วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1321 เหตุผลของนาง

 

บทที่ 1321 เหตุผลของนาง

พวกชาวเผ่าไป๋เหยามีนิสัยประหลาด—หากพวกเขาไม่พอใจใครขึ้นมา ก็ไม่คิดฟังเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หากเปิดใจต้อนรับแล้ว ความร้อนแรงในไมตรีกลับทำให้คนลำบากใจยิ่งกว่า พวกเขาคะยั้นคะยอ ตักอาหารให้ไม่หยุด ป้อนคำแล้วคำเล่า หากใครไม่ยอมกิน ก็เท่ากับเป็นการดูแคลนเจ้าบ้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดเรื่องราวขึ้นมาได้ง่าย ๆ

แต่เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซี พอเห็นอาหารบนโต๊ะแล้ว จะให้กลืนลงได้อย่างไร? โดยเฉพาะของแปลกตาอย่างดักแด้ไหม ดักแด้ผึ้ง แค่กลิ่นก็ทำเอาน้ำย่อยปั่นป่วน ทั้งสองคนยังไม่ทันได้ขยับตะเกียบเลยด้วยซ้ำ ก็เริ่มถูกสายตาผู้คนรอบข้างจับจ้อง สีหน้าหลายคนเริ่มไม่สบอารมณ์

เหลียนฟางโจวฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ ก้มหน้าพูดเบา ๆ ว่า ข้าเตือนแล้วนะ! ถ้าพวกเจ้าเผลอทำให้พวกเขาไม่พอใจเข้า วันพรุ่งนี้พวกเราก็อย่าหวังจะออกจากที่นี่ได้เลย! จะให้เรื่องเล็กอย่างกินไม่ได้มาเป็นเหตุให้พลาดทางหนีรอด กลับไปคิดกันดูให้ดีเถอะ!”

เหลียงจิ้นกัดฟันกรอด ชุยเส้าซีหน้าซีดเป็นไก่ต้ม

ของแบบนี้ ข้ากลืนไม่ลงจริง ๆ! ไม่มีทางอื่นแล้วหรือ?” ชุยเส้าซีพูดเสียงอ้อน เหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้าย

ก็...ไม่ได้ไม่มีทางนะ” เหลียนฟางโจวยังพูดไม่ทันจบ สายตาสองคนก็เปล่งประกายขึ้นทันที หันขวับมามองเธอพร้อมกันจนเธอทั้งขำทั้งโมโห จึงก้มหน้าต่ำลงพูดเสียงเบา “แกล้งเป็นลม!”

สิ้นเสียงนั้นไม่ถึงชั่วอึดใจ สองหนุ่มก็เริ่มโงนเงน แล้ว...ล้มลงหมดสติไปทั้งคู่! เหล่าคนในงานถึงกับตะลึงงันไปทั้งวง

เหลียนฟางโจวเองก็ไม่คิดว่าทั้งสองจะทำเร็วปานนี้! ตกใจจนเกือบหลุดหัวเราะออกมา รีบลุกขึ้นยกมือขอโทษ พร้อมหัวเราะกลบเกลื่อน คงเป็นเพราะทั้งสองคนเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน ร่างกายอ่อนเพลียเกินไป พอเจอสุราและของหนักเข้า จึงเป็นลมไปค่ะ!”

นางรีบขอให้คนหนุ่มในหมู่บ้านช่วยกันพยุงทั้งคู่กลับเรือน

คนเผ่าไป๋เหยาก็ช่างหลอกง่ายเสียเหลือเกิน แม้แผนตื้น ๆ เช่นนี้ พวกเขาก็ยังหลงเชื่อ แม้แต่อากงชูอูซึ่งถือว่าเป็นผู้มากประสบการณ์ ยังแสดงสีหน้าเป็นห่วงอย่างแท้จริง พร่ำสั่งกำชับให้ดูแลทั้งสองอย่างดี พร้อมให้ครัวต้มโจ๊กดักแด้ผึ้งไว้ให้ เพราะโจ๊กนั้นบำรุงร่างกายดีที่สุด คนอื่น ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง!

ทำเอาเหลียนฟางโจว ซึ่งแต่เดิมก็คิดจะใช้โอกาสนี้ขอตัวออกจากโต๊ะไปด้วย ถึงกับรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ สุดท้ายก็ตัดใจไม่ลุกจากที่นั่ง จำต้องฝืนยิ้มกลืนอาหารในถ้วยลงทีละคำ แล้วรินสุราเคารพอากงอาม่าอย่างตั้งใจหลายจอก

แม้มีเรื่องเล็ก ๆ เกิดขึ้นกลางงานเลี้ยง แต่สุดท้าย ทั้งเจ้าบ้านและแขกเหรื่อนได้สนุกกันอย่างราบรื่น ส่วนเหลียนฟางโจวเอง กลับต้องฝืนกินจนแน่นท้อง เดินวนในห้องทั้งคืนกว่าจะย่อยได้และหลับลงเสียที

แต่ถึงอย่างนั้น ชาวเผ่าไป๋เหยาก็ถือคำพูดเป็นสัจจะ รุ่งเช้าหลังอาหารเช้า “จินเซิ่ง” ก็พาชายหนุ่มอีกสองสามคน มาส่งเหลียนฟางโจวกับพวกออกจากเขาเหยาซานอย่างปลอดภัย

ในที่สุดก็ออกมาจากขุนเขาอันห่างไกลจากโลกภายนอก พ้นจากป่าเขารกชัฏที่สูงใหญ่และหนาทึบเสียจนบดบังสายตาไปทุกทาง เมื่อได้เห็นตลาดเล็ก ๆ ทุ่งนา และไร่สวนธรรมดาสามัญตรงหน้า ทั้งสามคนก็พลันรู้สึกราวกับ กลับคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง ราวกับหลุดพ้นจากความฝันกลับมาเหยียบดินในโลกแดงหม่น

คราวนี้ค่อยโล่งอกสักที!” ภายในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ในตัวเมืองเล็กนอกเขาเหยาซาน เหลียงจิ้นมองถนนที่คึกคักนอกหน้าต่าง ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความมั่นใจ

เว้นแต่พวกชนเผ่าชายขอบผู้ดื้อรั้น ที่มีวิถีชีวิตคล้ายชุมชนอิสระ ไม่ขึ้นกับใคร ที่เหลือทั้งในมณฑลหนานไห่นั้น มีใครบ้างกล้าขัดคำ “คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเหลียง”? สำหรับเหลียงจิ้นแล้ว พื้นที่ตรงนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเขตบ้านของตนเองเลย

ส่วนเหลียนฟางโจว...เมื่อคิดว่าตนมีสถานะฮูหยินของหลี่ฟู่คุ้มครองอยู่ในนาม ใจก็รู้สึกเบาและปลอดภัยขึ้นมามาก

ระหว่างที่ชุยเส้าซีลงไปข้างล่างเพื่อซื้อผลไม้ตามฤดูกาลที่มีคนเร่ขายอยู่ข้างถนน เหลียงจิ้นก็หันมาถามเหลียนฟางโจวว่า เจ้าคุยกับพวกเผ่าไป๋เหยาเรื่องนั้นแล้วหรือยัง?”

