บทที่ 1207 ในที่สุดก็กลับบ้าน
คำพูดของหลี่ฟู่แม้จะฟังดูเหมือนชมเชย
แต่เมื่อฟังอย่างตั้งใจแล้วกลับรู้สึกว่ามันมีความหมายแฝงอยู่
เหลียนฟางโจวจึงอดยิ้มขื่นไม่ได้
เขาโกรธจริง ๆ สินะ! สามีของนางโกรธนางจริง ๆ แล้ว! ความรู้สึกผิดค่อย
ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเหลียนฟางโจว นางรู้ดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น
หลี่ฟู่ต้องทนทุกข์ทรมานใจมากเพียงใด และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็มาจากตัวนางเอง...
แต่นางก็อดน้อยใจไม่ได้เช่นกัน เพราะในสถานการณ์เช่นนั้น
ใครจะคิดว่าจะสามารถหลุดรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย? หลี่ฟู่ไม่เข้าใจนางก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมเขาถึงต้องตำหนินางด้วยเล่า?
“อาเจี่ยน!” เหลียนฟางโจวทนไม่ไหว จึงยกมือขึ้นหมายจะจับมือหลี่ฟู่
เพื่ออธิบายและปลอบโยนเขา
“อย่าขยับ” หลี่ฟู่เอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น ดวงตามองมาที่นางขมวดคิ้วมุ่น
“ยังพันแผลไม่เสร็จ อย่าขยับไปมา”
เหลียนฟางโจวที่อ้าปากหมายจะพูดอะไรบางอย่างก็ได้แต่กลืนคำพูดกลับลงไป
นางได้แต่ตอบกลับเสียงแผ่ว “อืม...” แล้วก็นั่งนิ่งอย่างเชื่อฟัง
ปล่อยให้หลี่ฟู่ค่อย ๆ ทำแผลให้อย่างช้า ๆ และตั้งใจ
เขายังคงทำแผลอย่างระมัดระวังและอ่อนโยน
แม้ว่าคำพูดของเขาจะแฝงความโกรธอยู่ก็ตาม...
หลังจากผ่านไปพักใหญ่
หลี่ฟู่ก็ทำแผลและพันแผลให้กับทั้งสองมือของเหลียนฟางโจวจนเสร็จเรียบร้อย
เหลียนฟางโจวกุมมือชายหนุ่มไว้แน่น
พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและรู้สึกผิด “อาเจี่ยน ท่านอาจจะพูดว่าไม่โกรธข้า
แต่ในใจท่านยังโกรธข้าอยู่ใช่ไหม?”
หลี่ฟู่เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างอ่อนโยน
มือเขาลูบลงบนมือที่ถูกพันแผลหนาจนดูเหมือนอุ้งเท้าหมีของนางอย่างระมัดระวัง
ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “ข้าไม่ได้โกรธเจ้า
ข้าโกรธตัวข้าเองต่างหาก ข้ามาที่นี่ด้วยความมั่นใจ
คิดว่าทุกอย่างจะสามารถควบคุมไว้ได้ในกำมือข้า แต่ข้ากลับปล่อยให้เจ้าต้องประสบกับสถานการณ์ที่เลวร้ายถึงเพียงนี้!
ข้าเป็นผู้ชาย
แต่กลับปกป้องภรรยาของตัวเองไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้สึกเสียใจบ้างหรือ?”
เหลียนฟางโจวรีบพูดขึ้นมาทันทีด้วยความร้อนใจ “ท่านอย่าพูดแบบนั้นสิ เรื่องนี้มันเป็นความผิดของข้า!
ความผิดทั้งหมดเป็นของข้าเอง! ถ้าไม่ใช่เพราะข้า... แต่... แต่ว่า... ข้า...”
“แต่ว่าอะไร?” หลี่ฟู่พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความโกรธเจืออยู่ “เจ้ากลัวข้าจะช่วยเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ทั้งที่ยังไม่ถึงทางตัน เจ้าก็คิดแต่จะหาทางตายหนีปัญหา? ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นึกถึงข้า ก็ยังมีซู่เอ๋อร์อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? เจ้าคิดจะทิ้งลูกของเจ้าไปจริง ๆ หรือ? ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ไว้นะ!
ถ้าซู่เอ๋อร์ไม่มีแม่ ข้าจะหาผู้หญิงคนใหม่มาเป็นแม่เลี้ยงให้เขาทันที!”
คำพูดสุดท้ายของหลี่ฟู่ทำให้เหลียนฟางโจวถึงกับชะงักค้าง
ใบหน้านางซีดเผือดราวกับเลือดในร่างกายหยุดไหล นางจ้องมองเขาอย่างตกตะลึงและเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด...
