วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1320 จะแย่งค้าขายกันหรือเปล่า?

 

บทที่ 1320 จะแย่งค้าขายกันหรือเปล่า?

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ จากนั้นก็ถอนใจเงียบ ๆ สีหน้าดูหม่นลงเล็กน้อย

ชุยเส้าซีเหลือบตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า อย่าได้ถอนใจเลย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ใครก็โทษเจ้าไม่ได้! อย่างที่ว่าไว้ ‘เส้นทางต่างกัน ก็ร่วมเดินกันไม่ได้’ เจ้าคือภรรยาของหลี่ฟู่ ส่วนเขาเป็นคนตระกูลเหลียง! อย่างมากที่สุด…หากวันใดตระกูลเหลียงล่มสลาย เจ้าก็เพียงยื่นมือช่วยสักนิด อย่าถึงขั้นเหี้ยมโหดไม่ไว้ชีวิตก็พอแล้ว!”

คำพูดนั้นทำให้ใจของเหลียนฟางโจวอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอเหลือบตามองเขาอย่างซาบซึ้งแล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือ ว่าในอนาคต คนที่ล้มจะเป็นตระกูลเหลียง? ไม่ใช่ข้ากับอาเจี่ยนที่ต้องคอตกจากมณฑลหนานไห่น่ะ?”

ชุยเส้าซีหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ แน่นอนอยู่แล้ว! แม่ทัพหลี่ต้องเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุดแน่นอน เพราะเขามีเจ้าคนนี้เป็นภรรยา! มีเจ้าคอยอยู่เคียงข้าง จะมีสิ่งใดที่ทำไม่ได้กันเล่า!”

เหลียนฟางโจบเม้มปากแน่น ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ยิ้มขื่นเล็กน้อย

ชุยเส้าซีเองก็รู้ตัวว่าหลุดปากไปเสียแล้ว ตั้งแต่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เขาใส่ใจนางอย่างมาก แต่ไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ ทว่าคราวนี้กลับเผลอเผยใจโดยไม่ตั้งใจ รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที จึงรีบเบี่ยงเรื่องพูดกำกวมสองสามคำ แล้วรีบเดินหนีไป

และแล้ว หัวหน้าเผ่าเฒ่า “จ้าวชูอู” ก็กลับมาจริง ๆ ในช่วงพลบค่ำ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มตะโกนขึ้นเสียงดังลั่นหน้าหมู่บ้านเพียงสองคำ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็ราวกับถูกปลุกให้คึกคักขึ้นมาในบัดดล ผู้คนต่างร้องเรียก หัวเราะ ยิ้มแย้ม วิ่งกรูกันออกจากเรือน เพื่อไปต้อนรับคณะของ “อากงชูอู” ที่เดินทางกลับมาจากการขายสมุนไพร

ทุกปีพวกเขาจะออกไปค้าขายสมุนไพรนอกเขาสองครั้ง เงินที่ได้มาจะนำมาใช้ซื้อของจำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงกล่าวได้ว่าความสำเร็จของการขายสมุนไพรแต่ละครั้งนั้น ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านโดยตรง เหล่าชาวบ้านจึงให้ความสำคัญกันอย่างยิ่ง

ซานเฟิ่งเดินออกจากเรือน พอเห็นเหลียนฟางโจวทั้งสามคนยืนอยู่บนระเบียงไม้ไผ่ มองฝูงชนมาออกันล้นที่ลานตากข้าวกลางหมู่บ้านอย่างตื่นตาตื่นใจ ก็หัวเราะคิกพลางเดินเข้ามาหา ตรงนี้เห็นอะไรได้กัน! อยากไปดูใกล้ ๆ ไหม? ไปเถอะ ข้าพาไปเอง!”

ไม่ดีกระมัง พวกเราไม่ใช่คนในหมู่บ้าน จะตามไปด้วยก็คงไม่เหมาะเท่าไรนัก” เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางส่ายหน้า แล้วก็เอ่ยถามออกไปอย่างไม่คิดอะไร ว่าแต่...ไม่ทราบว่าทางอากงเขาไปขายสมุนไพรที่ไหนกันหรือ? ถึงได้ต้องใช้เวลาหลายวันขนาดนี้จึงกลับมา?”

