วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1356 ตัดสินใจเด็ดขาด

 

บทที่ 1356 ตัดสินใจเด็ดขาด

ท่านปู่เล่อเจิ้งอดไม่ได้ที่จะสะท้านเย็นวาบขึ้นมา—ตระกูลเล่อเจิ้ง...จะมาพินาศในมือเขาไม่ได้เด็ดขาด!

เขาตัดสินใจเด็ดขาดในทันที สั่งเรียกตัวสมาชิกหลักที่กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ให้กลับบ้านโดยลับ เขาต้องจัดวางแผนใหม่ทั้งหมด

อีกทั้งทางภรรยาใต้เท้าหลี่...ต้องให้หลานสะใภ้คนที่สามไปเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการสักครั้ง

ตระกูลเล่อเจิ้งพลาดจังหวะไปแล้ว หากจะรักษาสถานะในมณฑลหนานไห่ไว้ได้ ก็ต้องมอบของกำนัลที่มี “น้ำหนัก” พอสมควรให้กับใต้เท้าหลี่!

เล่อเจิ้งซั่นฉ่างและคนอื่น ๆ ต่างประหลาดใจกับคำสั่งของท่านปู่อย่างมาก ทว่าด้วยบารมีของเขา ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามต่อเมื่อท่านเอ่ยปากเด็ดขาดแล้ว

บางคนกล้า ๆ กลัว ๆ เอ่ยปากถามเหตุผล ท่านปู่กลับตอบเพียงเรียบ ๆ ว่า “ทำตามก็พอ อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะเข้าใจเอง” แล้วไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรอีก

หลังจากนั้น ท่านปู่ก็เรียกเล่อเจิ้งซั่นฉ่างให้อยู่ต่อ มอบของสิ่งหนึ่งให้เขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม กำชับว่า

“ต้องเก็บเป็นความลับ เรื่องนี้ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้น หากตระกูลเราถูกลูกหลง ข้าคงไม่ต้องอธิบายให้เจ้าฟัง!

ออกจากที่นี่แล้ว จงทำตัวตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าคือผู้นำตระกูลในอนาคต ข้ามอบหมายอะไรมากหน่อยก็ไม่แปลก ไม่มีใครคิดสงสัย

เอาของไปให้ภรรยาเจ้า แล้วให้นางส่งต่อถึงมือฮูหยินหลี่ จำไว้ ต้องทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด ห้ามเผยพิรุธแม้แต่น้อย!

ส่งมอบเสร็จแล้ว ก็อย่าได้ถามหรือวุ่นวายอะไรอีก จงทำเหมือนทุกอย่างปกติ! เรื่องนี้สำคัญที่สุดตรงที่ 'ต้องไม่ให้ใครรู้'!”

เล่อเจิ้งซั่นฉ่างมองปู่ของเขานิ่ง ๆ ก่อนพยักหน้า “ขอให้ท่านปู่วางใจ ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร”

ท่านปู่เล่อเจิ้งพยักหน้าพอใจ “เรื่องงานข้าไม่เคยต้องกังวลกับเจ้า ภรรยาเจ้าก็เป็นคนสุขุมรู้กาลเทศะ ไปเถิด!”

เล่อเจิ้งซั่นฉ่างรับคำ ค้อมตัวรับคำสั่งก่อนเก็บของใส่ในอกเสื้อแล้วจากไป

วันถัดมา ของนั้นก็ไปถึงมือเหลียนฟางโจวเรียบร้อย

เมื่อหลี่ฟู่กลับจากที่ว่าการ เหลียนฟางโจวไล่บ่าวไพร่ออกไป แล้วหยิบซองจดหมายที่ปิดผนึกไว้แน่นหนาออกมา ยื่นไปตรงหน้าหลี่ฟู่ พร้อมรอยยิ้ม

“นี่คือสิ่งที่ท่านปู่เล่อเจิ้งฝากมาให้ท่าน เปิดดูสิว่าเป็นอะไร”

หลี่ฟู่หยิบซองขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะหัวเราะแล้วว่า

“ของข้า ก็ย่อมเป็นของเจ้าเช่นกัน ทำไมไม่เปิดดูล่ะ”

“ข้าไม่อยากรู้ขนาดนั้นหรอก” เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ “แม้น้องฮุ่ยจะทำทีว่าไม่ใส่ใจ แต่ก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่า 'ต้องส่งถึงมือท่านโดยตรง'”

หลี่ฟู่ยิ้มขึ้นทันที “ได้ยินเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งอยากรู้แล้วว่า ในนี้มีอะไร!”

เขาจึงฉีกซองอย่างไม่รีรอ แล้วหยิบกระดาษจดหมายด้านในออกมา

สีของกระดาษซีดเหลือง ชัดเจนว่าเป็นของเก่า ไม่ใช่จดหมายที่เพิ่งเขียนขึ้นใหม่ หลี่ฟู่พลันรู้สึกประหลาดใจ

พอคลี่อ่าน ดวงตาของหลี่ฟู่ก็สว่างวาบ สีหน้าปรากฏความยินดีถึงขีดสุด จนกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่—เขาตบโต๊ะแล้วหัวเราะเสียงดัง

“ดี! ดีมาก! ยอดเยี่ยมที่สุด!”

