วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 288 ไปดูที่ดิน

       เจ้ารู้ความผิดใช่หรือไม่?”ใบหน้าซูจิ่งเหอบึ้งตึง

    ฟางฉิงกลืนน้ำลายสองครา และรีบพยักหน้ารัว  “รู้แล้ว....”

     “เจ้ากล้ารึ?”

 ไม่กล้าแล้ว” ฟางฉิงนึกหดหู่ในใจ ‘ข้าก็แค่มีน้องสาวต่างแม่ที่ไร้เหตุผลสิ้นดี มันก็แค่นั้นเอง

     “จะเชื่อฟังหรือไม่?”

  ฟางฉิงอึ้งงันไปเมื่อได้ยินเสียงที่ตั้งใจขู่จากเหนือหัวขึ้นไป “หือ?” หญิงสาวรีบพยักหน้า “เชื่อแล้ว!”

       “งั้นฟังให้ดี ข้าจะจัดการเจ้าอีกคืนนี้!”ซูจิ่งเหอคำรามพร้อมเสียงหัวเราะหึ  ไหนเลยจะมีโทสะเหมือนเมื่อครู่นี้อีก

        ฟางฉิงนิ่งอึ้งไป นึกพูดในใจแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วยเล่า!


  หญิงสาวกำลังจะโต้เถียง ซูจิ่งเหอก็หรี่ตาครึ่งหนึ่งอย่างเจ้าเล่ห์ “มีอะไรจะบอกข้าอีกหรือไรเจ้าอยากให้นายน้อยจัดการเจ้าตอนนี้เลยใช่หรือไม่?”

        ฟางฉิงผงะ ครั้นแล้วจึงสั่นศีรษะรัว  “ไม่ ไม่เอา!”

  หลังตรึกตรองไปมา จัดการนางคืนนี้น่าจะดีกว่าเขาไม่สนหรอกว่าตนเองเอาแต่ใจหรือไม่  ถึงอย่างไรนางก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว!

เช่นนั้นก็ได้!”ซูจิ่งเหอยิ้ม ครานี้เขาพึงพอใจมากและสบายใจจริง  ชายหนุ่มอุ้มนางมานั่งลงบนตั่งยาว

  ฟางฉิงพึมพำอย่างระอาใจ “ท่านกำลังรังแกข้า....”

      “ด้วยเหตุผลอะไรรึ?”ซูจิ่งเหอขยำเอวนุ่มของนางอย่างแรงอยู่สองสามครั้งด้วยโทสะ พลางเอ่ยเสียงขื่น “ข้าเป็นผู้ชายของเจ้า แต่เจ้ายังปล่อยให้เด็กสาวผู้ไม่รู้ดีรู้ชั่วนั่นมา แล้วยังมาตำหนิข้าอีกรึภรรยาข้า เจ้าไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน! ”เขาเอ่ยอย่างเศร้าใจเล็กน้อย “เจ้าไม่ดีกับข้าเหมือนแต่ก่อนแล้ว....”

       ฟางฉิงพลันยิ้มขื่น ซ้ำยังรู้สึกว่ารักเขาที่เขาเป็นเช่นนี้ พอคิดขึ้นมา ก็รู้สึกว่าดูเหมือนตนเองควรละอายใจจริง 

        นางรับโอบเอวผู้เป็นสามี พลางทิ้งตัวลงสู่อ้อมแขนอีกฝ่าย  แล้วทาบทับตัวเขาอย่างนุ่มนวล หญิงสาวเงยหน้าน้อย ๆในอ้อมอกเขา แล้วส่งสายตาฉ่ำน้ำละมุนละไมจับจ้องชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าไหนเลยจะไม่ดีต่อท่านเหมือนเมื่อก่อนข้าดีต่อท่านกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำใครเล่าที่เรียกขานท่านว่าสามีของข้าแต่นั่นคือคนของครอบครัวฝั่งบ้านข้า หากจัดการไม่ดี สกุลฟางและสกุลซูจะขายหน้าเอา ข้าเพียงกำลังคิดหาทางแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่

  บ้าบอ!”ซูจิ่งเหอเบิกบานมากหลังจากได้ยินคำพูดครึ่งแรก และแค่นเสียงอีกครั้งหลังจากได้ยินประโยคสุดท้ายแต่พอเห็นภรรยาทำหน้าเศร้าหน่อย  ก็ใจอ่อนยวบ ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น “ช่างมันเถิดเจ้าไม่ต้องใส่ใจเรื่องนี้หรอกอย่าค่อย ๆคิดแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไปเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเองแค่คิดถึงจิตใจของเด็กสาวต่ำช้าผู้นั้น  ก็คิดถึงบิดานาง ในใจบิดานั่นก็บิดเบี้ยวอย่างน่าระอาจึ๊ ! รู้สึกว่าเขานี่ไม่ได้เรื่องเลยจริง !”

         ฟางฉิงเบิกตากว้าง จ้องชายหนุ่มเขม็ง หญิงสาวครุ่นคิดสักครู่ จึงเอ่ยอย่างลังเล “ท่าน...ทำได้จริงรึ?”

        ไม่ว่าฟางฮุ่ยจะทำสิ่งที่น่าหนักใจแค่ไหน นางก็ยังเป็นน้องสาวที่มีสายเลือดเดียวกันครึ่งหนึ่ง นางไม่ได้เกิดจากอนุภรรยา เพราะแม่เลี้ยงนางถือเป็นภรรยาเอก หากนางทำเรื่องไม่ดีขึ้นมา ชื่อเสียงของตนเอง และสกุลซูก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

        แม้ว่าหญิงสาวจะดูแคลนฟางฮุ่ยอยู่มาก ทว่าเป็นเรื่องไม่คุ้มค่า ที่จะเอาชื่อเสียงตนเองมาเสี่ยงกับการมีเรื่องกับผู้หญิงแบบนี้

        ซูจิ่งเหอยิ้มอย่างชั่วร้าย “ข้าจะทำได้หรือไม่ เจ้ายังไม่รู้อีกรึ?”

        ใบหน้าฟางฉิงเห่อร้อน พลางแค่นเสียงใส่ “ท่านพูดจาเหลวไหลอันใดกันข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นเสียหน่อย!”

        ซูจิ่งเหอหัวเราะหึๆ “แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไรรึ?”

       ฟางฉิงรู้สึกอิดหนาระอาใจ หญิงสาวขึงตาใส่เขา แล้วก็คร้านจะสนใจเขาอีกต่อไป หญิงสาวลุกขึ้น พลางยกมือจัดมวยผม  “ข้าจะไปคาระวะท่านแม่ที่เรือนท่านก่อน ท่านจะไปหรือไม่เวลาไม่เช้าแล้ว ท่านรอข้าเชิญพวกฟางโจวกับอาเจ๋อมากินมื้อเย็นอีกทีก็แล้วกัน!”

        ซูจิ่งเหอเอ่ยตอบ “ข้าขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เจ้าคอยข้าด้วย!” ชายหนุ่มคลายอ้อมแขน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มข้าง ๆหูนาง ภรรยายอดรักของข้า อย่ากังวลเลย วางใจปล่อยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ข้าเถิด ข้ามีวิธี!”

        กล่าวจบก็ปล่อยอีกฝ่าย แล้วสาวเท้ายาว ๆจากไป ชายหนุ่มครางคล้ายคนปวดฟัน พลางสั่นศีรษะขณะนึกพูดในใจพอคิดถึงเรื่องบ้าบอนี่ทีไร ช่างน่าเหนื่อยหน่ายอะไรเช่นนี้น่าหนักใจจริง  น่าหนักใจที่สุด!’

       คู่สามีภรรยาพูดหัวร่อต่อกระซิกกัน แล้วพากันเดินไปเรือนฮูหยินซูเพื่อไปคาราวะ อีกอย่าง ทั้งสองคนถือโอกาสพาบุตรชายทั้งสองคนซึ่งอยู่กับมารดามาครึ่งวันกลับมายังสวนและหมู่เรือนของพวกตนด้วย ระหว่างทางก็พบซูซินเอ๋อร์ ซูซินเอ๋อร์เห็นทั้งสองคนเข้า ก็รีบทำตัวลีบอยากจะหลบเลี่ยง แต่เมื่อเห็นว่าหลบไม่ทัน ก็จำต้องสาวเท้าเข้ามาหา พลางยิ้มอย่างหวาด ๆแล้วเปล่งเสียงทักทาย “พี่ชาย พี่สะใภ้!”ครั้นแล้วก็หันหลังเปิดแน่บ กูคล้ายกระต่ายที่กลัวภัย

  ฟางฉิงอดเหลือบมองซูจิ่งเหอด้วยสายตาขบขันไม่ได้ “ท่านทำอันใดกับซูซินเอ๋อร์เนี่ยเหตุใดนางถึงทำท่าหวาดกลัวนักเล่า?

สีหน้าซูจิ่งเหอพลันมืดครึ้มลง ชายหนุ่มพูดถากถางแกมประชด “เจ้าต้องถามว่าเหตุใดข้าถึงมีน้องสาวเช่นนี้สิหากนางไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆของข้า นายน้อยคงลากนางไปเฆี่ยนแล้วจับตัดหางปล่อยวัดไปนานแล้วเพราะนางทำให้สกุลซูของเราต้องขายหน้านะสิ!”

         ฟางฉิงรู้ว่าน้องสาวตัวน้อยที่เอาแต่หมกมุ่นคลั่งไคล้หลงไหล ต้องก่อเรื่องกับชุยฉ้าวซีอีกแน่ นางเองก็ปวดหัวไม่ใช่น้อย ดังนั้นจึงถอนหายใจเบา  “นางยังเยาว์ อย่ากังวลเรื่องนี้นักเลย ท่านต้องค่อย ๆอบรมสั่งสอน และไม่ควรรุนแรงเกินไป ไม่เช่นนั้นบิดามารดาท่านจะเป็นทุกข์ ซ้ำอาจโวยวายขึ้นมาด้วย

       ซูจิ่งเหอพูดด้วยความโมโห เป็นบิดามารดาที่ตามใจนาง แล้วจะไม่เอะอะโวยวายได้อย่างไรเล่าสักวันหนึ่ง ชื่อเสียงนางจะฉาวโฉ่ในเมืองชวงหลิว ข้ามองดูแล้ว จะมีคนดีๆที่ไหนเต็มใจอยากแต่งกับนางเล่า!”

        ฟางฉิงอดขมวดคิ้วไม่ได้ สกุลซูเข้มงวดเรื่องการเข้าออกจวนมาก เรื่องที่ซูซินเอ๋อร์คลั่งไคล้ชุยฉ้าวซี คงไม่มีใครกล้าเอาไปโพทะนาข้างนอกหรอก แต่หากเด็กสาวคนนี้ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง  คงไม่มีใครรู้ว่า สักวันหนึ่งเรื่องนี้จะแพร่สะพัดออกไปหรือไม่

เหนืออื่นใด แต่ครั้งบรรพกาลการซุบซิบนินทาเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยากที่สุดแล้ว

       ซูจิ่งเหอพูดอีกครั้ง “หากเอาตามแบบข้านะ หาเจ้าบ่าวให้นางไปเลย แล้วจับนางยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาวดีกว่าให้นางมาก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้!”

       ฟางฉิงแย้มยิ้ม “เช่นนั้นท่านต้องเฟ้นหาคนที่เหมาะสมให้ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะพูดตกลงกันได้ในวันสองวัน เช่นนั้นท่านก็อย่าโมโหเกินไปนัก!”

หลังจากได้ยินคำพูด “โมโห” หลุดจากปากฟางฉิง ดวงตาซูจิ่งเหอพลันเบนไปที่ร่างฟางฉิงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ฟางฉิงอดขึงตาใส่อย่างดื้อดึงไม่ได้ ชายหนุ่มเชยคางอีกฝ่าย พลางหัวเราะหึ  “ก็ได้ ไม่พูดถึงนางก็ได้ เพราะพูดถึงทีไรก็โมโหทุกทีหากนางไม่ได้แต่งออกไปจริง  อย่างแย่ที่สุดก็ต้องรับเลี้ยงนางไปตลอดชีวิต!”

        “....” ฟางฉิงจับจ้องเขาโดยไม่พูดอะไร มีพี่ชายที่พูดแบบนี้ด้วยรึ?

        ที่โต๊ะอาหารเย็น ที่เพิ่มเติมมาคือเหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อ และอาเจี่ยน ส่วนชุยฉ้าวซีก็มาด้วย เมื่อไม่เห็นซูซินเอ๋อร์ที่ไล่ตามเกาะแข้งเกาะขาชุยฉ้าวซีมาด้วย เหลียนฟางโจวรู้สึกแปลกใจและแอบโล่งใจในเวลาเดียวกัน

พอเห็นเหลียนฟางโจว ดวงตาชุยฉ้าวซีพลันทอประกายเจิดจ้าอย่างเห็นได้ชัด จิตใจคึกคักตื่นเต้นนัก แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าเปี่ยวเจี่ยและเปี่ยวเจี่ยฟู่ จึงพูดคุยกับเหลียนฟางโจวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสุภาพเปี่ยมมรรยาทเหมือนคุยกับแขก

        เจ้าภาพและแขกต่างชื่นมื่นกับมื้ออาหาร

  หลังจากมื้ออาหารเย็น ทุกคนมาดื่มชากันต่อในโถงด้านใน พวกเขาอดคุยเรื่องสวนไม่ได้ หลังจากหารือกันคร่าวๆแล้ว ก็นัดแนะกันไปดูสถานที่จริงในวันพรุ่งนี้ ครั้นแล้วแต่ละคนก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้อง

       วันรุ่งขึ้นเมื่อกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว คนทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางไป

       พอเห็นพวกเขาขี่ม้าออกจากจวนไป ซูซินเอ๋อร์ก็ออกมาจากพุ่มหนาของต้นทับทิม หญิงสาวทอดมองร่างสูงสง่าของชุยฉ้าวซีบนหลังม้า ยิ่งมอง ดวงตานางก็ยิ่งปรากฏแววหลงใหลมากขึ้น ครั้นแล้วหญิงสาวก็ถอนหายใจเบา 

ไม่ใช่ว่านางไม่ต้องการไป แต่นางกลัวพี่ชายมากจริง  หญิงสาวคอยหลบหน้าพี่ชายมาสองสามวันแล้ว!

  เหลียนฟางโจวและคนอื่น ๆออกจากเมือง และมาถึงสถานที่ซึ่งชุยฉ้าวซีและซูจิ่งเหอเล็งไว้เมื่อไม่นานมานี้!

        ทุกคนต่างลงจากม้า แล้วเดินออกไปดู

  ...

  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น