วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1207 ในที่สุดก็กลับบ้าน

 

บทที่ 1207 ในที่สุดก็กลับบ้าน

คำพูดของหลี่ฟู่แม้จะฟังดูเหมือนชมเชย แต่เมื่อฟังอย่างตั้งใจแล้วกลับรู้สึกว่ามันมีความหมายแฝงอยู่ เหลียนฟางโจวจึงอดยิ้มขื่นไม่ได้

เขาโกรธจริง ๆ สินะ! สามีของนางโกรธนางจริง ๆ แล้ว! ความรู้สึกผิดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเหลียนฟางโจว นางรู้ดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น หลี่ฟู่ต้องทนทุกข์ทรมานใจมากเพียงใด และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็มาจากตัวนางเอง...

แต่นางก็อดน้อยใจไม่ได้เช่นกัน เพราะในสถานการณ์เช่นนั้น ใครจะคิดว่าจะสามารถหลุดรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย? หลี่ฟู่ไม่เข้าใจนางก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมเขาถึงต้องตำหนินางด้วยเล่า?

“อาเจี่ยน!” เหลียนฟางโจวทนไม่ไหว จึงยกมือขึ้นหมายจะจับมือหลี่ฟู่ เพื่ออธิบายและปลอบโยนเขา

“อย่าขยับ” หลี่ฟู่เอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น ดวงตามองมาที่นางขมวดคิ้วมุ่น “ยังพันแผลไม่เสร็จ อย่าขยับไปมา”

เหลียนฟางโจวที่อ้าปากหมายจะพูดอะไรบางอย่างก็ได้แต่กลืนคำพูดกลับลงไป นางได้แต่ตอบกลับเสียงแผ่ว “อืม...” แล้วก็นั่งนิ่งอย่างเชื่อฟัง ปล่อยให้หลี่ฟู่ค่อย ๆ ทำแผลให้อย่างช้า ๆ และตั้งใจ

เขายังคงทำแผลอย่างระมัดระวังและอ่อนโยน แม้ว่าคำพูดของเขาจะแฝงความโกรธอยู่ก็ตาม...

หลังจากผ่านไปพักใหญ่ หลี่ฟู่ก็ทำแผลและพันแผลให้กับทั้งสองมือของเหลียนฟางโจวจนเสร็จเรียบร้อย

เหลียนฟางโจวกุมมือชายหนุ่มไว้แน่น พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและรู้สึกผิด “อาเจี่ยน ท่านอาจจะพูดว่าไม่โกรธข้า แต่ในใจท่านยังโกรธข้าอยู่ใช่ไหม?”

หลี่ฟู่เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างอ่อนโยน มือเขาลูบลงบนมือที่ถูกพันแผลหนาจนดูเหมือนอุ้งเท้าหมีของนางอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “ข้าไม่ได้โกรธเจ้า ข้าโกรธตัวข้าเองต่างหาก ข้ามาที่นี่ด้วยความมั่นใจ คิดว่าทุกอย่างจะสามารถควบคุมไว้ได้ในกำมือข้า แต่ข้ากลับปล่อยให้เจ้าต้องประสบกับสถานการณ์ที่เลวร้ายถึงเพียงนี้!

ข้าเป็นผู้ชาย แต่กลับปกป้องภรรยาของตัวเองไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้สึกเสียใจบ้างหรือ?”

เหลียนฟางโจวรีบพูดขึ้นมาทันทีด้วยความร้อนใจ “ท่านอย่าพูดแบบนั้นสิ เรื่องนี้มันเป็นความผิดของข้า! ความผิดทั้งหมดเป็นของข้าเอง! ถ้าไม่ใช่เพราะข้า... แต่... แต่ว่า... ข้า...”

“แต่ว่าอะไร?” หลี่ฟู่พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความโกรธเจืออยู่ “เจ้ากลัวข้าจะช่วยเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ทั้งที่ยังไม่ถึงทางตัน เจ้าก็คิดแต่จะหาทางตายหนีปัญหา? ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นึกถึงข้า ก็ยังมีซู่เอ๋อร์อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? เจ้าคิดจะทิ้งลูกของเจ้าไปจริง ๆ หรือ? ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ไว้นะ! ถ้าซู่เอ๋อร์ไม่มีแม่ ข้าจะหาผู้หญิงคนใหม่มาเป็นแม่เลี้ยงให้เขาทันที!”

