋เหนียงมีข้อหาคิดร้ายต่อฮูหยินของผู้ว่าการมณฑล ตระกูลเหลียงย่อมไม่กล้าปกป้อง แต่ก็ขอให้ท่านแม่ทัพไว้หน้าเล็กน้อย โปรดถอนคนออกไปก่อน ภายหลังตระกูลเหลียงจะส่งตัวนางไปที่ศาลเอง

เซียวมู่ยอมตามอย่างฝืนใจ แต่หัวเราะเย็นพลางกล่าวว่า เขาจะถอนคนออกเดี๋ยวนี้ก็ได้ ทว่าขอให้คนในตระกูลเหลียงจับตัวอี๋เหนียงมัดส่งออกมาทันที ไม่จำเป็นต้องไปถึงศาล และเขาเอง...ก็ไม่ไว้ใจด้วย!

ฮูหยินใหญ่เหลียงโกรธจนแทบหงายหลัง แต่จำต้องกัดฟันพยักหน้ารับ ในใจกลับด่าตนเอง—นี่มันชัด ๆ ว่ายกหินขึ้นมาทุ่มใส่เท้าตัวเอง!

จูอวี้อิ๋งไม่คาดคิดเลยว่าหลี่ฟู่จะสาวมาถึงตนเอง นางดิ้นรนสุดกำลัง ร้องขอความเมตตาจากเหลียงอี้อย่างสิ้นหวัง แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ถูกอุดปาก มัดแน่นหนา แล้วส่งตัวถึงมือเซียวมู่

เดิมทีจูอวี้อิ๋งคิดว่าหลี่ฟู่จะมาเผชิญหน้ากับนางด้วยตนเอง นางเตรียมคำพูดอัดแน่นด้วยความชิงชังไว้พรั่งพรูใส่เขาไม่รู้กี่ร้อยประโยค

แต่หลี่ฟู่กลับเพียงสั่งให้ส่งตัวนางให้สองขุนนาง—ท่านซานเจิ้งและซานอี้—โดยมอบหมายให้สวี่ฉุนเหรินเป็นผู้สอบสวน

สวี่ฉุนเหรินรู้ดีว่าเรื่องนี้มีน้ำหนักเกินกว่าจะละเลย จึงสอบถามตามระเบียบอยู่เพียงครู่ พอไม่ได้คำตอบก็สั่งลงโทษทันที จูอวี้อิ๋งแม้เต็มไปด้วยความแค้น ก็ยังฝืนทนปากแข็งอยู่นาน ทว่าทนความทรมานไม่ไหวในที่สุด

แต่นางมีเงื่อนไข—ต้องการพูดกับหลี่ฟู่ด้วยปากของตนเอง

สวี่ฉุนเหรินเห็นว่านางบอบช้ำจนแทบสิ้นชีวิต แต่ยังไม่ยอมเปิดปาก จึงไม่แน่ใจว่าหากลงโทษต่อไปจะได้ผลหรือไม่ จึงไปรายงานหลี่ฟู่

หลี่ฟู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งให้พานางไปพักรอที่ห้องโถงข้าง เขาจะตามไปในภายหลัง

จูอวี้อิ๋งนั่งพิงพื้นร่างเต็มไปด้วยเลือด ได้ยินเสียงฝีเท้าก็พยายามเงยหน้าขึ้น มองเห็นชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาในแสงย้อนจนมองไม่ชัด ใบหน้าอยู่ในเงา แต่ราวกับมีแสงเรืองรองล้อมรอบ เพิ่มความลึกลับให้ยิ่งนัก ร่างสูงใหญ่มั่นคงดังภูผา ทำให้ผู้คนอดชื่นชมมิได้

จูอวี้อิ๋งรู้สึกได้ชัดเจน—หัวใจของนางสั่นสะเทือนแรงกล้า ถึงแม้จะตกอยู่ในหายนะเพราะเขาเอง แต่นางกลับไม่อาจเกลียดเขาได้แม้แต่น้อย!

เพราะเหตุนี้เอง ความโศกแค้นในใจนางกลับยิ่งรุนแรงขึ้น—นางด้อยกว่าอิสตรีบ้านนอกชาติกำเนิดต่ำต้อยผู้นั้นตรงไหนกัน? ทั้งรูปโฉม อุปนิสัย ฐานะ หรือแม้แต่ความรักที่มีต่อเขา นางมิได้มีน้อยกว่าเลย! หากจะนับจริง ๆ ยังอาจมีมากกว่าด้วยซ้ำ!

