อนุภรรยางั้นรึ? นางไม่เคยคิดถึงการเป็นอนุภรรยาเลยในชีวิต! นางมักเชื่อว่าฟางฉิงสามารถแต่งงานเข้าตระกูลดี ๆอย่างสกุลซูได้ นางก็ต้องเหนือกว่าฟางฉิงแน่ร้อยทั้งร้อย และแน่นอนงานวิวาห์ของนางจะต้องเหนือกว่าฟางฉิงเป็นร้อยเท่า
ต่อมา เมื่อนางตกหลุมรักซูจิ่งเหอ นางก็เอาแต่มุ่งมั่นและมั่นใจว่าตนเองจะต้องได้เสียบแทนตำแหน่งของฟางฉิงแน่
ตอนนี้พอมาได้ยินว่านางจะเป็นอนุภรรยาจากปากซู่จิงเหอ ฟางฮุ่ยก็คับแค้นใจมากจนอยากตายเสียเดี๋ยวนี้
“ข้าไม่อยากเป็นอนุภรรยา! ข้าไม่อยากเป็นอนุภรรยา!” ฟางฮุ่ยร่ำไห้จับจ้องซูจิ่งเหอทั้งน้ำตา
ซูจิ่งเหอหัวเราะหึๆ ชายหนุ่มเมินฟางฮุ่ย แล้วหันไปเอ่ยกับฟางฟู่ “ทำไม? พวกท่านยังไม่พอใจกันอีกรึ? เมื่อคืนวานนายท่านสามเมิ่งเมาหลับอยู่ในห้อง ทว่าบุตรสาวคนเล็กของพวกท่านกลับเป็นฝ่ายปีนขึ้นเตียงเสียเอง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย ถูกผู้คนเห็นกันเป็นอันมาก เรื่องนี้ได้แพร่สะพัดกันไปทั่วแล้ว ยังจะมีผู้อื่นอยากมาสู่ขอนางรึ? ในเมื่อพวกท่านไม่ต้องการ เช่นนั้นก็เลี้ยงดูนางไปเองก็แล้วกัน!”
ซูจิ่งเหอเอ่ยถึงเรื่องนี้ โดยไม่แยแสใคร มีอะไรที่เขาต้องเกี่ยวข้องรึ?
ฟางฟู่และหร่วนซื่อต่างมองหน้ากันและกัน ทั้งสองคนต่างสับสนไม่รู้จะทำอย่างไร
หร่วนซื่อบดกรามแน่นและเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ต้องแต่งงาน ก็แต่งเป็นภรรยาอีกคนได้ไหมไม่ต้องแบ่งว่าใครใหญ่ใครเล็ก ภายหน้าให้กำเนิดทายาทก็ค่อยนับเป็นภรรยาเอก...”
“ไม่! ข้าไม่ต้องการ!” ฟางฮุ่ยกลัดกลุ้มใจนัก นายท่านสามเมิ่งอะไรนั่น ตัวทั้งใหญ่ทั้งหนา มองแล้วก็รู้ว่าเป็นบุรุษหยาบกระด้าง ซ้ำยังหน้าดุ ไม่ได้แม้แต่ครึ่งหนึ่งของนายน้อยซูเลย จะให้นางแต่งกับคนพรรณนี้เนี่ยนะ ไม่ต้องพูดเรื่องให้นางเป็นอนุภรรยาเลย ถึงให้นางแต่งเป็นภรรยานางก็ไม่เอา!
ฟางฮุ่ยร่ำไห้และพูดกับซูจิ่งเหอ “พี่เขย ได้โปรดช่วยข้า ได้โปรดช่วยข้าด้วย! ฮือ ๆ ข้าไม่รู้ว่าเมื่อคืนก่อนมันกลายเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ข้าไม่รู้แม้กระทั่งว่านั่นคือนายท่านสามเมิ่ง แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร? พี่เขย ข้าถูกคนวางแผนเล่นงานอย่างลับ ๆ! ใช่แล้ว ข้าต้องถูกวางแผนเล่นงานอย่างลับ ๆแน่เลย! ข้าไปหออวี้ฝูเมื่อคืนก่อน ก็เพื่อ... ก็เพื่อไปหาท่าน ฮือ ๆ!”
นางพูดไปก็หน้าแดงไป หรุบสายตาด้วยความอับอายหน่อยๆ แม้จะไม่ถึงกับพูดตรง ๆว่า “เตียงที่ข้าอยากปีนเมื่อวานนี้คือเตียงของท่าน!”ก็ตาม
สีหน้าซูจิ่งเหอดำทะมึน ชายหนุ่มจ้องหน้านางอย่างเย็นชา แทบอยากจะฉีกนางเป็นชิ้น ๆ!
