วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา -บทที่ 273 คนสกุลซูมาเยือน

            เหลียนฟางโจวครุ่นคิดอย่างหนัก จุดประสงค์ทั้งมวลก็เพื่อฝ้ายที่จะเก็บเกี่ยวกลับมาในตอนท้าย  หญิงสาวจึงต้องรีบเข้าไปดำเนินการจัดการให้ไวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

       สามวันหลังจากชุยฉ้าวซีและซูซินเอ๋อร์จากไป มีคนจากสกุลซูในเมืองชวงหลิงมาหา

  ที่แท้เป็นหลี่มามาคนสนิทข้างกายฟางฉิง มาพร้อมกับสาวรับใช้ทั่วไปสองนาง

เมื่อเหลียนฟางโจวเห็นนาง ในใจก็เข้าใจได้ถึงสองส่วนว่าเป็นเพราะสาเหตุใด หญิงสาวรีบแย้มยิ้มเข้าไปต้อนรับพาคนผ่านประตูเข้ามา

        หลี่มามาแย้มยิ้มและเอ่ยทัก “แม่นางเหลียน” และก็ทักทายอาหญิงสาม เหลียนฟางฉิง และคนอื่น  ตามมาด้วยสาวใช้สองนางที่ในมือแต่ละคนถือของขวัญมาสองกล่อง และวางของขวัญลงบนโต๊ะอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงถอยกลับไปยืนอยู่เบื้องหลังหลี่มามา


        หลี่มามาส่งยิ้มให้เหลียนฟางโจว แล้วเอ่ยขึ้น “ฮูหยินน้อยสั่งความกับเหล่าหนู(บ่าวอาวุโส)มาเป็นพิเศษให้มาแสดงความเคารพแม่นาง ของขวัญเล็ก  น้อย  เหล่านี้ ขอให้แม่นางโปรดรับไว้ด้วยเจ้าค่ะ!”

        แม้ว่าสถานะของสกุลเหลียนและสกุลซูไม่คู่ควรให้สองฝ่ายรับและให้กันตามธรรมเนียมมรรยาท แต่ในเมื่อของขวัญถูกส่งมาถึงหน้าประตูแล้ว เหลียนฟางโจวย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ครั้นแล้วเธอจึงยิ้มขอบคุณอีกฝ่าย

         หลี่มามารีบเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ตอนเหล่าหนูมา ฮูหยินน้อยได้เตรียมชุดเหวินฝางซื่อเป่า[1]ชั้นหนึ่ง และชุดเครื่องประดับผมทองคำแท้รูปหนอนฉงเช่าฝังอัญมณี ซึ่งนำมามอบให้คุณชายสามและคุณหนูสี่โดยเฉพาะ จะว่าไปข้าไม่เคยเห็นคุณชายสามและคุณหนูสี่ เหวินฝางซื่อเป่านั้นสำหรับแสดงความยินดีกับคุณชายสามที่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาและเครื่องประดับผมสำหรับคุณหนูสี่ไว้สวมใส่เล่น!”

  เปี่ยวเจี่ยช่างใส่ใจริง  และเกรงใจมากเกินไปแล้ว!”เหลียนฟางโจวระบายยิ้ม และสั่งเหลียนฟางฉิงเข้ามาขอบคุณ พลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เช่อเอ๋อร์ตอนนี้ยังอยู่ที่สำนักศึกษา ดังนั้นข้าขอขอบคุณแทนเขาด้วยเมื่อมีเวลา ข้าต้องพาพวกเขาไปเยี่ยมเปี่ยวเจี่ยของข้าแน่!”

  หลี่มามารีบแย้มยิ้มรับคำ และเอ่ยชมเหลียนฟางฉิงเป็นอันมาก ซ้ำยังกล่าวต่อ “เหล่าหนูจะกลับไปรายงานฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อยต้องชอบใจแน่เจ้าค่ะ!”

  หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันพอสมควร หลี่มามาก็คลี่ยิ้มอีกครา “เหล่าหนูยังมีคำพูดอีกสองสามคำจากฮูหยินน้อยฝากมาบอกให้แม่นางฟัง...”