"ไม่ได้!"
เหลียนฟางโจวตอบกลับทันทีโดยไม่ทันได้คิด ก่อนจะรู้สึกตัวว่า
ตัวเองกำลังทำอะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน
นางอึ้งไปชั่วครู่
และอดไม่ได้ที่จะคิดขึ้นมาในใจว่า ทำไมกันนะ? ทั้งที่สิ่งที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อเขา
เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความปรารถนาดี
แต่ทำไมเมื่อพูดออกมาจากปากของเขามันกลับกลายเป็นความผิดร้ายแรงไปได้ล่ะ?
เมื่อคิดเช่นนั้น
ความรู้สึกน้อยใจและอัดอั้นก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นางเอ่ยเสียงเบากึ่งอ้อนวอนหน่อยๆ "อาเจี่ยน ท่านอย่าตำหนิข้าอีกเลยได้ไหม? ข้าก็ทำไปเพื่อท่านทั้งนั้น... จากนี้ไปข้าจะไม่ทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว
ตกลงไหม?" เมื่อเห็นสายตาที่เขาจ้องมองมาราวกับไม่พอใจ
เหลียนฟางโจวจึงรีบพูดแก้คำพูดของตัวเองอย่างรู้ตัว
หลี่ฟู่เห็นดวงตาของนางที่ยังคงบวมแดงจากการร้องไห้
และคลอด้วยน้ำตา ก็อดใจอ่อนขึ้นมาไม่ได้
เขาดึงนางเข้ามากอด
พร้อมกับก้มหน้าซุกซอกคอนาง พลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า “ที่รัก... เจ้ารู้ไหมว่าตลอดที่ผ่านมา ข้ากินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยสักวันเดียว? ส่วนซู่เอ๋อร์เองก็ดีกว่าข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!
ข้าเคยคิดว่า ถ้าเจ้าต้องเป็นอะไรไปจริง ๆ ข้าก็จะไม่มัวมาเล่นอ้อมคอมกับพวกคนชั่วพวกนั้นอีกต่อไป
แต่จะส่งซู่เอ๋อร์ไปในที่ปลอดภัยก่อน แล้วข้าจะกลับมาสู้ตายกับพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”
คำพูดของหลี่ฟู่ทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกถึงความรัก
ความห่วงใย และความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญมาตลอดเวลาที่ผ่านมา
นางสัมผัสได้ว่าความโกรธของเขานั้นไม่ได้เกิดจากการตำหนินางจริง ๆ
แต่มาจากความกลัวที่จะสูญเสียนางไปต่างหาก...
เหลียนฟางโจวรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบาๆ “ขอโทษ...
ข้าขอโทษ...”
หลี่ฟู่ไม่ได้พูดอะไรอีก
เขาเพียงแค่กอดนางไว้แน่นในอ้อมแขน ทั้งสองคนโอบกอดกันและกัน
ร่างกายของพวกเขาแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆซึ่งพันเกี่ยวกันไปมา
ความรู้สึกสับสนและหวาดกลัวที่เคยมีเริ่มคลายลง ขณะที่จิตใจคนทั้งสองค่อย ๆ สงบลงอย่างช้า ๆ
หลี่ฟู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ที่ผ่านมา เจ้าต้องทนลำบากมากจริง ๆ ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว
ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ เรื่องนี้เราจะเก็บมันไว้ก่อน
แล้วข้าจะไปทวงคืนทั้งต้นทั้งดอกแทนเจ้าเอง!”
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับใด
ๆ จากนาง หลี่ฟู่ค่อย ๆ เอนตัวออกเล็กน้อยเพื่อมองดูนาง
เขามองใบหน้าเหลียนฟางโจวอย่างอ่อนโยน
แต่เมื่อเห็นว่าดวงตานางปิดสนิท พร้อมใบหน้าที่ซีดเซียวอ่อนล้า
ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้พร้อมกับส่ายหัวเบา ๆ
แต่เมื่อได้มองดูใบหน้าที่อิดโรยและทรุดโทรมของนาง
หัวใจของหลี่ฟู่ก็เจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
นางต้องทนทุกข์ทรมานและหวาดกลัวมาโดยตลอดระยะเวลาที่พวกเขาแยกจากกัน
ไม่ได้ต่างจากที่เขารู้สึกเลย
ชายหนุ่มค่อย ๆ
อุ้มนางขึ้นอย่างเบามือ และวางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ
ราวกับกลัวว่าจะทำให้นางได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง
หลี่ฟู่ค่อย ๆ
นั่งลงที่ขอบเตียง มองดูนางอยู่ชั่วครู่ด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน
ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ...
