เหลียงฟางโจวถามเรื่องนี้โดยบริสุทธิ์ใจด้วยเพราะความอยากรู้และมีข้อสงสัย แต่ไม่ใช่เพราะอยากให้ชุยฉ้าวซีแต่งงานกับซูซินเอ๋อร์ ซูซินเอ๋อร์มีนิสัยเอาแต่ใจถึงขั้นเผด็จการ และมีความกระหายอยากเป็นเจ้าของขั้นรุนแรงจนน่าตกใจ ดูทางไหนก็ไม่เหมาะสมกับชุยฉ้าวซีอย่างแน่นอน
ฟางฉิงได้ยินก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร ครั้นแล้วก็ถอนหายใจ “ใครจะรู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่มีความคิดเห็นเช่นไร? ความจริง ที่ซูซินเอ๋อร์เป็นแบบนี้พวกเขาก็เคยลงมือแก้ไขมาก่อน เวลาซินเอ๋อร์ร้องไห้โวยวาย และอาละวาดมารดานางก็เป็นทุกข์! เป็นเช่นนี้มาเรื่อย ๆ คิดจัดการทีไร ก็จัดการไม่เคยสำเร็จสักที สุดท้ายก็หมดหนทาง จำต้องปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้ต่อไป!”
ฟางฉิงเองก็เข้าใจได้ ส่วนนายท่านซู และฮูหยินซูก็เข้าใจ สกุลชุยคือสกุลแบบใด? และบุตรสาวพวกเขาดีมากพอรึ? ถึงแม้ว่าครอบครัวพวกเขาจะมีฐานะเหมาะสม ซ้ำทั้งสองตระกูลยังเกี่ยวดองกันผ่านการแต่งงาน ทว่าทั้งคู่ลงความเห็นกันว่าหากบุตรสาวพวกเขาแต่งออกไป คงได้เผชิญความทุกข์แสนสาหัส ประสบความลำบากอย่างแน่นอน ทั้งสองคนจึงไม่เคยคิดยกเรื่องการแต่งงานมาคุยกับสกุลชุยเลย! แต่อย่างไรก็ตาม ซูซินเอ๋อร์ปฏิบัติกับชุนฉ้าวซีอย่างเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ พวกเขาจึงต้องคอยแก้ไขเรื่องนี้และก็พลอยทุกข์ใจไปด้วย พยายามจะแก้ไขเรื่องนี้อยู่หลายครั้งและในที่สุดก็ลงเอยด้วยความล้มเหลว ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจำใจให้ซูซินเอ๋อร์โวยวายไปตามใจชอบ
พวกเขาคิดกันว่า เมื่อใดที่ชุยฉ้าวซีแต่งงาน และให้กำเนิดบุตรชาย บุตรสาวเขาจะยอมถอดใจเสียที! เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็ค่อยหาคู่ครองที่เหมาะสมให้นาง และคอยประคับประคองให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นอิสระไปจนถึงบั้นปลายชีวิต เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ความทุกข์ใด ๆ หรือความเจ็บปวดใด ๆ ก็จะไม่มากล้ำกรายนาง!
แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่า ในครอบครัวเขา ชุยฉ้าวซีคือบุตรชายคนเล็กที่ผู้เป็นย่ารวมทั้งบิดามารดารักใคร่เอ็นดูที่สุด บิดามารดาจึงไม่อาจก้าวก่ายเรื่องแต่งงานได้ จนป่านนี้แล้วก็ไม่เห็นว่าเขาจะบอกว่าอยากแต่งงานกับใครเลย! ต่อให้นายท่านซูและฮูหยินซูจะกลัดกลุ้มไม่พอใจเท่าใด ก็ไม่อาจเร่งเร้าหลานชายผู้เป็นลูกของน้องสาวให้รีบเร่งแต่งงานได้!
ทำไปทำมา ก็กลายเป็นสถานการณ์อย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้
เรื่องราวภายในเหล่านี้ ฟางฉิงเองก็ไม่สะดวกจะเล่าให้เหลียนฟางโจวฟัง แต่เหลียนฟางโจวก็ได้ทราบสิ่งที่เธอต้องการทราบ นั่นคือ สกุลซูไม่เคยตั้งใจคิดมีการแต่งงานกับสกุลชุยเลย!
พอเป็นแบบนี้ เหลียนฟางโจวจึงแอบโล่งใจขึ้นมาหน่อย
พอเป็นแบบนี้ หากภายหน้า เรื่องที่ชุยฉ้าวซีทำดีกับตัวเธอเอง โดนซูซินเอ๋อร์รู้เข้า อย่างน้อยที่สุดตัวเธอคงจะไม่เป็นชนวนให้นายท่านซูและฮูหยินซูเกิดความไม่พอใจ และจะได้ไม่ทำให้ให้เปี่ยวเจี่ยต้องมาลำบากใจไปด้วย
แน่นอนหากจะให้ดี เรื่องนี้ไม่ควรเล็ดรอดออกมาเลยตลอดกาล ย่อมดีที่สุด!
