วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1240 ยินดีทั่วหน้า

 

บทที่ 1240 ยินดีทั่วหน้า

 

ต้องรู้ไว้ว่า แม้มณฑลหนานไห่จะมีการค้าขายกับจงหยวนแผ่นดินใหญ่อยู่บ้าง แต่โดยมากเป็นพ่อค้าท้องถิ่นที่เดินทางไปเบิกของจากจงหยวนเสียมากกว่า หาได้มีพ่อค้าจงหยวนเต็มใจเดินทางมาค้าขายในถิ่นนี้ไม่

สินค้าที่แลกเปลี่ยนกัน ก็มักเป็นผ้าไหม ชา เครื่องเคลือบ และสิ่งของมีค่าต่าง ๆ น้อยนักที่จะมีผู้หอบหิ้วเครื่องสำอาง เครื่องแป้ง หรือของเล็กน้อยเหล่านี้มา แม้มีติดมาบ้างก็เพียงเพราะผ่านทางสะดวก และหาได้เทียบเคียงความวิจิตรบรรจงเฉกเช่นในเมืองหลวงไม่

ดังนั้นจึงมีผู้ทนไม่ไหว เอ่ยปากขอชมเครื่องประดับและเครื่องสำอางที่เหลียนฟางโจวหอบมาจากเมืองหลวงหลังมื้ออาหาร

โดยหลักแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นการเสียมารยาทไม่น้อย ฮูหยินผู้นั้นพอหลุดปากออกไป ก็พลันรู้สึกตัวว่าพูดผิดไป ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นเป็นสีแดง รีบลุกขึ้นยืนยิ้มพลางเอ่ยขอโทษอย่างกระอักกระอ่วน

ทว่าเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมา กลับมีผู้คนในที่นั้นเห็นพ้องอยู่มาก จึงอดไม่ได้ที่จะช่วยพูดเข้าข้างนาง ต่างยิ้มพลางเอ่ยว่า ตนก็มีใจเช่นเดียวกัน หาได้มีเจตนาล่วงเกินไม่ ก็เพียงเพราะเลื่อมใสอยากเห็น อยากเปิดหูเปิดตาเท่านั้น ขอให้ฮูหยินหลี่เมตตา แบ่งปันให้ทุกคนได้ชื่นชมเป็นบุญตาเถิด

เหลียนฟางโจวรีบยิ้มพลางเชิญฮูหยินผู้นั้นให้นั่งลง ก่อนหันไปยิ้มกล่าวกับทุกคนว่า “อะไรกัน จะนับว่าเป็นการล่วงเกินได้อย่างไร? หากบ้านใดมีของดีงาม แล้วนำออกมาให้ผู้อื่นได้ชม ก็ยิ่งเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีมิใช่หรือ? ที่พวกพี่น้องอยากชม นั่นเท่ากับมอบหน้าให้แก่ข้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะทำตัวไม่รู้คุณค่าถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเล่า? เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว หากอยากดูก็จงดูตามใจเถิด!”

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนยิ้มพรายพร้อมเสียงหัวเราะ ชวนกันชมเชยว่าฮูหยินหลี่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี จนบรรยากาศยิ่งครึกครื้นเบิกบานยิ่งกว่าเดิม

เหลียนฟางโจวจึงโบกมือเรียกหงอวี้ ให้เข้ามาก้มตัวเอียงหูใกล้ๆ นางจึงกำชับถ้อยคำเบา ๆ ไปหลายประโยค หงอวี้จึงยิ้มรับคำ ก้มตัวคำนับแล้วรีบออกไปทันที

แท้จริงแล้ว ที่เหลียนฟางโจวสั่งหงอวี้ต่อหน้าทุกคนนั้น ก็เพียงเพื่อแสดงท่าทีให้เห็นเท่านั้นเอง ของเหล่านั้น นางได้เตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่สามวันก่อน โดยพาปี้เถา ชุนซิ่ง และหงอวี้ช่วยกันจัดแจงเสร็จสรรพ

ครั้นทุกคนรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้น ก็ย้ายไปนั่งพักดื่มชาในห้องโถงดอกไม้ได้เพียงชั่วเวลาจิบชาเท่านั้น ก็มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งใจร้อน อดกลั้นไม่ไหว พลันเอ่ยขึ้นเตือน

ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะครืน แต่ในแววตาของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แสงประกายระยิบระยับสะท้อนอยู่ในดวงตา

เหลียนฟางโจวย่อมไม่ทำลายความคึกคักของทุกคน จึงยิ้มพลางพาทุกคนไปยังโถงกลางของเรือนชั้นใน

หงอวี้ได้พาบรรดาสาวใช้จัดเตรียมสิ่งของตามที่เหลียนฟางโจวสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อบรรดาสตรีทั้งหลายเห็นหีบใหญ่หลายใบทำด้วยไม้จันทน์แดงและไม้มะเกลือประดับมุกเปล่งประกายวางอยู่บนโต๊ะ ต่างก็พากันส่งเสียงฮือฮา ก่อนพูดคุยหัวเราะพลางกรูกันเข้ามา

เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนเปิดออกทีละหีบ ให้ทุกคนดูตามใจชอบ ภายในมีทั้งปิ่นปักผมและเครื่องประดับนานาชนิด มีกล่องเครื่องสำอางชุดเล็กเคลือบลายสีอ่อนใส่แป้งและน้ำหอม มีกล่องหนึ่งใส่พัดหลากหลายชนิดทำจากวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งถุงหอมอันงดงาม พู่พัด ผ้าเช็ดหน้า หยกห้อย และของประณีตเล็กน้อยอีกมากมาย ทำเอาทุกคนดวงตาพร่างพราว จนมิรู้จะมองสิ่งใดก่อนดี

