เฉียวซื่อได้ยินสามีสนับสนุนตัวนางในยามนี้ ก็ยิ่งรู้สึกว่านางมีเหตุมีผลเต็มที่ พลันจิตใจนางก็ฮึกเหิมขึ้นทันใด “ท่านวางใจเถิด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง! ข้านึกวิธีออกแล้ว!”
พอกล่าวจบ ก็ยกเท้าย่างเยื้องออกไป พอสาวเท้าไปได้สองสามก้าวนางก็หยุดอีกครั้ง และหันกลับมาพูดกับเหลียนลี่ “ท่านเป็นประมุขของบ้าน จะไปหรือไม่? ไม่เช่นนั้น เราก็ไปด้วยกัน!”
“ข้าไม่ไป! เจ้าเองก็ดูตามความเหมาะสมก็แล้วกัน ข้ามีเรื่องการจัดงานเลี้ยงฉลองหลังลูกชายกลับมา ที่ต้องตรึกตรองอยู่อีก!” เหลียนลี่รีบปฏิเสธทันที
ให้เฉียวซื่อไปตามลำพังน่ะดีแล้ว ต่อให้เกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เขายังคงเก็บกวาดได้ด้วยคำพูดดูดี “หญิงแก่ผู้นี้ไม่มีเหตุผล อย่าได้ถือสานางเลย” และเรื่องก็จะยุติลง
ใจของเฉียวซื่อรอเวลานี้มานานแล้ว เมื่อได้ยินเหลียนลี่บอกว่าไม่ไปกับนาง นางก็ไม่ว่าอะไร เพียงแต่แค่นเสียงแล้วรีบผลุนผลันออกนอกประตูไป และหลังจากได้ยินถ้อยคำของเหลียนลี่ นางก็พลันมีความคิดอีกอย่างในใจ
เฉียวซื่อผู้ที่เคยประสบความพ่ายแพ้มาถึงสองครั้งสองครา ยามนี้ใบหน้านางเปี่ยมด้วยโทสะ บุกเข้าไปในบ้านเหลียนฟางโจว สวนกับเหลียนฟางโจว อาเจี่ยนและเหลียนเจ๋อที่กำลังจะออกไปไร่ฝ้ายพอดี พอเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็อดขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ได้
อาเจี่ยนเหลือบมองเฉียวซื่อ ครั้นแล้วก็หันไปพูดกับเหลียนฟางโจว “ข้าจะถอดเกวียนออกจากลา และพาลาออกไปดื่มน้ำกินหญ้าก็แล้วกัน”
มีครั้งไหนที่เฉียวซื่อกลับมาและไม่หาเรื่องพวกเขาไปครึ่งค่อนวันบ้าง? เมื่อมองดูสถานการณ์ตรงหน้า พวกเขาคงไม่ได้ออกไปในช่วงเช้านี้แน่ อาเจี่ยนมองออกในแวบเดียว ส่วนเหลียนฟางโจวก็เข้าใจดี เช่นนั้นแล้วนางจึงรีบยิ้มให้อาเจี่ยน พลางพยักหน้าเปล่งเสียง “อืม” และให้เหลียนเจ๋อไปกับเขา
“ป้าใหญ่ มีเรื่องอันใดรึ? นั่งลงแล้วคุยกันเถิด!”เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วและนั่งลงอย่างสบาย ๆ
เฉียวซื่อพ่นลมออกจากรูจมูกอย่างเย้ยหยัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง “อ้อ หายากจริง ๆ ข้ามิกล้ารับหรอก เจ้ายังเต็มใจเรียกข้าว่าป้าใหญ่ ยังเต็มใจเชิญข้านั่งลงเนอะ! เจ้าช่างคิดถึงใจผู้อื่นมากกว่าแต่ก่อนนัก!!”
เฉียวซื่อจิตใจฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง นางคิดว่าท่าทีของเหลียนฟางโจวต่อนางยามนี้ดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน---แม้ในความเป็นจริงมันไม่ได้แตกต่างไปเลย และเหตุผลที่ท่าทีของเหลียนฟางโจวเปลี่ยนไปก็เพราะบุตรชายนางตอนนี้เป็นซิ่วไฉแล้ว! เหลียนฟางโจวคงกลัวนางนั่นเอง!
เหลียนฟางโจวแอบกลอกตาใส่ เพียงทำเป็นไม่ได้ยินวาจานี้ ครั้นแล้วจึงตัดสินใจก้มหน้าดื่มชาและเมินเฉยอีกฝ่าย
ถึงอย่างไร ในเมื่อคนมาแล้ว ถ้อยคำที่ควรพูด ก็ย่อมพูดไปแน่นอน ขณะที่เห็นความนัยในดวงตารวมทั้งท่าทีของอีกฝ่าย นางย่อมไม่อยากใส่ใจแน่
เฉียวซื่อยังคงรอคอยเหลียนฟางโจวพูดประจบเอาใจนางอย่างนอบน้อมสักสองสามคำ พอเห็นอีกฝ่ายหรุบตาด้วยกิริยานิ่งสงบ นางก็อดเริ่มขัดเคืองอีกไม่ได้ นางบดกรามและนึกสบถด่าในใจ ‘นางเด็กสมควรตาย! มันทำท่าทางสมควรตายอีกแล้ว! คอยดูเถิดเมื่อบุตรชายข้ากลับมาเมื่อไร ข้าจะทำให้เจ้าขายหน้าไปเลย!’
“ฟางโจวเอ๊ย ถางซยงของเจ้าสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ นี่ไม่ใช่เหตุการณ์อันน่าชื่นชมยินดีครั้งใหญ่ของสกุลเหลียนของเราหรอกรึ?” เฉียวซื่อบดกรามและกัดฟันเพื่อสะกดกลั้นโทสะในใจ นางใช้วิธีนี้อย่างถึงที่สุดเพื่อให้ภาพพจน์ดูเป็นมิตร ซ้ำน้ำเสียงและท่าทางก็ยังถูกปรับให้ดูสุขุมอดทน การเอ่ยคำก็ทำอย่างช้า ๆค่อยเป็นค่อยไป
“นั่นก็ใช่” เหลียนฟางโจวพยักหน้า ในใจหญิงสาวมัวแต่นึกย้อนถึงเรื่องที่ผ่านมาโดยไม่รู้ตัว ภายหลังที่เหลียนเช่อกลับจากสถานศึกษา ผู้เป็นน้องชายให้คำมั่นต่อหน้าเธออย่างสุดแสนจริงจังหาใดเปรียบว่า เขาจะต้องสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ แล้วจะสอบเป็นจู่เหรินและจิ้นซื่อ(จอหงวน)ด้วย และจะทำให้ทุก ๆคนในหมู่บ้านต้องอิจฉาพี่สาว และยามพบหน้าพี่สาว ทุกคนก็จะเผยสีหน้าโอนอ่อนเกรงบารมีของเธอออกมาโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่นางเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเฉียวซื่อ เหลียนฟางโจวพลันดึงความคิดที่แตกกระเจิงกลับมา ริมฝีปากระบายยิ้มและรอคอยคำพูดต่อไปของเฉียวซื่อ
เฉียวซื่อตบหน้าขาแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้ารู้อะไรไหม! การเรียนของอาไห่นี่ดีมาก ๆเลย เหล่าอาจารย์ของสำนักศึกษาต่างก็ยกย่องชื่นชมเขา พูดได้ว่าเขาจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่! ภายหน้าเขาจะได้เป็นขุนนาง หรืออาจจะเป็นถึงขุนนางขั้นสูงอย่างแน่นอน! พวกเจ้าทั้งหมดก็จะพลอยได้รับอานิสงค์ไปด้วย เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ?”
พอพูดจนถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของเฉียวซื่อซึ่งไม่เต็มใจแต่แรก ก็กลายเป็นขัดเคืองขึ้นมา นางนึกเอ่ยในใจ เหตุใดพวกมันถึงต้องพลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย? เพราะเหตุใดกัน! ไม่ใช่เพราะดันใช้แซ่เหลียนเหมือนกันหรอกรึ นี่เป็นเพราะนางมีบุตรชายที่ดีละสินะ.....
แต่นางกลับไม่คิดบ้าง หากเหลียนฟางโจวและน้อง ๆ ไม่มีแซ่เดียวกัน นางจะกล้าวิ่งมาระรานอีกฝ่ายถึงประตูบ้านอยู่หลาย ๆ เที่ยวได้อย่างไร
เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นทันใด พลางจับจ้องเฉียวซื่อ “ป้าใหญ่หมายความว่าอย่างไร? เราไม่เคยคิดหวังพึ่งพาญาติของเราแม้แต่น้อย! เราเพียงแค่ดำเนินชีวิตไปตามความเป็นจริง ไม่เคยคิดโอ้อวดฟุ้งเฟ้อ หรืออยากเป็นใหญ่เป็นโต ข้าไม่เคยคิดในแง่นั้นเลย! และข้าแน่ใจว่าอาเจ๋อและคนอื่น ๆก็ไม่เคยคิดในแง่นั้นด้วย! เพราะฉะนั้น ป้าใหญ่ ท่านอย่าวิตกมากเกินไปนัก! หากท่านไม่เชื่อ มิสู้พวกเราไปหาจางลี่เจิ้งและเหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้านให้ช่วยเขียนหนังสือรับรองเป็นหลักฐานให้เป็นที่รับรู้กันทุกฝ่ายไปเลยดีหรือไม่?”
เฉียวซื่อพลันตกตะลึงนิ่งอึ้งไป ไม่อาจตอบโต้อีกฝ่าย
นางไม่เคยนึกฝันว่าเหลียนฟางโจวจะมีท่าทีเช่นนี้กับเรื่องนี้! มิคาดว่าหลานสาวนางจะไม่มีความรู้สึกปลาบปลื้มซาบซึ้งใจ หรือความคิดประจบประแจงตนเลยแม้สักนิด ตรงกันข้ามกลับพูดเน้นย้ำว่าอยากตัดความสัมพันธ์ให้ชัดเจนไปเลย แล้วนางจะไม่อึ้งงันได้รึ?
เหลียนฟางโจวไม่สนใจใยดีในผลประโยชน์ที่เฉียวซื่อเอาแต่หมกหมุ่นครุ่นคิดอยู่ไม่วาย ทำให้เฉียวซื่อรู้สึกถึงความพ่ายแพ้หมดรูปประเภทหนึ่ง รู้สึกคล้ายว่าเดิมที ตนจะชกอีกฝ่ายให้หน้าหงายแน่ ๆ แต่กลับชกโดนแต่ลมเสียนี่
“ตลกล่ะ!” เฉียวซื่อแค่นเสียงยิ้มเยาะ “เขียนหนังสือรับรองเพื่อประประโยชน์อันใดกัน? หือ ตามคำโบราณกล่าวว่า ถึงหักกระดูก ก็ยังมีเส้นเอ็นเชื่อม พวกเจ้าล้วนแซ่เหลียนเหมือนกัน ซ้ำยังเรียกอาไห่บ้านข้าว่าถางซยง อย่างไรบ้านข้าก็เสียเปรียบอยู่วันยังค่ำ แล้วยังจะกล้าจะพูดถึงเรื่องเขียนหนังสือรับรองอะไรนั่นกับข้าอีก!”
เฉียวซื่อนับว่าหัวใสไม่เบา หลังกล่าววาจานี้ออกมา เอวนางก็ยืดตรงขึ้นอีก
เหลียนฟางโจวยกยิ้มมุมปาก ครั้นแล้วจึงเอ่ยเสียงนุ่ม “เช่นนั้นป้าใหญ่มาหาข้าด้วยจุดประสงค์อันใดเล่า?”
หญิงสาวผายมือออก “บิดาและมารดาข้าให้กำเนิดเราเหล่าพี่น้อง พวกเราจึงต้องมีแซ่เหลียนโดยไม่มีทางเลือก! ข้าไม่กลัวที่ต้องพูดอย่างหมดเปลือกต่อหน้าป้าใหญ่ หากพวกข้าสามารถเลือกได้ พวกข้าก็ไม่อยากมีอะไรเกี่ยวข้องกับป้าใหญ่และลุงใหญ่ และไม่ต้องการได้รับอานิสงค์ไปด้วยในครั้งนี้!”
ขณะกำลังซ่อนตัวอยู่ใต้กรอบหน้าต่าง อาหญิงสามซึ่งกำลังเอียงหูแอบฟังคำพูดของเหลียนฟางโจวอยู่ ก็อดเอามือกดหน้าอกตนเองไม่ได้ ใจนางเต้นกระหน่ำและเป็นห่วงเหลียนฟางโจว โอ เด็กสาวคนนี้นี่ เหตุใดเจ้าถึงพูดกับเฉียวซื่อเช่นนี้? เฉียวซื่อเป็นพวกอันธพาลชอบก่อเรื่องอย่างไร้เหตุผล เหตุใดนางถึงได้เลอะเลือนปานนี้ ไม่พูดออกไปเสียยังจะดีกว่า....
มีคำกล่าวว่าวันนี้แตกต่างจากอดีต การสอบผ่านเป็นซิ่วไฉไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเหลียนไห่สอบผ่านเป็นซิ่วไฉ สถานะของเหลียนลี่และเฉียวซื่อในหมู่บ้านพลันกลับพลิกผลันราวฟ้ากับเหวในทันใด ประกอบกับวันทั้งวันเฉียวซื่อเที่ยวไปคุยโม้โอ้อวดอย่างภาคภูมิใจกับชัยชนะ บอกว่าผลการเรียนของบุตรชายตนเองดีเหลือเกิน ภายภาคหน้าต้องได้เป็นขุนนางใหญ่แน่ อาหญิงสามย่อมหวาดเกรงกับถ้อยคำนี้เป็นธรรมดา พลอยทำให้ความขุ่นเคืองความเย่อหยิ่งทะนงตนพลอยมลายหายไปเกือบหมด
นานมาแล้วที่นางไม่กลัวเฉียวซื่อเลยแม้แต่นิด ไม่เพียงไม่กลัว ทว่ายิ่งดุร้ายกว่าเฉียวซื่อ แต่ตอนนี้ต่างออกไป หากนางเจอเฉียวซื่อ ก็ยิ่งต้องเดินอ้อมไปให้ไกล ซ้ำยังอึดอัดคับข้องในหัวใจ เพราะกลัวว่าเฉียวซื่อจะหันกลับมาคิดบัญชีเก่า ๆกับตน....
ดังนั้นพอวันนี้เฉียวซื่อมาเยือนถึงประตูบ้าน อาหญิงสามเลยไม่ได้เข้ามายืนฟังอยู่ข้าง ๆเหลียนฟางโจว และคอยทำตัวเป็นผู้ช่วยที่กล้าหาญอย่างเคย ซ้ำยังไม่กล้ากระทั่งเดินเข้าประตูมา ได้แต่กล้าแอบฟังอยู่ใต้กรอบหน้าต่างเท่านั้น
เมื่อได้ยินเหลียนฟางโจวกล่าวาจากวนโมโหเฉียวซื่อเสียปานนี้ นางจะไม่กลัดกลุ้มได้รึ?!
เฉียวซื่อโดนวาจานี้ของเหลียนฟางโจวเข้าไป จึงบันดาลโทสะ พลางถลึงตาใส่อีกฝ่าย และเปล่งเสียงออกมาเพียงคำเดียว “เจ้า” โดยไม่รู้ว่าจะตอบโต้อย่างไรดี
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น