วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 274 เทศกาลเชงเม้ง

           “.....” นางรู้จักค่าปิดปากกับเขาด้วย!

         วางใจเถิดน่า ข้าไม่พูดหรอก ไม่พูดเด็ดขาดเลย!” อาหญิงสามเห็นเหลียนฟางโจวจับจ้องตนเอง นางจึงยิ้มพร้อมให้สัญญาทันที ครั้นแล้วก็หยิบปิ่นทองนั้นไปอย่างยินดีปรีดา

เทศกาลเชงเม้งจะเริ่มขึ้นในอีกสองสามวัน และนี่คือเชงเม้งครั้งแรกหลังบิดามารดาของเหลียนฟางโจวถึงแก่กรรม

           ตามกฎของท้องที่ เชงเม้งปีแรกของญาติที่เพิ่งเสียชีวิตไป ไม่อาจทำในช่วงเทศกาลเช้งเม้งได้ แต่ต้องทำก่อนเทศกาลเชงเม้ง

         หลังจากหารือกับอาหญิงสามและเหลียนเจ๋อแล้ว เหลียนฟางโจวจึงตั้งใจไปที่หลุมศพของบิดามารดาก่อนเทศกาลเชงเม้งสองวัน

  ตอนนี้ชีวิตในบ้านแต่ละวันที่ผ่านไป ความหวาดกลัวเสียขวัญแบบนั้น ความวิตกกังวลไม่สิ้นสุดและไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะอยู่ตรงไหนแบบนั้น ไม่มีอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าเหลียนฟางโจวและคนอื่น  ยังคงโศกเศร้าอยู่ ทว่าก็ไม่ถึงกับเจ็บปวดจนใจสลายอีกแล้ว


  วันก่อนวันไปสุสาน ธูปทุกประเภท เทียน ธงขาว และประทัดถูกเตรียมไว้พร้อมพรัก คืนนั้น เหลียนฟางโจวเหลียนเจ๋อ และเหลียนเช่อไปบ้านเหลียนลี่และถามพวกเขาว่าจะไปที่หลุมศพพร้อมกับสี่พี่น้องในวันพรุ่งนี้หรือไม่

  ใครรึที่พวกเขาเรียกว่าญาติผู้ใหญ่หากเหลียนฟางโจวไป พวกเขาก็ไม่อยากไป

เฉียวซื่อยิ้มเยาะเมื่อได้ยินเจตนาของเด็กทั้งสาม “อ้อ ทีเวลาแบบนี้ก็นึกถึงพวกเราขึ้นมาเลยนะทีเวลาสุขสบายก็ไม่เห็นมาคิดถึงพวกเราเช่นนี้เลย!”

         นางนึกชิงชังในใจ รอลูกชายข้าสอบผ่านกลับมาก่อนเถิด อยากดูสิว่าพวกเจ้าจะทำหน้ากันอย่างไร!

         เหลียนฟางโจวยังคงเงียบไม่พูดไม่จา หญิงสาวนึกบ่นในใจ ตอนล่าหวงหยาง กับตอนฆ่าหมูช่วงปีใหม่ ข้ามิได้แบ่งให้พวกท่านรึแล้วเวลาแบบนี้เรียกว่าอะไร คิดถึงพวกท่าน ก็เลยมาหารึ?

          หญิงสาวคร้านจะใส่ใจเฉียวซื่อ นางเพียงมองเหลียนลี่ด้วยสายตาเรียบเฉย รอคอยคำตอบเขา ส่วนเหลียนเจ๋อกับน้องชาย ทั้งสองคนเพียงแค่มาเป็นเพื่อนเท่านั้น ยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดจาเข้าไปใหญ่

  ให้ไปทำความสะอาดหลุมศพน้องชายกับน้องสะใภ้รึ เหลียนลี่สุดแสนไม่เต็มใจ ไม่มีเหตุผลที่ต้องมาสอบถามเลย ทว่าบ้านสายหลักของพวกเขามักเคยชินที่ชีวิตต้องดีงามกว่าคนอื่น และก็มักเคยชินกับการอยู่เหนือบ้านสายรองด้วย

  ดังนั้น เหลียนลี่จึงคิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พี่ชายอย่างเขาสมควรไปปัดกวาดหลุมศพระดับญาติผู้ใหญ่ แล้วเหตุใดน้องชายและน้องสะใภ้เขาถึงอยากให้เขาไปช่วยปัดกวาดด้วยเล่า?

         จะว่าไปนี่เป็นเหตุผลที่น่าขันสิ้นดี แต่ในตอนนี้สิ่งที่เหลียนลี่คิดก็คือ

  หากเหลียนฟางโจวและกับพวกน้อง ๆสี่คน ร่วมทางไปกับเขาด้วยความเคารพยำเกรง และอ้อนวอนขอร้องเขาอย่างน่าสงสารด้วย ”ใบหน้าซาบซึ้ง” เช่นนั้นแล้วใจเขาจะรู้สึกดีขึ้น แต่นี่สีหน้าเหลียนฟางโจวและคนอื่น  มีแต่ความเฉยชา ทำให้เขารู้สึกแค้นเคืองในใจนัก

         เหลียนลี่ยังคงแสร้งทำเป็นขบคิด จงใจรอให้เหลียนฟางโจวพูดอะไรออกมาสักสองสามคำ รวมถึงอ้อนวอนขอร้องเขาด้วย แต่เหลียนฟางโจวกลับคลี่ยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้น “หากลุงใหญ่ยุ่งและไม่มีเวลา เช่นนั้นแล้วก็อย่าไปเลยบิดามารดาข้าสามารถเข้าใจได้พวกเราไปกันเถิด!”

         ใช่ เราไม่มีเวลาว่าง----“

  พรุ่งนี้เช้าข้าจะออกไปเรียก บิดามารดาของเจ้าเป็นน้องชายและน้องสะใภ้ข้า หากไม่มีญาติผู้ใหญ่ไปด้วย ผู้อื่นจะพูดว่าพวกเจ้าเป็นเด็กไม่มีความกตัญญูไปได้แล้ว!”เหลียนลี่ใจแทบกระอัก แต่ก็ยังพูดตัดบทเฉียวซื่ออย่างแน่วแน่

         เหลียนฟางโจวและน้อง  รวมสามคนต่างแลกเปลี่ยนสายตากัน นึกพูดในใจว่าที่แท้ท่านก็ยังจำได้ว่าบิดามารดาเราคือใครสินะ....

  หลังจากได้ยินที่เหลียนลี่บอกว่าเห็นแก่พวกเธอพี่น้อง เปลือกตาเหลียนฟางโจวไม่ได้ขยับสักนิด หญิงสาวเพียงรับคำเบา  “ตกลง!” แล้วพาเหลียนเจ๋อและเหลียนเช่อกลับไป

  ทำหน้าเหมือนจะเป็นจะตาย แต่พูดอย่างกับพวกเราเป็นหนี้มัน!”เฉียวซื่อร้องออกมา สายตามองไล่หลังเหล่าหลาน  และอดพูดกับเหลียนลี่อีกครั้งไม่ได้ “ทำไมท่านถึงตกลงไปด้วยเล่าก็บอกไปสิว่าเรายุ่ง ไม่ได้หรือไรหาแม้แต่สามีภรรยาคู่นั้นตอนยังมีชีวิตอยู่ ก็สร้างความอึดอัดให้ผู้อื่นไม่น้อย ตายไปแล้วก็ตายไปเลยสิ ยังต้องให้ไปที่หลุมศพอะไรนั่นอีกรึ!”

           ด้านหลังประตูที่ปิดลง ถ้อยคำที่กรอปด้วยเจตนามุ่งร้ายซึ่งออกจากปากภรรยาเหล่านี้ ไม่เคยถูกเหลียนลี่บอกให้หยุดพูด หรือว่ากล่าวตักเตือนใดๆ และนี่ก็คือเหตุผลที่เฉียวซื่ออดตะโกนใส่เหลียนฟางโจวไม่ได้ เมื่อคิดดูอีกทีคนๆหนึ่งซึ่งเคยชินกับการด่าทอคนอื่นมาตลอดชีวิต จู่  เขามาบอกนางให้อดทนในทันที มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า?

          เขาได้แต่จ้องหน้านาง แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าคิดว่าข้าอยากไปหรือจะอย่างไร นั่นคือน้องชายข้า ข้าไม่ไปได้รึมีดวงตามากมายหลายคู่ในหมู่บ้านกำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่นะ!”

         โทสะเหลียนลี่พลุ่งพล่านไม่หยุด หากเป็นเมื่อก่อน เขาจะหาข้ออ้างว่ายุ่งกับงานในนาเลยไปไม่ได้ ต่อให้มีคนเห็นบ้างก็ไม่เป็นปัญหา เพราะคงไม่น่าเอาไปพูด แต่ยามนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ตอนนี้สกุลเหลียนบ้านรองในหมู่บ้านตั้งหลักปักฐานได้แล้ว กระทั่งมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าแต่ก่อนมากมายมหาศาล!

          อยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาเลยมีเรื่องต้องกังวลมากขึ้น!

