วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1256 เหลียงจิ้นสงสัย

 

บทที่ 1256 เหลียงจิ้นสงสัย

มือปราบหลีแค่นเสียงเฮอะทีหนึ่งแล้วปลีกตัวไปจัดการตามคำสั่ง หลี่ฟู่เพียงมอบหมายให้ใต้เท้าจานคอยดูแลเผื่อมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือ ส่วนตนเองนั้นรุดกลับไปยังเรือนหลัง

เมื่อหลี่ฟู่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เหลียนฟางโจวฟัง นางก็อดมิต้องส่ายหน้าพลางสรวลระรื่นมิได้ "มือปราบหลีผู้นี้ช่างเป็นยอดคนโดยแท้! เรื่องราวเรียบง่ายเพียงนิดกลับเงื่อนปมวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้! ...ท่านว่า ท่านจักต้องเดินทางไปยังเมืองเฉวียนโจวด้วยตนเองเชียวหรือ?"

กล่าวจบ นางก็ชำเลืองมองเขาด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ยิ่ง

หลี่ฟู่เองก็อาลัยมิแพ้กัน เขาประคองยิ้มกล่าวว่า "เดิมข้ายังขบคิดว่าจะหาช่องทางใดผูกสัมพันธ์กับตระกูลฝูแห่งเฉวียนโจว เพื่อมิให้ผู้คนระแวงสงสัยยามไปมาหาสู่กันในภายภาคหน้า ยามนี้มีข้ออ้างอันประเสริฐส่งถึงมือ หากปล่อยให้หลุดลอยไปมิเสียน่าเสียดายแย่หรือ? ยามนี้ตระกูลฝูตกอยู่ในเงื้อมมือของฝูลี่โดยสมบูรณ์แล้ว อย่างมากเพียงสามสี่วันข้าก็คงกลับมา"

เหลียนฟางโจวปรบมือพลางหัวเราะ "ท่านช่างคิดได้รวดเร็วนัก! นับว่าเป็นโอกาสอันดีจริงๆ! อืม... ฝูลี่ในฐานะผู้นำตระกูลคนใหม่ ย่อมต้องขวนขวายสร้างรากฐานและเส้นสาย ยามที่ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลหนานไห่อย่างท่านไปเยือน มีหรือที่เขาจะมิกล้าแสดงน้ำใจอย่างเปิดเผย?"

กล่าวจบทั่งคู่ก็สบตากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน

หลี่ฟู่มองดูภรรยาผู้มีกิริยาแช่มช้อยซุกซนเปี่ยมมีชีวิตชีวา ก็อดใจมิไหวโน้มตัวเข้าไปโอบกอดนางไว้พลางเอ่ยเย้า "ยามนี้อากาศเริ่มอบอุ่นแล้ว หรือเจ้ากับซวี่เอ๋อร์จะร่วมเดินทางไปกับข้าด้วย? มิใช่เจ้าเคยรบเร้าอยากไปเยือนริมทะเลหรอกหรือ? ไปถึงเฉวียนโจวแล้ว มีหรือจะขาดแคลนทัศนียภาพทางทะเลให้ชม"

เหลียนฟางโจวหลุดขำพรืด ค้อนขวับให้เขาทีหนึ่ง "ใครรบเร้ากัน? อีกอย่าง ยามนี้กิ่งหลิวข้างนอกยังมิเห็นเงาสีเขียวเลย แม้มิหนาวเหน็บแต่เช้าค่ำก็ยังมีไอเย็นจัด ลมทะเลพัดแรงออกปานนั้น ใครเขาจะไปกันยามนี้? หากจักไปย่อมต้องรอคิมหันต์ฤดูที่แสงแดดแผดเผา ยามนั้นจึงจักสนุกสนาน!"

หลี่ฟู่ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู ยิ้มละไม "เอาเถิด เจ้ามักมีเหตุผลมากมายเสมอ! มิไปชมทะเล ถือเสียว่าออกไปท่องเที่ยวผ่อนคลายจิตใจมิเหมือนกันหรือ?"

เหลียนฟางโจวส่ายหน้า ยิ้มตอบว่า "ท่านไปทำราชการ ข้ามิขอไปร่วมวงให้วุ่นวายจะดีกว่า!" นางแค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าวต่อ "ยามท่านไม่อยู่ ข้าจักได้ลงมือจัดแจงบางเรื่องเสียที เหอะ... ตาเฒ่าเติ้งนั่นช่างรนหาที่ตายนัก สบโอกาสเป็นต้องหาเรื่องวุ่นวาย เขาคงคิดว่าพวกเราไร้น้ำยา หรือว่าเสวยสุขมานานเกินไปจนสำคัญตนผิดว่าใต้หล้านี้ไม่มีใครทำอะไรเขาได้? ท่านคอยดูเถิดว่าข้าจะจัดการเขาอย่างไร!"

