วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1345 ปิดตัวสาขา

 

บทที่ 1345 ปิดตัวสาขา

ในใจของหลงจู๊จางนั้นลึกๆ ก็หวังจะเห็นนายน้อยยืนหยัดไม่ยอมก้มหัว ทว่าอีกใจก็รู้ดีว่ายามนี้สกุลเติ้งมิอาจทนรับความสูญเสียได้อีกแล้ว

หากจะเอ่ยตามตรง แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังขัดแย้งในใจจนสุดแสน

หลงจู๊จางทอดถอนใจยาว เงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “มีวาจาหนึ่งผู้น้อยต้องขอเตือนนายน้อย หากตกลงทำสัญญากับหลงจู๊จี้ครานี้ ร้านค้าสกุลเติ้งก็มิอาจเปิดในเมืองเฉวียนโจวได้อีกต่อไป ต้องถอนตัวออกไป ยิ่งเร็วยิ่งดี หากรั้งรอเนิ่นช้าความเสียหายจะยิ่งลุกลาม”

เติ้งไป๋อวี๋ชะงักงัน... ใช่แล้ว หากทำการค้ากับหลงจู๊จี้สำเร็จ สกุลเติ้งจะยังเหลือหน้าตาอันใดให้ยืนหยัดอยู่ในเมืองเฉวียนโจวได้อีก?

ต่อให้ดันทุรังอยู่ต่อไป ก็มิต่างจากเป็นตัวตลกให้ผู้คนหัวร่อเยาะ มิหนำซ้ำย่อมมิมีผู้ใดกล้าทำการค้ากับสกุลเติ้งอีกเป็นแน่

ทว่าการปิดตัวลง...

เติ้งไป๋อวี๋พลันหวั่นไหวในอก นี่คือสาขาอันดับหนึ่งของสกุลเติ้งเชียวนะ! การจะตัดสินใจปิดมันลงนั้น ในทางจิตใจช่างยากจะตัดขาดเหลือเกิน

แต่นั่นมันเงินถึงสามแสนตำลึง!

หากมิยอมทำสัญญา สิ่งที่สูญเสียมิใช่เพียงเงินสามแสนตำลึง แต่ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการมิอาจส่งสินค้าต่างแดนได้ตามกำหนด เมื่อคำนวณดูแล้ว หลุมดำที่ต้องเอาเงินไปอุดนี้มีมูลค่ามิต่ำกว่าห้าแสนตำลึง

ห้าแสนตำลึง... สำหรับสกุลเติ้งในยามนี้ ย่อมเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกทานไหว!

ท่านอาจาง” เติ้งไป๋อวี๋เอ่ยปากอย่างยากลำบาก พลางยิ้มขื่นให้หลงจู๊จาง “เรื่องนี้คงต้องขอบังอาจไหว้วานท่าน ข้า... ข้ามิมีหน้าจะไปจัดการเองจริงๆ ฝากท่านด้วยเถิด!”

หลงจู๊จางพยักหน้า ยิ้มพลางถอนใจ “นี่อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้น้อยจะทำให้สกุลเติ้งได้ ควรแล้ว... ควรทำแล้ว”

เติ้งไป๋อวี๋ฝืนยิ้มพลางกล่าว “ท่านอาจาง หากท่านมินึกรังเกียจ...”

นายน้อย” หลงจู๊จางยิ้มขัดขึ้น “ช่างมันเถิด! ผู้น้อยเป็นชาวเฉวียนโจว มิปรารถนาจะทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปในยามไม้ใกล้ฝั่งเช่นนี้ ร่างกายนี้คงรับความทุกข์จากการอาลัยบ้านเกิดมิไหวหรอก! อีกทั้งด้วยความเมตตาของนายท่านและเหล่านายน้อย หลายปีมานี้ผู้น้อยก็พอมีทรัพย์สินเก็บออมอยู่บ้าง ถึงเวลาที่ผู้น้อยควรจะได้อยู่บ้านเสพสุขเสียที!”

นี่คือเจตจำนงในการล้างมือในอ่างทองคำ (ถอนตัวจากวงการ)

ในใจเติ้งไป๋อวี๋พลันเบาโหวงอย่างบอกไม่ถูก ก่อนยิ้มตอบ “ที่ท่านว่ามาก็มีเหตุผล” ลึกๆ ในใจเขานั้น มิปรารถนาจะให้หลงจู๊จางจากสกุลเติ้งไปเพื่อรับใช้ร้านค้าอื่น