เอาแค่เพียงถุงหอม นอกจากที่ปักลวดลายด้วยไหมหลากสีแล้ว ยังมีทำจากหยกขาว หยกเขียวทอง เงิน ทองแดงสีม่วง แก้วผลึก งาช้าง ฯลฯ ซึ่งมีการแกะสลักเป็นทรงกลม เป็นลวดลายดอกไม้และลายต่าง ๆ ดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวา งดงามเล็กจิ๋ว น่าทะนุถนอมยิ่งนัก

ส่วนเครื่องสำอางนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง พวกแป้งที่ใช้ผัดหน้า เมื่อได้ลองก็พบว่าละเอียดนุ่มนวลเป็นพิเศษ ขาวสะอาดละมุน พร้อมกลิ่นหอมบางเบาของดอกไม้ตามธรรมชาติ เมื่อทาบนผิวหน้าก็เกลี่ยได้เรียบง่าย เนียนไม่เป็นก้อน ไม่จับตัวแข็ง ทำให้ผิวเนียนนุ่มราวกับเปลือกไข่ที่เพิ่งลอกออกสดใหม่ ส่วนชาดทาปากนั้นกลับมีเฉดสีมากกว่าสิบชนิดทีเดียว!

ยังมีเครื่องประดับแกะสลักจากหยกจักรพรรดิสีเขียวน้ำงาม เนื้อใสเปล่งประกาย ทั้งที่เป็นห้อยคอและกำไลแขน รวมถึงไข่มุก อัญมณีหลากชนิด อำพันและขี้ผึ้งเหลือง นำมาประกอบเข้ากับทองคำ เงิน และงานลงยาปักขนนกกระเต็น อันวิจิตรตระการตา ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือผู้ชาญฉลาด จนกลายเป็นปิ่นปักผม ปิ่นเสียบกลางผม ปิ่นทรงสี่เหลี่ยมแบน ต่างหู กำลไลข้อมือ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือชั้นยอดที่หายากและประเมินค่ามิได้

สำหรับเครื่องประดับเหล่านี้ บรรดาสตรีทั้งหลายต่างเป็นผู้รู้ดูเป็นทั้งสิ้น เพียงชำเลืองก็ทราบดีว่าล้วนมีค่ามหาศาล จึงได้แต่ยกขึ้นจับอย่างระมัดระวัง ชื่นชมเอ่ยคำสรรเสริญไม่ขาดปาก แม้ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา แต่กลับไม่มีผู้ใดบังอาจคิดหมายจะครอบครองแม้แต่น้อย

ทว่าพอเป็นพวกแป้งหอม เครื่องประทินผิว พัดงดงามหลากลวดลาย หรือถุงหอมเล็กละเมียดละไมแล้วนั้น กลับไม่มีใครยับยั้งใจได้สักเท่าไร

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน นางฉีกยิ้มพลางเอ่ยขอแป้งหนึ่งกล่องจากเหลียนฟางโจว แล้วก็พลันมีคนอื่น ๆ เอ่ยตามทันที โดยส่งเสียงเซ็งแซ่ขอเอาของที่ตนถูกใจ ก่อนจะรีบคว้าสิ่งที่ชอบขึ้นมาชูให้ดู แล้วขอร้องให้เหลียนฟางโจวมอบให้

เหลียนฟางโจวทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ เอ่ยว่า “หากพวกท่านชอบ เช่นนั้นภายหน้าข้าจะเขียนจดหมายไปบอกให้พ่อบ้านในเมืองหลวงจัดซื้อส่งมาให้เถิด ของพวกนี้ส่วนมากข้าใช้แล้ว จะมอบเป็นของขวัญได้อย่างไรเล่า?”

แต่บรรดาสตรีทั้งหลายกลับมิได้ถือสา ต่างพากันหัวเราะเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก!” “ไม่มีปัญหา!”

มีคนถึงกับหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮูหยินหลี่มอบให้พวกเราครั้งนี้แล้ว ครั้นเมืองหลวงจัดหาส่งมาคราวหน้า ก็มอบให้พวกเราอีกสักครั้งก็เท่านั้นเอง!”

คำพูดนี้ทำให้ทุกคนพากันหัวเราะครึกครื้น

เหลียนฟางโจวก็หัวเราะจนกลั้นไม่อยู่ เอ่ยว่า “หากพวกท่านไม่รังเกียจ เช่นนั้นก็เอาไปเถิด!”

เหล่าสตรีต่างปลื้มปริ่ม พากันยิ้มกล่าวขอบคุณ พลางหยิบของที่ตนได้มาเล่นอย่างรักใคร่ ดวงใจเบิกบานเปี่ยมสุข

แท้จริงแล้ว เมื่อตั้งตาแลเห็นของดีเต็มโต๊ะเช่นนี้ ต่างก็อยากได้ไปเสียทั้งหมด เพียงแต่เกรงใจ จึงไม่กล้าเอ่ยปากเท่านั้นเอง

แล้วทุกคนก็กลับมานั่งสนทนาดื่มชากันต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ยิ่งแนบแน่นสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม

ครั้นถึงเวลาแยกย้าย เหลียนฟางโจวยังมอบของขวัญแก่ทุกคนอีกคนละชิ้น เป็นกล่องไม้มะเกลือประดับมุก ขนาดกว้างเพียงฝ่ามือ ยาวราวหนึ่งศอก แกะลายดอกไม้กิ่งงาม ภายในบรรจุผ้าไหมประดิษฐ์ดอกใหม่ล่าสุดจากวังหลวงหนึ่งคู่ ผ้าเช็ดหน้าสองผืนเป็นผ้าไหมสีน้ำฟ้าอ่อนหรือผ้าปักลายเมฆมงคล และสร้อยประคำสิบแปดเม็ดทำจากอำพันหรือขี้ผึ้งเหลือง ประดับหัวพระพุทธรูปด้วยปี้สี่(ทัวร์มาลีน) หรือไข่มุก

แม้มิใช่ของล้ำค่าใหญ่โต แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและความใส่ใจอย่างแท้จริง

ส่งแขกคนสุดท้ายออกไปแล้ว เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดเอว พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอก

นางไม่ได้ออกแรงวางกลอุบายต้อนรับผู้ใดหนักหนามาเนิ่นนานแล้ว ยิ่งวันนี้ต้องรับรองผู้คนเป็นกลุ่มใหญ่ จะไม่เหนื่อยก็เป็นไปไม่ได้!

