ในไม่ช้าหลี่มามาได้นำสาวใช้รุ่นเล็กสองนางเดินมาทักทายต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม และหลังจากถามสารทุกข์สุกดิบกันพอหอมปากหอมคอแล้ว หลี่มามาก็นำพวกเขาเข้าไปด้านใน
ส่วนของขวัญซึ่งนำมาด้วยก็ให้หลี่มามาเป็นธุระจัดคนขนลงไปเก็บ หลี่มามาเห็นหมูป่าครึ่งตัว เห็ดสดเป็นอันมาก น้ำผึ้งและอื่น ๆ ก็นึกรู้ว่าเหลียนฟางโจวนำของขวัญมาด้วยความตั้งใจ จึงยิ่งแอบยกย่องสกุลเหลียนที่ให้ทั้งความใส่ใจและความจริงใจ
ในช่วงที่คนทั้งสามมาถึงส่วนที่พำนักของฟางฉิง ให้บังเอิญที่แม่นมอุ้มเด็กสองคนมาด้วย เมื่อพบกัน ต่างฝ่ายต่างทักทายและยิ้มให้กันอยู่ครู่หนี่ง และที่นี่คืออาณาเขตสวนและเรือนส่วนใน อาเจี่ยนและเหลียนเจ๋อจึงกล่าวอำลาเตรียมแยกตัวไป
ฟางฉิงรีบเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “ข้าไม่รั้งพวกเจ้าไว้ที่นี่แล้ว พักอยู่ส่วนนอกให้สบาย รอนายน้อยกลับมาจะให้คนเชิญพวกท่านมาพบอีกที! หากต้องการอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจบอกบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้ได้เลยนะ และหากไม่ชอบอุดอู้อยู่ในจวน เมืองชวงหลิวของเรานี้คึกคักมาก และแถวละแวกนี้ยังมีสถานที่สองสามแห่งที่น่าให้ไปเที่ยวชมด้วย พวกท่านบอกบ่าวรับใช้ให้เตรียมรถม้าพาตระเวนเที่ยวรอบ ๆได้เลย ! และหากไม่อยากออกไปไหน ก็ไปเดินชมดูสวนในจวนได้ สวนในฤดูนี้งดงามมาก ไปเดินชมดูนับว่าไม่เลวเลย!”
กล่าวจบ นางก็สั่งการหลี่มามา “เจ้าไปจัดการด้วยตนเองล่ะ พาอาเจ๋อกับอาเจี่ยนไปหาพ่อบ้านให้เป็นธุระจัดเตรียมที่พักข้าวของด้วยตัวเอง และส่งคนที่เหมาะสมไปคอยรับใช้ด้วยล่ะ!”
เหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนต่างยิ้มอย่างเกรงใจและขอบคุณอีกฝ่าย เหลียนเจ๋อพลันรู้สึกยกภูเขาออกจากอกในทันที นึกพูดในใจว่าพี่สาวเขาพูดถูก เปี่ยวเจี่ยผู้นี้จริงใจกับเราและนับเราเป็นญาติ ไม่เช่นนั้น นางจะไม่ใส่ใจสั่งการ และคิดเผื่อพวกเราทุก ๆอย่างรึ!
เด็กหนุ่มพลันอยากทำความเข้าใจขึ้นมาทันที บางทีเป็นเพราะเปี่ยวเจี่ยอยากคบหากับพวกเขาอย่างจริงใจ พี่สาวจึงเต็มใจมาเยี่ยมเยียนถึงที่ใช่ไหม? ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยของพี่สาว ต่อให้นางต้องการเงินเพิ่มอีก และต่อให้สกุลซูร่ำรวยขึ้นอีก นางก็คงเลิกแวะมา เพราะไม่อยากมาเจอกับสายตาดูแคลนของคนในจวนเป็นแน่
เหลียนเจ๋อรู้สึกโล่งใจ และรู้สึกว่าซูซินเอ๋อร์น่ารังเกียจน้อยลง เพื่อเห็นแก่เปี่ยเจี่ย เขาไม่รู้สึกอยากต่อล้อต่อเถียงกับนางแล้ว !
หลังจากเหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนไปแล้ว ฟางฉิงจึงส่งบุตรชายสองคนให้แม่นมสองคนมาอุ้มไป ครั้นแล้วก็จูงมือเหลียนฟางโจวพาเข้าไปในศาลาอุ่นเพื่อสนทนาปราศรัย ฟางฉิงหัวเราะเอ่ยขึ้น “เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าควรอยู่ที่นี่สักสองวัน! วันนี้ก็มาแล้วจริง ๆ! อยากให้เจ้ารู้ไว้ ข้านับเจ้าเป็นคนของเรา และก็ไม่กลัวที่จะพูดอะไรต่อหน้าเจ้า บ้านพวกข้าขาดแคลนอะไรรึ? ต่อให้ขาดแคลน ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่หาซื้อมา! เจ้าไม่จำเป็นต้องลำบากคิดตระเตรียมของเหล่านั้น? ต่อให้เป็นน้ำผึ้งนั่นที่เป็นผลิตผลจากครอบครัว เนื้อหมูป่านั่น มันล่าได้ง่ายนักรึ? ซ้ำยังมีเห็ดนั่นอีก ข้าเกรงว่าพวกเจ้าเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานนี้ใช่ไหม? หลี่มามาบอกว่ามีไม่น้อยกว่าเจ็ดถึงแปดชนิด ทั้งหมดล้วนหายากอีกด้วย ไยเจ้าต้องมาลำบากสิ้นเปลืองแรงกายด้วยเล่า คราวหน้าเลิกทำแบบนี้อีกนะ!”
