บทที่ 1352 พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขา!
เหลียนฟางโจวทอดถอนใจพลางยิ้ม “สิ่งที่ท่านพ่อเจ้าพูด...
ก็มิได้ผิดอันใด! อื้ม เจ้าเชื่อฟังท่านพ่อเถิด เพียงแต่ยามนี้เจ้ายังเล็กนัก
อย่าได้หักโหมจนเกินไป มิเช่นนั้นแม่จะ 'ปวดใจ'”
ซวี่เอ๋อร์พอได้ยินคำว่า "ปวด" ก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
ประจวบเหมาะกับเห็นเงาร่างของบิดาเดินเข้ามาพอดี จึงรีบตะโกนเรียก “ท่านพ่อ!
ท่านพ่อ! ท่านแม่บอกว่านางปวด นาง... ปวดใจ!”
หลี่ฟู่ได้ยินเพียงคำว่า "ปวด" ก็ใจหายวาบ รีบทะยานกายเข้ามาประคองแขนเหลียนฟางโจวไว้พลางถามด้วยความลนลาน
“เจ้าเป็นอะไรไป? ปวดที่ไหน?”
สายตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าท้องของนางทันที
คิดว่านางคงกระทบกระเทือนถึงครรภ์
และมิต้องสงสัยเลยว่าย่อมต้องเป็นเพราะโทสะที่เขาเพิ่งก่อไว้เป็นแน่!
เขาพลันรู้สึกเสียใจและผิดหวังในตนเองยิ่งนัก รีบละล่ำละลักบอก “ขอโทษนะฟางโจว!
ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรว่าเจ้าเช่นนั้น เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะ ดีกันเถิด?”
ก่อนจะหันไปตวาดหงอวี้ “ฮูหยินไม่สบาย
เหตุใดเจ้ายังมาชักช้าอยู่ที่นี่? ยังไม่รีบไปตามหมอมาอีก!”
หงอวี้กลั้นขำจนหน้าแดง ก้มหน้าต่ำมิกล้าปริปากเอ่ยคำใด
เหลียนฟางโจวเพิ่งจะมีโอกาสได้เอ่ยปาก นางทั้งขำทั้งโมโห
“ท่านพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน! ข้าก็อยู่ดีๆ มิได้ไม่สบายที่ไหนเสียหน่อย!”
หลี่ฟู่ชะงักไป
เมื่อพิจารณาสีหน้านางแล้วก็ดูเหมือนมิได้เป็นอะไรจริงๆ
อีกทั้งเขาย่อมรู้จักนิสัยภรรยาตนเองดี
นางมิใช่สตรีโง่เขลาที่จะเอาลูกในท้องมาล้อเล่นเพื่อประชดสามีเด็ดขาด
เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเล็กๆ ของซวี่เอ๋อร์พลางดุอย่างไม่จริงจังว่า
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ บังอาจรายงานข่าวทหารเท็จรึ!”
“ก็ท่านแม่เป็นคนพูดเองชัดๆ!” ซวี่เอ๋อร์โวยวายอย่างไม่ยอมแพ้พลางหันไปหาที่พึ่ง
“ท่านแม่!”
“...” เหลียนฟางโจวรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เมื่อเห็นบุตรชายยืนจ้องนางตาแป๋วเขม็ง
มิยอมกะพริบเพื่อรอคำชี้แจง ความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที
ในเมื่ออธิบายลำบาก ก็ได้แต่ยอมรับผิดขอโทษไปเสีย
เหลียนฟางโจวทอดถอนใจ “เรื่องนี้... เมื่อครู่แม่พูดผิดไปเอง!
อันที่จริงแม่... มิได้เจ็บปวดตรงไหนเลย...”
สิ้นคำนี้ หงอวี้ก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก
นางกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นหัวเราะสุดชีวิต
หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบมองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่ง
ในใจเขาคิดไปว่านางคงแกล้งพูดเพื่อให้เขาเป็นห่วงและมาง้อ จึงรู้สึกขำอยู่ในใจ
แต่ทว่าความกังวลก็สลายไปจนสิ้น เขาคิดว่าในเมื่อนางยอมใช้แผนการเล็กๆ น้อยๆ
เช่นนี้ แสดงว่ามิได้โกรธเคืองตนเองแล้ว...
ทว่าซวี่เอ๋อร์กลับเคืองจริงจัง เขาทำหน้ามุ่ยพลางกล่าวว่า
“ท่านแม่ทำเช่นนี้ได้อย่างไร เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ยังพูดผิดได้อีก!
มิล่วงรู้หรือว่าท่านพ่อกับข้าจะเป็นห่วงเพียงใด!”