ปี้เถาเห็นเข้าก็รีบก้าวมาประคอง พลางยิ้มเอ่ยว่า “หลายวันมานี้ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจัดเตรียมไปไม่น้อย วันนี้ในที่สุดก็เสร็จสิ้นแล้ว กลับไปพักผ่อนกันเถิดเจ้าคะ!” จากนั้นก็หัวเราะต่อ “ดูท่าผลออกมาดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ ฮิฮิ คนพวกนี้ช่างหลอกง่ายจริง ๆ เพียงฮูหยินใช้กลอุบายตบตาเล็กน้อย ก็หลอกพวกนางให้หลงหมุนวนอยู่รอบตัวแล้ว!”

เหลียนฟางโจวเดินไปด้านในพร้อมปี้เถาและสาวใช้อีกสองสามคน ฟังคำพูดนั้นแล้วพลันหยุดก้าว หันมาส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า “หลอก? ตบตา? นั่นเจ้าพูดผิดแล้ว! ข้ามิได้ตบตาพวกนาง ยิ่งไม่เคยมีใจคิดจะหลอกลวง หากจะคิดโกหกแล้วเล่า เหตุใดต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเช่นนี้? สิ่งที่ข้าทำ ล้วนด้วยใจจริง อยากผูกไมตรีกับพวกนาง ให้ได้เป็นมิตรสหายแท้จริงต่างหาก!

 

หนานไห่นี้มิใช่ของสี่ตระกูลใหญ่ แต่เป็นหนานไห่ของทุกผู้ทุกคน! พวกตระกูลอื่นก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดจะก้าวขึ้นมา หากเราผูกสัมพันธ์กับพวกนาง เกื้อหนุนให้ตระกูลของนางเจริญเติบโต ก็เท่ากับค่อย ๆ บั่นทอนอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่ลงไป! หนานไห่ในวันหน้า ควรเป็นแผ่นดินที่แต่ละตระกูลได้เปล่งประกาย มิใช่เพียงมีผู้เดียวครองอำนาจ! อย่าได้ดูแคลนพวกนางเลย ช่องโหว่นี้แหละ จะต้องเริ่มเปิดจากพวกนาง! ข้าเองก็เป็นพ่อค้าแม่ขายเช่นกัน นี่คือการค้าที่ยั่งยืนยาวนาน การผูกมิตรย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู หากใช้เพียงเล่ห์หลอกล่อ จะมั่นคงได้อย่างไรเล่า?”

ปี้เถาแลบลิ้นพลางตบหน้าผาก แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าค่ะ ปี้เถาซาบซึ้งในคำสอนแล้ว! ฮูหยินมองการณ์ไกลนัก ปี้เถาจะจดจำใส่ใจไว้ให้มั่น คราวหน้าเจออีก ก็จะใช้ใจจริงเข้าหาก็แล้วกัน!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ เอ่ยว่า “หน่อไม้ที่งอกงามยังสอนให้เป็นไม้ได้! ใช้ใจจริงเข้าหากันก็ใช่ แต่ก็ต้องรู้จักระวังตัว อย่าให้ใครมาลวงหลอกได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นคนโง่งมเสียแล้ว!”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1239 ผูกใจผู้คน

 

บทที่ 1239 ผูกใจผู้คน

 

เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นทั่วกัน มีผู้หนึ่งหัวเราะพลางกล่าวว่า “หากพูดถึงยอดฝีมือในการจัดสวนแล้วละก็ ที่ตวนหลินก็มีหยางเหอจื้อที่ไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนในเมืองหนานไห่ของเรานี้ ก็ยังมีนายท่านผู้เฒ่าหยางซึ่งเป็นผู้จัดภูเขาหินจำลองได้งดงามนัก!”

เหลียนฟางโจวเอ่ยขอบคุณพลางยิ้มพลางจดไว้ในใจ

อีกคนหัวเราะพลางกล่าวว่า “เพียงแต่บรรดาช่างจัดสวนในหนานไห่ล้วนคุ้นชินกับรูปแบบที่เป็นที่นิยมในถิ่นนี้ อาจไม่สอดคล้องกับรสนิยมของฮูหยินหลี่นัก หากท่านมิได้บอกความต้องการไว้ก่อน เกรงว่าหากเชิญเขามาทำแล้วไม่ถูกใจ จะกลายเป็นเรื่องเสียหายเอาได้!”

คำพูดนั้นพอเอ่ยออกมา ก็ทำให้หลายคนใจสะดุ้งวูบขึ้นมาเล็กน้อย ความคิดระแวงลึก ๆ ในใจก็พลันยกขึ้นสามสี่ส่วน ต่างลอบตั้งใจฟังว่าเหลียนฟางโจวจะตอบเช่นไร

การไม่ได้รับความเคารพและการยอมรับจากชาวจงหยวน(แผ่นดินใหญ่) เป็นบาดแผลในใจของผู้คนแห่งหนานไห่มาโดยตลอด แม้ที่ถิ่นฐานแห่งตน พวกนางจะอหังการ ดุดัน ดูราวกับไร้ผู้ต้านทาน แต่ความโหยหาการยอมรับนั้นกลับเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและไม่เคยเลือนหาย

เหลียนฟางโจวยกมือปิดปากหัวเราะ กล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า “ดูที่พี่สาวไป๋พูดเข้าสิ ที่นี่คือมณฑลหนานไห่นะ ย่อมต้องใช้รูปแบบท้องถิ่นถึงจะมีรสนิยมสิ! ว่าไปแล้ว ข้ายังไม่เคยได้เห็นสวนที่นี่กับตาตัวเองสักที ไว้มีเวลาเมื่อใด ขอพวกท่านเชิญข้าไปเที่ยวถึงบ้านสักครั้ง ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาบ้างเถิด!”

