วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1003 ถอยคนละหนึ่งก้าว

 

บทที่ 1003 ถอยคนละหนึ่งก้าว

ไท่จื่อเฟยรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงถอนหายใจด้วยความทุกข์ใจ “เด็กคนนี้ทำไมนิสัยดื้อรั้นเช่นนี้! หรือว่าเรื่องนี้เป็นเพราะข้าที่เป็นแม่ทำไม่ถูก! ข้าก็เพียงแค่หวังดีต่อเขา!”

จิ่งซิ่วหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “ทรงทำถูกแล้วเพคะ เพียงแต่นายท่านรองยังเด็ก นิสัยยังไม่มั่นคง เจอผู้หญิงที่ชอบก็ย่อมใส่ใจเป็นพิเศษ อีกทั้งนายท่านรองก็มีนิสัยเช่นนี้ หากสิ่งใดที่เขาอยากทำ ยิ่งมีคนห้ามเขาก็ยิ่งอยากทำ บางทีเวลาผ่านไปสักพักเขาอาจจะดีขึ้นก็ได้!”

ไท่จื่อเฟยค่อยๆ พยักหน้าและยิ้มออกมา “อาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ! เช่นนั้นก็รอไปก่อนแล้วกัน!”

นิสัยของโอรสนางจะไม่รู้ได้อย่างไร? เมื่อเขาพูดเช่นนั้นแล้ว หากนางยังยืนยันที่จะให้เขาหมั้นหมายจริงๆ เขาคงจะปล่อยข่าวเหล่านั้นออกไปแน่ๆ ซึ่งจะทำให้ตำหนักบูรพากลายเป็นที่ขบขันของผู้คนแล้วจริงๆ!

พูดแล้วก็ถอนหายใจ “เด็กคนนี้ช่างไม่เชื่อฟัง!”

จิ่งซิ่วเข้าใจว่าไท่จื่อเฟยยอมถอยให้กับพระนัดดารองแล้ว จึงยิ้มเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจะไปบอกนายท่านรองเองเพคะ! ความเมตตาของไท่จื่อเฟยไม่ควรจะไร้ผลนะเพคะ!”

ไท่จื่อเฟยที่เดิมยังมีความโกรธอยู่ พอได้ฟังคำนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้านี่ช่างฉลาดจริงๆ!”

จิ่งซิ่วยิ้มเล็กน้อย แล้วคำนับก่อนเดินออกไป

เมื่อโจวเหยี่ยนได้ฟังความที่จิ่งซิ่วถ่ายทอดจากไท่จื่อเฟย แม้ใบหน้าจะไม่แสดงอะไรออกมา แต่ในใจก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แกล้งทำเป็นไม่พอใจและขัดเคืองเล็กน้อย ให้จิ่งซิ่วพาไปกราบขอโทษไท่จื่อเฟยด้วย

หากพระมารดาของเขาไม่ยอมรับ เขาก็ไม่มีทางเลือก ต้องวางแผนใหม่ ซึ่งเขาจะไม่ประกาศคำพูดเหล่านั้นออกไปแน่นอน

เพราะมันจะทำลายชื่อเสียงของตำหนักบูรพา และทำให้เสด็จพ่อและพระเชษฐาต้องอับอาย เขาเข้าใจเรื่องนี้ดี

แม้ว่าเขาจะไม่เอาไหน แต่ไม่ว่าไท่จื่อเฟยและไท่จื่อจะรู้ตัวหรือไม่ ตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่เคยทำให้ตำหนักบูรพาต้องเดือดร้อนเลย ความผิดพลาดทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของเขาเอง

ทางฝั่งโจวเหยี่ยนที่แสร้งทำเป็นไม่พอใจ ได้ไปกราบขอโทษพระมารดาของตน พระมารดาและโอรสกลับมาคืนดีกัน และเรื่องการหมั้นก็ถูกเลื่อนออกไปก่อน

ส่วนทางฝั่งจวนเว่ยหนิงโหวนั้น เหลียนเจ๋อที่ยุ่งอยู่พักหนึ่งก็ได้รับตำแหน่งแม่ทัพหน่วยรบพิเศษและหน่วยวิจัยอาวุธดินปืนระดับหก และก็กำลังพูดถึงเรื่องการแต่งงานของตัวเองกับเหลียนฟางโจว

ในขณะที่ทั้งพี่สาวและน้องชาย คนหนึ่งตัดสินใจ ส่วนอีกคนเคารพในการตัดสินใจ บรรยากาศในช่วงแรกก็เป็นไปอย่างเป็นมิตรและผ่อนคลาย

ตอนนี้บรรยากาศและการปูทางได้เตรียมไว้แล้ว จากนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเข้าสู่เรื่องสำคัญ

เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มมองดูเหลียนเจ๋อ ขณะที่อีกฝ่ายเฉลยนามตระกูลของฝ่ายหญิง ในใจหญิงสาวย่อมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นเรื่องที่น้องชายแท้ๆ ของนางจะพูดถึงการแต่งงานของตัวเอง

ทว่าเหลียนเจ๋อกลับดูไม่สามารถเข้าสู่ประเด็นได้เสียที เขาขี้อายยิ่งนัก พยายามจะพูดหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว

เหลียนฟางโจวเห็นแล้วก็ได้แต่แอบถอนหายใจในใจ คิดว่า: ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยก็หน้าแดงเสียแล้ว นี่จะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะพูดออกมาได้กันเนี่ย! ทำเอาข้าใจร้อนแทบแย่แล้ว!

เหลียนฟางโจวขมวดคิ้วและเอ่ยอย่างไม่พอใจ “เจ้าจะพูดหรือไม่พูดกันแน่? หรือว่าเจ้ามองว่าคู่ครองของเจ้าน่าเกลียดมากเสียจนไม่กล้าบอกใคร?”

ไม่ใช่เสียหน่อย!” เหลียนเจ๋อโพล่งกลับทันทีโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเขาก็แดงขึ้นอีกครั้งแล้วพูดขึ้นว่า “ช่างเถอะ ยื่นหัวหรือหดหัวก็โดนฟันอยู่ดี ยังไงก็ต้องพูดอยู่ดี! พี่ใหญ่ช่วยไปสู่ขอคุณหนูใหญ่..สวีอี้หยุนแห่งจวนสวีกั๋วกงให้ข้าด้วยเถอะ ข้าต้องการแต่งงานกับนาง!”

เมื่อพูดถึงคำว่า "แต่งงานกับนาง" ใบหน้าของเหลียนเจ๋อผุดแววอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาก็เปล่งประกายเจิดจ้า

ทว่าเหลียนฟางโจวไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะในหัวของนางราวกับมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นทำให้สมองว่างเปล่า และยังไม่ฟื้นคืนสติ

"เจ้าพูดว่าอะไร? ตระกูลไหนนะ?" เหลียนฟางโจวไม่ใช่ว่าได้ยินไม่ชัดเจนว่าที่เหลียนเจ๋อพูดถึงคุณหนูของตระกูลไหน แต่เพราะนางได้ยินชัดเจนเกินไปจนไม่อยากจะเชื่อต่างหาก

เมื่อเริ่มต้นพูดออกมา คำพูดต่อไปก็ไม่ยากนัก เหลียนเจ๋อจึงบอกว่า "ตระกูลสวี สวีอี้หยุน คุณหนูใหญ่แห่งจวนสวีกั๋วกง!"

เหลียนฟางโจวสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเปลี่ยนเป็นถอนหายใจ รอยยิ้มหยอกล้อหายไปแล้ว นางเอ่ยว่า "ตระกูลสวี? คุณหนูใหญ่แห่งจวนสวีกั๋วกงรึ? อาเจ๋อ เรื่องนี้มันยังไงกันแน่ เจ้าอธิบายให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?"

เหลียนฟางโจวเคยได้ยินเกี่ยวกับตระกูลสวี คุณหนูใหญ่คนนี้อายุสิบหกหนาว แม่แท้ๆ ของนางเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก นางเติบโตมาอยู่กับย่า ซึ่งตอนนี้ผู้เป็นย่าก็เสียไปแล้ว

ได้ยินว่า นางเข้ากับแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างมารดาไม่ได้ มีเรื่องขัดแย้งกันบ่อยครั้ง ถึงขั้นที่เคยสั่งให้คนรับใช้ทำร้ายสาวใช้คนสนิทของแม่เลี้ยงจนพิการ ตอนที่แม่เลี้ยงไปไหว้พระ

มีอีกหลายครั้งที่นางวางแผนทำร้ายน้องสาวต่างแม่ ครั้งหนึ่งถึงขั้นผลักน้องสาวต่างแม่ตกน้ำในทะเลสาบจนเกือบจมน้ำตาย โชคดีที่เป็นช่วงฤดูร้อน หากเป็นฤดูหนาว แม้จะไม่ตายก็ต้องป่วยหนัก

เพราะเรื่องนี้ สวีกั๋วกงจึงหมดความหวังในตัวลูกสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาคนก่อนของเขานานแล้ว ไม่รู้ว่ากักบริเวณนางไปกี่ครั้งและลงโทษไปกี่หน แต่ก็ไม่มีผลอะไร นิสัยของคุณหนูใหญ่สวีกลับยิ่งดื้อรั้นและโหดร้ายมากขึ้นทุกที

ถ้าไม่ใช่เพราะแม่เลี้ยงของนาง ฮูหยินเมิ่งซื่อ คอยขอร้องท่านกั๋วกงอย่างหนักและปกป้องนางทุกครั้งไม่ว่านางจะทำผิดอะไรมากมายแค่ไหน สวีกั๋วกงก็คงส่งนางไปอยู่ที่ชนบทและปล่อยให้นางอยู่ไปตามยถากรรมนานแล้ว

ในเมืองหลวง เวลาที่เหล่าฮูหยินของบรรดาผู้ลากมากดีพูดถึงคุณหนูใหญ่สวี ก็ไม่มีใครไม่ถอนหายใจ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อสองปีก่อนที่นางจะถึงวัยปักปิ่น เมิ่งซื่อได้พยายามวิ่งเต้นไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ เพื่อหาคู่ที่ดีให้กับอีกฝ่าย แต่จะเป็นไปได้อย่างไร? ครอบครัวที่มีฐานะและชาติกำเนิดเท่าเทียมกันไม่มีใครยอมรับผู้หญิงเช่นนี้มาเป็นลูกสะใภ้เด็ดขาด!

นอกจากนี้ เมิ่งซื่อยังไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องลำบาก เวลาที่พาไปดูตัวก็มักจะเลือกบ้านที่มีบุตรชายคนโต และมักจะพูดว่า "คุณหนูใหญ่ของเราเป็นลูกสาวคนโตของจวนสวีกั๋วกง จึงควรคู่กับบุตรชายคนโตเท่านั้น!"

ช่างเป็นเรื่องตลกนัก! บุตรชายคนโตในอนาคตต้องรับสืบทอดตำแหน่งและดูแลครอบครัว ลูกสะใภ้คนโตต้องรับหน้าที่ดูแลจวนและเป็นแม่บ้านหลัก ใครจะกล้ารับคุณหนูใหญ่สวีคนนี้?

แม้ว่าเมิ่งซื่อจะไปไหว้พระขอพรเพื่อนางทุกวันและเป็นห่วงเป็นใยนางมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

เรื่องพวกนี้ ตอนที่เหลียนฟางโจวได้ยินครั้งแรกก็คิดว่าเป็นเรื่องซุบซิบนินทาในเมืองหลวง ฟังแล้วก็ขำและไม่ได้ใส่ใจอะไร

เมิ่งซื่อผู้นี้ นางเคยพบมาสองครั้ง แต่ก็แค่เห็นเฉยๆ ไม่ได้ทักทายอะไร ลูกสาวแท้ๆ ของเมิ่งซื่อ คือคุณหนูรองแห่งจวนสวี่กั๋วกง..สวีอี้เจิน นางก็เคยเห็น อีกฝ่ายมักจะตามเมิ่งซื่อไปงานเลี้ยง ส่วนสวีอี้หยุน นางไม่เคยเห็นมาก่อน ได้ยินว่าสวีอี้หยุนไม่ชอบตามแม่เลี้ยงไปงานเลี้ยง

เมิ่งซื่อดูเป็นคนอ่อนโยน มีมารยาทและเป็นคนดี ดูไม่มีอะไรขัดแย้ง แต่สวีอี้เจินกลับดูพยายามมากเกินไป จนทำให้ดูแข็งกระด้างและไม่เป็นธรรมชาติ

ในความคิดของเหลียนฟางโจว มันดูปลอมมากเกินไป ชัดเจนว่าฝีมือยังไม่ลึกซึ้งพอ

จากตรงนี้ก็เห็นได้ว่าคนเป็นแม่ก็ไม่จำเป็นต้องดีเหมือนที่เห็นเสมอไป

อีกอย่าง เรื่องแม่เลี้ยงลูกเลี้ยง ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลยนั่นแหละถึงจะเป็นเรื่องแปลก

ก่อนหน้านี้เหลียนฟางโจวก็แค่ถอนหายใจให้กับคุณหนูใหญ่แห่งจวนสวีกั๋วกง ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ใครจะไปมีเวลาว่างมากพอที่จะไปสนใจเรื่องของคนอื่นกัน?

แต่แม้ว่าในฝันก็ไม่น่าจะฝันถึง ว่าวันหนึ่งน้องชายแท้ๆ ของนางจะต้องการแต่งงานกับคุณหนูใหญ่สวี! คุณหนูใหญ่สวีจะมาเป็นน้องสะใภ้ของตนจริงๆรึ!

...

 

1 ความคิดเห็น: