วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1297 การเจรจา

 บทที่ 1297  การเจรจา

"แต่ว่า ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่ใด!" ชูเอ๋อร์ส่ายหน้าพลางหัวเราะขื่น ๆ ก่อนจะเล่าความตั้งใจของเหลียนฟางโจวให้ฟัง

นางเล่าว่า...เพื่อให้แสดงได้สมจริงยิ่งขึ้น ฮูหยินหลี่กับเขาจึงตั้งใจจะซ่อนตัวอยู่สองวัน ทำทีเป็นจนหนทางถึงขั้นต้องกระโดดทะเลหนี ดังนั้น สถานที่นัดหมายที่ตกลงกันไว้ พวกเขาจะไปปรากฏตัวอีกครั้งในอีกสองวันข้างหน้า!

คราวนี้ถึงตาผางอวี้หลงจนปัญญา เขาได้แต่หัวเราะขื่น ๆ แล้วกล่าวว่า "งั้นก็คงต้องรออย่างเดียว หวังว่าโชคของพวกเขาจะดีพอ ไม่ตกไปอยู่ในมือไห่หม่า หรือฝูเว่ยก็แล้วกัน!"

ชูเอ๋อร์ยิ้มพลางพูดว่า "ฮูหยินหลี่น่ะฉลาดมาก พวกเขาต้องหนีรอดได้แน่! อีกอย่าง แม้จะตกไปอยู่ในมือไห่หม่าหรือฝูเว่ย แล้วจะอย่างไร? บนเกาะหุยเฟิงนี้ เจ้าน่ะคือผู้นำตัวจริงไม่ใช่หรือ!"

ผางอวี้หลงหัวเราะแห้ง ๆ ยกมือลูบไหล่นางเบา ๆ โดยไม่เอ่ยอะไร เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่พูดออกไปเสียแล้ว คำพูดหลุดปากไป ตอนนี้เขาก็เหมือนขี่หลังเสือ ลงก็ไม่ได้! หากไห่หม่าหรือฝูเว่ยจับคนมาส่งตรงต่อหน้าเขาโดยเปิดเผย เขาก็จะไม่มีข้ออ้างใดให้ดิ้นหลุดอีก

ข่าวที่เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีหนีไปได้ ไม่นานก็ถูกหมิงซานนนำไปแจ้งถึงหูเหลียงจิ้น เหลียงจิ้นโกรธจัด ลงกับหมิงซานก่อนเป็นคนแรก ด่ากราดอย่างรุนแรง แล้ววกไปด่าชุยเส้าซีต่อว่าหน้าตาดีแต่ไร้ความสามารถ คราวนี้แหละ แผนของเขาถูกทำลายเละไม่เป็นชิ้นดี!

หมิงซานทำได้แค่ยืนฟังเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ใจพลางครุ่นคิดอย่างกล้ำกลืน

นี่แหละที่เขาว่าคนเหมือนกันแต่ชะตาไม่เหมือนกัน! ฮูหยินหลี่...ไม่สิ เรียกว่าแม่นางเหลียนเถอะ ยังไม่ถูกคุณชายใหญ่ด่าซักคำ ส่วนเขากับชุยเส้าซีนี่แทบจะถูกสับเป็นหมาไปแล้ว...

“ไปหามาให้เจอเดี๋ยวนี้!” เหลียงจิ้นสั่งเสียงเย็นชา “ต้องหาพวกเขาให้เจอ ปกป้องความปลอดภัยของฟางโจวให้ได้! ส่วนเจ้าหน้าหวานนั่น...นี่แหละโอกาสเหมาะจะกำจัดเขาทิ้ง เจ้าคงเข้าใจว่าข้าหมายถึงอะไร?”

"ขอรับ ข้าน้อยเข้าใจ! ข้าน้อยจะรีบไปเดี๋ยวนี้!" หมิงซานรีบโค้งคำนับรับคำอย่างรวดเร็ว

หลังจากเหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีแยกตัวออกมา ทั้งสองก็รีบร้อนทิ้งร่องรอยไว้ตามป่าลึกและบริเวณหน้าผาหินในแบบที่ยากจะสังเกตเห็น แต่หากมีคนตามหาอย่างละเอียดก็ย่อมต้องพบในที่สุด จากนั้น ทั้งคู่ก็ย้อนทางอย่างแนบเนียน แอบมุ่งหน้าสู่ท่าเรือ ก่อนจะลอบขึ้นเรือที่ใหญ่ที่สุดลำหนึ่ง

กลยุทธ์ครั้งนี้แม้จะเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง

เพราะ...จะมีสักกี่คนกันที่จะคิดได้ล่ะ?

น้ำจืดกับเสบียงเพียงเล็กน้อย พอให้ทั้งสองประคองชีวิตอยู่บนเรือท่ามกลางความระทึกใจและความหวาดกลัวอยู่สองวันเต็ม แต่ก็รอดมาได้อย่างปลอดภัย

คืนนั้นเอง ทั้งสองอาศัยความมืดแอบลงจากเรือ เดินเลียบชายหาด ปีนป่าย ลอยน้ำสลับกันไป จนกระทั่งยามจื่อล่วงเลยเข้าสู่ยามสามยามสี่ ก็เดินทางมาถึงหน้าผาหินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจนได้

เมื่อปีนขึ้นถึงยอดเขา เหลียนฟางโจวถอดเสื้อคลุมออก ใช้กิ่งไม้และหนามบนหน้าผาเกี่ยวเส้นด้ายบาง ๆ ออกมาหลายเส้น แล้วโยนเสื้อคลุมลงไปในทะเลเบื้องล่าง ชุยเส้าซีก็ทำตาม เขาถอดเสื้อคลุมกับรองเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วโยนลงไปเช่นกัน

เมื่อมองดูคลื่นยักษ์สีขาวถาโถมซัดกระแทกโขดหิน แล้วกลืนกลบเสื้อผ้าทั้งหมดจนไม่เหลือแม้แต่เงา เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างเป็นกังวล

"พวกนั้นจะสังเกตเห็นไหมนะ? หรือเราจะเหนื่อยเปล่ากันแน่..."

ชุยเส้าซีหัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า "เจ้าดูถูกพวกเขาเกินไปแล้ว! วางใจเถอะ! ต่อให้เสื้อผ้าพวกเราจมทะเลลึกไป พวกนั้นก็ยังขุดมันขึ้นมาได้แน่! รีบไปยังจุดนัดหมายเถอะ ก่อนฟ้าจะสาง คนของฮูหยินผางคงรออยู่แล้ว! สองวันที่เราซ่อนตัวอยู่บนเรือ ยังไม่รู้เลยว่าฝูเว่ยกับพรรคพวกปั่นป่วนเกาะนี้กันไปถึงไหนแล้ว!"

คำพูดของเขาทำให้เหลียนฟางโจวหัวเราะออกมา ก่อนจะเดินทางไปกับเขา

ไม่นานหลังจากทั้งสองไปถึงจุดนัดหมาย สาวใช้คนสนิทของชูเอ๋อร์นามว่าเจินจูก็รีบเร่งมาถึง พอเห็นคนทั้งสองก็ยินดีอย่างยิ่ง รีบเข้ามากระซิบด้วยรอยยิ้ม "ฮูหยินกับคุณชายรีบตามข้ามาเถอะเจ้าค่ะ! สองวันนี้ ท่านรองหัวหน้าใหญ่กับคุณชายฝูแทบจะพลิกแผ่นดินบนเกาะกันเลยทีเดียว! ถ้าไม่ใช่เพราะยามนี้ดึกดื่น ผู้คนเหนื่อยล้ากลับไปนอนกันหมด แล้วยิ่งที่พักของฮูหยินเราอยู่ค่อนข้างลึก ข้าก็ไม่กล้าออกมาตามหาท่านทั้งสองหรอกเจ้าค่ะ!"

"ลำบากพี่เจินจูแล้ว! พี่นำทางไปเถอะ เราจะตามไปเอง!" เหลียนฟางโจวยิ้มขอบคุณ

เจินจูหัวเราะพลางตอบว่า "ไม่กล้ารับคำเจ้าค่ะ!" จากนั้นก็ไม่รีรอ เดินนำทางไปอย่างเร่งรีบ เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีระมัดระวังก้าวตามไปติด ๆ ในยามนั้น มีเพียงเสียงฝีเท้าสามคน ไม่มีใครเอ่ยคำใด

สถานที่ที่ชูเอ๋อร์พักอยู่นั้นเรียกว่าห่างไกลจริง ๆ เป็นเรือนสี่ประสานเล็ก ๆ สองชั้น ตั้งอยู่บนลานหินกว้างบริเวณเชิงเขา มองออกไปด้านหน้าสามารถเห็นทะเลไกลสุดตา ด้านหลังเป็นหน้าผาหินสูงตระหง่าน ทางด้านหนึ่งมีถนนหินเขียวที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ลาดไปถึงตีนเขา ขนาบสองข้างทางด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่เชื่อมต่อกับป่าทึบ ส่วนอีกด้านเป็นสวนเล็ก ๆ ประมาณสองไร่ ปลูกดอกไม้สีสดหลากชนิด แม้จะดูรกรุงรังแต่ก็งดงาม ทอดเลยออกไปก็ยังเป็นป่าทึบเช่นกัน

สิ่งที่เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีคาดไม่ถึงก็คือ...พวกเขาได้พบกับหัวหน้าใหญ่ของเกาะ ผางอวี้หลง ที่บ้านพักของชูเอ๋อร์

ทั้งสองตกใจ ชุยเส้าซีรีบขยับไปยืนขวางหน้าเหลียนฟางโจว โดยสัญชาตญาณ เขม้นมองผางอวี้หลงด้วยแววตาเตรียมพร้อมระวังภัย

ผางอวี้หลงยิ้มหยันในใจ ก่อนหัวเราะหยัน เจ้าหน้าหวานตัวบางแค่นี้...คิดว่าจะใช้สายตาขู่ข้าได้งั้นหรือ? แค่ข้าขยับนิ้วเดียวก็จัดการเจ้าได้แล้ว!

“ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ไม่ต้องกลัว ท่านพี่ผางไม่มีเจตนาร้าย รีบมานั่งก่อนเถอะ!” ชูเอ๋อร์รีบยิ้มเดินเข้ามากล่าวอย่างนุ่มนวล

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีในใจยังคงทั้งสงสัยทั้งระแวง แม้จะเชื่อใจชูเอ๋อร์ แต่ก็ไม่อาจวางใจผางอวี้หลงได้จริง ๆ ทว่าในเมื่อเผชิญหน้ากันตรง ๆ แล้ว ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง จึงได้แต่ยิ้มรับคำขอบคุณ ก่อนนั่งลงตามคำเชิญ

ผางอวี้หลงเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทั้งสอง

แต่เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าภรรยาอันเป็นที่รัก เขาย่อมไม่อาจตีหน้าซื่อไปได้นาน จึงได้แต่กระแอมเบา ๆ แล้วลุกขึ้นประสานมือ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ที่ผ่านมาเป็นข้าล่วงเกินมากมาย ต้องขออภัยด้วย!”

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีสบตากัน ชุยเส้าซีจึงลุกขึ้นประสานมือ ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ท่านหัวหน้าใหญ่พูดเช่นนี้เกินไปแล้ว! ต่างคนต่างมีจุดยืน หาใช่ความผิดของท่านไม่! เพียงแต่...วันนี้เรามาพบกับท่านที่นี่ ไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดจะชี้แนะหรือไม่?”

สีหน้าผางอวี้หลงเคร่งขึ้น เขากวาดตามองทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยอย่างหนักแน่น “ข้าเชื่อว่าพวกท่านคงทราบข่าวแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่อ้อมค้อม

ชูเอ๋อร์ตั้งครรภ์แล้ว ข้าจึงอยากจะวางมือจากยุทธภพ ใช้ชีวิตอย่างสงบ หากข้าสามารถส่งพวกท่านออกจากเกาะหุยเฟิงได้โดยปลอดภัย แล้วพาพี่น้องบนเกาะไปมอบตัวต่อราชสำนัก พวกท่านจะสามารถให้คำมั่นได้หรือไม่ ว่าจะไม่ทำร้ายพวกข้า จะเมตตาต่อข้าและพวกพ้อง?”

เหลียนฟางโจวเมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้นด้วยตนเอง ก็พลันรู้สึกยินดีในใจ

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจไม่มีความระแวง

นางจึงมองเขาแล้วกล่าวว่า “หากเรื่องนี้เป็นไปได้จริง ข้าย่อมยินดีเป็นที่สุด! ข้ายังสามารถให้คำมั่นได้ว่าท่านกับภรรยา รวมถึงทุกคนบนเกาะนี้จะปลอดภัยดี และเรื่องราวในอดีตก็จะถือว่าลบล้างกันไป เพียงแต่...บนเกาะนี้อย่างไรก็มีคนอยู่ไม่น้อยกว่าหลายร้อย อย่างที่มีคำกล่าวไว้ ป่ากว้างย่อมมีนกทุกชนิด จิตใจคนยากหยั่งรู้ แม้จะมีเพียงส่วนน้อยที่คิดร้ายหรือยุแยง ก็อาจทำให้สถานการณ์ควบคุมไม่ได้ ท่านแน่ใจหรือว่า สามารถควบคุมทุกอย่างได้จริง?”

ผางอวี้หลงชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองเหลียนฟางโจวด้วยแววตาแปลกใจ ก่อนที่ในใจจะเผลอแฝงความนับถือขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1296 ชาติกำเนิดของผางฮูหยิน

 บทที่ 1296 ชาติกำเนิดของผางฮูหยิน

ผางอวี้หลงเห็นนางพูดเช่นนั้น ใจของเขาก็ราวถูกบีบแน่น ความเจ็บปวดขมขื่นแล่นวูบขึ้นพร้อมความรู้สึกสับสนทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ และแฝงความผิดหวังลึกล้ำที่ไม่อาจอธิบายได้

เขากัดฟันพูดเสียงต่ำ “เจ้ากำลังเสียใจอยู่ใช่ไหม? เสียใจที่เลือกข้า? ถ้าเมื่อห้าปีก่อนเจ้ารู้ตัวตนที่แท้จริงของข้า เจ้าจะยังยอมเดินมากับข้าไหม...ชูเอ๋อร์ ข้าถามเจ้าตรงๆ — ตอบข้ามาตามใจจริง!”

ขนตาของชูเอ๋อร์ไหววูบเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาตรงๆ นางพูดอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ถ้าห้าปีก่อน ข้ารู้ว่าเจ้าคือใคร — ข้าคงไม่ช่วยชีวิตเจ้าเสียด้วยซ้ำ จะพูดไปทำไมเรื่อง ‘ไปหรือไม่ไปกับเจ้า’? ช่างน่าขันนัก!”

