วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ท้พไปไถนา-บทที่ 297 เป็นอนุภรรยา

         อนุภรรยางั้นรึนางไม่เคยคิดถึงการเป็นอนุภรรยาเลยในชีวิตนางมักเชื่อว่าฟางฉิงสามารถแต่งงานเข้าตระกูลดี ๆอย่างสกุลซูได้ นางก็ต้องเหนือกว่าฟางฉิงแน่ร้อยทั้งร้อย และแน่นอนงานวิวาห์ของนางจะต้องเหนือกว่าฟางฉิงเป็นร้อยเท่า

      ต่อมา เมื่อนางตกหลุมรักซูจิ่งเหอ นางก็เอาแต่มุ่งมั่นและมั่นใจว่าตนเองจะต้องได้เสียบแทนตำแหน่งของฟางฉิงแน่

        ตอนนี้พอมาได้ยินว่านางจะเป็นอนุภรรยาจากปากซู่จิงเหอ ฟางฮุ่ยก็คับแค้นใจมากจนอยากตายเสียเดี๋ยวนี้

        ข้าไม่อยากเป็นอนุภรรยาข้าไม่อยากเป็นอนุภรรยา!” ฟางฮุ่ยร่ำไห้จับจ้องซูจิ่งเหอทั้งน้ำตา

         ซูจิ่งเหอหัวเราะหึๆ ชายหนุ่มเมินฟางฮุ่ย แล้วหันไปเอ่ยกับฟางฟู่ “ทำไมพวกท่านยังไม่พอใจกันอีกรึเมื่อคืนวานนายท่านสามเมิ่งเมาหลับอยู่ในห้อง ทว่าบุตรสาวคนเล็กของพวกท่านกลับเป็นฝ่ายปีนขึ้นเตียงเสียเอง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย ถูกผู้คนเห็นกันเป็นอันมาก เรื่องนี้ได้แพร่สะพัดกันไปทั่วแล้ว ยังจะมีผู้อื่นอยากมาสู่ขอนางรึในเมื่อพวกท่านไม่ต้องการ เช่นนั้นก็เลี้ยงดูนางไปเองก็แล้วกัน!”


         ซูจิ่งเหอเอ่ยถึงเรื่องนี้ โดยไม่แยแสใคร มีอะไรที่เขาต้องเกี่ยวข้องรึ

        ฟางฟู่และหร่วนซื่อต่างมองหน้ากันและกัน  ทั้งสองคนต่างสับสนไม่รู้จะทำอย่างไร

        หร่วนซื่อบดกรามแน่นและเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ต้องแต่งงาน ก็แต่งเป็นภรรยาอีกคนได้ไหมไม่ต้องแบ่งว่าใครใหญ่ใครเล็ก ภายหน้าให้กำเนิดทายาทก็ค่อยนับเป็นภรรยาเอก...”

        ไม่ข้าไม่ต้องการ!” ฟางฮุ่ยกลัดกลุ้มใจนัก นายท่านสามเมิ่งอะไรนั่น ตัวทั้งใหญ่ทั้งหนา มองแล้วก็รู้ว่าเป็นบุรุษหยาบกระด้าง ซ้ำยังหน้าดุ ไม่ได้แม้แต่ครึ่งหนึ่งของนายน้อยซูเลย จะให้นางแต่งกับคนพรรณนี้เนี่ยนะ ไม่ต้องพูดเรื่องให้นางเป็นอนุภรรยาเลย ถึงให้นางแต่งเป็นภรรยานางก็ไม่เอา!

         ฟางฮุ่ยร่ำไห้และพูดกับซูจิ่งเหอ “พี่เขย ได้โปรดช่วยข้า ได้โปรดช่วยข้าด้วยฮือ  ข้าไม่รู้ว่าเมื่อคืนก่อนมันกลายเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ข้าไม่รู้แม้กระทั่งว่านั่นคือนายท่านสามเมิ่ง แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรพี่เขย ข้าถูกคนวางแผนเล่นงานอย่างลับ ใช่แล้ว ข้าต้องถูกวางแผนเล่นงานอย่างลับ ๆแน่เลยข้าไปหออวี้ฝูเมื่อคืนก่อน ก็เพื่อ... ก็เพื่อไปหาท่าน ฮือ !”

         นางพูดไปก็หน้าแดงไป หรุบสายตาด้วยความอับอายหน่อยๆ แม้จะไม่ถึงกับพูดตรง ๆว่า “เตียงที่ข้าอยากปีนเมื่อวานนี้คือเตียงของท่าน!”ก็ตาม

  สีหน้าซูจิ่งเหอดำทะมึน ชายหนุ่มจ้องหน้านางอย่างเย็นชา แทบอยากจะฉีกนางเป็นชิ้น !

