บทที่
1324 กลับถึงจวน
หลังจากกล่าวทักทายกันตามธรรมเนียมเรียบร้อย
เหลียนฟางโจวก็ยิ้มกล่าวอย่างซาบซึ้ง “หากมิใช่เพราะคุณชายชุย
ข้าคงกลับมาไม่ได้แล้ว! เรื่องราวยาวนัก ไว้เข้าไปค่อยเล่ากันทีหลังเถิด ส่วนคนติดตามที่มาด้วยนั้น
เป็นเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอหลี ต้องขอบคุณพวกเขาที่ช่วยคุ้มกันตลอดทาง
พ่อบ้านเล็กเฉียน เจ้านำพวกเขาไปจัดที่พักให้ดี ๆ อย่าได้ละเลย!”
“ขอรับ ๆ! ขอให้ฮูหยินวางใจ ข้าจัดการได้แน่นอน!” พ่อบ้านเล็กเฉียนหน้าบานเป็นจานเชิง
รีบรับคำอย่างแข็งขัน คำนับแล้วนำเจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปจัดที่พักด้วยตัวเอง
สำหรับผู้มีพระคุณช่วยชีวิตฮูหยิน
จะปล่อยให้ถูกมองข้ามได้อย่างไร?
ฝูงคนพากันรายล้อมเหลียนฟางโจวเดินเข้าสู่เรือนด้านใน
นางก็รีบถามขึ้น
“ใต้เท้าอยู่ที่เมืองหนานไห่หรือไม่? แล้วซวี่เอ๋อร์ล่ะ
ระยะนี้อยู่ในโอวาทดีหรือไม่?”
ปี้เถาถอนใจเบา
ๆ ก่อนจะยิ้มตอบ “ช่างประจวบเหมาะนัก ใต้เท้ากลับมาเมืองหนานไห่แล้ว
ข้าน้อยได้ให้คนไปตามที่หน้าจวนแล้ว ส่วนคุณชายซวี่ก็เรียบร้อยดี ขอให้ฮูหยินวางใจ
ตอนนี้คงยังนอนหลับพักกลางวันอยู่ หากรู้ว่าท่านกลับมา
คงดีใจจนบอกไม่ถูกเลยล่ะเจ้าค่ะ!”
ชุนซิ่งเองก็กล่าวพลางหัวเราะด้วยความโล่งใจ
“ฮูหยินกลับมาได้ก็ดีแล้ว ใต้เท้าแทบจะเป็นบ้าเพราะความเป็นห่วง ส่วนคุณชายซวี่...เหมือนโตขึ้นในชั่วข้ามคืน
ไม่ร้องไห้งอแงเลย เอาแต่รอฮูหยินกลับมา เราเองยังนึกกลัวว่าเขาจะร้องไห้เสียอีก ดูท่าคุณชายซวี่จะรู้ความขึ้นมากทีเดียว!”
ปี้เถา
หงอวี้ และสาวใช้อื่น ๆ ก็พากันพูดจาเจื้อยแจ้ว ทั้งถอนใจ ทั้งกล่าวชม
หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันอ่อนยวบ
ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว สาว ๆ
พวกนี้ก็เริ่มพูดเกินจริงเป็นแล้ว เด็กอย่างซวี่เอ๋อร์เพิ่งจะสามขวบกว่า ๆ
จะโตแค่ไหนกันเชียว?
แค่ไม่ร้องไห้งอแง
อยู่ในโอวาทได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
พอเดินเข้าประตูเรือนชั้นใน
ก็เห็นแม่นมจูงมือซวี่เอ๋อร์ออกมา
อิ๋งชุน, พ่านเซี่ย และสาวใช้อื่น ๆ
ต่างก็ออกมาต้อนรับพร้อมหน้า
“ท่านแม่! ท่านแม่!” ซวี่เอ๋อร์ร้องเรียกด้วยเสียงใส
ก่อนจะสะบัดมือออกจากแม่นม วิ่งถลาเข้าหาเหลียนฟางโจวอย่างรวดเร็ว
“ซวี่เอ๋อร์!” เมื่อเห็นร่างเล็กน้อยวิ่งตรงเข้ามา
เหลียนฟางโจวถึงกับน้ำตารื้น รีบโน้มตัวลง อ้าแขนโอบลูกชายเข้ามากอดแน่น
“ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านแม่มากเลยขอรับ!” ซวี่เอ๋อร์กอดแน่นไม่ยอมปล่อย
ซบหน้าลงกับอกนาง มือเล็ก ๆ กำเสื้อของมารดาไว้แน่น
“แม่ก็คิดถึงเจ้าเหมือนกัน เจ้าตัวน้อยของแม่…” เหลียนฟางโจวโอบไหล่เล็ก ๆ
ของเขาไว้ ลูบศีรษะเบา ๆ แล้วลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา หัวใจยิ่งนุ่มนวลลงทุกที
จนแทบจะละลายกลายเป็นสายน้ำ
“ลูกแม่จ๋า แม่จะไม่จากเจ้าไปอีกแล้ว!” เหลียนฟางโจวยิ้มฝืนกลั้นน้ำตาไว้แทบไม่อยู่...
ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าพร้อม
“อื้ม” อย่างหนักแน่นทางจมูก จากนั้นก็คลายอ้อมกอดออกเบา ๆ
แต่ยังคงจับชายเสื้อของเหลียนฟางโจวไว้ แหงนหน้าขึ้นมองนางแล้วพูดว่า “ข้าไม่โกรธท่านแม่หรอก ข้ารู้ว่าท่านแม่รักข้าที่สุด
ไม่มีทางจะทิ้งข้าไปแน่! ทั้งหมดเป็นเพราะพวกคนร้ายทำให้วุ่นวาย! ข้าจะตั้งใจฝึกวิชากับท่านพ่อและท่านอาเซียว
พอข้าโตแล้ว ข้าจะอยู่เคียงข้างคอยปกป้องท่านแม่
จะไม่มีใครกล้ามารังแกท่านแม่อีก!”
คำพูดที่แม้ยังไร้เดียงสาแต่กลับเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง
ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“ลูกแม่! ซวี่เอ๋อร์คนดีของแม่!” เหลียนฟางโจวลูบศีรษะเขาเบา ๆ
ความอบอุ่นซาบซ่านอยู่ในอก นางมองเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรัก
ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา แล้วกล่าวแหย่ “พอเจ้าโตขึ้นจริง ๆ
แล้ว ก็จะเอาแต่คอยปกป้องภรรยาของเจ้าน่ะสิ ไหนเลยจะห่วงแม่อีก!”
“ฮูหยินเจ้าคะ!” ปี้เถาทนไม่ไหวหัวเราะตาม “คุณชายยังเล็กอยู่เลยนะเจ้าคะ!”
หลินหมอมอและคนอื่น ๆ ก็พากันหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ซวี่เอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนรนขึ้นมาทันที
รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ ไม่! ภรรยาข้ามีคนของท่านแม่ยายคอยปกป้องอยู่แล้ว
ข้าจะปกป้องท่านแม่!”
เหลียนฟางโจวชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะหัวเราะลั่น คนอื่น ๆ ก็พลอยหัวเราะครืนขึ้นมาด้วย เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า—ใช่สิ
ซวี่เอ๋อร์มีคู่หมั้นแล้ว!
เหลียนฟางโจวกลั้นยิ้มแล้วกล่าวแกล้งแหย่
“เจ้าจำภรรยาเจ้าได้แม่นเชียวนะ! ระวังไว้นะ
ถ้าภรรยาเจ้าได้ยินเข้าอาจจะโกรธก็ได้!”
ซวี่เอ๋อร์ทำหน้าไม่เข้าใจ
กระพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง “ภรรยาข้าจะโกรธทำไมกันล่ะ?”
เหลียนฟางโจวยิ้มพลางตอบ
“พอโตขึ้นเจ้าก็จะเข้าใจเองแหละ!”
“โอ้…” ซวี่เอ๋อร์ตอบรับเสียงหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจนัก ก่อนจะพูดต่อ
“แต่ข้าไม่สนหรอก! ถ้านางจะโกรธ ก็ให้นางกลับไปอยู่กับมารดาของนาง
ข้าจะอยู่กับท่านแม่!”
เหลียนฟางโจวชะงักไปอีกครั้ง
ก่อนจะหัวเราะเสียงใส “ลูกแม่คนดี!”
ปี้เถาและสาวใช้ทั้งหลายต่างหัวเราะกันลั่น
บรรยากาศหม่นเศร้าเมื่อครู่พลันจางหายไปไม่หลงเหลือ
ชุยเส้าซีเองก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพลางยิ้ม
ขำอยู่ในใจ—ฟางโจวคนนี้ก็เหลือเกิน โตป่านนี้แล้วยังเล่นแหย่ลูกอีก!
ซวี่เอ๋อร์คนนี้...หน้าตาเหมือนหลี่ฟู่เสียมาก
แต่ดวงตาคู่นี้กลับเหมือนนางไม่มีผิด…
เขามองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกยินดีแทนนางในใจ
ทว่าในความยินดีนั้น ก็ปนเปื้อนด้วยความหดหู่อย่างบอกไม่ถูก…
เหลียนฟางโจวจู่
ๆ ก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ชุยเส้าซี แล้วจูงมือซวี่เอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้
พลางกล่าวยิ้ม ๆ “คนผู้นี้คือท่านอาชุย
โชคดีที่ตลอดทางมีท่านอาชุยช่วยเหลือแม่ไว้ มิเช่นนั้น แม่คงลำบากแน่! เร็วสิ
ทักทายท่านอาชุยหน่อย!”
