เมื่อได้ฟัง ฟางฟู่อดรู้สึกใจแกว่งไม่ได้ เขาเหลือบมองฟางฉิง พลางส่งสายตาเป็นเชิงบอกฟางฉิงให้ตอบตกลง ลูกสาวทั้งสองคนแต่งให้ซูจิ่งเหอ อนาคตของสกุลฟางย่อมมีแต่ดีกับดีเท่านั้น!
จากมุมมองของฟางฟู่ ฟางฮุ่ยใกล้ชิดกับเขามากกว่าฟางฉิง เมื่อได้เข้าไปในจวนสกุลซูในภายหน้า และนางจะกตัญญูต่อตนเองมากกว่าลูกสาวคนโตอย่างแน่นอน
ฟางฉิงในใจเปี่ยมด้วยโทสะ หญิงสาวเหยียดยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น ”เรื่องอันดีงามรึ?”ท่านคิดว่าข้าเป็นคนปัญญาอ่อนรึ! เมื่อคืนก่อน เจ้าเพิ่งจะปีนเตียงของนายท่านสามเมิ่งมาหยก ๆ และตอนนี้ก็อยากแต่งเข้ามาในสกุลซู แล้วพรุ่งนี้เจ้าอยากจะทำอะไรอีกล่ะ? หา?”
ซูจิ่งเหอก็แค่นเสียงเย็นชาอีกคน ชายหนุ่มกุมมือฟางฉิงแล้วดึงให้ลุกขึ้น พลางกล่าวคำเยาะเย้า “ฉิงเอ๋อร์ พวกเขาไม่พียงคิดว่าเจ้าเป็นคนปัญญาอ่อน ก็ยังคิดว่านายน้อยเป็นคนปัญญาอ่อนด้วย ไร้เกียรติไร้ยางอายแบบนี้ ยังกล้าคิดอะไรกับนายน้อยอีก! นายน้อยเห็นแล้วชวนสะอิดสะเอียนนัก! ฉิงเอ๋อร์ เราไปกันเถิด หากเห็นหญิงแพศยาสารเลวผู้นี้ นายน้อยคงได้ป่วยทั้งคืน อาหารที่กินก็คงได้อาเจียนออกมาหมด! บางทีเรื่องนี้คงไม่จำเป็นให้พวกเราเข้าไปสอดหรอก เพราะแผนการของผู้อื่นเขาก็ใหญ่โตไม่น้อยทีเดียว!”
เมื่อซูจิ่งเหอกล่าวจบ ก็ส่งยิ้มเปี่ยมไมตรีให้ฟางเย่า พลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “อาเย่า เจ้าเป็นคนดีคนหนึ่ง ต่างไปจากพวกเขา พี่เขย กระจ่างแก่ใจดี! ข้าและพี่สาวเจ้า ต้องขอไปก่อน อย่าลืมพาภรรยาเจ้าไปกินมื้อเย็นกับพกเราในวันพรุ่งนี้นะ!’
“พี่เขย...” ในที่สุดฟางเย่าที่หดหู่สิ้นหวังก็เริ่มดีขึ้น ทั้งซึ้งใจ และกระอักกระอ่วนใจด้วยความละอายไปด้วย ชายหนุ่มพยายามฝืนยิ้มอย่างหนัก ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับบิดเบี้ยวเกร็งแน่น
ฟางฮุ่ยได้ยินถ้อยคำอันเชือดเฉือนของซูจิ่งเหอ ใจนางเหมือนถูกเฉือนออกไป รู้สึกเจ็บปวดในอก นางจึงยกมือปิดใบหน้าอันคับแค้นและสิ้นหวังไว้ ครั้นแล้วจึงร้องโฮลั่น
เหนืออื่นใด นางคือหญิงสาวในห้องหอ ถ้อยคำเหล่านั้นก็น่าอับอาย นางต้องปลุกเร้าความกล้าเพียงใดเพื่อจะพูดออกมา แต่ไม่คิดว่า ใจทั้งดวงจะถูกซูจิ่งเหอเหยียบย่ำเละเทะกลายเป็นโคลนตม แล้วนางจะทนอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
พอเห็นซูจิ่งเหอและฟางฉิงกำลังจะจากไปเข้าจริง ๆ นางก็รีบเข้ามาขวาง พลางขอร้องอ้อนวอน “พี่สาว ! พี่เขย! มีอะไรที่ต้องหารือกัน ก็มาหารือกันดี ๆเถิด!”