หลี่ฟู่เองก็ขุ่นเคืองตาเฒ่าเติ้งมิน้อย คนผู้นี้รู้จักยืมกำลังผู้อื่นหวังจะสร้างความลำบากใจให้เขา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง นับว่าสมควรแล้ว! ในเมื่อบังอาจทำให้ฮูหยินของเขาโกรธเคือง ก็จงสวดอ้อนวอนขอพรให้ตนเองเถิด!

หลี่ฟู่จึงยิ้มกล่าว "ครานี้ข้าจะทิ้งเซียวมู่กับลั่วกว่างไว้ หากเรื่องใดเจ้ามิสะดวกออกหน้า ก็จงสั่งการให้ทั้งสองไปจัดการ! คนแซ่เติ้งนั่นล่วงเกินเจ้ากับข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้เจ้าจงใจบีบคั้นสั่งสอนเขา ก็ถือว่าชอบธรรมด้วยเหตุผล ย่อมไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาปกป้องมัน!"

เหลียนฟางโจวขานรับ "อืม!" ด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกายวาววับ เห็นได้ชัดว่านางกำลังจดจ่อรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อสนทนากันจนถ้วนถี่ หลี่ฟู่ก็รั้งนางเข้าแนบกาย กระซิบข้างหูด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ "ฮูหยินคนดี พรุ่งนี้ต้องจากกันหลายวัน ยามนี้เราเร่งพักผ่อนกันเถิด!"

ใบหน้าของเหลียนฟางโจวพลันร้อนผ่าว นางค้อนให้เขาทีหนึ่งอย่างเอียงอาย ก่อนจะปล่อยให้เขาโอบอุ้มพากันเข้าสู่หลังม่านไป...

 

วันรุ่งขึ้น ยามแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า หลี่ฟู่ก็ขยับกายลุกจากเตียงอย่างแผ่วเบา

ครั้นเหลียวหน้ากลับไป ก็เห็นเหลียนฟางโจวขยี้ตาด้วยความงัวเงีย นางใช้ศอกยันกายลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน เส้นผมดำสลวยดุจแพรไหมไหลระลงบนหมอน ดูงดงามสะดุดตายิ่งนัก

หลี่ฟู่ยิ้มกริ่ม อดมิได้ที่จะเอื้อมมือไปจัดปอยผมที่มิเป็นระเบียบให้นาง พลางกระซิบเบาๆ "ข้าทำเจ้าตื่นหรือ? ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว เจ้านอนต่อเถิด"

"มิได้ตื่นเพราะท่านหรอก!" เหลียนฟางโจวส่ายหน้ายิ้มๆ "เมื่อวานข้านึกได้ว่ามีเรื่องจะกำชับท่านเสียหน่อย แต่เผลอหลับไปเสียก่อนเลยมิได้กล่าว"

หลี่ฟู่นั่งลงที่ขอบเตียง ถามด้วยรอยยิ้ม "เรื่องอันใดหรือ เจ้าลองว่ามา?"

เหลียนฟางโจวเม้มริมฝีปาก ยิ้มน้อยๆ "หากตระกูลฝูคิดจะมอบของขวัญล้ำค่าให้ท่าน ท่านจงขอสิ่งหนึ่งจากเขาแทนข้า..."

เมื่อหลี่ฟู่ฟังจบก็พยักหน้าพลางหัวเราะ "วางใจเถิด ข้ามิลืมแน่นอน!"

เหลียนฟางโจวพยักหน้าพลางกำชับด้วยรอยยิ้ม "ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ!" จากนั้นจึงเอนกายลงนอนอีกครา

หลี่ฟู่อดมิได้ที่จะคลอเคลียกับนางต่ออีกครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดใจลุกจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์

ในขณะที่หลี่ฟู่ มือปราบหลี และคนตระกูลฝูเร่งรุดออกเดินทาง ทว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เหล่าบุรุษผู้เป็นเสาหลักของตระกูลใหญ่ทั่วเมืองหนานไห่กลับตกอยู่ในภวังค์แห่งความฉงน ต่างเที่ยวสืบข่าวคราวว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับตระกูลฝูแห่งเฉวียนโจว ทว่าน่าเสียดายที่มิมีข่าวคราวระคายหูออกมาแม้แต่น้อย

ตระกูลอื่นอาจจักปล่อยวางได้ ทว่าเหลียงจิ้นกลับยิ่งคิดยิ่งรู้สึกมิชอบมาพากล สังหรณ์ใจว่าจักต้องมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นแน่แท้ จึงเข้าพบผู้เป็นบิดาเพื่อเล่าเรื่องราวเมื่อยามโพล้เพล้ให้ฟังโดยละเอียด

นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงเอ่ยเยาะหยันมือปราบหลีและสองพ่อลูกตระกูลฝูอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งยังคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าเพราะมิอาจหาข้อสรุปได้ จึงเอ่ยอย่างมิใส่ใจว่า "นี่เป็นเรื่องของตระกูลฝู มิได้ข้องเกี่ยวกับตระกูลเหลียงเรา เรื่องราวจะเป็นเช่นไรก็ถือเสียว่าเป็นเรื่องตลกโปกฮาฟังผ่านหูไปเถิด จักไปใส่ใจทำไมกัน?"

