วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา—บทที่ 296 โกรธจนขาดสติ

           เสียงกรีดร้องแหลมสูงระดับสูงสุดซึ่งเปี่ยมด้วยความโกรธแค้นและไม่ยินยอมของฟางฮุ่ย ทำให้ฟางฟู่และหร่วนซื่อซึ่งกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่นั้นสะดุ้งตกใจ ทั้งสองคนจึงหยุดมือในแทบจะทันที

       พอเห็นฟางฮุ่ยตัวอ่อนปวกเปียกทรุดฮวบลงบนพื้น หร่วนซื่อก็ตกใจวิญญาณแทบหลุดจากร่าง พลางหวีดร้องตะโกนลั่น “ฮุ่ยเอ๋อร์ ฮุ่ยเอ๋อร์!”นางลนลานจนสะดุดซวนเซ แล้วรีบวิ่งถลาไปโอบกอดฟางฮุ่ยบนพื้น พลางร้องไห้โฮครั้นแล้วก็เอ็ดตะโรใส่ฟางฉิง

         ใบหน้าฟางฟู่ดำทะมึน แขนเสื้อทั้งสองข้างฉีกขาดเป็นริ้ว  มิหน้ำซ้ำทั้งแขนและเอ็วไม่รู้ว่าจะมีรอยหยิกข่วนปรากฏอยู่เท่าไร ขาเขาก็ถูกเตะจนปวดมาก ผมรึก็ถูกดึงทึ้งไปหลายกระจุก และเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่มีแต่รอยยับย่นไหนเลยยังจะเหลือสภาพความเป็นคนได้?


          ยามที่โทสะปะทุออกมาทั้งเจ็ดทวาร เขาชิงชังจนอยากจะกัดหร่วนซื่อให้ตายคามือ เขาพลันได้ยินหร่วนซื่อก่นด่าอีกรอบ ฟางฟู่พลันพบขออ้างอันชอบธรรมเพื่อระบายโทสะอีกครา ชายแก่ไม่พูดพล่ามทำเพลงปรี่เข้าไปทุบตีหร่วนซื่อพลางด่าบริภาษ “นางแก่สมควรตาย ที่วันนี้ฮุ่ยเอ๋อร์ต้องล้มเหลวมาถึงจุดนี้ เป็นเจ้าที่ทำร้ายนาง เจ้ายังมีหน้ามาร้องไห้ด่าทอผู้อื่นอีกรึก็ดูสิว่าบิดาจะไม่สังหารเจ้าหรือไม่!”

          ถึงหร่วนซื่อจะชอบเผด็จการเอาแต่ใจ นางก็เป็นเพียงสตรีคนนึ่ง เปรียบเทียบกับฟางฟู่ได้รึพละกำลังไหนเลยจะเทียบเทียมฟางฟู่ได้แค่ที่ทั้งสองฟัดกันไปครึ่งยก นางก็หมดแรงข้าวตัมแล้ว ในยามนี้ ด้วยความเป็นห่วงฮุ่ยเอ๋อร์จิตใจจึงว้าวุ่น ลมหายใจเนิบช้าลง ไม่มีแรงขยับตัวแล้ว

         พอโดนฟางฟู่ทุบตีมาก ๆเข้า นางก็กรีดร้องซ้ำ  ทีแรกนางดื้อดึงอยากจะด่าอยู่ท่าเดียว ลงท้ายก็ไม่อาจต้านทานได้ นางไม่กล้าด่าทออีกแล้ว ได้แต่เปลี่ยนไปร้องขอความเห็นใจแทน

         ฟางฟู่รู้สึกงุนงง แต่ด้วยความชิงชังจึงตบหน้าอีกฝ่ายไปอีกสองที พอได้ระบายความอัดอั้นนี้แล้วจึงปล่อยอีกฝ่ายแล้วด่าทอ “นางงูพิษปากร้าย ครอบครัวเราทั้งครอบครัวปล่อยให้เจ้าสร้างความหายนะจนเดือดร้อนกันไปทั่วบิดาขอประกาศตรงนี้เลยว่า ต่อไปภายหน้าจงประพฤติตัวเป็นคนดียึดถือความซื่อสัตย์ และหากกล้าทำชั่วซ้ำ ๆอีก บิดาจะเอาชีวิตเจ้าเอง!”

         ม่านตาดำของหร่วนซื่อหดเล็กลง มีแววตื่นกลัวพาดผ่านในดวงตา นางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง ได้แต่ร่ำไห้คลานเข้าไปโอบประคองฟางฮุ่ยในอ้อมแขนอีกครั้ง แล้วร่ำไห้ “ฮุ่ยเอ๋อร์ไม่ใช่ลูกสาวท่านหรอกรึเห็นลูกสาวแท้ ๆของท่านเอง ต้องกลายเป็นเช่นนี้ สำหรับพ่ออย่างท่านไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยรึฮุ่ยเอ๋อร์ ไฉนเจ้าถึงได้เกิดมาอาภัพอับโชคปานนี้หากเจ้ามีอันเป็นไปแม่อย่างข้าจะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!”

        ฟางฟู่เห็นฟางฮุ่ยมีใบหน้าซูบซีด ดวงตาปิดสนิท ร่างกายอ่อนปวกเปียก และนอนหมดท่าอยู่ในอ้อมกอดขอหร่วนซื่อ เขาเองไม่อาจเอ่ยมาเป็นคำพูดได้ว่าสงสารแค่ไหน ซ้ำอดเจ็บปวดรวดร้าวในใจไม่ได้

        ฟางฮุ่ยเป็นเด็กสาวปากหวานช่างฉอเลาะ และใกล้ชิดสนิทสนมกับเขามาก ระหว่างลูกสาวสองคน เขาย่อมรักฟางฮุ่ยมากกว่า

        เขาอดก่นด่าฟางฉิงในใจไม่ได้ว่าฟางฉิงใจดำเกินไป ทว่าเขาไหนเลยจะกล้าพูดออกแม้สักครึ่งคำเล่าไม่เพียงเขาไม่กล้าพูดแล้ว กระทั่งสายตาดูแคลน เขาก็ไม่กล้าเผยออกไปแม้เพียงครึ่ง

        มิหนำซ้ำยังคิดด้วยว่าหากไม่ใช่เพราะหร่วนซื่อ เรื่องราวมันคงไม่ดำเนินมาจนถึงจุดนี้ ในใจเขารู้สึกชิงชังหร่วนซื่อยิ่งกว่าเดิม

         เขาไม่กล้าชิงชังฟางฉิง แต่เป็นไปได้หรือที่กระทั่งหร่วนซื่อก็ไม่กล้าชิงชังด้วยหลังจากการตีกันครั้งนี้ ทำให้เขารู้ว่าที่แท้แม่เสือเป็นเช่นนี้นี่เอง!

         ซูจิ่งเหอคำรามในลำคอ แม้เสียงไม่ดังมาก แต่กระแทกกระทั้นไม่น้อย กระทั่งหร่วนซื่อซึ่งร้องไห้อยู่ ถึงกับต้องเบาเสียงลงโดยไม่รู้ตัว

       ก็แค่เป็นลมน่ะ จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตไปเพื่ออะไรทำไมยังคิดหาข้ออ้างมาปั่นหัวเรา หรือ คิดด่ากระทบกระเทียบพวกเราสองสามีภรรยารึ?”ซูจิ่งเหอเอ่ยเหมือนรู้ทัน

       ไม่กล้าไม่แน่นอนไม่แน่นอน!”ฟางฟู่สะดุ้งโหยงรีบเอ่ยขึ้น

        ฟางฉิงหันไปสั่งซูฉวน “ไปเอาน้ำเย็นมาหนึ่งกาละมังสิ!”

  ซูฉวนน้อมรับคำสั่งและรีบไปนำน้ำเย็นมา ฟางฉิงพยักหน้าให้เขา ครั้นแล้วนางก็ก้าวเท้าเข้ามายกกาละมังสาดน้ำใส่ฟางฮุ่ยโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง หร่วนซื่อใจนึกอยากจะขวางนัก แต่ไหนเลยจะทำเช่นนั้นได้ กระทั่งตัวนางก็ยังโดนน้ำสาดเปียกชุ่มไปทั้งตัว

หร่วนซื่อแอบเดือดดาลในใจ จนค้อนใส่ซูฉวนแต่ไม่กล้าพูดอะไร

  เมื่อโดนกระตุ้นด้วยน้ำเย็น ฟางฮุ่ยจึงตื่นขึ้นมาพร้อมกับไอออกมาสองที

นางตกตะลึง แล้วมองหน้าหร่วนซื่อและร้องไห้โผตัวเข้าหาอ้อมกอด “ฮือ  ท่านแม่” หญิงสาวร้องไห้คร่ำครวญโศกเศร้า หร่วนซื่อก็เศร้าใจตามไปด้วย ทั้งผู้เป็นมารดาและลูกสาวต่างร่ำไห้ไปด้วยกัน

        ฟางฮุ่ยร้องไห้ นางไม่ลืมแอบมองสีหน้าซูจิ่งเหอทางหางตา พอเห็นว่าเขาไม่ได้เหลือบแลมาที่นางเลย นางก็ยิ่งเศร้าและผิดหวัง แต่ยังไม่ยอมหยุดร้องไห้ แล้วเปลี่ยนเป็นครางฮือเบา ๆในเวลาต่อมา

       ซูจิ่งเหอสั่งการซูฉวนให้หาเก้าอี้มาวางสองตัว แล้วนั่งลงพร้อมฟางฉิง ชายหนุ่มยิ้มอย่างเกียจคร้านแล้วเอ่ยขึ้นท่านพ่อตา ลูกเขยรู้สึกแช่มชื่นเบิกบานนัก หายใจได้คล่องสบายดีท่านมีอะไรจะคุยอีกหรือไม่หากไม่มี พวกเราสามีและภรรยาต้องขอตัวกลับก่อน!

       ฟางฟู่หน้าแดงก่ำ เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะกลับ จึงรีบเอ่ย “เอ้อ เอ้อ ที่ลูกเขยผู้ทรงคุณธรรมได้บอกก่อนหน้านั้น....”

       เรื่องนั้นรึ” ซูจิ่งเหอโบกมืออย่างใจกว้าง พลางแย้มรอยยิ้ม “ใจข้ารู้สึกสบายดีแล้ว ย่อมไม่ถือสาแล้วล่ะ!”

       พอได้ยินวาจานี้ ฟางฟู่และหร่วนซื่ออดแอบโล่งอกในใจมิได้

       ฟางฟู่เหลือบมองฟางฮุ่ย แล้วรีบเอ่ย “ยังมีเรื่องงานวิวาห์ของฟางฮุ่ย ท่านมองว่า....”

       ฟางฮุ่ยและหร่วนซื่อถึงกับตัวแข็งทื่อโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองพยายามเงี่ยหูฟัง

       ฟางฮุ่ยถือโอกาสนี้เงยหน้ามองซูจิ่งเหอด้วยความหลงไหล

        ยามนี้ ฟางเย่าซื้อของว่างกลับมาแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นหลิ่วหรงสั่งให้บ่าวหญิงชราคอยเฝ้าดูความเป็นไปที่ประตู พอเห็นฟางเย่าเดินเข้ามาในลานบ้าน นางก็ออกมาจากครัว โดยมีบ่าวหญิงชรายกน้ำร้อนตามหลังมาด้วย

        ทันทีที่คนทั้งคู่เข้ามาในห้อง พวกเขาก็ต้องผงะที่เห็นสภาพอันยุ่งเหยิงกระจุยกระจายเละเทะในห้อง และแล้วก็เบนสายตาไปมองสภาพอันน่าเอนจอนาถของฟางฟู่และหร่วนซื่อ เห็นเช่นนี้แล้วยังจะไม่เข้าใจอะไรอีกเล่า?

       ฟางเย่าบังเกิดโทสะ ทั้งกลัดกลุ้มและปวดใจ เครื่องเรือนทั้งหมดที่เขาใช้เงินซื้อหามาตอนตกแต่งบ้านส่วนตัว อารวมทั้งแจกันหรูหราเลอค่าราคาราวหนึ่งร้อยถึงสองร้อยตำลึง ทั้งหมดถูกทำลายย่อยยับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!

      ท่านพ่อท่านแม่พวกท่านทำอะไรกันเนี่ย!”ฟางเย่าฉุนเฉียวเป็นที่สุด

  หลิ่วหรงไม่เปล่งคำพูดอันใด ทว่าในใจไม่พอใจอย่างยิ่ง พลางนึกบ่นในใจ ที่เห็นพ่อและแม่สามีมาตบตีกันจนน่าอเนจอนาถในเรือนของบุตรชายและลูกสะใภ้เช่นนี้ “ช่างโชคดีแล้ว ที่เขาและนางหลุดพ้นจากเงื้อมมือของคนทั้งสองมาได้!”

       มีอันใดรึเจ้าจะตำหนิข้ารึเจ้าคลานออกมาจากท้องข้า พอเห็นว่าข้าถูกรังแกเช่นนี้ เจ้าก็ตำหนิข้าแทนที่จะช่วยข้าสำนึกรู้ดีรู้ชั่วของเจ้าถูกสุนัขคาบไปกินหมดแล้วรึ? !“ นางถลึงตาใส่ฟางเย่าพร้อมเสียงก่นด่า

  ฟางเย่าชิงชังเหลือแสน ชายหนุ่มสะกดกลั้นลมหายใจ “ข้าสามารถพูดอะไรไม่ดีได้รึพวกท่านต้องเลิกทะเลาะกันเสียทีทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกันหากเรื่องราวเล็ดรอดออกไป จะได้ถูกผู้คนหัวเราะเยาะเอานะสิ!”

       เจ้าจะมาเอ็ดอะไรข้า จะมาเอ็ดอะไรข้าข้าไม่ได้เป็นคนลงมือก่อนเสียหน่อย!”หร่วนซื่อเอ่ยอย่างขมขื่น

       หากเป็นเมื่อก่อน นางจะใช้โอกาสนี้เล่นงานฟางฉิงได้แน่นอน แต่เมื่อซูจิ่งเหอพูดขู่ไว้แล้ว ยามนี้นางไหนเลยจะกล้าเล่า?

  นอกจากนี้ ซูจิ่งเหอไม่ได้เป็นคนบอกให้ฟางฟู่ทุบตีนางด้วย!

      คุยเรื่องเป็นการเป็นงานกันเถิดเรื่องบ้านของพวกเจ้า เราค่อยกลับมาพูดกันอีกที!”  ซูจิ่งเหอเอ่ยอย่างใกล้จะหมดอดทน

        ฟางเย่าแค่นเสียงและขอให้หลิ่วหรงและสาวใช้ไปเอาเก้าอี้เล็กมา โดยแทบไม่ได้เก็บกวาดบนพื้นเลย ครั้นแล้วทุกคนต่างนั่งลง

  ซูจิ่งเหอกล่าว “เรื่องนี้ข้าเองก็ละอายที่จะเจรจาพี่เมิ่งจะไม่สนใจเรื่องนี้หากเขากับข้าไม่ใช่คนกันเองข้าได้พยายามเกลี้ยกล่อมอย่างเต็มที่แล้ว เขาและภรรยาจึงฝืนใจรับปากรับบุตรสาวคนเล็กของพวกท่านแต่งเข้ามาเป็นอนุภรรยา !”

       เดิมทีพูดกันดิบดีว่าจะให้นางแต่งเข้าเป็นภรรยาอีกคน นี่ก็เพื่อเห็นแก่ฟางฉิง ซูจิ่งเหอไม่ต้องการให้ใครเอาไปพูดว่าฟางฉิงมีน้องสาวเป็นอนุภรรยา แต่หลังจากการทะเลาะโวยวายใหญ่โตเช่นนั้น การให้ฟางฮุ่ยเป็นภรรยามันจะสบายเกินไปสำหรับนางจริง มีใครไม่รู้บ้างว่าฮูหยินน้อยของสกุลซูคือใครชื่อเสียงอันดีงามของนาง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาแข่งด้วยหรอก!

       ว่าไงนะ!”

       เป็นอนุภรรยา!”

       หร่วนซื่อและฟางฟู่ร้องออกมาพร้อมกันอย่างหวาดหวั่น ส่วนฟางฮุ่ยถึงกับหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม

  ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น