วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1299 ไม่ยอมตัดใจ

 บทที่ 1299  ไม่ยอมตัดใจ

ชูเอ๋อร์ยินดีอย่างยิ่ง เมื่อผางอวี้หลงยอมตกลง นางส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา แล้วหันไปพูดกับเหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอรบกวนให้ทั้งสองพักอยู่ที่นี่สักสองสามวันก่อนนะเจ้าคะ รอให้ทุกอย่างสงบลงเล็กน้อย แล้วจะรีบส่งท่านทั้งสองกลับท่าเรือเฉวียนโจวทันที!”

ผางอวี้หลงก็พยักหน้าเห็นด้วย “เอาตามที่ชูเอ๋อร์ว่าเถอะ สองท่านคิดเห็นอย่างไร?”

ในเมื่อผางอวี้หลงยอมยื่นมือเข้าร่วมแล้ว ก็เท่ากับว่าหลี่ฟู่จะไม่มีภัยคุกคามในช่วงนี้ การอยู่ต่ออีกสองสามวันจึงไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร เหลียนฟางโจวย่อมตอบตกลงโดยไม่ลังเล และชุยเส้าซีก็ไม่ขัดใจนาง

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างตกลงกันได้ด้วยดี ชูเอ๋อร์ก็โล่งใจไม่น้อย นางยิ้มแย้มลุกขึ้นแล้วกล่าว “ดึกแล้ว ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย พวกท่านไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ

อยู่ที่นี่ พวกท่านวางใจได้เลย”

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีจึงลุกขึ้นขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่สาวใช้เจินจูจะนำทางพาทั้งคู่ไปพักผ่อน

รุ่งเช้าวันถัดมา ภายใต้แรงเร่งเร้าของไห่หม่ากับฝูเว่ย พวกเขาก็พบจุดที่เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซี “จนมุมจนต้องกระโดดทะเลฆ่าตัวตาย”

พวกโล่ลั่วผู้ว่ายน้ำเก่งหลายคนดำน้ำค้นหาอยู่พักใหญ่ ผลลัพธ์ที่ได้มีเพียง…เสื้อหญิงหนึ่งชุด และรองเท้าชายหนึ่งข้าง นอกนั้นไร้ร่องรอย คิดไปแล้ว คงเป็นเพราะคลื่นแรงจัด ซัดพาร่างทั้งสองออกทะเลไปจนไม่เหลือให้พบ

หรืออาจกลายเป็นอาหารของฉลามไปแล้วก็เป็นได้

เมื่อมองดูเพียงเสื้อผ้ารองเท้าไม่กี่ชิ้น ความพยายามตลอดสองวันที่ผ่านมา ก็กลายเป็นศูนย์ ไห่หม่ากับฝูเว่ยต่างหงุดหงิดโมโหแทบบ้า

“ให้ตายเถอะ! จะฆ่าตัวตายก็ดูจังหวะเวลาหน่อยสิ! ตัวประกันล้ำค่าที่สุดของเราหายไปแบบนี้ มันช่างน่าหงุดหงิดจริง ๆ!” ไห่หม่ากำหมัดต่อยลงบนโต๊ะอย่างแรงด้วยความโกรธ

ฝูเว่ยใบหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มประหลาด แล้วเลิกคิ้วหันมาพูดกับไห่หม่าที่กำลังโมโหจนหน้าแดง “ใครบอกว่าเราหมดตัวประกัน หมดเหยื่อล่อแล้วล่ะ?”

“หืม?” ไห่หม่าชะงักงัน มึนงงไม่เข้าใจ เขาชี้ไปที่เสื้อกับรองเท้า แล้วว่า “มีแค่นี้ เจ้าจะเอาอะไรไปใช้? หรือเจ้าจะเสกคนขึ้นมาจากของพวกนี้ได้?”

ฝูเว่ยหัวเราะลั่น พลันมีชีวิตชีวาขึ้น ดวงตาวาววับเหยียดเยาะกล่าวอย่างคมคายว่า “ทำไมจะไม่ได้เล่า นอกไปจากพวกพ้องบนเกาะเราแล้ว มีใครจะรู้ว่าทั้งสองคนตายไปแล้วบ้างเล่า? ไม่มีใช่ไหม? ถ้าเราออกปากว่าพวกเขาไม่ตาย ก็ถือว่ายังไม่ตาย!”

ไห่หม่าฟังแล้วก็อดหัวเราะคล้ายบ้าตามไม่ได้ ตบมือหัวเราะว่า “ยอดไปเลย! ยอดไปเลย! ข้าทำไมไม่คิดได้เร็วนักนะ! เอาแบบนี้ล่ะ!”

ว่าแล้วเขาก็แค่นเสียงเย็นเยียบกล่าวต่อว่า “เราตั้งรับเตรียมการมาละเอียดปานนี้ จะให้ทุกอย่างพังทลายไปเปล่า ๆ ได้อย่างไร ไปกันเถอะ รีบหาไปหาท่านหัวหน้าใหญ่ เดี๋ยวพรุ่งนี้ขึ้นเรือไปยังท่าเฉวียนโจวเลย!”

ความผิดหวังและเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่อเนื่องทำให้ไห่หม่าใจร้อนโมโหอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้มีหวังลุกขึ้นอีกครั้ง เขายิ่งไม่ยอมเห็นความเปลี่ยนแปลงอีกเด็ดขาด

ไม่อาจชะลอ เขาจึงฉุดฝูเว่ยรีบไปหาผางอวี้หลงทันที

แต่เมื่อไปถึงห้องประชุม กลับเห็นเพียงจิ่วเตา พอถามจึงรู้ว่าช่วงนี้ท่านหัวหน้าใหญ่ตอนกลางคืนคอยไปอยู่ที่บ้านฮูหยิน

ไห่หม่าไม่รอช้า รีบฉุดฝูเว่ยตรงไปยังบ้านเล็กของชูเอ๋อร์ทันที

ฝูเว่ยอดขำไม่ได้ รีบถามอย่างซุกซนว่า “ฮูหยินของหัวหน้าใหญ่ ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเลยนี่นา! ไม่ได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ของท่านกับหัวหน้าใหญ่ไม่ค่อยดีหรือ? ทำไมจู่ ๆ ท่านหัวหน้าถึงชอบไปค้างที่บ้านนางนัก?”

ไห่หม่าเอ่ยผ่าน ๆ ว่า “ข้าเองก็ไม่ทราบเรื่องของหัวหน้าใหญ่กับพี่สะใภ้ว่ามันเป็นยังไง แต่ชินกันแล้วล่ะ! ฟังข้านะ อย่าไปดูถูก—อย่าดูที่ท่านหัวหน้าใหญ่แสดงท่าทีเฉยเมยต่อสะใภ้ วัน ๆ อาจเจอแค่ครั้งหรือสองครั้งในหนึ่งเดือน แต่ใครกล้าข่มเหงภรรยาของเขาน่ะ บอกเลยว่าไม่มีวันรอด! พอเจอนางเจ้าจงสุภาพหน่อยล่ะ!”

ฝูเว่ยหัวเราะรับ “วางใจได้ เรื่องนี้ข้ารู้ดี!” ในใจแอบคิด จะให้ไม่รู้ได้ยังไงเล่า! ภรรยาเอกกับพวกอนุจะไปเทียบกันได้หรือ? จะโปรดปรานแค่ไหนก็ไม่อาจเทียบได้กับภรรยาหลวงหรอก! ภรรยาเอกไม่จำเป็นต้องตามใจ แต่ต้องให้ความเคารพเสมอ... ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านหัวหน้าใหญ่เองก็เข้าใจเรื่องนี้ดีเหมือนกัน!

คิดไปก็อดสงสัยไม่ได้—แล้วฮูหยินของหัวหน้าใหญ่เป็นคนแบบไหนกันแน่? ในเมื่อเขาดูเฉยชาเย็นชากับนาง แต่กลับปกป้องนางขนาดนี้ มันช่างประหลาดจริง ๆ!

เรื่องแบบนี้ หากเกิดในตระกูลขุนนางหรือบ้านผู้ดีในเมืองหลวงก็คงไม่แปลกอะไรนัก แต่ที่นี่กลับเป็น “รังโจรสลัด” สถานที่ที่ไม่เคยมีระเบียบหรือยึดถือกฎใด ๆ ทั้งสิ้น!

เมื่อคืนก่อน ผางอวี้หลงกับชูเอ๋อร์รอเหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีเกือบทั้งคืน

พวกเขาสี่คนพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องพักผ่อน ดังนั้นรุ่งเช้าวันนี้ ทั้งคู่จึงตื่นสายไปบ้าง

ขณะที่ไห่หม่ากับฝูเว่ยบุกพรวดเข้ามา ผางอวี้หลงกับชูเอ๋อร์เพิ่งจะลุกขึ้นจากเตียงได้ไม่นาน

ไห่หม่ากับชูเอ๋อร์แม้ไม่คุ้นเคยนัก แต่ก็เคยพบหน้ากันมาก่อน อีกทั้งบนเกาะนี้ก็ไม่มีกฎมารยาทมากมายให้ถือสา ดังนั้นเขาจึงไม่รอให้คนไปแจ้ง แต่กลับลากฝูเว่ยพุ่งเข้ามาในเรือน ตะโกนเสียงดังลั่น “พี่ใหญ่! พี่สะใภ้!”

ชูเอ๋อร์หลบไม่ทัน จำต้องเงยหน้าขึ้นมอง

นี่เป็นครั้งแรกที่ฝูเว่ยได้เห็นชูเอ๋อร์ตัวจริง เขารีบก้าวออกมาคำนับอย่างสุภาพ แต่พอเห็นหน้าชัดเต็มตา กลับถึงกับตะลึงงัน — นางเหมือนคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเล่อเจิ้งไม่มีผิด!

ฝูเว่ยรีบกลั้นความตกใจไว้ในใจ แล้วกลับมายืนสำรวมอยู่ด้านข้างอย่างเคร่งครัด

ผางอวี้หลงขมวดคิ้วทันทีด้วยความไม่พอใจ เขากวาดตามองไห่หม่าด้วยสายตาดุดันแล้ว พลางร้องตวาด “ทำไมถึงไร้มารยาทเช่นนี้! ไม่รู้จักให้คนไปบอกก่อนรึไง ถึงได้บุ่มบ่ามบุกเข้ามาแบบนี้!”

ไห่หม่าได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบอย่างไม่รู้สึกสำนึก “ก็ไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย จะต้องมีกฎมารยาทมากมายทำไมกันล่ะ? พี่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนจริง ๆ ข้าก็ไม่กล้ามารบกวนพี่กับพี่สะใภ้หรอก!”

พูดจบ เขาก็หัวเราะอีกครา คราวนี้เสียงหัวเราะนั้นแฝงความสองแง่สองง่าม เต็มไปด้วยน้ำเสียง “ข้ารู้ ๆ เข้าใจดี ไม่ต้องอธิบายอะไรหรอก!”

ชูเอ๋อร์โดนแซวเช่นนั้นถึงกับหน้าแดงร้อนผ่าว ในใจอดขุ่นเคืองไม่ได้ แต่ก็รู้ดีว่าคนบนเกาะนี้ส่วนใหญ่พูดจาหยาบโลนเช่นนี้เป็นปกติ เมื่อเทียบกันแล้ว ไห่หม่ายังถือว่า พอรับได้อยู่บ้าง นางจึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หันไปยิ้มอ่อนกับผางอวี้หลงแล้วกล่าวเบา ๆ “ในเมื่อพวกเขามีธุระ เจ้าก็ไปจัดการเถอะ”

ผางอวี้หลงรู้ดีว่าชูเอ๋อร์ไม่ชอบความวุ่นวาย และไม่ชอบให้คนอื่นนอกจากเขาเข้ามาในเรือน จึงพยักหน้าแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “เจ้าพักอีกสักหน่อยเถอะ ข้าไปก่อน ไม่นานจะกลับมาหาเจ้า”

“อา—!” ไห่หม่าอุทานเสียงยาว แล้วหัวเราะร่า “พี่สะใภ้คนดี ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเราคุยกันแป๊บเดียวเอง! ฮะฮะ พี่สะใภ้วางใจได้เลย ข้าไม่กล้าขัดขวางพี่ใหญ่ให้มาหาพี่สะใภ้หรอก! พี่สะใภ้ก็พักผ่อนให้เต็มที่ เก็บแรงไว้เถอะ จะได้มีเรี่ยวแรงไว้...เอ้อ...อยู่กับพี่ใหญ่ ฮะฮะฮะ!”

ชูเอ๋อร์ถึงกับโกรธจนอกสะท้านขึ้นลง นางกัดฟันข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิด

ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างสงบ เยื้องกายหันหลังกลับเข้าห้องไปโดยไม่พูดสักคำ

ฝูเว่ยที่ยืนอยู่ด้านข้าง แอบสังเกตเงียบ ๆ เห็นทุกอากัปกิริยาของนาง—ตั้งแต่ท่วงท่าการเดิน การวางตัว ไปจนถึงอารมณ์บนใบหน้า—ล้วนแผ่กลิ่นอายผู้ดีชัดเจนราวสตรีจากตระกูลใหญ่ อีกทั้งบุคลิกของนางนั้น—สาว ๆ ตระกูลเล่อเจิ้งนั้น หน้าตามักคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน หรือว่าฮูหยินผางผู้นี้...จะเป็นคุณหนูแห่งตระกูลเล่อเจิ้งจริง ๆ? ถ้าเป็นเช่นนั้นละก็ เรื่องคงสนุกขึ้นมากแน่!

ฝูเว่ยคิดในใจเงียบ ๆ พลางวางแผนไว้—คงต้องหาจังหวะสักครา เพื่อสอบถามจากไห่หม่าให้แน่ชัดในภายหลัง

ผางอวี้หลงเดินตามทั้งสองกลับมาถึงห้องประชุม เมื่อได้ยินแผนการของไห่หม่า เขาก็หรี่ตาเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่งโดยไม่ตอบ

ไม่ต้องคิดให้มากก็รู้ แน่นอนว่านี่ต้องเป็นความคิดของเจ้าเด็กฝูเว่ยนั่นแน่

เพราะอย่างไห่หม่า ไม่มีวันคิดเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ออกได้เอง

ผางอวี้หลงแค่นยิ้มในใจ ดูท่าฮูหยินหลี่พูดถูกอยู่บ้างจริง ๆ…เจ้าฝูเว่ยนี่—มันคือจอมก่อเรื่องตัวจริง!


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น