นี่ก็คือเหตุผลว่าหลายปีมานี้ เหตุใดนางจึงสามารถปั่นหัวฟางฟู่มาให้ท้ายนางได้ นางมักรู้วิธีจัดการฟางฉิงทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้เป็นสามี
น่าเสียดายที่นางโชคร้ายไปหน่อย กลยุทธ์นี้ที่นางใช้ ฟางฉิงกลับใช้เก่งกว่านาง ดังนั้นเมื่อครั้งฟางฉิงยังอยู่บ้านเดิมแม้นางได้ครอบครองความได้เปรียบทั้งจังหวะเวลา สถานะที่อาวุโสกว่า นางแทบไม่สามารถใส่ร้ายสร้างความด่างพร้อยให้ฟางฉิงได้เลย จนกระทั่งตอนฟางฉิงแต่งงาน นางก็ได้ลงมือขัดขวางแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล อย่างเก่งก็ได้แค่ด่าทออีกฝ่ายอย่างฉุนเฉียว
แต่สำหรับฟางฉิง นางหาได้ใส่ใจกับการดิ้นรนของอีกฝ่ายเลยสักนิด
หากสามารถเปลี่ยนเด็กสาวให้หัวอ่อนกว่านี้สักหน่อย การแต่งงานที่โดนแม่เลี้ยงแย่งเอาไว้ในกำมือ ไม่จำเป็นต้องคิดเลย ผลที่ออกมาจะกลายเป็นการแต่งงานที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสเป็นแน่ เรียกได้ว่าทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตกันเลยทีเดียว
ฟางฉิงพลันเบนสายตาไปยังผู้เป็นบิดาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด แรกสุด หญิงสาวทำการคารวะบิดาและมารดานางครั้นแล้วก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “เหตุใดท่านแม่ถึงพูดเช่นนี้? ไม่เช่นนั้น ข้าจะส่งคนไปรับท่านพ่อและท่านแม่มาทำไมแต่เช้าตรู่? ข้าย่อมรู้ว่าพวกท่านต้องมาถึงก่อนอยู่แล้ว ตัวข้าต้องไปทำการคารวะแม่สามีในตอนเช้าเพื่อขออนุญาตก่อน จึงสามารถออกมาได้! และเป็นการดีเสียอีก เพราะก่อนข้ามาถึง ท่านพ่อและท่านแม่จะได้ทำความเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้! แล้วเหตุใดข้าถึงไม่มีหน้ามาเล่า? เสี่ยวฮุ่ยพักอยูในจวนสกุลซู ไยข้าจะใส่ใจนางไม่เต็มที่? หากข้าเป็นเช่นนั้นจริง ท่านแม่จะไว้วางใจให้นางมาพักกับข้าได้อย่างไร? เมื่อวานนี้ เสี่ยวฮุ่ยไม่ได้บอกอะไรข้าเลยตอนนางออกไป สาวใช้ประจำประตูสองหยุดนางไว้ กลับถูกนางด่าทอ ซ้ำนางยังคาดโทษคนไม่ให้รายงานข้าอีก และหากสาวใช้ไม่รู้หนักเบา คงลังเลจะมารายงานข้า ข้าเองป่านนี้ก็คงยังไม่รู้ว่านางออกไปหรือไม่! ยามเมื่อข้าส่งคนออกไปตามหา ข้าจะรู้ว่าเสี่ยวฮุ่ยออกไปที่ไหนได้อย่างไร? แล้วท่านยังมาตำหนิข้าได้อย่างไร!”
หร่วนซื่อบันดาลโทสะเพราะถูกหยาม จึงแผดเสียงเกรี้ยวกราด “กำแหงนัก เจ้ากล้าเถียงข้ารึ!”
“ท่านแม่ ท่านมีเหตุผลได้หรือไม่? พี่สาวพูดถูกแล้ว นิสัยของเสี่ยวฮุ่ยท่านยังไม่ชินอีกรึ และตอนนี้เรื่องมันก็เกิดขึ้นมาแล้ว ท่านกลับมาตำหนิพี่สาวอย่างไม่ละอาย! ฮึ่ม นางอยากออกไปโดยไม่บอกเอง พี่สาวจึงไม่รู้ หรือต่อให้นางรู้ จะสามารถขัดขวางอีกฝ่ายไม่ให้ไปได้รึ? และหากพี่สาวขัดขวางได้สำเร็จ ข้าเกรงว่าท่านก็จะตำหนิพี่สาวว่าไร้ความเมตตาอีกอยู่ดี จริงไหม?” ฟางเย่าอดเอ่ยอย่างเย็นชาไม่ได้
“เจ้า....”
หร่วนซื่อบันดาลโทสะเสียจนเกือบจะเอ็ดใส่บุตรชายอยู่แล้ว ฟางฟู่พลันตวาดขึ้น “พอแล้ว ไม่ต้องพูดอีกแล้ว! เจ้ามาตำหนิอาฉิงเพราะเรื่องนี้ได้รึ! อาฉิง แม่เจ้าก็คงกลุ้มใจเรื่องน้องสาวเจ้ามากไปหน่อย เจ้าอย่าได้ตำหนินางเลยนะ!”
ฟางฉิงยิ้มเยาะในใจ แม้ว่าบิดานางจะไม่ปฏิบัติต่อนางเหมือนมารดาเลี้ยง ทว่าเขาไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่ดีเลย อย่างน้อยก็สำหรับนาง เขาไม่เคยสนใจนางหรือนึกถึงนาง เอาแต่เรียกร้องผลประโยชน์มากมายจากนางอยู่ฝ่ายเดียว
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” ฟางฉิงพยักหน้าน้อย ๆ กระทั่งคำว่า “ท่านพ่อ” หญิงสาวก็คร้านเกินกว่าจะเรียก
หร่วนซื่อยังจะพูดอะไรได้อีก ซูจิ่งเหอทนมองไม่ได้อีกต่อไป ชายหนุ่มเขย่ามือฟางฉิงเพื่อปลอบประโลม และตวัดสายตาให้หร่วนซื่ออย่างเย็นชา “เอาล่ะ อย่าพูดอะไรไร้สาระให้มากนักเลย! ฉิงเอ๋อร์! คือสะใภ้ของสกุลซู ข้าไม่ต้องการให้ท่านมาอบรมสั่งสอนหรอก สะใภ้สกุลซูในเมืองชวงหลิว เป็นบุคคลสำคัญและมีหน้ามีตาในวงสังคมของเหล่าฮูหยินของขุนนางฝ่ายปกครองเมือง หากท่านดูถูกนาง ก็เท่ากับดูถูกสกุลซูของเราด้วย! หึ ๆ กล้ามาหยามเกียรติสกุลซูของเราท่านแน่ใจรึว่าต้องการทำแบบนี้จริง ๆ? เช่นนั้น...พวกเราก็ปล่อยให้คนเก่ง ๆอย่างพวกท่าน แก้ไขเรื่องอื้อฉาวนี้กันเอาเองเถิด!”
ใบหน้าหร่วนซื่อซีดเผือด กระทั่งมองก็ยังไม่กล้ามองหน้าซูจิ่งเหอ
ฟางฟู่ก็หน้าเปลี่ยนสีด้วยอีกคน เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน “ให้ลูกเขยผู้มีเกียรติมาเห็นเรื่องน่าขำเสียแล้ว นางเป็นสตรีก็สับสนอย่างนี้แหละ ลูกเขยผู้มีเกียรติละเว้นนางเถิดนะ! ฮ่าฮ่า รีบนั่งลงเถิด เรายังต้องขอให้ลูกเขยช่วยออกหน้าแก้ไขเรื่องนี้!”
ฟางฟู่เอ่ย ขยิบตาให้ฟางฉิง เป็นเชิงให้นางช่วยพูดอะไรดี ๆสักสองสามประโยค
ฟางฉิงดูคล้ายจะหวาดกลัวหร่วนซื่อ เลยเอาแต่ก้มหน้า นางไหนเลยจะเห็นที่ฟางฟู่ขยิบตามาให้เล่า?
ให้ช่วยใกล่เกลี่ยรึ ช่างน่าตลกนัก สามีช่วยหาทางออกให้นาง แล้วนางยังจะตำหนิที่สามีพูดมาได้หรือ?
ฟางฟู่หมดทางเลือก ได้แต่ก่นด่าฟางฉิงอยู่ในใจ เขารีบเผยสีหน้ายิ้มแย้ม พูดแต่เรื่องดี ๆเพื่อปลอบให้ซูจิ่งเหอเย็นลง
สีหน้าอันบึ้งตึงของซูจิ่งเหอคลายลง ชายหนุ่มแค่นเสียงอย่างเหลืออด แล้วดึงฟางฉิงให้นั่งลงพร้อมกัน
หลิ่วหรงรีบส่งสายตาให้สาวใช้ยกน้ำชามาให้
ฝั่งนี้ยังไม่ทันได้เริ่มเจรจากันเลย ฟางฮุ่ยได้ยินว่าซูจิ่งเหอมา นางไหนเลยจะนั่งเฉยได้เล่า? นางร่ำไห้โฮและรีบรุดออกจากห้องปีกข้าง สองแก้มที่โดนฟางเย่าตบเมื่อคืนก่อนยังคงบวมแดงเล็กน้อย และดวงตาดอกท้อบวมแดงก่ำผมนางก็เกล้ามวยไว้หลวมๆ นางดึงทึ้งชุดทอลายน้ำสีแดง และสายรัดเอวที่คอดกิ่วให้คลายลงครึ่งหนึ่ง เผยเอี๊ยมตัวในปักลายสีเขียวเหลืองให้เห็น เด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นดูน่ารันทดนัก ”พี่เขย!”แล้วหญิงสาวก็โผตัวเข้าหาซูจิ่งเหอพร้อมเอ่ยคร่ำครวญ “ท่านต้องรับผิดชอบข้านะ!”
ฟางฉิงพยายามฝืนตนเองอย่างหนัก ไม่ให้มุมปากยกขึ้น
ฟางฮุ่ยตั้งใจจะทำอะไร? ไอ้การที่ไปโผตัวใส่ซูจิ่งเหอ และมีการดึงทึ้งอาภรณ์ให้คลายออก ก็เพื่อหวังให้มีการพัวพันสัมผัสทางกายกับซูจิ่งเหอ เพื่อให้เขารับผิดชอบนางรึ?
ไม่จำเป็นต้องถามเลย เล่ห์กลไร้ยางอายเช่นนี้ คงได้หร่วนซื่อเสี้ยมสอนมาแน่
ดูเหมือนฟางฮุ่ยจะเชื่อฟังมารดา ไม่สนใจการมีอยู่ของบิดาและพี่ชาย นางต้องทำเช่นนี้เพื่อคว้าโอกาสสุดท้ายไว้
ทว่าพวกเขาไม่อยากคิดว่าหากซูจิ่งเหอทนรับสิ่งนี้ที่เรียกว่า “ความรับผิดชอบ” ได้ เขาคงจะกลายเป็นชู้ชาวบ้านเป็นแน่! ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนจะเต็มใจเป็นชู้หรอกนะ
ฟางเย่าเห็นนางเป็นเช่นนี้ ใบหน้าพลันแดงก่ำทันใด ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีทันทีด้วยไม่อยากเห็นภาพ เขามีน้องสาวที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!
ใบหน้าซูจิ่งเหอเผยความรังเกียจออกมาเด่นชัด โทสะขุมใหญ่พุ่งพล่านเพราะความรังเกียจนั้น ชายหนุ่มยกเท้าขึ้นโดยไม่ลังเลและโดยไม่เสียเวลาคิด รอจังหวะฟางฮุ่ยโผตัวเข้ามา เขาก็เตะนางกระเด็นออกไป
ฟางฮุ่ยล้มกลิ้งบนพื้นพร้อมเสียงหวีดร้อง หญิงสาวหน้าซีดด้วยความเจ็บปวด พลางพยายามลุกขึ้น นางมองซูจิ่งเหอทั้งน้ำตา และร้องไห้ออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นายน้อยซู ข้าคือฟางฮุ่ยนะ ข้าคือฟางฮุ่ย ฮือ ! นายน้อยซู!”
มันน่าโมโหนัก กระทั่งคำว่าพี่เขยก็ไม่เรียก
“ฮุ่ยเอ๋อร์!”หร่วนซื่อตกใจจนหัวใจแทบหลุดมานอกอก แล้วรีบรุดไปช่วยพยุงฟางฮุ่ยลุกขึ้น หลิ่วหรงเผยสีหน้าดูแคลนเมื่อเห็นเหตุการณ์ ทว่านางต้องก็ต้องเข้าไปหาด้วยสีหน้าห่วงใย และคอยช่วยปลอบโยนอีกฝ่ายเบา ๆ
หร่วนซื่อทั้งตกตะลึงและร้อนใจ รีบหันขวับไปทางฟางฉิง ก่อนที่นางจะทันได้อ้าปากพูด ก็ได้ยินซูจิ่งเหอตวาดออกมาอย่างเดียดฉันท์ “สกุลฟางอบรมคนได้ย่ำแย่เพียงนี้เชียวรึ? ไม่มีพี่เขยอย่างข้าอยู่ในสายตา มิคิดเลยว่าจะหยาบคายเช่นนี้! พฤติกรรมต่ำตม ร้องไห้ไม่จบสิ้น น่าอดสูอะไรเยี่ยงนี้!”
หร่วนซื่อต้องอดทนไม่ตวาดด่ากลับ แล้วมาคอยปลอบโยนลูกสาวแทน
ฟางฮุ่ยฟังถ้อยคำนี้แล้วให้โศรกเศ้าและไม่ยินยอม นางผลักมารดาออกห่าง และอ้อนวอนซูจิ่งเหอ “นายน้อยซู ได้โปรดช่วยข้า ได้โปรด! ข้า ข้าเต็มใจปรนนิบัติท่านพร้อมกับพี่สาว ต่อให้เป็นเพียงสาวใช้ข้างกายท่าน ก็ไม่เป็นไร! นายน้อยซู ข้ารักท่านจริง ๆนะ! พี่สาว ได้โปรดช่วยข้าพูดอะไรดีๆด้วยเถิด ท่านช่วยพูดเรื่องดี ๆให้ข้าด้วย!”
หร่วนซื่อพลันตวาดใส่ฟางฉิง “อาฉิง เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม? น้องสาวเจ้าไม่สนใจสถานะของนางอีกต่อไปแล้ว เจ้ายังจะบ่ายเบี่ยงอะไรอีก! หากเจ้าเป็นคนมีคุณธรรม เจ้าไม่ควรขัดขวางเรื่องอันดีงามนี้! ภายหน้า เจ้าก็จะมีผู้ช่วยมือขวาด้วย! น้องสาวเจ้าย่อมดีกว่าสตรีหัวแข็งจากนอกตระกูลพวกนั้นมากนัก!”
...
ลูกเลวมาจากแม่อบรมจริงๆ
ตอบลบ