วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1467 เคราะห์ร้ายจากฟากฟ้า

 

บทที่ 1467 เคราะห์ร้ายจากฟากฟ้า

เขาพูดพลางหัวเราะพลางวิ่งไล่ตามนางไป

เสียงหัวเราะของทั้งสองดั่งท่วงทำนองที่ร่าเริง ดั่งเสียงสายน้ำใสไหลรินจากภูผา ก้องกังวานอยู่เหนือหุบเขา

โลกใบนี้ช่างเรียบง่าย ความสุข...ก็ช่างเรียบง่ายเช่นกัน!

ดูราวกับว่าความสุขเช่นนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป!

หลังจากทั้งสองเล่นสนุกกันอยู่พักหนึ่ง กินอาหารที่นำมาตามลำดับจนหมดเกลี้ยงร่วมกับเจ้าเสี่ยวฮุย เมื่อเห็นว่าเลยเที่ยงไปแล้ว ควรกลับเข้าเมืองได้แล้ว โจวเหยี่ยนจึงหันไปยิ้มพูดกับเหลียนฟางชิงว่า “ตอนนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายแล้ว เจ้าก็อย่าอยู่ทนหนาวในชนบทอีกเลย รีบกลับไปหาพี่ชายเจ้าเถอะ! สองสามวันนี้ข้าคงยุ่งมาก...หลังปีใหม่—เจ้าอย่าเพิ่งรีบออกจากเมืองหลวง ข้าจะหาโอกาสไปหาเจ้าอีก”

เหลียนฟางชิงใบหน้าแดงระเรื่อ พยักหน้าเบา ๆ “อืม”

ตั้งแต่พบกันครั้งแรก โจวเหยี่ยนก็ถูกเสี่ยวฮุยที่นางออกคำสั่งอย่างดุดันไล่ตามจนหนีหัวซุกหัวซุน แต่ละครั้งที่พบกันก็มีแต่นางที่ออกคำสั่งนั่นนี่ ยุให้เขาทำเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ

วันนี้นางกลับเผยท่าทีขวยเขินแบบเด็กสาว อารมณ์ของโจวเหยี่ยนพลันพุ่งสูง ใจเต้นแรงจนแทบระงับไม่อยู่ อยากจะโอบนางไว้ในอ้อมแขนไม่ปล่อยอีกเลย เขาจ้องนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งมองยิ่งรู้สึกไม่เพียงพอ พลันพูดขึ้นเพื่อหาเรื่องคุยต่อ “เจ้าห้ามหนีออกจากเมืองหลวงเชียวนะ! หากเจ้ากล้าหายไปโดยไม่บอก ข้าจะตามไปถึงหมู่บ้านต้าฟางที่เมืองยู่เหอ! ไม่สนแล้วว่าจะเกิดผลอะไรตามมา!”

“รู้แล้วน่า!” เหลียนฟางชิงช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างเคือง ๆ แล้วว่า “เจ้าพูดมากจริง! รีบกลับไปได้แล้ว! ฮิ ๆ ไม่รู้ว่าเสี่ยวซงจื่อจะทำผิดพลาดหรือเปล่านะ ถ้าเกิดแผนถูกเปิดโปงขึ้นมา มารดาเจ้าคงลงโทษเจ้าแน่!”

โจวเหยี่ยนแสร้งทำหน้าขึงขัง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคืองขุ่น มองนางอย่างตัดพ้อ แล้วดัดเสียงออดอ้อนเอ่ยว่า “ใจร้ายจริง ๆ ข้าทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจ้านะ เจ้ากลับภาวนาให้ข้าโดนลงโทษ ใจข้าแตกสลายหมดแล้ว!”

เหลียนฟางชิงถึงกับตัวสั่นสะท้านอย่างอดไม่อยู่ มองเขาตาเขียวแล้วว่า “พูดให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม? ต่อให้ดัดเสียงยังไง เจ้าก็ไม่กลายเป็นสาวงามหรอกนะ!”

โจวเหยี่ยนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดขำออกมาดังลั่น จากนั้นก็แกล้งทำหน้าทะเล้น ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วว่า “ก็ใครให้เจ้าทำข้าเสียใจนี่นา! ถ้าข้าโดนเสด็จแม่ลงโทษ เจ้าจะไม่สงสารข้าบ้างเลยหรือ? ไหนบอกว่าชอบข้ามาก ใส่ใจข้ามากไงล่ะ!”

เหลียนฟางชิงหัวเราะคิกคัก เอามือปิดปากหัวเราะสองสามที พลันยกเท้าขึ้นเตะใส่เขา โจวเหยี่ยนหลบได้อย่างคล่องแคล่ว นางจึงหัวเราะด่ากึ่งล้อว่า “เฮ้! หลบอะไรของเจ้า! ไม่รู้หรือไงว่า ‘ตีคือรัก ด่าคือห่วง’!”

โจวเหยี่ยนยิ้ม ก่อนเอาหน้าเข้าไปใกล้แล้วว่า “งั้นเปลี่ยนจากเท้าเจ้า เป็นปากเจ้าดีไหม?”

เหลียนฟางชิงใบหน้าแดงซ่าน ดวงตาขุ่นเคืองแต่แฝงความขัดเขิน เตรียมจะเอ่ยอะไรสักอย่าง โจวเหยี่ยนเห็นว่าวันนี้นางดูเขินอายเป็นพิเศษ กลัวว่านางจะโกรธจริง จึงรีบเก็บมุกหยอกล้อ ก่อนหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้าส่งข้ากลับหน่อย ได้ไหม?”

พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้น หัวใจของเหลียนฟางชิงก็พลันรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาเล็กน้อย นางพยักหน้าเบา ๆ “อืม” แล้วกล่าวยิ้มละไม “เช่นนั้นเราไปกันเถอะ!”

พูดพลางก็ไล่ให้เสี่ยวฮุยกลับไป เสี่ยวเลี่ยวจื่อเดินตามหลังมาในระยะพอเหมาะ

โจวเหยี่ยนอดพูดขึ้นอีกไม่ได้ “หรือเจ้าจะเข้าเมืองไปพร้อมกับข้าเสียเลยวันนี้ดีไหม?”

เหลียนฟางชิงก็เริ่มลังเล แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าแล้วยิ้มว่า “เจ้ากลับไปเองเถอะ ข้ายังไม่อยากให้ใครเห็นเราสองคนอยู่ด้วยกัน หากมีใครเอาไปพูดคงไม่ค่อยดีนัก”

โจวเหยี่ยนได้ฟังก็ถอนหายใจ “เจ้าพูดก็ถูก! จะคุมฟ้าคุมดินอย่างไร ก็ห้ามปากคนไม่ได้ ข้าก็คร้านจะฟังคำซุบซิบนินทานัก!”

เหลียนฟางชิงเดินไปส่งเขาถึงทางเข้าหมู่บ้าน กำลังจะกล่าวลา ก็พอดีสะใภ้อาเฉียวแห่งบ้านที่นางพักอยู่เดินกลับมาจากข้างนอกพอดี

สะใภ้อาเฉียวนั้นชื่อเหมือนคน ปากคอจัดจ้าน ชอบพูดชอบฟังเรื่องชาวบ้าน ไม่นานนักก็สนิทสนมกับเหลียนฟางชิงเป็นอย่างดี

พอเห็นนางก็ยิ้มแป้นร้องเรียก “ชิงเอ๋อร์!” จากนั้นก็ร้อนรนพูดออกมาทันที “เจ้ารู้หรือไม่! เมื่อคืนในเมืองหลวงเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นเรื่องหนึ่ง!  โอ๊ยตายแล้ว เรื่องใหญ่มากจริง ๆ รับรองว่าเจ้าจะเดายังไงก็ไม่มีทางเดาถูก!” พูดจบก็ทำหน้าท่าทางภูมิใจนักหนา จ้องนางตาเป็นมันเหมือนรอให้ถาม

เหลียนฟางชิงแอบหัวเราะในใจ รู้ว่าโรคเดิมของสะใภ้อาเฉียวกำเริบอีกแล้ว นางจึงถือโอกาสนี้ชวนคุยให้โจวเหยี่ยนไปได้เสียที จะได้ไม่มามัวอ้อยอิ่งอยู่แบบนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะลากตัวเองกลับไปได้

หญิงสาวจึงเออออตามคำพูดของอาเฉียว ก่อนหัวเราะถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “อ๋อ? เรื่องใหญ่ที่ว่านั่นคืออะไรหรือ?”

สะใภ้อาเฉียวหัวเราะคิกคัก ก่อนแสร้งทำหน้าลึกลับ ลดเสียงลงแล้วกระซิบว่า “ตำหนักบูรพาเกิดไฟไหม้น่ะสิ! เพลิงโหมขนาดหนัก เผามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ได้ยินว่าข้างในไม่มีใครหนีรอดออกมาได้เลยสักคน!”

“อะไรนะ!”

เหลียนฟางชิงกับโจวเหยี่ยนต่างก็หน้าถอดสี ร้องอุทานขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของเสี่ยวเลี่ยวจื่อซีดเผือดจนแทบทรุดลงกับพื้น

“เจ้าพูดเหลวไหลอะไรน่ะ!” โจวเหยี่ยนตวัดสายตามองด้วยโทสะ

เหลียนฟางชิงรีบคว้าแขนเขาไว้ แล้วหันไปถามสะใภ้อาเฉียวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ “ตะ...ตำหนักบูรพา? ตำหนักบูรพาไหน?”

สะใภ้อาเฉียวตบอกเบา ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์แล้วตอบ “ก็จะตำหนักไหนเสียล่ะ ก็ตำหนักบูรพาที่องค์รัชทายาทประทับอยู่น่ะสิ!”