หลงจู๊จี้ผู้นั้นกลับทำงานได้รวดเร็วทันใจ มิมีการหน่วงเหนี่ยวกลั่นแกล้ง หรือแสดงท่าทีหยามเหยียดแม้เพียงคำเดียว เขาตกลงทำการค้ากับสกุลเติ้งประดุจเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ตั๋วเงินสามแสนตำลึงถูกจ่ายให้ในคราเดียว ก่อนจะส่งคนรุดไปยังโกดังสกุลเติ้งเพื่อขนสินค้าออกไป ทรัพย์สินและสินค้าถือว่าแลกเปลี่ยนกันอย่างสิ้นซาก

เติ้งไป๋อวี๋ถือตั๋วเงินที่ดูเบาหวิวไว้ในมือ ทว่าในใจกลับหนักอึ้งประดุจมีก้อนตะกั่วกดทับ

ตั๋วเงินมากมายถึงเพียงนี้ เขาใช่ว่าไม่เคยเห็น ยามที่สกุลเติ้งรุ่งเรืองเฟื่องฟู เงินจำนวนนี้จะนับเป็นกระไรได้?

ทว่ายามนี้...

ภายในสองวัน ร้านค้าสกุลเติ้งก็ปิดตัวลง สินค้าที่เหลือถูกเลขายในราคาถูกจนหมดสิ้น หลงจู๊และลูกจ้างทุกคนได้รับเงินชดเชยและถูกเลิกจ้าง พันธมิตรทางการค้าทั้งหมดถูกสะสางบัญชีจนสะอาดเกลี้ยง

เติ้งไป๋อวี๋ฝากฝังอาคารร้านค้าไว้กับหลงจู๊จาง กำชับว่าหากพบผู้ซื้อที่เหมาะสมให้ขายทิ้งเสีย จนกระทั่งเช้าตรู่ของวันหนึ่ง เขาก็ขึ้นรถม้าธรรมดาๆ คันหนึ่ง ลอบเดินทางออกจากเมืองเฉวียนโจวไปอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง

การที่สกุลเติ้งปิดตัวสาขาเฉวียนโจวลง แม้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการค้าบ้าง ทว่าเหล่าพ่อค้าส่วนใหญ่กลับตื่นเต้นฮึกเหิมและกระหายในโอกาส ยามที่กระดานถูกล้างและจัดไพ่ใหม่มาถึงแล้ว! หากพยายามให้จงหนัก มิแน่ว่าบ้านของตนอาจกลายเป็น "สกุลเติ้ง" รายต่อไป

สำหรับชาวบ้านร้านตลาด นอกจากจะได้กล่าวขวัญถึงช่วงเวลาสองวันที่แห่กันไปกวาดซื้อของถูกที่ร้านสกุลเติ้งแล้ว ก็มิได้มีความเห็นอื่นใดอีก

โลกใบนี้ มิได้หมุนรอบตัวใครคนใดคนหนึ่งตลอดไป

ทันทีที่มีความเคลื่อนไหว ฝูลี่รีบส่งคนสนิทควบม้าเร็วไปรายงานต่อหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวทันที

เหลียนฟางโจวอ่านจดหมายจบก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางยิ้มให้หลี่ฟู่พลางว่า “นึกไม่ถึงว่านายน้อยใหญ่สกุลเติ้งจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้ จัดการธุรกิจในเฉวียนโจวได้รวดเร็วยิ่งนัก!”

หลี่ฟู่ฟังแล้วชำเลืองมองนางพลางขยับเข้าไปใกล้ “เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า วาจาของฮูหยินมิได้มีความหมายไปในทางชื่นชมกันเล่า?”

เหลียนฟางโจวระเบิดหัวเราะออกมา “เจ้าคนเขลาผู้นั้น! ช่างหูเบาใจแคบ สมควรแล้วที่ถูกหลงจู๊ใหญ่ของเราขูดเลือดขูดเนื้อเสียชุดใหญ่! เขาคงลืมนึกไปว่า สาขาเฉวียนโจวคือเส้นเลือดใหญ่ที่ทำกำไรให้สกุลเติ้งเกินครึ่งในแต่ละปี การสั่งปิดเช่นนี้ เขาไม่กลัวหรือว่าจะสร้างความระส่ำระสายจนสะเทือนถึงรากฐานคนในตระกูล?”

หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างไม่เข้าใจ “สะเทือนใจคนรึ? เขามิได้ไล่คนออกไปหมดแล้วหรือ?”

เหลียนฟางโจวหัวเราะพรืด ก่อนจะอธิบายให้เขาฟัง

การปิดสาขาที่เป็นเสาหลักเช่นนี้ สำหรับบรรดาหลงจู๊และลูกจ้างที่เหลือ ย่อมเป็นความพ่ายแพ้ทางจิตใจที่รุนแรงยิ่งนัก แล้วใครจะยังเหลือความเชื่อมั่นในสกุลเติ้งอีก? เมื่อคนใต้บังคับบัญชาสิ้นศรัทธาในตัวนาย ทุกอย่างย่อมแตกซ่านประดุจทรายเกลื่อนกอง ผลลัพธ์ย่อมมิต้องเดาก็รู้!

หลี่ฟู่ฟังแล้วถึงกับเหงื่อซึม ปาดเหงื่อพลางว่า “เช่นนี้ มิเท่ากับเป็นการสั่นคลอนขวัญกำลังใจทหารหรอกหรือ?”

ย่อมเป็นเหตุผลเดียวกัน!” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางกล่าว “เติ้งไป๋อวี๋ผู้นั้นยังเยาว์วัยนัก ทั้งยังเติบโตมาอย่างราบรื่นมิต้องเผชิญอุปสรรคใหญ่โต มีหรือจะรู้ซึ้งถึงกลลึกในเรื่องนี้ คอยดูเถิด ความโกลาหลที่แท้จริงของสกุลเติ้งเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!”

ยังเยาว์รึ?” หลี่ฟู่ยิ้มกว้าง “ฮูหยินของข้าก็ยังเยาว์ ทว่าเขามิอาจเทียบเทียมได้แม้เพียงกระพี้! ข้าว่ามิใช่เรื่องอายุหรอก เป็นเพราะเขาไร้ความสามารถเองต่างหาก!”

เหลียนฟางโจวฟังประโยคแรกแล้วใจสั่นสะท้าน (เพราะความจริงนางผ่านชีวิตมามากกว่าที่เห็น) แต่พอฟังจนจบก็ขำระคนเอ็นดู นางค้อนเขาให้วงหนึ่งแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด

หลี่ฟู่ทอดถอนใจอย่างเป็นสุข “ฮูหยินช่างเป็นดาวนำโชคของข้านัก มีเจ้าช่วยชี้แนะข้าถึงเบาแรงไปได้มหาศาล! จิตใจคนที่กระเจิดกระเจิงไปแล้ว ยามจะรวบรวมกลับคืนมานั้นมิใช่เรื่องง่าย ด้วยสถานการณ์ของสกุลเติ้งยามนี้ ต่อให้มีใจจะกู้คืนก็ไร้ซึ่งกำลัง สกุลเติ้ง... คงจะถึงกาลอวสานในไม่ช้าแล้ว!”

ขวัญทหารกระเจิง ทัพย่อมพ่ายดุจขุนเขาถล่ม ต่อให้แม่ทัพมีวิชาล่วงรู้ฟ้าดินก็มิอาจกอบกู้สถานการณ์ ไม่มีใครเข้าใจหลักการนี้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางว่า “เรือแตกยังเหลือตะปูสามพันตัว (- สื่อถึงตระกูลใหญ่ที่ล่มสลายแต่ยังพอมีทรัพย์สินเหลืออยู่บ้าง) หากสกุลเติ้งฉลาดพอ ก็ควรกลับบ้านเดิมไปเป็นเศรษฐีที่ดินอยู่อย่างสงบ การกินอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ไปตลอดชีวิตย่อมมิใช่ปัญหา ข้าเองก็มิได้คิดจะบีบคั้นฆ่าแกงให้สิ้นซากขนาดนั้น”

หลี่ฟู่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิดลึกๆ เขาประคองไหล่นางพลางเอ่ยเบาๆ “ฟางโจว ข้าขอโทษ!”

มีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจับตามองศึกระหว่างคู่สามีภรรยาผู้ว่าการมณฑลกับสกุลเติ้ง แม้เหล่าพ่อค้าที่มักใหญ่ใฝ่สูงจะอยากเห็นสกุลเติ้งพังพินาศเพื่อเปิดทางให้ตน ทว่าหากหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวลงมือเหี้ยมเกรียมจนไร้ทางรอด ย่อมต้องเกิดความรู้สึกเวทนาและหวาดระแวงย้อนกลับมาที่ตนเอง

หากสามีภรรยาคู่นี้จัดการสกุลเติ้งได้เยี่ยงนี้ ใครจะรู้ว่าวันหน้าจะเป็นคราวของตนหรือไม่?

หากคนในพื้นที่เริ่มหวาดระแวง ย่อมส่งผลเสียต่อความมั่นคงของมณฑลหนานไห่และการปกครองของหลี่ฟู่

ความนัยเรื่องเหลียนฟางโจวถูกลักพาตัว ชาวบ้านอาจมิล่วงรู้ แต่มีหรือจะรอดพ้นสายตาเหล่าตระกูลใหญ่และเศรษฐีที่ดินในพื้นที่ไปได้?

หากหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวยอมรามือให้สกุลเติ้งหนึ่งก้าว ย่อมเป็นการประทับตราสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้คนมหาศาล

เพียงแต่ว่า... หากทำเช่นนั้น ก็จำต้องปล่อยให้เติ้งเมิ่งหานได้เสวยสุขต่อไปเสียแล้ว

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น