บทที่ 1377 ความเคลื่อนไหวของสกุลเหลียง
คำพูดนั้นทำให้ใจของหลี่ฟู่พลันอบอุ่นและเบิกบาน
เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า “ก็แน่อยู่แล้ว
เป็นเมียของข้า ยังไงก็รู้จักห่วงใยข้า!”
คำพูดนี้ทำเอาเหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นางจูงแขนเขา
พินิจดูตามเนื้อตัวเขา แล้วถามว่า
“ข้าได้ยินคนรับใช้รายงานว่า
ท่านกับเขาต่อสู้กันในสวนจนวุ่นวายอลหม่าน รุนแรงนัก...ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“ไม่เลย!” หลี่ฟู่ยิ้ม รีบตอบ “จริงๆ นะ หากข้ามีแผล
จะปิดบังเจ้าพ้นได้อย่างไร? ถูกเจ้าจับได้ก็คงถูกดุ
สู้สารภาพตรงๆ เสียยังจะได้เห็นเจ้าห่วงใยข้าหน่อย!”
เหลียนฟางโจวหัวเราะอีกครั้ง แล้วแสร้งค้อนเขาเบาๆ
“จะว่าไป ข้าไม่ได้อยากดุท่านเพราะชอบหรอกนะ! ก็เพราะเป็นห่วงต่างหาก
ท่านนี่ก็ช่างมีความเห็น! ในเมื่อไม่เป็นอะไร ก็ดีแล้ว รีบเข้าไปพักในห้องในเสีย!”
หลี่ฟู่ที่วุ่นวายไม่หยุดมาตลอดหลายวันก็เริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
ไหนจะการต่อสู้ที่กินแรงไปมาก เขาจึงมิได้ขัดข้อง รีบยิ้มรับแล้วตรงเข้าไปพัก
ตกค่ำ อาการไข้สูงของหงอวี้ก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ลมหายใจก็ไม่ร้อนจี๋จนชวนตกใจอีกแล้ว นางยังฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่ง
แม้ยังดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง แต่แววตากระจ่างขึ้นอย่างชัดเจน
และยังดื่มน้ำอุ่นได้หลายอึก
เหลียนฟางโจวดีใจยิ่งนัก ทุกคนก็พากันโล่งใจไปตามกัน
ปี้เถาผ่อนลมหายใจ ก่อนยิ้มเอ่ยว่า
“คืนนี้ฮูหยินคงได้พักผ่อนอย่างสบายเสียที ข้าบอกแล้วว่าหงอวี้เป็นเด็กมีบุญ
ยังไงก็ต้องฟื้นแน่นอน!”
ชุนซิ่งก็ยิ้มเสริม
“ฮูหยินพักให้เต็มที่เถอะเจ้าค่ะ
พรุ่งนี้เช้าบางทีหงอวี้อาจได้มาคารวะท่านแล้วก็ได้!”
เหลียนฟางโจวยิ้มตอบ “ก็ขอให้สมคำพวกเจ้านั่นล่ะ!
ใจข้าค่อยสงบลงเสียที!”