  พอเห็นแบบนี้ เหลียนฟางโจวจึงขอให้อาหญิงสามพาเหลียนฟางฉิงเข้าไปต้มน้ำร้อนชงน้ำชาในครัว

  อาหญิงสามชอบเฝ้ามองการแต่งกายและกิริยามรรยาทของคนที่มาจากตระกูลใหญ่ ยกเว้นก็แต่ซี่เชวี่ย พอได้ยินเหลียนฟางโจวบอกนางให้ไปเข้าครัวต้มน้ำ ก็พึมพำกับตัวเอง “น้ำร้อนยังมีอยู่ ยังเอาน้ำร้อนเพิ่มอีกรึ...”

  ทว่าตรงกันข้าม เหลียนฟางฉิงซึ่งมีไหวพริบดีกว่า เด็กน้อยหัวเราะฮิ  แล้วเรียกอีกฝ่าย “อาหญิงสาม” พลางดึงตัวนางเดินไปด้วยกัน

  หลังจากนั้นสาวใช้สองนางซึ่งมากับหลี่มามามาก็ล่าถอยไปยืนเฝ้าหน้าประตูไว้


         หลี่มามาลุกขึ้นยืน แล้วทำการคารวะเหลียนฟางโจวอย่างเต็มพิธีการ พลางเอ่ยเสียงขรึม “แม่นางเหลียน เรื่องที่คุณหนูใหญ่ของเราก่อไว้เมื่อสองสามวันก่อน....ข้าต้องขอโทษอย่างมากขอแม่นางเหลียนได้โปรดมองว่าคุณหนูว่านางยังเยาว์ ยังยั้งปากไม่เป็น อย่าได้ถือสานางเลยเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ของเราก็มักเป็น-----“

         หลี่มามารีบยิ้มให้เหลียนฟางโจวอย่างอึดอัดใจ นางเป็นบ่าว ส่วนฟางฉิงเป็นพี่สะใภ้ จึงไม่ค่อยสะดวกที่จะเอ่ยตำหนิซูซินเอ๋อร์

          เหลียนฟางโจวจะไม่รู้ได้อย่างไร?

          ฟางฉิงไม่มีอะไรจะพูด ต่อให้นางไม่ได้ส่งใครเดินทางมาที่นี่ ลำพังไม่ต้องพูดถึงการที่ส่งคนข้างกายอย่างมามาที่เรียกใช้สอยบ่อยที่สุดมาหา

  หลี่มามา อย่าได้ทำแบบนี้เลย!”เหลียนฟางโจวรีบแย้มยิ้ม “คุณหนูซูยังไร้เดียงสาและจิตใจซื่อตรง และที่จริงมิได้มีเจตนาร้าย เรื่องนี้ข้าไม่รู้ได้อย่างไรข้าจะถือสานางได้อย่างไร!”

   ครั้นแล้วหลี่มามาก็ระบายยิ้ม “ฮูหยินน้อยสกุลข้าก็พูดเช่นเดียวกัน และบอกว่าแม่นางเหลียนเป็นคนมีจิตใจกว้างขวาง!”หลังจากหยุดไปชั่วขณะ ก็เอ่ยว่า “ฮูหยินน้อยยังมีถ้อยคำที่ฝากมาให้แม่นางเหลียน ถ้อยคำนี้มีความหมายเดียวกับที่อยู่ในใจของนายน้อยเรา และบอกว่า นายน้อยชุยเล่าเรื่องต่าง  ให้พวกเขาฟัง พวกเขาก็คิดว่ามันเป็นความคิดล้ำเลิศมาก หากแม่นางเหลียนมีเวลาว่าง อยากให้ออกจากบ้านไปที่จวนของเราสักสองวันด้วย แล้วเมื่อเราพบกัน จะได้คุยกันในรายละเอียด..... นั่นคือสิ่งฮูหยินน้อยพูด และฮูหยินน้อยบอกว่าแม่นางเหลียนจะเข้าใจเอง

          แน่นอนเหลียนฟางโจวเข้าใจว่าที่พูดมามีความหมายอันใด ดังนั้นนางจึงอดระบายยิ้มบนใบหน้าไม่ได้ ในใจรู้สึกปลาบปลื้มยินดีนัก

            สกุลซูเป็นสกุลที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในเมืองชวงหลิว หากพวกเขาเข้าหุ้นด้วย การดำเนินการเรื่องนี้จะยิ่งราบรื่นมากขึ้น!

          เปี่ยวเจี่ยและเปี่ยวเกอก็คิดว่านี่คือความคิดที่ดีใช่หรือไม่?นี่ช่างประเสริฐแท้!”เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม “น่าเสียดายที่ช่วงนี้ข้าไม่มีเวลา มีหลายสิ่งมากมายที่ยังวางมือไม่ได้ รบกวนหลี่มามากลับไปแจ้งเปี่ยวเจี่ยและเปี่ยวเกอว่าให้เราต่างฝ่ายต่างคิดเรื่องนี้กันไปก่อนจะดีกว่า หลังจากคิดตรึกตรองดูอยู่สักสองสามครา เราทุกคนต้องหาเวลาว่าง แล้วทุก  คนก็เอาความคิดของแต่ละคนมากางร่วมกันและหารือร่วมกันจะไม่ดีกว่ารึได้โปรดแจ้งเปี่ยวเจี่ยและเปี่ยวเกอว่า ข้าจะไปอย่างแน่นอน!”

  เจ้าค่ะ เมื่อเหล่าหนูกลับไปหาฮูหยินน้อย จะนำคำแนะนำและคำตอบรับของแม่นางกลับไปให้ฮูหยินน้อยด้วย!”สิ่งที่เหลียนฟางโจวเอ่ยมา ลี่มามาแอบรีบจดถ้อยความไว้ นางไม่รู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายว่าอะไรกันแน่ซ้ำสิ่งที่หญิงสาวพูดถึง นางยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งนัก ข้อความที่ฟางฉิงสั่งนางให้นำมาแจ้ง นางรู้เพียงตามตัวอักษร แต่ไม่เข้าใจว่าแท้จริงมันคืออะไร

  หลังได้สื่อสารทุกถ้อยความจนครบถ้วนกระบวนความและเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว หลี่มามาก็ลุกขึ้นยืนและแย้มยิ้มกล่าวคำอำลา

  เหลียนฟางโจวไม่ได้พูดอะไรมาก หญิงสาวเดินไปส่งนายและบ่าวสามคนอย่างมีมรรยาท

  เมื่ออาหญิงสามและเหลียนฟางฉิงเข้ามาจากห้องครัวพร้อมน้ำร้อน 1 กา  หลี่มามาพร้อมบริวารก็จากไปได้สักพักแล้ว

       ไปกันแล้วรึข้าต้มน้ำมาเสียเก้อเลย! “ อาหญิงสามเอาแต่เสียดาย ส่วนเหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มและถอนหายใจคนตระกูลใหญ่เมื่อปรากฏตัวย่อมไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่แล้ว อย่างบริวารของตระกูลก็ด้วย จะให้ใคร  มายืนมองดูได้รึ!”

  เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้ม “นี่คือมามาคนสนิทข้างกายเปี่ยวเจี่ย ฐานะย่อมไม่ธรรมดา จะว่าไปก็คือข้ารับใช้คนหนึ่งแต่ความจริง นางก็มีสาวใช้ส่วนตัวด้วย ถือว่าฐานะเกือบเท่าครึ่งหนึ่งของเจ้านายใหญ่เลย!”

        อาหญิงสามตระหนักโดยพลัน “ข้าไม่กังขาแล้ว!”