ซวี่เอ๋อร์ปล่อยมือจากนาง
แล้วประสานมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“หลานชายคารวะท่านอาชุย ขอบคุณที่ช่วยชีวิตท่านแม่ขอรับ!”
“เด็กดี!” ชุยเส้าซีย่อตัวลงประคองเด็กน้อยไว้ แล้วยิ้มตอบ “อาชุยกับท่านแม่ของเจ้า…รวมถึงท่านพ่อของเจ้าด้วย ต่างก็เป็นสหายกัน ระหว่างด้วยสหายกันย่อมไม่ต้องพูดคำขอบคุณหรอก
เพราะฉะนั้นเจ้าก็ไม่ต้องเกรงใจ!”
ซวี่เอ๋อร์หันไปมองแม่
แล้วพยักหน้ารับเบา ๆ “ขอรับ” อย่างว่าง่าย
เหลียนฟางโจวจึงยิ้มพลางว่า “ไปเถอะ
พวกเราเข้าไปข้างในกันก่อน”
ระหว่างทาง
เหลียนฟางโจวก็แนะนำเรือนและคนในจวนให้ชุยเส้าซีรู้จักคร่าว ๆ พลางสอบถามปี้เถา
แม่นม และคนอื่น ๆ ถึงพฤติกรรมของซวี่เอ๋อร์ช่วงที่ผ่านมา
พอเพิ่งนั่งลงในห้อง
ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “ฮูหยิน!” เสียงยังไม่ทันขาด
คนผู้นั้นก็ย่างเท้าก้าวเข้ามาจากด้านนอกอย่างรวดเร็ว
เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
พอสายตาสบกับอีกฝ่าย ก็ราวกับเวลาหยุดนิ่ง สายตาทั้งสองประสานกัน
ประหนึ่งห่างไกลกันมานานแสนนาน ความรู้สึกพลุ่งพล่านดั่งคลื่นทะเลโถมเข้าใส่ ทั้งสุข
ทั้งเศร้า ทั้งดีใจ ทั้งเจ็บปวด—จนไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากทั้งสองคน
ชุยเส้าซีได้แต่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
แล้วหัวเราะฝืน ๆ อย่างขมขื่นในใจ
ในเสี้ยววินาทีนั้น
เขาก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง…ว่าเขาจะไม่มีวันเข้าไปอยู่ในโลกของคนสองคนนี้ได้เลย
เขาเคยคิดว่า
เวลาผ่านมาหลายปี เขาตัดใจได้แล้ว เมื่อได้พบกับหลี่ฟู่อีกครั้ง
เขาคิดว่าตัวเองจะทำใจยอมรับได้ เช่นเดียวกับที่เขาเผชิญหน้านาง
ด้วยใจที่อวยพรให้นางเป็นสุข ขอเพียงนางมีความสุข เท่านี้เขาก็เพียงพอแล้ว
แต่ในที่สุด…เขาก็ทำไม่ได้
หรือจะเรียกได้ว่า—มันไม่เหมือนกันเลย
ขอเพียงนางมีความสุข
เขาก็พอใจ แต่ส่วนหลี่ฟู่จะเป็นอย่างไร…จะสุขหรือทุกข์ มันเกี่ยวอะไรกับเขา? หรือในใจลึก ๆ…เขาอาจจะหวังลึก ๆ ว่า หลี่ฟู่จะไม่ได้มีความสุขเสียด้วยซ้ำ!
ชุยเส้าซีพลันเข้าใจความรู้สึกของเหลียงจิ้นขึ้นมานิดหน่อย
ความรู้สึกของเขาต่อหลี่ฟู่
คงไม่ต่างจากความรู้สึกของเหลียงจิ้นที่มีต่อตนเองกระมัง?
เขาแสร้งกระแอมเบา
ๆ แล้วกล่าวทักขึ้นอย่างยิ้มแย้ม “ใต้เท้าหลี่…นานแล้วมิได้พบกัน!”
หลี่ฟู่หันขวับมา
พอเห็นว่าเป็นชุยเส้าซี ก็ตาเป็นประกาย “นานจริง ๆ!
ข้าคาดไว้แล้วว่าเจ้าต้องมา และเจ้าก็มา…จริง ๆ ด้วย!”
เหลียนฟางโจวเองก็นึกขึ้นได้ว่าชุยเส้าซียังอยู่
รู้สึกหน้าแดงนิด ๆ อย่างกระดาก “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมากับเขา?
เจ้ารู้ว่าเขาเป็นคนช่วยข้า?”
หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้ม
ๆ “กลับมาได้ก็ดีแล้ว! เรื่องนี้เล่ายาวนัก! ไหน ๆ พี่ชุยก็มาถึงแล้ว
พักอยู่สักระยะก็ดี เดี๋ยวเราค่อยคุยกันอีกทีนะ พี่ชุยคงเหนื่อยมาตลอดทาง
ไปพักก่อนเถิด!”
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