คำพูดสุดท้ายของหลี่ฟู่ทำให้เหลียนฟางโจวถึงกับชะงักค้าง ใบหน้านางซีดเผือดราวกับเลือดในร่างกายหยุดไหล นางจ้องมองเขาอย่างตกตะลึงและเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด...

"ไม่ได้!" เหลียนฟางโจวตอบกลับทันทีโดยไม่ทันได้คิด ก่อนจะรู้สึกตัวว่า ตัวเองกำลังทำอะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

นางอึ้งไปชั่วครู่ และอดไม่ได้ที่จะคิดขึ้นมาในใจว่า ทำไมกันนะ? ทั้งที่สิ่งที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อเขา เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่ทำไมเมื่อพูดออกมาจากปากของเขามันกลับกลายเป็นความผิดร้ายแรงไปได้ล่ะ?

เมื่อคิดเช่นนั้น ความรู้สึกน้อยใจและอัดอั้นก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นางเอ่ยเสียงเบากึ่งอ้อนวอนหน่อยๆ "อาเจี่ยน ท่านอย่าตำหนิข้าอีกเลยได้ไหม? ข้าก็ทำไปเพื่อท่านทั้งนั้น... จากนี้ไปข้าจะไม่ทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว ตกลงไหม?" เมื่อเห็นสายตาที่เขาจ้องมองมาราวกับไม่พอใจ เหลียนฟางโจวจึงรีบพูดแก้คำพูดของตัวเองอย่างรู้ตัว

หลี่ฟู่เห็นดวงตาของนางที่ยังคงบวมแดงจากการร้องไห้ และคลอด้วยน้ำตา  ก็อดใจอ่อนขึ้นมาไม่ได้

เขาดึงนางเข้ามากอด พร้อมกับก้มหน้าซุกซอกคอนาง พลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า “ที่รัก... เจ้ารู้ไหมว่าตลอดที่ผ่านมา ข้ากินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยสักวันเดียว? ส่วนซู่เอ๋อร์เองก็ดีกว่าข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น! ข้าเคยคิดว่า ถ้าเจ้าต้องเป็นอะไรไปจริง ๆ ข้าก็จะไม่มัวมาเล่นอ้อมคอมกับพวกคนชั่วพวกนั้นอีกต่อไป แต่จะส่งซู่เอ๋อร์ไปในที่ปลอดภัยก่อน แล้วข้าจะกลับมาสู้ตายกับพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”

คำพูดของหลี่ฟู่ทำให้เหลียนฟางโจวรู้สึกถึงความรัก ความห่วงใย และความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญมาตลอดเวลาที่ผ่านมา นางสัมผัสได้ว่าความโกรธของเขานั้นไม่ได้เกิดจากการตำหนินางจริง ๆ แต่มาจากความกลัวที่จะสูญเสียนางไปต่างหาก...

เหลียนฟางโจวรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบาๆ “ขอโทษ... ข้าขอโทษ...”

หลี่ฟู่ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเพียงแค่กอดนางไว้แน่นในอ้อมแขน ทั้งสองคนโอบกอดกันและกัน ร่างกายของพวกเขาแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆซึ่งพันเกี่ยวกันไปมา ความรู้สึกสับสนและหวาดกลัวที่เคยมีเริ่มคลายลง  ขณะที่จิตใจคนทั้งสองค่อย ๆ สงบลงอย่างช้า ๆ

หลี่ฟู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ที่ผ่านมา เจ้าต้องทนลำบากมากจริง ๆ ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ เรื่องนี้เราจะเก็บมันไว้ก่อน แล้วข้าจะไปทวงคืนทั้งต้นทั้งดอกแทนเจ้าเอง!”

เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับใด ๆ จากนาง หลี่ฟู่ค่อย ๆ เอนตัวออกเล็กน้อยเพื่อมองดูนาง

เขามองใบหน้าเหลียนฟางโจวอย่างอ่อนโยน แต่เมื่อเห็นว่าดวงตานางปิดสนิท พร้อมใบหน้าที่ซีดเซียวอ่อนล้า ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้พร้อมกับส่ายหัวเบา ๆ

แต่เมื่อได้มองดูใบหน้าที่อิดโรยและทรุดโทรมของนาง หัวใจของหลี่ฟู่ก็เจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง นางต้องทนทุกข์ทรมานและหวาดกลัวมาโดยตลอดระยะเวลาที่พวกเขาแยกจากกัน ไม่ได้ต่างจากที่เขารู้สึกเลย

ชายหนุ่มค่อย ๆ อุ้มนางขึ้นอย่างเบามือ และวางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าจะทำให้นางได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง

หลี่ฟู่ค่อย ๆ นั่งลงที่ขอบเตียง มองดูนางอยู่ชั่วครู่ด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ...

