แน่นอน คนเหล่านี้ทำงานหนัก ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับค่าจ้างเป็นสองเท่าของคนอื่น ๆ รวมทั้งยังได้รับเสื้อผ้าเพิ่ม1 ชุดและรองเท้าสองคู่เป็นกรณีพิเศษ รวมถึงอาหารการกินก็ดีกว่าผู้อื่น
แน่นอน หากพวกเขาเกียจคร้าน อู้งาน ผลที่ตามมาก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเต็มใจแบกรับอย่างแน่นอน
ในช่วงปลูกฝ้าย ต้องมีการเพาะพันธุ์ต้นกล้าฝ้ายเพิ่มเติมด้วย เพราะมีต้นกล้าบางส่วนเสียหายในระหว่างย้ายไปปลูก และเมล็ดบางส่วนก็เสียหายไปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเพาะพันธุ์ ผลก็คือ ยังเหลือพื้นที่ราว 50 หมู่ซึ่งยังขาดแคลนต้นกล้าฝ้าย
เหลียนฟางโจวไม่คิดเพาะพันธุ์ต้นกล้าฝ้ายเพิ่มอีกต่อไป และบังเกิดความคิดว่าที่ดินเนื้อที่ 50 หมู่นี่ จะถูกใช้ไว้ปลูกมันเทศ ถั่วลิสงและถู่โต้ว(มันฝรั่ง)
ครอบครัวเธอหว่านเมล็ดถู่โต้วบนเนื้อที่มากกว่า 3 หมู่ เนื้อที่ 20 หมู่ไว้ปลูกมันเทศ ส่วนเนื้อที่ที่เหลือปลูกถั่วลิสง
ถู่โต้วสามารถเอามาปรุงเป็นอาหาร ถั่วลิสงเอาไว้กินเอง หรือสกัดน้ำมันเอาไปขาย ส่วนมันเทศนั้นจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในฤดูใบไม้ร่วง และเถามันเทศก็ยังสามารถเอาไปเลี้ยงไก่ได้ด้วย
ถั่วลิสงและถู่โต้วปลูกโดยใช้วิธีหยอดเมล็ดในดินตรง ๆ ทว่ามันเทศนั้นไม่ได้ใช้วิธีเช่นนี้ ทว่าต้องเอาไปเพาะให้ได้ต้นกล้าก่อน แล้วจึงค่อยตัดส่วนเถาไปปลูก
การปลูกโดยใช้เถามันเทศมีคุณลักษณะพิเศษ นั่นคือ ยิ่งเล็มเถามันเทศมากเท่าไรก็จะยิ่งแตกเถาเร็วมากเท่านั้นและใช้ที่ดินเพียงครึ่งหมู่เท่านั้น สำหรับการเพาะเถาต้นกล้ามันเทศ ก่อนย้ายไปปลูก
ยามเอาต้นกล้ามันเทศย้ายไปปลูก โดยทั่วไปจะเลือกท่อนพันธุ์ที่มีข้อให้เห็นอยู่สิบข้อ แต่ละข้อก็ริดใบออกให้เหลือใบเดียว แล้วจะปลูกท่อนพันธุ์ให้ราบไปกับดิน โดยมีการปักข้อฝังลงในดินทุก ๆ สองข้อ ซึ่งจะมีส่วนข้อที่ไม่ฝังโผล่อยู่ข้างนอก สลับกันไปเป็นระยะเท่า ๆกัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ มองเผิน ๆดูคล้ายลูกคลื่น
เหลียนฟางโจวได้เอาวิธีการนี้มาสอนป้าจางด้วย
ป้าจางเชื่อหญิงสาวอย่างไม่มีข้อแม้ แต่จ้าวซื่อสงสัยนิดหน่อย ทว่านางเป็นเพียงลูกสะใภ้ อยู่ที่บ้านมีสิทธิ์มีเสียงน้อย ดังนั้นนางจึงถูกป้าจางจับได้ หลังพูดขัดแย้งไปสองประโยค
ดังนั้นหลังจากปลูกไป จ้าวซื่อเป็นต้องวิ่งเข้าไปดูแทบทุกวัน วันละสองเที่ยว จนแน่ใจว่าต้นพันธุ์สามารถงอกรากรอดชีวิตโดยไม่ตายแล้ว จึงค่อยเบิกบานยินดี เมื่อคิดว่าจะประหยัดมันเทศไปได้มากมาย ก็บังเกิดความตื้นตันใจนัก
แต่แล้ว ความเศร้าโศกก็เข้ามาเยือนอีกครา นางถามเหลียนฟางโจวเป็นการส่วนตัวอย่างกังวล “เถามันเทศปลูกขึ้นแล้ว แต่มันจะได้ผลรึ? ไม่ใช่ว่าได้แต่เถาเฉย ๆ และไม่มีหัว ใช่หรือไม่? นั่นจะเป็นการเสียพื้นที่ปลูกไปเปล่า ๆแน่เลย!”