       หลังจากถอนหายใจไปสองรอบ นางก็เลิกคิด แล้วหันมาจับจ้องของขวัญที่นางส่งมา เหลียนฟางโจวยิ้มและเปิดบรรดาของขวัญพร้อมกับนางและเหลียนฟางฉิง ยกเว้นของขวัญชิ้นที่ส่งมาให้เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงโดยเฉพาะสองกล่อง ที่เหลือก็คล้าย  กับที่ได้รับมาก่อนหน้า ซึ่งได้แก่ ผ้าตัดเสื้อหลายพับ ดอกไม้ผ้าประดับผมอันหรูหรากองใหญ่ ถุงผ้าเล็กๆปักลายประณีตงดงาม และอื่น  แต่ครานี้ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ ปิ่นปักผมอย่างดีหลายอัน ซึ่งห้อยอัญมณีและหยกขาวสองสามชิ้น รวมทั้งหยกพกซึ่งทำจากหยกสีเขียวธรรมชาติ

         ดวงตาอาหญิงสามเป็นประกายเมื่อเห็น นางหยิบปิ่นทองที่หัวปิ่นถูกออกแบบเป็นลายองุ่นกับกระรอกขึ้นมาพลางเอ่ยชื่นชมไม่หยุดถึงความมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ครั้นแล้วก็แย้มยิ้ม “เปี่ยวเจี่ยเจ้านี่ใจกว้างจริง  ! ของหล่านี้มีค่ามาก พวกมันมีค่า คิดเป็นเงินสักกี่ตำลึงกันนะ?”

  อาหญิงสามรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถประมาณเงินได้ ดังนั้นจึงถามเอากับเหลียนฟางโจวแทน

         เหลียนฟางโจวก็ไม่รู้ แต่เกรงว่าน่าจะมีมูลค่าราวเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยตำลึง แต่เธอรู้ว่าเหตุใดเปี่ยวเจี่ยถึงส่งของขวัญราคาแพง ๆเหล่านี้มาให้

นางไม่ตอบถ้อยคำอาหญิงสาม แต่ยิ้มและเอ่ยว่า “หากท่านชอบปิ่นทองนี้ ข้าขอมอบให้ท่านแต่ข้ามีบางสิ่งที่อาหญิงสามต้องจำให้มั่น วันนั้นที่คุณหนูสกุลซูพูดในลานบ้านเรา หากท่านเคยได้ยิน ท่านก็ทำเป็นว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเสียและห้ามท่านเอาออกไปพูดข้างนอกแม้แต่เพียงครึ่งคำ รู้หรือไม่?”

        แม้ว่านี่คือเมืองยู่เหอ ถึงอย่างไรเมืองนี้ก็ไม่ไกลจากเมืองชวงหลิวเลย การแพร่งพรายถ้อยคำเหล่านั้นออกไปย่อมไม่ดีต่อใครแน่

      ฉิงเอ๋อร์และท่าน” เหลียนฟางโจวมองเหลียนฟางฉิง ผู้ซึ่งกำลังรื้อ ชุดเครื่องประดับผมทองคำแท้รูปหนอนฉงเช่าฝังอัญมณีมาเล่นอยู่ และกำลังสนุกสนานตื่นเต้นมาก หญิงสาวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จำไว้นะอะไรที่เกิดขึ้นวันนั้น ห้ามพูดแม้แต่คำเดียว

        อย่ากังวลเลย พี่ใหญ่ พี่สาวคนสวยนั้นดุยังกับอะไร แถมยังเอาแต่พูดว่า ให้อยู่ใกล  บ้านสกปรกของพวกเราข้าไม่พูดออกไปหรอกน่า!”เหลียนฟางฉิงทำปากยื่น

นางยังเด็กอยู่จริง  เลยไม่เข้าใจคำพูดหึงหวงของซูซินเอ๋อร์เลยสักนิด

   อาหญิงสามขบคิดสักครู่ “อ๋อ” นางเปล่งเสียงด้วยความเข้าใจ และพลันพูดขึ้น “ที่แท้นี่ก็คือค่าปิดปากดี นี่เอง!”

  **

[1] เหวินฝางซื่อเป่า (文房四宝สิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ หมายถึงสิ่งสำคัญสี่อย่างที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในห้องหนังสือทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอักษร แต่งกลอน หรือวาดภาพ ประกอบด้วยพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น