วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 298 ปลูกฝ้าย

        “ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าเจ้ามันชายไร้ประโยชน์!ไม่ได้เรื่องเลยกระทั่งลูกสาวตัวเองก็ควบคุมไม่ได้มันบีบบังคับฮุ่ยเอ๋อร์ของข้าให้เดินไปในกับดักที่มันวางไว้ นังเด็กต่ำช้าใจดำอำมหิตที่สุด!”หร่วนซื่อถลึงตาใส่ฟางฟู่ ขณะที่เอาแต่ด่าทอฟางฉิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        ฟางเย่าเห็นแล้วก็พลันกระทืบเท้าและเอ่ยอ้อนวอน “ท่านแม่ท่านแม่ท่านพูดให้มันน้อย ๆหน่อยนิสัยพี่เขยไม่ใช่เรื่องเล่น ๆนะ พวกเรายังมีเรื่องมีราวกันไม่พออีกหรือไร!”

  เขาเอ่ยอย่างโกรธขึ้ง “หากไม่ใช่เพราะท่านกับฮุ่ยเอ๋อร์ ที่มักชอบไปกลั่นแกล้งพี่สาว ซ้ำยังคิดจะฮุบทุกสิ่งที่ไม่ใช่ของๆพวกท่าน เรื่องมันก็คงไม่ออกมาในรูปนี้ในวันนี้ได้เป็นอนุภรรยา ก็เป็นอนุภรรยาไปสิ เพื่อเห็นแก่พี่เขย คาดว่านายท่านสามเมิ่งจะไม่ปฏิบัติต่อฮุ่ยเอ๋อร์อย่างไม่เป็นธรรมแน่นอนหาท่านก่อเรื่องอีกครั้ง แล้วรู้ถึงหูพี่เขยเข้า เช่นนั้นก็คงยากจะเจรจาแล้ว!”

        หร่วนซื่อหวาดกลัวขึ้นมา แล้วเหลือบมองไปที่ประตูทางเข้าโดยไม่รู้ตัว ซ้ำยังร้องเรียกหาลูกสาวอีกครั้ง


        ฟางฟู่กระชากตัวภรรยา แล้วถลึงตาใส่ พลางเปล่งเสียงกดต่ำ “ที่อาเย่าพูดมาเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ผ่านมาหลายปีจนถึงตอนนี้ พวกเจ้ารวมหัวกันกลั่นแกล้งอาฉิงใช่หรือไม่?”

  หร่วนซื่อกลัวความผิด นางหลบเลี่ยงสายตาโดยไม่รู้ตัว และไม่กล้ามองหน้าเขาตรง 

    ฟางฟู่พลันระลึกถึงเรื่องที่เขาเคยคาดเดาไว้ในใจ ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกตกใจโกรธแค้นและเสียใจปะปนกัน ใบหน้าเขาบึ้งตึงเย็นชา ครั้นแล้วก็ถลึงตาใส่หร่วนซื่อ “ทั้งหมดเพราะเจ้า เป็นเจ้าที่ทำร้ายข้าข้าจะบอกให้ ตอนอาฉิงยังเด็กนางดูแลข้าสนิทสนมใกล้ชิดกับข้า ทว่าข้าไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่นางไม่เคยเข้าใกล้ข้าอีกเลย ไม่มาพูดคุยกับข้าตรง รวมกับที่พวกเจ้าสองคนแม่ลูกมายุยงปั่นหัวข้า ทำให้นางชิงชังข้า โกรธเคืองข้า และไม่กตัญญูต่อข้า ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเป็นเจ้า เป็นเจ้าที่ทำร้ายข้า!”

        หร่วนซื่อเถียงคอเป็นเอ็น “ท่านเลิกเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาลงที่ข้าฝ่ายเดียวเสียที ตัวนางเองไม่เต็มใจมาสนิทสนมกับท่านเสียหน่อย ไยถึงกลายเป็นข้าเล่าข้าไปขวางทางนางตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

        เจ้ายังจะแก้ตัวอีกรึ!”ฟางฟู่รู้สึกเสียใจจนลำไส้แทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำแล้ว หากไม่ใช่เพราะนางแพศยาผู้นี้มายุยงปลุกปั่น อยู่ดี ๆฟางฉิงจะทำตัวห่างเหินเช่นนี้กับตนได้อย่างไรชีวิตเขาจะต้องดีขึ้นรุ่งโรจน์กว่าตอนนี้แน่ทั้งหมดเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้ที่ทำลาย!

