วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ไปไถนา-บทที่ 276 วุ่นกับงาน

 ใช่!”เหลียนฟางโจวท่าทางสงบนิ่งมาก ซ้ำยังเอ่ยไปตามสิทธิ์ที่ตนมี “พวกเราแยกบ้านกันเรียบร้อยแล้วนี่ ไฉนต้องมาวุ่นวายเตรียมของเซ่นไหว้รวมกันด้วยเล่า!”

 จุ้นจานน่า! ที่ผ่านมาฟางโจวมักจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ดีเสมอ เจ้าจะพูดมากไปทำไมกันเล่าเหลียนลี่พลันดุเฉียวซื่อ แล้วนึกก่นด่าในใจ พูดไม่เป็นเลยจริง ๆ ! พูดไม่เป็นก็หุบปากไปสิ ยังจะมาพูดแถอีกเจ้ายังจะทำกับเด็กพวกนี้ เหมือนเมื่อก่อนที่ยอมให้เจ้าทุบตีด่าทอ ไม่โต้กลับได้จริง ๆ รึ?

  เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มและไม่พูดอะไรอีก

  พอกลับมาถึงสามแยกตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “คืนนี้ ขอเชิญลุงใหญ่กับป้าใหญ่มาร่วมกินอาหารมื้อค่ำด้วยกันนะเจ้าคะ!”

นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติของคนท้องถิ่น หากไปไหว้เชงเม้งด้วยกัน ก็จะมาร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน

“ไม่จำเป็น!”เฉียวซื่อแค่นเสียงเย็น เมื่อเห็นพวกเด็ก ๆที่ไม่เห็นญาติผู้ใหญ่อยู่ในสายตา ก็อดรู้สึกโมโหไม่ได้ พวกนางจะกินข้าวร่วมโต๊ะกับพวกเขาได้รึกลัวว่ากินไปแล้จะพาลอาหารไม่ย่อยเสียมากกว่า!


  “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรเหลียนฟางโจวพยักหน้าแย้มยิ้ม “เช่นนั้นพวกเราจะปรุงอาหารมื้อค่ำ ส่งมาให้ลุงใหญ่ก็แล้วกัน!”

เฉียวซื่อแค่นเสียงไม่พูดอะไรอีก

เหลียนลี่จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตกลง เอาตามนั้น ฟางโจวช่างเอาใจใส่นัก!”

เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม แล้วทั้งสองฝ่ายก็แยกย้ายกันกลับ

เฉียวซื่อเอ่ยอย่างมีโทสะ “ท่านจะให้เจ้าพวกเด็กๆไร้มรรยาทเอาเปรียบท่านรึแหม พูดจาเสียน่าฟัง จะทำอะไรดี ๆ ส่งมาให้พวกเรา เพ้ย..ไม่รู้ว่าไอ้ที่ส่งมา กินไปแล้วจะผิดสำแดงอะไรรึเปล่า นางขึ้นชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้วนี่!”

  “หยุดเสียทีได้ไหม?”เหลียนลี่ตวัดสายตาใส่นาง แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไป

 เฉียวซื่อรีบเดินตามหลังสามี พลางก่นด่าไปด้วย

**

เพียงพริบตาเดียว เทศกาลเชงเม้งก็ผ่านพ้นไป ถึงเวลาปักดำ[1]ในนาแล้ว ตอนนี้ครอบครัวที่มีแรงงานเพียงพอ แปลงนาข้าวเนื้อที่เพียง 60 หมู่ งานปักต้นกล้านี้ นับเป็นเรื่องง่ายมากเหลียนฟางโจวย่อมไม่กังวลในเรื่องนี้

ต้นกล้าฝ้ายในแปลงอนุบาลโตขึ้นสูงราวสองสามชุ่นแล้ว(1 ชุ่นเท่ากับ 1 นิ้ว) ยิ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเหลียนฟางโจว พวกมันยิ่งโตเร็วขึ้นกว่าปกติ ดูแข็งแรงสมบูรณ์เขียวดีมาก ในอีกราว 11 ถึง 12 วัน ก็จะเริ่มย้ายไปปลูกในไร่ได้แล้ว

