วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1218 งานเลี้ยงที่วัดชิวซิง

 

บทที่ 1218 งานเลี้ยงที่วัดชิวซิง

 

เวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันนี้หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว ชุนซิ่งและหงอวี้ก็ต่างยุ่งอยู่กับการช่วยเหลือเหลียนฟางโจวในการแต่งตัว เพราะวันนี้นางต้องไปงานเลี้ยงที่วัดชิวซิง

นี่เป็นครั้งแรกที่เหลียนฟางโจวจะปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนอย่างเป็นทางการ และสถานที่ที่ต้องไปก็คือวัดอันเงียบสงบ จึงต้องแต่งตัวให้ดูสุภาพและเรียบง่ายเป็นหลัก

นางสวมชุดยาวที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเมฆาจิ่นสีเหลืองอ่อนปักลายไผ่สีเขียวเข้มและดอกเบญจมาศสีแดงเข้มประปราย ทับด้วยเสื้อคลุมยาวมีแถบขอบผ้าสีแดงเข้มเป็นลายกิ่งไม้ดอกเหมย นุ่งกระโปรงจีบผ้าแพรสีฟ้าจางปักลายเถาองุ่นอย่างประณีต

เรือนผมสีดำขลับของนางถูกรวบไว้เป็นทรง “โต้วอั๋วปิน” (ทรงผมที่ปล่อยปอยผมยาวลงมาอย่างเป็นระเบียบ) ประดับด้วยปิ่นทองประดับหยกสีเขียวรูปผลท้อ และปิ่นหยกขาวสลักลายมงคล ต่างหูทองคำฝังมุก กำไลหยกขาวบริสุทธิ์ และที่ชายกระโปรงมีหยกแกะสลักรูปปลาสีขาวบริสุทธิ์ห้อยอยู่

นางยังสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีม่วงอ่อนปักลายกิ่งเหมย ซึ่งให้ความรู้สึกอ่อนหวานและสุภาพ แต่ก็ดูสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อมองสำรวจการแต่งตัวของตัวเองเสร็จ เหลียนฟางโจวก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางพูดขึ้นว่า “ที่ทางใต้ก็มีข้อดีของมันเหมือนกันนะ ถ้าอยู่ที่เมืองหลวง ตอนนี้คงใกล้จะมีหิมะตกแล้วสิ แล้วแบบนี้ข้าจะยังสามารถแต่งตัวแบบนี้ได้อีกหรือ?”

วันนี้เหลียนฟางโจวได้ทิ้งชุนซิ่งกับหลินหมอมอให้อยู่ดูแลเรือนและคอยดูแลอาซู่ ในขณะที่ผู้ติดตามที่ไปด้วยประกอบด้วย หงอวี้, ชิงเหอ, อิ๋งชุน, พั่นเซี่ย และแม่นมอีกสองคนที่ไว้ใจได้จากเรือนนอก พร้อมด้วยสาวใช้วิ่งงานอีกสามสี่คน

นอกจากนี้ เมื่อสองวันก่อนก็มีบ่าวรับใช้ในท้องถิ่นหลายคนพยายามหาทางฝากฝังคนเพื่อขอติดตามไปด้วย หวังจะได้ทำงานแสดงตัวให้เป็นที่พอใจต่อหน้าผู้เป็นนาย เมื่อเหลียนฟางโจวทราบเรื่องนี้ นางจึงให้หงอวี้ตกลงรับเพิ่มอีกสามคน รวมไปถึงผู้คุ้มกันจากเรือนนอกอีกเจ็ดถึงแปดคน จำนวนทั้งหมดที่ออกเดินทางไปด้วยกันครั้งนี้จึงมีประมาณยี่สิบคน

พวกผู้คุ้มกันและบ่าวรับใช้ชายต่างขี่ม้า ส่วนสาวใช้และแม่บ้านต่างนั่งรถม้าไปด้วยกัน รวมถึงรถม้าของเหลียนฟางโจวและปี้เถาด้วย รวมทั้งหมดเป็นรถม้าสามคัน ออกเดินทางจากเมืองมุ่งหน้าไปยังวัดชิวซิงอย่างเป็นระเบียบ