“เราอย่าคุยเรื่องนี้กันเลย! จริงสิ ช่วงที่หมิ่นจือกลับมาเล่าแนวคิดนั้นให้พวกข้าฟัง พวกข้าล้วนเห็นดัวยกันหมด! เจ้ามีความคิดดี ๆเช่นนี้ได้อย่างไร! เมืองชวงหลิวร่ำรวยอู้ฟู่ทั้งก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรือง ด้วยมีเศรษฐีเป็นจำนวนมากและมีพ่อค้านับไม่ถ้วนผ่านไปมาจากเหนือจรดใต้ หากมีสวนเช่นนั้นให้ผู้คนได้ทำกิจกรรมและหาความบันเทิง ไม่รู้ว่าจะโด่งดังถึงเพียงไหน! ลองเดาสิว่าพี่เขยเจ้ากับหมิ่นจือทำอะไรกันอยู่? ฮ่าฮ่า พวกเขาน่ะ หลายวันมานี้อดใจไปดูสถานที่นอกเมืองกันไม่ไหวน่ะ!” ฟางฉิงเอามือปิดปากหัวเราะ
“!จริงรึ”ดวงตาฟางโจวเรืองวาบด้วยความปิติยินดี ครั้นแล้วก็หัวเราะ “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่คิดแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือไม่! แต่เปี่ยวเจียและเปี่ยวเจี่ยฟู(สามีของเปี่ยวเจี่ย)ล้วนบอกว่าดี มันก็คงไม่แย่จริง ๆ กระมัง!”
“อื้ม ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว!”ฟางฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เราคิดกันว่า สถานที่นี้ไม่ควรอยู่ไกลจากเมืองมากเกินไป ไกลเกินไปก็จะไม่สะดวก! พวกเขาแทบอดใจรอไม่ไหว เลยต้องหาเรื่องออกไปขี่ม้าเล่น ออกไปกันหมดทั้งสองคนเลย! ข้าส่งคนไปตามตัวพวกเขาแล้วล่ะ ในสองวันนี้เรามาคิดกันให้ละเอียดให้ครบถ้วน จะได้เริ่มงานก่อสร้างกันเสียที!”
สกุลซูมีเงิน ตราบใดที่ครอบครัวพวกเขาต้องการทำ ย่อมสามารถทำได้แน่! สำหรับเรื่องเงินนั้น ไม่ใช่ปัญหาสักนิดเลย!
ฟางฉิงหัวเราะและพูดขึ้น “เรามาพูดกันคร่าวๆ การค้านี้จะแบ่งเป็นสามส่วน สกุลซูเราจะถือหุ้นสี่ส่วน และเจ้ากับหมิ่นจือก็ถือหุ้นคนะละ 3 ส่วน สำหรับเงินทุน เนื่องจากเจ้าเป็นคนออกความคิด เจ้าก็ออกเงินเพียงครึ่งเดียวของหุ้น ตอนแรกพวกเราจะออกเงินลงทุนไปก่อน แล้วรอมีรายได้กลับมาเมื่อไร ก็ค่อยหักออกแล้วกัน ส่วนดอกเบี้ยและค่าอะไรอื่นใดไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก! เจ้าล่ะคิดเห็นเป็นเช่นไร?”
นี่ช่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมมาก และมันเกินกว่าที่เหลียนฟางโจวคาดไว้ เดิมทีนางคิดว่าสามารถจะได้ส่วนแบ่งอย่างมากที่สุดคือ 2 ส่วน แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่า 1 ส่วน!
นี่คือการค้าที่ทำในเมืองชวงหลิว สกุลซูย่อมต้องได้ส่วนแบ่งมากที่สุดไป
เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เพราะข้าไม่ลงเงินแต่กลับได้กำไร แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ข้าไหนเลยจะมีข้อวิจารณ์อันใดได้?”
“เจ้าเป็นคนออกหัวคิด และสมควรได้ส่วนนี้ไป!”ฟางฉิงลูบมือนางแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้! เรามาหรือกันอย่างละเอียดในช่วงสองสามวันนี้ จะได้ออกหนังสือสัญญากัน!”
เหลียนฟางโจวพยักหน้าตอบรับ แล้วยิ้มอย่างขออภัย “ข้าอยู่เต็มที่ได้เพียงสามวัน ถึงเวลาต้องลงต้นกล้าฝ้ายในไร่แล้ว ข้าไม่อาจทิ้งไร่ไปได้”
ฟางฉิงพยักหน้าและแย้มยิ้มหลังจากฟังจบ “นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ด้วย วางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้งานเจ้าล่าช้าแน่! “ นางบ่นพึมพำแล้วถอนหายใจ
เหลียนฟางโจวประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจนี้ และรีบยิ้มและถามว่าทำไม?
ฟางฉิงจ้องมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ แล้วถอนหายใจออกมา “ข้าเสียใจจริง ๆ! รู้อย่างนี้ ตอนนั้นข้าน่าจะออกเงินทุนปลูกฝ้ายร่วมกับเจ้า!”
ดวงตาเหลียนฟางโจวเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ฟางฉิงพูดต่อไป “ดูสิ เจ้าคิดอะไรออกมาอย่างสบายๆ ก็ทำเงินมหาศาลแล้ว เห็นได้ชัดว่าการปลูกฝ้ายก็ต้องทำเงินมหาศาลเป็นแน่! ข้าเสียใจจริง ๆ เสียใจแทบตายอยู่แล้ว!”
เหลียนฟางโจวเมื่อได้ยินแล้ว ให้เบิกบานใจนัก หญิงสาวเลยหัวเราะ “เปี่ยวเจี่ยให้ยืมเงิน พูดได้ว่าข้าโชคดีนัก หากข้าทำเงินได้มากมายจริง ๆ ปีหน้าที่จะมาถึงนี้ พวกเราก็มาสร้างกำไรด้วยกันนะ!”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐที่สุด! ถึงตอนนั้นเรามาทำด้วยกันนะ!”ฟางฉิงปรบมือ แล้วทั้งสองคนต่างหัวเราะให้กัน
เปี่ยวเจี่ยและเปี่ยวเม่ยปรึกษาหารือกันเรื่องการก่อสร้างสวนกันอย่างกระตือรือร้น ทั้งสองรีบกินมื้อกลางวัน แล้วก็อดหารือกันต่ออีกไม่ได้
เหลียนฟางโจวเสนอความคิดเห็นของตนเอง ซ้ำยังตั้งใจฟังความคิดเห็นของเหลียนฟางฉิงด้วย เหนืออื่นใด นางไม่ใช่คนในยุคนี้ และนางไม่เข้าใจรสนิยมการเสพสุขและการบริโภคของคนในยุคนี้ ได้ดีเท่าฟางฉิงอย่างแน่นอน
และเพราะเธอไม่ได้เป็นคนในยุคนี้ แน่นอนจึงมองเห็นปัญหา คิดได้ลึกกว่า และมีวิสัยทัศน์ที่ล้ำหน้าซึ่งฟางฉิงไม่สามารถไปถึง บ่อยครั้งที่นางนำเสนอความคิดฉลาดล้ำเลิศมาก จนฟางฉิงชมไม่หยุด
ยิ่งพวกเขาคุยกัน ก็ยิ่งมองเห็นโอกาส
ขณะที่คุยกันอย่างออกรสออกชาติ เสียงชวงหลิงก็พลันดัง “ฮูหยินน้อย! ฮูหยินน้อย!” ผ่านม่านเข้ามา
ฟางฉิงกับเหลียนฟางโจวกำลังสนทนากันอย่างคร่ำเคร่ง ก็ถูกชวงหลิงขัดจังหวะ จึงไม่พอใจมาก แต่ก็รู้ว่าผู้คนรอบตัวจะไม่รู้หนักเบา แล้วมาขัดจังหวะอย่างไร้มรรยาทได้อย่างไร แต่ฟางฉิงก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง จึงพูดเนือย ๆ “มีเรื่องอะไร?”
เมื่อชวงหลิวได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจ ก็ชะงักไป แล้วจึงรีบกระซิบ “ฮูหยินน้อย เอ่อ แม่รอง กับคุณหนูมาเจ้าค่ะ...”
แม่รอง กับคุณหนูรึ?
เหลียงฟางโจวชะงัก ต้องเป็นแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่ของเหลียนฟางฉิงใช่ไหม?
มุมปากฟางฉิงคว่ำลง แล้วก็ตั้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ นางพูดเสียงอ่อน “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็เชิญพวกนางเข้ามาและให้หลี่มามารับรอง! บอกพวกนางไปว่าข้านอนกลางวันอยู่ มีเรื่องอันใดก็เอาไว้คุยตอนตื่นแล้ว!”
ชวงหลิงรีบขานรับคำสั่ง แล้วค้อมตัวทีหนึ่งก่อนออกไป
“เปี่ยวเจี่ย...” นี่เป็นเรื่องในบ้านสกุลฟาง เหลียนฟางโจวจึงไม่สามารถพูดอะไรได้ หญิงสาวอดเหลือบมองฟางฉิงอย่างลังเลไม่ได้
แม้ว่าที่มารดาเลี้ยง หร่วนซื่อมานั้น จะไม่ใช่เรื่องดี ทว่าเหนืออื่นใด อีกฝ่ายยังมีศักดิ์เป็นมารดาของนาง ฟางฉิงแจ้งไปแบบนี้ไม่รู้ว่ามันจะกระทบชื่อเสียงหรือไม่
“ไม่เป็นไร” ฟางฉิงยิ้มบาง คล้ายเห็นสิ่งที่หญิงสาวกำลังคิดในใจ “แม่เลี้ยงข้าและน้องสาวต่างแม่ ้ขยันเทียวไปเทียวมาบ้านข้ามากว่าครึ่งปีแล้ว! มีเดือนไหนบ้างที่ไม่มาสองรอบเล่า?”
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น