“เจ้า—!” แม้ผางอวี้หลงจะรู้ดีอยู่ในใจว่าคำตอบของนางคงไม่เป็นดังที่เขาหวัง แต่เขาก็ไม่คิดว่านางจะพูดออกมาได้อย่างเย็นชาเช่นนี้ คำพูดของนาง เฉือนลงตรงกลางหัวใจของเขาเหมือนคมมีด กรีดจนเลือดไหลริน ความเจ็บปวดราวถูกสับเป็นชิ้นๆ พุ่งขึ้นจนแทบคลั่ง

“ฮะ...ฮะฮะฮะ!” เสียงหัวเราะแหบต่ำดังออกจากลำคอผางอวี้หลง เขากระชากคอเสื้อนางขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จนร่างชูเอ๋อร์แทบจะถูกยกจากพื้น เขาก้มลงจนใบหน้าทั้งสองแทบจะสัมผัสกัน ดวงตาแดงก่ำ เสียงแห้งเย็นดังลอดไรฟัน

“หญิงงามนี่มันสิ่งที่โหดร้ายที่สุดในโลก! เจ้าลืมแล้วหรือ ว่าใต้ร่างข้าเจ้าพูดอะไรไว้บ้าง? ตอนนั้นอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง แต่วันนี้กลับเย็นชาได้ถึงเพียงนี้ — ฮึ เจ้าก็ไม่ธรรมดา!”

ชูเอ๋อร์ทั้งโกรธทั้งอับอาย ใบหน้าแดงก่ำเหมือนถูกเพลิงเผา คำพูดอันหยาบช้าของเขาเสียดแทงลึกเข้าไปในใจ — นี่คือความอัปยศที่นางไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต

น้ำตาเอ่อขึ้นจนพร่า นางพูดเสียงสั่นอย่างกล้ำกลืน “แล้วข้าพูดผิดตรงไหนเล่า! เจ้าคือโจรสลัดผู้โหดเหี้ยม ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตา ส่วนข้า — ข้าเป็นเพียงหญิงสามัญธรรมดา! ลองคิดดู หากข้ารู้แต่แรกว่าเจ้าคือใคร ข้าจะไม่หนีให้ไกลเสียตั้งแต่แรกหรือ? มีเหตุผลอันใดที่ข้าจะต้องพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเจ้า!”

น้ำเสียงนางสั่นเครือ แต่ทุกคำกลับคมกริบราวมีด “เจ้า...เจ้าคิดบ้างหรือไม่ ว่าข้าได้กลายเป็นหญิงแบบไหนเพราะเจ้า!”

ผางอวี้หลงชะงักไปชั่วขณะ มือที่กำคอเสื้อของนางค่อยๆ คลายออกโดยไม่รู้ตัว ภายในใจกลับกลายเป็นความว่างเปล่าและสับสนอลหม่าน

ใช่แล้ว... นางเป็นหญิงดีจากตระกูลดีงาม ส่วนเขาเป็นโจรสลัด—เมื่อหญิงเช่นนางได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา จะยังเหลือเหตุผลใดให้นางเอ่ยคำรักได้อีก?

เขาจะโทษนางได้อย่างไรเล่า? หากจะต้องมีคนรับผิด ข้าก็ควรเป็นฝ่ายรับทั้งหมดเอง —เพราะข้าไม่ดี... เป็นข้าที่ทำลายทุกอย่าง!

ความคิดหนึ่งแล่นวาบในใจ เขาเพิ่งเริ่มเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของนางอย่างแท้จริง —ตนเองไม่สำคัญเท่าไรหรอก แต่ลูกในครรภ์...เขาอยากให้ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมาอย่างไร? จะให้เด็กคนนั้นต้องมีชะตาเช่นเดียวกับเขา ถูกสังคมสาปแช่ง ว่าเป็นโจรโหดเหี้ยมเลือดเย็น ฆ่าคนไม่กระพริบตา ต้องใช้ชีวิตตลอดชั่วอายุในเกาะร้างกลางทะเล ไม่อาจเงยหน้าในโลกภายนอกได้ ถึงจะมีอำนาจและทรัพย์สินมากมาย มีหญิงมากมายให้ย่ำยี แต่กลับไม่มีแม้แต่ “หัวใจจริงใจ” ของใครสักคน สุดท้ายตายไปอย่างโดดเดี่ยว ถูกผู้คนฉลองความตายของตนด้วยเสียงหัวเราะ...นี่หรือคือชีวิตที่เขาอยากมอบให้ลูกของเขา?

ชูเอ๋อร์รีบปาดน้ำตา พลันยื่นมือไปจับแขนเขาไว้แน่น แล้วเอนศีรษะลงแนบอกเขาเบาๆ เสียงของนางอ่อนโยนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ “แต่อย่างน้อย... ข้าก็ไม่เคยเสียใจที่ได้ช่วยเจ้า หรือเลือกเดินมากับเจ้า” นางยิ้มทั้งน้ำตา “ถ้าไม่มีเจ้า ชีวิตของข้าคงจืดชืดราวน้ำในบ่อเก่า นิ่งเฉยจนไม่ต่างจากคนตาย...พี่ผางเอ๋อร์ ท่านคิดดูสิ ข้ารักท่านขนาดไหน ข้าไม่เคยลังเลเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่จากท่านไป—ไม่มีวัน!”

“ชูเอ๋อร์...” ผางอวี้หลงโอบนางไว้แน่นเต็มอ้อมแขน ร่างใหญ่สั่นสะท้านเล็กน้อย เสียงของเขาแหบพร่าด้วยความเสียใจและรักลึกซึ้ง “ขอโทษ... ขอโทษนะ ชูเอ๋อร์... ข้าผิดเอง ข้าขอโทษ...”

เสียงนั้นแผ่วเบาแต่สั่นไหว ราวกับจะสลายไปพร้อมหยาดน้ำตาของคนทั้งคู่ในอ้อมกอดอันขมขื่นนั้น...

ชูเอ๋อร์น้ำตาไหลพราก มือขาวนวลค่อยๆ จับชายเสื้อของเขาแน่น น้ำเสียงนุ่มละมุนแผ่วเบา “พี่ผางเอ๋อร์... ได้โปรดเถอะนะ รับปากข้าเถิด...ข้าไม่มีวันกลับไปตระกูลเล่อเจิ้งอีกแล้ว — ไฟครั้งนั้นได้เผาผลาญ ‘เล่อเจิ้งชูเหยียน’ ให้มอดไหม้สิ้น ตอนนี้บนโลกใบนี้มีเพียง ‘ภรรยาของผางอวี้หลง’ เท่านั้น...”

นางยิ้มเศร้า ดวงตาสั่นระริกด้วยความอ่อนโยน “เราสามคนพ่อแม่ลูก แค่ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ด้วยกัน สุขสงบไม่ต้องหนีไม่ต้องสู้ แค่นั้นก็พอแล้วมิหรือ? แผ่นดินหนานไห่กว้างใหญ่เพียงนี้ ขอแค่หามุมใดสักแห่งหลบสายตาคน ให้ลูกเราได้เติบโตอย่างคนธรรมดา มีบ้านที่อบอุ่น... ได้ไหม พี่ผางเอ๋อร์ ได้ไหม...”

“ชูเอ๋อร์!” ผางอวี้หลงจ้องนาง ดวงตาแดงจัด ในใจปั่นป่วนสับสนไม่ต่างจากคลื่นทะเลลึก เขาทอดถอนใจยาวอย่างเหนื่อยล้า “ช่างเถิด ชูเอ๋อร์... ข้าสัญญา! ครั้งนี้ ข้าสัญญาจริงๆ...”

ชูเอ๋อร์เผยรอยยิ้มแผ่วเศร้า เสียงของนางอ่อนหวานแต่เด็ดเดี่ยว “เจ้ารับปากแล้ว ข้าก็จะเชื่อเจ้า... แต่ถ้าเจ้าหลอกข้าอีก ข้าจะไม่อยู่บนโลกนี้ต่อไป...และเมื่อถึงวันนั้น อย่าได้พาลโทษตระกูลเล่อเจิ้งเลย — เพราะคนที่ฆ่าข้า... คือเจ้าเอง”

“ไม่...!” ผางอวี้หลงสะดุ้งเฮือก กอดนางแน่นจนแทบจะหลอมร่างนางเข้ามาในอก เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความเจ็บลึก “ชูเอ๋อร์ ข้าไม่มีวันหลอกเจ้าอีก! ข้าไม่มีวันจากเจ้าได้ — ทั้งเจ้าและลูก ข้าขาดพวกเจ้าไม่ได้จริงๆ!”

คำมั่นนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของราตรี ราวเสียงคลื่นที่กระแทกฝั่งซ้ำๆ ทั้งเจ็บและอ่อนหวานในเวลาเดียวกัน

ผางอวี้หลงอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนถึงวันที่เขาได้เห็นนางเป็นครั้งแรก —หญิงสาววัยเยาว์ผู้สง่างาม แต่กลับสวมเพียงเสื้อผ้าสีครามเข้มไร้ลวดลาย ปักผมด้วยปิ่นเงินเรียบง่าย มีเพียงสาวใช้คนหนึ่งคอยติดตาม ใช้ชีวิตเงียบเหงาอยู่ในเรือนเล็กห่างไกลผู้คน

แต่ถึงจะแต่งกายเรียบจนแทบจะกลืนไปกับความมืดมิด ผิวพรรณนวลขาวราวหยก ดวงตาใสสะอาดดุจสายน้ำ และความงามที่ละเมียดละไมราวกลีบหิมะในยามเช้า —ไม่มีสิ่งใดสามารถบดบังแสงของนางได้เลย

หากไม่เห็นกับตา เขาคงไม่อาจเชื่อได้เลยว่า หญิงผู้นั้นคือคุณหนูผู้สูงศักดิ์ บุตรีคนโตแห่งสกุลเล่อเจิ้ง สายตรงแห่งเรือนที่สาม...

ตระกูลเล่อเจิ้ง เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่สี่ตระกูลแห่งมณฑลหนานไห่!

คุณหนูผู้เป็นบุตรสาวสายตรงแห่งเรือนหลัก — เหตุใดชะตากลับตกต่ำถึงเพียงนี้กันเล่า?

ต่อมาเขาจึงได้รู้ความจริง —ว่านางได้หมั้นหมายไว้ตั้งแต่อายุสิบหก แต่ยังไม่ทันออกเรือน คู่หมั้นกลับล้มป่วยตายเสียก่อน บิดาของนางเป็นชายหัวดื้อรั้นเหมือนก้อนศิลา ทั้งคร่ำครึทั้งถือเกียรติวงศ์อย่างแข็งกระด้าง ไม่ฟังคำทัดทานผู้ใด ยืนกรานให้นาง “อยู่เป็นม่ายให้เจ้าบ่าวที่ตายไปแล้ว” — กลายเป็น ม่ายเฝ้าประตู ทั้งที่ยังเยาว์วัย

เมื่อเขาพบกับนาง นางก็อยู่ในสภาพนั้นมาได้ถึงสี่ปีเต็มแล้ว!

เพราะเหตุนั้นเอง — ตอนที่เขาตัดสินใจพานางหนี เขาแทบไม่มีความลังเลในใจแม้แต่น้อย เขาไม่คิดเลยว่านางจะยอมตามเขาไปโดยสมัครใจ และในคืนที่ทั้งสองจากมา ไฟเพลิงลูกใหญ่ได้เผาเรือนเล็กนั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

เขาพานางและสาวใช้น้อยติดตัวออกจากที่นั่นอย่างเงียบเชียบ

แต่เมื่อขึ้นเกาะมาแล้ว — เมื่อความจริงเรื่องตัวตนของเขาเปิดเผย เขาเห็นเพียงแววตกตะลึงและความไม่อาจเชื่อในดวงตาของนาง จากนั้น... เขาก็แทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มของนางอีกเลย

เขาคิดว่านางดูแคลนเขา — คิดว่านางเสียใจที่ตามเขามา ความขุ่นเคืองและความน้อยใจกลืนกินหัวใจ จนเขาปล่อยให้นางย้ายออกไปอยู่เรือนเล็กเงียบสงบทางท้ายเกาะ ตั้งแต่นั้น ทั้งสองก็เหมือนคนแปลกหน้าที่อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน

หากวันนั้นเขาไม่บังเอิญเห็นเข้าว่ามีคนในเกาะกลั่นแกล้งและลวนลามนาง

เข้าใจผิดว่านางถูกเขาทอดทิ้งแล้ว คิดจะย่ำยีนางเสีย —บางที จากวันนั้น พวกเขาคงไม่มีวันได้หันกลับมามองหน้ากันอีกเลยก็ได้

คืนนั้น เขาฆ่าชายผู้นั้นด้วยมือเปล่าอย่างโหดเหี้ยม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ เขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่านางคือ “ฮูหยินของเขา” ตั้งแต่นั้น นางจึงได้รับการเรียกขานว่า “ฮูหยินผาง”

แม้กระทั่งหลังจากนั้น เขาก็ยังมาเยี่ยมเพียงบางเดือน —และเมื่อมาพบกัน ทั้งคู่ก็มักจะนั่งเงียบมองกันในความเงียบงัน...มีถ้อยคำมากมายที่อยากพูด แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมาเลยสักคำ

บนเกาะแห่งนี้ นางเป็นคนพิเศษที่ไม่เหมือนผู้ใด แม้แต่คนในเกาะส่วนใหญ่ ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าของ “ฮูหยินผาง” เลยด้วยซ้ำ ว่านางมีรูปโฉมเช่นไร

วันนั้นเป็นเรื่องบังเอิญนัก —นางได้ยินสาวใช้เอ่ยถึง ฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลเข้าโดยไม่ตั้งใจ พอดีเขา (ผางอวี้หลง) กลับมาที่เรือน นางจึงถามถึงเรื่องนั้น จากนั้นก็พูดเกลี้ยกล่อมเขาอีกหลายคำ

เขาเองก็เคยลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินว่านางตั้งครรภ์ เขาจึงใจอ่อนและยอมตามคำขอนั้นในที่สุด

ใครจะคาดคิด — ว่าหลังจากนั้นเรื่องราวกลับซับซ้อนขึ้นอีกขั้น...

ผางอวี้หลงเอื้อมมือปลอบโยนนางอย่างอ่อนโยน พยุงให้นางนั่งลงบนตั่ง มือใหญ่ค่อยๆ วางบนบ่าทั้งสองของนาง พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ชูเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ — ตอนนี้ฮูหยินของท่านผู้ว่าการมณฑลกับคุณชาย่ชุยหลบอยู่ที่ไหน? ไห่หม่ากับฝูเว่ยกำลังให้คนออกตามหาทั่วทั้งเกาะ เราต้องรีบหาตัวพวกเขาให้เจอก่อน!

เกาะแห่งนี้จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ —แต่ถ้าเทียบกันเรื่องความชำนาญในภูมิประเทศ พวกนั้นย่อมสู้พวกเราที่อยู่ที่นี่มานานไม่ได้แน่ ต่อให้พวกเขาซ่อนเก่งเพียงใด... ก็ไม่มีทางหลบได้ตลอดไป!”


วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1295 หนี

 บทที่ 1295 หนี

สีหน้าของฝูเว่ยพลันซีดเผือด เขารีบกระชากคอเสื้อของโล่ลั่วที่มารายงานด้วยความร้อนรน ตะคอกเสียงดังลั่น “พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่! คนแค่สองคน ถูกขังอยู่ในคุก แถมยังไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่ ทำไมถึงปล่อยให้หนีไปได้! หนีไปนานเท่าไรแล้ว? หนีไปทางไหน!”

โล่ลั่วถึงกับตกตะลึง ยืนแข็งทื่อพูดไม่ออก

ไห่หม่าเห็นแล้วก็พุ่งเข้ามา ตวาดเสียงดัง “เป็นใบ้รึไง! รีบพูดมา!”