เนื่องจากภูเขาด้านหลังของวัดชิวซิงมักมีครอบครัวผู้ร่ำรวยในท้องถิ่นมาเยี่ยมชมความงามของสถานที่นี้ในทุกปี ดังนั้นสถานที่จึงได้รับการดูแลรักษาอย่างสะอาดและเป็นระเบียบอยู่เสมอ

แต่ถึงแม้จะได้รับการดูแลอย่างดี แต่ที่นี่ยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ บนเนินเขาเต็มไปด้วยใบเฟิงสีแดงสดที่ดูราวกับหยดเลือด ส่วนบริเวณเชิงเขาและตีนเขาก็เต็มไปด้วยดอกเบญจมาศป่าที่บานสะพรั่งไม่ยอมโรยรา

ดอกไม้เล็ก ๆ เหล่านี้มีเกสรสีเหลืองและกลีบดอกสีม่วงเข้ม แต่ละดอกมีขนาดเล็กพอ ๆ กับเหรียญทองแดง เพียงดอกเดียวอาจจะดูไม่น่าสนใจอะไร แต่ความงามของมันอยู่ที่จำนวนมากมายที่เบ่งบานปกคลุมพื้นดินเป็นผืนพรม ก่อให้เกิดภาพทิวทัศน์อันแสนงดงามที่ดูราวกับม่านหมอกสีม่วงที่แผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง

เทือกเขาที่อยู่ไกลและยอดเขาที่อยู่ใกล้ต่างก็มีรูปร่างที่แตกต่างกันไป บางแห่งเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม เปล่งประกายสดใสใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาอย่างเจิดจ้า ทำให้รู้สึกถึงความบริสุทธิ์สะอาดและความสดชื่นที่ทำให้ลืมเลือนความวุ่นวายของโลกภายนอกไปได้

สิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียวที่อยู่ในบริเวณนี้ คืออาคารหลังหนึ่งที่สร้างอยู่บนที่ราบเล็ก ๆ ที่ถูกปรับแต่งขึ้นบนเนินเขา บริเวณกลางภูเขาที่ลาดเอียง โดยตัวอาคารนี้มุงด้วยกระเบื้องสีดำ เสาเป็นสีแดงสด ไม่มีผนังปิดล้อมทั้งสี่ด้าน

ผู้คนที่มาเที่ยวชมความงามของภูเขามักจะมารวมตัวกันที่นี่ บางคนดื่มชา บางคนเล่นดนตรี บางคนหมากรุก หรือสนทนาพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา

โดยเฉพาะเมื่อมองไปทางทิศตะวันออก จะเห็นน้ำตกสีขาวราวกับผ้าผืนหนึ่งที่ไหลรินลงมาจากช่องเขาสูงชันระหว่างยอดเขาทั้งสอง ท่ามกลางความเขียวขจีของผืนป่าที่ล้อมรอบ เกิดเป็นภาพที่ใสกระจ่าง ราวกับน้ำแข็งบริสุทธิ์อันส่องประกาย ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสดชื่นและตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง

เนื่องจากอยู่ในระยะที่ค่อนข้างห่างจากน้ำตก จึงได้ยินเสียงน้ำตกไหลลงมาเพียงแผ่วเบา ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศให้รื่นรมย์มากขึ้น โดยไม่รบกวนการสนทนาของผู้คนเลย

ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาวแล้ว ทำให้น้ำตกมีปริมาณน้ำที่ไหลลงมาน้อย แต่เมื่อมองจากระยะไกล ก็ยังคงงดงามชวนชมราวกับภาพวาดที่แสนประณีตงดงาม

บ่าวชายทั้งหลายถูกปล่อยให้อยู่ที่วัด ส่วนเหลียนฟางโจวกับปี้เถาก็นำพาบ่าวสาวทั้งหลาย เช่น หงอวี้ พั่นเซี่ย และเหล่าแม่นมต่าง ๆ ประมาณสิบคน เดินตามพระหนุ่มที่เป็นผู้นำทางมุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลัง

เมื่อเดินอ้อมผ่านสันเขาไป สายตาก็พบกับทิวทัศน์อันกว้างใหญ่สวยงามราวกับภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มอย่างปราณีต

