วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1349 โรคทางใจ

 

บทที่ 1349 โรคทางใจ

คำพูดของเจ้าช่างแทงใจดำนัก!” เล่อเจิ้งซั่นฉางหัวเราะร่าพลางเอ่ย “ท่านปู่มิใช่ว่ามิยินยอมหรอก เพียงแต่ครานี้ท่านถูกฮูหยินหลี่ซ้อนกลเข้าให้แล้ว ในใจท่านผู้เฒ่าคงจะขุ่นเคืองมิน้อยที่เสียรู้สตรีรุ่นหลาน!”

หลินอวี่ฮุ่ยหัวเราะพรืด “ท่านพี่ ท่านก็ช่วยเกลี้ยกล่อมท่านปู่เสียหน่อยสิเจ้าคะ บอกท่านว่าอย่าได้คิดเช่นนั้นเลย ฮูหยินหลี่ท่านให้ความเคารพยกย่องท่านปู่ต่างหาก ถึงได้เจาะจงเชิญท่านให้ออกมาช่วยงานใหญ่เช่นนี้!”

เล่อเจิ้งซั่นฉางส่ายหน้ายิ้มๆ “ช่างเถิด นิสัยท่านปู่เป็นอย่างไรข้าย่อมรู้ดี ข้าจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม! ท่านโกรธเพียงชั่วครู่เดี๋ยวก็หาย มิเก็บไปฝังใจหรอก แต่เรื่องนี้ข้าต้องกลับไปรายงานท่านปู่ด้วยตนเองถึงจะดี!”

ทางด้านงานเลี้ยง ณ ศาลาว่าการ นายท่านเติ้งและเหล่านายห้างต่างเดินทางมาตามนัด แม้แขกทุกคนจะล่วงรู้จุดประสงค์ของการรวมตัวครั้งนี้อยู่เต็มอก ทว่าเมื่อได้ฟังคำกล่าวจากปากของหลี่ฟู่และเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หัวใจของพวกเขาก็ยังอดสั่นสะท้านมิได้

หากเทียบกับพ่อค้าระดับกลางและระดับล่างแล้ว อารมณ์ความรู้สึกของกลุ่มคนเหล่านี้ซับซ้อนกว่ามาก เพราะแต่เดิมนั้น เส้นทางการค้าเกือบทั้งหมดล้วนอยู่ในกำมือของพวกเขา

การต้องส่งคืนเส้นทางการค้าเพื่อนำไปประมูลใหม่นั้น ด้านหนึ่งคือความสูญเสีย แต่อีกด้านหนึ่งก็นับเป็นสิ่งเย้ายวนใจมหาศาล

เดิมทีเส้นทางการค้าชั้นเลิศกว่าเจ็ดส่วนล้วนถูกสกุลเติ้งผูกขาดไว้ พ่อค้าคนอื่นทำได้เพียงมองตาปริบๆ ด้วยความอิจฉา ทว่าหากมีการเปิดประมูลเสรีเช่นนี้ บ้านอื่นย่อมมีโอกาสเข้าไปแย่งชิง เส้นทางที่เคยถือครองแล้วมิสู้ดีอาจเปลี่ยนเป็นเส้นทางทองคำได้ จากที่เคยมีเพียงหนึ่งสาย อาจกลายเป็นสองหรือสามสาย!

ทว่า... การต้องปล่อยมือจากสิ่งที่เคย "เป็นของตน" ย่อมทำให้ทุกคนอาลัยอาวรณ์และมิยินยอม

สายตาของทุกคนพุ่งเป้าไปที่นายท่านเติ้งเป็นตาเดียว เพราะหากทำเช่นนี้จริงๆ สกุลเติ้งคือผู้ที่เสียประโยชน์สูงสุด อีกทั้งสกุลเติ้งเพิ่งถูกผู้ว่าการมณฑลเล่นงานจนยับเยิน ทุกคนจึงหวังจะได้ยินนายท่านเติ้งเอ่ยประท้วงหรือโต้แย้งสิ่งใดออกมาบ้าง

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ สีหน้าของนายท่านเติ้งกลับสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น มีคนลอบสังเกตอย่างละเอียดแล้วพบว่า มิใช่การข่มกลั้นโทสะ ทว่าเป็นความสงบที่แท้จริง นายท่านเติ้งมิเอ่ยคำใดแม้เพียงครึ่งคำ เขากลับกลายเป็นคนที่เงียบขรึมที่สุดในหมู่ผู้ร่วมโต๊ะเสียด้วยซ้ำ

หลี่ฟู่หลังจากอธิบายระเบียบการและแผนงานของทางการจบ ก็เอ่ยยิ้มๆ ว่า “นี่เป็นเรื่องใหญ่ ข้ามิได้คาดหวังว่าทุกอย่างจะต้องได้ข้อสรุปภายในวันนี้ พวกท่านมีสิ่งใดสงสัยหรือปรารถนาจะเสนอแนะก็จงเอ่ยมาเถิด! กลับไปแล้วก็ลองปรึกษาหารือและตรึกตรองกันดูอีกที ข้าอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความเต็มใจของทุกฝ่าย ถึงจะนับว่าสมบูรณ์แบบ! แต่ข้าขอเอ่ยคำหนักไว้ก่อนประการหนึ่ง ทางการต้องเรียกคืนเส้นทางการค้าทั้งหมดภายในปีนี้ และจะจัดให้มีการประมูลสำหรับปีหน้าในช่วงเดือนพฤศจิกายน!”

นี่คือการประกาศท่าทีที่ชัดเจนและเป็นทางการครั้งแรกของศาลาว่าการ ทุกคนต่างรวบรวมสมาธิเงียบกริบเพื่อรอฟัง

วาจาของหลี่ฟู่ประดุจโยนหินก้อนใหญ่ลงในสระน้ำที่เงียบสงบ เพียงครู่เดียวเสียงซุบซิบปรึกษาหารือก็ดังขึ้นระงม

หลี่ฟู่กวาดสายตามองคนทั้งหมด ก่อนจะเบนสายตาไปทาง ฉากกั้นลายบุปผาและวิหค ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านข้างแวบหนึ่งด้วยหางตา ภรรยาของเขากำลังนั่งฟังความเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังฉากกั้นนั้นอย่างเงียบเชียบ

เมื่อเห็นนายท่านเติ้งไม่มีท่าทีจะปริปาก ในที่สุดนายห้างถังที่ถูกคนรอบข้างสะกิดเร่งเร้าก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “ขอเรียนถามใต้เท้า ท่านกล่าวว่าทางการจะมีการชดเชยให้พวกเรามิทราบว่าการชดเชยนั้นเป็นไปในรูปแบบใดขอรับ?”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางผายมือเชิญให้นั่งลง ก่อนถามกลับอย่างนุ่มนวล “นายท่านถังถามได้ตรงจุดนัก ข้าเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ทุกท่านกังวลที่สุด และเป็นเรื่องที่ทางการมิอาจละเลยได้เช่นกัน มิทราบว่านายท่านถังและทุกท่านมีข้อเสนอแนะในใจอย่างไรบ้าง?”

