วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 293 นายน้อยไม่สนชื่อเสียง

         เมื่อได้ฟัง ฟางฟู่อดรู้สึกใจแกว่งไม่ได้ เขาเหลือบมองฟางฉิง พลางส่งสายตาเป็นเชิงบอกฟางฉิงให้ตอบตกลง ลูกสาวทั้งสองคนแต่งให้ซูจิ่งเหอ อนาคตของสกุลฟางย่อมมีแต่ดีกับดีเท่านั้น!

        จากมุมมองของฟางฟู่ ฟางฮุ่ยใกล้ชิดกับเขามากกว่าฟางฉิง เมื่อได้เข้าไปในจวนสกุลซูในภายหน้า และนางจะกตัญญูต่อตนเองมากกว่าลูกสาวคนโตอย่างแน่นอน


  ฟางฉิงในใจเปี่ยมด้วยโทสะ หญิงสาวเหยียดยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น ”เรื่องอันดีงามรึ?”ท่านคิดว่าข้าเป็นคนปัญญาอ่อนรึเมื่อคืนก่อน เจ้าเพิ่งจะปีนเตียงของนายท่านสามเมิ่งมาหยก  และตอนนี้ก็อยากแต่งเข้ามาในสกุลซู แล้วพรุ่งนี้เจ้าอยากจะทำอะไรอีกล่ะหา?”

  ซูจิ่งเหอก็แค่นเสียงเย็นชาอีกคน ชายหนุ่มกุมมือฟางฉิงแล้วดึงให้ลุกขึ้น พลางกล่าวคำเยาะเย้า “ฉิงเอ๋อร์ พวกเขาไม่พียงคิดว่าเจ้าเป็นคนปัญญาอ่อน ก็ยังคิดว่านายน้อยเป็นคนปัญญาอ่อนด้วย ไร้เกียรติไร้ยางอายแบบนี้ ยังกล้าคิดอะไรกับนายน้อยอีกนายน้อยเห็นแล้วชวนสะอิดสะเอียนนักฉิงเอ๋อร์ เราไปกันเถิด หากเห็นหญิงแพศยาสารเลวผู้นี้ นายน้อยคงได้ป่วยทั้งคืน อาหารที่กินก็คงได้อาเจียนออกมาหมดบางทีเรื่องนี้คงไม่จำเป็นให้พวกเราเข้าไปสอดหรอก เพราะแผนการของผู้อื่นเขาก็ใหญ่โตไม่น้อยทีเดียว!”

  เมื่อซูจิ่งเหอกล่าวจบ ก็ส่งยิ้มเปี่ยมไมตรีให้ฟางเย่า พลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “อาเย่า เจ้าเป็นคนดีคนหนึ่ง ต่างไปจากพวกเขา พี่เขย กระจ่างแก่ใจดีข้าและพี่สาวเจ้า ต้องขอไปก่อน อย่าลืมพาภรรยาเจ้าไปกินมื้อเย็นกับพกเราในวันพรุ่งนี้นะ!’

        “พี่เขย...” ในที่สุดฟางเย่าที่หดหู่สิ้นหวังก็เริ่มดีขึ้น ทั้งซึ้งใจ และกระอักกระอ่วนใจด้วยความละอายไปด้วย ชายหนุ่มพยายามฝืนยิ้มอย่างหนัก ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับบิดเบี้ยวเกร็งแน่น

       ฟางฮุ่ยได้ยินถ้อยคำอันเชือดเฉือนของซูจิ่งเหอ ใจนางเหมือนถูกเฉือนออกไป รู้สึกเจ็บปวดในอก นางจึงยกมือปิดใบหน้าอันคับแค้นและสิ้นหวังไว้ ครั้นแล้วจึงร้องโฮลั่น

       เหนืออื่นใด นางคือหญิงสาวในห้องหอ ถ้อยคำเหล่านั้นก็น่าอับอาย นางต้องปลุกเร้าความกล้าเพียงใดเพื่อจะพูดออกมา แต่ไม่คิดว่า ใจทั้งดวงจะถูกซูจิ่งเหอเหยียบย่ำเละเทะกลายเป็นโคลนตม แล้วนางจะทนอยู่ต่อไปได้อย่างไร?

