เจ้าหมายความว่าอันใด!”เฉียวซื่อจ้องอาหญิงสามด้วยดวงตาดุดันกราดเกรี้ยว
อาหญิงสามตกใจจนสะดุ้งโหยง พลางทำตาโตแล้วร้องออกมา “โอ อาซ้อใหญ่ ท่านจะทำอันใด! ข้าหวังดีนะ ท่านไม่รู้สึกซาบซึ้งบ้างเลยรึ มาทำเสียงดังใส่เช่นนี้ ทำเอาข้าตกใจกลัวแทบตายแน่ะ!”
“เจ้า!”
“เอาเถิด!”ไม่เป็นไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ให้น้องสามหิ้วไปเถิด! นี่ก็สายมากแล้ว พวกเราไปกันเถิด!”เหลียนลี่รีบบอกเฉียวซื่อเพื่อให้นางหยุดก่อเรื่อง
เหลียนลี่นึกดีใจ แอบขอบคุณเสี่ยวม่านที่เตือน ไม่เช่นนั้น เขาเกือบลืมนิสัยของภรรยา หากนางถูกขอให้ช่วยหิ้วตระกร้า เป็นไปได้เก้าในสิบส่วนที่นางจะบังเอิญทำตระกร้าหล่นพื้นเอาได้
หากเป็นเช่นนั้น เหลียนฟางโจวและน้อง ๆ จะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร? มันจะกลายเป็นการเปิดศึกกันขึ้นแล้วทุก ๆคนก็จะเอานางไปตำหนิได้!
ผู้หญิงคนนั้นย่อมเชื่อว่าตนเองฉลาด เพียงหาข้อแก้ตัวดี ๆ ไประบายให้ผู้อื่นฟังว่าหิ้วแล้วมือมันพลาดไปเอง ทว่าทุกคนไม่โง่ ไหนเลยจะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเหตุบังเอิญและไม่ได้ระวังเล่า?
เฉียวซื่อจ้องมองเหลียนลี่ที่ส่งสายตาเตือนเป็นนัย ๆ นางแค่นเสียงขึ้นจมูกแรง ๆคราหนึ่ง แล้วค้อนตาใส่เหลียนฟางโจว จากนั้นก็จ้องหน้าอาหญิงสามพลางพูดขึ้น “จำไว้ให้ดีก็แล้วกัน เป็นเจ้าที่พูดเอง ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วย จำไว้ให้ดีนะ!”
เหลียนฟางโจวทั้งฉุนทั้งขำ ครั้นแล้วจึงร้องบอกให้ทุกคนออกเดินต่อ ซ้ำหญิงสาวยังได้ยินเสียงอาหญิงสามตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “ได้สิ ข้าจำได้ จำได้แม่นเลย จะไม่โทษท่านแน่ อาซ้อ!”
เฉียวซื่อเห็นท่าทีของน้องสามีเช่นนั้นก็โกรธหน้าคว่ำ พอเห็นทุกคนเดินไปกันหมดแล้ว นางจึงเดินตามไปอย่างเชื่องช้า พลางส่งเสียงก่นด่าไม่หยุด
สกุลเหลียนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านต้าฝางมาหลายชั่วอายุคนแล้ว บิดามารดาของเหลียนฟางโจวถูกฝังในสุสานโบราณฝั่งตะวันตก หลุมศพของทั้งคู่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน
เมื่อไม่ได้ถูกทำความสะอาดมามากกว่าครึ่งปี ประกอบกับในฤดูใบไม้ผลิ พืชพันธุ์ย่อมเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านสาขารวดเร็วนัก ยามนี้ หลุมศพถูกปกคลุมด้วยวัชพืช เถาไม้เลื้อยและ ต้นไม้พุ่มเตี้ย ๆ ซ้ำยังมีดอกไม้ป่าที่เบ่งบานมากมายขึ้นกระจายไปทั่ว อีกทั้งต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่รอบ ๆ เติบโตเร็วนัก มันแผ่กิ่งก้านยื่นยาวออกมา จนเกือบจะคลุมหลุมศพทั้งสองหมดแล้ว
“เรามาถากถางกันให้เรียบเตียนเถิด! วัชพืช และพรรณไม้พวกนี้โตเร็วเกินไปจริง ๆ !”เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้น
เหลียนเจ๋อและคนอื่นๆต่างขานรับ เมื่อหลายคนเริ่มดายหญ้า ก็ยุ่งกับการถอนรากวัชพืช และรากต้นไม้พุ่มเตี้ยกันมือเป็นระวิง เหลียนฟางโจวหยิบขวานเล่มเล็กไปตัดกิ่งก้านที่ยืนเกินมาของต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบ ๆ รวมทั้งต้นไม้เล็ก ๆบางส่วนซึ่งขึ้นมาเบียดชิดหลุมศพเกินไป
ส่วนเหลียนลี่แสร้งทำเป็นจัดของเซ่นไหว้ พวกกระดาษเงินกระดาษทอง และข้าวของอื่น ๆ เฉียวซื่อแค่นเสียงแล้วสูดลมหายใจ ครั้นแล้วก็ร้องตะโกนออกมา “โอ๊ย ร้อนจะตายอยู่แล้ว!” นางควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อ แล้วนั่งแปะบนพื้น
เหลียนฟางโจวผู้พี่สาวและน้อง ๆ ไม่เคยคิดว่าสองคนนั้นจะช่วยหยิบจับอะไรอยู่แล้ว เลยทำเป็นตาบอดมองไม่เห็นพฤติกรรมของญาติผู้ใหญ่ทั้งสอง
ใครเล่าจะรู้ว่า จู่ ๆเฉียวซื่อก็พลันร้องบอกอาเจี่ยนให้หยุดมือ แล้วเอ่ยเสียงห้วนกระด้าง “นี่ ข้าจะบอกให้นะ...อาเจี่ยน เจ้าไม่ใช่สมาชิกครอบครัวสกุลเหลียนของพวกเรา งานพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนนอกอย่างเจ้าจะเข้ามาทำได้! ยังไม่รีบหยุดมืออีก จะมาแกล้งสกุลเหลียนของเรารึ!”
เหลียนฟางโจวและน้องๆทั้งหมดหยุดงานในมือลงพลัน ฝ่ายเหลียนเจ๋อตั้งแต่อาเจี่ยนสอนวรยุทธ์ให้ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เคารพอีกฝ่ายยิ่งนัก พอได้ยินวาจานี้ก็อดเกิดโทสะไม่ได้ คิ้วเข้มหนาเลิกขึ้น อยากจะพูดออกไปนัก แต่พอได้รับสายตาที่ส่งมาจากเหลียนฟางโจว หลังแค่นเสียงเบา ๆ คราหนึ่ง ก็เลยก้มหน้าทำงานในมือของตนเองต่อไป
ตอนนี้มีคนไหนในสกุลเหลียนบ้านรองบ้าง ที่ไม่เห็นเหลียนฟางโจวขยิบตาส่งให้เล่า? ทุกๆคนจึงทำงานในมือต่อไป ได้แต่ทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเฉียวซื่อ
“ป้าใหญ่ อาเจี่ยนคือญาติห่างๆของบ้านเรา เขามีใจช่วยเหลือ พวกเราพี่น้องล้วนซาบซึ้งใจนัก!”เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเบา
อาเจี่ยนคลี่ยิ้ม “เมื่อพูดถึงเรื่องนี้พี่สาวและน้องๆเหล่านี้ให้ที่พักพิงแก่ข้า ข้าสมควรตอบแทนให้ดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ตัวข้ามีก็คือพละกำลัง!”
พอพูดถึงคำว่ามีพละกำลัง อาเจี่ยนก็จงใจเบนสายตาไปทางเฉียวซื่อ
เฉียวซื่อพลันระลึกถึงฉากที่นางพ่ายแพ้ทนทุกข์ทรมานในเงื้อมมืออีกฝ่าย ใบหน้านางพลันซีดลง ได้แต่คำรามฮึดฮัดไปสองที แล้วไม่กล้าพูดอะไรอีก
เหลียนลี่เองก็นึกย้อนเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ยังแจ่มชัด ทำเอามือไม้ที่กำลังเคลื่อนไหวพลันแข็งทื่อไปดื้อ ๆ
“เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องไร้สาระนี่ได้แล้ว มาช่วยกันเร็ว!” เหลียนลี่ยืนขึ้น
“ข้าเหนื่อยมาก ข้าเดินไม่ไหวอีกแล้ว ข้าจะช่วยท่านได้อย่างไร!”
เฉียวซื่อถลึงตาใส่ด้วยสายตาไม่พอใจอย่างยิ่ง
“เจ้า! เอาที่สบายใจก็แล้วกัน!” เหลียนลี่ค้อนตาดุใส่ภรรยา เขาแค่นเสียงเย็นในขณะที่ตนเองก็ก้าวเข้าไปช่วยงาน
เฉียวซื่อทอดมองผู้คนที่กำลังยุ่งมือเป็นระวิง พลันรู้สึกว่าการที่ตนเองนั่งมองเฉย ๆ คล้ายเป็นส่วนเกินยังไงก็ไม่รู้จึงรู้สึกไม่ค่อยดีในทันใด นางเลยขยับตัวหันหลังให้พวกเหลียนฟางโจว
พวกเหลียนฟางโจวเองก็ไม่ใส่ใจนางเช่นกัน
หลังจากถากถางทำความสะอาดกันเป็นอย่างดีแล้ว หลุมศพสองหลุมก็ดูสะอาดตาเป็นระเบียบเรียบร้อย เหลียนเจ๋อกับอาเจี่ยนพรวนดินอีกรอบ ฝ่ายเหลียนฟางโจวได้เดินมาอยู่ข้าง ๆ แล้วสับต้นกล้าเล็กๆหนาขนาดนิ้วมือ ตัดจนได้ความยาวหนึ่งจั้ง(1 จั้งยาว 2.5 เมตร) พร้อมด้วยเหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อแขวนแถบผ้าสีขาว แล้วส่งต่อไปให้เหลียนเจ๋อเอาไปปักลงไปบนเนินดินของหลุมศพ
ครั้นแล้ว ทุก ๆคนเริ่มจัดวางเครื่องเซ่นไหว้ จุดเทียน และธูป ทำการบูชาด้วยสุรา เผากระดาษเงินกระดาษทอง แล้วคุกเข่าสักการะ กล่าวคำอธิษฐานพร้อมของเซ่นไหว้ จากนั้นจึงเอาของไหว้ไปเก็บ ลุกขึ้น แล้วสั่งจุดประทัด
มีเรื่องตลก ตอนที่ทุกคนคุกเข่าสักการะกันนั้น เฉียวซื่อได้เดินเข้ามา แน่นอนนางไม่คุกเข่าหรอก ซ้ำหายากนักที่นางจะมาจุดธูปสามดอกเพื่อสักการะด้วยตนเอง ครั้นแล้วก็กล่าวคำอธิษฐาน “ขอพรให้อาไห่บ้านข้า สอบผ่านเป็นซิ่วไฉ แล้วเขาก็เป็นหลานชายคนโตของพวกท่านด้วย ขอให้เขามีอนาคตรุ่งโรจน์เจิดจรัส ปรากฏต่อเบื้องหน้าของพวกท่าน ไม่ใช่สิ พวกท่านมีความสามารถจำกัด ข้าไม่ขอพึ่งพาพรของพวกท่านให้เขาได้เป็นขุนนางใหญ่ในภายหน้าหรอก เช่นนั้นขอพรมาก ๆ เยอะๆ สำหรับครั้งนี้ขอให้เขาสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉด้วยเถิด.....”
เหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อและคนอื่นต่างแอบกลอกตากันเงียบ ๆ
เสียงประทัดปัง ๆ ดังสนั่นกลางพื้นที่โล่ง กลิ่นของกำมะถันและควันที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ คลอด้วยเสียงที่ดังลั่นสนั่นก้อง หลายคนเอามือปิดหูและก้มหน้าหลบ เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อพูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส ขณะคอยเก็บประทัดซึ่งด้านและจุดไม่ติด เหลียนฟางโจวทอดมองน้องน้อยทั้งสองด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
คืนวันผันผ่าน ผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปแล้วไม่ควรถูกลืม ขณะที่ความเศร้าโศกในอดีตก็ไม่ควรถูกจำ
เมื่อสิ้นเสียงประทัดไปสักพัก เหลียนฟางโจวจึงหัวเราะขึ้น “เรามาตรวจดูกันสิว่ามีประทัดหลงเหลืออีกหรือไม่ หากเกิดไฟไหม้ป่าบนภูเขาขึ้นมา จะกลายเป็นปัญหาเอาได้!”
เฉียวซื่อหัวเราะ แล้วเอ่ยเสียงกดต่ำอย่างดูแคลน “จุ้นจ้าน! ฤดูนี้ไหนเลยจะเกิดไฟป่าง่าย ๆ เช่นนี้เล่า!”
แน่นอน ไม่มีใครสนใจนางเลย
หลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้นไปสักพัก ครั้นแล้วทุกคน ๆ ต่างทยอยขนข้าวของเดินทางกลับ
ภายหลังเดินกันไปครู่ใหญ่ เฉียวซื่อพลันสาวเท้าเข้ามาหาเหลียนฟางโจว แล้วเอ่ยว่า “อีกสองวันจะถึงเทศกาลเชงเม้ง พวกเจ้าไหว้เคารพพ่อแม่เจ้าแล้ว ก็จงอย่าลืมว่าตัวเองยังมีบรรพบุรุษอยู่ล่ะ!”
พูดจาไม่น่าฟังเลยจริง ๆ !
เหลียนฟางโจวไม่เดือดร้อนจะให้หน้าอีกฝ่าย เลยพูดด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ป้าใหญ่ประเมินพวกเราต่ำเกินไปแลวเรื่องแบบนี้จำเป็นต้องพูดถึงด้วยรึ? ถึงตอนนั้นพวกเราจะเตรียมของเซ่นไหว้ ธูป เทียนและข้าวของอื่น ๆอย่างพรักพร้อม ป้าไม่จำเป็นต้องมาเดือดร้อนแทนหรอก!”
“เตรียมกันเองรึ?!” น้ำเสียงของเฉียวซื่อห้วนขึ้นเล็กน้อย เดิมทีนางไม่ได้ตั้งใจให้เหตุการณ์ออกมาในรูปนี้ เดิมทีนางอยากให้เหลียนฟางโจวมอบเงินให้นาง และให้ทั้งสองครอบครัวตระเตรียมของเซ่นไหว้ด้วยกัน เหนืออื่นใดทั้งสองครอบครัวต่างมีบรรพบุรุษเดียวกัน มิใช่หรือ?
อยากให้มาต่อไวๆชะแล้วสิ
ตอบลบคนเห็นแก่ตัวก็ยังเหมือนเดิม แย่มาก ๆ
ตอบลบติดตามค่ะ
ตอบลบรอๆๆค่ะ ขอบคุณไรท์ค่ะ
ตอบลบสนุกมากๆๆรออัพตอนต่อไปนะค่ะ
ตอบลบสนุกมากค่ะ ชอบผู้เขียนที่มีความละเอียดอ่อนกับอารมณ์ของตัวละคร และผู้แปลใช้ภาษาได้ดีมากค่ะ
ตอบลบ