กล่าวจบเขาก็ขมวดคิ้ว ตำหนิเหลียงจิ้นว่า "เจ้านี่ก็กระไร รู้ทั้งรู้ว่าใต้เท้าหลี่จงเกลียดจงชังเจ้า ยังจะเสนอหน้าไปร่วมวงกับเขาอีก! หากถูกเขาหาเรื่องจับกุมโยนเข้าคุกตะรางขึ้นมา ยามนั้นคงดูมิจืดทีเดียว!"

เหลียงจิ้นยิ้มหยันอย่างมิสะทกสะท้าน "ท่านพ่อดูแคลนข้าเกินไปแล้ว! จักจับข้าเข้าคุกงั้นหรือ? เหอะ ข้ากล้ารับประกันว่าเขาคงฝันถึงเรื่องนี้ทุกลมหายใจ แต่ข้าก็กล้ารับประกันเช่นกันว่าเขาจะมิมีวันได้รับโอกาสนั้น!"

"ท่านพ่อ ข้ายังคงเห็นว่า..." เหลียงจิ้นวกกลับเข้าเรื่องเดิม "เรื่องตระกูลฝูครานี้เห็นทีจักมิเรียบง่าย! ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ศาลาว่าการเมืองเฉวียนโจวผู้นั้น หากมิใช่คนเขลาหรือคนวิปลาส มีหรือจะกล้าฉีกหน้ากับตระกูลฝูที่เป็นเจ้าถิ่นถึงเพียงนี้! ในเมื่อเขากล้าลงมือ ย่อมต้องมีสาเหตุเบื้องหลังแน่นอน!"

นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าเห็นพ้อง "ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตุผล! เช่นนั้นก็จงรอดูเถิด! ว่าข้างในนั้นมีเล่ห์กลอันใด อีกมิกี่วันย่อมต้องกระจ่างแจ้ง ขึ้นชื่อว่าเรื่องที่ทางการลงมืออย่างเปิดเผย ยากนักที่จะปกปิดผู้คนได้นาน"

"ท่านพ่อ!" เหลียงจิ้นส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ท่านยังมิเข้าใจความหมายของข้า! สถานการณ์ผันผวนเพียงชั่วพริบตา เรื่องราวที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในคืนเดียวนั้นมีให้เห็นถมเถไป! รออีกมิกี่วันงั้นหรือ? ข้าเกรงว่าถึงยามนั้นทุกอย่างคงสายเกินกาลแล้ว!"

แม้นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงจักมิใคร่เห็นด้วยกับคำกล่าวของบุตรชาย พลางนึกในใจว่าสายไปแล้วอย่างไร? ต่อให้สายไปจริงก็นับเป็นคราวเคราะห์ของตระกูลฝู มิจำเป็นต้องมาเดือดร้อนถึงตระกูลเหลียงเสียหน่อย

หากกล่าวตามสัตย์จริง เขาเองก็ปรารถนาจะเห็นตระกูลฝูประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถูกบีบให้กระอักเลือดจนสิ้นเรี่ยวแรงเสียด้วยซ้ำ!

ตระกูลฝูผูกขาดการค้าทางทะเลมานานปี กอบโกยทรัพย์สินจนล้นพ้นคลัง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปิดโอกาสให้ตระกูลอื่นได้ลืมตาอ้าปากบ้าง

เรื่องราวดีงามทั้งใต้หล้า จักรวบยอดไว้เพียงผู้เดียวได้อย่างไร?

"แล้วเจ้าคิดจักทำประการใด?" นายท่านใหญ่ถามเข้าประเด็น

เหลียงจิ้นนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที "ข้าคิดจะออกเดินทางไปเฉวียนโจวในเช้าตรู่วันพรุ่ง! ข้าต้องไปดูด้วยตาตนเองว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น! ใต้เท้าหลี่ผู้นั้นก็กล่าวที่จวนเมื่อวานว่าจะเดินทางไปด้วยตนเองเช่นกัน เหอะ... คนผู้นั้นเจ้าเล่ห์นัก หากไม่มีผลประโยชน์คงมิยอมขยับกาย หากบอกว่าเขาไปเพื่อทวงความยุติธรรมโดยมิมีจุดประสงค์แอบแฝง ต่อให้ตายข้าก็มิเชื่อ! ข้าจักไปดูว่าเขาวางอุบายอันใดไว้ หากเกิดเหตุอันใดขึ้นที่ข้าพอจะสอดมือเข้าไปได้ ข้าก็จักมิยอมพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด!"

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น