        พอเห็นซูจิ่งเหอและฟางฉิงกำลังจะจากไปเข้าจริง  นางก็รีบเข้ามาขวาง พลางขอร้องอ้อนวอน “พี่สาว ! พี่เขยมีอะไรที่ต้องหารือกัน ก็มาหารือกันดี ๆเถิด!”

  นายท่านสามเมิ่งคือบุคคลสำคัญซึ่งมีหน้ามีตาในเมืองชวงหลิว หากซูจิ่งเหอไม่ช่วยพูด คนสกุลฟางคงไม่สามารถจัดการผู้อื่นได้เลย และฟางฮุ่ยก็จะกลายเป็นผู้สูญเสียโดยไม่ได้อะไร

ฟางฟู่ได้ยินแล้วให้รู้สึกวิตกอย่างหนัก จึงรีบยืนขึ้นและกำลังจะเปล่งเสียงพูด กลับเจอหร่วนซื่อผู้ซึ่งไม่ยินยอมพร้อมด้วยโทสะสูงเสียดฟ้า ถลาเข้าไปหาซูจิ่งเหอ พลางชี้หน้าด่าทอเขา “ซูจิ่งเหอ เจ้าสารเลว อ้างเรื่องอะไรของเจ้าอย่ามาแข็งข้อต่อหน้าเหล่าเหนียง(มารดาสูงอายุ)นะเจ้าต้องแต่งงานกับลูกสาวของเหล่าเหนียง ต่อหน้าเหล่าเหนียงอย่างข้าเจ้าเป็นผู้น้อย เมื่อเห็นเหล่าเหนียง จะต้องให้ความเคารพเจ้ากล้าดูถูกฮุ่ยเอ๋อร์มากปานนี้ เหล่าเหนียงไม่ยอมให้เรื่องนี้จบแน่!”

        ความกล้าหาญบังเกิดเพราะได้แรงหนุนจากโทสะในตัว คำว่า เจ้าคนชั่ว คนสารเลว ถูกหยิบมาด่าทอซูจิ่งเหอได้อย่างเจ็บแสบ ทุกคนพากันอึ้งตะลึงไปหมด ทันใดนั้นก็บังเกิดความเงียบงันไปทั่ว แม้แต่ฟางฮุ่ยซึ่งกำลังร่ำไห้อยู่ ก็หยุดร้องไห้ไปดื้อ 

        สีหน้าซูจิ่งเหอพลันเปลี่ยนเป็นดำทะมึน สายตาที่จับจ้องหร่วนซื่อเย็นเยียบปานน้ำแข็ง เพียงชั่วเวลาสั้น  ชายหนุ่มพลันเหยียดยิ้มบาง คางเชิดขึ้น ริมฝีปากบางเม้มแน่น ใบหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่สนใจอันใดเลย

  ฟางฉิงเหลือบมองผู้เป็นสามี พร้อมบีบมือเขาแน่น ทั้งคู่ต่างมองหน้ากันและกันด้วยสีหน้านิ่งสงบ

       ฟางฟู่พลันหายจากอาการตกตะลึง รีบผุดลุกจากที่นั่ง และลากหร่วนซื่อมาอย่างกราดเกรี้ยว “หุบปากเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”

      “ท่านปล่อยข้านะ!”หร่วนซื่อหายใจหอบ เพราะด่ากราดแทบไม่หยุดหายใจ เมื่อเห็นว่าซูจิ่งเหอไม่พูดอะไรสักคำตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งจบ ก็คิดเพียงว่าอีกฝ่ายหวาดกลัวตน นางคำรามเสียงเย็น นางผลักฟางฟู่อย่างไม่สบอารมณ์ แล้วเอ่ยอย่างมั่นใจเหลือแสน “แล้วสกุลซูเล่านายน้อยซูจะว่าอย่างไรแต่งกับคุณหนูสกุลฟาง ก็ได้เป็นลูกเขยสกุลฟางไปด้วย และต่อหน้าข้า เจ้าคือผู้น้อยมีอะไรผิดรึที่ข้าในฐานะผู้ใหญ่จะสั่งสอนผู้น้อยเช่นเจ้าฮึ่ม เจ้าไม่อยากฟังรึอย่าแต่งกับเด็กสาวสกุลฟางของเราเลยหากเจ้าไม่อยากฟัง!”

      “เจ้า....” ฟางฟู่กลัดกลุ้มใจ ถลึงตาใส่หร่วนซื่ออยากจะก่นด่าสักสองสามคำ ทว่าทันใดนั้น ก็รู้สึกว่า ที่จริงแล้วเขายังไม่ได้ยินซู่จิ่งเหอสวนกลับแม้สักครึ่งประโยคเลย

      ใจของฟางฟู่เต้นกระตุกคราหนึ่ง ทำให้ถ้อยคำที่เดิมทีอยากจะด่าทอหร่วนซื่อ ยังไม่ได้หลุดออกจากปาก

      ตรงกันข้าม เขากลัยซ่อนความยินดีอยู่ลึก  หากจัดการซูจิ่งเหอจนยอมเชื่อฟังได้ แน่นอนเขาจะยิ่งกว่าเต็มใจเสียอีก

     ฟางเย่าขยับปากอ้า ๆหุบ  ดวงตาโง่งม ยังไม่หายตกตะลึง นอกจากฟางฉิง ก็มีเพียงหลิ่วหรงที่เข้าใจ นางอดลอบถอนหายใจอย่าหดหู่ไม่ได้ และเริ่มเห็นใจหรวนซื่อขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

    หร่วนซื่อค้อนใส่ซูจิ่งเหออย่างไม่พอใจ พอเห็นว่าเขาไม่กล้าเอ่ยอะไรสักคำ ความภูมิใจในตัวเองก็ทวีขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว

    ใจนางเริ่มผ่อนคลาย กระทั่งแอบเสียใจลึก  หากรู้ตั้งแต่แรกว่าเขาเป็นแค่เสือกระดาษ นางจะดุด่าและจับเขาไว้นานแล้ว ไยจะต้องคอยกลัวเขาเล่าเป็นความกลัวที่เสียเปล่าจริง !

     หร่วนซื่อเงยหน้าและยิ้มเยาะอย่างอวดดี “เจ้าเอาฮุ่ยเอ๋อร์กลับไปแต่โดยดีเสีย เรื่องที่เจ้าไม่ให้เกียรติเราก่อนหน้า เราจะมองข้ามไปไม่สิ จะเอาตัวฮุ่ยเอ๋อร์ไปโดยไร้เกียรติเช่นนี้ไม่ได้ ฮุ่ยเอ๋อร์ต้องได้รับ สามหนังสือ หกพิธีการเหมือนกันทั้งหมดต้องห้ามขาดหายเด็ดขาดคนเก่งมีความสามารถอย่างฮุ่ยเอ๋อร์จะต้องแต่งไปเป็นภรรยาเอกเท่านั้น ทั้งสองฝ่ายต้องจัดงานอย่างใหญ่โต!”

       เมื่อพูดถึงตรงนี้ หร่วนซื่อก็ส่งสายตาแห่งความเกลียดชังให้ฟางฉิง ราวกับว่าหากมีการจัดงานแต่งอย่างใหญ่โตให้ฟางฮุ่ย เมื่อเทียบกันแล้วฟางฮุ่ยควรได้อะไรที่เหนือกว่าฟางฉิง

      ใบหน้าหร่วนซื่อบึ้งตึงและนึกอิจฉาในใจ เด็กสาวต่ำช้าผู้นี้ได้รับฐานะเท่าเทียมกับฮุ่ยเอ๋อร์ของข้าได้อย่างไรหลังฮุ่ยเอ๋อร์แต่งเข้าไป นางต้องคิดหาวิธีส่งผ่านอำนาจของผู้ดูแลจวนสกุลซู อา ข้าขอให้นางมอบให้อำนาจนี้ให้ฟางฮุ่ยก็ได้นี่นางจะกล้าไม่มอบให้รึและเด็กสองคนที่ฟางฉิงให้กำเนิดนั้น จะต้องถูกอัปเปหิออกไปอยู่นอกจวน เด็กที่เกิดกับฮุ่ยเอ๋อร์ในภายหน้าต้องเป็นบุตรชาย และเป็นผู้รับสืบทอดสกุลซู....

