วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 285 คิดหนัก

     พื่อเป็นการประกาศฐานะแม่ยาย” ของตนเอง เวลาอยู่ต่อหน้าซูจิ่งเหอ หร่วนซื่ออ้าปากแต่ละครั้ง ก็เรียกเขาว่าลูกเขย ทุกคำ

      ซูจิ่งเหอรู้ว่าลูกเลี้ยงของนางผ่านวันคืนในบ้านเดิมมาอย่างไร ฟางฉิงไหนเลยจะเป็นที่พอใจในสายตาของหร่วนซื่อเล่ามีแต่ขัดขูขัดตาหรวนซื่อ นายน้อยผู้นี้ไม่เคยรู้หรอกว่า อะไรคือคำว่าอดทนอดกลั้น!”

      รู้ไหม ก่อนหน้าเขาไม่ได้มอบใจทั้งดวงให้ฟางฉิง แต่เป็นนางคณิกาของหอฮวาฮวาที่ชื่อเสียงแห่งเมืองชวงหลิว ก่อนนั้นเพื่อจะได้คุยกับนางคณิกาผู้มีชื่อเสียงของหอโคมเขียว ชายหนุ่มต้องเสียเงินทองไปมากมาย กระทั่งคำตักเตือนของนายท่านซู เขาก็ไม่ฟัง ทำเอานายท่านซูโมโหจนล้มป่วย แล้วอย่างนี้ เขาจะสนใจที่ผู้อื่นพูดว่าเขาไม่เคารพมารดาของภรรยารึ?


       หลังจากเจอบทเรียนอันหยาบคายของซูจิ่งเหอเข้าไปหลายครา หร่วนซื่อก็ไม่กล้าเรียกซูจิ่งเหอว่า “ลูกเขย” อีก ซ้ำยังออกจะกลัวเขาด้วย

       ฟางฉิงเหลือบมองฟางฮุ่ยผู้ซึ่งมีดวงตากระทอประกายเจิดจ้า จึงยิ้มหยันให้น้องสาว ครั้นแล้วจึงยิ้มบาง  “ข้าไม่รู้ว่าไปไหน

       ฟางฮุ่ยให้แอบผิดหวังในใจ จึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “พี่เขยเป็นสามีเจ้า เขาจะไปที่ไหน ? เจ้าไม่รู้รึ?” ฟางฮุ่ยคิดอย่างขุ่นเคือง ลำพังสามีเจ้าเชื่อฟังเจ้าทุกคำ ซ้ำรักและตามใจยังกับอะไรดี เวลาจะไปไหนที เขาจะไม่บอกเจ้าเชียวรึ?

      “ข้าจะไปรู้เรื่องของผู้ชายได้อย่างไร? “ ฟางฉิงแย้มยิ้มมบาง แล้วก็พูดขึ้น “ข้าก็แค่ฟู่เหรินคนหนึ่ง(ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว)”

       วาจานี้เอาไว้หลอกเด็กเถอะฟางฮุ่ยแค่นเสียงไม่พอใจ ทว่าก็ไม่อาจหาคำมาโต้แย้งได้

      “เอาล่ะฮุ่ยเอ๋อร์เป็นน้องเจ้า เจ้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางหรือไร!”หร่วนซื่อซึ่งอารมรณ์ไม่ดี มองค้อนฟางฉิงวงใหญ่ในขณะที่สายตาของลูกสาวแท้ ๆของตนเองเหลือบมองมาที่นางบ่อย  ก็ทำให้นางนึกได้ในที่สุดถึงจุดประสงค์ของวันนี้  ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น “ประมุขของบ้านยามนี้มีธุระยุ่งมาก ข้าและบิดาของเจ้าไม่มีเวลาดูแลน้องสาวเจ้าเลย เอ่อ ให้นางพักอยู่กับเจ้าสักหลาย ๆวันแล้วกันแล้วก็อย่าได้ปฏิเสธ เพราะนี่คือน้องสาวเจ้า หากนางจะพักอยู่บ้านเจ้าสักหลายวัน เจ้าจะทนไม่ไหวเชียวรึสกุลซูไม่มีเรือนว่าง ไม่มีข้าวปลาอาหารให้กินรึ

       หร่วนซื่อถลึงตาใส่ฟางฉิงอย่างดุดัน คล้ายว่าการถลึงตาใส่ยิ่งกดดันยิ่งบังคับ ฟางฉิงจะยิ่งไม่กล้าปฏิเสธ

      “ได้เจ้าค่ะ!”ยามนี้ ฟางฉิงหาใด้ปฏิเสธไม่ นางผงกศีรษะด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น

      หร่วนซื่อและฟางฮุ่ยต่างมองหน้ากัน ดวงตาฟางฮุ่ยเป็นประกายสดใส ใบหน้าเด็กสาวเผยความยินดีปรีดาและความพออกพอใจอย่างไม่ปิดบัง พอคิดขึ้นมาว่านางจะได้พักอยู่ที่นี่ และได้พบหน้าพี่เขยทุกวันด้วย ใจนางก็เต้นแรงแล้ว

ตราบใดที่นางและเขาได้พบเจอกันมากขึ้น พี่เขยนางย่อมจะเห็นความดีของนางและจะตกหลุมรักนางแน่นอน นางอายุเพียง 14 หนาว ซึ่งยังเป็นวัยแรกแย้ม จะสู้พี่สาวที่อายุเกิน 20 หนาว แถมยังมีบุตรสองคนไม่ได้รึ?