“ของล้ำค่าอะไรหรือ ถึงทำให้ท่านหัวเราะออกมาขนาดนี้?” เหลียนฟางโจวอดสงสัยไม่ได้ รีบชะโงกหน้าเข้าไปดู

บนกระดาษไม่มีแม้แต่ตัวอักษรเดียว แต่กลับเป็นภาพคล้ายแผนที่ วาดด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ—ทั้งดิน หิน ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำลำธาร

แม้จะมีสัญลักษณ์ครบถ้วน แต่ก็เป็นเพียงภาพร่างหยาบ ๆ เพียงไม่กี่เส้น ดูเรียบง่ายคลุมเครืออย่างยิ่ง

หลี่ฟู่เก็บแผนที่ใบนั้นไว้อย่างระมัดระวัง สอดใส่ไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็ยกแขนโอบเหลียนฟางโจวเข้ามานั่งบนตัก ก้มลงจูบใบหน้านางแรง ๆ หลายที แล้วยิ้มกระซิบข้างแก้มว่า

“ที่รัก หากข้าเดาไม่ผิด นี่ต้องเป็นแผนที่ของเหมืองแร่สามแห่งของสกุลเหลียงแน่นอน!

แม้จะระบุตำแหน่งเพียงคร่าว ๆ แต่มันก็เพียงพอแล้ว!”

หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันเต้นระรัว อุทานออกมา “จริงหรือ?!”

หลี่ฟู่พยักหน้า คิ้วยกสูง “ไม่ผิดแน่!”

“เช่นนั้นก็วิเศษที่สุด!” เหลียนฟางโจวพลันยิ้ม

“นี่เรียกว่าฟ้าประทานโดยไม่ต้องเสียแรง!

ว่าไปแล้ว ถึงแม้ตระกูลเล่อเจิ้งจะวางตัวเป็นกลางเพียงใด แต่จะให้เมินเฉยไม่สนใจเรื่องภายนอกเลย คงเป็นไปไม่ได้

เกรงว่าพวกเขาคงแอบสืบเรื่องเหมืองแร่ของสกุลเหลียงมานานแล้ว

เพียงแต่ว่าตระกูลเหลียงก็ป้องกันแน่นหนาไม่น้อย จึงยังไม่อาจสืบจนเจาะจงได้ชัด”

“แน่นอนอยู่แล้ว” หลี่ฟู่หัวเราะเบา ๆ

“ยิ่งเข้าใกล้ พวกมันยิ่งตั้งจุดเฝ้ายามแน่นหนา ใครจะมีโอกาสเข้าไปได้?

ตระกูลเล่อเจิ้งก็แค่ต้องการรู้ไว้เป็นข้อมูล มิได้มีเจตนาแสดงออก

ย่อมไม่คิดเสี่ยงให้สกุลเหลียงรู้ตัว แล้วสร้างศัตรูโดยใช่เหตุ”

“ท่านปู่เล่อเจิ้งยอมมอบสิ่งนี้ให้เรา ข้าก็นึกไม่ถึงจริง ๆ” เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างประหลาดใจ

“เขาก็มองออกเสียทีว่ากระแสกำลังเปลี่ยน” หลี่ฟู่ยิ้ม

“ดีแล้ว ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ ข้าคงไม่จำเป็นต้องกวาดล้างจนหมด

ควรเหลือไว้สักสอง เพื่อรักษาสมดุล

สกุลเล่อเจิ้งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมาหลายร้อยปี อยู่มาอย่างมั่นคง หากให้พวกเขาอยู่ต่อ จะช่วยปลอบขวัญผู้คนได้มาก”

“ฟางโจว...” หลี่ฟู่จับไหล่ของเหลียนฟางโจวไว้แน่น เสียงแผ่วลง

“เมื่อมีสิ่งนี้ ข้าเกรงว่าอีกไม่นานคงต้องออกเดินทาง

ข้าจะทิ้งลั่วกว่างกับทหารกล้าสามร้อยนายไว้คอยปกป้องเจ้า

ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ห้ามเจ้าออกจากจวนง่าย ๆ

หากจำเป็นต้องออกไปจริง ๆ ก็ต้องพาลั่วกว่างติดตัวไปด้วย ห้ามอยู่คนเดียวเด็ดขาด!

เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี—ข้าจะไม่ยอมสูญเสียเจ้าไปอีกครั้ง!”

“วางใจเถอะ” เหลียนฟางโจวพยักหน้า กล่าวเสียงอ่อนโยน

“ข้าจะอยู่ในจวนเงียบ ๆ อย่างสงบ บำรุงครรภ์ให้ดี ดูแลซวี่เอ๋อร์ ไม่ไปที่ไหนแน่นอน

ข้ากับลูก...จะรอเจ้ากลับมา!”

นางยิ้มแล้วพูดต่อ

“ทหารกล้าสามร้อยนายก็เป็นคนของเราที่พามาจากเมืองหลวง

แต่ละคนกล้าหาญชำนาญศึก แถมยังจงรักภักดีต่อเจ้าสุดหัวใจ

เจ้าจะทิ้งพวกเขาไว้กับข้าได้อย่างไร?

ที่ทำการผู้ว่าการมณฑลก็ยังมีทหารยามอีกมาก

ไม่อย่างนั้นก็ไปเรียกกำลังจากค่ายแม่ทัพหูนอกเมืองมาช่วยก็ได้

เจ้าควรพาคนเหล่านี้ไปด้วยจะดีกว่า!”