ยังเลย” เหลียนฟางโจวส่ายหน้า แล้วย้อนถามกลับ ท่านล่ะ ได้คุยหรือเปล่า?”

ข้าก็ยังเหมือนกัน” เหลียงจิ้นเองก็ส่ายหน้า

ทำไมล่ะ?” ทั้งสองพูดพร้อมกัน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา เหลียงจิ้นยิ้ม “เจ้าพูดก่อนสิ”

เหลียนฟางโจวตอบเรียบ ๆ ว่า เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุด”

เหลียงจิ้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงียบงัน แล้วพยักหน้า ก็จริง...ยังไม่ใช่เวลาเหมาะที่สุดจริง ๆ”

เขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนั้นอย่างไรดี เหตุผลที่เขาไม่พูดกับอากงชูอูเรื่องการค้าสมุนไพร ก็เพราะเขารู้ตัวดีว่าต่อให้พูดไป ก็ไม่มีทางแข่งกับเหลียนฟางโจวได้ ในเมื่อรู้ว่าต้องแพ้แน่ ๆ ก็เลยไม่พูดเสียเลยยังจะดีกว่า

แต่ในใจเขา...ก็วางแผนไว้แล้ว ถึงจะยอมถอยในตอนนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้เหลียนฟางโจวทำสำเร็จง่าย ๆ เพราะถ้านางทำสำเร็จ ก็เท่ากับเป็นการเสริมอำนาจให้หลี่ฟู่! เขาไม่มีวันยอมให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด!

หากจะทำลายเรื่องหนึ่ง...มันง่ายกว่าทำให้สำเร็จมากนัก โดยเฉพาะสำหรับ "ตระกูลเหลียง" เรื่องเล็กแค่นี้นับว่าง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ—เหลียนฟางโจวก็ยังไม่ได้พูดกับอากงเช่นกัน!

สิ่งที่นางพูดว่า “ยังไม่ถึงเวลาที่ดีที่สุด” เขาเพียงแค่คิดตามเล็กน้อยก็เข้าใจทันทีว่า หมายถึงอะไร เพราะนางรู้ว่าเขาเองก็มีใจคิดเช่นเดียวกัน นางจึงเลือกไม่พูดในตอนนั้น

พูดให้ตรงกว่านี้ก็คือ—นางยังคงเห็นแก่บุญคุณที่เขาเคยช่วยชีวิต! และพูดให้ชัดที่สุดก็คือ—นางจงใจจะเว้นระยะห่างกับเขา ไม่อยากเป็นหนี้เขา...แม้แต่เพียงเสี้ยวเดียว!

ในเรื่องทำร้ายจิตใจคนอื่น...นางช่างทำได้อย่างคล่องแคล่วเสียจริง ๆ!

เจ้าถึงกับ...เกลียดข้าขนาดนั้นเลยหรือ?” เหลียงจิ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนขื่นขม ทั้งจริงทั้งหยอก ถึงกับอยากตัดขาดกันให้สิ้นเชิงเลยงั้นหรือ?”

หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันหนักอึ้ง ตั้งแต่จากเกาะฮุยชุน ออกจากเขาเหยาซาน ทุกอย่างก็คือความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่มีใครหนีได้พ้น

นางฝืนยิ้มอย่างไม่ยี่หระ ข้าเคยพูดแล้วมิใช่หรือ? ทางเดินต่างกัน ก็ย่อมร่วมเดินกันไม่ได้ เจ้าและข้าก็ต่างทำหน้าที่แทนผู้ที่อยู่เบื้องหลัง...เท่านั้นเอง”

แล้วเจ้า...ในฐานะตัวเจ้าเองล่ะ?” เหลียงจิ้นไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ เอ่ยถามซ้ำด้วยน้ำเสียงกดดัน หากตัดเรื่องอื่น ๆ ทิ้งไปหมด—”

คุณชายเหลียง!” เหลียนฟางโจวตัดบททันควัน น้ำเสียงเย็นชา เรื่อง ‘ถ้าหาก’ น่ะ...ไร้สาระที่สุด อย่าพูดถึงอีกเลยจะดีกว่า!”

เหลียงจิ้นเหลือบตามอง ก่อนจะเห็นชุยเส้าซีเดินยิ้มเข้ามา มือถือถุงกระดาษที่บรรจุลูกผีผาเหลืองทองสดใสอยู่เต็มถุง ก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

ว้าว! ลูกผีผาน่ากินจริง ๆ!” เหลียนฟางโจวเห็นแล้วดวงตาเป็นประกาย รีบลุกขึ้นไปรับถุงจากมือเขาอย่างร่าเริง แค่ดูสีก็รู้แล้วว่าต้องหวานฉ่ำแน่นอน!”

ชุยเส้าซีสังเกตบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองได้ในทันที แม้จะไม่แปลกใจเลยสักนิด—เหลียงจิ้นก็เป็นแบบนี้เสมอ คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่เคยคิดถึงใจใคร พอมีโอกาสเมื่อไร ก็รีบใช้มันเพื่อบีบคั้นฟางโจวทันที

เขาไม่พูดอะไรตรง ๆ เพียงยิ้มแล้วกล่าวกับเหลียนฟางโจวว่า ข้าเพิ่งลองไปลูกหนึ่ง หวานมาก เจ้ารีบลองดูสิ”

เหลียนฟางโจวยิ้ม “อืม” รับคำเบา ๆ ก่อนจะยื่นลูกผีผาไปให้เหลียงจิ้นอีกครั้ง แต่เหลียงจิ้นกลับสะบัดเสียงเย็นชา “ข้าไม่เคยกินของแบบนี้!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางพูดติดตลก งั้นเจ้าปฏิเสธ ข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ!” ว่าแล้วก็แกะลูกหนึ่งใส่ปากทันที ก่อนจะหันไปยิ้มหวานกับชุยเส้าซี หวานจริง ๆ! ข้าไม่ได้กินผลไม้สดมานานแล้ว รสชาตินี่...ช่างน่าคิดถึง!”