ฟางฮุ่ยอับอายมาพอแล้ว ครั้นแล้วก็เงยหน้ามองซูจิ่งเหอทั้งน้ำตา “พี่เขย ท่านต้องทำเพื่อข้านะ! ข้าโดนคนทำร้ายจริง ๆ! คนที่ทำร้ายข้าก็แค่ไม่อยากให้ข้าใกล้ชิดท่าน เกรงว่าข้าจะส่งผลกระทบต่อสถานะนาง!“
ราวกับกลัวว่าซูจิ่งเหอจะไม่กระจ่าง นางจึงบอกใบ้อย่างกระจ่างชัดเจนมาก โดยขณะที่พูดไป ก็เหลือบมองฟางฉิงไปด้วยสายตาล้ำลึก
ฟางฉิงไม่มีโทสะเลยแม้แต่น้อย เพราะจู่ ๆนางก็รู้สึกว่าการมีโทสะกับคนเช่นนั้นจะเป็นการลดคุณค่าตนเองลงนะสิ!
ดวงตาซูจิ่งเหอเบิกถลนจนแทบจะร่วงใส่พื้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าชั่วชีวิตนี้ เขาไม่เคยเห็นสตรีคนไหนจะไร้ยางอายปานนี้มาก่อนเลย!
เขายังชื่นชมเสียด้วยซ้ำ ในที่สุดก็มีความไร้ยางอายประเภทหนึ่ง ที่กล่าวได้ว่า ไม่มีคนธรรมสามัญคนไหนจะดั้นด้นไปถึง
“ฮุ่ยเอร์ หุบปากเดี๋ยวนี้!” ใบหน้าฟางเย่าแดงก่ำอีกครา รีบมองหารูบนพื้นอย่างปัจจุบันทันด่วน เผื่อจะได้มุดหนีให้รู้แล้วรู้รอด
โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังทำนอง “จะเกิดอะไรขึ้นถ้านางโอ้โลมนายน้อยซูสำเร็จ” บนใบหน้าบิดามารดาเขาก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ทันใดนั้น ซูจิ่งเหอก็หัวเราะดังลั่น
ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้ทุกคนในที่นั้น เสียงหัวเราะค่อย ๆหยุดลง สีหน้าเรียกได้ว่าเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้ฟางฮุ่ย “อ๋อ? เมื่อคืนวานที่แท้เจ้าไปหาข้ารึ?”
ฟางฮุ่ยนึกดีใจ พลางพยักหน้ารัว ๆ “ใช่ ใช่ ข้าแค่จะไปหาพี่เขย!”
“พูดเช่นนี้” ซูจิ่งเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หมายความว่าเมื่อคืนวานเจ้าคิดจะปีนเตียงข้าจริง ๆรึ?”
ฟางฮุ่ยนิ่งงันไป นางไม่มีความอาย แต่เมื่อนางได้ยินคำพูดไร้ยางอายแบบขวานผ่าซาก ก็ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
หร่วนซื่อไหนเลยจะยินยอมให้ความหวังของลูกสาวต้องร่วงหล่นลงพื้นเล่า? ดังนั้นนางรีบหัวเราะแล้วเอ่ย “นายน้อยซูพูดเรื่องน่าขำแล้ว ฮุ่ยเอ๋อร์ของเราจะเป็นแบบนี้ได้อย่างไร? ฮุ่ยเอ๋อร์มักชื่นชมท่านอยู่เสมอ! นางชื่นชมท่านด้วยน้ำใสใจจริง!”
ซูจิ่งเหอเมินเฉยต่อคำพูดขัดจังหวะของหร่วนซื่อ และยังคงยิ้มบางให้ฮุ่ยเอ๋อร์ต่อไป “ฮ่า ๆ ไม่เป็นไรหากเจ้าอยากปีนเตียงนายน้อย ไม่เป็นไรหากเจ้าปีนสำเร็จ! เรื่องที่เจ้าอยากเอาเรื่องนี้มาข่มขู่นายน้อย และแต่งเข้าจวนตระกูลซูนั้น คงเป็นไปไม่ได้! เจ้าจะตายเพราะจิตใจเช่นนี้ ต่อจากนี้ไป หากเจ้ากล้าเหยียบเข้ามาในประตูของสกุลซูแม้เพียงครึ่งก้าว ข้าจะเรียกคนมาหักขาเจ้าเสีย! และหากจะมาอ้อนวอนร้องขอความรัก ก็ไม่มีประโยชน์เช่น เจ้าอยากจะลองดูก็ได้นะ หากไม่เชื่อ!”
สีหน้าฟางฮุ่ยกลับกลายเป็นซีดขาวราวหิมะ จับจ้องซูจิ่นเหออย่างตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างโง่งมโดยสิ้นเชิง!
นางเปล่งเสียงกรีดร้องในคออยู่สองสามครั้ง และทันใดนั้นร่างกายหญิงสาวก็อ่อนปวกเปียก ทรุดฮวบลงบนตัวของหร่วนซื่อ
ความหวังซึ่งผุดขึ้นมาอีกครั้งอย่างยากลำบากนัก ได้แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆในพริบตา!