“ให้เจ้าเถอะ!” หลี่ฟู่ยิ้ม แล้วโน้มตัวกระซิบข้างหูนาง

“ที่เห็นว่าเรานำทหารกล้าลงใต้แค่สามร้อย จริง ๆ แล้วข้าได้ทยอยส่งคนแฝงตัวมาเพิ่มอีกหนึ่งพัน ตอนนี้ข้ามีกำลังเพียงพอแล้ว!

ทหารกล้าสามร้อยที่ทิ้งไว้ให้เจ้า บวกกับยามของที่ว่าการ และกำลังจากค่ายนอกเมือง

แค่นี้ก็เพียงพอจะควบคุมสถานการณ์ในเมืองหนานไห่ทั้งหมดแล้ว

ต่อให้ตระกูลเหลียงถึงคราวจนตรอก คิดฮึดขึ้นมา เจ้ากับซวี่เอ๋อร์ก็ยังปลอดภัย!”

เหลียนฟางโจวค่อยคลายใจลง ยิ้มพลางพยักหน้า

“ถ้า...ถ้ามันเป็นอย่างที่เจ้าพูดจริง ข้าก็วางใจแล้ว!

แต่หากเจ้าหลอกข้าล่ะก็ กลับมาเมื่อไร ข้าไม่ปล่อยเจ้าแน่!”

“จะหลอกเจ้าได้อย่างไร?” หลี่ฟู่อิงนางไว้ในอ้อมแขน ยิ้มพลางว่า

“ข้ารู้ตัวดี...ตอนนี้ข้ามีเจ้า มีซวี่เอ๋อร์ ข้ายิ่งต้องหวงแหนชีวิตนี้มากกว่าเดิมหลายเท่า!

ข้าไม่มีวันยอมเสียพวกเจ้าไปเด็ดขาด!”

คำพูดนั้นทำให้ใจของเหลียนฟางโจวสั่นไหว นางฝืนยิ้มพลางถาม

“เจ้าคราวนี้จะออกจากเมืองหนานไห่แบบเปิดเผย หรือจะหลบเร้นเงียบ ๆ?”

“หลบเงียบไปก่อน” หลี่ฟู่ตอบ

“ข้าต้องพาคนไปสืบให้แน่ใจก่อน

แผนที่นั่นระบุแค่ตำแหน่งคร่าว ๆ ต้องยืนยันจุดให้ชัดก่อนจะเคลื่อนไหว

ไม่เช่นนั้น หากขนคนไปเยอะแล้วหาไม่เจอ จะยิ่งไปกระตุ้นให้พวกมันระวังตัว!”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ข้าจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจให้ เจ้าสบายใจได้...ไปเถิด!”

 

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1355 ปู่เล่อเจิ้งได้สติ

 

     บทที่ 1355 ปู่เล่อเจิ้งได้สติ

    เมื่อนายท่านเติ้งหันกลับมามองสองบุตรชายที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและปลาบปลื้ม เขากลับรู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างที่สุด!

จนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามขึ้นในใจ... ด้วยลูกชายสองคนนี้ ตระกูลเติ้งยังจะมีหวังฟื้นฟูขึ้นมาได้อีกหรือ...

    ด้วยความห่วงใยไร้ขอบเขต และความเศร้าหมองที่ยากจะเอ่ย นายท่านเติ้งและครอบครัวจากไปในยามเช้าตรู่วันหนึ่งอย่างเงียบงันและต่ำต้อยที่สุด พวกเขาออกจากเมืองหนานไห่ เมืองนครที่ครั้งหนึ่งตระกูลเติ้งเคยครองอำนาจสะเทือนฟ้า สร้างชื่อกระฉ่อน แม้แต่การเอ่ยนามยังทำให้ผู้คนเกรงกลัวนักหนา

    หัวใจของสามพ่อลูกสงบนิ่ง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ด้านชาและปวดร้าวเกินกว่าจะมีอารมณ์อื่นใด

    ภายในใจของเติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทง ต่างก็ลั่นวาจาเงียบ ๆ สักวันหนึ่ง... พวกเขาจะกลับมาที่เมืองนี้อีกครั้ง ในรูปลักษณ์ใหม่อันสง่างาม!

    มีเพียงเติ้งเมิ่งหานที่ร่ำไห้ร้องโวยวาย ไม่ยอมจากไปเสียที สุดท้ายเมื่อเกิดอาการกำเริบจากความคับแค้น ก็ยังพร่ำเพ้อถึงท่านหมอเซว บ่นอยากแเต่งให้แม่ทัพหลี่ไม่หยุดปาก นายท่านเติ้งโมโหมาก จึงสั่งให้คนกรอกน้ำสมุนไพรกล่อมประสาท แล้วแบกตัวนางออกจากเมืองโดยไม่สนใจน้ำตาของภรรยาที่ร่ำไห้เจ็บปวดอยู่ข้างหลัง

    หมอเซวงั้นหรือ? นายท่านเติ้งแค่นหัวเราะเยาะในใจ...แม่นางอวี้จากสกุลเหลียงนั่นก็ตายไปแล้ว! ผู้หญิงเช่นนั้น จะเชื่อได้หรือ? ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ารอยแผลเป็นบนใบหน้าที่น่ากลัวเช่นนั้นจะรักษาให้หายเป็นปกติได้! ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ต้องเป็นคำโกหกของแม่นางอวี้แน่!

    การจากไปของตระกูลเติ้งไม่ทำให้เกิดคลื่นกระเพื่อมใด ๆ มากนัก ท้ายที่สุด ผู้คนต่างก็รู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยง

    สิ่งที่ทำให้ผู้คนพูดถึงกลับกลายเป็นเงินหนึ่งล้านสองแสนตำลึงที่นายท่านเติ้งถอนออกจากที่ว่าการ! ซึ่งเป็นตัวเลขไม่น้อยเลยทีเดียว!

    ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลเติ้งเคยทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจเป็นศัตรูกับใต้เท้าหลี่ บุตรสาวคนที่สามของตระกูลเติ้ง—เติ้งเมิ่งหาน—ถึงกับใช้กลอุบายเล่นงานฮูหยินของใต้เท้าหลี่หลายต่อหลายครั้ง! แต่ใต้เท้าหลี่กลับยังให้เกียรติถึงเพียงนี้ ช่างแสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความกว้างขวางของเขาอย่างแท้จริง

    มณฑลหนานไห่มีขุนนางเช่นนี้—ผู้มีความสามารถ ยึดมั่นในความยุติธรรม และใจกว้าง—ช่างนับเป็นบุญของประชาชนโดยแท้...

    แม้แต่หลี่ฟู่กับเหลียนฟางโจวเองก็ไม่คาดคิดว่า หลังเหตุการณ์นี้ ชื่อเสียงของหลี่ฟู่ในหมู่ประชาชนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง!

จนเจ้าตัวเองยังรู้สึกกระดากใจอยู่ไม่น้อย

    เพราะในเรื่องงานบ้านงานเมือง เขาเองก็ใช่ว่าจะถนัด เรื่องทั่วไปก็มีพวกเสนาบดี ที่ปรึกษา และอาจารย์ดูแลกันไป เขาเอาแต่จัดการกับพวกสี่ตระกูลใหญ่ และทุกครั้งที่มีเรื่องการค้าพัวพัน ก็เป็นภรรยาเขาที่วางแผนจัดการ...

    แย่งความดีความชอบของภรรยา มันน่าขายหน้าเกินไปจริง ๆ!

    ถึงขนาดที่สองวันมานี้ เขาเจอหน้าหลียนฟางโจวทีไรก็รู้สึกละอายใจนัก ด้านหลียนฟางโจวเมื่อสังเกตเห็นก็ถึงกับงุนงง พยายามถามหาความจริง

    พอรู้เหตุผลก็แทบจะหัวเราะจนน้ำตาไหล ส่วนหลี่ฟู่ยิ่งเห็นนางขำก็ยิ่งเขินจัด โทษก็โทษที่ตอนนี้นางมีอำนาจพอให้พึ่งพิง ต่อให้เขาจะเคืองจนคันฟัน ก็ไม่อาจทำอะไรนางได้เลย!

    หลังจากจัดการเรื่องสายการค้าเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาจัดตั้งสมาคมการค้า

    ท่านปู่เล่อเจิ้งตอบรับอย่างฉับไว ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป ยอมรับตำแหน่งประธานสมาคมการค้าอย่างเต็มใจ สมาชิกของสมาคม ล้วนเป็นพ่อค้าที่มีทรัพย์สินถึงเกณฑ์ และมีชื่อเสียงไร้มลทิน ทางการไม่เข้ามาแทรกแซง

โดยให้ท่านปู่เล่อเจิ้งเป็นผู้เรียกประชุม กำหนดให้ใช้วิธีลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากในหมู่สมาชิก คัดสี่คนขึ้นมาเป็นกรรมการ ทำหน้าที่จัดการกิจธุระประจำของสมาคม

    จากนั้นจึงเริ่มกำหนดข้อบังคับเข้มงวด เช่น หลักเกณฑ์การเข้าร่วมสมาคม ข้อบัญญัติระเบียบร่วมสมาชิก บทลงโทษหากฝ่าฝืน ระยะเวลาการทบทวนแก้ไขข้อบังคับ และเงื่อนไขที่ต้องมีหากจะเพิ่มเติมหรือลดทอน ฯลฯ เรื่องหยุมหยิมเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การนำของท่านปู่เล่อเจิ้งกับคณะกรรมการ ร่างเสร็จแล้วจึงนำเข้าสู่การยกมือโดยสมาชิกทั้งหมดเพื่อรับรอง

    ในสายตาทุกคน ท่านปู่เล่อเจิ้งคือผู้เฒ่าที่เปี่ยมคุณธรรมและบารมี มีเขาคุมอยู่ ย่อมทำให้ผู้คนวางใจลงได้ แม้แต่ผู้ที่เคยกังวลเรื่องความไม่ยุติธรรม ก็คลายใจลงไปถนัด

    เหลียนฟางโจวในฐานะผู้ริเริ่ม แน่นอนว่าย่อมได้รับเลือกเป็นหนึ่งในกรรมการด้วย หลังจากผ่านเหตุการณ์ไม่กี่คราว ทุกคนต่างชื่นชมในสติปัญญาของภรรยาใต้เท้าหลี่ ท่านปู่เล่อเจิ้งเองก็อดไม่ได้ที่จะยกย่อง

    เหลียนฟางโจว นับจากนี้จึงนับว่าได้ก้าวเข้าสู่วงการพ่อค้าแห่งเมืองหนานไห่อย่างแท้จริง ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากทุกฝ่าย!