คำถามนั้นทำให้เหลียงจิ้นถึงกับเหลือบตามองนางลึก ๆ ใจพลันหนักอึ้ง
นางก็คิดเรื่องนี้เหมือนกันงั้นหรือ!

ซานเฟิ่งไม่รู้เลยว่าเหลียนฟางโจวถามไปเพื่อหยั่งเชิง เพียงส่ายหน้าแล้วพูดว่า อากงพวกเราทุกครั้งที่ออกไปก็ต้องใช้เวลาสิบกว่าวัน บางทีก็นานกว่านั้นอีก! ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปขายที่ไหน อากงบอกว่าคนนอกเจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น เอาของดีของเราไป แล้วจงใจบอกว่าเป็นของไม่ดี จะได้จ่ายน้อย ๆ แลกกับของเรา! เมื่อก่อนพวกเราไม่รู้เรื่อง โดนหลอกมาหลายครั้ง หลัง ๆ อากงเลยพาไปขายที่ไกล ๆ กระจายของให้หลายเจ้า แบบนี้ราคากลับจะดีกว่า”

เหลียนฟางโจวถอนหายใจเบา ๆ คนนอกช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก! ใครเล่าจะไม่รู้ว่าสมุนไพรของเขาเหยาซานเป็นของดีที่สุด? กลับหลอกลวงพวกเจ้าเสียได้ น่าละอายจริง ๆ!”

พี่สาวพูดถูกมาก!” ซานเฟิ่งยิ้มตาเป็นประกาย พูดอย่างภาคภูมิ พวกเราไม่เคยเอาของปลอมออกขาย ของที่เอาไปขายล้วนเป็นของดีที่สุด!”

นางพูดพลางดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย ยิ้มอย่างร่าเริงพลางถาม ของจากเหยาซานเรานี่ คนข้างนอกเขาชมกันจริง ๆ หรือ?”

เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจในใจ พวกเจ้าไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือ? ข้อมูลถึงกับปิดกั้นเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

เธอรีบพยักหน้า แน่นอนสิ! สมุนไพรชนิดเดียวกัน ถ้าขึ้นจากเหยาซานแล้ว ประสิทธิภาพย่อมดีกว่าที่อื่นมาก ราคาก็สูงกว่าด้วย บางอย่างที่ที่อื่นไม่มีเลย มีแค่ที่นี่เท่านั้น แบบนั้นถึงกับประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว!”

จริงหรือ!” ซานเฟิ่งยิ่งยิ้มกว้าง ตบมือพลางหัวเราะ ของจากเหยาซานเรา ของดีจริง ๆ นั่นแหละ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ ไม่กล้าซักถามต่อมากนัก จึงหันไปชวนคุยเรื่องเบา ๆ อย่างเรื่องครอบครัว เสื้อผ้า ของกินเล่น ของใช้ที่เด็กสาวมักสนใจ

แม้ซานเฟิ่งจะเป็นคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมโดยธรรมชาติ แต่อาม่าของซานเฟิ่งใช่ว่าจะเป็นคนเรียบง่าย และอากงของนาง...ก็ยิ่งไม่ใช่! หากซานเฟิ่งเผลอพูดอะไรต่อหน้าคนพวกนั้นเข้า เกรงว่าอาจทำให้พวกเขาระแวง หรือรู้สึกไม่ดีได้ ยิ่งพูดมาก...กลับอาจไม่งามนัก

เดิมทีเหลียงจิ้นก็ยังฟังบทสนทนาอยู่บ้าง แต่พอเห็นพวกนางเริ่มคุยเรื่องหยุมหยิม ก็หมดความสนใจทันที ถึงอย่างนั้นในใจก็ยังอดคิดพิจารณาอะไรบางอย่างไม่ได้

เขาหาโอกาสเหมาะ แล้วส่งสายตาให้เหลียนฟางโจวเป็นสัญญาณหมายจะคุยกันตามลำพัง เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังไงก็ต้องเผชิญอยู่แล้ว จึงเดินตามเขาไป

เจ้าก็สนใจสมุนไพรจากเหยาซานหรือ?” เหลียงจิ้นยิ้มถาม

ก็แน่นอนอยู่แล้ว” เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ยิ้มตอบ ถ้าไม่มีวาสนา ก็คงต้องปล่อยผ่านไป แต่เมื่อวาสนามาถึงแล้ว ใครจะไม่อยากคว้าไว้ล่ะ? คุณชาย...ก็เช่นกันมิใช่หรือ?”

