วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1427 ข่าวครอบครัว

 บทที่1427ข่าวครอบครัว

ม่อเว่ยกระวนกระวายจนอยากจะเอ่ยปากเตือน แต่ต้องระงับใจไว้จนสุดท้ายก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ

หลี่ฟู่ สายตาคมปลาบจ้องมองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่ง ก่อนจะนิ่งเงียบไม่กล่าววาจาเช่นกัน

"เอาสิ!" เหลียนฟางโจว เห็นท่าทางข่มขู่ของโจวเชี่ยนกลับไม่มีทีท่าแยแสแม้แต่น้อย นางยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ "ท่านหญิงอยากตายก็ตายเถิดเพคะ! อย่างไรเสียท่านก็คือแขกผู้สูงศักดิ์ ข้ามิกล้าไปก้าวก่ายท่านนักหรอก หากท่านหญิงวิ่งพรวดพราดออกไปข้างนอกแล้วเกิดอุบัติเหตุอันใดขึ้น มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย! เฮ้อ... พระชายาจิ้งหนานคงตำหนิข้าได้เพียงไม่กี่คำ คงมิถึงขั้นพรากชีวิตข้าหรอกมั้ง? อ้อ... แล้วข้าเชื่อว่าแม่นางเหมยทั้งสองคนนี้เป็นคนฉลาด พวกนางย่อมต้องช่วยเป็นพยานให้ข้าแน่นอน จริงไหมเพคะ?"

หากพวกนางไม่ช่วยเป็นพยาน หรือพูดความจริงออกไป ทั้งคู่ย่อมต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดนี้ด้วยชีวิต มีเพียงการป้ายความผิดทั้งหมดไปที่ตัวโจวเชี่ยนเองเท่านั้น แม้จะถูกทำโทษ แต่ก็น่าจะรักษาชีวิตไว้ได้ และด้วยนิสัยเอาแต่ใจของท่านหญิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากพวกนางยืนกรานหนักแน่น ท่านอ๋องและพระชายาย่อมไม่มีเหตุผลที่จะระแวงสงสัย

ลวี่เหมย และ อวี๋เหมย ใจสั่นสะท้าน ทั้งตกใจและโกรธแค้น ตะโกนขึ้นพร้อมกัน "ท่านพูดเหลวไหล!"

ทว่าลึก ๆ ในใจจะคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ มีเพียงพวกนางเท่านั้นที่รู้

เหลียนฟางโจวเพียงชายตามองพวกนางด้วยรอยยิ้มบาง ๆ มิได้โต้ตอบคำใด แต่กลับส่งสายตาประมาณว่า "ข้าเข้าใจดี พวกเจ้าต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เห็นต่อหน้าท่านหญิงสินะ" ทำเอาลวี่เหมยและอวี๋เหมยแทบกระอักเลือดด้วยความโมโห

ยิ่งไปกว่านั้น มันทำเอาโจวเชี่ยนโกรธจัดจนหน้ามืด ตามพร่ามัวไปหมด แทบจะสิ้นสติลงตรงนั้น

ม่อเว่ยได้แต่มองตาค้างด้วยความทึ่ง ส่วนหลี่ฟู่นั้นประดับรอยยิ้มที่มุมปาก สายตาที่มองเหลียนฟางโจวเต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู ปล่อยให้นางอาละวาดเล่นสนุกได้ตามใจชอบ เพราะไม่ว่าเรื่องจะบานปลายเพียงใดเขาย่อมจัดการตามเช็ดตามล้างให้ได้เสมอ หรือต่อให้จัดการไม่ได้ก็ช่างมัน อย่างไรเสียทั้งสองฝ่ายก็เหลือเพียงกระดาษบาง ๆ ที่ยังไม่ฉีกขาดออกจากกัน หากจะแตกหักกันไปเลยตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเสีย!

"เคร้ง!" เสียงปิ่นทองในมือโจวเชี่ยนร่วงกระทบพื้น บนลำคอมีรอยเลือดเส้นเล็ก ๆ ไหลซึมลงมา ดูงดงามอย่างน่าสยดสยอง

นางยิ้มขื่น พลางกล่าวอย่างเคียดแค้น "ฮูหยินหลี่ ท่านช่างใจคอเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก! ท่าน—"

เหลียนฟางโจวปรายตามองนางพลางแค่นยิ้ม "ในเมื่อท่านหญิงไม่อยากตายแล้ว เช่นนั้นเราก็ไปที่อารามเจ้าแม่กวนอิมกันเถิด! เรื่องนี้ย่อมต้องมีข้อสรุป ท่านหญิงเดินไปเองย่อมดูดีกว่าให้ข้าสั่งคนไปพยุงนะเพคะ!"