แต่ทำไม... ทำไมนางต้องก้มศีรษะต่ำลงเรื่อย ๆ ยอมสละศักดิ์ศรี วิงวอนขอทั้งต่อเขาและต่อนางคนนั้น เพียงเพื่อจะได้อยู่ข้างกายเขาเท่านั้นเอง ทำไมเขาและนางผู้นั้นถึงไม่อาจยอมรับนางได้เลย? เหตุใดจึงต้องเหี้ยมโหดรังแกนางเช่นนี้!

ไม่... ไม่ใช่เขา แต่เป็นนาง! เป็นนางคนนั้นต่างหากที่ไม่ยอมให้นางมีที่ยืน! หากโลกนี้ไม่มีหญิงสารเลวนั่น เขาย่อมไม่อาจปฏิเสธนาง เขาย่อมไม่ปฏิเสธแน่!

เมื่อนึกถึงสิ่งที่เหลียนฟางโจวอาจกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ จูอวี้อิ๋งก็หัวเราะคิกคักขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

หลี่ฟู่จ้องมองนางด้วยสายตาเยียบเย็น ก้าวเข้าไปข้างหน้า รอจนเสียงหัวเราะบ้าคลั่งนั้นสิ้นสุด แล้วเอ่ยถามเสียงเย็นเฉียบว่า “เจ้าพาฟางโจวไปที่ไหน?”

จูอวี้อิ๋งไม่ตอบ กลับถอนหายใจเบา ๆ แล้วถามกลับอย่างแผ่วเศร้า “หาก... หากไม่มีนางอยู่ในโลกนี้ ท่านจะยอมแต่งข้าไหม?”

นางผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือ? ไฉนถึงถามเรื่องเช่นนี้ได้?

ทั้งที่ตนเองเป็นอนุภรรยาของผู้อื่นอยู่แล้ว กลับมาพูดคำเช่นนี้กับชายอีกคน ฟังแล้วมีแต่จะชวนให้รังเกียจและขยะแขยงเท่านั้น

หลี่ฟู่ขมวดคิ้วแน่น เอ่ยเสียงเย็นเยียบ “แต่งเจ้าหรือ? เจ้าคู่ควรด้วยหรือ?”

คำพูดนั้นเหมือนคมมีดปักลงกลางใจ จูอวี้อิ๋งสะท้านวาบ ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ ทั้งอับอายและขมขื่น นางก้มมองตนเอง ก่อนจะแค่นหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย เอ่ยเสียงแหบพร่า “หญิงเช่นข้า บัดนี้คงไม่คู่ควรกับท่าน—ท่านเว่ยหนิงโหว ผู้เป็นถึงขุนนางปกครองมณฑลหนานไห่—แต่เมื่อก่อนเล่า... ครั้งนั้นข้าเป็นคุณหนูสายตรงแห่งตระกูลจู เป็นที่โปรดปรานของทุกคน ข้ากับท่าน...ย่อมเป็นคู่ที่สวรรค์ลิขิต จะว่าไม่คู่ควรได้อย่างไรกัน?”

หลี่ฟู่หัวเราะเย้ยเสียงเย็น “หึ—กับเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ข้าไม่เสียเวลาตอบ แต่ข้าคิดว่า ไม่มีชายใดในโลกนี้จะยอมแต่งหญิงใจอำมหิตเช่นเจ้า! บอกมา—เจ้าพาฟางโจวไปที่ไหน!”

น้ำเสียงของหลี่ฟู่พลันแข็งกร้าวขึ้น

“ใจอำมหิตงั้นหรือ?” จูอวี้อิ๋งหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะเศร้าสร้อย “ข้าเป็นหญิงใจอำมหิตอย่างนั้นหรือ? ทั้งเมืองหลวงใครไม่รู้กันเล่าว่า...คุณหนูหกตระกูลจู อ่อนโยน เรียบร้อย ใจดีมีเมตตา...”