เหลียนฟางโจวรู้สึกขำ และคิดได้ว่า จ้าวซื่อคงยังไม่เข้าใจอะไรเลย มิน่าถึงได้เอาแต่กังวลเช่นนี้ ดังนั้นหญิงสาวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ วางใจเถิด หากถึงตอนนั้นแล้วมันไม่ได้ผลอะไรออกมา เช่นนั้น...ข้าจะเอามันเทศมาชดเชยให้ท่านเท่ากับจำนวนผลผลิตที่ควรได้ทั้งปี!”
“โอ้ น่าละอายอะไรเช่นนี้!” จ้าวซื่อพลันแย้มยิ้มทันใด ครั้นแล้วก็ถอนหายใจและส่ายหน้า “ไม่ แม่สามีข้าจะไม่ยอมแน่นอน...”
เหลียนฟางโจวรู้สึกว่าจ้าวซื่อก็มิใช่คนไม่ดี แค่มักเป็นห่วงผลประโยชน์ตนเองมากเกินไป ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะชอบคิดละเอียด แต่ก็แค่เป็นคนคิดละเอียด หากนางเอาแต่ฉกชิงผลประโยชน์ผู้อื่น หญิงสาวคงไม่เสนอข้อชดเชยนี้ให้ดังนั้นเหลียนฟางโจวจึงไม่รังเกียจอีกฝ่าย
หลังจากได้ฟังถ้อยคำจ้าวซื่อ ฟางโจวจึงขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะ “หรือว่า เช่นนั้นแล้ว...เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะชดเชยให้พี่สะใภ้โดยตรงดีหรือไม่? พี่สะใภ้ วางใจเถิด ข้าจะไม่บอกคนอื่นหรอก จะไม่บอกใครแน่!”
ดวงตาจ้าวซื่อเรืองวาบ สีหน้าฉายชัดว่าโล่งใจ และเห็นด้วยกับที่หญิงสาวเสนอมาเต็มเหนี่ยว
อีกฝ่ายหัวเราะสองสามครา พลางถูมือถูไม้อย่างพินอบพิเทา ครั้นแล้วก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มคล้ายตัดสินใจครั้งใหญ่“เรื่องนี้ ข้ารู้สึกละอายนัก! เอ้อ เจ้าไม่จำเป็นต้องชดเชยให้ทั้งหมดหรอก เอาแค่ครึ่งหนึ่งก็พอ....”
“ได้สิ เช่นนั้นเป็นอันตกลง!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าและตอบตกลงโดยไม่ลังเล
พอจ้าวซื่อเห็นเช่นนี้ ก็หัวเราะหึๆในใจ แทนที่จะรู้สึกเสียใจบ้าง ครั้นแล้วก็เอ่ยอีกสองสามคำ “หากเจ้ามีอะไรให้ช่วย ก็บอกข้ามานะ!” และแล้วก็เดินจากไป
บรรดาไก่ในสวนผลไม้มีขนาดเท่าข้อมือคนแล้ว พวกมันเดินบ้างกระโดดบ้างไปรอบ ๆ สวนผลไม้อย่างมีความสุขตลอดทั้งวัน แต่ละตัวมีขนขึ้นเป็นหย่อม ๆ
ขนของไก่ตัวผู้ขึ้นช้ากว่าและมีน้อย ส่วนไก่ตัวเมียมีขนซึ่งมีสีสันต่าง ๆกันขึ้นอยู่ทั่วทั้งตัวแล้ว
เหลียนฟางโจวคำนวณไว้ว่า อีกราวสิบวัน น่าจะมีคนจากหมู่บ้านเสี่ยวหวางมาแจ้งข่าวให้ไปขนลูกเจี๊ยบฝูงที่สองมา
พื้นที่แปลงอนุบาลต้นกล้าฝ้ายดั้งเดิม เหลียนฟางโจวจงใจแบ่งไว้ 20 หมู่สำหรับทดลองผสมพันธุ์เพื่อปรับปรุงพันธุ์โดยเฉพาะ
แม้ว่าเมล็ดฝ้ายในไร่ฝ้ายจะสามารถนำไปเพาะได้ในปีที่สอง เมล็ดเช่นนั้นจะสู้เมล็ดที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาเป็นพิเศษได้อย่างไร?
ไม่มีใครจะกระจ่างแจ้งถึงความสำคัญของเม็ดพันธุ์ที่ดี เท่าเหลียนฟางโจวซึ่งเป็นกูรูด้านเกษตรกรรมแล้ว เพราะฉะนั้น การปรับปรุงพันธุ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เหลียนฟางโจววางแผนดูแลพื้นที่ปรับปรุงพันธุ์เนื้อที่ 20 หมู่นี้ด้วยตนเองพร้อมด้วยอาเจ๋อและอาเจี่ยน ส่วนงานใช้แรงงานหนักและงานง่าย ๆ หญิงสาวให้ฉินเฟิงเรียกคนมาช่วยเร่งงาน ก็เป็นอันเพียงพอแล้ว
ที่ดินเนื้อที่ 20 หมู่นี้ต้องดูแลอย่างระมัดระวัง และการใส่ปุ๋ย การกำจัดวัชพืช การกำจัดศัตรูพืช และการรดน้ำ จะต้องละเอียดละออเพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดที่ผลิตได้จะผ่านการดูแลเอาใจใส่ในระดับสูงสุด
ด้วยกระบวนการทำงานเช่นนี้ หลังหนึ่งปีแห่งการคัดเลือกสายพันธุ์ ย่อมสามารถได้พันธุ์ที่ดีมีคุณภาพเป็นแน่
เช้านี้ หลังกินมื้อเช้ากันแล้ว เหลียนฟางโจว อาเจี่ยน และเหลียนเจ๋อกำลังหารือว่าจะไปตรวดูพื้นที่ปรับปรุงพันธุ์ใครเล่าจะรู้ว่าจางเลี่ยงจะมาหาถึงประตูบ้าน เด็กหนุ่มส่งยิ้มขัดเขินและทักทายคนทั้งหลาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความลังเลและว้าวุ่นใจ
ความรู้สึกของเหลียนฟางโจวต่อสกุลจางดีมากอยู่แล้ว พอเห็นจางเลี่ยง หญิงสาวรีบหัวเราะและถามว่าเกิดอะไรขึ้น “หากเจ้ามีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก!”
จางเลี่ยงเป็นเด็กซื่อตรงและเคารพกฏระเบียบ เป็นเวลาสักพักหนึ่งแล้ว ที่เขาจับตั๊กแตนหรือปลาตัวเล็ก ๆ และกุ้งตัวเล็ก ๆ มาส่งให้ฟางฉิงเพื่อไว้เลี้ยงลูกไก่ฟ้า และทุกครั้งที่มาส่ง เขาก็ไม่เคยพูดอะไรสักคำ จากนั้นก็รีบเร่งจากไป
ดังนั้นความรู้สึกของเหลียนฟางโจวที่มีต่ออีกฝ่ายก็คือ นี่คือเด็กที่ซื่อสัตย์มาก ๆ
ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เด็กซื่อ ๆคนหนึ่ง ถึงคอยเทียวไปเทียวมาเช่นนี้
จางเลี่ยงได้ยินถ้อยคำนี้ ก็เงยหน้าและเหลือบมองเหลียนฟางโจวอย่างหวาด ๆ เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก ทันใดนั้นก็คุกเข่า แล้วโขกศีรษะ “คุณหนู บ่าวอยากเรียนวรยุทธ์พร้อมกับนายท่านรอง ขอคุณหนูช่วยให้สมปรารถนาด้วยเถิดขอรับ!”
“อะไรนะ!”เหลียนฟางโจวทำตาโต นิ่งชะงักไป
อาเจี่ยนกับเหลียนเจ๋อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อดเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจไม่ได้
จางเลี่ยงขัดเขินหนัก ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำและหัวใจเต้นกระหน่ำอย่างแตกตื่น เขาก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้น ทว่าเขายังขอร้อง “คุณหนู บ่าวไม่กลัวความยากลำบาก ได้โปรดให้บ่าวสมปรารถนาด้วยเถิดขอรับ!”
ด้วยเพราะความตื่นเต้น น้ำเสียงจึงสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“ลุกขึ้นมาก่อน แล้วพูดช้า ๆ!” เหลียนฟางโจวกลับมารู้สึกตัวและรีบส่งสัญญาณให้เหลียนเจ๋อดึงอีกฝ่ายยืนขึ้น
จางเลี่ยงรู้นิสัยเหลียนฟางโจว จางเลี่ยงโขกศีรษะอีกครั้งแล้วยืนขึ้นอย่างเชื่อฟัง เมื่อรวบรวมความกล้าได้แล้วเด็กหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับคู่นั้นมองเหลียนฟางโจวอย่างอ้อนวอนและเป็นกังวล
เหลียนฟางโจวเหลือบมองอาเจี่ยนโดยไม่รู้ตัว และอาเจี่ยนมองตอบหญิงสาวอย่างเด๋อด๋า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาจริง ๆนะ!
หลังถอนหายใจเบา ๆ เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เอาล่ะ เอาล่ะ เหตุใดจู่ ๆ เจ้าก็มีความคิดเช่นนี้เล่า? บิดามารดาเจ้า รู้หรือยัง?”
จางเลี่ยงตอบซื่อ ๆ “บ่าวเองก็ไม่รู้ บ่าวแค่คิดจะเรียนรู้ไว้ ในภายภาคหน้าบ่าวคิดจะทำงานรับใช้คุณหนูขอรับบิดามารดาจะไม่มีทางไม่เห็นด้วยแน่ขอรับ”
นี่ก็แสดงว่าบิดาและมารดาเขายังไม่รู้เรื่องสินะ
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น