วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1259 พี่น้องพานพบ

 

บทที่ 1259 พี่น้องพานพบ

เมื่อสี่ตาประสานกัน ฝูลี่คลี่ยิ้มพลางละสายตาออก ยิ้มนั้นช่างดูอ่อนโยนและสำรวมกิริยายิ่งนัก "น้องรอง... พี่น้องเราจากกันนานกว่ายี่สิบปี ในที่สุดก็ได้พบหน้ากันเสียที!"

ฝูเจียเยว่ชะงักงัน จ้องมองฝูลี่ตาไม่กะพริบ พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนขนานใหญ่ ดวงตาเบิกโพลงตะโกนลั่นด้วยความตระหนก "เจ้า! เป็นเจ้านี่เอง! เจ้ายังไม่ตาย!"

ฝูลี่แค่นยิ้ม เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "เหตุใดข้าต้องตาย? เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่าข้าต้องสิ้นชีพ? พวกโจรที่ดักสังหารข้าในยามนั้น มิใช่เจ้ากับเจิ้งอี๋เหนียง (อนุเจิ้ง) หรอกหรือที่ส่งไป?"

"ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร!" ฝูเจียเยว่กายแข็งทื่อ หลบสายตาพลางเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้าจากบ้านไปนานปีไร้ข่าวคราว ข้าก็นึกว่าเจ้าหาชีวิตไม่แล้ว!"

ฝูลี่เพียงแค่นเสียงหยัน มิคิดโต้เถียงให้เสียเพลา เขาลุกขึ้นประสานมือต่อใต้เท้าไป๋พลางเอ่ยอย่างสุภาพ "ใต้เท้า โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!"

ใต้เท้าไป๋พยักหน้าเล็กน้อย ชำเลืองมองกุนซือฉินที่ยืนอยู่ด้านหลังทางซ้าย

กุนซือฉินน้อมกายรับคำ ก่อนจะเริ่มร่ายเรียงว่าฝูลี่ร้องทุกข์เรื่องที่ถูกใส่ร้ายจนต้องระเห็จออกจากบ้านอย่างไร รวมถึงการสืบพบว่าเจิ้งอี๋เหนียงและฝูเจียเยว่ร่วมกันฆาตกรรมครอบครัวพ่อบ้านใหญ่ ตลอดจนการล่วงเกินบรรพบุรุษในศาลเจ้าและมูลความผิดอีกนานัปการ

กุนซือฉินกล่าวต่อว่า บัดนี้พยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งโหรวอี๋เหนียงผู้ถูกใส่ร้ายว่าลักลอบผิดประเวณีกับฝูลี่ในกาลก่อน บัดนี้รอดตายและทางการตามตัวพบแล้ว ถือเป็นพยานบุคคลที่ยังมีลมหายใจ ส่วนผู้ชันสูตรพลิกศพพ่อบ้านใหญ่ในยามนั้นก็ได้กลับคำให้การ ทั้งยังมีคำรับสารภาพจากบ่าวเก่าผู้เป็นคนสนิทของเจิ้งอี๋เหนียงและฝูเจียเยว่ รวมถึงถ้อยแถลงของหัวหน้าตระกูลและเหล่าผู้อาวุโส เรื่องนี้จึงถือว่าประจักษ์ชัดแจ้งดุจตะปูตอกฝาโลง!

ตามกฎหมายฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต เจิ้งอี๋เหนียงต้องโทษประหาร ส่วนฝูเจียเยว่ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด ต้องโทษโบยแปดสิบไม้และเนรเทศไปไกลสามพันลี้!

เดิมทีฝูลี่คือบุตรชายคนโตสายตรงของนายท่านใหญ่ตระกูลฝูคนก่อน ย่อมเป็นผู้สืบทอดที่ชอบธรรม ในเมื่อคดีความได้รับการล้างมลทินแล้ว ทรัพย์สินและอำนาจในตระกูลฝูย่อมต้องคืนสู่มือเขา เขาจึงกลายเป็นผู้นำตระกูลฝูคนใหม่อย่างชอบด้วยเหตุผล!

ฝูเจียเยว่ยิ่งฟังหน้ายิ่งซีดเผือดจนไร้สีเลือด ทว่าในใจกลับสงบนิ่งขึ้นอย่างน่าประหลาด!

เมื่อฟังจบเขาก็ระเบิดหัวเราะลั่น เงยหน้าจ้องฝูลี่เขม็งพลางแค่นเสียงเย็นทีละคำ "มิคาดคิด... ว่าเจ้าจะอดทนได้ถึงเพียงนี้!"

ฝูลี่รู้สึกสะใจยิ่งนัก เขาจ้องตอบพลางยิ้มเย็น "ส่วนข้านั้นคาดไว้อยู่แล้ว ว่าเจ้าต้องมีวันนี้!"

