ซูจิ่งเหอกล่าวจบ ก็ไม่แยแสคำพูดขัดของหร่วนซื่อ และยังคงสั่งการซูฉวนไปเรื่อย ๆ ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ได้ยินว่า ไม่ใช่ว่ามีคนยังอยากเลาะกระดูกสันหลังข้าอยู่รึ! อื้ม อย่างนี้เราต้องขัดขวาง เหนืออื่นใด สกุลซูของเราเป็นสกุลระดับแถวหน้าและมีหน้ามีตา จะให้เกิดการเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่ได้! เจ้าพาคนไปสองสามคน ไปคอยสอดส่องตระกูลที่ไว้ใจไม่ได้นี้ทั้งตระกูลเลย หากเจ้าเห็นหรือได้ยินคนข้างนอกถามถึงเรื่องเหลวไหลพวกนี้ ก็จงซ้อมให้ตายไปเสีย แล้วจำเอาไว้ว่าต้องซ่อนคนไว้อย่าให้ใครเห็น สกุลซูของเรายังต้องรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีไว้! หากเจ้าสั่งสอนคนมาหลายรอบ แล้วยังไม่เปลี่ยน ก็รอจังหวะเหมาะ เอายากินแล้วเป็นใบ้ให้พวกเขากิน จากนั้นก็ซ้อมให้น่วมแล้วขับออกจากเมืองชวงหลิวไปเลย!”
ซูฉวนรับคำเสียงดังฟังชัด
ใบหน้าหร่วนซื่อเปลี่ยนเป็นซีดขาว นางพยายามเปล่งคำพูด “เจ้า เจ้ากล้า!”
ซูจิ่งเหอแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ท่านทดลองดูก็ได้ ว่านายน้อยจะกล้าหรือไม่!”
“เจ้าไม่เคารพผู้อาวุโส ไม่กลัวฟ้าจะผ่าเจ้าเป็นเสี่ยง ๆหรือไร?!” หร่วนซื่อแหวใส่
ซูจิ่งเหอหัวเราะหึๆ ส่งยิ้มชั่วร้าย “นายน้อยไม่กลัวเลยสักนิด! มิหนำซ้ำเรื่องนี้ไม่ต้องให้เจ้ามาเป็นห่วงหรอก นายน้อยรับรองว่า ก่อนฟ้าจะผ่าข้าเป็นเสี่ยง ๆ ข้าคงให้คนมากำจัดเจ้าแล้ว!”
พอซูจิ่งเหอกล่าวจบ ชายหนุ่มก็กุมมือฟางฉิง แล้วเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “เอาล่ะ ข้าได้สั่งการเรื่องที่ควรจะสั่งเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว! ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก! เสียเวลาข้าไปครึ่งวันเทียว! ฉิงเอ๋อร์ ไปกันเถิด! ซูฉวน อย่าลืมเรื่องที่นายน้อยบอกเจ้าเสียล่ะ!”
“ขอรับ นายท่าน อย่าได้เป็นห่วงเลยขอรับ! ”ซูฉวนรู้สึกกระหายใคร่อยากลงมือยิ่งนัก น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูตื่นเต้น
เสียง “ฟุ่บ!”ดังขึ้น หร่วนซื่อค่อย ๆทรุดฮวบลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแร งดวงตานางแข็งค้างว่างเปล่า คล้ายปลาที่ตายแล้ว
ยามที่รู้ชัดแล้วว่าซูจิ่งเหอไม่ได้ล้อเล่น นางจึงตระหนักได้ว่าตนเองทำผิดพลาดมากแค่ไหน!
ความกลัวและความเหน็บหนาวอันไร้ขอบเขต บังเกิดขึ้นและแผ่ลามจากก้นบึ้งของจิตใจในฉับพลันทันที มันหนาวเหน็บบาดลึกไปถึงกระดูก!
ใบหน้าหร่วนซื่อซีดขาวราวกระดาษ ซ้ำยังตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
ฟางฮุ่ยเองก็เผยใบหน้าขาวซีดไร้ความรู้สึกเช่นเดียวกัน นางยืนนิ่งแข็งทื่อเป็นตอไม้ ขยับตัวไม่ได้
สกุลซูเปี่ยมดัวยทรัพย์และอำนาจ ซ้ำนิยมชมชอบข่มเหงผู้อื่นมากกว่าสนใจชื่อเสียง แล้วเจ้ายังจะสามารถทำอะไรได้เล่า?
ฟางเย่าก็ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่อีกคน ปากเขาอ้า ๆหุบ ๆ เหนืออื่นใด เขาไม่ได้พูดอันใดเลย ถ้อยคำที่มารดาเขาพูดมาก่อนหน้า มันเกินจะรับได้จริง ๆ คำกล่าววิงวอนขอความกรุณา เขาคงไม่อาจกล่าวออกมาได้! และไม่มีสิทธิ์พูดเลยด้วยซ้ำ!
ดีที่พี่เขยไม่ปรี่มาสังหารตนเอง ภายหน้าตนเองก็ยังสามารถช่วยเหลือบิดามารดาได้ นี่ก็คือเคราะห์กรรมที่ได้มาตัดรอนโชควาสนาใหญ่เรียบร้อยแล้ว!
พอเห็นว่าซูจิ่งเหอและฟางฉิงกำลังจะจากไป ฟางฟู่พลันคืนสติกลับมาแล้วถลาเข้าไปหาอย่างเร็วรี่ “อ๊า!”เขารีบเข้ามาขวาง พลางกล่าวอ้อนวอน “ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ! เจ้าอย่ามีโทสะเลย อย่าได้โมโหโทโสไปเลย! ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ แม่ยายเจ้า...เอ้อ ยายแก่นั่นจะไปรู้อะไร? ถือเสียว่าสิ่งที่นางพูดก็แค่ผายลม! เจ้าทำเสียว่านางเป็นคนสติเลอะเลือนพูดจาเหลวไหลเถิด! ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ ฮุ่ยเอ๋อร์ เด็กสาวสมควรตายนั่นก่อเรื่องไร้ยางอายเช่นนั้น จะมีหน้าแต่งเข้าจวนสกุลซูได้เยี่ยงไร? เจ้าอย่าได้ถือสาวาจาเลอะเลือนของนางและมารดานางเลย! ลูกเขยผู้ทรงเกียรติเจ้าดูแลเราอย่างดีเลิศมาตลอด ข้าระลึกไว้ในใจด้วยความซาบซึ้งอยู่ไม่วาย! เจ้าเป็นผู้มีใจกว้างดุจมหาสมุทร โปรดละเว้นยายแก่นั่นสักครั้ง อย่าได้คิดเคืองแค้นเลย ข้าขอร้องเจ้าแล้ว!”
ฟางฟู่ซึ่งเป็นทุกข์เดือดร้อน หันไปขอร้องฟางฉิง “อาฉิง เจ้าช่วยพูดอะไรดีๆสักคำเถิดนะ!”
ซูจิ่งเหอแค่นเสียงเย็นเอ่ยขึ้น โดยไม่รอให้ฟางฉิงเอ่ย “ข้าเป็นสามีนาง! หากข้าไม่อนุญาตให้นางพูด นางก็พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว!”
“ใช่ ใช่ ข้าพูดผิดเอง ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ ได้โปรดละเว้นหญิงชราผู้นี้ด้วยเถิด! ส่วนเหตุการณ์นี้ ข้า ข้าไม่มีส่วนรู้เห็นนะ!”ฟางฟู่ตกใจกลัวจนสะดุ้งโหยง ทันใดนั้นก็รีบยอมรับความผิดปนขอร้อง ไหนเลยจะกล้าวอแวฟางฉิงอีก
ซูจิ่งเหอดูเหมือนจะชอบใจ แต่ทันใดนั้นชายหนุ่มก็หันหน้าไปยิ้มให้ฟางเย่า “น้องภรรยา จู่ ๆข้าก็หิวขึ้นมา นึกอยากได้ของว่างเจหอมกรุ่นสักหน่อย จะรบกวนน้องภรรยาช่วยซื้อมาให้ข้าสักสองกล่องได้หรือไม่? ส่วนน้องสะใภ้รบกวนเจ้าไปต้มน้ำร้อนมาชงชาให้ข้าด้วยก็แล้วกัน!”