เหลียงจิ้นหัวเราะเสียงดัง เฒ่าเติ้งคนนั้น คงกำลังเจ็บใจจนนึกอยากโขกหัวกับกำแพง เขาไม่น่ามอบเส้นทางการค้าให้เจ้าตั้งสามสายง่าย ๆ แบบนั้นเลย!”

เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มเล็กน้อย ตอนนั้น เขาก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอยู่แล้ว ข้าให้เกียรติเขาที่สุดเท่าที่จะให้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้น จะมีแค่สามเส้นทางอย่างนั้นหรือ?”

เจ้าไม่คิดจะถอนตัวบ้างเลยหรือ?” เหลียงจิ้นมองสบตานาง

เหลียนฟางโจวในใจรู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อย นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า...ท่านถามข้าในฐานะใด”

เหลียงจิ้นชะงักไปทันที แล้วก็หลุดหัวเราะออกมา

หากเขาพูดในฐานะ “คุณชายเหลียง” ขอให้นางถอนตัว แน่นอนว่านางย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ หากพูดในฐานะ “ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้” เหลียนฟางโจวจะปฏิเสธได้อย่างไร?

แต่ประโยคนี้กลับทำให้เหลียงจิ้นรู้สึกลำบากใจเสียเอง

เขาเหลียงจิ้นเป็นใคร? ไม่ว่าจะช่วงชิงหรือแย่งชิง ล้วนทำด้วยฝีมือของตนเอง ต่อให้คนจะว่าหยาบคายหรือบีบบังคับเกินไป แต่ความแข็งกร้าวและเอาแต่ใจก็ยังถือเป็น "พลัง" แบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ใครก็ทำได้!

เขาไม่เคยต้อง “ขอให้ใครยอมให้” มาก่อน! ยิ่งเป็นเหลียนฟางโจว—ผู้หญิงที่เขารัก—เขายิ่งไม่อยากเอ่ยปากเช่นนั้น

ไม่อย่างนั้น เขาจะกลายเป็นใครไปกัน? ชายชาตรีที่ต้องให้หญิงยอมสละผลประโยชน์ให้? แค่คิดก็อายเสียจนไม่อยากเงยหน้าเจอผู้คนแล้ว โดยเฉพาะ...ไม่อยากให้นางมองเขาในแบบนั้นเลย!

แต่ถ้าพูดถึงการแข่งขันอย่างยุติธรรม เขาเองก็เห็นเหมือนชุยเส้าซี—ว่าเหลียนฟางโจวย่อมได้เปรียบกว่าเขา

...ผู้หญิง มักได้ใจคนอื่นง่ายกว่าผู้ชายอยู่แล้ว

อากงชูอูเมื่อกลับถึงบ้าน พอได้ยินว่ามีแขกคนสำคัญมาเยือน ก็รีบมายิ้มทักทายเหลียนฟางโจวกับพวกอย่างเป็นกันเอง พูดคุยแลกเปลี่ยนคำสุภาพกันอยู่ครู่หนึ่ง

ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็แวะเวียนกันมาทักทายและเยี่ยมเยียนอากงไม่ขาดสาย เหลียนฟางโจวทั้งสามจึงรู้กาลเทศะ หาเหตุปลีกตัวกลับเรือน

คาดว่าอาม่าคงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้อากงชูอูฟังเรียบร้อยแล้ว พอตกเย็นเมื่อซานเฟิ่งมาชวนไปกินข้าว อากงก็ไม่ซักถามอะไรอีก เพียงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร

ทว่าในงานเลี้ยงวันรุ่งขึ้น กลับมีเรื่องเล็ก ๆ เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเหลียงจิ้นกับชุยเส้าซีได้เห็นอาหารที่จัดวางเต็มโต๊ะ...ซึ่งล้วนดูประหลาดพิกล โดยเฉพาะหนอนไหมดักแด้ และดักแด้ผึ้ง...ก็พากันท้องไส้ปั่นป่วน แทบอาเจียนออกมาตรงนั้น!

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น