วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแมไปไถนา-บทที่ 280 เหยื่อ

 สิ่งที่เขาพูดหากเกิดรู้ถึงหูแม่นางเหลียนเข้า แล้วแม่นางเหลียนเกิดขายบุตรชายตนออกไป นางจะสามารถพูดอะไรได้บางที ก็อาจขายทิ้งไปทั้งครอบครัวเลย แล้วชะตากรรมครอบครัวนางจะไปจบลงที่ใดเล่า?

 ยิ่งคิด นางก็ยิ่งหวาดหวั่น และยิ่งคิด ก็รู้สึกเหน็บหนาวในใจ มือที่อยู่ข้างตัวกำแน่น นางนึกพูดกับตนเองในใจ รอกลับไปคืนนี้ นางต้องอบรมเขา ต้องให้เขาตัดใจเสียแต่เนิ่น ๆ จะลากยาวต่อไปไม่ได้อีกแล้ว!

นางเหลือบมองบุตรชายแวบหนึ่ง และเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “นายท่านทั้งสามบอกว่าพวกเขาจะไปเล่นแถวริมลำธาร ส่วนเจ้าไม่เหนื่อยหรือไรนั่งลงพักบ้างเถิด”

  จางเหลียงได้ยินว่าเหลียนฟางฉิงและคนอื่นๆไปที่ริมลำธารกัน ดวงตาเขาทอประกายวาววับในทีแรก กำลังจะบอกว่าเขาจะไปด้วย ทันใดนั้น ก็เจอกับสายตาเย็นชากระด้างของผู้เป็นมารดา จึงชะงักป คล้ายจะเข้าใจอะไรขึ้นมาลาง ๆ ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันมืดครึ้มลง เขาเปล่งเสียงในลำคอ “อืม” และนั่งลงอย่างว่าง่าย 


ซุนซื่อเองเหลือบมองเด็กหนุ่มและยิ้มให้หลี่ซื่อ “ไม่มีเด็กที่ไหนไม่อยากเล่นสนุกหรอก ข้าคิดว่าอาเหลียงไม่ใช่คนที่ไม่รู้หนักเบา เจ้ายังกลัวว่าเขาจะวิ่งเล่นไปทั่วมุดโน่นมานี่รึไฉนถึงกักตัวเขาไว้เล่า?”

  

หลี่ซื่อหัวเราะ “เขายังเป็นเด็กตรงไหนปีหน้าก็จะอายุ 13 หนาแล้ว ก็สมควรสำรวมตัวเองด้วย!”นางพูดพลางถอนหายใจ “เราเป็นบ่าวไพร่ เราต้องรู้หน้าที่ของบ่าวไพร่ เอาแต่คิดทำตามใจตนเองได้ที่ไหนกัน?”

“นั่นก็จริงเนอะ!” ซุนซื่อพยักหน้าด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “แม่นางเหลียนปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา พวกท่านช่างโชคดีนัก!”

  “ไม่หรอก ครอบครัวเราได้แต่เพียงทำหน้าที่ให้ดีที่สุดซื่อสัตย์ภักดีต่อเจ้านาย อีกทั้งไม่ทำตัวไร้ประโยชน์ และให้ความเคารพเจ้านาย !” หลี่ซื่อพูดอีกครั้ง

  ใจของจางเหลียงคล้ายถูกทิ่มแทงอย่างแรง ใบหน้าเด็กชายซีดเผือดลง ในยามนี้ ใจเขาคล้ายถูกคว้านจนเป็นโพรง เด็กหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า หูไม่อาจได้ยินถ้อยคำที่มารดาพูดอีก คล้ายว่ากระทั่งตัวเอง ก็ยังมีแต่ความว่างเปล่า

  ท่ามกลางความสับสนอลหม่านในใจ เสียงหัวเราะหวานใสปานกระดิ่งเงินดังแว่วมา ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาถูกดึงออกมาจากความสับสนอลหม่าน แล้วกระจ่างชัดขึ้นมากในทันที

  จางเหลียงอดเงยหน้ามองไปในทิศทางของเสียงหัวเราะไม่ได้ ใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสเข้ามาในครรลองสายตา ดูเปล่งประกายเจิดจ้าบาดตานัก เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ก็ยิ่งสว่างสดใสเป็นประกาย

ใจเขารู้สึกเจ็บปวดจนต้องก้มหน้าไม่กล้ามองดูอีก

  มารดาเขาพูดถูก เขาคือบ่าวไพร่ ต้องเคารพและจงรักภักดีต่อเจ้านาย ความคิดเช่นนั้นมันเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง และไม่จำเป็นแม้แต่จะคิดว่ามันเป็นไปได้ด้วย

  เขามันบ้าจริง ๆ คุณหนูสี่รูปโฉมงดงามประดุจเทพธิดา เขากล้าคิดเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?

