วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 281 เยือนสกุลซู

         เมื่อเหลียนเจ๋อได้ยินเขายกย่องอาเจี่ยน เด็กหนุ่มจึงยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาสดใสประหนึ่งพระจันทร์เต็มดวง เขารู้สึกดีใจยิ่งกว่าเจ้าตัวที่ได้รับคำสรรเสริญเสียอีก ซ้ำยังอดใจไม่ไหว คอยถามซุนฉางซิงมิได้หยุด

         พอเห็นแบบนี้ เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “กลับไปแล้วเจ้าจะถามเท่าไรก็ถามได้ให้พวกเขาพักกินอาหารกันก่อนเถิด พวกเราไปจัดกระสอบเห็ดและข้าวของต่าง ๆกันก่อน เพราะได้เวลาเตรียมเดินทางกลับแล้ว!”


        เมื่อทุก ๆคนมองสีท้องฟ้าแล้ว ก็พากันแย้มยิ้มรับคำ ครั้นแล้วก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

วันนี้ยังมีการจูงลามาที่นี่อีก ทว่าลาซึ่งยังคงบรรทุกกระสอบเห็ดอันหนักอึ้งสองกระสอบตามปกติ ครานี้ให้เหลียนฟางฉิงขึ้นขี่ด้วย ส่วนหมูป่าคงให้เพียงซุนฉางซิงและอาเจี่ยนแบกหามกันต่อไป

        โชคดี ที่คนทั้งคู่ต่างแข็งแรงมีกำลังวังชา งานแบกหมูป่าหนักสองร้อยชั่งจึงไม่มีปัญหาอันใด

         ทันทีที่พวกเขากลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็ดึงดูดเด็ก ๆหลายคนให้วิ่งตามหลังมาดูอย่างตื่นเต้นสนุกสนาน ส่วนผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเห็นเข้า ก็อดอิจฉาและชื่นชมไม่ได้

  เหลียนฟางโจวยังคงขอให้แบกหมูป่าไปที่หมู่ตึก หลี่ซื่อและจางซิ่วเอ๋อร์รีบจุดไฟต้มน้ำ ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า คนกลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้จัดการหมูป่าตัวโต

อาเจี่ยนเอ่ยกับเหลียนฟางโจว “น่าเสียดายที่วันนี้ไม่ได้จับสัตว์มาแบบเป็น ๆได้ หรือว่าพรุ่งนี้เอาหมูป่าครึ่งหนึ่งไปก็แล้วกันหมูป่าซึ่งเติบโตในป่าลึกบนภูเขาหายากนัก ทุกวันนี้ต่อให้มีเงิน ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อที่ไหนส่วนไก่ฟ้าและสัตว์อื่นๆพวกนั้น พวกเราไม่ต้องเอาไปหรอก!”

      เหลียนฟางโจวในใจก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน หญิงสาวจึงพยักหน้าแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอ่อ เช่นนั้น..ก็จัดข้าวของแล้วเก็บไว้ที่นี่ พรุ่งนี้เช้าเมื่อเตรียมรถเสร็จ เราค่อยขับมาแล้วขนขึ้นรถอีกที เฮ้อ ตอนสร้างหมู่ตึก หากสร้างห้องใต้ดินไว้ด้วยก็คงดี!”

  ในห้องใต้ดินอากาศเย็นกว่าบนดิน จึงสะดวกในการเก็บรักษาของสด อย่างเช่นหมูป่าตัวโตตัวนี้!

        อาเจี่ยนคลี่ยิ้มบางแล้วเอ่ยว่า “ตอนกลางคืนอากาศก็เย็นเหมือนกัน เก็บไว้คืนหนึ่งไม่เป็นไรหรอก ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้ทางฝั่งบ้านเราจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้!”