เหลียนฟางโจวนอนหลับอย่างสงบสุขสบายใจ
ในที่สุดนางก็สามารถผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง นางหลับลึกจนแทบไม่รับรู้สิ่งใดเลย
และนอนหลับยาวไปจนถึงตอนเที่ยงโดยไม่ได้ตื่นขึ้นมากินอาหารกลางวันเลยด้วยซ้ำ
ชุนซิ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบ
ๆ และเมื่อเห็นว่าเหลียนฟางโจวยังคงหลับสนิท จึงไม่กล้าปลุกเรียก และปล่อยให้นางนอนหลับต่อไป
เมื่อซู่เอ๋อร์ตื่นขึ้นมาและไม่เห็นมารดาอยู่ใกล้
ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ พลันซีดเผือด ปากเล็ก ๆ เริ่มเบะและทำท่าจะร้องไห้โฮทันที
แม่นมและบ่าวรับใช้ต่างพากันรีบเข้ามาปลอบโยนเขาอย่างลนลาน
ต่างพูดปลอบประโลมกันเสียงเจื้อยแจ้ว พร้อมกับสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าแม่ของเขายังอยู่ที่นี่
ไม่ได้ไปไหนเลย
แต่ซู่เอ๋อร์ที่ยังคงหวาดกลัวและไม่เชื่อใจใคร
ก็ยังคงไม่ยอมเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูด
จนกระทั่งแม่นมต้องอุ้มเขาไปดูด้วยตาตัวเองในห้องของเหลียนฟางโจว
เมื่อเห็นมารดากำลังหลับอยู่บนเตียงอย่างสงบ
เขาจึงยอมเช็ดน้ำตาออกไปเอง แล้วก็ยอมไปเล่นอย่างว่าง่าย
ปี้เถาที่คอยดูแลอยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในที่สุดนางก็ไม่ต้องแสร้งทำเป็นป่วยอีกต่อไป
แถมพวกบ่าวรับใช้ที่เคยอยู่ที่นี่ก็ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น!
เพื่อความปลอดภัย
ปี้เถากับเซียวมู่ตัดสินใจว่าจะไม่ไปหาที่พักที่อื่นอีกแล้ว
และเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเรือนฝั่งตะวันตกของจวนผู้ว่าการมณฑล
พวกเขาคิดว่าเมื่อเหลียนฟางโจวตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่
ก็ค่อยจัดการเก็บข้าวของแล้วไปอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการ...
เมื่อเหลียนฟางโจวตื่นขึ้นมา
ก็พบว่าเวลานั้นเป็นยามค่ำคืนไปแล้ว นางมองไปยังแสงไฟที่ส่องสว่างเพียงเล็กน้อย
และสำรวจดูรอบ ๆ ห้องที่ดูแปลกตา
ความรู้สึกตกใจพุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน
นางสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งตัวตรงอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อนางระลึกได้ว่านี่คือจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล
และเมื่อนึกถึงว่าเมื่อตอนสายวันนี้ นางยังได้พบกับหลี่ฟู่ด้วยตัวเอง
ความตึงเครียดในใจก็เริ่มคลายลงอย่างช้า ๆ
เหลียนฟางโจวถอนหายใจอย่างโล่งอก
นางลุกขึ้นจากเตียงและสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก
ที่ด้านนอกนั้น
หงอวี้และชิงเหอกำลังนั่งคุยกันด้วยเสียงเบา ๆ และหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
แต่เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเดินออกมา
ทั้งคู่ก็รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและยิ้มเข้ามาต้อนรับนาง
“ฮูหยิน!
ท่านนอนเต็มอิ่มแล้วใช่ไหมเจ้าคะ! ท่านไม่ได้ทานอะไรเลยมาตลอดทั้งวัน
คงจะหิวมากแล้วใช่ไหมเจ้าคะ? ตอนนี้ที่ห้องครัวเล็กได้เตรียมอาหารเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ
ล้วนแต่เป็นอาหารที่ฮูหยินชอบทั้งนั้น! ท่านไปล้างหน้าล้างตาก่อน
แล้วก็ดื่มน้ำชาร้อน ๆ เพื่อให้รู้สึกสดชื่นขึ้นนะเจ้าคะ
บ่าวจะไปบอกห้องครัวให้เตรียมอาหารมาให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”
เหลียนฟางโจวยิ้มพลางพยักหน้าอย่างพอใจ “อยู่ที่บ้านตัวเองนี่มันดีจริง ๆ! หงอวี้ เจ้าชักจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วนะ!”
คำชมของนางทำให้หงอวี้ยิ้มออกมาอย่างปลื้มปิติ
นางรีบทำความเคารพพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ!
บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
หงอวี้ยิ้มเล็กน้อยแล้วส่งชิงเหอไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับล้างหน้า
ในขณะที่นางเองก็รินชาใส่ถ้วยแล้วยื่นให้เหลียนฟางโจว
“ท่านโหวกับนายน้อยล่ะ? ทั้งสองได้ทานอะไรกันแล้วหรือยัง?” เหลียนฟางโจวถามขึ้นขณะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
ชาที่นางดื่มคือ
“หวงซานหยุนอู่” ซึ่งเป็นชาที่นางโปรดปราน
รสชาติของมันช่างนุ่มนวลและหอมละมุนอย่างเป็นเอกลักษณ์ เมื่อดื่มเข้าไป
รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายอย่างยิ่ง
ตอนนี้เองที่เหลียนฟางโจวเริ่มมีอารมณ์ที่จะมองสำรวจรอบ
ๆ ตัว ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่บ้านที่คุ้นเคยในเมืองหลวง
แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย เพราะมีคนที่คุ้นเคยอยู่รอบตัว
นั่นทำให้ความรู้สึกของ “บ้าน” เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
หงอวี้ยิ้มและพูดขึ้น “ท่านโหวกำลังทำงานอยู่ที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ
คิดว่าตอนนี้ก็น่าจะยังอยู่ที่นั่น ส่วนนายน้อยได้ทานกุ้งนึ่งกับเนื้อไก่ผัดเห็ดหอมอ่อน
ๆ แล้วก็ดื่มน้ำแกงนกพิราบไปเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
เสียงของหงอวี้ฟังดูแจ่มใสและมีความสุข
เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างโล่งใจและดีใจที่ฮูหยินของพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย...
เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวมองสำรวจรอบ
ๆ ห้อง หงอวี้ก็รีบยิ้มและพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น “การจัดตกแต่งในห้องนี้ ตอนที่พวกเรามาถึงเป็นอย่างไร
ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ ไม่มีใครกล้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
เพราะพวกเรารอให้ฮูหยินกลับมาเพื่อจัดห้องใหม่ด้วยตัวเอง! เฮ้อ... ฮูหยินกลับมาได้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ!
ท่านคงไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ท่านไม่อยู่
บ่าวทั้งหลายรู้สึกเหมือนหัวใจมันว่างเปล่าไปหมด ทำอะไรก็เหมือนกับไม่มีหลัก
ไม่มีที่พึ่งพาเลยเจ้าค่ะ!” น้ำเสียงของหงอวี้เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและโล่งอก
เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ
นางพูดติดตลกพร้อมรอยยิ้ม “ดูสิ!
ตอนนี้ปากของเจ้านี่พูดจาเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเลยนะ
รู้จักพูดให้ข้ารู้สึกดีอยู่เสมอ! จริง ๆ แล้วนะ ในโลกนี้
ใครจะขาดใครไปไม่ได้กันล่ะ...”
คำพูดประโยคสุดท้ายของเหลียนฟางโจวนั้นเบาและคลุมเครือจนฟังแทบไม่ออก
หงอวี้พยายามตั้งใจฟังแต่ก็จับใจความไม่ได้
นางจึงตัดสินใจไม่ใส่ใจต่อและไม่พูดถึงอีก
ในขณะนั้นเอง
ชิงเหอก็ถืออ่างน้ำร้อนเข้ามาในห้อง นางจึงรีบเข้าไปช่วยรับและเตรียมตัวปรนิบัติอย่างแข็งขัน
บรรยากาศภายในห้องค่อย
ๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เหมือนกับว่าความสงบสุขได้คืนกลับมาสู่ทุกคนในจวนแล้ว...
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
อาหารที่อุ่นไว้ในห้องครัวเล็กก็ถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะเล็ก ๆ
เหลียนฟางโจวนั่งลงที่โต๊ะและเริ่มรับประทานอาหาร ขณะเดียวกันก็ฟังหงอวี้และชุนซิ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ในเรือนหลังของจวนนี้อย่างตั้งใจ
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว
ปี้เถาก็เดินเข้ามาหานาง เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนไปตามหลินหมอมอให้เข้ามาด้วย
นางนั่งลงพร้อมกับบ่าวรับใช้ทั้งหมดในห้องเล็ก
ๆ ที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นพวกเขาก็เริ่มสนทนากันอย่างจริงจัง...
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและผ่อนคลาย
เหมือนกับการรวมตัวกันของคนในครอบครัวที่ห่างหายไปนาน...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น