ขณะนี้มีผู้คนมาอยู่ที่นี่ไม่น้อยแล้ว ในกลุ่มดอกไม้และใต้ต้นไม้ที่มีใบสีแดงสด เหล่าคุณหนูที่แต่งกายอย่างสดใสพร้อมกับสาวใช้ต่างพากันเก็บดอกไม้เล่นหยอกล้อกัน หรือจับกลุ่มพูดคุยหัวเราะกันเป็นคู่เป็นกลุ่ม

ส่วนฮูหยินผู้ใหญ่ที่สง่างามและเคร่งขรึมกว่า ต่างก็พากันอยู่ที่ศาลาใหญ่สี่เหลี่ยมด้านบนของเนินเขา

ทั่วทั้งเชิงเขาและเนินเขานั้น เต็มไปด้วยเงาร่างอันงดงามที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยสดและเครื่องประดับแวววาว เสียงหัวเราะพูดคุยดังแว่วมากระทบโสตไม่ขาดสาย ให้ความรู้สึกครึกครื้นและมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง

เมื่อเหลียนฟางโจวกับคณะเดินผ่าน เหล่าคุณหนูและสาวใช้ที่กำลังเล่นหยอกล้อพูดคุยกันต่างพากันหันมามอง พวกนางบางคนก็มองอย่างเปิดเผย บางคนก็แอบมองอย่างซ่อนเร้น พร้อมกับกระซิบกระซาบกันอย่างแผ่วเบาใกล้หู พูดคุยซุบซิบกันโดยไม่สนใจจะปิดบังอะไร ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ก้าวเข้ามาทักทายหรือคารวะนางอย่างเป็นทางการ ทุกคนต่างแสร้งทำเป็นว่าสนุกสนานตามอารมณ์ของตนเองอย่างเป็นปกติธรรมดา

นี่คือการท้าทายที่ไร้เสียงอย่างเห็นได้ชัด

ปี้เถาโกรธจนต้องกำผ้าเช็ดหน้าของนางไว้แน่น พลางกระซิบด้วยความโมโหว่า “ที่กันดารอย่างนี้ ก็สมแล้วที่ไม่รู้จักกฎระเบียบอะไรเลย! ผู้หญิงพวกนี้ถ้าอยู่ที่เมืองหลวงละก็ แต่ละคนคงต้องถูกจับตัดผมให้ไปบวชชีเป็นแน่! ครอบครัวดี ๆ บ้านไหนจะยอมรับคนไร้กิริยาอย่างพวกนี้กัน!”

เหลียนฟางโจวหันหน้าไปมองปี้เถาเล็กน้อยพร้อมกับยิ้ม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาสบายว่า “ที่จริงแล้ว วันนี้พวกนางก็จัดงานเลี้ยงนี้เพื่อเป็นกับดักสำหรับเราอยู่แล้ว เจ้าคิดว่าแค่นี้ไม่ถือว่ามีมารยาทพอหรือ?”

ปี้เถาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะสบตากันแล้วหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

เมื่อเหล่าคุณหนูทั้งหลายเห็นว่าเหลียนฟางโจวกับปี้เถาพูดคุยหยอกล้อกันอย่างร่าเริง โดยไม่สนใจพวกนางแม้แต่น้อย ก็พากันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนนำร่องก่อน แต่เมื่อมีคนหนึ่งเริ่มเดินไป คนอื่น ๆ ก็พากันเดินตามทั้งหมด โดยพากันมุ่งหน้าไปยังศาลาใหญ่สี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่บนเนินเขา

ทันใดนั้น ภายในศาลาก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องหอมและเสื้อผ้าอันงดงาม เครื่องประดับแวววาวที่ประดับบนศีรษะและร่างกายของพวกนางต่างส่องประกายระยิบระยับจนเกือบจะเต็มพื้นที่

สำหรับพวกฮูหยินและสะใภ้เล็ก ๆ ทั้งหลาย พวกนางย่อมไม่สามารถทำตัวตามอำเภอใจเหมือนกับคุณหนูเหล่านั้นได้ เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเดินมา พวกนางจึงพากันลุกขึ้นยืนต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงกัน

ผู้นำในการต้อนรับครั้งนี้คือ ฮูหยินตระกูลเติ้ง และฮูหยินใหญ่ตระกูลเหลียง ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ต่างมีเขตที่อยู่อาศัยของตัวเอง ฮูหยินใหญ่ของตระกูลเหลียงและฮูหยินของตระกูลเติ้งต่างก็เป็นภรรยาของหัวหน้าตระกูล ส่วนคนจากตระกูลเล่อเจิ้งและตระกูลฝู แม้ว่าจะมีคนมาร่วมงานในวันนี้ด้วย แต่พวกเขาไม่ได้เป็นภรรยาของหัวหน้าตระกูล

ดังนั้น พวกเขาจึงอยู่ในกลุ่มที่ล้าหลังเช่นเดียวกับพวกฮูหยินเศรษฐีท้องถิ่นอย่างฮูหยินหลัว ฮูหยินไป๋ และฮูหยินจวง ซึ่งไม่ได้มีอำนาจหรืออิทธิพลมากมายเท่ากับสองตระกูลใหญ่ที่นำหน้าอยู่

ฮูหยินใหญ่ตระกูลเหลียงแอบเหลือบตามองไปทางเหลียนฟางโจวอย่างอดไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้มองมาทางนี้เลย เพียงแค่ยิ้มหวานพลางกวาดสายตามองดูผู้คนที่อยู่ตรงหน้านางอย่างผ่อนคลาย

“คารวะฮูหยินหลี่!” เหล่าฮูหยินทั้งหลายต่างยิ้มพร้อมกับทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน

เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างอ่อนโยนและยกมือขึ้นกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธีถึงขนาดนั้นหรอก ในเมื่อพวกเรามาเที่ยวพักผ่อนเพื่อผ่อนคลาย ก็ควรจะทำตัวตามสบายจะดีกว่า!”

นางกวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ดูเหมือนว่าข้าจะมาช้าเสียแล้ว ต้องขออภัยที่ทำให้พวกฮูหยินทุกท่านต้องรอนาน!”

เหล่าฮูหยินทั้งหลายต่างพากันหัวเราะอย่างเป็นมิตรพร้อมกับตอบว่า “พวกเราก็เพิ่งมาถึงเอง ไม่ได้รอนานเลยเจ้าค่ะ!”

ฮูหยินจากตระกูลหลัว ตระกูลไป๋ และตระกูลจวง เมื่อเห็นว่าเหลียนฟางโจวมีท่าทางสงบนิ่ง สุภาพ และพูดคุยกับพวกนางด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ใบหน้าของนางแสดงถึงความเป็นมิตรและมีความจริงใจ นั่นทำให้พวกนางรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัว และเริ่มรู้สึกดีต่อนางอยู่บ้าง

แต่ถึงกระนั้น เมื่อคิดถึงข่าวลือต่าง ๆ ที่แพร่สะพัดไปทั่วในช่วงนี้ พวกนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลังเลและสับสนอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าควรจะคิดอย่างไรถึงจะเหมาะสมดี

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดขึ้นมาว่า “ช่างเป็นเรื่องที่ได้ยินมาร้อยครั้งก็ไม่เท่ากับได้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง! ฮูหยินหลี่มีความงดงามโดดเด่นถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่นางเก็บตัวอยู่แต่ในจวน ไม่ยอมออกมาเลย คงกลัวว่าจะถูกพวกเราคนหยาบกระด้างอย่างนี้ทำให้ตกใจกลัวล่ะสิ!”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนต่างก็หัวเราะขึ้นมา แต่แน่นอนว่าเสียงหัวเราะบางเสียงก็เป็นเพียงการหัวเราะธรรมดา ไม่มีเจตนาใด ๆ แต่บางเสียงกลับหัวเราะอย่างแฝงนัยยะเยาะเย้ยอยู่ในที

1 ความคิดเห็น:

  1. สนุกมากค่ะ รอดูว่าเหลียนฟางโจว จะจัดการฮูหยิน คุณหนูทั้งหลาย ยังไง
    ขอบคุณค่ะ



    ตอบลบ