ซูจิ่งเหอยืนขึ้นและเอ่ยอย่างเย็นชา “บ่ายนี้ยามเซิน(15.00-17.00 น.) นายท่านสามเมิ่งจะส่งรถม้ามารับคน ถึงตอนขึ้นรถแล้วยังไม่ฟื้น พวกท่านก็ไปปรึกษาหารือจ้ดการกันเองก็แล้วกัน! แล้วก็อย่ามาตำหนิข้าว่าไม่ได้เตือนด้วยหากพลาดหมู่บ้านนี้ไป ก็อย่าได้หวังเจอโรงเตี๊ยมเลย[1]!”
ฟางฟู่ถึงกับผงะพูดไม่ออกด้วยความมึนงง หร่วนซื่อร้องไห้ออกมาอย่างโง่งมอีกครา
ฟางเย่าลังเลสับสน อยากพูดอะไรบางอย่างเหลือเกิน หลิ่วหรงขยิบตาเป็นทำนองให้เขาเงียบ ๆ เขาจึงไม่พูดอันใด
ฟางฉิงมองไปอย่างเย็นชา พลางแค่นเสียงในใจ
เมื่อคิดถึงเรื่องในกาลก่อน หร่วนซื่อยุยงบิดานางให้ขายตนเองไปเป็นอนุภรรยา และเขาก็มีใจอยากมากจริง ๆหากไม่ใช่เพราะบังเอิญโชคดีที่ตอนนั้นสกุลซูได้ส่งคนมาสู่ขอตนแต่งงาน เกรงว่าตนเองคงวางแผนหนีออกจากบ้านไปแล้วเป็นแน่
“ไปกันเถิด!” ซูจิ่งเหอแค่นเสียง ชายหนุ่มกุมมือฟางฉิงแล้วหันกายเตรียมจากไป
หร่วนซื่อกลับฟื้นคืนสติและรีบพูด “สินเดิม สินเดิมเล่า! ต่อให้เเต็มใจเข้าไป ก็ต้องมีสินเดิมด้วย!”
ซูจิ่งเหอเห็นว่าถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ลืมข่มขู่พวกเขา ในใจยิ่งทวีความรังเกียจอย่างหาใดเปรียบ ครั้นแล้วจึงเอ่ยอย่างเย็นชา “?!! เรื่องนี้นายท่านสามเมิ่งเห็นแก่ความเป็นสหายกับข้า แล้วยังต้องการสินเดิมอะไร เพียงแต่งไปเป็นแค่อนุภรรยา ยังต้องการสินเดิมอะไรอีก ไม่ใช่ว่าสกุลเมิ่งไม่มีเงินรึดังนั้นอย่าได้มองในเรื่องนี้เลย!”
กล่าวจบเขาก็หมดความสนใจในอีกฝ่าย แล้วจับจูงพาฟางฉิงจากไป
“ข้าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี! ลูกสาวข้า เหตุใดเจ้าถึงได้อาภัพอับวาสนาปานนี้!”หร่วนซื่อร่ำไห้ “ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าที่ทำร้ายฮุ่ยเอ๋อร์....” และถ้อยคำอื่น ๆอีก ทั้ง ๆที่ฟางฉิงและซูจิ่งเหอจากไปไกลแล้ว
พอเข้ายามเซิน สกุลเมิ่งก็ส่งรถม้ามารับ
รถม้ากลางเก่ากลางใหม่ แขวนม่านสีน้ำเงิน นอกจากสารถี ก็มีเพียงบ่าวหญิงชราสองคนแต่งกายธรรมดามากับรถม้า บรรยากาศช่างเงียบงันนัก ฟางฮุ่ยซึ่งกำลังร่ำไห้น้ำตานองหน้า ถูกดึงกึ่งลากกึ่งจูงพาขึ้นไปบนรถม้า
พอปล่อยม่านทิ้งลง บ่าวหญิงชราก็พูดเสียงขรึม “ไปได้!”สารถีสะบัดแส้และขับรถไป หลังจากนั้นสักพัก นางก็หายลับไปตรงมุมถนน
หร่วนซื่อซึ่งลอบมองจากประตูรั้ว อดปาดน้ำตาไม่ได้ และเริ่มร้องไห้กระซิก ๆ
นี่คือลูกสาวสุดที่รักของนาง ลูกสาวซึ่งรู้วิธีประจบประแจงให้นางสบายใจมาตั้งแต่ยังเด็ก เดิมทีนางคาดหวังให้ลูกสาวแต่งออกไปกับตระกูลมั่งคั่ง ใครจะรู้ว่าจะมีรถม้าที่เงียบแสนเงียบเช่นนั้น มารับคนไป
**
[1]หมายถึงเมื่อเจอโอกาสดีก็ให้คว้าไว้เลย เพราะโอกาสข้างหน้าอาจไม่มี
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น