       ตราบใดที่พี่เขยชอบนางและปกป้องนาง พี่สาวก็ไม่มีทางขัดขวางนางแต่งเข้าสกุลซูได้รอให้นางกุมหัวใจพี่เขยได้ก่อนเถิด ฮึ่ม แล้วการทำให้พี่เขยหย่ากับพี่สาว จะเป็นไปไม่ได้หรือไร!

  ถือว่าตกลงตามนั้นยามนี้ก็ให้ฮุ่ยเอ๋อร์พักอยู่กับเจ้าสักเดือนหนึ่งก่อนพอดีข้ายังมีธุระอื่นที่บ้าน ข้ากลับก่อนล่ะ! ”นางหัวเราะด้วยความพออกพอใจ น้ำเสียงเลยอ่อนลงนิดหนึ่ง

        ครอบครัวนางต้องพึ่งพาฟางฉิง แม้ว่าทุกวันนี้สกุลฟางก็อยู่ดีมีสุขแล้ว ทว่าเมื่อเทียบกับสกุลซูย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว บ่าวแต่ละคนของสกุลซูล้วนรับใช้ฮูหยินน้อย แต่กับนางซึ่งมารดาของฮูหยินน้อย จากที่นางรู้สึก จริง ๆแล้วพวกนั้นดูถูกนาง ส่งสายตาดูแคลนทุกชนิดทั้งแอบทำ ทั้งแสดงออกโจ่งแจ้ง และท่าทีไม่เคารพ ทำให้หร่วนซื่อโกรธจนหน้าคว่ำ ทว่าความผิดพลาดกระทั่งเล็กน้อยที่สุดของคนพวกนั้นก็ยังไม่เคยโผล่ออกมาให้นางเล่นได้งานสักที!

  เพราะฉะนั้น หรวนซื่อซึ่งเดิมที มีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะแสดงแสนยานุภาพต่อบ่าวไพร่ในสกุลซู หลังเพียรทำอย่างแข็งขันอยู่หลายต่อหลายครั้งติดกัน นางก็พ่ายแพ้หมดรูป ต้องจำใจยอมรับสภาพ ดังนั้นเมื่อพูดธุระจบแล้ว นางก็ไม่อยากอยู่ที่สกุลซูต่ออีกแม้แต่เค่อเดียว

  

        อยู่ที่นี่นางค่อนข้างอึดอัด นางไม่ใช่คนที่ยอมอดทนอดกลั้น ทุกครั้งที่นางพักอยู่ที่นี่ยาว  พอกลับไปบ้านนางก็มักจะห่อเหี่ยวหมดแรงไปหลายวันเลย

        มิสู้อยู่บ้านตนเอง ซึ่งมีคนรับใช้สามถึงสี่คนคอยรับใช้ดีกว่า คิดจะตีก็ตี คิดจะด่าก็ด่า ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ!

      “ได้เจ้าค่ะ!” พอเห็นนางลุกขึ้น ฟางฉิงจึงยืนขึ้นและพยักหน้าแย้มยิ้ม

      “อื้ม!”หร่วนซื่อรู้สึกพึงพอใจ จึงเตรียมกลับ

   ดวงตาของฟางฮุ่ยปรากฏแววกังวลเล็กน้อย เมื่อนางเห็นดังนั้น จึงรีบสาวเท้าสองก้าวเข้าหาหามารดาแล้วดึงชายแขนเสื้ออีกฝ่าย พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน “ท่านแม่ ข้า ข้ากลัว พักอยู่ข้างนอกบ้าน ข้ารู้สึกกลัวนิดหน่อยหรือว่า ให้ข้าพักก็อยู่กับพี่สาว...”

       ถึงแม้ฟางฉิงในใจจะรู้ถึงแผนการอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น ก็ยังเกิดโทสะ นี่มันคือสวนและหมู่เรือนของพวกเขาสองคนสามีภรรยา คำพูดของฟางฮุ่ยมันเป็นการขอมาพักในสวนและหมู่เรือนนี้ดื้อๆโดยไม่มีความเกรงใจนี่มันคนชนิดไหนกัน!

       หร่วนซื่อพลันนึกขึ้นได้ว่านางเกือบพลาดเรื่องแผนการในใจของลูกสาวไปเสียแล้ว ครั้นแล้วจึงพูดกับฟางฉิง “เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหมดูแลน้องสาวเจ้าด้วย ในเมื่อนางกลัว เช่นนั้นก็ให้นางพักอยู่ในสวนนี้สิมีเรือนมากมายตั้งหลายหลังในสวนนี้!”