ชุยเส้าซีหัวเราะ มณฑลหนานไห่น่ะ มีผลไม้แปลก ๆ เยอะแยะไปหมด ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปลายปี จะมีผลไม้สดออกใหม่ให้กินทุกเดือน กินให้พอใจไปเลย!”

สองคนพูดหยอกล้อกันอย่างออกรสออกชาติ ส่วนเหลียงจิ้นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พอยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิด สุดท้ายเลยหันหน้าหนี ไม่อยากมองอีกต่อไป

หลังมื้อกลางวัน ทั้งสามคนก็ว่าจ้างรถลากล้อไม้เทียมลาต่อทางออกจากเมือง

พอถึงเมืองใหญ่ขึ้น ก็เปลี่ยนเป็นรถม้าแทน ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกขั้น คาดว่าอีกหนึ่งหรือสองวัน ก็จะถึงเมืองหนานไห่แล้ว

เหลียนฟางโจวจึงเชิญชุยเส้าซีไปเยือนเมืองหนานไห่ด้วยกัน แม้ในใจชุยเส้าซีจะไม่ค่อยอยากพบหลี่ฟู่นัก แต่เขาเองก็ยังเป็นห่วงเหลียงจิ้นอยู่ไม่น้อย อีกทั้งก็อยากเจอ "ซวี่เอ๋อร์" ด้วย จึงตอบตกลงด้วยรอยยิ้มโดยไม่ลังเล

 

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1320 จะแย่งค้าขายกันหรือเปล่า?

 

บทที่ 1320 จะแย่งค้าขายกันหรือเปล่า?

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ จากนั้นก็ถอนใจเงียบ ๆ สีหน้าดูหม่นลงเล็กน้อย

ชุยเส้าซีเหลือบตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า อย่าได้ถอนใจเลย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ใครก็โทษเจ้าไม่ได้! อย่างที่ว่าไว้ ‘เส้นทางต่างกัน ก็ร่วมเดินกันไม่ได้’ เจ้าคือภรรยาของหลี่ฟู่ ส่วนเขาเป็นคนตระกูลเหลียง! อย่างมากที่สุด…หากวันใดตระกูลเหลียงล่มสลาย เจ้าก็เพียงยื่นมือช่วยสักนิด อย่าถึงขั้นเหี้ยมโหดไม่ไว้ชีวิตก็พอแล้ว!”

คำพูดนั้นทำให้ใจของเหลียนฟางโจวอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอเหลือบตามองเขาอย่างซาบซึ้งแล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือ ว่าในอนาคต คนที่ล้มจะเป็นตระกูลเหลียง? ไม่ใช่ข้ากับอาเจี่ยนที่ต้องคอตกจากมณฑลหนานไห่น่ะ?”

ชุยเส้าซีหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ แน่นอนอยู่แล้ว! แม่ทัพหลี่ต้องเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุดแน่นอน เพราะเขามีเจ้าคนนี้เป็นภรรยา! มีเจ้าคอยอยู่เคียงข้าง จะมีสิ่งใดที่ทำไม่ได้กันเล่า!”

เหลียนฟางโจบเม้มปากแน่น ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ยิ้มขื่นเล็กน้อย

ชุยเส้าซีเองก็รู้ตัวว่าหลุดปากไปเสียแล้ว ตั้งแต่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เขาใส่ใจนางอย่างมาก แต่ไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ ทว่าคราวนี้กลับเผลอเผยใจโดยไม่ตั้งใจ รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที จึงรีบเบี่ยงเรื่องพูดกำกวมสองสามคำ แล้วรีบเดินหนีไป

และแล้ว หัวหน้าเผ่าเฒ่า “จ้าวชูอู” ก็กลับมาจริง ๆ ในช่วงพลบค่ำ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มตะโกนขึ้นเสียงดังลั่นหน้าหมู่บ้านเพียงสองคำ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็ราวกับถูกปลุกให้คึกคักขึ้นมาในบัดดล ผู้คนต่างร้องเรียก หัวเราะ ยิ้มแย้ม วิ่งกรูกันออกจากเรือน เพื่อไปต้อนรับคณะของ “อากงชูอู” ที่เดินทางกลับมาจากการขายสมุนไพร

ทุกปีพวกเขาจะออกไปค้าขายสมุนไพรนอกเขาสองครั้ง เงินที่ได้มาจะนำมาใช้ซื้อของจำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงกล่าวได้ว่าความสำเร็จของการขายสมุนไพรแต่ละครั้งนั้น ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านโดยตรง เหล่าชาวบ้านจึงให้ความสำคัญกันอย่างยิ่ง

ซานเฟิ่งเดินออกจากเรือน พอเห็นเหลียนฟางโจวทั้งสามคนยืนอยู่บนระเบียงไม้ไผ่ มองฝูงชนมาออกันล้นที่ลานตากข้าวกลางหมู่บ้านอย่างตื่นตาตื่นใจ ก็หัวเราะคิกพลางเดินเข้ามาหา ตรงนี้เห็นอะไรได้กัน! อยากไปดูใกล้ ๆ ไหม? ไปเถอะ ข้าพาไปเอง!”

ไม่ดีกระมัง พวกเราไม่ใช่คนในหมู่บ้าน จะตามไปด้วยก็คงไม่เหมาะเท่าไรนัก” เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางส่ายหน้า แล้วก็เอ่ยถามออกไปอย่างไม่คิดอะไร ว่าแต่...ไม่ทราบว่าทางอากงเขาไปขายสมุนไพรที่ไหนกันหรือ? ถึงได้ต้องใช้เวลาหลายวันขนาดนี้จึงกลับมา?”

คำถามนั้นทำให้เหลียงจิ้นถึงกับเหลือบตามองนางลึก ๆ ใจพลันหนักอึ้ง
นางก็คิดเรื่องนี้เหมือนกันงั้นหรือ!

ซานเฟิ่งไม่รู้เลยว่าเหลียนฟางโจวถามไปเพื่อหยั่งเชิง เพียงส่ายหน้าแล้วพูดว่า อากงพวกเราทุกครั้งที่ออกไปก็ต้องใช้เวลาสิบกว่าวัน บางทีก็นานกว่านั้นอีก! ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปขายที่ไหน อากงบอกว่าคนนอกเจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น เอาของดีของเราไป แล้วจงใจบอกว่าเป็นของไม่ดี จะได้จ่ายน้อย ๆ แลกกับของเรา! เมื่อก่อนพวกเราไม่รู้เรื่อง โดนหลอกมาหลายครั้ง หลัง ๆ อากงเลยพาไปขายที่ไกล ๆ กระจายของให้หลายเจ้า แบบนี้ราคากลับจะดีกว่า”

เหลียนฟางโจวถอนหายใจเบา ๆ คนนอกช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก! ใครเล่าจะไม่รู้ว่าสมุนไพรของเขาเหยาซานเป็นของดีที่สุด? กลับหลอกลวงพวกเจ้าเสียได้ น่าละอายจริง ๆ!”

พี่สาวพูดถูกมาก!” ซานเฟิ่งยิ้มตาเป็นประกาย พูดอย่างภาคภูมิ พวกเราไม่เคยเอาของปลอมออกขาย ของที่เอาไปขายล้วนเป็นของดีที่สุด!”

นางพูดพลางดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย ยิ้มอย่างร่าเริงพลางถาม ของจากเหยาซานเรานี่ คนข้างนอกเขาชมกันจริง ๆ หรือ?”

เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจในใจ พวกเจ้าไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือ? ข้อมูลถึงกับปิดกั้นเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

เธอรีบพยักหน้า แน่นอนสิ! สมุนไพรชนิดเดียวกัน ถ้าขึ้นจากเหยาซานแล้ว ประสิทธิภาพย่อมดีกว่าที่อื่นมาก ราคาก็สูงกว่าด้วย บางอย่างที่ที่อื่นไม่มีเลย มีแค่ที่นี่เท่านั้น แบบนั้นถึงกับประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว!”

จริงหรือ!” ซานเฟิ่งยิ่งยิ้มกว้าง ตบมือพลางหัวเราะ ของจากเหยาซานเรา ของดีจริง ๆ นั่นแหละ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ไม่กล้าซักถามต่อมากนัก จึงหันไปชวนคุยเรื่องเบา ๆ อย่างเรื่องครอบครัว เสื้อผ้า ของกินเล่น ของใช้ที่เด็กสาวมักสนใจ

แม้ซานเฟิ่งจะเป็นคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมโดยธรรมชาติ แต่อาม่าของซานเฟิ่งใช่ว่าจะเป็นคนเรียบง่าย และอากงของนาง...ก็ยิ่งไม่ใช่! หากซานเฟิ่งเผลอพูดอะไรต่อหน้าคนพวกนั้นเข้า เกรงว่าอาจทำให้พวกเขาระแวง หรือรู้สึกไม่ดีได้ ยิ่งพูดมาก...กลับอาจไม่งามนัก

เดิมทีเหลียงจิ้นก็ยังฟังบทสนทนาอยู่บ้าง แต่พอเห็นพวกนางเริ่มคุยเรื่องหยุมหยิม ก็หมดความสนใจทันที ถึงอย่างนั้นในใจก็ยังอดคิดพิจารณาอะไรบางอย่างไม่ได้

เขาหาโอกาสเหมาะ แล้วส่งสายตาให้เหลียนฟางโจวเป็นสัญญาณหมายจะคุยกันตามลำพัง เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังไงก็ต้องเผชิญอยู่แล้ว จึงเดินตามเขาไป

เจ้าก็สนใจสมุนไพรจากเหยาซานหรือ?” เหลียงจิ้นยิ้มถาม

ก็แน่นอนอยู่แล้ว” เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ยิ้มตอบ ถ้าไม่มีวาสนา ก็คงต้องปล่อยผ่านไป แต่เมื่อวาสนามาถึงแล้ว ใครจะไม่อยากคว้าไว้ล่ะ? คุณชาย...ก็เช่นกันมิใช่หรือ?”

เหลียงจิ้นหัวเราะเสียงดัง เฒ่าเติ้งคนนั้น คงกำลังเจ็บใจจนนึกอยากโขกหัวกับกำแพง เขาไม่น่ามอบเส้นทางการค้าให้เจ้าตั้งสามสายง่าย ๆ แบบนั้นเลย!”

เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มเล็กน้อย ตอนนั้น เขาก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอยู่แล้ว ข้าให้เกียรติเขาที่สุดเท่าที่จะให้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้น จะมีแค่สามเส้นทางอย่างนั้นหรือ?”

เจ้าไม่คิดจะถอนตัวบ้างเลยหรือ?” เหลียงจิ้นมองสบตานาง

เหลียนฟางโจวในใจรู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อย นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า...ท่านถามข้าในฐานะใด”

เหลียงจิ้นชะงักไปทันที แล้วก็หลุดหัวเราะออกมา

หากเขาพูดในฐานะ “คุณชายเหลียง” ขอให้นางถอนตัว แน่นอนว่านางย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ หากพูดในฐานะ “ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้” เหลียนฟางโจวจะปฏิเสธได้อย่างไร?

แต่ประโยคนี้กลับทำให้เหลียงจิ้นรู้สึกลำบากใจเสียเอง

เขาเหลียงจิ้นเป็นใคร? ไม่ว่าจะช่วงชิงหรือแย่งชิง ล้วนทำด้วยฝีมือของตนเอง ต่อให้คนจะว่าหยาบคายหรือบีบบังคับเกินไป แต่ความแข็งกร้าวและเอาแต่ใจก็ยังถือเป็น "พลัง" แบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ใครก็ทำได้!

เขาไม่เคยต้อง “ขอให้ใครยอมให้” มาก่อน! ยิ่งเป็นเหลียนฟางโจว—ผู้หญิงที่เขารัก—เขายิ่งไม่อยากเอ่ยปากเช่นนั้น

ไม่อย่างนั้น เขาจะกลายเป็นใครไปกัน? ชายชาตรีที่ต้องให้หญิงยอมสละผลประโยชน์ให้? แค่คิดก็อายเสียจนไม่อยากเงยหน้าเจอผู้คนแล้ว โดยเฉพาะ...ไม่อยากให้นางมองเขาในแบบนั้นเลย!

แต่ถ้าพูดถึงการแข่งขันอย่างยุติธรรม เขาเองก็เห็นเหมือนชุยเส้าซี—ว่าเหลียนฟางโจวย่อมได้เปรียบกว่าเขา

...ผู้หญิง มักได้ใจคนอื่นง่ายกว่าผู้ชายอยู่แล้ว

อากงชูอูเมื่อกลับถึงบ้าน พอได้ยินว่ามีแขกคนสำคัญมาเยือน ก็รีบมายิ้มทักทายเหลียนฟางโจวกับพวกอย่างเป็นกันเอง พูดคุยแลกเปลี่ยนคำสุภาพกันอยู่ครู่หนึ่ง

ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็แวะเวียนกันมาทักทายและเยี่ยมเยียนอากงไม่ขาดสาย เหลียนฟางโจวทั้งสามจึงรู้กาลเทศะ หาเหตุปลีกตัวกลับเรือน

คาดว่าอาม่าคงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้อากงชูอูฟังเรียบร้อยแล้ว พอตกเย็นเมื่อซานเฟิ่งมาชวนไปกินข้าว อากงก็ไม่ซักถามอะไรอีก เพียงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร

ทว่าในงานเลี้ยงวันรุ่งขึ้น กลับมีเรื่องเล็ก ๆ เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีได้เห็นอาหารที่จัดวางเต็มโต๊ะ...ซึ่งล้วนดูประหลาดพิกล โดยเฉพาะหนอนไหมดักแด้ และดักแด้ผึ้ง...ก็พากันท้องไส้ปั่นป่วน แทบอาเจียนออกมาตรงนั้น!

 

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1319 ปรับตัวตามท้องถิ่น

 

บทที่ 1319 ปรับตัวตามท้องถิ่น

ชุยเส้าซีกับเหลียงจิ้น ย่อมเข้าใจดีว่า เหลียนฟางโจวกำลังช่วยพูดแทนตนทั้งสอง จึงยิ้มแหย ๆ ตอบรับ

ชุยเส้าซีรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “เคยชินแล้ว! เคยชินจริง ๆ! เอ่อ...ทำให้ อาม่าต้องขบขันแล้ว!”

ใช่ ๆ เคยชินแล้วจริง ๆ!” เหลียงจิ้นก็หัวเราะฝืด ๆ สมทบ

อาม่าฟังแล้วไม่รู้ว่านางเชื่อจริงหรือไม่ เพียงหัวเราะเสียงดังสองครา แล้วเปลี่ยนเรื่อง พูดพลางหัวเราะว่า “นิสัยเช่นนี้ไม่ดีเลยนะ! แต่จะว่าไปก็โทษพวกเจ้าก็ไม่ได้นัก มิใช่แค่พวกเจ้าหรอก! แม้แต่คนในเผ่าของพวกเราก็เป็นเช่นกัน ออกไปนอกเขาโดนกดขี่ข่มเหงกลับมา ก็ไม่ไว้ใจคนนอก หากไม่เป็นเช่นนั้น คงไม่พาพวกเจ้ามาถึงที่นี่หรอก!”

พูดจบ อาม่าก็เริ่มสอบถามว่าพวกเขามาจากที่ใด และพบเจอคนในเผ่าได้อย่างไร

เหลียนฟางโจวเตรียมใจรอคำถามนี้มานานแล้ว จึงรีบพยักหน้ารับ เล่าความทั้งหมดด้วยท่าทีจริงจัง เพียงตัดเรื่องเกาะหุยเฟิงออกไป บอกแค่ว่า หลังออกจากท่าเรือเฉวียนโจว ก็หลงทางกลางทะเลเสียกลางคัน

อาม่าซักถามอย่างละเอียดอีกครู่หนึ่ง แม้บริเวณทะเลส่วนนั้นจะห่างไกลผู้คน แต่นางดูเหมือนจะรู้จักดี จึงไม่ได้แสดงความเคลือบแคลงในคำพูดของเหลียนฟางโจว เพราะถ้าไม่ใช่เช่นนี้ ก็ยากจะอธิบายได้อย่างลงตัว

ไม่รู้ว่ากี่คนต่อกี่คนในโลกภายนอกที่หมายตายาและสมุนไพรล้ำค่าหายากของเขาเหยาซานเหล่านี้ไว้ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่เคยได้อยู่อย่างสงบ ทั้งกลอุบายร้ายและดีต่างถาโถมเข้ามาไม่หยุด หลังจากคนในเผ่าถูกหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเกิดความรู้สึกต่อต้านคนนอก ยามหัวหน้าเผ่าออกไปขายยาข้างนอก แม้จะมีบางคนร่วมเดินทางไปด้วย แต่ก็ไม่มีวันต้อนรับคนภายนอกให้ขึ้นเขาโดยเด็ดขาด

เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกลอบเข้ามา ระหว่างทางจึงเต็มไปด้วยกับดักและด่านตรวจนับไม่ถ้วน หากเหลียนฟางโจวพวกเขาเข้ามาจากนอกเขาจริง คงไม่มีทางรอดพ้นสายตาไปได้แน่

ส่วนเรื่องทะเลส่วนนั้น อาม่าเพียงยิ้มบาง ไม่ได้กล่าวอันใดอีก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะบังเอิญโชคช่วยจริง ๆ ทั้งหมดอาศัยโชควาสนา เพราะตลอดทั้งปี จะมีเพียงช่วงเวลาครึ่งเดือนนี้เท่านั้นที่กระแสลมพัดมาทางนี้ หากเป็นช่วงอื่น ลมทะเลจะพัดพาเรือไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยโขดหินใต้น้ำและกระแสน้ำวน ไม่เคยมีเรือลำใดรอดกลับมาได้เลย…

หากสิ่งที่นางพูดเป็นความจริง ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล แต่หากไม่ใช่ เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อสำรวจเส้นทาง แล้วหวนกลับมาอีกเมื่อใด…สวรรค์ย่อมมีวิธีลงทัณฑ์เอง นางไม่ต้องลงมือให้เปลืองแรงเลยแม้แต่น้อย!