ใบหน้าของผางอวี้หลงในขณะนั้นกลับเย็นเยียบลงในพริบตา —ที่นี่คือเกาะหุยเฟิงของเขา ไม่ใช่คฤหาสน์สกุลฝู! และคนเหล่านี้ก็เป็นลูกน้องของเขา ไม่ใช่ทาสของคุณชายฝูเว่ย!

“เจ้าปล่อยเขาก่อน มีอะไรก็ค่อยๆ พูด” เสียงของผางอวี้หลงเย็นเรียบ “เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ตะคอกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร! ถ้าคนสองคนนั้นเป็นแค่พวกไร้ฝีมือ เจ้าคงไม่ได้มีโอกาสมาถึงเกาะของข้าหรอก!”

ฝูเว่ยสะดุ้งเฮือก รู้ทันทีว่าตนล้ำเส้นไป เขารีบปล่อยมือจากคอเสื้อโล่ลั่ว หน้าร้อนวูบขึ้นมาด้วยความอาย รีบยิ้มประจบ “หัวหน้าใหญ่พูดถูก ข้า...ข้าเพียงแค่ร้อนใจไปหน่อยเท่านั้น ขอหัวหน้าใหญ่อย่าถือสาเลย!”

ไห่หม่ากลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดเลย กลับตะโกนเสียงดัง “พี่ใหญ่! เจ้าหนุ่มฝูพูดถูกแล้ว คนพวกนี้มันไร้ค่าชะมัด! สมควรถูกลากออกไปประหารให้หมด! ยังไม่รีบพูดอีกเรอะ!”

โล่ลั่วพูดตะกุกตะกัก “ขะ...ข้าน้อยก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ! ตอนเช้าไปตรวจตามปกติ ก็พบว่าทั้งสองคนหายไปแล้ว! พวกข้าไม่กล้าชักช้า รีบมารายงานสองนายท่านทันที!”

“พูดออกมาได้ก็แต่เรื่องไร้สาระ!” ไห่หม่าก่นด่าเสียงกร้าว ก่อนจะเตะโล่ลั่วจนกลิ้งไปกับพื้น

ไม่มีฮูหยินหลี่ — แล้วจะใช้ใครเป็นเหยื่อล่อได้อีกเล่า!?

“พอได้แล้ว!” ผางอวี้หลงคำรามเสียงต่ำเย็นยะเยือก “ไปตรวจดูที่คุกก่อน!”

พูดจบก็ไม่แม้แต่จะมองไห่หม่าอีกที สั่งให้โล่ลั่วนำทาง แล้วพาคนทั้งหมดเร่งมุ่งหน้าไปทางคุกใต้ดินทันที

ฝูเว่ยรีบเรียกตาม “พี่ไห่หม่า ไปเถอะ เราไปดูกัน!”

ไห่หม่าพ่นลมหายใจแรงอย่างขุ่นเคือง แต่ก็ยังจำใจเดินตามไปอย่างหงุดหงิด

ระหว่างทาง เขาทนไม่ได้จนต้องบ่นเสียงต่ำ “หัวหน้าใหญ่เป็นอะไรของเขากันแน่? ทำไมถึงเข้าข้างไอ้พวกทำเรื่องพลาดนั้นได้! ยังมาว่าข้าเสียงแข็งอีก!”

ฝูเว่ยยิ้มฝืนๆ เขาเองก็รู้ดีว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากอะไร — ก็เพราะตนเผลอพูดจาเกินหน้าเกินตาเมื่อครู่ ทำให้ผางอวี้หลงไม่พอใจ แล้วไห่หม่าก็ดันพูดเข้าข้างตนอีก จึงพาลโดนหางเลขไปด้วย

แน่นอน เขาไม่มีวันพูดความจริงนั้นให้ไห่หม่าฟัง จึงเพียงยิ้มกลบเกลื่อน “คงเพราะหัวหน้าใหญ่ได้ข่าวว่าทั้งสองหนีไป เลยอารมณ์เสียก็เท่านั้นเอง! ว่ากันตามจริง เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพี่ไห่หม่านี่นา หัวหน้าใหญ่ก็ไม่ควรจะมาลงกับพี่แบบนั้นหรอก!”

ไห่หม่าฮึดฮัดในลำคอเบาๆ แต่สีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่ถือสาหรอก หัวหน้าใหญ่อารมณ์ไม่ดี จะว่าเราบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร!”

ฝูเว่ยที่ตั้งใจจะลองแหย่ให้แตกคอกัน ได้ยินเช่นนั้นก็รีบยิ้มกลบเกลื่อน “นั่นสิ! ใครไม่รู้บ้างว่าไห่หม่าพี่นับถือหัวหน้าใหญ่เพียงใด ทำทุกอย่างก็เพื่อเขาทั้งนั้น! หัวหน้าใหญ่ถ้าอารมณ์เสีย ไม่ลงกับพี่ แล้วจะไปลงกับใครได้เล่า?”

ไห่หม่าหัวเราะเสียงดัง “ฮะฮะฮะ!” พลางตบเข่าอย่างอารมณ์ดี แต่หัวเราะไปได้ไม่นาน เขากลับรู้สึกคล้ายคำพูดนั้น... มีบางอย่างแปลกๆ อยู่ในที ยังไม่ทันจะได้คิดต่อ พวกเขาก็มาถึงคุกเสียก่อน

ไห่หม่าก้าวเข้าไปข้างในทันที เห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่น

ประตูเหล็กยังคงถูกล่ามด้วยโซ่แน่นหนา แต่ไม้ลูกกรงข้างหนึ่งกลับหักไปสองซี่ พอจะให้คนหนึ่งคนลอดผ่านได้พอดี!

ไห่หม่าเห็นดังนั้นก็กัดฟันกรอด เสียงต่ำลอดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด “ลูกกรงนี่ใช้เอ็นวัวแท้ผูกไว้ แค่มีดธรรมดายังฟันไม่เข้า! พวกมันจะตัดออกได้ยังไงกัน! หรือว่า... มีใครแอบช่วยพวกมัน? คนบนเกาะนี้มีใครอยากเป็นสุนัขรับใช้ของทางการถึงขนาดขายพวกเราเลยรึไง!”

“เจ้า!” เสียงผางอวี้หลงดังขึ้นต่ำและเย็นยะเยือก ใบหน้าเคร่งขรึมฉายแววไม่พอใจ “เวลานี้ยังจะพูดเรื่องพรรคนั้นอีกหรือ! มัวแต่กล่าวโทษไปก็เท่านั้น — รีบสั่งคนออกตามหาก่อนเถอะ ข้าว่าพวกเขายังไปได้ไม่ไกล!”

“จริงด้วย!” ไห่หม่าตบหน้าผากเสียงดัง พลางหัวเราะแห้งๆ “หัวหน้าใหญ่พูดถูก ข้านี่มัวแต่โมโหจนลืมสติไป! เดี๋ยวข้าจะรีบส่งคนออกค้นหา! ฮึ! เกาะหุยเฟิงแค่นี้เอง ข้าไม่เชื่อว่าคนเป็นๆ สองคนจะหายตัวได้!”

พูดจบ เขารีบค้อมมือให้ผางอวี้หลงก่อนหมุนตัววิ่งออกไปทันที

ฝูเว่ยเห็นท่า จึงรีบยิ้มประจบ “ข้าขอตามไปช่วยดูด้วยนะ หัวหน้าใหญ่!”

พูดจบก็เร่งฝีเท้าตามไห่หม่าไปอย่างไม่รอคำตอบ

ผางอวี้หลงยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ดวงตาเขามืดลึกไม่แสดงอารมณ์ ก่อนจะหันหลังก้าวจากไปอย่างเงียบๆ

ชูเอ๋อร์เป็นคนรักความสงบ ที่พำนักของนางจึงอยู่ค่อนข้างห่างจากบริเวณอื่น รอบเรือนมีเพียงสาวใช้สองคน และหญิงวัยกลางคนอีกสองที่คอยทำงานหยาบ —ลานเรือนสองชั้นขนาดเล็กนั้นเงียบสงบ ไม่ค่อยมีใครสัญจรผ่าน

ในเวลากลางวัน หากไม่มีเหตุจำเป็น ผางอวี้หลงก็มักไม่กลับมาที่นี่เลย...

เมื่อเห็นผางอวี้หลงก้าวเข้ามาในห้อง หัวใจของชูเอ๋อร์ก็พลันหดแน่นโดยไม่รู้ตัว

“ออกไปให้หมด!” ผางอวี้หลงสั่งเสียงเย็น สาวใช้สองคนรีบถอยออกจากห้องอย่างหวาดหวั่น

ภายในเหลือเพียงสองสามีภรรยา —สายตาคมลึกของผางอวี้หลงจับจ้องอยู่บนใบหน้าของนางไม่วางตา สีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาแทบอ่านไม่ออกอารมณ์ใด

ชูเอ๋อร์พยายามข่มความหวั่นไหวในใจ พูดเสียงเรียบแต่แฝงความกังวล

“เจ้ามีเรื่องอะไรหรือ?”

“คนสองคนนั้น...” ผางอวี้หลงพูดช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “เจ้าปล่อยพวกเขาใช่ไหม?”

“อะไรนะ?” ชูเอ๋อร์แกล้งทำเสียงตกใจ แต่เขาไม่หลงเชื่อแม้แต่น้อย

“อย่าเสแสร้งเลย” เขาพูดเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดัน “เจ้าปิดบังข้าไม่เก่งหรอก ข้ารู้จักเจ้าดี... เมื่อคืนเจ้าทำตัวแปลกนัก ไม่เอ่ยอะไรสักคำ ก็เพราะในใจเจ้าตัดสินใจไว้แล้วใช่ไหม? เจ้าคิดจะปล่อยพวกเขาตั้งแต่แรก—พวกเขาอยู่ที่ไหน! เจ้าซ่อนพวกเขาไว้ที่ไหน!”

เสียงสุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นคำตะคอก แข็งกร้าวดุจคมดาบ

ชูเอ๋อร์สะดุ้งเฮือกทั้งร่าง ตัวสั่นราวใบไม้ไหว แต่ไม่นานนัก นางก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าเรียวสวยงามซีดขาวราวกระดาษ แววตาแน่วนิ่งไม่หลบ

“ใช่ ข้าเป็นคนปล่อยพวกเขาเอง เป็นข้าที่พาพวกเขาไปซ่อน...แต่จะซ่อนไว้ที่ไหน ข้าจะไม่บอก!”

ริมฝีปากของนางเม้มแน่น แววตาอ่อนโยนในวันวานบัดนี้กลับกลายเป็นดวงไฟแห่งความเด็ดเดี่ยว “ถ้าเจ้ามีฝีมือ ก็จงไปหาด้วยตัวเองเถิด!”

“เจ้า...!” ผางอวี้หลงกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ เขายกมือขึ้นสูง—แต่กลับชะงักกลางอากาศ

ฝ่ามือที่ยกขึ้นนั้นหนักอึ้งราวพันชั่ง สุดท้ายก็ร่วงลงอย่างหมดเรี่ยวแรง

“ทำไม...” เสียงเขาแตกพร่า ดวงตาฉายแววเจ็บปวด “ทำไมเจ้าต้องทำแบบนี้...”

“ทำไมรึ?” ชูเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นทั้งเศร้าและเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าเพราะอะไรล่ะ? หรือเจ้าจะบอกว่าตัวเองไม่รู้จริงๆ?”

ผางอวี้หลงนิ่งงัน ใบหน้าสีเลือดลดหายไปชั่วขณะ เขาหันหน้าหนี เหมือนไม่กล้ามองดวงตาของนาง “พูดไปพูดมาก็เพราะเจ้าไม่เชื่อข้าอีกแล้วสินะ! ข้าเคยพูดแล้วมิใช่หรือ — พอเรื่องนี้จบ ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย!”

“ข้ายังจะเชื่อเจ้าได้อีกหรือ?” ชูเอ๋อร์แค่นเสียงเย้ย รอยยิ้มบนริมฝีปากเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เมื่อครู่เจ้าก็ยังรับปากข้าอย่างดี แต่พออีกชั่วอึดใจเดียว เจ้ากลับกลับคำ! ข้าเคยหลงเชื่อเจ้ามาครั้งหนึ่งแล้ว จะให้ข้าเชื่ออีกหรือ? เจ้ามองพวกพ้องสำคัญกว่าภรรยาและลูกในครรภ์ — ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้าเถิด! แต่ข้าก็ต้องคิดหาทางเพื่อปกป้องลูกของข้าเอง!”

ผางอวี้หลงถูกคำของนางแทงเข้าใจจนพูดไม่ออก ทั้งโกรธทั้งขมขื่น เขาแค่นหัวเราะเย็น “ฮึ! เจ้าคิดได้ดีจริง! คงหวังจะใช้บุญคุณนี้ไถ่โทษกับทางการสินะ? ข้าว่าฮูหยินหลี่นั่นคงไม่ใจดำหรอก อย่างน้อยก็คงยกโทษให้เจ้าด้วยกระมัง?”

“เจ้าพูด...อะไรของเจ้าน่ะ!” ชูเอ๋อร์เสียงสั่นเทา ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา “ผางอวี้หลง เจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้ข้าไม่มีทางหวนกลับอีกแล้ว! ตั้งแต่วันที่ข้ารู้ความจริงว่าเจ้าเป็นใคร — ตั้งแต่วันที่ข้าเหยียบขึ้นเกาะแห่งนี้ ก็ไม่มี ‘เล่อเจิ้งชูเหยียน’ คนเดิมเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว!”

น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้ม ก่อนนางจะฝืนยิ้มเศร้า “วางใจเถอะ หากเจ้าต้องตาย ข้าก็จะตายตามเจ้าไปด้วย จะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องอยู่คนเดียวหรอก... อย่างน้อย ข้าจะไม่ให้เจ้าขาดทุนในชาตินี้แน่!”


วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1294 ปล่อยพวกเขาไป

 บทที่ 1294 ปล่อยพวกเขาไป

เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างจนใจ “ข้าดูจากกิริยาและคำพูดของฮูหยิน ก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่หญิงสามัญธรรมดา ไม่แปลกเลยที่ท่านจะมองต่างจากพวกบนเกาะนี้! คนเช่นท่าน กลับต้องถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ภรรยาโจรสลัด’ ข้าฟังแล้วยังรู้สึกอึดอัดแทนท่าน... น่าเสียดายที่เรื่องเช่นนี้ เกรงว่าฮูหยินก็คงช่วยอะไรไม่ได้กระมัง?”