    เมื่อนางก้าวเข้าสู่สมาคมแล้ว แน่นอนว่านั่นก็หมายถึงหลี่ฟู่ก็ก้าวเข้าสู่วงการด้วยเช่นกัน ทุกอย่างล้วนเป็นไปโดยธรรมชาติ ราบรื่นดุจสายน้ำ

    กระทั่งท่านปู่เล่อเจิ้งได้สติกลับมา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเย็นวาบในใจ—ตระกูลเล่อเจิ้งแต่ไหนแต่ไรยึดมั่นในความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แล้วนี่เขาเผลอไปเข้าข้างฝ่ายท่านผู้ว่าการมณฑลตั้งแต่เมื่อไรกัน?

    ท่านปู่เล่อเจิ้งถอนหายใจยาว พลางหัวเราะขื่น นี่ก็โทษเขาไม่ได้... ก็เพราะสตรีนางนั้น—ฮูหยินใต้เท้าหลี่—มักเสนอแนวคิดแปลกใหม่ ที่ฟังแล้วตื่นเต้น ยอดเยี่ยม ชวนให้เปิดหูเปิดตา ทำให้เขาเผลอไผลคล้อยตามไปโดยไม่รู้ตัว!

    เขายังเป็นเช่นนี้ แล้วผู้อื่นเล่าจะเป็นอย่างไร?

    ช่างเถิด! ดูท่าฟ้าดินมณฑลหนานไห่คงใกล้เปลี่ยนแปลงแล้วจริง ๆ!

    ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ก็ถูกสามีภรรยาคู่นี้จัดการทีละรายโดยไร้เสียงใด เหลือเพียงสกุลเหลียงเท่านั้น! แต่ต่อให้สกุลเหลียงดื้อด้านเพียงใด จะต่อกรกับทางการได้หรือ?

    ใต้เท้าหลี่...แต่เดิมเป็นนายทหาร ผ่านศึกปราบพวกป่าเถื่อนกับเผ่าหนี่เจินอย่างราบคาบ ได้รับการแเต่งตั้งเป็นท่านโหวจากความดีความชอบในสนามรบ! หากสกุลเหลียงคิดจะใช้กำลังโต้กลับ ก็คงมิใช่เรื่องง่ายดายนัก!

    ในอดีต เหล่าผู้ว่าการมณฑลทั้งหลายมักพ่ายแพ้ต่ออำนาจของกลุ่มตระกูลท้องถิ่น จุดอ่อนสำคัญที่สุดก็คือพวกเขาไร้ซึ่งกำลังทหาร ไม่อาจต้านทานอิทธิพลของตระกูลเหลียงได้เลย อย่าว่าแต่จะโต้กลับเลย แค่ตั้งรับก็ยังยาก

    แต่ใต้เท้าหลี่...แม้จนบัดนี้ยังไม่ปะทะกับตระกูลเหลียงโดยตรง ทว่าคราวที่ถูกลอบโดนล่า รายล้อมปิดทางหนีทุกทิศทุกทาง กับดักซ้อนกับดัก—กลับไม่สามารถทำร้ายเขาได้แม้แต่น้อย! ทั้งที่เขาเดินทางเพียงลำพัง มิหนำซ้ำยังต้องคุ้มกันภรรยาผู้ไร้วรยุทธ์อีกด้วย!

    ยังมีโจรสลัดแห่งเกาะหุยเฟิงที่ยึดครองน่านน้ำมาหลายปี ไม่มีใครกล้าต่อกร ก็ยังถูกใต้เท้าหลี่กวาดล้างจนสิ้นซาก!

    ตระกูลเติ้งล่มสลายโดยสิ้นเชิงแล้ว ท่านเติ้งอายุมากแล้ว บุตรชายทั้งสองก็เพียงพอจะรักษาสิ่งที่มีอยู่ แต่ไร้ความสามารถจะสร้างสิ่งใหม่ ต่อให้ทำกิจการเล็ก ๆ พอได้ แต่จะฟื้นฟูตระกูลให้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง—เป็นไปไม่ได้! โดยเฉพาะเมื่อสายการค้าเปลี่ยนกฎเกณฑ์ไปเช่นนี้ เงินที่มีเก็บไว้มากมายแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

    และที่สำคัญที่สุด—ใต้เท้าหลี่ไม่มีวันยอมให้เกิด “ตระกูลเติ้งคนที่สอง” ขึ้นมาอีกแน่นอน!

    นอกจากนี้ ยังมีตระกูลฝู...

    จู่ ๆ ท่านปู่เล่อเจิ้งก็รู้สึกเย็นวาบ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมองอย่างฉับพลัน เขาครุ่นคิดอย่างเงียบงัน—ไม่นานไม่ช้า แต่กลับเป็นช่วงนี้เองที่ตระกูลฝูเกิดการเปลี่ยนแปลง นี่หรือว่า... หรือว่า... เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับใต้เท้าหลี่ด้วย?

    หัวใจของท่านปู่เล่อเจิ้งเต้นระรัว แม้จะไม่มีหลักฐานใด แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกใช่!

    จังหวะ...ช่างประจวบเหมาะเกินไป!

    และนับแต่ฝูลี่คืนตำแหน่งหัวหน้าตระกูลมาได้ เขาก็อ้างว่าฐานะยังไม่มั่นคง ภายในยังวุ่นวาย ไม่คิดข้องเกี่ยวกับเรื่องใดทั้งสิ้น นั่นหมายความว่า...เขาไม่มีทางขัดแย้งกับทางการแน่นอน! ส่วนเรื่องที่ว่าเขาอาจแอบให้ความช่วยเหลือทางการหรือใต้เท้าหลี่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ ก็สุดแต่ฟ้าจะรู้

    เขาอ้างว่า “ไม่ข้องเกี่ยว” แต่ในความจริงแล้ว...ก็เท่ากับยืนอยู่ฝ่ายทางการนั่นเองมิใช่หรือ?

    ใช่แล้ว! ต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน!

    นั่นหมายความว่า—แท้จริงแล้ว ตระกูลฝูก็ได้เข้าร่วมฝ่ายของทางการเรียบร้อยแล้ว!

    ตระกูลใหญ่ทั้งสี่...ตอนนี้ล่มไปแล้วถึงสอง!

    แล้วตระกูลเล่อเจิ้งของเขาเล่า?

    ขาทั้งสองของท่านปู่เล่อเจิ้งอ่อนแรงกะทันหัน รีบคว้าเก้าอี้พยุงตัว ค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนั่งอย่างระวัง

    ฮูหยินใต้เท้าหลี่เคยแสดงความเป็นมิตรต่อเขา แถมยังมีบุญคุณช่วยชีวิตหลานสะใภ้ของเขาอีก หากตนยังคงไม่รู้จักปรับตัว ยั่วให้สองสามีภรรยานั้นโกรธขึ้นมา—

 

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1354 เหลียงจิ้นหายไปไหน

 

บทที่ 1354 เหลียงจิ้นหายไปไหน

ด้วยวิธีนี้ เมื่อถึงเวลาที่จัดการกับเรื่องวุ่นวายตรงหน้าจนจบสิ้นแล้ว หากคิดจะติดต่อประสานงานกับพวกเขาเพื่อเจรจาธุรกิจสมุนไพรต่อ ทุกอย่างก็จะราบรื่นขึ้นมาก

สมุนไพรบนเขาเหยาซานเหล่านั้นล้วนเป็นของดีที่หาได้ยากยิ่ง หากจัดการอย่างถูกวิธีจะสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล ทั้งยังเป็นโชคดีของเหล่าหมอและผู้ป่วยอีกด้วย หากปล่อยให้สูญเปล่าไปเฉยๆ ก็นับว่าเป็นการเสียของอย่างยิ่ง!

เมื่อเหลียนฟางโจวอารมณ์ดี นางจึงเอ่ยชมเชยพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนอีกยกใหญ่

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนยิ้มจนตาหยีเป็นขีดเดียว พลางถ่อมตัวอย่างนอบน้อมด้วยความเบิกบานใจ

"อ้อ จริงด้วยขอรับฮูหยิน!" พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนที่กำลังรื่นเริงสุดขีดพลันนึกขึ้นได้ เขาล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ลุกขึ้นยืนแล้วประคองส่งให้เหลียนฟางโจวด้วยสองมือพลางยิ้มประจบ "ฮูหยิน นี่คือจดหมายที่ท่านผู้เฒ่าชูอูกำชับบ่าวว่าต้องส่งถึงมือฮูหยินด้วยตนเองให้ได้ บ่าวก็มัวแต่ดีใจจนเกือบจะลืมไปเสียสนิทเลยขอรับ!"

"หืม?" เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะรับมาด้วยรอยยิ้ม

เมื่อนางคลี่จดหมายออกอ่าน ในตอนแรกมุมปากยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ ทว่าในตอนท้ายคิ้วเรียวกลับเริ่มขมวดเข้าหากัน

หัวใจของพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนเต้นไม่เป็นจังหวะตามสีหน้าของนาง เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นมองตน เขาก็ใจหายวาบ รีบเอ่ยตะกุกตะกัก "ฮูหยิน... ใน... ในจดหมายนั่น..."

"ดีจริงๆ นะเจ้าเฉียนถง!" เหลียนฟางโจวตบโต๊ะเบาๆ พลางถลึงตาใส่ "ข้าว่าเจ้าคงดีใจจนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ! ในเมื่อมีจดหมาย เหตุใดจึงไม่รีบนำออกมาแต่แรก!"

"บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย! บ่าว... บ่าวไม่ได้ทำให้งานใหญ่ของฮูหยินเสียเรื่องใช่ไหมขอรับ?" พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนตกใจจนหน้าถอดสี

เหลียนฟางโจวหลุดขำออกมา "พรืด" หนึ่ง ก่อนจะโบกมือพลางหัวเราะ "ข้าล้อเจ้าเล่นน่ะ! วันหน้าหากมีการฝากฝังจดหมายมาจำไว้ว่าต้องส่งให้ข้าทันที ห้ามชักช้า! หากข้าได้เห็นจดหมายนี้เร็วกว่านี้ ข้าก็คงไม่ต้องซักไซ้เจ้าเสียมากมาย และเจ้าเองก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลายเล่าความยาวสาวความยืดขนาดนั้นด้วย!"

"..." พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนเบิกตาโตด้วยความงุนงง สงสัยว่าตนเองพลาดอะไรไป และไม่เข้าใจความหมายของนางแม้แต่น้อย

เหลียนฟางโจวไม่มีเจตนาจะอธิบายให้เขาฟัง นางโบกมือยิ้มๆ "จำคำที่ข้าพูดไว้ก็พอ ไม่มีธุระอะไรของเจ้าแล้ว ไปพักผ่อนเถิด!"

เมื่อเห็นเขายังทำท่าอึกอักลังเล เหลียนฟางโจวก็เสริมด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง "วางใจเถอะ ในจดหมายน่ะมีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น!"

พอพ่อบ้านเสี่ยวเฉียนได้ยินว่าตนไม่ได้ทำให้เสียเรื่อง เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบรับคำ "ขอรับ" ด้วยความดีใจแล้วถอยออกไปอย่างสำรวม

เหลียนฟางโจวเก็บจดหมายฉบับนั้นไว้อย่างดี นางรู้สึกว่าอารมณ์ปลอดโปร่งและรื่นรมย์เป็นพิเศษ

นางนึกไม่ถึงเลยว่า เจตนาที่ท่านผู้เฒ่าชูอูเผยออกมาในจดหมายนั้น คือการที่เขาสนใจจะร่วมมือทำธุรกิจกับนาง! นี่มันลาภลอยชัดๆ นึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งนางจะมีโชคก้อนโตหล่นทับเช่นนี้!

ชาวไป๋เหยานั้นซื่อตรงและเรียบง่าย หากพวกเขาปักใจเชื่อมั่นในตัวใครแล้ว ต่อให้คนอื่นจะมาพูดจาหว่านล้อมให้สวยหรูดั่งดอกไม้บานเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีวันสั่นคลอน

หลี่ฟู่ประคองกล่องไม้จันทน์ขนาดเล็กที่บรรจุหญ้าสีม่วงน้ำตาลแห้งกรังสองต้นนั้นไว้ แม้จะมองไม่ออกว่าเป็นรูปทรงใดและดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย ทว่าชีวิตขององค์รัชทายาทกลับฝากไว้กับเจ้าหญ้าต้นเล็กๆ เหล่านี้

เขาปิดฝากล่องไม้ลงอย่างทะนุถนอม วางไว้ด้านหนึ่งอย่างระมัดระวังก่อนจะสั่งการ “ยามกลับไป เจ้าจงหาคนที่ไว้ใจได้สักสองสามคน ปลอมตัวเป็นพ่อค้าธรรมดา ควบม้าเร็วเข้าเมืองหลวงด่วนที่สุด นำสิ่งนี้ไปมอบให้ถึงมือ อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ หรือ หมอเทวดาเซว จำไว้ว่าต้องส่งให้ถึงมือเขาทั้งสองคนเท่านั้น! ห้ามเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใดเด็ดขาด เมื่อส่งของเสร็จแล้วให้รีบเดินทางกลับทันที ห้ามไปพบปะผู้ใด ทั้งครอบครัว ญาติ หรือมิตรสหาย หากผู้ใดฝ่าฝืน จะลงโทษตามกฎอัยการศึก!”

ขอรับ ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ผู้น้อยจะจัดการให้เรียบร้อยที่สุด!” ลั่วกว่างประสานมือรับคำ

เขารายงานต่อ “ท่านแม่ทัพ เหลียงจิ้นมิได้ไปที่เขาเหยาซานขอรับ ผู้น้อยได้ลองสืบข่าวและสำรวจดูแล้ว มิพบร่องรอยใดๆ เลย เขาคงมิได้ไปที่นั่นจริงๆ”

หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวช้าๆ “ข้ามิเคยละเลยการเฝ้าระวังตระกูลเหลียง และติดต่อกับพวกไล่จื่ออย่างลับๆ มาตลอด ก็มิได้ข่าวว่าตระกูลเหลียงมีเรื่องสำคัญอันใดเกิดขึ้น หากเหลียงจิ้นมิได้ไปเขาเหยาซาน แล้วเขาจะรีบร้อนออกจากเมืองหนานไห่ไปที่ใดกัน?”

ลั่วกว่างส่ายหน้า “ผู้น้อยเองก็มิอาจทราบได้ ท่านแม่ทัพ... จะให้ผู้น้อยไปสืบดูหรือไม่ขอรับ?”

หลี่ฟู่พยักหน้า “ควรสืบอย่างยิ่ง! เจ้าจงวางงานทุกอย่างในมือลงชั่วคราว และมุ่งเน้นสืบเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว! มิต้องเสียดายวิธีการหรือขุมกำลังใดๆ ต้องสืบหาที่อยู่ของเหลียงจิ้นให้พบให้ได้!”

พริบตาเดียวเวลาผ่านไปสิบวัน หลังจากใช้เวลาถกเถียงและต่อรองกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสามวัน ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบลงอย่างสงบราบรื่น

หลี่ฟู่รับปากว่า ในการประมูลเส้นทางการค้าช่วงสิ้นปี จะพิจารณาพวกเขาเป็นอันดับแรก หากราคาเท่ากันจะขายให้พวกเขาก่อน นอกจากนี้เขายังระบุเส้นทางการค้าอีก 4 สาย ไม่ว่าบ้านใดจะได้ไป จะอนุญาตให้พ่อค้ากลุ่มนี้ (ประมาณ 10 กว่าคน) เข้าแข่งขันแบ่งส่วนแบ่งในแต่ละสายได้คนละ 1 ใน 3 อีกทั้งฮูหยินจะบริจาคเส้นทางการค้า 3 สายของนางออกมาโดยไม่คิดมูลค่า และอนุญาตให้พวกเขาแข่งขันแบ่งส่วนแบ่งได้สายละ 1 ใน 2 ซึ่งสิทธิพิเศษนี้จะมีผลต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี

ในขณะเดียวกัน ทางการจะกำหนดราคาตามระยะทางและความสำคัญของเส้นทางการค้าที่พวกเขาส่งคืน โดยจะให้เงินชดเชยจำนวนหนึ่ง คนที่ได้น้อยที่สุดจะได้ 20,000 ตำลึง ส่วนคนที่ได้มากที่สุด (ไม่นับตระกูลเติ้ง) จะได้ 80,000 ตำลึง

ส่วนตระกูลเติ้งนั้น ได้รับเงินชดเชยรวมทั้งสิ้น 1,200,000 ตำลึง!

และหากในการประมูลปีนี้ บ้านใดเกิดพลาดหวังมิได้เส้นทางการค้าเลยแม้แต่สายเดียว ทางการจะชดเชยปลอบใจให้อีก 30,000 ตำลึง

เมื่อได้ฟังข้อเสนอ พ่อค้าทั้งหลายต่างตรึกตรองดูแล้วพบว่า แม้ยามที่เส้นทางการค้ายังอยู่ในมือ รายได้ต่อปีก็มิได้มากมายนัก ยิ่งภายใต้การกดขี่ของตระกูลเติ้ง บ่อยครั้งพวกเขามิอาจทำกำไรได้ถึงระดับนี้เสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยามนี้ไม่ต้องเหนื่อยแรงแบกความเสี่ยงเองก็นับว่าคุ้มค่ากว่ามาก!

ดังนั้น ทุกคนจึงลงนามในสัญญาแต่โดยดี

หลี่ฟู่สั่งให้ใต้เท้าชานเจิ้งทำสัญญากับทุกคน ส่วนใต้เท้าชานอี้ก็นำคนมามอบตั๋วเงินให้ ณ ที่นั้นทันที เป็นอันว่า "ยื่นหมูยื่นแมว" กันอย่างสมบูรณ์

ตระกูลอื่นน่ะช่างเถิด แต่ตระกูลเติ้งนั้นได้รับถึง 1,200,000 ตำลึง! แม้จะเป็นสี่ตระกูลใหญ่ การจะหยิบเงินสดจำนวนมหาศาลขนาดนี้ออกมาในคราวเดียวมิใช่เรื่องง่ายเลย

ทว่าศาลาว่าการผู้ว่าการมณฑลกลับทำได้โดยมิสะทกสะท้าน!

ในขณะที่ทุกคนอิจฉาปึกตั๋วเงินในมือนายท่านเติ้ง พวกเขาก็เกิดความยำเกรงต่อหลี่ฟู่ขึ้นมาในใจอย่างลึกซึ้ง

ครานี้ ใต้เท้าหลี่มีอิทธิพลและขุมกำลังมากเพียงใด เหล่าพ่อค้าก็มิกล้าแม้แต่จะคาดเดาอีกต่อไป!

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงเมื่อเห็นเงินล้านกว่าตำลึงลอยมาหาเฉยๆ ก็รู้สึกประหลาดใจและยินดีอย่างยิ่ง ความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวพลันมลายหายไปไม่น้อย

นายท่านเติ้งเห็นดังนั้นก็รู้สึกขมขื่นในใจ มิต้องสงสัยเลยว่า แผนการนี้ย่อมต้องมาจากสมองของฮูหยินหลี่แน่นอน!

คนทำธุรกิจย่อมยอมสยบให้แก่ผู้ที่มีความสามารถเหนือกว่าในการหาเงิน ยามที่เงินสดขาวโพลนมาวางตรงหน้า ความเคารพยำเกรงย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ใครเงินหนากว่า คนนั้นคือผู้ชนะ

ครานี้เมื่อเงินถึงมือ และเป็นการชดเชยที่ยุติธรรมเช่นนี้ พ่อค้าเหล่านี้จึงเกิดความยำเกรงในใจโดยสัญชาตญาณ

ประกอบกับเมื่อสัญญาเสร็จสิ้นและจ่ายเงินครบถ้วน ย่อมมิเหลือช่องว่างให้เจรจาหรือถอยหลังกลับได้อีก ทุกคนจึงเลิกคิดฟุ้งซ่าน และย่อมมิเกิดเหตุการณ์พลิกผันใดๆ ขึ้นในภายหลัง...

ฮูหยินหลี่ทำงานได้แม่นยำและมั่นคงยิ่งนัก มิเคยเหลือปัญหาไว้ให้กังวลภายหลังเลยจริงๆ!