นายท่านสามเมิ่งคือบุคคลสำคัญซึ่งมีหน้ามีตาในเมืองชวงหลิว หากซูจิ่งเหอไม่ช่วยพูด คนสกุลฟางคงไม่สามารถจัดการผู้อื่นได้เลย และฟางฮุ่ยก็จะกลายเป็นผู้สูญเสียโดยไม่ได้อะไร
ฟางฟู่ได้ยินแล้วให้รู้สึกวิตกอย่างหนัก จึงรีบยืนขึ้นและกำลังจะเปล่งเสียงพูด กลับเจอหร่วนซื่อผู้ซึ่งไม่ยินยอมพร้อมด้วยโทสะสูงเสียดฟ้า ถลาเข้าไปหาซูจิ่งเหอ พลางชี้หน้าด่าทอเขา “ซูจิ่งเหอ เจ้าสารเลว อ้างเรื่องอะไรของเจ้า! อย่ามาแข็งข้อต่อหน้าเหล่าเหนียง(มารดาสูงอายุ)นะ! เจ้าต้องแต่งงานกับลูกสาวของเหล่าเหนียง ต่อหน้าเหล่าเหนียงอย่างข้าเจ้าเป็นผู้น้อย เมื่อเห็นเหล่าเหนียง จะต้องให้ความเคารพ! เจ้ากล้าดูถูกฮุ่ยเอ๋อร์มากปานนี้ เหล่าเหนียงไม่ยอมให้เรื่องนี้จบแน่!”
ความกล้าหาญบังเกิดเพราะได้แรงหนุนจากโทสะในตัว คำว่า เจ้าคนชั่ว คนสารเลว ถูกหยิบมาด่าทอซูจิ่งเหอได้อย่างเจ็บแสบ ทุกคนพากันอึ้งตะลึงไปหมด ทันใดนั้นก็บังเกิดความเงียบงันไปทั่ว แม้แต่ฟางฮุ่ยซึ่งกำลังร่ำไห้อยู่ ก็หยุดร้องไห้ไปดื้อ ๆ
สีหน้าซูจิ่งเหอพลันเปลี่ยนเป็นดำทะมึน สายตาที่จับจ้องหร่วนซื่อเย็นเยียบปานน้ำแข็ง เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ชายหนุ่มพลันเหยียดยิ้มบาง คางเชิดขึ้น ริมฝีปากบางเม้มแน่น ใบหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่สนใจอันใดเลย
ฟางฉิงเหลือบมองผู้เป็นสามี พร้อมบีบมือเขาแน่น ทั้งคู่ต่างมองหน้ากันและกันด้วยสีหน้านิ่งสงบ
ฟางฟู่พลันหายจากอาการตกตะลึง รีบผุดลุกจากที่นั่ง และลากหร่วนซื่อมาอย่างกราดเกรี้ยว “หุบปาก! เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”
“ท่านปล่อยข้านะ!”หร่วนซื่อหายใจหอบ เพราะด่ากราดแทบไม่หยุดหายใจ เมื่อเห็นว่าซูจิ่งเหอไม่พูดอะไรสักคำตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งจบ ก็คิดเพียงว่าอีกฝ่ายหวาดกลัวตน นางคำรามเสียงเย็น นางผลักฟางฟู่อย่างไม่สบอารมณ์ แล้วเอ่ยอย่างมั่นใจเหลือแสน “แล้วสกุลซูเล่า? นายน้อยซูจะว่าอย่างไร? แต่งกับคุณหนูสกุลฟาง ก็ได้เป็นลูกเขยสกุลฟางไปด้วย และต่อหน้าข้า เจ้าคือผู้น้อย! มีอะไรผิดรึที่ข้าในฐานะผู้ใหญ่จะสั่งสอนผู้น้อยเช่นเจ้า! ฮึ่ม เจ้าไม่อยากฟังรึ? อย่าแต่งกับเด็กสาวสกุลฟางของเราเลยหากเจ้าไม่อยากฟัง!”
