วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ไปไถนา-บทที่ 278 เก็บเห็ด

 ​ยามนี้อาเจี่ยนดูคล้ายจะเหม่อลอยอยู่หน่อย ๆ  ยามสนทนากันก็ถามคำตอบคำ

ซุนฉางซิงเองก็สัเกตุเห็นได้ชัดเจน  เขาเลยพลอยนิ่งเงียบไปโดยไม่รู้ตัว

จริง ๆแล้วในใจอาเจี่ยนรู้สึกเบื่อหน่ายและอึดอัดใจเล็กน้อย ชายหนุ่มอดคิดฟุ้งซ่านมิได้

ฟางโจว เจ้าชอบข้าหรือไม่? เจ้าปฏิบัติต่อข้าแตกต่างจากผู้อื่นจริง ๆหรือแค่คิดเรื่องนี้ อาเจี่ยนก็อดใจเต้นรัวไม่ได้ ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาจาง ๆ ความเบิกบานยินดีผุดขึ้นกลางใจอย่างบางเบา

ทว่ารอยยิ้มก็ยังไม่มากพอจะคืบคลานไปถึงมุมปากและดวงตา ชายหนุ่มลอบถอนหายใจคราหนึ่ง เขาจะคิดอะไรกับนางได้อย่างไรเขาคือคนที่จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตนเองคือใคร!

  ในเมื่อยังไม่รู้ว่าชีวิตในอดีตของตนเองเป็นอย่างไรแน่ เขาย่อมไม่กล้ามีความคิดใด ๆกับนาง เพราะมันจะไม่ยุติธรรมต่อตัวนางเอง


  อีกทั้ง จะเกิดอะไรขึ้นหากสถานะของเขาเป็นอุปสรรคขึ้นมาถึงตอนนั้นนางจะอยู่ด้วยตัวนางเองคนเดียวได้อย่างไร?

ทว่า เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่า หากวันหนึ่งเหลียนฟางโจวได้พบบุรุษที่นางมีใจให้ ได้กราบไหว้ฟ้าดินและเข้าห้องหอกับบุรุษผู้นั้น รวมทั้งมีลูกด้วยกัน และครองรักจนแก่ชราไปด้วยกันกับเขาผู้นั้น พอคิดขึ้นมาเช่นนี้ ใจเขาคล้ายไม่พอใจยิ่งนัก ซ้ำยังมีความขุ่นเคืองผุดขึ้นราง ๆ

  เขายังไม่อาจคิดเรื่องพวกนี้ได้ แล้วจะมีอารมณ์โกรธเคืองหงุดหงิดไปทำไม? อาศัยฐานะอะไรมาโกรธเคืองหงุดหงิดเล่า?

ซุนฉางซิงอดหันกลับไปมองไม่ได้ สิ่งที่เห็นคือสีหน้าอันยุ่งเหยิงของอาเจี่ยน เขาอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “น้องเจี่ยน เจ้ามีเรื่องอันใดรึมีเรื่องไม่สบายใจอันใดหรือเปล่า?

“ไม่สบายใจรึ?”อาเจี่ยนคิดขึ้นมา ใช่ เขาไม่สบายใจจริง ๆ ใจเขานี่แหละที่มันไม่สบาจริง ๆ

  “ไม่มีอะไร!” ชายหนุ่มสั่นศีรษะ คล้ายกำลังพยายามขจัดอารมณ์อันไม่พึงปรารถนาทิ้งไป

  เหลียนฟางโจวและคนอื่น ๆ เดินสำรวจพื้นที่ไปราวหกถึงเจ็ดแห่ง พร้อมกับเก็บเห็ดได้มากมายนัก โดยกระสอบที่พวกเขานำมามีเห็ดใส่เต็มทุกใบ แค่คน ๆเดียวก็ขนกระสอบใหญ่น้อยราวสองถึงสามใบออกมาจากชายป่าแล้ว

“ข้านึกไม่ถึงเลยว่าจะมีเห็ดมากมายมหาศาลในหุบเขาแห่งนี้! ดูสิ มีเห็ดขึ้นชุกชุมไปหมดทุกที่เลย!”ซุนชื่ออดถอนหายใจไม่ได้

  หลี่ซื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่นี่ไม่มีใครมา ภายหน้าย่อมจะมีเห็ดให้เก็บมากกว่านี้อีก! หากพวกเราสามารถมาที่นี่ได้เป็นครั้งคราว!มาเดินเก็บเห็ดเอากลับไปปรุงเป็นอาหาร ก็ดีเหมือนกันนะ

ซุนซื่อหันไปกวาดตามองสำรวจไปทั่ว ดูคล้ายกำลังทอดมองภูเขาเขียวขจีอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด ครั้นแล้วก็บังเกิดความหนาวยะเยือกตีตื้นขึ้นมาในกาย จึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เพียงแต่ต้องมีคนมากมายเหมือนอย่างในวันนี้ หากมีคนแค่สองสามคน คงไม่มีใครกล้ามากันหรอกสถานที่นี้ มันไม่ดีเลิศนักหรอกนะ!”

 หลี่ซื่ออึ้งไป และอดจิตนาการว่าตนเองอยู่ในป่าที่ไร้ขอบเหตุแห่งนี้ตามลำพังไม่ได้ รอบตัวนางมีแต่ความเงียบงัน แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ยัเงียบงันและวังเวง และไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาจากป่าลึกรกชัฏเมื่อไร หรือหากนางเกิดพลั้งเผลอล้มลงไปแข้งขาหัก จะร้องตะโกนเรียกไปถึงสวรรค์ชั้นไหน ก็คงไม่มีผู้ใดตอบกลับมา...

นางอดหนาวยะเยือกขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นจึงพยายามฝืนยิ้ม“ข้าไม่สงสัยแล้ว ไม่สงสัยแล้วว่าสถานที่แห่งนี้แม้ในตอนกลางวัน ก็คงไม่มีใครมาที่นี่....”

เป็นอย่างนั้น!”ซุนซื่อถอนหายใจ “เมื่อก่อนครอบครัวข้าพึ่งพาการล่าสัตว์ในสถานที่แห่งนี้ จึงพอประคองชีวิตครอบครัวไปได้ เฮ้อ ในทุกวันที่เขาออกไป ใจข้าไม่เคยสงบเลย เคราะห์ดี ที่แม่นางเหลียนให้งานพวกเราทำ ไม่เช่นนั้น ไม่รู้ว่าวันคืนเช่นนั้นจะจบลงเมื่อใดแม่นางเหลียนเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเราจริง ๆ !สำหรับเรื่องนี้ให้ข้าขอบคุณเท่าไรก็ยังไม่เคยพอ!”

  “ป้า อย่าพูดอย่างนั้นเลย ไม่ใช่เป็นเพราะว่าบ้านข้าขาดคนหรอกรึ!” เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “พวกท่านเอาแต่พูดเช่นนี้ตลอด ข้าอายุยังน้อยอยู่นะ ประเดี๋ยวได้อายุไม่ยืนกันพอดี!”

  พอกล่าวจบ หลายคนก็หัวเราะกันครืน

  “พี่ใหญ่ ! พี่ใหญ่!”ไม่รู้ว่าเหลียนฟางฉิงโผล่มาจที่ใด ดวงตาใสแจ๋วของเด็กน้อยเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น นางร้องตะโกนวิ่งไปหาเหลียนฟางโจว มือข้างหนึ่งกำหูยาว ๆของกระต่ายไว้แน่น

กระต่ายตัวนั้นถูกนางหิ้วไว้เช่นนี้ สองขาหน้า สองขาหลังของมันตะกายไปมาคล้ายดกำลังก้าวเดินไม่หยุด ท่าทางแบบนั้นดูพิลึกและตลกมาก

วิ่งช้า ๆหน่อยสิ ระวังจะล้มกลิ้งเอานะ!”เหลียนฟางโจวเห็นน้องสาววิ่งกระย่องกระแย่ง ก็อดร้องออกมาไม่ได้

  ทั้งหลี่ซื่อและซุนซื่อต่างหัวเราะแกมประหลาดใจ “โอ กระต่ายตัวใหญ่อะไรเช่นนี้คุณหนูสี่ไปเอามาจากไหนกันเจ้าคะ!”

ขณะพูดยังไม่ทันจบ เหลียนฟางฉิงก็วิ่งมาถึงคนทั้งกลุ่มแล้ว ก่อนจะชูกระต่ายขึ้นมาตรงหน้าอย่างพึงพอใจราวกับอยากให้ดูสิ่งของล้ำค่า “พี่ใหญ่ เสี่ยวฮุยจับเจ้านี่ได้ล่ะ! เสี่ยวฮุยเก่งกาจน่าทึ่งนัก ท่านเห็นไหม กระต่ายตัวนี้ไม่บาดเจ็บไม่มีแผลเลย! พี่ใหญ่ ข้าเอามันไปเลี้ยงที่บ้านได้หรือไม่?”

“โอ จริงด้วย ๆ! ไม่มีรอยเขี้ยวเลยแม้แต่รอยเดียว!”หลื่ซื่อและซุนซื่อพากันประหลาดใจ ส่วนจางซิ่วเอ๋อร์กอดเพ่งมองมันอยู่หลายครั้งไม่ได้

เหลียนฟางโจวยิ้มและพูดว่า “หากเจ้าชอบเลี้ยง ก็เลี้ยงเถิด กลับไปสร้างกรงแล้วเอาไปเลี้ยงในกรง อย่าให้มันไปทำให้ลานบ้านรกสกปรกเล่า อีกอย่าง อย่ามัวแต่โอ้เอ้ให้อาหาไก่ล่าช้าด้วยล่ะ!”

“ไม่ ไม่! ไม่โอ้เอ้หรอกเจ้าค่ะ!!”เหลียนฟางฉิงเห็นพี่สาวยินยอม ก็หัวเราะแล้วเอ่ยด้วยความตื่นเต้นดีใจ

  เหลียนเจ๋อและจางเหลียงก็ตามเข้ามาหา เสี่ยวฮุยซึ่งสดใสแข็งแรง ก็วิ่งกระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆพวกเขาอย่างคึกคักบ้าพลัง

  เหลียนเจ๋อทักทายเหลียนฟางโจวและคนอื่นๆด้วยรอยยิ้มดวงเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แล้วพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น“พี่ใหญ่ เสี่ยวฮุยแข็งแรงน่าทึ่งจริงๆ จู่ ๆมันก็กระโดดเข้าไปในพงหญ้าตรงหน้า ทำให้พวกเราตกใจจนสะดุ้งโหยงเลย ข้าไม่คิดว่ามันจะวิ่งไปจับกระต่ายพี่ใหญ่ ภายหน้าเราเอาเจ้าเสี่ยวฮุยไปล่าสัตว์ด้วยกันเถิดนะ!”

เหลียนเจ๋อคิดแล้วก็เสียใจ แค่ตอนนี้ที่พวกเขาสามคนเดินเล่นกันไปตลอดทาง ไม่รู้ว่ามีเหยื่อจำนวนเท่าไรที่หลบซ่อนตัวอยู่!หากคราวหน้าพาเสี่ยวฮุยไปล่าสัตว์ มันจะต้องแสดงฝีมือดีมากกว่าตอนนี้แน่....

  เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ เมื่ออาเจี่ยนกลับมาแล้วก็ไปคุยกับเขาเถิด!”

หลี่ซื่อเห็นลูกชายหอบรังนกขนาดใหญ่มาเต็มสองมือ กล่าวได้ว่ารังนกมีขนาดใหญ่เกือบเท่ารังของไก่ ลูกชายหอบมาเต็มอ้อมอกเลย ดูคล้ายลูกหินกลมใหญ่

  หลี่ซื่ออดมองสำรวจไม่ได้ ครั้นแล้วจึงถามขึ้น “นี่คืออะไรกัน?”

จางเหลียงเอ่ย “เป็นรังไก่ฟ้า มีลูกไก่ฟ้าตัวเล็ก ๆหลายตัวอยู่ข้างในขอรับ! เอ้อ มีไข่นกป่าหลายสิบฟองจากรังนกที่อื่นด้วย!คุณหนูสี่บอกว่าพวกเขาจะเอาพวกมันกลับไปลี้ยงที่บ้าน

จางเหลียงบอกว่าเป็นของที่เหลียนฟางฉิอยากได้ “อ้อ” หลังจากเปล่งเสียงขึ้นหนึ่งครั้ง หลี่ซื่อจึงไม่ถามอีกต่อไป

  “ลูกไก่ฟ้าตัวน้อย ๆรึไม่รู้ว่าหน้าตาพวกมันเป็นเช่นไร!”จางซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามามองสำรวจดูอย่างอยากรู้อยากเห็น

เหลียนฟางโจวหันไปทางเหลียนฟางฉิง

  เหลียนฟางฉิงผู้ซึ่งเอากระต่ายป่าที่ดิ้นเตะเท้าไปมายัดใส่มือเหลียนเจ๋อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นดังนั้น เด็กน้อยก็คลี่ยิ้มและรีบบอกเหลียนฟางโจวอย่างออดอ้อน “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ให้ข้าเลี้ยงนะ ได้ไหมข้าสามารถดูแลพวกมันได้นะ พี่ใหญ่นะ!”

  เหลียนฟางโจวจิตใจวูบไหว เมื่อคิดว่าหากภายหน้าพวกมันออกลูกออกหลานมาเพิ่มอีก ทำฟาร์มเลี้ยงไก่ฟ้าก็นับว่าดีเหมือนกัน และในเมื่อเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้มีใจอยากเลี้ยง ทดลองเลี้ยงดูสักครั้ง คงไม่เสียหายอันใดหรอกกระมัง

เหลียนฟางฉิงเก่งที่สุดในเรื่องสังเกตคำพูดและสีหน้าท่าทางคน พอเห็นพี่สาวนางคลายใจลง นางก็คร้านจะทำตัวคล้ายเด็กเล็กอีกต่อไป ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้นมา “พี่ใหญ่ ข้าจะดูแลลูกไก่ฟ้าในเล้าไก่และเลี้ยงพวกมันกับไก่ของเรา ดีหรือไม่? พอพวกมันโตขึ้น ก็ให้ติดตามข้าคล้ายเสี่ยวฮุย ต่อให้พวกมันมีปีก ก็จะไม่บินหนีไปแน่นอน!”

หลี่ซื่อฟังแล้วก็หัวเราะขำ

 เหลียนฟางโจวเองก็ทั้งขำทั้งฉุน หญิงสาวหุบยิ้มแล้วพูดขึ้น“หากเจ้าต้องการเลี้ยง ก็ไม่เป็นไร! และเมื่อพวกมันโตขึ้น ข้าไม่สนหรอว่าพวกมันจะตามติดเจ้า หรือจะบินหนีไป แต่ไม่ให้เอาไปเลี้ยงปนกับไก่บ้าน เจ้าเอาพวกมันไปเลี้ยที่ลานหลังบ้านเถิด! ฉิงเอ๋อร์ เจ้าต้องจำไว้ว่า ต้องคอยหมั่นให้เล้าไก่สะอาดและปลอดเชื้ออยู่เสมอ นอกจากไก่พวกนั้นแล้ว ไม่ให้เอาตัวอะไรอื่นมาเลี้ยงไว้ที่นั่น เข้าใจหรือไม่?”

    ...

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น