ทันใดนั้น ทุกคนก็พลันเบิกบาน ใบหน้าล้วนเปี่ยมรอยยิ้มพราย เสียงหัวเราะและคำรับขานดังขึ้นพร้อมกันอย่างครึกครื้น

เหลียนฟางโจวยังคงยิ้มพลางเอ่ยถึงไม้ดอกไม้ประจำถิ่นและทิวทัศน์งดงามที่เป็นเอกลักษณ์ของหนานไห่ ทำให้บรรดาฮูหยินทั้งหลายยิ่งประหลาดใจและชื่นชม ไม่คาดคิดว่านางจะรู้จักสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้

ความรู้สึกที่ได้รับการเคารพและการยอมรับนั้นเกินกว่าจะถ่ายทอดเป็นคำพูดได้ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่วเบาก็พลันก่อเกิดขึ้นในใจของพวกนางโดยไม่รู้ตัว จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนิทสนมกับเหลียนฟางโจวมากยิ่งขึ้น

หลังจากเที่ยวเล่นหัวเราะสนทนากันอยู่พักหนึ่ง เหลียนฟางโจวจึงยิ้มเชิญทุกคนไปนั่งพักผ่อนในห้องโถงดอกไม้ที่จัดแต่งไว้เรียบร้อย แล้วค่อยร่วมรับประทานมื้อกลางวันยามเที่ยง

เมื่อเหล่าผู้คนตามนางเข้าไป ต่างก็เห็นว่าภายในห้องโถงนั้นงดงามประณีต หรูหราแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม จนอดมิได้ที่จะพากันเอ่ยชม

โดยเฉพาะการจัดดอกไม้ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะและริมหน้าต่าง ยิ่งสะดุดตาเป็นสิ่งแรก ทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจทันที จึงมีผู้หนึ่งยิ้มพลางกล่าวสรรเสริญว่า “โดยปกติพวกเราพอมีอารมณ์ก็เพียงตัดกิ่งดอกไม้ใส่ขวดชา เอาเพียงความสดใสของสีสันและกลิ่นหอมเท่านั้น แต่ไม่เคยนึกเลยว่าการจัดดอกไม้จะงดงามได้ถึงเพียงนี้! ฮูหยินหลี่ช่างมีทั้งความคิดแยบคายและฝีมืออันประณีตแท้จริง!”

ทุกคนต่างยิ้มพลางเอ่ยเห็นพ้องกัน พร้อมทั้งชี้ไปยังแจกันและกระถางดอกไม้ทีละใบ ต่างหัวเราะพูดคุยกันว่าชอบอันไหนที่สุด และอันไหนงดงามที่สุด

เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นฝีมือที่ข้าได้เรียนมาจากบรรดาหมอมออาวุโสซึ่งเคยอยู่ในวังหลวงนะเจ้าคะ เรื่องราวในนี้มีเคล็ดลับมากมายจริง ๆ ทั้งการเลือกแจกัน การเลือกดอกไม้ การจับคู่สี การตัดแต่งกิ่ง การรู้จักสิ่งที่เข้ากันหรือขัดกัน กระทั่งความสูงต่ำที่สลับกัน ความหนาแน่นหรือโปร่งเบา ล้วนมีหลักทั้งสิ้น พูดวันเดียวก็ยังไม่หมด! แต่พอฟังแล้วก็ชวนให้เห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย พอว่างหยิบจับเล่นสักหน่อย นอกจากทำให้จิตใจเบิกบานคลายเหงาแล้ว ยังเหมือนได้ค้นพบสรรพสิ่งซ่อนอยู่ภายในด้วย! หากพวกท่านอยากเรียนละก็ คราวหน้าเมื่อว่างก็แวะมาหาข้าได้เลย ข้าถึงแม้จะยังไม่ชำนาญนัก แต่ถ้าพวกท่านไม่รังเกียจก็พอสอนสั่งได้บ้างอยู่หรอก!”

ทุกคนต่างหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮูหยินหลี่ช่างถ่อมตัวเกินไปแล้ว! ฝีมือของท่าน พวกเราไม่เคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน จะกล้ารังเกียจได้อย่างไรเล่า? หากท่านยินดีจะสอน พวกเราย่อมยินดีนักหนา!”

ฮูหยินรองสกุลหยางยิ่งเป็นผู้โปรดปรานไม้ดอกไม้ประดับอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำของเหลียนฟางโจว แม้คนอื่นยังพอใจเย็น แต่นางกลับทนรอไม่ได้ รีบยิ้มเอ่ยว่า “ฮูหยินหลี่ คำนี้ของท่านเป็นจริงหรือไม่? คนอื่นจะเชื่อหรือไม่ข้าไม่สน แต่ข้าขอเชื่อเป็นจริงเป็นจังแล้ว! หากข้ามาเรียนถึงเรือน ฮูหยินอย่าได้รังเกียจว่าข้ามารบกวนเชียว และห้ามรังเกียจว่าข้าโง่ด้วยนะเจ้าคะ!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนที่รู้จักฮูหยินรองสกุลหยางก็พร้อมใจกันหัวเราะอย่างเอ็นดู พากันพูดหยอกล้อขึ้นเสียงเซ็งแซ่

เหลียนฟางโจวเชิญทุกคนให้นั่งตามสบาย พลางยิ้มกล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า? ข้าพูดออกมาต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ หากมิได้จริงใจ ก็เท่ากับตบปากตนเองมิใช่หรือ? แม้หากข้าเกิดรำคาญขึ้นมา ท่านก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย เท่านี้ข้ายังจะมีหน้าไล่ท่านออกต่อหน้าทุกคนได้อย่างนั้นหรือ!”

