วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1394 ผู้ที่เหมาะสม

 

บทที่ 1394 ผู้ที่เหมาะสม

หลี่ฟู่ทวนชื่อขุนนางในใจอยู่หลายตลบแต่ก็ยังคงส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “ฮูหยิน... เจ้าน่ะสายตาแหลมคมที่สุดในเรื่องการเลือกใช้คน ช่วยข้าคิดหน่อยเถิดว่าใครดี?”

“ท่านก็ว่าไปนั่น!” เหลียนฟางโจวหลุดขำ ทว่าในใจพลันฉุกคิดบางอย่างได้จึงเอ่ยยิ้มๆ “ข้ามีคนหนึ่งอยู่ในใจพอดีเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าจะถูกใจท่านหรือไม่”

หลี่ฟู่ดีใจรีบถามทันทีว่าคือใคร

เหลียนฟางโจวจึงเฉลยว่า “คนผู้นี้อยู่ใกล้เพียงเอื้อมแต่เหมือนไกลสุดขอบฟ้า... ก็ผางอวี้หลงอย่างไรเล่าเจ้าคะ!”

“ใครนะ?” หลี่ฟู่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาเบิกตากว้างถามย้ำ “เจ้าว่าใครนะ?”

เหลียนฟางโจวคาดไม่ถึงว่าเขาจะมีปฏิกิริยารุนแรงเพียงนี้ นางจึงรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง “ผางอวี้หลงอย่างไรเล่า! ก็อดีตหัวหน้าใหญ่แห่งเกาะหุยเฟิงที่เพิ่งมาสวามิภักดิ์ ท่านสามี... ท่านคงไม่ได้ลืมเขาไปแล้วกระมัง!”

“...” หลี่ฟู่ถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก เขาได้แต่ลอบอุทานในใจว่า สมกับเป็นฮูหยินของข้าจริงๆ ช่างขวัญกล้าบ้าบิ่นกล้าเสนออกมาได้!

เหลียนฟางโจวจะไปรู้ได้อย่างไร? วงการขุนนางย่อมมีกฎเกณฑ์ของมัน คนอย่างผางอวี้หลงที่เป็นหัวหน้าโจรสลัดและเพิ่งจะสวามิภักดิ์มาได้ไม่นาน มักจะถูกขุนนางในราชสำนักกีดกันและรังเกียจเป็นธรรมดา หากไม่ถูกลอบแทงข้างหลังหรือโดนกลั่นแกล้งก็นับว่าบุญโขแล้ว ตามปกติหากต้องไต่เต้าไปตามลำดับ ชั่วชีวิตนี้ได้เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ระดับสี่ก็นับว่าเก่งสุดยอดแล้ว แต่นี่นางกลับเสนอให้เขาข้ามขั้นไปเป็น ‘เจ้าเมือง’ (จือโจว) แถมยังเป็นการข้ามสายจากบู๊มาเป็นบุ๋นอีก เรื่องเช่นนี้ถือว่าไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์!

จึงไม่น่าแปลกใจที่หลี่ฟู่ ผู้ซึ่งชินชากับการที่ภรรยามักจะทำอะไรนอกคอกอยู่เสมอ ยังต้องอึ้งกิมกี่ไปขนาดนี้

ทว่าเรื่องเหล่านี้ หลี่ฟู่ก็ยากจะอธิบายให้นางเข้าใจได้ในทันที

“ข้าก็แค่ลองเสนอไปอย่างนั้นเอง หากท่านเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ไม่ต้องใช้สิ” เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างไม่ยี่หระพลางยิ้มบางๆ

นางไม่ได้มีความสนใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองราชการแม้แต่น้อย หากหลี่ฟู่ไม่ถาม นางก็ไม่มีทางปริปากพูดแน่นอน!

“มันก็... ไม่ค่อยเหมาะสมจริงๆ นั่นแหละ...” หลี่ฟู่ยิ้มพลางถอนใจ “อีกอย่าง หากทำเช่นนั้น ผู้อื่นจะยอมสยบได้อย่างไร? ทว่า... เขาช่างเหมาะกับสถานที่แห่งนั้นจริงๆ...”

หากส่งผางอวี้หลงไปที่นั่น ย่อมต้องให้เขาพาพรรคพวกอย่างไห่หม่า จิ่วเตา และพี่น้องจากเกาะหุยเฟิงไปด้วย คนกลุ่มนี้สามารถใช้กำลังสยบพวกชนเผ่าที่ยังคิดจะก่อความวุ่นวายได้อย่างเด็ดขาดแน่นอน!

