วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1269 การช่วงชิงกักตุนสินค้า

 

บทที่ 1269 การช่วงชิงกักตุนสินค้า

หลี่ฟู่ได้แต่มองตาปริบ ๆ เห็นภรรยาของตนราวกับมือเปล่าจับหมาป่าขาว เพียงพลิกมือก็ขายกองสินค้าที่สูงราวภูเขาออกไปในราคาสูง ได้กำไรมากกว่าปกติถึงสองเท่า!

เหลียนฟางโจวเหลือบตามองตั๋วเงินกองหนาในมือ ยิ้มพลางเอ่ยว่า ตระกูลเติ้งนี่ช่างมั่งคั่งยิ่งนัก เงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้พูดจะหยิบออกมาก็หยิบออกมาได้ ครานี้ทุนสำหรับการลงมือก้าวต่อไปก็สมบูรณ์พร้อมแล้ว!”

หลี่ฟู่หัวเราะพลางส่ายหน้า ถอนหายใจว่า นายท่านเติ้งต้องมาเจอคู่แข่งอย่างเจ้า นับว่าโชคชะตาของบรรพบุรุษเขาไม่ส่องแสงเลยจริง ๆ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะ “พู่” ออกมา ก่อนทำหน้าจริงจังกล่าวว่า คำของสามีผิดไปแล้ว สุสานบรรพบุรุษไม่ปล่อยควันเขียวนั่นต่างหากที่เป็นเรื่องปกติ ข้ายังไม่เคยเห็นบ้านผู้ใดที่สุสานบรรพบุรุษปล่อยควันเขียวสักครั้งเลย!”

ทั้งสองพูดพลางหัวเราะเสียงดังออกมา

เดิมที ตระกูลเหลียง ตระกูลเล่อเจิ้ง ตระกูลลั่ว และตระกูลอื่น ๆ ล้วนคิดว่าครานี้ตระกูลเติ้งอาจจะมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขา จนต่างก็เตรียมการว่าจะช่วยเหลืออย่างไรไว้แล้ว

ทว่าไม่คาดคิดว่าทางตระกูลเติ้งกลับเงียบเชียบ ไม่นานก็มีข่าวแพร่ออกมาว่าสินค้าของตระกูลเติ้งได้ถูกขนขึ้นเรือออกเดินทางแล้ว.

ตระกูลเล่อเจิ้งถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ โล่งอกนักหนา—เคราะห์ดีที่ในที่สุดก็ไม่ต้องไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากนี้!

ฝ่ายประมุขสกุลลั่วกลับอดรนทนไม่ได้ รีบขึ้นเรือนไปถามนายท่านเติ้งโดยตรง ว่าแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ทันใดนั้นนายท่านเติ้งก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ในใจ เรื่องนี้พูดออกมาไม่ใช่เกียรติอันใด สำหรับเขาแล้วกลับเหมือนเป็นความอับอายยิ่ง—ถึงกับต้องพึ่งพาเหลียนฟางโจว จึงจะรอดพ้นวิกฤตไปได้!

คุณชายลั่วถามขึ้นมาเช่นนี้ ไม่ใช่ยิ่งเท่ากับทำให้เขาเสียหน้าอย่างเปิดเผยหรือ? นายท่านเติ้งจึงเลี่ยงตอบอ้อมแอ้ม เปลี่ยนหัวข้อไปมา แต่ไม่ยอมเอ่ยตรง ๆ สักคำ

คุณชายลั่วก็พลอยฉงน คิดว่านายท่านเติ้งคงมีเหตุสุดวิสัยจึงพูดไม่ได้ จึงไม่ซักไซ้ต่อ กลับมาคฤหาสน์แล้วค่อยสั่งคนให้สืบหาความจริง ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาเขาหัวเราะไม่ออก รู้สึกทั้งขบขันทั้งดูแคลนบุคลิกของนายท่านเติ้ง—ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นคนประเภท ปิดหูขโมยกระดิ่ง(ปิดหูไม่ฟังสิ่งใด) เช่นนี้! จะไปกังวลอันใดกันเล่า เรื่องที่ทำไปแล้วก็ทำไปแล้ว ยังจะกลัวคนเอาไปพูดอีกหรือ?

ส่วนที่จวนตระกูลเหลียงนั้น เหลียงจิ้นกลับมัวแต่ครุ่นคิดหาความลี้ลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เขาไม่เชื่อเลยว่า หญิงเจ้าเล่ห์ผู้นั้นจะมีน้ำใจดีงามถึงเพียงนั้น ยอมขายสมุนไพรหายากที่ได้มาด้วยความยากลำบากทั้งหมดออกให้นายท่านเติ้งไปง่าย ๆ เช่นนั้น!

แม้จะขายได้ราคาสูง แต่สตรีผู้นั้นหาใช่คนเห็นแก่เงินทองเพียงอย่างเดียวไม่ นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่า หากนายท่านเติ้งไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าประจำ ตระกูลเติ้งจะต้องสูญเสียมหันต์เพียงใด? นั่นไม่ใช่สิ่งที่เงินทองจะชดเชยได้เลย!

