วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแไปไถนา-279 ความกลัดกลุ้มของเด็กหนุ่ม

 น้ำเสียงของเหลียนฟางโจวฟังดูจริงจังนัก เหลียนฟางฉิงจึงรีบรับปากและมีท่าทีสำรวมขึ้น ครั้นแล้วก็ถามด้วยความอยากรู้ “เหตุใดข้าถึงเอามันไปไว้ที่นั่นไม่ได้ที่นั่นมีพื้นที่ออกกว้างใหญ่เอาไปเลี้ยงที่นั่นก็ไม่แออัดสักหน่อย!”

เรื่องนี้จริง ๆแล้วกระทั่งเหลียนฟางโจองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ครั้นแล้วจึงเอ่ยว่า “สรุปสั้น ๆก็คือไม่ได้  การที่มีของหลายสิ่งมาปนกัน ทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่พันธุ์ได้ง่าย หากเกิดโรคระบาดรุนแรง ก็ยิ่งยากจะจัดการ! ดังนั้น เจ้าเอาสัตว์ต่างสายพันธุ์มาเลี้ยงปะปนกันไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”

ไม่ต้องพูดถึงในยุคสมัยโบราณนี้เลย แม้แต่ในยุคสมัยใหม่ ทันทีที่เกิดโรคระบาดขึ้นในฟาร์มเหล่านั้น มันก็คือหายนะดี ๆนี่เอง เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น ต่อให้มีคนดูแลอยู่ ก็รับมือแก้ไขไม่ทันหรอก  และทุกวันนี้ก็ไม่มียาฆ่าเชื้อ ไม่มียาเม็ดหรือยาน้ำสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจึงยิ่งต้องเอาใจใส่ในข้อนี้ให้มากขึ้น

เหลียนฟางฉิงและคนอื่น ๆ ไม่เคยเห็นฟาร์มมากมายหลายพันแห่งเหมือนตนเอง พวกเขาย่อมไม่รู้จักความน่ากลัวของโรคระบาดร้ายแรงนี้แน่


  ตั้งแต่เหลียนฟางฉิงดูแลเรื่องเลี้ยงไก่ นางได้ยินถ้อยคำแปลกใหม่นับไม่ถ้วนจากพี่สาว เด็กน้อยเอียงคอครุ่นคิดเรื่องนี้ พร้อมกับสอบถามต่ออีกสองสามคำถาม ครั้นแล้วนางจึงเข้าใจ

  หลี่ซื่อไม่เข้าใจ แต่นางไม่จำเป็นต้องเข้าใจ นางแค่ลงมือทำเท่านั้น

ซุนซื่ออดเหลือบสายตามองเหลียนฟางโจวไม่ได้ ครั้นแล้วถึงพรูลมหายใจออกมา “แม่นางเหลียนช่างทรงภูมิรู้จริง ๆ เรื่องนี้ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด!”

“พี่สาวข้าฉลาด และบ่อยครั้งข้าก็ไม่เข้าใจคำพูดของนางเหมือนกัน!” เหลียนฟางฉิงระบายยิ้มเต็มใบหน้า แล้วทุก ๆคนก็หัวเราะเมื่อได้ยิน

ล่วงเลยมาสักพักใหญ่ คนทั้งหลายก็ช่วยกันวางกระสอบซึ่งบรรจุเห็ดจนเต็มเปี่ยมไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ ฝ่ายเหลียนเจ๋อไปหาเถาหวายมาผูกขากระต่าย แล้วโยนมันไว้ข้าง ๆ

จางเหลียนวางรังไก่ฟ้าบนพื้นอย่างเบามือ และแล้วสายตาก็เหลือบเห็นเสี่ยวฮุย คิดไปคิดมาสักพัก ครั้นแล้วจึงอุ้มรังไก่ฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มหอบรังไก่ฟ้าไปไว้ตรงพุ่มไม้ข้าง ๆ  โดยวางมันลงบนกิ่งก้านสูง ๆของพุ่มไม้ที่ดูมั่นคงปลอดภัย

  พอเด็กชายหันหน้ากลับไป ก็เห็นเหลียนฟางฉิง กำลังยืนจ้องเขาด้วยดวงตาใสแจ๋วเป็นประกาย เขาก็อดหน้าแดงไม่ได้ จึงเกาศีรษะ แล้วรีบเดินเข้ามาหา ครั้นแล้วจึงเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “คุณหนูสี่ บ่าววางรังไก่ฟ้าให้สูงขึ้นหน่อย จะได้ปลอดภัยเผื่อว่าเสี่ยวฮุยมันเกิดซนเข้า....”

เหลียนฟางฉิงพลันนึกขึ้นได้ ดวงตาฉ่ำน้ำของเด็กหญิงลันเปล่งประกายวาววับ ครั้นแล้วจึงปรบมือหัวเราะ “อาเหลียง เจ้าเป็นคนช่างคิด ช่างเอาใจใส่ดีแท้!”

เมื่อนางพูดไป นางก็โบกไม้โบกมือและร้องตะโกน “พี่รองพี่รอง!”พอเห็นเหลียนเจ๋อมองมาก็เอ่ยขึ้น “ท่านวางกระต่ายข้าไว้สูงกว่าเดิมหน่อยนะ เผื่อมันโดนเสี่ยเซฮุนทำบาดเจ็บเอาได้!"

เหลียนเจ๋อก็คิดเหมือนกัน แม้ว่าเสี่ยวฮุยไม่ได้กัดกระต่ายตอนมันคาบเอามาอวด แต่ใครเล่าจะรู้ว่า จู่ ๆ มันจะเกิดเลือดร้อนขึ้นมาตอนไหน?

  ดังนั้นเขาจึงเดินไปอุ้มกระต่ายแล้ววางไว้บนตอไม้แข็ง ๆ  แต่ปากมิวายพูดติดตลก “หากเจ้านี่ไปโดนฟัดจนได้แผลมา ก็ช่างมันเถิด!ประเดี๋ยวให้เสี่ยวฮุยจับมาให้อีกตัว!”

เหลียนฟางฉิงโดนพี่ชายเย้าแหย่ จึงทำปากยู่แล้วทำหน้างอนใส่

ผู้เป็นพี่ชายหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินไปช่วยเหลียนฟางโจวและคนอื่น ๆเก็บกิ่งไม้แห้งเพื่อเตรียมประกอบอาหารมื้อกลางวัน

จางเหลียงผู้ซึ่งได้รับคำชมจากเหลียนฟางฉิง ก็แย้มยิ้มจนปากแทบฉีกถึงรูหู เด็กชายมีเพียงความอิ่มเอมเต็มหัวใจ รู้สึกตัวเบาแทบจะลอยได้

ความกล้าของเด็กชายเพิ่มพูนขึ้น เขาอดใจไม่ไหวจึงยิ้มและพูดกับเหลียนฟางฉิอย่างเกรง ๆ “คุณหนูสี่ ข้าได้ยินว่าลูกไก่ชอบกินแมลง มีตั๊กแตนมากมายบนทุ่งหญ้าริมแม่น้ำ บ่าวจะช่วยท่านจับมาป้อนเป็นอาหารให้พวกมันดีหรือไม่ขอรับและยังกุ้งตัวเล็กๆ ในแม่น้ำอีก....”

เหลียนฟางฉิยิ่งฟังก็ยิ่งชอบใจ จึงพยักหน้าแย้มยิ้ม “เช่นนั้นก็ดี อา..ดีเลยเจ้าจับตั๊กแตนเอามาให้ข้าที่บ้านก็แล้วกัน! เจ้าใจดีมากเลย...อาเหลียง!”

จางเหลียงตะลึงงันไป ตึ้ง” พลันใบหน้าของเด็กหนุ่มก็แดงก่ำขึ้นมาทันใด เขาอ้าปากจะพูดแต่กลับพูดไม่ออกสัคำ จึงได้แต่ก้มหน้าซ่อนความแตกตื่นเอาไว้ ขณะยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ

พอเหลียนฟางฉิงเห็นอีกฝ่ายขวยเขิน ก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี พลางอดหัวเราะคิกคักไม่ได้ แต่พอเห็นเขาคล้ายจะขัดเขินหนักขึ้น เลยไม่กล้าเย้าแหย่อีก แล้วรีบพูดด้วยความเป็นห่วง “เจ้าเป็นอะไรไปไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ทำไมหน้าแดงจังเลย?”

หัวใจของจางเหลียงเต้นโลดถึงคอหอย เด็กชายตื่นเต้นไปทั้งตัว จึงรีบโบกมือ “ไม่ ไม่! บ่าว บางทีอาจเป็นเพราะดวงอาทิตย์มันดวงใหญ่ไปหน่อย...”

ขาขาดความมั่นใจจนไม่กล้ามองเหลียนฟางฉิงอีก ได้แต่ก้มหน้าจ้องมองนิ้วเท้าตเอง บางทีดวงอาทิตย์คงดวงโตไปหน่อยจริง ๆ เด็กชายรู้สึกเพียงว่าหน้าผาก ใบหน้า ลำคอ ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใจมีแต่ความสับสนอลหม่านว้าวุ่นอย่างหนัก 

เหลียนฟางฉิงไม่ได้นึกสงสัยอันใด ครั้นแล้วจึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้น...เจ้าก็นั่งพักใต้ร่มไม้ตรงนี้ก่อนแล้วกัน ข้าจะไปหาพี่สาวข้าตรงโน้นก่อน!”

อื้ม อื้ม! คุณหนูสี่เดินช้า ๆนะขอรับ!”จางเหลียงแอบโล่งอกพลางพยักหน้าหงึกหงัก

เหลียนฟางฉิส่งยิ้มให้แล้วเดินจากไป

  หลังจากนางหันกายไปแล้ว  จางเหลียงจึงเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ ขณะเฝ้ามองแผ่นหลังบอบบางเคลื่อนห่างออกไป นางย่างเท้าอย่างบางเบาคล้ายผีเสื้อเต้นระบำท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ จางเหลียงอดมองอย่างเคลิบเคลิ้มหน่อย ๆไม่ได้ เด็กหนุ่มนึกในใจ คุณหนูสี่เกิดมามีรูปร่างหน้าตางดงามจริง ๆ นิสัยก็ดีมาก ข้าไม่เคยเห็นใครที่งดงามทั้งกายและใจเช่นนี้มาก่อน...

ตอนขามา ​เหลียนฟางโจวและทุกคนคนในคณะได้หอบเอาไข่ต้มรวมทั้งถู่เต้าหวานดิบ(มันฝรั่งหวาน) และเผือกดิบมาเป็นอันมาก ยามนี้ทุกอย่างถูกฝังกลบในขี้เถ้า ไม่ไกลจากบริเวณที่นั่งพูดคุยหัวเราะกัน มีการเติมฟืนเพิ่มไฟเป็นครั้งคราว ทุกคนต่างนั่งรอให้อาหารสุก

เดือนสี่เป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ดวงอาทิตย์เริ่มร้อนแรงแผดเผาแล้ว แต่อยู่ในภูเขาที่นี่ ทุกที่มีแต่ร่มเงาของหมู่แมกไม้ ทำให้ไม่รู้สึกว่าร้อนแต่อย่างใด

เมื่อคิดถึงลำธารสายนั้น เหลียนเจ๋อและหลียนฟางฉิงสองคนพร้อมด้วยเสี่ยวฮุย บอกว่าจะไปจับปลาที่นั่น เหลียนฟางโจวได้ฟังแล้ว ก็อดรู้สึกคันยุบยิบในใจไม่ได้ ครั้นแล้วก็ขอไปด้วย ซ้ำยังชวนจางซิ่วเอ๋อร์ร่วมทางไปอีกคน

​เห็นจางซิ่วเอ๋อร์อึกอักลังเล เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยแย้มยิ้ม “เจ้ายังไม่อยากไป ก็ดูไฟที่นี่เถิด!”

  จางซิ่วเอ๋อร์รีบยิ้มตอบรับ “เจ้าค่ะ” แล้วให้รู้สึกโล่งอก นางเป็นคนเงียบ ๆไม่ค่อยชอบเล่นสนุกนัก

หลี่ซื่อและซุนซื่อเห็นพี่น้องสามคนหัวเราะและเดินจากไปอย่างร่าเริง ซุนซื่ออดยิ้มและถอนหายใจไม่ได้ “แม่นางเหลียนดูมีความสามารถมาก แต่จิตใจยังคล้ายเด็กอยู่บ้าง ดังนั้นถึงโตแล้วก็ยังชอบเล่นสนุกอยู่!”

  วาจานี้หลี่ซื่อในฐานะบ่าวไพร่ พูดออกไปคงไม่ดี จึงได้แต่ส่งยิ้ม

ซุนซื่อจึงรู้สึกตัวและเลิกพูดเรื่องนี้อีก แล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องสัพเพเหระแทน สองคนคุยกันอย่างออกรส ส่วนจางซิ่วเอ๋อร์ได้แต่นั่งฟังอยู่ข้างๆอย่างอดทน นาน ๆครั้ง ก็เอามืออังไฟเล่น

  จางเหลียงซึ่งนั่งเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ เงยหน้ามองกิ่งก้านและใบด้วยดวงหน้าเหม่อลอย หัวใจเขาเต้นรัวไปพักใหญ่ ก่อนจะสงบลง หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้ง ก็แน่ใจว่าเขาคงมีท่าทางดูไม่ต่างไปจากตอนปกติธรรมดาแล้ว  จึงค่อย ดินช้า ๆ ตรงไปหาหลี่ซื่อและคนอื่น ๆ 

เอ๋ คุณหนูสี่ไปไหนแล้วขอรับ?” จางเหลียงไม่เห็นเหลียนฟางฉิง จึงนึกผิดหวัง แล้วอดโพล่งออกมาไม่ได้

  หลี่ซื่อสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของบุตรชายมาตั้งแต่วันแรก ๆแล้ว เขาดูจะเอาใจใส่คุณหนูสี่มากเกินไป บางครั้งก็แอบมองคุณหนูสี่อยู่บ่อย ๆ ยามนี้เมื่อได้ยินเขาเปิดปากถามหาคุณหนูสี่ นางก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ

ต่อหน้าซุนซื่อ นางไม่กล้าแสดงออก ซ้ำยังกังวลกลัวซุนซื่อจะได้ยินหรือเห็นความผิดปกติอะไรเข้า

  ...

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น