วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1098 แกล้งโง่

 

บทที่ 1098 แกล้งโง่

 

เมิ่งซื่อที่แอบฟังอยู่หลังฉากบังสายตาได้แต่ยกมือขึ้นนวดขมับ พลางคิดในใจอย่างขุ่นเคืองจนแทบกระอักเลือดอีกครั้ง: “นี่ข้าแต่งงานมากับผู้ชายแบบนี้ได้อย่างไร!” นางโมโหจนแทบอิ่มไปเลยทีเดียว!

เป็นไปตามคาด เหลียนเจ๋อกล่าวอย่างสุภาพว่า “ท่านพ่อตาบอกให้ไป ข้าก็จะไป เมื่อไหร่จะออกเดินทาง ข้าจะไปพร้อมท่านแน่นอน!”

สวีกั๋วกงจ้องเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด แต่กลับพูดอะไรโต้ตอบไม่ได้

บอกตามตรง ตำแหน่งของสนมเจียผินที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ และยังเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับซูเฟย นั้น ทำให้เขาซึ่งเป็นแค่กั๋วกงที่รับสืบทอดตำแหน่งโดยไม่มีอำนาจจริง ไม่กล้าไปก่อเรื่องที่บ้านตระกูลว่านแม้แต่น้อย แม้คนที่โดนทำร้ายจะเป็นลูกชายของเขาเองก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายที่เริ่มลงมือก่อนก็เป็นลูกชายของเขา แล้วเขาจะทำอะไรได้?

เขาแค่หวังจะยุให้เหลียนเจ๋อไปก่อเรื่อง เมื่อถึงตอนนั้นเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่จะต้องถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

ถึงเจียผินจะได้รับความโปรดปรานแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจเทียบกับหลี่ฟู่ได้ ตราบใดที่ซูเฟยถอนการสนับสนุนเจียผิน ตระกูลว่านก็ไม่มีค่าอะไร!

แต่ไม่คิดเลยว่า เหลียนเจ๋อจะเหมือนท่อนไม้ พูดคำไหนคำนั้น ไม่เคลื่อนไหวถ้าไม่มีใครผลักไส คิดจะให้เขาออกไปก่อเรื่องก็แทบไม่ต้องหวังเลย!

เหลียนเจ๋อเห็นสวีกั๋วกงโกรธจนแทบคลั่ง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับแสดงท่าทีเคารพสุภาพขึ้นมาอีกสองส่วน พร้อมกล่าวด้วยความจริงใจว่า “ท่านพ่อตาขอรัรบ หรือว่าคำพูดของข้าผิดไป? ข้าพร้อมจะไปกับท่านจริง ๆ! และโปรดวางใจเถิด เมื่อข้าอยู่ด้วย ไม่มีใครกล้าทำอะไรท่านแน่นอน!”

สวีกั๋วกงแทบจะถ่มน้ำลายใส่หน้าเขาด้วยความโมโห

ลูกเขยของคนอื่นยังพอเป็นเหมือนลูกชายครึ่งหนึ่ง แต่ลูกเขยของเขานี่คืออะไรกัน!

“ท่านลูกเขยใหญ่!” เมิ่งซื่อที่ทนฟังต่อไปไม่ไหว ออกมาจากหลังฉากบังสายตาอย่างเร่งรีบ พร้อมถอนหายใจและกล่าวว่า “เรื่องนี้พูดไปก็มีความผิดทั้งสองฝ่าย ข้าเองก็คิดไว้แล้วว่าจะจัดการอย่างไร แม้จะไม่อยากพูดถึงสิ่งอื่น แต่ คุณชายว่านนั้น ได้ล่วงเกินลูกสาวของข้าด้วยคำพูดหยาบคาย และยังทำร้าย โม่เอ๋อร์จนบาดเจ็บสาหัส อย่างน้อยที่สุดเขาก็ควรจะขอโทษและชดใช้บ้าง ท่านลูกเขยใหญ่พอจะช่วยไปจัดการเรื่องนี้ให้เราได้หรือไม่?”

เหลียนเจ๋อไม่ทันได้คิดก็พยักหน้าตกลงทันที “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร! อีกสักครู่ข้าจะไปที่บ้านตระกูลว่าน แล้วถ่ายทอดคำพูดของท่านแม่ยายให้พวกเขาฟังเองขอรับ!”

“…” เมิ่งซื่อถึงกับพูดไม่ออก การแค่ถ่ายทอดคำพูดนั้นจะช่วยอะไรได้?

สวีกั๋วกงเสียงสั่นด้วยความโกรธ “ข้า… ข้าช่างโง่เขลาเพียงใดถึงได้ยกลูกสาวให้แต่งงานกับเจ้า!”

ถ้าทำได้ เขาอยากจะพาลูกสาวกลับบ้าน แล้วไม่ให้อยู่กับคนแบบนี้อีกต่อไป!