         ฟางฮุ่ยอับอายมาพอแล้ว ครั้นแล้วก็เงยหน้ามองซูจิ่งเหอทั้งน้ำตา “พี่เขย ท่านต้องทำเพื่อข้านะข้าโดนคนทำร้ายจริง คนที่ทำร้ายข้าก็แค่ไม่อยากให้ข้าใกล้ชิดท่าน เกรงว่าข้าจะส่งผลกระทบต่อสถานะนาง!“

         ราวกับกลัวว่าซูจิ่งเหอจะไม่กระจ่าง นางจึงบอกใบ้อย่างกระจ่างชัดเจนมาก โดยขณะที่พูดไป ก็เหลือบมองฟางฉิงไปด้วยสายตาล้ำลึก

         ฟางฉิงไม่มีโทสะเลยแม้แต่น้อย เพราะจู่ ๆนางก็รู้สึกว่าการมีโทสะกับคนเช่นนั้นจะเป็นการลดคุณค่าตนเองลงนะสิ!

         ดวงตาซูจิ่งเหอเบิกถลนจนแทบจะร่วงใส่พื้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าชั่วชีวิตนี้ เขาไม่เคยเห็นสตรีคนไหนจะไร้ยางอายปานนี้มาก่อนเลย!

  เขายังชื่นชมเสียด้วยซ้ำ ในที่สุดก็มีความไร้ยางอายประเภทหนึ่ง ที่กล่าวได้ว่า ไม่มีคนธรรมสามัญคนไหนจะดั้นด้นไปถึง

        ฮุ่ยเอร์ หุบปากเดี๋ยวนี้!” ใบหน้าฟางเย่าแดงก่ำอีกครา รีบมองหารูบนพื้นอย่างปัจจุบันทันด่วน เผื่อจะได้มุดหนีให้รู้แล้วรู้รอด

         โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังทำนอง “จะเกิดอะไรขึ้นถ้านางโอ้โลมนายน้อยซูสำเร็จ” บนใบหน้าบิดามารดาเขาก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

         ทันใดนั้น ซูจิ่งเหอก็หัวเราะดังลั่น

         ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้ทุกคนในที่นั้น เสียงหัวเราะค่อย ๆหยุดลง สีหน้าเรียกได้ว่าเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้ฟางฮุ่ย “อ๋อเมื่อคืนวานที่แท้เจ้าไปหาข้ารึ?”

         ฟางฮุ่ยนึกดีใจ พลางพยักหน้ารัว  “ใช่ ใช่ ข้าแค่จะไปหาพี่เขย!”

         พูดเช่นนี้” ซูจิ่งเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หมายความว่าเมื่อคืนวานเจ้าคิดจะปีนเตียงข้าจริง ๆรึ?”

         ฟางฮุ่ยนิ่งงันไป นางไม่มีความอาย แต่เมื่อนางได้ยินคำพูดไร้ยางอายแบบขวานผ่าซาก ก็ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

         หร่วนซื่อไหนเลยจะยินยอมให้ความหวังของลูกสาวต้องร่วงหล่นลงพื้นเล่าดังนั้นนางรีบหัวเราะแล้วเอ่ย “นายน้อยซูพูดเรื่องน่าขำแล้ว ฮุ่ยเอ๋อร์ของเราจะเป็นแบบนี้ได้อย่างไรฮุ่ยเอ๋อร์มักชื่นชมท่านอยู่เสมอนางชื่นชมท่านด้วยน้ำใสใจจริง!”

         ซูจิ่งเหอเมินเฉยต่อคำพูดขัดจังหวะของหร่วนซื่อ และยังคงยิ้มบางให้ฮุ่ยเอ๋อร์ต่อไป “ฮ่า  ไม่เป็นไรหากเจ้าอยากปีนเตียงนายน้อย ไม่เป็นไรหากเจ้าปีนสำเร็จเรื่องที่เจ้าอยากเอาเรื่องนี้มาข่มขู่นายน้อย และแต่งเข้าจวนตระกูลซูนั้น คงเป็นไปไม่ได้เจ้าจะตายเพราะจิตใจเช่นนี้ ต่อจากนี้ไป หากเจ้ากล้าเหยียบเข้ามาในประตูของสกุลซูแม้เพียงครึ่งก้าว ข้าจะเรียกคนมาหักขาเจ้าเสียและหากจะมาอ้อนวอนร้องขอความรัก ก็ไม่มีประโยชน์เช่น  เจ้าอยากจะลองดูก็ได้นะ หากไม่เชื่อ!”

   สีหน้าฟางฮุ่ยกลับกลายเป็นซีดขาวราวหิมะ จับจ้องซูจิ่นเหออย่างตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างโง่งมโดยสิ้นเชิง!

   นางเปล่งเสียงกรีดร้องในคออยู่สองสามครั้ง และทันใดนั้นร่างกายหญิงสาวก็อ่อนปวกเปียก ทรุดฮวบลงบนตัวของหร่วนซื่อ

         ความหวังซึ่งผุดขึ้นมาอีกครั้งอย่างยากลำบากนัก ได้แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆในพริบตา!

         ซูจิ่งเหอยืนขึ้นและเอ่ยอย่างเย็นชา “บ่ายนี้ยามเซิน(15.00-17.00 .) นายท่านสามเมิ่งจะส่งรถม้ามารับคน ถึงตอนขึ้นรถแล้วยังไม่ฟื้น พวกท่านก็ไปปรึกษาหารือจ้ดการกันเองก็แล้วกันแล้วก็อย่ามาตำหนิข้าว่าไม่ได้เตือนด้วยหากพลาดหมู่บ้านนี้ไป ก็อย่าได้หวังเจอโรงเตี๊ยมเลย[1]!”

         ฟางฟู่ถึงกับผงะพูดไม่ออกด้วยความมึนงง หร่วนซื่อร้องไห้ออกมาอย่างโง่งมอีกครา

   ฟางเย่าลังเลสับสน อยากพูดอะไรบางอย่างเหลือเกิน หลิ่วหรงขยิบตาเป็นทำนองให้เขาเงียบ  เขาจึงไม่พูดอันใด

  ฟางฉิงมองไปอย่างเย็นชา พลางแค่นเสียงในใจ

        เมื่อคิดถึงเรื่องในกาลก่อน หร่วนซื่อยุยงบิดานางให้ขายตนเองไปเป็นอนุภรรยา และเขาก็มีใจอยากมากจริง หากไม่ใช่เพราะบังเอิญโชคดีที่ตอนนั้นสกุลซูได้ส่งคนมาสู่ขอตนแต่งงาน เกรงว่าตนเองคงวางแผนหนีออกจากบ้านไปแล้วเป็นแน่

  ไปกันเถิด!” ซูจิ่งเหอแค่นเสียง ชายหนุ่มกุมมือฟางฉิงแล้วหันกายเตรียมจากไป

หร่วนซื่อกลับฟื้นคืนสติและรีบพูด “สินเดิม สินเดิมเล่าต่อให้เเต็มใจเข้าไป ก็ต้องมีสินเดิมด้วย!”

        ซูจิ่งเหอเห็นว่าถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ลืมข่มขู่พวกเขา ในใจยิ่งทวีความรังเกียจอย่างหาใดเปรียบ ครั้นแล้วจึงเอ่ยอย่างเย็นชา “?!! เรื่องนี้นายท่านสามเมิ่งเห็นแก่ความเป็นสหายกับข้า แล้วยังต้องการสินเดิมอะไร เพียงแต่งไปเป็นแค่อนุภรรยา ยังต้องการสินเดิมอะไรอีก ไม่ใช่ว่าสกุลเมิ่งไม่มีเงินรึดังนั้นอย่าได้มองในเรื่องนี้เลย!”

        กล่าวจบเขาก็หมดความสนใจในอีกฝ่าย แล้วจับจูงพาฟางฉิงจากไป

       ข้าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดีลูกสาวข้า เหตุใดเจ้าถึงได้อาภัพอับวาสนาปานนี้!”หร่วนซื่อร่ำไห้ “ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าที่ทำร้ายฮุ่ยเอ๋อร์....” และถ้อยคำอื่น ๆอีก ทั้ง ๆที่ฟางฉิงและซูจิ่งเหอจากไปไกลแล้ว

  พอเข้ายามเซิน สกุลเมิ่งก็ส่งรถม้ามารับ

  รถม้ากลางเก่ากลางใหม่ แขวนม่านสีน้ำเงิน นอกจากสารถี ก็มีเพียงบ่าวหญิงชราสองคนแต่งกายธรรมดามากับรถม้า  บรรยากาศช่างเงียบงันนัก ฟางฮุ่ยซึ่งกำลังร่ำไห้น้ำตานองหน้า ถูกดึงกึ่งลากกึ่งจูงพาขึ้นไปบนรถม้า

  พอปล่อยม่านทิ้งลง บ่าวหญิงชราก็พูดเสียงขรึม “ไปได้!”สารถีสะบัดแส้และขับรถไป หลังจากนั้นสักพัก นางก็หายลับไปตรงมุมถนน

        หร่วนซื่อซึ่งลอบมองจากประตูรั้ว อดปาดน้ำตาไม่ได้ และเริ่มร้องไห้กระซิก 

        นี่คือลูกสาวสุดที่รักของนาง ลูกสาวซึ่งรู้วิธีประจบประแจงให้นางสบายใจมาตั้งแต่ยังเด็ก เดิมทีนางคาดหวังให้ลูกสาวแต่งออกไปกับตระกูลมั่งคั่ง ใครจะรู้ว่าจะมีรถม้าที่เงียบแสนเงียบเช่นนั้น มารับคนไป

**

[1]หมายถึงเมื่อเจอโอกาสดีก็ให้คว้าไว้เลย เพราะโอกาสข้างหน้าอาจไม่มี

  ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น