เมื่อเหลียนเจ๋อได้ยินเขายกย่องอาเจี่ยน เด็กหนุ่มจึงยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาสดใสประหนึ่งพระจันทร์เต็มดวง เขารู้สึกดีใจยิ่งกว่าเจ้าตัวที่ได้รับคำสรรเสริญเสียอีก ซ้ำยังอดใจไม่ไหว คอยถามซุนฉางซิงมิได้หยุด
พอเห็นแบบนี้ เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “กลับไปแล้วเจ้าจะถามเท่าไรก็ถามได้? ให้พวกเขาพักกินอาหารกันก่อนเถิด พวกเราไปจัดกระสอบเห็ดและข้าวของต่าง ๆกันก่อน เพราะได้เวลาเตรียมเดินทางกลับแล้ว!”
เมื่อทุก ๆคนมองสีท้องฟ้าแล้ว ก็พากันแย้มยิ้มรับคำ ครั้นแล้วก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ
วันนี้ยังมีการจูงลามาที่นี่อีก ทว่าลาซึ่งยังคงบรรทุกกระสอบเห็ดอันหนักอึ้งสองกระสอบตามปกติ ครานี้ให้เหลียนฟางฉิงขึ้นขี่ด้วย ส่วนหมูป่าคงให้เพียงซุนฉางซิงและอาเจี่ยนแบกหามกันต่อไป
โชคดี ที่คนทั้งคู่ต่างแข็งแรงมีกำลังวังชา งานแบกหมูป่าหนักสองร้อยชั่งจึงไม่มีปัญหาอันใด
ทันทีที่พวกเขากลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็ดึงดูดเด็ก ๆหลายคนให้วิ่งตามหลังมาดูอย่างตื่นเต้นสนุกสนาน ส่วนผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเห็นเข้า ก็อดอิจฉาและชื่นชมไม่ได้
เหลียนฟางโจวยังคงขอให้แบกหมูป่าไปที่หมู่ตึก หลี่ซื่อและจางซิ่วเอ๋อร์รีบจุดไฟต้มน้ำ ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า คนกลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้จัดการหมูป่าตัวโต
อาเจี่ยนเอ่ยกับเหลียนฟางโจว “น่าเสียดายที่วันนี้ไม่ได้จับสัตว์มาแบบเป็น ๆได้ หรือว่าพรุ่งนี้เอาหมูป่าครึ่งหนึ่งไปก็แล้วกัน! หมูป่าซึ่งเติบโตในป่าลึกบนภูเขาหายากนัก ทุกวันนี้ต่อให้มีเงิน ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อที่ไหน! ส่วนไก่ฟ้าและสัตว์อื่นๆพวกนั้น พวกเราไม่ต้องเอาไปหรอก!”
เหลียนฟางโจวในใจก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน หญิงสาวจึงพยักหน้าแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอ่อ เช่นนั้น..ก็จัดข้าวของแล้วเก็บไว้ที่นี่ พรุ่งนี้เช้าเมื่อเตรียมรถเสร็จ เราค่อยขับมาแล้วขนขึ้นรถอีกที เฮ้อ ตอนสร้างหมู่ตึก หากสร้างห้องใต้ดินไว้ด้วยก็คงดี!”
ในห้องใต้ดินอากาศเย็นกว่าบนดิน จึงสะดวกในการเก็บรักษาของสด อย่างเช่นหมูป่าตัวโตตัวนี้!
อาเจี่ยนคลี่ยิ้มบางแล้วเอ่ยว่า “ตอนกลางคืนอากาศก็เย็นเหมือนกัน เก็บไว้คืนหนึ่งไม่เป็นไรหรอก ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้ทางฝั่งบ้านเราจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้!”
เหลียนฟางโจวระบายยิ้ม ในใจหญิงสาวคิดว่าจะแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างไรดี
หมูป่าครึ่งหนึ่งซึ่งเหลือไว้ที่ฝั่งตนหากจะให้ดี ก็ควรแบ่งไปให้ จางลี่เจิ้ง ป้าจางและผู้อาวุโสหลายท่านในหมู่บ้านรวมถึงบ้านเหลียนลี่ด้วย และก็ยังต้องให้เพื่อนบ้านบางบ้านอีก ทั้งคนในครอบครัวรวมทั้งบ่าวไพร่ก็มีมากมายนัก ยังกังวลว่าจะกินไม่หมดด้วยหรือ?
อาหญิงสามก็วิ่งมาดูอย่างตื่นเต้น ยามชำแหละเนื้อ นางก็คอยชี้นิ้วสั่งการเป็นระยะ ๆ
“เอาเนื้อติดซี่โครงนี่ด้วยฟางโจวกับน้อง ๆชอบกินมากเลย เฉือนเพิ่มอีกนิดสิ!”
”ข้าอยากได้เนื้อขาหน้าสวย ๆนี่ด้วย!”
”กีบเท้าหมูป่าตุ๋นนี่ข้ายังไม่เคยลิ้มลองเลย ขาหน้านี่ก็ด้วย! เฉือนส่วนที่ดูดีเพิ่มให้ข้าอีกสักสองสามชั่งสิ...”
ในที่สุด อาหญิงสามก็เอาหูหมูและหางหมูที่ตนเองชื่นชอบด้วย
หางหมูไม่มีปัญหา ส่วนหัวหมูนี่สิ พอถูกตัดหูออกไปแล้ว ช่างดูอัปลักษณ์จริง ๆ จางเสี่ยวจุนยิ้มอย่างขออภัยให้อาหญิงสาม แล้วบอกว่าหูหมูมีขนอ่อนมากไปหน่อย ดังนั้นรอเขาจัดการหัวหมูจนสะอาดแล้ว เขาจะส่งหูหมูไปให้นางภายหลัง
อาหญิงสามขบคิดสักครู่จึงพยักหน้าตกลง แถมนางยังขอกระดูกหมูอีกสองสามชิ้น ใส่ลงในกาละมังใบใหญ่จนเต็มแล้วจึงเดินกลับไปอย่างสุดแสนพอใจ
เหลียนฟางโจวเห็นหมูส่วนที่เหลือยังมีพอแบ่งสันปันส่วนได้ จึงไม่ห้ามนาง หญิงสาวเอาไก่ฟ้าและไก่ฟ้าสีทองเก็บไว้สองตัวให้หลี่ซื่อ และให้หลี่ซื่อเอาไก่ฟ้าสองตัวนี้ไปตุ๋นน้ำแกงให้ฉินเฟิงโดยเฉพาะ
เพราะหมูป่าเติบโตบนภูเขาและกินผักป่าเป็นอาหาร ทุกวันพวกมันเดินขึ้นเขาลงเขาออกกำลังเป็นประจำ ดังนั้นจึงแทบไม่มีไขมันเลย มีเพียงชั้นไขมันบาง ๆที่อยู่ใต้หนังที่หนาเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็มีแต่กล้ามเนื้อแน่นอย่างดี ส่วนเรื่องจะอ้วนหรือผอม อาหญิงสามกลับไม่จู้จี้เรื่องนี้เลย
ตกเย็น เหลียนฟางโจวจัดเตรียมของขวัญเพื่อจะไปจวนสกุลซูในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม นางเอาเสื้อผ้าไปสองสามชุด รวมทั้งของใช้ส่วนตัว นี่เป็นครั้งแรกที่นางไปเพื่อทำธุระสำคัญ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปพักที่จวนสกุลซูเป็นเวลาสองถึงสามวัน
เหลียนฟางโจวเตรียมถุงผ้าสวยงามจำนวนหนึ่งซึ่งซื้อที่ตลาด เอามาใส่เงินถุงละสองเฉียนบ้าง สามเฉียนบ้าง หรือสี่เฉียนบ้าง รวมทั้งขนมด้วย เพื่อเตรียมไว้สำหรับจ่ายเป็นสินน้ำใจเมื่อเวลาอยู่ที่นั่น
ฟางฉิงเองคงไม่สนใจเรื่องนี้ แต่บ่าวไพร่ที่นั่นจะคิดอะไรหรือไม่ก็ยากที่จะบอก เหลียนฟางโจวคิดว่าควรทำตัวใจกว้างไว้สักหน่อยดีกว่า
“พี่ใหญ่ เรื่องนั้น หรือว่าท่านควรพาพี่ซิ่วเอ๋อร์ไป ข้า ข้าไม่อยากไปจวนสกุลซูเลย” เหลียนเจ๋อพูดเนือย ๆ
คำพูดเหล่านั้นของซูซินเอ๋อร์ ความจริงแล้วทำให้คนที่ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างหนัก นิสัยโดยพื้นฐานของเหลียนเจ๋อนั้น เป็นคนค่อนข้างหยิ่งทะนงเลยทีเดียว ซ้ำความคิดอ่านยังเยาว์อยู่ เด็กหนุ่มจึงยิ่งไม่ปรารถนาจะได้ยินเข้าไปใหญ่
เขาไม่เหมือนเหลียนฟางโจว เหลียนฟางโจวเป็นคนที่มีชีวิตผ่านมาแล้วชาติหนึ่ง เธอเข้าใจอะไรหลายอย่างรวมทั้งจิตใจคน เห็นอะไรก็ทำใจเฉย ๆได้ อีกทั้งยังรู้ว่าสิ่งใดจำเป็นต้องสนใจ สิ่งใดไม่จำเป็นต้องสนใจ
เหลียนฟางโจวขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น “นี่คงไม่ดีแน่ ยามนี้พี่สาวต้องพักที่จวนสกุลซูเป็นเวลาสองถึงสามวัน ซิ่วเอ๋อร์ก็ซื่อเกินไป ไม่เหมาะให้ติดตามรับใช้ เมื่อไปถึงเจ้ากับอาเจี่ยนจะได้พักในจวนด้านนอก เจ้าก็อย่าไปสร้างปัญหาให้ผู้อื่น อย่าเที่ยวเดินเพ่นพ่านถามโน่นถามนี่ แค่ทำสิ่งที่เจ้าควรทำ หากเปี่ยวเจี่ยของเจ้าพาเราซึ่งเป็นญาติไปเดินเล่นเราก็ไป เราไม่จำเป็นต้องผูกพันกับผู้คน ซ้ำไม่จำเป็นต้องทำตัวให้คนชอบ หากใครมาสร้างความลำบากให้ เจ้าก็แค่เดินหนี และทำเฉย ๆเสีย มีใครสามารถห้ามคนนินทาได้เล่า? หากเจ้ายินดียินร้ายกับทุกอย่าง เจ้าก็โง่จริง ๆ จวนสกุลซูมีชื่อเสียงในเมืองชวงหลิว บ่าวไพร่ในจวนคงไม่กล้าคิดทำอะไรเกินเลยแน่! หากทำเรื่องเกินเลยขึ้นมาจริง ๆ ก็ยังมีเปี่ยวเจี่ยของเจ้า! นางอาจไม่สนใจก็ได้!”
พี่สาวเขาพูดมาเสียขนาดนั้น เหลียนเจ๋อไหนเลยจะบอกปฏิเสธได้ ครั้นแล้วจึงเอ่ยอย่างอัดอั้น “ก็ได้ ข้าทราบแล้วพี่ใหญ่!”ครั้นแล้วก็นิ่งไป สักพักก็พูดต่อ “พี่ใหญ่ สักวันหนึ่ง เราจะอยูในระดับเดียวกับสกุลซูได้ ใช่ไหม?”
“ได้สิ!”เหลียนฟางโจวเชิดหน้าอย่างทะนงตน ครั้นแล้วก็ส่งยิ้มสดใส “ตอนนี้ไม่ใช่ว่าที่เราทุ่มเททำงานหนักกันทุกวันนี้ทั้งหมดก็เพื่อจะได้มีวันเช่นนั้นหรอกรึ!”
“อื้ม!” ดวงตาเหลียนเจ๋อเปล่งประกายวาววับ และแล้วทั้งสองคนพี่น้องต่างยิ้มให้กันด้วยหัวใจที่อบอุ่น
เหลียนฟางโจวก็ส่งยิ้มอ่อนโยนให้อาเจี่ยน “อาเจี่ยน อาเจ๋ออยากจะหลีกเลี่ยงการเอาแต่คิดเรื่องไม่พึงปรารถนา บางทีเขาอาจทำอะไรหุนหันพลันแล่นด้วย คงต้องรบกวนท่านเป็นธุระช่วยดูแลเขาให้ข้าด้วยนะ!”
“ข้าย่อมทำแน่ เจ้าวางใจเถิด!”อาเจี่ยนระบายยิ้ม ทว่าชายหนุ่มหลุบตาต่ำโดยไม่มองหน้าหญิงสาว แล้วยิ่งไม่สบตากับนางด้วย
อาเจี่ยนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดมาก หญิงสาวเพียงขอบคุณอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม
แต่หญิงสาวไม่รู้ว่าในใจอาเจี่ยนนั้นกำลังฟุ้งซ่านสับสน ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ ที่นางพูดจาสุภาพเช่นนี้กับเขา ที่นางปฏิบัติต่อเขามันไม่คล้ายแบบที่พี่ซุนพูดใช่ไหม? เขาไม่ควรถอนหายใจด้วยความโล่งอกรึ? แต่เหตุใดเขาถึงมีความผิดหวังจาง ๆในใจเล่า? รู้สึกเจ็บปวดและอึดอัดเล็กน้อยรึ? มันไม่ถูกต้องรึ นางไว้วางใจให้เขาดูแลน้องชาย ชัดเจนว่าปฏิบัติต่อเขาดั่งคนของนาง....เหนืออื่นใด ในใจนางมองเขาผู้ชายคนนี้อย่างไรกันแน่...
ใกล้ชิดหรือห่างไกล เหมือนหรือแตกต่างจากผู้อื่น...
วันรุ่งขึ้น เช้าตรู่ ทั้งสามคนก็ออกเดินทาง จางเสี่ยวจุนรีบขับรถเกวียนเทียมลาพาพวกเขาเข้าไปส่งในเมือง หลังจากพวกเขาจ้างรถม้าแถวนั้นเรียบร้อยแล้วแล้ว อีกฝ่ายก็ขับรถเกวียนเทียมลากลับ
จวนเที่ยง เหลียนฟางโจวพร้อมคณะรวมสามคนก็บรรลุถึงจวนสกุลซู
บ่าวเฝ้าประตูจวนเห็นแล้วไปแจ้งฟางฉิง ประกอบกับเหลียนฟางโจวเคยมาที่นี่สองครั้งแล้ว และแต่ละครั้งก็มีสินน้ำใจให้บ่าวไพร่ หญิงสาวไม่เคยขี้เหนียวกับบ่าวเฝ้าประตู นางมีเมตตาและใจกว้าง บุคลิกอ่อนน้อม ไม่ตื่นกลัว ไม่ประจบเอาใจ และไม่หยิ่งยโส บ่าวไพร่ที่จวนสกุลซูส่งมา ต่างปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดี
พอเห็นพวกนางมา บ่าวเฝ้าประตูยิ้มและร้องทัก “แม่นางเหลียน คุณชายรอง คุณชายเจี่ยน” พลางเดินเข้ามาต้อนรับพวกเขา ช่วยยกข้าวของ และเชิญให้คนทั้งสามเข้ามานั่งรอในห้องข้างประตู อีกด้านหนึ่งก็ให้คนไปแจ้งสาวใช้ชราที่เฝ้าประตูที่สอง เพื่อไปรายงานให้ฮูหยินน้อยทราบ
เหลียนฟางโจวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้ม แน่นอนย่อมมีซองแดงใส่เงินเพื่อช่วยให้ทางสะดวกด้วย
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น