หลี่ฟู่หลุดหัวเราะ “ชิ” ออกมา ก่อนจะทำสีหน้าจริงจังพยักหน้าเห็นพ้อง
“ใช่แล้วฮูหยิน วันหน้าห้ามล้อเล่นเช่นนี้อีกนะ ข้ากับซวี่เอ๋อร์ใจคอไม่ดีเลย!”
“...” เหลียนฟางโจวถลึงตาใส่หลี่ฟู่ด้วยความแค้นเคือง
แต่เมื่อจนใจจึงได้แต่พึมพำเสียงค่อย “จ้ะ แม่ผิดไปแล้ว
วันหน้าแม่จะไม่ทำเช่นนี้อีก ดีหรือไม่?”
ซวี่เอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ท่านแม่รู้ตัวก็ดีแล้ว!”
“เอาล่ะซวี่เอ๋อร์ เช้านี้ฝึกเท่านี้พอ หงอวี้
พานายน้อยกลับไปพักผ่อนเสีย” หลี่ฟู่ออกคำสั่งเสียงนุ่ม
เขาคิดในใจว่าควรจะหยุดเพียงเท่านี้
หากขืนล้อเล่นจนฮูหยินโกรธจนอายขึ้นมา ลูกชายย่อมปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
แต่ตัวเขานี่แหละที่จะกลายเป็น "ปลาในสระที่โดนลูกหลง" ให้ต้องซวยไปด้วย
จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม?
หงอวี้รู้ดีว่านายท่านคงมีเรื่องสำคัญจะสนทนากับฮูหยินเพียงลำพัง
จึงรีบรับคำและจูงมือซวี่เอ๋อร์เดินจากไป
หากเป็นเมื่อก่อน ซวี่เอ๋อร์คงต้องพัวพันออดอ้อนเหลียนฟางโจวอีกนานกว่าจะยอมไป
ทว่ายามนี้เขากลับทำความเคารพอย่างสำรวมและเดินออกไปแต่โดยดี
ทั้งยังไม่ลืมที่จะเก็บกระบี่ของตนเองไปด้วย
เหลียนฟางโจวกำชับหงอวี้ให้ดูแลนายน้อยให้ดีอย่าให้หกล้ม
นางมองส่งแผ่นหลังของพวกเขาเดินลับตาไปพลางทอดถอนใจด้วยความห่วงใยเบาๆ
แล้วหันไปกล่าวกับหลี่ฟู่ “ซวี่เอ๋อร์ยิ่งนับวันยิ่งฟังคำท่าน!
เริ่มจะไม่สนิทสนมกับแม่คนนี้เสียแล้ว!”
“มีข้าสนิทกับเจ้าก็พอแล้ว
อย่างไรเสียในอนาคตเขาก็มิได้เป็นของเจ้าคนเดียวหรอก!”
หลี่ฟู่ยิ้มพลางขยับเข้าไปนั่งเบียดและโอบไหล่นางไว้
เหลียนฟางโจวหัวเราะพรืด ค้อนขวับใส่
“พูดเช่นนี้หมายความว่าข้าเลี้ยงเขาเสียเปล่างั้นรึ? ข้าจะบอกท่านให้ ลูกชายข้ายังไงก็เป็นของแม่คนนี้ตลอดไป!
ต่อให้แต่งงานมีภรรยา เขาก็ไม่มีวันลืมแม่คนนี้หรอก!”
“ใช่ๆๆ ลูกชายของเจ้า ใครจะมาแย่งไปได้เล่า!”
หลี่ฟู่ขำในท่าทีของนาง “ข้าแค่เย้าเล่นเท่านั้น! ซวี่เอ๋อร์เป็นเด็กผู้ชาย
ข้าเพียงแค่สอนให้เขาเติบโตเป็นบุรุษที่แท้จริง จะให้เขามาคอยออดอ้อนเจ้าเป็นเด็กๆ
ทุกวันได้อย่างไร? อย่าลืมสิว่าเขาคือบุตรชายคนโตสายตรงของพวกเรา!”
เหลียนฟางโจวเบิกตาโพลงจ้องหลี่ฟู่เขม็ง ครู่ใหญ่กว่าจะระบายลมหายใจที่อั้นอยู่ในอกออกมาได้
นางแหวใส่ด้วยความหงุดหงิด “ท่านพูดจาอันใดกัน! เหมือนเด็กๆ งั้นรึ? ซวี่เอ๋อร์ยังไม่เต็มสี่ขวบเลยนะ เขาเป็นเด็กจริงๆ!
ท่านเคี่ยวเข็ญเขาหนักเกินไปแล้ว!”