“ไม่รบกวนเลย ไม่รบกวนเลย สมควรแล้ว สมควรแล้ว!”ฟางฟู่รีบเห็นด้วย ตวัดสายตาใส่ฟางเย่ากับหลิ่วหรงแล้วเอ่ยเสียงกดต่ำ “ยังไม่รีบไปอีก!”
ฟางเย่าและหลิ่วหรงต่างมองหน้ากัน ครั้นแล้วก็ล่าถอยไปอย่างเชื่อฟัง
ทั้งสองคนรู้แก่ใจอยู่แล้วว่า ซูจิ่งเหอคงต้องการทำอะไรที่เขาไม่อยากให้คู่สามีภรรยาเห็น จะได้ไม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ชั่วขณะนั้นเองทั้งสองต่างบังเกิดความรู้สึกหลากหลายปะปนในใจ
ฟางเย่าอดถอนหายใจในใจไม่ได้ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เป็นบิดาและมารดาที่ต้องรับผลกรรมของตน จะมาโทษผู้อื่นไม่ได้!
เพียงแค่เขาไม่ได้อยู่ดูฉากที่เหลือ เพราะต้องออกนอกประตูไปแล้วจริง ๆ
ซูจิ่งเหอเลิกคิ้ว แล้วส่งยิ้มคล้ายไม่ยิ้มให้ฟางฟู่ “เมื่อครู่คล้ายจะมีบางคนด่าทอข้าว่าไม่กตัญญูนี่เนอะ!”
“ไม่ ไม่ ไม่เลย! ลูกเขยข้ากตัญญูอยู่เสมอ ข้ารู้อยู่แก่ใจดี ใครมันกล้าพูดจากเหลวไหล ข้าจะรีบไปจัดการมัน?” ฟางฟู่รีบเอ่ย
“มีบางคนยังคิดไปซุบซิบนินทาข้างนอก หวังทำลายชื่อเสียงของสกุลซูข้าและภรรยาข้าด้วยล่ะ!”
“ไม่มี ไม่มี ไม่มีอย่างแน่นอน!”
ซูจิ่งเหอเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วชี้หน้าหร่วนซื่อ “เมื่อครู่นางเพิ่งพูดเสียขนาดนั้น นายน้อยได้ยินชัดเต็มสองหูเลยท่านพ่อตามองว่าลูกเขยเป็นคนใบ้ใช่หรือไม่?”
มิคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะชี้หน้านางโดยไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
ใบหน้าหร่วนซื่อพลันเปลี่ยนเป็นสีขาวราวหิมะ บังเกิดความกลัวจากก้นบึ้งในจิตใจอย่างแท้จริง จับจ้องซูจิ่งเหออย่างขวัญผวาด้วยดวงตาคล้ายดวงตาปลาที่ตายแล้ว
นางขยับปากอย่างยากลำบาก แล้วเปล่งเสียงออกมาคำหนึ่ง “เจ้า” จากนั้นก็ปิดปากอย่างไร้เรี่ยวแรง
นางยังสามารถพูดอะไรได้อีกเล่า ? อ้อนวอนรึ? ไม่ได้ผลหรอก! กล่าวหาผู้อื่นว่าอกตัญญู? ไม่ได้ผลหรอก! ข่มขู่ดูหมิ่นต่อหน้าผู้คนไปแล้วว่าเขาอกตัญญู แล้วจะบอกว่าเป็นการล้อเล่นสนุก ๆได้รึ!
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่มีความกล้าถึงขนาดนั้นหรอก ไม่เช่นนั้นชีวิตที่เหลือคงได้กลายเป็นคนใบ้ไปเสียแล้ว
ฟางฟู่นิ่งไปสักพัก ใบหน้าเขาดูไม่ได้เลย ใบหน้าแห้งเหี่ยวคล้ายเปลือกไม้แห้งเก่า ๆ พยายามฝืนยิ้มสุดชีวิต ยิ้มอย่างละอายใจ แล้วหันไปวิงวอนฟางฉิงทางสายตา
ยามนี้ฟางฉิงไม่ได้ก้มหน้า นางไม่หลีกเลี่ยงสายตาอ้อนวอนของผู้เป็นบิดา ซ้ำยังไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรทั้งสิ้น
ยามนี้ในใจฟางฉิงผิดหวังจริง ๆ ใจนางเย็นชานัก ไม่ต้องการรับผิดชอบสิ่งใดอีกแล้ว
เหนืออื่นใด ภายหลังนางแต่งออกไปแล้ว นางไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเดิมเลยสักนิด ใครเล่าจะตำหนินางได้ ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้สำเนียกเสียทีว่าพวกเขาเป็นใคร คิดแต่ว่าพวกนางเป็นลูกมะพลับนิ่มให้บีบได้ง่าย ๆรึ ทางฝ่ายนางคอยจัดหาทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์และที่พักอาศัย พวกเขาไม่เคยกล่าวคำขอบคุณแม้สักครึ่งคำ ซ้ำยังพูดแต่ถ้อยคำหยาบคายกับนางครั้งแล้วครั้งเล่า วางแผนเล่นงานนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยามนี้แม้แต่สามีของนางก็ยังคิดวางแผนจับอย่างไม่เกรงกลัว!
หร่วนซื่อผู้มารดาและลูกสาวยังไม่กระไร แต่นี้คือบิดานางสายเลือดเดียวกันแท้ ๆ ก็ยังวางแผนเอาเปรียบพวกนางด้วย! จนถึงตอนนี้จิตใจเขาจะลำเอียงไปแค่ไหนแล้ว!
ตอนที่นางแต่งออกจากเรือนไป หากฟางฮุ่ยไม่ใช่เด็กสาวที่อายุเจ็ดถึงแปดหนาว เกรงว่าตัวนางคงถูกบังคับให้ยอมเอาอีกฝ่ายมาแต่งพร้อมกันกับตนใช่หรือไม่? เรื่องประหลาดในสายตาผู้อื่นแบบนี้ พวกเขาย่อมสามารถทำได้อย่างแน่นอนที่สุด!
ฟางฟู่ไม่รอความช่วยเหลือของฟางฉิงแล้ว เขาอดสบถด่าบุตรสาวคนโตในใจไม่ได้ พอเห็นซูจิ่งเหอยิ้มเย็นและจะพาอีกฝ่ายไปอีก เขาจึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นางเป็นคนเหลวไหล! ทั้งแก่และเลอะเลือน! ลูกเขยผู้ทรงเกียรติ เจ้าเป็นถึงคนระดับไหน อย่าไปสนใจไปเดือดร้อนกับแม่ยายสมควรตายนั่นเลย!”
“อ้อ” ซูจิ่งเหอร้องออกมา แล้วยิ้มแปลก ๆอย่างมีเลศนัย “พ่อตาข้ากำลังหมายความว่า เมื่อผู้อื่นด่าใคร ก็สามารถด่าได้ตามใจชอบใช่หรือไม่? ที่นายน้อยอย่างข้าต้องอดทนกับคำด่าทอ ก็คือเป็นการอดทนไปเองเก้อ ๆใช่หรือไม่? น่าขำนัก! เช่นนั้น จะเป็นไปได้รึที่นายน้อยไม่ได้เป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้! เวลาทำการค้าขาดทุน นายน้อยก็ไม่ได้เป็นผู้ทำหรอกรึ!!”
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น