ทุกคนเมื่อได้ฟังต่างหัวเราะครืนขึ้นอีกครั้ง ฮูหยินรองสกุลหยางถึงกับยกมือปิดปากหัวเราะไม่หยุด

เหลียนฟางโจวยกมือเสยปอยผมข้างขมับ เหน็บไว้หลังใบหู พลางเอ่ยยิ้มว่า “หากข้าจะรังเกียจว่าท่านโง่งม นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย! ตัวข้าเองก็เป็นเพียงหญิงชาวชนบท แต่เดิมไม่เคยเรียนรู้อันใดมาก่อน จนกระทั่งได้เข้ามาในเมืองหลวง ถึงได้ว่าจ้างบรรดาหมอมออาวุโสที่ออกมาจากวังมาช่วยสอน อย่างข้านี้ที่มาจากชนบทยังเรียนรู้ได้ แล้วพวกท่านจะเรียนรู้ไม่ได้เชียวเหรอ? พวกท่านฝึกเพียงไม่นาน ก็ย่อมต้องเก่งกว่าข้าและเร็วกว่าข้าเป็นแน่แท้!”

เหลียนฟางโจวมีชาติกำเนิดเป็นมาอย่างไร ทุกคนต่างก็พอรู้คร่าว ๆ อยู่แล้ว ครั้นได้เห็นนางเอ่ยถึงต่อหน้าผู้คนโดยไม่หลีกเลี่ยง ไม่เพียงทำให้ผู้คนเลื่อมใสในความเปิดเผยและความตรงไปตรงมาของนาง ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกตนสูงกว่านางอยู่ครึ่งขั้น ในห้วงลึกของจิตใจล้วนเผลอวางนางไว้ในตำแหน่งของผู้ที่อ่อนแอกว่า

ต่อผู้ที่ถ่อมตนและดูเหมือนอ่อนแอ ไม่มีผู้ใดที่จะไม่เกิดความสงสาร ไม่มีผู้ใดที่จะไม่รู้สึกเอ็นดู

ดังนั้นทุกคนจึงต่างยิ้มพลางกล่าวถ่อมตนอยู่บ้าง แล้วก็อดมิได้ที่จะเอ่ยชมเชยนางอย่างจริงใจ ทั้งชื่นชมในความยากลำบากที่นางผ่านมา อีกทั้งยังยกย่องว่านางมีวาสนา ที่ท่านแม่ทัพหลี่ให้ความสำคัญต่อภรรยาเช่นนี้ หญิงใดได้ยินก็ล้วนอดอิจฉาไม่ได้

สตรีทั้งหลายล้วนแต่ออกเรือนไปแล้วทั้งนั้น การพูดคุยเรื่องสามีจึงมิใช่สิ่งต้องเขินอาย ครั้นพากันเอ่ยชื่นชมเหลียนฟางโจวแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่านางมีเคล็ดลับอันใดหรือไม่ ที่ทำให้ท่านแม่ทัพหลี่ทั้งรักทั้งทะนุถนอมถึงเพียงนี้

นี่เป็นหัวข้อที่ไม่มีผู้ใดไม่สนใจ ไม่มีผู้ใดไม่ให้ความสำคัญ ครั้นมีผู้หนึ่งถามขึ้นมา ทุกคนก็เบิกตากว้างจับจ้อง ไม่กะพริบ แลมองเหลียนฟางโจวด้วยแววคาดหวัง รอคอยคำตอบจากนาง

เหลียนฟางโจวย่อมมิอาจปฏิเสธ จึงยิ้มรับพลางเล่าพาทีเจื้อยแจ้วกับทุกคน คำพูดเหล่านั้นทั้งมีเหตุผล ทั้งแปลกใหม่ เป็นสิ่งที่บรรดาฮูหยินทั้งหลายไม่เคยได้ยินมาก่อน ล้วนอดมิได้ที่จะจดจำไว้ในใจ พลางพยักหน้าตามอยู่เนือง ๆ

ส่วนจะทำได้หรือไม่ จะนำไปใช้จริงได้หรือไม่นั้น…ก็หาใช่เรื่องที่นางต้องใส่ใจอีกต่อไปแล้ว

ครั้นถึงเวลาอาหารกลางวัน ทุกคนยังคงสนทนาอย่างเพลิดเพลิน ไม่อยากให้การพูดคุยสิ้นสุดลง

ทันใดนั้นก็มีผู้หนึ่งยิ้มพลางกำหนดวัน เชิญชวนให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่เรือนตนเอง บรรดาสตรีทั้งหลายต่างก็ยิ้มรับพร้อมเอ่ยเห็นพ้อง พากันพูดว่าจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ เชิญฮูหยินหลี่ไปเป็นแขก

เหลียนฟางโจวในวันนี้ได้วางแผนเตรียมการไว้อย่างรอบคอบ จัดงานเลี้ยงครั้งนี้ขึ้นมาอย่างมีเลศนัย อีกทั้งยังค่อย ๆ ชักนำให้บทสนทนาเป็นไปตามที่ตนตั้งใจไว้แต่แรก จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างไมตรีกับเหล่าสตรีเหล่านี้ และก้าวเข้าสู่วงสังคมของพวกนาง ครั้นได้ยินคำเชิญชวน นางเพียงทำท่าถ่อมตนเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มรับคำอย่างสง่างาม

ครั้นได้เวลาขึ้นโต๊ะ อาหารนานาชนิดก็ถูกลำเลียงมาเต็มสำรับ ล้วนมีสีสันหอมกรุ่น รสชาติกลมกล่อม จัดแต่งอย่างประณีตบรรจง ยิ่งเมื่อเข้าคู่กับภาชนะทั้งชุด ซึ่งเป็นชามจานถ้วยถาดเคลือบฟ้าอ่อน ประดับลายกิ่งดอกอ่อนช้อย ยิ่งดูงดงามเพลิดเพลินตายิ่งนัก