เหลียนฟางโจวหลังจากได้ฟังอีกฝ่ายร่ายยาวกึ่งเทศนากึ่งบ่น ก็ให้รู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ ครั้นแล้วหญิงสาวจึงหัวเราะ“บ้านของเปี่ยวเจี่ยย่อมมีของในบ้านเปี่ยวเจี่ย เปี่ยวเจี่ยไม่ต้องบ่ายเบี่ยงเลย การที่ข้าจะเอาอะไรมาด้วยวิธีไหน เปี่ยวเจี่ยไม่จำเป็นต้องสนใจ! เพียงแต่รับเอาความตั้งใจของข้า ข้าก็รู้สึกดีใจแล้ว! คราวหน้าข้าก็ยังจะคงเป็นเช่นนี้อีกอยู่ดี!”
ฟางฉิงชะงักไป ครั้นแล้วทั้งสองคนต่างมองหน้ากันและหัวเราะขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ฟางฉิงเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “ก็ได้ จะว่าไปนี่ก็ไม่ใช่ของของข้า! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะรับเอาความตั้งใจดีของเจ้าไว้แล้วกัน!”
นางเปล่งเสียงดังกว่าเดิมเรียกสาวใช้รุ่นใหญ่ชื่อชวงหลิงมาสั่งการ “ไปบอกห้องครัวว่า คืนนี้ให้เอาหมูป่าและเห็ดนั่นมาปรุงเป็นกับข้าวเพิ่มอีกสองสามอย่าง ให้นายท่านกับฮูหยิน และคุณหนูด้วย และบอกนายท่าน ฮูหยินและคุณหนูว่าของเหล่านี้เปี่ยวเม่ยข้าส่งมาให้โดยเฉพาะ ทุกอย่างเป็นของดี และสดใหม่ เพื่อเป็นการคาราวะนายท่านทั้งสองโดยเฉพาะ รวมทั้งให้คุณหนูได้ลองชิมดูด้วย!”
ชวงหลิงรับคำด้วยรอยยิ้ม
เหลียนฟางโจวดูอึดอัดเล็กน้อย จึงหัวเราะ “เปี่ยวเจี่ยสั่งการห้องครัวให้ปรุงอาหารแล้วส่งไปแบบนั้น ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวเป็นพิเศษปานนั้นก็ได้!”
ฟางฉิงยิ้ม “จะอึดอัดอะไรกับเรื่องนี้นัก ฮูหยินผู้เฒ่าต้องชอบอย่างแน่นอน เจ้าวางใจเถิด!”
“หลายปีมานี่ ญาติทางฝั่งมารดาไม่เคยให้ใครนำของขวัญมาให้ข้าเลย มีเพียงแต่ข้าที่ส่งไปเท่านั้น! “ อีกฝ่ายถอนหายใจแล้วเอ่ยอย่างเป็นเรื่องขบขัน “ข้าควรให้คนอื่นรู้ไว้ด้วย ว่าข้าก็มีครอบครัวฝั่งมารดาที่พึ่งพาได้ ทำเช่นนี้ บ่าวไพร่จะได้เลิกแอบซุบซิบนินทาเรื่องพวกนี้เสียที!”
พอกล่าวจบก็หัวเราะ เหลียนฟางโจวได้แต่แย้มยิ้ม ไม่สะดวกจะตอบอะไรออกไป
วิเคราะห์จากสถานการณ์ในจวนสกุลซูของฟางฉิงแล้ว เหลียนฟางโจวไม่เชื่อว่าข้ารับใช้จะกล้าแอบซุบซิบนินทานาง
แต่ไม่ต้องคิดก็เดาได้ ตอนนางเข้ามาในจวนครั้งแรก ก็คงมีเรื่องเช่นนั้นไม่น้อย? เหนืออื่นใด เพราะทั้งสองครอบครัวมีฐานะต่างกันเกินไป เพราะดูที่สถานการณ์บ้านเดิมของฟางฉิง บ่าวรับใช้ขั้นสามของสกุลซูก็ยังทำท่าเย่อหยิ่งจองหองต่อหน้าครอบครัวของพวกเขาเลย แต่พอนางกระโดดข้ามขั้นกลายมาเป็นเจ้านายของพวกเขาขึ้นมา จะขอให้พวกเขาคล้อยตามได้อย่างไร?
อีกอย่าง สิ่งที่นางเล่าเกี่ยวญาติทางฝั่งนางต้องไม่ใช่เรื่องเท็จเป็นแน่ ในเมื่อมีครอบครัวทางฝั่งตนที่เป็นตัวถ่วงเช่นนั้นก็ยิ่งไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวฝั่งสามีจะดูแคลน
เดิมทีฟางฉิงเป็นคนใจคอกว้างขวาง ยามนี้นางแค่เล่าเรื่องเก่าๆคล้ายดั่งเรื่องขำขัน เพื่อแสดงว่านางไม่สนใจอีกต่อไป นางจึงแย้มยิ้มและเลิกพูดถึงอีก ครั้นแล้วจึงถอนหายใจเบา ๆ และแอบคุยเรื่องซูซินเอ๋อร์ พร้อมทั้งเอ่ยเป็นนัย ๆทำนองขอโทษต่อเหลียนฟางโจว
เหลียนฟางโจวไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ รีบพูดขัด ซ้ำยังย้ำว่าพวกเธอไม่สนเลยจริง ๆ จะว่าไปซูซินเอ๋อร์นั้นยังเด็ก มีจิตใจเรียบง่าย นางพูดมามิได้มีเจตนามุ่งร้าย แต่แค่แสดงออกไปตามที่นางเห็นเท่านั้น!
พี่สะใภ้จะพูดตำหนิน้องสามีไม่ได้ เดิมทีเรื่องนี้ก็น่ากระอักกระอ่วนใจอยู่แล้ว พอเหลียนฟางโจวมาบอกเองว่านางเข้าใจ เหลียนฟางฉิงก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาอีก
เห็นหญิงสาวพูดแบบนี้ ฟางฉิงรู้สึกละอายใจยิ่งขึ้น นางโบกมือแย้มยิ้ม “เปี่ยวเม่ยคนดี ข้าเองก็โล่งใจเมื่อเจ้าพูดมาแบบนั้น! เฮ้อ ก็อย่างที่เจ้าพูดนั่นแหละ ซินอ๋อร์คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด นางถูกตามใจมาแต่ไหนแต่ไร จะเอานางมาเปรียบเทียบกับพวกเราได้ที่ไหน? ที่มักคิดก่อนพูด นางไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวล แต่จริง ๆแล้ว นางก็ไม่ใช่คนไม่ดี!”
เหลียนฟางโจวเองก็เห็นด้วย แต่ในใจก็นึกอยากพูดว่า นิสัยเอาแต่ใจของซูซินเอ๋อร์นี้ อยู่ในครอบครัว ก็เคยชินกับการตามใจ แต่เมื่อเข้ามาอยู่บ้านสามี จะมีใครเคยชินและคอยตามใจเล่า? หากยังไม่ปรับเปลี่ยนนิสัย ก็คงประสบความลำบากในภายหน้า และไม่รู้ว่านายท่านซูและฮูหยินซูคิดอย่างไร...
เหลียนฟางโจวนึกเช่นนั้นในใจ ส่วนฟางฉิงเองก็อดถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้ เมื่อคุยถึงประเด็นนี้ นางก็เริ่มปวดหัวตุบๆ ครั้นแล้วจึงพูดเสียงกดต่ำ “ท่านพ่อสามีและแม่สามีรักนางยิ่งนัก ไม่อาจทนให้นางได้รับความเสียใจแม้สักกะผีกริ้น ข้าเป็นลูกสะใภ้ ข้าพูดอะไรไม่ได้ ในภายหน้า เมื่อนางแต่งออกเรือนไป เพื่อช่วยเหลือนาง คงเลี่ยงไม่ได้ที่สกุลซูจะข่มเหงผู้อื่น และปกป้องนาง นางก็เป็นน้องสาวของพี่เขยของเจ้า แม้ทุกวันนี้เขาไม่พอใจมาก ที่นางก้าวร้าวชอบอาละวาด และบ่อยครั้งที่ดุนางอย่างรุนแรง แต่ถึงอย่างไรในใจเขาก็ยังคงรักและเอ็นดูนางอยู่ดี!”
เหลียนฟางโจวอดหัวเราะไม่ได้กับเรื่องนี้ และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เปี่ยวเจี่ยมีใจเช่นนี้ นับว่าคุณหนูซูได้รับพรอันประเสริฐ!”
ทันใดนั้นนางอดพูดไม่ได้ “ที่จริงสกุลซูและสกุลชุยนี้เหมาะสมกันด้วยฐานะและชาติตระกูล คุณหนูซู คุณชายชุยก็มีฐานะเท่าเทียมกัน นายท่านซู และนายหญิงซู ในเมื่อรักและเอ็นดูบุตรสาวปานนี้ ทำไม....”
สิ่งที่เป็นฐานะและชาติตระกูล ก็คือเรื่องผิวเผิน ในความเป็นจริง นางอยากจะบอกว่าเรื่องที่คุณหนูซูคลั่งไคล้คุณชายชุยนัก บุพการีจะไม่รู้ได้อย่างไร? ในเมื่อรักนาง ทำไมถึงไม่เป็นฝ่ายออกหน้าให้นางในเรื่องนี้เล่า?
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น