เขากลับโยนลูกหนัง (ความรับผิดชอบ) กลับไปให้เหล่าพ่อค้าเสียอย่างนั้น!

นายท่านถังชะงักไป ได้แต่ยิ้มขื่นอย่างจนปัญญา

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ท่ามกลางความผิดหวังลึกๆ พวกเขาก็เริ่มหันไปกระซิบกระซาบกันอีกรอบด้วยความลำบากใจ

หลี่ฟู่กระแอมไอเบาๆ หนึ่งคราเพื่อให้ฝูงชนสงบลง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “พวกท่านลองหารือกันให้ดีเถิด ว่าปรารถนาจะตีราคาขายขาดเพื่อให้ทางการจ่ายเป็นตัวเงิน หรือจะรับการชดเชยในรูปแบบอื่น! ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง หรือข้อแลกเปลี่ยนอย่างอื่น อย่างไรเสียก็วนเวียนอยู่เพียงสองสิ่งนี้ พวกท่านลองกำหนดทิศทางใหญ่ให้ได้เสียก่อนเถิด!”

ทุกคนต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มกายลงกล่าวพร้อมกันว่า “ใต้เท้าปรีชานัก!”

นายท่านเติ้งอดมิได้ที่จะเหลือบมองไปยังฉากกั้นหยกขาวลายดอกอวี้หลันและนกแก้วนั้นพลางคิดในใจว่า วาจาที่ยืดหยุ่นเช่นนี้มิใช่สิ่งที่ผู้ว่าการมณฑลผู้บ้าอำนาจและถนัดแต่การกักขังคนจะเอ่ยออกมาได้แน่ วาจานี้... ย่อมต้องมาจากปากของฮูหยินหลี่เป็นแม่นมั่น

หลี่ฟู่สบโอกาสจึงลุกขึ้นยิ้มกล่าว “พวกท่านเชิญหารือกันไปก่อน ข้ามีธุระต้องไปจัดการครู่หนึ่ง!”

ทุกคนต่างก็ปรารถนาจะให้เขาออกไปอยู่แล้ว เพื่อจะได้ถกเถียงกันโดยมิมีข้อพะวง จึงรีบลุกขึ้นส่งเสียงพร้อมกัน “ขอรับ น้อมส่งใต้เท้า!”

หลี่ฟู่เดินอ้อมฉากกั้นมาหาเหลียนฟางโจวพลางยิ้มกว้าง กระซิบถามอย่างเอาใจ “ข้าสั่งการไปตามที่เจ้าบอกทุกประการแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?”

เหลียนฟางโจวเม้มปากยิ้ม เอียงคอเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วตอบเบาๆ “ใครจะรู้ล่ะว่าจะออกมาเป็นอย่างไร? ก็กำลังนั่งฟังอยู่นี่ไงว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะสรุปผลออกมาเป็นเช่นไร!”

หลี่ฟู่หัวเราะและมิยอมไปไหน เขาบอกให้หงอวี้ยกเก้าอี้มาตัวหนึ่ง นั่งลงข้างๆ เหลียนฟางโจวเพื่อแอบฟังไปพร้อมกับนาง

หงอวี้แอบกระตุกมุมปากขำอยู่ในใจ: ใต้เท้าช่างน่าขันนัก นั่งฟังอยู่ข้างนอกอย่างเปิดเผยมิชอบ กลับชอบมานั่งแอบฟังกับฮูหยินที่หลังฉากกั้นเสียอย่างนั้น...

เสียงโต้เถียงด้านนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงขึ้น เหลียนฟางโจวนั่งฟังไปฟังมาก็มีแต่คำพูดวนเวียนเดิมๆ และดูท่าจะไม่มีใครยอมใคร นางจึงมิอยากฟังต่อ ลุกขึ้นเดินไปที่ลานกลางแจ้งด้านหลังเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ

เมื่อเห็นนางลุกขึ้น หลี่ฟู่ก็รีบเดินตามไปพร้อมรอยยิ้ม โอบไหล่นางพลางบ่นอุบ “ปัญหาเรียบง่ายเพียงเท่านี้ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนพวกนั้นจะเถียงกันจนเป็นเรื่องใหญ่โตไปทำไม ฟังแล้วปวดหัวชะมัด! เฮ้อ! เจ้าเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่ กลับไปพักที่เรือนหลังดีกว่าไหม?”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้ายิ้มๆ “แค่รู้สึกนั่งนานไปหน่อย เลยอยากออกมาเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง” นางเงยหน้าค้อนเขาพลางว่า “แค่นี้ท่านก็รำคาญแล้วรึ? รอให้จัดการสี่ตระกูลใหญ่เสร็จสิ้นและเริ่มปกครองหนานไห่อย่างจริงจัง ข้าเกรงว่าเรื่องน่าปวดหัวเล็กๆ น้อยๆ จะมีมากกว่านี้อีกมหาศาลนัก! เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตน และเป็นตัวกำหนดทิศทางการค้าของตระกูลในอนาคตเช่นนี้ ท่านคิดว่าพวกเขาจะไม่เถียงกันหรือ?”

หลี่ฟู่พอได้ยินเรื่องการปกครองหนานไห่ก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที เขาจึงเลิกคิดเรื่องนั้นแล้วถามอย่างสงสัยว่า “ข้าย่อมรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ใหญ่โตของพวกเขา แต่เรื่องค่าชดเชยมันคือการสะสางเรื่องในอดีต มันจะส่งผลกระทบถึงอนาคตขนาดนั้นเชียวรึ?”

เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ชิ” ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วยิ้มกล่าว “ท่านมิใช่พ่อค้า ย่อมมิล่วงรู้กลเม็ดเคล็ดลับในวงการ! สิ่งนี้เรียกว่า 'การข่มขวัญคู่ต่อสู้แต่แรกเริ่ม' ต้องเอาชนะกันด้วยท่าทีเสียก่อน! หากเรื่องนี้พวกเขาสามารถบีบให้ทางการยอมถอยและได้ผลประโยชน์สูงสุด การเจรจาในครั้งต่อๆ ไปพวกเขาก็จะมีพละกำลังและเป็นฝ่ายคุมเกมได้มากขึ้น หากท่านให้เขาเลือกหนึ่งในสองแล้วพวกเขาตอบตกลงอย่างว่าง่าย ท่านลองบอกข้าสิ... ท่านจะเผลอดูแคลนพวกเขาว่ารับมือได้ง่ายในใจลึกๆ หรือไม่? แต่ยามนี้...”