  เหลียนฟางโจวระบายยิ้ม ในใจหญิงสาวคิดว่าจะแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างไรดี

  หมูป่าครึ่งหนึ่งซึ่งเหลือไว้ที่ฝั่งตนหากจะให้ดี ก็ควรแบ่งไปให้ จางลี่เจิ้ง ป้าจางและผู้อาวุโสหลายท่านในหมู่บ้านรวมถึงบ้านเหลียนลี่ด้วย และก็ยังต้องให้เพื่อนบ้านบางบ้านอีก ทั้งคนในครอบครัวรวมทั้งบ่าวไพร่ก็มีมากมายนัก ยังกังวลว่าจะกินไม่หมดด้วยหรือ?

  อาหญิงสามก็วิ่งมาดูอย่างตื่นเต้น ยามชำแหละเนื้อ นางก็คอยชี้นิ้วสั่งการเป็นระยะ  

        “เอาเนื้อติดซี่โครงนี่ด้วยฟางโจวกับน้อง ๆชอบกินมากเลย เฉือนเพิ่มอีกนิดสิ!”

       ”ข้าอยากได้เนื้อขาหน้าสวย ๆนี่ด้วย!”

       ”กีบเท้าหมูป่าตุ๋นนี่ข้ายังไม่เคยลิ้มลองเลย ขาหน้านี่ก็ด้วยเฉือนส่วนที่ดูดีเพิ่มให้ข้าอีกสักสองสามชั่งสิ...”

        ในที่สุด อาหญิงสามก็เอาหูหมูและหางหมูที่ตนเองชื่นชอบด้วย

        หางหมูไม่มีปัญหา ส่วนหัวหมูนี่สิ พอถูกตัดหูออกไปแล้ว ช่างดูอัปลักษณ์จริง  จางเสี่ยวจุนยิ้มอย่างขออภัยให้อาหญิงสาม แล้วบอกว่าหูหมูมีขนอ่อนมากไปหน่อย ดังนั้นรอเขาจัดการหัวหมูจนสะอาดแล้ว เขาจะส่งหูหมูไปให้นางภายหลัง

        อาหญิงสามขบคิดสักครู่จึงพยักหน้าตกลง แถมนางยังขอกระดูกหมูอีกสองสามชิ้น ใส่ลงในกาละมังใบใหญ่จนเต็มแล้วจึงเดินกลับไปอย่างสุดแสนพอใจ

  เหลียนฟางโจวเห็นหมูส่วนที่เหลือยังมีพอแบ่งสันปันส่วนได้ จึงไม่ห้ามนาง หญิงสาวเอาไก่ฟ้าและไก่ฟ้าสีทองเก็บไว้สองตัวให้หลี่ซื่อ และให้หลี่ซื่อเอาไก่ฟ้าสองตัวนี้ไปตุ๋นน้ำแกงให้ฉินเฟิงโดยเฉพาะ

       เพราะหมูป่าเติบโตบนภูเขาและกินผักป่าเป็นอาหาร ทุกวันพวกมันเดินขึ้นเขาลงเขาออกกำลังเป็นประจำ ดังนั้นจึงแทบไม่มีไขมันเลย มีเพียงชั้นไขมันบาง ๆที่อยู่ใต้หนังที่หนาเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็มีแต่กล้ามเนื้อแน่นอย่างดี ส่วนเรื่องจะอ้วนหรือผอม อาหญิงสามกลับไม่จู้จี้เรื่องนี้เลย

  ตกเย็น เหลียนฟางโจวจัดเตรียมของขวัญเพื่อจะไปจวนสกุลซูในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม นางเอาเสื้อผ้าไปสองสามชุด รวมทั้งของใช้ส่วนตัว นี่เป็นครั้งแรกที่นางไปเพื่อทำธุระสำคัญ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปพักที่จวนสกุลซูเป็นเวลาสองถึงสามวัน

เหลียนฟางโจวเตรียมถุงผ้าสวยงามจำนวนหนึ่งซึ่งซื้อที่ตลาด เอามาใส่เงินถุงละสองเฉียนบ้าง สามเฉียนบ้าง หรือสี่เฉียนบ้าง รวมทั้งขนมด้วย เพื่อเตรียมไว้สำหรับจ่ายเป็นสินน้ำใจเมื่อเวลาอยู่ที่นั่น

  ฟางฉิงเองคงไม่สนใจเรื่องนี้ แต่บ่าวไพร่ที่นั่นจะคิดอะไรหรือไม่ก็ยากที่จะบอก เหลียนฟางโจวคิดว่าควรทำตัวใจกว้างไว้สักหน่อยดีกว่า

        “พี่ใหญ่ เรื่องนั้น หรือว่าท่านควรพาพี่ซิ่วเอ๋อร์ไป ข้า ข้าไม่อยากไปจวนสกุลซูเลย” เหลียนเจ๋อพูดเนือย 

  คำพูดเหล่านั้นของซูซินเอ๋อร์ ความจริงแล้วทำให้คนที่ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างหนัก นิสัยโดยพื้นฐานของเหลียนเจ๋อนั้น เป็นคนค่อนข้างหยิ่งทะนงเลยทีเดียว ซ้ำความคิดอ่านยังเยาว์อยู่ เด็กหนุ่มจึงยิ่งไม่ปรารถนาจะได้ยินเข้าไปใหญ่

        เขาไม่เหมือนเหลียนฟางโจว เหลียนฟางโจวเป็นคนที่มีชีวิตผ่านมาแล้วชาติหนึ่ง เธอเข้าใจอะไรหลายอย่างรวมทั้งจิตใจคน เห็นอะไรก็ทำใจเฉย ๆได้ อีกทั้งยังรู้ว่าสิ่งใดจำเป็นต้องสนใจ สิ่งใดไม่จำเป็นต้องสนใจ

       เหลียนฟางโจวขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น “นี่คงไม่ดีแน่ ยามนี้พี่สาวต้องพักที่จวนสกุลซูเป็นเวลาสองถึงสามวัน ซิ่วเอ๋อร์ก็ซื่อเกินไป ไม่เหมาะให้ติดตามรับใช้ เมื่อไปถึงเจ้ากับอาเจี่ยนจะได้พักในจวนด้านนอก เจ้าก็อย่าไปสร้างปัญหาให้ผู้อื่น อย่าเที่ยวเดินเพ่นพ่านถามโน่นถามนี่ แค่ทำสิ่งที่เจ้าควรทำ หากเปี่ยวเจี่ยของเจ้าพาเราซึ่งเป็นญาติไปเดินเล่นเราก็ไป เราไม่จำเป็นต้องผูกพันกับผู้คน ซ้ำไม่จำเป็นต้องทำตัวให้คนชอบ หากใครมาสร้างความลำบากให้ เจ้าก็แค่เดินหนี และทำเฉย ๆเสีย มีใครสามารถห้ามคนนินทาได้เล่าหากเจ้ายินดียินร้ายกับทุกอย่าง เจ้าก็โง่จริง  จวนสกุลซูมีชื่อเสียงในเมืองชวงหลิว บ่าวไพร่ในจวนคงไม่กล้าคิดทำอะไรเกินเลยแน่หากทำเรื่องเกินเลยขึ้นมาจริง  ก็ยังมีเปี่ยวเจี่ยของเจ้านางอาจไม่สนใจก็ได้!”

  พี่สาวเขาพูดมาเสียขนาดนั้น เหลียนเจ๋อไหนเลยจะบอกปฏิเสธได้ ครั้นแล้วจึงเอ่ยอย่างอัดอั้น “ก็ได้ ข้าทราบแล้วพี่ใหญ่!”ครั้นแล้วก็นิ่งไป สักพักก็พูดต่อ “พี่ใหญ่ สักวันหนึ่ง เราจะอยูในระดับเดียวกับสกุลซูได้ ใช่ไหม?”

      “ได้สิ!”เหลียนฟางโจวเชิดหน้าอย่างทะนงตน ครั้นแล้วก็ส่งยิ้มสดใส “ตอนนี้ไม่ใช่ว่าที่เราทุ่มเททำงานหนักกันทุกวันนี้ทั้งหมดก็เพื่อจะได้มีวันเช่นนั้นหรอกรึ!”

       “อื้ม!” ดวงตาเหลียนเจ๋อเปล่งประกายวาววับ และแล้วทั้งสองคนพี่น้องต่างยิ้มให้กันด้วยหัวใจที่อบอุ่น

        เหลียนฟางโจวก็ส่งยิ้มอ่อนโยนให้อาเจี่ยน “อาเจี่ยน อาเจ๋ออยากจะหลีกเลี่ยงการเอาแต่คิดเรื่องไม่พึงปรารถนา บางทีเขาอาจทำอะไรหุนหันพลันแล่นด้วย คงต้องรบกวนท่านเป็นธุระช่วยดูแลเขาให้ข้าด้วยนะ!”

       “ข้าย่อมทำแน่ เจ้าวางใจเถิด!”อาเจี่ยนระบายยิ้ม ทว่าชายหนุ่มหลุบตาต่ำโดยไม่มองหน้าหญิงสาว แล้วยิ่งไม่สบตากับนางด้วย

  อาเจี่ยนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดมาก หญิงสาวเพียงขอบคุณอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม

       แต่หญิงสาวไม่รู้ว่าในใจอาเจี่ยนนั้นกำลังฟุ้งซ่านสับสน ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ ที่นางพูดจาสุภาพเช่นนี้กับเขา ที่นางปฏิบัติต่อเขามันไม่คล้ายแบบที่พี่ซุนพูดใช่ไหมเขาไม่ควรถอนหายใจด้วยความโล่งอกรึแต่เหตุใดเขาถึงมีความผิดหวังจาง ๆในใจเล่ารู้สึกเจ็บปวดและอึดอัดเล็กน้อยรึมันไม่ถูกต้องรึ นางไว้วางใจให้เขาดูแลน้องชาย ชัดเจนว่าปฏิบัติต่อเขาดั่งคนของนาง....เหนืออื่นใด ในใจนางมองเขาผู้ชายคนนี้อย่างไรกันแน่...

       ใกล้ชิดหรือห่างไกล เหมือนหรือแตกต่างจากผู้อื่น...

       วันรุ่งขึ้น เช้าตรู่ ทั้งสามคนก็ออกเดินทาง จางเสี่ยวจุนรีบขับรถเกวียนเทียมลาพาพวกเขาเข้าไปส่งในเมือง หลังจากพวกเขาจ้างรถม้าแถวนั้นเรียบร้อยแล้วแล้ว อีกฝ่ายก็ขับรถเกวียนเทียมลากลับ

       จวนเที่ยง เหลียนฟางโจวพร้อมคณะรวมสามคนก็บรรลุถึงจวนสกุลซู

  บ่าวเฝ้าประตูจวนเห็นแล้วไปแจ้งฟางฉิง ประกอบกับเหลียนฟางโจวเคยมาที่นี่สองครั้งแล้ว และแต่ละครั้งก็มีสินน้ำใจให้บ่าวไพร่ หญิงสาวไม่เคยขี้เหนียวกับบ่าวเฝ้าประตู นางมีเมตตาและใจกว้าง บุคลิกอ่อนน้อม ไม่ตื่นกลัว ไม่ประจบเอาใจ และไม่หยิ่งยโส บ่าวไพร่ที่จวนสกุลซูส่งมา ต่างปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดี

         พอเห็นพวกนางมา บ่าวเฝ้าประตูยิ้มและร้องทัก “แม่นางเหลียน คุณชายรอง คุณชายเจี่ยน” พลางเดินเข้ามาต้อนรับพวกเขา ช่วยยกข้าวของ และเชิญให้คนทั้งสามเข้ามานั่งรอในห้องข้างประตู อีกด้านหนึ่งก็ให้คนไปแจ้งสาวใช้ชราที่เฝ้าประตูที่สอง เพื่อไปรายงานให้ฮูหยินน้อยทราบ

        เหลียนฟางโจวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้ม แน่นอนย่อมมีซองแดงใส่เงินเพื่อช่วยให้ทางสะดวกด้วย

  ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น