วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1091 แม่เลี้ยงขอร้อง

 

บทที่ 1091 แม่เลี้ยงขอร้อง

สวีกั๋วกงรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย  พลางปลอบใจเมิ่งซื่อว่า  “ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เด็กสาวคนนั้นดื้อรั้นตั้งแต่เล็ก ๆ การที่เจ้าต้องมาเป็นแม่เลี้ยงก็ลำบากอยู่แล้ว!” 

เมิ่งซื่อได้ฟังก็รีบรับคำด้วยความอ่อนน้อม  “ขอบคุณท่านกั๋วกงที่เข้าใจเจ้าค่ะ!” 

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์สงบลงแล้ว นางจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เพราะรู้ดีว่าแม้จะพูดไปจนค่ำ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร 

จากนั้น นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและถอนหายใจ 

“จริงสิเจ้าค่ะ ท่านกั๋วกง ข้างนอกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? คนพวกนั้น—” 

สีหน้าของสวีกั๋วกงพลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะเล่าเรื่องของลั่วกว่างอย่างตะกุกตะกัก 

เมื่อเมิ่งซื่อได้ฟัง ก็แสดงท่าทีไม่พอใจอย่างรุนแรง นางด่าทอทั้งลั่วกว่างและเหลียนฟางโจวอย่างเจ็บแสบ สุดท้ายก็ถอนหายใจ 

“คนพวกนั้นหยาบช้าสิ้นดี พูดเหตุผลกับพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์! ปล่อยไปเถอะ อย่างไรเสียมันก็แค่ข้ารับใช้คนหนึ่ง หากพวกเขายืนยันว่าหยุนเอ๋อร์ถูกข้ารับใช้ทำร้ายจริง เราก็แค่ส่งตัวข้ารับใช้ออกไปให้พวกเขาลงโทษ จะถือเป็นเรื่องใหญ่โตอันใดเล่า! ในบรรดาข้ารับใช้ของตระกูลใหญ่ ไหนเลยจะไม่มีคนที่อวดดีลุแก่อำนาจบ้าง!” 

สวีกั๋วกงไม่ตอบอะไร นับเป็นการยอมรับโดยดุษณี 

เมิ่งซื่อถอนหายใจอีกครั้ง  “ข้าคิดว่า วันนี้ควรส่งเทียบเชิญให้หยุนเอ๋อร์กับท่านเขยกลับมา หากพวกเขามาถึง ท่านกั๋วกงก็ไม่ต้องไปพบ ข้าจะไปพูดกับพวกเขาเอง! ให้พวกเขาได้ระบายอารมณ์ไปเถิด! เพื่อเห็นแก่เจินเอ๋อร์ ข้าก็ต้องยอมทุกอย่างแล้ว!” 

สวีกั๋วกงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยที่ต้องปล่อยให้เมิ่งซื่อเผชิญหน้ากับพวกนั้นเพียงลำพัง แต่เขาเองก็ไม่รู้จะจัดการกับสวีอี้หยุนและเหลียนเจ๋ออย่างไรดี จึงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่เต็มใจ 

“เอาอย่างนั้นก็ได้ เจ้าพูดเก่งอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นสตรี พวกเขาคงไม่กล้ากล่าวร้ายเจ้ามากนัก!” 

ในใจเมิ่งซื่ออดเย้ยหยันไม่ได้  ถึงเป็นสตรีก็ยังเก่งกว่าท่านเสียอีก! 

แต่ที่ปากนางกลับยิ้มแล้วเอ่ย  “ท่านกั๋วกงพูดถูก เช่นนั้นข้าจะจัดการเอง!” 

สวีกั๋วกงพยักหน้า  “เจ้าจัดการตามที่เห็นสมควรเถิด!” 

### 

แต่สิ่งที่เมิ่งซื่อไม่ได้คาดคิดก็คือ เมื่อสั่งให้พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงไปส่งเทียบเชิญในครั้งนี้ เขากลับไม่ได้แม้แต่จะเข้าไปถึงประตูตระกูลเหลียน 

บ่าวเฝ้าประตูของตระกูลเหลียนมองพ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู ก่อนจะรับเทียบเชิญไปโยนไว้ข้าง ๆ อย่างไม่ใยดี พร้อมพูดอย่างไม่แยแส 

“เอาล่ะ! ไปได้แล้ว! พวกเราจะส่งเทียบเชิญนี้เข้าไปเอง!” 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงที่ได้รับคำสั่งจากเมิ่งซื่อให้ส่งเทียบด้วยตนเองก็เริ่มไม่สบายใจ เขาจึงไม่ยอมไปง่าย ๆ และพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน 

“รบกวนท่านช่วยแจ้งให้คุณหนูใหญ่กับท่านเขยทราบด้วยนะขอรับ!” พร้อมกับล้วงตั๋วเงินเงินสิบตำลึงออกมายื่นให้ด้วยความระมัดระวัง 

บ่าวเฝ้าประตูกลอกตามองบน 

“ยังมีอะไรอีกหรือ?” 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงถึงกับหน้าแดงด้วยความอับอาย เมื่อเห็นบ่าวเฝ้าประตูโบกมืออย่างไม่แยแส ทำให้ตั๋วเงินสิบตำลึงร่วงหล่นลงพื้นราวกับขนนกสายลมพัด และสายตาดูถูกที่ได้รับนั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจ 

บ่าวเฝ้าประตูพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน 

“ไม่ต้องห่วง! เราจะส่งเทียบเชิญนี้เข้าไปเอง ส่วนว่านายท่านสองประมุขตระกูลและฮูหยินสองจะจัดการอย่างไร มันก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกข้ารับใช้จะไปยุ่งได้! ถ้าเจ้ากังวลนัก ก็เอาเทียบเชิญนี้กลับไป รอจนกว่านายท่านสองและฮูหยินสอง ทั้งสองท่านกลับมาแล้วค่อยมาส่งอีกที! นี่มันน่ารำคาญจริง ๆ!” 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกง แม้จะอดกลั้นได้มาก แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีอารมณ์โกรธเสียทีเดียว ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของเขา การไปเยือนบ้านใดก็ได้รับการต้อนรับอย่างสุภาพ แต่บ่าวเฝ้าประตูคนนี้กลับหยิ่งทะนงเสียจนเหมือนมองคนอื่นไม่อยู่ในสายตา! 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงเย้ยหยันกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา  “บ่าวเฝ้าประตูเล็ก ๆ ของตระกูลเจ้า กลับกล้ามีท่าทีอวดเบ่งใหญ่โตเช่นนี้!” 

 

บ่าวเฝ้าประตูหัวเราะเยาะสองครั้ง ก่อนพูดอย่างไม่ไว้หน้า  “พวกเราจะเทียบกับบ่าวในจวนสวีกั๋วกงได้ที่ไหนล่ะ? ถึงขั้นกล้าลงมือทำร้ายคุณหนูใหญ่ของตัวเองตอนกลับไปบ้านเดิม! แล้วนี่อะไร? หลังจากที่พวกเจ้าเล่นงานนายหญิงใหญ่ของตระกูลเรา ยังหวังว่าจะได้เห็นสีหน้าดี ๆ จากพวกเราอีกหรือ? เจ้าคิดว่ามีกฎหมายอยู่หรือไม่? อยากจะเรียกคนมาช่วยตัดสินความดูหรือเปล่าล่ะ?” 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงได้ฟังดังนั้นก็พูดอะไรไม่ออก รู้ดีว่าหากยังยืนกรานต่อไป คนที่จะเสียเปรียบก็มีแต่ตัวเขาเอง เพราะคนในตระกูลเหลียนไม่ใช่คนที่จะมาพูดคุยเหตุผลได้ง่าย ๆ 

สำหรับเทียบเชิญที่ส่งออกไปแล้ว พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงก็อับอายเกินกว่าจะขอคืนกลับมา จึงได้แต่หมุนตัวกลับออกไปอย่างรวดเร็ว 

เมื่อกลับถึงจวนสวีกั๋วกง พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงรายงานเพียงว่า คุณหนูใหญ่และท่านเขยไม่อยู่บ้าน และคนในจวนเหลียนก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด 

เมิ่งซื่อที่ได้รับฟังถึงกับโกรธเคืองอยู่ในใจ แต่ก็ยังพอรู้ว่าการขอร้องคนอื่นนั้นต้องมีท่าทีอ่อนน้อม จึงสั่งการ  “ให้หาบ่าวที่คล่องแคล่วสักคนไปเฝ้าดูอยู่แถวนั้น หากเห็นว่าพวกเขากลับบ้านแล้ว ให้รีบกลับมารายงานทันที!” 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงรับคำสั่งและออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่เมิ่งซื่อสั่งการ 

แต่สิ่งที่ทั้งพ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงและเมิ่งซื่อไม่คาดคิดคือ สามวันต่อมา เจ้าหน้าที่จากศาลซุ่นเทียนฟู่กลับมาเยือนจวนสวีกั๋วกง พร้อมกับพาตัวบ่าวคนหนึ่งที่ถูกมัดแน่นจนขยับไม่ได้มาด้วย 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงเพียงแค่มองแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าบ่าวที่ถูกมัดอยู่ตรงหน้าก็คือคนที่เขาสั่งให้ไปเฝ้าดูอยู่แถวจวนตระกูลเหลียน ใบหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที 

เมื่อฟังเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ศาล พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงและเมิ่งซื่อก็ยิ่งรู้สึกอับอายและขายหน้ามากขึ้น 

ปรากฏว่าข้ารับใช้คนนั้น ไม่รู้ว่าเหตุผลกลใดจึงถูกคนในตระกูลเหลียนจับได้ และคนในตระกูลเหลียนเข้าใจว่าเขาเป็นสายลับหรือคนร้ายที่แอบมาสอดแนม จึงส่งตัวเขาไปยังศาลซุ่นเทียนฟู่! 

ระหว่างการไต่สวน บ่าวผู้นั้นได้ร้องตะโกนว่าตนเองเป็นบ่าวจากจวนสวีกั๋วกง เจ้าหน้าที่ศาลจึงคุมตัวเขากลับมาที่จวน 

เมื่อพ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงและเมิ่งซื่อรับตัวเขาไว้ พร้อมพยายามจะอธิบายเหตุผลที่ส่งเขาไปอยู่บริเวณจวนตระกูลเหลียน เจ้าหน้าที่กลับไม่ใส่ใจฟังแม้แต่น้อย ทิ้งตัวคนไว้แล้วหมุนตัวจากไปอย่างไม่สนใจ 

เมิ่งซื่อโกรธจนตัวสั่น จ้องพ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงด้วยสายตาเย็นชาแล้วเอ่ยเสียงแข็ง  “เจ้าไปจัดการงานนี้อย่างไรถึงได้เป็นแบบนี้!” 

พ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงเองก็ทั้งโกรธและอับอาย ตบหน้าบ่าวผู้นั้นฉาดใหญ่ด้วยความโมโหก่อนจะดุด่า  “เจ้ามันโง่เง่าเสียจริง! แค่เฝ้าดูยังถูกจับได้? แล้วถ้าถูกจับได้ ทำไมไม่บอกว่ามาจากจวนสวีกั๋วกง? คนตระกูลเหลียนรู้ว่าเจ้ามาจากจวนเรา ยังจะกล้าส่งเจ้าเข้าศาลหรือ!” 

บ่าวที่ถูกตบหน้าจับแก้มตัวเองพลางร้องไห้และเล่าความ  “นายหญิง! ท่านพ่อบ้าน! ข้าน้อยไม่ได้มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยปาก! คนพวกนั้นกรูกันออกมา จับตัวข้าน้อยแล้วอุดปากมัดตัว จากนั้นยังทุบตีข้าน้อยจนสะบักสะบอม ก่อนจะส่งตัวไปศาลทันที…” 

“ออกไป!” เมิ่งซื่อตวาดลั่นด้วยความโกรธ 

จากนั้นหันไปมองพ่อบ้านจวนสวีกั๋วกงที่ยืนตัวสั่นด้วยความกระอักกระอ่วน ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชา  “เจ้าเองก็ออกไป!” 

เมิ่งซื่อไม่ได้เชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุบังเอิญหรือความผิดพลาด  นางมั่นใจว่าตระกูลเหลียนตั้งใจทำให้จวนสวีกั๋วกงต้องอับอาย! 

หรือว่า…ตระกูลเหลียนตั้งใจจะตัดสัมพันธ์กับจวนสวีกั๋วกงอย่างเด็ดขาด? นางแค่นยิ้มในใจ “ฮึ! เรื่องนี้ไม่ง่ายเช่นนั้นแน่!” 

หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปเจ็ดวัน เหลียนเจ๋อและสวีอี้หยุนที่ไปพักอยู่ในจวงจื่อก็เดินทางกลับจวนในที่สุด 

แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพราะสมัครใจเต็มใจ เนื่องจากแม้เหลียนเจ๋อจะไม่ต้องเข้าร่วมประชุมราชสำนัก แต่ในฐานะที่เขายังมีตำแหน่งติดไว้ในหน่วยงานบัญชาการทหารห้าทัพ(เป็นหน่วยงานบริหารด้านการทหารสูงสุดในสมัยราชวงศ์หมิงของจีน) ย่อมไม่สามารถละเลยหน้าที่ไปนานจนเกินเหตุได้ อีกทั้งไม่อาจปล่อยให้คนอื่นทำงานแทนตนไปตลอด 

เช้าวันรุ่งขึ้น เมิ่งซื่อและสวีอี้เจินเดินทางมาที่จวนสวีกั๋วกงด้วยตัวเอง 

ในเวลานั้น เหลียนเจ๋อไม่อยู่บ้าน มีเพียงสวีอี้หยุนที่อยู่ 

สวีอี้หยุนไม่อยากพบกับพวกนาง แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้แขกถูกทิ้งไว้นอกจวนได้ จึงจำใจสั่งให้คนเชิญทั้งสองเข้ามา 

ในขณะเดียวกัน หลู่หมอมอและเหล่าข้ารับใช้ที่อยู่รอบตัวสวีอี้หยุนต่างพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่รอให้นางตัดสินใจ พวกนางเร่งให้ส่งคนไปเชิญเหลียนฟางโจวมา 

“แม้ฮูหยินสองจะไม่ไปแจ้งข่าว แต่เจ้าคนชื่อซือซือก็คงต้องรีบไปฟ้องแน่ ๆ! แบบนี้พวกเราส่งคนไปเชิญก่อนจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังดูดีกว่าให้พวกนางมีเหตุผลชัดเจน!” บรรดาสาวใช้อย่างปิงลู่พูดขึ้น 

สวีอี้หยุนยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร 

“ฮูหยินสอง บ่าวขอจัดแต่งทรงผมให้ใหม่นะเจ้าคะ!” ปิงเหมยเสนอด้วยรอยยิ้ม 

สวีอี้หยุนรู้สึกว่าทรงผมของตนนั้นยุ่งเล็กน้อยจึงพยักหน้ารับ 

ปิงเหมยจัดการหวีผมให้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว จากนั้นนำปิ่นปักผมทองคำประดับหยกแกะสลักและทับทิมสองชิ้นที่เคยเป็นเครื่องประดับของสวีอี้เจินที่คืนกลับมาแล้วเสียบไว้บนมวยผม 

เมื่อหลู่หมอมอและปิงลู่เห็น ต่างก็ชมว่าสวยงาม 

เมื่อสวีอี้เจินและเมิ่งซื่อเดินเข้ามา สายตาของพวกนางก็สะดุดกับปิ่นปักผมทองคำที่ประดับอยู่บนมวยผมของสวีอี้หยุน ใบหน้าของทั้งคู่พลันเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัด 

สวีอี้เจินแทบจะหลุดอุทานออกมา แต่ถูกเมิ่งซื่อบีบมือไว้แน่นจนต้องอดกลั้นเอาไว้ 

หลังจากทุกคนแยกกันนั่งตามลำดับชั้น สาวใช้นำชาเข้ามารับรอง สวีอี้หยุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกท่านมาหาข้ามีธุระอันใด?” 

สวีอี้เจินสะบัดเสียงเบา ๆ อย่างไม่พอใจ เพราะท่าทีเยือกเย็นเฉยเมยของสวีอี้หยุนนั้นทำให้นางรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างมาก! 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น