ชูเอ๋อร์ได้ยินก็เผยรอยยิ้มเจือขม เอ่ยเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความปวดร้าว

“ใครกันจะอยากใช้ชีวิตในนามของ ‘ผู้หญิงของโจร’ ไปจนตาย? เมื่อตายไปแล้วก็ยังไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษในปรโลกได้... และที่จริง ฮูหยินหลี่เข้าใจผิดอยู่หน่อย—เขา...เคยรับปากข้าแล้ว”

นางหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงแผ่วเศร้า “ข้าจะเล่าให้พวกท่านฟังให้หมดเถิด เขาไม่มีบุตรมาหลายปี ส่วนข้าพึ่งตั้งครรภ์ได้เพียงสองเดือน ด้วยเห็นแก่เด็กในท้อง ข้าจึงขอร้องเขาอย่างจริงใจ... และในที่สุด เขาก็ยอมตกลง! แต่—”

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีที่เพิ่งรู้สึกมีความหวัง ก็เหมือนถูกคำว่า “แต่” นั้นฟาดดับวาบ หัวใจเย็นชืดลงในทันที ทั้งสองจึงเพียงมองนางนิ่งๆ ไม่เอ่ยแทรก รอฟังให้จบอย่างสงบ

ชูเอ๋อร์หัวเราะแผ่ว เบือนสายตาไปอีกทาง ถอนหายใจยาว “แต่เมื่อคืนนี้ ข้าไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เขากลับเปลี่ยนใจอีก! ไม่เพียงจะใช้ฮูหยินหลี่เป็นเหยื่อล่อผู้ว่าการมณฑล แต่ยังจะลงมือด้วยตัวเอง! ข้า...ข้าไม่รู้จะห้ามอย่างไร ข้าทำได้เพียงมองอยู่อย่างสิ้นหนทาง แต่ข้าก็ไม่อาจนิ่งเฉย ปล่อยให้ฮูหยินต้องตายต่อหน้าต่อตาได้... ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ข้าได้เล่าทุกอย่างให้ฟังแล้ว—พวกท่านพอจะมีหนทางช่วยบ้างไหม?”

เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีถึงกับชะงัก หัวใจแทบหยุดเต้นในชั่วขณะ ชุยเส้าซีรีบยกมือแตะแขนเหลียนฟางโจวเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ฟางโจว... ฟางโจว เจ้าใจเย็นก่อนนะ ต้องใจเย็นให้มาก...”

เหลียนฟางโจวร่างโอนเอนไปเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยืนให้มั่น ส่งยิ้มบางๆ ให้ชูเอ๋อร์ “ขอบคุณที่บอกข้านะ ผางฮูหยิน…”

“ฮูหยินหลี่ อย่าพูดเช่นนั้นเลย!” ชูเอ๋อร์ถอนหายใจแผ่ว “แท้จริงแล้วข้าไม่ได้ช่วยอะไรท่านเลย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ข้า...ข้า...”

“ต้องเป็นฝีมือของเจ้าฝูเว่ยนั่นแน่!” ชุยเส้าซีพูดลอดไรฟันอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าสุนัขตัวนั้นคงเป็นคนยุยงแน่แท้!”

เหลียนฟางโจวเองก็พอเดาออกอยู่แล้ว ว่าต้นเหตุย่อมเกี่ยวข้องกับฝูเว่ยไม่ผิดแน่ แต่จะรู้อย่างไรได้เล่า? — ในเมื่อพวกเขาทั้งสองตอนนี้กลายเป็นนักโทษ ถูกขังอยู่บนเกาะกลางทะเลเช่นนี้ การจะหนีออกไป...แทบไม่มีทางเลย!

นางสูดหายใจลึก ตัดสินใจเด็ดขาด แล้วหันไปพูดกับชูเอ๋อร์ “ผางฮูหยิน... ท่านพอจะช่วยข้าได้ไหม? ขอแผนที่หน่อยเถิด แผนที่ที่สามารถบอกเส้นทางออกจากเกาะนี้ กลับไปถึงเมืองเฉวียนโจวได้!”

ชูเอ๋อร์นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ “ไม่ยาก เขามีแผนที่อยู่ ข้าสามารถคัดลอกให้ได้”

“ดีมาก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยพลางสูดลมหายใจลึก “ถ้าอย่างนั้น...ท่านพอจะปล่อยพวกเราได้ไหม? เราจะยังไม่หนีไปไหนไกล แค่ซ่อนตัวอยู่บนเกาะนี้ก่อน รอให้เรื่องสงบลงแล้วค่อยหาทางหนีออกไป! บางที...ในวันหน้า ข้าอาจต้องขอให้ท่านช่วยอีก—ท่านจะช่วยข้าได้ไหม?”

เพราะการจะหนีจากเกาะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งทิศทางลม กระแสน้ำ สภาพอากาศ ล้วนต้องอาศัยคนที่รู้พื้นที่อย่างละเอียดช่วยแนะนำ ยังต้องหาโอกาสขโมยเรือที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป เตรียมน้ำดื่มกับเสบียงให้พร้อม — ทุกอย่างต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว และทั้งหมดนั้น...ต้องเริ่มจากความร่วมมือของชูเอ๋อร์ก่อน!

เหลียนฟางโจวคิดไว้ในใจอย่างรอบคอบ —หากชูเอ๋อร์ยินดีช่วย นางก็มีโอกาสรอด แต่หากไม่...อย่างน้อยที่สุด ขอเพียงออกจากคุกแห่งนี้ได้ก่อน ที่เหลือ ค่อยหาทางเอาเองก็ยังไม่สาย!

ไม่ว่าอย่างไร...นางจะไม่มีวันยอมถูกผางอวี้หลงหรือฝูเว่ยใช้เป็นเหยื่อล่อ เพื่อฆ่าหลี่ฟู่เด็ดขาด!

ชูเอ๋อร์พยักหน้าโดยไม่ลังเล ไม่รอให้เหลียนฟางโจวพูดถึงความยากลำบากก็กล่าวขึ้นอย่างหนักแน่น “ไม่ว่าท่านต้องการให้ข้าช่วยเรื่องใด ข้าจะพยายามอย่างเต็มกำลัง! ฮูหยินหลี่ โปรดบอกมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ!”

“นั่นช่างดีเหลือเกิน!” เหลียนฟางโจวยิ้มออกมาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะเล่ารายละเอียดแผนการทั้งหมดให้นางฟังอย่างไม่ปิดบัง

ชูเอ๋อร์ฟังแล้วถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องมากมายต้องจัดการขนาดนี้ แต่พอคิดอีกที — การจะหนีออกจากเกาะแห่งนี้มันจะง่ายเสียที่ไหน? นางมองเหลียนฟางโจวด้วยความชื่นชมในใจ — หญิงผู้นี้ช่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว สมแล้วที่เป็นภรรยาของผู้ว่าการมณฑล!

“ข้าจะช่วยพวกท่านให้ดีที่สุด” ชูเอ๋อร์รับปากเสียงหนักแน่น “เพียงแต่เรื่องนี้ต้องทำอย่างรอบคอบ คงเร่งรีบไม่ได้ ต้องค่อยๆ ดำเนินการ”

“ข้าย่อมเข้าใจ!” เหลียนฟางโจวยิ้มอ่อน “ท่านเองก็มีครรภ์อยู่ ต้องระวังสุขภาพ หากเมื่อไรรู้สึกไม่สะดวก เพียงบอกพวกเรา ข้าจะหาทางอื่นเอง”

ชูเอ๋อร์เผลอวางมือลงบนหน้าท้องของตนอย่างไม่รู้ตัว แววตาแฝงความเศร้า ก่อนฝืนยิ้มตอบ “ขอบคุณฮูหยิน... แต่ข้าก็ยังมีเรื่องกังวล — ตอนนี้ข้าพาเจ้าทั้งสองออกจากที่นี่ได้ก็จริง ทว่าตัวเกาะนี้ข้าก็ยังไม่รู้เส้นทางทั้งหมด ถึงจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ถ้าเกิดพวกเขาไล่ตรวจค้นทั้งเกาะขึ้นมา ก็คงหนีได้ยาก... ฮูหยินหลี่ พวกท่านมีแผนหรือยัง?”

ชุยเส้าซีถอนหายใจเบาๆ พลันนึกถึงป่าที่พวกเขาเคยเดินผ่านเมื่อสองวันก่อน มันกว้างก็จริง แต่ไม่ใช่ที่ซ่อนที่ปลอดภัยนัก

เหลียนฟางโจวกลับยิ้มอย่างมั่นใจ ดวงตาฉายแววคมชัด “ไม่ยากเลย — พวกเราจะแสร้งทำเป็นตกทะเล ทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นเพียงเล็กน้อยก็พอ!”

“ใช่สิ! ทำไมข้าถึงคิดไม่ออกนะ!” ชุยเส้าซีตบหน้าผากเสียงดัง ยิ้มกว้างอย่างโล่งใจ “คนเป็นยังพอค้นหาได้ แต่คนตายน่ะ จะให้ค้นอย่างไร? ตกทะเลไป ใครจะรู้ว่าน้ำพัดร่างไปถึงไหนแล้ว!”

ชูเอ๋อร์อุทานเบาๆ “อา!” ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจเช่นกัน

รอยยิ้มของนางอ่อนโยนและอบอุ่น — เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหวังเล็กๆ ท่ามกลางคลื่นลมแห่งโชคชะตาอันมืดมิด

เหลียนฟางโจวยิ้มบาง พลางพูดกับชูเอ๋อร์อย่างใจเย็น “เพียงแต่ว่า... พวกนั้นคงไม่เชื่อกันง่ายๆ แน่ การตรวจค้นต้องมีแน่! หากถึงตอนนั้น ผางฮูหยินพอจะหาที่ให้เราซ่อนตัวได้บ้างหรือไม่? ถ้าซ่อนอยู่ในเรือนของท่านเองได้ก็ยิ่งดี — เพราะที่อันตรายที่สุด ก็มักเป็นที่ปลอดภัยที่สุด!”

ชูเอ๋อร์พยักหน้าเห็นด้วย ยิ้มอ่อน “ได้เลย! พวกเราตกลงกันไว้ก่อนเรื่องวิธีติดต่อ ถึงเวลานั้นข้าจะส่งคนไปช่วยรับตัวพวกท่าน! ฮูหยินหลี่ว่าประการใด ข้าก็จะทำตามนั้น ขอให้สวรรค์คุ้มครองให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี!”

“ขอบคุณมาก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความจริงใจ “ผางฮูหยินวางใจเถอะ หากเรารอดจากเคราะห์นี้ไปได้ เราจะไม่มีวันลืมบุญคุณของท่านเลย!”

ชูเอ๋อร์ได้ฟังถึงกับน้ำตาคลอ พูดเสียงสั่น “ข้าไม่มีหน้าไปขอสิ่งใดจากท่านทั้งสอง ขอเพียงฮูหยินเมตตา อย่าให้ลูกในท้องของข้าต้องมีตราบาป ขอให้เขาได้เกิดมาอย่างบริสุทธิ์ ข้าตายก็ไม่มีห่วงแล้ว!”

“อย่าพูดถึงความตายเลย!” เหลียนฟางโจวรีบปลอบเสียงอ่อน “ข้าว่าผางอวี้หลงนั้น แท้จริงอาจไม่ได้อยากเป็นโจรไปตลอดชีวิต เพียงแต่ถูกฝูเว่ยมันยุแหย่เท่านั้น! ผางฮูหยินจงเข้มแข็งไว้เถอะ วันข้างหน้าเจ้าได้อยู่พร้อมหน้ากับลูกและสามี ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างมีความสุข — แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือ? เจ้าจะยอมปล่อยให้ลูกเติบโตมาโดยไม่มีพ่อแม่จริงๆ หรือ? ต่อให้คนอื่นเลี้ยงดีเพียงใด ก็ไม่มีวันแทนได้หรอก!”

เหลียนฟางโจวคิดในใจ —หากสามารถโน้มน้าวให้ผางอวี้หลงกลับใจยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักได้ นั่นย่อมเท่ากับได้กำลังสนับสนุนเพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อกรกับสี่ตระกูลใหญ่ในภายภาคหน้า ยิ่งไปกว่านั้น การกำจัดพวกโจรแห่งเกาะหุยเฟิง ผู้สร้างความเดือดร้อนแก่พ่อค้าทางทะเลมานาน ย่อมเป็นผลดีต่อใจของราษฎร อย่างใหญ่หลวง —เมื่อได้การสนับสนุนจากราษฎร สี่ตระกูลใหญ่นั่นก็ไม่ต้องเกรงอีกต่อไป!

ชูเอ๋อร์หน้าซีดลงเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ พยักหน้าเบาๆ “ไม่ควรชักช้าแล้ว — สองท่านรีบตามข้ามาเถิด!”

ทางด้านผางอวี้หลงกับไห่หม่า การเตรียมการต่างๆ กำลังดำเนินไปอย่างคึกคักแทบไม่หยุดพัก

แต่แล้ว... เมื่อโล่ลั่ว ผู้คุมคุกของเหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซี รีบวิ่งหน้าตื่นมารายงานว่า “ท่านหัวหน้า! คนสองคนนั้น—ทำลายประตูคุกหนีไปแล้วขอรับ!”

คำพูดนั้นทำให้ผางอวี้หลงกับไห่หม่า รวมทั้งเหล่าคนสนิททั้งหลาย ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ

ทุกสายตาเบิกกว้าง — ความเงียบชั่วพริบตาแผ่คลุมทั่วทั้งห้อง ก่อนที่อารมณ์ตกใจจะระเบิดออกพร้อมกัน!


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1293 ความคิดเห็นส่วนตัว

 บทที่ 1293 ความคิดเห็นส่วนตัว

“อย่าร้องเลยนะ!” ผางอวี้หลงเห็นชูเอ๋อร์หลั่งน้ำตาก็ถึงกับมือไม้ปั่นป่วนไปหมด ไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี เขาตบไหล่นางเบาๆ พูดจาวกวน “ชูเอ๋อร์ อย่าร้องนะ เจ้าอย่าเป็นแบบนี้สิ! เขาว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ห้ามร้องไห้ไม่ใช่เหรอ? เจ้าฟังนะ ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย! ข้าสาบานว่าครั้งสุดท้ายจริงๆ! พอเรื่องนี้จบลงเมื่อไร ข้าจะเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้พวกเรา เราจะจากที่นี่ไป ไปแน่นอน…”

ชูเอ๋อร์สูดหายใจลึก เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรอีก

นางเพียงแค่หมุนตัว เดินกลับไปยังเตียงอย่างเงียบงัน

มือของผางอวี้หลงแข็งค้างอยู่กลางอากาศ เขาถอนใจเบาๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยมือลง มองแผ่นหลังนางด้วยสายตาหม่นลึก ก่อนจะค่อยๆ เดินตามไปช้าๆ

เช้าวันถัดมา ไห่หม่ารีบร้อนมาหาฝูเว่ยด้วยสีหน้ายินดีปรีดา รีบรายงานอย่างตื่นเต้น “คุณชาย! หัวหน้าใหญ่ตกลงแผนของพวกเราแล้ว! ยิ่งไปกว่านั้น เขาจะนำพวกพี่น้องออกไปด้วยตัวเองเลยนะ! แต่แผนการใหญ่ขนาดนี้ต้องเตรียมให้รอบคอบ คงออกเดินทางไม่ได้ทันที ต้องรอสักสองสามวัน!”

ฝูเว่ยแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง รู้สึกเหมือนสวรรค์ส่งโชคมาให้

ฝีมือของหัวหน้าใหญ่เหนือกว่าไห่หม่าไม่รู้กี่ขุม หากเจ้าตัวลงมือเอง แผนการก็เท่ากับสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว! แค่รออีกไม่กี่วัน จะเป็นอะไรไป!

แต่หลังจากดีใจจบลง ความรู้สึกบางอย่างก็แทรกเข้ามาในใจฝูเว่ย เขาอดสงสัยไม่ได้ “พี่ไห่หม่า...ก่อนหน้านี้หัวหน้าใหญ่ยังยืนกรานไม่เห็นด้วยอยู่เลยมิใช่หรือ? ไหงจู่ๆ ถึงยอมได้ง่ายๆ แบบนี้?”

ไห่หม่าหัวเราะพลางตบไหล่เขาหนักๆ “เจ้าคิดมากไปเอง! หัวหน้าใหญ่เป็นคนมีน้ำใจรู้คุณ เขาจะปล่อยให้ข้าออกไปเสี่ยงตัวคนเดียวได้ยังไง? ข้ายืนกรานจะไป เขาก็เลยต้องยอม! คราวนี้แหละ ไม่มีทางพลาดแน่! เจ้าก็แค่นั่งรออีกไม่กี่วันก็พอ!”

“แต่ว่า...”

สีหน้าของไห่หม่าเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที เขาจ้องหน้าฝูเว่ยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ข่าวของเจ้ามันเชื่อถือได้แน่หรือไม่? ข้อมูลแม่นยำแค่ไหน? พอเราย่างเท้าเข้าสู่เขตเมืองหนานไห่ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด มืดแปดด้านไปหมด! ชีวิตพี่น้องมากมายต้องฝากไว้กับเจ้าคนเดียว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา อย่าว่าแต่หัวหน้าใหญ่นะ ข้าเองก็ไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

“ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเจ้า ข้าย่อมเห็นแก่ แต่นั่นก็ไม่ต่างจากที่ข้าต้องเห็นแก่พี่น้องคนอื่นๆ ด้วย! ข้าจะทรยศพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด!”

ฝูเว่ยพลันรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก แต่สีหน้ากลับยิ้มแย้มซื่อตรง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่แพ้กัน “พี่ไห่หม่า ท่านวางใจเถอะ! ข้าเป็นคนไม่รู้ดีรู้ชั่วถึงเพียงนั้นหรือ? ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย ข้าคงไม่กล้าปริปากพูดแน่! ท่านกับหัวหน้าใหญ่เมตตารับข้าไว้ ข้ามีแต่ความกตัญญู จะไปคิดร้ายต่อพวกท่าน กับพี่น้องทั้งหลายได้ยังไง? แล้วข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำร้ายพวกท่านล่ะ?”

“ก็จริง!” ไห่หม่าหัวเราะแห้งๆ พลางรีบเปลี่ยนสีหน้า “ข้านี่พูดจาไม่ระวัง ปากเสียไปหน่อย เจ้าหนุ่มฝู อย่าถือโทษข้าเลย!”

“ไม่หรอกไม่หรอก! พวกเราน่ะ พี่น้องกันทั้งนั้น!” ฝูเว่ยโบกมืออย่างใจกว้าง ทั้งสองสบตากันยิ้มด้วยความเป็นกันเอง

ในขณะเดียวกัน เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นถ้ำภูเขาที่ถูกดัดแปลงให้ใช้เป็นที่คุมขัง

คุกถ้ำเช่นนี้อับชื้นและมืดมิดยิ่งกว่าคุกทั่วไป กลิ่นอับราและความเน่าเหม็นอบอวลอยู่ในอากาศ จนทำให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก

ข้อดีเพียงอย่างเดียวของการถูกขังครั้งนี้ ก็คือพวกเขาสองคนยังได้อยู่ด้วยกัน ในเวลาที่ไม่มีใครอยู่ ก็ยังสามารถพูดคุย ปลอบโยน และให้กำลังใจกันได้บ้าง

เมื่อแสงรำไรค่อยๆ ส่องลอดผ่านรอยแยกของหินด้านบน ทั้งสองก็สบตากันพร้อมรอยยิ้มขื่นๆ “ผ่านไปหนึ่งคืนแล้ว... ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ”

เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความกังวลปนยอมรับชะตา

“ข้ามันไร้ประโยชน์จริงๆ” ชุยเส้าซีพูดอย่างรู้สึกผิด “ข้านึกว่าจะช่วยเจ้าได้ สุดท้ายกลับกลายเป็นแบบนี้…”

“อย่าพูดอย่างนั้นเลย!” เหลียนฟางโจวพูดแทรกขึ้นทันที “ถ้าไม่มีเจ้า ข้าก็ต้องตกอยู่ในมือพวกเขาอยู่ดี! แต่ตอนนี้กลับพลอยพาเจ้าติดร่างแหเข้าไปด้วย นับว่าข้าต่างหากที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก! ข้ายังไม่บ่นอะไร แล้วเจ้าจะรู้สึกผิดไปทำไมกัน?”

ชุยเส้าซีพลันหัวเราะขึ้นมาเบาๆ หัวใจคล้ายมีแสงสว่างไหลเวียน “ดี! ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะไม่รู้สึกผิดอีก! แล้วเจ้าก็ห้ามคิดมากเหมือนกัน! อย่างมากก็แค่ตายด้วยกันที่นี่—ไปเป็นเพื่อนกันบนเส้นทางสู่น้ำพุเหลืองก็ยังดี!”

เหลียนฟางโจวส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง “ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ข้าว่าหัวหน้าใหญ่นั่น... ท่าทีของเขามันดูแปลกๆ อยู่นะ!”

“แปลก?” ชุยเส้าซีเลิกคิ้ว “ตอนเจ้าพูด ข้าก็เพิ่งนึกได้... ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น เขาคงไม่ปล่อยให้เราสองคนปลอดภัยอยู่ที่นี่หรอก ไม่โดนรองหัวหน้ากับเจ้าฝูเว่ยลงมือเล่นงาน แบบนี้ก็ต้องถือว่าเป็นบุญคุณของเขาแล้ว!”

“ใช่เลย!” เหลียนฟางโจวตบมือเบาๆ แล้วก็ถอนใจ “แต่น่าเสียดาย...จากสีหน้าและท่าทีของเขา เราก็ยังดูอะไรไม่ออกเลย ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ เฮ้อ!”

ชุยเส้าซีรู้สึกคลายกังวลลงมาก ยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “อย่างไรก็ยังมีความหวังอยู่ไม่ใช่หรือ? เราพักผ่อนให้เต็มที่ไว้ก่อน พอได้พบเขา บางทีอาจมีทางต่อรองก็ได้!”

“พูดถูกแล้ว!” ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ

แต่ยังไม่ทันขาดคำ เสียงสตรีหนึ่งก็ดังขึ้นในความมืดของถ้ำ “ฮูหยินหลี่ คุณชายชุย ทั้งสองช่างฉลาดเสียจริง ฟังแล้วอดชื่นชมไม่ได้…”

เสียงนั้นนุ่มลึกแต่แฝงความเยือกเย็น ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว หันไปมองตามเสียงที่ดังขึ้นหลังลูกกรงเหล็ก

สิ่งที่เห็นคือหญิงสาวในชุดดำทั้งร่าง ปิดหน้าด้วยผ้าดำแนบสนิท รูปร่างสูงโปร่ง สง่างาม ดวงตาคู่นั้นอ่อนโยนราวสายน้ำ แต่กลับซ่อนความเย็นสงบไว้อย่างประหลาด

น้ำเสียงของนางอ่อนโยนแผ่วเบา แฝงความเศร้าละมุน ฟังแล้วทำให้คนอดเกิดความเวทนาไม่ได้

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีสบตากันอย่างประหลาดใจ — ทั้งสองผ่านโลกมามาก พอดูออกว่านางผู้นี้...ไม่ว่าจะเป็นแววตา น้ำเสียง หรือกิริยาท่าทาง ล้วนมีความสง่างามนุ่มนวลเกินกว่าที่หญิงในหมู่โจรจะมีได้

พูดอีกอย่างก็คือ — ในหมู่โจรสลัด ไม่มีทางมีหญิงเช่นนี้แน่!

หญิงสาวค่อยๆ เอื้อมมือปลดผ้าปิดหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าเรียวรูปหัวใจ งามละมุนละไมดั่งน้ำหยดหนึ่งที่สะท้อนแสงอ่อน จริตอ่อนโยนสมกับเสียงของนางอย่างยิ่ง

“ท่านคือ…” เหลียนฟางโจวเอ่ยอย่างลังเล ขณะมองสำรวจอย่างไม่แน่ใจ

หญิงสาวยิ้มบาง เสียงอ่อนโยนดังขึ้นช้าๆ “ผางอวี้หลง...คือสามีของข้า”

เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีถึงกับอุทานพร้อมกัน “อ๊ะ...!”

ทั้งสองสบตากัน พลันคิดในใจพร้อมกัน —“น่าเสียดายยิ่งนัก!”

หญิงสาวงามผู้สงบนิ่งดุจกลิ่นกล้วยไม้ เยือกเย็นดุจกลีบดอกเบญจมาศ — ใครจะคาดคิดว่านางจะเป็นภรรยาของหัวหน้าโจรสลัดผู้นั้น?

หญิงสาวเพียงยิ้มเศร้าเล็กน้อย ก่อนจะค้อมกายลงนอบน้อมเอ่ยเสียงอ่อนหวาน “สามีของข้าหยาบคายไร้มารยาทนัก หากได้ล่วงเกินฮูหยินและคุณชาย ขอโปรดอภัยให้เขาด้วยเถิดค่ะ”

“เรื่องนั้นไม่ต้องพูดถึง!” ชุยเส้าซีพลันนึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาเป็นประกาย เขายกมือขึ้นตัดบทอย่างร้อนรน “ที่ผังฮูหยินมาหาเราในที่เช่นนี้... มีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”

ชูเอ๋อร์มองพวกเขาทั้งคู่แวบหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “พอรู้ว่าพวกเขาจับตัวฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลไว้ ข้าก็รีบอ้อนวอนให้สามีของข้าช่วยดูแลปกป้องฮูหยินไว้ให้ดี แล้วส่งตัวกลับคืนไปโดยสวัสดิภาพ... ถือเสียว่าเป็นการขอเข้าพบอย่างสุภาพ เพื่อเปิดทางพูดคุยกับทางการ—หากเป็นไปได้ ข้าอยากให้เขายอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก เสียด้วยซ้ำ”

คำพูดนั้นทำให้เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีถึงกับนิ่งงัน มองหน้ากันด้วยความตะลึง —ไม่คาดคิดเลยว่า ภรรยาของหัวหน้าโจรสลัด... จะพูดถึง “การสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก” อย่างเปิดเผยเช่นนี้!


จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1292 ฮูหยินผาง

 บทที่ 1292 ฮูหยินผาง

ฝูเว่ยตอนนี้ก็เหมือนคนเจ็บที่คว้าทุกทางไว้ก่อน ได้ยินดังนั้นก็อดรู้สึกหวั่นไหวในใจไม่ได้

เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด “แต่รองหัวหน้ามีข้ารับใช้ส่วนตัวไม่มาก หากถึงเวลานั้น—”

“คุณชาย!” หมิงซานหัวเราะออกมา พลางกล่าว “บนโลกนี้จะมีเรื่องอะไรที่รับรองได้ร้อยส่วนกันเล่าขอรับ? หากคิดทำการใหญ่ จะไม่ยอมเสี่ยงเลยได้อย่างไร?”

ในใจเขานั้นแอบดูแคลนอยู่เงียบๆ — แค่นี้ก็ลังเล? แบบนี้ยังกล้าเพ้อฝันจะคืนตระกูลฟูอีกหรือ?

ฝูเว่ยใจเต้นแรงขึ้นมา ตัดสินใจเด็ดขาด “ดี! เอาตามนี้! เสี่ยงครั้งนี้ ข้าว่าคุ้ม!”

คิดได้ดังนั้น ฝูเว่ยก็ไม่รอช้า สั่งให้หมิงซานไปเชิญไห่หม่ามาร่วมทานอาหารค่ำในคืนนี้

หมิงซานรับคำไปด้วยรอยยิ้ม พอเจอหมิงอู่ เขาก็ถ่ายทอดเรื่องโดยย่อ และให้ไปแจ้งกับคุณชายใหญ่โดยไม่พูดอะไรต่อ

ทางด้านไห่หม่า—ตั้งแต่ถูกผางอวี้หลงตำหนิอย่างรุนแรงจนไม่ไว้หน้ากัน เขาก็อึดอัดอยู่แล้ว ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดกับฝูเว่ย และก็เสียดายโอกาสดีที่กำลังจะหลุดมือ

พอถูกฝูเว่ยพูดยุหนุนทีละคำ ดื่มเหล้าสองสามจอกเข้าไป ไฟในอกก็ยิ่งลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอของฝูเว่ยจึงถูกเขาตบอกรับไว้ทันทีโดยไม่ลังเล

ในยุคสมัยนี้...คนขี้ขลาดก็อดตาย ส่วนคนกล้ากลับร่ำรวยและโด่งดัง!

โอกาสงามอย่างนี้ ควรค่าแก่การเสี่ยง!

ด้วยฤทธิ์สุราและความฮึกเหิม ไห่หม่าไม่คิดรั้งรอแม้แต่อึดใจเดียว รีบลุกขึ้นจะไปขออนุญาตหัวหน้าใหญ่ในทันที

ฝูเว่ยยิ่งพอใจนัก รีบกล่าวถ้อยคำหวังดี เตือนไห่หม่าว่าให้พูดกับหัวหน้าใหญ่ดีๆ อย่าเถียงกลับหรือพูดจาขวางหู จะได้ไม่เสียบรรยากาศความเป็นพี่น้อง — ถ้อยคำนั้นฟังแล้วทำให้ไห่หม่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก

แต่เมื่อไห่หม่ามาเซ้าซ้ำเรื่องเดิมอีกครั้ง ผางอวี้หลงก็เริ่มรู้สึกรำคาญ

เพียงเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพครึ่งเมาครึ่งสร่าง จะพูดตักเตือนอะไรตอนนี้เขาก็คงฟังไม่เข้าหู ผางอวี้หลงจึงเพียงแค่ทำหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไรเลย

ไห่หม่าคราวนี้เรียกได้ว่า “เอาชีวิตเข้าแลก” เอ่ยเสียงแข็ง “พี่ใหญ่! ข้าแค่จะพาคนของข้าเองไป ท่านก็ยังจะห้ามอีกหรือ? แบบนี้มัน...ไม่ยุติธรรมแล้วล่ะ! ไม่ว่าอย่างไร คราวนี้ ต่อให้พี่ใหญ่ไม่อนุญาต ข้าก็จะไป! ท่านวางใจได้ ต่อให้ไม่สำเร็จ เรายังมีตัวประกันในมือ จะถอนตัวเมื่อไรก็ยังทัน! พรุ่งนี้—เอ่อ ข้า...ข้าจะออกเดินทางเลย! ท่านรอฟังข่าวดีก็แล้วกัน! คอยดูเถอะ ข้าจะกลับมาพร้อมทรัพย์สินมากมายให้เกาะเรา แล้วพี่ใหญ่จะได้เห็นฝีมือของข้า!”

พูดจบ ไห่หม่าก็โซเซเดินจากไป ท่าเดินไม่มั่นคงนัก

ผางอวี้หลงทั้งโกรธทั้งร้อนใจ แต่ก็จนปัญญาจะห้ามได้

ไหนเขาจะพูดเองว่าอีกฝ่ายจะใช้แต่คนของตนเอง—ในเมื่อเขาไม่เกี่ยวข้อง แล้วจะไปขัดขวางได้อย่างไร? เว้นเสียแต่ว่า...จะจับไห่หม่าขังไว้!

แต่เขาจะทำแบบนั้นกับพี่น้องได้หรือ? 

...ช่างเถอะ!

ผางอวี้หลงกัดฟันแน่น ในเมื่อเขาจะทำ ก็ปล่อยให้ทำ! แน่นอน เขาไม่มีทางยอมให้ใช้แค่พวกข้ารับใช้ส่วนตัวของไห่หม่าหรอก — แบบนั้นจะให้พี่น้องคนอื่นมองเขายังไง?

เมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องวางแผนให้รัดกุม: ใครจะขึ้นฝั่ง ใครจะคอยสนับสนุน หากเกิดเหตุผิดพลาด จะถอนตัวอย่างไร — ทุกอย่างต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าให้รอบคอบที่สุด

ผางอวี้หลงจึงสั่งให้คนไปตามจิ่วเตา เมิ่งอวี๋ และหูซา ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทและแข็งแกร่งที่สุด มาหารือกันเรื่องแผนการ

การประชุมในคืนนั้นยืดเยื้อยาวนาน กระทั่งไก่เริ่มขันยามรุ่งสาง เขาถึงได้กลับเข้าห้องพัก

ไม่คาดคิดว่า...ชูเอ๋อร์ ภรรยาของเขา กลับยังไม่หลับ ยังฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ ข้างกายมีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงน้อยที่ให้แสงสลัว

ผางอวี้หลงตกใจไม่น้อย สีหน้าแสดงความร้อนใจ รีบเดินเข้าไป พยายามจะอุ้มภรรยาขึ้นเตียงอย่างแผ่วเบา

แต่เขาเป็นคนรูปร่างกำยำ มือไม้เงอะงะไม่เบา เพิ่งขยับตัวไม่เท่าไร ชูเอ๋อร์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเสียแล้ว

นางลืมตาช้าๆ ขนตายาวกระพือเบาๆ ก่อนจะปัดมือเขาออก เอ่ยเสียงเรียบ “ท่านกลับมาแล้วหรือ?”

“อืม” ผางอวี้หลงตอบเสียงแผ่ว สีหน้าแฝงความกระอักกระอ่วน “เจ้าทำไมไม่ไปนอนบนเตียง? เจ้าตั้งครรภ์อยู่นะ ต้องระวัง อย่าทำให้ลูกเป็นอันตราย”

ชูเอ๋อร์ไม่ตอบคำพูดนั้น สายตาใสกระจ่างมองสบเขาอย่างเงียบงัน ก่อนจะถามเรียบๆ “ท่านไปทำอะไรมา? ทำไมกลับมาดึกป่านนี้?”

ร่างกายของผางอวี้หลงชะงักเล็กน้อย สีหน้าก็เคร่งขึ้นตาม เขาตอบเสียงเย็น “เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าควรห่วงแค่ลูกในท้องให้ดี!”

ปีนี้เขาอายุสามสิบเจ็ดแล้ว แต่ยังไม่มีลูกแม้แต่คนเดียว เด็กในท้องของชูเอ๋อร์ คือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของเขาในชั่วชีวิตนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่เขาหวงแหนที่สุด

ชูเอ๋อร์แค่นยิ้มเยาะริมฝีปาก ก่อนจะใช้มือลูบหน้าท้องซึ่งยังไม่ปรากฏครรภ์เบาๆ เอ่ยเสียงเย็น “เรื่องที่ท่านเคยรับปากข้าไว้...จะไม่รักษาคำพูดแล้วใช่ไหม?”

ผางอวี้หลงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดเรื่องนี้เวลานี้ เขาจึงจับไหล่นางไว้แน่น “ดึกมากแล้ว พักก่อนเถอะ! อยากพูดอะไร ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน!”

“ท่านกลับคำจริงๆ ด้วย!” ชูเอ๋อร์สะบัดมือเขาออกอย่างแรง ถอยหลังไปสองก้าว จ้องเขาแน่วนิ่ง “ท่านยังคิดจะเล่นงานฮูหยินของผู้ว่าการมณฑลใช่ไหม? ท่านบ้าไปแล้วหรือ? เกาะหุยเฟิงแค่นี้ จะไปสู้อะไรได้! ถ้าท่านแตะต้องแม้แต่นิดกับภรรยาของขุนนางใหญ่ ท่านคิดว่าราชสำนักจะอยู่นิ่งหรือ?”

“ไม่ต้องพูดถึงราชสำนักแหละ ขนาดผู้ว่าการมณฑลเองก็ไม่มีทางอยู่นิ่งแน่! ท่านคิดจริงๆ หรือว่าคนบนเกาะหุยเฟิงแค่ไม่กี่ร้อยคนจะต้านทานราชสำนักได้? แค่สั่งปิดท่าเรือเฉวียนโจวไม่กี่เดือน เกาะพวกท่านก็ไม่มีเสื้อผ้าอาหาร ต้องขึ้นฝั่งปล้นให้เสี่ยงตาย แล้วทางราชสำนักแค่รอตั้งรับ พวกท่านจะไม่กลายเป็นศพเปล่าๆ หรอกหรือ?”

ผางอวี้หลงหัวเราะเย็น “จะปิดท่าเรือทั้งเมือง? ตลอดหลายปีที่เราปล้นเรือพาณิชย์มา ก็ไม่เห็นทางการเคยทำแบบนั้น!”

“เพราะมันยังไม่ถึงเวลานั้นเท่านั้นเอง!” ชูเอ๋อร์เสียงเบาแต่เด็ดเดี่ยว “และอีกอย่าง...ข้าไม่ต้องการให้ลูกของข้าโตมาเป็นโจรสลัดที่ฆ่า ปล้น ไร้เมตตา! หากท่านยังดึงดันทำเรื่องนี้ต่อ...ลูกคนนี้ ข้าจะไม่เอาไว้!”

“เจ้า...กล้ารึ!” สีหน้าผางอวี้หลงซีดเผือดทันตา แววตาบิดเบี้ยวกลายเป็นดุดันร้ายกาจ กลิ่นอายอำมหิตพวยพุ่งทั่วร่าง เขาจ้องนางเขม็ง ราวคมมีดกรีดใจ “จะฆ่า ปล้น หรือเหี้ยมโหด แล้วมันผิดตรงไหน? พ่อของเขาเป็นโจรสลัด ลูกของเขาก็เกิดมาเป็นสายเลือดโจรสลัด!”

“เล่อเจิ้งชูเหยียน ข้าบอกไว้ตรงนี้—หากเจ้ากล้าแตะต้องลูกของข้าแม้เพียงนิด ข้าผางอวี้หลงจะล้างตระกูลเล่อเจิ้งของเจ้าให้สิ้นซาก!”

สีหน้าของชูเอ๋อร์ซีดเผือดราวกระดาษ ไม่มีเลือดฝาดแม้แต่น้อย มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ริมฝีปากที่สั่นระริกถูกกัดแน่น น้ำตาเอ่อรื้นเต็มดวงตา จนกลายเป็นม่านหมอกพร่ามัว

ผางอวี้หลงเห็นร่างบอบบางของนางสั่นเทาเหมือนผีเสื้อกลางสายลม ราวกับพร้อมจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ ใจเขาก็พลันอ่อนลง

เขายื่นมือไปแตะไหล่นางเบาๆ เอ่ยเสียงนุ่ม “ขอโทษนะ ข้าพูดจาไม่คิด อย่าโกรธเลย ที่พูดเมื่อกี้...แค่พูดเล่น ไม่ได้ตั้งใจจริงหรอก... เจ้าวางใจได้ คราวนี้ข้าจะไปด้วยตัวเอง ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย ข้าจะไม่ลงมือแน่! ข้าจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ไม่ให้ใครจับได้ว่าเราเป็นใคร!”

“ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ...” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะหนีไปยังน่านน้ำทางใต้ ไปอยู่ที่นั่นเสียก็ได้... ข้าสัญญากับเจ้า จะไม่ให้ลูกของเราต้องเดินบนเส้นทางเดียวกับข้า!”

ชูเอ๋อร์ก้มหน้าลงเงียบงัน น้ำตาเม็ดโตหล่นลงเปื้อนอกเสื้อทีละหยด

น่านน้ำทางใต้...นั่นมันต่างแดนไกลโพ้น ใครอยากไปอยู่กันเล่า?

บรรดาพี่น้องบนเกาะ คงไม่มีใครยอมไปด้วยแน่ — แล้วนางเล่าจะไปอยู่ในที่เช่นนั้นได้อย่างไร...


วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1291 หว่านล้อมสารพัด

 บทที่ 1291 หว่านล้อมสารพัด

      ฝูเว่ยถูกหมิงซานพยุงกลับที่พัก ในหัวยังคงนึกถึงเสียงก่นด่าของเหลียนฟางโจวที่ไม่หยุดหย่อน อีกทั้งก็ไม่รู้ว่าผางอวี้หลงกับไห่หม่าจะพูดคุยอะไรกัน และจะหว่านล้อมผางอวี้หลงได้อย่างไร

     ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว โดยเฉพาะที่ผางอวี้หลงสั่งต่อหน้าตนกับไห่หม่าให้จิ่วเตาพาเหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีไปขังไว้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรกันแน่ ทุกอย่างช่างสับสนยุ่งเหยิงไปหมด

     หมิงซานเห็นสีหน้าเขาแล้วก็ยิ้มพลางเอ่ย “คุณชายพักก่อนเถอะขอรับ นอนหลับสักตื่น พอตื่นมากระปรี้กระเปร่าขึ้น อาจจะคิดอะไรออกก็ได้ อีกอย่าง รองหัวหน้าไม่มีทางไม่มาหาคุณชายหรอก ถึงเวลานั้น คุณชายแค่ซักถามนิดหน่อย เขาจะไม่บอกหมดก็ให้มันรู้ไป!”

      ฝูเว่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกมีเหตุผล จึงยอมวางใจชั่วคราว

เมื่อจัดการให้ฝูเว่ยหลับลงเรียบร้อย หมิงซานก็ออกจากเรือนไป เดินทอดน่องไร้จุดหมายอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขา ก็รีบเลี้ยวเข้าซอยเล็กสายหนึ่ง เดินวกวนไปตามทางแคบเลี้ยวซ้ายขวาหลายรอบ ไม่นานก็มาถึงถ้ำหินเปลี่ยวแห่งหนึ่ง

    เขาพยักหน้าให้คนรับใช้สองคนในชุดเขียวที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำ จากนั้นก็เร่งฝีเท้าเข้าไปข้างใน

    “คุณชายใหญ่! ข้าน้อยขอคารวะคุณชายใหญ่!” หมิงซานจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วคารวะชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าหยาบสีคราม

    ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นว่าเขาคือ “เหลียงจิ้น”

    หมิงซานดูจะรู้ธรรมชาติของเหลียงจิ้นดีนัก จึงไม่รอให้ฝ่ายนั้นเอ่ยปากถาม รีบร้อนพูดก่อนว่า “คุณชายใหญ่ ฮูหยินหลี่—ไม่สิ! แม่นางเหลียน อยู่ที่นี่จริงๆ! วันนี้...”

    ฟังหมิงซานเล่าจบ เหลียงจิ้นก็ได้รู้ว่าเหลียนฟางโจวยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ถูกจับขังไว้ชั่วคราวโดยไม่มีอันตราย เขาจึงค่อยโล่งอกขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังอดบ่นไม่ได้ “ผู้หญิงคนนี้ดวงจะแย่ไปถึงไหน หนีออกมาได้แล้วยังถูกจับอีก! รีบสืบมาให้ชัดว่าเขาถูกขังไว้ที่ไหน แล้วค่อยกลับมารายงานข้า!”

    “ขอรับ!” หมิงซานก้มตัวรับคำ รู้ทันทีว่าคุณชายใหญ่คิดจะช่วยเหลียนฟางโจว

    เหลียงจิ้นขมวดคิ้ว ถามต่อ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่ามีชายแซ่ชุยอะไรนั่นอยู่กับนาง?”

    หมิงซานชะงัก ก่อนรีบพยักหน้า “ใช่ครับ...”

    เหลียงจิ้นแค่นหัวเราะเย็นชา “ชายผู้นั้นอายุเท่าไร หน้าตาเป็นอย่างไร? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับนาง?”

    หมิงซานฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ถึงกับขนลุกวาบ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แอบชำเลืองมองใบหน้าเหลียงจิ้นก่อนตอบ

    เหลียงจิ้นเริ่มหงุดหงิด ตวาดขึ้น “เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง? รีบพูด! หรืออยากโดนตบ!”

    “ขอรับๆ!” หมิงซานรีบตอบ “ชายคนนั้นดูจะสนิทกับฮูหยินหลี่—เอ่อ...กับแม่นางเหลียนมากทีเดียว เป็นเขาที่ช่วยนางหนีออกจากเรือ เพียงแต่โชคไม่ดี จึงถูกจับอีกครั้ง! เขาน่าจะอายุมากกว่าแม่นางเหลียนสักสามถึงสี่ปี หน้าตา...เอ่อ...หล่อเหลาเลยทีเดียวครับ!”

    เห็นสีหน้าเหลียงจิ้นมืดครึ้มลงทันใด หมิงซานก็รีบเสริม “แต่ร่างกายน่ะผอมบางจนน่าสงสาร แขนขาเรียวเล็ก สู้แม้แต่เจ้าฝูเว่ยขี้แพ้ยังไม่ได้เลย! มองยังไงก็เหมือนพวกหยิบโหย่ง ไม่สมกับเป็นบุรุษเอาเสียเลย!”

    นัยแฝงชัดเจนว่า — เทียบกับคุณชายใหญ่แล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องอิจฉาเลยแม้แต่นิด!

    เหลียงจิ้น “ฮึ” ในลำคอหนึ่งที สีหน้าไม่ใคร่เชื่อถ้อยคำที่หมิงซานพูดกลบเกลื่อนนัก แถมยังเริ่มไม่สบอารมณ์ สายตาเย็นชากวาดมามอง “เหลียนฟางโจวสายตาแย่ขนาดนั้นเลยรึ? ถึงกับไปชอบพวกหยิบโหย่ง?”

    “...” หมิงซานรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ ได้แต่มองเหลียงจิ้นอย่างอึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก — เขาจะกล้าไปชมเจ้าคนแซ่ชุยนั่นได้ยังไง? มีหวังตายเร็วขึ้นแน่!

    ดีที่เหลียงจิ้นเองก็ดูจะรู้ว่าถามแบบนี้ไร้สาระ จึงโบกมือเปลี่ยนเรื่องไปเสียก่อน “แล้วเจ้าหน้าหวานนั่นล่ะ ถูกขังไว้ที่ไหน? อยู่กับเหลียนฟางโจวรึเปล่า?”

    หมิงซานรีบส่ายหัว “เรื่องนี้...ข้ายังไม่แน่ใจเลยขอรับ!”

    “ไม่ว่าจะขังไว้ด้วยกันหรือไม่ก็ตาม” เหลียงจิ้นเอ่ยเสียงเรียบเย็น “หาวิธีเก็บมันซะ!”

    หลี่ฟู่คนหนึ่งก็น่าหมั่นไส้เกินพอแล้ว ยังจะมีอีกคนหน้าใสแซ่ชุยเข้ามาอีก คิดจะไม่ให้เขาเดือดดาลเลยหรืออย่างไร?

    “รับทราบขอรับ คุณชายใหญ่!” หมิงซานรับคำอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

    หลังจากเจ้านายกับข้ารับใช้หารือกันครู่หนึ่ง หมิงซานก็รีบจากไป

    เมื่อกลับมาถึงเรือนของฝูเว่ย บังเอิญเขาได้ยินเสียงสนทนาเล็ดลอดออกมาจากข้างในพอดี เป็นเสียงของไห่หม่ากำลังคุยกับฝูเว่ย หมิงซานจึงรีบตั้งใจฟัง

    ได้ยินเพียงไห่หมาบ่นระบายความอัดอั้นอย่างคับข้องใจ บอกว่าที่เขาทำไปทั้งหมด ก็เพื่ออนาคตของพี่น้องบนเกาะและทางรอดในวันหน้า แต่หัวหน้ากลับไม่เข้าใจซ้ำยังตำหนิเขาเสียยกใหญ่

    จากนั้นก็กล่าวขอโทษฝูเว่ย บอกว่าจากสถานการณ์ตอนนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้จริงๆ เพราะท่าทีของหัวหน้าใหญ่แน่วแน่เกินไป หากยังฝืนพูดต่อ อาจทำให้เรื่องแย่ลงกว่าเดิม จึงขอให้ฝูเว่ยอดทน พักอยู่บนเกาะไปก่อน แล้วรอโอกาสค่อยๆ โน้มน้าวหัวหน้าอีกที

    “เจ้าก็ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?” ฝูเว่ยพูดตัดบทอย่างรำคาญ ก่อนจะถอนใจอย่างหมดอารมณ์ “ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้วล่ะ...ฮึ! รองหัวหน้าพรรคนั่นน่ะ ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรเลย!”

    หมิงซานได้ยินก็พลันคิดขึ้นมาในใจ — คุณชายใหญ่คิดจะฆ่าใต้เท้าหลี่ แต่กลับอยากช่วยฮูหยินหลี่ ถ้าเช่นนั้น...เวลานี้ไม่ใช่โอกาสดีหรอกหรือ?

    เขาจึงยิ้มพลางเอ่ย “ข้ามีวิธีหนึ่ง ไม่รู้ควรพูดดีหรือไม่ควรพูดดี…”

    ฝูเว่ยไม่ได้สนใจคำพูดของเขาสักเท่าไรนัก — ตัวเขาเองคิดแทบตายยังหาทางออกไม่ได้ แล้วไอ้หมอนี่จะมีอะไรดีไปกว่า? จึงเอ่ยตามมารยาท “ว่ามาสิ ข้าฟังเล่นก็ได้!”

    หมิงซานยิ้มแล้วกล่าว “ที่หัวหน้าใหญ่ไม่ยอมตกลง จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ก็แค่ยังกลัวฝังใจจากเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนเท่านั้นเอง! แต่สถานการณ์คราวนี้ มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง! เรื่องนี้...พวกเราเข้าใจดี แต่หัวหน้าใหญ่ไม่รู้! ตอนนี้เรามีฮูหยินหลี่อยู่ในมือ — ฮ่าๆ ใต้เท้าหลี่น่ะ รักใคร่เอ็นดูภรรยาคนนี้มากแค่ไหน ใครๆ ก็เห็นเต็มตา! ใช้นางเป็นเหยื่อล่อ รับรองว่าได้ผลแน่นอน!”

    “คุณชายลองเสนอให้รองหัวหน้าไปพูดกับหัวหน้าใหญ่ ขออนุญาตให้นำคนของตนเองไปจัดการงานนี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับคนของหัวหน้า หรือพี่น้องคนอื่นบนเกาะ แบบนี้...หัวหน้าใหญ่จะมีเหตุผลอะไรจะคัดค้านอีกล่ะขอรับ?”


จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1290 ยุยง

 

บทที่ 1290 ยุยง

สีหน้าของเหลียนฟางโจวเปลี่ยนไป นางพยายามดิ้นรนแต่กลับขยับไม่ได้แม้แต่น้อย พอเห็นว่าผางอวี้หลงนั่งนิ่งมั่นคงอยู่ด้านบนโดยไม่มีทีท่าว่าจะห้ามไห่หม่า นางก็ยิ่งร้อนใจ

ไห่หม่าหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ส่วนฝูเว่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเย็นชาน่าขนลุก

เหลียนฟางโจวร้อนรนสุดขีด ตะโกนว่า เจ้ามิได้สมคบกับฝูเว่ยผู้น่าชัง คิดเล่นงานสามีข้าหรือ? เจ้ากล้าแตะต้องข้า สามีข้าย่อมไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

ไห่หม่ายิ้มเหี้ยม แม้แต่สามีเจ้าข้าก็ไม่ไว้หน้า แล้วนับประสาอะไรกับเจ้า?  จะเอาสามีมาขู่ข้า? ฮ่าๆ สมองเจ้านี่คงมีน้ำแทนเลือดแล้วกระมัง!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะ ด่ากลับ แค่เจ้าสองคนยังกล้าคิดวางแผนเล่นงานสามีข้า? ฝันไปเถอะ! ข้าเตือนให้คิดไว้หน่อย อย่าทำอะไรจนตัดหนทางถอย มิฉะนั้นมีแต่หายนะ! สามีข้าหาใช่ผู้ว่าการมณฑลคนก่อนที่พวกเจ้าหลอกใช้ได้ง่ายๆ หากเขาคิดจะลงมือ แม้แต่เกาะนี่…ฮึ!”

กล้าขู่ข้าเรอะ!” ไห่หม่าโกรธจัด ฟาดหน้านางฉาดหนึ่งแล้วเยาะเย้ย ที่เกาะหุยเฟิงของพวกเรา แม้แต่พญายมยังไม่อาจแตะต้อง แล้วสามีเจ้าจะเป็นอะไร!”

พอเถอะ เจ้าเสิ่น” ผางอวี้หลงที่อยู่ด้านบนเอ่ยขึ้นในที่สุด แล้วหันไปสั่งจิ่วเตา พาฮูหยินหลี่กับคุณชายคนนี้ไปขังไว้ จัดคนเฝ้าให้ดี ข้าไม่อนุญาต ใครก็เข้าไปหาไม่ได้ ห้ามแตะต้องพวกเขา!”

เหลียนฟางโจวกับฉุยเส้าซีต่างก็โล่งใจพร้อมกัน

จิ่วเตาคำนับรับคำ “ขอรับ” จากนั้นเลือกคนสี่นาย เดินขึ้นมา กล่าวกับไห่หม่าพลางยิ้ม รองหัวหน้า ขอรับตัวฮูหยินหลี่ให้ข้าน้อยดูแลเถิด!”

ไห่หม่าทำหน้าไม่พอใจที่ผางอวี้หลงสั่งเช่นนี้ หันไปถามอย่างขุ่นเคือง
พี่ใหญ่!”

ผางอวี้หลงโบกมือพลางยิ้ม ปล่อยให้จิ่วเตาพาไป ข้าย่อมมีเหตุผลของข้าเอง!”

ไห่หม่าจึงผลักเหลียนฟางโจวออกด้วยความแค้นใจ ถือว่าเจ้าดวงดี! แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจไปนัก ที่เกาะหุยเฟิงแห่งนี้ เจ้าหนีไม่พ้นเงื้อมมือข้าหรอก!”

แม้ในสายตาไห่หม่าคำพูดนี้จะเป็นเพียงความจริงตรงไปตรงมา ทว่าพอเข้าหูผางอวี้หลงกลับรู้สึกขัดหูขึ้นมาทันที เขาขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อจิ่วเตาพาตัวเหลียนฟางโจวกับฉุยเส้าซีออกไปแล้ว ผางอวี้หลงก็สั่งให้พวกคนที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไปจากห้อง เหลือเพียงไห่หม่าเพียงคนเดียวไว้พูดคุย

ฝูเว่ยกำลังคิดจะฉวยโอกาสนี้พูดเรื่องเหลียนฟางโจวกับผางอวี้หลงให้คุ้มค่าที่สุด

ตอนนี้เขามีเหลียนฟางโจวอยู่ในมือ เท่ากับได้ไพ่ใบสำคัญขึ้นมาอีกใบ ใช้นางเป็นเหยื่อล่อ รับรองว่าอีกฝ่ายจะต้องหลงกลแน่! เขาเชื่อว่าตนสามารถชักจูงให้ผางอวี้หลงยอมร่วมมือเล่นงานหลี่ฟู่และฝูลี่ได้

ไม่คาดว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังถูกผางอวี้หลงไล่ออกไปเช่นกัน เขาร้อนใจจนเผลอหันไปมองไห่หม่า แววตาเต็มไปด้วยการขอร้อง

ไห่หม่าซึ่งคิดไม่ต่างกัน เห็นท่าทีของเขาก็รีบพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม พี่ใหญ่ ข้าว่าให้น้องฝูอยู่ด้วยเถอะ เรื่องนี้มันก็เกี่ยวกับเขาด้วยนี่นา!”

ผางอวี้หลงหรี่สายตาเยียบเย็น เรื่องนี้? ข้าเคยบอกหรือยังว่าจะคุยเรื่องอะไรกับเจ้า?”

ไห่หม่าชะงักไป เกาหัวแก้เก้อ

ฝูเว่ยเห็นท่าทีเช่นนั้น ไหนเลยจะกล้าหน้าด้านอยู่ต่อ รีบยิ้มแหยๆ แล้วว่า
หัวหน้าใหญ่ รองหัวหน้า ข้าขอตัวกลับก่อน หากมีอะไรจะใช้เมื่อไรก็แค่ส่งคนไปบอกข้า!”

ผางอวี้หลงพยักหน้าเบาๆ เอ่ยรับอย่างขอไปทีว่า “อืม” ฝูเว่ยเห็นเขาไม่มีทีท่าจะรั้งตนไว้ก็ทำได้เพียงกลับไปอย่างจนใจ

ครั้นเห็นฝูเว่ยไปแล้ว ไห่หม่าก็หันมาหัวเราะแหะๆ ถามว่า พี่ใหญ่ ท่านจะคุยเรื่องอะไรกับข้า?”

แววตาของผางอวี้หลงวาบไหวด้วยความเย็นชา เขายิ้มบาง พลางผายมือให้ไห่หม่านั่งลง แล้วถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนักว่า เจ้ากับเจ้าหนูฝูเว่ยนั่น สมคบกันคิดจะเล่นงานผู้ว่าการมณฑลใช่ไหม?”

ไห่หม่าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบพยักหน้าตอบ พี่ใหญ่ ข้าว่าที่เจ้าหนูฝูเว่ยพูดก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย! ตอนนี้พวกเราจับตัวฮูหยินหลี่ไว้ได้แล้ว หากใช้เป็นเหยื่อล่อหลี่ฟู่ เราก็ยิ่งมีโอกาสชนะมากขึ้น! ฆ่าฝูลี่ แล้วช่วยให้เจ้าหนูฝูเว่ยขึ้นแทน เขาจะไม่เชื่อฟังเราทุกอย่างหรือ? นั่นมันตระกูลฝูนะ ไม่ใช่พวกตระกูลเล็กๆ! ฝูเว่ยยังสัญญาอีกว่าถ้าสำเร็จ เขาจะมอบทรัพย์สมบัติตระกูลฝูครึ่งหนึ่งให้พวกเรา!”

ผางอวี้หลงตบโต๊ะดังปัง ดวงตาลุกวาบจ้องเขาเขม็ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เจ้าลืมแล้วหรือว่าน้องรองตายยังไง? คำพูดของสี่ตระกูลใหญ่แบบนั้น เจ้าก็ยังเชื่ออีก? พวกมันยังดูแคลนทางการ แล้วคิดหรือว่าจะมองพวกเราดี? เมื่อสี่ปีก่อน ถ้าไม่ใช่เจ้าและน้องรองดื้อดึง ข้าคงไม่ยอมเสี่ยงอย่างนั้น! ผลลัพธ์เป็นยังไง? น้องรองตาย ส่วนข้ากับเจ้าก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด กลับเกาะมาแทบไม่ถึง เจ้าจะไม่จำไว้บ้างเลยหรือ? ที่ทะเลแห่งนี้ บนเกาะหุยเฟิงแห่งนี้ ไม่มีใครแตะพวกเราได้ แต่หากก้าวออกไปจากที่นี่ เจ้าคิดหรือว่าพวกเราสักกี่คนจะสู้ไหว?”

ไห่หม่าชะงักค้างทันที เมื่อนึกถึงน้องรองผู้ล่วงลับก็อดสะเทือนใจไม่ได้

แต่ครั้งนี้...ไม่เหมือนคราวนั้น” เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมล้มเลิกความคิด เอ่ยขึ้นอีกว่า เจ้าหนูฝูเว่ยเขารู้เรื่องเมืองหนานไห่ดีนัก ตอนนี้เขาไม่มีใครให้พึ่งพาเลยนอกจากพวกเรา หากพวกเราช่วยเขา ก็สามารถส่งคนของเราไปคอยกำกับอยู่ข้างกายเขา ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ข้าว่าเขาไม่คิดทรยศหักหลังพวกเราหรอก!”

ผางอวี้หลงเพียงแค่อมยิ้มเย็นเยียบ เอ่ยเสียงต่ำ ตอนนี้แน่นอนว่าเขายังไม่คิดหักหลัง แต่พอเขาสำเร็จขึ้นมา ใครจะรู้ล่ะ? เจ้าไม่รู้หรือว่าคุณชายใหญ่ตระกูลฝูเป็นคนแบบไหน? ถ้าไม่จนตรอก เขาจะยอมมาพึ่งพาเรารึ? หึ เจ้าคิดว่าเขาคิดดีต่อเราหรือ? เขาก็แค่จะใช้พวกเราไปล้างแค้นให้เขาเท่านั้น!”

ไห่หม่าถูกฝูเว่ยประจบป้อยอมาไม่น้อยในช่วงนี้ ไหนเลยจะเชื่อคำพูดผางอวี้หลงได้ง่ายๆ? แม้ไม่กล้าโต้แย้งตรงๆ ต่อหน้า แต่ก็เพียงยิ้มไม่ใส่ใจ จะใช้หรือไม่ใช้ มองอีกมุมมันก็คือเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ พี่ใหญ่? เจ้าหนูฝูเว่ยเชี่ยวชาญเรื่องคนและสถานการณ์ ส่วนเราก็มีอำนาจในมือ แบบนี้ไม่เข้าขากันพอดีหรอกหรือ!”

เจ้า...!” ผางอวี้หลงถึงกับจนคำพูด

ไห่หม่ายิ่งได้ใจ ใจคอฮึกเหิมขึ้นมาทันที พี่ใหญ่ ข้าว่าครั้งนี้เราต้องลงมือ! หากทำสำเร็จ เราก็จะได้เป็นเจ้าแห่งท้องทะเลหนานไห่ ใครหน้าไหนก็ต้องเชื่อฟังเรา!”

ผางอวี้หลงหน้าเคร่งจนแทบกลายเป็นสีดำ อกกระเพื่อมด้วยความโกรธ

เจ้าฝูเว่ยจอมเจ้าเล่ห์นั่น ไม่รู้มันปั่นหัวอะไรใส่น้องสามถึงได้หลงเชื่อหมดใจ ถึงขั้นไม่ฟังคำของตนอีก!