เหลียนเจ๋อได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ก่อนกล่าวว่า “ก็นั่นแหละขอรับ ก็เพราะท่านพ่อตาเป็นผู้ตกลงเรื่องการแต่งงานนี้ผ่านพิธีการสมรสอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน!”

“พอได้แล้ว!” สวีกั๋วกงลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าก็หยุดแสร้งทำเป็นคนซื่อได้แล้ว! นี่มันแผนการของพี่สาวเจ้าใช่ไหม? กลัวว่าตระกูลสวีของเราจะเกาะพวกเจ้าใช่หรือไม่! เช่นนั้นข้าจะพูดให้ชัด ๆ ไปเลย ใครกันที่บอกให้เจ้ามาแต่งกับลูกสาวของเรา? เรื่องนี้เจ้าจะช่วยหรือไม่ก็ต้องช่วย! ลูกชายของข้า จะปล่อยให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ หรือ?”

เหลียนเจ๋อลุกขึ้นยืน ดวงตาคมเข้มแฝงด้วยความไม่พอใจ ก่อนกล่าวว่า “ท่านพ่อตาพูดเช่นนี้ผิดไปแล้ว! พี่สาวของข้าไม่ใช่คนที่ไม่มีเหตุผล แต่ก็ไม่เคยกลัวคนที่ไม่มีเหตุผลเช่นกัน! ท่านพ่อตาพูดถูก ข้าแต่งงานกับหยุนเอ๋อร์ เรื่องนี้ข้าย่อมไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ แต่ข้าจะพูดตรง ๆ กับท่านพ่อตาเลย เรื่องนี้การให้ตระกูลว่านมาขอโทษถึงบ้านและชดใช้เป็นเงินจำนวนหนึ่งนั้นยังพอเป็นไปได้ แต่หากจะเอาอย่างอื่นอีกก็คงไม่ได้ ตระกูลว่านโดยเฉพาะนายท่านและฮูหยินของจวนนั้นรักลูกชายยิ่งกว่าชีวิต อีกทั้งเรื่องนี้เริ่มต้นจากการโต้เถียงกันเรื่องน้องสาวภรรยาถอนหมั้น หากขุดคุ้ยขึ้นมาจริง ๆ ฮูหยินว่านก็ไม่ใช่คนที่ยอมความง่าย ๆ และอาจพูดเรื่องที่ไม่น่าฟังออกมา ท่านพ่อตาก็คงไม่อยากให้เรื่องการถอนหมั้นของน้องสาวภรรยาถูกนำขึ้นมาพูดอีกใช่หรือไม่?”

สวีกั๋วกงแค่นเสียงเย็นชา “พี่สาวของเจ้าไม่ใช่คนเก่งหรือ? ทำไมล่ะ? กลัว ฮูหยินว่านเข้าแล้วหรือ? ก็จริงนะ ใครจะไปสู้กับคนที่มีลูกสาวดีขนาดนั้นได้!”

เหลียนเจ๋อได้ฟังแล้วถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านพ่อตาขอรับ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว พอจะเลิกโยงทุกเรื่องไปหาพี่สาวของข้าเสียทีได้ไหม? พี่สาวข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้? ท่านพ่อตาเป็นพ่อแท้ ๆ ของน้องชายภรรยา ยังไม่คิดทำอะไรเอง แต่กลับคิดจะให้พี่สาวของข้าออกหน้าช่วยเหลือตระกูลสวีของท่าน? ท่านพ่อตาช่างคิดได้เก่งจริง ๆ!”

“เจ้า!” สวีกั๋วกงถึงกับพูดไม่ออก

เมิ่งซื่อรีบพูดขึ้นว่า “จะให้มาขอโทษก็ได้ ขอแค่ให้ว่านเหนิงมาเอง มาคุกเข่าขอโทษ เรื่องนี้จะถือว่าจบ! ส่วนเงินชดใช้นั้นเราไม่ต้องการ!”

เหลียนเจ๋อเกือบหลุดหัวเราะออกมาเพราะความโมโหอีกครั้ง ก่อนพูดว่า “ได้ขอรับ คำพูดของท่านแม่ยาย ข้าจะถ่ายทอดให้ตระกูลว่านฟัง”

“เจ้าหมายความว่ายังไง!” สวีกั๋วกงโกรธจนตัวสั่นและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าเจ้าทำไม่ได้—”

แต่ถ้าเขาทำไม่ได้แล้วจะอย่างไรเล่า? สวีกั๋วกงชะงักไป เมื่อคิดได้ว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรที่จะใช้ข่มขู่เหลียนเจ๋อได้เลย!

เหลียนเจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ  “แค่ส่งพ่อบ้านตระกูลว่านมาขอโทษก็ถือว่าดีแล้ว ท่านพ่อตาและท่านแม่ยายอย่าตั้งความหวังสูงเกินไปเลย คุณชายว่านก็เป็นคนอย่างที่รู้กันดี จะพูดอะไรแบบนั้นมันจะน่าแปลกอะไร? ถ้าน้องชายภรรยาข้าสามารถโต้ตอบเขาด้วยคำพูดกลับไปได้ก็จบ แต่กลับเลือกที่จะลงไม้ลงมือแทน ทั้งยังสู้เขาไม่ได้อีก แบบนี้จะให้พูดว่าอย่างไรดี?”

เมิ่งซื่อแม้จะไม่พอใจนัก แต่เมื่อคิดดูแล้วก็เห็นด้วย หากทำให้ตระกูลว่านโกรธจนฮูหยินว่านพูดอะไรที่ไม่น่าฟังออกมา เจินเอ๋อร์ก็คงไม่มีหวังได้แต่งงานอีกเลยในชาตินี้

หญิงสาวที่ถูกถอนหมั้นก็จะกลายเป็นคนที่ถูกดูถูกเหยียดหยามไปตลอด แล้วจะทำอะไรได้?

“ตกลง! เอาตามที่เจ้าว่ามา!” เมิ่งซื่อกัดฟันกล่าว

สวีกั๋วกงแค่นเสียงเย็นชา แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

เหลียนเจ๋อคิดในใจ: พวกท่านยังทำหน้าไม่พอใจ อึดอัด และโมโหอยู่แบบนี้ ถ้าอย่างนั้นจะมาลงอารมณ์กับข้าทำไมกัน? ถ้ามีความกล้าก็ไปก่อเรื่องกับตระกูลว่านเองสิ!

แต่ก็เพราะกลัวกันทั้งนั้น!

“ลูกเขยใหญ่” เมิ่งซื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากขอให้เจ้าช่วย โม่เอ๋อร์บาดเจ็บสาหัสนัก เจ้าจะช่วยเชิญหมอเทวดาเซวมาดูอาการให้ได้ไหม?”

สวีกั๋วกงถึงกับตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “ใช่แล้ว! เรื่องแค่นี้คงไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรใช่ไหม?”

เหลียนเจ๋อรู้สึกระอาใจ ก่อนตอบเสียงเรียบ “น้องชายภรรยาข้าไม่ได้ให้หมอรักษาแล้วหรือ? ไฉนต้องเชิญหมอเทวดาเซวมาด้วย? หมอเทวดาเซวมีนิสัยแปลกประหลาด น้องชายภรรยาข้าได้รับบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาท ซึ่งก็ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร หมอเทวดาเซวคงไม่มาหรอก มิฉะนั้น หากลูกหลานขุนนางที่ชอบทะเลาะวิวาทในเมืองหลวงทั้งหมดไปหาเขา เขาคงไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแน่ ๆขอรับ”

สวีกั๋วกงฟังแล้วสีหน้าบึ้งตึงทันที ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเมิ่งซื่อ ขัดขึ้นก่อน

เมิ่งซื่อเกรงว่าเขาจะพูดอะไรไม่ดีออกมาจนทำให้เหลียนเจ๋อโกรธ นางรีบพูดอย่างร้อนใจ “แต่หมอเทวดาเซวกับครอบครัวของเจ้าไม่ใช่ว่าสนิทสนมกันมากหรอกหรือ? โดยเฉพาะกับเว่ยหนิงโหว..พี่เขยของเจ้า พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนี่! มันจะเหมือนกับคนทั่วไปได้อย่างไร? ท่านลูกเขยใหญ่ โม่เอ๋อร์ บาดเจ็บสาหัสนัก เจ้าช่วยหน่อยเถิดนะ!”

เหลียนเจ๋อรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง

แม้ว่าหมอเทวดาเซวจะสนิทสนมกับพี่เขยของเขามาก แต่กับตัวเขานั้นยังถือว่าห่างเหิน และกับตระกูลของภรรยาเขายิ่งห่างออกไปอีก น้องชายภรรยาของเขาก็ไม่ได้บาดเจ็บถึงชีวิต จะเรียกหมอเทวดาเซวมาทำไม?

ยิ่งไปกว่านั้น หมอเทวดาเซวเคยรักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของสวีอี้หยุนมาแล้ว ครั้งนั้นเขาได้ติดค้างบุญคุณไว้ ยังจะกล้าไปขอร้องอีกหรือ?

“ได้ ข้าจะลองพูดกับเขาดู แต่ท่านพ่อตาและท่านแม่ยายอย่าตั้งความหวังมากเกินไปนัก!” เหลียนเจ๋อ ตอบตกลงอย่างไม่เต็มใจนัก

สวีกั๋วกงหัวเราะเย็นชา “ถ้าเจ้าไม่อยากทำก็บอกมาตรง ๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม! ฮึ ลองพูดดู? สุดท้ายจะพูดหรือไม่พูด มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าคนเดียว ใครจะไปรู้ว่าเจ้าพูดจริงหรือไม่!”

คำพูดนี้ชัดเจนว่าสวีกั๋วกงไม่เชื่อใจเหลียนเจ๋อ และคิดว่าเขาแค่พูดเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น

 

 

 

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ21 ตุลาคม 2568 เวลา 14:04

    ส่งมอบความสุขให้คนอ่านทุกวันขอบคุณคะ

    ตอบลบ