“เจ้ารู้ความผิดใช่หรือไม่?”ใบหน้าซูจิ่งเหอบึ้งตึง
ฟางฉิงกลืนน้ำลายสองครา และรีบพยักหน้ารัว ๆ “รู้แล้ว....”
“เจ้ากล้ารึ?”
“ไม่กล้าแล้ว” ฟางฉิงนึกหดหู่ในใจ ‘ข้าก็แค่มีน้องสาวต่างแม่ที่ไร้เหตุผลสิ้นดี มันก็แค่นั้นเอง’
“จะเชื่อฟังหรือไม่?”
ฟางฉิงอึ้งงันไปเมื่อได้ยินเสียงที่ตั้งใจขู่จากเหนือหัวขึ้นไป “หือ?” หญิงสาวรีบพยักหน้า “เชื่อแล้ว!”
“งั้นฟังให้ดี ข้าจะจัดการเจ้าอีกคืนนี้!”ซูจิ่งเหอคำรามพร้อมเสียงหัวเราะหึ ๆ ไหนเลยจะมีโทสะเหมือนเมื่อครู่นี้อีก
ฟางฉิงนิ่งอึ้งไป นึกพูดในใจแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วยเล่า!
หญิงสาวกำลังจะโต้เถียง ซูจิ่งเหอก็หรี่ตาครึ่งหนึ่งอย่างเจ้าเล่ห์ “มีอะไรจะบอกข้าอีกหรือไร? เจ้าอยากให้นายน้อยจัดการเจ้าตอนนี้เลยใช่หรือไม่?”
ฟางฉิงผงะ ครั้นแล้วจึงสั่นศีรษะรัว ๆ “ไม่ ไม่เอา!”
หลังตรึกตรองไปมา จัดการนางคืนนี้น่าจะดีกว่า! เขาไม่สนหรอกว่าตนเองเอาแต่ใจหรือไม่ ถึงอย่างไรนางก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว!
“เช่นนั้นก็ได้!”ซูจิ่งเหอยิ้ม ครานี้เขาพึงพอใจมากและสบายใจจริง ๆ ชายหนุ่มอุ้มนางมานั่งลงบนตั่งยาว
ฟางฉิงพึมพำอย่างระอาใจ “ท่านกำลังรังแกข้า....”
“ด้วยเหตุผลอะไรรึ?”ซูจิ่งเหอขยำเอวนุ่มของนางอย่างแรงอยู่สองสามครั้งด้วยโทสะ พลางเอ่ยเสียงขื่น “ข้าเป็นผู้ชายของเจ้า แต่เจ้ายังปล่อยให้เด็กสาวผู้ไม่รู้ดีรู้ชั่วนั่นมา แล้วยังมาตำหนิข้าอีกรึ? ภรรยาข้า เจ้าไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน! ”เขาเอ่ยอย่างเศร้าใจเล็กน้อย “เจ้าไม่ดีกับข้าเหมือนแต่ก่อนแล้ว....”
ฟางฉิงพลันยิ้มขื่น ซ้ำยังรู้สึกว่ารักเขาที่เขาเป็นเช่นนี้ พอคิดขึ้นมา ก็รู้สึกว่าดูเหมือนตนเองควรละอายใจจริง ๆ
นางรับโอบเอวผู้เป็นสามี พลางทิ้งตัวลงสู่อ้อมแขนอีกฝ่าย แล้วทาบทับตัวเขาอย่างนุ่มนวล หญิงสาวเงยหน้าน้อย ๆในอ้อมอกเขา แล้วส่งสายตาฉ่ำน้ำละมุนละไมจับจ้องชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าไหนเลยจะไม่ดีต่อท่านเหมือนเมื่อก่อน? ข้าดีต่อท่านกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ! ใครเล่าที่เรียกขานท่านว่าสามีของข้า! แต่นั่นคือคนของครอบครัวฝั่งบ้านข้า หากจัดการไม่ดี สกุลฟางและสกุลซูจะขายหน้าเอา ข้าเพียงกำลังคิดหาทางแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่”
“บ้าบอ!”ซูจิ่งเหอเบิกบานมากหลังจากได้ยินคำพูดครึ่งแรก และแค่นเสียงอีกครั้งหลังจากได้ยินประโยคสุดท้ายแต่พอเห็นภรรยาทำหน้าเศร้าหน่อย ๆ ก็ใจอ่อนยวบ ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น “ช่างมันเถิด! เจ้าไม่ต้องใส่ใจเรื่องนี้หรอกอย่าค่อย ๆคิดแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไปเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง! แค่คิดถึงจิตใจของเด็กสาวต่ำช้าผู้นั้น ก็คิดถึงบิดานาง ในใจบิดานั่นก็บิดเบี้ยวอย่างน่าระอา! จึ๊ ! รู้สึกว่าเขานี่ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ!”
ฟางฉิงเบิกตากว้าง จ้องชายหนุ่มเขม็ง หญิงสาวครุ่นคิดสักครู่ จึงเอ่ยอย่างลังเล “ท่าน...ทำได้จริงรึ?”
ไม่ว่าฟางฮุ่ยจะทำสิ่งที่น่าหนักใจแค่ไหน นางก็ยังเป็นน้องสาวที่มีสายเลือดเดียวกันครึ่งหนึ่ง นางไม่ได้เกิดจากอนุภรรยา เพราะแม่เลี้ยงนางถือเป็นภรรยาเอก หากนางทำเรื่องไม่ดีขึ้นมา ชื่อเสียงของตนเอง และสกุลซูก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
แม้ว่าหญิงสาวจะดูแคลนฟางฮุ่ยอยู่มาก ทว่าเป็นเรื่องไม่คุ้มค่า ที่จะเอาชื่อเสียงตนเองมาเสี่ยงกับการมีเรื่องกับผู้หญิงแบบนี้
ซูจิ่งเหอยิ้มอย่างชั่วร้าย “ข้าจะทำได้หรือไม่ เจ้ายังไม่รู้อีกรึ?”
ใบหน้าฟางฉิงเห่อร้อน พลางแค่นเสียงใส่ “ท่านพูดจาเหลวไหลอันใดกัน! ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นเสียหน่อย!”
ซูจิ่งเหอหัวเราะหึๆ “แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไรรึ?”
ฟางฉิงรู้สึกอิดหนาระอาใจ หญิงสาวขึงตาใส่เขา แล้วก็คร้านจะสนใจเขาอีกต่อไป หญิงสาวลุกขึ้น พลางยกมือจัดมวยผม “ข้าจะไปคาระวะท่านแม่ที่เรือนท่านก่อน ท่านจะไปหรือไม่? เวลาไม่เช้าแล้ว ท่านรอข้าเชิญพวกฟางโจวกับอาเจ๋อมากินมื้อเย็นอีกทีก็แล้วกัน!”
ซูจิ่งเหอเอ่ยตอบ “ข้าขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เจ้าคอยข้าด้วย!” ชายหนุ่มคลายอ้อมแขน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มข้าง ๆหูนาง “ภรรยายอดรักของข้า อย่ากังวลเลย วางใจปล่อยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ข้าเถิด ข้ามีวิธี!”
กล่าวจบก็ปล่อยอีกฝ่าย แล้วสาวเท้ายาว ๆจากไป ชายหนุ่มครางคล้ายคนปวดฟัน พลางสั่นศีรษะขณะนึกพูดในใจ‘พอคิดถึงเรื่องบ้าบอนี่ทีไร ช่างน่าเหนื่อยหน่ายอะไรเช่นนี้! น่าหนักใจจริง ๆ น่าหนักใจที่สุด!’
คู่สามีภรรยาพูดหัวร่อต่อกระซิกกัน แล้วพากันเดินไปเรือนฮูหยินซูเพื่อไปคาราวะ อีกอย่าง ทั้งสองคนถือโอกาสพาบุตรชายทั้งสองคนซึ่งอยู่กับมารดามาครึ่งวันกลับมายังสวนและหมู่เรือนของพวกตนด้วย ระหว่างทางก็พบซูซินเอ๋อร์ ซูซินเอ๋อร์เห็นทั้งสองคนเข้า ก็รีบทำตัวลีบอยากจะหลบเลี่ยง แต่เมื่อเห็นว่าหลบไม่ทัน ก็จำต้องสาวเท้าเข้ามาหา พลางยิ้มอย่างหวาด ๆแล้วเปล่งเสียงทักทาย “พี่ชาย พี่สะใภ้!”ครั้นแล้วก็หันหลังเปิดแน่บ กูคล้ายกระต่ายที่กลัวภัย
ฟางฉิงอดเหลือบมองซูจิ่งเหอด้วยสายตาขบขันไม่ได้ “ท่านทำอันใดกับซูซินเอ๋อร์เนี่ย? เหตุใดนางถึงทำท่าหวาดกลัวนักเล่า?
สีหน้าซูจิ่งเหอพลันมืดครึ้มลง ชายหนุ่มพูดถากถางแกมประชด “เจ้าต้องถามว่าเหตุใดข้าถึงมีน้องสาวเช่นนี้สิ? หากนางไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆของข้า นายน้อยคงลากนางไปเฆี่ยนแล้วจับตัดหางปล่อยวัดไปนานแล้ว! เพราะนางทำให้สกุลซูของเราต้องขายหน้านะสิ!”
ฟางฉิงรู้ว่าน้องสาวตัวน้อยที่เอาแต่หมกมุ่นคลั่งไคล้หลงไหล ต้องก่อเรื่องกับชุยฉ้าวซีอีกแน่ นางเองก็ปวดหัวไม่ใช่น้อย ดังนั้นจึงถอนหายใจเบา ๆ “นางยังเยาว์ อย่ากังวลเรื่องนี้นักเลย ท่านต้องค่อย ๆอบรมสั่งสอน และไม่ควรรุนแรงเกินไป ไม่เช่นนั้นบิดามารดาท่านจะเป็นทุกข์ ซ้ำอาจโวยวายขึ้นมาด้วย”
ซูจิ่งเหอพูดด้วยความโมโห “เป็นบิดามารดาที่ตามใจนาง แล้วจะไม่เอะอะโวยวายได้อย่างไรเล่า! สักวันหนึ่ง ชื่อเสียงนางจะฉาวโฉ่ในเมืองชวงหลิว ข้ามองดูแล้ว จะมีคนดีๆที่ไหนเต็มใจอยากแต่งกับนางเล่า!”
ฟางฉิงอดขมวดคิ้วไม่ได้ สกุลซูเข้มงวดเรื่องการเข้าออกจวนมาก เรื่องที่ซูซินเอ๋อร์คลั่งไคล้ชุยฉ้าวซี คงไม่มีใครกล้าเอาไปโพทะนาข้างนอกหรอก แต่หากเด็กสาวคนนี้ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ คงไม่มีใครรู้ว่า สักวันหนึ่งเรื่องนี้จะแพร่สะพัดออกไปหรือไม่
เหนืออื่นใด แต่ครั้งบรรพกาลการซุบซิบนินทาเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยากที่สุดแล้ว
ซูจิ่งเหอพูดอีกครั้ง “หากเอาตามแบบข้านะ หาเจ้าบ่าวให้นางไปเลย แล้วจับนางยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาว! ดีกว่าให้นางมาก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้!”
ฟางฉิงแย้มยิ้ม “เช่นนั้นท่านต้องเฟ้นหาคนที่เหมาะสมให้! ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะพูดตกลงกันได้ในวันสองวัน เช่นนั้นท่านก็อย่าโมโหเกินไปนัก!”
หลังจากได้ยินคำพูด “โมโห” หลุดจากปากฟางฉิง ดวงตาซูจิ่งเหอพลันเบนไปที่ร่างฟางฉิงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ฟางฉิงอดขึงตาใส่อย่างดื้อดึงไม่ได้ ชายหนุ่มเชยคางอีกฝ่าย พลางหัวเราะหึ ๆ “ก็ได้ ไม่พูดถึงนางก็ได้ เพราะพูดถึงทีไรก็โมโหทุกที! หากนางไม่ได้แต่งออกไปจริง ๆ อย่างแย่ที่สุดก็ต้องรับเลี้ยงนางไปตลอดชีวิต!”
“....” ฟางฉิงจับจ้องเขาโดยไม่พูดอะไร มีพี่ชายที่พูดแบบนี้ด้วยรึ?
ที่โต๊ะอาหารเย็น ที่เพิ่มเติมมาคือเหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อ และอาเจี่ยน ส่วนชุยฉ้าวซีก็มาด้วย เมื่อไม่เห็นซูซินเอ๋อร์ที่ไล่ตามเกาะแข้งเกาะขาชุยฉ้าวซีมาด้วย เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจและแอบโล่งใจในเวลาเดียวกัน
พอเห็นเหลียนฟางโจว ดวงตาชุยฉ้าวซีพลันทอประกายเจิดจ้าอย่างเห็นได้ชัด จิตใจคึกคักตื่นเต้นนัก แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าเปี่ยวเจี่ยและเปี่ยวเจี่ยฟู่ จึงพูดคุยกับเหลียนฟางโจวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสุภาพเปี่ยมมรรยาทเหมือนคุยกับแขก
เจ้าภาพและแขกต่างชื่นมื่นกับมื้ออาหาร
หลังจากมื้ออาหารเย็น ทุกคนมาดื่มชากันต่อในโถงด้านใน พวกเขาอดคุยเรื่องสวนไม่ได้ หลังจากหารือกันคร่าวๆแล้ว ก็นัดแนะกันไปดูสถานที่จริงในวันพรุ่งนี้ ครั้นแล้วแต่ละคนก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้อง
วันรุ่งขึ้นเมื่อกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว คนทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางไป
พอเห็นพวกเขาขี่ม้าออกจากจวนไป ซูซินเอ๋อร์ก็ออกมาจากพุ่มหนาของต้นทับทิม หญิงสาวทอดมองร่างสูงสง่าของชุยฉ้าวซีบนหลังม้า ยิ่งมอง ดวงตานางก็ยิ่งปรากฏแววหลงใหลมากขึ้น ครั้นแล้วหญิงสาวก็ถอนหายใจเบา ๆ
ไม่ใช่ว่านางไม่ต้องการไป แต่นางกลัวพี่ชายมากจริง ๆ หญิงสาวคอยหลบหน้าพี่ชายมาสองสามวันแล้ว!
เหลียนฟางโจวและคนอื่น ๆออกจากเมือง และมาถึงสถานที่ซึ่งชุยฉ้าวซีและซูจิ่งเหอเล็งไว้เมื่อไม่นานมานี้!
ทุกคนต่างลงจากม้า แล้วเดินออกไปดู
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น