วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1387 ไม่ยอมสยบมิได้แล้ว

 

บทที่ 1387 ไม่ยอมสยบมิได้แล้ว

ฝูงชนกรูกันไปยังลานฝึกทหารจนล้อมรอบพื้นที่เป็นวงกว้าง

กลุ่มคนถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แขกเหรื่อจากเผ่าต่างๆ นั่งรวมกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ฝั่งขุนพลอย่างหูต้าไห่และเสิ่นต้าอี้ก็นั่งรวมกันอีกจุด ส่วนเหล่าหัวหน้าเผ่าที่ตกเป็นเชลยถูกคุมตัวโดยทหารองครักษ์อยู่อีกด้าน

กลางลานประลอง หลี่ฟู่และอาหมู่ยืนประจันหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งแผ่กลิ่นอายคุกคาม ใบหน้าดุดันดุจพยัคฆ์ร้ายที่หลุดจากนรก อีกฝ่ายกลับยืนตระหง่านดุจขุนเขา ท่าทางสงบนิ่งราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน

ทุกคนต่างจ้องมองด้วยใจระทึก ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างกังวลไปคนละอย่าง

เสียงกลองรัวครบสามจบ อาหมู่แหงนหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพร้อมตะโกนก้อง “หลี่ฟู่! แน่จริงก็เข้ามา!”

เหล่าเชลยต่างโห่ร้องกึกก้องเพื่อปลุกขวัญให้อาหมู่

หลี่ฟู่ปรายตามองเขาพลางถามเรียบๆ “เจ้าไม่เลือกอาวุธรึ?”

อาหมู่แค่นเสียงหึ พลางเบ่งกล้ามแขนที่ปูดโปนหนาแน่นราวกับขอนไม้ ขยับหมัดมหึมาโชว์ข่มขวัญแล้วแผดเสียง “ไม่ต้องใช้อาวุธหรอก ข้าก็จะซัดหัวเจ้าให้แบะได้อยู่ดี!”

พวกเชลยต่างพากันหัวเราะและตะโกนข่มขวัญอย่างย่ามใจ

“หุบปาก! อย่ามาสามหาว!” หูต้าไห่ตวาดด้วยความโกรธจัด

หลี่ฟู่พยักหน้าให้หูต้าไห่พลางยิ้มน้อยๆ “พี่หู ไม่จำเป็นต้องไปถือสาเขา”

ก่อนจะหันไปทางอาหมู่ “แขกมาถึงเรือนชานต้องให้เกียรติ... เชิญเจ้าก่อน!”

อาหมู่ไม่คิดจะโยนกันไปมาให้เสียเวลา เขาคำรามลั่น “ดี!” ก่อนจะพุ่งร่างเข้าใส่ดุจสายฟ้าฟาด หมัดขนาดยักษ์พุ่งตรงเข้าหาใบหน้าของหลี่ฟู่จนเกิดลมปะทะหวีดหวิว!

ครานี้เขารู้จักระวังตัวมากขึ้น ไม่ยอมปะทะตรงๆ กับหลี่ฟู่ และไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายยืมแรงส่งแรง หมัดนี้เป็นเพียงกระบวนท่าหลอก เขาพลันยกเท้าขวาขึ้นพร้อมคำรามกึกก้อง เตะต่อเนื่องอย่างรวดเร็วดุจพยัคฆ์เหินหาว ท่วงท่าองอาจทรงพลังยิ่ง

พริบตานั้นเงาเท้าพร่าเลือนจนดูไม่ออกว่าจุดใดคือจริง จุดใดคือเท็จ!

ฝูงชนอดไม่ได้ที่จะลุ้นระทึกจนเผลอโห่ร้องออกมา! หูต้าไห่และพวกพ้องถึงกับลอบหวั่นใจ ไม่คิดว่าไอ้คนเถื่อนไร้หัวคิดผู้นี้จะมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้!

“แม่ทัพหูโปรดวางใจ” เสิ่นต้าอี้เห็นหูต้าไห่เกร็งจนมือที่วางบนเข่าขยำกางเกงแทบขาด จึงขยับเข้าไปกระซิบปลอบ “ชายผู้นี้แม้จะดุดันและมีพละกำลังมหาศาล แต่หากเทียบกับพวกเผ่าหูทางเหนือแล้วยังห่างชั้นนัก แม้แต่พวกเผ่าหูยังมิใช่คู่มือท่านแม่ทัพ แล้วนับประสาอะไรกับเจ้านี่? ท่านแม่ทัพเพียงแค่อยากเล่นสนุกกับมันเท่านั้น หากไม่ปล่อยให้มันสำแดงฝีมือออกมาให้หมด มันจะยอมจำนนได้อย่างไร? และบรรดาผู้สังเกตการณ์เหล่านี้จะเกิดความยำเกรงได้อย่างไร!”

“แม่ทัพเสิ่นกล่าวได้ถูกต้อง แม่ทัพหลี่เลื่องชื่อระบือไกล หากแม้แต่หัวหน้าเผ่าไร้ชื่อเสียงเพียงคนเดียวก็ยังจัดการไม่ได้ ก็คงไม่คู่ควรกับตำแหน่งในทุกวันนี้!” หูต้าไห่เริ่มคลายใจลงพลางพยักหน้าเห็นด้วย

ทั้งคู่ต่างหันกลับไปสนใจการต่อสู้กลางลานประลองอีกครั้ง

ขณะนี้ทั้งสองพัวพันเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด หมัดเท้าที่ปะทะกันล้วนหนักแน่นรุนแรง กระบวนท่าเปิดกว้างและเฉียบคมจนเกิดเสียงลมพัดผ่านหูวูบวาบ ความกดดันไม่ต่างจากยามกวัดแกว่งดาบกระบี่แม้แต่น้อย

หูต้าไห่ลอบทึ่งอยู่ในใจ เขารู้ดีว่าหลี่ฟู่เชี่ยวชาญกระบี่และพิชัยสงครามอย่างยิ่ง แต่คาดไม่ถึงว่าวิชาหมัดมวยปะทะมือเปล่าของเขาจะล้ำเลิศถึงขั้นนี้!

แม้รูปร่างจะต่างจากหัวหน้าเผ่าเฮยหลีที่ตัวโตราวกับหอเหล็ก หมัดของเขาก็เล็กกว่าคู่ต่อสู้ร่วมครึ่ง แต่ยามที่ต้องปะทะกันด้วยกำลังตรงๆ เขากลับไม่เป็นรองเลยแม้แต่นิดเดียว!

เหล่าผู้ชมต่างตกตะลึงจนตาค้าง เสียงโห่ร้องดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก! ทุกคนรู้สึกเลือดฉีดพล่านจนอยากจะกระโดดลงไปร่วมประลองด้วยตนเอง!

แต่นั่นก็ได้เพียงแค่คิด! หากให้ลงไปจริงๆ คงไม่มีใครขวัญกล้าขนาดนั้น

โดยเฉพาะหัวหน้าเผ่าไป๋อี๋และตงซานที่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างเห็นความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นในดวงตาของกันและกัน ถึงตอนนี้ทุกคนต่างตระหนักแจ้งแล้วว่า แม่ทัพหลี่ผู้นี้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศเกินจินตนาการ ต่อให้ต้องรบกันด้วยฝีมือจริงๆ การยึดเมืองหลางฉีได้ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น...

ชัยชนะของเขา มิได้มาเพราะโชคช่วยแม้แต่น้อย!

เสียงโห่ร้องที่ดังเข้าหูมาเป็นระยะๆ บัดนี้เทไปทางหลี่ฟู่แทบทั้งหมด—ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโดยสัญชาตญาณคนเรามักเอาใจช่วยผู้ที่ดูเสียเปรียบ ซึ่งหากวัดจากรูปร่างแล้ว หลี่ฟู่คือผู้เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งกิตติศัพท์ความเก่งกาจของอาหมู่นั้นเลื่องลือไปทั่วว่าเป็นยอดนักรบอันดับหนึ่งของทุกชนเผ่า การที่หลี่ฟู่สามารถต่อกรกับเขาได้อย่างสูสี จึงทำให้ทุกคนตะลึงจนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโห่ร้องเอาใจช่วยออกมาโดยไม่รู้ตัว

ทว่าเสียงโห่ร้องเหล่านั้นเมื่อเข้าหูอาหมู่กลับกลายเป็นสิ่งบาดหูยิ่งนัก เขาบันดาลโทสะถึงขีดสุด!

ด้วยความคลุ้มคลั่งบวกกับความทะยานอยากเอาชนะ เขาแผดเสียงคำรามลั่นก่อนจะระดมหมัดเท้าเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง หมายจะแลกชีวิตเข้าแลก!

ฝูงชนพากันอุทาน “อา!” ด้วยความตระหนกจนหน้าถอดสี แต่ละคนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปจนลืมแม้กระทั่งจะส่งเสียงรบกวน

บางคนที่ขวัญอ่อนถึงขั้นหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง ไม่กล้าทนดูภาพนองเลือดที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในหัวของทุกคนมีความคิดตรงกันเพียงอย่างเดียวคือ... ครานี้แม่ทัพหลี่คงยากจะรอดพ้นหายนะเสียแล้ว!

“อ๊ากกกก!”

เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดังเสียดแทงฉุดรั้งสติของทุกคนให้กลับคืนมา ความคิดที่เคยว่างเปล่าพลันกระจ่างชัด ทุกคนต่างกะพริบตาเร่งมองตามที่มาของเสียงนั้น พลันดวงตาต้องเบิกกว้างด้วยความทึ่ง... ภาพที่ปรากฏคือร่างกำยำราวกับหอเหล็กของอาหมู่กำลังดิ้นรนและครางระงมด้วยความทุกข์ทรมานอยู่บนพื้น

ชั่วขณะนั้น... ทุกคนตกตะลึงจนลืมโห่ร้องยินดี

“ดี!”

“แม่ทัพหลี่เกรียงไกร! แม่ทัพหลี่เกรียงไกร!”

เสียงโห่ร้องที่ระเบิดขึ้นทำเอาเหล่าคนจากชนเผ่าต่างๆ ได้สติ พวกเขามองดูเหล่าขุนพลและทหารที่หัวเราะร่าพลางกู่ร้องแสดงความยินดีด้วยความรู้สึกว่างเปล่าในใจ ความผิดหวังเกาะกุมจนรู้สึกราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไป

ที่แท้ยอดนักรบอันดับหนึ่งที่พวกเขาเคยเคารพยำเกรง กลับพ่ายแพ้ต่อหน้าแม่ทัพหลี่ผู้นี้อย่างราบคาบถึงเพียงนี้

หลี่ฟู่สาวเท้าเข้าหาอาหมู่ทีละก้าว ก่อนจะหยุดยืนห่างออกไปเพียงสี่ห้าก้าว เขาเลิกคิ้วขึ้นพลางตวาดถามเสียงเย็น “เจ้ามีอะไรจะกล่าวอีกหรือไม่? ครานี้ยอมสยบแล้วหรือยัง!”

อาหมู่พยายามฝืนกายที่สั่นเทา ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เขาแค่นเสียงหึหัก กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเกร็ง ก่อนจะกัดฟันเอ่ยเสียงเย็น “ชาวเฮยหลีพูดคำไหนคำนั้น! หลี่ฟู่... ข้าพ่ายให้เจ้าแล้ว! ไม่ยอมรับก็คงไม่ได้!”

หลี่ฟู่หัวเราะก้อง “กล้ายืดอกรับต่อหน้าผู้คนก็นับว่าเป็นลูกผู้ชาย!” เขาโบกมือส่งสัญญาณให้ทหารองครักษ์สองนายเข้าไปคุมตัวอาหมู่กลับไป

“ปล่อย! ข้าเดินเองได้!” อาหมู่สะบัดตัวปฏิเสธ ก่อนจะเดินโโซเซออกจากลานฝึกทหารไปโดยไร้ความรู้สึกบนใบหน้า

ทุกคนต่างจับจ้องตามหลังเขาไป โดยเฉพาะคนในเผ่าเฮยหลีที่ต่างน้ำท่วมปาก ไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาดี

หลี่ฟู่กวาดสายตาช้าๆ ไปยังฝูงชน เมื่อใดที่สายตาอันคมปราบเย็นเยียบนั้นสบเข้ากับผู้ใด ผู้นั้นเป็นต้องสะท้านเยือกจนต้องหลบตาโดยสัญชาตญาณ

หลี่ฟู่ประกาศกร้าว “หากผู้ใดไม่ยอมรับ จงก้าวออกมาประลองกับข้า! วางใจเถิด เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนฝีมือมิใช่การดวลเสี่ยงตาย ต่อให้ข้าพ่ายแพ้ ข้าก็จะไม่ผูกใจเจ็บในภายหลัง!”

เมื่อเห็นยอดฝีมืออย่างอาหมู่พ่ายแพ้จนหมดรูปเช่นนั้น แล้วใครเล่าจะกล้าเสนอหน้าออกไป? ทุกคนต่างพากันก้มหน้าเงียบงันไม่กล้าปริปากแม้แต่ครึ่งคำ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น