ใบหน้าของโจวเชี่ยนเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างเขียวและขาว นางพุ่งตัวออกจากห้องหนังสือไปราวกับสายลมโดยไม่สนแม้แต่หยดเลือดที่ยังไหลซึมอยู่ที่ลำคอ

เหลียนฟางโจวมิได้ใส่ใจ นางแค่นเสียงเหอะเบา ๆ สั่งให้เหล่าสาวใช้และแม่นมตามไป ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเช่นกัน

หลี่ฟู่อ้าปากคล้ายจะเรียกนาง แต่ครั้นคิดอะไรบางอย่างได้จึงเงียบลง

ม่อเว่ยทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ตะโกนถาม "ฮูหยินหลี่ไม่รีบฟังข่าวคราวของคุณชายทั้งสองแห่งสกุลเหลียนหรือ? จะไม่ฟังก่อนไปจริงๆ หรือ?"

เหลียนฟางโจวหยุดฝีเท้า หันมายิ้มให้เขา "เห็นท่านอาจารย์ม่อปลอดภัยดีอยู่ที่นี่ ข้าก็รู้แล้วว่าพวกเขาคงพ้นขีดอันตรายแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในตอนนี้ ไว้ข้ากลับมาค่อยถามท่านก็ยังไม่สาย!"

กล่าวจบเหลียนฟางโจวก็เดินจากไปทันทีโดยไม่รอให้ม่อเว่ยได้ส่งเสียงอีก

ม่อเว่ยลูบจมูกตัวเองพลางหัวเราะแหะ ๆ หันไปถามหลี่ฟู่อย่างแปลกใจ "ดูเหมือนฮูหยินหลี่จะ... กำลังโกรธใต้เท้าอยู่นะ?"

หลี่ฟู่ปรายตามองม่อเว่ยอย่างเย็นชา "แปลกตรงไหนล่ะ? นางย่อมต้องโกรธที่ข้าเลินเล่อจนเกือบจะเกิดเรื่อง!"

ม่อเว่ยยิ้มเยาะอย่างนึกสนุก "ฮูหยินหลี่ช่างยุติธรรมแท้! ฟาดแส้ใส่ทั้งสองฝ่ายเลยนะเนี่ย!"

หลี่ฟู่ถลึงตาใส่พลางกล่าวอย่างหงุดหงิด "เจ้าอย่าเพิ่งดีใจไปนัก ตอนนี้นางแค่กำลังอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว รอให้นางกลับมาจากอารามเจ้าแม่กวนอิมเถอะ รับรองว่าความโกรธย่อมมลายหายไปสิ้น!"

หลี่ฟู่มิได้ถามว่าเหลียนฟางโจวไปเจรจากับพระชายาจิ้งหนานที่อารามอย่างไร เขาเพียงแต่รู้ว่าเมื่อนางกลับมา แววตาของนางช่างสดใสและเปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน และในวันรุ่งขึ้น พระชายาจิ้งหนานก็พาโจวเชี่ยนเดินทางออกจากหนานไห่ไปอย่างเงียบเชียบและถ่อมตัวที่สุด

เมื่อเหลียนฟางโจวกลับมาถึงจวนและพบหลี่ฟู่ ความหม่นหมองในใจของนางก็อันตรธานหายไปสิ้น ราวกับเรื่องราวขุ่นมัวก่อนหน้านี้เป็นเพียงอดีตอันไกลโพ้น นางพูดคุยหัวเราะกับหลี่ฟู่ได้ตามปกติ

หลี่ฟู่ย่อมยินดียิ่ง ทั้งคู่สนทนากันครู่หนึ่งก่อนจะเชิญม่อเว่ยมาสอบถามเรื่องของสวีซื่อ ภรรยาเหลียนเจ๋อ และเหลียนเจ๋อ

ม่อเว่ยเล่าว่า เขาพบพวกเขาที่แถบฝูอันทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเจียงซี ซึ่งที่นั่นอยู่ตรงข้ามกับทิศทางของหมู่บ้านต้าฟางพอดี

เหลียนฟางโจวถึงกับตบหน้าผากตัวเองพลางอุทานอย่างเจ็บใจ "ข้านี่มันบ้าจริง ๆ บ้าที่สุด! ทำไมถึงคิดไม่ถึงนะ!"

ไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อเหลียนเจ๋อและคณะออกจากเมืองหลวงแล้วจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่เจียงซี เพราะที่นั่นเป็นพื้นที่เปิดโล่งและไม่มีขุมกำลังคอยคุ้มกันไม่ต่างจากเมืองหลวง


ทว่าพวกเขากลับเลือกเส้นทางเจียงซี ทำให้กลุ่มคนที่ออกตามหาระหว่างเมืองหลวงกับหนานไห่ต้องคว้าน้ำเหลวกันหมด

หลี่ฟู่ปลอบโยนเหลียนฟางโจว "พวกเรามิใช่คนในวงการนี้ คิดไม่ถึงก็มิใช่เรื่องแปลก! น้องม่อช่างสมคำร่ำลือจริง ๆ!"