        ต่อให้รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ พรุ่งนี้เจ้าต้องเชื่อฟ้งข้า และจงจำเอาไว้ว่า ทุกอย่างเพื่อชื่อเสียงอันดีงามของลูกชายเรา อย่าได้สร้างปัญหาให้ข้าเด็ดขาด ได้ยินหรือไม่เจ้าจะทำหน้าบูดแค่ไหน ข้าไม่สน อยากจะบ่นแค่ไหน ก็ให้บ่นแต่ในใจ ห้ามเอ่ยกับข้าแม้แต่คำเดียว!” เหลียนลี่ถลึงตาใส่เฉียวซื่อขณะเอ่ยตำหนิ เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

            เฉียวซื่อแค่นเสียงใส่ พลางกลอกตายอมรับแต่โดยดี

           เช้าวันต่อมา หลังจากครอบครัวเหลียนฟางโจวกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว พวกเขาเตรียมกระดาษเงินกระดาษทองเทียน ธูป ประทัด เครื่องเซ่น ธงขาว ขวานเล็ก พลั่ว และจอบที่ใช้ถากถางพวกวัชพืชและต้นไม้เล็กๆไปด้วย โดยจัดข้าวของทุกอย่างใส่ลงในตระกร้าขนาดต่าง ๆกันหลายใบ ครั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงเอ่ยขึ้น “! เสร็จกันแล้วนะ เตรียมพร้อมเดินทางได้แล้ว อาเจ๋อ เจ้ารีบไปเรียกลุงใหญ่ ป้าใหญ่ บอกว่าพวกเราออกไปแล้ว หากพวกเขามีงานในมือก็ไม่ต้องรีบทำให้เสร็จ พอเสร็จงานแล้วค่อยตามไปสาย  ก็ได้นะ!”

  เหลียนเจ๋อรับคำเสียงดัง แล้วรีบวิ่งไปบ้านเหลียนลี่

        เดิมที เหลียนลี่และเฉียวซื่อจงใจทำเป็นงานยุ่งจริง ๆนั่นแหละ แต่พอได้ยินเหลียนเจ๋อพูดมา ลมหายใจพลันติดขัดในหน้าอกทันใด สองสามีภรรยาจึงรีบไปพร้อมเหลียนเจ๋ออย่างหงุดหงิด

  การไปหลุมฝังศพเป็นเรื่องใหญ่ และครอบครัวเหลียนฟางโจวและน้องๆ ไปกันทั้งครอบครัว รวมทั้งอาหญิงสามและอาเจี่ยนด้วย

       เหลียนลี่กับเฉียวซื่อเข้ามาสมทบ และเดินขึ้นเขาไปด้วยกัน

       เหลียนฟางโจวได้มอบหมายให้บางคนแบ่งกันหิ้วของต่างๆล่วงหน้าแล้ว เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อจึงไปแบบมือเปล่า ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่มีความคิดขอให้เหลียนลี่และเฉียวซื่อช่วยถือ

  เฉียวซื่อกระวนกระวาย เนื้อแท้ในใจนางไม่มีความตั้งใจไปช่วยเหลืออะไรใคร ดูเหมือนนางคิดแต่เรื่องรักษาหน้าตาตนเองอย่างเดียว!

  ทีแรกเหลียนลี่เบิกบานใจที่ได้มาเดินหย่อนใจ แต่แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่เดินมานี่ ไม่รู้ว่ามีคนพบเห็นไปเท่าไรแล้ว เหตุใดไม่ทำตัวเป็นคนดีไปเลยเล่า จะได้กันคนอื่นเอาไปนินทาด้วยครั้นแล้วก็ทำหน้าตาใจดี เดินเข้าหาไปหาฟางโจวที่หิ้วตระกร้าอยู่ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฟางโจว มา ข้าช่วยถือให้ !”

          ตระกร้าที่เหลียนฟางโจวหิ้วเต็มไปด้วยกระดาษเงิน กระดาษทอง เทียน ธูป ประทัด และข้าวของอื่น   เหลียนลี่ต้องการแสดงออกต่อหน้าคนภายนอก เหลียนฟางโจวจึงไม่อยากขัดศรัทธาอีกฝ่าย หญิงสาวยิ้มให้และเอ่ยขอบคุณพลางส่งตระกร้าให้เขาถือ

  เจ้าก็เลิกมือเปล่าได้แล้ว รีบเข้าไปช่วยเข้าสิ!”เหลียนลี่เอาตระกร้าไปถือ แล้วหันไปพูดกับเฉียวซื่อ

  เฉียวซื่อเดินไปเอาตระกร้าในมืออาหญิงสามอย่างลังเล พร้อมทำหน้าบูดบึ้งใส่ “เอามาให้ข้าสิ!”

  พี่สะใภ้ เกรงใจเกินไปแล้ว!”อาหญิงสามถอยหลังไปเล็กน้อย นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “อาอย่างข้าไม่มีอะไรให้พี่รองและพี่สะใภ้ ให้ข้าได้ลงแรงสักหน่อยเถิดนอกจากนี้ ตระกร้านี้ใส่เครื่องเซ่นไหว้เอาไว้ จะให้พี่สะใภ้ข้ามาหิ้วของหนัก  แบบนี้ได้ที่ไหนกัน เกิดตระกร้าคว่ำ ข้าวของหล่นพื้นขึ้นมาจะทำอย่างไรกันเล่า!”

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น