บทที่
1325 กลับมาพบกันอีกครั้ง
ชุยเส้าซีรู้ดีว่า
สามีภรรยาคู่นี้ต้องมีถ้อยคำมากมายจะพูดคุยกันหลังจากพลัดพรากกันไปนาน หลี่ฟู่ย่อมไม่อยากให้เขาอยู่ตรงนี้ให้เกะกะสายตาแน่นอน
จึงยิ้มกล่าว “ตลอดทางที่ผ่านมาก็เดินทางเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งรีบ
ก็เลยไม่เหนื่อยนัก ซวี่เอ๋อร์ พาอาชุยไปเดินเล่นในสวนดีไหม?”
ซวี่เอ๋อร์หันไปมองพ่อแม่
เห็นแม่พยักหน้ายิ้มให้ ก็รับคำว่า “ดีขอรับ!” จากนั้นล่ำลาทั้งสอง แล้วจูงมือชุยเส้าซีออกไป
หลี่ฟู่กับเหลียนฟางโจวเดินไปส่งถึงหน้าประตู
พลันหลี่ฟู่ก็ขมวดคิ้ว แววตาไม่พอใจนักในใจบ่นขึ้นว่า “บอกว่าไม่เหนื่อยก็แล้วไปเถอะ แล้วคำว่า ‘ไม่ได้เร่งรีบ’ คืออะไร? ในเมื่อฟางโจวก้าวกลับมาเหยียบแผ่นดินเมืองหนานไห่ได้แล้ว
ไหนเลยจะไม่รู้ว่าข้ากับลูกเป็นห่วงและคิดถึงนางแค่ไหน? ถ้าเป็นข้า—ต้องรีบร้อนกลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้สิ!
…อ้อ เขาจงใจพูดให้ได้ยินสินะ!”
หลี่ฟู่หันมามองภรรยา
แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้ม ก่อนจะช้อนตัวนางขึ้นอุ้มข้ามแขนอย่างไม่ให้ตั้งตัว
พาเหวี่ยงเข้าเรือนตะวันออกไปในพริบตา ท่ามกลางเสียงร้องตกใจของเหลียนฟางโจว
สาวใช้ทั้งหลายหน้าแดง
รีบเบี่ยงตัวหลบ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
ภายในห้อง
หลี่ฟู่นั่งลงบนตั่งนุ่ม แต่ยังคงกอดเหลียนฟางโจวไว้แนบแน่น
อุ้มให้นั่งลงบนตักตนเอง ไม่ยอมปล่อย เขาโน้มใบหน้าเข้าไป
หอมแก้มนางเบา ๆ แล้วโอบแน่นขึ้นอีก ก้มหน้าซบลงที่ซอกคออุ่นของนาง ถูไถเบา ๆ
พลางกระซิบเสียงต่ำ “เมียรักของข้า…ฟางโจวของข้า
คิดถึงข้าบ้างไหม?”
กลิ่นกายอันคุ้นเคยและอบอุ่นโอบล้อมเข้ามาอย่างรุนแรง
จนเหลียนฟางโจวถึงกับใจสั่นระรัว นางโอบคอเขาไว้แน่น ซบหน้าลงที่อกเขาอย่างอ่อนแรง
เสียงเอ่ยแผ่วเบาเหมือนถอนใจ “จะไม่คิดถึงได้อย่างไร?
เจ้าคือสามีของข้านี่นา…ข้าเองก็ประมาทเกินไป
ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงอีกแล้ว…”
น้ำเสียงแผ่วหวานเจือด้วยความรู้สึกผิดแผ่วเบา
ยิ่งฟังยิ่งน่าเอ็นดู ยิ่งทำให้ใจของเขาอ่อนยวบลงทันใด
อ้อมกอดนี้—คนในอ้อมแขนนี้
กลิ่นหอมที่คุ้นเคยนี้…ไม่ใช่ฝันอีกต่อไป!
