ดังนั้นเย็นวันนี้ จะมีเรื่องค่อนข้างอื้อฉาวคาวโลกีย์เกิดขึ้นในหออวี้ฝู
นายท่านสามเมิ่งหยวนเชา ผู้ซึ่งเป็นผู้บริหารดูแลท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชวงหลิว เขาร่ำสุราเสียเมามาย มิคาดว่าจะโดนแขกสตรีที่มากินอาหารปีนเตียง ภายหลังที่แขกสตรีผู้นั้นตื่นขึ้น นางกลับร่ำไห้ร้องเอะอะโวยวายและด่าทอไม่เลิก.....
ฟางฉิงทราบข่าวในคืนวันนั้น จึงรีบรุดไปหาฟางเย่าและหลิ่วหรงที่นั่นส่วนฟางฮุ่ยยังคงเอาแต่ร่ำไห้โวยวายในห้องปีกข้างอยู่ไม่วาย
เมื่อฟางเย่าเห็นฟางฉิง ใบหน้าก็ขึ้นสีแดงก่ำ ชายหนุ่มอับอายขายหน้าแทบไม่อยากไปเจอผู้คน
ฟางฉิงถอนหายใจ นางปลอบโยนน้องชายสองสามคำและขอร้องให้พวกเขาสามีภรรยาดูแลฟางฮุ่ยดี ๆ คอยจับตาดูทุกทางอย่าให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน พรุ่งนี้รุ่งเช้า นางจะส่งคนไปรับบิดาและมารดามาหารือเรื่องนี้ด้วยกัน หญิงสาวพูดปลอบโยนฟางเย่าไปหลายรอบ พลางกล่าวว่า เมิ่งหยวนเชาผู้นั้นไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล เรื่องนี้แน่นอนว่าน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดี
ฟางเย่ายิ่งอับอายจนหน้าแดง แทบอยากจะมุดดินหนี “พี่สาว ขอบคุณท่านมาก! ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเด็กสาวสมควรตายผู้นี้ ไร้ความละอาย สร้างเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงให้ตระกูลแบบนี้ พี่สาว หากว่าไม่มีท่าน....”
ฟางฉิงคลี่ยิ้มอย่างมีเมตตา เอ่ยอย่างอ่อนโยน “ทั้งหมดก็คือครอบครัวเดียวกัน เลิกพูดแบบนี้เถิด! สามีพี่สาวเจ้ายังไม่สร่างเมาเลย ข้าต้องรีบกลับไปดูแลเขา ข้าอยู่นานไม่ได้ คืนนี้พวกเจ้าสามีภรรยาคงต้องเหน็ดเหนื่อยกันหน่อยนะ!”
ฟางเย่าและหลิ่วหรงรับคำอย่างแข็งขัน จะไปส่งฟางฉิงกลับ
มิคาดว่า ฟางฮุ่ยที่กำลังร่ำไห้ได้ยินว่าฟางฉิงมา หญิงสาวรีบถลาพรวดออกมาจากห้อง ตรงเข้าไปด่าบริภาษฟางฉิงและพุ่งตัวหมานจะเข้าไปข่วนใบหน้าผู้เป็นพี่สาว เอาแต่พูดซ้ำๆว่านางถูกอีกฝ่ายทำร้าย
ฟางเย่ารู้เรื่องทุกอย่างโดยละเอียดจากเป่าเอ๋อร์ตั้งแต่ที่นั่นแล้ว ฟางฮุ่ยมีพฤติกรรมที่ไร้ศีลธรรมคิดว่าตัวเองฉลาด ในที่สุดก็ติดกับดักตัวเอง สุดท้ายก็ทำตัวให้เป็นที่ดูถูกเหยียดหยาม ยามนี้ มิคาดว่ายังมีหน้าออกมาอาละวาดใส่พี่สาวอีก ชายหนุ่มบันดาลโทสะ ตรงรี่เข้าไปตบดัง “เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!”สองครา ผู้เป็นน้องสาวหวีดร้องล้มกลิ้งลงกับพื้น ทำให้ทุกคนยืนนิ่งด้วยความตกใจ เกิดความเงียบงันไปชั่วขณะ
แก้มฟางฮุ่ยขึ้นสีแดงบวมเป่งในทันใด และในหัวหญิงสาวมีแต่เสียงหึ่งๆดังอื้ออึง นางตกตะลึงพรึงเพริด ตวัดสายตาใส่ฟางเย่า และเปิดปากด่าทอ ฟางเย่าตวาดกลับ “หุบปาก!”แล้วให้สาวใช้ชรามาพานางกลับไปที่ห้องปีกข้างพลางขอโทษฟางฉิงด้วยความรู้สึกผิด
ฟางฉิงเหยียดยิ้มในใจ ทว่าต่อหน้า หญิงสาวถอนหายใจอย่างปลดปลง ครั้นแล้วจึงสั่นศีรษะ พลางเอ่ยอย่างอ่อนใจ“ข้าเข้าใจได้ ช่วงนี้นางคงรู้สึกอับอาย จึงพูดอย่างไร้สติ อาหรง เจ้าก็ตามไปดูเสียหน่อย ข้าคงไม่ไป เกรงว่านางอาจไม่เต็มใจพบข้าตอนนี้! ข้ากลับก่อนล่ะ!”
หลิ่วหรงรับคำทันที พลางกล่าวขอตัวและหันกายเดินจากไป ฝ่ายฟางเย่าเห็นพี่สาวถูกใส่ความแต่ใจก็ยังเอื้อเฟื้อไม่คลาย ทำให้เขารู้สึกผิดยิ่งนัก แต่ไม่รู้จะกล่าวคำขอโทษอย่างไรดี ดังนั้นจึงเดินไปส่งฟางฉิงอย่างนอบน้อมด้วยความเคารพ
เมื่อฟางฉิงกลับบ้าน ซูจิ่งเหอ นายน้อยขี้เมาแห่งสกุลซู นอนเอกเขนกอย่างเกียจคร้านบนตั่งยาวในเรือนอุ่นปีกตะวันออก ในมือถือหนังสือภาพเรื่องในตำนาน มือพลิกไปทีละหน้า ขณะที่ตาสอดส่องไปยังทิศทางของฉากกั้นประตูทางเข้าเป็นพัก ๆ รอคอยผู้เป็นภรรยากลับมา
พอได้ยินเสียงสาวใช้ด้านนอกเอาย “ฮูหยินน้อยกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”เขาจึงโยนตำราในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี แล้วลุกขึ้นมาหัวเราะเบา ๆ
ฟางฉิงเข้ามาด้านใน ชวงหลิวเอาน้ำชามาให้และถอยออกไปทันที ซูจิ่งเหอแย้มยิ้มเข้ามาโอบประคองหญิงสาวให้นั่งลง และอดยิ้มขอคำชมกับอีกฝ่ายไม่ได้ “เป็นอย่างไรบ้าง ข้าทำผลงานดีใช่ไหม? ในที่สุดก็จัดการสาวน้อยต่ำช้านั่นได้แล้ว!”
ฟางฉิงยิ้มและพูดว่า “ท่านสมคบคิดกับพี่เมิ่งรึ? เอ้อ จะทำผิดกับพี่เมิ่งเกินไปหรือไม่?”
ซูจิ่งเหอเหยียดยิ้ม “พี่เมิ่งเป็นคนดี ซ้ำกิจการของตระกูลก็ร่ำรวยมั่งคั่ง หากไม่เห็นแก่หน้าเจ้า ฮึ่ม โดยปกติแล้วที่นางกล้ามาวางแผนจับนายน้อย นายน้อยคงจับนางที่ไม่รู้สำนึก ไปโยนทิ้งในพื้นที่กันดารที่ไหนสักแห่งก่อนหน้านั้นแล้ว! นางยังคิดจะแต่งเข้ามาอย่างมีหน้ามีตารึ? ฝันไปเถิด!”
ฟางฉิงขบคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “จริงด้วย!”
ซูจิ่งเหอยิ้ม “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอก ถึงแม้นายน้อยจะวางแผนเล่นงานนาง หากนางไม่เริ่มมีจิตคิดไม่ซื่อก่อนนางก็คงไม่ตกหลุมพรางหรอก พูดได้ว่านางทำตัวเองทั้งนั้น! พี่สามเมิ่งเขาเป็นคนนิสัยดี วางแผนเก่งกาจ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าวางใจเถิด ในภายหน้าพี่เมิ่งมีวิธีจัดการให้นางเชื่อฟังและไม่กล้าสร้างปัญหาให้เจ้าอีกต่อไป! ภรรยาของพี่สามเมิ่งก็โหดไม่กลัวใคร เจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ พอจัดการน้องสาวเจ้าจนไม่กล้าหือแล้ว ก็ให้นางแต่งไปเป็นภรรยาเอกอีกคนซึ่งคู่ควรกับนางดี! สำหรับเรื่องนี้ ข้าเองก็รับปากจะให้ผลประโยชน์แก่ภรรยาของพี่สามเมิ่งและบิดามารดาของภรรยาพี่สามเมิ่งเป็นการตอบแทนด้วย!”
ฟางฉิงนิ่งฟังเขาเงียบ ๆ ครั้นแล้วจึงเงยหน้าเอ่ยขึ้น “ข้าไม่ได้รู้สึกผิดอันใดหรอก ข้าแค่คิดเรื่องวิธีจัดการแม่เลี้ยงข้าในวันพรุ่งนี้ ช่างน่าขันนัก อย่างที่ท่านกล่าว หากนางเป็นคนดี นางย่อมไม่ถูกล่อลวง จิตใจตัวเองคิดไม่ซื่อเอง จะไปตำหนิใครได้เล่า? แล้วข้าควรรู้สึกผิดด้วยเหตุใด? เป็นไปได้หรือ มีคนมาแย่งสามีข้า แล้วข้ายังต้องมาเสียใจแทนนาง!”
“....” ดวงตาซูจิ่งเหอทอประกายเจิดจ้า มุมปากบางยกขึ้น แล้วกลายเป็นเสียงหัวเราะ “สตรีขี้หึง!”
ฟางฉิงเลิกคิ้ว ทำหน้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ซูจิ่งเหอเบิกบานใจ แล้วรีบพูดด้วยรอยยิ้มประจบ “แต่ข้าชอบนะ!”
ฟางฉิงหลุดหัวเราะ “เวลาไม่เช้าแล้ว เราเข้านอนกันเถิด! พรุ่งนี้....”
“อื้ม เวลาไม่เช้าแล้ว เรามาเข้านอนกัน! ดวงตาชั่วร้ายของซูจิ่งเหอมองสำรวจไปทั่วร่างของภรรยา ชายหนุ่มหัวเราะฮ่าฮ่า แล้วอุ้มหญิงสาวขึ้นมา พลางสาวเท้ายาว ๆ ไปที่ห้องนอน เห็นได้ชัดว่า ที่เขาบอกว่าเข้านอน กับที่นางบอก มันคนละความหมายกันอย่างแน่นอน
แม้คนทั้งสองจะมีลูกด้วยกันแล้วถึงสองคน พวกเขานับว่าเป็นสามีและภรรยาที่รักกันมานานจริง ๆ เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันบนเตียง ต่างก็แสดงความรักต่อกันในทุกรูปแบบ ทว่าถึงซูจิ่งเหอทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ฟางฉิงก็มักหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายตลอด หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้ายามอยู่ในอ้อมอกของอีกฝ่าย!
หลังจากตื่นนอนในเช้าวันต่อมา ซูจิ่งเหอก็กระปรี้กระเป่ามาก ส่วนฟางฉิงดวงตาของนางที่ฉ่ำน้ำราวกับจะหยด มีแววหยาดเยิ้มดูออดอ้อนนัก ทั้งสองสามีภรรยา เล่นหยอกล้อกับบุตรชายสักพัก หลังจากรู้สึกสดชื่นตื่นเต็มตาแล้ว ก็พากันไปที่เรือนของฮูหยินซูเพื่อทำการคารวะเช้า และเอาลูกชายให้แม่นมที่โน่นดูแลต่อ จากนั้นทั้งสองจึงกลับมากินมื้อเช้าและจัดการธุระส่วนตัวสองสามอย่าง ครั้นแล้วก็ออกไปบ้านฟางเย่าด้วยกัน
เมื่อทั้งสองไปถึง ฟางฟู่และหร่วนซื่อก็อยู่ที่นั่นมาสักพักหนึ่งแล้ว
และเห็นได้ชัดว่าทั้งสองคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนแล้วจากปากฟางเย่าและเป่าเอ๋อร์ และนี่คือเหตุผลที่ที่แท้จริงว่าเหตุใดฟางฉิงจึงตั้งใจมาสาย
ฟางฟู่และหร่วนซื่อมีแต่โทสะ ใบหน้าคนทั้งสองไม่น่าดูเลย บรรยากาศในห้องค่อนข้างเคร่งเครียด ชัดเจนว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ฟางฉิงและซูจิ่งเหอจะมาถึง
สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ฟางฉิงเดาว่า ฟางฟู่คงโกรธมากจนเอ็ดตะโรใส่ฟางฮุ่ย ส่วนหร่วนซื่อก็คงด่าทอนายท่านสามเมิ่งอย่างสาดเสียเทเสียเป็นแน่ และแม้กระทั่งโวยวายใส่ฟางฉิง ตำหนินางในข้อหาที่ไม่ดูแลน้องสาว ฟางเย่าอดพูดขัดเพื่อแก้ต่างให้พี่สาวไม่ได้ ดังนั้นทั้งสามคนจึงด่าทอตำหนิกันและกันเสียงลั่น....
หร่วนซื่อบันดาลโทสะ เมื่อเห็นฟางฉิงแต่งกายเฉิดฉายเข้ามา ลูกเลี้ยงยิ่งดูมีสง่าราศีมากขึ้น เมื่อมาเทียบกับรูปลักษณ์ของลูกสาวนางที่กำลังโศกเศร้า ดังนั้นนางจึงปลงใจเชื่อว่าฟางฉิงมาที่นี่เพื่อมาดูเรื่องสนุก ยามนี้นางคงมีความสุขมากละสินะ! ทันใดนั้นโทสะขุมใหญ่พลันพวยพุ่ง ผู้เป็นแม่เลี้ยงจ้องหน้าฟางฉิง พลางสบถด่า “เจ้ายังมีหน้ามาอีกรึ! พวกเรามาที่นี่ก่อนเจ้าเป็นนานแล้ว เจ้าช่างอวดดีนัก! ข้าอุตส่าห์มอบน้องสาวให้เจ้าดูแล เจ้าก็ดูแลนางเช่นนี้รึ!”
ต่อหน้าฟางฟู่ หร่วนซื่อจะทำตัวให้ดูดีมีคุณธรรม ส่วนคำว่า ”นางเด็กแพศยา” เป็นถ้อยคำที่ด่าได้แต่ในใจเท่านั้น
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น