เหลียนฟางโจวเห็นอาม่าถอนหายใจเบา ๆ แม้สีหน้ายังไม่ผ่อนคลายเต็มที่ แต่ก็ดูอ่อนลงมากแล้ว จึงรีบเอ่ยอย่างจริงใจว่า อาม่า ท่านพอจะเมตตาส่งคนพาเราลงจากเขาได้หรือไม่? พวกเรามิได้ตั้งใจบุกรุก ขอได้โปรดให้อภัยเถิดเจ้าค่ะ”

อาม่ายิ้มพลางกล่าว ไม่ต้องรีบร้อน ในเมื่อพวกเจ้ามาถึงนี่แล้ว ก็นับว่ามีวาสนา จะอยู่พักต่ออีกสักสองสามวันก็ไม่เป็นไรหรอก!”

เหลียนฟางโจวมองไปยังเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีด้วยสายตาขอความเห็น ทั้งสามจึงจำต้องพยักหน้ารับคำ

เหลียงจิ้นในใจกลับรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พวกคนเผ่าไป๋เหยาเปลี่ยนไปกลายเป็นคนมีน้ำใจขนาดนี้ ถึงขั้นเชื้อเชิญแขกให้อยู่พักด้วย? หากเป็นเมื่อก่อน คงได้ดีใจจนออกนอกหน้า ทว่าตอนนี้กลับยินดีไม่ลง

อาม่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางกล่าว อากงของพวกเราจะกลับมาวันนี้ พรุ่งนี้ทั้งหมู่บ้านจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ พวกเจ้าร่วมโต๊ะด้วยเถิด รุ่งขึ้นข้าค่อยให้คนไปส่ง ไม่ต้องกังวล! ข้าพูดแล้วว่าพวกเจ้าเป็นแขก ก็ต้องเป็นแขก ไม่มีใครกล้าล่วงเกินแน่นอน!”

เหลียนฟางโจวทั้งสามจึงกล่าวคำขอบคุณและตอบรับอย่างสุภาพ

อาม่าพยักเพยิดไปยังของที่วางอยู่ข้างกาย เป็นสัญญาณให้ซานเฟิ่งนำกลับไปคืนพวกเขา พลางหัวเราะกล่าว ในเมื่อเป็นสหายกันแล้ว พวกเผ่าไป๋เหยาเราไม่มีทางเอาทรัพย์สินของสหายไว้เป็นของตนเองได้ แม้ข้าจะดูไม่ออกนัก แต่ก็รู้ว่าสิ่งของเหล่านี้ล้วนล้ำค่า พวกเจ้าเก็บกลับไปเถิด!”

ทั้งสามสบตากันเลิ่กลั่ก ชุยเส้าซีจึงกล่าวว่า อาม่าช่างเกรงใจเกินไปแล้ว ของที่มอบไปแล้ว จะให้เอากลับคืนได้อย่างไร?”

แต่อาม่ากลับโบกมือปฏิเสธ ซานเฟิ่งก็หอบของทั้งหมดมายื่นคืนให้เรียบร้อย ทั้งสามจึงทำได้เพียงขอบคุณและเก็บของกลับมา

เหลียนฟางโจวหยิบต่างหูทองประดับไข่มุกขนาดเท่าหัวแม่มือขึ้นมา แล้วจับมือซานเฟิ่งวางลงบนฝ่ามือของนาง กล่าวยิ้ม ๆ ว่า ต่างหูคู่นี้ ขอมอบเป็นของขวัญพบหน้ากันครั้งแรกแก่น้องสาวซานเฟิ่ง ขอให้รับไว้เถิด หากปฏิเสธอีก เราคงรู้สึกละอายใจจนไม่มีหน้าสู้หน้าแล้ว”

ซานเฟิ่งกำลังจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินดังนั้น ก็เหลือบมองอาม่า

อาม่าหัวเราะน้อย ๆ แล้วกล่าว ในเมื่อแม่นางเหลียนมอบให้เป็นของขวัญพบหน้า เจ้าก็รับไว้เถอะ”

คำพูดเพียงคำเดียวไม่เข้าหูก็อาจถูกจับขังได้ง่าย ๆ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ร้องเรียกฟ้าหรือวิงวอนแผ่นดิน ก็คงไม่มีใครช่วยได้!

ชุยเส้าซีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เรื่องนี้ไม่ยาก อาม่าก็ว่าอยู่ไม่ใช่หรือ ว่าอากงที่ออกไปขายสมุนไพรจะกลับมาวันนี้ งั้นเราคอยหาจังหวะลองหยั่งเชิงเขาดูก่อนก็แล้วกัน”

ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางพยักหน้า

ชุยเส้าซีโน้มตัวมากระซิบเสียงต่ำอีกครั้ง แล้วยังต้องระวังเจ้าคนแซ่เหลียงนั่นด้วย ข้าเกรงว่าเขาเองก็คงคิดไม่ต่างจากเรา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลใหญ่พวกนั้นจะไม่โลภ!”

เหลียนฟางโจวถึงกับชะงัก สีหน้าเคร่งขึ้นในทันที ไม่ว่าอย่างไร ก็ห้ามให้เขาสำเร็จเป็นอันขาด! ต่อให้ข้าทำไม่สำเร็จ ก็จะไม่มีวันให้เขาทำได้!”

ไม่อย่างนั้น ตระกูลเหลียงจะได้ลอยหน้าลอยตาไปถึงไหนกันเล่า!

ชุยเส้าซีหัวเราะเบา ๆ ข้าเพียงอยากเตือนเจ้า ให้ระวังเล่ห์กลของเขาไว้ให้ดี! เอาเข้าจริง อาม่าดูจะชอบเจ้ามากกว่าเขาเสียอีก ถ้าพวกเจ้าเกิดมีใจตรงกันจริง ๆ ล่ะก็ อาม่าต้องเอนเอียงมาทางเจ้ามากกว่าแน่! ส่วนเขา…ฮึ! แค่มองก็รู้แล้วว่าเจ้าเล่ห์ใส่หน้ากาก ใครจะไปชอบได้ลง!”

 

 

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1318 เขาเหยาซาน

 

บทที่ 1318 เขาเหยาซาน

เหลียงจิ้นแค่นเสียงเย็นชา ก่อนเอ่ยเสียงแข็งหลังนิ่งไปครู่หนึ่งว่า เจ้าบอกให้ข้าหนีคนเดียวงั้นหรือ? ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ?”

เหลียนฟางโจวเห็นเขายังผูกใจเจ็บ พูดวกวนไม่จบไม่สิ้น ใจเริ่มรู้สึกรำคาญ
แต่ก็ยังฝืนข่มความหงุดหงิดในใจ ยิ้มอ่อนเอ่ยว่า ข้าแค่เห็นเจ้าจะลงมือ เลยตกใจจนพูดผิดไปในตอนนั้น ข้ารู้ดีว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น! หากเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ ข้ายังดูไม่ออก ก็คงเป็นคนโง่แล้ว! ข้า...ข้าขอโทษ แบบนี้ใช้ได้หรือยัง?”

เหลียงจิ้นถึงกับลดท่าทีเย็นชาลง หันมามองนางแล้วยิ้ม ไหน ๆ เจ้าก็ขอโทษแล้ว ข้าก็ไม่ถือสาอะไรอีกก็แล้วกัน เอาเถอะ ถ้าเจ้าคิดจะฝากความหวังไว้กับหมาป่าพวกนี้ เจ้าก็ลองดู ข้าจะปล่อยให้เจ้ารับมือทั้งหมดเอง ตราบใดที่ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก ข้าจะไม่ลงมืออีก!”

แม้เหลียนฟางโจวไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับคำรับปากนี้ แต่ยังไงพูดออกมาก็ดีกว่าไม่ได้พูด นางจึงพยักหน้า ยิ้มรับ อืม ข้าจะลองดู!”

ชุยเส้าซีเห็นเรื่องวุ่นวายคลี่คลายลง ก็โล่งใจตามไปด้วย เขาเดินเข้ามาใกล้ เอ่ยว่า ถึงจะพูดอย่างนั้น พวกเราก็ควรวางแผนกันไว้บ้าง ยังไงคนพวกนี้ก็แตกต่างจากที่เราเคยเจอ ใครจะรู้ว่าเมื่อไรพวกเขาจะหันมาเล่นไม้แข็งใส่เรา?”

เหลียงจิ้นก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที

เหลียนฟางโจวถึงกับพูดไม่ออก...สองคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เห็นพ้องต้องกันจนทิ้งนางไว้ข้างหลังเสียแล้ว? แม้ในใจก่นด่า นางก็ยังต้องจำใจพยักหน้ารับ

แต่ยังไม่ทันไร ประตูไม้หนาหนักก็ถูกเปิดจากด้านนอก ยังเป็นชายคนนำเดิม พาอีกห้าหกคนเข้ามา เรียกพวกนางทั้งสามให้ออกไป

เหลียนฟางโจวทั้งสามไม่กล้าชักช้า รีบตามไปทันที

ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงเรือนยกพื้นไม้ไผ่ขนาดใหญ่บนเนินเขากลางหมู่บ้าน ชายผู้นำพูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาถิ่น แล้วพาพวกเขาขึ้นไปบนเรือน

เด็กสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ด สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินปักลาย ยิ้มสดใสเดินออกมาต้อนรับ สนทนากับชายผู้นำอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เขาจะขอตัวจากไป

เหลียนฟางโจวแอบสังเกตเด็กสาวผู้นั้น ใบหน้านางงดงามได้รูป คิ้วตาคม ปากค่อนข้างหนา แต่ยามยิ้มกลับเผยฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ แม้ผิวคล้ำเล็กน้อย แต่โครงกระดูกได้สัดส่วน รูปร่างสูงโปร่ง สะท้อนความงามแบบสุขภาพดี ซึ่งแตกต่างจากสาวชาวบ้านทั่วไป

ดวงตากลมโตดำขลับของเด็กสาวกวาดมองทั้งสามคนแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะคิกแล้วกล่าวว่า พวกท่านคือคนที่บุกเข้าหมู่บ้านเราสินะ? ตามข้ามาเถอะ! อากง(ท่านปู่)ของข้าไม่อยู่ อาม่า (ย่าของข้า) รอจะพบพวกเจ้าอยู่!”

แม้น้ำเสียงของนางจะมีสำเนียงท้องถิ่น แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นภาษาราชการ!

ทั้งสามดีใจราวกับได้พบญาติสนิทที่พลัดพราก ชุยเส้าซีถึงกับอุทานยิ้มกว้าง เจ้าพูดภาษาราชการได้ด้วยรึ? ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!”

เด็กสาวหัวเราะคิก ก่อนพูดยิ้ม ๆ ว่า อากงของข้ามักพาคนออกไปขายสมุนไพรกับของป่าข้างนอก ท่านเคยสอนข้าอยู่นิดหน่อย”

พลางพูดพลางพาทั้งสามเดินผ่านระเบียงไม้ มาหยุดที่หน้าห้องห้องหนึ่ง
แล้วเคาะประตูเบา ๆ

ด้านในดังขึ้นเสียงไอแผ่วเบาของหญิงชรา จากนั้นจึงมีเสียงแหบพร่าเอ่ยว่า เข้ามา——”

เด็กสาวขานรับอย่างร่าเริง แล้วนำทั้งสามเข้าไป

ทันทีที่เข้ามา ทั้งสามก็เห็นกองข้าวของที่วางซ้อนกันบนโต๊ะน้ำชาข้างหญิงชรา สิ่งของเหล่านั้นล้วนเป็นเครื่องประดับและของมีค่าที่พวกเขาเคยมอบให้ชายหัวหน้าก่อนหน้า

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีถึงกับใจเต้น ใบหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย พวกเขาไม่แน่ใจว่าการที่ข้าวของเหล่านี้มาอยู่ตรงหน้าหญิงชราผู้นี้ ซึ่งสีหน้าเรียบนิ่งอ่านไม่ออกเลยว่าโกรธหรือยินดี—จะหมายความว่าอย่างไร

แม้แต่เหลียนฟางโจวก็รู้สึกใจสั่นอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังสงบกว่าสองคนข้าง ๆ

เพราะเธอนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า มีคำกล่าวว่า บางชนเผ่าในถิ่นทุรกันดารนั้นยึดถือระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นพืชผลจากไร่นา หรือของล่าจากป่า ต่างก็ต้องนำมามอบให้หัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นจึงให้ผู้อาวุโสผู้ทรงคุณธรรมในเผ่าแบ่งปันตามจำนวนสมาชิกแต่ละบ้าน บางที ที่นี่ก็คงเป็นเช่นนั้น...

อาม่า ข้าพาคนมาแล้ว! พวกที่พี่จินหวังเจอเมื่อวาน ก็คือพวกเขานี่แหละ!”
เด็กสาวเดินไปใกล้หญิงชรา ยิ้มระรื่นเอ่ยบอก

เหลียนฟางโจวก้าวขึ้นไปข้างหน้า คุกเข่าเล็กน้อยทำความเคารพ
พลางยิ้มกล่าวว่า ขออภัยที่เราบุกเข้ามาโดยมิได้ตั้งใจ หวังว่าอาม่าจะโปรดอภัยให้พวกเราด้วย!”

หญิงชราค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย นางหรี่ตามองเหลียนฟางโจวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมือแล้วยิ้มว่า ช่างเป็นเด็กสาวหน้าตางดงามเสียจริง! มาแล้วก็ถือเป็นแขก นั่งลงก่อนเถอะ! ซานเฟิ่ง เจ้ายังไม่รีบไปชงชาอีก!”

เหลียนฟางโจวยิ้มรับคำอย่างนอบน้อม ชุยเส้าซีและเหลียงจิ้นก็รีบก้าวมาทักทายหญิงชรา แล้วนั่งลงด้วยกัน

ครู่หนึ่ง เด็กสาวที่ชื่อซานเฟิ่งก็ยกน้ำชาเข้ามา แล้วส่งให้ทีละคน ชานั้นเย็นเฉียบ สีเข้มออกน้ำตาลดำ ไร้กลิ่นหอมของชาแม้แต่น้อย พอมองเข้าไปใกล้ ๆ จะเห็นเศษสิ่งสกปรกลอยอยู่ในน้ำชานั้น

แบบนี้ก็เรียกว่าชางั้นหรือ? ทั้งเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย

โดยเฉพาะเหลียงจิ้น ยิ่งหวาดระแวง เขาหวั่นใจว่าในน้ำชานี้จะมีอะไรปนเปื้อนอยู่ เพราะคนพวกนี้ทำตัวประหลาดนัก เมื่อครู่ยังจับพวกเขาขังไว้เหมือนนักโทษ แต่ตอนนี้กลับอ้างว่าเป็น “แขกผู้มีเกียรติ” ถ้าจะบอกว่าไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เลย—ใครจะเชื่อ?

ชุยเส้าซีถึงกับดื่มชาในถ้วยไม่ลงทันทีที่เห็น “ชา” แปลกประหลาดเช่นนี้! ทั้งสองคนถือถ้วยชาไว้ในมือ ลังเลอยู่เนิ่นนาน

ทว่าเหลียนฟางโจวกลับยิ้มขอบคุณ ก่อนจะยกขึ้นจิบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีหน้าถอดสี พยายามจะห้าม—แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว!

เห็นเพียงแววตาเหลียนฟางโจวสว่างวาบขึ้น ก่อนจะดื่มรวดเดียวอีกสองอึกอย่างชื่นใจ จากนั้นหันไปยิ้มชมหญิงชรา ชาของอาม่าช่างอร่อยเหลือเกิน! เย็นชื่นใจ หวานละมุน กลิ่นหอมสดชื่น ดื่มแล้วสดชื่นจนลืมไม่ลง ข้าไม่เคยดื่มชาที่ไหนแบบนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ!”

หญิงชราหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ พลางว่า เจ้าชอบก็ดื่มให้เยอะ ๆ เลย! นี่เป็นใบไม้บนเขาที่พวกเราเก็บมาต้ม ดื่มตอนอากาศร้อนแบบนี้เย็นชื่นใจ คนก็สดชื่นขึ้น! ซานเฟิ่ง เติมชาให้สาวน้อยนี่อีกถ้วย!”

เหลียนฟางโจวรีบยกถ้วยหมดแล้วส่งคืน พร้อมกล่าวขอบคุณยิ้มแย้ม ข้าแซ่เหลียน ชื่อฟางโจว อาม่าเรียกข้าว่าฟางโจวก็ได้เจ้าค่ะ” พลางแนะนำเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีต่อ แน่นอนว่าไม่ได้เอ่ยถึงฐานะของเหลียงจิ้น

เหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีต่างก็พยักหน้ารับคำ ก่อนจะยกชาขึ้นดื่มในที่สุด

พอดื่มเข้าไปแล้วก็พบว่าเย็นชื่นใจจริงแท้ ในอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกเย็นถึงหัวใจ สดชื่นยิ่งกว่าดื่มน้ำบ๊วยเย็นเสียอีก!

ซานเฟิ่งยกน้ำชามาเติมให้เหลียนฟางโจว หญิงชราจึงยิ้มแย้ม หันไปพูดกับเหลียงจิ้นและชุยเส้าซีว่า คุณชายทั้งสองคงกลัวว่าแก่คนนี้จะวางยาในน้ำชาสินะ? น่าขันนัก! ที่นี่คือเขาเหยาซาน หากพวกข้าจะจับพวกเจ้า ยังต้องเสียเวลาวางยาด้วยหรือ? เสียของเปล่า!”

คำพูดนี้ทำเอาเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีถึงกับอับอายจนหน้าเสีย

เหลียนฟางโจวรีบยิ้มกลบเกลื่อน อาม่าอย่าถือโทษพวกเขาเลยนะเจ้าคะ ผู้ชายเวลาเดินทางมักพบเจอคนร้ายและคนหลอกลวงอยู่บ่อย ๆ เลยกลายเป็นเคยตัว คิดมากระแวงไปหมด ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกเจ้าค่ะ!” พูดพลางหันไปค้อนสองหนุ่มอย่างไม่พอใจ แล้วแสร้งทำเสียงฮึดฮัดว่า สองคุณชายนี้ก็ตาแหลมนัก! อาม่าเป็นคนใจดีขนาดนี้ ยังคิดระแวงอีก ระวังตัวมากเกินไปแล้วจริง ๆ!”