“สี่ขวบก็ไม่เล็กแล้วนะ” หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ดูสิ
เจ้าเริ่มใจอ่อนสงสารลูกอีกแล้วใช่ไหม? วางใจเถิด
ข้าเองก็รักเขา ย่อมมิทำอันใดที่เป็นการ 'ดึงต้นกล้าให้โต'
(เร่งรัดเกินควร)
หรือบังคับให้เขาเรียนในสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาแน่นอน
หลักการค่อยเป็นค่อยไปข้าย่อมเข้าใจดี!”
เหลียนฟางโจวผายมืออย่างจนใจพลางยิ้มขื่น “ช่างเถิด ท่านไม่ต้องมาอธิบายเรื่องพวกนี้กับข้าหรอก!
ข้าดูออกแล้วว่าพวกท่านพ่อลูกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ข้าจะทำอย่างไรได้? เจ้าเด็กนั่นก็ไม่รู้ว่าได้นิสัยใครมา
ดื้อรั้นจนฉุดไม่อยู่จริงๆ!”
“เขากังวลเรื่องของเจ้า”
น้ำเสียงของหลี่ฟู่ทุ้มต่ำลงเล็กน้อย เขาถอนใจเบาๆ “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ?
เจ้าหนูนั่นเป็นห่วงเจ้า!
เขาบอกว่าต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อจะได้ปกป้องเจ้า
ไม่ยอมให้คนเลวที่ไหนมามารังแกเจ้าได้อีก!”
เหลียนฟางโจวรู้สึกจุกในลำคอ นางมองหน้าหลี่ฟู่แล้วเอ่ยถาม
“อาเจี่ยน... ข้าช่างไร้ประโยชน์นักใช่ไหม
ที่ทำให้พวกท่านพ่อลูกต้องคอยเป็นห่วงเสมอ?”
“เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใด”
หลี่ฟู่กุมมือนางไว้พลางยิ้มละมุน
“ไม่มีสตรีนางใดจะยอดเยี่ยมไปกว่าฮูหยินของข้าอีกแล้ว!”
เหลียนฟางโจวหลับตาลงพลางทอดถอนใจ “เรื่องของสกุลเหลียง...
ข้ากับท่านล้วนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยน!
มีเพียงการถอนรากถอนโคนอิทธิพลของสกุลเหลียง
กระจายตระกูลที่หยั่งรากลึกไปทุกหัวระแหงนั้นออกไปเสีย มณฑลหนานไห่ถึงจะกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักอย่างแท้จริง
ท่านคิดว่าข้าเป็นคนไม่รู้ความ ไม่แยกแยะดีชั่ว
จนเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานหรืออย่างไร?”
หลี่ฟู่พยักหน้า “ข้ารู้...
เมื่อครู่ข้าเพียงแต่อารมณ์ชั่ววูบจึงเผลอระเบิดใส่เจ้า
เจ้าเหลียงจิ้นนั่นมันน่าแค้นนัก!”
เมื่อเอ่ยถึงบุรุษผู้นี้ หลี่ฟู่ก็อดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ช่างน่ารังเกียจกว่าชุยเส้าซีเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!
เหลียนฟางโจวลังเลเล็กน้อย
นางรู้สึกว่าหากไม่ใช้โอกาสนี้เอ่ยให้กระจ่าง วันหน้าคงยากที่จะหาจังหวะพูดอีก
นางจึงกล่าวว่า “อาเจี่ยน
ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าไม่เคยทำสิ่งที่ละอายต่อท่าน! เพียงแต่เหลียงจิ้น...
เขาช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าติดค้างชีวิตเขาถึงสองชีวิต!”
หลี่ฟู่บีบข้อมือนางเบาๆ แต่หนักแน่น “เจ้าคือภรรยาของข้า
สิ่งที่เจ้าติดค้างเขา ข้าจะเป็นคนชดใช้ให้เอง! สองชีวิตงั้นรึ? อย่างมากที่สุด ในวันหน้าข้าจะละเว้นชีวิตเขาสักครั้ง
และละเว้นบุตรชายเขาอีกสักชีวิตก็แล้วกัน! แต่หลังจากละเว้นให้แล้ว
หากพวกเขายังกล้าก่อเรื่องจนมาตกอยู่ในมือนายข้าอีก ข้าจะมิลดราวาศอกให้เด็ดขาด!”
“อาเจี่ยน!” เหลียนฟางโจวรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
นางโผเข้ากอดเขาด้วยความตื้นตัน “ขอบคุณท่านมาก!”
หลี่ฟู่กระซิบยิ้มที่ข้างหูนาง “เราสามีภรรยา เหตุใดต้องเกรงใจกัน? ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องรู้สึกติดค้างหรือรู้สึกผิดต่อเขา...
พวกเราจะต้องไม่ติดค้างอะไรเขาทั้งสิ้น!”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น