วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 291 วางกับดัก

         ดังนั้นเย็นวันนี้ จะมีเรื่องค่อนข้างอื้อฉาวคาวโลกีย์เกิดขึ้นในหออวี้ฝู

          นายท่านสามเมิ่งหยวนเชา ผู้ซึ่งเป็นผู้บริหารดูแลท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชวงหลิว เขาร่ำสุราเสียเมามาย มิคาดว่าจะโดนแขกสตรีที่มากินอาหารปีนเตียง ภายหลังที่แขกสตรีผู้นั้นตื่นขึ้น นางกลับร่ำไห้ร้องเอะอะโวยวายและด่าทอไม่เลิก.....

         ฟางฉิงทราบข่าวในคืนวันนั้น จึงรีบรุดไปหาฟางเย่าและหลิ่วหรงที่นั่นส่วนฟางฮุ่ยยังคงเอาแต่ร่ำไห้โวยวายในห้องปีกข้างอยู่ไม่วาย


         เมื่อฟางเย่าเห็นฟางฉิง ใบหน้าก็ขึ้นสีแดงก่ำ ชายหนุ่มอับอายขายหน้าแทบไม่อยากไปเจอผู้คน

         ฟางฉิงถอนหายใจ นางปลอบโยนน้องชายสองสามคำและขอร้องให้พวกเขาสามีภรรยาดูแลฟางฮุ่ยดี  คอยจับตาดูทุกทางอย่าให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน พรุ่งนี้รุ่งเช้า นางจะส่งคนไปรับบิดาและมารดามาหารือเรื่องนี้ด้วยกัน หญิงสาวพูดปลอบโยนฟางเย่าไปหลายรอบ พลางกล่าวว่า เมิ่งหยวนเชาผู้นั้นไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล เรื่องนี้แน่นอนว่าน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

          ฟางเย่ายิ่งอับอายจนหน้าแดง แทบอยากจะมุดดินหนี “พี่สาว ขอบคุณท่านมากทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเด็กสาวสมควรตายผู้นี้ ไร้ความละอาย สร้างเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงให้ตระกูลแบบนี้ พี่สาว หากว่าไม่มีท่าน....”

         ฟางฉิงคลี่ยิ้มอย่างมีเมตตา เอ่ยอย่างอ่อนโยน “ทั้งหมดก็คือครอบครัวเดียวกัน เลิกพูดแบบนี้เถิดสามีพี่สาวเจ้ายังไม่สร่างเมาเลย ข้าต้องรีบกลับไปดูแลเขา ข้าอยู่นานไม่ได้ คืนนี้พวกเจ้าสามีภรรยาคงต้องเหน็ดเหนื่อยกันหน่อยนะ!”

          ฟางเย่าและหลิ่วหรงรับคำอย่างแข็งขัน  จะไปส่งฟางฉิงกลับ

          มิคาดว่า ฟางฮุ่ยที่กำลังร่ำไห้ได้ยินว่าฟางฉิงมา หญิงสาวรีบถลาพรวดออกมาจากห้อง ตรงเข้าไปด่าบริภาษฟางฉิงและพุ่งตัวหมานจะเข้าไปข่วนใบหน้าผู้เป็นพี่สาว เอาแต่พูดซ้ำๆว่านางถูกอีกฝ่ายทำร้าย

          ฟางเย่ารู้เรื่องทุกอย่างโดยละเอียดจากเป่าเอ๋อร์ตั้งแต่ที่นั่นแล้ว ฟางฮุ่ยมีพฤติกรรมที่ไร้ศีลธรรมคิดว่าตัวเองฉลาด ในที่สุดก็ติดกับดักตัวเอง สุดท้ายก็ทำตัวให้เป็นที่ดูถูกเหยียดหยาม  ยามนี้ มิคาดว่ายังมีหน้าออกมาอาละวาดใส่พี่สาวอีก ชายหนุ่มบันดาลโทสะ ตรงรี่เข้าไปตบดัง “เพี๊ยะเพี๊ยะ!”สองครา ผู้เป็นน้องสาวหวีดร้องล้มกลิ้งลงกับพื้น ทำให้ทุกคนยืนนิ่งด้วยความตกใจ เกิดความเงียบงันไปชั่วขณะ

  แก้มฟางฮุ่ยขึ้นสีแดงบวมเป่งในทันใด และในหัวหญิงสาวมีแต่เสียงหึ่งๆดังอื้ออึง นางตกตะลึงพรึงเพริด ตวัดสายตาใส่ฟางเย่า และเปิดปากด่าทอ ฟางเย่าตวาดกลับ “หุบปาก!”แล้วให้สาวใช้ชรามาพานางกลับไปที่ห้องปีกข้างพลางขอโทษฟางฉิงด้วยความรู้สึกผิด

        ฟางฉิงเหยียดยิ้มในใจ ทว่าต่อหน้า หญิงสาวถอนหายใจอย่างปลดปลง ครั้นแล้วจึงสั่นศีรษะ พลางเอ่ยอย่างอ่อนใจข้าเข้าใจได้ ช่วงนี้นางคงรู้สึกอับอาย จึงพูดอย่างไร้สติ อาหรง เจ้าก็ตามไปดูเสียหน่อย ข้าคงไม่ไป เกรงว่านางอาจไม่เต็มใจพบข้าตอนนี้ข้ากลับก่อนล่ะ!”

         หลิ่วหรงรับคำทันที พลางกล่าวขอตัวและหันกายเดินจากไป ฝ่ายฟางเย่าเห็นพี่สาวถูกใส่ความแต่ใจก็ยังเอื้อเฟื้อไม่คลาย ทำให้เขารู้สึกผิดยิ่งนัก แต่ไม่รู้จะกล่าวคำขอโทษอย่างไรดี ดังนั้นจึงเดินไปส่งฟางฉิงอย่างนอบน้อมด้วยความเคารพ

  เมื่อฟางฉิงกลับบ้าน ซูจิ่งเหอ นายน้อยขี้เมาแห่งสกุลซู นอนเอกเขนกอย่างเกียจคร้านบนตั่งยาวในเรือนอุ่นปีกตะวันออก ในมือถือหนังสือภาพเรื่องในตำนาน มือพลิกไปทีละหน้า ขณะที่ตาสอดส่องไปยังทิศทางของฉากกั้นประตูทางเข้าเป็นพัก  รอคอยผู้เป็นภรรยากลับมา

         พอได้ยินเสียงสาวใช้ด้านนอกเอาย “ฮูหยินน้อยกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”เขาจึงโยนตำราในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี แล้วลุกขึ้นมาหัวเราะเบา 

ฟางฉิงเข้ามาด้านใน ชวงหลิวเอาน้ำชามาให้และถอยออกไปทันที ซูจิ่งเหอแย้มยิ้มเข้ามาโอบประคองหญิงสาวให้นั่งลง และอดยิ้มขอคำชมกับอีกฝ่ายไม่ได้ “เป็นอย่างไรบ้าง ข้าทำผลงานดีใช่ไหมในที่สุดก็จัดการสาวน้อยต่ำช้านั่นได้แล้ว!”

         ฟางฉิงยิ้มและพูดว่า “ท่านสมคบคิดกับพี่เมิ่งรึเอ้อ จะทำผิดกับพี่เมิ่งเกินไปหรือไม่?”

  ซูจิ่งเหอเหยียดยิ้ม “พี่เมิ่งเป็นคนดี ซ้ำกิจการของตระกูลก็ร่ำรวยมั่งคั่ง หากไม่เห็นแก่หน้าเจ้า ฮึ่ม โดยปกติแล้วที่นางกล้ามาวางแผนจับนายน้อย นายน้อยคงจับนางที่ไม่รู้สำนึก ไปโยนทิ้งในพื้นที่กันดารที่ไหนสักแห่งก่อนหน้านั้นแล้วนางยังคิดจะแต่งเข้ามาอย่างมีหน้ามีตารึฝันไปเถิด!”

        ฟางฉิงขบคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “จริงด้วย!”

       ซูจิ่งเหอยิ้ม “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอก ถึงแม้นายน้อยจะวางแผนเล่นงานนาง หากนางไม่เริ่มมีจิตคิดไม่ซื่อก่อนนางก็คงไม่ตกหลุมพรางหรอก พูดได้ว่านางทำตัวเองทั้งนั้นพี่สามเมิ่งเขาเป็นคนนิสัยดี วางแผนเก่งกาจ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าวางใจเถิด ในภายหน้าพี่เมิ่งมีวิธีจัดการให้นางเชื่อฟังและไม่กล้าสร้างปัญหาให้เจ้าอีกต่อไปภรรยาของพี่สามเมิ่งก็โหดไม่กลัวใคร เจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ พอจัดการน้องสาวเจ้าจนไม่กล้าหือแล้ว ก็ให้นางแต่งไปเป็นภรรยาเอกอีกคนซึ่งคู่ควรกับนางดีสำหรับเรื่องนี้ ข้าเองก็รับปากจะให้ผลประโยชน์แก่ภรรยาของพี่สามเมิ่งและบิดามารดาของภรรยาพี่สามเมิ่งเป็นการตอบแทนด้วย!”

  ฟางฉิงนิ่งฟังเขาเงียบ  ครั้นแล้วจึงเงยหน้าเอ่ยขึ้น “ข้าไม่ได้รู้สึกผิดอันใดหรอก ข้าแค่คิดเรื่องวิธีจัดการแม่เลี้ยงข้าในวันพรุ่งนี้ ช่างน่าขันนัก อย่างที่ท่านกล่าว หากนางเป็นคนดี นางย่อมไม่ถูกล่อลวง จิตใจตัวเองคิดไม่ซื่อเอง จะไปตำหนิใครได้เล่าแล้วข้าควรรู้สึกผิดด้วยเหตุใดเป็นไปได้หรือ มีคนมาแย่งสามีข้า แล้วข้ายังต้องมาเสียใจแทนนาง!”

  “....” ดวงตาซูจิ่งเหอทอประกายเจิดจ้า มุมปากบางยกขึ้น แล้วกลายเป็นเสียงหัวเราะ “สตรีขี้หึง!”

  ฟางฉิงเลิกคิ้ว ทำหน้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

  ซูจิ่งเหอเบิกบานใจ แล้วรีบพูดด้วยรอยยิ้มประจบ “แต่ข้าชอบนะ!”

  ฟางฉิงหลุดหัวเราะ “เวลาไม่เช้าแล้ว เราเข้านอนกันเถิดพรุ่งนี้....”

        “อื้ม เวลาไม่เช้าแล้ว เรามาเข้านอนกันดวงตาชั่วร้ายของซูจิ่งเหอมองสำรวจไปทั่วร่างของภรรยา ชายหนุ่มหัวเราะฮ่าฮ่า แล้วอุ้มหญิงสาวขึ้นมา พลางสาวเท้ายาว  ไปที่ห้องนอน เห็นได้ชัดว่า ที่เขาบอกว่าเข้านอน กับที่นางบอก มันคนละความหมายกันอย่างแน่นอน

           แม้คนทั้งสองจะมีลูกด้วยกันแล้วถึงสองคน พวกเขานับว่าเป็นสามีและภรรยาที่รักกันมานานจริง  เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันบนเตียง ต่างก็แสดงความรักต่อกันในทุกรูปแบบ  ทว่าถึงซูจิ่งเหอทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ฟางฉิงก็มักหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายตลอด หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้ายามอยู่ในอ้อมอกของอีกฝ่าย!

  หลังจากตื่นนอนในเช้าวันต่อมา ซูจิ่งเหอก็กระปรี้กระเป่ามาก ส่วนฟางฉิงดวงตาของนางที่ฉ่ำน้ำราวกับจะหยด มีแววหยาดเยิ้มดูออดอ้อนนัก ทั้งสองสามีภรรยา เล่นหยอกล้อกับบุตรชายสักพัก หลังจากรู้สึกสดชื่นตื่นเต็มตาแล้ว ก็พากันไปที่เรือนของฮูหยินซูเพื่อทำการคารวะเช้า และเอาลูกชายให้แม่นมที่โน่นดูแลต่อ จากนั้นทั้งสองจึงกลับมากินมื้อเช้าและจัดการธุระส่วนตัวสองสามอย่าง ครั้นแล้วก็ออกไปบ้านฟางเย่าด้วยกัน

          เมื่อทั้งสองไปถึง ฟางฟู่และหร่วนซื่อก็อยู่ที่นั่นมาสักพักหนึ่งแล้ว

  และเห็นได้ชัดว่าทั้งสองคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนแล้วจากปากฟางเย่าและเป่าเอ๋อร์ และนี่คือเหตุผลที่ที่แท้จริงว่าเหตุใดฟางฉิงจึงตั้งใจมาสาย

         ฟางฟู่และหร่วนซื่อมีแต่โทสะ ใบหน้าคนทั้งสองไม่น่าดูเลย บรรยากาศในห้องค่อนข้างเคร่งเครียด ชัดเจนว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ฟางฉิงและซูจิ่งเหอจะมาถึง

         สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ฟางฉิงเดาว่า ฟางฟู่คงโกรธมากจนเอ็ดตะโรใส่ฟางฮุ่ย ส่วนหร่วนซื่อก็คงด่าทอนายท่านสามเมิ่งอย่างสาดเสียเทเสียเป็นแน่ และแม้กระทั่งโวยวายใส่ฟางฉิง ตำหนินางในข้อหาที่ไม่ดูแลน้องสาว ฟางเย่าอดพูดขัดเพื่อแก้ต่างให้พี่สาวไม่ได้ ดังนั้นทั้งสามคนจึงด่าทอตำหนิกันและกันเสียงลั่น....

       หร่วนซื่อบันดาลโทสะ เมื่อเห็นฟางฉิงแต่งกายเฉิดฉายเข้ามา ลูกเลี้ยงยิ่งดูมีสง่าราศีมากขึ้น เมื่อมาเทียบกับรูปลักษณ์ของลูกสาวนางที่กำลังโศกเศร้า ดังนั้นนางจึงปลงใจเชื่อว่าฟางฉิงมาที่นี่เพื่อมาดูเรื่องสนุก ยามนี้นางคงมีความสุขมากละสินะทันใดนั้นโทสะขุมใหญ่พลันพวยพุ่ง ผู้เป็นแม่เลี้ยงจ้องหน้าฟางฉิง พลางสบถด่า “เจ้ายังมีหน้ามาอีกรึพวกเรามาที่นี่ก่อนเจ้าเป็นนานแล้ว เจ้าช่างอวดดีนักข้าอุตส่าห์มอบน้องสาวให้เจ้าดูแล เจ้าก็ดูแลนางเช่นนี้รึ!”

  ต่อหน้าฟางฟู่ หร่วนซื่อจะทำตัวให้ดูดีมีคุณธรรม ส่วนคำว่า ”นางเด็กแพศยา” เป็นถ้อยคำที่ด่าได้แต่ในใจเท่านั้น

  ...

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น