บทที่ 1320 จะแย่งค้าขายกันหรือเปล่า?
คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ จากนั้นก็ถอนใจเงียบ
ๆ สีหน้าดูหม่นลงเล็กน้อย
ชุยเส้าซีเหลือบตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “อย่าได้ถอนใจเลย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า
ใครก็โทษเจ้าไม่ได้! อย่างที่ว่าไว้ ‘เส้นทางต่างกัน ก็ร่วมเดินกันไม่ได้’
เจ้าคือภรรยาของหลี่ฟู่ ส่วนเขาเป็นคนตระกูลเหลียง!
อย่างมากที่สุด…หากวันใดตระกูลเหลียงล่มสลาย เจ้าก็เพียงยื่นมือช่วยสักนิด
อย่าถึงขั้นเหี้ยมโหดไม่ไว้ชีวิตก็พอแล้ว!”
คำพูดนั้นทำให้ใจของเหลียนฟางโจวอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เธอเหลือบตามองเขาอย่างซาบซึ้งแล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือ ว่าในอนาคต คนที่ล้มจะเป็นตระกูลเหลียง?
ไม่ใช่ข้ากับอาเจี่ยนที่ต้องคอตกจากมณฑลหนานไห่น่ะ?”
ชุยเส้าซีหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ “แน่นอนอยู่แล้ว!
แม่ทัพหลี่ต้องเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุดแน่นอน เพราะเขามีเจ้าคนนี้เป็นภรรยา!
มีเจ้าคอยอยู่เคียงข้าง จะมีสิ่งใดที่ทำไม่ได้กันเล่า!”
เหลียนฟางโจบเม้มปากแน่น ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ยิ้มขื่นเล็กน้อย
ชุยเส้าซีเองก็รู้ตัวว่าหลุดปากไปเสียแล้ว
ตั้งแต่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เขาใส่ใจนางอย่างมาก
แต่ไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ ทว่าคราวนี้กลับเผลอเผยใจโดยไม่ตั้งใจ
รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที จึงรีบเบี่ยงเรื่องพูดกำกวมสองสามคำ
แล้วรีบเดินหนีไป
และแล้ว หัวหน้าเผ่าเฒ่า “จ้าวชูอู” ก็กลับมาจริง ๆ ในช่วงพลบค่ำ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มตะโกนขึ้นเสียงดังลั่นหน้าหมู่บ้านเพียงสองคำ
หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็ราวกับถูกปลุกให้คึกคักขึ้นมาในบัดดล ผู้คนต่างร้องเรียก
หัวเราะ ยิ้มแย้ม วิ่งกรูกันออกจากเรือน เพื่อไปต้อนรับคณะของ “อากงชูอู”
ที่เดินทางกลับมาจากการขายสมุนไพร
ทุกปีพวกเขาจะออกไปค้าขายสมุนไพรนอกเขาสองครั้ง
เงินที่ได้มาจะนำมาใช้ซื้อของจำเป็นในชีวิตประจำวัน
จึงกล่าวได้ว่าความสำเร็จของการขายสมุนไพรแต่ละครั้งนั้น
ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านโดยตรง
เหล่าชาวบ้านจึงให้ความสำคัญกันอย่างยิ่ง
ซานเฟิ่งเดินออกจากเรือน
พอเห็นเหลียนฟางโจวทั้งสามคนยืนอยู่บนระเบียงไม้ไผ่ มองฝูงชนมาออกันล้นที่ลานตากข้าวกลางหมู่บ้านอย่างตื่นตาตื่นใจ
ก็หัวเราะคิกพลางเดินเข้ามาหา “ตรงนี้เห็นอะไรได้กัน!
อยากไปดูใกล้ ๆ ไหม? ไปเถอะ ข้าพาไปเอง!”
“ไม่ดีกระมัง พวกเราไม่ใช่คนในหมู่บ้าน
จะตามไปด้วยก็คงไม่เหมาะเท่าไรนัก” เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางส่ายหน้า
แล้วก็เอ่ยถามออกไปอย่างไม่คิดอะไร “ว่าแต่...ไม่ทราบว่าทางอากงเขาไปขายสมุนไพรที่ไหนกันหรือ?
ถึงได้ต้องใช้เวลาหลายวันขนาดนี้จึงกลับมา?”