เมื่อได้ลิ้มรสอาหารทีละจาน ต่างก็เอ่ยชมมิขาดปาก ครั้นรู้ว่าคือฝีมือพ่อครัวที่มาจากเมืองหลวง ก็ยิ่งตื่นตะลึงชื่นชม อดไม่ได้ที่จะเปี่ยมด้วยความอิจฉาและใฝ่ฝัน แต่ละคนต่างพากันทอดถอนใจ บอกว่าก่อนหน้านี้เคยได้ยินคนเล่าว่าภายใต้ฝ่าพระบาทขององค์จักรพรรดิมีความหรูหราโอ่อ่าเพียงใด ตนยังเคยเฉยเมย คิดว่าความมั่งคั่งหรูหราของตนเองก็มิได้ด้อยไปกว่าใคร ทั้งทองคำ เงินตรา หยก งาช้าง ไข่มุกอัญมณีและโบราณวัตถุ สิ่งใดบ้างเล่าที่ไม่เคยมี? เสื้อผ้าอาหารเครื่องใช้ไม้สอย สิ่งใดบ้างเล่าที่มิเลิศหรู? ทว่าเมื่อได้เห็นความประณีตในเรือนของฮูหยินหลี่ในวันนี้ จึงได้เข้าใจแท้จริงกับคำว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” และส่วนที่อยู่ใต้ฝ่าพระบาทขององค์จักรพรรดินั้น ไม่รู้เลยว่าจะรุ่งเรืองวิจิตรสักเพียงไหน!

เหลียนฟางโจวพลันยิ้ม เล่าเสริมถึงความคึกคักมั่งคั่งของเมืองหลวง โดยเฉพาะเรื่องเครื่องสำอาง น้ำอบแป้งหอม เครื่องประดับปิ่นปักผมกำไลแหวน ผืนผ้าแพรพรรณรูปแบบการตัดเย็บ เสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ พัด ถุงหอม ถุงเย็บปัก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่สตรีทั้งหลายพึงใจยิ่งนัก และยิ่งทำให้ผู้คนฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม ราวกับหลงอยู่ในความฝัน

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1238 เลี้ยงแขก

 

บทที่ 1238 เลี้ยงแขก

ขณะฮูหยินเหลียงกำลังวางแผนครุ่นคิดหาหนทางกำจัดเหลียนฟางโจวอยู่นั้น ทางด้านเหลียนฟางโจวกลับกำลังยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับบรรดาฮูหยินทั้งหลาย

ครั้งนี้นางเชิญเหล่าฮูหยินวัยไล่เลี่ยกัน โดยมีภรรยาของเหลียงอี้ และสะใภ้รองแห่งสกุลเหลียงรวมอยู่ด้วย

ส่วนบรรดาฮูหยินผู้ใหญ่ เหลียนฟางโจวมิได้เชิญเข้าร่วม เพียงแต่ส่งเทียบเชิญไป แสดงความเคารพว่ามิกล้ารบกวนผู้ใหญ่ เพียงจัดงานเล็ก ๆ สำหรับสหายรุ่นเดียวกันไว้พูดคุยหยอกล้อ ส่วนงานเลี้ยงใหญ่ในศาลาจะจัดขึ้นในเดือนอ้าย จึงค่อยเชิญเหล่าฮูหยินผู้ใหญ่ทั้งหลายอย่างเป็นทางการ

กระนั้น นางก็มิได้ละเลย เพราะได้มอบของกำนัลไปยังทุกเรือน ทั้งฮูหยินใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่า ได้แก่ หีบผ้าไหมเล็กบรรจุเครื่องหอมชั้นดีจากเมืองหลวงที่ช่วยบำรุงจิตใจ, ถุงหอมผ้าเมฆปักลายอันช่วยบรรเทาความอึดอัดแน่นหน้าอก, หวีเขาควายจากร้านเก่าแก่แห่งเมืองหลวง และลูกประคำทำจากอำพันหรือขี้ผึ้งเหลืองหนึ่งสาย

สิ่งของเหล่านี้แม้มิใช่ของล้ำค่า แต่ชนะตรงที่เปี่ยมด้วยน้ำใจ อีกทั้งยังหายากยิ่ง เพราะล้วนเป็นของดีที่มีเพียงในเมืองหลวงเท่านั้น ที่เมืองหนานไห่นี้ ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้

ในจวนสกุลเหลียง ฮูหยินเหลียงเองก็ได้รับของกำนัลเช่นกัน

นางเปิดออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น ครั้นเห็นว่าเหลียนฟางโจวจัดเตรียมทุกสิ่งไว้อย่างรอบคอบละเมียดละไม กลับยิ่งทำให้อึดอัดขุ่นเคืองในใจ พลันสะบัดมือสั่งให้เก็บไป ไม่ต้องให้โผล่มาตรงหน้านางอีก!

ในอกยิ่งขบกัดเขี้ยวกรอดด้วยความแค้น สตรีผู้นี้ช่างมากเล่ห์นัก! หากนางตั้งใจถึงเพียงนี้ แล้วการจะล่อลวงบุรุษสักคนจะทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ไม่แปลกใจเลย ที่แม้แต่บุตรชายผู้เฉลียวฉลาดที่ไม่ใส่ใจสตรีใดมาก่อน ยังถูกนางล่อลวงจนติดพัน!

วันที่เหลียนฟางโจวเชิญแขกตรงกับวันที่หกเดือนสิบสองพอดี อากาศวันนั้นแจ่มใส แสงอาทิตย์ส่องสว่างอบอุ่น ทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นแจ่มใสไปตามกัน.