ยิ่งไปกว่านั้น ผางอวี้หลงก็ใช่ว่าจะเป็นคนพูดจาคมคาย เขารู้ดีว่าไห่หม่าถูกฝูเว่ยหลอก ไม่ต่างอะไรกับเอาตัวไปแลกเปล่า แต่เขากลับไม่สามารถโต้เถียงได้อย่างถึงใจ มีเพียงความโกรธแน่นอกที่เอ่ยออกมาไม่ได้

ข้าบอกว่าไม่เอาก็คือไม่เอา!” เขาเอ่ยเสียงเย็นแฝงความขุ่นเคือง หากในสายตาเจ้ายังเห็นข้าเป็นพี่ใหญ่ ก็จงทำตามคำของข้าอย่างเงียบๆ!”

พี่ใหญ่ แต่ข้านั้น—”

หรือเจ้าคิดจะไม่ยอมรับข้าเป็นพี่อีกแล้ว?”

มะ...ไม่ใช่!” ไห่หม่าเห็นว่าผางอวี้หลงดูท่าจะโกรธจริง ก็รีบส่ายหัวพลางพยักหน้ารัว ข้าฟังพี่ใหญ่! ข้ายอมฟังพี่ใหญ่ทุกอย่าง!”

เจ้าก็จงทำตามจริงเถอะ! ไปได้แล้ว!” ผางอวี้หลงยิ้มเย็นอย่างเยียบเย็น

ไห่หม่ารู้สึกหมดสนุกทันที รับคำเบาๆ ว่า “ขอรับ” แล้วก็คอตกเดินจากไปอย่างหมดอารมณ์

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1289 พาไปพบหัวหน้าใหญ่

 

บทที่ 1289  พาไปพบหัวหน้าใหญ่

ตระกูลฝูทำการค้าทางทะเลมาตลอด เพื่อป้องกันตัว ฝูเว่ยกับบิดาต่างก็ฝึกฝนเพลงหมัดมาบ้าง แม้จะไม่ถึงขั้นยอดฝีมือ แต่หากต้องรับมือกับ “มือสมัครเล่น” อย่างชุยเส้าซีก็ถือว่าเกินพอแล้ว

เหลียนฟางโจวเคยชินกับการเห็นหลี่ฟู่กับเหลียนเจ๋อฝึกวรยุทธ์ แค่เห็นท่วงท่าของฝูเว่ยก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ นางกลัวว่าชุยเส้าซีจะเสียเปรียบ จึงร้อนใจขึ้นมา

นางสบถเสียงเบา แล้วรีบก้มลงคว้าก้อนหินใหญ่ที่พื้น ยกขึ้นแล้วทุ่มใส่หลังเท้าของฝูเว่ยอย่างแรง!

ฝูเว่ยมัวแต่มั่นใจ เหวี่ยงหมัดใส่ ไม่มีทางคิดได้เลยว่า ภรรยาขุนนางใหญ่อย่างฮูหยินหลี่จะกล้าทำตัวห้าวหาญเช่นนี้!

กว่าที่เขาจะรู้ตัว หลังเท้าก็โดนหินทุ่มเข้าเต็มแรงเสียแล้ว เขากรีดร้องเสียงดัง “อ๊ากกก!” เจ็บจนต้องยกเท้าเต้นอยู่กับที่ โซเซไปมา

บ่าวรับใช้ “หมิงซาน” ตกใจสุดขีด ร้องลั่น “คุณชาย!” แล้วรีบพุ่งเข้าไปพยุงไว้ทันที

ชุยเส้าซีถึงกับตบมือหัวเราะลั่น รีบวิ่งมาข้างเหลียนฟางโจว ยกนิ้วโป้งให้นางอย่างชื่นชม หัวเราะร่า “ฟางโจว! เจ้ายังเก่งไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ!”

พวกลูกน้องของไห่หม่าที่อยู่รอบ ๆ เห็นท่าทางของฝูเว่ยแล้วก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ แอบขำกันคิกคัก จนกระทั่งถูกไห่หม่าจ้องเขม็งใส่ ถึงได้รีบหุบหัวเราะกันถ้วนหน้า

ฝูเว่ยโกรธจนหน้าแดงก่ำ พอหายใจได้หน่อยก็จ้องเหลียนฟางโจวเขม็ง ตาแทบจะพ่นไฟ คำรามว่า นังสารเลว! ถึงกับใช้วิธีต่ำช้าแบบนี้รึ! เจ้ายังกล้าทำได้ลงคอ!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะ ต่ำช้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่มีตาหรือไร? ข้าลงมืออย่างเปิดเผยต่อหน้า หากจะพูดถึงเล่ห์กลต่ำช้า—ใครจะเทียบเจ้ากับพ่อเจ้าได้? ใส่ร้ายป้ายสี พรากชีวิตผู้คน วางแผนฮุบกิจการ ยึดสมบัติของผู้อื่นไปเสวยสุขอยู่หลายสิบปี พอคนเจ้าของที่แท้จริงมาเอาคืนกลับทำเป็นโกรธ หน้าด้านยิ่งนัก!”

เจ้า!” ฝูเว่ยหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ พลันหันขวับไปตะโกนใส่ไห่หม่า พี่หม่า! จับนังสารเลวนี่ที! จับตัวมันไว้ให้ได้!”

ไห่หม่ามองเหลียนฟางโจว แล้วยิ้มเย็น ปากคมไม่เบาเลยนะฮูหยินหลี่
แต่เสียดาย... ต่อหน้าเรามันใช้ไม่ได้ผลหรอก! ขออภัยด้วยแล้วกัน!”

เหลียนฟางโจวเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหยียด ในเมื่อข้าตกอยู่ในมือพวกเจ้าแล้ว ข้าก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นจะคิดว่าพูดไม่กี่คำแล้วพวกเจ้าจะปล่อยข้า ไม่ต้องยุ่งยาก ข้าเดินเองก็ได้!”

พูดจบ นางก็พาชุยเส้าซีเดินไปข้างหน้าแต่โดยดี

ชุยเส้าซีได้แต่ทอดถอนใจในใจ ยามนี้ไม่มีทางเลือกอื่นใด ได้แต่เดินตามไปอย่างเงียบ ๆ อยู่ข้างกายนาง

ไห่หม่าหัวเราะเยาะอีกครั้ง ไม่ได้ขัดขืนอะไร เพียงสั่งให้ลูกน้องตามประกบทั้งสองไว้

มีเพียงฝูเว่ยเท่านั้นที่ยังแค้นเคืองไม่หาย แววตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ อยากเข้าไปเอาคืนให้หายแค้นเต็มที แต่ไม่รู้หมิงซานกระซิบอะไรกับเขาเบา ๆ เขาจึงกัดฟันทนกลืนโทสะลงไป

เหลียนฟางโจวกับชุยเส้าซีเพิ่งถูกไห่หม่านำกลับมา ก็เห็น “จิ่วเตา” มือขวาคนสนิทของหัวหน้าใหญ่ “ผางอวี้หลง” รออยู่ตรงทางเข้าแล้ว เมื่อเห็นพวกเขาเดินมา จิ่วเตาก็รีบก้าวออกมาต้อนรับ ยกมือคารวะพลางยิ้มแย้ม ท่านผู้นี้คงเป็นฮูหยินหลี่กระมัง? รองหัวหน้าใหญ่, คุณชายฝู—เชิญพร้อมกันเลย หัวหน้าใหญ่รออยู่แล้ว!”

ไห่หม่าหัวเราะรับคำทันที พลางแลสายตากับฝูเว่ยอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ต่างก็แปลกใจ—หัวหน้าใหญ่รู้ข่าวเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?

ภายในโถงใหญ่ปูพื้นด้วยหนังฉลาม ตกแต่งหยาบกระด้างไม่พิถีพิถัน
ผางอวี้หลง หัวหน้าใหญ่ของเกาะ นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ยาวตรงกลางอย่างสง่างาม โดยรอบยืนรายล้อมด้วยสาวใช้นุ่งน้อยห่มน้อย และเหล่าลูกน้องในชุดฉูดฉาดไม่เป็นระเบียบ

ไห่หม่ารีบเร่งเดินขึ้นหน้า ก้มตัวคารวะพลางยกมือขึ้นยิ้มประจบ ขอแสดงความยินดีพี่ใหญ่! โชคหล่นทับเราจริง ๆ! ดูนี่เถิด—ฮูหยินหลี่อยู่ตรงนี้แล้ว ที่แท้นางถูกไอ้หนุ่มคนนี้ช่วยหนีไป หาใช่พวกคนของเราทำหล่นของขึ้นเรือไม่ครบอย่างที่คิด!”

ผางอวี้หลงมองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่ง แต่สายตากลับหันไปจับจ้องฝูเว่ยที่เดินตามไห่หม่าเข้ามา พลางยิ้มเยาะ น้องฝูเว่ย เจ้าไปโดนอะไรมา? ทำไมถึงเดินกระเผลก?”

ฝูเว่ยหน้าแดง อึกอักตอบ เอ่อ... เมื่อกี้ ข้าพลั้งเผลอ... ข้อเท้าพลิกนิดหน่อย”

โอ้?” ผางอวี้หลงขานรับเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ เหลียนฟางโจวก็หัวเราะเยาะขึ้นเสียงหนึ่ง ฮึ! คุณชายฝู ช่างกล้าโกหกหน้าตาเฉย เจ้าถูกข้าขว้างหินใส่เท้าต่างหาก ยังจะกล้าอ้างว่าแค่พลิกข้อเท้าอีกเรอะ?”

เจ้า!” ฝูเว่ยถูกนางแฉกลางที่ประชุมถึงกับหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออกด้วยความอับอายและโกรธแค้นสุดขีด

ชุยเส้าซีก็หัวเราะลั่นตามไปด้วย นั่นสิ! อย่างเจ้านี่ยังเป็นบุรุษอยู่อีกหรือ? กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ!”

ฝูเว่ยได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างแค้นใจ ไม่กล้าโต้เถียงต่อหน้าผางอวี้หลง

ผางอวี้หลงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มบาง ไม่ได้ใส่ใจนัก

ทว่าในใจของไห่หม่า กลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในบัดดล เขารู้ดีว่า หัวหน้าใหญ่ผู้นี้เป็นคนที่ใฝ่ในอำนาจ คุมทุกอย่างอยู่มือ คำพูดของฝูเว่ยแม้ดูไม่มีอะไร—ก็แค่ชายคนหนึ่งถูกหญิงสาวใช้เล่ห์กลทุบเท้าเข้าให้ ใครเล่าจะกล้ายอมรับต่อหน้าผู้คน?

หัวหน้าใหญ่ก็คงไม่ถือโทษที่เขาปิดบังความอัปยศเล็กน้อยเช่นนี้

แต่ทว่า...นางผู้นี้กลับเปิดโปงกลางที่ประชุมเช่นนี้ หากมองอีกมุม มันก็คือการกล่าวหาฝูเว่ยว่ากล้าโกหกใส่หน้าหัวหน้าใหญ่โดยตรง!

แล้วใจของผางอวี้หลงจะไม่ติดขัดได้อย่างไร?

ไห่หม่าจึงรีบยิ้มประจบ ยกมือคารวะพลางก้าวขึ้นหน้า โน้มตัวเข้าไปกระซิบอธิบายความจริงอย่างละเอียดให้ผางอวี้หลงฟัง

ผางอวี้หลงได้ฟังจบก็หัวเราะลั่น โบกมือสั่งให้คนจัดที่นั่งให้ไห่หม่าและฝูเว่ยทันที

จากนั้นเขาจึงหันไปจ้องมองเหลียนฟางโจว เอ่ยเสียงหัวเราะพลางถาม เจ้าก็คือฮูหยินหลี่นั่นหรือ? ไม่แปลกใจเลยที่ว่ากันว่าใต้เท้าหลี่กลัวเมีย หญิงเช่นเจ้าดูท่าก็มีเขี้ยวเล็บใช่เล่น! ในเมื่อเจ้าตกอยู่ในมือข้าแล้ว คิดบ้างหรือไม่ว่าจะมีชะตาเช่นไร?”

เหลียนฟางโจวลอบสำรวจผางอวี้หลงหลายครั้งแล้ว เมื่อได้ฟังน้ำเสียงไม่เร่งรีบ ไม่แสดงอารมณ์ ในใจก็รู้สึกสับสนขึ้นมา ชายผู้นี้...คิดจะเล่นไม้อะไรกันแน่?”

ปัง!” หมัดใหญ่ของไห่หม่าทุบลงบนโต๊ะน้ำชาดังสนั่น ตะโกนเสียงกร้าว หัวหน้าใหญ่ถามอยู่ ไม่ได้ยินหรือไง? ตอบเร็วเข้า!”

ผางอวี้หลงเพียงปรายตามองไห่หม่านิ่ง ๆ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม สีหน้ายังคงเรียบเฉยดั่งเดิม

เหลียนฟางโจงจึงเงยหน้าขึ้น ยิ้มตอบ คำพูดของหัวหน้าใหญ่ ช่างแปลกดีนัก! เรื่องเช่นนี้ ข้าไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจ จะเกิดอะไรขึ้นก็คงต้องรอฟังคำบัญชาเท่านั้น!”

หัวหน้าใหญ่!” ไห่หม่าพูดเสียงขุ่น นางผู้นี้ปากกล้าจนน่าหงุดหงิดเหลือเกิน! ข้าว่าปล่อยให้ข้าพาไป ‘อบรม’ สักหน่อยเถิด เดี๋ยวก็คงเชื่องขึ้นเอง!”

ผางอวี้หลงกลับไม่แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือขัดข้อง เพียงหันไปมองเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้มคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม เอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า ฮูหยินหลี่ ได้ยินแล้วหรือไม่? เจ้าจะเลือกพูดดี ๆ อย่างเชื่อฟัง หรือจะรอให้รองหัวหน้าสั่งสอนเสียก่อนค่อยยอมพูดดี ๆ กันเล่า?”

ใจของเหลียนฟางโจวเต้นแรงดั่งกลอง เหงื่อเย็นซึมเต็มฝ่ามือ

นางตอบเสียงเรียบเย็น ข้าย่อมไม่มีสิทธิ์เลือกแต่แรกอยู่แล้ว อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคำของหัวหน้าใหญ่ท่านเท่านั้น!”

ไห่หม่าพลันลุกพรวดขึ้น ก้าวเร็ว ๆ มาหาเหลียนฟางโจว ก่อนจะผลักชุยเส้าซีที่พยายามจะเข้ามาขวางจนล้มกระแทกพื้น

แล้วก็มีลูกน้องสองคนตรงเข้ามาจับแขนของชุยเส้าซีไว้ ลากออกไปด้านข้างโดยไม่ปรานี

ชุยเส้าซีตกใจสุดขีด ร้องลั่น ฟางโจว! ฟางโจว!”

ไห่หม่าหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม คว้าต้นแขนของเหลียนฟางโจวไว้แน่น ก้มหน้าลงมากระซิบเสียงเย็นยะเยือก เดี๋ยวพ่อจะ ‘จัดให้’ จนเจ้าหมดแรงแม้แต่จะร้อง ค่อยดูสิ ยังจะกล้าทำท่าทางทรนงเยี่ยงนี้อยู่อีกไหม! ถึงตอนนั้น ข้าจะยอมคารวะเจ้าเลยก็ได้ ฮ่าๆๆ!”