วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 283

      เหลียงฟางโจวถามเรื่องนี้โดยบริสุทธิ์ใจด้วยเพราะความอยากรู้และมีข้อสงสัย แต่ไม่ใช่เพราะอยากให้ชุยฉ้าวซีแต่งงานกับซูซินเอ๋อร์ ซูซินเอ๋อร์มีนิสัยเอาแต่ใจถึงขั้นเผด็จการ และมีความกระหายอยากเป็นเจ้าของขั้นรุนแรงจนน่าตกใจ ดูทางไหนก็ไม่เหมาะสมกับชุยฉ้าวซีอย่างแน่นอน

  ฟางฉิงได้ยินก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร ครั้นแล้วก็ถอนหายใจ “ใครจะรู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่มีความคิดเห็นเช่นไรความจริง ที่ซูซินเอ๋อร์เป็นแบบนี้พวกเขาก็เคยลงมือแก้ไขมาก่อน เวลาซินเอ๋อร์ร้องไห้โวยวาย และอาละวาดมารดานางก็เป็นทุกข์เป็นเช่นนี้มาเรื่อย  คิดจัดการทีไร ก็จัดการไม่เคยสำเร็จสักที สุดท้ายก็หมดหนทาง จำต้องปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้ต่อไป!”


        ฟางฉิงเองก็เข้าใจได้ ส่วนนายท่านซู และฮูหยินซูก็เข้าใจ สกุลชุยคือสกุลแบบใดและบุตรสาวพวกเขาดีมากพอรึถึงแม้ว่าครอบครัวพวกเขาจะมีฐานะเหมาะสม ซ้ำทั้งสองตระกูลยังเกี่ยวดองกันผ่านการแต่งงาน ทว่าทั้งคู่ลงความเห็นกันว่าหากบุตรสาวพวกเขาแต่งออกไป คงได้เผชิญความทุกข์แสนสาหัส ประสบความลำบากอย่างแน่นอน  ทั้งสองคนจึงไม่เคยคิดยกเรื่องการแต่งงานมาคุยกับสกุลชุยเลยแต่อย่างไรก็ตาม ซูซินเอ๋อร์ปฏิบัติกับชุนฉ้าวซีอย่างเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ พวกเขาจึงต้องคอยแก้ไขเรื่องนี้และก็พลอยทุกข์ใจไปด้วย พยายามจะแก้ไขเรื่องนี้อยู่หลายครั้งและในที่สุดก็ลงเอยด้วยความล้มเหลว ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจำใจให้ซูซินเอ๋อร์โวยวายไปตามใจชอบ

        พวกเขาคิดกันว่า เมื่อใดที่ชุยฉ้าวซีแต่งงาน และให้กำเนิดบุตรชาย บุตรสาวเขาจะยอมถอดใจเสียทีเมื่อเวลานั้นมาถึง ก็ค่อยหาคู่ครองที่เหมาะสมให้นาง และคอยประคับประคองให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นอิสระไปจนถึงบั้นปลายชีวิต เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ความทุกข์ใด  หรือความเจ็บปวดใด  ก็จะไม่มากล้ำกรายนาง!

        แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่า ในครอบครัวเขา ชุยฉ้าวซีคือบุตรชายคนเล็กที่ผู้เป็นย่ารวมทั้งบิดามารดารักใคร่เอ็นดูที่สุด บิดามารดาจึงไม่อาจก้าวก่ายเรื่องแต่งงานได้ จนป่านนี้แล้วก็ไม่เห็นว่าเขาจะบอกว่าอยากแต่งงานกับใครเลยต่อให้นายท่านซูและฮูหยินซูจะกลัดกลุ้มไม่พอใจเท่าใด ก็ไม่อาจเร่งเร้าหลานชายผู้เป็นลูกของน้องสาวให้รีบเร่งแต่งงานได้!

      ทำไปทำมา ก็กลายเป็นสถานการณ์อย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้

  เรื่องราวภายในเหล่านี้ ฟางฉิงเองก็ไม่สะดวกจะเล่าให้เหลียนฟางโจวฟัง แต่เหลียนฟางโจวก็ได้ทราบสิ่งที่เธอต้องการทราบ นั่นคือ สกุลซูไม่เคยตั้งใจคิดมีการแต่งงานกับสกุลชุยเลย!

         พอเป็นแบบนี้ เหลียนฟางโจวจึงแอบโล่งใจขึ้นมาหน่อย

         พอเป็นแบบนี้ หากภายหน้า เรื่องที่ชุยฉ้าวซีทำดีกับตัวเธอเอง โดนซูซินเอ๋อร์รู้เข้า อย่างน้อยที่สุดตัวเธอคงจะไม่เป็นชนวนให้นายท่านซูและฮูหยินซูเกิดความไม่พอใจ และจะได้ไม่ทำให้ให้เปี่ยวเจี่ยต้องมาลำบากใจไปด้วย

        แน่นอนหากจะให้ดี เรื่องนี้ไม่ควรเล็ดรอดออกมาเลยตลอดกาล ย่อมดีที่สุด!

  เราอย่าคุยเรื่องนี้กันเลยจริงสิ ช่วงที่หมิ่นจือกลับมาเล่าแนวคิดนั้นให้พวกข้าฟัง พวกข้าล้วนเห็นดัวยกันหมดเจ้ามีความคิดดี ๆเช่นนี้ได้อย่างไรเมืองชวงหลิวร่ำรวยอู้ฟู่ทั้งก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรือง ด้วยมีเศรษฐีเป็นจำนวนมากและมีพ่อค้านับไม่ถ้วนผ่านไปมาจากเหนือจรดใต้ หากมีสวนเช่นนั้นให้ผู้คนได้ทำกิจกรรมและหาความบันเทิง ไม่รู้ว่าจะโด่งดังถึงเพียงไหนลองเดาสิว่าพี่เขยเจ้ากับหมิ่นจือทำอะไรกันอยู่ฮ่าฮ่า พวกเขาน่ะ หลายวันมานี้อดใจไปดูสถานที่นอกเมืองกันไม่ไหวน่ะ!” ฟางฉิงเอามือปิดปากหัวเราะ

        “!จริงรึดวงตาฟางโจวเรืองวาบด้วยความปิติยินดี ครั้นแล้วก็หัวเราะ “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่คิดแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือไม่แต่เปี่ยวเจียและเปี่ยวเจี่ยฟู(สามีของเปี่ยวเจี่ย)ล้วนบอกว่าดี มันก็คงไม่แย่จริง  กระมัง!”

        “อื้ม ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว!”ฟางฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เราคิดกันว่า สถานที่นี้ไม่ควรอยู่ไกลจากเมืองมากเกินไป ไกลเกินไปก็จะไม่สะดวกพวกเขาแทบอดใจรอไม่ไหว เลยต้องหาเรื่องออกไปขี่ม้าเล่น ออกไปกันหมดทั้งสองคนเลยข้าส่งคนไปตามตัวพวกเขาแล้วล่ะ ในสองวันนี้เรามาคิดกันให้ละเอียดให้ครบถ้วน จะได้เริ่มงานก่อสร้างกันเสียที!”

          สกุลซูมีเงิน ตราบใดที่ครอบครัวพวกเขาต้องการทำ ย่อมสามารถทำได้แน่สำหรับเรื่องเงินนั้น ไม่ใช่ปัญหาสักนิดเลย!

         ฟางฉิงหัวเราะและพูดขึ้น “เรามาพูดกันคร่าวๆ การค้านี้จะแบ่งเป็นสามส่วน สกุลซูเราจะถือหุ้นสี่ส่วน และเจ้ากับหมิ่นจือก็ถือหุ้นคนะละ 3 ส่วน สำหรับเงินทุน เนื่องจากเจ้าเป็นคนออกความคิด เจ้าก็ออกเงินเพียงครึ่งเดียวของหุ้น ตอนแรกพวกเราจะออกเงินลงทุนไปก่อน แล้วรอมีรายได้กลับมาเมื่อไร ก็ค่อยหักออกแล้วกัน ส่วนดอกเบี้ยและค่าอะไรอื่นใดไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีกเจ้าล่ะคิดเห็นเป็นเช่นไร?”

         นี่ช่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมมาก และมันเกินกว่าที่เหลียนฟางโจวคาดไว้ เดิมทีนางคิดว่าสามารถจะได้ส่วนแบ่งอย่างมากที่สุดคือ 2 ส่วน แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่า 1 ส่วน!

นี่คือการค้าที่ทำในเมืองชวงหลิว สกุลซูย่อมต้องได้ส่วนแบ่งมากที่สุดไป

         เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เพราะข้าไม่ลงเงินแต่กลับได้กำไร แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ข้าไหนเลยจะมีข้อวิจารณ์อันใดได้?”

  เจ้าเป็นคนออกหัวคิด และสมควรได้ส่วนนี้ไป!”ฟางฉิงลูบมือนางแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้เรามาหรือกันอย่างละเอียดในช่วงสองสามวันนี้ จะได้ออกหนังสือสัญญากัน!”

  เหลียนฟางโจวพยักหน้าตอบรับ แล้วยิ้มอย่างขออภัย “ข้าอยู่เต็มที่ได้เพียงสามวัน ถึงเวลาต้องลงต้นกล้าฝ้ายในไร่แล้ว ข้าไม่อาจทิ้งไร่ไปได้

         ฟางฉิงพยักหน้าและแย้มยิ้มหลังจากฟังจบ “นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ด้วย วางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้งานเจ้าล่าช้าแน่! “ นางบ่นพึมพำแล้วถอนหายใจ

         เหลียนฟางโจวประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจนี้ และรีบยิ้มและถามว่าทำไม?

ฟางฉิงจ้องมองอีกฝ่ายเงียบ  แล้วถอนหายใจออกมา “ข้าเสียใจจริง รู้อย่างนี้ ตอนนั้นข้าน่าจะออกเงินทุนปลูกฝ้ายร่วมกับเจ้า!”

         ดวงตาเหลียนฟางโจวเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ฟางฉิงพูดต่อไป “ดูสิ เจ้าคิดอะไรออกมาอย่างสบายๆ ก็ทำเงินมหาศาลแล้ว เห็นได้ชัดว่าการปลูกฝ้ายก็ต้องทำเงินมหาศาลเป็นแน่ข้าเสียใจจริง  เสียใจแทบตายอยู่แล้ว!”

         เหลียนฟางโจวเมื่อได้ยินแล้ว ให้เบิกบานใจนัก หญิงสาวเลยหัวเราะ “เปี่ยวเจี่ยให้ยืมเงิน พูดได้ว่าข้าโชคดีนัก หากข้าทำเงินได้มากมายจริง  ปีหน้าที่จะมาถึงนี้ พวกเราก็มาสร้างกำไรด้วยกันนะ!”

  เช่นนั้นก็ประเสริฐที่สุดถึงตอนนั้นเรามาทำด้วยกันนะ!”ฟางฉิงปรบมือ แล้วทั้งสองคนต่างหัวเราะให้กัน

  เปี่ยวเจี่ยและเปี่ยวเม่ยปรึกษาหารือกันเรื่องการก่อสร้างสวนกันอย่างกระตือรือร้น ทั้งสองรีบกินมื้อกลางวัน แล้วก็อดหารือกันต่ออีกไม่ได้

เหลียนฟางโจวเสนอความคิดเห็นของตนเอง ซ้ำยังตั้งใจฟังความคิดเห็นของเหลียนฟางฉิงด้วย เหนืออื่นใด นางไม่ใช่คนในยุคนี้ และนางไม่เข้าใจรสนิยมการเสพสุขและการบริโภคของคนในยุคนี้ ได้ดีเท่าฟางฉิงอย่างแน่นอน

        และเพราะเธอไม่ได้เป็นคนในยุคนี้ แน่นอนจึงมองเห็นปัญหา คิดได้ลึกกว่า และมีวิสัยทัศน์ที่ล้ำหน้าซึ่งฟางฉิงไม่สามารถไปถึง บ่อยครั้งที่นางนำเสนอความคิดฉลาดล้ำเลิศมาก จนฟางฉิงชมไม่หยุด

  ยิ่งพวกเขาคุยกัน ก็ยิ่งมองเห็นโอกาส

ขณะที่คุยกันอย่างออกรสออกชาติ เสียงชวงหลิงก็พลันดัง “ฮูหยินน้อยฮูหยินน้อย!” ผ่านม่านเข้ามา

        ฟางฉิงกับเหลียนฟางโจวกำลังสนทนากันอย่างคร่ำเคร่ง ก็ถูกชวงหลิงขัดจังหวะ จึงไม่พอใจมาก แต่ก็รู้ว่าผู้คนรอบตัวจะไม่รู้หนักเบา แล้วมาขัดจังหวะอย่างไร้มรรยาทได้อย่างไร แต่ฟางฉิงก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง จึงพูดเนือย  “มีเรื่องอะไร?”

       เมื่อชวงหลิวได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจ ก็ชะงักไป แล้วจึงรีบกระซิบ “ฮูหยินน้อย เอ่อ แม่รอง กับคุณหนูมาเจ้าค่ะ...”

       แม่รอง กับคุณหนูรึ?

        เหลียงฟางโจวชะงัก ต้องเป็นแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่ของเหลียนฟางฉิงใช่ไหม?

        มุมปากฟางฉิงคว่ำลง แล้วก็ตั้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ นางพูดเสียงอ่อน  “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็เชิญพวกนางเข้ามาและให้หลี่มามารับรองบอกพวกนางไปว่าข้านอนกลางวันอยู่ มีเรื่องอันใดก็เอาไว้คุยตอนตื่นแล้ว!”

      ชวงหลิงรีบขานรับคำสั่ง แล้วค้อมตัวทีหนึ่งก่อนออกไป

      “เปี่ยวเจี่ย...” นี่เป็นเรื่องในบ้านสกุลฟาง เหลียนฟางโจวจึงไม่สามารถพูดอะไรได้ หญิงสาวอดเหลือบมองฟางฉิงอย่างลังเลไม่ได้

       แม้ว่าที่มารดาเลี้ยง หร่วนซื่อมานั้น จะไม่ใช่เรื่องดี ทว่าเหนืออื่นใด อีกฝ่ายยังมีศักดิ์เป็นมารดาของนาง ฟางฉิงแจ้งไปแบบนี้ไม่รู้ว่ามันจะกระทบชื่อเสียงหรือไม่

      “ไม่เป็นไร” ฟางฉิงยิ้มบาง คล้ายเห็นสิ่งที่หญิงสาวกำลังคิดในใจ “แม่เลี้ยงข้าและน้องสาวต่างแม่ ้ขยันเทียวไปเทียวมาบ้านข้ามากว่าครึ่งปีแล้ว!  มีเดือนไหนบ้างที่ไม่มาสองรอบเล่า?”

    ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น