พูดจบก็เหล่มองโจวเหยี่ยนทีหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงหึแล้วกล่าว “เจ้าคนนี้นี่ไม่รู้อะไรบ้างเลย! ข้าพูดผิดตรงไหน? ข้าสะใภ้อาเฉียวน่ะหรือจะเป็นคนพูดจากเหลวไหล? ไม่ใช่ข้าคนเดียวนะที่พูดเรื่องนี้ ข้าได้ยินมาจากโรงน้ำชาที่ตัวเมือง เขาเล่าลือกันให้ทั่วแล้ว!”

ยังไม่ทันฟังนางพูดจบ โจวเหยี่ยนก็พุ่งตัวออกไปทันที เสี่ยวเลี่ยวจื่อกับเหลียนฟางชิงเห็นเข้าก็ร้องเรียกแล้วรีบตามเขาไป

สะใภ้อาเฉียว “นี่ นี่!” เรียกสองเสียงแต่เหลียนฟางชิงกลับไม่หันกลับมา ซ้ำยังยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว นางได้แต่บ่นพึมพำอย่างงงงวย พลางยังไม่วายพูดด้วยความคับข้องใจ “ข้าสะใภ้อาเฉียวน่ะ ไม่ใช่พวกพูดจาเหลวไหลนะ เจ้าต่างหากที่พูดจาเหลวไหล! วิ่งกันไปเร็วขนาดนั้นเชียว? จะไปถามที่เมืองก็สู้ถามข้าไม่ได้หรอก!”

นางบ่นพึมพำพลางเดินกลับเข้าหมู่บ้านไปด้วย จิตใจครุ่นคิดว่า ข่าวนี้เกรงว่ายังไม่แพร่ถึงที่นี่ ตนคงเป็นคนแรกที่รู้เข้า จึงพลันรู้สึกตื่นเต้นดีใจ รีบเร่งฝีเท้ากลับไป เพื่อจะได้บอกข่าวนี้ให้คนอื่นฟัง

“โจวเหยี่ยน! โจวเหยี่ยน! รอข้าด้วย! เจ้ารอข้าก่อนสิ!” เหลียนฟางชิงร้องเรียกพลางวิ่งตามไป แต่โจวเหยี่ยนกลับไม่หยุด ร่างของเขายิ่งวิ่งยิ่งไกลออกไปทุกที

เหลียนฟางชิงร้อง “โอ๊ย!” แล้วล้มลงกับพื้น

ร่างที่วิ่งอยู่ข้างหน้าพลันชะงัก หันกลับมามอง เหม่อมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งย้อนกลับมาคุกเข่าลงประคองนาง “ชิงเอ๋อร์!”

พอเห็นว่าเหลียนฟางชิงไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่น้อย ที่แท้นางเพียงแกล้งล้มเพื่อให้เขาหันกลับมา ใบหน้าของโจวเหยี่ยนพลันหม่นลง เขาปล่อยมือจากนางตั้งท่าจะลุกขึ้น

แต่ข้อมือกลับถูกเหลียนฟางชิงจับไว้แน่น

“ใจเย็นก่อน โจวเหยี่ยน!” เหลียนฟางชิงรั้งมือเขาไว้แน่น กลัวว่าเขาจะวิ่งหนีอีก น้ำเสียงอ่อนโยนทว่าจริงจัง “ได้โปรดใจเย็นก่อน!”

โจวเหยี่ยนร้องขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าจะเย็นได้อย่างไร! ที่นั่นคือบ้านของข้า ที่นั่นมีคนที่ข้ารักที่สุด! ข้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้! ข้าต้องดูให้เห็นกับตา ว่ามันเกิดอะไรขึ้น! ไม่…ไม่ใช่เรื่องจริงแน่ ๆ นางโกหกแน่ ๆ ต้องเป็นนางที่โกหก!”

ร่างของโจวเหยี่ยนสั่นเทิ้ม ควบคุมตัวเองไม่ได้ หัวเข่าทรุดฮวบลง นั่งทรุดอยู่บนพื้นทั้งร่างเย็นเยียบราวตกสู่หลุมน้ำแข็ง

เขาเพียงแอบหนีออกมาเพียงคืนเดียวเท่านั้นเอง เพียงคืนเดียว…เหตุใดจึงอาจเกิดเรื่องโหดร้ายถึงเพียงนี้ ช่วงชิงทุกสิ่งไปจากเขาได้อย่างนั้นหรือ!

ท่านพ่อ…ท่านแม่…พี่ใหญ่…

เมื่อวานยังหัวเราะพูดคุยกันอยู่แท้ ๆ แต่วันนี้กลับ—กลับไม่มีพวกเขาอีกแล้ว…

หน้าอกของโจวเหยี่ยนพลันปวดร้าว เขายกมือกุมอก เผลอครางต่ำออกมาด้วยความเจ็บปวด

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ26 ตุลาคม 2569 เวลา 19:54

    รอติดตามตอนต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