เหลียนฟางโจวมองดูสีหน้าที่ดูจนใจและอึดอัดของสามี นางถึงกับหัวเราะกิ๊กกั๊กออกมาอย่างชอบใจ แล้วเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขาเบาๆ พลางถามด้วยรอยยิ้ม

ใต้เท้าเริ่มรู้สึกปวดหัว และมิกล้าปล่อยปละละเลย ทั้งยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และคนพวกนั้นมากขึ้นอีกหลายส่วนแล้วใช่ไหมล่ะคะ?”

 

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1348 แผนการจัดตั้งสมาคมการค้า

 

บทที่ 1348 แผนการจัดตั้งสมาคมการค้า

เดิมที นายท่านเติ้งวางแผนไว้ว่าในจังหวะที่สกุลเติ้งถอนตัวออกไป เขาจะจงใจปล่อยให้ตระกูลเหลียงเข้ารับช่วงต่อกิจการสำคัญๆ ทั้งหมด—มิใช่ว่าเขาไม่แค้นที่ตระกูลเหลียงนิ่งดูดายมิยอมช่วยชีวิต ทว่ามีเพียงการมอบทรัพยากรเหล่านี้ให้ตระกูลเหลียงเท่านั้น ที่จะทำให้ตระกูลเหลียงมีขุมกำลังกล้าแกร่งพอจะงัดข้อกับทางการ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่สำหรับเขาในอนาคต!

อีกทั้งในอดีตยามทำธุรกิจ เขาเคยใช้วิธีการที่เหี้ยมเกรียมมาไม่น้อย ยามนี้เมื่อตกยาก ย่อมเลี่ยงมิได้ที่จะมีคนรอซ้ำเติมหรือหาจังหวะล้างแค้น การทำดีกับตระกูลเหลียงไว้จึงเป็นการฝากบุญคุณเพื่อให้ตระกูลเหลียงคอยคุ้มกะลาหัว ช่วยลดทอนปัญหาที่จะตามมาได้มหาศาล

ทว่าเมื่อกระแสลมเปลี่ยนทิศ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าฮูหยินผู้ว่าการมณฑลได้เปรยเจตนารมณ์นี้อย่างชัดเจนในงานเลี้ยงน้ำชาเหล่าฮูหยิน ไม่ว่าทางการจะให้ราคาเท่าใด สกุลเติ้งก็จำต้องส่งมอบเส้นทางการค้าทั้งหมดออกมา!

มิเช่นนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับเหล่าพ่อค้าและเศรษฐีทั่วทั้งมณฑลหนานไห่! ถึงเวลานั้น ต่อให้มีสิบตระกูลเหลียง ก็มิอาจคุ้มครองความปลอดภัยให้สกุลเติ้งได้

ยิ่งกว่านั้น คนตระกูลเหลียงก็มิใช่คนโง่ ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางรับช่วงเส้นทางการค้าจากสกุลเติ้งแน่ ตระกูลเหลียงต่อให้โอหังเพียงใดก็ยังต้องอาศัยอยู่ในหนานไห่ การล่วงเกินคนทั้งหมดในคราวเดียวมิต่างจากการขุดหลุมฝังศพตนเอง!

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงเมื่อได้ยินข่าวลือเหล่านี้ ประกอบกับมีผู้คนมากมายดาหน้าเข้ามาประจบประแจงเพื่อสืบความ เพราะคิดว่าสกุลเติ้งต้องรู้ตื้นลึกหนาบาง ทำให้สองพี่น้องหงุดหงิดระคนแค้นใจยิ่งนัก

และเมื่อหลี่ฟู่สั่งการให้ใต้เท้าชานเจิ้งส่งเทียบเชิญนายท่านเติ้งและเหล่านายห้างชื่อดังหลายท่านมาพบกันที่ศาลาว่าการ ข้อสันนิษฐานต่างๆ ก็ยิ่งพวยพุ่งประดุจสาดน้ำมันเข้ากองไฟ

"ท่านพ่อ นี่คือโอกาสที่เจ้าหลี่ฟู่รนหาที่ตายมาถึงหน้าประตูบ้านเอง! เราต้องขูดรีดมันให้หนัก!" เติ้งไป๋อวี๋และน้องชายต่างเห็นพ้อง วาจาที่เอ่ยออกมาแฝงไปด้วยความสะใจที่ได้แก้แค้น

นายท่านเติ้งลอบผิดหวังในใจลึกๆ เหตุใดบุตรชายของเขาถึงได้สายตาสั้นเพียงนี้! ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ยังจะมาห่วงชิงดีชิงเด่นเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร?

ยามนี้นายท่านเติ้งไม่มีกะจิตกะใจจะสั่งสอน จึงเอ่ยเพียงว่า "เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง! ข้ามีแผนการในใจแล้ว!"

เมื่อเห็นบุตรชายทั้งสองยังไม่ยินยอม เขาจึงทอดถอนใจพลางสำทับ "พวกเจ้าลองคิดดู ในเมื่อเราตัดสินใจจะถอนตัว เส้นทางการค้าเหล่านี้ย่อมต้องสละออกไป ยามนี้สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้ก็นับเป็นลาภลอยแล้ว อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายสร้างอุปสรรคให้เสียการ มันไม่มีประโยชน์อันใดต่อเราเลย!"

"แต่นี่ทางการเป็นฝ่ายเสนอซื้อเองนะขอรับ มิใช่เราไปบังคับ การต่อรองราคาเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ มิได้ใช้เล่ห์กลอันใดเสียหน่อย!" เติ้งไป๋ทงแย้งอย่างไม่ลดละ

นายท่านเติ้งเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าบอกแล้วไงว่า การแก่งแย่งชิงดีชั่วคราวไม่มีความหมายอันใด!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงมิอาจขัดใจบิดาได้ จึงได้แต่สงบปากสงบคำ

ทว่าลับหลังบิดา ทั้งสองกลับปรับทุกข์กันด้วยความเวทนา: ท่านพ่อแก่ชราไปแล้วจริงๆ! สิ้นไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน! สงสัยคราวที่ถูกกักตัวไว้ในศาลาว่าการคงจะถูกทรมานจนขวัญหนีดีฝ่อไปสิ้น ความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่หายสาบสูญไปหมดแล้ว!

แม้ภาพนอกจะทำเป็นกตัญญูเชื่อฟัง ทว่าในใจกลับมีความคิดเป็นของตนเอง หรือที่เรียกว่า "ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก"

ทางด้านหลี่ฟู่และเหล่าขุนนางกำลังเตรียมงานเลี้ยงเพื่อรับรองนายท่านเติ้งและบรรดาพ่อค้าผู้ครองเส้นทางการค้า ส่วนทางด้านเหลียนฟางโจวนั้นเล่า ก็นำเทียบเชิญส่งไปถึง สะใภ้สามแห่งสกุลเล่อเจิ้ง เพื่อเชิญมาชมบุปผาและสนทนาปราศรัยที่จวน

หลินอวี่ฮุ่ยย่อมล่วงรู้แก่ใจดีว่า ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การที่เหลียนฟางโจวเจาะจงเชิญนางมาชมบุปผาเพียงลำพัง ย่อมมิใช่เรื่องการชื่นชมดอกไม้เพียงอย่างเดียวแน่

เป็นไปตามคาด เหลียนฟางโจวแสร้งเผยเจตนารมณ์ออกมาอย่างแนบเนียนว่า ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลปรารถนาจะเชิญ ท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง มาดำรงตำแหน่ง "ประธานสมาคมการค้าหนานไห่" โดยให้เหตุผลว่าสกุลเล่อเจิ้งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลและมีชื่อเสียงเรื่องความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาโดยตลอด คุณธรรมของท่านผู้เฒ่าเป็นที่สรรเสริญไปทั่ว มีเพียงท่านเท่านั้นที่คู่ควรกับภารกิจอันหนักอึ้งนี้

ทั้งยังสำทับว่า ตำแหน่งประธานสมาคมจะมีวาระเพียง 3 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ย่อมมิทำให้ท่านผู้เฒ่าต้องตรากตรำจนเกินกำลัง

เหลียนฟางโจวยังทิ้งท้ายไว้ว่า นี่คือโอกาสอันดีที่จะได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวหนานไห่ หากท่านผู้เฒ่ามิจิตศรัทธาก็น่าเสียดายยิ่งนัก


ข่าวเรื่องที่ทางการจะเรียกคืนเส้นทางการค้าและจัดตั้งสมาคมการค้ากำลังเป็นที่โจษจันไปทั่ว หลินอวี่ฮุ่ยที่พำนักอยู่ในเมืองหนานไห่พร้อมกับเล่อเจิ้งซั่นฉางย่อมมิตกข่าวนี้ ลับหลังสามีของนางก็เคยปรารภถึงเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง ทว่าเมื่อถามว่าดีหรือร้าย เล่อเจิ้งซั่นฉางกลับทำเพียงยิ้มขื่นแล้วตอบว่า "มิอาจเอ่ยได้!"

หลินอวี่ฮุ่ยในยามนั้นอาจมิกระจ่างแจ้งว่า เหตุใดสำหรับตระกูลเล่อเจิ้งถึง "มิอาจเอ่ยได้"

เพราะหากเรื่องนี้สำเร็จ ต่อไปในหนานไห่จะมิมีตระกูลใดสามารถผูกขาดการค้าจนยิ่งใหญ่ได้เพียงลำพังอย่างสกุลเติ้งอีก! นั่นหมายความว่า พลังอำนาจของตระกูลใหญ่ในหนานไห่จะถูกบั่นทอนลงอย่างมหาศาล เพราะมิมอาจใช้การผูกขาดมาเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลได้อีกต่อไป

และแน่นอนว่า แผนการที่สกุลเล่อเจิ้งคิดจะฉวยโอกาสยามสกุลเติ้งล่มสลายเพื่อฮุบส่วนแบ่งเส้นทางการค้า ก็ย่อมพังทลายลงด้วยเช่นกัน!

ทว่า หากมองในแง่ของส่วนรวม การกระทำนี้ส่งผลดีต่อการพัฒนาหนานไห่อย่างยิ่งยวด เมื่อหนานไห่เจริญรุ่งเรือง สกุลเล่อเจิ้งที่หยั่งรากลึกอยู่ที่นี่ย่อมได้รับผลประโยชน์มหาศาลตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องที่ "มิอาจเอ่ยได้" ว่าดีหรือร้ายกันแน่


ก่อนหน้านี้ ท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งเมื่อทราบข่าว ก็รีบสั่งให้เล่อเจิ้งซั่นฉางจับตาดูความเคลื่อนไหวของสกุลเติ้งและสกุลเหลียง หากทั้งสองตระกูลมิยินยอมและลอบลงมือขัดขวาง สกุลเล่อเจิ้งก็สามารถ "ช่วย" อยู่ห่างๆ ได้อย่างเงียบเชียบ เพื่อมิให้ตนเองต้องแปดเปื้อน โดยอ้างว่าเป็นเพียงการตัดสินใจส่วนตัวของเล่อเจิ้งซั่นฉาง

หากมองจากผลประโยชน์ของตระกูล ท่านผู้เฒ่าย่อมมิปรารถนาให้เรื่องนี้สำเร็จ หรืออย่างน้อยก็มิควรสำเร็จโดยง่าย

ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือ ทั้งสกุลเติ้งและสกุลเหลียงกลับสงบนิ่งอย่างผิดปกติ มิมีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ สกุลเล่อเจิ้งจึงมิกล้าขยับตัวเช่นกัน

หลินอวี่ฮุ่ยนำคำพูดทุกคำของเหลียนฟางโจวมาถ่ายทอดให้เล่อเจิ้งซั่นฉางฟัง เล่อเจิ้งซั่นฉางนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะยิ้มขื่น “ฮูหยินหลี่ท่านนี้ช่าง... ป่านนี้ท่านปู่คงจะโกรธจนกระโดดตัวลอยแล้วกระมัง!”

หลินอวี่ฮุ่ยขมวดคิ้วพลางว่า “ฮูหยินหลี่มีท่าทีอ่อนโยนยิ่งนัก มิได้แฝงคำข่มขู่แม้เพียงครึ่งคำ อีกทั้งวาระหนึ่งก็แค่สามปี หากท่านปู่ทำครบวาระแล้วมิปรารถนาจะทำต่อก็ย่อมได้ ข้าเชื่อว่าฮูหยินหลี่ก็คงมิถือโทษโกรธเคืองอันใด”

เล่อเจิ้งซั่นฉางหัวเราะ “หากยอมรับทำไปแล้ว จะวาระหนึ่งหรือสองวาระต่างกันตรงไหนเล่า? ว่าแต่... ฮุ่ยเอ๋อร์ เจ้าเห็นว่าท่านปู่ควรรับตำแหน่งนี้รึ?”

เจ้าค่ะ” หลินอวี่ฮุ่ยลังเลเล็กน้อยก่อนพยักหน้า “นี่เป็นเรื่องใหญ่ของหนานไห่ ยามนี้บ้านใดต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ พูดตามตรง หลายปีมานี้มิเคยมีเรื่องใดทำให้ผู้คนตื่นตัวและกระตือรือร้นได้ถึงเพียงนี้! หากท่านปู่มิรับตำแหน่ง ทั้งที่ฮูหยินหลี่อุตส่าห์เชิญชวนด้วยไมตรีถึงเพียงนี้ ข้าเกรงว่า... ชื่อเสียงและความเคารพยำเกรงต่อสกุลเล่อเจิ้งจะมัวหมองลงมิน้อย”

 

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1347 ถอนตัว

 

บทที่ 1347 ถอนตัว

หากมีการยักยอกเงินมหาศาลถึงเพียงนี้ เมื่อถูกเปิดโปงออกไป ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลย่อมสั่นคลอนจนมิอาจรักษาไว้ได้! สกุลเติ้งแม้จะถดถอย ทว่าเส้นสายและเครือข่ายขุมกำลังย่อมยังพอมีหลงเหลือ

นายท่านเติ้งเองก็ลอบหวั่นไหวในใจ ทว่าเพียงครู่กลับส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “เจ้าลูกโง่ เจ้าลืมไปแล้วรึว่าราชสำนักส่งใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลผู้นี้มาที่หนานไห่เพื่อการใด? พวกเราจะไปฟ้องร้องเขา? เหอะๆ สุดท้ายผู้ที่ซวยจะเป็นใครย่อมมิอาจรู้ได้!”

เติ้งไป๋ทงร้อนรนรีบกล่าว “ท่านพ่อ อย่ามัวเอ่ยเรื่องเหล่านี้เลย ท่านรั้งอยู่ที่หนานไห่เพื่อคุมสถานการณ์เถิด ข้ากับพี่ใหญ่จะแยกย้ายกันไปตามสาขาต่างๆ เรื่องนี้ชักช้ามิได้ พวกเราจะออกเดินทางกันวันนี้เลย!”

เติ้งไป๋อวี๋พลันได้สติ รีบพยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่แล้วท่านพ่อ! น้องรองกล่าวถูกต้อง พวกเราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้!”

ทว่านายท่านเติ้งกลับมีแววตาหม่นแสง สีหน้าเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง เขาเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะทอดถอนใจพลางส่ายหน้าเบาๆ “มิต้องแล้ว! เรียกตัวหลงจู๊และสมุห์บัญชีทั้งหมดมาพบข้า... กิจการของสกุลเติ้ง จบสิ้นลงเพียงเท่านี้!”

ท่านพ่อ!” เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงหน้าถอดสี อุทานออกมาพร้อมกัน

มิได้เด็ดขาด!” เติ้งไป๋อวี๋ร้อนใจจนอยู่มิสุข “ท่านพ่อ ต่อให้ยามนี้เราจะเสียหายไปมิน้อย ทว่าสกุลเติ้งเรารากฐานมั่นคง ทรัพย์สินเดิมยังมีมหาศาล หากตั้งใจบริหารย่อมพอจะมีกำลังต่อกรและแย่งชิงกับพวกเขาสักตั้ง จะมายอมแพ้ปิดตัวลงอย่างเร่งรีบเช่นนี้ ข้ามิยินยอม!”

ข้าเองก็มิยินยอม!” เติ้งไป๋ทงช่วยเกลี้ยกล่อม “ท่านพ่อ ก่อนหน้านี้เป็นเพราะพวกเราเลินเล่อ จึงถูกนางโจมตีจนตั้งตัวมิติด! แต่ยามนี้เราตื่นตัวแล้ว นางคิดจะจัดการเราย่อมมิใช่เรื่องง่าย! เหอะ... เมืองหนานไห่แห่งนี้ มิใช่ที่ที่ผู้ว่าการมณฑลจะชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้ฝ่ายเดียว!”

เติ้งไป๋อวี๋สำทับต่อ “พวกเรายังสามารถติดต่อตระกูลอื่นมาร่วมสมาพันธ์ ข้ามิเชื่อหรอกว่า จะมิมีตระกูลใดกล้าลงเรือลำเดียวกับเรา!”

นายท่านเติ้งแค่นหัวเราะเยาะ "พวกเจ้าคิดตื้นเขินเกินไป! การที่นางยอมเสียเงินรับซื้อสินค้าในเมืองเฉวียนโจว คือการส่งสัญญาณว่ามิคิดบีบคั้นจนถึงตาย ยามนี้ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือนาง ยิ่งดิ้นรนจะยิ่งพ่ายแพ้อย่างยับเยิน! พวกเจ้ามิใช่คู่ต่อนาง และสกุลเติ้งเราก็เสียทีไปแล้ว! ส่วนเรื่องที่จะรวมตัวกับตระกูลอื่นรึ..."

นายท่านเติ้งเหยียดยิ้มเย็นชา "อย่าลืมว่าฝั่งนั้นคือขุนนาง! ตระกูลใหญ่บ้านใดมิมีชนักติดหลังเรื่องผิดกฎหมายบ้าง? ใครจะกล้าออกหน้าเผชิญหน้ากับทางการตรงๆ ในยามนี้? ตระกูลฝูเพิ่งเปลี่ยนประมุขคนใหม่ เขากำลังวุ่นกับการคุมอำนาจในตระกูล รากฐานยังสั่นคลอนย่อมมิช่วยเราแน่ ตระกูลเล่อเจิ้งนั้นเล่าก็ประดุจต้นหญ้าบนกำแพง (ลู่ตามลม) ย่อมหวังเพียงผลประโยชน์ที่แน่นอน มีหรือจะยอมร่วมทุกข์กับเรา? ส่วนสกุลเหลียง หึ... พวกนั้นทะนงตัวโอหัง ป่านนี้คงรอซ้ำเติมเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งเสียมากกว่า! ยามนี้มิเหมือนก่อน กาลก่อนผู้ว่าการมณฑลต้องรับมือกับสี่ตระกูลใหญ่ แต่ยามนี้... เป้าหมายของเขามีเพียงสกุลเติ้งเราเพียงบ้านเดียว!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงมองหน้ากันนิ่งอึ้ง "หรือต้องยอมจบสิ้นลงเพียงเท่านี้? สกุลเติ้งเราต้องล่มสลายจริงหรือ?"

"ลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปีมิสาย!" นายท่านเติ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "การเก็บตัวซ่อนคม  เพื่อฟื้นฟูกำลังคือทางสายหลัก การฝืนสู้จนพังภินท์ไปทั้งคู่คือการกระทำของคนโง่! หากจะถอยก็ต้องถอยให้สุด สั่งเลิกจ้างหลงจู๊ สมุห์บัญชี และลูกจ้างทั้งหมด ขายกิจการร้านค้าแล้วกลับบ้านเกิดไปเป็นเศรษฐีบ้านนอกเสีย ขอเพียงในมือเรายังมีทองเงินมหาศาล รอเวลาที่เหมาะสมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะห่วงไปไยว่าจะมิมีโอกาสตะวันชิงพลบ (กลับมายิ่งใหญ่)"

สายตาคมกริบของเขาปาดมองบุตรชายทั้งสอง "ถือเสียว่าเป็นโอกาสให้เราถอยออกมาเป็นคนนอก ดูพวกเขาสู้รบตบมือกันมิดีกว่าหรือ? พวกเจ้าพี่น้องจะได้มีเวลาทบทวนตนเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ นี่มิใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป!"

จิตใจของสองพี่น้องค่อยๆ สงบลง เปลวไฟแห่งความโกรธแค้นและไม่ยินยอมค่อยๆ มอดดับไป

"ตกลงขอรับ พวกเราจะทำตามท่านพ่อ สักวันหนึ่งสกุลเติ้งจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!"

"ข้ากับพี่ใหญ่จะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวัง!"

"ดี!" นายท่านเติ้งยิ้มออกมาได้ในที่สุด "เรื่องนี้ต้องทำอย่างรวดเร็ว ชักช้าจะเกิดความเปลี่ยนแปลง ยิ่งรั้งรอเราจะยิ่งเสียเงินทองที่จะใช้เป็นทุนรอนในภายหน้า พวกเจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?"

"ขอรับท่านพ่อ!" ทั้งสองรับคำหนักแน่น

"ส่วนเรื่องหานเอ๋อร์..." นายท่านเติ้งทอดถอนใจ "หลายปีมานี้ข้ากับพวกเจ้ามัวแต่ตรากตรำข้างนอก มีเพียงนางที่อยู่เป็นเพื่อนแม่เจ้าที่บ้านเดิม นางจึงรักใคร่นางเป็นพิเศษซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา หานเอ๋อร์ถูกตามใจจนเสียคน ข้าเองก็อบรมสั่งสอนมิดีพอ... เฮ้อ พวกเจ้าก็อย่าได้โทษนางเลย ยามนี้นางก็ต้องเผชิญกับสภาพเช่นนี้แล้ว—"

เขาส่ายหน้าพลางว่า "อย่างไรนางก็คือน้องสาวของพวกเจ้า!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงจะมิมีข้อกังขาได้อย่างไร? ความวิบัติทั้งมวลที่เกิดขึ้น หากมิมีแพะรับบาปให้ระบายความแค้น จะให้พวกเขาโทษตนเองรึ? ต้นสายปลายเหตุล้วนมาจากคำว่า 'หากมิใช่เพราะนาง...'

ทว่าในเมื่อบิดาเอ่ยเช่นนี้ ทั้งสองจึงได้แต่ฝืนยิ้มรับคำ นายท่านเติ้งแม้จะดูออกว่าบุตรชายยังมีปมในใจ แต่เขายังมีลมหายใจอยู่อีกหลายปี ยามนี้จึงยังมิห่วงว่าพี่ชายจะทำอันใดน้องสาว จึงมิได้เอ่ยความต่อ

ข่าวการที่สกุลเติ้งเรียกตัวหลงจู๊และสมุห์บัญชีจากทั่วสารทิศมารวมตัวกันที่เมืองหนานไห่ ล่วงรู้ถึงหูของเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ในทันที

พลันนั้น ข่าวใหญ่เรื่องหนึ่งก็ถูกประกาศออกมาจากจวนผู้ว่าการมณฑล และแพร่สะพัดไปทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ด้วยความเร็วปานพายุ: ทางการเตรียมจะกว้านซื้อเส้นทางการค้าทั้งหมด เพื่อจัดตั้ง "สมาคมการค้าหนานไห่" โดยจะมีการประมูลเส้นทางการค้าเป็นประจำทุกปี พ่อค้าที่มีทรัพย์สินถึงเกณฑ์ที่กำหนดสามารถเข้าร่วมประมูลได้ หรือจะรวมตัวกันสองสามตระกูลเพื่อเข้าชิงชัยก็ได้ ทว่าแต่ละกลุ่มการค้าจะประมูลได้สูงสุดเพียง 3 เส้นทางเท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น กิจการทั้งหมดจะบริหารงานโดยประธานสมาคมการค้า โดยที่ทางการจะไม่เข้าแทรกแซง!

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป พ่อค้าทั้งเล็กและใหญ่ต่างฮึกเหิมถึงขีดสุด!

สำหรับเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ต่างพากันเตรียมพร้อม เลือดลมสูบฉีด ออกสืบข่าวและหารือกันทุกหัวระแหง หวังเพียงให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเพื่อเตรียมตัวประมูลในปีหน้า ส่วนตระกูลขนาดกลางก็เริ่มมองหาพันธมิตรเพื่อหวังจะสร้างตัวให้ยิ่งใหญ่

แม้แต่พ่อค้ารายย่อย แม้ยามนี้จะยังมิมีส่วนร่วม แต่การประมูลมีขึ้นทุกปี ขอเพียงพวกเขามุมานะ วันหน้าย่อมมีโอกาสแน่นอน ทุกคนต่างเฝ้ารอให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง

ผู้คนมิเคยรู้สึกมาก่อนเลยว่า ทางการจะมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนมหาศาลถึงเพียงนี้! และมิมเคยสามัคคีกันสนับสนุนทางการเท่ายามนี้มาก่อน!

ยามที่ข่าวนี้ลอยมาถึงหูนายท่านเติ้ง เขาถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปนานแสนนาน ก่อนจะทอดถอนใจหนักหน่วงและพึมพำด้วยรอยยิ้มขมขื่น:

"นึกไม่ถึงจริงๆ... ข้ายังคงดูแคลนนางต่ำเกินไป!"

 

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1346 ระส่ำระสาย

 

บทที่ 1346 ระส่ำระสาย

เหลียนฟางโจวยิ้มบางพลางเงยหน้ามองหลี่ฟู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เราสามีภรรยาล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน เหตุใดต้องเอ่ยวาจาเกรงใจเช่นนั้นด้วยเล่า? อืม... ดูเหมือนท่านจะมิได้พูดเช่นนี้กับข้านานแล้วนะ ฟังแล้วช่างจั๊กจี้หูพิกล!”

เจ้านี่นะ!” หลี่ฟู่หัวเราะออกมาอย่างขบขัน เขาโน้มตัวลงจุมพิตนางคราหนึ่ง พลางทอดถอนใจด้วยความรักใคร่สุดแสน “ผู้อื่นมิล่วงรู้ความดีงามของเจ้า มีหรือจะเข้าใจว่าเหตุใดข้าถึงปักใจมั่นเพียงเจ้าผู้เดียว!”

ใบหน้าเหลียนฟางโจวขึ้นสีระเรื่อ นางก้มหน้าลงซบอิงแอบในอ้อมอกเขา หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความหวานล้ำ

นายท่านเติ้งผู้นั้น...” ครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ “ยามนี้กักขังเขาไว้ก็ดูท่าจะมิมีประโยชน์อันใดแล้ว ปล่อยเขากลับไปเถิด! ให้เขาได้กลับไปเห็น 'ผลงานอันยอดเยี่ยม' ที่บุตรชายทั้งสองทำไว้เสียหน่อย!”

หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ข้าเองก็กำลังจะปรึกษาเจ้าเรื่องนี้พอดี! เช่นนั้นข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”

วันรุ่งขึ้น ณ หุบเขาแห่งหนึ่งห่างจากตัวเมืองไปยี่สิบหลี่ ชาวนาที่ออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ได้พบร่างของนายท่านเติ้งนอนหมดสติอยู่ในพงหญ้าข้างทาง จึงรีบแจ้งทางการทันที

ทางการส่งคนนำตัวนายท่านเติ้งกลับสู่สกุลเติ้ง พร้อมประกาศต่อภายนอกว่า: ถูกโจรลักพาตัว!

ใต้เท้าหลี่ผู้ว่าการมณฑลแสดงท่าทีเดือดดาลยิ่งนัก สั่งการให้คนออกค้นหาทั่วบริเวณขุนเขาอย่างเร่งด่วน และแน่นอนว่าย่อม "พบร่องรอยโจร" ทว่าน่าเสียดายที่พวกมันหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว...

นายท่านเติ้งค่อยๆ ฟื้นคืนสติ เมื่อเห็นเติ้งฮูหยิน เติ้งไป๋อวี๋ และเติ้งไป๋ทง มีท่าทีลุกลี้ลุกลนกังวลใจ เขาก็ลอบถอนใจยาวพลางส่ายหน้า “ข้ามิเป็นไร พวกเจ้ามิต้องกังวล!”

นายท่านฟื้นก็ดีแล้ว หลายวันมานี้ท่านคงลำบากไม่น้อย!” เติ้งฮูหยินซับน้ำตา

ลำบากงั้นรึ?” นายท่านเติ้งแค่นเสียงเย็น ย่อมต้องลำบากแน่นอน แม้อาหารการกินจะสมบูรณ์ดี ทว่าความทุกข์ตรมในใจนั้นยากจะพรรณนา! หนี้แค้นนี้ เขาต้องสะสางในสักวัน!

นายท่านเติ้งมิอาจทนรั้งอยู่บนเตียงได้นาน เขาทำความสะอาดร่างกายและรวบรวมพละกำลัง ก่อนจะเรียกบุตรชายทั้งสองเข้าไปในห้องหนังสือทันที

ยามที่ข้าไม่อยู่ ทุกอย่างในบ้านและร้านค้ายังเรียบร้อยดีอยู่หรือไม่?” นายท่านเติ้งถือถ้วยชาร้อน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้า

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสบตากันด้วยความประหวั่น ใจสั่นระรัวจนอึกอักมิกล้าเอ่ยคำจริงต่อหน้าบิดา

นายท่านเติ้งฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด พลันคิดขึ้นได้ว่า: หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวกักขังข้าไว้หลายวันเช่นนี้ หรือคิดจะอาศัยจังหวะที่ข้าไม่อยู่ลงมือกับสกุลเติ้ง?

ยิ่งคิดก็ยิ่งใจหาย สีหน้านายท่านเติ้งพลันมืดครึ้ม ตวาดเสียงต่ำ “หลังจากข้าไป เกิดเรื่องอันใดขึ้นในบ้านกันแน่ ยังไม่รีบสารภาพมาอีก!”

เติ้งไป๋อวี๋ในฐานะบุตรชายคนโตมิอาจเลี่ยงได้ จึงได้แต่กัดฟันเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมา...

นายท่านเติ้งโกรธจนมือสั่น ถ้วยชาในมือเอียงกะเท่เล่จนน้ำชารดรินรดตัวก็ยังมิรู้สึกตัว เขาชี้หน้าบุตรชายทั้งสองด้วยอาการสั่นเทา “ดี! ดี! ดีมาก! เจ้าลูกเนรคุณทั้งสอง หลายปีมานี้ข้าเสียแรงสั่งสอนพวกเจ้าจริงๆ! สาขาเฉวียนโจวปิดลงได้อย่างไร? เจ้าใหญ่... เจ้าโดนผีเข้าสิงหรือไร!”

เรื่องอื่นใดเมื่อเทียบกับเรื่องนี้ล้วนกลายเป็นเรื่องขี้ผง ยามได้ยินว่าสาขาเฉวียนโจวถูกปิด นายท่านเติ้งโกรธจนร่างกายเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ!

เติ้งไป๋ทงลอบถอนใจด้วยความโล่งอก เรื่องที่เฉวียนโจวนั้นมิเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดบิดาถึงได้พิโรธเรื่องนี้เป็นพิเศษก็ตาม

ทว่าเติ้งไป๋อวี๋กลับคิดต่าง เมื่อเห็นบิดาเอาแต่จี้จุดเรื่องที่เขาจัดการเพียงลำพัง—ที่สำคัญคือเขาคิดว่าเรื่องนี้เขาตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุดแล้ว!

ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านอาลัยอาวรณ์ ข้าเองก็ปวดใจไม่แพ้กัน ทว่าสถานการณ์ยามนั้นหากมิทำเช่นนี้ก็ไร้หนทางรอด!” เติ้งไป๋อวี๋หน้าซีดเผือดพลางอธิบายเหตุผลอีกครา ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก เขาเลือกสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อสกุลเติ้งที่สุด มันผิดตรงไหน?

เจ้ายังกล้าย้อนคำรึ!” นายท่านเติ้งโกรธจนตบโต๊ะเสียงดังปัง “เจ้าลองใช้สมองตรองดู! นั่นคือสาขาอันดับหนึ่งของสกุลเติ้ง เป็นร้านที่ใหญ่และดีที่สุด! ยามนี้มันปิดตัวลงแล้ว เจ้าคิดว่าบรรดาหลงจู๊และลูกจ้างที่อื่นจะมองสกุลเติ้งเราอย่างไร? พวกเขาจะคิดว่าสกุลเติ้งถึงกาลอวสาน ไร้กำลังจะค้ำจุนอีกต่อไป! มิเช่นนั้น มีหรือจะยอมปิดสาขาอันดับหนึ่งลง! เมื่อใจคนแตกซ่าน การค้ายังจะดำเนินต่อได้อีกรึ!”

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงหน้าถอดสี อุทานออกมาด้วยความตระหนก

เติ้งไป๋อวี๋รู้สึกได้ถึงเหงื่อกาฬที่ไหลโซมหน้าผาก เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “มิน่าเล่า... มิน่าเล่า...” มิน่าเล่าเมื่อวานนี้บรรดาหลงจู๊และลูกจ้างถึงพากันขอลาออก มิน่าเล่าเหล่าคู่ค้าถึงได้แห่กันมาทวงหนี้และสะสางบัญชีกันขนานใหญ่...

เติ้งไป๋อวี๋ทรุดกายลงคุกเข่า “ท่านพ่อ เป็นข้าที่เลอะเลือน! ข้าเลอะเลือนไปแล้ว! ยามนี้เราควรทำเช่นไรดี!”

ทำเช่นไรงั้นรึ?” นายท่านเติ้งรู้สึกปวดเสียดที่หน้าอก เอ่ยว่า “ยังจะทำอันใดได้? อย่างน้อยก็ต้องตระเวนไปตามหัวเมืองต่างๆ เจรจากับหลงจู๊ สมุห์บัญชี และหัวหน้าคนงานตามสาขาต่างๆ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจคืนมา... แต่ช่างเถิด!”

นายท่านเติ้งเอ่ยไปพลางใจก็ห่อเหี่ยวลง ทอดถอนใจว่า “ข้าประเมินพลาดไป ข้านึกไม่ถึงจริงๆ! ฮูหยินหลี่ผู้นั้น... สตรีที่ยังเยาว์วัยเพียงนั้น กลับมีเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงถึงเพียงนี้! ตั้งแต่ต้น นางแสร้งเล่นละครเพื่อลวงตาข้า ข้าตกหลุมพรางนางเข้าเสียแล้ว! มิเช่นนั้น ต่อให้ต้องส่งตัวหานเอ๋อร์ออกไป ข้าก็ย่อมมิมีวันมอบเส้นทางการค้าทั้งสามสายนั้นให้นางเป็นอันขาด! ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว พลาดพลั้งไปเสียทุกก้าว! ยามนี้จะมาพูดเรื่องนี้อีกก็ไร้ประโยชน์แล้ว!”

นายท่านเติ้งหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงต่างนิ่งเงียบ พลันรู้สึกถึงความเศร้าสลดประดุจสุนัขจนตรอกที่สิ้นไร้หนทาง

เมื่อเพียงหนึ่งหรือสองเดือนก่อน สกุลเติ้งยังคงรุ่งเรืองเฟื่องฟูประดุจอาทิตย์อุทัย ใครจะคาดคิดว่ายามวิมานพังทลาย จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบถึงเพียงนี้!

ชั่วพริบตาเดียว ราวกับผ่านไปแล้วหนึ่งชาติภพ ประหนึ่งติดอยู่ในความฝัน

นายท่านเติ้งแค่นหัวเราะ “เหอะๆ” เอ่ยเสียงเรียบว่า “ยามนี้เงินทองในบ้านคงถูกผลาญไปเกือบสิ้นแล้วกระมัง? การค้าทุกหนแห่งคงติดขัดยากเข็ญไปหมดแล้วใช่หรือไม่?”

ท่านพ่อ...” เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

นายท่านเติ้งโบกมือพลางว่า “ยามกำแพงพัง ทุกคนย่อมรุมผลัก พวกเจ้าควรจะเข้าใจหลักการนี้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่เมื่อเกิดขึ้นกับตนเองจึงยากจะยอมรับได้! มิโทษพวกเจ้าหรอก! เป็นเพราะฮูหยินหลี่ผู้นั้นวางแผนอย่างแยบยลในยามที่เรามิได้ระวัง แม้แต่ข้ายังดูนางพลาดไป! นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าในโลกนี้จะมีสตรีเช่นนาง! น่ากลัว... ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!”

เติ้งไป๋ทงยังนึกไม่ยินยอม แค่นเสียงว่า “หากนางมิใช่ฮูหยินผู้ว่าการมณฑล...”

นายท่านเติ้งชายตาคว่ำมองเขา เอ่ยเรียบๆ ว่า “หากนางมิใช่ฮูหยินผู้ว่าการมณฑล สกุลเติ้งของเราคงย่อยยับยิ่งกว่านี้!”

เติ้งไป๋อวี๋ก็มินึกยินยอมเช่นกัน ทว่าเมื่อได้ยินบิดาเอ่ยเช่นนั้นก็มิกล้าขัดคอ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ข้าเพียงมิเข้าใจ เบี้ยหวัดของผู้ว่าการมณฑลจะมีสักเท่าใดกัน? ฮูหยินหลี่ไปเอาเงินทองมากมายมหาศาลเช่นนั้นมาจากที่ใด!”

สกุลเติ้งต้องพ่ายแพ้ครานี้ หากเอ่ยให้ถึงที่สุด ก็คือพ่ายแพ้ต่ออำนาจเงินในมือนาง

นายท่านเติ้งชะงักไป พลันนึกสงสัยขึ้นมาเช่นกัน ปัญหานี้เขาไม่เคยเฉลียวใจมาก่อน! แม้ฮูหยินหลี่จะสนิทสนมกับเหล่าฮูหยินในเมืองหนานไห่อยู่มาก ทว่าต่อให้หยิบยืมเงินทองมา ก็มิอาจรวบรวมได้มหาศาลถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำ หากมีการหยิบยืมจริง ย่อมมิอาจปิดข่าวได้เงียบเชียบไร้ร่องรอยเช่นนี้!

ท่านพ่อ!” นัยน์ตาของเติ้งไป๋อวี๋เป็นประกาย เอ่ยหยั่งเชิงว่า “หรือว่า... พวกเราจะส่งฎีกาฟ้องร้องเขาต่อราชสำนักดี!”