  เหลียนฟางโจองคำนวณดูแล้ว ก่อนย้ายต้นกล้าเหล่านี้ไปปลูกในไร่ ยังต้องมีการถากถางผืนดินในไร่อีกรอบ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องวิตกมากเกินไป เพราะการถางหน้าดิน สามารถทำไปพร้อม ๆกับการย้ายต้นกล้าไปปลูกได้ อีกทั้ง พวกวัชพืชซึ่งเพิ่งผุดขึ้นมาอีกรอบ ก็จะถูกถอนไปในคราวเดียวด้วย

    การหักรางถางพงบนพื้นที่ทิ้งร้าง โดยการใช้วิธีจุดไฟเผาบนพื้นที่ นับเป็นการใส่ปุ๋ยดี ๆนี่เอง ดังนั้นวัชพืชจะยิ่งโตง่ายขึ้นโตไวขึ้น ผ่านไปสามถึงสี่ปี ก็ต้องมาลงมือหักร้างถางพงกันใหม่อีก

  เขาฮวากั่วซานน้อามนี้เขียวชอุ่มนัก เพราะพื้นที่กว้างใหญ่ใกล้ยอดเขา ได้ปลูกไม้ผลที่มีการทาบกิ่งไว้ ดังนั้นพวกมันจึงเจริญเติบโตรวดเร็วมากกว่าปกตินัก กิ่งก้านของไม้ผล ยามนี้มีผลเล็ก ๆ ห้อยอยู่เต็มไปหมด ผลพุทราดูคล้ายถั่วที่ใหญ่กว่านิ้วหวแม่มือคน ผลพลับก็โตใหญ่ ส่วนผลท้อและผลทับทิมก็มีขนาดเกือบเท่าไข่ไก่แล้ว รวมทั้งผลหลี่จึ(ผลพลัม) ผลซิ่งและผลหยานเหมย(เบย์เบอรรี่) ก็ใกล้จะสุกแล้ว เมื่อเห็นแล้วชวนให้จิตใจเบิกบานเป็นพิเศษ

ลูกเจี๊ยบฝูงแรกจำนวน 700 ตัวโตขึ้นมาก  ตัวใหญ่เกือบเท่าข้อมือคนแล้ว พวกมันออกจากห้องอนุบาลตัวอ่อนแล้ว จากนั้นก็นำพวกมันมาวิ่งเล่นในสวนผลไม้ มีเพียงเหลียนฟางโจว หลี่ซื่อและบุตรสาวนางที่มา เมื่อถึงเวลาให้อาหาร ก็จะเคาะแผ่นโลหะซึ่งแขวนอยู่ใต้ชายคาของเล้าไก่ เพียงเท่านั้น ก็ได้ยินเสียงกระพือปีก และเสียงร้องจิ๊บ ๆ อย่างตื่นเต้นจากทุกทิศทาง โชคดีมีรั้วลวดหนามล้อมกั้นทั้งสี่ด้าน จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย

  ภายใต้คำชี้แนะของเหลียนฟางโจวในเรื่องการให้อาหาร ไก่ทุกตัวจึงเนื้อแน่นมาก ยามนี้พวกมันเผยความแตกต่างของรูปร่างระหว่างไก่เพศผู้และไก่เพศเมียออกมาอย่างชัดเจน ลูกไก่ที่มีเพศผู้ ที่หัวจะมีหงอนสูงกว่าและแดงกว่าหน่อยหนึ่ ส่วนไก่ตัวเมียปีกเล็กๆ ของมันจะมีขนสั้น ๆ ขึ้นแล้ว

  เมื่อมองดูสถานการณ์รอบตัว เหลียนฟางโจวค่อนข้างพึงพอใจไม่น้อย แม้กระทั่งซูจื่อจี้ยังเขียนจดหมายมาบอกว่าทุก ๆอย่างราบรื่นดี ใจของหญิงสาวจึงยิ่งสงบมั่นคงขึ้นไปอีก

  เธอจึงวางแผนเดินทางไปจวนสกุลซูในเมืองชวงหลิง

  เรื่องนั้นเธอเป็นคนต้นคิด เธอย่อมต้อเข้าไปร่วมหารือ

ก่อนไปจวนสกุลซู พี่สาวกับน้อง ๆ รวมทั้งอาเจี่ยนเดินทางไปเขาเซียนเถิงซานอีกครั้ง

  เหลียนฟางฉิงเรียกหมาป่าตัวน้อยซึ่งตัวใหญ่เท่าหมาบ้านร่วมทางไปด้วย อีกทั้งจางซิ่วเอ๋อร์ และจางหลิงก็ถูกเรียกให้ไปด้วย ฝ่ายซุนฉางซิองก็อดไม่ได้ ขอมาร่วมสนุกเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย

  เหลียนฟางโจวขบคิดสักครู่ ก็เรียกซุนซื่อร่วมทางไปด้วยอีกคน

  เธอไม่ได้เรียกครอบครัวป้าจางไป เนื่องจากเป็นฤดูทำนาซึ่งเป็นช่วงที่ยุ่งวุ่นวายที่สุด หญิงสาวได้เรียกจ้าวซื่อและหลี่จวไปด้วย แต่ทั้งสองก็ไม่อาจปลีกตัวมาได้

  คนกลุ่มใหญ่เริ่มออกเดินเทาง เมื่อท้องฟ้าทางทิศตะวันออก เริ่่มปรากฏริ้วสีขาวสว่างพาดผ่าน เป็นแสงเงินของยามรุ่งอรุณ

  ความคิดของเหลียนฟางโจวเรียบง่ายนัก ฤดูนี้ในยามนี้ ต้องมีเห็ดขึ้นมากมายแน่ เธอต้องการเก็บเห็ดนำไปให้จวนสกุลซูในวันพรุ่งนี้ หากสามารถล่าสัตว์ดี ๆมาได้ ก็จะขนไปด้วย รวมทั้งน้ำผึ้งของที่บ้านสองขวด ซึ่งข้าวของก็คล้ายกับที่เคยขนไปคราก่อน

คนกลุ่มใหญ่เดินทางกันไป พลางพูดคุยเจือเสียงหัวเราะกันไป แต่พวกเขาก็ไม่ได้เดินโอ้เอ้เลย ตรงกันข้าม คล้ายว่าพวกเขาจะเดินทางกันได้เร็วกว่าปกติเสียด้วยซ้ำ

  ทัศนียภาพของหุบเขาเซียนเถิงซนในกลางฤดูใบไม้ผลินั้นแตกต่างจากฤดูอื่น ภูเขาที่เขียวขจีดูคล้ายมีมนต์วิเศษ ต้นไม้หลายร้อยต้นเขียวชอุ่ม มองไปทางไหน ก็จะเห็นแต่พื้นที่สีเขียวขจีไปทั่ว นกที่ไม่รู้จักชื่อหลายตัวพากันโบบินไปมาอย่างเบิกบาน ท่ามกลางต้นไม้และป่าเขาเขียวจขี มีฝูงนกกางเขนสีสดใสอยู่รวมกันดูละลานตามาก รวมไปถึงดอกไม้ป่านานาพันธุ์ที่ไม่รู้จักชื่อเบ่งบานเต็มไปหมด

ภูเขาที่สดใสสว่างกระจ่างตาเป็นเช่นนี้เอง เพียงมองแวบแรกก็ชวนให้จิตใจสดชื่นเบิกบานขึ้นมาทันที

“เขาเซียนเถิงซานเป็นเช่นนี้เองรึ ทั้งสูงทั้งกว้างอะไรเช่นนี้!” ซุนซื่ออดถอนหายใจไม่ได้ขณะเบิ่งตากวาดมองไปทั่ว

เดิมทีครอบครัวนางพึ่งพิงสามีที่ออกไปล่าสัตว์ในเขาเซียนเถิงซานมานานหลายปีดีดัก นางเบื่อหน่ายมานานนักกับการได้ยินชื่อเขาเซียนเถิงซาน และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้กลับมา

  เพราะความผูกพันของครอบครัวนางกับภูเขาแห่งนี้ นางจึงมองเขาเซียนเถิงซานในอารมณ์ที่แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ

อาเจี่ยนเดินไปหาเหลียนฟางโจวแล้วเอ่ยขึ้น “เอาอย่างนี้ข้าและพี่ซุนจะเดินเข้าไปในภูเขา จะไปดูสิว่ามีอะไรที่พอล่าได้บ้างให้อาเจ๋ออยู่กับพวกเจ้าก็แล้วกัน เผื่อเกิดเหตุอันใดขึ้นมา จะได้มีเขาคอยดูแลให้

พอชายหนุ่มกล่าวจบ ก็เอ่ยกระซิบ “ฤดูนี้ในปาใหญ่แห่งนี้ มีเถาไม้เลื้อยทุกประเภทและวัชพืชขึ้นรกพันกันไปหมด ทำให้เดินยากนัก อีกทั้งยังมีแมลง มด และงูชุกชุมที่สุดด้วย เจ้าอย่าเข้าไปในป่าที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นมืดครึ้ม จงไปเก็บของป่าในบริเวณที่คุ้นเคย ที่มีอยู่ราวสองสามแห่งนั่น และต้องเป็นที่ ๆ มีแสงแดดส่องถึงด้วย อย่าได้ออกไปนอกเส้นทางเด็ดขาดและระวังตัวด้วยระวังเท้าเวลาก้าวเดิน และอย่าตกใจหากพบสิ่งใด วิทยายุทธ์ของอาเจ๋อดีมาก เขาต้องสามารถปกป้องพวกเจ้าได้อย่างดีแน่ ซุนซื่อและหลี่ซื่อเองก็เป็นคนว่าง่าย ยามเจ้าสั่ง พวกนางไหนเลยจะไม่เชื่อฟัง เจ้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรงดูแลด้วย!”

  เหลียนฟางโจวรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ หญิงสาวจึงพยักหน้าหัวเราะคิกคัก “ท่านอย่าเป็นห่วงเลย ข้ารู้หรอกน่าพวกท่านก็อย่าเข้าไปกันลึกนัก ยามเซินหนึ่งเค่อ (ยามเซิน =บ่ายสามถึงห้าโมงเย็น) พวกเราค่อยมาพบกันที่นี่ เพื่อเดินทางกลับ!”

  อาเจี่ยนระบายยิ้ม “ข้ารู้แล้ว!”

เหลียนฟางโจวก็ส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ฝีมือเขาเยี่ยมยุทธ์ปานนั้น เธอจะเตือนเขาไปทำไม?

  ยิ่งรู้จักกันไปเรื่อย ๆ เหลียนฟางโจวก็ยิ่งรู้สึกว่าบุคคลผู้นี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่ธอไม่รู้ และยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างมีความสามารถไม่สิ้นสุด และเป็นความรู้ความสามารถที่ไม่มีใครเอื้อมถึงด้วย

  ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสง ลมภูเขาอ่อน ๆ พัดมาเป็นระลอก เศษที่คล้ายไหมสีขาวซึ่งถูกพัดจากที่ไหนสักแห่ง ลอยละล่องมาตกที่ผมอาเจี่ยนเบา ๆ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยกระซิบ “อย่าขยับหญิงสาวเงยหน้าเล็กน้อยเพื่อมองชายหนุ่ม ก่อนจะยกมือขึ้นปัดใยสีขาวนั้นออกเบา ๆ

  “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่พวกเราไปกันเร็วเข้าเถิด เสี่ยวฮุยตื่นเต้นคึกคักยิ่งนัก นข้าต้องคอยตามดูมันตลอดเลย!” จู่ ๆเหลียนฟางฉิงก็วิ่งร้องตะโกนเข้ามา

  เหลียนฟางโจวสะดุ้งตกใจ คล้ายมีใครมาทำของตกแตกใส่ หญิงสาวลนลานรีบถอนมือออก และก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว อาเจี่ยนก็ตกใจสะดุ้งอีกคน แต่ชายหนุ่มกลับยืนนิ่งไม่ขยับ

**

[1]ปักดำ คือการปักต้นกล้าข้าวลงในแปลงนา

 

 

2 ความคิดเห็น:

  1. แหม จังหวะกำลังได้เลย

    ตอบลบ
  2. อยากให้ฟางฉิงมาช้าอีกนิด จังหวะมันกำลังได้

    ตอบลบ