พอเอ่ยถึงอดีต นางเองก็รู้สึกขื่นขม—เรื่องราวเหล่านั้นช่างโง่เขลานัก จูอวี้อิ๋งหัวเราะแผ่ว ๆ แล้วเงียบไป พอเห็นสีหน้าของหลี่ฟู่เยียบเย็นไร้ความรู้สึก หัวใจนางก็ยิ่งหนาวยิ่งเศร้า

“เจ้าต้องการหาตัวเหลียนฟางโจวหรือ?” จูอวี้อิ๋งหัวเราะคิกคัก เงยหน้าขึ้นสบตาหลี่ฟู่ ใบหน้าที่เปื้อนเลือดปรากฏรอยยิ้มบิดเบี้ยว ดวงตาส่องแสงแปลกประหลาดอย่างตื่นเต้น นางหัวเราะอย่างท้าทาย “อันที่จริง ถึงท่านไม่ถาม ถึงท่านไม่สืบ ข้าก็จะบอกอยู่ดีว่า นางอยู่ที่ไหน! ฮิ ๆ ๆ ใต้เท้าหลี่ผู้เฉลียวฉลาด ไหนลองทายดูสิ ว่าข้าพานางไปไว้ที่ไหนกัน?”

หลี่ฟู่ร่างแข็งชะงัก ความเย็นแล่นขึ้นจากสันหลังจนถึงท้ายทอย กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุก เขาพูดเสียงเย็นจัด “เจ้าควรภาวนาให้นางปลอดภัย มิฉะนั้น ข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น!”

เมื่อเห็นแววตาเขาเต็มไปด้วยความกังวล จูอวี้อิ๋งกลับรู้สึกทั้งสะใจทั้งเจ็บปวดปะปนกัน จนตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วอยากเห็นสีหน้าเช่นไรบนใบหน้าของเขากันแน่

นางหัวเราะคิกคัก “ตายทั้งเป็นงั้นหรือ? ตั้งแต่วันที่เจ้าปฏิเสธข้า ชีวิตข้าก็ตายทั้งเป็นอยู่แล้ว! ข้ารักเจ้า รอเจ้ามาหลายปี แต่เจ้ากลับปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอม!”

แววตาหลี่ฟู่เย็นเยียบราวน้ำแข็ง เขาพูดเสียงหนักแน่น “เจ้ารักข้ามากนักหรือ? ข้าว่าไม่ใช่! เจ้าก็แค่เพราะข้าเลือกฟางโจวแทนเจ้า เจ้าคิดว่าตนเหนือกว่านางทุกอย่าง จึงมั่นใจว่าชายของนางต้องทอดทิ้งนางมาเลือกเจ้า แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าจึงรู้สึกเสียหน้า เจ็บใจเท่านั้นเอง เจ้ารักข้าหรือ? เปล่า—เจ้ามันแค่ทนไม่ได้ที่ข้าไม่รักเจ้า!”

“ไม่! ไม่ใช่! ไม่ใช่นะ!” เสียงจูอวี้อิ๋งแหลมพร่า ในหัวเหมือนมีเสียง “หึ่ง ๆ” ดังก้อง กลวงเปล่า ความหวาดกลัวไร้เหตุผลผุดขึ้นจากส่วนลึกในใจ ประหนึ่งมีมือมองไม่เห็นบีบคอแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นางทั้งตกใจ ทั้งหวาดหวั่น!


วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1308 คลาดกันโดยไม่รู้ตัว

 บทที่ 1308  คลาดกันโดยไม่รู้ตัว


หลังจากเรือของทั้งสามแล่นออกจากเกาะไปได้ครึ่งชั่วยาม ช่วงเวลานั้นเอง—ซึ่งเป็นช่วงมืดที่สุดก่อนฟ้าสาง ท่าเรือหุยเฟิงก็พลันลุกเป็นไฟ! เรือหลายลำบนท่าเรือเกิดเพลิงไหม้ขึ้นพร้อมกันในพริบตา

ลมยิ่งพัด—ไฟยิ่งโหม เปลวเพลิงสีสดลุกวาบ สาดแสงแดงฉานไปทั่ว ลามเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า สะท้อนเป็นแสงเพลิงบนผิวน้ำ จุดครึ่งฟากฟ้าให้แดงฉานราวอาบเลือด

เมื่อทหารลาดตระเวนพบเข้า ก็รีบวิ่งแจ้งข่าวด้วยความตื่นตระหนก แต่พอไห่หม่ากับฝูเว่ยมาถึง—ไฟก็ลามไปจนกลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว!

เรือหลายลำถูกเผาวอดจนเป็นแนวยาว พังครืนดัง เปาะแปะ ไม่หยุด เถ้าและเขม่าลอยฟุ้งกลางอากาศ ควันดำทะมึนลอยคลุ้ง แสบจมูกจนคนต้องไอเป็นระยะ แม้อยู่ห่างไกล ก็ยังรู้สึกราวกับถูกเปลวเพลิงเผา

ใต้แสงไฟ ดวงตาของฝูเว่ยแดงฉานไปด้วยโทสะ เขาหันขวับไปทางไห่หม่า ตะโกนเสียงกร้าว “พี่ไห่หม่า—เห็นชัดแล้วใช่ไหม!? บนเกาะของเรามีหนอนบ่อนไส้! พวกมันทำทุกวิถีทางก็เพื่อเป้าหมายเดียว—ขัดขวางพวกเราจากการไปท่าเรือเฉวียนโจว! เพื่อความเห็นแก่ตัวของตัวเอง ถึงกับลงมือเผาเรือ! นี่มันเท่ากับตัดเส้นทางทำมาหากินของพวกพ้องเลยนะ! ท่านยังจะลังเลอีกหรือ!”

“เจ้าพูดถูก!” ไห่หม่ากัดฟันแน่น ใบหน้าแดงฉานเพราะแสงเพลิง จ้องมองทะเลไฟตรงหน้าด้วยความโกรธ “ข้าจะไม่ปล่อยไอ้หนอนนี่ไว้แน่! ค้น! ค้นให้ทั่วเกาะ! หาให้เจอว่าใครมันกล้าทำแบบนี้! ข้าจะถลกหนังมันทั้งเป็น!”

ฝูเว่ยหัวเราะเยาะ “พี่ไห่หม่า—ท่านยังแกล้งโง่ หรือว่าโง่จริง? ความจริงมันอยู่ตรงหน้าแล้ว จะค้นอะไรอีก!”

“เจ้าหมายความว่า...” ไห่หม่าชะงัก สีหน้าซีดลงทันที “อย่าบอกนะ...เจ้าหมายถึง—หัวหน้าใหญ่!? ไม่...เป็นไปไม่ได้! หัวหน้าใหญ่ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้!”

เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน พวกพี่น้องแต่ละคนพากันตกใจ สีหน้าหม่นหมอง

ฝูเว่ยคว้าหัวไหล่ไห่หม่ามาเขย่า เสียงร้อนรนทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ “พี่ไห่หม่า! ได้โปรดตื่นเถอะ! ท่านเห็นเขาเป็นพี่น้อง แต่เขาอาจจะไม่เคยเห็นท่านเป็นพี่น้องเลยก็ได้! ไม่งั้นจะปิดบังท่านทุกเรื่องแบบนี้จนถึงตอนนี้หรือ!? ในใจท่านก็รู้อยู่แล้ว! ทำไมถึงไม่ยอมรับเสียที!”

ใบหน้าไห่หม่าซีดเผือด ริมฝีปากขยับ แต่ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา...

ฝูเว่ยผลักไห่หม่าทันที ดวงตาเย็นชากวาดมองผู้คนรอบด้าน ก่อนตะโกนเสียงกร้าว “พี่น้องทั้งหลาย! พวกเจ้าคิดอย่างไร!? พวกเจ้าเห็นกันหมดแล้วใช่หรือไม่!”

“ต้องเป็นหัวหน้าใหญ่นั่นแหละ!”

“ก็มีแค่เขาคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับแผนบุกท่าเรือเฉวียนโจว!”

“หัวหน้าใหญ่หักหลังพวกพ้อง!”

“เลวเกินทน!”

เสียงโห่ร้องดังกระหึ่ม ผู้คนตะโกนพร้อมเพรียง แขนเหวี่ยงขึ้นฟ้า โกรธเกรี้ยวแทบควบคุมไม่อยู่

ต้องเข้าใจว่า—เรือเหล่านี้สร้างง่ายที่ไหนกันเล่า!? ไม่ใช่แค่ “ยาก”—แต่ ในพวกเขาไม่มีใครสร้างเป็นเลยสักคน! อย่างมากก็แค่ผูกไม้ไผ่ต่อเป็นแพ ออกทะเลเสี่ยงดวง หวังว่าจะมีเรือพ่อค้าผ่านมาพอให้ปล้นหรือขอซื้อเรือใช้ต่อ

แล้วจึงลงใต้ไปยังน่านน้ำทางใต้หรือตะวันออกไกลต่อได้

หากไร้เรือ—พวกเขาก็เท่ากับหมดหนทาง!

การที่หัวหน้าใหญ่เผาเรือทิ้งหมด—ไม่เท่ากับผลักพวกเขาไปสู่ความตายหรือ!?

“ไปถามหาความกับหัวหน้าใหญ่!” เสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวดังขึ้นจากกลางฝูงชน ทันใดนั้น ผู้คนก็ตอบรับเสียงขาน แห่กันโห่ร้องจะบุกกลับไปหาผางอวี้หลงทันที

แต่ไม่ทันได้ขยับ พลันมีชายกลุ่มหนึ่งแต่งกายมอมแมม วิ่งหกล้มคลุกคลานมาจากทางด้านเขา พลางตะโกนลั่นมาแต่ไกล “รองหัวหน้า! คุณชายฝู! แย่แล้ว! แย่แล้ว!”

ไห่หม่ากับฝูเว่ย รวมถึงพวกพ้องที่ได้ยิน ต่างตกใจหันขวับไปมอง เมื่อกลุ่มนั้นวิ่งมาถึง ชายคนหนึ่งในกลุ่มหอบหายใจเหนื่อยแทบขาดใจ ก่อนตะโกนเสียงสั่น “ไม่...ไม่ดีแล้ว! จิ่วเตากับไห่เป่า นำพวกพ้องบุกเข้ามาตอนพวกเราไม่ทันระวัง—ช่วยหัวหน้าใหญ่กับฮูหยินหลุดไปได้แล้ว!”

“อะไรนะ!” ไห่หม่าหน้าถอดสี ยืนอึ้งราวกับหิน

เดิมทีเขาไม่เชื่อคำพูดของฝูเว่ย แม้จะมีข้อสงสัยในตัวผางอวี้หลงอยู่บ้าง

แต่เขาก็ไม่ยอมปักใจเชื่อเด็ดขาด แม้ฝูเว่ยจะยุยง ชี้นำ กระตุ้นให้เขาลงมือสังหารผางอวี้หลงกับชูเอ๋อร์นับครั้งไม่ถ้วน—เขาก็ยังไม่เคยตกลง 

ไม่คิดเลยว่า สุดท้าย เขากลับถูกทิ้งไว้เบื้องหลังจริง ๆ!

ตนเคารพเขาดั่งพี่ใหญ่ แต่นี่หรือ...คือสิ่งที่ได้รับตอบแทน?

“ดี! ดีมาก! ดีเหลือเกิน!” ไห่หม่าหัวเราะลั่นอย่างคลุ้มคลั่ง “นี่แหละ! พี่ใหญ่ของข้าโดยแท้!”

ฝูงชนต่างก็โกรธเกรี้ยวไม่แพ้กัน ตะโกนกึกก้องว่าจะต้องล้างแค้นให้ถึงที่สุด—ไม่ชำระแค้นนี้ อย่าเรียกว่าคน!

ในใจไห่หม่าทั้งเจ็บทั้งแค้น เงยหน้าตะโกนอย่างฮึกเหิม “ดี! ไป! พวกพ้องทั้งหลาย! เราจะไป ‘เยี่ยมเยือน’ พี่ใหญ่ของเรากันหน่อย ถามให้ชัดว่า เขาทำเช่นนี้ ยังมีหน้าบอกว่าไม่ทรยศพวกเรา! ใช้ชีวิตพวกเราไปสอพลอทางการ—เขาไม่คู่ควรจะเป็นหัวหน้าใหญ่! เขาคือศัตรูของเรา!”

ทุกคนพากันยกแขนโห่ร้อง “ศัตรู! ศัตรู! ล้างแค้น! ล้างแค้น!”

ไห่หม่าตะโกน “ไป!” พลางฟาดมือลง นำพาฝูงชนที่เดือดดาล ตรงดิ่งมุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งผางอวี้หลงหลบซ่อนตัวอยู่

ฝูเว่ยกัดฟันแน่น มองไห่หม่าด้วยสายตาเคียดแค้น เดินตามไปอย่างโมโห

เจ้าคนโง่! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าดื้อด้าน ตอนนี้ผางอวี้หลงกับยัยหญิงนั่น คงได้ไปอยู่กับยมบาลเรียบร้อยแล้ว! มานึกเสียใจอะไรตอนนี้ ยังจะมาระเบิดอารมณ์อีก—มีประโยชน์อะไร?

พวกเขาไม่รู้เลยว่า…ขณะที่เปลวเพลิงลุกโชติช่วง สว่างวาบไปทั่วฟากฟ้า

ณ จุดห่างออกไปราวสิบกว่าลี้ในทะเล มีเรือรบขนาดใหญ่หลายลำ เรียงเป็นแนวยาว เคลื่อนที่อย่างเงียบงันภายใต้ความมืด

เปลวไฟอันสว่างไสวจนพุ่งทะลุฟ้า บีบให้กองเรือเหล่านั้นต้องหยุดนิ่งลงทันที

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

“ใครจะไปรู้เล่า!”

“เฮ้! ดูเหมือน...เป็นทางฝั่งท่าเรือเกาะหุยเฟิงนะ! เรือ! หรือว่า—เรือของพวกมันถูกไฟไหม้!?”

ฝูงชนพากันตื่นเต้นขึ้นทันที ยิ่งมองก็ยิ่งมั่นใจ—มีแต่เรือทั้งท่าเกิดไฟไหม้พร้อมกันเท่านั้น ถึงจะสร้างเปลวเพลิงใหญ่ขนาดนี้ได้!

“ท่านแม่ทัพ! ข้าน้อยคิดว่าพวกโจรคงเปิดศึกกันเองเพราะบางสาเหตุแล้วกระมัง! คราวนี้เรามาถูกเวลาเสียจริง!” แม่ทัพรักษาการท่าเรือเฉวียนโจว “ฝูเซี่ยน” กล่าวพลางยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี ปลื้มปีติ หมดสิ้นความกังวลและความตึงเครียดที่มีเมื่อตอนออกเดินทาง

แต่ชายที่เขาเรียกว่า “ท่านแม่ทัพ” หรือ “ท่านผู้ว่าการมณฑล”—หลี่ฟู่

กลับไม่ได้รู้สึกเบิกบานตามไปด้วย กลับกัน หัวใจเขากระตุกวูบด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

ภรรยาของเขานั้น…คือหญิงที่มากด้วยกลอุบายและสติปัญญา ไม่มีทางยอมตายโดยไม่ขัดขืนแน่นอน! ต่อให้ตกอยู่ในรังโจร—เขาก็เชื่อว่านางต้องมีทางเอาตัวรอด! แต่ทำไม—เพลิงใหญ่เช่นนี้จึงเกิดขึ้น "พอดี" ตอนที่นางอยู่บนเกาะ!?

หลี่ฟู่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงในทันที หากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนางจริง—และหากพวกโจรเปิดศึกกันเองจริง แล้วนางจะเป็นอย่างไร? นางจะตกใจไหม?  จะบาดเจ็บไหมในความวุ่นวายนั้น?

แล้วในสถานการณ์ชุลมุนปานนั้น—นางจะเอาตัวรอดได้หรือไม่!?

ใจของหลี่ฟู่สับสนวุ่นวาย เขาจ้องเปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชนอยู่ไกลลิบดุจการท้าทาย หัวใจเขาอยากจะมีปีกโผบินข้ามทะเลไปเดี๋ยวนั้น!

“เร่งเต็มกำลัง! เข้าใกล้เกาะหุยเฟิงทันที!” หลี่ฟู่ออกคำสั่งเสียงหนักแน่น

ทว่า—โชคชะตากลับเล่นตลก เขากับเหลียนฟางโจวยังต้อง “คลาดกัน” อีกครั้ง

เพราะทิศทางที่เหลียนฟางโจว ชุยเส้าซี และเหลียงจิ้น ใช้หลบหนีจากเกาะ

กลับไม่ใช่เส้นทางเดียวกับที่กองเรือของหลี่ฟู่ใช้มาถึง

ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึง สวนทางกันโดยไม่พบเจอ!

ครั้นหลี่ฟู่ขึ้นถึงเกาะหุยเฟิง พบผางอวี้หลงกับชูเอ๋อร์ ได้รับแจ้งว่าเหลียนฟางโจวถูกชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้นพาหนีไปแล้ว เขาแทบอยากจะร้องไห้ออกมา—ด้วยความโกรธและอัดอั้น!

ชายสองคนนั้น ไม่มีใครไว้ใจได้ทั้งสิ้น! เขาจะวางใจได้อย่างไร!?