เช้าวันถัดมา ได้ข่าวว่าหงอวี้แม้ยังไม่สามารถมาคารวะนางได้
แต่ไข้สูงก็แทบจะหายหมดแล้ว และรู้สึกตัวดีขึ้น ถึงกับร้องหิว
กินโจ๊กข้าวกล้องได้ไปหนึ่งชาม แม้ใบหน้ายังซีดเซียวไปบ้างจากการเสียเลือด
แต่ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ
เหลียนฟางโจวจึงสั่งคนให้ไปกำชับให้นางพักผ่อนให้เต็มที่
ไม่ต้องรีบร้อน อีกทั้งยังให้ครัวเคี่ยวถ้วยรังนกเลือดให้ทุกวัน
พร้อมซุปบำรุงโลหิตและพละกำลัง และจัดให้สาวใช้สองนางผลัดเวรกันดูแลอย่างใกล้ชิด
ด้านหลี่ฟู่ก็กลับมาตะลุยงานอีกครั้ง
เขาต้องพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับสกุลเหลียง
ซึ่งบางคดีย้อนกลับไปถึงเจ็ดแปดปีก่อน หลี่ฟู่รำคาญใจนัก
จึงโยนให้เสนาบดีและที่ปรึกษาจัดการไปเสียทั้งหมด
เฉพาะแค่คดีลักลอบขุดแร่เหล็กและทองก็ถือเป็นโทษประหารแล้ว
เพียงรอจับเหลียงจิ้นได้ก็จะจัดการพร้อมกัน
ส่วนคดีอื่นก็แค่เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม
โดยนำทรัพย์สมบัติมหาศาลของสกุลเหลียงมาชดเชยให้บางส่วนเท่านั้น
นอกเหนือจากตัวการและสมาชิกแกนนำแล้ว เหล่าข้ารับใช้ ยาม และคนงาน
ยังต้องแยกประเภทลงโทษตามสถานการณ์ บ้างถูกปลด บ้างถูกขาย บ้างถูกส่งไปทำงานหนัก
อีกทั้งยังมีทรัพย์สินมากมายที่ต้องลงบัญชี ทั้งร้านค้า โรงเตี๊ยม
โรงสุรา ที่ดิน และเหมืองอีกสองแห่งที่ต้องจัดการตามขั้นตอน
ยังมีเหมืองแร่เหล็กอีกแห่งที่ยังหาไม่เจอ รวมถึงแผนที่ภูมิประเทศ
เอกสารรายละเอียด และโกดังที่เก็บทองคำและแร่เหล็กจำนวนมหาศาลก็ยังไม่พบ
แทบทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องใหญ่
ทุกครั้งที่เจอปัญหาล้วนต้องรายงานมาขอคำตัดสินจากเขา
ทำให้ช่วงนี้หลี่ฟู่แทบไม่มีเวลาหายใจ
ส่วนเบาะแสของแผนที่ เอกสาร และโกดังเหล่านั้น
เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของสกุลเหลียง คาดว่าคงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ตำแหน่งแน่ชัด
แม้เขาจะสอบปากคำนายท่านอาวุโสใหญ่ของสกุลเหลียงอยู่หลายครั้ง
แต่ก็ยังไม่ได้อะไรเลย!
สุดท้ายเขาก็ใจไม่แข็งพอ
จะใช้โทษทรมานหรือข่มขู่ด้วยชีวิตของคนรุ่นหลัง เขาทำไม่ลงจริงๆ
ทำได้เพียงปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอยู่เช่นนั้น พร้อมกับส่งคนออกไปสืบหา
หากเป็นเรื่องอื่นยังพอถ่วงเวลาได้
แต่โกดังที่เก็บทองและแร่เหล็กมหาศาลนี้ จำเป็นต้องรีบหาตัวให้พบ
เพราะของเหล่านี้จะต้องส่งขึ้นเมืองหลวงให้ทัน
หากทางราชสำนักมีใครสงสัยว่าเขาคิดจะปิดบังหรือยักยอกเอาไว้เอง
แล้วฟ้องกราบทูลขึ้นไป คงหลีกไม่พ้นพายุอีกลูก!
ทางด้านเรือนหลังของจวนตระกูลหลี่ เมื่อเทียบกับความอึกทึกก่อนหน้า
บัดนี้กลับสงบราบเรียบลงมาก…
ลั่วกว่างสั่งคนให้แอบจับตาดูม่อเว่ยอยู่หลายวัน
ก็ไม่ได้พบความเคลื่อนไหวใดผิดสังเกต พฤติกรรมของเขาล้วนเปิดเผยไร้การปิดบังลั้วกว่างจึงค่อยวางใจลงได้บ้าง
แต่ก็ยังไม่กล้าประมาทเต็มที่
แต่เขาก็เชื่อในคำพูดของแม่ทัพ—ชายผู้นี้บาดเจ็บสาหัส
เขาไม่กล้าออกจากจวนหลี่แน่!
อย่างน้อยภายในครึ่งปีนี้ อาการบาดเจ็บของเขาไม่มีทางฟื้นตัวได้
ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ เขาย่อมไม่กล้าก่อเรื่องใดในจวนตระกูลหลี่
มีข้อยืนยันเช่นนี้ คืนๆ ก็หลับได้สบายขึ้น
วันหนึ่ง ม่อเว่ยไม่รู้แอบลอบเข้ามาในเขตประตูชั้นในได้อย่างไร
ก่อนจะเดินทอดน่องมาถึงลานฝึกยุทธ์อย่างสบายอารมณ์
แต่ไกลๆ เขาก็เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังฝึกกระบี่
แสงเงินวูบไหวท่ามกลางการร่ายรำ แม้ท่วงท่ายังติดความเยาว์วัยอยู่บ้าง
แต่ก็มีระเบียบแบบแผนไม่เลว ร่างกายก็ดูปราดเปรียวคล่องแคล่ว
อีกไม่กี่ปีต่อไป มิแน่ว่าอาจเก่งเกินครูได้
สายตาของม่อเว่ยอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
แม้เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนกำลังเผยสีหน้าที่เรียกว่า “อ่อนโยน” อยู่บนใบหน้า
ซึ่งทำให้ความเย็นชาเลือนหายไปบางส่วน
ที่ยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ทันสังเกตเลยว่า—เหมือนตนเอง “ยิ้ม”
ออกมาแล้ว รอยยิ้มนั้นแผ่วเบานุ่มนวล ชวนให้คนที่เห็นรู้สึกถึงคำว่า “อบอุ่น”
เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยมีมาก่อนเลยในอดีต
ม่อเว่ยก้าวฉับๆ เข้าไป ตั้งใจลงน้ำหนักเท้าให้ดัง ก่อนจะร้องว่า
“เฮ้!”
เด็กชายสะบัดกระบี่หยุดท่า หันมามองเขาตาเขม็ง
“อีกแล้วเหรอ? เจ้าจะมาอะไรอีกเล่า!”
ม่อเว่ยเลิกคิ้ว ยิ้มเหย้า “คุณชายน้อย
เจ้าดูจริงจังยิ่งกว่าบิดาเจ้าเสียอีก! อายุเท่าไรกันเอง ทำหน้าเข้มขึงขังเช่นนี้
ไม่ดีเลยนะ!”
เด็กชายจ้องเขาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะฮึดฮัด “ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า!
พ่อข้าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เจ้าอยู่หน้าเรือน แล้วมาทำไมถึงที่นี่!”
เขาสะบัดกระบี่ในมือ พลางกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“ข้าต้องฝึกกระบี่อย่างหนัก! พอข้าโตขึ้น ข้าจะต้องเอาชนะเจ้าให้ได้!”
“ดี ข้าจะรอดู!” ม่อเว่ยเลิกคิ้ว พูดขึ้นเสียงราบเรียบ
ฟังดูไม่ได้จริงจังนัก คล้ายตอบส่งๆ กับเด็กดื้อคนหนึ่ง
เด็กชายรู้สึกเหมือนถูกดูแคลน ยิ่งฮึดขึ้น “อืม! งั้นเจ้าก็รอให้ดี!
ข้าทำได้แน่!”
ม่อเว่ยเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อย ยืนนิ่งไม่พูด
เด็กชายจึงว่า
“ไปได้แล้ว! ข้าจะฝึกกระบี่ต่อ!”
ม่อเว่ยแปลกใจ
“เจ้าฝึกของเจ้าไปสิ ข้าไม่รบกวนหรอก”
เด็กชายส่ายหน้า “นอกจากพ่อข้า ข้าไม่ชอบให้ใครดูตอนข้าฝึกกระบี่!”
คำพูดนี้ทำเอาม่อเว่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “งั้นข้าถามเจ้าหนึ่งคำ เจ้าตอบมา
ข้าก็จะไม่รบกวนอีกแล้ว”
“วันนั้น เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้นั้น?”
ม่อเว่ยชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่สองต้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
กิ่งก้านแน่นหนาใบไม้หนาทึบ พันเกี่ยวกันราวกับเป็นผืนเดียว
เขาอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว
และคำถามนี้ก็ติดคาใจเขามาตลอดหลายวันเช่นกัน
ที่เขาไม่ยอมจากไป ยังอยู่ที่นี่
แม้จะถูกหลี่ฟู่คนนั้นเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนหนึ่งก็เพราะคำถามนี้เช่นกัน…
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น