เรือนจัดเลี้ยงทรงหลังคาเอี้ยซานในสวนดอกไม้ด้านหลังที่พักของจวนผู้ว่าการมณฑล ได้รับการทำความสะอาดและจัดตกแต่งไว้ตั้งแต่เมื่อวันวาน

เช้าวันนี้ เพียงย่ำรุ่ง บริเวณระเบียงนอกห้องและลานในสวนก็ถูกจัดวางกระถางดอกไม้นานาพันธุ์อย่างเป็นระเบียบ ทั้งดอกกุหลาบพันปี ดอกชาภูเขา ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกไป่เหอ ดอกกุหลาบจีน ดอกเซียนเค่อไหล แต่ละต้นแข่งกันเบ่งบานสีสันสดใสราวกับผ้าปักลายส่องประกาย ภายใต้แสงตะวันอุ่นอาบ กลิ่นหอมละมุนของบุปผาโชยมาแผ่วๆ ชวนให้บรรยากาศยิ่งงดงามอ่อนหวาน

ภายในห้องโถง บนโต๊ะน้ำชา โต๊ะยาว และขอบหน้าต่าง ล้วนมีแจกันดอกไม้จัดวางไว้อย่างประณีตงดงาม ทุกเก้าอี้และม้านั่งล้วนปูเบาะไหมปักบางเบา นุ่มละไมละเอียดวิจิตร ในกระถางกำยานสัมฤทธิ์สีม่วงยังมีควันบางลอยกรุ่น กลิ่นหอมอ่อนละมุนของธูปดอกเหมยอบอวลอยู่ทั่ว

ที่มุมหนึ่งของระเบียงนอกประตู มีเตาไฟดินเหนียวสีแดงขนาดเล็กสำหรับชงชา พร้อมถ่านเงินและอื่นๆ ก็เตรียมไว้ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว รอเพียงแขกมาถึงก็สามารถต้มชาได้ทันที

ในห้องครัวก็วุ่นวายไม่แพ้กัน

บรรดาขนมและของหวานต่าง ๆ เริ่มลงมือเตรียมกันมาตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว ล้วนเป็นของประณีตที่หามีได้เพียงในเมืองหลวงเท่านั้น

บางอย่างทำไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่เสียรสชาติ จึงจัดเตรียมเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน ส่วนบางชนิดต้องใช้ขั้นตอนซับซ้อน และต้องทำสดใหม่จึงจะได้รสเลิศ ก็เตรียมทุกอย่างไว้พร้อม เหลือเพียงรอเวลาให้แขกมาถึงแล้วจึงลงมือทำ

อาหารสำหรับมื้อเที่ยงก็เริ่มจัดเตรียมกันอย่างขะมักเขม้นเช่นกัน

รายการอาหารถูกกำหนดไว้ตั้งแต่สามวันก่อน วัตถุดิบก็จัดหามาครบถ้วนแล้ว มีทั้งเป็ดปักกิ่ง ฟูหรงจีเพี่ยน(เนื้อไก่หั่นบางทอด) เนื้อหมูอบผลอิงเถา เต้าหู้เหวินซือ(เต้าหู้หั่นเส้น) ปลาบดในน้ำซุปทองคำ กุ้งผัดใบชาหลงจิ่น รวมถึงอาหารป่าและผักท้องถิ่นอีกหลายอย่าง นอกจากนี้ยังมีซุปเป็ดตุ๋นลำใยและเห็ดเยื่อไผ่ รวมทั้งหมดสิบสามอย่าง

พ่อครัวใหญ่ผู้รับผิดชอบนั้น ย่อมเป็นพ่อครัวเอกจากจวนในเมืองหลวงที่ตามมาด้วย

รายการอาหารเหล่านี้ใช่ว่าจะเลือกได้ง่ายนัก เหลียนฟางโจวต้องสืบถามจนรู้แน่ชัดถึงรสนิยมและข้อห้ามในการกินของเหล่าสะใภ้ทั้งหลายที่มาร่วมงาน จึงกำหนดรายการอาหารนี้ขึ้นมา

การทำอาหารนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพียงแค่ 'ฟูหรงจีเพี่ยน'  จานนี้ก็ยุ่งยากมากและมีความต้องการสูงที่สุด เป็นจานเด็ดที่ทดสอบฝีมือพ่อครัวได้มากที่สุด หากเผลอทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่สามารถทำให้ 'เนื้อไก่ขาวบริสุทธิ์เหมือนดอกฝูหรงที่บอบบาง' ได้เลย และรสชาติที่นุ่มนวลอร่อยสดใหม่ก็จะลดลงอย่างมาก!

ยกตัวอย่างเช่น ขณะตำเนื้อไก่ ต้องตำให้ละเอียดจนกลายเป็นเนื้อละเอียดดุจโคลน ทั้งยังต้องพิถีพิถันแยกเอาเส้นเอ็นและพังผืดออกให้เกลี้ยง ไม่เช่นนั้นความนุ่มลื่นของชิ้นเนื้อไก่ก็จะด้อยลงทันที

หรือเมื่อถึงขั้นตอนเติมน้ำซุปเข้มข้นที่เคี่ยวจากไก่แก่ กระดูกไก่ เป็ดแก่ นกพิราบ กระดูกหมู หอยเหยาจู้(หอยเชลล์)แห้ง ลิ้นจี่แห้ง ขิง และพริกไทยขาว รวมถึงไข่ขาว ลงไปผสมกับเนื้อไก่ที่ตำไว้ ปริมาณที่ใส่แต่ละครั้ง รวมถึงวิธีการกวน ล้วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของพ่อครัว นี่เป็นขั้นตอนสำคัญยิ่ง หากไม่แม่นยำพอ สุดท้ายชิ้นไก่ที่ได้จะมีเนื้อเป็นเม็ด ไม่จับตัวเป็นแผ่น และแตกกระจายง่าย

อีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อปรุงเนื้อไก่ลงกระทะ น้ำมันต้องไม่ร้อนเกินไป หากร้อนจัดเกินจะเกิดโพรงรังผึ้ง เนื้อไก่ยังเปลี่ยนสีไม่สวยงาม ส่วนขั้นตอนการราดแป้งสลัดน้ำซุป ก็ต้องไม่ข้นจนเกินไปและไม่ใสจนเกินไป ต้องพอดิบพอดี จึงจะได้ซอสใสราวแก้วเคลือบ เมื่อราดลงบนชิ้นไก่แล้ว ผิวหน้าจะใสวาวราวแก้วผลึกชวนลิ้มรส อีกทั้งรสชาติยังนุ่มละมุนหอมหวานยิ่งขึ้น!

กล่าวโดยสรุป งานเลี้ยงครั้งนี้ล้วนต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก

เหลียนฟางโจวจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจ หวังอาศัยสำรับเลิศรสเหล่านี้เพื่อชนะใจบรรดาสะใภ้ทั้งหลาย และใช้เป็นสะพานเชื่อมเข้าสู่กลุ่มฮูหยินผู้มั่งคั่งในท้องถิ่น

หลังจากมื้อเช้าไม่นาน แขกเหรื่อก็ทยอยกันมาถึงแล้ว!

ปี้เถานำบ่าวไพร่ฝ่ายในออกไปต้อนรับที่หน้าประตู ส่วนเหลียนฟางโจวรออยู่ในห้องโถงเรือนหน้าของเรือนหลังใน

ครั้นแขกเหรื่อก้าวผ่านประตูชั้นในมา นางก็ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง

แขกเหรื่อที่ได้รับเชิญในวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นผู้ที่เคยพบหน้ากันมาแล้วคราวไปเที่ยววัดชิวซิงเมื่อครั้งก่อน ทุกคนต่างเคยประจักษ์ทั้งความงดงามและชั้นเชิงของฮูหยินผู้ครองตำแหน่งฮูหยินผู้ว่าการมณฑล อีกทั้งยังรู้ดีว่านางหาได้สิ้นบุญคุณในสายตาสามีไม่ แถมยังใช้มือเหล็กกวาดล้างเรือนหลังเสียสะอาดสะอ้าน ครานี้ใครได้พบต่างก็ไม่กล้าถือดี ล้วนอดมิได้ที่จะมีความเคารพเกรงใจผสมอยู่ในที

เมื่อพบปะกัน ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามมารยาท ไม่ปรากฏผู้ใดอวดดีหยิ่งผยองหรือแกล้งหาเรื่องบีบคั้น บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความรื่นเริงกลมเกลียว

ครั้นแขกมาครบ เหลียนฟางโจวจึงยิ้มลุกขึ้น เชิญทุกคนออกไปชมสวนหลังเรือน

บรรดาฮูหยินต่างก็ยิ้มรับพลางพยักหน้า พากันหัวเราะพูดคุยแล้วเดินตามไปพร้อมหน้า

วันนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเพื่อผ่อนคลายสังสรรค์ เหลียนฟางโจวแสดงออกทั้งความจริงใจและความอบอุ่น คำพูดคุยก็ล้วนเป็นเรื่องที่สตรีทั้งหลายชอบแต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย เครื่องสำอาง ของประดับอัญมณี หรือแม้แต่เรื่องเล็กเรื่องน้อยกับข่าวลือแปลก ๆ ทำให้เหล่าฮูหยินทั้งหลายค่อย ๆ คลายใจ เปิดเผยเป็นกันเองมากขึ้น บทสนทนาก็ยิ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน

แท้จริงแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดได้มาเยือนสวนหลังเรือนของจวนผู้ว่าการมณฑลมาก่อน แต่เดิมฮูหยินผู้ว่าการมณฑลผู้ก่อนนั้นมิชอบงานสังคม อีกทั้งฝ่ายขุนนางกับบรรดาคหบดีท้องถิ่นต่างมีความสัมพันธ์เชิงต่อต้าน อีกทั้งโดยนิสัยแล้ว นางก็เหยียดหยาม เห็นว่าบรรดาสตรีในดินแดนกันดารเหล่านี้หยาบคาย ไร้มารยาท ไม่คู่ควรแก่การคบหาเลยแม้แต่น้อย!

ครานี้เมื่อได้ก้าวเข้าสวนหลังเรือน ย่อมอดไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ต่างพากันเหลียวมอง สำรวจกันไปทั่ว พร้อมเสียงหัวเราะพูดคุยกันไม่ขาดปาก

เหลียนฟางโจวเองก็ทำทีว่ามีความสนใจยิ่งนัก ยิ้มฟังถ้อยคำของเหล่าฮูหยินทั้งหลาย พลางหัวเราะเอ่ยว่า สวนนี้ดูโล่งเปล่าเกินไป มองแล้วก็ช่างไร้สุนทรียภาพเสียจริง ๆ รอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าคิดจะปรับแต่งเสียใหม่สักครั้ง พวกท่านพี่น้องพอจะรู้บ้างหรือไม่ว่าในเมืองหนานไห่ใครกันที่เก่งเรื่องจัดสวนที่สุด ช่วยแนะนำให้ข้าสักหนึ่งถึงสองคนเถิด อีกทั้งในเรือนของพวกท่าน หากมีดอกไม้หญ้าใดงดงาม อย่าลืมแบ่งให้ข้าบ้างนะ ห้ามหวงกันเชียว!”

 

 

中国名菜: 北京烤鸭- 藍天博客BS Blog

เป็ดปักกิ่ง

芙蓉鸡片

ฟูหรงพีเจี่ยน

樱桃肉很好吃- 大连市牟传仁大连老菜馆(高尔基路店)的图片- Tripadvisor

หมูอบผลอิงเถา

文思豆腐-海州特产

เต้าหู้เหวินซือ

金汤鱼蓉图片_图品汇

ปลาบดในน้ำซุปทองคำ

กุ้งผัดใบชาหลงจิ่ง