ฝูเว่ยพลันแผดเสียงตะโกน "เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว เชื่อถือมิได้! พยานหลักฐานอันใดล้วนเป็นของปลอม! มันติดสินบนสร้างเรื่องขึ้นมาทั้งนั้น!"

"หุบปาก!" ฝูเจียเยว่ฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าบุตรชายจนเสียงดังสนั่น พลางตวาดกร้าว "ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ? ที่นี่มิใช่ที่ที่เจ้าจะมาเสนอหน้าพูดจา!"

"แต่ท่านพ่อ—"

"หุบปาก!"

เดิมทีเมื่อได้ยินฝูเว่ยแผดเสียง ใต้เท้าไป๋สีหน้ามืดครึ้มลงเตรียมจะสั่งสอน ทว่าเมื่อเห็นฝูเจียเยว่ลงมือจัดการบุตรชายเองก็ถือว่าทุ่นแรงไปได้มาก จึงนิ่งเงียบไว้พลางวางท่าทีแย้มยิ้มสำรวม

ฝ่ายฝูลี่ลอบเยาะหยันในใจ: ของปลอมงั้นหรือ? ช่างกล้าคิด!

แม้เขาจะมิทราบว่าหลี่ฟู่ไปตามหาโหรวอี๋เหนียงและคนชันสูตรผู้นั้นพบได้อย่างไร แต่โหรวอี๋เหนียงเป็นตัวจริงย่อมมิมีทางปลอมแปลง และคำของคนชันสูตรก็มิใช่เรื่องที่จะปั้นแต่งได้ง่ายๆ ต่อให้ต้องขุดศพขึ้นมาชันสูตรใหม่ เขาก็หามีความยำเกรงไม่!

ฝูเจียเยว่ย่อมมีแผนการในใจ

ในกาลก่อนเขากับมารดาทำกับฝูลี่ไว้เจ็บแสบเพียงใด ยามนี้อีกฝ่ายม้วนแผ่นดินกลับมาจู่โจมสายฟ้าแลบจนคุมสถานการณ์ไว้ได้ทั้งหมด แม้แต่ตระกูลฝูทั้งตระกูลยังตกอยู่ในกำมือ เห็นชัดว่าเตรียมการมาอย่างรัดกุม ต่อให้เขาจะยอมรับหรือไม่ ยามนี้ก็มิมีทางเลือกอื่นแล้ว!

การดิ้นรนขัดขืนในยามนี้ มีแต่จักกลายเป็นเรื่องชวนหัวให้ผู้คนเยาะหยันเท่านั้น!

ความจริงข้อนี้ เพียงดูจากท่าทีของใต้เท้าไป๋และเหล่าขุนนางทั้งปวงก็ประจักษ์ชัดแล้ว

พยานหลักฐานจักเป็นของจริงหรือของปลอมหาใช่สาระสำคัญไม่ สิ่งสำคัญคือทางการรับรองมันแล้ว! และที่สำคัญยิ่งกว่าคือตระกูลฝูมิใช่ถิ่นของเขาอีกต่อไป!

อีกทั้งเรื่องราวในกาลก่อนมิได้เกี่ยวข้องกับบุตรชายแม้แต่น้อย เขาไม่อยากให้บุตรชายปากพล่อยจนพลอยติดร่างแหไปด้วย แต่อยากให้คนรุ่นหลังแยกตัวออกไปอย่างหมดจด

"มารดาข้าอายุมากแล้ว ขอใต้เท้าโปรดเมตตาละเว้นโทษตายให้นางด้วยเถิด! ด้วยวัยปานนั้น ทั้งยังต้องมาเผชิญความผันผวนใหญ่หลวง คงมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่กี่ปีแล้ว!" ฝูเจียเยว่คุกเข่าลง โขกศีรษะวอนขออย่างหนักแน่น

ฝูเว่ยตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ทรุดเข่าลงเบื้องหลังผู้เป็นบิดา

ใต้เท้าไป๋นั้นรับลาภผลจากฝูเจียเยว่มานานปี อีกทั้งการจะไปคาดคั้นเอาความกับหญิงชราก็ดูมิเป็นเรื่องเป็นราวนัก

นางมิใช่โจรป่าใจโฉดหรือมหาโจรปล้นฆ่า หากลากออกไปบั่นศีรษะคงมิมีใครสรรเสริญ มีแต่จะเวทนานักโทษแล้วประณามว่าเขาเป็นขุนนางไร้น้ำใจเสียมากกว่า

ใต้เท้าไป๋นิ่งอึ้งครู่หนึ่งแล้วหันไปมองทางฝูลี่

หญิงชราจะอยู่หรือตาย ย่อมต้องขึ้นอยู่กับความประสงค์ของฝูลี่

เดิมทีฝูลี่ก็มิได้ปรารถนาจะให้เจิ้งอี๋เหนียงตายตกไปตามกัน ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เขารู้ซึ้งว่า บางคราการมีชีวิตอยู่กลับทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตาย ราวกับถูกแผดเผาอยู่ในนรกขุมลึก ตายไปเสียยังนับว่าเป็นการหลุดพ้น!

เขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานปี มีหรือจะให้เจิ้งอี๋เหนียงหลุดพ้นไปโดยง่าย?

การถูกจองจำในคุกหลวง รับทัณฑ์ทรมานในยามนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น...

นับจากนี้สืบไป เขาจะให้นางเบิกตาดู... ดูว่าบุตรชาย หลานชาย หลานสะใภ้ รวมถึงคนในตระกูลเจิ้งของนาง จะมีจุดจบที่อนาถเพียงใด! ยามนั้นความแค้นในอกเขาจึงจักมลายสิ้น!

ยามที่เขายังเยาว์วัย ในค่ำคืนอันยาวนานหลังจากที่หัวใจเริ่มแกร่งกล้า เมื่อหวนระลึกถึงอดีต เขาจึงตระหนักได้ว่าการตายของบิดานั้นมิได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็น!

น่าเสียดายที่เจิ้งอี๋เหนียงปากแข็งยอมตายมิตอมปริปาก ทว่าแววตาของนางกลับบ่งบอกทุกอย่างชัดแจ้ง แล้วจะให้เขาละเว้นนางได้อย่างไร!

ฝูลี่พยักหน้าพลางยิ้มกล่าว "ใต้เท้าเปี่ยมเมตตารักใคร่ราษฎร นับเป็นวาสนาของชาวเฉวียนโจวโดยแท้! ตัวข้าเองก็มิใช่คนอำมหิตผิดมนุษย์ ยามนี้ล้างมลทินได้สำเร็จ หนี้แค้นได้รับการชำระ และได้สิ่งที่ควรเป็นของตนคืนมาแล้ว เหตุใดต้องไปถือสาหาความให้มากเรื่อง... สำหรับเจิ้งอี๋เหนียง จงละเว้นโทษตายนางเถิด! ขอใต้เท้าเมตตา ส่งนางไปถือศีลชำระบาปที่ศาลเจ้าประจำตระกูลฝู เพื่อไถ่โทษทัณฑ์ที่นางก่อไว้ด้วยเถิด!"

"นายท่านฝูช่างมีเมตตาธรรมล้ำเลิศนัก!"

"ใช้คุณธรรมตอบแทนความแค้น ช่างมิง่ายเลยจริงๆ เฮ้อ!"

ใต้เท้าไป๋และเหล่าขุนนางต่างส่งเสียงชื่นชมกันเซ็งแซ่ ฝ่ายฝูเจียเยว่ที่ยันมืออยู่บนพื้น หลังมือพลันปรากฏเส้นเลือดปูดโปน เห็นชัดว่าในใจโกรธาถึงขีดสุด

ทว่าเขารู้ซึ้งดีว่า ถึงยามนี้ทุกอย่างมลายหายสิ้นไปหมดแล้ว ราวกับความฝันที่ตื่นขึ้นมาแล้วว่างเปล่า แล้วชื่อเสียงเกียรติยศอันใดจะยังสำคัญอยู่อีก?

"ดี! ในเมื่อนายท่านฝูมีใจกุศลถึงเพียงนี้ มีหรือข้าจักมิส่งเสริม ข้าอนุมัติ!" ใต้เท้าไป๋หัวเราะพลางกล่าวชื่นชม

ฝูลี่เอ่ยถ้อยคำสุภาพสองสามประโยค ก่อนจะหันมายิ้มให้ฝูเจียเยว่ที่ยังคุกเข่าอยู่ "น้องรอง... เจิ้งอี๋เหนียงเป็นเพียงอนุ ยามบิดายังมีชีวิตอยู่มิเคยกล่าวว่าจะยกนางขึ้นเป็นภรรยาหลวง! ยามนี้ในหนังสือผังตระกูลก็ได้คืนฐานะอนุให้นางแล้ว อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นลูกหลานตระกูลฝู มิมีธรรมเนียมที่ลูกหลานจะเรียกอนุว่าท่านแม่ วันหน้าเจ้าจงสำรวมคำพูดให้ดี อย่าได้ทำให้ตระกูลฝูต้องอับอายขายหน้า!"

ผู้คนรอบข้างต่างพยักหน้าเห็นพ้อง กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงามแล้ว

ฝูเจียเยว่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้

ฝ่ายฝูเว่ยยิ่งใจหายวาบจนหนาวเหน็บ ท่านย่ากลายเป็นเพียงอนุภรรยา บิดาจึงกลายเป็นลูกอนุไปโดยปริยาย แล้วตัวเขาเล่า? จากหลานชายสายตรงผู้สูงส่ง กลับกลายเป็นหลานอนุที่ไร้ค่าในพริบตา!

1 ความคิดเห็น: