วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 302 เฉียวซื่ออยากหาเรื่องจนตัวสั่น

       ซุนซื่อรีบเอ่ย “ไม่ว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไร ในเมื่อมีคนกล่าวแสดงความยินดี ท่านก็ต้องตั้งใจฟังอย่างระมัดระวัง การแสดงสีหน้านั้นก็อย่าได้ผิดพลาด ไม่เช่นนั้นผู้อื่นจะเอาไปลือกันได้! เอาไปพูดกันว่าเราเป็นพวกเหลาะแหละไม่ได้ความ! การที่อาหมิงของข้าสอบผ่านซิ่วไฉได้และมีอนาคตอันมั่นคงนี่ มิใช่เรื่องง่ายๆเลย ข้าไม่รู้ว่ามีกี่คนที่มองครอบครัวที่ไม่มีรากฐานในหมู่บ้านนี้อย่างเราด้วยสายตาอิจฉาริษยา หากบังเอิญเราไปขัดแข้งขัดขาใครเข้า ผู้อื่นอาจเอาเราไปนินทาเสีย ๆหาย ๆ ชื่อเสียงของอาหมิง ย่อมเสื่อมเสียเอาได้!”

    “ข้าเองย่อมรู้ดี เจ้าอย่าได้วิตกไปเลย ข้าดูเป็นคนโง่เขลาเช่นนั้นรึขอเพียงรำลึกไว้ในใจเสมอ ข้าย่อมไม่ทำอะไรผิดพลาดให้เจ้าเสียหน้าแน่!” ซุนฉางซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “ข้าก็จะเตือนเจ้าให้ระวังไว้ หากเจ้ารู้แล้วย่อมประเสริฐนัก!”

        “เช่นนั้นก็ดี!” ซุนซื่อรู้สึกเบาใจ แล้วส่งค้อนวงใหญ่ให้ซุนฉางซิง “ข้าจะไม่รู้ได้หรือในเมื่อข้าเป็นมารดาเขา? อะไรก็ตามที่ส่งผลดีต่ออาหมิง ข้าย่อมไตร่ตรองอย่างรอบรอบแน่!”

        ซุนฉางซิงระบายยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มหยันเล็กน้อย “เจ้ายังไม่รู้ใช่ไหมสถานการณ์ของครอบครัวเราใคร ๆก็รู้กันทั่ว และมีคนเป็นอันมากที่เอาไปลือกันทั่ว แต่พวกเขาก็ยังอยากให้ข้าจัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อเชิญแขกเหรื่อมากินอาหารมื้อใหญ่ จะมีอะไรยอดเยี่ยมอย่างนี้เล่า? พูดได้ว่านี่ก็คือโอกาสแห่งความยินดีที่นาน ๆจะมีสักครั้ง คิดคร่าว ๆแล้ว อย่างน้อยก็ต้องมีอาหารเย็นแปดอย่าง อาหารอุ่นแปดอย่าง ซึ่งมีไก่และปลาอยู่ในนั้นก้วย!”

        นอกจากต้องมีไก่และปลาแล้ว แน่นอนย่อมต้องมีหมูด้วย

       ทันที่ที่ถ้อยคำหลุดออกมา ใจของซุนซื่อพลันหนักอึ้ง ร่างกายแข็งทื่อไปนิดหนึ่ง นางถอนหายใจเบา ๆ ”ผู้อื่นพูดมา...นั่นก็ถูก นี่ไม่ใช่โอกาสแห่งความรื่นเริงยินดีครั้งใหญ่หรอกรึถึงเวลาต้องเชิญคนมากินโต๊ะที่มีอาหารดี ๆเพียบพร้อมแล้ว เฮ้อ สำหรับเรามันเท่ากับ “สูญเสียเงินทองเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ”!”

        ส่วนความหมายโดยนัยของวลี “สูญเสียเงินทองเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ” มีดังนี้ เป็นที่รู้กันว่าสามีภรรยาคู่นี้ต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยในหมู่บ้านต้าฝาง ซึ่งก็ไม่มีอะไรนัก ยกเว้นคนในหมู่บ้านจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่าครอบครัวพวกเขายากจนข้นแค้นเกินไป เหตุใดครอบครัวต่างถิ่นที่ยากจนที่สุดกลับมีบุตรชายที่อยู่ในโอวาทมากกว่าครอบครัวพวกเขาที่มีฐานะดีกว่าการใช้จ่ายเงินอย่างไม่บันยะบันยัง เพื่อไปเชิญทุกคนมากินเลี้ยง มีใครบ้างที่ยังสบายใจเล่า! ที่หนักสุดก็คือ การใช้เงินเก็บที่มีทั้งหมดของครอบครัวไปกับอาหารมื้อนี้! ซึ่งการต้องเสียเงินไปทั้งหมดย่อมไม่ใช่เรื่องดี เพราะแค่จะจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยแต่ละที พวกเขาก็ฝืนใจมากพออยู่แล้ว 

  คำกล่าวนี้ฟังดูช่างไร้เหตุผลนัก เป็นตรรกะที่แปลกประหลาดมากด้วย ทว่าบรรดาผู้คนที่จิตใจเอาแน่เอานอนไม่ได้ ย่อมคิดว่าความคิดแบบนั้น ถูกต้องชอบธรรมดีแล้ว!

        “ข้าก็ไม่เข้าใจเหตุผลแบบนี้เช่นกัน!” ซุนฉางซิงถอนหายใจและเอ่ยขึ้น ”ข้ากะประมาณคร่าว ๆ เราควรจัดเลี้ยงอย่างน้อย 20 โต๊ะ อาหารแต่ละโต๊ะต้องมีไก่และปลา และมีอาหารโต๊ะละ 12  อย่างก็แล้วกัน  อย่างน้อย ๆก็เป็นเงินสามตำลึง หากมี 20 โต๊ะ ก็เป็นเงินอย่างน้อยหกตำลึง นี่ยังไม่พูดถึงการให้เงินใส่ซองคนที่มาช่วยเหลือ ขอให้คนช่วยผ่าฟืน ซื้อเมล็ดแตงโมและขนมถั่วต่าง ๆสำหรับเด็ก ๆกิน เช่าจานชาม ตะเกียบ ซื้อข้าวสารและอื่น ๆ ที่กล่าวถึงไปนี่รวม ๆกันแล้วก็ต้องใช้เงินปาเข้าไปไป 7 ตำลึงแล้ว! อีกสองวันบุตรชายก็จะเดินทางกลับมา รอจัดงานเลี้ยงคนในหมู่บ้านเสร็จ  หลังจากนั้นบุตรชายต้องไปสำนักศึกษาเพื่อคารวะและขอบคุณท่านอาจารย์ และไหนยังจะมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนซึ่งจะมาร่วมแสดงความยินดีกันอีก....”

  นั่นคือมองตรงไหนตรงไหนก็ต้องใช้เงิน!

        ทั้งคู่จึงอดวิตกกังวลใจไม่ได้

  รู้หรือไม่ ทั้งเนื้อทั้งตัวพวกเขายามนี้มีเงินรวมกันเพียงหกตำลึงเท่านั้น!”

        ในที่สุด ซุนซื่อก็บังเกิดความคิดหนึ่ง คิ้วที่มุ่นอยู่คลายตัวลง พลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “หรือว่า เราไปหาแม่นางเหลียนขอให้จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าดีหรือไม่! นี่ก็เกือบจะถึงกำหนดเวลาแล้วด้วย!”

        ซุนฉางซิงดวงตาสว่างวาบด้วยอีกคน และกำลังจะตอบว่าใช่ ทว่าไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงลังเลไปชั่วครู่ แล้วก็เอ่ยด้วยความลังเล  “นี่..เรามาคิดหาวิธีอื่นก่อนกันดีหรือไม่ไม่เช่นนั้น ข้าอาจจะไปเสี่ยงโชคล่าสัตว์ที่เขาเซียนเถิงซานสักสองวัน!”

  ซุนซื่อเอ่ยอย่างมีโทสะ “เราไม่ได้ไปขอยืมเงินแม่นางเหลียนนะ? แม่นางเหลียนย่อมตอบตกลงแน่ ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้!”

        “ภรรยาอย่างเจ้าจะรู้อันใด!”ซุนฉางซิงคำรามเบา ๆโดยไม่ยอมอธิบาย

       ซุนซื่อไม่ยอมรับ และคาดคั้นเหตุผลจากอีกฝ่าย สุดท้ายคนทั้งสองก็เริ่มโต้เถียงกัน

    อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทระหว่างทั้งสองดำเนินไปได้ไม่นาน ก็จบลงอย่างละมุนละม่อมโดยไม่ทันตั้งตัว

       เพราะในยามนี้ คนทั้งสองนึกถึงซองแดงที่เหลียนฟางโจวมอบให้ และยังไม่มีการเอามาเปิดดูเลย เมื่อพวกเขาเห็นตั๋วเงินมูลค่าสิบตำลึง การทุ่มเถียงอันดุเดือดก็ยุติลงทันใด

       ทั้งสองมองหน้ากันและกันและถอนหายใจออกมาแทบจะพร้อมกัน

“แม่นางเหลียนช่างเป็นผู้มีพระคุณอันประเสริฐของครอบครัวเราโดยแท้!“ ซุนซื่อถอนหายใจ “สำหรับครอบครัวเรา ดูเหมือนความทุกข์ยากได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อได้มาพบกับผู้ดีงามแสนประเสริฐเช่นนี้!”

ซุนฉางซิงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น “นี่คือเจตนาอันดีของแม่นางเหลียน เงินนี้นางให้เราเก็บเอาไว้ใช้ เมื่อใดเจ้าพบแม่นางเหลียน ก็ไม่จำเป็นต้องไปเจาะจงพูดถึงเรื่องนี้เพื่อกล่าวขอบคุณ  สรุปสั้น ๆ เราเพียงต้องรำลึกไว้ในใจเสมอ และภายภาคหน้าหากอาหมิงของเรามีหน้าที่การงานดีแล้ว เราค่อยตอบแทนแม่นางเหลียนในภายหลัง!”

ซุนซื่อพยักหน้ารับคำโดยดุษณี

       เหลียนฟางโจวได้เตรียมของขวัญที่เหมือนกันสองชุด

  หนึ่งชุดได้มอบให้ครอบครัวแซ่ซุนไปแล้ว และอีกชุดแน่นอนย่อมมอบให้เหลียนไห่ผู้เป็นถางซยง(ญาติชายผู้พี่)

     ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่ก็คือเหตุการณ์อันน่าชื่นชมยินดีสำหรับสกุลเหลียน ต่อให้หากไม่คำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติ ก็ไม่ควรมีข้อผิดพลาด นอกจากนี้เหลียนไห่ก็ดีต่อพี่น้องทั้งสี่ ไม่ว่าในอดีตหรือในภายหน้าจะดีหรือไม่ อย่างน้อยตอนนี้ก็นับว่าดี

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของเหลียนลี่และเฉียวซื่อ กับครอบครัวซุนที่ได้รับของขวัญ กลับแตกต่างกันลิบลับ

       เหลียนไห่และซุนหมิงต่างก็ยังไม่กลับมาเหมือนกัน

       ของเหล่านี้สำหรับเหลียนลี่ไหนเลยจะเป็นของมีค่า แม้เหลียนฟางโจวจะเพิ่มสุราฮวาเตียวอีกสองไห(เหล้าเหลืองจากเมืองเชาซิง) และถุงเงินปักลายหรูอี้ที่งดงามวิจิตรคู่หนึ่งซึ่งซื้อมาจากตลาด และนับว่ามากกว่าส่วนที่มอบให้ซุนหมิงก็ตาม

       เหลียนลี่มองว่าไม่ใช่ของมีค่า ดังนั้นริมฝีปากเขาจึงเหยียดโค้งขึ้น พลางเปล่งเสียง “เชอะ”  ส่วนเฉียวซื่อก็ไม่เต็มใจรับ

       นางเอ่ยอย่างมีโทสะ “นางเด็กสมควรตายนั่นมันหมายความว่าอย่างไรส่งมาให้ขอทานหรือไรฮึ่ม อาไห่เป็นซิ่วไฉ และพวกมันบ้านรองก็เป็นแค่รอยด่างของความรุ่งโรจน์  ไม่ใช่ว่านางไม่มีเงินจ่ายเสียหน่อย ให้ของอย่างนี้มาเนี่ยนะ! นางช่างเป็นคนน่ารังเกียจอะไรอย่างนี้ไม่ ข้าจะไม่ยอมปล่อยไปเช่นนี้แน่!”

        ในตอนที่ทราบข่าวอย่างเป็นทางการว่าบุตรชายนางได้สอบผ่านเป็นซิ่วไฉ เฉียวซื่อสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นางยืดอกภาคภูมิใจเมื่อพบทุกคน คล้ายตนเองได้รับการเลื่อนขั้นเป็นฮูหยินผู้เฒ่าตะกูลขุนนางอย่างไรอย่างนั้น

       สิ่งที่นางต้องการที่สุดคือได้ไปแสดงตัวโอ้อวดที่บ้านเหลียนฟางโจว ได้ไปเยาะเย้ยและดูหมิ่นเหลียนฟางโจวและน้อง ๆ

       เพียงแต่เหลียนลี่ดันมาตักเตือนและห้ามนาง นางไม่เข้าใจเหลียนลี่ผู้ซึ่งไม่ใช่คนโง่เขลาเลย รู้ดีว่าเท้าหน้าของบุตรชายก็คือซิ่วไฉ เท้าหลังก็คือผู้เป็นมารดาของเขา ได้ไปบ้านรองเพื่อหาเรื่อง ดูหมิ่นเหยียดหยามคน หากเรื่องนีัแพร่สะพัดออกไป กลัวว่าจะไม่ส่งผลดีต่อชื่อเสียงของบุตีชาย!

       แน่นอน หากบุตรชายเป็นจู่เหรินหรือซิ่วไฉก็ตาม ก็ไม่มีใครกล้าแพร่งพรายชื่อเสียงด้านลบหรอก ต่อให้ครอบครัวเขาทำเกินไปก็เถอะ

       เหลียนลี่ไม่ให้ไปเสียอย่าง ถึงเฉียวซื่อจะไม่ยอมอย่างไร ก็ทำได้เพียงอดทน

       อย่างไรก็ตามตอนนี้เรื่อง “การไปรังแกคนถึงหน้าประตูบ้าน” ยังจะให้นางอดกลั้นไว้ นางย่อมไม่ยินยอมแน่นอน!

       พอเห็นเลียนลี่จ้องมองมา เฉียวซื่อจึงจ้องกลับไปตรงๆและเอ่ยอย่างมั่นใจ “ทำไมข้าไปไม่ได้รึหากเป็นเช่นนั้น นางเด็กสมควรตายอาจแอบหัวเราะเราอยู่ก็ได้ ฮึ่ม เรื่องต่ำช้าเช่นนี้ที่ไหนในโลกนี้ไม่มีหรือไร? มีปัญหานักรึ เหตุใดครอบครัวพวกมันได้แต่นั่งและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยไม่ได้จ่ายอันใดเลยเล่าช่างน่าขำนักไม่ให้ออกไป ไม่ให้ไปแตะต้องมันรึ ? ผู้อื่นไม่ได้พูดกันว่าพวกมันเป็นญาติของอาไห่เราหรอกรึ!”

       ยิ่งเฉียวซื่อพูด  ก็ยิ่งรู้สึกว่าครอบครัวตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และหลังการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ไปคราวนั้น นางก็พลันอยากไปหาเหลียนฟางโจวเพื่อพูดกันให้รู้ดำรู้แดง

       เหลียนลี่หยุดนางแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าไม่ได้บอกไม่ให้เจ้าไป เจ้าจะรีบอะไรนักหนาแถวนั้นหูตาสับปะรดเต็มไปหมด แค่พูดไปสองสามประโยคก็เรียกคนข้างบ้านเข้ามาดูแล้วอีกอย่าง อย่าไปหาเรื่องทะเลาะที่หน้าประตูบ้าน หากเจ้าต้องการทะเลาะกับนาง เจ้าต้องเข้าไปคุยในบ้าน!”

        ซึ่งจะช่วยได้มาก หากเกิดพ่ายแพ้หรือเพรี่ยงพร้ำขึ้นมา!

  

 ...

1 ความคิดเห็น:

  1. ญาติผู้ใหญ่ที่น่ารังเกียจทั้งลุงและป้าสะใภ้ คิดว่ามีลูกเป็นซิ่วไฉ่แล้วยิ่งใหญ่มากนักรึไง

    ตอบลบ