ม่อเว่ยมิได้สนใจคำถากถาง กลับแค่นเสียงเหอะอย่างภาคภูมิใจ "มันแน่นอนอยู่แล้ว! ในเรื่องนี้ คนของท่านมันก็แค่พวกถังข้าวสาร! ตอนนี้พวกเขากำลังเดินทางผ่านเหลียนฮวา อวี่เฟิง และจินรุ่ย คาดว่าอีกไม่เกินสองสามวันก็น่าจะถึงจางโจวแล้ว เส้นทางนี้ปลอดภัยดี ข้าไม่อยากเดินเอื่อย ๆ ตามพวกเขามา เลยล่วงหน้ากลับมาก่อน!"

เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ต่างพากันอึ้งไปกับคำพูดตรงไปตรงมาของเขา แต่ก็รู้ดีว่าคนผู้นี้อารมณ์แปรปรวน ทำงานตามใจชอบ และดูเหมือนว่านอกจาก ซวี่เอ๋อร์แล้ว เขาแทบไม่เคยมีความอดทนให้กับใครเลย

การที่เขายอมร่วมทางคุ้มกันพวกเหลียนเจ๋อลงมาทางใต้นั้นก็นับว่าลำบากเขามากแล้ว

เมื่อทราบว่าทุกคนปลอดภัยดี เหลียนฟางโจวก็เบาใจ นางมิได้ถามสิ่งใดต่อ ได้แต่ยิ้มขอบใจม่อเว่ย

ม่อเว่ยตอบสั้น ๆ ว่า "มิเป็นไร" ก่อนจะขอตัวไปหาซวี่เอ๋อร์แล้วเดินจากไป

หลี่ฟู่กล่าวขึ้นว่า "ข้าจะรีบส่งคนไปรับพวกเขาจากทางจางโจว จะได้พามาที่นี่ให้เร็วที่สุด พวกเราจะได้สบายใจเสียที!"

เหลียนฟางโจวพยักหน้าพลางขานรับเบา ๆ "อื้ม... รู้ว่าพวกเขาปลอดภัยและออกมาไกลจากเมืองหลวงขนาดนี้ ข้าก็เบาใจไปกว่าครึ่งแล้ว! แต่ว่าเรื่องวังจิ้งหนาน..."

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางกล่าวต่อ "ข้าล่วงเกินสองแม่ลูกที่เจ้าคิดเจ้าแค้นนั่นเสียจนหมดทางถอย อาเจี่ยน... ท่านว่าก้าวต่อไปพวกเขาจะทำอย่างไร?"

หลี่ฟู่แค่นยิ้มอย่างดูแคลนพลางเอ่ยอย่างเคียดแค้น "หากพวกเขาไม่ทำอะไรเลย เรื่องนี้ก็คงถือว่าปล่อยพวกเขาไปง่ายเกินไป! ยิ่งพวกเขาลงมือ ข้าจะได้สะสางทั้งบัญชีใหม่และบัญชีเก่าพร้อมกันทีเดียว! กล้าดีอย่างไรมาวางแผนสกปรกกับข้า เหอะ!" เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลี่ฟู่ก็ยังรู้สึกกรุ่นโกรธไม่หาย

เหลียนฟางโจวเองก็นึกขยะแขยง นางชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วต่อหน้าเขาแล้วกล่าวว่า "แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะเจ้าคะ หากมีคราวหน้าล่ะก็... หึ! นี่ขนาดอยู่ในบ้านเราเองแท้ ๆ หากพวกนางทำสำเร็จขึ้นมา ชื่อเสียงที่พวกเราสั่งสมมาทั้งชีวิตคงได้พังพินาศป่นปี้หมด!"

"..." หลี่ฟู่มองดูภรรยาสุดที่รัก พลันรู้สึกหมดพยศขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

สี่วันต่อมา ในที่สุดคณะของเหลียนเจ๋อก็เดินทางมาถึงเมืองหนานไห่

หลังจากพบกับคนที่หลี่ฟู่ส่งไปรับที่จางโจว เมื่อทุกคนมาถึงเมืองหนานไห่ สภาพร่างกายจึงมิได้ดูอเนจอนาถนัก จะมีเพียงความเหนื่อยล้าทางสีหน้าที่มิอาจเลือนหายไปได้ในทันทีเท่านั้น

1 ความคิดเห็น: