วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1333 เยือนตระกูลเติ้ง

 

บทที่ 1333 เยือนตระกูลเติ้ง

ทั้งยังกำชับให้พวกเขาไปรอที่ตำบลซึ่งอยู่ใกล้เขาเหยาซานที่สุด เพื่อจัดซื้อไก่ เป็ด และห่านที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างละสี่สิบตัว หากหาซื้อวัวไถนาหรือลาได้ก็นับว่าดียิ่ง ควรซื้อติดมือไปสักตัวสองตัวด้วย

พ่อบ้านน้อยเฉียนเห็นของกำนัลที่เหลียนฟางโจวเตรียมขึ้นรถม้าไว้ก็ถึงกับอึ้งงันไปครึ่งค่อนวันกว่าจะเรียกสติคืนมาได้!

ของกำนัลเหล่านี้มันช่าง—

พ่อบ้านน้อยเฉียนได้แต่ยิ้มขื่น พยายามทำใจกล้าเอ่ยว่า "นายหญิง เรื่องนี้... มิเตรียมตั๋วเงินไว้บ้างหรือขอรับ? บ่าวเห็นว่าการให้ตั๋วเงินดูจะใช้ประโยชน์ได้จริงกว่า!"

ในใจเขานึกว่าการให้ตั๋วเงินย่อมดูมีหน้ามีตาและภูมิฐานกว่า ของกำนัลพวกนี้มันออกจะ— กระแอม... น่าขายหน้าไปสักหน่อย

หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนภายนอก ย่อมต้องถูกหัวเราะเยาะ และอาจเสื่อมเสียถึงชื่อเสียงรวมถึงภาพลักษณ์ของนายหญิงได้

เหลียนฟางโจวเห็นท่าทางเขาก็ล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจ นางส่ายหน้าพลางกล่าว "เจ้าเพียงนำสิ่งเหล่านี้ไปก็พอแล้ว! ตั๋วเงินนั้นห้ามให้เด็ดขาด! หากให้ตั๋วเงิน พวกเขาจะเกิดความรังเกียจ และรู้สึกว่าเรามิได้เห็นพวกเขาเป็นมิตรสหาย เจ้าเถอะ วางใจเสีย นำสิ่งเหล่านี้ไป ข้ารับรองว่ามิผิดพลาดแน่!"

หลี่ฟู่เห็นเข้าก็หัวเราะร่า "เจ้าบ่าวคนนี้ไปติดนิสัยเช่นนี้มาจากที่ใดกัน? คำพูดของฮูหยินเคยผิดพลาดเสียเมื่อไหร่? เจ้าจงฟังคำนางเถิด ข้ารับรองว่าชาวไป๋เหยาจะต้อนรับเจ้าอย่างอบอุ่นยิ่ง!"

คำกล่าวนั้นทำเอาเหลียนฟางโจวและลั่วกว่างพากันหัวเราะออกมา

พ่อบ้านน้อยเฉียนจนใจ ได้แต่รับคำสั่ง

พอรุ่งสางเขารีบสั่งคนให้เร่งขับรถม้าออกจากเมืองหนานไห่โดยเร็ว ด้วยเกรงว่าผู้คนในเมืองจะสังเกตเห็นสิ่งของบนรถจนเอาไปพูดเป็นเรื่องตลกขบขัน

จวบจนพ้นประตูเมืองมาได้กว่ายี่สิบลี้ พ่อบ้านน้อยเฉียนจึงลอบระบายลมหายใจยาว ความรู้สึกประหม่าและละอายใจค่อยๆ จางหายไป

เมื่อส่งพ่อบ้านน้อยเฉียนและลั่วกว่างไปแล้ว เหลียนฟางโจวก็หันไปยิ้มกับหลี่ฟู่ "ทางตระกูลเติ้งนั้น ข้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันแล้ว ถึงเวลาควรไปเยี่ยมเยียนเสียที! ท่านพี่เห็นว่ายามนี้เป็นโอกาสอันดีหรือไม่?"

หลี่ฟู่แค่นเสียงฮึเบาๆ "หากมิใช่เพราะเจ้าบอกว่าจะลงมือด้วยตนเอง ข้าไหนเลยจะละเว้นตระกูลเติ้งไว้! จะโอกาสอันใดล้วนมิสำคัญ เจ้าปรารถนาจะลงมือเมื่อใดก็เมื่อนั้น! พาคนไปเพิ่มอีกสักหน่อย อย่าได้เสียเปรียบพวกมันเป็นพอ!"

เหลียนฟางโจวหัวเราะ "คิกๆ" พลางเย้าแหย่ "วางใจเถิด ข้ามเสียเปรียบแน่! เฮ้อ... การมีสามีคอยหนุนหลังอยู่นี่ช่างดียิ่งนัก!"

หลี่ฟู่หัวเราะเสียงดัง พลางบีบแก้มนางล้อเลียนไปสองสามคำ สายตาค่อยๆ เลื่อนลงมาตกลงที่หน้าท้องของนางซึ่งยังมิเห็นความเปลี่ยนแปลง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เรื่องอื่นช่างมันเถิด แต่อย่าได้โมโหโทโส และอย่าให้ผู้ใดมาแตะต้องตัวเจ้า ยามนี้ไม่มีเรื่องใดใหญ่หลวงไปกว่าครรภ์ของเจ้าอีกแล้ว!"

เหลียนฟางโจวรู้สึกอุ่นซาบซ่านในหัวใจ นางลูบหน้าท้องแผ่วเบาพลางยิ้มรับ "อื้ม" แล้วกล่าวต่อ "ช่วยข้าอีกเรื่องหนึ่ง ส่งข่าวไปถึงฝูลี่ ห้ามมิให้ขายสินค้าให้ตระกูลเติ้งแม้เพียงชิ้นเดียว! และจงปล่อยข่าวออกไปว่า พ่อค้าในเมืองเฉวียนโจวคนใดที่ทำมาค้าขายกับต่างแดน ห้ามร่วมหอลงโรงกับตระกูลเติ้งเด็ดขาด ข้ามิปล่อยให้สินค้าพวกเขาค้างคลังสินค้าหรอก เพราะข้าจะกว้านซื้อไว้เองทั้งหมด!"

หลังมื้อเที่ยงวันนั้น เหลียนฟางโจวก็พาหงอวี้ ชุนซิ่ง อิ๋งชุน และพ่านเซี่ย เดินทางไป "เยี่ยมเยียน" ตระกูลเติ้งอย่างเอิกเกริก!

ยามที่ฮูหยินเติ้งได้ยินคนเฝ้าประตูวิ่งมารายงานหน้าตาตื่นว่า ฮูหยินท่านปู้อวี้สื่อ (ผู้ว่าการมณฑล) มาขอพบ นางถึงกับตัวสั่นสะท้าน ถ้วยชาในมือแทบร่วงหล่นแตกกระจาย

นับตั้งแต่มีข่าวว่าเหลียนฟางโจวกลับมาถึงเมืองหนานไห่อย่างปลอดภัย ฮูหยินเติ้งก็มิเคยได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแม้เพียงวันเดียว นางอยู่อย่างหวาดระแวงทุกลมหายใจ ด้วยเกรงว่าวันใดวันหนึ่งคนจากจวนผู้ว่าการมณฑลจะบุกมาถึงเรือน

ใครจะรู้ว่าหลังจากผ่านพ้นไปหลายราตรีกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว จนกระทั่งสองวันมานี้ที่นางเพิ่งจะเริ่มเบาใจ ฮูหยินผู้ว่าการมณฑลผู้นั้นกลับบุกจู่โจมมาโดยมิให้ตั้งตัว!

นอกจากการมาชำระความแค้น นางก็คิดไม่ออกว่าเหลียนฟางโจวจะมาทำสิ่งใดอีก!

เร็ว! รีบไปที่ตึกปักผ้าหาคุณหนูสาม พานางขึ้นรถม้าออกทางประตูหลัง เร่งออกนอกเมืองไปหลบที่ไร่นาเดี๋ยวนี้!” ฮูหยินเติ้งรีบสั่งการไป๋หมอมอคนสนิท พลางลนลานจัดแจงเครื่องแต่งกายแล้วรีบออกไปต้อนรับด้วยตนเอง

ข้าน้อยคารวะหลี่ฮูหยิน! การที่ท่านให้เกียรติมาเยือนถึงจวน... ฮ่ะๆ... ช่างทำให้น้อยเนื้อต่ำใจจนมิกล้ารับจริงๆ เจ้าค่ะ!” ฮูหยินเติ้งฝืนปั้นยิ้มเอ่ยทักทาย

เมื่อเห็นหลี่ฮูหยินสวมเสื้อคลุมผ้าอวิ๋นจิ่นสีแดงกุหลาบขลิบริมปักลายฝูงผีเสื้อชมบุปผา นุ่งกระโปรงอัดจีบลายดอกไม้เล็กสีชมพูอ่อน ผมทรงหางนกยูงที่เป็นมันขลับปักด้วยปิ่นทองลายดอกบัวคู่ประดับมณี พู่ทองคำระย้าไหวระริกหยดปลายด้วยทับทิมสีแดงชาด ดูเฉิดฉายและทรงอำนาจอย่างบอกไม่ถูก หัวใจของฮูหยินเติ้งก็พลันกระตุกวูบ

ยามที่ออกงานสังคมร่วมกันหลายครา หลี่ฮูหยินมักแต่งกายด้วยสีสันสะอาดตาเรียบง่าย หากมิใช่สีชมพูท้อก็เป็นสีเขียวอ่อน มักน้อยนักที่จะสวมชุดสีสันจัดจ้านเช่นนี้ แม้แต่เครื่องประดับก็นิยมหยกมรกต หยกขาว หรือไข่มุกมากกว่า

นางตั้งใจมาข่มขวัญชัดๆ

มิกล้ารับรึ?” เหลียนฟางโจวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาพลางว่า “ข้าให้เกียรติที่ใดกัน? คำพูดของฮูหยินเติ้งทำเอาข้าตกใจจนทำตัวมิถูกแล้ว!”

หลี่... หลี่ฮูหยิน...” รอยยิ้มที่ฝืนปั้นไว้บนหน้าฮูหยินเติ้งแข็งค้าง ตัวนางเองก็นิ่งงันอยู่ตรงนั้น

เหลียนฟางโจวยิ้มอีกครา “อย่างไร? หรือฮูหยินเติ้งมิยินดีต้อนรับให้ข้าเข้าไปข้างใน?”

เอ๊ะ? มิใช่เจ้าค่ะ! หามิได้!” ฮูหยินเติ้งได้สติรีบประคองยิ้มพลางผายมือ “หลี่ฮูหยิน เชิญด้านในเจ้าค่ะ...”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าให้พลางยิ้มบางๆ เดินนวยนาดเข้าสู่เรือนในอย่างองอาจผ่าเผย ฮูหยินเติ้งใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ลอบมองด้วยความกังวลแต่ก็ต้องจำใจเดินตามไป

เมื่อมาถึงโถงรับรองและนั่งลงเรียบร้อย สาวใช้ก็นำชามาถวาย เหลียนฟางโจวเอ่ยปากชมว่า “ชาดี!” พลางสนทนาปราศรัยกับฮูหยินเติ้งไปสองสามคำ

ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะมีแก่ใจร่วมวงสนทนา? นางทำได้เพียงรับคำไปแกนๆ ใจคอว้าวุ่นกระสับกระส่ายนานแล้ว

เหลียนฟางโจวแกล้งนิ่งเงียบไม่เข้าเรื่องเสียที ปล่อยให้ใจของฮูหยินเติ้งแขวนเต่งอยู่กลางอากาศเยี่ยงนั้น รสชาติช่างทุกข์ทรมานเหลือแสน จนเกือบจะอดรนทนมิไหวต้องโพล่งออกมาเอง

เหลียนฟางโจวมิได้ตั้งใจจะแกล้งดึงเวลา แต่กำลังฉวยโอกาสนี้สังเกตพิรุธ หากฮูหยินเติ้งมีท่าทีนิ่งเฉยมิรู้เห็น แสดงว่าเติ้งเมิ่งหานกระทำการโดยพลการ นางย่อมมีวิธีรับมืออีกแบบหนึ่ง

ทว่าดูจากท่าทางในยามนี้ เห็นชัดว่านางรู้เห็นเป็นใจทุกอย่าง มิหนำซ้ำอาจมีส่วนร่วมในแผนชั่วนี้ด้วย! เพื่อช่วยบุตรสาว นางถึงกับยอมทุ่มสุดตัวมิรักชีวิตเสียแล้ว!

แต่สิ่งที่เหลียนฟางโจวมิเข้าใจคือ เติ้งเมิ่งหานเสียโฉมไปแล้ว ฮูหยินเติ้งเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ว่าหลี่ฟู่จะยอมรับบุตรสาวที่หน้าตาอัปลักษณ์เป็นอนุ?

เหลียนฟางโจวมิรู้เลยว่า ก่อนหน้านี้ฮูหยินเติ้งมิได้รู้เรื่องด้วย เป็นเติ้งเมิ่งหานที่ลงมือเองทั้งหมด แต่หลังจากเรื่องสำเร็จ เติ้งเมิ่งหานดีใจจนเก็บไม่อยู่จึงได้บอกกล่าวแก่นาง

ครานั้นฮูหยินเติ้งตระหนกยิ่งนัก เสียใจจนแทบบ้า นางสั่งลงโทษพวกบ่าวไพร่ที่ตามคุณหนูออกไปในวันนั้นอย่างหนัก พร้อมทั้งเปลี่ยนตัวคนรับใช้ข้างกายเติ้งเมิ่งหานเสียใหม่ยกชุด

ในเมื่อเรื่องอุบัติขึ้นแล้ว ฮูหยินเติ้งจะทำอย่างไรได้? ทำได้เพียงสวดมนต์อ้อนวอนต่อทวยเทพ ขอให้เหลียนฟางโจวตกนรกหมกไหม้มิได้ผุดได้เกิด และขอให้หลี่ฟู่หาตัวนางมิพบตลอดกาล เมื่อได้ฟังเรื่องหมอเทวดาเซวจากปากจู้อวี้อิ๋ง ฮูหยินเติ้งก็บังเกิดความหวัง รีบขอร้องให้สามีส่งคนพร้อมทองคำมหาศาลเข้าเมืองหลวงเพื่อเชิญตัวหมอเทวดาเซวลงใต้ทันที

นางกำชับลับๆ ว่า หากหมอเทวดาผู้นั้นมิยอมมา ก็จงฉุดกระชากลากถูมาให้ได้!

เพื่ออนาคตทั้งชีวิตของบุตรสาว การลักพาตัวหมอหลวงสักคน สำหรับนางแล้วมินับเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด!

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น