คำถามนั้นทำให้เหลียงจิ้นถึงกับเหลือบตามองนางลึก ๆ ใจพลันหนักอึ้ง
—นางก็คิดเรื่องนี้เหมือนกันงั้นหรือ!
ซานเฟิ่งไม่รู้เลยว่าเหลียนฟางโจวถามไปเพื่อหยั่งเชิง
เพียงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “อากงพวกเราทุกครั้งที่ออกไปก็ต้องใช้เวลาสิบกว่าวัน
บางทีก็นานกว่านั้นอีก! ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปขายที่ไหน
อากงบอกว่าคนนอกเจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น เอาของดีของเราไป แล้วจงใจบอกว่าเป็นของไม่ดี
จะได้จ่ายน้อย ๆ แลกกับของเรา! เมื่อก่อนพวกเราไม่รู้เรื่อง โดนหลอกมาหลายครั้ง
หลัง ๆ อากงเลยพาไปขายที่ไกล ๆ กระจายของให้หลายเจ้า แบบนี้ราคากลับจะดีกว่า”
เหลียนฟางโจวถอนหายใจเบา ๆ “คนนอกช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!
ใครเล่าจะไม่รู้ว่าสมุนไพรของเขาเหยาซานเป็นของดีที่สุด? กลับหลอกลวงพวกเจ้าเสียได้
น่าละอายจริง ๆ!”
“พี่สาวพูดถูกมาก!” ซานเฟิ่งยิ้มตาเป็นประกาย
พูดอย่างภาคภูมิ “พวกเราไม่เคยเอาของปลอมออกขาย
ของที่เอาไปขายล้วนเป็นของดีที่สุด!”
นางพูดพลางดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย ยิ้มอย่างร่าเริงพลางถาม “ของจากเหยาซานเรานี่ คนข้างนอกเขาชมกันจริง ๆ หรือ?”
เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจในใจ —พวกเจ้าไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือ?
ข้อมูลถึงกับปิดกั้นเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
เธอรีบพยักหน้า “แน่นอนสิ!
สมุนไพรชนิดเดียวกัน ถ้าขึ้นจากเหยาซานแล้ว ประสิทธิภาพย่อมดีกว่าที่อื่นมาก
ราคาก็สูงกว่าด้วย บางอย่างที่ที่อื่นไม่มีเลย มีแค่ที่นี่เท่านั้น
แบบนั้นถึงกับประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว!”
“จริงหรือ!” ซานเฟิ่งยิ่งยิ้มกว้าง ตบมือพลางหัวเราะ “ของจากเหยาซานเรา ของดีจริง ๆ นั่นแหละ!”
เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ไม่กล้าซักถามต่อมากนัก
จึงหันไปชวนคุยเรื่องเบา ๆ อย่างเรื่องครอบครัว เสื้อผ้า ของกินเล่น
ของใช้ที่เด็กสาวมักสนใจ
แม้ซานเฟิ่งจะเป็นคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมโดยธรรมชาติ แต่อาม่าของซานเฟิ่งใช่ว่าจะเป็นคนเรียบง่าย
และอากงของนาง...ก็ยิ่งไม่ใช่! หากซานเฟิ่งเผลอพูดอะไรต่อหน้าคนพวกนั้นเข้า
เกรงว่าอาจทำให้พวกเขาระแวง หรือรู้สึกไม่ดีได้ ยิ่งพูดมาก...กลับอาจไม่งามนัก
เดิมทีเหลียงจิ้นก็ยังฟังบทสนทนาอยู่บ้าง
แต่พอเห็นพวกนางเริ่มคุยเรื่องหยุมหยิม ก็หมดความสนใจทันที ถึงอย่างนั้นในใจก็ยังอดคิดพิจารณาอะไรบางอย่างไม่ได้
เขาหาโอกาสเหมาะ
แล้วส่งสายตาให้เหลียนฟางโจวเป็นสัญญาณหมายจะคุยกันตามลำพัง เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังไงก็ต้องเผชิญอยู่แล้ว
จึงเดินตามเขาไป
“เจ้าก็สนใจสมุนไพรจากเหยาซานหรือ?” เหลียงจิ้นยิ้มถาม
“ก็แน่นอนอยู่แล้ว” เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
ยิ้มตอบ “ถ้าไม่มีวาสนา ก็คงต้องปล่อยผ่านไป
แต่เมื่อวาสนามาถึงแล้ว ใครจะไม่อยากคว้าไว้ล่ะ? คุณชาย...ก็เช่นกันมิใช่หรือ?”
เหลียงจิ้นหัวเราะเสียงดัง “เฒ่าเติ้งคนนั้น
คงกำลังเจ็บใจจนนึกอยากโขกหัวกับกำแพง
เขาไม่น่ามอบเส้นทางการค้าให้เจ้าตั้งสามสายง่าย ๆ แบบนั้นเลย!”
เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มเล็กน้อย “ตอนนั้น
เขาก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอยู่แล้ว ข้าให้เกียรติเขาที่สุดเท่าที่จะให้ได้แล้ว
ไม่อย่างนั้น จะมีแค่สามเส้นทางอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าไม่คิดจะถอนตัวบ้างเลยหรือ?” เหลียงจิ้นมองสบตานาง
เหลียนฟางโจวในใจรู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อย นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า...ท่านถามข้าในฐานะใด”
เหลียงจิ้นชะงักไปทันที แล้วก็หลุดหัวเราะออกมา
หากเขาพูดในฐานะ “คุณชายเหลียง” ขอให้นางถอนตัว แน่นอนว่านางย่อมไม่อาจปฏิเสธได้
หากพูดในฐานะ “ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้” เหลียนฟางโจวจะปฏิเสธได้อย่างไร?
แต่ประโยคนี้กลับทำให้เหลียงจิ้นรู้สึกลำบากใจเสียเอง
เขาเหลียงจิ้นเป็นใคร? ไม่ว่าจะช่วงชิงหรือแย่งชิง ล้วนทำด้วยฝีมือของตนเอง
ต่อให้คนจะว่าหยาบคายหรือบีบบังคับเกินไป แต่ความแข็งกร้าวและเอาแต่ใจก็ยังถือเป็น
"พลัง" แบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ใครก็ทำได้!
เขาไม่เคยต้อง “ขอให้ใครยอมให้” มาก่อน! ยิ่งเป็นเหลียนฟางโจว—ผู้หญิงที่เขารัก—เขายิ่งไม่อยากเอ่ยปากเช่นนั้น
ไม่อย่างนั้น เขาจะกลายเป็นใครไปกัน? ชายชาตรีที่ต้องให้หญิงยอมสละผลประโยชน์ให้? แค่คิดก็อายเสียจนไม่อยากเงยหน้าเจอผู้คนแล้ว
โดยเฉพาะ...ไม่อยากให้นางมองเขาในแบบนั้นเลย!
แต่ถ้าพูดถึงการแข่งขันอย่างยุติธรรม เขาเองก็เห็นเหมือนชุยเส้าซี—ว่าเหลียนฟางโจวย่อมได้เปรียบกว่าเขา
...ผู้หญิง มักได้ใจคนอื่นง่ายกว่าผู้ชายอยู่แล้ว
อากงชูอูเมื่อกลับถึงบ้าน พอได้ยินว่ามีแขกคนสำคัญมาเยือน
ก็รีบมายิ้มทักทายเหลียนฟางโจวกับพวกอย่างเป็นกันเอง
พูดคุยแลกเปลี่ยนคำสุภาพกันอยู่ครู่หนึ่ง
ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็แวะเวียนกันมาทักทายและเยี่ยมเยียนอากงไม่ขาดสาย
เหลียนฟางโจวทั้งสามจึงรู้กาลเทศะ หาเหตุปลีกตัวกลับเรือน
คาดว่าอาม่าคงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้อากงชูอูฟังเรียบร้อยแล้ว
พอตกเย็นเมื่อซานเฟิ่งมาชวนไปกินข้าว อากงก็ไม่ซักถามอะไรอีก
เพียงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร
ทว่าในงานเลี้ยงวันรุ่งขึ้น กลับมีเรื่องเล็ก ๆ เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีได้เห็นอาหารที่จัดวางเต็มโต๊ะ...ซึ่งล้วนดูประหลาดพิกล
โดยเฉพาะหนอนไหมดักแด้ และดักแด้ผึ้ง...ก็พากันท้องไส้ปั่นป่วน
แทบอาเจียนออกมาตรงนั้น!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น