เหลียนฟางโจวนอนหลับอย่างสงบสุขสบายใจ ในที่สุดนางก็สามารถผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง นางหลับลึกจนแทบไม่รับรู้สิ่งใดเลย และนอนหลับยาวไปจนถึงตอนเที่ยงโดยไม่ได้ตื่นขึ้นมากินอาหารกลางวันเลยด้วยซ้ำ

ชุนซิ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบ ๆ และเมื่อเห็นว่าเหลียนฟางโจวยังคงหลับสนิท จึงไม่กล้าปลุกเรียก และปล่อยให้นางนอนหลับต่อไป

เมื่อซู่เอ๋อร์ตื่นขึ้นมาและไม่เห็นมารดาอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ พลันซีดเผือด ปากเล็ก ๆ เริ่มเบะและทำท่าจะร้องไห้โฮทันที

แม่นมและบ่าวรับใช้ต่างพากันรีบเข้ามาปลอบโยนเขาอย่างลนลาน ต่างพูดปลอบประโลมกันเสียงเจื้อยแจ้ว พร้อมกับสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าแม่ของเขายังอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปไหนเลย

แต่ซู่เอ๋อร์ที่ยังคงหวาดกลัวและไม่เชื่อใจใคร ก็ยังคงไม่ยอมเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูด จนกระทั่งแม่นมต้องอุ้มเขาไปดูด้วยตาตัวเองในห้องของเหลียนฟางโจว

เมื่อเห็นมารดากำลังหลับอยู่บนเตียงอย่างสงบ เขาจึงยอมเช็ดน้ำตาออกไปเอง แล้วก็ยอมไปเล่นอย่างว่าง่าย

ปี้เถาที่คอยดูแลอยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดนางก็ไม่ต้องแสร้งทำเป็นป่วยอีกต่อไป แถมพวกบ่าวรับใช้ที่เคยอยู่ที่นี่ก็ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น!

เพื่อความปลอดภัย ปี้เถากับเซียวมู่ตัดสินใจว่าจะไม่ไปหาที่พักที่อื่นอีกแล้ว และเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเรือนฝั่งตะวันตกของจวนผู้ว่าการมณฑล

พวกเขาคิดว่าเมื่อเหลียนฟางโจวตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ค่อยจัดการเก็บข้าวของแล้วไปอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการ...

เมื่อเหลียนฟางโจวตื่นขึ้นมา ก็พบว่าเวลานั้นเป็นยามค่ำคืนไปแล้ว นางมองไปยังแสงไฟที่ส่องสว่างเพียงเล็กน้อย และสำรวจดูรอบ ๆ ห้องที่ดูแปลกตา

ความรู้สึกตกใจพุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งตัวตรงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อนางระลึกได้ว่านี่คือจวนที่ทำการผู้ว่าการมณฑล และเมื่อนึกถึงว่าเมื่อตอนสายวันนี้ นางยังได้พบกับหลี่ฟู่ด้วยตัวเอง ความตึงเครียดในใจก็เริ่มคลายลงอย่างช้า ๆ

เหลียนฟางโจวถอนหายใจอย่างโล่งอก นางลุกขึ้นจากเตียงและสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก

ที่ด้านนอกนั้น หงอวี้และชิงเหอกำลังนั่งคุยกันด้วยเสียงเบา ๆ และหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเดินออกมา ทั้งคู่ก็รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและยิ้มเข้ามาต้อนรับนาง

“ฮูหยิน! ท่านนอนเต็มอิ่มแล้วใช่ไหมเจ้าคะ! ท่านไม่ได้ทานอะไรเลยมาตลอดทั้งวัน คงจะหิวมากแล้วใช่ไหมเจ้าคะ? ตอนนี้ที่ห้องครัวเล็กได้เตรียมอาหารเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ ล้วนแต่เป็นอาหารที่ฮูหยินชอบทั้งนั้น! ท่านไปล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วก็ดื่มน้ำชาร้อน ๆ เพื่อให้รู้สึกสดชื่นขึ้นนะเจ้าคะ บ่าวจะไปบอกห้องครัวให้เตรียมอาหารมาให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางพยักหน้าอย่างพอใจ “อยู่ที่บ้านตัวเองนี่มันดีจริง ๆ! หงอวี้ เจ้าชักจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ!”

คำชมของนางทำให้หงอวี้ยิ้มออกมาอย่างปลื้มปิติ นางรีบทำความเคารพพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ! บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!”

หงอวี้ยิ้มเล็กน้อยแล้วส่งชิงเหอไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับล้างหน้า ในขณะที่นางเองก็รินชาใส่ถ้วยแล้วยื่นให้เหลียนฟางโจว

“ท่านโหวกับนายน้อยล่ะ? ทั้งสองได้ทานอะไรกันแล้วหรือยัง?” เหลียนฟางโจวถามขึ้นขณะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม

ชาที่นางดื่มคือ “หวงซานหยุนอู่” ซึ่งเป็นชาที่นางโปรดปราน รสชาติของมันช่างนุ่มนวลและหอมละมุนอย่างเป็นเอกลักษณ์ เมื่อดื่มเข้าไป รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายอย่างยิ่ง

ตอนนี้เองที่เหลียนฟางโจวเริ่มมีอารมณ์ที่จะมองสำรวจรอบ ๆ ตัว ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่บ้านที่คุ้นเคยในเมืองหลวง แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย เพราะมีคนที่คุ้นเคยอยู่รอบตัว นั่นทำให้ความรู้สึกของ “บ้าน” เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

หงอวี้ยิ้มและพูดขึ้น “ท่านโหวกำลังทำงานอยู่ที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ คิดว่าตอนนี้ก็น่าจะยังอยู่ที่นั่น ส่วนนายน้อยได้ทานกุ้งนึ่งกับเนื้อไก่ผัดเห็ดหอมอ่อน ๆ แล้วก็ดื่มน้ำแกงนกพิราบไปเล็กน้อยเจ้าค่ะ”

เสียงของหงอวี้ฟังดูแจ่มใสและมีความสุข เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างโล่งใจและดีใจที่ฮูหยินของพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย...

เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวมองสำรวจรอบ ๆ ห้อง หงอวี้ก็รีบยิ้มและพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น “การจัดตกแต่งในห้องนี้ ตอนที่พวกเรามาถึงเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ ไม่มีใครกล้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะพวกเรารอให้ฮูหยินกลับมาเพื่อจัดห้องใหม่ด้วยตัวเอง! เฮ้อ... ฮูหยินกลับมาได้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ! ท่านคงไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ท่านไม่อยู่ บ่าวทั้งหลายรู้สึกเหมือนหัวใจมันว่างเปล่าไปหมด ทำอะไรก็เหมือนกับไม่มีหลัก ไม่มีที่พึ่งพาเลยเจ้าค่ะ!” น้ำเสียงของหงอวี้เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและโล่งอก

เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ นางพูดติดตลกพร้อมรอยยิ้ม “ดูสิ! ตอนนี้ปากของเจ้านี่พูดจาเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเลยนะ รู้จักพูดให้ข้ารู้สึกดีอยู่เสมอ! จริง ๆ แล้วนะ ในโลกนี้ ใครจะขาดใครไปไม่ได้กันล่ะ...”

คำพูดประโยคสุดท้ายของเหลียนฟางโจวนั้นเบาและคลุมเครือจนฟังแทบไม่ออก หงอวี้พยายามตั้งใจฟังแต่ก็จับใจความไม่ได้ นางจึงตัดสินใจไม่ใส่ใจต่อและไม่พูดถึงอีก

ในขณะนั้นเอง ชิงเหอก็ถืออ่างน้ำร้อนเข้ามาในห้อง นางจึงรีบเข้าไปช่วยรับและเตรียมตัวปรนิบัติอย่างแข็งขัน

บรรยากาศภายในห้องค่อย ๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เหมือนกับว่าความสงบสุขได้คืนกลับมาสู่ทุกคนในจวนแล้ว...

หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อาหารที่อุ่นไว้ในห้องครัวเล็กก็ถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะเล็ก ๆ เหลียนฟางโจวนั่งลงที่โต๊ะและเริ่มรับประทานอาหาร ขณะเดียวกันก็ฟังหงอวี้และชุนซิ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ในเรือนหลังของจวนนี้อย่างตั้งใจ

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ปี้เถาก็เดินเข้ามาหานาง เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนไปตามหลินหมอมอให้เข้ามาด้วย

นางนั่งลงพร้อมกับบ่าวรับใช้ทั้งหมดในห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นพวกเขาก็เริ่มสนทนากันอย่างจริงจัง...

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมือนกับการรวมตัวกันของคนในครอบครัวที่ห่างหายไปนาน...

 

 

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น