“ป้าจาง ป้าซุน พี่ซิ่วเอ๋อร์ อาเหลียง ดูสิพวกเราจับปลามาได้มากมายเลยเรามากินมื้อเที่ยงอร่อย ๆ กันเถิด! พี่รองข้าเก่งกาจจริง ๆ เสี่ยวฮุยเองก็สามารถชี้ตำแหน่งให้เขาลงมือจับได้ด้วย!” เหลียนฟางฉิงยิ้มแย้มเบิกบานมีความสุข

หลี่ซื่อและคนอื่น ๆ ทักทายคนทั้งสามแล้วก็เอาปลาจากในมือของเหลียนฟางโจวและคนอื่น ๆมาล้างทำความสะอาด พอได้ยินเรื่องเล่าทุกคนก็อดหัวเราะไม่ได้

เหลียนเจ๋ออดหัวเราะไม่ได้ และเอ่ยอย่างจนใจ “ไป ไป ! เจ้านี่จริง ๆเลย น้องสาวที่งดงามของข้า!”

  จางเหลียงยังคงอยู่ในอิริยาบทเดิม หลี่ซื่อจึงคลี่ยิ้ม พลางคิดว่าบุตรชายนางคงอดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้ คุณหนูสี่เกิดมาหน้าตาน่ารักดุจหยกหิมะ คิ้วตาโค้งงาม เปล่งประกายเจิดจ้าไปทั้งตัว นางอยู่ที่ไหนที่นั่นจะมีแต่เสียงหัวเราะ บ่าวไพร่ของสกุลเหลียนล้วนเคารพยำเกรงแม่นางหลียน แต่กับคุณหนูสี่ไม่มีใครไม่ชอบนางเลย ทุกคนล้วนมีแต่คอยเอาใจ

 

  ที่จริงแล้ว บุคลิกนิสัยของนางช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจนัก

  บุตรชายตนและคุณหนูสี่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงไม่สงสัยเลยที่เขาจะตกหลุมรักอีกฝ่าย

น่าเวทนาแท้ จะมีประโยชน์อันใดเล่า !

  เจ้านายก็อยู่ส่วนเจ้านาย บ่าวไพร่ก็อยู่ส่วนบ่าวไพร่ สถานะนี้คือช่องว่างซึ่งไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ แม่นาเหลียนผู้มีจิตเมตตาปฏิบัติต่อผู้คนดีนัก แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่ หากคุณหนูใหญ่เกิดมีโทสะขึ้นมา วิธีแก้ปัญหาของนางพูดได้เลยว่าต้องเหี้ยมโหดปานฟ้าถล่มดินทะลายแน่ ซึ่งนางมิได้กล่าวเกินจริงเลยสักนิดด้วย!

หากคุณหนูรู้ว่าบุตรชายคนเล็กของตนตกหลุมรักน้องสาวสุดที่รักของนาง นางจะไม่หงุดหงิดได้รึ?

เอาปลานี่มาย่างให้หมดแล้วกันยามเดินทางมา ข้าตั้งใจหอบเอาเครื่องปรุงมาช่วยเพิ่มรสชาติด้วย!”เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มพลางล้วงเอาห่อกระดาษสีเหลืองสองห่อจากตัว

หนึ่งห่อคือเกลือละเอียด และอีกห่อคือเครื่องปรุงที่ผสมกันด้วยพริกไทยและพริกบดละเอียด

หลี่ซื่อรับมา พลางแย้มยิ้มรับคำ ครั้นแล้วทุกคนก็ยุ่งกันมือเป็นระวิง

หลังจากนั้นสักพัก กลิ่นหอมเข้มของปลาที่ก็ฟุ้กระจายไปทั่ว ชวนให้น้ำสายสอนัก

มีปลาชุกชุมในลำธารบนภูเขา และเหลียนเจ๋อก็ช่างคล่องแคล่วว่องไวนัก แม้ทั้งสามคนไปไม่นาน แต่ก็จับปลามาได้หลายสิบตัว

ทุกคนต่างกินปลากันอย่างเอร็ดอร่อย และตั้งใจเหลือปลาตัวใหญ่ที่สุดสองตัวย่างไฟอ่อน ๆไว้ฟากหนึ่ง ซึ่งเตรียมไว้ให้อาเจี่ยนและซุนฉางซิง

  ท้องฟ้าในหุบเขาดูจะมืดเร็วกว่าที่พื้นราบ เพียงหลังยามเ เงาหนาใหญ่ของภูเขาก็ทอดยาวลงมา ภายใต้เงาดำใหญ่ของหุบเขา แสงระยิบระยับจากดวงอาทิตย์ก็พอช่วยให้อากาศอุ่นขึ้น