หญิงเจ้าเล่ห์ผู้นี้… นางคิดจะทำอะไรกันแน่?

เหลียงจิ้นยิ่งคิดก็ยิ่งเดือด ยิ่งเดือดยิ่งกัดฟันจนกรามแทบแตก ตอนแรกเขาช่างโง่เง่าแท้ ถึงได้ปล่อยให้นางล่อลวงเอาได้!

เหลียงจิ้นยังครุ่นคิดไม่ออกว่าเหลียนฟางโจวกำลังวางแผนอะไรอยู่ ก็มีข่าวลือเล็ดรอดออกมา—นางกำลังจะกว้านซื้ออ้อยจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ทำการผลิตน้ำตาล นางถึงกับเลือกที่ดินไว้เรียบร้อยแล้ว มอบหมายให้พ่อค้าภายใต้อาณัติจ้างคนงาน สร้างโรงงานผลิตน้ำตาลขึ้นในหลายหัวเมืองที่อุดมไปด้วยไร่อ้อย! เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยยังมิทันได้ลงมือปลูก แต่นางกลับส่งคนไปติดต่อและจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้า เพื่อจองอ้อยเอาไว้แล้ว!

นายท่านเติ้งเจ็บตัวครั้งหนึ่งมาแล้ว เขาจะยอมเจ็บตัวซ้ำอีกได้อย่างไร?

เพิ่งจัดการบรรทุกสมุนไพรป่าออกเดินทางไปหมาด ๆ ครั้นได้ข่าวนี้ เขารีบเรียกบรรดาหลงจู๊ร้านและหัวหน้าการงานทั้งหลายมาปรึกษา สั่งการให้ส่งคนงานฝีมือดีถือเงินไปหาชาวไร่อ้อย แข่งขันกับเหลียนฟางโจว ต้องเร่งแย่งกันสั่งจองอ้อยให้ได้มากที่สุดก่อนนาง!

ต้องรู้ไว้ว่า มณฑลหนานไห่คือแหล่งผลิตน้ำตาลอ้อยที่สำคัญที่สุดของทั้งแผ่นดินต้าโจว กำลังการผลิตน้ำตาลถึงเกือบเจ็ดส่วนในสิบส่วนของแคว้นต้าโจวทั้งหมดล้วนมาจากมณฑลหนานไห่ และในเจ็ดส่วนนั้น ตระกูลเติ้งกุมไว้มากกว่าหกส่วน!

การทำน้ำตาลและขายน้ำตาล เป็นกิจการใหญ่รองจากการค้าทะเลนอกของตระกูลเติ้ง ทำกำไรคิดเป็นเกือบสามส่วนในสิบของรายได้ทั้งปี!

หากธุรกิจทำน้ำตาลนี้ถูกเหลียนฟางโจวแย่งชิงไป ตระกูลเติ้งย่อมขาดสภาพคล่องทันที เงินหมุนไม่พอแน่!

นายท่านเติ้งได้แต่แอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน—ฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลผู้นี้เป็นอะไรกันแน่? บ้านอื่นไม่ไปยุ่ง กลับตั้งใจมุ่งรังควานแต่ตระกูลตน!

แต่สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บใจที่สุดก็คือ นางเล่นงานทุกเรื่องชัดเจนว่าเล็งมาที่ตระกูลเติ้ง แต่หากมองผิวเผินแล้วกลับไม่มีเรื่องใดผูกพันกับตระกูลเติ้งเลย—การค้าขายก็แค่ คนยินดีขาย คนยินดีซื้อ เจ้าจะไปเอาผิดนางได้อย่างไร?

บ่าวไพร่ของเหลียนฟางโจวทุ่มเงินซื้อมือเติบจนนายท่านเติ้งเพิ่งจะฉุกคิดได้—แท้จริงแล้วฮูหยินผู้นี้เอาเงินที่ตนเพิ่งเสียให้ไปหันกลับมาเล่นงานตนอีกนี่เอง!

นายท่านเติ้งโกรธจนแทบจะกระอักเลือด! แม้แต่เขาเองยังคิดว่า หากจะโง่เสียหน่อย ไม่ทันได้มองเห็นความจริงข้อนี้ ก็คงจะไม่เจ็บใจถึงเพียงนี้!

ท่ามกลางโทสะที่พุ่งพล่าน นายท่านเติ้งกัดฟันสั่งการทันที ให้เพิ่มกำลังคนไปกวาดเก็บบรรดาชาวไร่อ้อยให้ได้มากที่สุด! ครั้นถึงเดือนเก้า เดือนสิบ อ้อยที่อยู่ในมือเขาจะต้องมากกว่าเหลียนฟางโจวให้จงได้! มิใช่เพียงมากกว่าเล็กน้อย แต่ต้องมากกว่าหลายเท่าตัว!

เมื่อเหลียนฟางโจวกับนายท่านเติ้งลงสนามแก่งแย่งกันเช่นนี้ ข่าวลือก็แพร่สะพัดราวกับลมพายุ พาให้เหล่าพ่อค้าในสายนี้ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพันแทบทั้งหมด

ชั่วพริบตาเดียว ทั้งมณฑลหนานไห่กลับคึกคักราวงานมหรสพ ไม่ว่าที่ใดที่มีการปลูกอ้อย ก็มักจะเห็นเหล่าหลงจู๊ร้าน คหบดี และบ่าวคนสนิทต่างตะบึงเดินทางอย่างเร่งรีบ มุ่งหน้าไปเจรจาและวางเงินมัดจำ

ต้องรู้ไว้ว่า ในแต่ละปี เดือนเก้าเดือนสิบจึงจะเป็นเวลาซื้ออ้อย ทว่าก็ไม่เคยปรากฏคนมีหน้ามีตาในแต่ละสำนักการค้าพากันลงสนามมากมายเช่นนี้ ปกติเพียงแค่ส่งบ่าวหนึ่งคนมาจัดการเรื่องซื้อขายก็เพียงพอแล้ว

บางครั้งยังต้องเป็นชาวไร่อ้อยเองที่จ้างรถบรรทุกอ้อยไปขายที่โรงงานเสียด้วยซ้ำ!

แล้วปีนี้เล่า? ไม่เพียงแต่มีคนหลั่งไหลมามากมาย ยังเร่งรีบทำสัญญาล่วงหน้า จ่ายเงินมัดจำกันพร้อมหน้า ทุกคนต่างกระตือรือร้นยิ่งนัก! เกษตรกรไม่น้อยที่เดิมทีไม่คิดจะปลูกอ้อยก็พลอยเปลี่ยนใจหันมาปลูกกันถ้วนหน้า!

ไม่นานก็มีข่าวเล็ดรอดออกมาว่า เรื่องทั้งหมดนี้แท้จริงแล้วเป็นฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลที่เป็นผู้ริเริ่มลงมือก่อน ทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างบังเกิดความรู้สึกชื่นชมในตัวนางขึ้นมาอย่างมาก

พอชอบพอกับฮูหยินแล้ว ก็พลอยให้ความเคารพนับถือตกทอดมาถึงท่านผู้ว่าการมณฑลคนใหม่ด้วย

เหลียนฟางโจวนั่งฟังพ่อค้าเหลี่ยว ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นถึงสภาพ “ศึกอ้อย” ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน นางก็หัวเราะร่วนไปกับชุนซิ่ง หงอวี้ และพวกพ้อง ราวดอกไม้เริงระบำกลางสายลม

ครั้นหัวเราะเล่นกันอยู่พักหนึ่ง เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยถามพ่อค้าเหลี่ยวว่า ตอนนี้ในมือเรามีอ้อยกี่ส่วนแล้ว?”

พ่อค้าเหลี่ยวได้ฟังก็พลันตื่นตัว รีบตอบด้วยความกระตือรือร้นว่า
คาดว่ามีราวสองส่วนครึ่ง ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่ฝูชิง ฮั่วเถียน หย่งหนิง อวี้เซียว หลิงหยวน กว่างเซียน และพื้นที่รอบ ๆ เหล่านั้นขอรับ”

เหลียนฟางโจวพยักหน้าพลางยิ้ม สองส่วนครึ่งหรือ? เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว! ส่งคำสั่งลงไป ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มอีก เพียงแต่ภายนอกอย่าได้ทำให้ดูเงียบ ให้แสดงท่าทีเสมือนยังคงรับซื้ออยู่ ข้าต้องการให้ตระกูลเติ้งกักตุนไว้ในมือไม่น้อยกว่าห้าส่วน!”

พ่อค้าเหลี่ยวหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า ฮูหยินโปรดวางใจ! ตระกูลเติ้งคราวนี้กลัวว่าจะตามหลังท่านไม่ทัน จึงทุ่มกำลังทั้งหมดมาแย่งกับพวกเรา! ห้าส่วนหรือ? นั่นแน่นอนว่าต้องมี! อีกอย่าง ชื่อเสียงของตระกูลเติ้งก็อย่างที่รู้ ๆ กัน นอกจากบ้านเราแล้ว ยังมีใครกล้าออกหน้ามาแข่งกับเขาอีกเล่า? ที่เหลือก็แค่เก็บเศษเก็บซากจากตระกูลเติ้งเท่านั้นเอง! ผู้น้อยคาดว่าตอนนี้สัญญาอ้อยในมือนายท่านเติ้งคงเกินห้าส่วนครึ่งแล้วแน่ขอรับ!”

เหลียนฟางโจวยิ้มพยักหน้า เอ่ยว่า เช่นนั้นก็ดีแล้ว! เขาชอบแย่งนักมิใช่หรือ? งั้นครานี้ข้าก็จะยกให้เขาไปก็แล้วกัน—ฮึ! ขอเพียงแต่เขาจะรับไหวเถิด!”

หลังจากพ่อค้าเหลี่ยวล่าถอยไป เหลียนฟางโจวก็อ้างเหตุว่าจะไปเฉวียนโจวเพื่อเยี่ยมเยียน ตรวจตราเส้นทางการค้า แล้วจึงพาบุตรชายออกเดินทางอย่างสบายใจ

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น