“เจ้า....” ฟางฟู่กลัดกลุ้มใจ ถลึงตาใส่หร่วนซื่ออยากจะก่นด่าสักสองสามคำ ทว่าทันใดนั้น ก็รู้สึกว่า ที่จริงแล้วเขายังไม่ได้ยินซู่จิ่งเหอสวนกลับแม้สักครึ่งประโยคเลย
ใจของฟางฟู่เต้นกระตุกคราหนึ่ง ทำให้ถ้อยคำที่เดิมทีอยากจะด่าทอหร่วนซื่อ ยังไม่ได้หลุดออกจากปาก
ตรงกันข้าม เขากลัยซ่อนความยินดีอยู่ลึก ๆ หากจัดการซูจิ่งเหอจนยอมเชื่อฟังได้ แน่นอนเขาจะยิ่งกว่าเต็มใจเสียอีก
ฟางเย่าขยับปากอ้า ๆหุบ ๆ ดวงตาโง่งม ยังไม่หายตกตะลึง นอกจากฟางฉิง ก็มีเพียงหลิ่วหรงที่เข้าใจ นางอดลอบถอนหายใจอย่าหดหู่ไม่ได้ และเริ่มเห็นใจหรวนซื่อขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
หร่วนซื่อค้อนใส่ซูจิ่งเหออย่างไม่พอใจ พอเห็นว่าเขาไม่กล้าเอ่ยอะไรสักคำ ความภูมิใจในตัวเองก็ทวีขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว
ใจนางเริ่มผ่อนคลาย กระทั่งแอบเสียใจลึก ๆ หากรู้ตั้งแต่แรกว่าเขาเป็นแค่เสือกระดาษ นางจะดุด่าและจับเขาไว้นานแล้ว ไยจะต้องคอยกลัวเขาเล่า? เป็นความกลัวที่เสียเปล่าจริง ๆ!
หร่วนซื่อเงยหน้าและยิ้มเยาะอย่างอวดดี “เจ้าเอาฮุ่ยเอ๋อร์กลับไปแต่โดยดีเสีย เรื่องที่เจ้าไม่ให้เกียรติเราก่อนหน้า เราจะมองข้ามไป! ไม่สิ จะเอาตัวฮุ่ยเอ๋อร์ไปโดยไร้เกียรติเช่นนี้ไม่ได้ ฮุ่ยเอ๋อร์ต้องได้รับ สามหนังสือ หกพิธีการเหมือนกันทั้งหมดต้องห้ามขาดหายเด็ดขาด! คนเก่งมีความสามารถอย่างฮุ่ยเอ๋อร์จะต้องแต่งไปเป็นภรรยาเอกเท่านั้น ทั้งสองฝ่ายต้องจัดงานอย่างใหญ่โต!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หร่วนซื่อก็ส่งสายตาแห่งความเกลียดชังให้ฟางฉิง ราวกับว่าหากมีการจัดงานแต่งอย่างใหญ่โตให้ฟางฮุ่ย เมื่อเทียบกันแล้วฟางฮุ่ยควรได้อะไรที่เหนือกว่าฟางฉิง
ใบหน้าหร่วนซื่อบึ้งตึงและนึกอิจฉาในใจ เด็กสาวต่ำช้าผู้นี้ได้รับฐานะเท่าเทียมกับฮุ่ยเอ๋อร์ของข้าได้อย่างไร? หลังฮุ่ยเอ๋อร์แต่งเข้าไป นางต้องคิดหาวิธีส่งผ่านอำนาจของผู้ดูแลจวนสกุลซู อา ข้าขอให้นางมอบให้อำนาจนี้ให้ฟางฮุ่ยก็ได้นี่นางจะกล้าไม่มอบให้รึ! และเด็กสองคนที่ฟางฉิงให้กำเนิดนั้น จะต้องถูกอัปเปหิออกไปอยู่นอกจวน เด็กที่เกิดกับฮุ่ยเอ๋อร์ในภายหน้าต้องเป็นบุตรชาย และเป็นผู้รับสืบทอดสกุลซู....
ฟางฮุ่ยร้องไห้ดีใจ เดิมทีนางคิดว่าหมดหวังแ ล้ว ไม่คาดว่าลมจะเปลี่ยนทิศ ฟ้าจะกลับมาสดใสอีกครา!
หญิงสาวยินดีปรีดาจนเนื้อเต้น มีความสุขใจอย่างหาใดเปรียบ
นางเงยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความปลาบปลื้มยินดี ปนหวาดกลัวหน่อย ๆ จ้องมองใบหน้าซูจิ่งเหอซึ่งๆมีสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์
“เจ้าได้ยินหรือไม่!” หร่วนซื่อจ้องซูจิ่งเหอเขม็ง พลางตวาดเสียงเฉียบ
ซูจิ่งเหอเพียงเงยหน้า ดวงตาคู่นั้นมองนางอย่างเฉยชา และเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง “พูดจบหรือยัง?”
หร่วนซื่อไม่คาดว่าเขาจะนิ่งสุขุมเช่นนั้น สายตาเขาเฉยชา สีหน้าไม่ใส่ใจเลยสักนิด ในหัวนางพลันว่างเปล่าเผยสีหน้าโง่งมไปชั่วขณะ ดูคล้ายจะได้กลิ่นทะแม่ง ๆอยู่ลาง ๆ
ซูจิ่งเหอสีหน้ามืดครึ้ม ยิ้มเยาะอย่างดุดัน “ท่านพูดจบแล้ว ทีนี้ก็ตาข้าบ้าง เหล่าจื้อ(บิดา)ไม่มีเวลามาสนทนาเรื่องไร้สาระกับเจ้าหรอก!!”
เขาหันไปตะโกนสั่งเสียงดัง “ซูฉวน!”
หัวหน้าผู้ติดตามซึ่งเอาการเอางาน มีท่าทางฉลาดแต่งกายดี รีบรุดเข้ามาอย่างเร็วรี่ แล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม “บ่าวมาแล้วขอรับ!”
“ฟังข้าให้ดี!”ซูจิ่งเหอพูดเสียงเรียบ “นายน้อยจู่ ๆ ก็เห็นสกุลฟางแย่มากขึ้นมาทันใด เจ้านำคนอื่นๆไปจวนสกุลฟางและเอาของที่เราสกุลซูเคยส่งให้ทั้งหมดก่อนหน้าเอากลับมาคืนข้า เช่นพวก โฉนดบ้าน โฉนดที่ดิน เงินและของมีค่าของตกแต่งทุกชนิดและอื่น ๆ เอามาทิ้งไว้ที่นายน้อยรอข้ากลับมา! หากเจ้าเอามาไม่ได้ ก็ทุบทำลายไปเลย! สรุปว่าก่อนหน้าที่ฮูหยินน้อยแต่งให้นายน้อย หากมีของประเภทใดที่ให้สกุลฟางไป ก็ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นของประเภทนั้น!”
“เจ้ากล้า!”ดวงตาหร่วนซื่อเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ครั้นแล้วนางจึงกรีดร้อง “เจ้าไม่กลัวผู้อื่นจะเลาะกระดูกสันหลังเจ้ารึ!”
ซูจิ่งเหอแสยะยิ้มชั่วร้าย “ก็พูดไปสิ แม่ภรรยาของข้า ข้าไม่กลัวเลยสักนิด!”
...
ปรบมือให้นายน้อย
ตอบลบ