ยิ่งเขานึกถึงเท่าไร ก็ยิ่งชิงชังเท่านั้น ครั้นแล้วจึงตวาดก้อง “ยายแก่เน่าเหม็น!”เขาสะบัดฝ่ามือตบตีหน้าหร่วนซื่ออีกครั้ง

  หร่วนซื่อหวีดร้องร่ำไห้คร่ำครวญแล้วสู้กลับอีกฝ่าย ฟางเย่าและหลิ่วหรงต้องรีบก้าวเข้าไปแยกพวกเขาที่กำลังตะลุมบอนกันอีกครั้ง...

  เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ฟางฉิงและซูจิ่งเหอไม่รู้เรื่อง ต่อให้พวกเขารู้ ก็คงมองเป็นเพียงเรื่องขำขันพวกเขายังต้องเร่งมือเรื่องงานก่อสร้างสวนให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ไหนเลยจะมีเวลาว่างมาสนใจเรื่องอื่นเล่า?

       วันต่อมา ฟางฟู่และหร่วนซื่อก็กลับบ้านไปอย่างผิดหวัง พวกเขาไม่กล้าเหยียบย่างเข้าประตูจวนสกุลซูไปอีกนาน

  หลังจากส่งบิดามารดากลับไป ฟางเย่าก็พาหลิ่วหรงมาที่จวนสกุลซูเพื่อคารวะฟางฉิงและขอโทษในเหตุการณ์ที่ผ่านมา

        ฟางฉิงไม่มีจิตคิดตำหนิพวกเขา แต่กลับให้กำลังใจ และสนทนากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ นางพรูลมหายใจอย่าปลดปลง และพูดกับฟางฉิงว่าตราบใดที่ฟางฮุ่ยอยู่อย่างเชื่อฟัง สกุลเมิ่งจะไม่ปฏิบัติกับนางอย่างไร้ความเป็นธรรมแน่!

        ฟางเย่าค่อยโล่งใจ ซ้ำยิ่งละอายใจรวมทั้งซาบซึ้งใจยิ่งขึ้น

  ก่อนที่คนทั้งคู่จะจากไป ฟางฉิงได้ให้ตั๋วเงินพวกเขาห้าร้อยตำลึง และบอกด้วยรอยยิ้มว่าเป็นค่าชดเชยสำหรับเรื่องเมื่อวานนี้ ให้พวกเขาเก็บเอาไว้และไปดูว่ามีอะไรที่ควรซื้อมาเติมก็ไปซื้อมาเสีย

        ความสูญเสียเมื่อวานนั้นมันมากกว่าเงินห้าร้อยตำลึง แต่ทั้งคู่ยังดีใจที่ได้รับเงินก้อนใหญ่มาชดเชย ความเศร้าสะเทือนใจเกือบทั้งหมดได้บรรเทาเบาบางลงไปมากกว่าครึ่ง พอได้รับตั๋วเงิน ทั้งสองสามีภรรยาก็กล่าวขอบคุณแล้วจึงจากไป

**

        เมื่อเหลียนฟางโจวกลับถึงบ้านพร้อมเหลียนเจ๋อและอาเจี่ยน พวกเขาต่างเริ่มหารือเรื่องการย้ายต้นกล้าฝ้ายไปปลูกในไร่

        การปลูกต้นกล้าในที่เดินเนื้อที่เกือบ 2,800 หมู่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

โชคดี ที่เวลาล่วงเลยมาถึงสัปดาห์ที่สามของเดือนสี่แล้ว ช่วงเวลาที่ยุ่งวุ่นวายกับการไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิได้ผ่านไปเรียบร้อย ถึงแรงงานไม่พอ ก็สามารถจ้างเอาได้

  เหลียนฟางโจวเข้าเมืองไปหาจ้าวลิ่ว ถึงผ่านคนกลางอย่างเขา ก็ยังคงจ้างหลี่ชิงและหวูเสี่ยวเหมาเมื่อปีที่แล้วมารวมทั้งคนงานสามสิบคน

        ยามที่เหลียนฟางโจวตั้งใจย้ายต้นกล้าฝ้ายไปปลูก ก็ยังต้องหว่านปุ๋ยลงในไร่อีกครั้ง ขั้นตอนการผสมปุ๋ยนี้ ผู้ที่มาร่วมทำ เธอคิดจะคัดเลือกจากคนของฝ่ายตนที่ไว้ใจได้ ส่วนงานถอนต้นกล้าในแปลงอนุบาลต้นกล้าและขนไปก็เป็นคนฝั่งเธอเองด้วย

  คนงานที่จ้างมาสามสิบคนนั่น ต่างรอปลูกต้นกล้าอยู่ในไร่

  นอกจากพวกเขา ครอบครัวป้าจางและลุงหลี่รวมสี่คนต่างก็มาช่วยที่ไร่ด้วย นี่ถือเป็นคนฝั่งเธอ เหลียนฟางโจวจึงรับได้ นอกจากนี้ ก็ยังมีเหล่าผู้เลื่อมใสอาเจี่ยนเป็นอันมากในหมู่บ้านก็อยากเข้ามาร่วมงานด้วย แต่เหลียนฟางโจวบอกปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

  ความหวังทั้งปวงของตนอยู่ที่ฝ้ายทั้งหมดเหล่านี้ การบริหารจัดการเทียบกันแล้วจะต้องเข้มงวด ผู้คนในหมู่บ้านมีทั้งดีและเลวปะปนกัน เมื่อถึงเวลานั้นหากบังเอิญเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นมา ตนเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี หากพูดไป ก็เท่ากับเป็นการสร้างศัตรู การตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม จะขจัดปัญหาพวกนี้ไปได้

         ทุกวันนี้ เวลาทุกคนจะปลูกอะไร ล้วนหว่านเมล็ดลงดินโดยตรงกันทั้งนั้น จะยกเว้นก็แต่ข้าว นอกนั้นไม่มีหรอกไอ้วิธีที่เพาะต้นกล้าก่อนแล้วค่อยย้ายไปปลูกลงดินในไร่อีกที

มองไปก็ดูเรียบง่ายดี แต่ในความเป็นจริง กลับต้องการการเอาใจใส่อย่างเอียดลออและเข้มข้นมากทีเดียว

         ด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้อง ไม่เพียงจะลดอัตราความเสียหายของต้นกล้าแล้ว มันยังเพิ่มอัตราการอยู่รอดของต้นกล้าที่ย้ายไปปลูกได้อย่างมหาศาลด้วย

         การจ้างคนงานจำนวนมากมาทำงาน จำเป็นต้องหุงหาอาหารกลางวัน และตอนนี้มีสถานที่กว้างขวางแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงประกอบอาหารทั้งหมดในหมู่ตึก

        เรื่องนี้ทิ้งไว้ให้เป็นหน้าที่ของหลี่ซื่อและบุตรสาว อีกทั้งอาหญิงสามก็ไปช่วยงานพวกนางทุกวันด้วย และทุกคนต่างก็ยุ่งหัวหมุนไปตาม ๆกัน

  เมื่อเรียงลำดับจากไกลไปใกล้ เหลียนฟางโจววางแผนปลูกต้นกล้าฝ้ายที่ผืนดินตรงลานหินก่อน แล้วค่อยไปปลูกในที่ดินตรงสามแยกตามลำดับ

        การปลูกฝ้ายจะปลูกเรียงเป็นแนวเส้นตรง เพื่อเป็นการอำนวยสะดวกในการบริหารจัดการในภายหน้า เช่นการกำจัดวัชพืชและแมลง การใส่ปุ๋ย การรดน้ำ รวมทั้งการเก็บเกี่ยว หญิงสาวจึงตั้งใจเอาค้อนมาตอก แล้วขึงเชือกป่านบนพื้นลากเป็นแนวเส้นตรงยาว ยามปลูกต้นกล้าลงดิน ก็จะปลูกเป็นแถวไล่ตามแนวเส้นไปเรื่อย  และพื้นที่ระหว่างแถวก็มีการวัดให้มีขนาดเท่า ๆกันด้วย

        เมื่อถึงยามอาทิตย์อัสดง วันที่ยุ่งวุ่นวายกับการปลูกต้นกล้าฝ้ายในไร่ที่ลานหินนั้น ก็เสร็จสิ้นลงโดยสมบูรณ์ และทุกคนก็จะเริ่มไปรบกับที่ดินตรงสามแยกในคราวต่อไป

        ตอนนี้เหลียนฟางโจวไม่ได้ทำงานในไร่อีกแล้ว แต่รับผิดชอบในการแนะนำ สอนงานและออกคำสั่งพร้อมกับฉินเฟิง

        ตอนกลางวันในแต่ละวัน จะมีการเดินลาดตระเวนในไร่หนึ่งครั้ง เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การอยู่รอดของต้นกล้า

        มีฝนฤดูใบไม้ผลิตกมาสองสามรอบ ทำให้พื้นดินชุ่มชื้นมาก ต้นกล้าที่ย้ายไปปลูกลงดินเหล่านี้ ต่างได้รับน้ำจากคูที่อยู่ใกล้ที่สุด และในตอนกลางคืนบรรดาต้นกล้าจะได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำค้าง และโดยทั่วไปในวันต่อมา ต้นกล้าจะงอกรากกลับมา ลำต้นของพวกมันตั้งตรง แผ่ใบสีเขียวที่ดูสดใสแข็งแรง ซึ่งทำให้คนที่เห็นรู้สึกชื่นชอบเป็นพิเศษ

  ในตอนที่ถากถางพื้นดินในครั้งแรก เหลียนฟางโจวได้สั่งให้สร้างคูไว้ทั่วทุกบริเวณด้วย แต่ละคูมีความกว้างหนึ่งฉื่อและลึกหนึ่งฉื่อ แต่ละคูทอดยาวเชื่อมต่อโดยตัดกันกับคูอื่น ๆเป็นรูปกากบาททั่วทั้งผืนดิน ซึ่งทำให้สะดวกในการรดน้ำมาก

อันที่จริง ไม่จำเป็นต้องรดน้ำก็ได้ หากไม่เกิดฝนทิ้งช่วงติดต่อกันสิบถึงยี่สิบวัน เพราะน้ำในคูย่อมซึมผ่านเข้าไปในพื้นดิน และเมื่อมีคูมากมาย น้ำในคูที่ระเหยกลายเป็นไอ ก็จะยิ่งเพิ่มความชื้นให้อากาศในบริเวณนั้น อุณหภูมิที่ลดต่ำลงในตอนกลางคืน จำให้ไอน้ำในอากาศควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำค้าง ซึ่งเพียงพอสำหรับฝ้ายในเจริญเติบโตด้วย

  เมื่อย่างเข้าต้นเดือนห้า ในที่สุดต้นกล้าฝ้ายก็ถูกปลูกลงดินทั้งหมด

หลังจากปลูกลงดินแล้ว ก็จะเป็นงานอนุบาลต้นฝ้าย และการบริหารจัดการต่าง 

เหลียนฟางโจวสั่งให้คนมาสร้างกระท่อมไม้ที่ไร่สองแห่ง แห่งละหนึ่งหลัง หญิงสาวมอบหมายงานให้ฉินเฟิงรับผิดชอบโดยเฉพาะ โดยให้แบ่งคนเป็นกลุ่ม ๆละสามคน  พร้อมพาสุนัขที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีแล้วมาสองตัว และให้อาศัยอยู่ที่นั่นในระยะยาว และทุก ๆวันก็ให้หนึ่งคนกลับมากินอาหารและนำอาหารกลับไปเผื่อสองคนที่เหลือ ในหนึ่งวัน จะมีคนอย่างน้อยสองคนลาดตระเวนในไร่ อีกทั้งเหลียนฟางโจวก็ไปเดินเล่นสำรวจในไร่เองเป็นครั้งคราวด้วย

 ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น