หากมองในแง่นี้ ไม่มีใครจะเหมาะสมไปกว่าผางอวี้หลงอีกแล้ว

แต่จะให้เขาเป็นเจ้าเมืองนั้นคงไม่เหมาะ

หลี่ฟู่จึงเสนอขึ้นว่า “เช่นนั้นให้ใต้เท้าจานไปเป็นเจ้าเมืองหลางฉี แล้วให้ผางอวี้หลงไปเป็นหัวหน้ามือปราบ (ปู่โถว) ดีหรือไม่? ใต้เท้าจานเป็นคนโอบอ้อมอารี ในบรรดาคนทั้งหมดเขานี่แหละที่ไม่มีอคติกับพวกผางอวี้หลงที่สุด ส่วนผางอวี้หลงก็เป็นคนหนักแน่นมั่นคง ข้าว่าทั้งคู่ทำงานด้วยกันได้ดีแน่!”

“หัวหน้ามือปราบรึเจ้าคะ?” เหลียนฟางโจวกะพริบตาปริบๆ พลางนึกในใจว่า... เอาเถอะ ถ้าเทียบกับสมัยปัจจุบัน ตำแหน่งนี้ก็คงประมาณผู้บัญชาการตำรวจเลยมั้ง? แต่ชื่อเรียกดูไม่ค่อยสง่าผ่าเผยนัก อีกอย่างหากผางอวี้หลงเป็นหัวหน้ามือปราบ พวกไห่หม่าก็ต้องเป็นลูกน้องมือปราบตัวเล็กๆ พวกเขาจะยอมรึ? จะหวังให้พวกเขาไปสืบคดีน่ะหรือ... ข้าว่าเลิกคิดเถอะ!

หลี่ฟู่เองพอนึกดูดีๆ ก็รู้สึกว่าไม่เข้าท่าเช่นกัน เขาเอ่ยอย่างจนใจว่า “ความจริงข้าอยากให้เขาเป็นรองเจ้าเมือง (โจวเฉิง) ด้วยซ้ำไป แต่มันช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางเอ่ย “ท่านน่ะคิดมากไปแล้ว! ก็ยังมีใต้เท้าจานอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือเจ้าคะ? มีเขาคอยคุมสถานการณ์จะกลัวอะไร ใต้เท้าจานก็ใช่ว่าจะมีเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวเสียเมื่อไหร่ ทำไมงานบุ๋นจะต้องฝากไว้ที่รองเจ้าเมืองเพียงคนเดียวเล่า? สถานการณ์ในเมืองหลางฉีนั้นพิเศษนัก หากข้าเป็นคนที่จะไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองที่นั่น ถ้าไม่มีคนดุดันอย่างผางอวี้หลง ไห่หม่า หรือจิ่วเตาคอยคุ้มกันละก็ ข้าว่าหาคนกล้าไปรับตำแหน่งนี้ได้ยากยิ่งกว่าเสียอีกเจ้าค่ะ!”

จริงด้วย!” ดวงตาของหลี่ฟู่พลันเป็นประกาย เขาอดไม่ได้ที่จะคว้ามือเหลียนฟางโจวมากุมไว้แน่นพลางเอ่ยอย่างดีใจ “ฮูหยินของข้า! เจ้าพูดได้ถูกต้องที่สุด! เหตุใดข้าถึงคิดไม่ถึงกันนะ!”

เรื่องนี้จึงถูกตัดสินอย่างรวดเร็ว หลี่ฟู่เพิ่งจะทราบภายหลังว่า ใต้เท้าจานเองก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าตนอาจถูกส่งไปปกครองเมืองหลางฉี ถึงขั้นเตรียมเหตุผลในการปฏิเสธไว้เป็นข้อๆ ทว่าเมื่อได้ยินว่าจะมีผางอวี้หลงนำกำลังไปรับตำแหน่งรองเจ้าเมืองด้วย เขาก็เลิกอิดออดและตกลงรับปากทันที!

ทางด้านผางอวี้หลงเองก็เต็มใจยิ่ง เขาตอบรับคำเป็นมั่นเหมาะว่าเมื่อไปถึงเมืองหลางฉีแล้ว จะเข้มงวดกับพี่น้องทุกคน ให้ความเคารพใต้เท้าจานในฐานะผู้บังคับบัญชา และเชื่อฟังคำสั่งทุกประการ เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองหลางฉีให้รุ่งเรือง!

การต้องรั้งอยู่ในค่ายทหาร แม้เหล่าขุนพลและทหารหาญจะยอมไว้หน้าหลี่ฟู่และหูต้าไห่จนไม่กล้าหาเรื่องพวกเขาซึ่งๆ หน้า ทว่าความโดดเดี่ยวและท่าทีเย็นชา รวมถึงสายตาดูแคลนที่พวกรั้วของชาติมีต่ออดีตโจรสลัดนั้นช่างชัดเจนนัก อย่าว่าแต่ลูกน้องในเผ่าเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

มีพี่น้องไม่น้อยที่ทนแรงกดดันไม่ไหวจนเป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องก่อน และถูกลงโทษไปตามระเบียบไม่น้อยเช่นกัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าทุกคนจะอดทนได้นานเพียงใด! ทว่าหากไม่อดทน... นั่นก็เท่ากับเดินไปสู่ทางตาย!

ในเมื่อตอนนี้มีทางเลือกที่สามหยิบยื่นมาให้ มีหรือที่เขาจะไม่คว้าไว้?

อีกทั้งใต้เท้าจานยังเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีเมตตา ย่อมไม่ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนทหารคนอื่นๆ แน่นอน

กำหนดการเดินทางคืออีกเจ็ดวันข้างหน้า ในช่วงไม่กี่วันนี้ ทั้งใต้เท้าจานและผางอวี้หลงต่างต้องเร่งสะสางงานในมือเพื่อส่งมอบให้เรียบร้อย

ใต้เท้าจานยุ่งจนหัวหมุนแทบจะแยกขวาร่างเป็นสองส่วน ส่วนผางอวี้หลงนั้นใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นและได้แต่นั่งว่างรอเวลา

วันนั้นหลี่ฟู่กลับมายังเรือนหลัง ขณะที่พูดคุยหยอกล้อกับเหลียนฟางโจว เขาก็เล่าขึ้นมายิ้มๆ ว่า “วันนี้ผางอวี้หลงมาขอร้องข้า เขาถามว่าเจ้าจะพอสะดวกจัดงานเลี้ยงเชิญเหล่าฮูหยินตระกูลเล่อเจิ้งมาสักครั้งได้หรือไม่ เจ้าก็รู้... ภรรยาของเขาคือบุตรสาวสายตรงของบ้านสามตระกูลเล่อเจิ้ง...”

เหลียนฟางโจวพลันเข้าใจกระจ่างทันที ผางอวี้หลงกำลังจะไปเมืองหลางฉี  หลังจากนี้หนทางสู่เมืองหนานไห่หรือก้งจางย่อมยาวไกลและยากจะหาโอกาสกลับมาได้บ่อยๆ! ชูเอ๋อร์คงอยากจะพบหน้ามารดาของนางเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางนั่นเอง!

หากพูดตามหลักมนุษยธรรม ยามที่นางยังติดอยู่บนเกาะหุยเฟิงย่อมไม่มีทางกล้าคิดเรื่องนี้ แต่ในเมื่อยามนี้ได้มาถึงเมืองหนานไห่แล้ว มีหรือที่นางจะไม่คะนึงถึงมารดา?

เหลียนฟางโจวจึงยิ้มรับ “ยังมีเวลาอีกหลายวันนี่เจ้าคะ ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้ข้าจะเชิญผางฮูหยินมานั่งเล่นที่นี่ก่อน เพื่อถามไถ่ความตั้งใจของนางดูเจ้าค่ะ”

หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ผางอวี้หลงเองก็รู้ว่าเรื่องนี้อาจจะจัดการลำบาก เขาเพียงแต่ลองเปรยดูเท่านั้น หากไม่สะดวกก็ช่างมันเถิด”

เหลียนฟางโจวมีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าฮูหยินน้อยและคุณหนูตระกูลเล่อเจิ้ง ทว่ากับเหล่าฮูหยินรุ่นใหญ่นั้น นางยังไม่มีความสนิทสนมเท่าใดนัก

โดยเฉพาะฮูหยินสามตระกูลเล่อเจิ้งผู้นั้น นับตั้งแต่บุตรสาวคนโต “สิ้นชีพในกองเพลิง” นางที่เดิมทีก็เป็นคนอมทุกข์อยู่แล้วก็ยิ่งเงียบขรึมและเก็บตัวมากขึ้นไปอีก ได้ข่าวว่านางใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องพระเพื่อสวดมนต์ การจะเชิญนางออกมาเป็นแขกบ้านแขกเรือนย่อมมิใช่เรื่องง่าย

วันถัดมา เมื่อได้พบกับชูเอ๋อร์ เหลียนฟางโจวจึงเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง ชูเอ๋อร์ถึงกับอึ้งงันไปครู่ใหญ่ ท่าทางดูเหมือนคนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยสักนิด จากนั้นนางก็กะพริบตาถี่ๆ ดวงตาเริ่มคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตา จนต้องเบือนหน้าหนีและรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาโดยไว

เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “นี่เจ้าไม่รู้เรื่องเลยหรือนี่? เช่นนั้นคงเป็นความตั้งใจของแม่ทัพผางเองแล้วล่ะ! น้องชู แม่ทัพผางช่างดีต่อเจ้าจนหาที่เปรียบมิได้จริงๆ ใครจะคิดว่าบุรุษที่มีท่าทางหุนหันหยาบกระด้างเช่นเขา จะมีมุมที่ละเอียดอ่อนและใส่ใจถึงเพียงนี้!”

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น