       ฟางฉิงเดือดดาลที่แม่เลี้ยงพูดจาทำนองเป็นเรื่องธรรมดานัก ใบหน้าฟางฉิงมืดทะมึนลง พลางเอ่ยอย่างเย็นชา “มีเรือนมากมายหลายหลังในสกุลซู หากเสี่ยวฮุ่ยกลัว ข้าจะส่งสาวใช้ไปอยู่รับใช้นาง ในสวนข้า มีเรือนมากมายก็จริงแต่คนก็มากมายด้วย จึงไม่มีเรือนว่างให้พักได้หากท่านแม่รู้สึกว่าไม่สะดวก ก็พานางกลับไปเถิด!”

       “เจ้าพูดอะไรของเจ้ากัน!”ใบหน้าหร่วนซื่อซีดขาวด้วยโทสะ

       ใบหน้าฟางฉิงฉายแววเด็ดเดี่ยว นางเม้มริมฝีปากแน่น ไม่มีเสียงใด เล็ดรอดออกมา  คล้ายยืนกรานไม่ยอมลงให้

       “เจ้า....” หรวนซื่อบันดาลโทสะ ทว่าก็ยังรู้ว่าฟางฉิงพูดถูกในเรื่องนี้ ยิ่งกว่านั้น นี่คือถิ่นของสกุลซู มีบ่าวคนไหนกล้าไม่ดูสีหน้าฟางฉิงบ้างหากนางต้องการหาเรื่องทะเลาะจริงๆ ก็คงเป็นการทำร้ายตัวเองแล้ว!

       ฟางฮุ่ยไม่คาดว่าฟางฉิงจะมีท่าทีแข็งกร้าวปานนี้ ในใจมีแต่ความชิงชังนางแพศยาคนนี้ ทว่านางก็วิตกว่า หากมารดาเอาเรื่องขึ้นมา ฟางฉิงจะไม่ให้นางพักอยู่ที่นี่ และนั่นจะทำให้แผนการของนางพังพินาศหมด!

        ฟางฮุ่ยรีบกระตุกชายแขนเสื้อมารดา แล้วยิ้มแย้ม “ช่างมันเถิด ท่านแม่ ในเมื่อพี่สาวพูดมาอย่างนั้น ก็อย่าไปสร้างปัญหาให้นางเลย!”


        ฟางฉิงเหยียดมุมปากสองทีอย่างดูถูก ฟังดูสิ อย่าสร้างปัญหาในนางแลย แหม ช่างใจบุญ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เข้าอกเข้าใจผู้อื่นแท้!

  “ดูสิว่าน้องสาวเจ้าเห็นแก่เจ้าแค่ไหน!”หร่วนซื่อพูดโดยไม่ละอาย และค้อนใส่ฟางฉิงวงหนึ่ง “ดูแลน้องสาวเจ้าด้วยและอย่าให้พวกบ่าวไพร่ตาต่ำนั่นรังแกนางเด็ดขาด!”

  ฟางฉิงยิ้มอย่างเห็นด้วย ครั้นแล้วก็เอ่ยขึ้น “หากไม่ไว้ใจ ท่านแม่ก็พานางกลับไปเถิด!”

หรวนซื่อพลันจุกขึ้นมาในอก ครั้นแล้วจึงถลึงตาใส่ฟางฉิง ขณะที่รูจมูกพ่นลมฟืดฟาด ครั้นแล้วก็หันหลังสาวเท้าจากโดยไม่พอใจอย่างหนัก

นางรู้ว่านางเด็กสมควรตายนับถือนางแต่ปาก แต่ความจริงแล้ว อยากแช่งให้นางตายวันละร้อยหน คำพูดคำจาเมื่อครู่ทำให้นางโมโหแทบกระอัก!

        ฟางฉิงคลี่ยิ้มและสั่งให้หลี่มามาไปส่งมารดา สำหรับตัวนางเอง หากนางทำตามคำสั่งมารดา ให้น้องสาวต่างแม่พักอยู่ด้วย แน่นอน ย่อมหลีกหนีไม่ได้แน่

  ทันทีที่หร่วนซื่อจากไป ฟางฮุ่ยก็อดถามฟางฉิงไม่ได้ “เมื่อไรพี่เขยจะกลับมาสักทีเล่า?”เมื่อพูดคำว่า พี่เขย นางก็พูดด้วยน้ำเสียงขัดเขิน ซ้ำบนใบหน้ายังขึ้นสีแดงอย่างน่าสงสัย

สาวใช้นามชวงหลิวและชวงซิ่วซึ่งอยู่คอยรับใช้ได้แต่หรุบตาลงต่ำ พลางเหยียดปาก หรือไม่ก็แอบกลอกตา แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งใด

        ฟางฉิงรู้สึกอิดหนาระอาใจ น้องสาวคิดถึงสามีต่อหน้าพี่สาว ซ้ำยังเอียงอายอีกด้วย!

ทำอย่างกับนางผู้เป็นพี่สาวตายไปแล้ว!

     “พวกเจ้าออกไปให้หมด! “ ฟางฉิงกวาดสายตาทีหนึ่ง สาวใช้ทั้งหมดก็ค้อมตัว พลางย่อกายทำความเคารพพวกเขา

  ...

1 ความคิดเห็น: