บทที่
1267 นัดเขาพบหน้า
ทางด้านฮูหยินเติ้งเองก็โกรธจัดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน
แค้นเก่าเก่ายังไม่ทันชำระ แค้นใหม่ก็ถาโถมเข้ามาซ้ำ! นางอดไม่ได้ที่จะยุยงให้นายท่านเติ้งใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรก
เช่น ติดสินบนคนให้ลอบเข้าไปเผาโกดังสินค้าของเหลียนฟางโจว
หรือจัดฉากใส่ร้ายสร้างความวุ่นวายต่างๆ นานา จนถูกนายท่านเติ้งปั้นหน้ายักษ์ดุด่าเข้าให้
พร้อมคำสั่งประกาศิตห้ามไม่ให้นางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจการค้าของตระกูล!
มิเช่นนั้น
นางจะได้เห็นดีแน่!
ช่างคิดออกมาได้!
เขาไม่อยากทำงั้นหรือ? เขาไม่เคยคิดงั้นหรือ?
แต่มันต้องดูด้วยว่าทำได้จริงไหม!
ฝ่ายนั้นมีทางการหนุนหลัง
เป็นถึงผู้สูงสุดของมณฑลหนานไห่! ลูกน้องอาจจะไม่เยอะในแง่ปริมาณแต่
"คนของทางการ" น่ะมีล้นหลาม!
หากเกิดความผิดพลาด
"ขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมยังเสียข้าวสาร" (ทำไม่สำเร็จแถมยังซวยซ้ำ)
คนที่ส่งไปดันตกอยู่ในมือนาง นั่นมิเท่ากับยื่นด้ามดาบให้เขามาจ่อคอตัวเองหรือไง?
ในขณะที่ฝั่งหนึ่งตกอยู่ในบรรยากาศมืดครึ้ม
แต่อีกฝั่งอย่างเหลียนฟางโจวกลับเต็มไปด้วยความรื่นเริง
เหลียนฟางโจวแกว่งสมุดบัญชีในมือไปมา
นี่คือสมุดรวบรวมรายการของป่าทั้งหมดที่รับซื้อมาได้
พร้อมประเมินมูลค่าตามราคาตลาด หลังจากหักต้นทุนทุกอย่าง ทั้งค่าขนส่ง ค่ารถม้า
และค่าเสื่อมสภาพต่างๆ แล้ว นี่คือผลกำไรสุทธิที่ได้มา
“การค้านี้ทำกำไรได้ดีจริงๆ
ขนาดเราลงทุนจัดหนักและวุ่นวายกันขนาดนี้ หักลบกลบหนี้แล้วยังเหลือกำไรเน้นๆ
อย่างน้อยหนึ่งแสนตำลึงเงินเชียวนะ! พอถึงปีหน้า
ต้นทุนคงที่หลายอย่างก็ตัดทิ้งไปได้ แถมถ้าชื่อเสียงเราติดตลาดแล้ว
แหล่งสินค้าเพิ่มขึ้นอีกสักหนึ่งหรือสองส่วน กำไรก็จะยิ่งมหาศาลกว่านี้! ฮิๆ
คราวนี้นายท่านเติ้งคงเต้นผางด้วยความโกรธแน่ๆ!”
เหลียนฟางโจวแค่จินตนาการก็นึกสะใจอย่างยิ่ง!
ในใจนึกด่าว่า
สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้ลูกสาวเจ้าไร้ยางอายมาหมายปองผู้ชายของข้ากันล่ะ!
จะว่าไป
แม้ภายนอกนางจะทำเป็นไม่แยแสและไม่ใส่ใจ แต่ลึกๆ
ในใจนางยังคงจดจำความแค้นนี้ไว้เสมอ ยิ่งบวกกับการกระทำต่างๆ
ของตระกูลเติ้งในภายหลัง มันยิ่งทำให้นางหมายหัวตระกูลนี้ไว้ในบัญชีดำอย่างถาวร!
เงินหนึ่งแสนกว่าตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
มันสามารถนำไปต่อยอดทำอะไรได้อีกมากมาย
ทว่าหลี่ฟู่นั้นชินชาเสียแล้วกับการเห็นภรรยาหาเงินเข้าบ้านราวกับสายน้ำไหล
โดยเฉพาะตอนที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองหลวง
เงินเข้ากระเป๋าถล่มทลายราวกับไปถอนหัวไชเท้าในสวน
ดังนั้นพอได้ยินตัวเลขหนึ่งแสนตำลึงนี้ เขาจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรนัก
แต่กลับสนใจประโยคหลังของนางมากกว่า
“ตระกูลเติ้งคราวนี้ถือว่าพลาดท่าเสียทีครั้งใหญ่เลยล่ะ!
หึๆ เจ้าว่าหลังจากนี้เขาจะทำอย่างไรต่อไป? ตระกูลเล่อเจิ้ง
ตระกูลเหลียง หรือตระกูลหลัว ตระกูลไป๋ พวกเขาจะยื่นมือมาช่วยไหม?” หลี่ฟู่ถาม
ส่วนตระกูลฝูนั้น
หลี่ฟู่ได้ตัดออกจากการพิจารณาโดยสิ้นเชิงอย่างไม่ต้องสงสัย
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นค่ะ!”
เหลียนฟางโจวถอนหายใจเบาๆ พลางเป่าสมุดบัญชีในมือ แล้วหันไปยิ้มให้หลี่ฟู่
“สี่ตระกูลใหญ่ลงเรือลำเดียวกัน แม้แต่ตระกูลที่ยึดทางสายกลางอย่างเล่อเจิ้ง หากนายท่านเติ้งไปร้องขอถึงที่
มีหรือพวกเขาจะไม่ยื่นมือเข้าช่วย!”
หลี่ฟู่ขมวดคิ้ว
“แต่เรื่องพวกนี้ทางการกลับเข้าไปแทรกแซงไม่ได้เนี่ยสิ น่าปวดหัวชะมัด!”
ถ้าเป็นการรบ
ต่อให้สถานการณ์เสียเปรียบแค่ไหน เขาก็ยังพอจะหาลู่ทางพลิกแพลงได้
แม้ไม่กล้าการันตีว่าจะมีแผนการที่สมบูรณ์แบบ
แต่รับรองว่าไม่มีทางพ่ายแพ้ยับเยินแน่ ทว่าพอเป็นเรื่อง "สงครามการค้า"
หรือ "เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง" หลี่ฟู่กลับรู้สึกจนปัญญาจริงๆ
“น้องหญิง”
หลี่ฟู่อดไม่ได้ที่จะกุมมือภรรยา จ้องมองนางด้วยสายตาเปี่ยมรักและเอ่ยเสียงนุ่ม
“เจ้าต้องช่วยสามีนะ ไม่ว่าตระกูลไหนก็ห้ามให้พวกเขาช่วยตระกูลเติ้งเด็ดขาด
เราจะยอมเห็นพวกเขารวมตัวกันเป็นปึกแผ่นเพราะเรื่องนี้ไม่ได้!”
เหลียนฟางโจวยกมุมปากยิ้ม
หัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง “วางใจเถอะ! ในเมื่อลงมือกับตระกูลเติ้งแล้ว
ย่อมไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาพลิกกระดานแน่! การจะไปขอร้องคนอื่นน่ะ
มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาได้ง่ายๆ หรอกนะ โดยเฉพาะคนอย่างนายท่านเติ้ง!
ปกติชินแต่กับการอยู่เหนือผู้อื่น มีแต่คนต้องมาอ้อนวอนเขา
เมื่อไหร่กันที่เขาต้องไปก้มหัวขอร้องคนอื่น? อีกอย่างตระกูลเติ้งในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่น่ะรากฐานตื้นที่สุด
ที่รวยขึ้นมาได้ก็เพราะมาทีหลัง นายท่านเติ้งคนนี้จึงรักศักดิ์ศรีและหน้าตามากกว่าตระกูลอื่นเสียอีก
เหมือนกับว่าถ้าต้องไปขอร้องใครเข้า เขาจะดูด้อยกว่าคนอื่นทันที! เพราะฉะนั้น...
รอดูฝีมือข้าก็แล้วกัน!”
หลี่ฟู่เลิกคิ้วกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยพลางยิ้ม
“คนเราพอถึงทางตันก็อาจไม่สนเรื่องหน้าตาก็ได้นะ ยังไงเขาก็เป็นพ่อค้า
คงไม่โง่จนชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียไม่เป็น หรือไม่รู้ว่าควรจะก้มหัวตอนไหน
น้องหญิงดูมั่นอกมั่นใจขนาดนี้ มีแผนดีๆ อะไรเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ
จะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง!”
เหลียนฟางโจวถูกเขาแหย่จนหัวเราะร่วน
“จริงๆ ก็ไม่ใช่แผนเด็ดอะไรหรอก ข้าแค่ตัดสินใจว่า
จะขายของป่าและสมุนไพรทั้งหมดที่รับซื้อมาได้... ให้เขาเอง! แน่นอนว่าเรื่องราคา
เขาจะให้ข้าขาดทุนไม่ได้เด็ดขาด!”
ไม่ใช่แค่ไม่ขาดทุน
แต่นางจะฟันกำไรก้อนโตเลยล่ะ! คราวนี้ต้องดูว่านายท่านเติ้งจะยอม
"เลือดซิบ" หรือไม่! แต่ถึงตอนนั้น ต่อให้ไม่ยอมก็คงเลือกไม่ได้!
หลี่ฟู่ตะลึงไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะหัวเราะเสียงดังและถอนหายใจอย่างยอมใจ “เอาเถอะน้องหญิง! ข้าที่เป็นผู้ว่าการมณฑลนับจากนี้ขออยู่เฉยๆ
ดูความสำเร็จอย่างเดียว เรื่องใหญ่ๆ รบกวนน้องหญิงตัดสินใจได้เลย
แผนแบบนี้มีแต่เจ้าเท่านั้นที่คิดออก!”
คำพูดของเขาทำให้เหลียนฟางโจวพลอยหัวเราะไปด้วย
วันต่อมา
เหลียนฟางโจวนัดนายท่านเติ้งพบกันที่โรงน้ำชา
ฮูหยินเติ้งด่าทอด้วยความแค้นเคืองว่าเหลียนฟางโจวต้องมีเจตนาร้ายแน่ๆ
นางห้ามไม่ให้สามีไปเพื่อจะได้ไม่ตกหลุมพราง
นายท่านเติ้งจะยอมกลืนความโกรธนี้ลงคอได้อย่างไร?
เขาแค่นเสียงเย็น “นางเจตนาร้ายอยู่แล้ว!
คงตั้งใจจะมาโอ้อวดต่อหน้าข้าน่ะสิ! หึ ทำไมจะไม่ไปล่ะ? ยังไงก็ต้องไป!
ข้าจะทำให้นางเห็นว่าข้าไม่ได้ใส่ใจ ตระกูลเติ้งของเราน่ะ ‘แพ้เป็น’!
ข้าอยากรู้เจริงๆ ว่าถึงตอนนั้นนางจะมีหน้ามาดีใจอะไรอีก!”
นายท่านเติ้งวางแผนไว้พร้อมสรรพ
ยอมทุ่มเงินชดเชยสักแสนกว่าตำลึงเพื่อปลอบโยนลูกค้าเก่า
อย่างน้อยก็รักษาความสัมพันธ์และการค้าในระยะยาวไว้ก่อน!
เงินแสนกว่าตำลึงแม้จะไม่ใช่จำนวนน้อย แต่สำหรับตระกูลเติ้งแล้วยังพอแบกรับไหว
ส่วนความอัดอั้นตันใจในครั้งนี้
ก็แค่จดบัญชีแค้นไว้ก่อน
หนทางยังอีกยาวไกล
ความพ่ายแพ้ชั่วคราวจะนับเป็นอะไรได้? ครั้งนี้เขาแค่ประมาทไป
ครั้งหน้าเหลียนฟางโจวอย่าหวังว่าจะมาโจมตีเขาตอนเผลอได้อีก!
เขายังเชื่อมั่นเสมอว่าตระกูลเติ้งมีพละกำลัง
และชื่อเสียงของตระกูลก็แข็งแกร่งกว่าเหลียนฟางโจวมากนัก
ขอเพียงตระกูลเติ้งออกโรงสู้กันตรงๆ เหลียนฟางโจวไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้แน่นอน!
ส่วนเรื่องที่เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่กังวลว่าเขาจะไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลอื่นนั้น
นายท่านเติ้งไม่เคยคิดอยู่ในหัวเลยสักนิด!
เรียกได้ว่า
เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ประเมินความใจกว้างและความดื้อรั้นที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเขา
"สูงเกินไป" จริงๆ!
เพื่อแสดงให้เหลียนฟางโจวเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อตนเลยแม้แต่น้อย
และเพื่อโอ้อวดบารมีของตระกูลเติ้ง นายท่านเติ้งจึงแต่งกายจัดเต็มเป็นพิเศษ
เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มทอลายทองขัดเงา รวบผมด้วยปิ่นทองฝังทับทิมและไพลิน
ที่เอวแขวนหยกขาวมันแพะแกะสลักลายปลากระโดดข้ามประตูมังกร
ปลายเชือกห้อยมุกเม็ดโตเท่าตาไก่ที่เปล่งประกายแวววาว
ที่นิ้วหัวแม่มือสวมแหวนหยกมรกตเนื้อดี (ปันจื่อ) สีเขียวสดใสมีราคามหาศาล
รองเท้าเป็นรองเท้าหุ้มข้อผ้าแพรพื้นหนา
มูลค่ากว่าร้อยตำลึง เสียดายเพียงแต่เขาไม่ใช่สตรี
มิฉะนั้นคงฝังมุกประดับหยกบนรองเท้า และประดับปิ่นปักผมให้มากกว่านี้ไปแล้ว
ถึงกระนั้น
สำหรับคนที่ปกติแต่งกายตามสบายอย่างเขา การแต่งตัวแบบนี้ถือว่าเป็นการ
"ถอดกะลาเปลี่ยนร่าง" ไปเลยทีเดียว!