“ไม่ ไม่ ไม่ คุณหนูกล่าวหนักไปแล้วขอรับ"! จางเลี่ยงรีบเอ่ยปฏิเสธเป็นพัลวัน
เหลียนเจ๋อเองก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่เห็นข้าเป็นคนเช่นไร ข้าจะทำแบบนั้นได้อย่างไร!”
“ข้ารู้เจ้าไม่ทำหรอก ก็แค่พูดเล่นนะ!”เหลียนฟางโจวยิ้มแล้วเอ่ยกับจางเลี่ยง “เจ้ากลับไปก่อนนะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาที่นี่!”
เหลียนเจ๋อรีบบอกว่าช่วงเช้าต้องมีการออกกำลังทุกวัน จางเลี่ยงรับคำแล้วจากไป
ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เขาไม่กล้าเงยหน้ามองฟางฉิงเลย
หลังพ้นประตูบ้านเหลียนฟางโจวแล้ว จางเลี่ยงจึงเงยหน้าขึ้น แล้วพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก วันนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าเด็กหนุ่มสว่างสไวกว่าพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน และฝีเท้าเขาก็แผ่วเบากว่านกนางแอ่นที่เพิ่งโผบินผ่านไป
เขาตัดสินใจฝึกฝนวรยุทธ์ไม่ใช่เพื่ออื่นใด ก็เพื่อที่จะสามารถปกป้องคุณหนูสี่ในภายหน้า และเพื่อที่จะสามารถมาพบคุณหนูสี่ได้ทุก ๆวัน
เขาไม่ละโมบ ขอแค่ได้มองนางวันละแวบเดียว เขาก็พอใจแล้ว
เขาจะระวังตัวไว้มาก ๆ ระวังมาก ๆ และจะไม่ให้คุณหนูสี่ระแคะระคาย ไม่ให้ทุกคนค้นพบว่าเขาคิดอะไรกับคุณหนูสี่
เพราะความคิดแบบนั้นไม่ควรเกิดขึ้น หากมีใครรู้เข้า มันจะส่งผลกับชื่อเสียงของคุณหนูสี่ และเขาจะสูญเสียคุณสมบัติที่จะได้พบคุณหนูสี่อีก ซึ่งเขาคงทนไม่ได้
แค่คิดว่าภายหน้าจะไม่ได้เห็นหน้าคุณหนูสี่อีกแล้ว ใจเขาก็รู้สึกอึดอัดไม่สบาย และรู้สึกแตกตื่นเสียขวัญ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เขาก็รู้ด้วยว่าภายภาคหน้าคุณหนูสี่จะต้องแต่งออกเรือนไปอย่างแน่นอน และเขาก็ไตร่ตรองเรื่องนี้มาดีแล้ว ยามที่คุณหนูสี่แต่งงานออกไป เขาจะหาสินสอดมาขอนาง หากชีวิตเขาต้องดับลง เขาจะไม่ยอมพรากจากนาง ไม่ว่าอย่างไรเขาจะคอยเฝ้าดูนางอยู่ห่าง ๆ เขาจะรีบมาช่วยเหลือนางด้วยความเบิกบานยินดีเป็นที่สุด เมื่อใดที่นางต้องการ
เพื่อเป้าหมายนี้ ในที่สุดเขาได้เริ่มต้นก้าวแรกแล้ว
เพราะฉะนั้น ในการฝึกฝนวรยุทธ์ เขาจะทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยเพียงไหน เขาจะไม่ยอมหันหลังกลับเด็ดขาด!
สองสามวันต่อมา เหล่าหวางโถวในหมู่บ้านเสี่ยวหวางก็ส่งคนมาแจ้งข่าวว่าอีกสองวันให้มาขนลูกเจี๊ยบฝูงที่สองไปได้
เหลียนฟางโจวรับปากพร้อมรอยยิ้มและเดินไปส่งคนแจ้งข่าว
ยามมาถึงวันที่นัดไว้ เธอได้พาเหลียนฟางฉิงไปด้วย
ตามที่เหลียนฟางโจวคาดไว้ ไก่ฝูงแรกที่ให้น้องสาวตัวน้อยไปดูแลไม่ได้เริ่มต้นแข็งแรง แล้วมาอ่อนแอในตอนท้าย ด้วยความอดทนและพากเพียรต่องานอันละเอียดอ่อนและพิถีพิถันมาอย่างต่อเนื่อง เหลียนฟางโจวจึงเริ่มวางใจทีละน้อย หญิงสาวจึงส่งมอบลูกเจี๊ยบฝูงที่สองไปให้น้องสาวจัดการดูแลเองทั้งหมดเลย
เหลียนฟางฉิงยินดีปรีดานัก พลางรับคำอย่างหนักแน่น เด็กน้อยตบอกผางด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า เพื่อเป็นการรับรองว่านางจะไม่ให้ทำให้พี่สาวผิดหวัง
เสี่ยวฮุยก็เชื่อฟังมากขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ส่วนลูกไก่ฟ้าเหล่านั้นก็โตวันโตคืน และขนที่คลุมตัวมันก็มีสีสันสดใสปรากฏชัดเจน ซ้ำฟางฉิงยังได้รับผิดชอบงานของทางบ้านเพิ่ม ซึ่งพี่สาวได้มอบตำแหน่งสำคัญให้ เหลียนฟางฉิงจึงรู้สึกพึงพอใจอย่างที่สุด!
เมื่อทิ้งการเลี้ยงไก่ให้เหลียนฟางฉิงดูแลทั้งหมด เหลียนฟางโจวจึงมีเวลาใส่ใจกับการดูแลไร่ฝ้ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำแปลงปรับปรุงพันธุ์
หลังเทศกาลตวนหวู่[1] ในที่สุดมีข่าวจากในเมืองว่าซุนหมิงและเหลียนไห่ทั้งสองคนสอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้ว!
เมื่อข่าวส่งกลับมา คนทั้งหมู่บ้านต้าฝางต่างตื่นเต้นฮือฮา!
จู่ ๆก็มีซิ่วไฉสองคนปรากฏตัวออกมาพร้อมกันในฉับพลันทันที คนทั้งหมู่บ้านรู้สึกภาคภูมิใจและตื่นเต้นยินดีที่ได้ทราบข่าว!
ยามนี้ ทุกคนตื่นเต้นยินดีด้วยความจริงใจ ส่วนที่ว่าจะมีกี่คนที่ยังตื่นเต้นยินดีอยู่ และมีกี่คนที่อิจฉาริษยา เป็นสิ่งที่ยากจะบอก
ดังนั้นในไม่ช้า ซุนฉางซิงก็ได้หนังสือทะเบียนบ้านที่เขาฝันถึงมานานจากจางลี่เจิ้ง โดยไม่ต้องไปเที่ยวหา นี่คือการลงหลักปักฐานอย่างเป็นทางการในหมู่บ้านต้าฝางแล้ว!
ซุนฉางซิงที่ได้รับหนังสือทะเบียนบ้านมานั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกร้อยแปดพันเก้า จางหลี่เจิ้งยิ้มอย่างสุภาพและบอกว่าเขาคิดทำหนังสือทะเบียนบ้านสำหรับพวกเขามานานแล้ว แต่เขามักยุ่งอยู่เสมอ หรือไม่ ก็ไม่มีใครเตือน เขาก็เลยลืม เลยต้องลากยาวมาจนถึงวันนี้ ยามนี้เขาอับอายเสียจริง ๆ.....
แน่นอน ซุนฉางซิงไม่จงใจจับผิดถึงเหตุผลที่จางลี่เจิ้งอับอายเขา ทว่ากลับค่อนข้างเข้าใจอีกฝ่าย จึงพูดคล้อยตามไปอีกสองสามประโยค แล้วกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายด้วยใจจริง ซ้ำยังไปส่งจางลี่เจิ้งด้วยท่าทีและการกระทำที่ทำให้จางลี่เจิ้งพึงพอใจนัก
ต่อให้บุตรชายเขาผ่านการคัดเลือกเป็นซิ่วไฉ ซ้ำถือว่าเทียบเท่าอาจารย์ตามสำนักศึกษา พูดได้ว่าถ้ายังไปต่อก็จะได้เป็นจู่เหริน(ผู้สมัครสอบเข้ารับราชการในราชสำนักระดับมณฑล) ก็ไม่มีปัญหาเลยหากเขาจะอ้างชื่อลูกเขา ทว่าเหนืออื่นใดจางลี่เจิ้งคือขุนนางประจำหมู่บ้าน ไปเป็นอริกับเขาก็หามีผลประโยชน์อันใด
หลังจากมีทะเบียนบ้าน ท่านสามารถได้ที่ดินไว้ตั้งบ้านเรือนอย่างถาวร โดยแต่ละคนสามารถบุกเบิกที่ดินได้ทั้งหมดรวม 3 หมู่โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว
เดิมทีที่ดินที่เป็นที่ตั้งของกระท่อมที่เขาเคยอยู่อาศัยนั้น หาได้เป็นของพวกเขาไม่ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หากมีคนมาถูกใจที่ดินนั่น และจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยซื้อไป พวกเขาย่อมต้องย้ายออกแต่โดยดี
ตอนนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ที่ดินที่พวกเขาเลือกก็คือที่ดินที่กระท่อมเขาตั้งอยู่นั่นเอง
รวมทั้งสวนผัก ที่มีเนื้อที่ทั้งหมดราวสองหมู่
สำหรับการบุกเบิกผืนดินนั้น พวกเขาเลือกสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากคุยกับจางลี่เจิ้ง และได้ใบรับรองที่จางลี่เจิ้งออกให้แล้ว ก็สามารถเอาใบดังกล่าวไปแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเมืองให้ออกโฉนดที่ดินให้
ครอบครัวพวกเขามีอยู่กันสามคน จึงสามารถสามารถบุกเบิกพื้นดินที่มีเนื้อที่รวมกัน 9 หมู่ ที่ดิน 9 หมู่สามารถเป็นนาข้าวก็ได้ เป็นที่ดอนก็ได้ แต่นาข้าวไหนเลยจะบุกเบิกง่ายนักเล่า? พื้นที่นาข้าว ต้องหาพื้นที่รกร้างที่เหมาะสมมาแผ้วถางและไถปรับปรุงพื้นที่เพื่อเหมาะแก่การเพาะปลูก และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า มีคนบุกเบิกจับจองไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงได้แต่จำใจเลือกพื้นที่ดอนซึ่งมีเนื้อที่ 9 หมู่
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่นี่คือสิ่งของที่เป็นของ ๆพวกเขาจริง ๆ หลังจากได้ใบโฉนดที่ดินมา สองสามีภรรยาก็นอนไม่หลับเพราะมัวแต่ดีใจไปตลอดทั้งคืน
หลังจากสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ ก็ต้องจัดงานเลี้ยงเชิญคนในหมู่บ้านมากินฉลองกัน
ซุนฉางซิงกัดฟันและตัดสินใจล้วงเงินสี่ตำลึงเพื่อจัดงานเลี้ยงและเชิญคนทั้งหมู่บ้านมาร่วมฉลอง
การสอบซิ่วไฉสามารถจัดขึ้นทุกปี ทว่าการสอบเคอจู่ซึ่งเป็นการจัดสอบอย่างเป็นทางการของราชสำนัก จะจัดขึ้นทุกสามปี
อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ในปีนี้คือฤดูใบไม้ร่วง และเหลือเวลาอีกสองปีที่จะถึงการสอบครั้งถัดไป ยังมีเวลาเก็บเงินเพื่อการเข้าสอบของบุตรชาย และตอนนี้พวกเขามีบ้านมีที่ดินเป็นของตนเองแล้ว ชีวิตย่อมง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนนัก การจะเก็บหอมรอมริบย่อมทำได้ง่ายขึ้นด้วย
เมื่อรู้ถึงความยากลำบากของพวกเขา เหลียนฟางโจวจึงรีบมอบเงินใส่ซองสิบตำลึง ชุดสมบัติทั้งสี่เพื่อการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องเขียนอย่างดี รวมทั้งผ้าป่านสีน้ำเงินไพลินและเขียวมรกตอย่างดีเป็นของขวัญแสดงความยินดี และเอ่ยด้วยรอยยิ้มกับสองสามีภรรยา “ เมื่อถึงเวลา ที่จะเชิญชาวบ้านมากินเลี้ยง หากมีอะไรที่พวกท่านต้องการให้ช่วย ก็บอกมานะ! ครอบครัวข้ายังยุ่งอยู่ ทว่ายังสามารถดึงคนมาช่วยได้สองคน! หากมีกับข้าวบางส่วนที่จำเป็นต้องซื้อในเมือง ก็ขับรถเกวียนเทียมลาข้าไปได้เลย! มีร้านหลายร้านที่ข้าเป็นลูกค้าขาประจำ พวกท่านสามารถอ้างชื่อข้า และข้าจะบอกรายชื่อพวกท่านทีหลังตอนที่พวกท่านแวะมาหาข้าที่บ้าน ข้าจะบอกที่ร้านว่าท่านเป็นคนที่ข้าแนะนำมาติดต่อการค้า ซ้ำยังได้ราคาถูกลงด้วย!”
ความรู้สึกซาบซึ้งระเบิดโพลงในหัวใจของคนทั้งคู่ นี่คือคนที่มีใจอยากช่วยพวกเขาอย่างแท้จริง นางถูไม้ถูมือมองเหลียนฟางโจวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แล้วเอาแต่พึมพำซ้ำ ๆ “ขอบคุณแม่นางเหลียน! ขอบคุณมาก ๆนะ!” และไม่สามารถกล่าวอะไรได้อีก
“เราทุกคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ทว่าข้าแค่ยื่นมือช่วยเล็ก ๆน้อย ๆ ท่านไม่ต้องทำแบบนี้หรอก!”เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มแล้วกล่าวอำลาจากไป
หลังจากคล้อยหลังหญิงสาวไปแล้ว ซุนซื่อได้ลูบผ้าป่านสองพับที่เนื้อเนียนละเอียดนุ่มลื่น พลางยิ้มอย่างเริงร่า “นี่กำลังจะเข้ากลางฤดูร้อนในไม่ช้า ดังนั้นข้าสามารถตัดเสื้อสองชุดให้อาหมิง เขาจะได้ดูสดใสขึ้นเมื่อสวมใส่ออกไปข้างนอก!”
เมื่อมองไปที่ชุดเครื่องเขียนสมบัติทั้งสี่ของการศึกษาอีกครั้ง นางจึงพูดด้วยความตื่นเต้นยินดีอันไม่รู้จบ “แม่นางเหลียนเป็นคนดีจริง ๆ ! นางทั้งใจกว้าง ทั้งเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เฮ้อ!”
ซุนฉางซิงพยักหน้า “ใช่แล้ว นางแตกต่างจากคนมากมายในหมู่บ้าน พวกนั้นต่างยิ้มและกล่าวแสดงความยินดีกับเรา แต่ใครจะรู้เล่าว่าในใจพวกเขาคิดอันใดอยู่!”
**
[1]เทศกาลตวนหวู่ หรือเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ภาษาจีนเรียกว่า เทศกาลตวนหวู่ ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจีน (จันทรคติ) ของทุกปี มีการไหว้บะจ่าง และแข่งเรือยาว
...
เราจำเรื่องราวครอบครัวซุนฉางชิงไม่ได้เลย ไม่รู้เป็นไงมาไง ใครช่วยบอกที
ตอบลบนายพรานที่พาอาโจวไปหาเห็ดในภูเขา
ลบ