     ฟางฮุ่ยร้องไห้ดีใจ เดิมทีนางคิดว่าหมดหวังแ ล้ว ไม่คาดว่าลมจะเปลี่ยนทิศ ฟ้าจะกลับมาสดใสอีกครา!

     หญิงสาวยินดีปรีดาจนเนื้อเต้น มีความสุขใจอย่างหาใดเปรียบ

     นางเงยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความปลาบปลื้มยินดี ปนหวาดกลัวหน่อย  จ้องมองใบหน้าซูจิ่งเหอซึ่งๆมีสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์

     “เจ้าได้ยินหรือไม่!” หร่วนซื่อจ้องซูจิ่งเหอเขม็ง พลางตวาดเสียงเฉียบ

      ซูจิ่งเหอเพียงเงยหน้า ดวงตาคู่นั้นมองนางอย่างเฉยชา และเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง “พูดจบหรือยัง?”

      หร่วนซื่อไม่คาดว่าเขาจะนิ่งสุขุมเช่นนั้น สายตาเขาเฉยชา สีหน้าไม่ใส่ใจเลยสักนิด ในหัวนางพลันว่างเปล่าเผยสีหน้าโง่งมไปชั่วขณะ ดูคล้ายจะได้กลิ่นทะแม่ง ๆอยู่ลาง 

      ซูจิ่งเหอสีหน้ามืดครึ้ม ยิ้มเยาะอย่างดุดัน “ท่านพูดจบแล้ว ทีนี้ก็ตาข้าบ้าง เหล่าจื้อ(บิดา)ไม่มีเวลามาสนทนาเรื่องไร้สาระกับเจ้าหรอก!!”

      เขาหันไปตะโกนสั่งเสียงดัง “ซูฉวน!”

หัวหน้าผู้ติดตามซึ่งเอาการเอางาน มีท่าทางฉลาดแต่งกายดี รีบรุดเข้ามาอย่างเร็วรี่ แล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม “บ่าวมาแล้วขอรับ!”

      “ฟังข้าให้ดี!”ซูจิ่งเหอพูดเสียงเรียบ “นายน้อยจู่  ก็เห็นสกุลฟางแย่มากขึ้นมาทันใด เจ้านำคนอื่นๆไปจวนสกุลฟางและเอาของที่เราสกุลซูเคยส่งให้ทั้งหมดก่อนหน้าเอากลับมาคืนข้า เช่นพวก โฉนดบ้าน โฉนดที่ดิน เงินและของมีค่าของตกแต่งทุกชนิดและอื่น  เอามาทิ้งไว้ที่นายน้อยรอข้ากลับมาหากเจ้าเอามาไม่ได้ ก็ทุบทำลายไปเลยสรุปว่าก่อนหน้าที่ฮูหยินน้อยแต่งให้นายน้อย หากมีของประเภทใดที่ให้สกุลฟางไป ก็ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นของประเภทนั้น!”

      “เจ้ากล้า!”ดวงตาหร่วนซื่อเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ครั้นแล้วนางจึงกรีดร้อง “เจ้าไม่กลัวผู้อื่นจะเลาะกระดูกสันหลังเจ้ารึ!”

      ซูจิ่งเหอแสยะยิ้มชั่วร้าย “ก็พูดไปสิ แม่ภรรยาของข้า ข้าไม่กลัวเลยสักนิด!”

  ...

 

1 ความคิดเห็น: