วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1097 หารือกัน

 

บทที่ 1097 หารือกัน 

 

เรื่องที่สวีอี้เจินถูกตระกูลหรงถอนหมั้นนั้น ถือเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าแปลกใจนัก แต่ที่น่าแปลกคือ ทำไมสวีโม่ถึงกล้าทำตัวหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปยุ่งกับว่านเหนิง เจ้าพยัคฆ์ร้ายแห่งเมืองหลวงคนนั้นได้กัน? นี่มันเรียกว่าซวยเพราะไม่รู้จักประมาณตัวชัด ๆ! 

คนธรรมดาอย่างพวกเรายังรู้กันดีว่า หลังจากที่บุตรชายคนที่สามของตระกูลจูถูกกดหัวจนไม่มีใครกล้าโงหัวขึ้น ใครในเมืองหลวงจะกล้าหาเรื่อง ว่านเหนิงอีก? แล้วสวีโม่ล่ะ? เขาคิดว่าเขามีน้ำหนักแค่ไหนกัน? 

“พี่ใหญ่ ข้าว่าพ่อตาของข้าเรียกพวกเราไปคราวนี้ คงจะเป็นเรื่องของสวีโม่ แน่ ๆ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหวังให้ข้าออกหน้าไปช่วยพูดเรื่องนี้เพื่อทวงความเป็นธรรมให้สวีโม่ ข้าควรทำอย่างไรดีล่ะ? น้ำขุ่นนี้ ข้าไม่อยากลงไปยุ่งเลย และคงจะช่วยอะไรไม่ได้ด้วย!” เหลียนเจ๋อยิ้มขมขื่นพลางกล่าว 

เหลียนฟางโจวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “แล้วเขาทั้งสองทะเลาะกันได้อย่างไร? เจ้าพอจะรู้รายละเอียดหรือไม่?” 

เหลียนเจ๋อซึ่งคอยติดตามเรื่องของตระกูลสวีอยู่แล้วจึงรู้มาบ้าง จึงรีบบอกเล่าทุกอย่างให้เหลียนฟางโจวฟังอย่างละเอียด 

เมื่อฟังจบ เหลียนฟางโจวก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ จากนั้นจึงบอกแผนการบางอย่างกับเขา เหลียนเจ๋อพยักหน้าหลายครั้งด้วยความเข้าใจ จากนั้นจึงรีบออกไป 

หลี่ฟู่ซึ่งเพิ่งกลับมาที่จวนพอดี เห็นเหลียนเจ๋อรีบออกไปด้วยความเร่งรีบ ก็อดแปลกใจไม่ได้ จึงหัวเราะและถามว่า “เจ้าจะรีบร้อนไปที่ใดหรือ?” 

เหลียนฟางโจวทำเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อยด้วยความไม่สบอารมณ์และกล่าวอย่างแฝงความน้อยใจว่า “อย่าไปขัดเขาเลย เขากำลังรีบไปจัดการเรื่องสำคัญที่บ้านเดิมภรรยาของเขาอยู่!” 

เหลียนเจ๋อได้แต่ยิ้มแหย ๆ อย่างจนปัญญา พลางส่งสายตาน่าสงสารไปยังหลี่ฟู่ 

หลี่ฟู่พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เหลียนเจ๋อไปได้ จากนั้นก็หันมายิ้มพลางเอ่ย “ตระกูลสวีสินะ? ข้าได้ยินมาว่าคุณชายตระกูลสวีถูก ว่านเหนิงเล่นงานเสียยับ คราวนี้ให้อาเจ๋อไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ใช่ไหม?” 

“ท่านก็รู้เรื่องแล้วหรือ?” เหลียนฟางโจวหัวเราะ “สมแล้วที่ว่าเรื่องไม่ดีมักแพร่กระจายไปไกลนัก!” 

หลี่ฟู่ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ขุนนางและสำนักงานราชการทั้งหลายก็อยู่ในละแวกนั้น เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นในที่ว่าการใดใครบ้างจะไม่รู้? ยิ่งกับคนมีชื่อเสียงอย่างว่านเหนิงด้วยแล้ว!” 

เหลียนฟางโจวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา พลางถอนหายใจและพูดว่า “สวีกั๋วกงส่งพ่อบ้านมาเรียกอาเจ๋อไป เพื่อถามว่าควรจัดการเรื่องของคุณชายตระกูลสวีอย่างไร! เรื่องแบบนี้แท้จริงแล้วควรเป็นหน้าที่ของคุณหนูใหญ่ตระกูลสวีต่างหากที่จะจัดการ แต่น่าเวทนาอาเจ๋อของข้า ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องภายในบ้านคนอื่นอีกแล้ว!” 

พอพูดจบ นางก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวฝาดแฝงความอิจฉา “เขายังไม่เคยวุ่นวายขนาดนี้เพื่อข้าเลยนะ! คิดแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้จริง ๆ แต่จะว่าไป ถึงข้าน้อยใจไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี!” 

หลี่ฟู่จ้องมองหญิงสาว สายตาที่ลึกล้ำของเขาเหมือนกำลังซ่อนบางอย่างไว้ แม้ว่าเขาจะอยากหัวเราะออกมา แต่กลับไม่กล้าทำ 

“เจ้าก็ยังมีข้าอยู่ไม่ใช่หรือ!” หลี่ฟู่ดึงนางเข้ามาโอบกอดแล้วประทับจูบเบา ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไรให้ข้าช่วย ไม่ต้องเกรงใจ บอกข้ามาได้เลย ข้ายินดีจะแบ่งเบาภาระให้เจ้าเสมอ!” 

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ พลางค้อนเขา “บ้านของท่านก็สงบเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรให้ช่วยแบ่งเบาอยู่แล้ว ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ต่อให้ข้าสงสารเขาแค่ไหน แต่เมื่อเขายินยอมเต็มใจเอง ข้าจะทำอะไรได้ล่ะ? ถ้าข้าโกรธเพราะเรื่องนี้ ก็คงเป็นคนโง่เต็มที!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางเอ่ย “ตอนนี้เขามีคนอื่นให้คอยเป็นห่วงแล้ว เจ้าก็เป็นห่วงข้าคนเดียวก็พอ!”

คำพูดของเขาทำให้ เหลียนฟางโจวอดหัวเราะไม่ได้ ความขุ่นเคืองในใจก่อนหน้านี้พลันจางหายไป

เมื่อเหลียนเจ๋อมาถึงจวนสวีกั๋วกง ก็พบว่าสวีกั๋วกงค่อนข้างขุ่นเคืองเล็กน้อย—เนื่องจากไม่พอใจที่เขามาช้าเกินไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากบทเรียนครั้งก่อนที่เขาพยายามวางอำนาจเหนือสวีอี้หยุน แต่กลับเสียหน้าและนำมาซึ่งผลกระทบมากมาย สวีกั๋วกงก็ระมัดระวังมากขึ้น ครั้งนี้เขาจึงไม่ได้ระเบิดอารมณ์ใส่เหลียนเจ๋อ

ทำได้เพียงส่งเสียงฮึดฮัดเบา ๆ เพื่อแสดงความไม่พอใจอยู่สองสามครั้งเท่านั้น

ส่วนเมิ่งซื่อไม่ยอมออกมาพบหน้าเหลียนเจ๋อ เพราะทุกครั้งที่เห็นเขา นางจะนึกถึงสวีอี้หยุน แล้วรู้สึกเจ็บใจที่ตอนนี้ตัวเองตกต่ำถึงขั้นต้องพึ่งพาสามีของ สวีอี้หยุนให้ช่วยเหลือ จึงเลือกที่จะหลบหน้าเสียให้พ้น ๆ

สวีกั๋วกงเองก็ไม่ใช่คนที่จะยอมเริ่มพูดคุยอย่างสุภาพก่อน โดยเฉพาะกับคนที่เขาไม่ชอบหน้า เช่นสามีของลูกสาวที่เขาไม่โปรดปราน ซึ่งยังเป็นเพียงคนรุ่นหลาน

เหลียนเจ๋อยึดมั่นตามคำสั่งของเหลียนฟางโจว อย่างเคร่งครัด—“ถ้าคนอื่นไม่เริ่มก่อน ข้าก็จะไม่เริ่ม”—จึงเลือกที่จะนั่งนิ่งไม่พูดอะไรเช่นกัน ทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองดูอึดอัดไม่น้อย

สวีกั๋วกงยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางใช้เป็นข้ออ้างซ่อนสีหน้าขณะลอบมอง เหลียนเจ๋ออย่างเย็นชา ยิ่งมองยิ่งไม่พอใจ จนไม่รู้ว่าในใจสาปแช่งคำว่า "ท่อนไม้" "เฉื่อยชา" "ไม่รู้จักกาลเทศะ" หรือ "โง่เง่า" ไปกี่รอบ

เขาไม่เชื่อว่าเหลียนเจ๋อจะไม่รู้เรื่องใหญ่โตที่เกิดขึ้นกับตระกูลสวี ต่อให้ไม่ช่วยเหลืออะไรก็ควรพูดปลอบโยนเขาสักหน่อยก็ยังดี เพื่อให้เขามีโอกาสเริ่มพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้

แต่ใครจะคิดว่าเจ้านี่พอมาถึง นอกจากกล่าวคำทักทายแล้ว ก็ทำได้แค่นั่งจิบชา หรือไม่ก็นั่งนิ่ง ๆ โดยไม่พูดอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

ถ้าเป็นวันปกติ สวีกั๋วกงคงลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อ หาข้ออ้างไล่เขาออกไปแล้ว แต่วันนี้กลับทำเช่นนั้นไม่ได้

เขากระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อสองวันก่อนที่สำนักกั๋วจื๋อเจียนเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

เหลียนเจ๋อเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีงุนงง “อ้อ? ได้ยินมาลาง ๆ ว่ามีนักเรียนทะเลาะวิวาทกัน และเหมือนมีคนบาดเจ็บด้วย”

สวีกั๋วกงข่มกลั้นอารมณ์ไม่ชอบหน้าเขาไว้พลางถอนหายใจ “คนที่ถูกทำร้ายก็คือน้องภรรยาของเจ้า บุตรชายของข้า! ตอนนี้ยังนอนเจ็บอยู่บนเตียง ลุกขึ้นไม่ได้ หมอบอกว่ากว่าจะหายดีต้องพักฟื้นอย่างน้อยครึ่งปี! ไอ้เด็กตระกูล ว่าน นั่นมันช่างเลวทรามนัก!”

เหลียนเจ๋อถึงกับตกใจ ก่อนจะกล่าวปลอบใจสวีกั๋วกงสองสามคำ

สวีกั๋วกงโบกมือด้วยความหงุดหงิด ไม่อยากฟังคำปลอบโยนเหล่านั้น “ข้าเรียกเจ้ามาไม่ใช่เพื่อให้มาปลอบข้า! น้องชายภรรยาของเจ้าโดนทำร้าย ข้าจะปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่าย ๆ ได้อย่างไร? ข้าเรียกเจ้ามาก็เพื่อปรึกษาว่าควรทวงความเป็นธรรมในเรื่องนี้อย่างไร!”

เหลียนเจ๋อรีบกล่าวตามน้ำอย่างสุภาพ “ท่านพ่อตาทำอะไรก็แล้วแต่จะเห็นสมควรเถิด ข้าเป็นเพียงคนรุ่นหลัง อีกทั้งไม่ค่อยมีความรู้ ไม่ได้เรียนหนังสือมากมาย สายตาก็ต่ำต้อย ไม่เข้าใจอะไรเลยจริง ๆ!”

สวีกั๋วกงฟังแล้วถึงกับโมโหเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเย็นชา “ลูกเขยอย่างเจ้าดูถูกตัวเองเกินไปแล้ว! ถ้าเจ้าไม่รู้อะไรเลย แล้วทรัพย์สินมากมายในบ้านของเจ้าคงตกลงมาจากฟ้าเองกระมัง!”

เหลียนเจ๋อหัวเราะเบา ๆ พลางตอบ “ทั้งหมดนั้นเป็นความสามารถของพี่สาวข้าล้วน ๆ พี่สาวข้าสร้างรากฐานไว้มั่นคง อีกทั้งยังดึงดูดหลงจู๊และคนงานที่มีฝีมือมาไว้มากมาย หากเปลี่ยนเป็นข้า คงไม่มีทางทำสำเร็จเช่นนั้นแน่นอนขอรับ!”

คำพูดนี้ สวีกั๋วกงฟังแล้วก็อดเชื่ออยู่บ้าง เขาจึงกล่าวต่อว่า “แล้วเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง?”

“อา? เรื่องอะไรหรือขอรับ?” เหลียนเจ๋อทำหน้าสงสัยอย่างจริงใจ

สวีกั๋วกงโมโหจนแทบหมดสติ แต่ต้องพยายามสงบอารมณ์ก่อนพูดอย่างอดทนว่า “ก็เรื่องที่ โม่เอ๋อร์ถูกทำร้ายน่ะสิ! เรื่องนี้จะปล่อยให้ตระกูลว่านลอยนวลไปได้อย่างไร!”

เหลียนเจ๋อทำท่าครุ่นคิดอย่างตั้งใจอยู่นาน ก่อนตอบคำพูดที่เหมือนไม่ช่วยอะไรว่า “ท่านพ่อตาเป็นคนตัดสินใจเถิด”

สวีกั๋วกงโกรธจนเสียงดังขึ้น “ข้าถามความเห็นของเจ้า! แล้วคำพูดนี้มันหมายความว่าอย่างไร? หรือว่าโม่เอ๋อร์เป็นน้องชายภรรยาของเจ้า เจ้าจะคิดนิ่งเฉยไม่ช่วยเหลือเลยหรือ? เขาว่ากันว่าลูกเขยก็เหมือนลูกอยู่ครึ่งหนึ่ง เจ้าไม่กลัวหรือว่าคนจะนินทาลับหลัง!”

เหลียนเจ๋อถอนหายใจอย่างจนใจ “ท่านพ่อตาขอรับ! ท่านพ่อตาเป็นพ่อแท้ ๆ ของน้องชายภรรยา อีกทั้งท่านแม่ก็ยังอยู่ครบ จะถึงคราวที่ข้าต้องออกหน้าแทนได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น ข้ารับราชการในตำแหน่งเกี่ยวกับงานทหาร การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นสิ่งที่ผิดกฎอย่างเด็ดขาด หากมีใครยื่นฎีกาฟ้องร้องขึ้นมา แม้แต่ผู้บังคับบัญชาของข้าก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย! แต่ถ้าท่านพ่อตาต้องการจริง ๆ เพียงเอ่ยคำเดียว ข้าก็พร้อมจะไปจัดการซัด คุณชายว่านสักรอบเพื่อแก้แค้นให้น้องชายภรรยา!”

สวีกั๋วกงโมโหจนแทบกระอักเลือด

เมื่อไหร่กันที่เขาบอกว่าให้เหลียนเจ๋อไปตีว่านเหนิง!

แน่นอนว่าถ้าเหลียนเจ๋อจะไปทำด้วยความโกรธแค้นเอง เขาเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จำเป็นต้องพูดว่า “เพียงท่านพ่อตาเอ่ยคำเดียว” ด้วยหรือ!

สวีกั๋วกงพยายามระงับอารมณ์ก่อนกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ทุกเรื่องย่อมหนีไม่พ้นหลักเหตุผล ไม่จำเป็นต้องพึ่งกำลังเสมอไป! เจ้าควรไปที่บ้านตระกูลว่าน ไปพูดคุยเรียกร้องเหตุผลกับพวกเขาดูบ้าง!”

 

 

 

 

 

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ20 ตุลาคม 2568 เวลา 14:09

    มีอัพลงให้อ่านอย่างต่อเนื่องแทบทุกวัน รอลุ้นคู่อาเจ๋อซิว่าเข้าใจกันกี่โมง ขอบคุณมากค่ะ

    ตอบลบ