นางกลับมาแล้ว—จริง
ๆ!
หลี่ฟู่ยิ่งกอดแน่นขึ้นอีก
ราวอยากหลอมรวมนางไว้ในเลือดเนื้อของตน ได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ เอ่ยว่า “ข้ากังวลแทบบ้า เจ้าไม่ผิดหรอก…เป็นข้าต่างหากที่ผิด! เรื่องทั้งหมด
ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง…ตอนนี้ ข้าแค่อยากได้เจ้า อยู่กับเจ้า เท่านั้น…”
น้ำเสียงของหลี่ฟู่เปลี่ยนเป็นเข้มกระด้าง
เขายกมือประคองใบหน้าของนางขึ้น แล้วก้มหน้าลงจูบอย่างรุนแรง จูบที่เร่าร้อนราวกับเพลิง
ลึกล้ำจนราวจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งคน
เหลียนฟางโจวเองก็ถูกปลุกอารมณ์ขึ้นมา
จึงโอบรอบคอเขาแน่น พลางจูบตอบอย่างไม่ปิดกั้น ด้วยตาแวววาวด้วยความรักและปรารถนา ร่างทั้งร่างอ่อนระทวยในอ้อมแขนเขาราวกับหยาดน้ำ
ทว่าอยู่ดี
ๆ เหลียนฟางโจวก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมา สมองเหมือนถูกไฟช็อตหนึ่งวูบ
สะดุ้งตกใจจนแทบเหงื่อเย็นไหลทั่วหลัง ร้อง “อ๊า!” ออกมาเบา ๆ สีหน้าถอดสี
แล้วไม่รู้เอาแรงจากที่ไหน ผลักหลี่ฟู่ออกอย่างแรงทันที
ทั้งสองกำลังแนบชิดแน่นแฟ้น
คลอเคลียด้วยความรัก หลี่ฟู่ไม่ทันคาดคิด
ว่าภรรยาผู้แสนหวานที่กำลังหน้าแดงซ่านเย้ายวนในอ้อมกอด จะพลิกอารมณ์กลับอย่างกะทันหันเช่นนี้
เขาเกือบถูกนางผลักจนล้มกลิ้งลงกับพื้น
“ภรรยา...เจ้า!” น้ำเสียงหลี่ฟู่พลันต่ำลงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง จ้องนางด้วยแววตาไม่พอใจอย่างยิ่ง
ใบหน้าแสดงออกชัดว่าไม่เข้าใจ
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงว่า—นางเพิ่งเดินทางกลับมาพร้อมกับชุยเส้าซี
ท่าทีปฏิเสธเมื่อครู่นั้น ก็อดไม่ได้ที่จะโยงเข้ากับอีกฝ่ายในทันที ความขุ่นเคืองผสมความหึงหวงพลันปะทุ
เขายกมือฟาดฝ่ามือฉาดหนึ่งลงบนสะโพกนุ่มของนางแล้วเอ็ดเสียงต่ำ “เจ้าชักจะกำแหงเกินไปแล้ว! คิดว่าข้าจะไม่กล้าจัดการเจ้ารึ? หืม?”
“เจ้า! เจ้า!” เหลียนฟางโจวทั้งอายทั้งโมโห ใบหน้าแดงก่ำ ไม่กล้ามองสบตาเขา
รีบเบี่ยงตัวหลบแล้วพยายามยันตัวลุกขึ้นจากตักเขาอย่างลนลาน
นางกำลังจะอ้าปากอธิบาย
แต่ยังไม่ทันพูด เขาก็โอบเอวจะโถมตัวลงมาหาอีกครั้ง เหลียนฟางโจวถึงกับตกใจสุดขีด
รีบร้องออกมาเสียงดัง “ข้าตั้งครรภ์แล้ว!”
การเคลื่อนไหวของหลี่ฟู่หยุดชะงักทันที
ทั้งร่างราวกับกลายเป็นหินไปในพริบตา เขาอึ้งงัน ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “เจ้าว่าอะไรนะ? พูดอีกทีสิ…”
เหลียนฟางโจวจึงได้ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
สงบจิตใจลงได้ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา กุมมือเขาไว้แน่น
แล้วยิ้มอ่อนโยนกล่าวเบา ๆ “ข้าตั้งครรภ์แล้ว
เกือบสองเดือนแล้วล่ะ”
“……” หลี่ฟู่อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สายตาแข็งค้างอยู่กับที่
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ประหลาดใจ และ—ความคับอกคับใจ!
อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่
เหมือนถูกน้ำเย็นราดรดจนหมดสิ้นในพริบตา
เหลียนฟางโจว
“พู่” หัวเราะออกมา ยื่นมือไปหยิกแก้มเขาเบา ๆ พลางถลึงตาใส่ด้วยท่าทีขบขัน “สีหน้าเจ้าคืออะไรเนี่ย! หรือว่า... ข้าตั้งครรภ์แล้ว เจ้ากลับไม่พอใจ?”
“เปล่านะ! ข้าดีใจ!” หลี่ฟู่ตอบเสียงอู้อี้
“จริงรึ? แต่ข้าดูแล้วเจ้าช่างไม่เหมือนคนดีใจเลยสักนิด!
ถ้าดีใจจริง—ยิ้มให้ข้าดูหน่อยสิ!” เหลียนฟางโจวเชิดปากใส่
“เมียรักของข้า!” หลี่ฟู่ถึงกับคันฟันไปทั้งปาก เขาครางในใจอย่างหงุดหงิด “เจ้าจะให้ข้ายิ้มออกได้ยังไงเล่า?”
เห็นนางทำท่าจะไม่พอใจ
เขารีบเปลี่ยนคำพูด “ก็ได้ ๆ ข้ายิ้มก็ได้!” ว่าแล้วก็ฝืนยิ้มออกมา
แต่ยิ่งยิ้มก็ยิ่งหุบไม่อยู่ สุดท้ายก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างไม่อายฟ้าอายดิน โอบกอดนางไว้
แล้วก้มลงจูบริมฝีปากสีระเรื่อที่ยังบวมเจ่ออย่างแรง เลิกคิ้วหัวเราะเสียงดัง “ข้ากำลังจะได้เป็นพ่ออีกครั้ง! ฮ่า ๆ ๆ
ข้ากำลังจะได้เป็นพ่ออีกครั้งแล้ว!”
เหลียนฟางโจวมองเขา
ดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น หัวใจอบอวลด้วยความสุข อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่าอย่างมีความสุขเช่นกัน
เขายื่นมือใหญ่มาลูบหน้าท้องนูนเล็ก
ๆ ของนางอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ เขายิ้ม “ข้าได้ลูกชายเพิ่มอีกคนแล้ว! เมียรัก…เจ้าลำบากแล้ว!”
เหลียนฟางโจวยิ้มหวานเต็มใบหน้า
หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและความสุข ริมฝีปากยกยิ้มสูง
ดวงตาชุ่มชื้นระยับเปล่งประกาย
“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเป็นลูกชาย? ถ้าเป็นลูกสาวขึ้นมาจะไม่เสียใจรึ?” นางก้มหน้ามองหน้าท้อง มือหนึ่งลูบเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
หลี่ฟู่หัวเราะ
“ซวี่เอ๋อร์เป็นลูกชายคนเดียวก็ดูเหงาอยู่ไม่น้อย
ถ้าอีกคนเป็นชายด้วยก็จะดีมาก! แต่ถ้าเป็นลูกสาว ข้าก็รักไม่ต่างกันหรอก! เพราะยังไงก็เป็นลูกของเรา
เป็นลูกของเมียรักของข้าอย่างไรเล่า!”
เหลียนฟางโจวได้ยินแล้วก็หัวเราะคิกไม่หยุด
“เมียรักของข้า…” หลี่ฟู่กุมมือของนางไว้ จูบเบา ๆ ที่แก้มและมุมปาก เสียงหัวเราะต่ำ
ๆ ปนเคืองน้อย ๆ เอ่ยอย่างน้อยใจ “เจ้าอย่ามัวแต่รักแต่ลูก
จนลืมพ่อของเด็กเสียล่ะ…”
คำพูดของเขาทำเอาเหลียนฟางโจวถึงกับรู้สึกผิดขึ้นมาทันที
ใช่สิ…ทั้งสองห่างกันไปนาน ผ่านอะไรมามาก ไม่ใช่แค่เขาคิดถึงนาง—นางเอง…ก็คิดถึงเขาไม่แพ้กันเลย...
หลี่ฟู่มองเห็นความลังเลและความอ่อนโยนของนางอย่างแจ่มชัดในสายตา
เขาหัวเราะเบา ๆ
แล้วโน้มตัวไปกระซิบบางสิ่งข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงต่ำ
เหลียนฟางโจวถึงกับหน้าแดงซ่าน
รีบโบกมือพลางหัวเราะพลางปฏิเสธเสียงเบา “ไม่ได้นะ!
ไม่ได้เด็ดขาด!”
แต่หลี่ฟู่จะยอมง่าย
ๆ ที่ไหน? เขาตื๊อไม่ปล่อย ตื๊ออยู่นาน ในที่สุดเหลียนฟางโจวก็ยอมจำนน หน้าร้อนผ่าวช่วยเขาอย่างเขินอาย
แม้จะไม่ได้กินเนื้อ…แค่ได้น้ำแกงก็ยังพอแก้ความอยากได้บ้าง!
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นและเช็ดล้างเรียบร้อย
ความปรารถนาอันแรงกล้าในดวงตาของหลี่ฟู่จึงค่อย ๆ จางลงไปบ้าง เขากอดนางไว้ในอ้อมแขน
พูดคุยเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากต้องจากกัน
พอได้ยินว่าในคืนวันนั้น…พวกเขาแทบจะสวนทางกัน
เหลียนฟางโจวถึงกับเจ็บใจแทบขาด มือทุบลงบนตั่งด้วยความเสียใจ
หลี่ฟู่ได้แต่ยิ้มขื่นแล้วกล่าว
“ตอนนี้เรากลับมาเจอกันแล้ว เจ้ารู้สึกเสียใจถึงเพียงนี้ แล้วเจ้ารู้ไหม
ว่าข้า—ซึ่งรู้แน่ชัดว่าเจ้าพึ่งจะจากไปไม่นาน แต่กลับรอแล้วรอเล่า
รอจนไม่ได้เห็นเจ้าแม้แต่นิดเดียว…มันเป็นความรู้สึกแบบไหน?”
หลี่ฟู่ถอนหายใจหนึ่งเฮือก…ไม่อาจเอ่ยคำได้อีก
วันนั้นเขารีบร้อนกลับมาถึงท่าเรือเมืองเฉวียนโจว
รีบให้คนไปสืบข่าว ก็ได้รู้ว่าเหลียนฟางโจวยังไม่เดินทางมาถึง เขาจึงเฝ้ารออยู่ที่ท่าเรือด้วยตนเอง
เขายังให้คนพายเรือเล็กล่องตรวจไปตามแนวชายฝั่ง
หากมีเบาะแสใด ๆ ก็ให้รีบรายงานโดยทันที
ใครจะรู้…ว่าเขารออยู่จนท้องฟ้ามืดสนิท
รอจนหมู่ดาวประดับเต็มฟ้า แต่เหนือผิวน้ำกลับไร้วี่แววของเหลียนฟางโจวกับพรรคพวกแม้แต่น้อย…
ขอบคุณค่ะ รออ่านตอนต่อไปค่ะ
ตอบลบ