วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแมไปไถนา-บทที่ 277 นางดีต่อเจ้าต่างไปจากผู้อื่น

 เหลียนฟางฉิงหาได้ตระหนักถึงความผิดปกติเลยสักนิดซ้ำยังเอาแต่บ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด

ได้สิ ได้สิ พวกเราไปกันเดี๋ยวนี้เลย!”เหลียนฟางโจบนสายตามองอาเจี่ยน แล้วพยักหน้าน้อยๆส่งยิ้มให้

 อาเจี่ยนส่งยิ้มกลับแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าไปเถิด!”

พอเห็นเหลียนฟางโจวจูงมือน้องสาวไปแล้ว อาเจี่ยนจึงหันหลังกลับแล้วเดินไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งซุนฉางซิงกำลังยืนรอเขาอยู่ใต้ร่มไม้ครึ้มเขียวขจีอยู่

เป็นอย่างที่อาเจี่ยนพูดไว้ไม่ผิด หลี่ซื่อกับลูกสาว จางเหลียง และซุนซื่อทั้งหมดล้วนเชื่อฟังหญิงสาว มิคาดว่าพวกเขาจะเข้ากับเธอได้ง่ายกว่าจ้าวซื่อในตอนครั้งกระโน้นเสียอีก  ไม่ว่าเธอจะวางแผนจัดแจงอะไร พวกเขาล้วนไม่มีข้อคัดค้าน

  องค์ประกอบที่เปลี่ยนไปอย่างเดียวคือเสี่ยวฮุยที่เหลียนฟางฉิงพามา

  หญิงสกังวลเรื่องสัญชาติญาณสัตว์ป่าของเสี่ยวฮุยซึ่งยากจะเปลี่ยน ทีแรกเหลียนฟางโจวไม่เห็นด้วยที่พามันมาที่นี่ แต่อาเจี่ยนกล่าวว่าไม่ช้าก็เร็วเสี่ยวฮุยจะเติบโตขึ้น และอีกไม่นานมันก็จะเข้าไปอยู่ในโลกของสัตว์ป่า มิสู้ให้มันทำความคุ้นเคยเสียตั้งแต่ยังเล็ก ถึงอย่างไร ตอนยังเล็กก็ยังพอควบคุมได้ พอมันโตขึ้น สัญชาติญาณสัตว์ป่าจะแสดงออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อถึงตอนนั้นก็คงจะคุมมันไม่อยู่แล้วจริง ๆ


  แต่ทว่าตอนนี้ เสี่ยวฮุยกำลังตื่นเต้นมากจนดวงตามัน่องประกายฉายแววกล้าไม่กลัวภัยออกมา มันคึกมากกระโดดโลดเต้นไปมาไม่หยุด เหลียนฟางฉิงต้องคอยดุเสียงลั่นเป็นระยะ ๆ แต่บางครั้งนางก็พูดอย่างนิ่มนวลอ่อนโยน ชัดเจนว่าปกติอีกฝ่ายมีนิสัยค่อนข้างเชื่อง จากสุนัขที่เชื่องชอบอยู่นิ่ง มิคาดว่าจะเปลี่ยนไป ยามนี้มันคึกคักตื่นเต้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เหลียนฟางโจวอดมองอีกหลายครั้งไม่ได้ พอเห็นเสี่ยวฮุยเป็นเช่นนี้ ในใจหญิงสาวจึงค่อนข้างบีบรัด เหนืออื่นใดนี่คือหมาป่านะ แม้จะเอามาเลี้ยงในบ้านตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข และมุนก็เชื่องกับคนในครอบครัวมาก แต่ถึงอย่างไรมันก็คือหมาป่าอยู่ดี และเมื่ิอเห็นว่าดวงตาทั้งคู่ของมันเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างสุดแสนตื่นเต้นในพื้นที่ป่านี้ ถึงได้รู้ว่าสัญชาติญาณของหมาป่านั้นสลักลึกแน่นมากเพียงใด

เหลียนฟางจวไม่มีทางเลือก ได้แต่ส่งยิ้มเตือนเหลียนฟางฉิงเรื่อย ๆ ให้นางดูแลเสี่ยวฮุยดี ๆ

 ซุนซื่อและหลี่ซื่อกับลูกสาวค่อนข้างหวาดกลัว พวกเขาพากันไปหลบตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลังเหลียนฟางโจวเป็นครั้งคราว และคอยมองสำรวจเสี่ยวฮุยอย่างหวาดระแวง

  

ตรงกันข้ามกับจางเหลียงที่ใคร่อยากลองก้าวเท้าเข้าไปหาแต่ถูกมารดาดึงเบา ๆให้หยุดอยู่นิ่ง ๆ เขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะยกยิ้ม

  ในฤดูใบไม้ผลิ สิ่งมีชีวิตทั้งมวลในภูเขาล้วนเจริญงอกงามดีจริง  มีเห็ดขึ้นอยู่มากมายมหาศาลยิ่งนัก ขนาดเมื่อปีที่แล้วพื้นที่ไม่กี่แห่งที่เคยไปนั้น นางก็คิดว่ามีเห็ดขึ้นมากมายแล้วแท้ ๆ

  เหลียนฟางโจวเชื่อฟังอาเจี่ยนที่ไม่ให้ไปในที่ๆมีป่ารกครึ้มเกินไป พวกนางจึงเพียงเดินท่อม ๆไปในพื้นที่ซึ่งมีต้นไม้ขึ้นบางตา และมีแสงแดดส่องถึงเพียงเท่านั้น

  พอเห็นเห็ด เธอก็อธิบายทุกคนให้พอเข้าใจโดยสังเขป ภายหลังก็ให้คำชี้แนะว่าควรเลือกเห็ดอย่างไร และเก็บอย่างไร แล้วเรียกให้ทุก ๆคนไปเก็บ

สำหรับเหลียนฟางฉินั้นไม่จำเป็นต้องช่วยเก็บ นางเพียงแต่คอยดูเสี่ยวฮุยของนางก็พอแล้ว

เสี่ยวฮุยไม่คอยเชื่องเลย มันวิ่งตะลอนไปตรงนั้นทีตรงนี้ทีทุกที่ทุกมุ เหลียนฟางโจวจึงสั่งการเหลียนเจ๋อ “เจ้าไม่ต้องตามพวกเราไปหรอก ไปคอยตามฉิงเอ๋อร์เสีย พวกเจ้าคอยดูเสี่ยวฮุยให้ดี! ส่วนพวกข้าจะไม่ไปในบริเวณที่มืดและชื้นแฉะ จะอยู่ในพื้นที่โล่งและสว่างแถวนี้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะ!”

เหลียนเจ๋อขบคิดสักครู่ จึงรับคำพร้อมรอยยิ้ม

เขาเหลือบมองจางเหลียงซึ่งกำลังจับจ้องตัวเขาอยู่ และยืนรออยู่อย่างกระสับกระสายด้วยสายตาอ้อนวอน ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่ ให้อาเหลียงไปกับข้าได้หรือไม่?”

จางเหลียงดีอกดีใจ พลางมองมารดาอย่างกังวล และหันมามองทางเหลียนฟางโจวอีกครั้ง

เหลียนฟางโจวก็ไม่กล้าอนุญาตโดยตรง ดังนั้นจึงหันไปมองหลี่ซื่อ

ไฉนหลี่ซื่อจะไม่รู้ว่าบุตรชายตนอยู่ในวัยอยากเล่นและอยากรู้อยากเห็นเล่ายากนักที่จะได้ออกมาเที่ยวในวันหยุดสักที ซ้ำนางยังรู้ความสามารถของเหลียนเจ๋อดี ครั้นแล้วจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “นายท่านรองออกปากมาเช่นนี้ เจ้าก็ไปเถิด อย่าเอาแต่วิ่งซุกซนนักเล่า ภูเขาใหญ่ต้นไม้ขึ้นรกครึ้ม หากหลงทาง หรือหกล้ม ก็อดเล่นสนุกนะและหากนายท่านรองและคุณหนูสี่มีคำสั่งอันใด ก็อย่าได้หลบเลี่ยงเล่า!”

จางเหลียงได้ยินมารดาอนุญาตก็ตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุด เขารีบพยักหน้าหงึกหงัก แต่ไม่ลืมคำสั่งสอนของหลี่ซื่อผู้เป็นมารดา จากนั้นจึงแสดงความขอบคุณเหลียนฟางโจวอย่างเต็มพิธีการ ก่อนจะกล่าวขอตัวแล้วเดินไปพร้อมเหลียนเจ๋อ

วันนี้โชคดีไม่เลว เห็ดที่พบมากเป็นส่วนใหญ่คือเห็ดจีโหยวจุน(เห็ดมันปู)ที่สดและอ่อนนุ่ม มีสีเหลืองอ่อน พื้นผิวอ่อนนุ่มเป็นมัน ไม่ว่าจะเอามาผัดน้ำมัน หรือทำเป็นสลัดราดซอส ก็ล้วนอร่อยชั้นหนึ่ง

คนทั้งสี่กระจุกตัวกันอยู่มุมหนึ่ง ทุกคนต่างนั่งยอง ๆบนพื้น พลางเก็บเห็ดอย่างเบามือ พร้อมกับพูดคุยกันอย่างสนุกสนานขณะเก็บไปด้วย

  วันนี้ เหลียนฟางโจวเตรียมกระสอบมาหลายใบโดยเฉพาะ ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป อย่างพวกเห็ดที่หายากสดใหม่และอ่อนนุ่มเช่นนี้ เธอตั้งใจจะบรรจุลงในกระสอบ เพื่อไม่ให้โดนกดทับหรือไม่ให้รสชาติและกลิ่นเสียไป

  เป็นเพราะเธอต้องการเอาเห็ดบางส่วนมาเป็นของขวัญ ถึงครอบครัวเธอจะสรรหาของขวัญราคาแพงมาไม่ได้ แต่เธอก็ตั้งใจใส่ความใส่ใจทั้งมวลลงไปในของขวัญเหล่านั้น

  หลังอาเจี่ยพบซุนฉางซิงที่นั่น อาเจี่ยนจึงเดินนำทางเขาตรงเข้าไปในภูเขา

ซุนฉางซิงอดหันหลังเหลือบมองไปในทิศทางที่แยจากเหลียนฟางโจวและคนอื่น ๆมาไม่ได้ เขาตบบ่าอาเจี่ยน พลางยิ้มนิดหนึ่งและขยิบตาให้อีกฝ่าย ครั้นแล้วจึงเอ่ยกระซิบพร้อมรอยยิ้ม “อาเจี่ยน ข้าคิดว่าแม่นางเหลียนดีต่อเจ้ามาก ถูกต้องไหม!”

คำกล่าวนี้อาเจี่ยนเห็นด้วยอย่างที่สุด

พอนึกย้อนถึงโชคชะตาที่พาเขาจับพลัดจับผลูมาถึงบ้านสกุลเหลียน ก็อดถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้ ชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ละกล่าวตามที่ใจรู้สึก “ใช่แล้ว ฟางโจว...นางดีต่อข้ามาก” ซ้ำยังพูดอีกหนึ่งประโยค “พวกเขาทั้งครอบครัวล้วนดีต่อข้ายิ่งนัก!”

  ใครจะรู้ว่าซุนฉางซิงเมื่อได้ยินถ้อยคำอีกฝ่าย ก็หัวเราะหยอกเย้า เขาเหลือบมองอาเจี่ยนแปลก ๆ และกำลังขบคิดว่าถ้อยคำที่เขาพูดมา อีกฝ่ายไม่เข้าใจจริง ๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่  เมื่อไม่เห็นข้อผิดสังเกตุใด ๆ ดังนั้นจึงแย้มยิ้มอีกครั้ง “ข้าไม่ได้จะพูดอย่างนั้น อาเจี่ยน เจ้าช่างน่าทึ่งจริง ๆ ข้าจะพูดอย่างไรดีนะเจ้าแตกต่างจากผู้คนในเมืองของเรา ซ้ำยังมีฝีมือเก่งกาจเยี่ยมยุทธ์นัก นี่หากไม่มีปีศาจตนใดมาทำให้ใจฟั่นเฟือน แยกดีชั่วไม่ออก ไม่ว่าใครย่อมทำดีต่อเจ้าทั้งนั้น”

เขาเข้ามาเอ่ยกระซิบกับอาเจี่ยนด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ “ข้าพูดว่าแม่นางเหลียนดีต่อเจ้า หมายถึงดีต่อเจ้าต่างไปจากคนอื่น ๆน่ะ”

  “ดีต่อข้าต่างจากคนอื่นรึ?”อาเจี่ยนตะลึงงัน ร่างกายพลันเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย

เขาแค่ไม่เคยคิดไปไกล ถึงกายจะอยู่ที่นั่นแต่ใจไม่เคยฉุกคิด  ไม่ใช่ว่าตนเองโง่

เพียงขบคิดเล็กน้อย เขาจึงเข้าใจถ้อยคำที่ซุนฉางซิงพูด

  ทันใดนั้น ความรู้สึกปิติยินดีอันเหลือเชื่อผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งในหัวใจดุจตาน้ำใสกระจ่างที่ขจัดความงุนงงสับสนทั้งมวลออกไปหัวใจ ใจของอาเจี่ยนพลันอ่อนโยนขึ้น พาให้สีหน้าท่าทางทั้งหมดดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซ้ำมุมปากและดวงตาก็ยกโค้งขึ้น ฉาบทาดวงหน้าให้อ่อนละมุน

  คล้ายตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้าง จิตวิญญาณทรงพลังอย่างชายชาตรีมึนงงสับสน รูปร่างที่เดิมสูงอยู่แล้วก็ยิ่งสูงขึ้น ทำใหซุนฉางซิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่ม พลันรับรู้ถึงความกดดันอันหนักอึ้งขนาดล้มคนได้ประเภทหนึ่ง ถึงกับล่าถอยไปยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่รู้ตัว

  ทว่าความรู้สึกปิติยินดีอย่างหาใดเทียบนี้ก็ถูกเจ้าตัวสะกดกลั้นไว้ในเวลาอันรวดเร็ว คล้ายเทียนซึ่งถูกเผาจนถึงนาทีสุดท้าย หลังสว่างลุกโชนวาบหนึ่ง ก็พลันมอดดับร่วงหล่นไปในความมืดมิดอันเวิ้งว้างว่างเปล่า

  ซุนฉางซิงอดตะลึงไปพักหนึ่งไม่ได้ พลันรู้สึกงุนงงเล็กน้อย และบังเกิดความไม่สบายใจสายหนึ่งขึ้นมาโดยปราศจากเหตุผล นึกบ่นในใจว่าเขาไม่น่าเย้าแหย่อาเจี่ยอย่างคึกคะนองเลย

  ขณะที่กำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น อาเจี่ยนก็หันหน้ามามองขาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าซาบซึ้งใจที่แม่นางเหลียนให้ที่พักพิงแก่ข้า ภายหน้าพี่ซุนอย่าได้พูดเรื่องล้อเล่นเช่นนั้นอีก อย่าได้เอาเรื่องเช่นนี้ไปเที่ยวพูดข้างนอกด้วย เพราะมันจะไม่ดีต่อแม่นางเหลียน”

  “โอ! ข้าไม่พูด ไม่พูด! ฮ่าฮ่า อย่าห่วงไปเลย ข้าจะไม่พูดอะไรแน่แม่นางเหลียนคือผู้มีพระคุณของครอบครัวเรา ข้าจะทำเรื่องซึ่งทำลายชื่อเสียงของนางได้อย่างไร” ซุนฉางซิงถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบพยักหน้า แต่ก็อดแอบมองอาเจี่ยนอย่างกังขาไม่ได้ นึกพูดในว่าไม่ผิดแน่  การแสดงออกของสองคนนั่นดูชัดแจ้งออกอย่างนั้น.....

อื้ม พี่ซุนเป็นผู้ที่ไว้ใจได้ ข้าเชื่อใจท่าน!”อาเจี่ยนผงกศีรษะ เอ่ยเสียงต่ำ

ซุนฉางซิงระบายยิ้ม แล้วรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาคุยกับชายหนุ่มเรื่องภูเขาเซียนเถิงซานแทน

......

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น