เหลียนฟางฉิงพิงแขนเหลียนฟางโจวหลับไป จางเหลียงเพียงเหลือบมองดวงหน้าเล็กหวานซึ้งไร้เดียงสายามหลับซึ่งดูต่างไปจากยามตื่น แล้วก็พยายามอย่างหนักเพื่อเบือนหน้าหนี ด้วยกลัวว่าจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นไปดูลูกไก่ฟ้าเล็กๆฝูงนั้น

เหลียนเจ๋อเอาเสี่ยวฮุยไปนั่งพักใต้ต้นไม้ไม่ไกล เสียงสนทนาระหว่างหลี่ซื่อและซุนซื่อเบาลงมาก

ทุกคนต่างรอคอยอาเจี่ยนและซุนฉางซิงกลับมาเงียบ ๆ

“แม่นางเหลียน! แม่นางเหลียน! วันนี้โชคดีจริง ๆ เราล่าหมูป่าตัวใหญ่มาได้ล่ะ!”น้ำเสียงอันร่าเริงของซุนฉางซิงดังขึ้นคล้ายลอยลมมา จิตใจอันกระฉับกระเฉงของผู้คนกลับคืนจากภวังค์อีกครั้ง

  เหลียนฟางฉิงขยี้ตาเพ่งมองอย่างงัวเงีย เมื่อตื่นจากอ้อมแขนพี่สา

  ได้ยินว่าพวกเขาล่าหมูป่ามาได้ ทุกๆคนพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที หมูป่ามีน้อยกว่าหมูที่เลี้ยงตามบ้าน พวกมันมีนิสัดุร้ายมาก การล่าหมูป่ามาได้ ถือว่าหายากนัก

เมื่อเห็นอาเจี่ยนและซุนฉางซิงสองคนตัดเถาวัลย์มามัดเท้าที่มีกีบทั้งสี่ กับกิ่งไม้ เพื่อหามหมูป่าตัวใหญ่ ซึ่งหนักอย่างน้อยสองร้อยชั่ง ทั้งร่างดำมันขลับ ใบหน้าดุร้ายมีปากยามีเขี้ยวโง้งขาวคมยาวสองนิ้ว แผงขนบนคอของมันยาวและยุ่งเหยิง ทำให้ดูผิวหนามาก ทุกคนพูดคุยออกปากกันอย่างตื่นเต้นยิ่งนัก

บนกิ่งไม้ซึ่งแบกหมูป่ามา มีเหยื่อสีสันสดใสกลุ่มหนึ่ง ทั้งหมดคือไก่ฟ้าและเหยื่ออื่น ๆ

  เหลียนฟางโจวรีบเรียกอาเจอให้เอาไก่ฟ้าและเหยื่ออื่น ๆเหล่านั้นไปเก็บ และรีบพูดขึ้น “หมูป่าแข็งแรงเช่นนั้นต้องดุร้ายมากใช่หรือไม่พวกท่านช่างกล้าหาญนัก หากพวกท่านไม่แน่ใจ ก็อย่าล่าจะดีกว่านะ!”

หมูป่ามีหนังหนาและนิสัยดุร้ายฉุนเฉียวง่าย ทันทีที่ฆ่ามันไม่ตาย หมูป่าที่บาดเจ็บจะดุร้ายเกรี้ยวกราดมาก ผลร้ายที่ตามมาย่อมไม่อาจจิตนาการได้

  ทุกคนมีภาพในหัวว่าหมูป่าเป็นสัตว์ที่โง่ แต่พวกมันไม่โง่เลย และฉลาดรู้ที่สุดว่าจะโจมตีศัตรูอย่างไร ต่อให้วิ่งหนีขึ้นต้นไม้ ปากยาวและฟันที่คมของมันสามารถถอนรากของต้นไม้ทิ้งได้

เมื่ออาเจี่ยนได้ฟังก็มองเหลียนฟางโจวโดยไม่รู้ตัว ส่วนเหลียนฟางโจวก็มองเขาด้วยสายห่วงใยลึกซึ้ง

 ส่วนอาเจียนเองก็เสียใจและอึดอัดเล็กน้อย

จริงด้วย! พอฟังแล้ว เป็นแบบนี้นี่เอง มันถึงดุร้ายปานนี้!”ซุนซื่อก็เอ่ยขึ้น

ซุนฉางซิงตบหน้าขาตนเองอย่างตื่นเต้น แล้วส่งยิ้มซื่อ “ไม่ใช่ว่ามีอาเจี่ยนอยู่ที่นี่รึ! นี่ ข้าเคยพบหมูป่ามาก่อน แต่จริง ๆแล้วไม่กล้าต่อกรกับสัตว์แบบนี้หรอกวันนี้นับว่าน่าพึงพอใจนัก และได้เปิดหูเปิดตาด้วย ! มือยิงธนูของน้องเจี่ยนนี่ต้องสูดปากจริง ๆ เฮ้ น่าเวทนานัก ข้าเป็นพรานป่าที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย!”

   ...

5 ความคิดเห็น: